รัฐสภา · ครั้งที่ ๔ · ๔ เมษายน ๒๕๕๖

จำนวนสมาชิกที่มาประชุมทั้งหมดที่ลงชื่อไว้เมื่อเลิกประชุม ๖๓๙ คน
นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านสมาชิกครับ เนื่องจาก เรามีญัตติเรื่องแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นญัตติสำคัญนะครับ เพราะฉะนั้นวันนี้ขออนุญาตไม่ให้ มีการหารือนะครับ แล้วก็สมาชิกลงชื่อเข้าประชุม ๓๓๔ ท่าน ครบองค์ประชุม ผมขออนุญาต ดำเนินการตามระเบียบวาระเลยนะครับ

ระเบียบวาระที่ ๑ เรื่องที่ประธานจะแจ้งต่อที่ประชุม ซึ่งไม่ได้ปรากฏ ในระเบียบวาระ จำนวน ๓ เรื่อง

เรื่องแรก รับทราบการถึงแก่อนิจกรรมของสมาชิกวุฒิสภา คุณพรพจน์ กังวาล ด้วยคุณพรพจน์ กังวาล สมาชิกวุฒิสภา ได้ถึงแก่อนิจกรรมเมื่อวันที่ ๒๗ มีนาคม ๒๕๕๖ ซึ่งถือว่าเป็นการสูญเสียบุคคลสำคัญของรัฐสภา จึงขอเชิญท่านสมาชิกกรุณายืนขึ้น เพื่อไว้อาลัย ๑ นาที

(สมาชิกและผู้ที่อยู่ในที่ประชุมได้ยืนขึ้นเพื่อแสดงความไว้อาลัยเป็นเวลา ๑ นาที)

ขอบคุณครับ เชิญนั่งครับ

เรื่องที่ ๒ รับทราบการลาออกของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ท่านผุสดี ตามไท สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ได้มีหนังสือขอลาออก จากการเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตั้งแต่วันที่ ๑ เมษายน ๒๕๕๖ จึงเป็นผลให้สมาชิกภาพ ความเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๐๖ (๓) จึงแจ้งให้ ที่ประชุมทราบ

เรื่องที่ ๓ รับทราบการถ่ายทอดการประชุมทางวิทยุกระจายเสียงและโทรทัศน์ ในการประชุมร่วมกันของรัฐสภาเพื่อพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พุทธศักราช .... นอกจากมีการถ่ายทอดทางสถานีวิทยุกระจายเสียง แห่งประเทศไทยและสถานีวิทยุกระจายเสียงรัฐสภาตามปกติแล้ว ผมได้อนุญาตให้มี การถ่ายทอดการประชุมทางสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทยจนเสร็จสิ้นการประชุม ด้วยนะครับ ทั้งนี้สถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทยจะงดการถ่ายทอดการประชุมชั่วคราว เพื่อเสนอข่าวในพระราชสำนัก เวลา ๒๐.๐๐-๒๐.๓๐ นาฬิกา และเหตุการณ์สำคัญ ที่ประชาชนควรรับรู้ในกรณีเร่งด่วน จึงแจ้งให้ที่ประชุมทราบ

(ที่ประชุมรับทราบ)

ระเบียบวาระที่ ๒ รับรองรายงานการประชุม ไม่มี

ระเบียบวาระที่ ๓ เรื่องที่คณะกรรมาธิการพิจารณาเสร็จแล้ว ไม่มี

ต่อไปเป็นการพิจารณาเรื่องด่วน เรื่องร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พุทธศักราช .... (แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา ๑๑๑ มาตรา ๑๑๒ มาตรา ๑๑๕ มาตรา ๑๑๖ วรรคสอง มาตรา ๑๑๗ มาตรา ๑๑๘ มาตรา ๑๒๐ และมาตรา ๒๔๑ วรรคหนึ่ง และยกเลิกมาตรา ๑๑๓ และมาตรา ๑๑๔) (สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และสมาชิกวุฒิสภา จำนวน ๓๐๘ คน เป็นผู้เสนอ)

แต่เนื่องจากมีร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พุทธศักราช. .... อีก ๒ ฉบับ คือ

๑. ร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พุทธศักราช .... (แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา ๑๙๐) (สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และสมาชิกวุฒิสภา จำนวน ๓๑๔ คน เป็นผู้เสนอ) และ

๒. ร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พุทธศักราช .... (แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา ๖๘ และมาตรา ๒๓๗) (สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และสมาชิกวุฒิสภา จำนวน ๓๑๑ คน เป็นผู้เสนอ)

ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องทำนองเดียวกัน ผมขออนุญาตมาพิจารณารวมกัน

ส่วนการลงมติผมจะให้ออกเสียงลงคะแนนด้วยวิธีการเรียกชื่อและลงคะแนน โดยเปิดเผยในคราวเดียวกันว่าจะรับหลักการแห่งร่างรัฐธรรมนูญ แก้ไขเพิ่มเติมแต่ละฉบับหรือไม่ มีท่านใดมีความเห็นเป็นอย่างอื่นไหมครับ

(ไม่มีสมาชิกมีความเห็นเป็นอย่างอื่น)

ไม่มี ผมขออนุญาต ดำเนินการตามนี้นะครับ แต่ก่อนที่จะให้ผู้เสนอแถลงหลักการและเหตุผลครับ ผมขอทราบ ข้อตกลงระหว่างวิป (Whip) ๓ ฝ่ายด้วยครับ สรุปอย่างไรครับ วิปรัฐบาลเชิญครับ

นายอำนวย คลังผา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ลพบุรี

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายอำนวย คลังผา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดลพบุรี พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา จากการหารือวิป ๓ ฝ่ายเมื่อวันที่ ๒๘ ณ ห้องประชุม คณะกรรมาธิการ หมายเลข ๒ ชั้น ๓ อาคารรัฐสภา ๑ ซึ่งมีกำหนดกันไว้ ๓ วัน คือวันที่ ๑ เมษายน ๒๕๕๖ เริ่มตั้งแต่เวลา ๑๐.๓๐-๒๒.๐๐ นาฬิกา วันอังคารที่ ๒ เมษายน ๒๕๕๖ เวลา ๐๙.๓๐-๒๒.๐๐ นาฬิกา และวันพุธที่ ๓ เมษายน ๒๕๕๖ เวลา ๐๙.๓๐ นาฬิกา เลิกเวลา ๒๒.๐๐ นาฬิกา และมีการลงมติ นี่คือเบื้องต้น

ในส่วนของกำหนดระยะเวลา กำหนดระยะเวลาการอภิปรายรวมทั้งหมด ๓๔ ชั่วโมง วุฒิสภา ๘ ชั่วโมง สภาผู้แทนราษฎร ๒๖ ชั่วโมง แบ่งสัดส่วนเวลาการอภิปราย ฝ่ายค้าน ๑๑ ชั่วโมง ฝ่ายรัฐบาล ๑๕ ชั่วโมง ซึ่งฝ่ายรัฐบาลนั้นรวมเวลา ๑๕ ชั่วโมง คนละ ๓ นาที แบ่งเป็นพรรคเพื่อไทย ๒๖๓ คน ใช้เวลา ๑๓.๐๙ ชั่วโมง พรรคชาติไทยพัฒนา ๑๙ คน ใช้เวลา ๕๗ นาที และพรรคชาติพัฒนา ๗ คน ใช้เวลา ๒๑ นาที พรรคพลังชล ๗ คน และพรรคมหาชน ๑ คน พรรคประชาธิปไตยใหม่ ๑ คน รวมแล้ว ๒๗ นาที ซึ่งได้ ประชุมกันทั้ง ๓ ฝ่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการประชุมนั้นในซีกของฝ่ายรัฐบาล ก็มีผม นายอำนวย คลังผา ๒. ท่าน พลตำรวจโท วิโรจน์ เปาอินทร์ ๓. ท่านวิชาญ มีนชัยนันท์ ๔. ท่านอุดมเดช รัตนเสถียร และ ๕. ร้อยโท ปรีชาพล พงษ์พานิช ที่ได้ร่วมประชุมซีกของ ฝ่ายรัฐบาล และในซีกของฝ่ายค้านก็มีท่านสุกิจ ท่านประเสริฐ ท่านบุญยอด ทั้ง ๓ ท่าน ได้ร่วมประชุม ๒ ฝ่าย และฝ่ายวิปของวุฒิสภาก็มีท่านประธานนิคมและคณะรวมทั้งหมด ฝ่ายละ ๖ ท่าน รวม ๑๘ ท่านด้วยกัน จึงกราบเรียนให้ท่านประธานได้รับทราบว่ามีการตกลงกัน ในที่ประชุมนั้นเป็นเวลา ๒ ชั่วโมง ซึ่งวันนั้นผมได้ไปประชุมพร้อมเพรียงกันได้มีการลงมติ ตามที่ได้กำหนดไว้ ๓ ฝ่ายครับ จึงกราบเรียนท่านประธานที่เคารพเพื่อทราบครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

สรุปรัฐบาล ๑๕ ชั่วโมง ฝ่ายค้าน ๑๑ ชั่วโมง สมาชิกวุฒิสภา ๘ ชั่วโมง แล้วเผื่อเวลาประท้วงอะไรต่าง ๆ อย่างไรครับ

นายอำนวย คลังผา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ลพบุรี

ไม่ได้เผื่อไว้ ท่านประธานครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ไม่ได้เผื่อหมายถึง นับต่างหากใช่ไหม

นายอำนวย คลังผา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ลพบุรี

ก็อยู่ในดุลยพินิจ ที่แต่ละฝ่ายได้ร่วมกันพิจารณาครับท่านประธาน

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เชิญท่านประธานวิปฝ่ายค้านครับ

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธานที่เคารพ กระผม จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ สมาชิกรัฐสภา ขอกราบเรียนกับท่านประธานว่าได้มีการหารือร่วมกัน ระหว่างวิป ๓ ฝ่ายจริง แล้วก็มีข้อตกลงที่เห็นตรงกันก็คือว่าเริ่มต้นจะกำหนดการอภิปราย ๓ วัน คือวันจันทร์ วันอังคาร วันพุธ แล้วก็จะเริ่มอภิปรายตามเวลาที่ท่านประธานวิปรัฐบาล ได้กราบเรียนกับท่านประธานเมื่อสักครู่ คือเริ่มต้นวันนี้เวลา ๑๐.๓๐ นาฬิกา แล้วก็เลิกเวลา ๒๒.๐๐ นาฬิกา วันพรุ่งนี้ก็เริ่มเวลา ๐๙.๓๐ นาฬิกา ก็เลิก ๒๒.๐๐ นาฬิกา แล้วก็วันพฤหัสบดี ก็เริ่มเวลา ๐๙.๓๐ นาฬิกาเช่นเดียวกัน แล้วก็จะไปจบตรงไหนก็ขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริง สำหรับ ประเด็นที่ไม่ตรงกันกับที่ท่านประธานวิปรัฐบาลได้กราบเรียนเมื่อสักครู่ ก็คือว่ายังไม่ได้มีข้อตกลง ในเรื่องเวลา ทั้งนี้เนื่องจากว่าการจัดสรรเวลาให้วุฒิสมาชิกจำนวน ๘ ชั่วโมง ฝ่ายค้านไม่ขัดข้อง แต่กรณีที่การจัดสรรเวลาให้ซีกรัฐบาล ๑๕ ชั่วโมง แล้วก็ฝ่ายค้าน ๑๑ ชั่วโมงนั้น ฝ่ายค้าน ไม่ได้ยอมรับเงื่อนไขนี้ แล้วก็ได้พูดชัดเจนตั้งแต่ในตอนที่เข้าประชุมนะครับว่าเราไม่ได้ยอมรับ เงื่อนไขนี้ เพราะว่าในช่วงระยะเวลาที่ผ่านมาเท่าที่เคยปฏิบัติ อย่างเช่นการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ครั้งที่ผ่านมาก็ได้มีการกำหนดระยะเวลาของซีก ส.ส. รัฐบาล กับคณะรัฐมนตรี เมื่อเปรียบเทียบ กับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรฝ่ายค้านแล้วก็จะได้เวลาเท่ากัน แต่ว่าครั้งนี้รัฐบาล ๑๕ ชั่วโมง ฝ่ายค้าน ๑๑ ชั่วโมง ผมคิดว่ามันไม่อยู่ในวิสัยที่พวกกระผมซึ่งเป็นสมาชิกพรรคฝ่ายค้าน จะสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ครบถ้วนเพราะมีผู้อภิปรายเป็นจำนวนมากเช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้นตรงนี้ยังไม่เป็นที่ตกลงครับ แล้วจะถือเป็นข้อยุติยังไม่ได้ ส่วนเรื่องการประท้วงนั้น ไม่นับเวลารวมกับการอภิปราย ก็ขออนุญาตกราบเรียนให้ท่านประธานได้รับทราบด้วยครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เชิญครับประธานวิปรัฐบาล

นายอำนวย คลังผา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ลพบุรี

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายอำนวย คลังผา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดลพบุรี ในฐานะสมาชิกรัฐสภา สำหรับประเด็นดังกล่าวผมจะขอไปหารือกับ ท่านประธานวิปฝ่ายค้านอีกครั้งหนึ่งครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ก็อาจจะรวมทั้งวิป สมาชิกวุฒิสภาด้วยแล้วค่อยเอาข้อมูล ข้อตกลงที่เห็นร่วมกันแจ้งผมทราบอีกทีนะครับ เพราะฉะนั้นผมขอดำเนินการตามนี้เลยนะครับ เชิญท่านประธานวิปฝ่ายค้าน เชิญครับ

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ 🔗

ท่านประธานที่เคารพ กระผม จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ สมาชิกรัฐสภา ผมยินดีที่จะไปเจรจา กับวิปรัฐบาลอีกครั้งหนึ่ง แต่ว่าประเด็นที่ขออนุญาตใช้เวลาสั้น ๆ ก่อนที่ท่านประธานจะเปิด ให้มีการเสนอแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญกับการอภิปรายนั้น ขออนุญาตใช้เวลาตรงนี้สั้น ๆ กราบเรียน สอบถามท่านประธานซึ่งเป็นประเด็นที่มีความเกี่ยวข้องกับการดำเนินการอภิปราย และการปฏิบัติหน้าที่ของพวกเราในวันนี้ สิ่งที่ผมขออนุญาตที่จะกราบเรียนกับท่านประธาน ก็คือว่าเนื่องจากการที่ท่านประธานรัฐสภาได้นัดหมายให้มีการประชุมร่วมกันของรัฐสภา เพื่อพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พุทธศักราช .... ๓ ร่าง ในวันจันทร์คือวันนี้ วันที่ ๑ เดือนเมษายน พ.ศ. ๒๕๕๖ นั้น เป็นเหตุให้วิปฝ่ายค้าน จำเป็นที่จะต้องมีการนัดประชุมเพื่อพิจารณาในวันอาทิตย์ เวลา ๐๙.๐๐ นาฬิกา ที่สภาผู้แทนราษฎร คือเมื่อวาน แต่ว่าโดยเหตุที่เรื่องที่วิปฝ่ายค้านจะต้องพิจารณานั้นเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้อง กับข้อมูลหลายประการที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ จึงเป็นที่มาในฐานะประธานวิปฝ่ายค้าน ผมได้มอบหมายให้เลขานุการวิปฝ่ายค้านคือท่านนริศ ขำนุรักษ์ และกลุ่มงานผู้นำฝ่ายค้าน ในสภาผู้แทนราษฎรซึ่งเป็นผู้ทำหน้าที่สำนักเลขานุการวิปฝ่ายค้านได้ทำหนังสือถึงเลขาธิการ สภาผู้แทนราษฎรเพื่อนำกราบเรียนต่อท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ในกรณีที่พวกกระผม มีความประสงค์ที่จะเชิญสำนักวิชาการของสภาผู้แทนราษฎรมาให้ข้อมูลเรื่องการแก้ไข รัฐธรรมนูญเพื่อให้การปฏิบัติหน้าที่ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิกรัฐสภา ในซีกฝ่ายค้านสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ครบถ้วนตามรัฐธรรมนูญ แต่ปรากฏว่าหลังจากได้ทำหนังสือไปแล้วถึงเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรและเลขาธิการ สภาผู้แทนราษฎรได้นำกราบเรียนท่านประธานรัฐสภาตั้งแต่เวลา ๑๘.๓๐ นาฬิกาของวันศุกร์ที่ผ่านมา ปรากฏว่ายังไม่มีคำอนุญาตใด ๆ จากท่านประธานรัฐสภาหรือประธานสภาผู้แทนราษฎร ให้สำนักการประชุมได้มาให้ข้อมูลกับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคร่วมฝ่ายค้านแต่อย่างใด สาเหตุที่ต้องมีการทำหนังสือขออนุญาตจากท่านประธานก็เนื่องจากว่าในช่วงที่มีการพิจารณา ร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยความปรองดองแห่งชาตินั้นวิปฝ่ายค้านได้เชิญสำนักการประชุม มาชี้แจงหรือให้ข้อมูลต่อที่ประชุมวิปฝ่ายค้าน แต่ปรากฏว่าท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร เมื่อรับทราบเรื่องดังกล่าวก็ได้มีดำริว่าถ้าเจ้าหน้าที่จากสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร จะมาชี้แจงข้อมูลต่อคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้านต้องได้รับอนุญาต จากประธานสภาผู้แทนราษฎรก่อน ซึ่งเป็นเรื่องที่ผมคิดว่าอาจจะเกินความจำเป็น หรือถ้าเป็นดำริ ท่านประธานว่าต้องทำอย่างนั้น ท่านประธานก็จะต้องมีกลไกในการที่จะพิจารณาด้วยความรวดเร็ว ทั้งนี้ก็เนื่องจากว่าภารกิจของสำนักวิชาการเป็นภารกิจที่กำหนดไว้ชัดเจนในกฎหมาย ว่าสำนักวิชาการมีอำนาจหน้าที่วิเคราะห์ เสนอความเห็น และให้บริการทางวิชาการ เพื่อสนับสนุน การปฏิบัติงานด้านนิติบัญญัติของสมาชิกรัฐสภา คณะกรรมาธิการ แม้แต่ข้าราชการ และบุคคลอื่น ที่เกี่ยวข้อง ทั้งสำนักวิชาการมีหน้าที่จัดทำข้อมูลและข้อเสนอแนะทางวิชาการตามความต้องการ ของสมาชิกรัฐสภา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หน่วยงานในสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร และบุคคลแม้แต่ในวงงานรัฐสภา เพราะฉะนั้นกระผมคิดว่าจึงเป็นสิทธิโดยชอบของพวกกระผม ที่จะขอใช้บริการจากสำนักวิชาการของสภาผู้แทนราษฎร แต่ปรากฏว่าเมื่อขอใช้บริการ เจ้าหน้าที่ไม่กล้ามา เพราะท่านประธานดำริว่าต้องได้รับอนุมัติจากท่านประธาน จนในที่สุด การประชุมวิปฝ่ายค้านเมื่อวานปรากฏว่าสำนักวิชาการและสำนักการประชุมที่พวกผมเชิญไป ก็ไม่ได้มาให้ข้อมูลแต่อย่างใด ทั้งที่เป็นสิทธิของพวกผมในฐานะผู้แทนราษฎรที่ควรจะได้รับ บริการได้ และการเชิญมาที่วิปฝ่ายค้านก็คือการเชิญมาให้บริการรวมหมู่ในฐานะพวกผมทุกคน เป็นสมาชิกรัฐสภาย่อมมีสิทธิที่จะได้รับบริการ แต่ปรากฏว่าในที่สุดไม่ได้มา ก็ขอสอบถาม ท่านประธานครับว่าเหตุผลเพราะอะไร ท่านประธานรัฐสภาจึงต้องเป็นผู้อนุญาตหรือประธานสภา ต้องอนุญาต ทั้งที่เป็นหน้าที่และเป็นสิทธิของพวกผมที่จะได้รับบริการอยู่แล้ว และถ้าท่านประธาน ดำริว่าต้องให้ท่านประธานอนุญาต เหตุผลใดที่ท่านประธานถึงไม่อนุญาตเพื่อที่จะได้กำหนด แนวปฏิบัติได้ต่อไปในอนาคตด้วยครับ ขอบคุณท่านประธานครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ขอบคุณท่านจุรินทร์ครับ ก็ต้องขออภัยจริง ๆ นะครับ เอกสารที่ว่าผมยังไม่เห็นเลย ก็อาจจะเป็นความบกพร่อง ในการประสานงานหรืออะไรต่าง ๆ แต่เอาว่าผมขออภัยนะครับ แล้วคราวหน้าจะไม่ให้เกิด เหตุการณ์อย่างนี้อีก เอาเป็นนโยบายอย่างนี้ครับ ถ้าจะเชิญสำนักการประชุมและสำนักวิชาการ ไปร่วมประชุมกับวิปฝ่ายค้านในโอกาสต่อไป สำหรับ ๒ สำนักนี้ซึ่งจะไปให้ข้อมูลอะไรต่าง ๆ ก็คงไม่ต้องขออนุญาตผม ประสานได้เลย เอาอย่างนั้นนะครับ แต่ครั้งนี้ก็ต้องขออภัย ท่านนริศมีอะไรครับ

นายนริศ ขำนุรักษ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พัทลุง

ท่านประธานที่เคารพ ผม นริศ ขำนุรักษ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพัทลุง พรรคประชาธิปัตย์ ที่จริงข้อเท็จจริง ท่านประธานวิปฝ่ายค้าน ท่านจุรินทร์ก็เรียนกับท่านประธานไปแล้วเกือบครบถ้วนนะครับ แต่ว่ายังมีข้อเท็จจริงอยู่อีกข้อเท็จจริงหนึ่ง ช่วงที่มีการประชุมร่างพระราชบัญญัติว่าด้วย ความปรองดองแห่งชาติ ผมได้ทำหนังสือในฐานะเลขานุการคณะกรรมการประสานงาน พรรคร่วมฝ่ายค้านไปกราบเรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ขอให้สำนักการประชุม ได้เข้ามาร่วมชี้แจงในที่ประชุมเพื่อเป็นข้อมูลในการประชุมครั้งนั้น ตั้งแต่วันที่ ๒๙ พฤษภาคม ๒๕๕๕ ถ้าการขอหนังสือไปเมื่อวันศุกร์ประธานไม่เห็นและไม่สั่งตามที่ท่านประธานเรียนกับที่ประชุม แต่ว่าครั้งก่อนตั้งแต่วันที่ ๒๙ พฤษภาคม ขณะนี้จนถึงวันนี้ ๑๐ เดือนแล้วครับท่านประธาน ผมคิดว่าคงผ่านสายตาท่านหนังสือฉบับนี้ก็ยังไม่ตอบว่าท่านมีนโยบายอย่างไรต่อการที่ พรรคร่วมฝ่ายค้านขอให้สำนักการประชุมหรือสำนักอื่นเข้าร่วมประชุมให้ข้อมูลเพื่อสะดวก ในการทำหน้าที่ ผมคิดว่าหนังสือฉบับนี้ที่ไปถึงท่านเมื่อ ๑๐ เดือนที่แล้วท่านคงเห็นและท่านคงสั่ง เกษียนหนังสือแล้ว ถ้าอย่างไรผมคิดว่าท่านคงสั่งและเป็นนโยบายมาแล้ว ขณะนี้พรรคฝ่ายค้าน เขายังไม่ทราบครับว่าท่านมีท่าทีอย่างไรมาก่อนสำหรับเรื่องนี้ จนถึงนาทีนี้เพิ่งทราบว่า เป็นนโยบายท่านอย่างนี้ แต่ว่า ๑๐ เดือนที่แล้วเคยมีเรื่องเช่นนี้เกิดขึ้นนะครับ กราบเรียน เป็นข้อเท็จจริงประธานครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านนริศครับ เอาเป็นว่า สรุปอย่างที่ผมพูดเมื่อสักครู่นี้ ต่อไปถ้าจะเรียกใช้ข้อมูลหรือเชิญสำนักการประชุมแล้วก็ สำนักวิชาการไปให้ข้อมูลก็ได้เลยไม่ต้องขออนุญาตผมครับ เป็นหลักการอย่างนี้ก็น่าจะจบ เชิญท่านจุรินทร์ครับ

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธานที่เคารพ กระผม จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ ผมคิดว่าถ้าท่านประธานจะกรุณา อย่าเพิ่งไประบุเฉพาะ ๒ สำนัก ที่เป็นเช่นนั้นไม่ได้หมายความว่าถัดจากนี้ไปวิปฝ่ายค้าน จะไปเชิญทุกสำนักมาชี้แจง คงไม่อย่างนั้นละครับ อันนั้นเป็นหน้าที่ของคณะกรรมาธิการ กิจการสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งเขามีหน้าที่ที่จะดำเนินการติดตาม ควบคุม ตรวจสอบ การปฏิบัติหน้าที่ขององค์กรต่าง ๆ ในรัฐสภาโดยภารกิจอยู่แล้ว เพียงแต่ว่าถ้ามีหน่วยงานใด ที่จำเป็นจะต้องเชิญมาในส่วนที่เกี่ยวข้องกับระเบียบวาระการประชุมสภาผู้แทนราษฎร หรือการประชุมร่วมกันของรัฐสภาเฉพาะที่เกี่ยวข้อง ขอความกรุณาว่าให้วิปฝ่ายค้านสามารถที่จะ เรียนเชิญมาให้ข้อมูลได้ เฉพาะในส่วนที่เกี่ยวข้องกับระเบียบวาระครับ ผมไม่ก้าวก่ายล่วงเกิน ไปถึงเรื่องอื่นที่มันไม่เกี่ยวข้องแต่อย่างใดท่านประธานครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ยินดีครับ เอาอย่างที่ท่านจุรินทร์ เสนอแนะ เอาตามนี้เลยนะครับ จบแล้วกระมังครับ เชิญครับ

นายธนา ชีรวินิจ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายธนา ชีรวินิจ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมจำเป็นที่จะต้องลุกขึ้น อภิปรายก่อนที่จะมีการพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ เนื่องจากมีเรื่องที่จะขัดต่อบทบัญญัติ รัฐธรรมนูญด้วยกัน ๓ มาตรา ผมจึงจำเป็นจะต้องเรียนท่านประธานว่าเนื่องจาก ท่านประธานวุฒิสภา ขออนุญาตเอ่ยนาม ท่านนิคม ไวยรัชพานิช ซึ่งท่านเป็นประธาน วุฒิสภาและทำหน้าที่รองประธานรัฐสภาด้วยในการประชุมวันนี้ ท่านได้ลงลายมือชื่อ เป็นผู้เสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยเพิ่มเติม จำนวน ๒ ฉบับ โดยได้เสนอ ร่วมกับท่าน ส.ว. ประสิทธิ์ โพธสุธน ในเรื่องของการแก้ไขมาตรา ๑๙๐ และท่านได้ร่วมกับ ท่านสมาชิกวุฒิสภา ท่านดิเรก ถึงฝั่ง ขอแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา ๓๗ ซึ่งในเรื่องดังกล่าวนั้น กระผมเกรงว่าหากไม่ได้มีการหยิบยกขึ้นมา และท่านประธานไม่ได้ใช้อำนาจในการสั่งการ ท่านประธานก็อาจจะปฏิบัติขัดต่อบทบัญญัติรัฐธรรมนูญได้ ผมกราบเรียนท่านประธาน อย่างนี้ครับว่าในบทบัญญัติรัฐธรรมนูญที่พวกเราต้องปฏิบัติโดยเคร่งครัดนั้น มาตรา ๘๙ ประธานสภาผู้แทนราษฎรเป็นประธานรัฐสภา ประธานวุฒิสภาเป็นรองประธานรัฐสภา ประธานรัฐสภาและผู้ทำหน้าที่ประธานรัฐสภา ต้องวางตนเป็นกลางในการปฏิบัติหน้าที่ นี่คือ ประเด็นมาตรา ๘๙ ต่อไปเป็นมาตรา ๑๒๕ ครับท่านประธาน ประธานสภาผู้แทนราษฎรและประธานวุฒิสภามีอำนาจหน้าที่ดำเนินกิจการของสภานั้น ๆ ให้เป็นไปตามข้อบังคับ รองประธานมีอำนาจหน้าที่ตามที่ประธานมอบหมายและปฏิบัติหน้าที่ แทนประธาน เมื่อประธานไม่อยู่และไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ประธานวุฒิสภา และผู้ทำหน้าที่แทนต้องวางตนเป็นกลางในการปฏิบัติหน้าที่ และในมาตรา ๑๒๒ บทที่ใช้แก่สภาทั้งสอง มาตรา ๑๒๒ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภาย่อมเป็น ผู้แทนปวงชนชาวไทย โดยไม่อยู่ในความผูกมัดแห่งอาณัติ มอบหมาย หรือความครอบงำใด ๆ และต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต เพื่อประโยชน์ส่วนรวมของปวงชนชาวไทย โดยปราศจากการขัดกันแห่งผลประโยชน์ ผมขอเน้นคำสุดท้ายครับ เพื่อประโยชน์ส่วนรวม ของปวงชนชาวไทย โดยปราศจากการขัดกันแห่งผลประโยชน์ ท่านประธานที่เคารพครับ คนเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร คนเป็นสมาชิกวุฒิสภา มีคุณธรรม จริยธรรม ระเบียบ ข้อบังคับที่จะต้องถือปฏิบัติ ส่วนคนที่มีภาระหน้าที่ มีหน้าที่ มีอำนาจหรือมีตำแหน่งสูงขึ้น ก็จะต้องมีจริยธรรม คุณธรรม ระเบียบ ข้อบังคับกำหนดเพิ่มเติมมากขึ้น คนเป็น ส.ส. ก็ต้องปฏิบัติตามระเบียบ ข้อบังคับ ประมวลจริยธรรม คนเป็นนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี ก็ต้องปฏิบัติให้เป็นไปตามระเบียบ กฎหมาย จริยธรรม เพิ่มมากขึ้น เช่นเดียวกันครับ คนเป็นประธานสภาผู้แทนราษฎร คนเป็นประธานวุฒิสภา และเป็นประธานรัฐสภา โดยตำแหน่งย่อมต้องปฏิบัติให้ถึงซึ่งจริยธรรมและคุณธรรมมากขึ้นกว่าสมาชิกโดยทั่วไป ผมกราบเรียนท่านประธานอย่างนี้ครับว่าบทบัญญัติรัฐธรรมนูญที่ผมได้เอ่ยถึงท่านประธาน ๒ มาตราได้เน้นให้ชัดเจนเลยว่าคนที่จะมาทำหน้าที่ประธานในที่ประชุมไม่ว่าจะสภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา หรือรัฐสภา ต้องวางตัวเป็นกลาง ทำไมต้องวางตัวเป็นกลางครับท่านประธาน เพราะสภานี้คือสภาแห่งการถกเถียงด้วยข้อมูล เหตุผล การที่ทั้ง ๒ ฝ่ายจะมีความเห็น แตกต่างหรือเห็นด้วยอย่างไร เป็นหน้าที่ของที่ประชุม ท่านประธานในที่ประชุมมีหน้าที่ กำกับการประชุมให้เป็นไปโดยความสงบเรียบร้อย ประธานรัฐสภาถึงต้องวางตัวเป็นกลาง เพราะไม่อย่างนั้นแล้วจะไม่ได้รับความเชื่อถือหรือไว้วางใจในการทำหน้าที่นั้นได้ รัฐธรรมนูญ ถึงต้องเขียนไว้ ๒ บทบัญญัติด้วยกัน ท่านประธานครับ ท่านฟังผมนะครับ

(นายสุนัย จุลพงศธร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ ได้ยืนและยกมือขึ้น)
นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านธนาครับ มีผู้ประท้วงครับ เชิญครับ

นายสุนัย จุลพงศธร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพครับ กระผม สุนัย จุลพงศธร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ ในนามสมาชิกรัฐสภา กระผมเองเห็นว่าวันนี้เป็นวาระสำคัญที่เราจะต้อง พูดถึงเรื่องรัฐธรรมนูญ ต้องขออภัยท่าน ส.ส. ธนานะครับ ขออภัยที่เอ่ยชื่อท่าน ผมคิดว่า ข้อคิดเห็นของท่านนั้นถ้าจะนับถือตามอายุเวลาการเป็นผู้แทนราษฎร

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านใช้สิทธิประท้วงนะครับ

นายสุนัย จุลพงศธร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ใช้สิทธิ ประท้วงครับ ผมถือว่าเป็นการใช้สิทธิที่กระทำไม่เหมาะสมที่จะไปทำการอบรมท่านประธานรัฐสภา ท่านครับ ผมว่าเรามีเกียรติด้วยกันทั้ง ๒ ฝ่ายครับ ผมเองกับท่านประธานนั้น ผมว่า

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านสุนัยครับ ท่านใช้สิทธิ ประท้วงครับ ใครผิดข้อบังคับข้อไหนครับ

นายสุนัย จุลพงศธร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ผมคิดว่า ท่านประธานครับ ในเวลาอย่างนี้ท่านสมาชิกรัฐสภาจะลุกขึ้นมาถ้าจะกล่าวอะไรก็ว่าไป เถอะครับ แต่ผมฟังดูแล้วน่าจะไม่เหมาะสม มาอบรมประธานรัฐสภานี่ผมเองเห็นว่า

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านครับ ท่านใช้สิทธิ ประท้วงนะครับ ถ้าอย่างนั้นผมไม่อนุญาตแล้ว เชิญท่านต่อครับ ช่วยกระชับหน่อยนะครับ

นายธนา ชีรวินิจ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร

ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพครับ ผมกราบเรียนท่านประธานรัฐสภาด้วยความเคารพว่าสิ่งที่ ผมลุกขึ้นอภิปรายผมระมัดระวัง เพราะวันนี้การแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นสิ่งที่พี่น้องประชาชน ทั้งประเทศจับตาให้ความสนใจ เรากำลังแก้ไขในสิ่งซึ่งเรียกว่าเป็นหัวใจแล้วเป็นประเด็น ความขัดแย้ง

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านเอาเข้าประเด็น เลยครับ ขอให้กระชับด้วยครับ

นายธนา ชีรวินิจ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร

เพราะฉะนั้น กระบวนการตั้งแต่เริ่มต้นถ้ามันไม่ถูกต้องชอบธรรมเสียแล้ว ท้ายที่สุดเราจะเชื่อมั่นได้อย่างไรว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญที่เกิดขึ้นนั้นจะกระทำเพื่อพี่น้องประชาชนและเป็นไปตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ ผมกราบเรียนท่านประธานอย่างนี้ว่าผมไม่บังอาจอบรมใครทั้งสิ้น เพราะผมคงไม่มีคุณวุฒิ พอที่จะอบรมใครได้ แต่ผมหยิบยกข้อเท็จจริงขึ้นมาเพื่อให้ประธานในที่ประชุมได้มีอำนาจสั่งการ เนื่องจากจะมีการกระทำที่ผิดต่อบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ ผมกราบเรียนท่านประธานด้วยความเคารพว่าวุฒิสภานั้นเป็นสภาแห่งความนับถือ ยอมรับ เพราะบุคคลที่มาเป็นสมาชิกวุฒิสภานั้นทุกคนล้วนแล้วแต่มีวุฒิภาวะ มีความรู้ ความสามารถ มากมายมาทำหน้าที่กลั่นกรองกฎหมายให้กับเรา แล้วโดยเฉพาะท่านประธานวุฒิสภา ผมขออนุญาตเอ่ยถึงท่านเพราะจะเกี่ยวกับประเด็นที่ผมได้กราบเรียนท่านประธาน ท่านประธานวุฒิสภาท่านนี้ได้ให้สัมภาษณ์ตำหนิสมาชิกวุฒิสภาหลายท่านที่เสนอความคิดเห็น ไม่ตรงกับท่าน หลายครั้งที่ท่านตำหนิหรือวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของพรรคฝ่ายค้าน ซึ่งคนเป็นประธานวุฒิสภาไม่ควร

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านธนาครับ ผมว่าเอาพอสมควร ก็พอแล้วกระมังครับ

นายธนา ชีรวินิจ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร

ท่านประธานที่เคารพครับ ผมกำลังจะหยิบยกประเด็นให้ท่านประธานได้ทราบ ถ้าอยู่ ๆ ผมลุกขึ้นมาโดยผมไม่หยิบยกพฤติกรรมมาให้ท่านประธานได้ทราบ แน่นอนครับท่านประธาน ก็คงจะไม่สามารถวินิจฉัยได้ ผมไม่ใช้เวลาเยอะ อีกนิดเดียวก็จะจบแล้วถ้าท่านประธาน อดทนสักนิดก็จะจบแล้วครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ช่วยกระชับหน่อยครับ

นายธนา ชีรวินิจ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร

การที่ท่านประธานวุฒิสภาได้แสดงบทบาทผ่านทางหน้าสื่อมวลชนหลายครั้งวิพากษ์วิจารณ์ สมาชิกวุฒิสภาด้วยกันก็ดีที่มีความคิดเห็นไม่ตรงกัน วิพากษ์วิจารณ์การทำงานของพรรคร่วมฝ่ายค้าน หรือบุคคลใดก็ตามที่มีความคิดเห็นไม่ตรงกับประธานวุฒิสภา นั่นเป็นสิ่งที่เราไม่สบายใจ อยู่แล้วว่าคนเป็นประธานวุฒิสภานั้นในอดีตที่ผ่านมาพยายามที่จะรักษาความเป็นกลางอย่างที่สุด เพราะนี่คือสภาสูงที่พวกเราให้ความเคารพ มาวันนี้ท่านประธานวุฒิสภาถึงขนาดลงลายมือชื่อร่วมกัน เป็นผู้เสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งไม่มีประธานวุฒิสภาท่านใดในอดีตทำมาก่อน และผมจะ มั่นใจได้อย่างไรครับท่านประธานว่าเมื่อเวลาที่รองประธานรัฐสภาคือประธานวุฒิสภาท่านนี้ ลุกขึ้นทำหน้าที่เป็นประธานที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภาท่านจะสามารถทำหน้าที่ให้ความเป็นกลาง กับการประชุมได้ ผมจึงกราบเรียนท่านประธานว่าในฐานะที่ท่านประธานเป็นประธานรัฐสภา มีอำนาจสั่งการใด ๆ ก็ตามที่เห็นว่าการกระทำต่อไปนี้นั้นเสี่ยงต่อการที่จะขัดต่อบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ ผมขอเรียนท่านประธานครับ ท่านต้องสั่งการไม่ให้ท่านรองประธานรัฐสภาหรือประธานวุฒิสภา มาทำหน้าที่เป็นประธานที่ประชุมรัฐสภาในวันนี้ เพราะ ๑. ขัดต่อบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ ใน ๓ มาตราที่ผมได้เอ่ยให้กับท่านประธานได้ทราบไปแล้ว และ ๒. จะทำให้การทำหน้าที่ ในขณะที่รองประธานรัฐสภาทำหน้าที่อยู่ผมเชื่อว่าจะเกิดปัญหา จะเกิดความไม่ไว้วางใจ เคลือบแคลงใจว่าการทำหน้าที่ประธานในที่ประชุมนั้นจะรักษาความเป็นกลางได้แค่ไหน อย่างไร เพราะฉะนั้นผมขออนุญาตกราบเรียนในฐานะที่ท่านประธานเป็นผู้รักษากฎ กติกา และบทบัญญัติรัฐธรรมนูญให้ท่านประธานสั่งการให้ท่านรองประธานรัฐสภายุติการทำหน้าที่ ในการประชุมร่วมกันของรัฐสภาในการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้ครับท่านประธาน

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

พอกระมังครับ ท่านประธานวุฒิสภาในฐานะรองประธานรัฐสภาท่านก็สวมหมวก ๒ ใบ ใบหนึ่งในฐานะ ประธานวุฒิสภาซึ่งต้องทำหน้าที่เป็นกลางอย่างที่ท่านธนาได้กราบเรียนอยู่แล้วนะครับ แต่อีกหมวกหนึ่งที่ท่านสวมอยู่ก็ในฐานะวุฒิสมาชิกท่านก็มีสิทธิตามรัฐธรรมนูญอยู่แล้ว ที่จะใช้สิทธิในความเป็นวุฒิสมาชิกของท่านก็คงไม่ได้ขัด ไม่ผิดอะไรหรอกครับ ขออนุญาต ดำเนินการต่อเลยนะครับ เชิญครับ

นายธนา ชีรวินิจ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร

ท่านประธานที่เคารพครับ ผม ธนา ชีรวินิจ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมก็ไม่สบายใจที่ท่านประธานได้ใช้ดุลยพินิจ ในการวินิจฉัยเรื่องนี้อย่างรวดเร็วเสมือนว่าท่านประธานก็รู้ประเด็นของปัญหานี้อยู่ก่อนแล้ว ผมกราบเรียนท่านประธานครับ ผมไม่ติดขัดที่ท่านประธานวุฒิสภาจะมีภาระหน้าที่ตาม บทบัญญัติรัฐธรรมนูญอย่างไร ท่านเป็นสมาชิกวุฒิสภาท่านมีสิทธิเสนอญัตติต่าง ๆ ในฐานะ สมาชิกรัฐสภาหรือสมาชิกวุฒิสภา แต่เมื่อท่านมาดำรงตำแหน่งประธานวุฒิสภาและต้องทำ หน้าที่ประธานในที่ประชุมหลาย ๆ เรื่องขัดต่อจริยธรรม หลาย ๆ เรื่องขัดต่อคุณธรรม และหลายเรื่องที่ผมพูดไปขัดต่อบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ ซึ่งท่านไม่สามารถวางตัวเป็นกลาง ในการทำหน้าที่ได้

(นายวรชัย เหมะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสมุทรปราการ ได้ยืน และยกมือขึ้น)
นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านธนามีผู้ประท้วงครับ

นายธนา ชีรวินิจ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร

เพราะท่านได้มีความเห็นไปในทิศทางใดทิศทางหนึ่งแล้ว ผมกราบเรียนท่านประธานครับว่า

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านธนาครับ มีผู้ประท้วง ท่านครับ มีผู้ประท้วงครับ

นายวรชัย เหมะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมุทรปราการ

ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม วรชัย เหมะ พรรคเพื่อไทย จังหวัดสมุทรปราการ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมใช้ข้อบังคับ ข้อ ๕ ครับท่านประธาน ท่านต้องรักษาความเรียบร้อยในการประชุมครับ เรื่องนี้พูดเท่าไรก็ไม่จบครับ เมื่อสักครู่ท่านให้เวลาฝ่ายค้านอภิปรายมารอบหนึ่งแล้วครับ เมื่อไรจะได้เริ่มสักทีครับท่านประธาน คือที่จริงแล้วท่านทำหน้าที่ในฐานะสมาชิกรัฐสภาครับ ท่านรองประธานวุฒิสภา วันนี้ทำหน้าที่เป็นรองประธานการประชุมร่วมกันของรัฐสภา เพราะฉะนั้นผมว่าท่านมาจากการเลือกตั้ง ท่านก็มีหน้าที่ใบหนึ่งท่านทำหน้าที่ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา เพราะว่าวันนี้เราก็เห็นอยู่ครับว่ารัฐธรรมนูญฉบับที่เป็นอยู่นี้นั้นมีที่มาอย่างไร เนื้อหาเป็นอย่างไร ลิดรอนสิทธิเสรีภาพของพี่น้องประชาชนครับท่านประธาน เพราะฉะนั้น ท่านทำในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านก็มีอำนาจที่จะสามารถเซ็นชื่อในการแก้รัฐธรรมนูญได้ ท่านประธานครับ ทำไมต้องไปกีดกันท่านด้วยล่ะครับ ท่านมาจากประชาชนครับ มาจาก การเลือกตั้งครับท่านประธาน

(นายสุกิจ อัถโถปกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง ได้ยืนและยกมือขึ้น)
นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

คุณหมอสุกิจประท้วง หรือเปล่าครับ ท่านธนาใช้สิทธิประท้วงติดคาอยู่นะครับ ท่านธนาต่อเลยครับ

นายสุกิจ อัถโถปกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตรัง

ผมประท้วงต่อเนื่อง จากผู้ที่ประท้วงเมื่อสักครู่ครับ ก็คือ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ผมว่าอย่างนี้ครับ ประเด็น มันน่าจะจบแล้ว แล้วก็ประธานหมายถึงผมคงไม่มีอำนาจไปตัดสินชี้ขาดอย่างที่ท่านธนา นำเสนอเมื่อสักครู่นะครับ

นายสุกิจ อัถโถปกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตรัง

ท่านประธานครับ ผมใช้สิทธิประท้วงครับ ผมขอใช้สิทธิประท้วงครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านธนาต่อก่อนครับ เชิญครับ

นายสุกิจ อัถโถปกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตรัง

ท่านประธานครับ ผมใช้สิทธิประท้วงท่านครับ หลังจากท่านธนาแล้วมันเป็นเหตุการณ์ที่ต่อเนื่องมาจาก

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ไม่เป็นไรครับ ตอนนี้ผมให้ ท่านธนาใช้สิทธิอยู่ เชิญครับ

นายสุกิจ อัถโถปกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตรัง

ท่านประธานครับ ผมประท้วงท่านต้องให้สิทธิผมสิครับ ตามข้อบังคับครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ตอนนี้ผมให้สิทธิท่านธนา ประท้วงและคาอยู่

นายสุกิจ อัถโถปกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตรัง

และท่านไปให้คุณวรชัย ประท้วงได้อย่างไรล่ะครับ ก็ให้ท่านธนาประท้วงแล้วเมื่อสักครู่

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เชิญคุณหมอครับ

นายสุกิจ อัถโถปกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตรัง

ผม สุกิจ อัถโถปกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ ผมประท้วงการทำ หน้าที่ของท่านประธานครับ ตามข้อ ๘ เริ่มต้นท่านประธานก็เป็นอย่างนี้แล้วนะครับ ท่านวรชัยขึ้นมาประท้วงท่านเห็นไหมครับว่าไม่ได้บอกว่าประท้วงข้อไหน แล้วก็ใช้สิทธิ อภิปรายไปยืดยาว

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านครับ อย่างนี้นะครับ ท่านวรชัยบอกว่าขอประท้วงโดยอ้างข้อบังคับ ข้อ ๕ แล้วท่านก็ใช้ข้อเดียวกันท่านอ้างข้อ ๘ ที่จริงไม่ใช่ครับ ท่านจำผิดข้อครับ ข้อ ๕ ครับ เราประชุมรัฐสภาครับ ผมได้ดำเนินการตาม ข้อ ๕ อยู่แล้วครับ ท่านนั่งลงเถอะครับ

นายสุกิจ อัถโถปกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตรัง

ใช่ครับ ผมกราบขออภัยครับที่ผมอ้างข้อบังคับผิดเพราะว่าสับสนกับของสภาผู้แทนราษฎร แต่ท่านให้โอกาสคุณวรชัยอภิปรายยืดยาวครับ ซึ่งการประท้วงมันอย่างนั้นไม่ได้ครับ ผมถึงขอให้เป็นบรรทัดฐานก็แค่นี้ละครับท่านประธานครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

สรุปแล้วไม่ต้องให้พูด ยืดยาวใช่ไหม แล้วท่านธนาจะยาวกว่าหรือเปล่านี่ ผมว่าพอสมควรครับ ประเด็นมันจบ แล้วครับ วันนี้เรามีการถ่ายทอดสดประชาชนเขาก็ดูกันทั้งประเทศ ผมว่าพอสมควรแล้ว กระมังครับ

(นายวิชาญ มีนชัยนันท์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร ได้ยืนและยกมือขึ้น)

เชิญครับ

นายวิชาญ มีนชัยนันท์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร

ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ผม วิชาญ มีนชัยนันท์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ สืบเนื่องจากเพื่อนสมาชิกไม่ทราบ ท่านธนาประท้วงหรือจะหารือมันต้องให้ชัดนะครับ ประเด็นที่เขากำลังพูดคล้ายกับว่า เป็นการหารือ ถ้าผิดข้อบังคับก็ต้องแสดงออกมาว่าในลักษณะของข้อบังคับในรัฐสภา แต่นี่บอกว่าเป็นการกึ่งหารือและกึ่งอบรมท่านประธาน ผมขออนุญาตครับ ผมอ้างข้อบังคับ ข้อ ๔๓ ในการอภิปรายหรือประเด็นต่าง ๆ มันกำลังที่จะต้องมีการปรึกษากันอยู่ในลักษณะว่า ไม่ฟุ่มเฟือย ไม่ซ้ำซาก วนเวียน แต่ขณะนี้ผมไม่รู้ว่าจะเป็นการปรึกษาหารือหรือเปล่า หรือจะเป็นการประท้วง หรือจะเป็น การเอามันหรือเปล่า เพราะเมื่อสักครู่นี้ท่านผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรพูดไปแล้ว หารือในลักษณะของการให้ความร่วมมือและมีหนังสือไปถึงท่านแต่ท่านประธานไม่ตอบ ผมว่าท่านประธานตอบสักนิดหนึ่งว่าเขาจะเชิญในส่วนของสำนักงานอะไรนี่ ทางด้านวิชาการ หรือด้านไหน ท่านให้อนุญาตหรือไม่ อย่างไร ท่านตอบจะได้จบครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านวิชาญ ประเด็นนั้น จบไปแล้วครับ นี่มันประเด็นใหม่แล้วครับ

นายวิชาญ มีนชัยนันท์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร

คือจบหรือไม่จบนะครับท่านประธาน เขามาต่ออีกยอดหนึ่งผมถือว่า

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

อันนั้นมันจบแล้ว ประเด็นใหม่แล้ว

นายวิชาญ มีนชัยนันท์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร

ท่านประธานครับ ขออนุญาตครับ ท่านต้องใช้ข้อบังคับ ข้อ ๕ ของท่านที่มีอยู่ในการควบคุม องค์ประชุม ไม่อย่างนั้นพวกเราก็เสียเวลามานั่งฟังในเรื่องต่าง ๆ เหล่านี้ซึ่งเป็นเรื่องหารือ ขอบพระคุณครับ

(นายสุกิจ อัถโถปกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง ได้ยืน และยกมือขึ้น)
นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

สรุปแล้วจะประท้วงอย่างนี้ หรือครับ ผมว่ามันจบแล้วไม่มีประเด็นเลยนะครับ ท่านธนาต่อครับ ขอให้กระชับ ไม่ควรเกิน ๑ นาทีครับ เชิญคุณหมอครับ ประท้วงมีคนผิดข้อบังคับนะครับ

นายสุกิจ อัถโถปกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตรัง

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ ผม สุกิจ อัถโถปกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ขอประท้วงท่านผู้ลุกขึ้นประท้วงเมื่อสักครู่นี้ครับ ขออนุญาตเอ่ยนาม คุณวิชาญนะครับ ที่ได้กล่าวหาคุณธนาว่าลุกขึ้นประท้วงเพื่อเอามัน ซึ่งอย่างนี้เป็นการเสียดสี ใส่ร้ายนะครับ เพราะฉะนั้นผมอยากให้ท่านประธานให้เขาถอน คำพูดอันนี้ครับ เป็นการทำลายเกียรติ ศักดิ์ศรีของเพื่อนสมาชิกด้วยกันครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เตือนท่านวิชาญก็แล้วกัน ให้ระมัดระวังคำพูด แล้วท่านธนาครับ ขอไม่เกิน ๑ นาทีครับ ขอความกรุณาเอาให้กระชับ ไม่เกิน ๑ นาที

นายธนา ชีรวินิจ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร

ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายธนา ชีรวินิจ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมเรียนท่านประธานครับว่า ผมเคารพในสิทธิหน้าที่ของแต่ละฝ่าย เมื่อท่านประธานวุฒิสภาได้มาจากการเลือกตั้ง ในฐานะสมาชิกวุฒิสภาจากจังหวัดฉะเชิงเทรา ผมไม่ปฏิเสธครับที่ท่านจะได้ทำหน้าที่ ของท่าน แต่เมื่อท่านได้รับความไว้วางใจจากที่ประชุมวุฒิสภาให้มาทำหน้าที่ประธานแล้ว โดยจริยธรรมของคนเป็นประธานวุฒิสภาทำบางเรื่องได้ ทำบางเรื่องไม่ได้ เพราะฉะนั้นเมื่อ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านธนาครับ ที่จริง ท่านหารือใช้สิทธิไปแล้ว แต่ตอนนี้ท่านใช้สิทธิประท้วง ไม่ใช่หารือนะครับ

นายธนา ชีรวินิจ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร

ท่านประธาน จะให้ผมพูดให้จบไหมครับ ถ้าไม่จบมันก็จะเป็นอย่างนี้ละครับ ถ้าจบแล้วผมก็จะได้นั่งลง ผมได้ชี้ประเด็นที่ผมเป็นห่วงให้ท่านประธาน ถ้าท่านประธานขึ้นมาแทรกผมมันก็ไม่จบ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านใช้สิทธิประท้วง แต่ท่านไม่ได้ประท้วง ท่านกลับหารือ เวลาผมทักท้วงท่านก็โต้แย้ง แล้วจะเอาอย่างไรครับ เรามีข้อบังคับนะครับ สรุปแล้วท่านขอหารือต่อหรือท่านประท้วง ท่านยืนขึ้นยกมือไม่ใช่หรือ

นายธนา ชีรวินิจ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร

ท่านประธานครับ ผมเรียนท่านอย่างนี้ครับว่าเมื่อท่านได้รับเลือกตั้งจากที่ประชุมวุฒิสภา

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านครับ ถ้าจะหารือ ผมไม่อนุญาตแล้วครับ เชิญผู้เสนอแถลงหลักการและเหตุผลได้เลยครับ เชิญครับ ไม่มีใคร ดำเนินการผิดข้อบังคับครับ ยังไม่มีอะไรเลยครับ ก็มีประเด็นแค่

(นายสมบูรณ์ อุทัยเวียนกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง ได้ยืนและยกมือขึ้น)

เชิญท่านสมบูรณ์ครับ

นายสมบูรณ์ อุทัยเวียนกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตรัง

ท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านใช้สิทธิประท้วงนะครับ แล้วอย่าประท้วงซ้ำประเด็นนะครับ

นายสมบูรณ์ อุทัยเวียนกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตรัง

ท่านประธานครับ ผมอยากกราบเรียนท่านประธานว่าขณะนี้ในการประชุมรัฐสภามีคนทำผิดไม่ใช่แค่ข้อบังคับ ทำผิดรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๒๒ แล้วท่านธนากำลังชี้แจงให้ท่านประธานเห็นว่าเขากระทำผิด อย่างไร ท่านประธานให้โอกาสเขาสักนิดสิครับท่านประธาน ขอแค่นั้นละครับ การประชุม จะได้ดำเนินไป ถ้าเกิดท่านธนา

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านสมบูรณ์ครับ ก็ประท้วงซ้ำประเด็นซึ่งผมวินิจฉัยไปแล้ว วินิจฉัยแล้วก็ไม่จบ ก็มาประท้วงประเด็นเดิม ๆ ส่วนท่านธนาได้หารือ ผมอนุญาตให้หารือแล้ว แล้วผมก็ใช้ดุลยพินิจชี้แจงไปแล้ว ท่านก็ ลุกขึ้นประท้วง ยืนขึ้นยกมือใช้สิทธิประท้วงผมอนุญาต แต่ท่านก็ไม่ได้ใช้สิทธิประท้วง กลับกลายเป็นหารือต่อเรื่องเดิม ๆ ครับ ผิดข้อบังคับชัดเจน

นายสมบูรณ์ อุทัยเวียนกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตรัง

แล้วท่านตัดสินใจ อย่างไรครับตอนนี้

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ถ้าท่านใช้สิทธิประท้วง ผมอนุญาต แต่ถ้าจะใช้สิทธิหารือผมไม่อนุญาตแล้วอย่างไรเมื่อสักครู่ก็สรุปแค่นี้ ชัด ๆ

นายสมบูรณ์ อุทัยเวียนกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตรัง

ก็ผมประท้วงว่า ท่านอนุญาตให้เขาได้ชี้แจงให้เสร็จสิ้น

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ผมอนุญาตให้ประท้วง เพราะท่านใช้สิทธิประท้วง ยืนขึ้นยกมือ แต่พอผมอนุญาตแล้วท่านไม่ได้ใช้สิทธิประท้วง ท่านกลับใช้อภิปรายหารือ ผมเลยไม่อนุญาต ก็แค่นั้นละครับ เชิญท่านธนาตกลงท่านใช้สิทธิ อะไร

นายธนา ชีรวินิจ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร

ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม ธนา ชีรวินิจ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมหยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมาเพราะเป็นเรื่องจำเป็น เป็นเรื่องที่ขัดต่อบทบัญญัติของกฎหมายและรัฐธรรมนูญ ผมหารือท่านประธาน แล้วท่านประธาน ก็อนุญาตให้ผมลุกขึ้นมาหารือหลังจากที่ท่านประธานได้ใช้ดุลยพินิจ ซึ่งไม่ถูกต้อง ผมเรียน ท่านประธานตอนท้ายท่านประธานก็บอกว่าอนุญาตให้ผมหารืออีก ๑ นาที ผมยังไม่ทัน อภิปรายเลยท่านก็ตัดบทผม

(นายขจิตร ชัยนิคม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุดรธานี ได้ยืน และยกมือขึ้น)
นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

มีผู้ประท้วงครับ เชิญท่านขจิตรครับ

นายขจิตร ชัยนิคม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อุดรธานี

ท่านประธานที่เคารพ ผม ขจิตร ชัยนิคม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุดรธานี พรรคเพื่อไทย ผมขอประท้วง คุณธนาและคุณสมบูรณ์ว่าทำผิดข้อบังคับ ข้อ ๖๓ แล้วก็ข้อ ๑๗๔ ขออนุญาตนะครับ ข้อ ๖๓ สมาชิกประท้วงแล้วประธานวินิจฉัยแล้วถือเป็นเด็ดขาด ไม่ใช่มาเถียงประธานอยู่อย่างนี้ว่า ตัวเองคือสิ่งที่ถูกต้อง แล้วประธานก็ใช้อำนาจตามข้อ ๑๗๔ ข้อ ๑๗๔ เขาเขียนไว้ว่ามันเป็น ข้อไม่ค่อยมีใครอ้าง ขออนุญาตอ่าน ผู้ใดฝ่าฝืนข้อบังคับประธานมีอำนาจเตือน ห้ามปราม ให้ถอนคำพูด ห้ามพูดในเรื่องที่กำลังปรึกษาอยู่ ประธานใช้อำนาจถูกต้องแล้ว ถ้าหากแต่ละคน จะมาถกเถียงกันอยู่อย่างนี้ก็ไม่มีประธาน เสร็จแล้วว่าสิ่งที่อ้างมามันก็ไม่ได้ชัดเจนจะมาเป็น ศาลวินิจฉัยอย่างไร มันไม่มีกฎหมายห้ามไว้ในเรื่องที่ทักท้วงขึ้น เพราะฉะนั้นผมขอประท้วง ท่านประธานแล้วก็ประท้วงผู้ที่ผมเอ่ยชื่อไปแล้วว่าทำผิดข้อบังคับ ๒ ข้อนี้ ก็ให้ท่านได้โปรด วินิจฉัยเพื่อจะได้ดำเนินการประชุมต่อไปครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ผมได้วินิจฉัยไปแล้วนะครับ แล้วก็ยืนยันคำวินิจฉัยเดิมซึ่งก็จบไปแล้วครับ ตอนนี้จบไปแล้วครับ ก็ไม่ทราบว่าลุกขึ้นมา ประท้วงกันเรื่องอะไร

นายสมบูรณ์ อุทัยเวียนกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตรัง

ท่านประธานครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ผมคงไม่อนุญาตใครทั้งนั้น ผมอนุญาตให้ท่านธนาเมื่อสักครู่ขอประท้วงให้ใช้สิทธิประท้วง ถ้าไม่ประท้วงจะใช้สิทธิหารือ ผมคงไม่อนุญาตแล้ว

นายสมบูรณ์ อุทัยเวียนกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตรัง

ท่านให้พรรคเพื่อไทย ประท้วงได้แล้วก็มาว่าผม และท่านประธานไม่เปิดโอกาสให้ผม ท่านประธานเป็นกลางหรือเปล่า

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ผมให้ประท้วงสลับกันอยู่แล้ว ฝ่ายละ ๑ ท่าน ประชาชนก็ดูอยู่ทั้งประเทศครับ

นายสมบูรณ์ อุทัยเวียนกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตรัง

เมื่อสักครู่ เขาว่าผมครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เขาใช้สิทธิตามข้อบังคับ เขาอ้างข้อบังคับ

(นายศุภชัย ใจสมุทร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ ได้ยืน และยกมือขึ้น)
นายสมบูรณ์ อุทัยเวียนกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตรัง

ผิดด้วย ท่านประธาน ผมกำลังจะชี้ให้ท่านประธานดูว่าเขาผิดด้วย

นายศุภชัย ใจสมุทร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธานครับ ผมยืนมานานแล้วเมื่อยแล้วครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เชิญครับท่านศุภชัย

นายศุภชัย ใจสมุทร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ขอบพระคุณครับ ท่านประธาน ผม ศุภชัย ใจสมุทร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคภูมิใจไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมประท้วงท่านประธานข้อ ๕ ท่านประธานครับ ท่านได้ให้สมาชิกของเราได้มีการแสดงความคิดเห็นอยู่ โดยไม่มีการประท้วงก็คือท่านธนา แต่อย่างไรก็ตามท่านธนาก็ได้เรียนต่อที่ประชุมว่า ท่านมีข้อข้องใจในกรณีการจะปฏิบัติหน้าที่ของท่านประธานวุฒิสภา ซึ่งจะมาปฏิบัติหน้าที่ ในฐานะเป็นรองประธานรัฐสภาในวันนี้ เพราะฉะนั้นถ้าท่านเห็นว่าการคัดค้านท่านรองประธาน ไปเช่นนั้นมันจะมีผลทำให้การดำเนินการไม่สามารถเป็นกลางตามรัฐธรรมนูญได้ท่านก็วินิจฉัย แต่ถ้าท่านเห็นว่าท่านยังไม่ได้ทำผิดอะไรท่านก็วินิจฉัย เช่นกันวันนี้รอให้ท่านวินิจฉัยตอนนี้ อีก ๕ นาทีก็ ๑๑ โมงครึ่ง แล้วเราเริ่มมา ๑๐ โมงครึ่ง จึงขอความกรุณาท่านได้โปรดปฏิบัติตาม ข้อบังคับ ข้อ ๕ โดยเคร่งครัดด้วย ท่านวินิจฉัยได้เลยว่าท่านสมควรที่จะมาปฏิบัติหน้าที่ในฐานะ รองประธานรัฐสภาหรือไม่ในวันนี้ ขอบพระคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านศุภชัยครับ ผมวินิจฉัย ไปแล้วชัดเจนไปแล้วครับ แต่วินิจฉัยไปแล้วท่านก็ยังจะมาใช้สิทธิประท้วงแล้วผมให้สิทธิ ประท้วงท่านกลับจะมาหารืออภิปรายต่อ เอาอย่างนี้ครับ เพื่อให้จบผมให้ท่านหารือต่ออีก ๑ นาทีนี่ผมยอมผิดข้อบังคับเสียเอง แล้วท่านธนา ๑ นาทีแล้วจบครับ เชิญครับ

นายสมบูรณ์ อุทัยเวียนกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตรัง

ผมใช้สิทธิ พาดพิงผมเสียหายครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ผมฟังอยู่ไม่ได้มีอะไร เสียหายครับ

นายสมบูรณ์ อุทัยเวียนกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตรัง

ผมเสียหาย

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ผมว่าสมควรแล้ว ให้ท่านธนา สัก ๑ นาทีจะได้จบ

นายสมบูรณ์ อุทัยเวียนกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตรัง

ท่านประธาน ๑ นาทีครับ ท่านประธาน ตามข้อบังคับครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านครับ ประชาชนเขาดูอยู่ ทั้งประเทศกรุณาเถอะครับ

นายสมบูรณ์ อุทัยเวียนกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตรัง

ท่านประธานครับ มีคนทำผิดข้อบังคับชัดเจนผมกำลังจะชี้แจงท่านประธานใช้เวลาไม่เกิน ๑ นาทีครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เชิญครับ มีคนผิดข้อบังคับ ชัดเจนนะครับ เชิญครับ

นายสมบูรณ์ อุทัยเวียนกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตรัง

ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม นายสมบูรณ์ อุทัยเวียนกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา เมื่อสักครู่มีคนประท้วงว่าผมกระทำผิดข้อบังคับ ข้อ ๖๓ ว่าผมทำผิดการประชุมคณะกรรมาธิการต้องมีกรรมาธิการมาประชุมไม่น้อยกว่า กึ่งหนึ่ง ผมผิดตรงไหนครับ อ้างข้อบังคับยังผิดเลยแล้วมาประท้วงผม ท่านประธานไม่ฟังด้วยว่า เขาประท้วงเรื่องอะไร ผมก็ขออนุญาตกราบเรียนแค่นี้ท่านประธานครับ เชิญท่านธนา ต่อครับ

(นายวิรัตน์ กัลยาศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสงขลา ได้ยืน และยกมือขึ้น)
นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

แค่เขาไปอ้างข้อบังคับ การประชุมสภาผู้แทนราษฎรก็ไม่มีเจตนาอยู่แล้ว ท่านมีอะไรอีก เชิญ

นายวิรัตน์ กัลยาศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สงขลา

ผม วิรัตน์ กัลยาศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสงขลา พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ประท้วงว่า ท่านประธานกำลังกระทำผิดรัฐธรรมนูญ คือการที่ท่านธนา สมาชิกรัฐสภา พยายามชี้แจง กับประธานในที่ประชุมว่าประธานวุฒิสภาซึ่งเป็นรองประธานรัฐสภาขึ้นมาทำหน้าที่ เป็นการขัดกันแห่งผลประโยชน์ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๒๒ อันนี้เขาชี้แจงว่าขัดรัฐธรรมนูญ ท่านประธาน เพราะฉะนั้นเมื่อขัดรัฐธรรมนูญว่าเป็นการขัดกันแห่งผลประโยชน์ ท่านประธาน ไม่สามารถชี้ได้เพราะนี่คือการขัดรัฐธรรมนูญ เพราะฉะนั้นถ้าท่านประธานชี้ท่านประธาน ก็ขัดรัฐธรรมนูญด้วยไม่สามารถทำหน้าที่ได้ จึงเรียนว่าเรื่องนี้ไม่ใช่ขัดข้อบังคับครับ ขัดรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๒๒ ผลประโยชน์ขัดกัน เพราะฉะนั้นประธานจะชี้ไม่ได้นอกจากสั่งว่าประธานวุฒิสภา ในฐานะรองประธานขึ้นไม่ได้การประชุมถึงจะดำเนินการต่อไปได้ ขอคำวินิจฉัย

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ผมวินิจฉัยไปแล้วครับ

นายวิรัตน์ กัลยาศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สงขลา

คำวินิจฉัยของประธาน จึงขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๒๒ เพราะว่าไม่ถูกต้องมันไม่ใช่ขัดข้อบังคับ

(นายพิชิต ชื่นบาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ ได้ยืน และยกมือขึ้น)
นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านอย่าโต้เถียงเลย ผมวินิจฉัยไปแล้วแล้วก็จบไปแล้วด้วยครับ ท่านพิชิตเชิญครับ เดี๋ยวจะหาว่าไม่สลับ

นายพิชิต ชื่นบาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ผม พิชิต ชื่นบาน สมาชิกรัฐสภา ผมขอประท้วงท่านธนาและท่านวิรัตน์ที่อ้างรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๒๒ เรื่องการขัดกันแห่งผลประโยชน์ ท่านประธานครับ เราดูง่าย ๆ การขัดกันแห่งผลประโยชน์ ให้ดูส่วนที่ ๒ มาตรา ๒๖๕ ถ้าเราดูตรงนี้เราจะรู้เลยว่า ส.ส. หรือ ส.ว. กระทำการอะไร ที่ขัดกันผลประโยชน์ การที่ท่านประธานนิคม ขออนุญาตเอ่ยนาม ลงชื่อในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๙๑ เป็นคนละกรณีครับ เพราะฉะนั้นข้อหารือหรือข้อกล่าวหาต่อท่านนิคมเป็นการกล่าวหาที่ผิดรัฐธรรมนูญเสียด้วยซ้ำ ขอให้ท่านประธานได้โปรดพิจารณาด้วยว่าข้อหารือหรือข้อกล่าวหานี้มันต้องให้ถูกรัฐธรรมนูญด้วย เพราะฉะนั้นถ้าเราพิจารณามาตรา ๒๗๖ มันคนละเรื่อง คนละกรณีเลยครับ ขอบคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ผมวินิจฉัยไปแล้วว่า ท่านมีสิทธิที่จะทำหน้าที่ของท่านในฐานะวุฒิสมาชิก ทำไมต้องมีคนคอยลุกประท้วง คำวินิจฉัยของประธานอยู่ตลอด ทั้งที่ข้อบังคับท่านเป็นคนเขียนเองว่าคำวินิจฉัยของประธาน เป็นที่สุด ผมให้ท่านธนา ๑ นาทีครับ คนอื่นผมไม่อนุญาตแล้วครับ เชิญเถอะครับ ท่านธนา เชิญครับ

นายธนา ชีรวินิจ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร

ท่านประธานที่เคารพครับ ผม ธนา ชีรวินิจ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานที่เคารพ ผมใช้ ๑ นาที ที่ท่านประธานให้สรุปในประเด็นของท่านนิคม แต่ว่าเมื่อสักครู่นี้ท่านสมาชิกลุกขึ้นมา กล่าวหาว่าผมลุกขึ้นเสนอ ซึ่งไม่เป็นไปตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ ผมต้องใช้สิทธิพาดพิง ส่วนนั้นหลังจากหมด ๑ นาทีครับ ท่านประธานที่เคารพครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านครับ ผมให้เวลา ทั้งหมดไม่เกิน ๑ นาที

นายธนา ชีรวินิจ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร

ท่านประธานที่เคารพครับ เมื่อท่านประธานวุฒิสภาได้รับเลือกตั้งจากที่ประชุมให้มาเป็น ประธานวุฒิสภา ท่านต้องทำหน้าที่ในฐานะประธานวุฒิสภา แต่ว่าวันนี้ท่านลงชื่อในญัตติ ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ นั่นหมายถึงท่านแสดงเจตนารมณ์ที่จะทำหน้าที่สมาชิกวุฒิสภา คือการเข้ามาเสนอความเห็นชี้แจงเหตุผลต่าง ๆ เพื่อให้ที่ประชุมสภาได้มีความเห็นคล้อยตามกับท่าน นั่นหมายถึงท่านเลือกที่จะทำหน้าที่ในวาระของการแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ชัดเจน แต่การที่ท่านประธานจะให้ท่านนิคมขึ้นไปนั่งบนบัลลังก์ในเวลาที่มีคนมีความเห็นแตกต่าง จากที่ท่านนิคมได้เสนอความเห็นไว้ ท่านจะทำหน้าที่เป็นกลางได้อย่างไรครับ เพราะท่านมี ความเชื่อของท่านอยู่แล้วว่าสิ่งที่ท่านเสนอนั้นเป็นสิ่งที่ถูกต้อง เพราะฉะนั้น ผมกราบเรียน ท่านประธาน ท่านประธานมีอำนาจวินิจฉัยท่านทำไปครับ แต่ทุกคนอยู่ใต้บทบัญญัติรัฐธรรมนูญ ท่านวินิจฉัยอย่างนี้ท่านก็ต้องรับเอาผลแห่งการวินิจฉัยของท่าน การกระทำของท่านเมื่อผมชี้ ให้ท่านเห็นแล้วว่าจะมีการดำเนินการที่ขัดต่อบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ แต่ท่านประธาน เห็นว่าไม่ขัดท่านก็ต้องรับผิดชอบในสิ่งที่ท่านตัดสินใจ กราบขอบพระคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ผมรับผิดชอบอยู่แล้วละครับ เริ่มเลยนะครับ เชิญผู้เสนอญัตติครับ ไม่มีใครผิดข้อบังคับข้อไหนเลยครับ ไม่อนุญาตหารือ แล้วครับ เชิญผู้เสนอญัตติเลยครับ ไม่มีใครผิดข้อบังคับข้อไหนอยู่แล้วครับ

นายอุดมเดช รัตนเสถียร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นนทบุรี

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม อุดมเดช รัตนเสถียร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนนทบุรี พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา กระผมและคณะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และสมาชิกวุฒิสภา ได้ร่วมกันเสนอร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พุทธศักราช .... ต่อรัฐสภา โดยมีบันทึกหลักการและเหตุผล ดังต่อไปนี้

หลักการ แก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย โดยกำหนดให้ สมาชิกวุฒิสภามาจากการเลือกตั้ง (แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา ๑๑๑ มาตรา ๑๑๒ มาตรา ๑๑๕ มาตรา ๑๑๖ วรรคสอง มาตรา ๑๑๗ มาตรา ๑๑๘ มาตรา ๑๒๐)

(นางรัชฎาภรณ์ แก้วสนิท สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ ได้ยืน และยกมือขึ้น)
นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ขออภัยครับ ท่านครับ ไม่มีใครผิดข้อบังคับข้อไหน นั่งลงเถอะครับ เชิญครับ

นางรัชฎาภรณ์ แก้วสนิท สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธานคะ ดิฉัน รัชฎาภรณ์ แก้วสนิท ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ จากจังหวัดกาฬสินธุ์ รับรองดิฉันไม่ใช่คนประท้วงมั่ว ๆ ดิฉันจะกราบเรียนท่านว่าจะให้ท่านปฏิบัติ ตามข้อ ๕ ของข้อบังคับได้ กรุณาใช้ข้อบังคับให้ถูกต้องด้วย ท่านปล่อยให้สมาชิกใช้ข้อบังคับ ของสภาผู้แทนราษฎรมาใช้ในการประชุมรัฐสภาไม่ได้ ก็กราบเรียนท่าน ท่านทราบแล้ว ท่านยังว่ากับแค่เขาอ้างผิด ก็ต้องไม่อ้างผิด ๑. ละ

๒. ดิฉันว่าถ้าสมมุติอย่างน้อยที่สุดท่านวินิจฉัยไปแล้วเจ้าตัวดิฉันก็เห็น ก็หลาย ๆ แห่งถ้าใครมีส่วนได้เสียกับเรื่องที่พิจารณาเจ้าตัวก็อาจจะพิจารณาขอถอนเอง แม้ว่าท่านจะอนุญาตให้ทำหน้าที่ได้ก็ตามเจ้าตัวควรจะถอน ก็กราบเรียนไปยังท่านผู้มีส่วนได้เสีย ถือว่ามีส่วนได้เสียค่ะ

(นายอรรถพร พลบุตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเพชรบุรี ได้ยืน และยกมือขึ้น)
นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ผมก็วินิจฉัยไปแล้วของเดิมครับ เชิญครับข้างหลัง ท่านอรรถพรครับ

นายอรรถพร พลบุตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เพชรบุรี

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภา กระผม อรรถพร พลบุตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเพชรบุรี พรรคประชาธิปัตย์ ผมประท้วงท่านประธานตามข้อบังคับ ข้อ ๕ นะครับ สมาชิกของเราหลายท่าน โดยเฉพาะท่านวิรัตน์ กัลยาศิริ ได้ใช้สิทธิประท้วงตามข้อบังคับ ข้อ ๔๕ ซึ่งเป็นสิทธิที่สมบูรณ์ โดยบริบูรณ์ในสภาแห่งนี้ ท่านประธานต้องรับฟังและเปิดโอกาสให้สมาชิกได้ใช้สิทธิประท้วง เพื่อให้บรรยากาศของสภาแห่งนี้ได้เดินหน้าต่อไปได้ ท่านประธานปล่อยให้มีการอภิปราย จนถึงขนาดมาระบุว่าเราประท้วงเอามัน ถึงมันอย่างไรเราไม่เอาด้วยครับ ฉะนั้นท่านประธาน ได้โปรดให้สิทธิและรักษาข้อบังคับโดยเคร่งครัดเพื่อความเป็นกลางอย่างแท้จริงในสภาแห่งนี้ครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

จบนะครับ

(นายสมชาย แสวงการ สมาชิกวุฒิสภาภาควิชาชีพ ได้ยืนและยกมือขึ้น)

ยังไม่จบหรือครับ

นายสมชาย แสวงการ สมาชิกวุฒิสภา ภาควิชาชีพ

ขออนุญาต ท่านประธานครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เชิญครับ

นายสมชาย แสวงการ สมาชิกวุฒิสภา ภาควิชาชีพ

ขอบพระคุณครับ ท่านประธาน ขออนุญาตประท้วงท่านประธานข้อ ๕ ในเรื่องการดำเนินการตามหน้าที่

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ข้อ ๕ อีกแล้วใช่ไหมครับ

นายสมชาย แสวงการ สมาชิกวุฒิสภา ภาควิชาชีพ

ครับ เนื่องจากว่า ท่านประธานบรรจุระเบียบวาระแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญ ๓ ฉบับเข้ามา คือ มาตรา ๖๘ มาตรา ๑๙๐ แล้วก็ที่มาของวุฒิสภา มีคำถามครับว่าท่านประธานนำเรื่องมาตรา ๒๙๑ วาระที่สามที่ยัง ไม่ลงมติไปไว้ที่ไหนครับ เรามีข้อต้องพิจารณาว่าญัตติดังกล่าวตกไปแล้วหรือไม่ อันนี้ผม ขออนุญาตหารือท่านประธานเพราะว่าอันนี้ส่วนสำคัญ เพราะว่ากำลังจะแก้รัฐธรรมนูญครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

สรุปแล้วหารือ ไม่ใช่ ประท้วงนะครับ

นายสมชาย แสวงการ สมาชิกวุฒิสภา ภาควิชาชีพ

คือผมประท้วง ท่านประธานด้วยเนื่องจากว่า

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ไม่เป็นไรครับ ประท้วง

นายสมชาย แสวงการ สมาชิกวุฒิสภา ภาควิชาชีพ

ท่านประธานไม่ได้อนุญาต ให้ทางฝ่ายวุฒิสภาได้พูดบ้างว่าการที่ท่านประธานวุฒิสภาไปทำหน้าที่รองประธานรัฐสภา

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ผมวินิจฉัยหรือยังครับ ผมวินิจฉัยนะครับ

นายสมชาย แสวงการ สมาชิกวุฒิสภา ภาควิชาชีพ

อันนี้ไม่เป็นไรครับ เพราะฉะนั้นในส่วนหารือก็คงขออนุญาตท่านประธานเรื่องมาตรา ๒๙๑ ด้วยที่ยังไม่ลงมติ วาระที่สามว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไป ขอบพระคุณท่านประธานครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ผมวินิจฉัยนะครับ มาตรา ๒๙๑ ก็อยู่ในสภานี่ละครับ ไม่ไปไหน ไม่ตกหรอกครับ แล้วก็เป็นคนละส่วนครับ เพราะฉะนั้นขอเริ่มเลยนะครับ จบแล้วครับ เชิญท่านต่อเลยครับ

นายอุดมเดช รัตนเสถียร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นนทบุรี

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพครับ ผม อุดมเดช รัตนเสถียร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดนนทบุรี พรรคเพื่อไทย

(นายฉัตรพันธ์ เดชกิจสุนทร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดกาญจนบุรี ได้ยืนและยกมือขึ้น)
นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านฉัตรพันธุ์ครับ ผมว่า สมควรแล้วนะครับ มันเกินสมควรมาเยอะแล้วเห็นใจประชาชนเขาหน่อยเถอะครับที่เขา ชมอยู่ ผมว่าพอสมควรแล้วครับ นั่งเถอะครับ เชิญ ข้อ ๕ อีกกระมังครับ

นายฉัตรพันธ์ เดชกิจสุนทร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กาญจนบุรี

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพครับ กระผม ฉัตรพันธ์ เดชกิจสุนทร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดกาญจนบุรี พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ โปรดใช้เวลา ให้สมาชิกสักนิดเถอะครับ ผมจะชี้ให้เห็นว่าคำวินิจฉัยของประธานในกรณีท่านประธานวุฒิสภา ถ้าจะต้องขึ้นมานั่งในฐานะรองประธานรัฐสภานั้น อาจจะขัดรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๒๕ วรรคสอง ประธานสภาผู้แทนราษฎร ประธานวุฒิสภาต้องวางตนเป็นกลางในการปฏิบัติหน้าที่ หากแต่ ถ้าท่านประธานนิคมต้องขึ้นไปนั่งทำหน้าที่เป็นรองประธานรัฐสภาแล้ว จริงอยู่ท่านเป็น สมาชิกวุฒิสภา แต่สมาชิก ณ ห้องประชุมแห่งนี้จะมั่นใจได้อย่างไรครับว่าถ้าท่านไปนั่งเป็น รองประธานท่านจะใช้ดุลยพินิจในฐานะสมาชิกวุฒิสภาหรือใช้ดุลยพินิจในฐานะรองประธาน รัฐสภา ผมข้องใจตรงนี้ครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ผมวินิจฉัยนะครับ ของเดิม รอบที่ ๕ ครับ เชิญต่อเถอะครับ

(นายประสงค์ นุรักษ์ สมาชิกวุฒิสภาภาคอื่น ได้ยืนและยกมือขึ้น)

เชิญครับ

นายประสงค์ นุรักษ์ สมาชิกวุฒิสภา ภาคอื่น

ท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพ กระผม นายประสงค์ นุรักษ์ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมได้นั่งฟัง การอภิปรายในลักษณะของการประท้วงหรือการนำเสนอข้อเท็จจริงอะไรก็ตามแต่ในขณะนี้ ผมมีความพร้อมและผมเชื่อแน่ว่าสมาชิกทุกคนมีความพร้อมที่จะพิจารณาในการที่จะ ตัดสินใจครั้งสุดท้ายของอีก ๓ วันข้างหน้า ประเด็นนี้เกิดขึ้นในขณะนี้ท่านประธานครับ เป็นเรื่องเกี่ยวกับการประท้วง ข้อ ๕ คือ (๓) และ (๔) เป็นหน้าที่ของท่านประธาน ปัญหาเดี๋ยวนี้ที่เกิดขึ้นที่พี่น้องประชาชนที่อยู่ทางบ้าน ฟังรายการนี้แล้วไม่เข้าใจว่าเรากำลังทำอะไรอยู่ครับท่านประธาน ท่านประธานได้ปฏิบัติหน้าที่ เป็นไปตามสิ่งที่ควรจะกระทำหรือไม่ ขณะนี้มีการประท้วงกันเรื่องเกี่ยวกับปฏิบัติภารกิจ ของท่านประธานวุฒิสภา ซึ่งจะทำหน้าที่ประธานรัฐสภาเมื่อท่านประธานอนุญาตหรือว่า ท่านประธานไม่สามารถจะปฏิบัติหน้าที่ได้ ผมว่าบุคคลผู้ซึ่งจะให้ความกระจ่างในเรื่องนี้ไม่มี ใครดีไปกว่าท่านประธานวุฒิสภาแล้วครับ คือท่านนิคมเอง ผมว่าจะให้เวลาสักช่วงหนึ่ง ท่าน ประธานขอให้ท่านนิคมได้อธิบายตัวเองว่าตัวเองจะอยู่ในฐานะอะไรในการปฏิบัติหน้าที่ของ ท่านต่อไป ผมว่าน่าจะทำให้สภานี้มีความเข้าใจและประชาชนทั้งประเทศจะได้เข้าใจการ ทำงานของผู้แทนปวงชนชาวไทยด้วยครับ ขอบพระคุณท่านประธานเป็นอย่างสูงครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

คงไม่ต้องวินิจฉัยนะครับ เพราะเรื่องเดิม ยังไม่จบอีกหรือครับ ผมว่าประชาชนเขาเข้าใจครับ ไม่ใช่ไม่เข้าใจหรอกครับ เข้าใจจนรำคาญแล้วครับ พอเถอะครับ ผมไม่อนุญาตแล้วครับ เชิญท่านอุดมเดช เชิญครับ

(นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ได้ยืน และยกมือขึ้น)

ไม่อนุญาตแล้วครับ ท่านใช้ สิทธิประท้วงหรือจะหารือครับ

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร

ขออนุญาต ท่านประธานหารือเพื่อหาทางออกครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ให้เกียรติท่านครับ เชิญครับ

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร

ท่านประธาน ที่เคารพครับ กระผม นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา กระผมทราบดีนะครับท่านประธานได้วินิจฉัยไปแล้วว่าท่านรองประธาน รัฐสภาคือท่านประธานวุฒิสภาสวมหมวก ๒ ใบ แล้วก็สามารถที่จะไปใช้สิทธิในฐานะสมาชิก วุฒิสภาในการที่จะเสนอญัตติ กรณีนี้คือการเสนอร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญได้ ผมกราบเรียน ท่านประธานว่าความจริงพวกกระผมมีข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติหน้าที่ของ ท่านประธานวุฒิสภาในลักษณะที่ออกไปแล้วกล่าวหาพรรคประชาธิปัตย์ แต่ว่าเรื่องนั้น ไม่สำคัญเท่ากับว่าบรรทัดฐานที่ท่านประธานกำลังจะวางไว้ คือผมเชื่อนะครับว่า เป็นตัวท่านประธานเองท่านคงไม่เสนอญัตติ เพียงแต่ว่าท่านกำลังวินิจฉัยว่าเป็นสิทธิของ ท่านรองประธาน ผมกราบเรียนว่าเมื่อท่านประธานถูกร้องขอหรือถูกประท้วงว่าให้สั่งการ ท่านรองประธานท่านบอกว่าท่านคงไปทำอย่างนั้นไม่ได้ เพราะเป็นสิทธิ ผมเพียงแต่บอกว่า ท่านประธานจะขอให้ท่านรองประธานรัฐสภาหรือประธานวุฒิสภาพิจารณาด้วยตนเอง ได้หรือไม่ครับว่าเมื่อท่านใช้สิทธิในฐานะผู้เสนอญัตติแล้วกรุณาอย่าใช้สิทธิในฐานะประธาน ในที่ประชุม ไม่ใช่เป็นการสั่งการนะครับ ขอให้ท่านได้ไปหารือกับท่านรองประธาน เพราะผม เกรงว่าเวลาท่านรองประธานรัฐสภาขึ้นมาทำหน้าที่เป็นประธานในที่ประชุมแล้วเป็นผู้เสนอ ญัตติด้วย การประชุมจะไม่ค่อยเรียบร้อยเพราะอาจจะเกิดความรู้สึกว่าการทำหน้าที่ ไม่เป็นกลางแล้วก็จะเกิดการประท้วงยิ่งเสียเวลา ท่านประธานครับ ขอแค่ว่าเมื่อท่าน ไม่วินิจฉัยละครับว่าจะไปสั่งการ อย่างน้อยท่านควรจะนำความห่วงใยนี้ไปสอบถามความสมัครใจ ของท่านรองประธานรัฐสภาหรือประธานวุฒิสภา แล้วถ้าท่านตัดสินใจอย่างไรก็ควรจะแจงเหตุผล ให้กับสมาชิกทราบก่อนขึ้นทำหน้าที่ในฐานะประธานครับ ไม่รบกวนให้ต้องวินิจฉัยซ้ำซ้อน อะไรอีกแล้วครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ครับ ผมรับไปนะครับ จะได้ จบครับ เชิญต่อเลยครับ

นายอุดมเดช รัตนเสถียร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นนทบุรี

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายอุดมเดช รัตนเสถียร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดนนทบุรี พรรคเพื่อไทยในฐานะสมาชิกรัฐสภา กระผมแล้วก็คณะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และสมาชิกวุฒิสภาได้ร่วมกันเสนอร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พุทธศักราช .... ต่อรัฐสภา โดยมีหลักการและเหตุผล ดังต่อไปนี้

หลักการ แก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย โดยกำหนดให้ สมาชิกวุฒิสภามาจากการเลือกตั้ง (แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา ๑๑๑ มาตรา ๑๑๒ มาตรา ๑๑๕ มาตรา ๑๑๖ วรรคสอง มาตรา ๑๑๗ มาตรา ๑๑๘ มาตรา ๑๒๐ และมาตรา ๒๔๑ วรรคหนึ่ง และยกเลิกมาตรา ๑๑๓ และมาตรา ๑๑๔)

เหตุผล โดยที่เป็นการสมควร กำหนดให้สมาชิกวุฒิสภามาจากการเลือกตั้ง เพื่อให้วิธีการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภามีลักษณะเช่นเดียวกันกับวิธีการได้มาซึ่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร โดยการได้รับเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชน อันเป็นการส่งเสริมหลักประชาธิปไตยและการมีส่วนร่วม ทางการเมืองของประชาชนตามรัฐธรรมนูญ จึงจำเป็นต้องตรารัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยนี้ สาระสำคัญของการแก้ไขรัฐธรรมนูญในมาตรานี้ ในประเด็นนี้ก็คือกำหนดให้วุฒิสมาชิกมาจาก การเลือกตั้งมีจำนวน ๒๐๐ คน รวมทั้งกำหนดกระบวนการในการกำหนดเขตเลือกตั้ง การคำนวณจำนวนสมาชิกวุฒิสภาในแต่ละเขตเลือกตั้ง และหลักเกณฑ์เบื้องต้นในการหาเสียง เลือกตั้งของสมาชิกวุฒิสภา รวมทั้งแก้ไขเพิ่มเติมวาระการดำรงตำแหน่งของสมาชิกวุฒิสภา ให้สามารถดำรงตำแหน่งติดต่อกันเกินกว่าหนึ่งวาระได้เช่นเดียวกันกับสมาชิกสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กำหนดบทเฉพาะกาลเพื่อรองรับสมาชิกวุฒิสภาที่ยังมีสมาชิกภาพอยู่ในวันที่รัฐธรรมนูญ ฉบับนี้บังคับใช้อยู่ให้ยังคงเป็นสมาชิกวุฒิสภาต่อไป และกำหนดกระบวนการในการดำเนินการ ให้มีพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และสมาชิกวุฒิสภาเพื่อให้สอดคล้องกับการแก้ไขเพิ่มเติมให้สมาชิกวุฒิสภามาจากการเลือกตั้ง

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ในรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันนี้ได้มี การกำหนดให้สมาชิกวุฒิสภามีจำนวน ๑๕๐ คน โดยแบ่ง เป็นสมาชิกที่มาจากการเลือกตั้ง และมาจากการสรรหา ในจำนวนที่มาจากการเลือกตั้งนั้น เดิมได้กำหนดเอาไว้จังหวัดละ ๑ คน เพื่อให้เป็นการสอดคล้องให้พี่น้องประชาชนได้มีโอกาสที่จะได้เลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา โดยตรงเต็มตามจำนวน จึงกำหนดให้มีการที่จะเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาโดยตรงจากประชาชน เท่านั้น ส่วนสมาชิกวุฒิสภาซึ่งปัจจุบันนี้มาจากการสรรหา เมื่อมีวาระที่ยังคงดำรงตำแหน่งอยู่ ก็เปิดโอกาสให้ท่านทั้งหลายได้ทำหน้าที่อยู่จนกระทั่งครบวาระของท่านทั้งหลายเพื่อไม่ให้ เกิดผลกระทบในช่วงของการเกิดรอยต่อที่จะมีการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาในชุดใหม่ขึ้น เนื่องจากต้องการให้วุฒิสภานั้นมีอำนาจหน้าที่ นอกจากจะกลั่นกรองกฎหมายเสมือนเป็น สภาพี่เลี้ยง แล้วยังต้องการให้วุฒิสภามีอำนาจ หน้าที่ของกว้างขวางในการใช้อำนาจหน้าที่ ตรวจสอบควบคุมการบริหารราชการแผ่นดิน การให้คำแนะนำในการแต่งตั้งหรือถอดถอน บุคคลออกจากตำแหน่งด้วย การกำหนดให้สมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการเลือกตั้งยังเป็น การสอดคล้องกับหลักการปกครองตามระบอบประชาธิปไตยที่กำหนดให้สมาชิกวุฒิสภา เป็นผู้แทนของปวงชนชาวไทย เป็นการยึดโยงกับประชาชนและให้ประชาชนทั่วประเทศ เป็นผู้ตัดสินชี้ขาด ผมและคณะจึงเห็นควรที่จะเสนอให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญในประเด็นนี้ ตามร่างพระราชบัญญัติที่เสนอมาครับ กราบขอบพระคุณท่านประธานที่เคารพครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เชิญครับฉบับที่ ๒

นายประสิทธิ์ โพธสุธน สมาชิกวุฒิสภา สุพรรณบุรี

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ ผม นายประสิทธิ์ โพธสุธน สมาชิกวุฒิสภาจังหวัดสุพรรณบุรี ขอเสนอ หลักการและเหตุผลดังต่อไปนี้ครับ

หลักการ แก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยเกี่ยวกับการทำ หนังสือสัญญากับนานาประเทศหรือองค์กรระหว่างประเทศ (แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา ๑๙๐)

เหตุผล โดยที่มาตรา ๑๙๐ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย บัญญัติ ให้การทำหนังสือสัญญาที่มีผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจหรือสังคมของประเทศ อย่างกว้างขวาง หรือมีผลผูกพันด้านการค้า การลงทุน หรืองบประมาณของประเทศอย่าง มีนัยสำคัญต้องได้รับความเห็นชอบของรัฐสภาก่อนนั้นเป็นปัญหาในทางปฏิบัติของฝ่ายบริหาร และเป็นผลให้กระบวนการในการทำความตกลงระหว่างประเทศล่าช้า และเกิดความเสียหาย แก่ประเทศทั้งในด้านเศรษฐกิจและสังคม สมควรที่จะได้แก้ไขเพิ่มเติมบทบัญญัติดังกล่าว จึงจำเป็นต้องตรารัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยนี้ขึ้นมาใหม่ ผม สมาชิกวุฒิสภา และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ได้ร่วมกันเสนอครับ ขอบคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เชิญครับฉบับที่ ๓

นายดิเรก ถึงฝั่ง สมาชิกวุฒิสภา นนทบุรี

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพอย่างสูง ผม นายดิเรก ถึงฝั่ง สมาชิกวุฒิสภาจังหวัดนนทบุรี และคณะ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา และในฐานะผู้เสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา ๖๘ และมาตรา ๒๓๗ ขอเสนอหลักการและเหตุผลดังนี้

หลักการ แก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ดังต่อไปนี้

(๑) แก้ไขเพิ่มเติมเกี่ยวกับการใช้สิทธิและเสรีภาพของบุคคลเพื่อพิทักษ์รัฐธรรมนูญ การเสนอเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญ และยกเลิกการเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของหัวหน้าพรรคการเมือง และกรรมการบริหารพรรคการเมือง ในกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งยุบพรรคการเมือง ตามมาตรา ๖๘ (แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา ๖๘)

(๒) ยกเลิกบทบัญญัติว่าด้วยการยุบพรรคการเมืองและการเพิกถอนสิทธิ เลือกตั้งของหัวหน้าพรรคการเมืองและกรรมการบริหารพรรคการเมือง ในกรณีที่ผู้สมัคร รับเลือกตั้งกระทำการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่งวุฒิสภา (ยกเลิกวรรคสองของมาตรา ๒๓๗)

เหตุผล โดยที่มาตรา ๖๘ มาตรา ๒๓๗ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย บัญญัติให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของหัวหน้าพรรคการเมืองและกรรมการบริหารพรรคการเมือง ในกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งยุบพรรคการเมืองตามมาตรา ๖๘ เป็นบทบัญญัติที่ไม่สอดคล้อง กับการส่งเสริมระบบพรรคการเมือง ขัดหลักนิติธรรม และไม่เป็นธรรมกับหัวหน้าพรรคการเมือง และกรรมการบริหารพรรคการเมืองที่ไม่ได้มีส่วนร่วมในการกระทำความผิด ส่วนหัวหน้า พรรคการเมืองหรือกรรมการบริหารพรรคการเมืองบุคคลใดที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด ก็ควรรับผิดเฉพาะตัวบุคคลนั้น รวมทั้งสมควรกำหนดการใช้สิทธิและเสรีภาพของบุคคลเพื่อ พิทักษ์รัฐธรรมนูญให้มีความชัดเจนเพื่อประโยชน์ในการปฏิบัติหน้าที่ขององค์กรที่เกี่ยวข้อง สมควรแก้ไขบทบัญญัติดังกล่าว จึงจำเป็นต้องตรารัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยนี้ จึงกราบเรียนมาเพื่อโปรดพิจารณาดำเนินการต่อไป ขอบพระคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เชิญท่านอภิวันท์ วิริยะชัย ๒๐ นาทีครับ ทางฝ่ายค้านขอรายชื่อผู้อภิปรายด้วยนะครับ เชิญครับ

พันเอก อภิวันท์ วิริยะชัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ต้องขออนุญาตท่านประธานรัฐสภาครับ ที่ตกลงกันไว้ประมาณ ๒๕ นาทีนะครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เชิญครับ

พันเอก อภิวันท์ วิริยะชัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ 🔗

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม พันเอก อภิวันท์ วิริยะชัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ขออภิปรายสนับสนุนร่างกฎหมาย รัฐธรรมนูญฉบับแก้ไขเพิ่มเติมทั้ง ๓ ร่าง แต่จะขออภิปรายเฉพาะร่างที่ ๓ ในเรื่องที่เกี่ยวข้อง กับมาตรา ๖๘ และเรื่องที่เกี่ยวข้องกับมาตรา ๒๓๗ และก็จะอภิปรายถึงเรื่องที่มาและจำนวน ของวุฒิสมาชิกด้วย ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพครับ มาตรา ๓ ของร่างแก้ไขนั้นระบุให้ยกเลิก ข้อความในมาตรา ๖๘ เดิม หลายท่านอาจจะคิดว่าเป็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่แท้ที่จริงแล้ว ไม่ใช่การแก้ไขครับ เป็นการทำให้เจตนารมณ์เดิมของมาตรา ๖๘ นั้นชัดเจนขึ้น ก็ขอให้เราดู มาตรา ๖๘ เดิมเขียนไว้ว่าอย่างไร บุคคลจะใช้สิทธิและเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญล้มล้าง การปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุขหรือเพื่อให้ได้มา ซึ่งการปกครองประเทศด้วยวิธีการที่ไม่ได้บัญญัติไว้ในกฎหมายรัฐธรรมนูญ มิได้ อันนี้คือมาตรา ๖๘ วรรคหนึ่ง มาตรา ๖๘ วรรคสอง เขียนต่อไปอีกครับว่า บุคคลหรือพรรคการเมืองใดกระทำตาม วรรคหนึ่ง ผู้ทราบเหตุการณ์นั้นย่อมมีสิทธิเสนอเรื่องต่ออัยการสูงสุดเพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริง และยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย สั่งการให้เลิกการกระทำนั้นเสีย เจตนารมณ์เดิมคืออะไร ผู้ทราบเหตุการณ์ดังกล่าวจะต้องร้องเรียนหรือยื่นเรื่องต่ออัยการสูงสุด แล้วให้อัยการสูงสุด ทำหน้าที่ตรวจสอบว่ามีมูลหรือไม่ เมื่อมีมูลก็ให้อัยการสูงสุดยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพครับ การตีความกฎหมายใด ๆ นั้นมันมีหลักในการตีความอยู่ ๒ วิธีครับ วิธีแรก ให้กลับไปดูบันทึกการประชุมของสมาชิกสภาผู้ร่างกฎหมายนั้น ๆ วิธีที่ ๒ ก็คือการตีความตามลายลักษณ์อักษร ผมจะขออนุญาตชี้แจงถึงเรื่องการตีความโดยดูบันทึก การประชุมของสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ เมื่อวันที่ ๑๘ มิถุนายน เป็นการประชุม ครั้งที่ ๒๗/๒๕๕๐ มีท่านสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญท่านหนึ่ง ชื่อท่านสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย ท่านได้กล่าวไว้ ในบันทึกการประชุมหน้า ๗ ชัดเจนว่า ผมจะพยายามพูดคำพูดของท่านทุกคำพูดนะครับ “ผู้ทราบเหตุการณ์นั้นควรที่จะต้องมีสิทธิยื่นคำร้องร้องเรียนต่ออัยการสูงสุด เพื่อทำการพิสูจน์ ตรวจสอบแล้ว แล้วที่จะมาร้องเรียนนั้นนี่เป็นหน้าที่ของอัยการสูงสุดครับ” หยุดนิดหนึ่งครับ แล้วก็ต่อว่า “ท่านประธานครับ ที่จะตรวจสอบพิจารณาเรื่องนั้นว่ามีมูลหรือไม่มีมูลก่อนที่ท่าน จะเสนอให้อัยการ ให้ศาลรัฐธรรมนูญดำเนินการในขั้นต่อไป” เผอิญท่านสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย ท่านเป็นนักกฎหมายครับ ท่านพูดไว้ค่อนข้างชัดเจนไม่ต้องตีความครับ ท่านพูดหมายความว่า อย่างไรครับ ผู้ทราบเหตุการณ์ดังกล่าวย่อมมีสิทธิ มีสิทธิอะไรครับ มีสิทธิที่จะร้องเรียน ร้องเรียนต่อใครครับ ร้องเรียนต่ออัยการสูงสุด ร้องเรียนเพื่อทำไมครับ เพื่อให้อัยการสูงสุดนั้น ตรวจสอบแล้ว ส่วนขั้นตอนที่จะมีการร้องเรียนนั้นให้เป็นหน้าที่ของอัยการสูงสุด อัยการสูงสุด ทำอะไรครับ อัยการสูงสุดก็จะต้องตรวจสอบว่าเรื่องร้องนั้นมีมูลหรือไม่มีมูล ถ้าหากว่ามีมูล ก็ให้ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญทำการวินิจฉัยตามขั้นตอนต่อไป ชัดเจนครับ ผมต้อง ขอขอบคุณท่านสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย ท่านพูดไว้ชัดเจน ไม่ต้องตีความภาษาไทยแต่อย่างใด เป็นประการแรก

ประการที่ ๒ ในเอกสารของศาลรัฐธรรมนูญ ท่านศาสตราจารย์ดอกเตอร์บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ซึ่งเป็นท่านหนึ่งที่ท่านให้ความสนใจในการร่างรัฐธรรมนูญ ท่านรับฟังการถ่ายทอด การอภิปรายในสภาร่างรัฐธรรมนูญโดยตลอด ท่านพูดไว้อย่างนี้ครับว่า มีการพูดกันมาก ในตอนร่างรัฐธรรมนูญนั้นว่าหากจะให้ประชาชนร้องโดยตรงต่อศาลรัฐธรรมนูญ ๑๕ ท่าน คงจะไม่พอครับ ศาลรัฐธรรมนูญจะต้องมีตุลาการศาลรัฐธรรมนูญนับเป็นจำนวนร้อยคน ทีเดียว เพราะว่าคดีจะหลั่งไหลมามากมาย ท่านพูดไว้ชัดเจนเหมือนกัน พูดไว้ก็แสดงให้เห็นว่า เจตนารมณ์นั้นต้องการให้อัยการสูงสุดทำหน้าที่กลั่นกรองคดีเพื่อให้ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ๙ คนสามารถวินิจฉัยคดีได้อย่างรอบคอบ ได้อย่างเที่ยงธรรม ทีนี้มาดูการตีความตามลายลักษณ์ อักษรครับ ก็จะต้องให้ผู้ที่มีความรู้ ความชำนาญ มีความรู้ลึกซึ้งทางด้านไวยากรณ์มาเป็น ผู้ตีความ ครั้งนี้เขียนไว้ชัดเจนครับ วรรคแรกเขียนไว้ตามที่ผมกราบเรียนไปเมื่อสักครู่ บุคคล จะใช้สิทธิและเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมี พระมหากษัตริย์เป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญฉบับนี้ หรือเพื่อให้ได้มาซึ่งการปกครองประเทศ ด้วยวิธีการที่มิได้บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญมิได้ วรรคสองเขียนว่า บุคคลหรือพรรคการเมืองใด กระทำการตามวรรคหนึ่ง ผู้ทราบเหตุการณ์นั้นย่อมมีสิทธิที่จะเสนอเรื่องให้อัยการสูงสุด พิจารณาข้อเท็จจริงและยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยสั่งการให้หยุดการกระทำนั้น หลักไวยากรณ์ไทยชัดเจนครับ คำสำคัญของประโยคอยู่ที่คำว่า และ คำว่า และ เป็นคำ สันธานครับ แปลว่า ด้วยกันหรือทั้ง ๒ อย่าง หลักของประโยคนี้ก็คือว่าประธานที่อยู่หน้าคำว่า และ จะต้องทำกริยา ๒ ประการจึงจะครบองค์ประกอบของประโยค ก็กลับมาดูครับ ผู้ทราบเหตุการณ์นั้นย่อมมีสิทธิเสนอเรื่องต่ออัยการสูงสุด อันนี้ประธานแล้วครับ ก็แสดงว่า อัยการสูงสุดจะต้องทำหน้าที่ ๒ ประการ ประการแรกคืออะไรครับ เขาบอกว่าอัยการสูงสุด พิจารณาตรวจสอบข้อเท็จจริง อันนี้คือกริยาอันแรกจะต้องตรวจสอบข้อเท็จจริง และจะต้อง ทำต่อไปคือกริยาหลังคำว่า และ เขาเขียนว่าอย่างไร และยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย นั่นก็หมายความว่าเจตนารมณ์ตามการตีความตามลายลักษณ์อักษรหมายความว่าจะต้องยื่น เรื่องให้อัยการสูงสุดเมื่อพิจารณาในขั้นต้น เมื่ออัยการสูงสุดพิจารณาเห็นว่ามีมูลก็ให้อัยการสูงสุด ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อให้วินิจฉัยสั่งการ อันนี้คือเจตนารมณ์ครับ ทำอย่างไร ๆ เจตนารมณ์ก็ต้องเป็นอย่างนี้ มาตรา ๓ ของรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เขียนไว้ให้การตีความชัดเจนขึ้น ป้องกันคนที่ไม่มีความถนัดหรือคนที่ไม่มีความเข้าใจในเรื่องไวยากรณ์ไทยอย่างลึกซึ้งตีความ ผิดพลาดได้ ทีนี้เรามาดูครับ เหตุผลของการมีเจตนารมณ์อย่างนี้มันเพราะอะไร หลายท่านบอกว่าถ้าเปิดโอกาสให้ยื่นคำร้องได้ต่ออัยการสูงสุดแต่เพียงอย่างเดียวจะเป็นการ ลดอำนาจ เป็นการปิดกั้นอำนาจของประชาชน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพครับ การจะดูว่า เป็นการเพิ่มอำนาจหรือลดอำนาจ เขาให้ดูจากผลของการกระทำครับ ถ้าหากผลของการกระทำดีขึ้น นั่นคือการเพิ่มอำนาจ ถ้าหากว่าผลของการกระทำเลวลง นั่นคือการลดอำนาจของพี่น้องประชาชน ขอกราบเรียนอย่างนี้ ถ้าหากว่าเราให้คนทราบเรื่องร้องเรียนต่อศาลรัฐธรรมนูญได้โดยตรง คดีศาลรัฐธรรมนูญก็จะหลั่งไหลเข้ามามากมายอย่างที่ท่านบวรศักดิ์พูด ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ก็จะต้องใช้เวลาเกือบ ๗๐ เปอร์เซ็นต์ของเวลาที่ท่านมีอยู่มาใช้ในการกลั่นกรองคดี ท่านก็จะ เหลือเวลาแค่เพียง ๓๐ เปอร์เซ็นต์ในการวินิจฉัยคดี ด้วยเวลาที่จำกัดนี่ละครับก็จะทำให้ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญนั้นวินิจฉัยคดีล่าช้าครับ วินิจฉัยคดีด้วยความไม่รอบคอบเพราะว่ามีเวลาน้อย ซึ่งท่านประธานศาลรัฐธรรมนูญ ท่านวสันต์ สร้อยพิสุทธิ์ ท่านออกมาพูดเองครับว่าในบางครั้ง ถ้าหากว่ามีเวลาจำกัดในการเขียนคำวินิจฉัยอาจจะไม่รอบคอบ ชัดเจนครับ ผมเองผมเชื่อมั่น ในความบริสุทธิ์ยุติธรรมของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญทั้ง ๙ ท่าน แต่ผมก็เชื่ออีกละครับ ถ้าหากว่ามีเวลาอันจำกัด มีเวลาไม่เพียงพอในการรวบรวมข้อมูลหลักฐาน ไม่มีเวลาเพียงพอ ในการพิจารณาคดี ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญอาจจะวินิจฉัยไม่รอบคอบได้ เพราะฉะนั้น เห็นเลยว่าถ้าหากว่าเราให้ตุลาการกลั่นกรองคดีได้เองจะเกิดผลเสียตรงที่ว่าการพิจารณาคดี จะล่าช้า การพิจารณาคดีจะไม่รอบคอบหรืออาจจะไม่เที่ยงธรรม อันนี้คือการปิดกั้นอำนาจ ของประชาชนไปโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ แต่ถ้าหากว่าให้อัยการสูงสุดเป็นคนกลั่นกรองครับ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญทั้ง ๙ ท่านก็ใช้เวลาทั้งหมดที่มีอยู่ไปทำการวินิจฉัย การทำการวินิจฉัย ก็จะเร็วขึ้นเป็นประโยชน์ต่อประชาชน การทำการวินิจฉัยก็จะรอบคอบเพราะมีเวลาเพียงพอ ก็จะเป็นประโยชน์ต่อประชาชน ก็อาจจะมีคำถามต่อไปว่าแล้วทำไมอัยการสูงสุดคนเดียว จะมากลั่นกรองคดีได้ดีกว่าตุลาการทั้ง ๙ ท่าน เป็นความเข้าใจผิดอย่างมหันต์ สำนักงานอัยการสูงสุด เป็นองค์กรตามรัฐธรรมนูญ มีอธิบดีภาค มีอธิบดีอัยการพิเศษ มีอัยการจังหวัด รองอัยการจังหวัด มีอัยการที่มีความรู้ความชำนาญในการสั่งคดีหลายร้อยท่าน เมื่อมอบหมายให้อัยการสูงสุด ทำหน้าที่ในการกลั่นกรองคดี อัยการสูงสุดมีอำนาจในการสั่งการ ให้อัยการที่มีความรู้ ความสามารถหลายสิบท่านมาร่วมทำหน้าที่ในการ กลั่นกรอง มีคดีมากก็ตั้งอัยการมาร่วม หลายคณะ เพราะฉะนั้นการกลั่นกรองคดีก็จะเป็นไปอย่างรวดเร็ว หลักการที่สำคัญ อีกหลักการหนึ่งในกระบวนการยุติธรรมทั่วโลกเขาแบ่งงานกันทำครับ กระบวนการยุติธรรมมีต้นน้ำ มีกลางน้ำ มีปลายน้ำ ต้นน้ำคือตำรวจจับกุม สอบสวน กลางน้ำคืออัยการสอบสวนเพิ่มเติมและสั่งคดี ปลายน้ำคือศาลมีหน้าที่วินิจฉัยและพิจารณาคดี ไม่มีประเทศไหนในโลกหรอกที่เขาเขียนกฎหมาย ให้ผู้พิพากษามาทำหน้าที่จับกุมและสอบสวน ไม่มีประเทศไหนในโลกหรอกที่เขาเขียนกฎหมาย ให้ผู้พิพากษานั้นมาสอบสวนเพิ่มเติมและสั่งคดี อันนี้คือหลักการของการแบ่งงานกันทำครับ ถามว่าพี่น้องประชาชนได้รับประโยชน์หรือเปล่า พี่น้องประชาชนได้รับประโยชน์อย่างชัดเจน ในการได้การเพิ่มอำนาจ รับประโยชน์จากการวินิจฉัยคดีที่เร็วขึ้น รับประโยชน์จากการวินิจฉัยคดี ที่เป็นธรรม มีความละเอียดรอบคอบมากขึ้น เพราะฉะนั้นผมจึงสนับสนุนมาตรา ๓ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ฉบับแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ดังนี้ ท่านประธาน ที่เคารพครับ นอกจากนั้นในวรรคสองยังเขียนเพิ่มเติมไว้อีกครับ ให้อำนาจศาลรัฐธรรมนูญ สั่งยุบพรรคการเมืองได้ โดยเขียนไว้ว่า ในกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยสั่งการให้พรรคการเมืองใด เลิกการกระทำดังกล่าว ศาลรัฐธรรมนูญอาจจะสั่งการให้ยุบพรรคการเมืองนั้นได้ นั่นก็ หมายความว่าอำนาจในการยุบพรรคการเมืองของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญยังมีอยู่ แต่มีอยู่ใน ๒ กรณีที่สำคัญคือการล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ ทรงเป็นพระประมุข กลับทำการซึ่งให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศตามวิถีทาง ที่ไม่ได้บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ ๒ กรณีเท่านั้น ท่านประธานครับ นอกจากนั้นมาตรา ๔ และมาตรา ๕ เป็นข้อความที่เกี่ยวเนื่องกับมาตรา ๒๓๗ เดิม ให้ยกเลิกข้อความ ในวรรคสองของมาตรา ๒๓๗ ออกทั้งหมด เราก็ต้องมาดูก่อนครับว่ามาตรา ๒๓๗ วรรคแรก เขาว่าอย่างไร ผู้สมัครรับเลือกตั้งใดก่อหรือให้การสนับสนุนให้เกิดการผิดต่อกฎหมายลูกว่า ด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. และ ส.ว. ผู้นั้นจะต้องถูกตัดสินลงโทษตัดสิทธิทางการเมือง อันนี้คือวรรคแรก กำหนดฐานความผิด วรรคสองบอกต่อไปครับว่า ถ้าหากว่ามีเหตุผลอันสมควรอันเชื่อได้ว่า พรรคการเมืองใดโดยหัวหน้าพรรคหรือกรรมการบริหารพรรคท่านใดร่วมรู้เห็นเป็นใจ รู้เห็น เป็นใจแล้ว รู้แล้วไม่ยับยั้งให้เกิดการกระทำผิดนั้น ๆ ให้ถือว่าพรรคการเมืองนั้นทั้งพรรค ทำความผิดตามมาตรา ๖๘ วรรคหนึ่ง คือให้ถือว่าพรรคการเมืองนั้นทำการเพื่อให้ได้มาซึ่ง การปกครองของประเทศ โดยที่ไม่ได้บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ เป็นความผิดตามมาตรา ๖๘ วรรคหนึ่ง ให้ทำการยุบพรรคการเมืองนั้น และตัดสิทธิกรรมการบริหารพรรคทั้งหมด ๕ ปี ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพครับ ผมได้รับเกียรติจากรัฐสภาไทยเราให้เป็นตัวแทนของรัฐสภาไทย ไปร่วมประชุมรัฐสภาโลกซึ่งเป็นที่ประชุมของผู้ออกกฎหมาย ที่ประชุมของสมาชิกรัฐสภาของโลก ๑๓๐ กว่าประเทศ เมื่อปลายปี ๒๕๕๓ ต้นปี ๒๕๕๔ หลังจากที่มีการยุบพรรคการเมือง ตัดสิทธิกรรมการบริหารพรรคในประเทศไทยจำนวนมากมาย มีผู้ส่งเรื่องนี้ไปร้องเรียนต่อ สหภาพรัฐสภาโลก สหภาพรัฐสภาโลกเขาส่งเรื่องนี้ให้คณะกรรมาธิการสิทธิมนุษยชน ของสหภาพรัฐสภาโลกนำไปพิจารณา เขาพิจารณาใช้เวลาเกือบ ๒ ปีครับ ได้ผลออกมา ในการประชุมครั้งหนึ่งในปี ๒๕๕๕ ปลายปีที่นครเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เผอิญครั้งนั้น ผมเป็นหัวหน้าคณะผู้แทนไทยไปร่วมประชุมสหภาพรัฐสภาโลก คณะกรรมาธิการสิทธิมนุษยชน เขามีมติว่าอย่างไร เขามีมติส่งเรื่องไปให้สหภาพรัฐสภาโลกทำหนังสือส่งมายังรัฐสภาไทย ประณามประเทศไทย ประณามเรื่องอะไรครับ ประณามเรื่องการยุบพรรคการเมือง การตัดสิทธิ กรรมการบริหารพรรคว่าเป็นการกระทำที่ขัดต่อหลักประชาธิปไตยโดยสิ้นเชิง เขาบอกว่า อย่างไรครับ ในการปกครองระบอบประชาธิปไตยนั้นพรรคการเมืองถือว่าเป็นองค์กรที่สำคัญ สมควรที่จะต้องทำนุบำรุงให้พรรคการเมืองนั้นเข้มแข็ง สมควรที่จะต้องทำนุบำรุง ให้นักการเมืองนั้นเดินไปในทางที่ถูกต้อง ไม่สมควรอย่างยิ่งที่จะมีการยุบพรรคการเมือง เพราะว่าพรรคการเมืองไม่ใช่ของหัวหน้าพรรค ไม่ใช่ของกรรมการบริหารพรรค แต่เป็นของ พี่น้องประชาชนที่เป็นสมาชิกจำนวนนับล้าน ๆ คน เพราะฉะนั้นการยุบพรรคการเมือง ถือว่าเป็นการกระทำที่ขัดต่อหลักประชาธิปไตยโดยสิ้นเชิง นอกจากนั้นในกรณีที่มีคนผิด เพียงคนเดียวแต่เหมารวมว่าพรรคการเมืองนั้นทำผิด เหมารวมว่ากรรมการบริหารพรรคทุกคน ร่วมกระทำความผิด เป็นการออกกฎหมายที่ขัดต่อหลักนิติธรรมโดยสิ้นเชิงเช่นเดียวกัน เขาจึงมีหนังสือแจ้งมาถึงรัฐสภาไทยว่าเขาจะไม่ยอมหรือไม่เห็นด้วยกับประเทศใดก็ตาม ที่เป็นสมาชิกสหภาพรัฐสภาโลกที่มีกฎหมายที่ขัดต่อหลักของการประชาธิปไตยโดยสิ้นเชิง อย่างนี้ จะไม่ยอมให้ประเทศที่เป็นสมาชิกสหภาพรัฐสภาโลกออกกฎหมายที่ขัดต่อหลักนิติธรรม โดยสิ้นเชิงอย่างนี้ หมายความว่าคนที่ไม่ได้ทำผิดแต่ถูกลงโทษ เพราะฉะนั้นการแก้ไขมาตรานี้ ก็เป็นการแก้ไขให้กฎหมายรัฐธรรมนูญของบ้านเมืองของเราเป็นประชาธิปไตยตามมาตรฐานสากล มากยิ่งขึ้น เป็นการแก้ไขให้กฎหมายรัฐธรรมนูญของเราเป็นกฎหมายที่ชอบด้วยหลักนิติธรรม มากยิ่งขึ้น ถามว่าใครได้รับประโยชน์ พี่น้องประชาชนได้รับประโยชน์ ประเทศไทยได้รับประโยชน์ ได้รับการยอมรับจากนานาอารยประเทศว่ากระบวนการกฎหมายของไทยเราเป็นกระบวนการ ตรากฎหมายที่มีความเป็นมาตรฐานสากล นอกจากนั้นมาตรา ๕ ในเมื่อกำหนดว่าการกระทำผิดนี้ ไม่ผิดก็ยกเลิกโทษของผู้ที่ได้ถูกตัดสินกระทำผิดตัดสิทธิการเลือกตั้งเสีย ก็เป็นการให้ความเป็นธรรม แก่ผู้กระทำความผิดที่ถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดนั้นเสีย ก็เป็นเรื่องของร่างรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ๓) ชัดเจนครับ พี่น้องครับ ท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพครับ จะขออภิปรายถึงเรื่องจำนวนและที่มาของวุฒิสมาชิกเพิ่มเติมพอสังเขปครับ เพื่อนสมาชิก ทุกท่านครับ ในโลกนี้มีประเทศอยู่ทั้งหมด ๒๒๓ ประเทศ มีประเทศที่มีวุฒิสภาอยู่เพียง ๕๑ ประเทศ แล้วใน ๕๑ ประเทศนี่ส่วนใหญ่เป็นประชาธิปไตยในระบบรัฐสภา วุฒิสภาหรือวุฒิสมาชิก มีหน้าที่เป็นสภาพี่เลี้ยง เป็นสภากลั่นกรองกฎหมาย แล้วก็สมาชิกวุฒิสภาส่วนใหญ่มาจาก การเลือกตั้ง มีเพียง ๒ หรือ ๓ ประเทศที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง

ประการที่ ๒ วุฒิสมาชิกที่มีอำนาจในการให้ความเห็นชอบหรือสามารถถอดถอน บุคลากรที่ดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้ ทุกประเทศล้วนปกครองในระบอบประชาธิปไตย ซึ่งเป็นระบบประธานาธิบดีทั้งสิ้น กฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับปี พ.ศ. ๒๕๕๐ ของไทยเรา เลือกที่จะใช้ทั้ง ๒ ระบบ คือ ระบบรัฐสภาและผสมกับระบบประธานาธิบดี โดยไม่เข้าใจ เจตนารมณ์ โดยไม่เข้าใจที่มาว่าทำไมถึงเป็นอย่างนี้ เพราะฉะนั้นมันก็เกิดปัญหา ท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพครับ หลักการหรือตรรกะของการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ผู้ใดยิ่งมีอำนาจผู้นั้น จะต้องได้รับมอบอำนาจจากประชาชน ประเทศที่เขาเป็นประชาธิปไตยเขาให้ว่าอำนาจที่สูง ที่สุดคืออำนาจของประชาชน เพราะฉะนั้นผู้ที่จะเข้ามาทำหน้าที่รับอำนาจจากประชาชน จะต้องได้รับการเลือกตั้งจากประชาชน ไม่มาคิดไร้สาระแบบบ้านเมืองของเราหรอกครับ ที่บอกว่าหากวุฒิสมาชิกมาจากการเลือกตั้งแล้วจะเกิดสภาพ่อสภาลูก จะเกิดสภาผัวสภาเมีย จะเกิดสภาพี่สภาน้อง ผมยกตัวอย่างอย่างนี้ครับท่านประธาน ประเทศสหรัฐอเมริกา เป็นประเทศต้นแบบของประชาธิปไตย มีความเป็นประชาธิปไตยมากที่สุดในโลก บุชผู้พ่อ เป็นประธานาธิบดีครับ อีกไม่ถึง ๒๐ ปี บุชผู้ลูกเป็นประธานาธิบดี อย่างนี้สภาพ่อลูกหรือเปล่าครับ บิล คลินตัน เป็นประธานาธิบดี ในขณะที่ฮิลลารี คลินตัน เป็นวุฒิสมาชิก ปัจจุบันเป็น รัฐมนตรีต่างประเทศ สภาผัวสภาเมียหรือเปล่าครับ จอห์น เอฟ. เคนเนดี เป็นประธานาธิบดี โรเบิร์ต เคนเนดี เอ็ดเวิร์ด เคนเนดี เป็นวุฒิสมาชิก อย่างนี้เป็นสภาพี่สภาน้องหรือเปล่าครับ เขาไม่คิดหรอกครับ เขาคิดว่าถ้าเป็นคนดีสามารถทำประโยชน์ให้กับชาติบ้านเมืองได้ และที่สำคัญที่สุดต้องได้รับการเลือกตั้งจากประชาชน ถือว่าถูกต้องตามหลักการของประชาธิปไตย เพราะฉะนั้นผมจึงสนับสนุนครับว่าที่มาของวุฒิสมาชิกที่มีอำนาจจะต้องมาจากการเลือกตั้ง ของประชาชนทั้งหมด ๒๐๐ ท่าน โดยแบ่งเอาพื้นที่เขตจังหวัดเป็นพื้นที่เลือกตั้ง นอกจากนั้น ตรรกะอีกต่างหากมีอำนาจครับ วุฒิสมาชิกที่มาจากการสรรหามาจากใคร มาจากคน ๗ คน ซึ่งเป็นประธานองค์กรตามรัฐธรรมนูญ แต่หน้าที่อันนี้ขัดกันชัดเจนครับ ขัดประโยชน์กัน ชัดเจนครับ หน้าที่ของวุฒิสมาชิกคือต้องไปถอดถอนท่านทั้งหลายที่เลือกวุฒิสมาชิกสรรหามา เพราะฉะนั้นต่อให้อีก ๒๐ ปี หรือ ๓๐ ปี ถ้ายังเป็นอย่างนี้ ไม่มีการที่จะถอดถอนผู้นำ หรือประธานองค์กรตามรัฐธรรมนูญได้เลย เพราะว่าตรรกะมันขัดประโยชน์กันชัดเจน อย่างนี้ละเป็นกฎหมายรัฐธรรมนูญที่ขัดต่อหลักนิติธรรมอย่างชัดเจนครับ ท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพครับ ด้วยเหตุผลดังกล่าว ผมจึงให้ความเห็นชอบรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติมทั้ง ๓ ฉบับ ด้วยเหตุผลดังกล่าว แล้วก็ด้วยเหตุผลเพิ่มเติมที่จะกราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาและเพื่อนสมาชิกว่าแท้ที่จริงแล้วกฎหมายรัฐธรรมนูญทั้ง ๓ ฉบับนั้น คนได้ประโยชน์คือพี่น้องประชาชน คนได้ประโยชน์คือประเทศชาติ ได้ประโยชน์จากอะไรครับ ได้ประโยชน์จากการที่จะได้มีกฎหมายรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตยมากยิ่งขึ้น ได้ประโยชน์ จากการที่จะมีกฎหมายรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตยตามมาตรฐานสากลมากยิ่งขึ้น พี่น้อง จะได้การขยายอำนาจครับ ได้รับประโยชน์จากการที่ศาลรัฐธรรมนูญสามารถวินิจฉัยคดีได้เร็วขึ้น พี่น้องประชาชานจะได้รับประโยชน์จากการที่ได้ขยายอำนาจในการที่ได้รับประโยชน์ จากการที่ศาลรัฐธรรมนูญสามารถใช้เวลาพิจารณาคดีอย่างรอบคอบ แล้วคดีก็จะได้รับ การพิจารณาอย่างความเป็นธรรมมากที่สุด นอกจากนั้นประโยชน์สูงสุดที่ประชาชนจะได้รับ การปกครองระบอบประชาธิปไตยอำนาจสูงสุด คืออำนาจของประชาชน หลายปีที่ผ่านมาอำนาจของประชาชนขาดหายไปหลังจากการทำ รัฐประหารเมื่อปี ๒๕๔๙ อำนาจของประชาชนขาดหายไปหลังจากกฎหมายรัฐธรรมนูญ ฉบับปี ๒๕๕๐ ใช้บังคับ ถ้าหากว่าการแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญทั้ง ๓ ฉบับนี้ประสบความสำเร็จ นั่นก็คือการนำอำนาจของพี่น้องประชาชนที่ขาดหายไปเป็นเวลานานกลับมาคืนให้กับ เจ้าของอำนาจคือประชาชนได้อย่างสมบูรณ์ ขอขอบพระคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เชิญท่านสุวิศว์ เมฆเสรีกุล ๘ นาทีครับ

นายสุวิศว์ เมฆเสรีกุล สมาชิกวุฒิสภา สมุทรสาคร 🔗

กราบเรียนท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ กระผม นายสุวิศว์ เมฆเสรีกุล สมาชิกวุฒิสภา จังหวัดสมุทรสาคร วันนี้นับเป็นโอกาสดีที่ผมได้มีโอกาสมานำเสนอเกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญ ที่กำลังจะแก้ไขในประเด็นต่าง ๆ ของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ซึ่งจริง ๆ แล้วรัฐธรรมนูญ ฉบับนี้ก็ได้ลอกมาจากรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ แต่มีบางประเด็นที่ไม่เหมือนกัน โดยเฉพาะ ประเด็นที่มาของสมาชิกวุฒิสภาในมาตรา ๑๑๒ มาตรา ๑๑๓ จริง ๆ แล้วการที่นำ บทบัญญัติมาแก้ไขจากปี ๒๕๔๐ เป็นปี ๒๕๕๐ ได้จำกัดบทบาทของสมาชิกวุฒิสภาเดิม มากมาย เป็นต้นว่าหลังจากที่ดำรงตำแหน่งครบ ๖ ปีแล้วก็จะต้องงดเว้นในการดำรง ตำแหน่งทางการเมืองทุกอย่างเป็นเวลาอย่างน้อย ๒ ปี แม้แต่ตำแหน่งสมาชิก อบต. ซึ่งคนที่ เคยผ่านการเป็นสมาชิกวุฒิสภาแล้วไม่สามารถที่จะลงได้ เป็นเรื่องที่แปลกจริง ๆ ครับ แต่ว่าตำแหน่งอื่น ๆ ไม่ว่าเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือตำแหน่งนายกองค์การบริหาร ส่วนจังหวัด นายกเทศมนตรี เทศบาล สามารถที่จะดำรงตำแหน่งได้ และอีกอย่างหนึ่ง ที่มาของ ส.ว. ก็ได้จัดให้มีที่มาของ ๒ ส่วน ส่วนแรกก็คือ มาจากการเลือกตั้งแต่ละจังหวัด จังหวัดละ ๑ คน แล้วก็ในส่วนของสรรหาให้ครบ ๑๕๐ คน ระยะเวลาการดำรงตำแหน่ง ก็แตกต่างกัน ส.ว. สรรหาเมื่อครบ ๓ ปีแล้วก็สามารถที่จะเข้ามาสรรหาได้อีก จะเห็นได้ว่า ส.ว. สรรหาที่เข้ามาชุดที่ ๒ สามารถดำรงตำแหน่งอีก ๖ ปี ซึ่งเป็น ๙ ปี ในขณะที่ ส.ว. เลือกตั้งสามารถดำรงตำแหน่งได้เพียง ๖ ปีและดำรงตำแหน่งได้เพียงวาระเดียว ซึ่งเราเห็น ได้ชัดเจนว่าเกิดความไม่เป็นธรรมกับสมาชิกวุฒิสภา บางท่านอาจจะไม่ทราบว่าบางท่าน เป็นสมาชิกวุฒิสภาสรรหา บางท่านเคยเป็น สนช. ซึ่งแต่งตั้งมาจาก คมช. ซึ่งได้มาร่าง รัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๕๐ เป็น คมช. อีกประมาณ ๒ ปี รวมระยะเวลาที่ดำรงตำแหน่ง สมาชิกวุฒิสภาทั้งหมดเกือบ ๑๑ ปี ซึ่งผมเองก็ไม่ทราบว่าผู้ที่ร่างคิดแบบไหน เพราะว่า การสรรหาเราสามารถสรรหาบุคคลใดก็ได้ แต่ทำไมยังมีการสรรหาบุคคลเดิมซึ่งเป็นชุดแรก แล้วกลับเข้ามาดำรงตำแหน่งวาระที่ ๒ อีก ๓๐ กว่าท่าน จะเห็นได้ชัดว่าความเป็นธรรม ไม่มีเลย ไม่ทราบว่าประเทศไทยมีสมาชิกวุฒิสภาเท่านี้หรือที่จะสรรหาเข้ามา บุคคลที่จะ สรรหามีมาสมัครเป็นพันคนแต่ยังสรรหาคนเก่าเข้ามา ซึ่งจะเห็นได้ชัดว่าไม่เป็นธรรมแน่นอน ส่วนเรื่องการดำรงตำแหน่งก็แตกต่างกันระหว่าง ๖ ปี กับ ๙ ปี อยู่แล้วนะครับ จริง ๆ แล้วการเลือกสมาชิกวุฒิสภาโดยบุคคล ๗ คนนี้เป็นการดูถูก ประชาชนนะครับ ผมมองอย่างนี้ เพราะว่าการเลือกตั้งที่ลงสมัครแล้วไม่สามารถคิดว่าจะเข้ามา ได้หรือไม่ ผมเองถึงจะสมัครใหม่ก็ไม่ทราบว่าจะได้เข้ามาหรือเปล่านะครับ แต่สรรหา หลังจากสมัครแล้วก็ทราบว่าจะมีโอกาสเข้ามาทำงานในตำแหน่งสมาชิกวุฒิสภาอีก จึงจะ เห็นได้ว่าที่มาของสมาชิกวุฒิสภาไม่มีความเป็นธรรมนะครับ เพราะฉะนั้นผมก็อยากจะเรียน ให้ท่านสมาชิกได้รับทราบว่าสิ่งที่มีปัญหาในปัจจุบันนี้ที่ปัญหาแก้ไม่จบเพราะเราไม่ได้รับ ความเป็นธรรม ถ้าสิ่งต่าง ๆ เป็นธรรมผมว่าแก้ไขปัญหาได้แน่นอน

อีกประเด็นหนึ่งก็เรื่องการยุบพรรค ผมก็เห็นว่าไม่ยุติธรรม เพราะว่าการกระทำ ของบุคคลแต่ละบุคคลต้องมีการรับผิดชอบตัวเองนะครับ ในมาตรา ๖๘ ผมเห็นว่าควรจะ ยกเลิกการยุบพรรค เพราะพรรคการเมืองถือเป็นสถาบัน บางพรรคตั้งมาร่วมร้อยปี และโดน ยุบพรรคโดยที่ลูกพรรคไปทำผิด ซึ่งหัวหน้าพรรคต้องรับผิดชอบ อันนี้ผมเห็นว่าไม่เป็นธรรม ควรจะมีการแก้ไขให้ยกเลิก ไม่ควรมีการยุบพรรค เรื่องต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้นผมคิดว่าน่าจะเป็น เรื่องของแต่ละบุคคลมากกว่า ไม่ใช่เหมาเอาทั้งเข่งนะครับ ซึ่งจริง ๆ แล้วการยุบพรรคถือว่า ทำให้ประชาชนโดยเฉพาะสมาชิกพรรคมีความเจ็บปวด ยกตัวอย่างพรรคชาติไทยผมเองก็ เห็นใจว่า ขออนุญาตที่เอ่ยชื่อ และการยุบพรรคมาก็ทำให้เสียหายมาก เกียรติประวัติต่าง ๆ ที่สะสมมาก็ถูกทำลายโดยการยุบพรรค ก็ขอให้มาตรา ๖๘ ทุกท่านได้พิจารณาเพื่อจะได้รู้ว่า ทำให้มันถูกต้องในยุคนี้นะครับ เพื่อจะได้ให้พี่น้องประชาชนได้รับทราบว่ารัฐบาลยุคนี้ เป็นยุคที่เราต้องพยายามทำให้ถูกต้อง ผมไม่อาจจะไปพูดอย่างอื่นได้นอกจากว่าอยากให้ทำ ทุกสิ่งทุกอย่างถูกต้อง เพื่อที่จะให้ทุกอย่างดำเนินไปตามกฎและกติกาอันถูกต้องครับ ผมก็ ขอสนับสนุนในการแก้ไขครั้งนี้ตามที่ผมได้เรียนกับท่านผู้มีเกียรติทั้งหลายด้วยครับ ขอบพระคุณมากครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านถวิล ไพรสณฑ์ เชิญครับ ๒๐ นาทีครับ

นายถวิล ไพรสณฑ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ 🔗

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ กระผม ถวิล ไพรสณฑ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมได้พิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้ง ๓ ฉบับแล้ว ผมเองอยากจะขอเน้นหนักในประเด็นที่มีการแก้ไขเพิ่มเติมในมาตร ๖๘ เป็นสำคัญ ดูหลักการ ของผู้ร่างแล้วได้เขียนไว้ชัดเจนว่า แก้ไขเพิ่มเติมเกี่ยวกับการใช้สิทธิและเสรีภาพของบุคคล เพื่อพิทักษ์รัฐธรรมนูญ การเสนอเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญ โดยมีเหตุผลประกอบว่า สมควร กำหนดการใช้สิทธิและเสรีภาพของบุคคลเพื่อพิทักษ์รัฐธรรมนูญให้มีความชัดเจนเพื่อ ประโยชน์ในการปฏิบัติหน้าที่ขององค์กรที่เกี่ยวข้อง กระผมถือว่ารัฐธรรมนูญ มาตรา ๖๘ นั้น มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง ประเด็นหลักก็คือในวรรคหนึ่ง ที่ได้บัญญัติไว้ชัดเจนเกี่ยวกับการที่มีผู้คิดล้มล้างรัฐธรรมนูญ โดยที่มิได้เป็นไปตามกฎหมาย แล้วก็บัญญัติให้ผู้ทราบการกระทำดังกล่าวได้เสนอเรื่องต่อ อัยการสูงสุดเพื่อดำเนินการต่อไป แล้วผู้ร่างได้เพิ่มเติมคำว่า เมื่ออัยการสูงสุดตรวจสอบ ข้อเท็จจริงแล้วเห็นว่าการกระทำดังกล่าวขัดต่อวรรคหนึ่ง ผมอยากเรียนท่านประธานว่า ในมาตรานี้ศาลรัฐธรรมนูญเคยมีคำวินิจฉัย เมื่อวันที่ ๑๓ เดือนกรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๕๕ ชี้ว่า การมีอยู่ของรัฐธรรมนูญ มาตรา ๖๘ และมาตรา ๖๙ เพื่อเป็นการพิทักษ์รัฐธรรมนูญนั้น เท่ากับว่าเป็นการตอกย้ำให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการพิทักษ์รัฐธรรมนูญ เพราะฉะนั้นศาล จึงวินิจฉัยว่าประชาชนสามารถยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญโดยตรงได้ ประเด็นที่ผมจะพิจารณา ในมาตรานี้มีอยู่ ๒ ประเด็นด้วยกัน

ประเด็นที่ ๑ เรื่องของการตัดสิทธิการพิทักษ์รัฐธรรมนูญของประชาชน ในฐานะเจ้าของประเทศ ถึงแม้จะสามารถเสนอต่ออัยการสูงสุดได้ตามร่างก็ตาม แต่ว่า ในเมื่อศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยไว้อย่างนี้แล้ว กระผมถือว่าการร่างออกมาในลักษณะเช่นนี้ เป็นการตัดสิทธิของประชาชนโดยตรง

ประเด็นที่ ๒ การให้อำนาจเด็ดขาดแก่อัยการสูงสุดแต่เพียงองค์กรเดียว ที่สามารถยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญได้นั้น ผมคิดว่าเป็นการเสี่ยงเป็นอย่างมากต่อการรักษาไว้ ซึ่งรัฐธรรมนูญ เหมือนกับเป็นการมอบชีวิตไว้ให้กับองค์การอัยการเพียงองค์กรเดียวเท่านั้นเอง ในการเสนอเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญ เพราะฉะนั้นผมอยากเรียนท่านประธานว่าระบอบ ประชาธิปไตยในปัจจุบันนั้นเป็นระบอบประชาธิปไตยที่ประชาชนจะต้องมีส่วนร่วม ไม่ใช่เป็น ระบอบประชาธิปไตยเหมือนกับอดีตที่ผ่านมา ในยุคโลกาภิวัตน์ปัจจุบันนี้ประชาชนย่อมต้อง มีส่วนร่วมในทางการเมือง ย่อมมีส่วนร่วมในระบอบประชาธิปไตย ไม่ใช่ว่าเลือกตัวแทน เข้าไปแล้วความเป็นประชาธิปไตยจะยุติตรงนั้น ความเป็นตัวแทนของผู้ที่ได้รับเลือกจะต้อง ไม่ฟังเสียงของประชาชนอีกต่อไป ไม่ใช่เช่นนั้น เพราะฉะนั้นทุกระยะเวลาที่มีการเลือกตั้ง เข้าไปแล้วประชาชนจะต้องมีสิทธิตรวจสอบตัวแทนของตัวเอง เพราะฉะนั้นผมจึงถือว่า การที่ผู้ร่างได้ไปตัดสิทธิไม่ให้ประชาชนสามารถยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญโดยตรงได้นั้นเป็นการ ลิดรอนสิทธิของประชาชน มาตรา ๖๘ เป็นมาตราสำคัญของรัฐธรรมนูญ เพราะเป็นหัวใจ ในการตรวจสอบความชอบธรรมของการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยไว้แล้วว่า ประชาชนสามารถยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญโดยตรงได้ เพราะเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานในการ พิทักษ์รัฐธรรมนูญ การเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้ในมาตรา ๖๘ นี้ผมเชื่อว่าเป็นที่ น่าสงสัยได้ว่าเป็นการปูทางให้มีการล้มล้างรัฐธรรมนูญเพื่อแก้ไขทั้งฉบับได้หรือไม่ ซึ่งอาจจะ มีผู้คนสงสัยไปแล้วแต่มันก็เป็นไปได้ เพราะฉะนั้นถ้ายังคงถือร่างที่เสนอนี้เป็นหลัก แล้วก็มี การพิจารณาผ่านไปแล้วผมเชื่อว่าปัญหาต่าง ๆ จะเกิดขึ้นมากมาย และที่สำคัญที่สุดก็คือว่า ประชาชนจะมีสิทธิรักษาระบอบประชาธิปไตยเขาได้อย่างไร ในเมื่อการเสนอเรื่องไปยัง อัยการสูงสุดนั้นผมไม่แน่ใจว่าอัยการสูงสุดซึ่งเป็นองค์เดียวที่รับเรื่องเสนอต่อศาลรัฐธรรมนูญได้นั้น สิทธิเด็ดขาดอาจจะอยู่ที่องค์กรอัยการก็ได้ ถ้าเป็นเช่นนั้นแล้วเราจะไปพึ่งพาอัยการได้อย่างไร เราจะไว้ใจได้อย่างไรในเมื่อในปัจจุบันนี้ต้องยอมรับว่าสังคมยังกังวลใจในการปฏิบัติหน้าที่ ของอัยการเป็นอย่างมาก

ประเด็นที่ ๒ ที่ผมอยากจะเรียนเป็นรายละเอียดก็คือว่าเหตุผลประการสำคัญ ที่ผมไม่ค่อยมั่นใจในการปฏิบัติหน้าที่ของอัยการก็คือว่าได้มีตัวอย่างหลายครั้งหลายคราว ที่อัยการได้วินิจฉัยไปในทิศทางที่เป็นที่น่าเคลือบแคลงใจต่อมหาชน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ สินบนถุงขนม ๒,๐๐๐,๐๐๐ บาท ไม่ว่าเรื่องถอนฟ้องคดีพระวัดดังวัดหนึ่งซึ่งศาลฎีกากำลัง จะพิพากษา แต่อัยการก็ไปอ้างว่าเพื่อความปรองดองและจำเลยได้เอาของคืนไปแล้ว นั่นก็ หมายถึงว่าเป็นการสร้างมาตรฐานใหม่ ถ้ามีคนกระทำความผิดและเอาสิ่งของที่ลักขโมยไป กลับคืนมา และนั่นหมายถึงว่าคดีต่าง ๆ ได้สิ้นสุดไปแล้วอย่างนั้นหรือ อัยการไม่ฎีกาคดีซุกหุ้น ของขวัญแต่งงาน อัยการไม่ฎีกาคดีบริษัท ทีพีไอ (TPI) และที่สำคัญคือว่าอัยการทำเรื่องล่าช้า ในกรณีมีผู้ร้องว่ามีการกระทำที่ไม่ชอบรัฐธรรมนูญ มาตรา ๖๘ จนเมื่อศาลรัฐธรรมนูญ รับคำร้องแล้วจึงกลับมาพิจารณา ประเด็นเหล่านี้อาจจะกล่าวได้ว่าประชาชนจะไว้วางใจอัยการ ให้มีอำนาจถึงกับตัดรอนสิทธิของประชาชนเจ้าของประเทศได้อย่างไร ผมอยากให้ท่าน ประธานคิดว่าถ้าหากว่าประชาชนมีความเห็นว่าได้มีการล้มล้างรัฐธรรมนูญซึ่งมิได้เป็นไปตาม บทบัญญัติของกฎหมายนั้นและไปสิ้นสุดแค่เพียงอัยการ นั่นก็เท่ากับว่าอัยการนั้นสามารถ ชี้อะไรก็ได้โดยที่ไม่สามารถที่จะให้องค์กรอื่นเข้ามาตรวจสอบอัยการ ที่จริงแล้วอัยการนั้น เป็นองค์กรตามรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ และยังบัญญัติให้มีอิสระในการพิจารณาสั่งคดี และการปฏิบัติหน้าที่ให้เป็นไปโดยเที่ยงธรรม และมีอยู่มาตราหนึ่งในรัฐธรรมนูญเขียนไว้ ชัดเจนว่าอัยการต้องไม่เป็นกรรมการในรัฐวิสาหกิจหรือกิจการอื่นในทำนองเดียวกันเว้นแต่ จะได้รับอนุมัติจากคณะกรรมการอัยการ ตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการฝ่ายอัยการ พ.ศ. ๒๕๕๓ คณะกรรมการอัยการหรือเรียกว่า กอ. โดยมีอัยการสูงสุดเป็นประธาน กรรมการ มาจากอัยการ ๑๗ คน อีก ๔ คนมาจากคนภายนอก นั่นก็หมายถึงว่าคณะกรรมการอัยการ มีอำนาจเด็ดขาดในการที่จะอนุมัติให้อัยการไปเป็นบอร์ด (Board) รัฐวิสาหกิจหรือเป็นบอร์ด อะไรก็ได้ ปัจจุบันมีอัยการประมาณ ๓,๐๐๐ กว่าคน มีอัยการอาวุโสประมาณ ๒๗๐ คน มีอัยการระดับผู้ใหญ่จำนวนถึง ๑๙ คน ที่เป็นกรรมการในบอร์ดรัฐวิสาหกิจ นับตั้งแต่ อัยการสูงสุด ๑ ท่าน อัยการอาวุโส ๒ คน รองอัยการสูงสุด ๔ คน อธิบดีอัยการ ๕ คน รองอธิบดีอัยการ ๒ คน อัยการพิเศษ ๑ คน อัยการผู้เชี่ยวชาญ ๓ คน และอัยการที่เป็น เลขานุการรองอัยการสูงสุด ๑ คน มีถึง ๑๙ คนที่ได้รับอนุมัติจากคณะกรรมการอัยการ ให้เข้าไปเป็นบอร์ดรัฐวิสาหกิจ ซึ่งข้อมูลอันนี้ผมได้มาเมื่อต้นปี ๒๕๕๕ การเข้าไปเป็นบอร์ด รัฐวิสาหกิจนั้นทำให้มีผลประโยชน์ทั้งเบี้ยประชุม เงินโบนัส และค่าตอบแทนอื่น ๆ บางท่าน ได้รายได้ปีละเป็นจำนวนหลักล้านบาท ข้อเสียจะเห็นได้ชัดก็คือว่าได้ใช้เวลาราชการในหน้าที่ ของอัยการไปให้กับบอร์ดรัฐวิสาหกิจ บางคนหลายคณะเวลาต้องสูญเสียไปมากด้วย เพราะฉะนั้นการที่อัยการในระดับอาวุโสถึง ๑๙ คนไปเป็นบอร์ดรัฐวิสาหกิจ ทำให้อัยการเหล่านั้น ต้องไปเสียเวลากับการทำงานนอกเหนือหน้าที่ที่ตัวเองเป็นอยู่ เพราะฉะนั้นทำให้การพิจารณาคดี ต่าง ๆ ในขั้นอัยการจึงค่อนข้างจะล่าช้า แล้วที่สำคัญที่สุดก็คือว่าการที่อัยการเหล่านี้ได้รับแต่งตั้ง จากรัฐบาลซึ่งก็คือนักการเมืองให้ดำรงตำแหน่งในบอร์ดของรัฐวิสาหกิจนั้น ทำให้อัยการ ที่ได้รับแต่งตั้งเหล่านั้นมีความรู้สึกว่าตัวเองนั้นเป็นหนี้บุญคุณหรือไม่ เพราะทุกท่านที่ไปเป็น บอร์ดนั้นมีทั้งเบี้ยประชุม ค่าตอบแทน และโบนัส เพราะฉะนั้นการที่เราจะให้ความไว้วางใจ ให้อัยการเป็นองค์กรที่ทำหน้าที่กลั่นกรอง ประเด็นที่พี่น้องประชาชนได้ยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญ เมื่อเขาเห็นว่ามีการกระทำที่จะไปล้มล้างรัฐธรรมนูญแล้วผมยิ่งไม่ไว้ใจใหญ่เลย เพราะโดยวัฒนธรรมไทย โดยระบบอุปถัมภ์ของคนไทย ใครก็ตามที่มีบุญคุณกับตัวเราเองนั้นเรามักจะทดแทนบุญคุณ นี่เป็นลักษณะสำคัญอันหนึ่งของสังคมไทย ผมอยากจะยกตัวอย่างท่านอัยการสูงสุดท่านปัจจุบัน ซึ่งผมไม่ได้พาดพิงเป็นเรื่องเสียหายว่าท่านเป็นอย่างโน้นอย่างนี้ ไม่ใช่ครับ ผมเพียงแต่ยกตัวอย่าง ว่าท่านเป็นรองประธานกรรมการบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ท่านเป็นประธานกรรมการ ตรวจสอบบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ท่านเป็นกรรมการบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ท่านเป็นประธานกรรมการอิสระ ประธานกรรมการตรวจสอบ และกรรมการสรรหา และกำหนด ค่าตอบแทน บริษัท ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) กรรมการสภาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นายกสมาคมศิษย์เก่าจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กรรมการบริหารทรัพย์สินจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นี่เป็นหน่วยงานที่ท่านประธานอัยการสูงสุดท่านปัจจุบันได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งเหล่านี้ เพราะฉะนั้นท่านประธานจะเห็นได้ชัดเจนว่าท่านจะต้องใช้เวลาส่วนหนึ่งนั้นให้กับการเป็นกรรมการบอร์ด การเป็นกรรมการอย่างอื่น นี่เป็นเพียงตัวอย่างเดียว และที่สำคัญก็คือว่าการที่ผมเรียนไปครั้งหนึ่งแล้ว ว่าการที่อัยการในระดับอาวุโสไปดำรงตำแหน่งสำคัญ ๆ ของบอร์ดรัฐวิสาหกิจนั้น ความผูกพัน ที่มีอยู่กับองค์กรรัฐวิสาหกิจซึ่งมีนักการเมืองเป็นผู้กำกับดูแลอยู่นั้นทำให้มีความผูกพันกับนักการเมือง ส่วนหนึ่ง แล้วเวลาที่จะมาปฏิบัติหน้าที่ในฐานะอัยการจริง ๆ จึงลดน้อยลงไป จึงเป็นที่ทราบกันดี อยู่ว่าขณะนี้การทำงาน การปฏิบัติหน้าที่ของอัยการจึงเป็นไปด้วยความล่าช้า สาเหตุหนึ่งในหลาย ๆ สาเหตุก็เป็นเพราะว่าท่านอัยการในระดับอาวุโส ตั้งแต่อัยการสูงสุด รองอัยการสูงสุด อธิบดี ใช้เวลาส่วนหนึ่งไปทำหน้าที่เหล่านั้น จึงทำให้การปฏิบัติหน้าที่ในฐานะเป็นอัยการซึ่งเป็นทนาย ของแผ่นดินนั้นมีเวลาจำกัดลงไป เพราะฉะนั้นกระผมจึงไม่เห็นด้วยกับการที่ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ฉบับนี้ได้บัญญัติเพิ่มเติมว่าเมื่ออัยการสูงสุดได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงแล้วอัยการเท่านั้นที่จะเป็น ผู้มีอำนาจเด็ดขาดในการยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญหรือไม่ นั่นเท่ากับว่าการล้มล้างรัฐธรรมนูญนั้น จะเป็นไปจริงหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับอัยการที่จะพิจารณา และในเมื่ออัยการมีความผูกพันโดยตำแหน่ง กับองค์กรที่มีฝ่ายการเมืองเข้าไปมีบทบาทเป็นผู้กำกับดูแลแล้ว ผมเชื่อว่าความผูกพันเหล่านี้ จะส่งผลให้การปฏิบัติหน้าที่ของอัยการนั้นเป็นที่น่าสงสัยว่าจะทำหน้าที่เป็นทนายแผ่นดิน ทำหน้าที่สอดคล้องกับกฎหมายหรือไม่ อย่างไร โดยสรุปแล้วกระผมคงไม่อภิปรายในประเด็นอื่นนอกจากประเด็นในมาตรา ๖๘ ที่ผมกล่าวไปแล้ว ผมยังยืนยันว่าการที่ศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำวินิจฉัยไปแล้วนั้น ถึงแม้จะมีการแก้ไขเพิ่มเติม อะไรก็ตาม ผมก็ยังเห็นว่าคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญยังมีผลผูกผันกับทุกองค์ของรัฐ เพราะฉะนั้นผมจึงไม่เห็นด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ แล้วก็ผมไม่รับหลักการทั้ง ๓ ฉบับ พร้อมกันไปด้วย ขอบพระคุณท่านประธานครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เชิญท่านนิติภูมิ นวรัตน์ ๑๐ นาทีครับ

ร้อยตำรวจเอก นิติภูมิ นวรัตน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ 🔗

เรียนท่านประธานรัฐสภา ผม ร้อยตำรวจเอก นิติภูมิ นวรัตน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานรัฐสภาครับ ตั้งแต่ พุทธศักราช ๒๕๓๘ ผมได้เป็นอาจารย์วิชาเจรจาต่อรองระหว่างประเทศของคณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ แล้วก็สอนวิชานี้ให้กับนักศึกษาไทย นักศึกษาต่างประเทศมาเป็นเวลา มากกว่า ๑๕ ปี แล้วหลังจากนั้นผมก็มีโอกาสไปเจรจาระหว่างประเทศให้กับภาครัฐ ให้กับ ภาคเอกชนอีกไม่ต่ำกว่า ๑๐ ปี แล้วก็ในการเจรจาแต่ละครั้ง ผมอยากจะเรียนท่านประธานรัฐสภา ว่าสิ่งที่ผมกลัวที่สุด เกรงที่สุด แล้วก็ประหวั่นพรั่นพรึงที่สุดก็คือผมเกรงว่า ไอดีอาร์ เฟิร์สท ปาร์ตี้ (IDR first party) หรือว่าคู่เจรจาของผมจะทราบเรื่องราวต่าง ๆ ที่เราจะไปเจรจาต่อรองกับเขา ดังนั้นในหลายประเทศเขาจึงมีความพยายามอย่างมากในการที่จะปิดบังข้อมูล ซึ่งข้อมูลต่าง ๆ อย่างนี้มันจะกลายเป็นอาวุธที่สำคัญที่ทำให้การเจรจาต่อรองนั้นมันไม่ได้เสียเปรียบ แต่ผม ไม่ทราบว่าเหตุผลกลใดในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ จึงกำหนดให้ สนธิสัญญาหรือข้อตกลงระหว่างประเทศจะต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภาเสียก่อน แล้วก็ที่จะเข้าไปเจรจาไม่ว่าจะเป็นสนธิสัญญาที่มีการเปลี่ยนแปลงอาณาเขตของประเทศ สนธิสัญญาที่เปลี่ยนแปลงพื้นที่นอกอาณาเขตซึ่งประเทศไทยมีสิทธิอธิปไตย หรือว่าเขตอำนาจ ตามหนังสือสัญญาหรือตามกฎหมายระหว่างประเทศ หรือสนธิสัญญาที่ต้องมีการตรา พระราชบัญญัติหรือว่าอนุวัติการสนธิสัญญาที่มีผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจ หรือสังคมของประเทศอย่างกว้างขวาง หรือสนธิสัญญาที่มีผลผูกพันด้านการค้าการลงทุน หรืองบประมาณของประเทศอย่างมีนัยสำคัญ จากประสบการณ์ทั้งในภาคทฤษฎีแล้วก็ ในภาคปฏิบัตินะครับ ถ้าเรานำกรอบการเจรจามาขออนุมัติจากรัฐสภาแล้วจึงค่อยไปเจรจา คือผมอยากจะเรียนว่าอันนี้ผิดหลักการเจรจามากพอสมควร เพราะพอเรื่องเข้ามาในทาง รัฐสภา ความลับ ข้อมูลต่าง ๆ มันก็ไม่ใช่เป็นความลับอีกต่อไป แล้วถ้าหากว่าผมเป็นคู่เจรจา ที่มี เดอะ เฟิร์สท (The first) ถ้าเกิดผมเป็น เฟิร์สท ปาร์ตี้ แล้วผมมีคู่เจรจาอีกฝ่ายที่เรียกว่า เป็น ดิ ออเธอร์ ปาร์ตี้ (The other party) เอากรอบการเจรจาต่าง ๆ มานั่งเล่าให้บรรดา ผู้คนฟัง ให้บรรดาสื่อมวลชนต่าง ๆ ทราบ รายละเอียดตั้งแต่ ก ข ค ง ตั้งแต่ ก-ฮ อะไร ทำนองนี้ เขาก็ดักทางได้ถูกหมดเลยนะครับ ฝ่ายที่เปิดเผยข้อมูลก่อนทั้งหมดทั้งปวงก็จะเป็น ฝ่ายเสียเปรียบอย่างมโหฬาร ท่านประธานรัฐสภาครับ ดังนั้นทั่วโลกไม่ว่าจะแต่ไหนแต่ไรมา เขาก็พยายามที่จะสร้างนักจารกรรม สร้างผู้คนที่เป็นสายลับ สร้างนักล็อบบี้ (Lobby) สร้างเอาไว้ทำไมครับ ไปค้นคว้าหาข้อมูลเพื่อทำให้ฝ่ายของตนเองนั้นเป็นฝ่ายได้เปรียบ แล้วการลงทุนในเรื่องนักจารกรรม สายลับ นักล็อบบี้ของแต่ละประเทศเขาใช้เงินกันจำนวน มากมายมหาศาลแล้วก็ทำกันอย่างต่อเนื่อง แล้วถ้าประเทศใดชาติไหนก็ตามมีทรัพยากรมนุษย์ ด้านจารกรรม สายลับอย่างพอเพียง เขาไปเจรจาอะไรที่ไหนเขาได้เปรียบตลอด แล้วก็ไม่เคย แพ้ใครครับ แต่ผมอยากจะเรียนท่านประธานรัฐสภาครับ ไม่ทราบว่าอะไรเกิดขึ้นกับประเทศไทย นอกจากจะไม่สร้างนักจารกรรมสายลับไปล้วงตับเอาความลับมาใช้เป็นเครื่องมือในการเจรจา เพื่อให้การเจรจามันชนะคะคานแล้วนี่นะครับ เรายังทำตรงกันข้ามเปิดเผยข้อมูลทุกอย่าง ให้คณะรัฐมนตรีเสนอกรอบการเจรจาต่อรัฐสภาเพื่อขอความเห็นชอบ เอามาเล่นกันในสภา พูดกันทุกตรอกซอกมุมของข้อมูล ได้เปรียบเสียเปรียบกันอย่างไรฝ่ายตรงข้ามเขาทราบหมด รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ มาตรา ๑๙๐ ผมอยากจะขออนุญาต เรียนท่านประธานรัฐสภานะครับว่าไม่ต้องใช้ความรู้ขั้นสูง ใช้แค่สามัญสำนึกของผู้คนค้าขาย ธรรมดานี่ละครับ เราก็ทราบเลยว่านี่เป็นมาตราที่มัดมือมัดเท้านักเจรจาต่อรองไม่ให้สามารถ จะไปชกกับคู่ต่อสู้ได้ ไม่ให้สามารถจะป้องกันตนเองได้ และผมอยากจะเรียนถามครับ นี่เป็นมาตราอะไรครับที่จะใช้คนเข้าไปทำงานใช้เขาไปเจรจาเพื่อจะให้ชนะ แต่กลับปรากฏว่า ไม่ให้อาวุธเขาเลยสักชิ้น ไม่ให้อาวุธยังไม่พอยังไปมัดมือมัดเท้าเขาอีกไม่ให้นักเจรจาของเรานั้น สามารถจะป้องกันตนเองได้ ดังนั้นผมจึงเห็นด้วยกับข้อเสนอที่จะให้แก้ไขเพิ่มเติมบทบัญญัติ มาตรา ๑๙๐ ให้แคบลงไปเหลือแต่เพียงว่า หนังสือสัญญาใดมีบทเปลี่ยนแปลงอาณาเขตไทย หรือเขตอำนาจรัฐ หรือจะต้องออกพระราชบัญญัติเพื่อให้การเป็นไปตามสัญญาจะต้อง นำเสนอรัฐสภาเพื่อขอความเห็นชอบ แล้วในกรณีที่มีปัญหาว่าหนังสือสัญญาใดเป็นหนังสือ สัญญาดังกล่าวหรือไม่ก็ให้เสนอต่อศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยแบบเด็ดขาด แต่ถ้าเป็นเรื่องอื่นแล้วนี่ ผมก็ไม่เห็นด้วยที่จะเอามาเปิดเผยเอามาแก้ผ้าให้ประชาชนคนทั้งโลกดู ท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพครับ ตั้งแต่พุทธศักราช ๒๕๔๙ ผมลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกวุฒิสภา ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ ผลของการเลือกตั้งจากผู้สมัคร หลายร้อยคนของกรุงเทพมหานครผมได้รับคะแนนเป็นลำดับ ๑ ของกรุงเทพมหานคร แล้วจากผู้สมัครทั้งหลายทั้งปวงทั้งประเทศไทยนี่ผมก็ได้คะแนนเป็นที่ ๑ ของประเทศไทย แล้วจนกระทั่งมีการปฏิวัติรัฐประหารเมื่อวันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ พอปฏิวัติรัฐประหารปุ๊บ สถานะว่าที่สมาชิกวุฒิสภาอันดับ ๑ ของกรุงเทพฯ อันดับ ๑ ของประเทศไทยของผม ก็หายไป แต่จะหายไปอย่างไรก็ตามผมก็มีความภูมิใจว่าทุกคะแนนของผมมาจากประชาชน ผมเป็น ส.ว. ที่มีที่ยึดโยงกับประชาชน ไม่ว่าผมจะเดินทางไปตรอกซอกมุมใด หรือไม่ว่า จะเดินทางไปประเทศไหนของโลกผมก็เงยหน้าอ้าปากพูดได้อย่างเต็มภาคภูมิว่าผมเป็นนักการเมือง เป็นว่าที่สมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน แล้วพอมีการปฏิวัติรัฐประหารแล้วนี่ ทาง คมช. เขาก็ประกาศชื่อให้ผมเป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ แล้วผมก็เป็นอยู่พักหนึ่ง แล้วบั้นปลายท้ายที่สุดผมก็ตัดสินใจลาออกแล้วก็ไปลงสมัครรับเลือกตั้งเพื่อให้เป็นตัวแทน ของประชาชนอย่างสมบูรณ์ ในช่วงที่ผมเป็น สนช. ผมก็มีโอกาสได้รับเชิญไปรับประทานอาหาร กับผู้คนในต่างประเทศ กับบรรดาสถานทูตต่าง ๆ ไปพูดจาปราศรัยในงานเลี้ยงกับสถานทูต อะไรพวกนี้ ท่านประธานรัฐสภาก็คงจะทราบว่า สนช. หรือว่าสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ก็เป็นสมาชิกรัฐสภาประเภทหนึ่ง แต่เวลาเราไปตามงานในงานระหว่างประเทศเราก็มักจะ ได้รับคำถามว่าเป็นตัวแทนของประชาชนมาจากเขตไหน พอถามอย่างนี้ตูมปั๊บนี่ตอบไม่ถูกเลยนะ มันอายมันชาไปทั้งตัวนะครับ เพราะความที่ไม่ยึดโยงกับประชาชนหลังจากที่ทานงานเลี้ยง นั่งรถกลับบ้านผมต้องถามตัวเอง ท่านประธานรัฐสภาครับ ถามซ้ำ ๆ ซาก ๆ ว่าผมเป็นผู้แทน ของปวงชนชาวไทยแบบไหนกันแน่ แล้วใครเลือกผมมา ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพครับ ก็อย่างที่ผมเรียนกับท่านแล้วนะครับว่า สนช. ก็เป็นสมาชิกรัฐสภาประเภทหนึ่ง แล้วก็มีสมาชิกสหภาพรัฐสภา มีกลุ่มมิตรภาพรัฐสภา ผมเองในตอนนั้นก็เป็นทั้งสมาชิกไอพียู (IPU) เป็นประธาน เป็นกรรมการบริหารกลุ่มมิตรภาพรัฐสภาของบางประเทศ ท่านประธานรัฐสภา ก็ทราบนะครับว่าการเป็นประธาน เป็นกรรมการบริหารก็ต้องมีการไปงานเลี้ยง มีการต้อนรับขับสู้ สมาชิกรัฐสภาจากต่างประเทศ มีการไปเยือนรัฐสภาในต่างประเทศ ผมนี่นะครับเคยเสนอผ่าน เอกอัครราชทูตของบางประเทศว่าผมขอไปเยือน ท่านทูตฟังแล้วเขาก็เฉย ๆ ทูตตะวันตกชาติหนึ่ง พูดกับผมตรง ๆ ว่าทางโน้นเขาไม่สะดวก ส.ว. ส.ส. ทางโน้นเขาอยากจะรับเราแต่เขาไม่สะดวก ไม่สะดวกเพราะคุณไม่มีส่วนยึดโยงอะไรกับประชาชนเลย เป็นมาลอย ๆ ทั้งนั้นเลยนะครับ ท่านประธานรัฐสภาก็คงทราบนะครับว่าผมเป็นคนหนึ่งที่ชีพจรลงเท้าเดินทางไปไหนมาไหน ไปต่างประเทศตลอด มีหลายครั้งในสถานะ สนช. ผมไปต่างประเทศและผมไม่ได้รับการต้อนรับ ได้รับการดูหมิ่นถิ่นแคลนเสียด้วยซ้ำไป แล้วผมยังแปลกใจว่ารัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ ยังกำหนดที่มาของสมาชิกวุฒิสภาให้มาจากการเลือกตั้ง ๗๖ คน แล้วที่แย่ที่สุดก็คือมาจากการสรรหาของคณะกรรมการสรรหาอีก ๗๔ คน ท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพครับ ราชอาณาจักรไทยเป็นเนชัน สเตท (Nation state) เป็นชาติรัฐ มีเกียรติยศ มีศักดิ์ศรี เท่าเทียมกับชาติบ้านอื่น ๆ การกระดิกพลิกตัวของโลกในปัจจุบัน ทุกวันนี้ทุกอย่างมันต้องเป็น ยูนิเวอร์แซล (Universal) มันต้องเป็นแบบสากล มันต้องเหมือนกันทั้งโลกทั้งใบนี่นะครับ แล้วอยากจะเรียนว่าสิ่งที่ทำให้ประเทศชาติบ้านเมืองใดบ้านเมืองหนึ่งมีเกียรติยศเสมอทัดเทียม กับชาติบ้านเมืองอื่นเป็นอารยะทั้งหลายก็คือความเป็นประชาธิปไตย แล้วท่านประธานรัฐสภา ก็คงทราบว่าหัวใจของประชาธิปไตยไม่ว่าจะมองมุมไหน หรือไม่ว่าใครจะพยายามพูดจาบิดเบือน อย่างไรก็ไม่มีทางหนีพ้นหรอกครับกับคำว่าประชาชน เพราะคำว่าประชาชนของผมก็คือ คนทั้งหลายทั้งปวง เป็นผู้คนจำนวนมากที่มีความใฝ่ฝันและปรารถนา ต้องการจะมีสิทธิในการ ปกครองตนเอง มีสิทธิในการเลือกผู้แทนของตนเอง แล้วประชาชนผมอยากจะเรียนนะครับว่า ประชาชนไม่ใช่คณะกรรมการสรรหาเพียงไม่กี่คน ไม่กี่ท่าน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพครับ ผมจึงเห็นด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) .. พุทธศักราช .... ที่ให้แก้ไขที่มาของวุฒิสมาชิกว่าจะต้องมาจากการเลือกตั้งเท่านั้นนะครับ เหมือนกับที่มาของ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แล้วผมก็เห็นด้วยครับที่จะให้เพิ่มจำนวนสมาชิกวุฒิสภาจากเดิม ๑๕๐ คน มาเป็น ๒๐๐ คน แล้วผมก็เห็นด้วยต่อไปว่าวุฒิสมาชิกเมื่อเขาพ้นวาระไปแล้ว ท่านก็มีสิทธิที่จะได้รับเลือกตั้งใหม่ถ้าทำความดี และเลือกตั้งใหม่มาตามบัญชาของประชาชน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพครับ อยากจะเรียนท่านว่าประชาชนสำคัญที่สุด อยากจะเรียน กับท่านนะครับ โปรดให้สมาชิกรัฐสภาทุกประเภทที่เดินป้วนเปี้ยนเวียนไปเวียนมาในรัฐสภา แห่งนี้มาจากประชาชนอย่างแท้จริง ขอขอบพระคุณมากครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านภิญโญ สายนุ้ย ๘ นาทีครับ

นายภิญโญ สายนุ้ย สมาชิกวุฒิสภา กระบี่ 🔗

ท่านประธานที่เคารพ กระผม ภิญโญ สายนุ้ย สมาชิกวุฒิสภาจังหวัดกระบี่ กระบี่เมืองน่าอยู่ ผู้คนน่ารัก มีน้ำร้อนเค็ม แห่งเดียวในประเทศไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานที่เคารพครับ กระผมดีใจ และเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งที่ได้มีการดำเนินการเกี่ยวกับเรื่องของการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เป็นรายมาตรา ใน ๓ ผู้เสนอแล้วก็ ๔ ประเด็น ท่านประธานที่เคารพครับ การที่จะทำให้มี ประชาธิปไตยมากขึ้นและมีความถูกต้องสอดคล้องกับการบริหารจัดการของประเทศเพื่อให้ ประเทศไทยได้พัฒนาไปนั้น จะต้องมีกฎหมายหลักที่มาจากประชาชนและเป็นกฎหมายหลักที่มีความเป็นประชาธิปไตย ที่สมบูรณ์แบบ กระผมเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งในประเด็นที่เสนอแก้เป็นรายมาตรามี ๔ ประเด็น คือในประเด็นที่จะมีการแก้ไขในเรื่องที่มาของสมาชิกวุฒิสภาที่มีการเปลี่ยนแปลงให้มาจาก การเลือกตั้ง ดังที่ท่านนิติภูมิ นวรัตน์ ได้กล่าวเมื่อสักครู่ ท่านประธานที่เคารพครับ ในฐานะที่ ผมเป็นสมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการเลือกตั้ง ท่านประธานครับ ผมอึดอัดในหลาย ๆ เรื่อง ที่มีพรรคพวกเพื่อนผมที่เคยเป็นสมาชิกวุฒิสภาแล้วต้องลาออก เนื่องจากคิวของลูกที่จะ เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในบัญชีรายชื่อจะต้องลาออกให้ลูกเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ลักษณะนี้เป็นลักษณะที่มีข้อจำกัดในการดำรงตำแหน่งของสมาชิกวุฒิสภา และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภาปิ๊ง ส.ส. ขึ้นมาแต่งงานก็จดทะเบียนไม่ได้ เป็นสภาผัวสภาเมีย มีปัญหาในเรื่องที่มาของสมาชิกวุฒิสภาปรับปรุง เปลี่ยนแปลงให้มันดีขึ้น ข้อที่สำคัญในมาตรา ๑๙๐ ที่เกี่ยวกับการทำสนธิสัญญาและกรอบเจรจาระหว่างประเทศ ที่รัฐบาลบริหารจัดการประเทศให้มีการพัฒนาในเรื่องของการค้าขาย ในเรื่องของทำสัญญา ต่าง ๆ กับต่างประเทศนั้นจะต้องนำมาเสนอให้รัฐสภาแห่งนี้อนุมัติก่อน เรื่องมันไม่ทันการณ์ ท่านประธานที่เคารพครับ เกี่ยวกับเรื่องของการที่จะบริหารจัดการประเทศให้ได้ผลประโยชน์ กับคนในชาติอย่างสมบูรณ์แบบนั้นทำให้เกิดความล่าช้าและไม่สมบูรณ์แบบ รัฐบาลในฐานะ ที่ทำหน้าที่บริหารรับผิดชอบอยู่แล้วพร้อมที่จะดำเนินการจัดการเกี่ยวกับเรื่องทั้งหลาย ที่จะให้เกิดประโยชน์กับประชาชน เรื่องการยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับเรื่องมีความผิด หรือว่ามีความไม่ชอบมาพากลในการดำเนินการตามรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ที่ผ่านมานั้น มีการยื่นเรื่อง ๒ ด้าน ตัดสินใจไม่ถูกนะครับ มีเรื่องขึ้นมายื่น ๒ ด้าน ทำให้มีปัญหา ให้ชัดเจน ไปเลยว่าให้ยื่นต่อใครก็แล้วแต่ ให้แก้ไขเป็นยื่นต่ออัยการสูงสุดเพื่ออัยการสูงสุดพิจารณา เห็นว่ามีมูลแล้วจึงจะยื่นศาลรัฐธรรมนูญต่อไป อันนี้เป็นเรื่องที่สำคัญมาก ท่านประธาน ที่เคารพครับ และเรื่องที่สำคัญที่สุดในเรื่องความผิดของกรรมการบริหารพรรคการเมือง ในมาตรา ๒๓๗ ที่ผ่านมานั้นมีการยุบพรรคกันอุตลุดทำให้ประชาธิปไตยของประเทศไทยนั้น พัฒนาไม่ได้ ต้องเปลี่ยนชื่อ เปลี่ยนพรรค หาพรรคใหม่มาอยู่ แล้วก็ถูกแขวนบ้านเลขที่ ๑๑๑ บ้าง ๑๐๙ บ้าง บ้านเลขที่หลายบ้านเลขที่ ทำให้ประเทศไทยเรานั้นไม่สามารถพัฒนาในเรื่อง ของพรรคการเมืองและในเรื่องการเมืองที่จะดำเนินการได้ กระผมจึงเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง ที่จะให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญในส่วนของมาตรา ๒๓๗ ทั้ง ๔ ประเด็นนั้นท่านประธานที่เคารพครับ กระผมเห็นว่ากระบวนการมาถูกที่ถูกทางแล้ว ถ้าจะให้มีการแก้ไขทั้งฉบับก็ติดอยู่ ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญบอกว่าถ้าจะแก้ไขทั้งฉบับต้องทำประชามติให้ประชาชนเห็นด้วยหรือไม่ ก่อนที่จะดำเนินการแก้ไขทั้งฉบับติดอยู่ในวาระที่สามยังไม่ได้โหวตซึ่งก็คาราคาซังอยู่ ท่านประธานที่เคารพครับ กระผมนั้นในฐานะที่เป็นสมาชิกรัฐสภาคนหนึ่งที่มาจากการเลือกตั้ง มองเห็นว่ากระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญในคราวนี้เป็นกระบวนการที่ดำเนินการถูกต้อง ตามหลักเกณฑ์ หลักการและไม่ได้เข้าข้างหนึ่งข้างใด ไม่ได้เป็นเรื่องของการเฉพาะตัว เช่นที่มาของ ส.ว. นั้นแก้ไขแล้ว ผมสามารถลงและนั่งต่อได้จริง แต่ไม่ใช่ว่าได้ง่าย ๆ นะครับ มันขึ้นอยู่กับประชาชนเป็นผู้ตัดสินให้เราจะเป็นหรือไม่เป็นนะครับ ไม่อยากจะให้มีการตัดสิน โดย ๗ อรหันต์ กรรมการ ๗ คน ไม่มีตัวชี้วัดที่ดีนะครับ แต่ถ้าประชาชนทั้งจังหวัด มีการคัดเอามาก็เป็นเรื่องที่ดี ในเขตของกรุงเทพมหานครน่าจะมีสมาชิกวุฒิสภาสัก ๑๖ คน มีคนตั้ง ๖,๐๐๐,๐๐๐-๗,๐๐๐,๐๐๐ คน ก็มีสมาชิกวุฒิสภาเท่ากับจังหวัดสมุทรสงคราม ซึ่งมีคนเดียวตามรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ เพราะฉะนั้นผมว่าการแก้ไขในลักษณะนี้เป็นการแก้ไข ให้เป็นประชาธิปไตยและให้ความถูกต้อง ผมเห็นสมควรที่จะรับหลักการในวาระที่หนึ่ง ในเรื่องของการแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้ง ๔ ประเด็นครับ ขอบคุณมากครับท่านประธาน

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เชิญท่านนิพิฏฐ์ครับ ๑๕ นาทีนะครับ

นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พัทลุง 🔗

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ กระผม นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพัทลุง พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานที่เคารพครับ ผมขออนุญาต กราบเรียนท่านประธานเป็นคำตอบเสียก่อนเลยว่าผมไม่เห็นด้วยกับร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ทั้ง ๓ ฉบับในครั้งนี้นะครับ ผมฟังเพื่อนสมาชิกบางท่านได้ยืนขึ้นอภิปรายด้วยท่าทีที่แข็งขัน แล้วก็พยายามบอกว่ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ นั้นไม่มีความเป็นประชาธิปไตย ไปลดอำนาจ ของประชาชน แต่กระผมเห็นตรงกันข้าม ท่านประธานครับ กระผมคิดว่าการที่เราแก้ไข รัฐธรรมนูญในครั้งนี้ ถ้าท่านประธานจะได้กรุณาอ่านทั้ง ๓ ฉบับนะครับ ท่านประธานจะพบ ความจริงว่าร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้ง ๓ ฉบับนี้ไม่มีส่วนไหนเลยที่เกี่ยวข้องกับสิทธิเสรีภาพ หรืออำนาจของประชาชน แต่ว่าในทางตรงกันข้ามครับ เรื่องที่เรากำลังพิจารณาอยู่นี้ ทั้ง ๓ ร่าง หรือ ๔ ประเด็นนะครับ เป็นเรื่องอำนาจและหน้าที่โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เป็นการเพิ่มอำนาจของสมาชิกรัฐสภาในสภาแห่งนี้ทั้งสิ้นนะครับ เป็นเรื่องของพวกเราไม่ได้ เกี่ยวเนื่องกับประชาชนเลยครับ ผมต้องกราบเรียนท่านประธานเริ่มต้นว่ารัฐธรรมนูญ เป็นสิ่งที่แก้ได้ครับ และครั้งหนึ่งในรัฐสภาแห่งนี้พวกกระผมก็เคยแก้รัฐธรรมนูญมาครั้งหนึ่งแล้ว แต่ว่าประเด็นที่เราจะแก้ครั้งนี้เราแก้เพื่อประโยชน์ของใคร ผมเรียนท่านประธานครับว่า ผมไม่เชื่อว่าการแก้รัฐธรรมนูญครั้งนี้จะเป็นครั้งสุดท้ายของรัฐสภาแห่งนี้ สิ่งที่เรากำลังเห็นกันอยู่ สิ่งที่เรากำลังพิจารณากันอยู่นี้กระผมคิดว่าเป็นเพียงก้อนน้ำแข็งที่มันโผล่ขึ้นเหนือน้ำ เท่านั้นเองครับ แต่ว่าสุดท้ายจริง ๆ แล้วความปรารถนาที่ยิ่งใหญ่ของการแก้รัฐธรรมนูญ มันอยู่ที่การแก้มาตรา ๓๐๙ มาตรา ๓๐๙ อาจจะไม่ใช่เป็นความประสงค์ของสมาชิกในรัฐสภา แห่งนี้ แต่บุคคลบางกลุ่ม บุคคลบางจำพวกต้องการที่จะมีการแก้มาตรา ๓๐๙ การเปิดประเด็น วันนี้ผมเรียนท่านประธานว่าเป็นการเปิดประเด็นเพื่อที่จะนำไปสู่การแก้มาตรา ๓๐๙ ทำไมล่ะครับ เพราะว่าถ้าไม่มีการแก้มาตรา ๓๐๙ ในอนาคตนะครับ คนที่ทุจริต คนที่ถูกจำคุก คนที่ศาลตัดสินว่ามีการทุจริตและถูกลงโทษนั้นจะไม่พ้นจากการถูกลงโทษเลย การที่เราเริ่ม แก้มาตรา ๖๘ ในวันนี้เป็นการเปิดฉากเข้าไปสู่การแก้มาตรา ๓๐๙ หรือเป็นเงื่อนไขในการ แก้รัฐธรรมนูญทั้งฉบับในอนาคตเท่านั้นเองครับ ผมเรียนท่านประธานครับ ท่านสมาชิก บางท่านได้บอกว่าการแก้ไขครั้งนี้เป็นการเพิ่มสิทธิของประชาชน ผมไม่เห็นอะไรเลยครับ ที่เป็นการเพิ่มสิทธิของประชาชนในการแก้ครั้งนี้ในมาตรา ๖๘ เดิม ขออนุญาตเอ่ยนาม ท่านโภคิน พลกุล ได้แสดงความเห็นไว้ ท่านเป็นบุคคลข้างนอก แต่ผมคิดว่าความเห็น ของท่านมีอิทธิพลต่อสมาชิกในรัฐสภาแห่งนี้ ท่านบอกว่าในมาตรา ๖๘ ของรัฐธรรมนูญ ฉบับปัจจุบันนั้น แม้ศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำวินิจฉัยว่าเราไม่สามารถจะแก้รัฐธรรมนูญทั้งฉบับได้ แต่คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญไม่ใช่กฎหมาย เราไม่จำเป็นต้องปฏิบัติตาม ผมคิดว่า ท่านแสดงความเห็นนั้นไม่ถูกต้องนะครับ เพราะว่าคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญนั้นผูกพัน ทุกองค์กรครับ รวมทั้งผูกพันสมาชิกในรัฐสภาแห่งนี้ด้วยนะครับ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมอ่านหนังสือการตีความกฎหมายค่อนข้างเยอะครับ ผมอ่านเยอะครับ และผมคิดว่าบุคคล ที่เขียนเรื่องการตีความกฎหมายหรือให้การตีความรัฐธรรมนูญได้ดีที่สุดในประเทศนี้อาจจะ มีอยู่หลายคน แต่ว่าในประเทศนี้ผมนับถือมากคนหนึ่งที่เขียนเรื่องการตีความกฎหมาย คือศาสตราจารย์ดอกเตอร์อักขราทร จุฬารัตน ครับ หนังสือเล่มนี้มีคนอ่านกันเยอะครับ ถ้าท่านประธานยังไม่อ่านนะครับ ผมแนะนำให้ท่านประธานอ่านนะครับ การตีความกฎหมายครับ เป็นการตีความของศาลสูงในหลายประเทศ และเป็นการตีความ ของศาลรัฐธรรมนูญในเกือบทุกประเทศในโลกนี้ว่าเขามีแนวโน้มในการตีความรัฐธรรมนูญ อย่างไร ท่านประธานครับ ในปัจจุบันนี้ศาลรัฐธรรมนูญทั้งโลกเกินกึ่งหนึ่งของประเทศ ที่มีศาลรัฐธรรมนูญ และเกินกึ่งหนึ่งของศาลฎีกาหรือศาลสูงสุดทั่วโลกปัจจุบันนี้ครับ ถ้ามันมี ประเด็นว่าศาลจะตีความไปจำกัด ถ้าศาลสามารถตีความได้ ๒ ทาง ศาลจะเลือกตีความ ในการเพิ่มอำนาจให้กับประชาชน มาตรา ๖๘ เดิมครับ เราเถียงกันว่าประชาชนที่พบเห็น การล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตยหรือการได้มาซึ่งอำนาจซึ่งไม่เป็นไปตาม รัฐธรรมนูญ สามารถยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญได้โดยตรงหรือเปล่าเราเถียงกัน ฝ่ายหนึ่ง บอกว่าไม่สามารถยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญได้โดยตรง ต้องผ่านอัยการสูงสุดก่อน ฝ่ายหนึ่งบอกว่า สามารถยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญได้โดยตรง สามารถตีความได้ทั้ง ๒ ทางครับ แต่ว่าท้ายที่สุดครับ ศาลรัฐธรรมนูญของประเทศนี้ครับ ของประเทศเราเลือกที่จะใช้ดุลพินิจในการคุ้มครองสิทธิ ของประชาชน โดยศาลท่านได้มีคำวินิจฉัยว่าประชาชนสามารถที่จะใช้สิทธิยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญ ได้โดยตรง คำวินิจฉัยเหล่านี้เป็นการวินิจฉัยที่เป็นการเพิ่มสิทธิให้กับประชาชน ทั่วโลกเขาเพิ่มสิทธิ ให้กับประชาชนทั้งสิ้นละครับ แต่ว่ารัฐสภาของเรากำลังทำสิ่งที่เป็นตรงกันข้าม เรากำลังตัดสิทธิ ของประชาชน แล้วกลับเพิ่มอำนาจสิทธิให้กับตัวของสมาชิกรัฐสภาเอง ท่านประธานลองตามผม มาสิครับ เราบอกว่าต่อไปนี้ประชาชนไม่สามารถยื่นเรื่องโดยตรงต่อศาลรัฐธรรมนูญได้ แต่ต้องยื่นผ่านอัยการสูงสุด เราตัดสิทธิประชาชน แต่ว่าในขณะที่เราเริ่มตัดสิทธิของประชาชนนั้น เราเพิ่มสิทธิให้กับสมาชิกในรัฐสภาแห่งนี้ เช่น การไม่จำกัดวาระของสมาชิกวุฒิสภา ผมต้อง เรียนท่านตรง ๆ นะครับ ผมไม่สบายใจเลย ผมอึดอัดครับ แล้วผมค่อนข้างจะละอายด้วย ที่จะตอบคำถามกับประชาชน ถ้าเราไปพบประชาชน แล้วประชาชนถามเราว่าท่านกำลัง ตัดสิทธิของประชาชนที่จะเดินสู่ศาลรัฐธรรมนูญ แต่ว่าในขณะเดียวกันท่านกำลังเปิดช่อง ให้ท่านสามารถใช้สิทธิในการลงสมัครได้เป็นครั้งที่ ๒ ครั้งที่ ๓ โดยไม่จำกัดวาระ ผลประโยชน์ จริง ๆ มันตกกับใครล่ะครับ ท่านประธานครับ ลองนึกอย่างเป็นธรรมสิครับ สิ่งที่ผมกำลังพูด ท่านอาจจะไม่ชอบใจผมก็ได้ เราตัดสิทธิประชาชนในการเดินไปหาความเป็นธรรม ต่อศาลรัฐธรรมนูญ แต่เราเพิ่มสิทธิของสมาชิกวุฒิสภาในการที่จะสมัครได้กี่วาระก็ตาม ตรงไหนล่ะครับที่ประชาชนได้ประโยชน์ ตรงกันข้ามครับ ประชาชนเสียประโยชน์ทั้งสิ้นละครับ เพราะฉะนั้นท่านประธานครับ ผมจึงไม่เห็นด้วยที่เราจะไปตัดสิทธิของประชาชนด้วยการแก้ มาตรา ๖๘ ต้องเรียนความจริงกับท่านประธานต่อไปว่าทำไมเราต้องเพิ่มสิทธิของประชาชนนะครับ เราให้สิทธิประชาชนเพราะอะไรครับ เราให้สิทธิของประชาชน เพราะว่าองค์กรทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นองค์กรตามรัฐธรรมนูญหรือองค์กรอื่นนั้นท่านไม่ได้ทำหน้าที่ตามที่ควรจะเป็นครับ ผมละเว้นไม่ได้ที่จะพูดถึงกระบวนการยุติธรรม ผมละเว้นไม่ได้เลยท่านประธานครับที่จะไม่พูดถึง อัยการสูงสุดหรือสำนักงานอัยการสูงสุด ที่ผ่านมานั้นในปัจจุบันนี้กระบวนการยุติธรรมเสื่อมทรุด ที่สุดในปัจจุบันครับ ชีวิตผมก็อยู่ในสภานี้มานานนะครับ ผมไม่เคยเห็นครั้งไหน ปีไหน พ.ศ. ไหนล่ะครับ ยุคไหนล่ะครับ ที่กระบวนการยุติธรรมมันเสื่อมทรุดมากมายถึงขนาดนี้ครับ ไปรับใช้ผู้มีอำนาจอย่างไม่ลืมหูลืมตา ละเว้นไม่ได้ครับที่ต้องพูดถึงสถาบันของตำรวจ ละเว้น ไม่ได้เลยครับท่านประธานที่ต้องพูดถึงสถาบันของอัยการสูงสุด ถ้าอัยการสูงสุดได้ทำหน้าที่ ตามที่ควรจะเป็นเพื่อรักษาสิทธิของประชาชนไม่จำเป็นต้องแก้กฎหมายหรอกครับ แต่วันนี้ ผมคิดว่าประชาชนไม่วางใจกระบวนการยุติธรรมเบื้องต้น ผมเชื่อว่าประชาชนยังไม่ไว้วางใจ ตำรวจ ผมคิดเองครับ คนส่วนใหญ่ไม่วางใจตำรวจ พฤติกรรมของตำรวจวันนี้คนส่วนใหญ่ ไม่ไว้วางใจ ผมคิดว่าคนส่วนใหญ่วันนี้ไม่ไว้วางใจการกระทำของอัยการ ผมไม่ได้พูดถึง ตัวบุคคลนะครับ แต่ผมพูดองค์รวมของอัยการสูงสุด สำนักงานอัยการสูงสุด เมื่อคนโดยรวม ในประเทศนี้ยังไม่ไว้วางใจการทำหน้าที่ของอัยการสูงสุด อย่าไปปิดกั้นสิทธิของประชาชน เลยครับ เพราะฉะนั้นก็ควรจะเปิดโอกาสให้ประชาชนได้ เขาเรียกพวกเราในสภาแห่งนี้ว่าเป็นผู้แทนครับ ผมนี่เป็นผู้แทนครับ ที่เขาเรียกเราเป็นผู้แทนเพราะเราไม่ใช่เจ้าของอำนาจที่แท้จริงครับ อำนาจที่แท้จริงอยู่ข้างนอก เราเป็นผู้แทนในการใช้อำนาจของเขาเท่านั้นเอง เมื่อเขาไม่ไว้ใจ ในการทำหน้าที่ของเราก็ควรคืนสิทธินั้นบางส่วนให้เป็นสิทธิของพี่น้องประชาชน ท่านประธานครับ เวลาเราพูดถึงประชาชน เวลาเราเอ่ยถึงประชาชน แล้วเวลาเราต้องการคะแนนจากประชาชน คนส่วนหนึ่งจะบอกว่าเขาเป็นไพร่ คนส่วนหนึ่งจะแยกคนเป็นไพร่และเป็นอำมาตย์ เวลาเรา ต้องการเสียงจากประชาชนเราบอกว่าประชาชนนั้นล่ะเป็นไพร่ และอุปโหลกว่าพวกเราบางส่วน ในสภาแห่งนี้เป็นอำมาตย์ ถ้าประชาชนเป็นไพร่จริง ๆ วันนี้เราซึ่งเป็นอำมาตย์ในสภาแห่งนี้ กำลังตัดสิทธิของไพร่ สิทธิของไพร่คือสิทธิของประชนที่จะไปเรียกร้องความยุติธรรม ต่อศาลรัฐธรรมนูญวันนี้ถูกตัดไปจากการแก้ไขรัฐธรรมนูญในมาตรา ๖๘ ท่านประธานครับ ผมไม่แปลกใจความอัปลักษณ์ที่เดินมาถึงขนาดนี้ต่อไปก็คือการแก้ไขเรื่องการยุบพรรคการเมือง ผมคิดว่าสมาชิกในรัฐสภาแห่งนี้ทุกคนเป็นเอกฉันท์ครับ ไม่มีใครเห็นด้วยเลยที่จะไปยุบ พรรคการเมืองของประชาชน แต่เราไม่คิดต่อหรือว่าคนที่ทำผิดควรจะต้องถูกลงโทษ เราไม่คิดต่อหรือว่ากรรมการบริหารพรรคซึ่งเป็นองค์กรที่มีอำนาจสูงสุดในพรรคการเมืองนั้น ถ้าเขาทุจริต ทำไมไม่ลงโทษเขาล่ะครับ ทำไมไม่ตัดสิทธิเขาล่ะครับ ท่านประธานครับ ถ้าหัวหน้าพรรคทุจริตในการเลือกตั้งทำไมเราไม่ลงโทษหัวหน้าพรรค ทำไมเราไม่ลงโทษ กรรมการบริหารพรรคล่ะครับ เราลงโทษเฉพาะส่วนเฉพาะบุคคลไม่ได้ครับ องค์กรของพรรค การเมืองมันบริหารด้วยกรรมการบริหารพรรค ที่เป็นเช่นนี้เพราะว่ายุคนี้เป็นยุคที่ประชาชน ถึง ๖๘ เปอร์เซ็นต์ในสังคมไทยยอมรับการทุจริตและเป็นยุคที่รัฐบาลบริหารราชการแผ่นดิน และมีการทุจริตค่อนข้างมากที่สุด ผมไม่ได้บอกว่ามากที่สุดนะครับเดี๋ยวจะถูกประท้วงได้ แต่เป็นยุคที่มีการทุจริตมากที่สุด เมื่อเป็นยุคที่มีการทุจริตค่อนข้างมากเหล่านี้นักการเมือง หรือพรรคการเมืองที่ตั้งใจจะทุจริตในการเลือกตั้งก็เลยไม่แสดงตัวตนที่แท้จริงในทางการเมือง ท่านประธานจะเห็นว่าในขณะนี้พรรคการเมืองบางพรรคอาจจะเป็นพรรคใหญ่ในประเทศนี้ คนที่มีอำนาจจริง ๆ ไม่กล้าที่จะเป็นกรรมการบริหารพรรคเพราะตัวเองคิดว่าไม่สามารถ ยับยั้งชั่งใจได้ว่าตัวเองจะไม่ทุจริต เมื่อตัวเองคิดว่าสักวันหนึ่งในขณะที่เป็นกรรมการบริหาร พรรคต้องมีการทุจริตให้ได้มาซึ่งอำนาจของรัฐก็เลยไม่เป็นกรรมการบริหารพรรค แล้วก็ ตั้งหน้าตั้งตาทุจริตไป เรายอมให้สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นหรือครับ ผมเห็นด้วยว่าเราไม่ควรยุบ พรรคการเมือง แต่ว่าหัวหน้าพรรค กรรมการบริหารพรรคที่ทุจริตนี่เราไม่คิดจะลงโทษเขา หรือครับ เราจะปล่อยให้มีการลงโทษคน ๆ เดียวที่ทุจริตแล้วปล่อยให้หัวหน้าพรรค ปล่อยกรรมการบริหารพรรค ซึ่งอาจจะเป็นคนกำหนดเองให้มีการทุจริตรอดไปอย่างนั้นหรือครับ ผมคิดว่าถ้าเราคิดอย่างนี้เรากำลังสนับสนุนให้เกิดการทุจริตมากขึ้นในประเทศนี้ เพราะฉะนั้น ผมเลยไม่เห็นด้วยที่จะมีการยกเว้นการลงโทษกรรมการบริหารพรรค ผมเห็นด้วยที่ไม่ต้องยุบ พรรคการเมืองแต่ผมไม่เห็นด้วยที่จะตัดโทษของกรรมการบริหารพรรคออกไปในกรณีที่มี การทุจริต ท่านประธานครับ เวลาเราพูดถึงรัฐธรรมนูญในต่างประเทศมันคล้าย ๆ กับว่า เราพูดดูถูกประเทศของเราเอง ผมไม่สบายใจเลยที่สมาชิกท่านใดท่านหนึ่งยืนขึ้นในสภาแห่งนี้ แล้วดูถูกบ้านเกิดเมืองนอนของตัวเองว่าบ้านของเรามันไม่ดีอย่างนั้น บ้านเมืองของเราไม่เป็น ประชาธิปไตยอย่างนั้น เราไปจำขี้ปากเขามาและเรารับมาไม่หมด เราไปเอาส่วนดีของเขามา แต่เรารับมาไม่หมดครับ บางท่านบอกว่ารัฐสภาโลกไม่ยอมรับการยุบพรรคการเมือง แล้วประเทศไทยวิกฤติมันอยู่ตรงไหนล่ะครับ วิกฤติของประเทศไทยมันไม่ตรงกับวิกฤติ ของประเทศอเมริกานี่ครับ วิกฤติของประเทศไทยมันไม่ซ้ำรอยและมันไม่เหมือนวิกฤติ ของประเทศอังกฤษนี่ครับ แต่วิกฤติของประเทศไทยก็คือวิกฤติของการทุจริตของนักการเมืองครับ ผมเรียนท่านประธานครับ ใครจะว่าผมอย่างไรก็ตาม ผมยังเชื่อประโยคหนึ่งครับที่เขาพูดว่าแมวสีอะไรก็ได้ขอให้มันจับหนูได้เถอะครับ ผมเรียน ท่านประธานละครับใครจะว่าผมอย่างไรก็ตามผมไม่รังเกลียดสมาชิกวุฒิสภาที่มาจาก การสรรหาเลยครับ และผมต้องกล่าวต่อไปด้วยว่าสมาชิกวุฒิสภาบางท่านหลายส่วนทีเดียว ที่มาจากการสรรหา ต้องยอมรับความจริงท่านทำหน้าที่ได้ดีกว่าสมาชิกที่มาจากการเลือกตั้ง ประเทศเราเผชิญวิกฤติอยู่อย่างนี้ ไม่จำเป็นต้องเดินตามประเทศอังกฤษ ประเทศสหรัฐอเมริกา อย่าไปจำเขามาเลยครับ วิกฤติของเราคือการทุจริต และผมเชื่อว่าสมาชิกวุฒิสภาที่มาจาก การสรรหาเกือบ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ทำหน้าที่ได้ดีกว่าสมาชิกที่มาจากการเลือกตั้ง ถ้าท่าน คิดจะใช้วุฒิสภาที่มาจากการเลือกตั้งทั้งหมดทำไมท่านไม่ร่นเวลาให้เหลือ ๔ ปีล่ะครับ ทำไม ท่านใช้เวลาถึง ๖ ปีล่ะครับ ถ้าคิดว่าสมาชิกวุฒิสภามาจากการเลือกตั้งทั้งหมด มันเหมือนกับ เรามีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร/๒ พวกผมนี่/๑ วุฒิสภาที่มาจากการเลือกตั้งทั้งหมดคือ/๒ แล้วสถานภาพมันไม่เปลี่ยนกันเลย บ้านเมืองจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงเลยครับ กล่าวโดยสรุป ท่านประธานครับ ผมไม่เห็นด้วยที่จะมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้ง ๓ ฉบับในวันนี้ ขอบพระคุณ ท่านประธานครับ

(นายวิชาญ มีนชัยนันท์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร ได้ยืน และยกมือขึ้น)
นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านวิชาญมีอะไรครับ

นายวิชาญ มีนชัยนันท์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร

ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ผม วิชาญ มีนชัยนันท์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ขออนุญาตประท้วงท่านผู้อภิปรายเพิ่งจบไปในข้อบังคับ ข้อ ๔๓ เมื่อสักครู่ท่านได้พูดไปถึงบุคคลภายนอก และบุคคลภายนอกคนนั้น ขออนุญาตเอ่ยนาม ท่านอาจารย์โภคิน ท่านนิพิฏฐ์บอกว่าในกรณีที่มีการพูดถึงว่าท่านอาจารย์โภคิน มีอิทธิพล กับเพื่อนสมาชิกที่เป็น ส.ส. แล้วก็ไปพูดเหมือนกับว่าคำตีความบางอย่างของศาลรัฐธรรมนูญ ไม่จำเป็นที่จะต้องมาถือบังคับใช้ได้ การพูดอย่างนี้แล้วก็ไปเปรียบเทียบกับท่านอักขราทรว่า มีหนังสือซึ่งเขียนเป็นบทความไว้ ผมขออนุญาตครับว่าคำพูดอย่างนี้มันทำให้พวกเราเอง ในฐานะสมาชิกแห่งรัฐสภาเหมือนไม่มีเหตุผลที่ไปฟังบุคคลก็คืออาจารย์โภคิน ผมขออนุญาต ถามท่านนิดหนึ่งครับว่ากรณีที่ท่านพูดกล่าวอย่างนี้ ท่านอาจารย์โภคินได้ไปพูดที่ไหน วันไหน อย่างไร แล้วมีบทความหรือไม่ อย่างไร เพราะว่าเป็นการกล่าวหา และการกล่าวหาอย่างนี้ มันกระทบถึงพวกผมด้วยหาว่าไปเชื่อหรือไปฟังในเรื่องต่าง ๆ เหล่านี้ครับ ขออนุญาตครับ

(นายบุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ ได้ยืน และยกมือขึ้น)
นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ก็ให้ประท้วงทีละคน ท่านบุญยอดมีอะไรครับ

นายบุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภา ผม บุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกรัฐสภา การกล่าวอ้างถึง บุคคลภายนอกที่ท่านกล่าวท่านก็ไม่มีสิทธิที่จะมาอธิบายแทน ท่านผู้ที่อภิปรายในนี้ทุกคน รู้กติกา รู้ข้อบังคับว่าถ้าเรากล่าวอ้างถึงใครเราก็ต้องรับผิดชอบเพราะมีการถ่ายทอดสด อยู่ในขณะนี้ ดังนั้นเมื่อสักครู่ผมก็ลุกขึ้นประท้วงประธานว่าประธานไม่ควรจะให้สมาชิก ได้อธิบายแทนใครหรือว่าเดือดร้อนแทนใคร เท่านั้นครับ ขอบพระคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ที่จริงมันก็กระทบตัวสมาชิก ของท่านด้วย เอาว่าอย่างนี้ถ้าไม่จำเป็นก็อย่าเอ่ยถึงบุคคลภายนอกเลยครับ เชิญอาจารย์พีรพันธุ์ ๑๐ นาทีครับ

นายพีรพันธุ์ พาลุสุข สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ยโสธร 🔗

ท่านประธานที่เคารพ กระผม พีรพันธุ์ พาลุสุข สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากจังหวัดยโสธร พรรคเพื่อไทย สมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ผมก็เป็นผู้หนึ่งที่จะสนับสนุนให้มีการแก้ไขเพิ่มเติม รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน จริง ๆ แล้วใจผมอยากจะแก้ทั้งฉบับเพราะเห็นว่ารัฐธรรมนูญ ฉบับนี้ยังมีหลายเรื่องที่ไม่เป็นประชาธิปไตย แต่ในเมื่อการแก้ไขทั้งฉบับยังไม่อาจจะ กระทำได้ขณะนี้ จึงสนับสนุนให้มีการแก้ไขเป็นรายมาตรากันต่อไป ท่านประธานครับ ผมขอให้เหตุผลเพิ่มเติมในกรณีที่ผมเองมีความเห็นด้วยสนับสนุนให้มีการแก้ไขเพิ่มเติม ตามที่สมาชิกหลายท่านได้ให้ความเห็นไปแล้ว

ประเด็นแรก ก็คือเกี่ยวกับมาตรา ๑๙๐ ซึ่งพวกเราก็รู้กันดีว่าเกี่ยวข้องกับอะไร ผมเองได้เดินทางไปต่างประเทศหลายครั้งแล้วก็ได้มีโอกาสพบกับสมาชิกของต่างประเทศ หลายครั้งโดยเฉพาะในกลุ่มอาเซียน ประเทศเหล่านั้นเขาก็ทราบว่าข้อตกลงหลายอย่าง ในกลุ่มอาเซียนเองที่ยังไม่สำเร็จนั้นอันเนื่องมาจากความล่าช้าของประเทศไทย ผมก็แปลกใจ ครับท่านประธาน สมาชิกบางประเทศบอกผมว่าเขารู้แล้ว เป็นเพราะมาตรา ๑๙๐ ของรัฐธรรมนูญไทยนั่นเอง ก็แปลว่ามาตรา ๑๙๐ นี้เป็นปัญหาและอุปสรรคในการทำความตกลง ระหว่างประเทศเป็นอย่างมาก ท่านประธานครับ ถ้าเราไปเปรียบเทียบดูกับรัฐธรรมนูญ ที่ประเทศไทยเคยใช้มาอยู่ตลอดตั้งแต่ปี ๒๔๗๕ เป็นต้นมา จนกระทั่งถึงปี ๒๕๔๐ เนื้อความ ในการทำสนธิสัญญาปกติแล้วก็จะมีกฎหมายระหว่างประเทศที่เรียกว่าอนุสัญญาเวียนนา ว่าด้วยสนธิสัญญาอยู่แล้วที่จะเป็นผู้กำหนดกฎเกณฑ์ หลักเกณฑ์ในการทำความตกลง ระหว่างประเทศที่เรียกว่าสนธิสัญญา เพราะฉะนั้นก็เป็นหน้าที่ของแต่ละประเทศที่จะ ดำเนินการให้เป็นไปตามอนุสัญญาฉบับนั้น ผมก็คิดว่ากระบวนการจัดทำสนธิสัญญา ในเมื่อ มีกฎหมายระหว่างประเทศควบคุมกันอยู่แล้วเราไม่น่าจะเป็นห่วงในเรื่องของการจัดทำ สนธิสัญญา มีประเด็นที่จะต้องพิจารณากันต่อไปว่าในเมื่อตามอนุสัญญาเวียนนานี้การทำ ความตกลงระหว่างประเทศเป็นเรื่องของฝ่ายบริหาร ปัญหาก็คือว่าจะให้ฝ่ายนิติบัญญัติ เข้ามามีส่วนในการตรวจสอบได้เพียงใด ซึ่งอันนี้ก็จะเป็นไปตามรัฐธรรมนูญของแต่ละประเทศ สำหรับประเทศไทย ท่านประธานครับ ผมได้เรียนไปแล้วว่ารัฐธรรมนูญฉบับแรกจนกระทั่ง ถึงของปี ๒๕๔๐ ก็บัญญัติไว้บอกว่า พระมหากษัตริย์ทรงไว้ซึ่งพระราชอำนาจในการทำ หนังสือสัญญาสันติภาพ หนังสือสัญญาสงบสุข และสัญญาอื่นกับนานาประเทศหรือกับองค์การ ระหว่างประเทศ หนังสือสัญญาใดมีบทเปลี่ยนแปลงอาณาเขตไทย หรือเขตอำนาจแห่งรัฐ หรือจะต้องออกพระราชบัญญัติเพื่อให้เป็นไปตามสัญญาต้องได้รับความเห็นชอบของรัฐสภา นี่ก็คือบทบัญญัติที่เราใช้กันมาอยู่ตลอด ตกลงก็เป็นว่าระบบของไทยที่ผ่านมานั้นหนังสือสัญญา ที่จะต้องให้สภาเข้ามาช่วยตรวจสอบได้ ก็คือหนังสือสัญญาที่มีบทเปลี่ยนแปลงอาณาเขต ของประเทศไทย หรือเขตอำนาจแห่งรัฐ หรือจะต้องออกพระราชบัญญัติเพื่อให้เป็นไปตาม สัญญานั้นก็เพื่อ ๓ ประเภทนี้ พอมาถึงรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ท่านประธานครับ มาตรา ๑๙๐ ที่กำลังจะมีการแก้ไขกันนี้นะครับ ก็ได้บัญญัติไว้เพิ่มเติมขึ้นมาอีก โดยเฉพาะในวรรคที่จะ มีปัญหากันมาก ๆ ก็คือที่มีการเพิ่มเติมในวรรคสอง ที่บอกว่า หนังสือสัญญาใดมีบทเปลี่ยนแปลง อาณาเขตไทย หรือเขตพื้นที่นอกอาณาเขตซึ่งประเทศไทยมีสิทธิอธิปไตยหรือมีเขตอำนาจ ตามหนังสือสัญญาหรือตามกฎหมายระหว่างประเทศ หรือจะต้องออกพระราชบัญญัติเพื่อให้ เป็นไปตามหนังสือสัญญา หรือมีผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจหรือสังคมของประเทศ อย่างกว้างขวาง หรือมีผลผูกพันด้านการค้า การลงทุน หรืออะไรต่าง ๆ เหล่านี้นะครับ ท่านประธาน มันยืดยาวออกไปนะครับ ผมก็ไม่ขออ่านในรายละเอียด แต่ว่าพวกเราก็ทราบ กันอยู่แล้วว่าการบัญญัติไว้อย่างนี้มีปัญหามาก วรรคต่อไปก็บอกว่า ก่อนการดำเนินการ เพื่อทำหนังสือสัญญานี้ ครม. จะต้องให้ข้อมูลกับประชาชน รวมทั้งเสนอกรอบการเจรจา ต่อรัฐสภาด้วย พวกเราที่นั่งอยู่ในที่นี้คงเห็นหลายครั้งนะครับ ว่าทุกครั้งที่มีเรื่องที่เกี่ยวกับ ระหว่างประเทศขึ้นมา ผมก็สังเกตว่า ๑. เข้ามาขอกรอบก่อน ได้กรอบแล้วไปเจรจา เจรจา เสร็จแล้วมาขออนุมัติต่อสภาอีก กว่าความตกลงจะได้ผ่านแต่ละฉบับ ๆ นี่ละเป็นเหตุ ของความล่าช้าในการจัดทำสนธิสัญญาระหว่างประเทศเป็นอย่างมาก

ประเด็นต่อมา ผมคิดว่าที่มีปัญหามาก ๆ ก็คือข้อความที่เพิ่มขึ้นมาจาก ๓ ประเภทเดิมที่ประเทศไทยเคยลืมไปแล้วก็คือใช้คำว่า หนังสือสัญญาที่มีผลกระทบ ต่อเศรษฐกิจและสังคมอย่างกว้างขวาง หรืออย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ก็ไม่ได้ให้ความหมายไว้ว่าคืออะไร เป็นเหตุให้มีการใช้ข้อความนี้อย่างคลุมเครือเพราะไม่มี ความชัดเจนนะครับ ผมจำได้ดีว่านอกจากในตัวกฎหมายฉบับนี้แล้วจะมีความไม่ชัดเจน แล้วก็คลุมเครืออยู่อย่างนี้ เป็นเหตุที่จะทำให้มีการตีความออกไปอย่างกว้างขวางนะครับ ผมจำได้ครับท่านประธานมีคดีที่ไปถึงศาลรัฐธรรมนูญคือคำวินิจฉัยที่ ๖-๗ ปี ๒๕๕๑ กรณี พูดกันง่าย ๆ ก็คือคดีของเอ็มโอยู (MOU) กรณีเขาพระวิหารนั่นเองนะครับ ซึ่งคำวินิจฉัย ของศาลฉบับนี้ก็ถูกโต้เถียงถูกวิพากษ์วิจารณ์จากนักวิชาการกันเป็นอย่างมากว่า ศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยโดยเพิ่มข้อความไปมากกว่าการที่รัฐธรรมนูญกำหนด โดยเฉพาะ เหตุผลที่ศาลได้วินิจฉัยในประเด็นนี้ที่บอกว่าแถลงการณ์ร่วมคดีเขาพระวิหารนั้นอาจก่อให้เกิด การแตกแยกกันทางด้านความคิดเห็นของคนในสังคมทั้งประเทศ อาจก่อให้เกิดวิกฤตการณ์ ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศอันมีผลกระทบต่อความมั่นคงทางสังคมอย่างกว้างขวาง คำแถลงการณ์ร่วมดังกล่าวจึงเป็นหนังสือสัญญาที่อาจมีบทเปลี่ยนแปลงอาณาเขตประเทศไทยได้ จึงเป็นหนังสือสัญญาที่รัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๐ วรรคสอง ต้องกำหนดให้ได้รับความเห็นชอบ ของรัฐสภา ผมก็อยากจะเรียนต่อท่านประธานว่าคือนอกจากในตัวบทของรัฐธรรมนูญเอง จะมีความไม่ชัดเจนคลุมเครืออยู่แล้ว การที่ศาลรัฐธรรมนูญมาเพิ่มคำว่า อาจ เข้าไปอีก ก็ยิ่งทำให้เกิดความไม่ชัดเจนขึ้นมาอีก จึงเห็นหลายครั้งที่ทุกครั้งที่มีการเสนอเรื่องนี้เข้ามาสู่ การพิจารณาของสภา หน่วยงานของรัฐ กระทรวง ทบวง กรมต่าง ๆ ก็จะถามความเห็น ของกระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศก็มักจะตอบว่าความเห็นที่กระทรวง เสนอมานั้นเป็นหรือไม่เป็นสัญญาตามมาตรา ๑๙๐ วรรคสองหรือไม่ กระทรวงการต่างประเทศ ว่าอาจจะเป็น ตกลงเขาใช้คำว่า อาจ หมดจนกระทั่งมาสู่การพิจารณาของสภา ผมก็เคยถามว่า แล้วถ้าสภาอนุมัติไปโดยที่สภาไม่มีอำนาจละ เห็นไหมทุกวันนี้มันก็เลยเป็นปัญหากันมาอยู่ตลอด ผมจึงเห็นว่าเรื่องนี้ควรจะได้มีการแก้ไขเพื่อให้เกิดความชัดเจนขึ้น และโดยการแก้ไขตามที่ ร่างที่ได้เสนอมาแล้วผมจึงสนับสนุนอย่างยิ่ง

ประเด็นต่อมาครับท่านประธาน ก็คือมาตรา ๖๘ และมาตรา ๒๓๗ ที่หลายท่านได้อภิปรายขึ้นมาแล้ว ผมเห็นว่าในเรื่องนี้ประเทศไทยเองตั้งแต่มีการยุบพรรคมา เราเป็นเรื่องที่มีการฟ้องร้องกรณีของประเทศไทยขึ้นในการประชุมระหว่างประเทศ โดยเฉพาะไอพียูเองที่พวกเราเป็นสมาชิกอยู่ก็มีเรื่องทำนองนี้เข้าไป และประเด็น ที่ประเทศไทยถูกกล่าวหาก็คือว่าประเทศไทยนั้นไม่ได้ปฏิบัติตามความตกลงระหว่างประเทศ โดยเฉพาะอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมืองที่เรียกย่อ ๆ ว่าไอซีซีพีอาร์ (ICCPR) ของสหประชาชาติ ท่านประธานครับ ในเรื่องนี้ผมอยากจะเรียนว่าในเรื่อง ของการยุบพรรค ถ้าเป็นไปตามมาตรฐานสากลที่ทั่วโลกเขาปฏิบัติกันอยู่นั้นเราก็จะเห็นว่า พรรคการเมืองไม่ควรจะถูกยุบ บังเอิญท่านประธานครับ ผมมีเอกสารของคณะมนตรียุโรป ที่เรียกว่า ยูโรเปียน คอมมิชชัน ฟอร์ เดโมเครซี ธรู ลอว์ (European Commission for Democracy through Law) ที่เรียกว่าคณะกรรมการเวนิส เป็นคณะกรรมาธิการกฎหมาย ของยุโรปซึ่งเขาก็ให้ความเห็นชัดเจนว่าการยุบพรรคนั้นไม่ควรจะทำกันอย่างง่าย ๆ นอกจาก ตัวพรรคนั้นจะเป็นภัยต่อความมั่นคงของประเทศ ทำนองเดียวกันการที่พรรคจะเข้าไปร่วม รับผิดชอบต่อการกระทำของสมาชิก พรรคจะเข้าไปรับผิดชอบในการกระทำของมวลสมาชิกไม่ได้ เว้นแต่พรรคนั้นจะเป็นผู้สั่งให้เขาเป็นผู้กระทำ และในขณะเดียวกันการยุบพรรคการเมือง หรือการวินิจฉัยเรื่องความผิดของพรรคการเมืองจะต้องมีความเป็นสัดส่วนของการกระทำ ความผิด ฉะนั้นการที่มาตรา ๖๘ ไปบัญญัติในมาตรา ๒๓๗ ว่าการกระทำความผิดเกี่ยวกับ การเลือกตั้งเป็นความผิดตามมาตรา ๖๘ ซึ่งมาตรา ๖๘ ก็บอกว่าเป็นความผิดฐานการล้มล้าง การปกครองระบอบประชาธิปไตยของประเทศนั้น ผมจึงเห็นว่ามาตรา ๒๓๗ นั้นไม่ได้สัดส่วน กับการกระทำความผิดตามมาตรา ๖๘ ฉะนั้นจึงสมควรแล้วที่จะต้องมีการปรับปรุงแก้ไข ให้มีความชัดเจนขึ้นโดยการยกเลิกมาตรา ๒๓๗ วรรคสอง แล้วก็แก้ไขมาตรา ๖๘ ให้มีความชัดเจนขึ้น สำหรับมาตรา ๖๘ นั้นผมขอยืนยันว่าถ้าอ่านดูรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ จะเห็นว่ารัฐธรรมนูญไม่ได้ประสงค์ที่จะให้ประชาชนยื่นคำร้องโดยตรงต่อศาลรัฐธรรมนูญ ยกเว้นที่บัญญัติไว้แล้วผมเข้าใจว่าน่าจะเป็นมาตรา ๒๑๔ ประมาณนี้ที่บัญญัติว่า ถ้าเป็น การกระทำของรัฐคือออกกฎหมายที่จะไปลิดรอนสิทธิของประชาชนนั้น ประชาชนสามารถ ร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญโดยตรงได้ แต่มาตราอื่นไม่มีนะครับ ฉะนั้นถ้าเราดูประสบการณ์ของประเทศเยอรมันเองก็เคยไปพูดกัน ถึงเรื่องนี้ แต่ในที่สุดประเทศเยอรมันก็มีการแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญให้มันชัดเจนขึ้นว่า กรณีที่ประชาชนจะฟ้องศาลรัฐธรรมนูญได้โดยตรงนั้น ๆ จะต้องทำอย่างไร อย่างน้อยก็ต้อง มีการร้องทุกข์ที่เรียกว่าเป็นการเอาตามกระบวนการขั้นตอน มิฉะนั้นแล้วก็จะเกิดปัญหา เหมือนที่สมาชิกบางท่านได้อภิปรายมาแล้วว่าถ้าทำอย่างที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยไว้ คดีก็จะล้นศาลรัฐธรรมนูญ แล้วก็ระบบของการพิจารณาก็จะไม่เป็นอย่างนี้ จึงสมควรที่จะ มีการแก้ไขเพื่อให้เกิดความชัดเจนขึ้นครับ ขอบพระคุณท่านประธานครับ

(การประชุมดำเนินมาถึงตอนนี้ นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา ได้ลงจากบัลลังก์ โดยมอบให้ นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา ปฏิบัติหน้าที่แทน)
นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

อาจารย์ประเสริฐ ชิตพงศ์ ครับ

(นายบุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ ได้ยืนและยกมือขึ้น)

ประท้วงอะไรท่านบุญยอดครับ

นายบุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

กราบเรียนผู้ทำหน้าที่ประธานรัฐสภา กระผม นายบุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมประท้วงการทำหน้าที่ ของท่านครับ เพราะว่าท่านไม่มีคุณสมบัติ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

เดี๋ยว ท่านบุญยอด ท่านบอกผมมาว่าผมทำหน้าที่ขัดข้อบังคับการประชุมข้อไหนท่านบอกผมด้วยนะครับ

นายบุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ขัดรัฐธรรมนูญครับ ท่านคงได้ฟังคำอภิปรายไปแล้วตั้งแต่ตอนเช้าว่าท่านไม่เป็นกลาง ทางการเมือง ผมยกคำให้สัมภาษณ์ของท่านจากเว็บไซต์ (Web site) เดลินิวส์ และวอยซ์ ทีวี (Voice TV) ซึ่งรายงานตรงกันว่านายนิคมในฐานะประธานวุฒิสภากล่าวถึงกรณี ของการแก้ไขรัฐธรรมนูญว่าผ่านฉลุย รายมาตราจะผ่านฉลุย ผมอยากจะถามท่านว่าท่านจะ ดำเนินการเป็นประธานได้อย่างไร เมื่อท่านได้กล่าวว่ากรณีกลุ่ม ๔๐ ส.ว. ขู่ยื่นตีความ แก้รัฐธรรมนูญรายมาตรานั้นเป็นสิทธิทำได้ แต่อยากจะบอกว่า ส.ว. กลุ่มนี้เคยเป็น สนช. และเป็น ส.ว. สรรหา รวมแล้ว ๑๑ ปี พอจะให้ประชาชนเป็นผู้เลือกตั้ง ส.ว. กลับเกิดอาการ ร้อนตัว ส่วนที่มีข่าวว่า ส.ว. สรรหาบางคนจะไปถอนชื่อในร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญรายมาตรา และอ้างว่าถูกหลอกนั้นขณะนี้ยังไม่มีใครมาถอนชื่อ แต่อาจจะมีคนมายื่นเรื่องภายหลัง แต่ ส.ว. มีอายุปูนนี้แล้ว มีวุฒิภาวะขนาดนี้ถ้าถูกหลอกก็สมควรตาย แต่ถึงแม้จะถอนชื่อออก ก็ไม่กระทบกับเสียงที่เข้าชื่อเสนอแก้กฎหมาย ผมอ่านจนครบนะครับท่านครับ ผมคิดว่า ทัศนคติของท่าน การวางตัวของท่าน และการที่ท่านลงนามในร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญนี้ครับ ท่านแสดงจุดยืนของท่านแล้ว คำถามคือผมจะอภิปรายในการคัดค้านต่อการที่ท่านยื่นมา ใน ๒ ฉบับอย่างนี้ผมจะอภิปรายแล้วท่านจะฟังได้อย่างไรครับ ผมจะอภิปรายกับท่าน ซึ่งบอกว่าท่านเสนออันนี้มาแล้วผมบอกผมไม่เห็นด้วยในการเสนอของท่าน ผมเห็นว่าท่านไม่ อย่างเช่นผมอภิปรายว่าท่านเสนอเรื่องของการแก้ไขมาตรา ๑๙๐ อย่างนี้ครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ท่านบุญยอดครับ ท่านไม่ต้องอภิปรายนะครับ ท่านบอกผมทำหน้าที่ขัดข้อบังคับการประชุมหรือไม่เหมาะสม อย่างไรท่านเอาเพียงแค่นี้

นายบุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านไม่มีบุคลิกหรือว่ามีความเป็นกลางทางการเมืองในการทำหน้าที่ประธานรัฐสภา ท่านไม่มี คุณสมบัติพอที่ขึ้นมานั่งเป็นประธานรัฐสภาในขณะนี้ครับ เพราะทัศนคติของท่านและการที่ ท่านยื่นเสนอ ๒ เรื่องนี้มาได้แสดงความไม่เป็นกลางแล้วท่านครับ ดังนั้นผมขอให้ท่านลงจาก บัลลังก์ แล้วก็ขอให้ประธานรัฐสภากลับมาทำหน้าที่ตามเดิมครับ ท่านประธานเห็นด้วยกับผม ใช่ไหมครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

เดี๋ยว ๆ

นายบุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

เห็นด้วยนะครับ ท่านประธานครับ ผมเรียนต่อท่านว่านี่ไม่ใช่เรื่องเล่น ๆ นะครับ แล้วพวกผม ก็ไม่ได้ทำเรื่องนี้เล่น ๆ เพราะว่านี้คือเรื่องที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญที่พวกเราได้อภิปรายกันไปแล้ว มาตรามีทั้งหมด ๓ มาตราด้วยกัน ท่านอย่าอ้างว่ามีข้อบังคับข้อใด ข้อบังคับก็มีว่าท่านต้องเป็นกลาง ในการทำหน้าที่ของท่าน ผมก็สงสารท่านนะครับเพราะว่าท่านไม่สามารถตัดไมโครโฟนผมได้ แต่ว่าไมโครโฟนดูจะเป็นใจว่าตัดไมโครโฟนท่านเองนะครับ เห็นไหม ไมโครโฟนยังบอกว่า ท่านไม่ควรทำหน้าที่นี้ครับ ขอบคุณเสียงสนับสนุนจากสมาชิกรัฐสภาทั้งหลายที่ช่วยส่งเสียง สนับสนุนนะครับ ท่านประธานไม่ควรทำหน้าที่ครับ ถ้าประธานรัฐสภาได้ฟังอยู่ขณะนี้ ถ้าท่านจะไปเข้าห้องน้ำ จะไปทานอาหาร พักการประชุมไปได้ครับ พักการประชุมเถอะครับ ไม่อย่างนั้นการประชุมก็เดินต่อไม่ได้ ถ้าผมอภิปรายคัดค้านต่อสิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในสิ่งที่ ท่านร่างมาทำอย่างไรครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ท่านบุญยอดท่านนั่งลงเถอะ ท่านนั่งลงได้แล้วนะครับ เพราะฉะนั้นท่านอย่าได้ถือโอกาสนี้

นายบุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ไม่มีข้อบังคับข้อใดสั่งให้ผมนั่งครับ ท่านประธานเปิดข้อบังคับดูได้ครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ก็อย่างนี้ครับ

(นายกฤช อาทิตย์แก้ว สมาชิกวุฒิสภาจังหวัดกำแพงเพชร ได้ยืน และยกมือขึ้น)

มีผู้ประท้วงครับ ท่านกฤช ก่อนครับ

นายกฤช อาทิตย์แก้ว สมาชิกวุฒิสภา กำแพงเพชร

ท่านประธาน ที่เคารพครับ กฤช อาทิตย์แก้ว สมาชิกวุฒิสภาจังหวัดกำแพงเพชร ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมประท้วงท่านประธานตามข้อ ๕ ท่านประธานต้องควบคุมรัฐสภาให้เป็นไปโดยความเรียบร้อย ไม่ให้มีการพูดจาเปรียบเปรย เสียดสี ดังนั้นเมื่อท่านประธานขึ้นไปทำหน้าที่แล้วท่านประธานก็ต้องทำหน้าที่ คนต่อไป ท่านประธานมีโผอยู่ในมือแล้วว่าจะให้ท่านผู้ใดเป็นผู้อภิปราย คนที่จะอภิปรายคนต่อไป รออยู่ท่านประธานครับ ขอให้ควบคุมการประชุมให้เป็นไปตามข้อบังคับด้วยครับ ขอบพระคุณครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ท่านกฤชครับ ผมวินิจฉัยนะครับ ผมก็พยายามทำหน้าที่ตามข้อบังคับ ข้อ ๕ เพื่อให้เกิดความเรียบร้อย เพราะว่าขณะนี้มี ท่านสมาชิกกล่าวหาผมไม่สามารถวางตัวเป็นกลาง ซึ่งผมเพิ่งมาทำหน้าที่เขาก็กล่าวหาแล้ว

(นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงราย ได้ยืน และยกมือขึ้น)

ท่านพิเชษฐ์ประท้วงอะไรครับ

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เชียงราย

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดเชียงราย พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ผมประท้วงผู้ที่ อภิปรายคือท่านบุญยอด ขออนุญาตเอ่ยนาม ท่านประธานครับ พี่น้องทางบ้านก็ดูอยู่ ในการแสดงกิริยาวาจาตามข้อ ๔๓ ในข้อบังคับแห่งรัฐสภา ใช้กิริยาวาจาที่ไม่เหมาะสม ท่านประธานครับ ผมไม่ว่าท่านบุญยอดหรอก แต่ผมอยากจะให้ท่านหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งนั่งอยู่ตรงนั้น ท่านช่วยดูช่วยวินิจฉัยด้วยว่าการกระทำของเขานั้นเหมาะสมไหมครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ท่านพิเชษฐ์ครับ ท่านไม่ต้อง เดี๋ยวผมวินิจฉัยนะครับ ผมพยายามที่จะทำหน้าที่ควบคุมการประชุมนะครับ ไม่ต้องประท้วงแล้ว ผมจะให้ท่านบุญยอดพูดต่อ นั่งเถอะครับ ท่านผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรก่อนครับ ผมให้เกียรติท่านผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรนะครับ

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร

ท่านประธาน ที่เคารพ ผม นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ สมาชิกรัฐสภา ที่พาดพิงผมเมื่อสักครู่นะครับ ผมก็เลยถือโอกาสนี้กราบเรียนท่านประธานว่าตอนที่ ท่านประธานสมศักดิ์ทำหน้าที่ก็มีปัญหาเล็กน้อย เพราะว่าเพื่อนสมาชิกที่อยู่ฝ่ายค้านเห็นว่า การที่ท่านประธานวุฒิสภาใช้สิทธิในฐานะสมาชิกวุฒิสภาเป็นผู้เสนอญัตติในกรณีนี้น่าจะ กระทบกับการกระทำหน้าที่ในฐานะประธานในที่ประชุมในแง่ของความเป็นกลาง แล้วเรื่อง ทำท่าจะยืดเยื้อครับ แต่ท่านประธานสมศักดิ์ท่านวินิจฉัยว่าท่านประธานวุฒิสภามีสิทธิเข้าชื่อ เสนอญัตติได้ กระผมก็บอกว่าเมื่อท่านวินิจฉัยไปแล้วสมาชิกจะไปโต้แย้งในที่ประชุมคงไม่ได้ ส่วนผิดถูกหรือไม่ อย่างไร ไปขัดกับรัฐธรรมนูญหรือไม่ อย่างไร ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่ผมก็ได้ ขอท่านประธานเพื่อให้เรื่องยุติในขณะนั้น คือท่านประธานสมศักดิ์รับที่จะไปคุย กับท่านประธานวุฒิสภา คือท่าน ได้ถ่ายทอดถึงเสียงทักท้วงและความห่วงใยของพวกเราเพื่อสอบถามท่านว่าเมื่อท่าน ใช้สิทธิในฐานะผู้เสนอญัตติแล้วท่านจะสละสิทธิหรือถอนตัวในการไม่ทำหน้าที่เป็นประธาน หรือไม่ เพื่อให้เกิดความสง่างามในการรักษาความเป็นกลาง แล้วท่านประธานสมศักดิ์ก็บอกว่า จะรับไปถามท่าน และเมื่อท่านประธานวุฒิสภาถ้าจะมาทำหน้าที่นี้ก็จะได้มาบอกเหตุผลกับ พวกเราว่าท่านตัดสินใจอย่างไร เพราะฉะนั้นที่ผมเดินเข้ามาผมไม่ทราบนะครับก่อนหน้านี้ เกิดอะไรขึ้น ผมเดินเข้ามาก็เพื่อจะสอบถามว่าตกลงท่านประธานสมศักดิ์ได้มีการหารือกับ ท่านหรือยัง แล้วคำตอบของท่านคืออะไรครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ท่านผู้นำฝ่ายค้าน ในสภาผู้แทนราษฎรครับ ผมได้คุยกับท่านประธานรัฐสภาเรียบร้อยนะครับ แล้วผมขอเรียน ท่านด้วยความเคารพนะครับ คือถ้าผมทำหน้าที่แล้วไม่เป็นกลางหรือมีประโยชน์ที่เกี่ยวข้อง อย่างอื่นท่านสามารถที่จะตำหนิและสามารถที่จะเรียกร้องให้ผมออกได้

ประการที่ ๒ การที่ผมเข้าชื่อในการเสนอญัตตินั้นตามมาตรา ๑๙๐ มาตรา ๒๓๗ ซึ่งผมได้แสดงจุดยืนมาแต่ต้นแล้วว่า ๒ มาตรานี้ทำให้ประชาธิปไตยบ้านเราอ่อนลง นั่นเป็น เอกสิทธิ์ของผม การที่ผมทำไม่ขัดต่อมาตรา ๑๒๒ อย่างที่อดีตประธานสภากรุงเทพมหานคร ได้กล่าวถึง เพราะว่าผมไม่มีอะไรขัดผลประโยชน์กับเรื่องที่เสนอ เพราะสิ่งที่ผมมองสมัยที่ท่านเสนอขอแก้ไข มาตรา ๑๙๐ ผมก็เป็นหนึ่งในนั้นที่ช่วยท่าน ในการแก้ไข ทุกคนก็ทราบนะครับว่ามาตรา ๑๙๐ ทำให้ประเทศไทยเราไม่สามารถที่จะต่อสู้ ในเวทีโลกได้ อันนี้เป็นจุดยืนครับ แต่ว่าเวลาผมทำหน้าที่ผมทำหน้าที่ตามข้อบังคับการประชุม ผมยังไม่แสดงออกอะไรเลยว่าผมนั้นเอนเอียงไปเข้าฝ่ายโน้นฝ่ายนี้ ท่านโปรดเชื่อใจเถอะครับ ผมรู้นะครับ อายุอย่างผม ประสบการณ์ผมรู้ว่าผมสวมหมวกใบไหน ผมรู้ว่าผมกำลังทำหน้าที่ อย่างไร เพราะฉะนั้นท่านโปรดไว้ใจเถอะครับ ผมจะไม่ทำอะไรให้ท่านผิดหวังหรอกครับ เชิญท่านผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรครับ

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร

ท่านประธาน ที่เคารพ ผมกราบเรียนสั้น ๆ นะครับว่าที่จริงมันไม่ใช่เป็นเรื่องมาตรา ๑๒๒ เท่ากับ มาตรา ๑๒๕ แล้วก็ผมคิดว่าในการยึดมาตรา ๑๒๕ ในการแสดงออกถึงความเป็นกลางนี่ ผมก็ถามท่านประธานว่าท่านประธานคิดอย่างไรในวันที่ท่านประธานนั่งอยู่ข้างล่างว่าคนที่นั่ง อยู่ข้างบนเป็นผู้เสนอญัตติเสียเอง อันนี้เป็นคำถามง่าย ๆ ว่ามันบ่งบอกถึงความเป็นกลางหรือไม่ ส่วนท่านจะมีจุดยืนอย่างไร ในประเด็นใด เป็นสิทธิของท่านครับ แต่โดยปกติคนที่นั่งอยู่ ข้างบนจะเก็บสิ่งเหล่านี้ไว้ในใจครับ เพื่อที่จะให้การปฏิบัติหน้าที่ในระหว่างการพิจารณา มันมีความเป็นกลางจริง ๆ นะครับ นี่ท่านก็ยังนั่งอยู่ข้างบนแล้วก็ยังตอกย้ำจุดยืนของท่านด้วย ผมถึงได้กราบเรียนว่าตรงนี้ละครับคือความไม่สบายใจของพวกเราครับ อย่างที่กระผม กราบเรียนว่าท่านประธานสมศักดิ์ท่านวินิจฉัยว่าท่านประธานนิคมมีสิทธิจะลงชื่อ กระผมก็บอกว่า กระผมไปโต้แย้งไม่ได้แล้วล่ะ แต่ว่าเมื่อท่านยืนยันใช้สิทธิตรงนั้นท่านก็ควรจะพิจารณาว่า ท่านยังควรจะใช้สิทธิในการที่จะทำหน้าที่เป็นประธานด้วยหรือไม่เท่านั้นเองครับ

(นายบุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ ได้ยืน และยกมือขึ้น)
นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

เอาละครับ ท่านบุญยอด ยังมีอะไรหรือเปล่าครับ

นายบุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาอีกครั้งครับ บุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกรัฐสภา ผมคิดว่าท่านเป็นผู้ใหญ่ ท่านผ่านการทำงานทางการเมืองมานานท่านน่าจะเข้าใจประเด็นที่พวกเราห่วงใยในขณะนี้ ถ้าท่านทำหน้าที่อยู่ในขณะนี้อาจจะทำให้ต้องส่งตีความในการพิจารณาทั้ง ๓ วันนี้ต่อไป ผมอยากให้ท่านเสียสละครับ ถ้าท่านรู้จักคำว่า เสียสละ ท่านรู้ว่าจะนำไปสู่ความขัดแย้ง ท่านก็เพียงแต่ใช้ตำแหน่งเดิมก็คือการใช้บทบาทของการเป็นสมาชิกวุฒิสภาที่ได้ร่วมลงนาม ยื่นญัตติมาแล้ว ท่านก็ลงมาอภิปรายข้างล่าง ทางด้านบนนั้นเป็นหน้าที่ของอีกบุคคลหนึ่ง

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ท่านบุญยอดครับ เอาละครับ ท่านประท้วงผมท่านไม่อภิปรายนะครับ พอแล้วครับ ท่านหยุดได้แล้วครับ

นายบุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ผมขอให้ ท่านเสียสละครับ ท่านเสียสละได้ไหมครับ ตอบประชาชนสิครับ ขอบพระคุณครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ครับ ขอบคุณสำหรับ คำเรียกร้อง ผมไม่รู้จะเสียสละเรื่องอะไรนะครับ เพราะสิ่งที่ผมทำ คุณบุญยอดจริง ๆ นะครับ คือการที่ผมมาทำหน้าที่ประธานที่ประชุมแล้วทำให้ผมเสียสิทธิขั้นพื้นฐานในการเป็นสมาชิกรัฐสภานั้น เชิญนะครับ ไม่ต้องประท้วงนะครับ ท่านสามารถ แก้วมีชัย ครับ

นายสามารถ แก้วมีชัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เชียงราย

ท่านประธาน ที่เคารพครับ กระผม สามารถ แก้วมีชัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงราย พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมเคารพในข้อคิดเห็น ข้อสังเกตของเพื่อนสมาชิกต่อประเด็นที่ท่าน ผู้ทำหน้าที่ประธาน ซึ่งท่านเป็นประธานวุฒิสภาแล้วท่านไปลงนามสนับสนุนญัตติในการแก้ รัฐธรรมนูญอยู่ ๒ ฉบับ แต่อยากจะกราบเรียนท่านประธานผ่านไปยังเพื่อนสมาชิกว่าเรา ณ ที่นี้ เราไม่ใช่ศาลรัฐธรรมนูญที่จะไปวินิจฉัยเองว่าใครทำผิดทำถูกรัฐธรรมนูญ ในความเห็นของผม ผมเปิดดูทั้งรัฐธรรมนูญ ทั้งข้อบังคับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๙๑ ที่ว่าด้วย การแก้ไขรัฐธรรมนูญ ก็ให้สิทธิท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภาที่จะเข้าชื่อ เสนอขอแก้ไขได้ ท่านนิคมในฐานะที่ท่านมี ๒ ฐานะ ฐานะหนึ่งท่านเป็นสมาชิกวุฒิสภาท่านก็ ย่อมมีสิทธิที่จะใช้สิทธิของท่านนะครับ นอกจากนั้นแล้วที่ท่านไปบอกว่าถ้าท่านนิคมขึ้นไปนั่งทำหน้าที่บนบัลลังก์แล้วท่านจะไม่เป็นกลาง ผมก็ยังไม่เห็นว่ามันจะไม่เป็นกลางตรงไหน เพราะเวลาเราจะลงมติว่าจะเห็นชอบด้วยกับ รัฐธรรมนูญที่แก้ไขหรือไม่ ท่านก็คงไม่มีโอกาสนะครับที่จะมาบงการสมาชิกรัฐสภา หน้าที่ ของท่านเพียงแต่ควบคุมการประชุมให้เป็นไปด้วยความเป็นระเบียบเรียบร้อย ถ้าท่านทำ อะไรที่ไม่เป็นกลางแปลว่าท่านให้คนนั้นพูด ไม่ให้คนนี้พูด หรือท่านกระทำอะไรผิดข้อบังคับ สมาชิกก็ย่อมมีสิทธิที่จะทักท้วงคัดค้านท่านได้ ฉะนั้นท่านประธานครับ ผมว่าเราก็เดินหน้า มากันได้มากแล้ว ก็น่าจะขอความกรุณาท่านได้ดำเนินการประชุมต่อไป ส่วนท่านสมาชิกท่านใด ท่านยังติดใจว่ามันผิดรัฐธรรมนูญ ท่านก็กรุณาใช้สิทธิของท่านไปร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งตรงนั้นคือข้อสรุป ไม่ใช่ตรงนี้ ไม่อย่างนั้นเถียงกันทั้งวัน ๓ วันนี้ก็ไม่จบครับ เพราะพวกเรา ไม่ใช่ศาลรัฐธรรมนูญครับท่านประธาน ขอบคุณครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ผมขอ ดำเนินการการประชุมต่อตามข้อบังคับ ข้อ ๑๙ นะครับ ผมขอดำเนินการประชุมต่อนะครับ เอาอย่างนี้แล้วกัน ท่านธนาท่านไปใช้สิทธิของท่านยื่นศาลรัฐธรรมนูญเถอะครับ ผมก็อยากจะฟัง คำวินิจฉัยเหมือนกันนะครับ ท่านนั่งลงครับ ผมไม่อนุญาต อาจารย์ประเสริฐ ชิตพงศ์ อภิปรายต่อนะครับ ท่านจะประท้วงผมเรื่องอะไรครับ นั่งลงครับ คือการที่ท่านจะบังคับให้ ผมนั้นแสดงท่าทีคือการไม่ทำหน้าที่ประธานในที่ประชุมนั้น ผมบอกว่าผมทำไม่ได้ เพราะผม ยังไม่ได้ทำอะไรผิดข้อบังคับการประชุมเลยนะครับ แล้วผมก็ไม่ได้ทำอะไรที่ผิดต่อรัฐธรรมนูญ ด้วย ท่านฟังให้ดีนะครับ ถ้าท่านคิดว่าผมทำผิดรัฐธรรมนูญนะครับ ท่านใช้สิทธิได้ในทางที่ ๓ ท่านไปยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญครับ ไม่ต้องประท้วงเพราะว่าผมยังไม่ได้ทำอะไรเลยครับ ผมยังไม่ได้ทำอะไรสักอย่างที่ท่านจะประท้วงผม เชิญอาจารย์ประเสริฐครับ ๘ นาทีครับ ท่านประเสริฐ

รองศาสตราจารย์ประเสริฐ ชิตพงศ์ สมาชิกวุฒิสภา สงขลา

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพครับ

(นายณัฏฐ์ บรรทัดฐาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร ได้ยืน และยกมือขึ้น)
นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ท่านธนาก็พูดไปเยอะแล้ว เมื่อเช้าผมรับฟังท่าน เอาข้างหลัง ผู้ประท้วงนะครับ ท่านนั่งลงเถอะครับ เชิญครับ เมื่อเช้า ผมฟังท่านตลอดครับ โอเค (OK) ท่านณัฏฐ์เชิญครับ

นายณัฏฐ์ บรรทัดฐาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร

ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม ณัฏฐ์ บรรทัดฐาน กรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ผมประท้วงท่านประธานในข้อบังคับ ข้อ ๕ คืออย่างนี้ครับท่านประธาน ผมคงไม่ถกกับท่าน ในเรื่องของประเด็นว่าผิดรัฐธรรมนูญหรือไม่ แต่ว่ากระบวนการในการดำเนินการประชุมในฐานะ ประธานในที่ประชุมนี่ ท่านมีข้อบังคับอยู่ชัดเจนว่าท่านต้องดำเนินการประชุมให้เป็นที่ เรียบร้อย ฉะนั้นตอนนี้เกิดความไม่เรียบร้อยขึ้น ซึ่งผมคิดว่าความไม่เรียบร้อยนี้ก็จะยัง ดำเนินการต่อไปถ้าท่านประธานยังทำหน้าที่ประธานในที่ประชุม ข้อชี้แจงทั้ง ๒ ข้อ ที่ท่านประธานได้บอกพวกเราว่าท่านเองก็จะทำหน้าที่ให้เป็นกลางในการประชุมนั้นผมคิดว่า ฟังได้ยาก เพราะมันมีระเบียบชัดเจนว่าคำวินิจฉัยของประธานเป็นที่สิ้นสุด ทีนี้ในกรณีอย่างนี้ เพื่อนสมาชิกก็ได้บอกแล้วว่าเขาเห็นทัศนคติของท่านประธานตั้งแต่ต้นแล้วว่ามีความไม่เป็นกลางอยู่ ฉะนั้นข้อชี้แจงข้อที่ ๒ ของท่านประธานที่ชี้แจงว่าท่านเคยอยู่ร่วมกระบวนการในการแก้ไข รัฐธรรมนูญกับเราในสมัยรัฐบาลที่แล้วมันเป็นเรื่องในอดีต ซึ่งวันนี้หน้าที่และบทบาท ของท่านผิดกันกับคราวที่แล้ว ตอนนี้ท่านขึ้นมาเป็นประธานในที่ประชุมนะครับ เพราะฉะนั้น ผมคิดว่าถ้าท่านยังดำเนินการประชุมต่อไป ผมเกรงว่าความไม่เรียบร้อยนี้ก็จะยังดำเนินไป ไม่จบไม่สิ้น จึงต้องเรียนให้ท่านประธานได้พิจารณาอีกครั้งหนึ่งถึงบทบาทในการทำหน้าที่ ประธานของตัวเอง เพราะฉะนั้นผมคิดว่าถ้าท่านลงมาทำหน้าที่ผู้อภิปรายและยกมือสนับสนุนร่าง ตามที่ท่านได้ลงชื่อไว้นี่น่าจะเหมาะสมกว่าครับ กราบขอบพระคุณครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ เอาท่าน สุภาพสตรีดีกว่า อาจารย์รัชฎาภรณ์ครับ

นางรัชฎาภรณ์ แก้วสนิท สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ขอบพระคุณค่ะท่านประธาน ดิฉันชื่อรัชฎา มี ภรณ์ ด้วยนะคะ รัชฎาภรณ์ค่ะท่านประธาน รัชฎาภรณ์ แก้วสนิท ค่ะ ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์นะคะ ท่านประธานคะ ถ้าท่านบอกว่าท่านมีสิทธิที่จะทำอย่างนี้ได้นี่ ดิฉันก็อยากจะเรียนว่าโดยทั่วไปแล้วเท่าที่ดิฉัน เห็นมานี่หลายองค์กรไม่ต้องถึงขั้นเป็นเรื่องของรัฐสภาหรอกค่ะ องค์กรเอกชน องค์กรทั่ว ๆ ไปนี่ หรือแม้กระทั่งศาลก็ตาม เวลาเขาจะพิจารณาเรื่องอะไร แล้วถ้าเป็นผู้มีส่วนได้เสียเขาก็จะ ถอนตัวจากเรื่องนั้นโดยไม่ต้องมีใครบอก หรืออาจจะมีคนร้องขอก็ได้ แล้วถ้ากรณีอย่างนี้ ดิฉันก็ยังถือว่าท่านเป็นผู้มีส่วนได้เสียเพราะท่านเสนอเซ็นเข้ามา ๒ ฉบับ ถือว่าเป็นผู้มีส่วนได้เสีย ถ้าท่านยืนยันว่าท่านไม่ผิดรัฐธรรมนูญไม่ได้ เพราะท่านสามารถ แก้วมีชัย ก็บอกว่าเราจะ ตัดสินว่าผิดหรือไม่ผิดไม่ได้ แต่อาจจะเป็นเรื่องของมารยาท คุณธรรม จริยธรรม

(จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุรินทร์ ได้ยืนและยกมือขึ้น)
นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

อาจารย์ครับมีผู้ประท้วง

นางรัชฎาภรณ์ แก้วสนิท สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ดิฉัน พูดถึงคุณธรรม จริยธรรมนะคะ ยังไม่จบ มีผู้ประท้วงเชิญค่ะ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

เชิญท่านจ่าประสิทธิ์ครับ

จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุรินทร์

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดสุรินทร์ พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมขอประท้วงผู้ที่ลุกขึ้นมาประท้วง ตามข้อบังคับ ข้อ ๔๓ การทำหน้าที่เป็นประธานของท่านประธานทำหน้าที่ถูกต้องแล้ว ผมไม่ทราบว่าทำไมสมาชิกบางคนมันใจแคบขนาดนี้กระทำความผิดยังไม่เกิดมันลุกขึ้นมาโวยวาย

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

จ่าประสิทธิ์ไม่ต้องไปว่า ใครนะครับ ท่านประท้วง

จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุรินทร์

ประชาชนรับไม่ได้ ให้เขาผิดก่อนชัดเจน ถ้าเขาผิดก็ฟ้องไปก็แค่นั้นเอง ยังไม่ได้ทำกะปิอะไรเลย ลุกขึ้นมาโวยวายกันแล้ว ขอบคุณท่านประธาน

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

เอาอย่างนี้ผมวินิจฉัยก่อน คืออย่างนี้ครับ ถ้าผมได้ทำผิดข้อบังคับการประชุมหรือวางตัวไม่เป็นกลางท่านค่อยประท้วงผม ดีไหมครับ

นางรัชฎาภรณ์ แก้วสนิท สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ดิฉัน พูดต่อได้หรือยังคะ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

อาจารย์รัชฎาภรณ์เชิญก่อน ทุกคนนั่งลง

นางรัชฎาภรณ์ แก้วสนิท สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

คนอื่น นั่งลงก่อนนะคะดิฉันยังพูดไม่จบ ประธานบอกให้นั่ง ท่านประธานคะ ที่จริงถ้าบอกว่าจะรอ ให้ท่านทำผิดข้อบังคับเสียก่อน ตัวข้อบังคับมันอาจจะไม่ผิดหรอกค่ะ แต่มันเป็นเรื่องของ ความสง่างาม ท่าน ส.ส. บุญยอดก็ได้ย้อนไปแล้วว่าท่านได้ให้สัมภาษณ์ ท่านแสดงท่าทีว่า รับรองผ่านฉลุยหรืออะไรก็ตาม มันสะท้อนออกมาแล้ว เพราะฉะนั้นเพื่อความสง่างาม ท่านอย่ารอให้

(นายขจิตร ชัยนิคม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุดรธานี ได้ยืน และยกมือขึ้น)
นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

อาจารย์หยุดก่อนครับ มีท่านขจิตรประท้วง เชิญครับ ประท้วงเรื่องอะไรครับ

นางรัชฎาภรณ์ แก้วสนิท สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ดิฉัน พูดถึงคำว่า สง่างาม นะคะ เชิญประท้วง

นายขจิตร ชัยนิคม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อุดรธานี

ท่านประธานครับ ผม ขจิตร ชัยนิคม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุดรธานี พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิก รัฐสภา ผมขอประท้วงผู้กำลังอภิปรายว่าได้ทำผิดข้อบังคับ ข้อ ๔๓ ข้อ ๔๕ และข้อ ๑๑๔ แล้วขอประท้วงท่านประธานด้วยว่าไม่ได้ใช้ข้อบังคับเด็ดขาด การอภิปรายของคนที่กำลัง อภิปรายอยู่มันซ้ำประเด็น มันเป็นประเด็นเดิม ๆ ที่เคยมีผู้ประท้วงแล้ว ท่านประธานก็ ตัดสินแล้ว เพราะฉะนั้นผมจึงขอความกรุณาท่านประธานนอกจากทำตามข้อบังคับ ข้อ ๔๕ แล้ว ก็ต้องใช้อำนาจตามข้อบังคับ ข้อ ๑๑๔ หลายท่านไม่เชื่อฟังประธานแล้วทำให้สภานี้ ไม่สงบดำเนินการไม่ได้ ผมก็เรียกร้องให้ท่านประธานได้ใช้อำนาจเด็ดขาด การที่ทำหน้าที่ ปฏิบัติหน้าที่เป็นกลางมันพิสูจน์ได้ด้วยการกระทำ มันเป็นเรื่องละเอียดอ่อนใช้จิตสำนึก ทีนี้คนที่ไม่มีความสำนึกในความรับผิดชอบเรื่องด้าน ๆ อยู่ตรง ๆ ก็ไม่รับผิดชอบแล้วยังจะมา เรียกร้องให้ท่านประธานรับผิดชอบ มันไม่ใช่เรื่องหรอกครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ท่านขจิตรครับ ขอบคุณมาก เดี๋ยวให้ท่านอาจารย์รัชฎาภรณ์

นางรัชฎาภรณ์ แก้วสนิท สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ดิฉัน พูดต่อให้จบไหมคะ ดิฉันไม่ได้ประท้วงนะคะ ดิฉันยกมืออภิปรายซึ่งท่านประธานอนุญาต ดิฉันไม่ได้ประท้วง ดิฉันพูดต่อไหมคะ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ได้ครับ ผมอนุญาตเพราะว่า อาจารย์กับผมก็คุ้นเคยกันมานาน เชิญครับ

นางรัชฎาภรณ์ แก้วสนิท สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ขอบพระคุณค่ะ ดิฉันก็เคารพท่านดิฉันถึงได้ลุกขึ้นพูดถ้าเป็นคนอื่นดิฉันจะไม่อภิปรายเลย เพราะว่าดิฉันอยากจะให้ท่านทำหน้าที่อย่างสง่างาม แล้วก็ให้บันทึกเอาไว้เลยพวกเราก็จะได้ พูดต่อ ๆ กันไปว่าถึงเวลาอย่างนี้ท่านแสดง

(นายฉัตรพันธ์ เดชกิจสุนทร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดกาญจนบุรี ได้ยืนและยกมือขึ้น)
นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

เดี๋ยวครับอาจารย์ ท่านฉัตรพันธ์ ประท้วงเรื่องอะไรครับ

นางรัชฎาภรณ์ แก้วสนิท สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

คุณประท้วงประธานหรือประท้วงดิฉัน

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ก็ประท้วงอาจารย์ครับ

นายฉัตรพันธ์ เดชกิจสุนทร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กาญจนบุรี

ประท้วงประธานครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

เชิญครับ

นายฉัตรพันธ์ เดชกิจสุนทร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กาญจนบุรี

ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม ฉัตรพันธ์ เดชกิจสุนทร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดกาญจนบุรี พรรคประชาธิปัตย์ ผมขอประท้วงคำวินิจฉัยของท่านประธานรัฐสภา และคำอธิบายที่ท่านบอกว่าอนุญาตให้ท่านอาจารย์รัชฎาภรณ์ได้ลุกขึ้นอภิปรายเพราะรู้จัก เป็นส่วนตัวกับท่าน แต่ถ้าผมใช้ตามข้อบังคับ ข้อ ๔๕ ท่านประธานรัฐสภาต้องให้สิทธิผมนะครับ เพราะผมใช้ตามข้อบังคับครับ อีกประการหนึ่งครับท่านประธานรัฐสภา

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ท่านประท้วงและท่านบอก ข้อประท้วงของท่านด้วยครับ เชิญครับ

นายฉัตรพันธ์ เดชกิจสุนทร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กาญจนบุรี

ผมประท้วงตามข้อ ๕ ครับ และประท้วงตามข้อ ๔๕ ครับ ท่านต้องให้สิทธิผม ผมขอท่าน อย่างนี้นะครับท่านประธานรัฐสภาครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

บอกข้อประท้วงมาครับ

นายฉัตรพันธ์ เดชกิจสุนทร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กาญจนบุรี

ผมขออนุญาตด้วยความเคารพนะครับ ผมให้ความเคารพต่อประธานรัฐสภา มิได้มีเจตนา ที่จะมาทำให้เกิดความวุ่นวาย เพียงแต่ว่าให้ท่านรับฟังข้อคิดเห็นผมนิดหนึ่งครับ จะยกตัวอย่าง ให้ท่านฟังว่าแม้แต่ พ.ร.บ. ระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรม ในมาตรา ๔๕ เขายัง ระบุไว้ว่า ถ้ากรรมการผู้ใดมีส่วนได้ส่วนเสียในเรื่องพิจารณา ห้ามมิให้ผู้นั้นเข้าร่วมประชุม แต่สถาบันแห่งนี้คือสถาบันสูงสุดของฝ่ายนิติบัญญัติ ผมขอฝากให้ท่านประธานรัฐสภา ได้พิจารณาข้อนี้นะครับ ขอบพระคุณครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ผมจะรับไว้นะครับ

นางรัชฎาภรณ์ แก้วสนิท สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธาน ดิฉันต่ออีกนิดเดียว

(นายสามารถ มะลูลีม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร ได้ยืน และยกมือขึ้น)
นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

เดี๋ยวให้ท่านสามารถ ท่านสามารถครับ

นางรัชฎาภรณ์ แก้วสนิท สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ให้ดิฉัน ยืนรอใช่ไหมคะ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

อาจารย์ยืนไปก่อนครับ

นายสามารถ มะลูลีม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร

เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ผม สามารถ มะลูลีม ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา ต้องเรียนครับว่าท่านต้องควบคุมการประชุมตามข้อ ๘ จริง ๆ แล้วผมเป็น คนที่เคารพท่านมากในฐานะเคยอยู่ กทม. มาด้วยกันนะครับ แต่ท่านไม่สมควรขึ้นมาทำหน้าที่ ตรงที่ท่านเป็นคนเซ็น ท่านต้องคิดเลยครับว่ามีสุภาษิตนักกฎหมายบอกว่า คัสตอม อีส เดอะ เบสท์ อินเตอร์พรีเตอร์ ออฟ ลอว์ (Custom is the best interpreter of law) จารีตประเพณีนั้น เป็นผู้แปลกฎหมายได้อย่างดียิ่ง

(นายครูมานิตย์ สังข์พุ่ม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุรินทร์ ได้ยืน และยกมือขึ้น)
นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

เดี๋ยวครับ มีผู้ประท้วงครับ

นายสามารถ มะลูลีม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร

คำนี้ ท่านต้องสำนึกเลยนะครับว่ามันเป็นข้อเท็จจริงที่ควรจะต้องปฏิบัติหน้าที่ ไม่ใช่ท่านจะนั่ง จะดื้อตาใสต้องเรียนว่ามันไม่ได้ครับท่านประธาน ผมขอประท้วงท่านว่าไม่ควรทำหน้าที่ครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ครูมานิตย์เชิญครับ

นายครูมานิตย์ สังข์พุ่ม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุรินทร์

ท่านประธาน ที่เคารพครับ กระผม ครูมานิตย์ สังข์พุ่ม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุรินทร์ พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมฟังตั้งแต่เช้าก็ไม่ได้โทษว่าใครถูกใครผิดหรอกครับ จริง ๆ ข้อเท็จจริง ในการประชุมร่วมกันของรัฐสภาหรือที่เรามาร่วมทำงานกันมันมีเอกสาร ๒ เล่มใหญ่ ๆ อยู่ ท่านประธานครับ เล่มแรกก็คือรัฐธรรมนูญ ในรัฐธรรมนูญเขียนไว้ที่ชัดเจนก็ว่ากันไป ส่วนไม่ชัดเจนก็ไม่มีใครสามารถวินิจฉัยได้หรอกครับในที่ประชุมแห่งนี้ ก็ต้องยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญ ตีความ ฉะนั้นไม่มีใครที่จะตัดสินได้เรื่องรัฐธรรมนูญ

ประเด็นที่ ๒ ท่านประธานครับ คือข้อบังคับ ข้อบังคับของรัฐสภาก็เขียนไว้ ชัดเจน แต่ผมดูแล้วทั้งข้อบังคับ ทั้งรัฐธรรมนูญก็ดี มันเริ่มจะเหนื่อยแล้ว ผมอยากเสนอ อย่างนี้ท่านประธานครับ นี่ดูบรรยากาศแล้วตอนเช้าก็ชั่วโมงหนึ่งหารือเรื่องนี้ จากนี้ไปก็อีก ชั่วโมงหนึ่ง ถ้าท่านประธานได้กรุณาพักสัก ๑๐ นาทีก่อนแล้วก็นั่งหารือกันสักนิดหนึ่ง ตั้งหลัก ผมว่าน่าจะดีนะครับ ถ้าเป็นบรรยากาศอย่างนี้ หรือไม่ก็ ๑๐๐ คนที่ประท้วงนี่ พูดให้หมดก่อนทุกคนมันถึงจะเดินไปได้ ถ้าไม่อย่างนั้นแล้วมันเดินไปข้างหน้าไม่ได้ครับ ท่านประธาน ก็แล้วแต่ท่านประธานจะวินิจฉัยเพราะอำนาจเขามีให้กับท่านประธาน แต่ผม เสนออย่างนี้ครับ ขอบคุณครับ

(นายไพบูลย์ ซำศิริพงษ์ สมาชิกวุฒิสภาจังหวัดปทุมธานี ได้ยืนและยกมือขึ้น)
นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณสำหรับข้อเสนอ ครูมานิตย์ครับ เชิญท่านไพบูลย์ครับ

นายไพบูลย์ ซำศิริพงษ์ สมาชิกวุฒิสภา ปทุมธานี

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม ไพบูลย์ ซำศิริพงษ์ สมาชิกวุฒิสภาจังหวัดปทุมธานี ในฐานะสมาชิกรัฐสภา กระผมขอประท้วงท่านประธานเป็นครั้งแรกในชีวิต เป็น ส.ว. มา ๕ ปี ประชุมรัฐสภามาก็บ่อยครั้ง ขอประท้วงเป็นครั้งแรกในข้อ ๕ และข้อ ๔๓ ครับ กระผม อยากจะกราบเรียนท่านประธานขอให้ควบคุมการประชุมให้เรียบร้อย ขณะเดียวกันขอให้ ท่านหนักแน่น มั่นคง กระผมดูอยู่ที่นี่เห็นท่านสง่างามดีแล้ว อยากให้ท่านควบคุมการประชุม ให้เป็นไปแบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาดแล้วดำเนินการประชุมครับ กระผมมาร่วมประชุมในวันนี้ ฟังคำประท้วงตั้งแต่เช้าแล้วครับ เบื่อครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ อาจารย์รัชฎาภรณ์ อภิปรายให้จบนะครับ และผมก็จะดำเนินการต่อนะครับ

นางรัชฎาภรณ์ แก้วสนิท สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ขอบพระคุณค่ะท่านประธาน ฟังไปฟังมาดิฉันต้องย้อนใหม่อีกแล้วนะคะ ท่านประธานคะ ก็อย่างที่เรียนท่านค่ะว่าที่จริงแล้วถ้าบอกว่าท่านเพิ่งขึ้นมาท่านยังไม่ได้ทำอะไรเลย แล้วบอกว่า ท่านทำผิดข้อบังคับหรือว่าไม่ให้ทำหน้าที่ มันก็ยังไม่ได้ทำ แต่ว่ามันเป็นเรื่องของความชอบธรรม ด้วยค่ะท่าน ก็เพราะเคารพท่านดิฉันถึงได้อภิปรายนะคะ แล้วก็กราบเรียนท่านว่าโดยจริยธรรม โดยคุณธรรม และโดยมารยาท ดิฉันก็เห็นหลายองค์กร ถ้าผู้มีส่วนได้เสียเขาก็จะไม่เข้าร่วม พิจารณานั้น ถ้านักฟุตบอล ๒ ทีมเตะกันไปได้สัก ๑๐ นาที มีนักฟุตบอล ๑ คนบอกว่าผมขอขึ้นไป เป็นกรรมการได้ไหมคะ มันก็ไม่ได้ เพราะฉะนั้นก็ฝากท่านว่าโปรดพิจารณาท่านถอนตัวได้ ไม่ต้อง ให้มีใครอ้างข้อบังคับหรือรัฐธรรมนูญเลย ไม่อย่างนั้นก็จะมีคนพูดกันอยู่เยอะแยะอย่างนี้ค่ะ ท่านประธาน ขอบคุณค่ะ ดิฉันเสนอให้ท่านถอนตัวค่ะ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ สำหรับ ความปรารถนาดีที่จะให้ผมถอนตัวนะครับ ท่านผู้มีเกียรติครับ ท่านธนาผมฟังท่านแต่เช้า ท่านพอแล้วกระมังครับ พอเถอะนะครับ ผมว่าให้ท่านเทพไทดีกว่า ท่านนั่งลงเถอะ เพราะท่านอภิปรายคนเดียว ผมฟังท่านตลอดนะครับ พอแล้วครับ

นายเทพไท เสนพงศ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นครศรีธรรมราช

กราบเรียน ท่านประธานครับ ผม เทพไท เสนพงศ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครศรีธรรมราช ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ก็อยากจะเรียนกับท่านประธานว่าสิ่งที่ท่านประธานกำลังทำอยู่ในขณะนี้ ไม่มีใครที่จะไปกล่าวหาว่าหรือชี้ชัดลงไปว่าท่านประธานจะทำผิดรัฐธรรมนูญหรือข้อบังคับ หรือไม่ แต่ว่าทุกอย่างมันอยู่ที่สปิริต (Spirit) ครับท่านประธาน หรือมารยาท ซึ่งเราเชื่อว่า คนไทยสะกดคำว่า มารยาทหรือสปิริต ยากมากครับ ท่านประธานต้องสำรวจตัวเองต้องดู ตัวเองนะครับว่าสิ่งที่ท่านประธานทำไปนี่ท่านประธานทำไปด้วยเหตุผลใด ท่านประธานลงชื่อ ในร่าง ๒ ฉบับแล้วท่านประธานก็ให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์เยอะมาก ผมไปค้นมานะ ท่านประธาน นี่ค้นง่ายมากครับ กดในนิวส์ เซ็นเตอร์ (News center) คำว่า นิคม ไวยรัชพานิช กับรัฐธรรมนูญ กับประชาธิปัตย์ แล้วจะโผล่ขึ้นมาเลยว่าท่านได้แสดงความเห็นอะไรไว้บ้าง เพราะฉะนั้นผมจะชี้ทางออกท่านประธานตอนนี้ ๒ ทางครับท่านประธาน คือ ๑. ถ้าท่านประธาน ยังจะทำหน้าที่นี้ต่อไป ท่านประธานต้องไปถอนชื่อออกจากการเสนอญัตติ ถ้าท่านยังยืนยัน ที่จะเสนอญัตติต่อไปท่านก็ไม่ควรที่จะทำหน้าที่ประธานครับ ท่านเลือกเอาครับ ๒ อย่างเอง เพื่อให้สภานี้มันเรียบร้อย ถ้าไม่เช่นนั้นแล้วสภานี้เดินไม่ได้ครับ พวกผมยอมไม่ได้ครับ ถ้าท่านประธานบอกว่าท่านประธานเซ็นไปด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ คนระดับประธาน ผมจะยืมคำของท่านประธานว่าท่านสมควรตายครับ ขอบคุณครับท่านประธาน

(นายสุนัย จุลพงศธร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ ได้ยืน และยกมือขึ้น)
นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

นั่งลงครับ เดี๋ยวครับ ท่านสุนัยครับ

นายสุนัย จุลพงศธร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธานครับ ผม สุนัย จุลพงศธร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ จังหวัดนครสวรรค์ ในนาม สมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ผมขอท่านประธานเลยนะครับว่าถ้าท่านถอนเขาก็ไล่ตีท่าน อีกครับ คือเรื่องนี้มันไม่ใช่เพิ่งเคยเกิดขึ้น ท่านประธานครับ เมื่อครั้งแก้ไขรัฐธรรมนูญ

(นายสาธิต ปิตุเตชะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดระยอง ได้ยืน และยกมือขึ้น)
นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ท่านสุนัยครับ มีผู้ประท้วง เชิญประท้วง

นายสาธิต ปิตุเตชะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ระยอง

ท่านประธาน ที่เคารพ ผม นายสาธิต ปิตุเตชะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดระยอง พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภาครับ ผมประท้วงท่านที่กำลังลุกขึ้น

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

เชิญครับ ประท้วงเรื่องอะไร ครับ เชิญครับ

นายสาธิต ปิตุเตชะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ระยอง

ท่านลุกขึ้นยืน และยกมือประท้วง แต่ลุกขึ้นมาท่านไม่พูดเลยว่าใครผิดข้อบังคับข้อไหน แล้วก็มาพูดชี้แจง แทนท่านประธานดุจเสมือนเป็นท่านประธานเสียเอง เพราะฉะนั้นความประพฤติเช่นนี้ ทำประจำสม่ำเสมอเป็นอย่างนี้ตลอดนะครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ท่านสาธิต

นายสาธิต ปิตุเตชะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ระยอง

ผมประท้วงครับ ทำผิดข้อบังคับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ครับ เดี๋ยวผมวินิจฉัย ท่านนั่งลงครับ

นายสาธิต ปิตุเตชะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ระยอง

ท่านวินิจฉัยด้วยครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ท่านสุนัยครับ ท่านมีประเด็น ประท้วงเรื่องอะไรท่านช่วยบอกผม เดี๋ยวผมจะวินิจฉัยนะครับ ท่านสาธิตนั่งลงด้วยครับ

นายสุนัย จุลพงศธร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธานครับ ผมไม่ได้ลุกขึ้นประท้วง ผมนั่ง แต่ท่านประธานได้ให้กรุณาผม เมื่อท่านให้ฝ่ายค้านได้พูด ผมก็ ลุกขึ้นพูด แล้วผมอยากให้

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ท่านสุนัยเดี๋ยวครับ เหมือนอย่างเช่นที่ผมให้อาจารย์รัชฎาภรณ์นะครับ

นายสุนัย จุลพงศธร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ก็แบบ เดียวกันนะครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

เชิญครับ

นายสุนัย จุลพงศธร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านครับ เรื่องนี้ไม่ใช่เป็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ครั้งแรก ให้ย้อนหลังกลับไปดูสิครับ แก้ไข รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ครั้งแรกเขาไม่ยอมปล่อยให้เรือออกจากท่าหรอกครับ ถ้าท่านจะอ้าง เรื่องจารีตประเพณี สภาเราก็มีจารีตประเพณีครับ ท่านประธานครับ ในเบื้องต้นเลยนั้นเรามี ๒ สภา ผมก็อยู่สภามานานเราก็ให้เกียรติให้ความเคารพ ผมเป็น ส.ส. ให้ความเคารพต่อประธานวุฒิสภา ในเรื่องสภาเดียวกันเราอาจจะหนักได้แต่ถ้าข้ามสภา แล้วเราให้เกียรติกัน แล้วเรื่องนี้ท่านก็ไม่ได้ผิดอะไรเลยท่านดูสิครับจะแกล้งอ่านมาตรา ๑๒๒ ของรัฐธรรมนูญเป็นอื่นได้อย่างไร สิทธิของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สิทธิของสมาชิกรัฐสภา และท่านก็ไม่ได้ไปเซ็นแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ขัดผลประโยชน์เกี่ยวกับท่านเลย เพราะท่านไม่ได้ พูดเรื่อง ส.ว. เลย จะตีรวนกันอย่างนี้เพื่อไม่ให้เรือออกจากสภาไม่อายประชาชนเขาหรือครับ ผมอยากจะเห็นการประนีประนอมกันในสภาแต่ดูท่าทีแล้วเมื่อคราวที่แล้วก็ไม่ให้แก้ไม่ให้ตั้ง สสร. มาคราวนี้ก็เคยบอกแล้วว่าถ้าแก้รายมาตราไม่ว่ากันก็จะเอาอีกอย่างนี้จะเอาอย่างไรละครับ ท่านประธานครับ ผมด้วยความเคารพท่านประธานครับ

(นายสุกิจ อัถโถปกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง ได้ยืนและยกมือขึ้น)
นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณมาก

นายสุนัย จุลพงศธร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ขอให้ ประธานดำเนินการตามข้อบังคับ ข้อ ๕ ครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ผมดำเนินการแล้ว เชิญนั่งครับ คุณหมอสุกิจครับ

นายสุกิจ อัถโถปกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตรัง

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ กระผม สุกิจ อัถโถปกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ ขอประท้วงคุณสุนัยตามข้อบังคับ ข้อ ๔๓ ใส่ร้ายหาว่าพวกผมตีรวน เพราะฉะนั้นท่านประธานให้เขาถอนคำพูดพวกผมทำตามหน้าที่ปฏิบัติหน้าที่ตามที่ประชาชน ได้มอบหมายมา เพราะฉะนั้นเมื่อเห็นอะไรขัดที่รัฐธรรมนูญพวกผมก็ต้องแสดงออกต้องพูดครับ การมาใช้วาจาอย่างนี้เป็นการใส่ร้าย เพราะฉะนั้นท่านประธานให้ถอนครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

คือท่านสมาชิกครับ ท่านสุนัย พยายามอย่าไปพูดพาดพิง ท่านอภิปรายในส่วนที่เป็นความคิดเห็นของท่าน ท่านอย่าไป พาดพิงคนอื่นนะครับ ท่านจะถอนคำว่าอะไร เชิญครับ

นายสุนัย จุลพงศธร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธานครับ ถ้าไม่ตีรวนข้อบังคับ ข้อ ๕ ประกอบกับ ข้อ ๔๔ มันพอสมควรแล้วอภิปรายซ้ำแล้วซ้ำอีก ประธานก็วินิจฉัยหลายข้อ ประธานได้ใช้อำนาจวินิจฉัยทั้งประธานและรองประธานวินิจฉัย ตามข้อ ๕ แล้วก็ยังไม่หยุด อย่างนี้ไม่เรียกตีรวนแล้วเรียกอะไรครับ ผมไม่ถอนหรอกครับ

(นายวรชัย เหมะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสมุทรปราการ ได้ยืน และยกมือขึ้น)
นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

เชิญท่านวรชัย ประท้วงเรื่องอะไรครับ

นายวรชัย เหมะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมุทรปราการ

ท่านประธาน ที่เคารพ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ผมบอกแล้วว่าพยายามคือ ท่านสุนัยความจริงแล้วไม่ได้ใช้วาจารุนแรงเลยเพียงแต่ว่าอยากให้การประชุมเดินหน้าต่อไป เชิญท่านวรชัยครับ

นายวรชัย เหมะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมุทรปราการ

ผม วรชัย เหมะ พรรคเพื่อไทย จังหวัดสมุทรปราการ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ท่านจะประท้วงใคร ประท้วงท่านสุกิจหรือครับ ถ้าท่านประท้วงท่านสุกิจผมจะอนุญาต แต่ท่านไม่ประท้วงท่านพูด เรื่องอื่นผมไม่อนุญาต

นายวรชัย เหมะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมุทรปราการ

ผมขอประท้วง คุณหมอที่ใส่ร้ายป้ายสีตามข้อ ๔๓ ว่าท่านประธานทำผิดรัฐธรรมนูญครับ ไม่ใช่เป็นการตัดสิน ของสภานี้เป็นการตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญว่าท่านทำผิดหรือไม่ ขอให้ถอนคำพูดครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

เจ๊ากันนะครับ เชิญหมอสุกิจ ต่อครับ

นายสุกิจ อัถโถปกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตรัง

ท่านประธานครับ คุณสุนัยยังไม่ได้ถอนคำพูดแล้วยังพูดซ้ำซากอีกหลายครั้งว่าตีรวน ตีรวน ท่านประธานก็ฟัง อยู่ได้ เพราะฉะนั้นผมก็ประท้วงท่านประธานตามข้อบังคับ ข้อ ๕ ว่าท่านไม่สามารถจะรักษา ความสงบเรียบร้อยของการประชุมสภาได้ เพราะฉะนั้นตราบใดที่ท่านยังนั่งเป็นประธานอยู่ ในวันนี้ผมก็เชื่อว่าเหตุการณ์ก็จะไม่เรียบร้อยครับ เพราะฉะนั้นท่านประธานต้องพิจารณา ตัวเองเพราะท่านผิดรัฐธรรมนูญจริง ๆ มาตรา ๘๙ วรรคสี่ ที่ว่าด้วยการวางตนเป็นกลางของ ประธานรัฐสภา และผมอยากเรียนถามที่ท่านบอกว่าให้เขาไปศาลรัฐธรรมนูญ ถ้าเราจะยื่น ถอดถอนท่านประธานพวกผมต้องไปยื่นที่ใครครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ก็ยื่นที่ผม แต่ผมไม่อยู่นะครับ

นายสุกิจ อัตโถปกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตรัง

แล้วท่านคิดดูสิครับ ท่านเห็นไหมครับว่ารัฐธรรมนูญเขาเขียนไว้อย่างไร

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ท่านนั่งลงครับ

นายสุกิจ อัถโถปกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตรัง

เขาเขียนอย่างนี้ เพื่อให้ท่านพิจารณาตัวเองให้ท่านดูตัวของท่านเอง เพราะเขาให้เกียรติประธานว่าประธาน ต้องไม่เป็นคนที่ไม่ทำผิดรัฐธรรมนูญ เพราะฉะนั้นสมาชิกชี้ขนาดนี้แล้วท่านยังจะนั่งต่อหรือครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

คุณหมอสุกิจนั่งลงได้นะครับ

นายสุกิจ อัถโถปกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตรัง

แล้วหาว่าผมตีรวน ได้อย่างไรยังไม่ถอนเลยครับ ท่านประธานจะให้อยู่อย่างนี้หรือครับ จะให้สมาชิกใช้ถ้อยคำ กันอย่างนี้ ผมพูดผมคิดว่าผมไม่ได้ก้าวร้าวใคร ไม่ได้ว่าใคร ไม่ได้เสียดสีใครทั้งนั้น ผมพูด ความจริงครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

คุณหมอสุกิจครับ ถ้าต้องการ อยากจะเห็นบรรยากาศสงบนะครับ ท่านสุนัยเมื่อเขาขอให้ถอน ที่ท่านสุนัยบอกว่าไม่ตีรวน ท่านก็ถอนคำว่า ตีรวน ออกไปเพื่อความสงบนะครับ ผมจะได้ให้คุณหมอสุกิจนั่งนะครับ เดี๋ยวให้ท่านสุนัยก่อนนะครับ

นายสุนัย จุลพงศธร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธานครับ แล้วทีฝ่ายค้านกล่าวหาประธานเสีย ๆ หาย ๆ รู้จักคิดถึงตัวเองบ้างไหมครับ

นายสุกิจ อัถโถปกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตรัง

ผมกล่าวหา ท่านประธาน เสียหายตรงไหนครับ ต้องถอนสิครับ

นายสุนัย จุลพงศธร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธานครับ ไม่ใช่ไม่เคารพท่านประธานครับ แต่นี่คือพฤติการณ์ที่ชัดเจนจะไม่ให้การดำเนินการรัฐธรรมนูญ เป็นไปได้เลยครับ

นายสุกิจ อัถโถปกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตรัง

ท่านประธานครับ กล่าวหาว่าผมบอกว่าท่านประธานเสียหายตรงไหนครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

เอาอย่างนี้ อย่าโต้แย้งกันเลย

นายสุกิจ อัถโถปกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตรัง

ตรงไหนครับ คำพูดไหนครับ ผมอ้างรัฐธรรมนูญนะครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

อย่าโต้แย้งนะครับ เพราะฉะนั้น ท่านสุนัยครับ ขอเถอะครับ ถอนให้เขานะครับ

นายสุนัย จุลพงศธร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านครับ พอทีพวกตัวเองทำผิดไม่รู้เรื่องเลยนะครับ มีคนไหนครับที่พูดบอกว่าให้ท่านประธานไปตาย นี่เหมาะไหม แต่ว่าด้วยความเคารพครับท่านประธาน นี่คือให้เกียรติท่านประธานจริง ๆ ผมยินดีครับเพื่อท่านเท่านั้นนะครับ ขอบพระคุณครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ถอนนะครับ

นายสุกิจ อัถโถปกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตรัง

เขาถอนแล้ว ใช่ไหมครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ถอนแล้วครับ

นายสุกิจ อัถโถปกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตรัง

ไม่ได้ยินบอกว่า ถอนเลย

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

บันทึกเอาไว้นะครับ ท่านสุนัย ถอนแล้วนะครับ ท่านสุนัยบอกเพื่อให้เกียรติผมก็จะทำตามที่ผมขอร้องก็คือการถอนนะครับ ขอบคุณมากครับท่านคุณหมอสุกิจ ท่าน จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ไม่ต้องประท้วงแล้วนะครับ พอแล้วนะครับ ผมจะดำเนินการต่อ ไม่อนุญาตแล้วนะครับ ท่านธนาผมฟังตั้งแต่เช้าท่านใช้สิทธิ เยอะมากนะครับ ท่านนั่งเถอะครับ มีท่านทวีศักดิ์ เชิญครับ

นายทวีศักดิ์ คิดบรรจง สมาชิกวุฒิสภา บุรีรัมย์

กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ กระผม ทวีศักดิ์ คิดบรรจง สมาชิกวุฒิสภาจากจังหวัดบุรีรัมย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา กระผมขอประท้วงท่านประธาน ข้อ ๕ ของข้อบังคับการประชุมที่ไม่สามารถรักษาความสงบ เรียบร้อยในที่ประชุมรัฐสภา

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ขอมารยาทหน่อยนะครับ ท่านทวีศักดิ์ประท้วงหรือครับ ขอให้ท่านประท้วงก่อนนะครับ เดี๋ยวเขากำลังประท้วงอยู่ครับ เชิญท่านทวีศักดิ์ ประท้วงเรื่องอะไรครับ

นายทวีศักดิ์ คิดบรรจง สมาชิกวุฒิสภา บุรีรัมย์

การประท้วงของ หลาย ๆ ท่านนะครับ ได้ประท้วงขอให้ท่านประธานได้รักษาสปิริตในเรื่องของการที่ท่านได้ ไปลงนาม และขณะนี้ท่านได้ตัดสินใจแล้วครับว่าท่านได้ทำหน้าที่อย่างถูกต้องแล้ว ซึ่งตรงนี้ ก็น่าจะเป็นข้อยุติที่จะต้องเดินต่อไป เพราะฉะนั้นการประท้วงในเหตุผลซ้ำ ๆ เดิม ๆ นั้น ท่านประธานไม่ควรจะอนุญาตให้มีการประท้วงครับ เพราะฉะนั้นขอให้เดินหน้าต่อไปครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ไม่ต้องนะครับ ท่านไม่ต้องยืนขึ้นแล้วครับ เขาไม่ได้พูดถึงท่านเลยนะครับท่านเทพไท ไม่ได้มีใครพูดพาดพิง ถึงท่านเลย เอาเถอะครับท่านนั่งลง ผมจะอนุญาตให้ท่านวิรัตน์ ท่านนั่งลงครับ นั่งเถอะ ไม่ได้พูดพาดพิงถึงท่านสักอย่าง เชิญท่านวิรัตน์ครับ

นายวิรัตน์ กัลยาศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สงขลา

ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม วิรัตน์ กัลยาศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสงขลา พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา โดยส่วนตัวนะครับต้องกราบเรียนว่าผมเคารพท่านประธานเป็นการส่วนตัว แล้วก็หลายเรื่องที่ท่านประธานมีคุณูปการกับบ้านเมืองผมชื่นชม แต่สิ่งที่กำลังจะกราบเรียน ท่านประธานก็คือว่าสิ่งที่ท่านทำดีมานั้นผมอยากให้ท่านทำดีต่อนะครับ ในกรณีการทำหน้าที่ เป็นประธานรัฐสภา ท่านประธานครับ เราดูจารีต เราดูกฎหมายรัฐธรรมนูญ เราดูข้อบังคับ ในจารีตครับ คนที่ลงนามหรือประธานรัฐสภา ประธานสภาผู้แทนราษฎร ประธานวุฒิสภา จะไม่ลงชื่อ เพราะอะไรครับ เพราะว่ารอบนี้มี ๓ ญัตติในการแก้รัฐธรรมนูญ แต่เวลาพิจารณารวมพิจารณา เพราะฉะนั้นเมื่อท่านประธานไปแถลงข่าวอย่างที่ท่านบุญยอดว่า ขอประทานโทษที่เอ่ยนาม โอกาสการทำหน้าที่ของท่านนี่สังคมคลางแคลงแน่นอน ในภาวะที่ประเทศชาติมีความแตกแยก แบ่งฝักแบ่งฝ่าย อะไรที่เป็นเหตุให้สังคมไม่เชื่อถือ ผมอยากจะกราบเรียนท่านประธานว่า ท่านประธานควรจะสละเพื่อบ้านเมือง ท่านประธานสมศักดิ์ก็นั่งได้ จะเข้าห้องน้ำก็พัก การประชุมเป็นช่วง ๆ เป็นระยะนะครับ และการที่ท่านลงนามเสนอญัตติแม้ว่าเป็นสิทธิ ท่านประธานครับ แต่ว่าในจารีตนี่ไม่ควร เพราะอะไรครับ เพราะว่าสภานิติบัญญัตินี้สูงสุด ในประเทศ ถ้าเราขาดความชอบธรรมอะไรจะเกิดขึ้น แน่นอนครับไม่ต้องท้าหรอกครับ พวกผม ไปศาลรัฐธรรมนูญอยู่แล้ว แต่หากศาลที่ว่าไม่ชอบกระบวนการนี่มันทำให้ประเทศไทยเสียหาย เพราะฉะนั้นเรียนท่านประธานครับว่าท่านควรจะสละเพื่อบ้านเมือง ถอยลงไปแล้วให้ ท่านประธานสมศักดิ์นั่ง เข้าห้องน้ำก็พักไป จะดีกว่าท่านประธานครับ ท่านก็มาสามารถ อภิปรายในฐานะเป็นผู้เสนอญัตติ ทำได้เต็มที่ครับ ขอบพระคุณท่านประธานครับ

(นายเทพไท เสนพงศ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครศรีธรรมราช ได้ยืนและยกมือขึ้น)
นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ พอแล้วครับ ไม่อนุญาตแล้วครับท่านเทพไท ไม่อนุญาตนะครับ พาดพิงท่านเรื่องอะไรครับ

นายเทพไท เสนพงศ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นครศรีธรรมราช

ท่านประธานที่เคารพ ผม เทพไท เสนพงศ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครศรีธรรมราช ในฐานะสมาชิกรัฐสภา

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ท่านบอกประเด็นพาดพิง มาเลยครับ

นายเทพไท เสนพงศ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นครศรีธรรมราช

เมื่อสักครู่นี้ท่านสมาชิกอาวุโส ท่านสุนัย ขอประทานโทษที่เอ่ยนามครับ ได้บอกว่าผมเอา คำว่า สมควรตาย มาพูดกับท่านประธาน ผมอยากจะเรียนกับท่านประธานนะครับ คำพูดที่ ผมพูดกับท่านประธานบังเอิญว่าเป็นคำพูดของท่านประธาน ที่ท่านประธานได้ให้สัมภาษณ์ สื่อมวลชน แล้วก็ไปกล่าวว่า ส.ว. บางท่านที่จะถอนชื่อออกจาก

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

เดี๋ยวท่านอย่าเพิ่งนะครับ ก่อนที่จะพูดอะไรเลยเถิดไปเพราะว่าคนดูทีวี (TV) เดี๋ยวจะเข้าใจผิดนะครับ เหตุที่ผมพูด อย่างนั้นหมายความว่ามีคนมาหลอกให้ลงชื่อ ถ้าท่านเป็น ส.ว. แล้วถูกหลอกอย่างนี้ ผมบอกว่า สมควรตายนะครับ เพราะผมเชื่อว่าไม่มีที่จะมาหลอกครับ

นายเทพไท เสนพงศ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นครศรีธรรมราช

ก็ใช่ ท่านประธานครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

เพราะฉะนั้นท่านอย่าได้ใช้ คำพูดอะไร

นายเทพไท เสนพงศ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นครศรีธรรมราช

คือก็ไม่ได้บิดเบือนอะไร ผมเพียงแต่ยกคำพูดของท่านประธานมาพูดกับท่านประธานว่า สิ่งที่ท่านประธานลงชื่อในร่างญัตติอันนี้ ถ้าลงชื่อไปโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ท่านประธาน ก็สมควรตายตามที่ท่านประธานพูด แค่นั้นเอง ผมก็ยกตัวอย่างเอาคำพูดของท่านประธาน มาพูด

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ท่านนั่งลงได้แล้วครับ

นายเทพไท เสนพงศ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นครศรีธรรมราช

นี่ผมยังไม่ได้พูดในสิ่งที่ท่านประธานพูดพาดพิงถึงพรรคประชาธิปัตย์เยอะแยะเลยนะครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ท่านนั่งลงได้แล้วนะครับ ผมไม่อยากจะตัดไมโครโฟนเดี๋ยวเสียมารยาทนะครับ แต่ว่าท่านอย่าได้พูดเรื่องนี้

นายเทพไท เสนพงศ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นครศรีธรรมราช

ผมอยากจะชี้ให้ท่านประธานเห็นนะครับว่าท่านประธานไม่เป็นกลางอย่างไร แล้วอคติต่อ พรรคประชาธิปัตย์ผมอย่างไร ท่านฉะพรรคประชาธิปัตย์พูดเรื่อยเปื่อย

(นายนิรันดร์ ประดิษฐกุล สมาชิกวุฒิสภาภาครัฐ ได้ยืนและยกมือขึ้น)
นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

เชิญ ไม่แล้วนะครับ ผมไม่อนุญาต เชิญท่านนิรันดร์ครับ ท่านนั่งลงครับ

นายนิรันดร์ ประดิษฐกุล สมาชิกวุฒิสภา ภาครัฐ

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

เดี๋ยวเขาจะประท้วง เขายืน ยกมือขึ้นประท้วงนะครับ ประท้วงเรื่องอะไรครับ

นายนิรันดร์ ประดิษฐกุล สมาชิกวุฒิสภา ภาครัฐ

กระผม นายนิรันดร์ ประดิษฐกุล สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ขอใช้สิทธิพาดพิงครับ เหตุที่เกิดพาดพิง ก็เพราะว่าครั้งหลังสุดก็ท่านประธานพูด ก่อนหน้านั้นคุณบุญยอดพูด ก่อนหน้าโน้นหนังสือพิมพ์ลง ก่อนหน้าโน้นเหตุที่ผมถอนชื่อ ผมร่วมลงลายมือชื่อเมื่อวันที่ ๔ มีนาคม ๒๕๕๖ วันที่ ๕ ผมมี หนังสือกราบเรียนประธานสภาผู้แทนราษฎรขอถอนชื่อ วันที่ ๑๔ มีนาคม ๒๕๕๖ คุณประสพ บุษราคัม มีหนังสือถึงผมว่าตามที่ขอถอนชื่อนั้น

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

เดี๋ยวท่าน พาดพิงอย่างไร

นายนิรันดร์ ประดิษฐกุล สมาชิกวุฒิสภา ภาครัฐ

พาดพิงครับ พาดพิง ในกรณีที่สมควรตายอย่างไรครับ ผมเป็นคนถอนชื่อแล้วมาว่าผมสมควรตาย

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ท่านนิรันดร์ครับ ท่านไป อ่านให้จบประโยคแล้วท่านจะไม่พูดอย่างนี้หรอกครับ

นายนิรันดร์ ประดิษฐกุล สมาชิกวุฒิสภา ภาครัฐ

กระผมโดนหลอก พาดพิงว่าผมโดนหลอกผมสมควรตาย

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ไม่ใช่ครับท่าน นั่งลงได้แล้วครับ ท่านนั่งลงครับ

นายนิรันดร์ ประดิษฐกุล สมาชิกวุฒิสภา ภาครัฐ

ไม่ได้ครับ มันพาดพิง ถึงผม มันพาดพิง ขอให้ผมพูดให้จบเถอะ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

พูดให้จบครับ

นายนิรันดร์ ประดิษฐกุล สมาชิกวุฒิสภา ภาครัฐ

ครับ ๑๔ มีนาคม ๒๕๕๖ มีหนังสือบอกว่าตรวจสอบแล้วไม่มีการเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญ พอวันที่ ๒๐ มีการแก้ไข รัฐธรรมนูญ พรรคพวกมาบอกผมก็เลยขอถอนชื่อในวันที่ ๒๑ มีนาคม ๒๕๕๖ เห็นผมถอนชื่อ ผมก็บอกขอถอนทั้งหมด

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

คือท่านนิรันดร์ครับ ท่านประท้วงผมก็ประท้วงผมนะครับท่าน หรือจะประท้วง

นายนิรันดร์ ประดิษฐกุล สมาชิกวุฒิสภา ภาครัฐ

ใช้สิทธิพาดพิงครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

พาดพิงอย่างไรเมื่อสักครู่นี้ ท่านยกมือขึ้น

นายนิรันดร์ ประดิษฐกุล สมาชิกวุฒิสภา ภาครัฐ

พาดพิงที่ว่าผมเป็นคน ถอนชื่อแล้วสมควรตายมาพูดกันในที่ประชุม

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ท่านนั่งลงเถอะครับ ท่านไป เอาเทป (Tape) มาฟังใหม่ นั่งลงครับ

นายนิรันดร์ ประดิษฐกุลฃ สมาชิกวุฒิสภา ภาครัฐ

ข้อเท็จจริงมันเป็น อย่างนี้ครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

เดี๋ยวท่านธนาประท้วง เชิญท่านนิรันดร์ต่อครับ อนุญาตท่านพูดต่อครับ

นายนิรันดร์ ประดิษฐกุล สมาชิกวุฒิสภา ภาครัฐ

พอมาถึงวันที่ ๒๐ ก็ยื่นกัน เมื่อตอนเที่ยง ผมก็ทราบข่าวผมอยู่ข้างนอก พอวันที่ ๒๑ ประทานโทษ วันที่ ๒๑ ผมรู้ข่าว อย่างนี้ ผมก็ว่าถ้าอย่างนี้ดูท่าทีไม่ดีจะไปเอามาตรานี้ไปโยงมาตรานี้อย่างไร ผมก็เลยขอถอนชื่อ มีหนังสือขอถอนชื่อเช้าวันที่ ๒๑ ณ วันนั้นมีการคุยกันที่ห้องประชุมวีไอพี (VIP) ของวุฒิสมาชิก วุฒิสมาชิกมีวุฒิภาวะเราก็นั่งคุยกันวันนั้นมีเลี้ยงข้าวต้มด้วย นั่งคุยกันก็มีคนถอนชื่อ และผมพาดพิงถึงได้เลยโจ้ก็ถอนชื่อเล่น มานพก็ถอน ผมก็ถอน ส่วนศาสตราจารย์หมอวิรัตน์ก็ถอน บอกถอน ผมถอนตั้งแต่เมื่อวานแล้ว ผมพาดพิงหมดเพราะเป็นเรื่องจริง ขอบคุณครับ

(นายธนา ชีรวินิจ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร ได้ยืน และยกมือขึ้น)
นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

คือท่านเทพไทยังประท้วง ท่านธนาประท้วงท่านว่าไปครับ ข้ออะไร เชิญครับ ท่านจะได้นั่งสักทีครับ

นายธนา ชีรวินิจ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร

ท่านประธาน ที่เคารพครับ ผม ธนา ชีรวินิจ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา สิ่งที่ผมยกขึ้นมาหารือที่ประชุมเมื่อเช้าท่านประธานก็ได้เห็นแล้วครับ ว่ามันเป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้น ท่านประธานถึงไม่สามารถทำหน้าที่ได้อย่างไรครับ เพื่อนสมาชิก ลุกขึ้นมาโต้แย้งสิ่งที่ท่านประธานไปพูดพาดพิงเขาเสียหายเป็นเรื่องความคิดในการแก้ไข รัฐธรรมนูญ ท่านประธานจะมาบอกว่าท่านประธานเป็นกลางไม่ได้หรอกครับ วันที่ท่านประธาน ไปลงรายชื่อในญัตติร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญวันนั้นท่านประธานหมดความเป็นกลางไปแล้วครับ ผมเรียนท่าน

ประเด็นที่ ๒ ท่านประธานอย่าเพิ่งกดไมโครโฟนครับ ท่านต้องหัดฟังคนอื่น ให้จบ นี่อย่างไรครับถึงบอกว่าท่านไม่เป็นกลางอย่างไรครับ ท่านฟังผมให้จบแล้วท่านจะ ชี้แจงอย่างไรเป็นสิทธิของท่าน สิ่งที่ท่านบอกว่าท่านเป็นสมาชิกวุฒิสภาท่านเสียสิทธิในการที่ จะยื่นแก้ไขรัฐธรรมนูญ ท่านประธานครับ ทุกคนไม่ใช่จะได้สิทธิฝ่ายเดียวนะครับ เมื่อมีได้ ต้องมีเสีย ท่านประธานได้ตำแหน่งประธานวุฒิสภาถือเป็นตำแหน่งอันทรงเกียรติที่ท่าน พยายามต่อสู้มาตลอด เมื่อท่านได้ประธานวุฒิสภาแล้ว

(จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุรินทร์ ได้ยืนและยกมือขึ้น)
นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

มีคนประท้วงครับ เชิญ จ่าประสิทธิ์แล้วข้างหลังใครไม่ทราบครับ เชิญครับ

จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุรินทร์

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย จังหวัดสุรินทร์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมขอประท้วงท่านประธานตามข้อ ๕ แล้วก็ผู้อภิปรายตามข้อ ๖๓ ท่านประธานอนุญาตให้คุณธนาลุกขึ้นมาว่าผมผิดข้อหาอะไร ข้อบังคับข้อที่เท่าไร อะไรอย่างนี้ กลับลุกขึ้นมาอภิปรายอย่างนี้ ท่านประธานแบบนี้ไม่ได้ ต้องถามก่อนสิว่าผิดข้อบังคับข้อไหนก่อน อย่างนี้มันเสียหายครับ ทั้งที่ท่านประธานก็ถามเขาว่า ผิดข้อบังคับข้ออะไร

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ เดี๋ยวผม วินิจฉัยนะครับ ผมจะบอกให้ท่านธนา เดี๋ยวมีผู้ประท้วงข้างหลังอีก

(นายพงศกร อรรณนพพร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ ได้ยืน และยกมือขึ้น)

เชิญครับ

นายพงศกร อรรณนพพร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายพงศกร อรรณนพพร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย จังหวัดขอนแก่น ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ตั้งแต่เป็น ผู้แทนราษฎรมาก็คงเป็นครั้งแรกในการที่ผมประท้วงและขอประท้วงท่านประธานในข้อบังคับ การประชุมรัฐสภา ข้อ ๕ และขอประท้วงเพื่อนสมาชิกในข้อบังคับการประชุมรัฐสภา ข้อ ๔๓ และข้อ ๔๕ แล้วก็ขอประท้วงเพื่อนสมาชิกอีกเช่นเดียวกันที่ยกกฎหมายรัฐธรรมนูญในมาตรา ๑๒๕ ซึ่ง ณ วันนี้เราใช้เวลาในการหารือ แล้วก็การปฏิบัติหน้าที่ของท่านประธานมาพอสมควร ผมขออนุญาตที่จะต้องให้ท่านประธาน รัฐสภาดำเนินการประชุมต่อไป สิ่งที่ผมจะต้องพูดในส่วนของรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๒๕ ก็เป็นการให้อำนาจของท่านประธานรัฐสภา ถ้าประธานรัฐสภาไม่อยู่ท่านประธานก็มอบ รองประธาน รองประธานในการประชุมรัฐสภาก็คือประธานวุฒิสภาก็คือท่าน แล้วส่วนที่ ท่านสมาชิกประท้วงนั้นก็คือประธานสภาผู้แทนราษฎรและประธานวุฒิสภา และผู้ทำหน้าที่แทน ต้องวางตัวเป็นกลางในการปฏิบัติหน้าที่ในการประชุม แค่นี้เองท่านประธานครับ ณ วันนี้ ท่านประธานขึ้นนั่งแล้วทุกคนก็หยิบยกการหารือในการวางตัวไม่เป็นกลางตั้งแต่เริ่มต้น ในการที่ท่านประธานลงชื่อ มันก็เป็นสิทธิของท่านประธาน และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ท่านสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ท่านทำหน้าที่ตอนเช้าท่านก็วินิจฉัยตามข้อบังคับการประชุม รัฐสภา ข้อ ๔๕ แล้วก็เป็นอันยุติ เพื่อนสมาชิกต้องยอมรับในข้อนี้ในการที่เราจะประชุมร่วมกันได้ แต่ ณ วันนี้ทุกท่านยังยืนแล้วก็ต้องการให้ปฏิบัติบอกว่าท่านประธานไม่มีความเหมาะสม มัน ไม่ใช่ รัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๒๕ นั้นก็คือการให้อำนาจในการประชุม ณ วันนี้ที่ท่านขึ้นไปนั่ง ตรงนั้นถ้าเพื่อนสมาชิกเห็นว่าท่านวางตัวไม่เป็นกลางเข้าข้างฝ่ายที่เซ็นชื่อในการที่จะแก้ไข รัฐธรรมนูญนั่นสิถึงถือว่าท่านวางตัวไม่เป็นกลาง ผมขออนุญาตเพื่อนสมาชิกว่า ณ วันนี้ เราน่าจะเริ่มพิจารณาในการแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญต่อไปได้แล้ว กราบขอบพระคุณครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ขอบคุณสำหรับ ความคิดเห็นนะครับ เอาอย่างนี้ท่านธนา ท่านพยายามให้จบเร็ว ๆ นะครับ เพราะว่าสิ่งที่ ท่านประท้วงก็คือท่านจะประท้วงอะไรผมแล้วท่านก็บอกมาครับ ท่านอย่าอภิปรายอีกครับ แล้วก็ท่านเทพไทความจริงของท่านนี่มันหมดไปแล้วเขาตอบเรียบร้อยแล้วนะครับ เพราะฉะนั้น ท่านก็นั่งลงนะครับท่านเทพไท

(นายเทพไท เสนพงศ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครศรีธรรมราช ได้ยืนและยกมือขึ้น)

ไม่มีใครประท้วงท่านแล้วครับ ไม่มีใครประท้วง เชิญนั่งลงครับท่านเทพไท

(นายศุภชัย ใจสมุทร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ ได้ยืน และยกมือขึ้น)

ท่านศุภชัยท่านประท้วง อยู่นะครับ ท่านนั่งลงครับท่านเทพไท

นายศุภชัย ใจสมุทร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธานครับ ท่านอนุญาตให้ผมได้พูดใช่ไหมครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ท่านประท้วง

นายศุภชัย ใจสมุทร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ผมประท้วง ท่านประธานครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

เชิญครับ

นายศุภชัย ใจสมุทร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

จะขออนุญาตครับ ท่านประธานครับ ช่วงนี้ใช้เวลามาตั้งแต่เมื่อเช้านี้ ๔ ชั่วโมงแล้วครับแล้วยังไม่ถึงไหน ผมขอ อนุญาตที่จะประท้วงท่านประธานตามข้อบังคับ ข้อ ๕ และประท้วงท่านสมาชิกผู้กำลัง ประท้วงอยู่ว่าผิดข้อบังคับ ข้อ ๔๓ ผมขออนุญาตใช้เวลาสั้น ๆ ท่านประธานครับ ผมคิดว่า วันนี้ที่คุยกัน ๔-๕ ชั่วโมงมามีข้อสรุปอย่างหนึ่งว่ามีการประท้วงว่าท่านไม่มีคุณสมบัติ ในการที่จะทำหน้าที่ แต่ในขณะเดียวกันท่านประธานเองก็ยังยืนยันว่าจะทำหน้าที่ เพราะฉะนั้น ตรงนี้ละครับว่าต้องคุยกันให้รู้เรื่อง ก็คือถ้าท่านยืนยันว่าท่านทำหน้าที่ สมาชิกเองผมก็ ขออนุญาตที่จะต้องเรียนว่าท่านก็ควรที่จะต้องยอมรับ และหลังจากนี้ท่านจะไปใช้มาตรการ ในการที่จะไปร้องท่านอย่างไรต่อศาลรัฐธรรมนูญก็โปรดได้ไปดำเนินการ ในขณะเดียวกัน ถ้าท่านประธานยืนยันว่าสิ่งที่ท่านมีแล้วเพื่อจะคลี่คลายปัญหา ผมคิดว่าเริ่มต้นจากการที่ท่านเอง ได้ลงชื่อในร่างพระราชบัญญัติ เพราะฉะนั้นผมขอถามท่านเถอะว่าถ้าท่านจะกรุณาลดถอยลง ยอมไหมครับตรงนั้นเพื่อลดเงื่อนไขอย่างที่ว่า หรือมิฉะนั้นผมขออนุญาตที่จะเรียนไปยัง ท่านสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ เพื่อลดบรรยากาศตรงนี้ขอเชิญท่านให้มาเป็นประธานเสีย จะเป็นอย่างไรไหมครับ วันนี้ท่านประธานครับ ขออนุญาตกล่าวอีกคำหนึ่ง วันนี้ฝรั่งเขา เรียกว่า เอพริล ฟูลส์ เดย์ (April Fool’s Day) วันที่เขาชอบว่ากันเรื่องว่าทำอะไรเรื่องอะไร กันแบบโง่ ๆ ผมว่าเราอย่าคิดการให้ทำแบบฝั่งเลยครับ เราเอาจริงเอาจังเพื่อบ้านเพื่อเมือง ดีกว่าท่านประธาน ขอบพระคุณครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณท่านศุภชัยนะครับ ผมก็ยังยืนยันว่าจะทำหน้าที่ ถ้าผมไม่เป็นกลางแล้วท่านค่อยว่ามาตรการหรือว่ากระผม เพราะผมยังไม่มีประเด็นไหนที่ทำแล้วแค่เพียงขึ้นมานั่งท่านก็บอกผมไม่เป็นกลางแล้วนะครับ เดี๋ยวเอาอย่างนี้แล้วกันครับเอาท่านนิพนธ์ เชิญครับ

นายนิพนธ์ วิสิษฐยุทธศาสตร์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธานที่เคารพ ผม นิพนธ์ วิสิษฐยุทธศาสตร์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ บรรยากาศอย่างนี้ผมว่า มันไม่สามารถดำเนินการประชุมไปได้ ผมต้องเรียนอย่างนี้ด้วยความเคารพท่านเป็นการส่วนตัว ซึ่งส่วนตัวนั้นรักกันมาก แต่วันนี้ในฐานะที่ผมเคยเป็นอดีตสมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการแต่งตั้ง และเลือกตั้ง ๒ สมัย ๑๑ ปี ผมถือว่าวันนี้ท่านประธานพลาดอย่างแรงครับ ท่านทำลายเกียรติภูมิ ของวุฒิสภาอย่างย่อยยับ ในฐานะประมุขของวุฒิสภาเป็นองค์กรที่จะต้องได้รับความเชื่อถือ อย่างยิ่ง ไม่เคยมีประธานวุฒิสภาคนใดหรอกครับที่ไปเซ็นชื่อร่วมในการเสนอกฎหมายต่าง ๆ โดยเฉพาะกฎหมายที่มีปัญหาและกฎหมายที่มีความสำคัญยิ่งอย่างนี้ เพราะฉะนั้นท่านต้อง พิจารณาอย่างยิ่งเลยครับ อย่างมากด้วยครับ ด้วยวุฒิภาวะของท่านในฐานะประธานวุฒิสภา ท่านต้องคำนึงนะครับ จะทำอะไรต้องคำนึงถึงวุฒิสภาเป็นสำคัญ เพราะฉะนั้นการที่ท่าน จะนั่งอยู่ตรงนี้หรือไม่ผมว่าเป็นสิทธิของท่าน แต่ว่าถ้าจะสมควรหรือไม่นั้น ไม่สมควรอย่างยิ่งเลย ท่านบอกว่าท่านจะทำหน้าที่เป็นกลาง ถ้าไม่เป็นกลางเมื่อไรค่อยว่า แต่ทั้งพฤตินัยและพฤติกรรม ที่ท่านแสดงออกคือการลงชื่อในการเสนอร่างพระราชบัญญัติแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญ ถือว่าท่านเข้าข้างไปแล้ว เข้าข้างใดข้างหนึ่งไปแล้วครับ เพราะฉะนั้นตรงนี้ไม่มีเหตุผลใด ที่ท่านจะมาอ้างว่าท่านยังเป็นกลางอยู่ แล้วผมเรียนตรง ๆ ว่าไม่เคยมีประธานวุฒิสภาคนใดหรอก หรือประธานสภาผู้แทนราษฎรจะมาลงชื่อเสนอกฎหมายไม่ว่ากฎหมายใด ๆ ทั้งสิ้น แม้แต่ กฎหมายที่ไม่สำคัญ เพราะฉะนั้นการกระทำครั้งนี้ของท่านผมบอกจริง ๆ เสียดายแทนท่านครับ ท่านไม่ควรทำเลย ไม่ควรอย่างยิ่งจริง ๆ ครับ ไม่เคยมีนะครับท่านไปดูได้ เพราะฉะนั้นวันนี้ ผมขอให้ท่านพิจารณาเถอะครับ ถ้าท่านยังนั่งอยู่ตรงนี้ผมว่าเดี๋ยวทั้งสภาจะคัดค้าน ท่านดำเนินการต่อไปไม่ได้อย่างเด็ดขาด ไม่เชื่อท่านดูต่อไปเถอะ เพราะฉะนั้นผมอยากให้ท่าน พิจารณาถึงประเด็นตรงนี้ แต่วันนี้ท่านได้ทำลายศักดิ์ศรีของวุฒิสภาซึ่งผมรักนะครับ ผมอยู่ ๑๑ ปี ผมรักวุฒิสภาและปกป้องวุฒิสภาตลอดเวลาในช่วงที่มาจากการเลือกตั้ง ผมไม่สบายใจที่สุด ที่สื่อทั้งหลายตั้งวุฒิสมาชิกชุดผมเป็นสภาทาส ท่านประธานท่านอยากได้ยินชื่อสภาอย่างนี้ ในวุฒิสภาสมัยที่ท่านประธานไหมครับ ถ้ายังอยากได้ยินท่านก็ทำหน้าที่ต่อไป แต่คิดว่า ท่านไม่สามารถทำได้แน่ในวันนี้ เพราะฉะนั้นผมอยากจะฝากเป็นข้อพิจารณาให้ท่านได้พิจารณา และตระหนักถึงความสำคัญของตำแหน่งประธานวุฒิสภาในฐานะรองประธานรัฐสภา เพราะฉะนั้น ผมเชื่อว่าท่านนิคมท่านมีวุฒิภาวะที่จะพิจารณาตรงนี้เป็นอย่างดี แต่วันนี้ท่านทำลายวุฒิสภา ย่อยยับไปแล้ว เพราะฉะนั้นศักดิ์ศรีของวุฒิสภามันไม่มีอยู่แล้วนะครับ ขอบคุณมากครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับในความคิดเห็น ของท่านนิพนธ์ซึ่งผมถือว่าเป็นเกจิอาจารย์ เป็นผู้ที่ชำนาญทางเรื่องฝ่ายนิติบัญญัตินะครับ ท่านเทพไทนั่งเถอะครับ ผมจะให้ท่านธนา หมดแล้วครับ เชิญท่านธนาครับ ท่านนั่งลง ท่านธนาต่อครับ ท่านเทพไทนั่งเถอะ ท่านจบไปแล้วนะครับ เขาพูดก็เอาคำพูดท่านมา ผมก็วินิจฉัยแล้วว่าสิ่งที่ผมให้ท่านนิรันดร์พูด เชิญท่านธนาต่อครับ

นายธนา ชีรวินิจ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร

ท่านประธานที่เคารพครับ ผม ธนา ชีรวินิจ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา เมื่อสักครู่นี้ผมอภิปรายค้างอยู่ว่าท่านประธาน ขาดความเป็นกลางตั้งแต่วันที่ท่านประธานไปลงลายมือชื่อยื่นแก้ไขรัฐธรรมนูญกับเขาด้วย ไม่มีใครสามารถยืนยันการปฏิบัติหน้าที่ของตัวเองได้หรอกครับท่านประธาน การจะเป็นกลางหรือไม่ ต้องคนอื่นดู แต่ว่ากฎหมายเขาเขียนครับ เพราะการทำหน้าที่ประธานในที่ประชุม รัฐสภานั้น สำคัญอย่างยิ่ง มีน้อยนิดก็ไม่ได้เพราะจะทำให้เกิดความสูญเสียความเป็นกลางที่จะทำให้ การประชุมรัฐสภาเดินหน้าได้อย่างถูกต้องชอบธรรม ๑ ชั่วโมงที่ผ่านมาถ้าพี่น้องประชาชน ติดตามดูทีวีทราบได้ดีเลยครับ พอฝ่ายที่มีความเห็นตรงกับท่านประธาน ท่านประธานให้พูด ยาวเลย ไม่ตัดไมโครโฟนด้วย พูดตรงไหนก็ได้ แสดงความคิดเห็นก็ได้ เพราะตรงกับท่านประธาน แต่ถ้าพรรคฝ่ายค้านลุกขึ้นอภิปรายซึ่งแน่นอนไม่ตรงกับความเห็นของท่านประธานอยู่แล้ว ท่านประธานเก็บอารมณ์ไม่ได้หรอกครับ ปุถุชนคนธรรมดาทุกคน มันเป็นเหมือนกันหมด เขาถึงต้องกำหนดกรอบกติกาของคนเป็นประธานวุฒิสภานะครับ ซึ่งผมว่าต้องเหนือกว่า ประธานสภาผู้แทนราษฎรด้วยซ้ำไป เพราะเป็นสภาสูง สภากลั่นกรอง แล้วเมื่อสักครู่ท่านสมาชิกก็พูดว่าท่านสำคัญขนาดคนจะยื่นถอดถอนต้องยื่นท่าน เพราะฉะนั้น ท่านจะต้องมีจริยธรรม คุณธรรม และมาตรฐานมากกว่าสมาชิกทั่ว ๆ ไปมากมายเลยครับ ไม่อย่างนั้นท่านไม่สามารถเป็นคนกลางที่จะทำหน้าที่ในการถอดถอนบุคคลตามกฎหมายได้ ผมกราบเรียนท่านประธานครับ ดีใจที่ท่านลุกขึ้นแล้วมอบให้ท่านประธานสมศักดิ์ทำหน้าที่ ผมไม่ได้มีอะไรติดใจกับท่านเลย แต่ว่าเพื่อให้รัฐสภาแห่งนี้ได้เดินหน้าอย่างสง่างาม กราบขอบพระคุณครับ

(การประชุมดำเนินมาถึงตอนนี้ นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา ได้กลับมาขึ้นบัลลังก์เพื่อดำเนินการประชุมต่อไป)
นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ยังค้างอยู่ เชิญครับ

นายเทพไท เสนพงศ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นครศรีธรรมราช

ท่านประธานที่เคารพ กระผม เทพไท เสนพงศ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครศรีธรรมราช ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ต้องเรียนกับท่านประธานว่าเมื่อสักครู่ถ้าภาษาบ้านผมเขาเรียกว่า ฉี่ยังไม่สุดครับ ก็คือท่านให้ท่าน ส.ว. ใช้สิทธิพาดพิงระหว่างที่ผมกำลังอภิปรายยังไม่ทันจบ ก็ดีใจครับเมื่อท่านประธานขึ้นมาแล้ว เพียงแต่ว่าผมอยากจะบอกกับท่านประธานคนที่ลงไป เมื่อสักครู่นี้ว่าถ้าอยากจะนั่งต่อให้ท่านไปถอนชื่อเสีย และถ้าหากว่าระหว่างผมอภิปรายอยู่ ถ้าท่านยังไม่ถอนชื่อระหว่างผมอภิปรายท่านก็ไม่ควรจะขึ้นมานั่งบัลลังก์ และระหว่างที่ ท่านนั่งบัลลังก์ผมก็จะไม่อภิปราย ผมจะตกลงกับท่านบังเอิญว่าท่านลงไปแล้ว ผมอยากให้ ท่านประธานมีบัญชาไปให้ท่านหรือว่าปรึกษาหารือขอความร่วมมือเพื่อความเป็นระเบียบ เรียบร้อยของสภาให้ท่านไปถอนชื่อเสียจะได้จบครับท่านประธาน ขอบคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ผมขอ ขัดตาทัพก่อนนะครับ แล้วอย่างไรได้มีเวลาไปหารือหาทางออกร่วมกันนะครับ ทุกปัญหามีไว้ แก้ไขเดี๋ยวค่อยหารือกันครับ จบแล้วกระมังขอดำเนินการต่อเลยนะครับ เอาอย่างไร เดี๋ยวไปหารือกันคงต้องได้พูดคุยกันเรื่องนี้ครับ ในสภาเราว่าต่อดีกว่าเสียเวลามามากแล้ว ขออนุญาตนะครับ ท่านประเสริฐ ชิตพงศ์ เชิญ ๘ นาทีครับ อย่าเสียเวลาเลยครับ

(นายสมชาย แสวงการ สมาชิกวุฒิสภาภาควิชาชีพ ได้ยืนและยกมือขึ้น)

ประเด็นเรื่องนี้หรือเปล่าครับ ไม่เป็นไรเดี๋ยวหารือกัน เดี๋ยวพูดคุยกันครับ เชิญ

นายสมชาย แสวงการ สมาชิกวุฒิสภา ภาควิชาชีพ

ขอบพระคุณ ท่านประธานครับ สมชาย แสวงการ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมคิดว่าเรื่องนี้ ให้ได้ข้อยุติเพราะว่าเราจะต้องประชุมต่อไปจน ๓ วัน ๓ คืน ผมเกรงเหลือเกินว่าถ้าไม่ได้ ข้อยุติก่อนท่านประธานจะทำหน้าที่แล้วเราต้องพักเป็นระยะให้ท่านประธานไปเข้าห้องน้ำ ทานข้าว ควรจะพักการประชุมเพื่อให้ท่านประธานหารือกับฝ่ายกฎหมายให้ชัดเจน เพราะผมมีความกังวลจริง ๆ ครับว่าการทำหน้าที่ของท่านประธานวุฒิสภาของผมในฐานะ รองประธานรัฐสภาอาจถูกยื่นไปที่ ป.ป.ช. แล้วให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ได้ อันนี้เป็นความกังวลนะครับ

ประการที่ ๒ ขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานครับ ช่วยตรวจสอบรายชื่อ สมาชิกรัฐสภาผู้ร่วมเสนอร่างรัฐธรรมนูญที่ท่านประธานตรวจสอบแล้วนี่นะครับ ผมพบ สิ่งหนึ่งที่เป็นปัญหาและไม่อยากให้การประชุมนั้นมีปัญหาสะดุดครับ ท่านเซ็นชื่อร่วมกัน ทั้งหมดรวมทั้งท่านประธานผม ๒ ฉบับ ท่านประธานผมเซ็นไปมาตรา ๖๘ ด้วย ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยแล้ว อันนี้ประการหนึ่ง

ประการถัดมา คือท่านเซ็นชื่อในฐานะสมาชิกรัฐสภาผู้ร่วมเสนอ ร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พุทธศักราช .... เหมือนกัน หมดเลยครับ ไม่ได้บอกว่าฉบับไหนเป็นฉบับไหน ทีนี้ที่ต้องเรียนถามก็คือว่าฉบับไหนใครเซ็น อะไร ท่านประธานผมไปเซ็นแก้ไขในเรื่อง ส.ว. ด้วยหรือไม่ มีการสลับร่างหรือไม่ อันนี้ ขออนุญาตท่านประธานตรวจสอบ ทั้ง ๓ ร่างไม่ได้มีบอกเลยว่าแต่ละฉบับเซ็นสำหรับ ฉบับไหน แต่ละแผ่นถูกย้ายไปย้ายมาหรือไม่ อันนี้ผมขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานว่า ขอความกรุณาตรวจสอบเรื่องนี้เรื่องที่ ๒ ด้วยก่อนที่จะมีการประชุมเรื่องแก้ไขรัฐธรรมนูญ ต่อไป มิฉะนั้นเราเดินต่อไปลำบาก ขอบพระคุณท่านประธานครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ฝ่ายเลขานุการช่วยตรวจสอบ ด้วยนะครับ ถ้าอย่างไรก็ทำความเข้าใจคุยกับท่านสมชายก็แล้วกัน ถ้ายังผิดพลาดก็แจ้งมา ที่ผม เชิญท่านประเสริฐครับ ๘ นาทีนะครับ

รองศาสตราจารย์ประเสริฐ ชิตพงศ์ สมาชิกวุฒิสภา สงขลา 🔗

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ กระผม รองศาสตราจารย์ประเสริฐ ชิตพงศ์ สมาชิกวุฒิสภาจังหวัดสงขลา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา กระผมขออนุญาตที่จะมีความเห็นในการยื่นญัตติขอแก้ไขรัฐธรรมนูญ ในมาตรา ๖๘ นะครับ จากการที่มาตรา ๖๘ เดิมนั้นได้กำหนดให้มีการยื่นคำร้อง ต่อศาลรัฐธรรมนูญ แล้วการขอแก้ไขในครั้งนี้ได้มากำหนดว่าให้มีการยื่นต่ออัยการแล้วก็ ส่งต่อไปยังศาลรัฐธรรมนูญนั้น ผมมีความเห็นว่า การที่กำหนดไว้เพียงแค่ให้ยื่นผ่านอัยการตามที่ขอแก้ไขมานั้นอาจจะเป็นการตัดสิทธิของ ประชาชนที่จะเข้าถึงสิทธิในการพิทักษ์รัฐธรรมนูญ เพราะว่าการกำหนดเอาไว้ในมาตรา ๖๘ เดิมนั้นในขณะนี้ศาลรัฐธรรมนูญก็ได้ตัดสินมาแล้วว่าสามารถยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญได้ พร้อม ๆ กับที่ยื่นต่ออัยการก็ได้ด้วย เพราะฉะนั้นเมื่อจะขอแก้ไขว่าต้องยื่นต่ออัยการ เพียงอย่างเดียว ผมห่วงใยว่าจะเป็นการตัดสิทธิ ซึ่งกรณีเช่นนี้อาจจะเป็นการขัดกับหมวด ๓ ของรัฐธรรมนูญได้ ก็เลยขอที่จะมีความเห็นว่าหากต้องการที่จะให้ยื่นต่อศาล จะให้ยื่นต่อ อัยการก่อน แล้วให้อัยการพิจารณาคำร้องแล้วถึงจะยื่นไปศาลรัฐธรรมนูญนั้น หากจะขอ แก้ไขเช่นนี้ก็อาจจะกระทำได้ เพียงแต่ว่าต้องกำหนดห้วงเวลาในการที่จะให้อัยการพิจารณา แล้วถึงจะให้คำตอบว่าจะยื่นไปยังศาลรัฐธรรมนูญหรือไม่ หรืออาจจะกำหนดเอาไว้ว่าหากว่า อัยการไม่เห็นด้วยที่จะส่งคำร้องไปยังศาลรัฐธรรมนูญแล้ว ประชาชนยังใช้สิทธิที่จะยื่นต่อ ศาลรัฐธรรมนูญโดยตรงได้ ถ้ากำหนดไว้เช่นนี้ในการขอแก้ไข ผมยังพอที่จะรับได้ เพราะถือว่า ยังให้สิทธิประชาชนอยู่ ให้สิทธิประชาชนในกรณีเงื่อนไขของเวลาที่ให้อัยการได้พิจารณา ถ้าไม่พิจารณาภายในเวลาที่กำหนดไว้ก็สมควรที่ประชาชนจะยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญโดยตรงได้ หรืออาจจะกำหนดว่าถ้าหากอัยการไม่เห็นด้วยที่จะยื่นคำร้องต่อไปยังศาลรัฐธรรมนูญ ประชาชนก็ยังใช้สิทธิยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญได้ ถ้าอย่างนี้ก็ไม่ได้ถือว่าเป็นการตัดสิทธิ ประชาชนโดยสมบูรณ์นัก แต่ถ้าหากว่าทุกกรณีต้องยื่นต่ออัยการแล้วถ้าอัยการไม่เห็นด้วย ที่จะยื่นไปยังศาลรัฐธรรมนูญแล้วถือว่าจบ กรณีเช่นนี้ผมถือว่าเป็นการตัดสิทธิของ พี่น้องประชาชน ซึ่งน่าจะเป็นการขัดต่อหมวด ๓ ของรัฐธรรมนูญที่กำหนดไว้

กรณีของมาตรา ๒๓๗ ก็อาจจะมีส่วนที่เห็นด้วยอยู่บ้างในระดับหนึ่งที่เห็นว่า อาจจะไม่เป็นการยุบพรรคกรณีที่มีผู้บริหารของพรรคไปกระทำผิด แต่ว่าอย่างไรก็ตาม ผมเห็นว่าการที่จะต้องลงโทษผู้กระทำผิดที่รุนแรงขึ้นอาจจะเป็นเวลา ๑๐ ปีหรือมากกว่านั้น อันนี้ก็น่าจะเป็นเรื่องที่พอจะรับได้ แต่การที่ให้ตัดวรรคสองออกไปทั้งหมดเลย ก็เห็นว่า ไม่น่าที่จะเป็นเช่นนั้น เพราะเป็นการที่ไม่ได้มีส่วนใด ๆ ที่จะไปลงโทษผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับ การบริหารพรรคเลย ไม่น่าจะมีความถูกต้องนัก เพราะผู้ที่บริหารพรรคควรจะต้องมีส่วน รับผิดชอบเป็นอย่างมากกับการที่สมาชิกพรรคหรือพรรคได้ไปกระทำผิด แต่การยุบพรรคนั้น ผมอาจจะเห็นด้วยว่าพรรคการเมืองเป็นสถาบัน การที่มีพรรคการเมืองก็มีประชาชน เป็นจำนวนมากที่เป็นสมาชิกพรรค การที่ไปยุบพรรคเลยอาจจะเป็นการทำให้เสียโอกาส ในการพัฒนาทางการเมือง แต่การที่จะไม่ไปลงโทษผู้กระทำผิด หรือลงโทษเพียงเบา ๆ ก็ถือว่าอาจจะไม่สาสมกับการที่ไปกระทำผิด ก็อยากจะเห็นว่าหากจะไม่ยุบพรรคแล้ว กรรมการที่รับผิดชอบพรรคอยู่จะต้องถูกลงโทษที่ค่อนข้างจะหนักมากกว่าที่เป็นอยู่นี้ ถ้ากรณีอย่างที่ว่านี้ก็พอจะรับได้ แต่การที่จะให้ตัดวรรคสองออกไปทั้งหมดนั้น ผมค่อนข้าง จะไม่เห็นด้วย แล้วอาจจะขอแปรญัตติในส่วนนี้

ในส่วนของมาตรา ๑๙๐ อาจจะไม่เห็นด้วยกับการแก้ในมาตรานี้ เพราะมาตรานี้เพิ่งได้มีการแก้ไขไปเมื่อประมาณ ๒ ปีกว่านี้เอง โดยที่ในการแก้ไขนั้นก็ให้ไป ออกกฎหมายลูกเพื่อกำหนดประเภทของหนังสือสัญญาต่าง ๆ ที่เห็นว่าควรจะเข้ามา ในรัฐสภาหรือไม่ แต่จนป่านนี้แล้วยังไม่ได้ไปดำเนินการตามที่ได้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญในครั้งนั้นไป ซึ่งแก้ไข ในมาตรานี้ก็เลยไม่แน่ใจว่าทำไมถึงไม่ดำเนินการไปออกเป็นกฎหมายลูก ถ้าออกเป็น กฎหมายลูกแล้วไปกำหนดว่าประเภทไหนบ้างที่สมควรที่จะเข้ามา ณ ที่นี้ และประเภทไหนบ้าง ที่สามารถจะไปดำเนินการได้เลยหรืออาจจะไปดำเนินการแล้วมาแจ้งให้รัฐสภาทราบ ในโอกาสหลังเพื่อมีข้อสังเกตหรือมีความเห็นเช่นนี้ก็น่าที่จะกระทำได้ แต่จนป่านนี้ ๒ ปีแล้ว ไม่ได้ออกเป็นกฎหมายลูก เมื่อเป็นเช่นนี้ก็เลยมีข้อสงสัยว่ามีแฝงนัยอะไรไว้หรือไม่ที่เราได้แก้ มาตรานี้ไปแล้ว และต้องไปออกเป็นกฎหมายลูกแต่ไม่ได้ทำและในที่สุดมาวันนี้จะมา ขอแก้ และเหมือนกับจะยกเลิกมาตรานี้ไปเลย ถึงแม้อาจจะมีบางส่วนเหลืออยู่บ้าง เช่นในส่วนที่อาจจะไปเกี่ยวข้องกับความมั่นคงหรืออาณาเขตของรัฐ แต่ว่าในภาพรวม ๆ แล้วหากได้มีการไปออกเป็นกฎหมายลูกในส่วนที่เราได้แก้ไปเมื่อ ๒ ปีกว่ามานี้ผมคิดว่าจะทำให้ แก้ปัญหานี้ไปได้มากมาย แต่มาถึงวันนี้ก็ยังไม่ได้ดำเนินการใด ๆ จึงคิดว่าการแก้ไขมาตรา ๑๙๐ ในครั้งนี้ไม่น่าจะเป็นเหตุผลที่ควรจะกระทำ ก็ขออนุญาตที่จะมีความเห็นใน ๒ ประการ ที่ได้กราบเรียนไปแล้วครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านอภิมงคล โสณกุล ครับ ๑๐ นาที

หม่อมหลวงอภิมงคล โสณกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร 🔗

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม หม่อมหลวงอภิมงคล โสณกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานที่เคารพครับ กระผมเรียนกับ ท่านประธานว่าส่วนตัวแล้วกระผมมีความเห็นว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้นก็เป็นสิ่งที่สามารถ กระทำได้ เพราะแม้ว่ารัฐธรรมนูญนั้นจะถือเป็นกฎหมายหลัก กฎหมายแม่ แต่ก็ต้องยอมรับว่า รัฐธรรมนูญเองก็เป็นกฎหมายฉบับหนึ่ง ซึ่งกระผมเชื่อว่ากฎหมายที่ดีนั้นจะต้องมี ความยืดหยุ่นในตัวเองพอสมควร รัฐธรรมนูญนั้นย่อมพึงประสงค์ที่จะมีการแก้ไขหากว่า การแก้ไขนั้นสอดรับกับสภาพความเปลี่ยนแปลงไม่ว่าทางสังคมหรือเศรษฐกิจ ในอดีตก็จะ เห็นว่ารัฐธรรมนูญที่ขาดความยืดหยุ่นนั้นก็นำไปสู่ปัญหาในการบังคับใช้ และสุดท้ายก็จบ ที่การฉีกรัฐธรรมนูญไม่ว่าจะโดยระบบรัฐสภาผ่าน สสร. ที่มีการพยามทำอยู่ หรือผ่าน การรัฐประหาร กระผมคิดว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญในครั้งนี้ซึ่งเป็นการแก้ไขรายมาตราจะมี ความเหมาะสมก็ต่อเมื่อสามารถชี้แจงได้ว่าพี่น้องประชาชนจะได้อะไร กระผมเรียนว่ากระผม ได้ศึกษาร่างทั้ง ๓ ร่าง ๔ ประเด็นที่มีการยื่นแก้ไข ซึ่งกระผมก็ยังมีคำถามอยู่ในใจว่าการยื่น แก้ไขครั้งนี้ทำไปแล้วพี่น้องประชาชนได้อะไร กระผมเรียนว่าสิทธิของพี่น้องประชาชนครั้งนี้ ถ้าหากมีการแก้ไขไม่ได้เพิ่มขึ้นในทางตรงกันข้ามจะเสียสิทธิในการยื่นฟ้องศาลรัฐธรรมนูญ โดยตรงด้วยซ้ำ แต่ในโอกาสนี้ก็จะขอเปิดอภิปรายใน ๒ ประเด็น

ประเด็นแรก ที่กระผมมีคำถามก็คือเรื่องของการแก้ไขมาตรา ๑๙๐ ซึ่งที่ผ่านมา รัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๕๐ ฉบับแก้ไขก็ได้ระบุว่า การกระทำใด ๆ ที่มีผลกระทบอย่างกว้างขวาง ผูกพันด้านการค้า การลงทุน หรืองบประมาณของประเทศอย่างมีนัยสำคัญก็จะต้องนำมาผ่าน รัฐสภาแห่งนี้ ซึ่งกระผมเห็นว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะในร่างใหม่นั้นมีการตัดข้อความ เรื่องของเศรษฐกิจและสังคมออกทั้งหมด กระผมมีความเป็นห่วงในเรื่องนี้เป็นอย่างยิ่ง เพราะรัฐธรรมนูญเดิมนั้นกำหนดไว้ให้มีเรื่องของเศรษฐกิจอยู่ด้วย ก็เพราะว่ารัฐธรรมนูญเดิม มีความเป็นห่วงเรื่องของการทำข้อตกลงการค้าเสรีหรือเอฟทีเอ (FTA) นั่นเอง ท่านประธาน คงจะจำได้ว่ารัฐบาลที่ผ่านมานั้นมีการทำเอฟทีเอหรือข้อตกลงการค้าเสรีกับหลากหลายประเทศ ซึ่งในการทำข้อตกลงดังกล่าวสมาชิกผู้แทนราษฎรหรือรัฐสภาแห่งนี้ไม่เคยได้รับสิทธิในการเข้าไปดู รายละเอียดใด ๆ ทั้งสิ้น กระผมเรียนว่าการที่เราปล่อยให้เอฟทีเอเกิดขึ้นต้องยอมรับว่ามีผลกระทบทั้งในเชิงบวก และเชิงลบต่อพี่น้องประชาชน ผมยกตัวอย่างง่าย ๆ ครับ วันนี้พี่น้องประชาชนที่ปลูกหอมแดง กระเทียม ผัก ผลไม้ หรือประกอบอาชีพสิ่งทอได้รับผลกระทบในเชิงลบไปแล้วทั้งสิ้น การที่เรายกมาตรานี้ออกมาและได้ตัดเรื่องของเศรษฐกิจและสังคมออกจะทำให้สภาแห่งนี้ ขาดการตรวจสอบ ไม่สามารถที่จะเข้าไปตรวจสอบรายละเอียดต่าง ๆ ได้อีก ซึ่งกระผมคิดว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วง เพราะนอกจากพี่น้องประชาชนจะเสียสิทธิ แล้วร้ายที่สุดอาจจะ เกิดปัญหาเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนที่ตามมา กระผมอยากจะให้ท่านประธานลองคิดนะครับ ว่าถ้าบุคคลในรัฐบาลที่นั่งเป็นรัฐมนตรีอยู่ขณะนี้จะนำข้อตกลงทางการค้าซึ่งไม่ผ่านรัฐสภา ไปหาประโยชน์ให้กับตัวเองนั้นก็สามารถทำได้ กระผมยังคิดในเชิงตรงกันข้ามด้วยซ้ำว่า เรื่องของเศรษฐกิจและสังคมน่าจะครอบคลุมมากกว่าที่เคยครอบคลุมมาด้วยซ้ำ ผมยกตัวอย่าง โครงการหนึ่งซึ่งควรจะนำมาอยู่ในเรื่องที่รัฐสภาจะต้องให้ความเห็นชอบก็คือเรื่องของ โครงการจำนำข้าว วันนี้กระทรวงพาณิชย์ทำสัญญาระบายข้าวออกผ่านระบบจีทูจี (G to G) หรือรัฐต่อรัฐ โดยที่รัฐสภาหรือสภาผู้แทนราษฎรไม่สามารถที่จะเข้าไปตรวจสอบได้ ท่านรัฐมนตรีและรัฐบาลก็ชี้แจงว่าในการทำข้อตกลงแต่ละครั้งเป็นข้อมูลที่ปิดลับเพราะเป็น ข้อมูลทางการค้า แต่กระผมคิดว่าเราควรจะระบุเข้าไปในการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้ว่า ถ้าการทำข้อตกลงใดมีมูลค่ามากกว่า ๑,๐๐๐ ล้านบาท น่าจะต้องผ่านการพิจารณา ของสภาผู้แทนราษฎรก่อนที่จะสามารถดำเนินการได้ด้วยซ้ำ ทั้งนี้ก็เพื่อให้พี่น้องประชาชน ได้สามารถตรวจสอบว่ารัฐบาลทำงานให้พี่น้องประชาชนจริงหรือไม่

ประเด็นถัดมาครับ คือมาตรา ๒๓๗ ซึ่งตอนแรกที่กระผมได้ฟังว่าจะมีการแก้ไขนั้น ส่วนตัวก็รู้สึกว่ายินดีเพราะกระผมเชื่อว่ามาตรา ๒๓๗ นั้นเป็นส่วนหนึ่งของกำเนิดแห่งความขัดแย้ง ที่เกิดขึ้นในขณะนี้ เพราะมาตรา ๒๓๗ นั้นถูกใช้มา ๒-๓ ครั้งก็เพื่อเป็นการยุบพรรคการเมือง และตัดสิทธิกรรมการบริหารพรรคการเมือง กระผมเรียนว่าพอศึกษาดูในต่างประเทศ ไม่พบเลยว่าประเทศไหนใช้ระบบนี้ ศึกษาดูในต่างประเทศพบว่าการยุบพรรคการเมืองนั้น ถือเป็นเรื่องใหญ่มากและจะเกิดขึ้นโดยปกติก็เมื่อพรรคการเมืองนั้นมีอุดมคติ อุดมการณ์ หรือนโยบายที่เป็นอันตรายต่อประเทศชาตินะครับ กระผมยกตัวอย่างคือประเทศเยอรมนี ได้มีการยุบพรรคคอมมิวนิสต์เนื่องจากไม่ตรงต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตยที่พึงประสงค์ ในประเทศดังกล่าว แต่กระผมอยากจะเรียนก็คือว่าหลังจากที่มีการยุบพรรคการเมืองไปแล้วนั้น เป็นการยุบพรรคการเมืองที่เบ็ดเสร็จเด็ดขาด ไม่มีพรรคการเมืองที่มีลักษณะเดียวกันเกิดขึ้นอีก กระผมเรียนว่าที่ผมเป็นห่วงในเรื่องนี้เพราะการยุบพรรคการเมืองมาจากการทุจริตการเลือกตั้ง ของผู้บริหารพรรคการเมืองเพียงคนเดียวนั้น นอกจากส่งผลกระทบให้กับกรรมการบริหาร พรรคการเมืองซึ่งก็มีคนชื่นชมชื่นชอบอยู่จำนวนไม่น้อย แต่สำคัญไปกว่านั้นคือว่าส่งผลกระทบ ไปถึงสมาชิกพรรคการเมืองที่มีจำนวนเป็นหลายสิบล้านคน และสุดท้ายกระผมก็ต้องถามว่า การยุบพรรคการเมืองนั้น สุดท้ายแล้วเบ็ดเสร็จเด็ดขาดสามารถยุบพรรคการเมืองนั้นได้จริงหรือไม่ กระผมต้องเรียนเลยครับ แล้วก็ไม่ได้เรียนเพื่อทำให้เสียหาย ถ้าสามารถยุบพรรคการเมือง และอุดมการณ์ทางการเมืองได้จริง วันนี้ไม่มีพรรคเพื่อไทยครับ พรรคเพื่อไทยวันนี้ต้องเรียนว่า ถอดพันธุกรรมทางความคิดและนโยบายมาจากพรรคไทยรักไทย พรรคพลังประชาชน ที่เรียนไปไม่ได้เพื่อให้พรรคเพื่อไทยเสียหายแต่อย่างใดครับ แต่อยากจะบอกว่าการกระทำ ยุบพรรคการเมืองในลักษณะที่ทำกันมามีแต่จะฝังรอยร้าวในจิตใจให้กับสมาชิกพรรคการเมืองอีก เป็นล้านคน กระผมเชื่อว่าจากการยุบพรรคการเมืองหลายครั้งที่ผ่านมาเป็นต้นตอที่ทำให้มี คนคลางแคลงใจอยู่ตลอดเวลาว่าศาลรัฐธรรมนูญนั้นชอบธรรมหรือไม่ กระผมเรียนว่าสิ่งที่ กระผมเป็นห่วงคือร่างที่ยื่นแก้ไขมานี้กระผมก็นึกว่าจะไปยื่นแก้ไขในอนาคต แต่กลับกลายเป็นว่า ยื่นแก้ไขเสมือนว่าจะเป็นการนิรโทษกรรมทางการเมืองให้กับบุคคลที่เคยโดนกระทำ ตามมาตรา ๒๓๗ ซึ่งกระผมคิดว่าถ้าเป็นเช่นนั้นก็จะไม่เป็นผลดี เนื่องจากจะมีประชาชนจำนวนมากที่บอกว่า ศาลตัดสินไปแล้วศาลต้องมีความชอบธรรม แต่กระผมก็เห็นว่าสำหรับอนาคตมาตรานี้พึงจะ มีการแก้ไข ผมก็คิดว่าการแก้ไขนั้นถ้าหากว่ากรรมการบริหารพรรคเป็นผู้กระทำผิดก็ควรจะ ให้โทษกรรมการบริหารพรรคเท่านั้น และไม่ควรนำไปสู่การยุบพรรคที่ตามมา เพราะจะทำให้ สมาชิกพรรครู้สึกถึงความคลางแคลงใจว่าการตัดสินใจนั้นทำไมพวกเขาต้องเกี่ยวข้องด้วย กระผมเรียนว่าถ้าเราคิดว่ากรรมการบริหารพรรคน่าจะมีมาตรฐานทางความคิด จริยธรรม สูงกว่าบุคคลปกติ ก็พึงประสงค์ที่จะให้โทษกับผู้บริหารพรรครุนแรง อย่างเช่น ถ้ากรรมการบริหารพรรคทุจริตคดโกงเลือกตั้ง ทำไมเราไม่ประหารสิทธิทางการเมืองของเขาไป เช่นให้ใบแดง ๒๐ ปี ถ้าเป็นเช่นนี้กระผมคิดว่าผลกระทบต่อพรรคการเมืองซึ่งเป็นสถาบัน สำคัญและสถาบันหลักในระบอบประชาธิปไตยก็จะมีผลกระทบในด้านลบน้อยลง ผมเรียน กับท่านประธานตั้งแต่ต้นว่ากระผมเองก็ไม่ได้เห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญในครั้งนี้ เพราะทั้งหมดที่มีการแก้ไขนั้น ผมยังมองไม่เห็นว่าประชาชนได้อะไร ล้วนแล้วแต่ เป็นการแก้ไขเรื่องของพรรคการเมือง เรื่องของสมาชิกวุฒิสภา แต่ก็ยังไม่ได้ตอบโจทย์ว่า ประชาชนได้สิทธิหรือได้อะไรเพิ่มขึ้น แต่หากจะมีการแก้ไขแล้วกระผมก็หวังว่าคำอภิปราย และความคิดของผมนั้นจะเป็นประโยชน์ในการที่จะไปแก้ไขร่างทั้งหลายเหล่านี้ต่อไป ก็ขอเรียนยืนยันครับว่าอย่างไรเสียก็ยังไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านพิชิต ชื่นบาน ๑๐ นาทีครับ

นายพิชิต ชื่นบาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ 🔗

ผม พิชิต ชื่นบาน ส.ส. บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา กระผมขอสนับสนุนร่างแก้ไข รัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะมาตรา ๖๘ มาตรา ๖๘ นี่นะครับ ถ้าท่านดูเปรียบเทียบระหว่าง ร่างเดิมกับร่างใหม่ เหตุที่ผมสนับสนุนก็เพราะว่าเป็นการเรียกคืนสิทธิในกระบวนการ ยุติธรรมกลับคืนมา รัฐธรรมนูญฉบับนี้มีข้อดีนะครับถ้าท่านเปิดตาม ท่านประธานครับ เปิดในส่วนที่ ๔ สิทธิในกระบวนการยุติธรรม มาตรา ๔๐ มาตรา ๔๐ (๑) สิทธิเข้าถึง กระบวนการยุติธรรมได้โดยง่าย สะดวก รวดเร็ว และทั่วถึง ต่อมาใน (๔) ผู้เสียหาย ผู้ต้องหา โจทก์ จำเลย คู่กรณีผู้มีส่วนได้เสีย หรือพยานในคดีมีสิทธิได้รับการปฏิบัติที่เหมาะสมในการ ดำเนินการตามกระบวนการอย่างเป็นธรรม (๗) ในคดีอาญา ผู้ต้องหาหรือจำเลยมีสิทธิได้รับ การสอบสวนหรือการพิจารณาคดีที่ถูกต้อง รวดเร็ว และเป็นธรรม ประเด็นของผมมีอย่างนี้ ท่านประธานครับ มาตรา ๖๘ ถ้าเราดูองค์ประกอบในแต่ละองค์ประกอบ ท่านจะเห็น ตัวละคร ๒ ตัวละคร ๒ ฝ่าย ฝ่ายหนึ่งคือผู้ทราบการกระทำความผิด ผู้ทราบการกระทำ ความผิดก็คือประชาชนฝั่งหนึ่งที่ทราบการกระทำความผิด แต่ขณะเดียวกันก็มีบุคคล หรือพรรคการเมืองอีกฝั่งหนึ่งในฐานะผู้ถูกกว่าหา ท่านลองมาดูมาตรา ๖๘ นะครับ บุคคลใด จะใช้สิทธิและเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญเพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมี พระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญนี้ หรือเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครอง ประเทศโดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญนี้มิได้ ประเด็นของ องค์ประกอบความผิดตามมาตรา ๖๘ นี่นะครับ ท่านประธานครับ คล้ายคลึงกับองค์ประกอบ ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๑๓ มาดูต่อนะครับ โทษมาตรา ๖๘ มีถึงการถูก เพิกถอนสิทธิทางการเมือง ทางอาญาถ้าฟังได้ ข้อหาคล้าย ๆ กบฏครับ ต้องถูกดำเนิน คดีอาญา ผมถึงดีใจอย่างยิ่งว่าเมื่อมีการแก้ให้สิทธิในกระบวนการยุติธรรมกลับคืนมา ใครถูกกล่าวหาควรจะได้รับการอำนวยความยุติธรรมในฐานะผู้ถูกกล่าวหา สมเจตนารมณ์ที่ มาตรา ๔๐ (๑) (๔) (๗) นั่นก็คือได้รับการสอบสวน คงไม่มีใครหรอกครับที่ถูกกล่าวหา ร้ายแรงถึงขั้นล้มล้างการปกครอง หรือให้ได้มาซึ่งการปกครองอันจะนำไปสู่การถูกดำเนินคดีอาญาในข้อหากบฏ บอกว่าผมขอ สละสิทธิไม่ต้องให้อัยการ ไม่ต้องให้พนักงานสอบสวนมาสอบสวนผม ผมคิดว่าไม่น่าจะ เป็นไปได้ครับ เพราะฉะนั้นในประเด็นของผมที่จะขอกราบเรียนท่านประธานรัฐสภาก็คือว่า มาตรา ๖๘ ที่ขอแก้ไขใหม่ การที่ระบุให้อัยการต้องตรวจสอบข้อเท็จจริงถือเป็น การดำเนินการตามกระบวนการ ตามขั้นตอน เริ่มต้นก็ไม่ได้ตัดสิทธิที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย เพราะฉะนั้นประเด็นเรื่องนี้เราต้องมองเหรียญถึง ๒ ด้าน ตามมาตรา ๖๘ ถ้าดูจากตัวละคร ที่ผมกล่าวมา ฝั่งผู้กล่าวหา ฝั่งผู้ถูกกล่าวหา เพราะฉะนั้นแล้วถ้าเราไปมองว่าเป็นการตัดสิทธิ ประชาชน เป็นการไม่คุ้มครองสิทธิของประชาชนที่จะยื่นฟ้องต่อศาลรัฐธรรมนูญโดยตรง มันยังมีมาตรา ๒๑๒ สิทธิเสรีภาพของประชาชนก็ไม่ได้เสียไปเพราะมีมาตรา ๒๑๒ อยู่ และในเวลานี้ก็มีบุคคลจำนวนมากที่ยื่นฟ้องตรงต่อศาลรัฐธรรมนูญ แต่เราต้องเห็นใจ ผู้ถูกกล่าวหาบ้าง ผู้ถูกกล่าวหาหรือพรรคการเมืองที่ถูกกล่าวหา ถ้าใครถูกกล่าวหาว่าอยู่ดี ๆ มาถูกกล่าวหาว่าล้มล้างการปกครอง แล้วบอกว่ากระบวนการขั้นตอนตามกฎหมายมีอยู่ว่า เขาควรจะได้รับการสอบสวน เจตนารมณ์ของมาตรา ๖๘ กับมาตรา ๔๐ คงไม่ขัดแย้งกัน การอำนวยความยุติธรรมไม่ควรจะขัดแย้งกัน เพราะถ้าเป็นอย่างนั้นแล้วคงไม่มีมาตรา ๓ วรรคสอง การดำเนินคดีหนึ่ง ๆ การคุ้มครองสิทธิต้องคุ้มครองสิทธิทั้งฝ่ายผู้ถูกกล่าวหา และฝ่ายผู้กล่าวหา มันจึงจะเป็นไปตามหลักนิติธรรมและหลักนิติรัฐ กระผมจึงขอ กล่าวสรุปว่าความสวยงามของมาตรา ๖๘ ก็คือเป็นการคุ้มครองสิทธิของบุคคล ในกระบวนการยุติธรรม ถ้าหากถูกกล่าวหาในเรื่องใดเรื่องหนึ่งก็ควรจะได้รับการดูแล อำนวยความยุติธรรมอย่างทั่วถึงสมกับที่รัฐธรรมนูญ มาตรา ๔๐ (๑) เขียนไว้ว่า สิทธิเข้าถึง กระบวนการยุติธรรมได้โดยง่าย สะดวก รวดเร็ว และทั่วถึง ถ้าเราบอกว่าคนที่ถูกกล่าวหา คล้าย ๆ กบฏตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๑๓ แล้วก็ถูกเสนอคดีโดยตรงต่อศาล แล้วก็ตัดขั้นตอนการสอบสวนออก ผมก็ว่ามันก็ถือว่าการอำนวยความยุติธรรมยังไม่ทั่วถึง ผมเคารพความเห็นของผู้อภิปรายหลายฝ่ายที่ผ่านมามีการติติงองค์กรต่าง ๆ แต่ถ้าเราคิดถึง องค์กร คิดถึงหลักดิว โพรเซส (Due Process) คิดถึงหลักการคานอำนาจซึ่งกันและกัน และสุดท้ายแล้วศาลพิพากษาอย่างไรก็เป็นอย่างนั้น ผมเห็นว่าการอำนวยความยุติธรรม เป็นเรื่องสำคัญ

ประเด็นที่ ๒ ของผมก็คือว่ามีหลายฝ่ายบอกว่าคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ที่ผ่านมาผูกพันองค์กรแล้ว ผมก็พยายามไปค้นหาว่าผูกพันองค์กร ผมมาสนับสนุนในการแก้ ได้อย่างไร ผมก็ไปพบหนังสือของกลุ่มผู้เชี่ยวชาญด้านคดีและวิชาการสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ ได้จัดให้มีการบรรยายพิเศษวิเคราะห์ผลกระทบตามแนวคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ เล่มที่ผมถืออยู่ในมือนี้ครับ ในหน้าที่ ๑๔๓ ท่านประธานรองศาสตราจารย์ดอกเตอร์กมลชัย รัตนสกาวงศ์ ได้กล่าวไว้ในหน้าที่ ๑๔๓ ท่านได้กล่าวถึงหลักการทฤษฎีในเรื่องโอเวอร์รูล (Overrule) สะกดว่า โอ (O) วี (V) อี (E) อาร์ (R) อาร์ (R) ยู (U) แอล (L) อี (E) โอเวอร์รูล นี่ก็คือหมายความว่าเอาละถ้าจะบอกว่าผูกพันคำวินิจฉัยนั้นท่านกล่าวว่าเป็นเสมือนหนึ่ง คล้ายกฎหมายที่ต้องปฏิบัติตาม ตราบใดที่ยัง ตรงนี้ผมเน้นครับ ตราบใดที่ยังไม่มีกฎหมาย หรือคำวินิจฉัยอื่นมาโอเวอร์รูลหรือมาทับ เพราะฉะนั้นการดำเนินการของรัฐสภาในขณะนี้ ก็คือการที่จะมาแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา ๖๘ เพื่อคุ้มครองสิทธิในกระบวนการยุติธรรม ผมถือว่าหลักโอเวอร์รูลเป็นหลักที่สามารถดำเนินการได้ เพราะรัฐสภาแห่งนี้เป็นที่สถาปนากฎหมาย ก่อนที่จะจบผมขออนุญาตด้วยความเคารพ ผมได้เคยอ่านหนังสือของท่านอาจารย์หยุด แสงอุทัย ท่านได้ให้ความเห็นไว้ที่น่ารับฟังก็คือว่า ศาลของประเทศที่ใช้ระบบกฎหมายลายลักษณ์อักษร หรือระบบประมวลกฎหมายได้นับถือบทกฎหมายที่ออกโดยรัฐสภาอย่างมากที่สุดและถือว่า บทกฎหมายที่ออกโดยรัฐสภาเป็นที่มาแห่งกฎหมายที่สำคัญที่สุด เมื่อกรณีนี้มีการข้อแก้ไข รัฐธรรมนูญ มาตรา ๖๘ เรียกคืนสิทธิในกระบวนการยุติธรรม เรียกหลักนิติธรรม เรียกหลัก อำนวยความยุติธรรม อย่างไม่เลือกปฏิบัติ ทั้งฝ่ายผู้ร้องก็คือผู้ทราบในคดีนี้ก็ว่าไป แต่ฝ่ายบุคคลและพรรคการเมืองที่ถูกกล่าวหาก็ยังได้รับความคุ้มครองตามมาตรา ๔๐ เรื่องอย่างนี้ถือเป็นเรื่องสวยงามและเป็นเรื่องอำนวยความยุติธรรม ผมจึงขอสนับสนุน ร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่..) พุทธศักราช .... ในประเด็นมาตรา ๖๘ ส่วนร่างอื่น ๆ ผมก็เห็นว่าการยึดโยงอำนาจของประชาชนก็ดี การให้ ฝ่ายบริหารคล่องตัวในการทำงานก็ดีผมก็เห็นว่าเป็นเรื่องดีงามที่จะทำให้ประเทศ เจริญก้าวหน้า ผมเลยขอสรุปในเวลานี้ว่าขอสนับสนุนร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้ง ๓ ฉบับครับ ขอบพระคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่าน พลเอก สมเจตน์ บุญถนอม ๘ นาทีนะครับ

พลเอก สมเจตน์ บุญถนอม สมาชิกวุฒิสภา ภาครัฐ 🔗

ขอบคุณครับ ท่านประธาน กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม พลเอก สมเจตน์ บุญถนอม สมาชิกวุฒิสภาสรรหาภาคอื่น ขออภิปรายแสดงความเห็นเกี่ยวกับเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ฉบับเพิ่มเติม ๓ ฉบับ ดังต่อไปนี้ ท่านประธานครับ ผมได้เคยแสดงความคิดเห็น ต่อสาธารณชนไว้ในหลายโอกาสว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้นสามารถกระทำได้ เพราะว่า รัฐธรรมนูญทุกฉบับมีกระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญไว้อย่างชัดเจน เพราะว่าในการแก้ไข แต่ละมาตรานั้นจะต้องเป็นการแก้ไขข้อบกพร่องให้เหมาะกับยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลงไป แต่ในการแก้ไขนั้นสิ่งที่สำคัญที่สุดจะต้องชี้แจงให้ประชาชนได้ทราบถึงความจำเป็นในการ แก้ไข และจะต้องชี้แจงแสดงเหตุผลว่าในการแก้ไขนั้นในที่สุดแล้วประเทศชาติ ประชาชนได้ ประโยชน์อย่างไร หากเป็นการแก้ไขเพื่อผลประโยชน์ของพวกพ้องของกลุ่มของตนแล้ว ถึงแม้ว่าจะมีอำนาจในการแก้ไข แต่อยากจะขอเรียนว่ารัฐธรรมนูญที่แก้ไขฉบับนั้นไม่มี ความคงทนมั่นคงตลอดไป ท่านประธานรัฐสภาครับ ผมขอสรุปเรียนชี้แจงถึงผลของ การแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้ง ๓ ฉบับดังต่อไปนี้ รัฐธรรมนูญ มาตรา ๖๘ เป็นบทบัญญัติเกี่ยวกับ สิทธิเสรีภาพในการพิทักษ์รัฐธรรมนูญของประชาชน ได้มีการแก้ไขเพื่อจำกัดสิทธิพิทักษ์ รัฐธรรมนูญของประชาชนโดยจะต้องให้เสนอผ่านอัยการสูงสุดเพียงผู้เดียวเท่านั้น มาตรา ๒๓๗ เป็นบทบัญญัติเพื่อลงโทษพรรคการเมืองและผู้บริหารพรรคการเมืองที่มี กรรมการบริหารพรรคการเมืองไปทำความผิดเพื่อให้มาซึ่งอำนาจโดยมิได้บัญญัติ ในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ได้มีการแก้ไขเพื่อมิให้พรรคการเมืองจะต้องถูกยุบ มีการแก้ไข มิให้ผู้บริหารพรรคการเมืองซึ่งมิได้เป็นผู้กระทำความผิดไม่ต้องถูกเว้นสิทธิทางการเมือง ในมาตรา ๑๑๑ เป็นบทบัญญัติกำหนดให้วุฒิสภามีที่มาจาก ๒ ประเภท ประเภทสมาชิกวุฒิสภา จากการเลือกตั้งและสมาชิกวุฒิสภาจากการสรรหา ได้มีการแก้ไขเพื่อตัดสมาชิกวุฒิสภา จากการสรรหาออกไปเหลือเพียงสมาชิกวุฒิสภาจากการเลือกตั้งเพียงประเภทเดียว จำนวน ๒๐๐ คน เป็นการแก้ไขเพื่อตัดการถ่วงดุลอำนาจของสมาชิกวุฒิสภาสรรหา และเป็นการเอื้อประโยชน์ให้กับสมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการเลือกตั้งที่จะไม่ต้องเว้นวรรค ทางการเมือง สามารถที่จะลงเลือกตั้งได้ไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุด สิ่งที่แก้ไขและเอื้อประโยชน์ อย่างร้ายแรงที่สุดก็คือ สมาชิกวุฒิสภาจากการเลือกตั้งสามารถจะลงสมัครเป็นสมาชิกวุฒิสภาจากการเลือกตั้ง ได้ต่อไป โดยที่ยังคงสมาชิกภาพของสมาชิกวุฒิสภาอยู่ มาตรา ๑๙๐ เป็นบทบัญญัติในการ ลงนามในสัญญา หรือข้อตกลงของฝ่ายบริหารกับต่างประเทศ ซึ่งกำหนดว่าจะต้องได้รับ การตรวจสอบจากรัฐสภาเสียก่อน ได้มีการแก้ไขเพื่อตัดอำนาจการตรวจสอบของรัฐสภา ในเรื่องเกี่ยวกับเศรษฐกิจหรือสังคม โดยอ้างว่าเป็นปัญหาต่อการบริหารและทำให้เกิด ความล่าช้า ทั้ง ๆ ที่รัฐบาลนั้นก็มีเสียงข้างมากในสภา เป็นการแก้ไขเพื่อตัดอำนาจ การตรวจสอบของประชาชนที่ผ่านทางรัฐสภา โดยสรุปแล้วอยากจะขอเรียนว่า ผลจาก การแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้ง ๓ ฉบับนั้น สรุปเป็นประการที่ ๑ เป็นการกำจัดสิทธิและเสรีภาพ ของประชาชนในการพิทักษ์รัฐธรรมนูญ และตรวจสอบกระบวนการบริหารของฝ่ายบริหาร เป็นการแก้ไขปัญหาให้แก่นักการเมืองไม่ให้ต้องถูกยุบพรรค แก้ไขให้ผู้บริหารพรรคที่ไม่ต้อง ถูกตัดสิทธิทางการเมือง โดยเฉพาะผู้บริหารพรรคที่มิได้เป็นผู้กระทำความผิด ประการที่สำคัญที่สุดเป็นการเอื้อประโยชน์ให้สมาชิกวุฒิสภาจากการเลือกตั้งเกิดการเสพติด ทางอำนาจ จะเห็นได้ว่าโดยสรุปแล้วผมยังไม่มีเหตุผลตรงไหนที่จะเห็นได้ว่าการแก้ไขนั้น จะทำให้ประเทศชาติและประชาชนได้ประโยชน์อย่างไร ด้วยเหตุนี้ผมจึงขอคัดค้านการแก้ไข รัฐธรรมนูญทั้ง ๓ ฉบับ เนื่องจากผมมีเวลาจำกัดจึงขอเสนอเหตุผลของการคัดค้าน รัฐธรรมนูญ มาตรา ๖๘ เพียงมาตราเดียว ท่านประธานครับ ผมเป็นผู้หนึ่งที่เป็นผู้ร้อง เป็นผู้ที่ใช้สิทธิของประชาชนในการพิทักษ์รัฐธรรมนูญตามมาตรา ๖๘ เพื่อขอให้ ศาลรัฐธรรมนูญนั้นได้มีการวินิจฉัยและสั่งการให้ยกเลิกการกระทำในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๙๑ เพื่อมีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ผมมีความเห็นว่าการกระทำเช่นนั้น เป็นการล้มล้างรัฐธรรมนูญ พุทธศักราช ๒๕๕๐ และก่อนที่ผมจะได้ยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญ นั้นเป็นระยะเวลาไม่น้อยกว่า ๙๐ วัน ได้มีภาคประชาชนไปยื่นต่ออัยการสูงสุด แต่กระบวนการตรวจสอบข้อเท็จจริงของอัยการสูงสุดนั้นไม่คืบหน้าไปเลย ทั้ง ๆ ที่เรื่อง ในการตรวจสอบนั้นเป็นเรื่องสำคัญยิ่งใหญ่ของประเทศชาติ ฉะนั้นในการแก้ไขที่จะยกอำนาจ ของประชาชนนั้นไปให้กับอัยการสูงสุด โดยให้กระทำผ่าน อสส. เท่านั้น ผมเห็นว่าท่านกำลัง เอาความสำคัญของประเทศชาติไปไว้อยู่ในกำมือของบุคคลคนเดียว ท่านชอบอ้างเสมอว่า ทุกอย่างต้องเป็นประชาธิปไตย ทุกอย่างต้องเป็นประชาชน ท่านรังเกียจเผด็จการ แต่ขณะนี้ ท่านกำลังจำกัดสิทธิของประชาชน เอาอำนาจของประชาชนไปอยู่ในกำมือของอัยการสูงสุด เพียงผู้เดียว การกระทำเช่นนี้มันแตกต่างอะไรกับอำนาจเผด็จการที่ท่านรังเกียจ ผมว่า มันเป็นเรื่องที่ตรงกันข้ามกับข้ออ้างประชาธิปไตยของพวกท่านอย่างสิ้นเชิง ท่านคิดดูสิครับว่า ถ้าให้อำนาจไปอยู่กับอัยการสูงสุด ขณะนี้รัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๕๐ ถูกล้มล้างไปแล้ว อย่างสิ้นเชิง สุดท้ายเนื่องจากมีเวลาจำกัดผมขอเรียนว่าศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำวินิจฉัยเอาไว้ว่า ประชาชนมีสิทธิในการพิทักษ์รัฐธรรมนูญโดยยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญ และคำวินิจฉัยของ ศาลรัฐธรรมนูญนั้นเป็นสิทธิเสรีภาพในการพิทักษ์รัฐธรรมนูญที่รัฐธรรมนูญให้การรับรอง ซึ่งจะต้องมีผลผูกพันและคุ้มครองกับผู้ที่ร้อง ผูกพันต่อรัฐสภาตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๗ เพราะฉะนั้นในการยื่นแก้ไขนั้นผมขอเรียนว่า ผู้ยื่นญัตติแก้ไขนั้นกำลังยื่นญัตติในสิ่งที่ขัด ต่อรัฐธรรมนูญ ขอบคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ ๒๐ นาทีนะครับ

นายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นครราชสีมา 🔗

ท่านประธานที่เคารพ กระผม บุญจง วงศ์ไตรรัตน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครราชสีมา พรรคภูมิใจไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา กระผมต้องขออนุญาตท่านประธานที่จะใช้เวลา ของสภาเพื่อแสดงความคิดความเห็นเกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญในวันนี้ ท่านประธานครับ กฎหมายรัฐธรรมนูญนั้นเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศที่เมื่อใช้ไประยะหนึ่งหากเห็นว่า มีประเด็นใดเป็นข้อบกพร่องหรือมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะแก้ไขเพื่อประโยชน์ของประเทศ หรือประโยชน์ของพี่น้องประชาชนก็ย่อมที่จะแก้ไขได้ วันนี้การเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้น เราจะเห็นได้ว่ามีการเสนอมา ๓ ร่าง แต่ละร่างนั้นเป็นการร่วมกันเสนอระหว่าง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา ที่สำคัญที่แลเห็นชัดเจนว่าการเสนอ ๓ ประเด็นหรือ ๓ ร่างนี้จะเป็นการเสนอแบบต่างตอบแทนซึ่งกันและกัน ผมเห็นอย่างนั้น ส.ส. เป็นผู้เสนอก็ไปเสนอเรื่องที่มาของสมาชิกวุฒิสภา ส่วนสมาชิกวุฒิสภาเป็นผู้เสนอ ก็ไปเสนอเรื่องประโยชน์ของ ส.ส. ทำได้ไหมครับ ได้ครับ ๒๙๑ ท่านใช้สิทธิ ส.ส. ส.ว. ร่วมลงชื่อกันเกิน ๑ ใน ๕ ท่านก็ยื่นไป แต่วันนี้กระผมในนามของพรรคภูมิใจไทย จะขออนุญาตแสดงความคิดเห็น ๓ ประเด็นเกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญดังกล่าวนี้ ท่านประธานครับ ผมเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอยู่ต่างจังหวัดอยู่จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งวันนี้พี่น้องในพื้นที่ผมก็ถามตลอด แต่ละวันก็จะเห็นแต่เรื่องข่าวการแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่ยังไม่เห็นการแก้ไขราคามันสำปะหลังตกต่ำเสียที ในพื้นที่จะเห็นมีป้ายขึ้นเต็มไปหมด วันนี้มาพูดให้ฟังครับเพื่อจะรู้ว่าประชาชนอยากจะเห็นผู้บริหารบ้านเมืองนอกจากแก้ รัฐธรรมนูญแล้วแก้เรื่องสินค้าราคาเกษตรให้เขาด้วย ท่านประธานครับ ผมมีประเด็นแรก ที่จะแสดงความเห็นในการแก้รัฐธรรมนูญ นั่นคือประเด็นที่มาของวุฒิสมาชิก วันนี้การเสนอ แก้ให้มีการเลือกตั้งโดยตรงทั้งหมดจำนวน ๒๐๐ คน ท่านประธานครับ ผู้เสนอแก้ที่มาของ สมาชิกวุฒิสภาได้บอกว่าเพื่อเป็นการส่งเสริมระบอบประชาธิปไตย เพื่อให้พี่น้องประชาชน ได้มีส่วนร่วมทางการเมืองโดยตรง ควรอย่างยิ่งที่จะให้สมาชิกวุฒิสภาหรือ ส.ว. มาจาก การเลือกตั้งของประชาชนโดยตรง ฟังดูแล้วน่าจะสนับสนุน ท่านประธานครับ เป็นที่เข้าใจ ตรงกันว่ารัฐสภาของไทยนั้นเราจะมีสภาอยู่ ๒ สภา คือสภาที่มาจากตัวแทนประชาชน โดยตรงก็คือ ส.ส. หรือสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร วันนี้มี ๒ ระบบครับ ระบบหนึ่งเรียกว่า ระบบสัดส่วนหรือบัญชีรายชื่อ อีกระบบหนึ่งเรียบว่าระบบเขตเลือกตั้งที่เรานั่งทำงานกันอยู่ในขณะนี้ ส่วนวันนี้ ส.ว. ก็มี ๒ ระบบ ระบบหนึ่งมาจากการเลือกตั้งของประชาชนโดยตรงจังหวัดละ ๑ คน อีกระบบหนึ่งคือระบบสรรหาผู้ที่มีวุฒิภาวะด้านความรู้ ด้านการศึกษา ด้านใด ก็กำหนดกันไป วันนี้ก็นั่งทำงานอยู่ในสภาแห่งนี้ ท่านประธานครับ ถามว่าเมื่อแก้รัฐธรรมนูญ ให้ ส.ว. มาจากประชาชนโดยตรงจะเป็นอย่างไรล่ะ ประเทศไทยของเราเคยใช้ไหม เราใช้มาแล้ว เมื่อประมาณปี ๒๕๔๘-๒๕๔๙ เราก็เคยมีสมาชิกวุฒิสภาหรือ ส.ว. มาจากการแต่งตั้ง ท่านประธานครับ เราก็รู้สถานการณ์วันนั้นถูกกล่าวหาว่า ส.ว. นั้นขาดความเป็นกลาง เป็นสภาที่มีใบสั่งโดยตรงลงมาให้ทำอย่างไรก็ได้ ถูกกล่าวหาว่ารับเงินเดือนจากพรรคการเมือง จากนักการเมือง นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นในอดีต วันนี้ใครเป็นนักการเมืองในสภาหลาย ๆ ปีก็รู้ว่าเรื่องนี้มีการกล่าวขานกัน แล้ว ส.ว. เขาก็ ไม่ปฏิเสธครับว่าเขารับเงินเดือนจริง เมื่อเหตุการณ์เป็นอย่างนี้สุดท้ายนำไปสู่การยึดอำนาจ แล้วก็มีการทำกฎหมายขึ้นใหม่ แล้วก็ให้ ส.ว. ซึ่งเป็นสภาสูงนี่มา ๒ แนวทาง เลือกตั้งจังหวัดละ ๑ คน แต่งตั้งตามอัตราส่วนที่ปรากฏนั่งอยู่ในสภาขณะนี้ ท่านประธานครับ ถามว่า ส.ว. อำนาจหน้าที่เป็นอย่างไร พวกเราก็รู้ว่า ส.ว. นั้นมีอำนาจหน้าที่ที่ถือได้ว่าแต่งตั้งองค์กร อิสระ ถอดถอนองค์กรอิสระ ฉะนั้นบทบาทของ ส.ว. นอกจากเป็นสภาสูงแล้ว ก็ต้องเป็น สภาแห่งความเป็นกลางในการกลั่นกรองกติกากฎหมายบ้านเมือง ฉะนั้นถ้า ส.ว. ไม่เป็นกลางทางการเมืองอะไรจะเกิดขึ้นในประเทศ เราก็เห็นอยู่แล้วครับ ในปี ๒๕๔๘-๒๕๔๙ ถูกกล่าวหาเสียหาย วันนี้ถามว่าอะไรเกิดขึ้นครับ มี ส.ว. เลือกตั้ง ส.ว. แต่งตั้ง แน่นอนที่สุดครับ นักการเมืองทั่วไปก็รู้ว่า ส.ว. ที่เขามาจากการแต่งตั้งเขาก็มีแนวคิดของเขา หลายครั้งก็มี แนวคิดตรงกันข้ามกับรัฐบาล พอตรงกันข้ามกับรัฐบาลจะไปกล่าวหาว่า ส.ว. เหล่านี้ มีความคิดต่างไม่ได้ เพราะระบอบประชาธิปไตยนั้นความคิดย่อมไม่เหมือนกัน ถ้าเขาคิดต่าง ควรฟังสิว่าเขามีเหตุผลอะไรบ้างที่เขาคิดต่าง แล้วนำสิ่งของคิดต่างมาใช้ มาปรับปรุง การบริหารประเทศของรัฐบาล เราจะเห็นเรื่องหนึ่งครับในการแก้ที่มาของ ส.ว. ส.ว. ได้ใช้ สิทธิหลายเรื่องในการทักท้วง ในการทำงานของรัฐบาล สุดท้ายผมเชื่อว่า ส.ว. กลุ่มต่าง ๆ เหล่านี้คงจะไม่เข้าตารัฐบาล วันนี้พอแก้ที่มามาจากการเลือกตั้งของประชาชนโดยบอกว่า เพื่อให้ประชาชนมีสิทธิเลือกตั้งโดยตรง เพื่อให้ประชาชนมีส่วนร่วมทางการเมืองเหตุผล ฟังดีมาก เมื่อการประชุมพิจารณาร่าง พ.ร.บ. กู้เงินคราวที่แล้วผมก็เสนอครั้งหนึ่งว่ากู้เงินเยอะ ให้ประชาชนมีส่วนร่วมทางการเมืองโดยตรงเถอะ สุดท้ายท่านก็ไม่เอาด้วย ท่านประธานครับ ผมไม่เห็นด้วยกับการมี ส.ว. หรือสภาสูงเลือกตั้ง ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์คือ ๒๐๐ คน เพราะจะต้องมีรูปแบบที่แตกต่างกัน การเลือกตั้งเราก็รู้ครับ ส.ว. คนไหนลงสมัครเลือกตั้ง ในแต่ละจังหวัดท่านจะได้เป็น ส.ว. ต้องอิงนักการเมืองทั้งนั้นละครับ อิงพรรคการเมือง น้อยคนมากที่เป็น ส.ว. โดยไม่ได้สนใจพรรคการเมือง ใช้ความรู้ความสามารถของตัวเอง ผมเชื่อครับบางพื้นที่ แต่พื้นที่ต่างจังหวัดผมมั่นใจว่าท่านต้องอิงกับพรรคการเมือง นักการเมืองในพื้นที่ทั้งนั้น ฉะนั้นวันนี้ถ้ามาจากการเลือกตั้งของประชาชนโดยตรง สุดท้าย เมื่อท่านอยู่ในระบบอุปถัมภ์กับนักการเมืองกับพรรคการเมือง แล้วท่านจะเป็นกลาง ทางการเมืองได้อย่างไรล่ะครับ อำนาจหน้าที่ของ ส.ว. นั้นแต่งตั้งองค์กรอิสระ ถอดถอน องค์กรอิสระ วันนี้ถ้ามันเป็นสภาที่ถูกการเมืองครอบงำและจะมีไว้ทำไมล่ะครับ ส.ว. ฉะนั้น ผมจึงไม่เห็นด้วยการดำรงคงอยู่ของ ส.ว. วันนี้ ผมเห็นว่าเหมาะสมแล้ว ท่านก็มาจาก การเลือกตั้งส่วนหนึ่ง อีกส่วนหนึ่งก็สรรหาไป กำหนดวิธีการความรู้ความสามารถ เพราะวันนี้ท่านเป็นสภาสูง สภาสูงต้องเป็นสภาที่ถือได้ว่ามีบทบาทสำคัญมากในการที่จะเป็น สภากลั่นกรองหลายสิ่งหลายอย่างที่เกิดขึ้นในสภาแห่งนี้ ฉะนั้นผมไม่เห็นด้วยกับที่มา ของ ส.ว. ที่จะให้มีการเลือกตั้งโดยตรงทั้งหมด ๒๐๐ คนครับ

ประการที่ ๒ ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ประเด็นการการแก้มาตรา ๖๘ ในมาตรา ๖๘ เป็นเรื่องเกี่ยวกับเรื่องของการพิทักษ์รัฐธรรมนูญ ซึ่งเดิมนั้นตามกฎหมายนี้ ที่ปรากฏอยู่ในเอกสารรัฐธรรมนูญก่อนแก้ เป็นการพิทักษ์การปกครองในระบอบ ประชาธิปไตย ซึ่งเนื้อหากฎหมายนั้นก็เป็นที่ถกเถียงกันว่าการใช้สิทธิของประชาชนนั้นควรอย่างยิ่งที่จะ ร้องตรงต่ออัยการสูงสุด หรือจะให้สิทธิกับประชาชนเขาสามารถยื่นโดยตรงต่อ ศาลรัฐธรรมนูญได้ ท่านประธานที่เคารพครับ เมื่อสักครู่มาตราที่แก้ที่มาของ ส.ว. บอกว่า ต้องการให้ประชาชนมีส่วนร่วมทางการเมืองโดยตรง แต่วันนี้เสนอแก้มาตรา ๖๘ ตัดสิทธิ ประชาชนครับ ท่านประธานครับ ที่มาของมาตรา ๖๘ นี้ผมเชื่อเหลือเกินว่าคงเป็นที่มา จากการโต้แย้งในช่วงที่มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญตามมาตรา ๒๙๑ ในเนื้อหาสาระ ของรัฐธรรมนูญฉบับนั้นก็ให้ สสร. เป็นผู้ยกร่างรัฐธรรมนูญทั้งหมด สุดท้ายก็ได้มีบุคคลที่ไป ใช้สิทธิในความเป็นประชาชนคนไทยไปร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ ในขณะนั้นยังไม่มีการตัดสิน ผู้รู้ นักวิชาการ นักกฎหมาย ดอกเตอร์ก็ออกมาเถียงกัน มองกฎหมายคนละมุมบอกว่า ไปยื่นตรงเองไม่ได้จะต้องอัยการสูงสุดอย่างเดียว ฝ่ายกฎหมายอีกด้านหนึ่งก็บอกว่า ต้องประชาชนได้ด้วย ความเห็นแตกต่างกันเป็นเรื่องปกติในระบอบประชาธิปไตยครับ ท่านประธาน แต่สุดท้ายเราปกครองระบอบประชาธิปไตย ถ้าระบบยุติธรรมเราก็มีศาล วันนี้เมื่อมีข้อสงสัยในรัฐธรรมนูญ ความเห็นที่แตกต่างก็ต้องจบที่ศาลรัฐธรรมนูญครับ วันนี้ ประเด็นมาตรา ๖๘ มันมีที่มาที่ไป คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ที่ ๑๘-๒๒/๒๕๕๕ เมื่อวันที่ ๑๓ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๕๕ ที่ได้มีการยื่นของคณะบุคคลหลายคณะ ไม่ว่าจะเป็น พลเอก สมเจตน์ บุญถนอม กับคณะที่ ๑ นายวันธงชัย ชำนาญกิจ ที่ ๒ นายวิรัตน์ กัลยาศิริ อีกหลายท่านเป็นผู้ร้องยื่นศาล ร้องประธานรัฐสภา ร้องคณะรัฐมนตรี พรรคเพื่อไทย พรรคชาติไทยพัฒนา และอีกหลายคน ประเด็นมาตรา ๖๘ ขึ้นไปสู่ศาลรัฐธรรมนูญ ถามว่า ข้อโต้แย้งความคิดความเห็นของนักกฎหมายจบตรงไหน ก็ต้องจบที่ศาลครับ ถ้าศาลตัดสิน แล้วท่านไม่ยอมรับบ้านเมืองก็เดินต่อไม่ได้ อะไรตัดสินเป็นบวกเป็นผลประโยชน์ต่อเรา ก็บอกว่าดี อะไรตัดสินเป็นทางลบก็ไม่ยอมรับคำตัดสินของศาล ฉะนั้นมาตรา ๖๘ ท่านประธานครับ ศาลได้วินิจฉัยออกมาชัดเจนว่าเรื่องของมาตรา ๖๘ นั้นเป็นเรื่อง ของการพิทักษ์รัฐธรรมนูญ ทางเลือกที่ประชาชนจะใช้สิทธิได้นั้นศาลบอกได้ ๒ ทาง ผมจะ ไม่อ่านรายละเอียดครับ เพราะปรากฏอยู่ในคำวินิจฉัย ทางที่ ๑ ยื่นตรงต่ออัยการสูงสุด อัยการสูงสุดมีหน้าที่สอบสวนหาข้อเท็จจริง หรือทางที่ ๒ ตรงต่อศาลวินิจฉัยได้ นี่คือ ข้อวินิจฉัยเมื่อวันที่ ๓ กรกฎาคม ๒๕๕๕ ปัญหาก็เกิดขึ้นว่าเมื่อประชาชนสามารถใช้สิทธิ โดยตรงวันนี้ผู้ยื่นแก้รัฐธรรมนูญก็บอกว่าถ้าประชาชนใช้โดยตรงแล้วต่อไปมันจะวุ่นวาย จะแก้โน่นแก้นี่ไม่ได้ ท่านก็เลยมาแก้มาตรา ๖๘ ผมเชื่อนี่คือเจตนาที่แท้จริงในการแก้ มาตรา ๖๘ หลายคนบอกว่าประชาชนไม่มีสิทธิ ต้องไปที่อัยการสูงสุด ผมบอกจะไปตัดสิทธิ ประชาชนทำไมล่ะครับ วันนี้ประชาชนคนไทย ๖๔ ล้านคนมีสักกี่คนที่เขาจะมีสิทธิไปยื่นตรง ต่อศาลได้ คนที่รู้เรื่องเหล่านี้มีสักกี่คนครับ ยายมียายมา ป้าแม้น เขาทำไร่ทำนาหมดแล้ว เขาไม่ได้สนใจหรอกครับวันนี้สภาผู้แทนราษฎรแก้กฎหมาย แต่วันนี้จะมีคนไทยอยู่กลุ่มหนึ่ง ที่เขาเฝ้ามองการเมือง ผู้บริหารบ้านเมือง หรือเสียงส่วนใหญ่ในประเทศกำลังทำอะไรกันอยู่ ถ้าท่านทำดีต่อประเทศเขาไม่ยื่นหรอกครับ ถ้าท่านทำไปแล้วเขาเห็นว่าอาจจะมีผลกระทบ ต่อบ้านเมืองเขาก็ใช้สิทธิทางศาล ฉะนั้นอย่าไปปิดกั้นเขาเลย อย่าไปลิดรอนสิทธิเสรีภาพ เขาเลย วันนี้ท่านเรียกร้องความเป็นประชาธิปไตย ท่านเรียกร้องการมีส่วนร่วมทางการเมือง ของประชาชน ให้เขาใช้ได้ ๒ ทาง อัยการก็ใช้ไป ประชาชนก็ใช้โดยไป ส่วนที่กลัวว่า คดีจะขึ้นศาลรัฐธรรมนูญเยอะแยะ ท่านไม่ต้องกลัวหรอกครับ ศาลเขามีความสามารถเขาเป็นศาลแล้วก็ทำไป ส่วนยื่นแล้วจะวินิจฉัยไม่รับคำร้องอะไร ก็เป็นเรื่องของศาล ฉะนั้นประเด็นนี้ผมยังเห็นว่าไม่ควรที่จะแก้คงไว้แบบเดิมนั้นถูกต้องแล้ว ถ้าท่านแก้เป็นการลิดรอนสิทธิเสรีภาพของประชาชนครับ

ประการสุดท้ายครับท่านประธาน การขอแก้มาตรา ๑๙๐ มาตรา ๑๙๐ นั้น ฟังดูก็บอกว่าแก้เพื่อความคล่องตัวในการบริหารประเทศของฝ่ายบริหาร มาตรานี้อยู่ใน หมวดของคณะรัฐมนตรีหรือฝ่ายบริหาร เจตนาของกฎหมายที่มีมาตรา ๑๙๐ ก็เพื่อที่จะให้ ฝ่ายบริหารเวลาบริหารประเทศ เวลาท่านจะทำสัญญาอะไร ท่านจะทำเรื่องที่ผูกพัน กับประเทศเรื่องอะไรสำคัญ ๆ แล้วนี่ท่านจะต้องมาถามตัวแทนประชาชนคือ ส.ส. และ ส.ว. ถามว่าประเทศไทยวันนี้มีมาตรา ๑๙๐ แล้วนี่มีอะไรบ้างที่ทำให้สัญญาต่าง ๆ ขอรัฐสภาแล้ว มีปัญหา ไม่มี ผมนั่งสภานี้มานานครับ ท่านเปิดสภาเมื่อไรท่านขอกี่เรื่อง ๆ ผ่านหมด ส.ส. ส.ว. ก็มีโอกาสได้ซักถามในประเด็นที่เขาสงสัย ประชาชนเขาไม่มีโอกาสหรอกครับที่เขาจะถาม วันนี้การมีมาตรา ๑๙๐ กำหนดไว้นั่นก็หมายความว่าฝ่ายบริหารเวลาท่านทำอะไรแล้ว ถ้าท่านเชื่อว่าสิ่งที่ท่านนั้นไม่ทำให้บ้านเมืองเสียหายท่านอย่าไปกลัว ในสภาผู้แทนราษฎร ในวุฒิสภา ในรัฐสภาไม่มีเสือ มีแต่ผู้รู้ผู้อยากจะถามว่าสิ่งที่ท่านทำมันเป็นเรื่องอะไรบ้าง ฉะนั้นผมไม่เห็นด้วยในการที่จะปรับปรุงแก้ไขโดยไม่ผ่านสภาของ ส.ส. ส.ว. เท่ากับท่าน ปิดกั้นตัวแทนประชาชนในการที่จะมาสอบถามเรื่องต่าง ๆ และความจริงครับ ผมได้ สอบถามเรื่องนี้กับผู้ปฏิบัติโดยเฉพาะบรรดาอธิบดีในกระทรวงต่าง ๆ ว่าการมีมาตรา ๑๙๐ มันยุ่งยากแค่ไหน เขาบอกว่าไม่มีความยุ่งยากเลยครับ การมีมาตรา ๑๙๐ ดีเสียอีกครับ เขาจะได้เตรียมตัวให้พร้อมว่าเรื่องใดบ้างที่เขาจะไปเจรจาความการเมืองกับประเทศต่าง ๆ ที่มีผลกระทบต่อประชาชนและประเทศชาติ เขาก็เตรียมให้พร้อม และที่สำคัญวรรคท้ายของ มาตรา ๑๙๐ เขาเขียนชัดเจนครับ เมื่อเข้ารัฐสภาแล้วต้องพิจารณาให้แล้วเสร็จภายใน ๖๐ วัน ท่านจะไปดึงยาว ๒ ปี ๑ ปีไม่ได้ มีเงื่อนเวลาชัดเจน และที่สำคัญอดีตหรือที่ผ่านมานั้น สภาเราก็ผ่านได้ตลอดมีบางเรื่องถกกันเถียงกันเป็นเรื่องธรรมดาสอบถามเหตุผล รัฐมนตรี นั่งข้างบนก็ตอบมา เมื่อตอบแล้วเข้าใจชัดก็โหวตกันก็ผ่าน ฉะนั้นผมยังเห็นว่ามาตรา ๑๙๐ นั้นยังเป็นมาตราที่มีความสำคัญที่คงไว้ไม่ควรจะปิดกั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วงนี้สถานการณ์เพิ่ง ผ่านกฎหมาย ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท โอกาสที่จะเจรจาความกู้เงินจำนวนมาก ๆ ตัวแทนประชาชนก็ต้องดูครับว่ามีความเหมาะสมแค่ไหน กู้ที่ประเทศอะไร ดอกเบี้ยเท่าไร เพราะหนี้นี้เป็นหนี้ของประชาชน ฉะนั้นผมยังเห็นว่ามาตรา ๑๙๐ ยังไม่ควรที่จะแก้ไข ยังคงไว้เพื่อให้สิทธิของตัวแทนประชาชนในการสอบถามประเด็นต่าง ๆ ในการบริหาร ประเทศของรัฐบาล ฉะนั้น ๓ ประเด็นนี้ทั้งหมดผมไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

พลตำรวจเอก วิรุฬห์ พื้นแสน ๑๐ นาทีครับ

พลตำรวจเอก วิรุฬห์ พื้นแสน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ 🔗

เรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม พลตำรวจเอก วิรุฬห์ พื้นแสน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ในนามสมาชิกรัฐสภา การที่ผมได้ขออภิปรายในวันนี้ เพื่อสนับสนุนร่างของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภาที่เสนอการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ไป ๓ ร่าง ร่างที่ ๑ เกี่ยวกับมาตรา ๑๙๐ ร่างที่ ๒ เกี่ยวกับการแก้ไขมาตรา ๖๘ แห่งรัฐธรรมนูญ และร่างที่ ๓ เกี่ยวกับที่มาของสมาชิกวุฒิสภา ในการอภิปรายของผมนั้น ผมได้สนับสนุนทั้ง ๓ ร่าง และในขณะนี้ผมก็จะอภิปรายสนับสนุนเกี่ยวกับที่มาของสมาชิกวุฒิสภาตามมาตรา ๑๑๑ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๕๐ ผมขอเรียนกับท่านประธานสภา ด้วยความเคารพว่ากระผมได้เป็นสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. ๒๕๔๓ จนถึง พ.ศ. ๒๕๔๙ ผมขอเรียนให้ท่านประธานทราบด้วยว่าสมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการเลือกตั้งนั้น ผมเป็นสมาชิกวุฒิสภารุ่นแรกตามรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ผมมีความภาคภูมิใจมาก เพราะว่า ในสมัยนั้นรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ นั้นมีสมาชิกวุฒิสภาทั้งหมด ๒๐๐ คนมาจากการเลือกตั้ง และสมาชิกวุฒิสภาขณะนั้นมีศักดิ์ศรีเท่ากับ ส.ส. คือเป็นผู้แทนของปวงชนชาวไทย ที่สำคัญที่สุดคือมาจากการเลือกตั้ง แล้วต่อมาผมอยู่ดำรงตำแหน่งในสมาชิกวุฒิสภานั้น ๖ ปีครับ มีเลือกตั้งใหม่เป็นสมาชิกวุฒิสภา รุ่นที่ ๒ ที่ ๖ ปี แต่รุ่นที่ ๒ นี้ท่านอยู่ได้ประมาณ ๕ เดือนครับ ที่อยู่ได้ประมาณ ๕ เดือนนี้เนื่องจากว่าการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา ไม่ครบตามจำนวน พอในปี ๒๕๔๙ วันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ ก็ได้เกิดการยึดอำนาจ และยุบสภาที่มาจากการเลือกตั้งในรุ่นที่ ๒ แล้วต่อมาได้มีรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ กำหนดให้ สมาชิกวุฒิสภามาจากการเลือกตั้งจังหวัดละ ๑ คน รวม ๗๖ คนในปัจจุบัน และมาจาก การสรรหาจำนวน ๗๔ ท่าน หรือ ๗๔ คนในปัจจุบันนี้ การสรรหานี่สรรหามาจากไหนครับ ในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ผู้ที่สรรหาโดยส่วนใหญ่แล้วมาจากองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งผู้ที่สรรหามาจากใครครับ มาจากประธานศาลฎีกา มาจากประธานศาลรัฐธรรมนูญ มาจากคณะกรรมการ ป.ป.ช. มาจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง ที่สรรหาเข้ามา แล้วในรัฐธรรมนูญฉบับนี้กำหนดไว้อย่างไรครับ การที่จะตั้งองค์กรอิสระดังกล่าวที่ผมกล่าว มาถึงนี้ ไม่ว่าประธานศาลรัฐธรรมนูญ ไม่ว่าประธาน กกต. ไม่ว่าประธาน ป.ป.ช. ไม่ว่า คณะกรรมการการตรวจเงินแผ่นดิน ไม่ว่าประธานศาลปกครอง รวมทั้งคณะศาลรัฐธรรมนูญ ใครเป็นคนเห็นชอบครับ คือวุฒิสภา วุฒิสภานี่มาจากไหนครับ ก็มาจากประชาชน ๗๖ คน แล้วจากสรรหา ๗๔ คน ท่านจะเห็นว่าใน ๑๕๐ คนนี้ เวลาจะเลือก ส.ว. สรรหาใครเป็น คนเลือก ก็องค์กรอิสระ ท่านเห็นไหมครับ แล้วเวลาจะเห็นชอบองค์กรอิสระใครครับ ก็ใคร ล่ะครับ ก็ ส.ว. สรรหาและ ส.ว. เลือกตั้ง นั่นละครับ ต่างคนต่างตอบแทนนะครับ ในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่เหมือนปี ๒๕๔๐ ที่ผมอยู่ พวกองค์กรอิสระทั้งหลาย ๒๐๐ คนนั้น ส.ว. เห็นชอบทั้ง ๒๐๐ คนจากการเลือกตั้ง ส.ว. เห็นชอบครับ แต่ท่านองค์กรอิสระทั้งหลายไม่มีสิทธิเห็นชอบจากการสรรหา ส.ว. อย่างนั้นผมจึงเห็นว่า ส.ว. เลือกตั้งนี้มาจากประชาชน เป็นการให้อำนาจประชาชนในการที่จะทำงานอย่างอิสระ และเป็นเอกภาพไม่ใช่ต่างตอบแทน และสิ่งสำคัญที่สุด ส.ว. มีอำนาจอะไรรู้ไหมครับ อำนาจ ถอดถอนนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี ส.ว. ส.ส. องค์กรอิสระทั้งหลาย รวมทั้งผู้พิพากษา ตุลาการ ในเรื่องการปฏิบัติหน้าที่ที่จะส่อไปในทางทุจริต ที่ส่อไปในทางการปฏิบัติหน้าที่ ไม่ยุติธรรม ที่ส่อว่าไม่เป็นกลางในการพิพากษาตัดสินคดี พิจารณาคดีเอนเอียงไหม นี่คือ สาระสำคัญอยู่ที่ตรงนี้ที่ท่านจะต้องพิจารณา เห็นไหมครับที่ผ่านมาเราหวังว่ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ จะดีกว่าปี ๒๕๔๐ ว่าองค์กรอิสระเป็นอย่างไร กระบวนการในการตัดสินคดี เป็นอย่างไรเห็นแก่ตาประชาชนและสภาแห่งนี้ ฉะนั้นสิ่งที่ผมอยากจะพิจารณาให้เห็น ชัดเจนว่าอำนาจ ส.ส. อำนาจ ส.ว นั้นมาจากปวงชนชาวไทย และสรรหามาจาก ปวงชนชาวไทยไหม กฎหมายรัฐธรรมนูญใช่ ปี ๒๕๕๐ นี้เขียนไว้ว่า ไม่ว่า ส.ว. เลือกตั้ง ส.ว. สรรหา เป็นผู้แทนปวงชนชาวไทย แล้วท่าน ๗๔ คนเป็นผู้แทนปวงชนชาวไทยไหม ดูให้ดี ดูให้ชัด อย่างนั้นการที่ท่านกลับไปให้ประชาชนเลือกตั้งในร่างกฎหมายฉบับนี้ ๒๐๐ คน มันเป็นสิ่งที่ชอบที่ควรครับ เป็นสิ่งน่าเห็นใจที่เหมาะสม ผมยังมองไปถึงตุลาการ โดยเฉพาะศาลรัฐธรรมนูญ ประธานศาลปกครอง สิ่งสำคัญดังนี้เป็นการคืนสิทธิให้กับ ประชาชน ชัดเจน คืนสิทธิให้ประชาชน และการแก้ไขคราวนี้ก็ให้สิทธิ ส.ว. สรรหาที่ท่าน มีอยู่ ท่านอยู่ต่อไปจนจบตามวาระ เมื่อจบวาระแล้วท่านก็มีสิทธิมาลงเลือกตั้งอีก ไม่ได้ตัดสิทธิอะไร เป็นการคืนสิทธิให้แก่ท่าน แล้วให้ท่านเข้ามาสู่กระบวนการมาจาก ประชาชนไม่ใช่มาจากคนไม่กี่คนที่มาสรรหาแล้วลงมติอะไรสารพัดเรื่อง ใช่ ท่านที่เป็นคนดี มีเยอะ คนที่รู้จักกับผมทั้งแบบสรรหาและเลือกตั้งรู้จักกันดีนะครับ เราขอให้ท่านพิจารณา โดยรอบคอบ และผมขอสนับสนุนในการแก้ไขกฎหมายให้ ส.ว. มาจากการเลือกตั้ง ตามมาตรา ๑๑๑ ที่แก้ไขครั้งนี้จำนวน ๒๐๐ คน ผมขอสนับสนุน

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เชิญคุณหมอเจตน์ครับ ๘ นาที

นายเจตน์ ศิรธรานนท์ สมาชิกวุฒิสภา ภาควิชาการ 🔗

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายแพทย์เจตน์ ศิรธรานนท์ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ รัฐธรรมนูญแก้ได้ครับ เพราะว่ารัฐธรรมนูญ เป็นไดนามิค (Dynamic) แล้วเหตุการณ์วันเวลามันเปลี่ยน สิ่งที่ดีที่สุดสำหรับวันนี้ ไม่ใช่สิ่งที่ดีที่สุดสำหรับวันหน้า เพราะฉะนั้นมันเปลี่ยนแปลงได้ แต่ชนใดเขียนกฎหมาย ก็เพื่อประโยชน์ของชนชั้นนั้น เช่นเดียวกับผู้ที่เสนอร่างกฎหมาย ๓ ฉบับในวันนี้ในการแก้ไข รัฐธรรมนูญซึ่งก็จะมีประโยชน์ทับซ้อน แต่ทั้งนี้และทั้งนั้นผมเห็นว่าวัตถุประสงค์หลักในการแก้ไขทั้ง ๓ ร่างในวันนี้เป้าหมายสุดท้าย ไม่ได้ปรากฏใน ๓ ร่างนี้ จริง ๆ มันจะอยู่ที่มาตรา ๓๐๙ คงไม่ต้องขยายความว่ามาตรา ๓๐๙ คืออะไร แล้วมันมีประโยชน์อย่างไรสำหรับคนบางคน แต่ที่แน่ ๆ คือเป้าหมายคราวนี้อยู่ที่ มาตรา ๖๘ ครับ การแก้ไขรัฐธรรมนูญในมาตรา ๖๘ ที่เสนอให้แก้ไขตรงนี้ผมคิดว่าจะนำไปสู่ การที่จะผ่านวาระที่สามในร่างที่ค้างสภาอยู่นะครับ ผมอาจจะเป็นผู้ที่วิตกจริตหรือว่า จิตคิดไปเองอย่างไรก็แล้วแต่ แต่ผมอยากจะพูดในที่นี้เพื่อพยากรณ์ในวันข้างหน้าว่า ถ้าหากรัฐสภาผ่านร่างทั้ง ๓ ฉบับ ใน ๓ วันนี้จะมีการเสนอแก้ไขในวาระที่สามของร่าง ที่ค้างอยู่อย่างแน่นอน ผมกล้าที่จะพูดแล้วก็กล้าที่จะเดิมพัน

ท่านประธานครับ ในกรณีของร่างมาตราแรกที่อยากจะเสนอก็คือร่างมาตรา ที่พูดถึงว่ามาตรา ๑๙๐ เป็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ผมคิดว่าผู้เสนอร่างนี่กล้าหาญมาก แก้ไข โดยเปลี่ยนแปลงสาระสำคัญของมาตรา ๑๙๐ แทบทั้งหมดเลยนะครับ ท่านประธานครับ ร่างแก้ไขนี่ได้ตัดประโยค อำนาจอธิปไตยนอกอาณาเขต ออก ดังนั้นหากรัฐบาลร่วมลงทุน กับประเทศเพื่อนบ้านก็จะไม่ต้องนำเข้าที่ประชุมรัฐสภาเพื่อความเห็นชอบอีกเลย จึงเท่ากับ ปิดบังประชาชน ท่านประธานครับ ในเรื่องนี้มันจะกระทบถึงกฎหมายหลาย ๆ ฉบับ เรื่องของกฎหมายทางทะเล กฎหมายทางอากาศ หรือแม้กระทั่งกฎหมายที่เรามีปัญหาอยู่ที่ ความเชื่อของประชาชนสงสัยในความสัตย์ซื่อของรัฐบาลในเรื่องของผลประโยชน์น้ำมัน และแก๊สบริเวณพื้นที่ร่วมบริเวณทะเลและชายฝั่ง หรือที่เรียกว่าเจดีเอ (JDA) ระหว่าง ประเทศไทยกับประเทศกัมพูชา ตรงนี้ประชาชนเขาพูดกันมากนะครับ เขาลือกันผ่านทาง โซเชียล มีเดีย (Social media) มากมายไปหมด เปิดดูแต่ละวันจะเห็นข้อความที่เขาโพสต์ (Post) ผ่านโซเชียล มีเดียตรงนี้นะครับ เพราะฉะนั้นผมเห็นว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญตรงนี้ จะยิ่งเพิ่มข้อสงสัยของประชาชนให้มากขึ้น ผู้ที่เสนอแก้มีแผนการอะไรอยู่เบื้องหลังหรือครับ จึงเจตนาที่จะตัดข้อความวรรคนี้ออก นอกจากนี้ยังมีผลกระทบต่อเรื่องที่บอกว่าในกรณี ของหนังสือสัญญาที่มีผลต่อการกระทำด้านเศรษฐกิจและสังคมอย่างกว้างขวาง ตัดออก ทั้งหมดเลย เท่ากับรัฐบาลจงใจปิดหูปิดตาประชาชน เพราะหากตัดคำดังกล่าวออกนั้น รัฐบาลก็ไม่จำเป็นจะต้องทำหนังสือสนธิสัญญาระหว่างประเทศฉบับใดให้สภารับทราบ อีกต่อไป เพราะฉะนั้นผมคิดว่าการเสนอแก้ไขมาตรา ๑๙๐ มันเป็นอะไรที่เอื้อต่อ ผลประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ทั้ง ๆ ที่ว่าแต่เดิมผมก็มีความสงสัยแล้วก็มีความระแวงมา ตั้งแต่แรกแล้ว เพราะว่ารัฐบาลดึงเรื่องตลอด ยกตัวอย่างเช่นในเรื่องของการจัดประชุม ไซเตส (CITES) ซึ่งประชุมเพิ่งผ่านประเทศไทยไปในวันที่ ๓-๑๔ มีนาคม รัฐบาลดึงเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นวาระที่เสนอเพื่อกรอบในการเจรจาหรือว่าข้อตกลง แม้กระทั่งการเสนอกฎหมาย ก็เสนอในนาทีสุดท้าย ทั้ง ๆ ที่เราทราบแน่ชัดว่ากฎหมายฉบับนี้จะผ่าน ประเทศไทยจะได้สิทธิ เป็นเจ้าภาพจัดตั้งแต่ปี ๒๕๔๘ ด้วยซ้ำ เพราะฉะนั้นการดึงเรื่องเหมือนกับการดึงเกม ของรัฐบาล เจตนาเพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับการแก้ไขมาตรา ๑๙๐ ของรัฐธรรมนูญ ฉบับนี้เท่านั้นเอง ท่านประธานครับ ในเรื่องของมาตรา ๑๙๐ ก็มาถึงมาตรา ๖๘ ที่ผมเกริ่น เอาไว้ว่ามาตรา ๖๘ ที่ตัดสิทธิของประชาชนในการเสนอศาลรัฐธรรมนูญเพื่อวินิจฉัย ผมคิดว่า ในกรณีของมาตรา ๖๘ เป็นเรื่องที่คิดต่าง ฝ่ายหนึ่งก็คิดว่ารัฐธรรมนูญเขียนไว้ชัดเจนว่า ให้เป็นอำนาจของอัยการสูงสุด แต่อีกฝ่ายหนึ่งก็บอกว่าส่งได้ ๒ ทาง คือทั้งเป็นอำนาจของอัยการสูงสุด แล้วก็เป็นอำนาจของประชาชน ทั้งนี้และทั้งนั้นผู้ที่จะ ตัดสินก็คือศาลธรรมนูญ ศาลรัฐธรรมนูญเคยมีคำวินิจฉัยรวม ที่ ๑๘-๒๒/๒๕๕๕ ในวันที่ ๑๓ กรกฎาคม ๒๕๕๕ ว่ามาตรา ๖๘ วรรคสอง เป็นบทบัญญัติที่ให้สิทธิแก่ผู้ทราบการกระทำ อันเป็นการฝ่าฝืนข้อห้ามตามมาตรา ๖๘ วรรคหนึ่ง ที่จะใช้สิทธิและมีการตรวจสอบ การกระทำดังกล่าวได้ คำวินิจฉัยสั่งการที่ผู้ร้องใช้สิทธิตามมาตรา ๖๘ วรรคสอง เป็นอำนาจ หน้าที่ของศาลรัฐธรรมนูญ อัยการสูงสุดทำหน้าที่เป็นเพียงผู้ตรวจสอบเบื้องต้นและยื่นคำร้อง ต่อศาล หาได้ตัดสิทธิของประชาชนที่ยื่นตรงต่อศาลรัฐธรรมนูญไม่ เป็นสิทธิพิทักษ์ รัฐธรรมนูญ ซึ่งมีหลักการมุ่งหมายให้ชนชาวไทยทุกคนมีส่วนร่วมในการปกป้องพิทักษ์ รักษาการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ประเด็นก็คือว่า ท่านเสนอให้ตัดวรรคสองออก ให้เหลือการยื่นต่ออัยการสูงสุดทางเดียว ท่านตัดสิทธิ พิทักษ์รัฐธรรมนูญของประชาชนออกโดยมีเจตนาอย่างนั้นใช่หรือไม่ อันนี้คือคำถามที่ผม อยากจะถาม ท่านก็พูดตลอดเวลาว่าในกรณีของการแก้ไขกฎหมายจะเพิ่มอำนาจเพิ่มสิทธิ ของประชาชน แต่ผลสุดท้ายในมาตรานี้เห็นชัดเจนว่าในการแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นการตัดสิทธิ ของประชาชนในการยื่นศาลรัฐธรรมนูญ เท่ากับเป็นการขัดขวางประชาชนในการใช้สิทธิ พิทักษ์รัฐธรรมนูญผ่านกลไกของศาลรัฐธรรมนูญ ท่านประธานครับ ผมคงไม่มีเวลาที่จะพูด ถึงเรื่องของการแก้ไขที่มาที่ไปของ ส.ว. ว่าจะไม่มี ส.ว. สรรหา จะมีเฉพาะ ส.ว. เลือกตั้ง ผมอยากจะให้ไปดูที่เจตนารมณ์ ข้อสำคัญก็คือว่าการที่มี ส.ว. สรรหา เขาต้องการให้มี วิชาชีพหลากหลาย เพราะว่าสามารถที่จะกำหนดวิชาชีพต่าง ๆ เข้ามาเป็นสมาชิกวุฒิสภา ถ้าหากว่าสมาชิกวุฒิสภาประกอบด้วยอาชีพต่าง ๆ มีมากมาย เวลาที่เสนอกฎหมายเข้ามา ก็จะมีผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านอาชีพนั้น ก็จะทำให้การกลั่นกรองกฎหมายเรามี ประสิทธิภาพและคุณภาพ แต่ถ้าหากว่าเลือกตั้งโดยตรงอย่างเดียวเราไม่สามารถที่จะ คัดเลือกอาชีพหรือวิชาชีพตามที่ต้องการได้ ตรงนี้คือประเด็นหลักคือที่มาที่ไป แต่ผม ก็เสียดายถ้าหากว่ามีผู้เสนอแก้ไขกฎหมายให้มี ส.ว. เฉพาะเลือกตั้งแล้ว ส.ว. เลือกตั้ง มีพื้นฐานยึดโยงกับการเมืองท้องถิ่นกับ ส.ส. เพราะฉะนั้นถ้าหากว่าเขามาโดยใช้อำนาจ หรือใช้อิทธิพลของ ส.ส. ในพื้นที่ทำให้ได้ ส.ว. เลือกตั้งมาซึ่งก็ยึดโยงกับการเมือง ก็จะทำให้ ส.ว. ที่เราต้องการคนที่เป็นกลางไม่ได้เป็นกลางอีกต่อไป ตรงนั้นผมก็กลัวว่ามันจะเป็นปัญหา แต่ทั้งนี้และทั้งนั้นจะอยู่ในรายละเอียดที่เราจะเสนอแปรญัตติในวาระที่สอง วาระที่สาม ต่อไป ขอบคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านบุญยอด สุขถิ่นไทย ๑๐ นาทีครับ

นายบุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภา กระผม นายบุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภาครับ ผมต้องเริ่มต้นการอภิปรายที่จะแสดง ความไม่เห็นด้วยในการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่เสนอเข้ามาทั้ง ๓ ฉบับในวันนี้นะครับ ผมขอถาม ก่อนนะครับว่าสภาของเรานี้ ๒-๓ สัปดาห์นี้ว่างนักหรือครับ งานไม่มีทำหรือครับ ประกาศ เขตภัยพิบัติครับ ๓๘ จังหวัดที่แล้งอยู่ในขณะนี้ครับ จากอธิบดีกรมป้องกันและบรรเทา สาธารณภัย เขาบอกว่าขณะนี้จะต้องให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน ๓๘ จังหวัด ดังต่อไปนี้ จังหวัดกาฬสินธุ์ จังหวัดอุดรธานี จังหวัดยโสธร จังหวัดมหาสารคาม จังหวัดชัยภูมิ จังหวัดขอนแก่น จังหวัดนครราชสีมา จังหวัดสุโขทัย จังหวัดแพร่ จังหวัดจันทบุรี จังหวัดตาก จังหวัดเชียงราย จังหวัดหนองบัวลำภู จังหวัดร้อยเอ็ด จังหวัดแม่ฮ่องสอน จังหวัดอำนาจเจริญ จังหวัดบุรีรัมย์

(จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุรินทร์ ได้ยืนและยกมือขึ้น)
นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านบุญยอดครับ มีผู้ประท้วงครับ

นายบุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

จังหวัดสุรินทร์มีด้วยครับ ขอบคุณท่านประธานครับ

จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สุรินทร์

กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ กระผม จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุรินทร์ พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมต้องประท้วงผู้อภิปรายตามข้อ ๔๓ พอลุกขึ้นมาก็กล่าวหาว่าสภานี้ว่างมากนักหรือความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนถึงไม่ไปทำ หมายความว่าอย่างนั้น จริง ๆ สภาทำหน้าที่ทุกอย่างละครับ มากล่าวหาอย่างนี้ซึ่งไม่ใช่ข้อเท็จจริง และเป็นการกล่าวหาข้อความอันเป็นเท็จ สภามีหน้าที่ทำทุกอย่างที่เป็นประโยชน์กับประชาชน การแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญก็เป็นหน้าที่ของสภา ยังไม่เข้าใจบทบาทหน้าที่ของตัวเองหรือ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เอาละครับ จบแล้ว ท่านบุญยอดอย่าไปไกลนักนะครับ เดี๋ยวใช้เวลาสักนิดแล้วก็เข้าประเด็นเลย อย่าไปเกริ่น ยาวนัก

นายบุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ขอบคุณ ท่านประธานครับ ผมเริ่มต้นได้ ๔๐ วินาทีเองผมคิดว่าก็ยังไม่ยาวเท่าไรนะครับ ก็เรียนต่อ ท่านประธานและเรียนท่านอดีตจ่าประสิทธิ์ว่าผมเข้าใจบทบาทหน้าที่ดี และผมเห็นว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญไม่จำเป็นมากเท่ากับการแก้ไขปัญหาความแห้งแล้ง

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เอาเข้าประเด็นท่านเลย เข้าประเด็นเลยนะครับ

นายบุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธานอย่าบังคับผมนักว่าผมจะต้องอภิปรายอย่างไร ผมรู้สึกว่าถูกบีบมากเหลือเกิน ขอหยุดเวลาไว้ก่อนนะครับ ท่านประธานพูดว่าอย่างไรเมื่อสักครู่ผมจับใจความไม่ได้ครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

อยากให้เข้าประเด็นเลยครับ

นายบุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ 🔗

เข้าประเด็นครับ เข้าประเด็นก็คือว่ามีความแห้งแล้ง ๓๘ จังหวัดทั่วประเทศรวมทั้ง จังหวัดสุรินทร์ด้วย ผมก็เลยต้องเรียนต่อพี่น้องประชาชนว่า ส.ส. ของท่านจึงไม่ได้ไปที่ จังหวัดสุรินทร์และจังหวัดอื่น ๆ ทั่วประเทศรวมทั้ง ส.ว. ด้วยที่จะไปดูแลความเดือดร้อน เพราะต้องมาทำการพิจารณาเรื่องนี้ สัปดาห์ที่แล้วก็กู้เงินไปแล้ว ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท บวกกับดอกเบี้ยรวมเป็น ๕,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ก็เลยทำให้ไม่มีใครได้ไปดูพื้นที่ การพิจารณาในวันนี้ที่จะต้องแสดงความไม่เห็นด้วยผมดูตั้งแต่หน้าแรกเลยของทั้ง ๓ ฉบับ ถ้าท่านประธานดูนะครับ ท่าน ส.ว. สมชายกรุณาตั้งข้อสังเกตไปแล้วว่าหน้าแรกที่มี การลงชื่อกันนั้นไม่มีการระบุเลขมาตรา อาจจะมีความสับสนก็ได้ว่าการลงชื่อครั้งนี้ลงชื่อ เพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตราใดขอให้ตรวจสอบด้วย นอกจากนั้นท่านประธานครับ ความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนนั้นมีอยู่เยอะ ผมก็ขออนุญาตข้ามไปไม่เป็นไร มาดูกันว่า จะทำเรื่องนี้ไปเพื่ออะไร ผมเห็นด้วยกับสมาชิกหลายท่านครับว่าเราคุยกันวันนี้ ๓ วัน ไม่มีประโยชน์หรอกครับ ๓ วันนี้พูดกันไปเถอะครับ สุดท้ายอาจจะเสนอการพิจารณา วาระที่สามเข้ามาแก้ทั้งฉบับก็ได้เพราะวันนี้เพียงแค่เปิดทางไว้ ผมขอให้ท่านดิเรก ถึงฝั่ง ขออนุญาตเอ่ยนาม เพราะท่านเป็นผู้ลงชื่อในการแก้ไขมาตรา ๖๘ ลุกขึ้นยืนยันต่อสภาว่า เจตนาของท่านในการแก้ไขมาตรา ๖๘ ไม่ได้ทำให้เกิดการไปสู่การแก้ไขวาระที่สาม ของการแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับซึ่งศาลรัฐธรรมนูญนั้นมีการตัดสินมาแล้ว ขอบพระคุณ ที่ท่านอยู่ที่นี่เดี๋ยวผมจะพาดพิงท่านอีกเยอะนะครับ ผมขออนุญาตดูทีละเรื่องเลยนะครับ ท่านประธาน ผมคิดว่าการแก้ไข ๓ ฉบับนี้เป็นการลิดรอนสิทธิของประชาชนอย่างแท้จริง และเป็นการรวบอำนาจเข้ามาโดยผู้มีอำนาจบางคนที่ใช้สภานี้เป็นเครื่องมือ ผมขออนุญาต หยิบยกครับท่านประธาน นี่คือรายงานของคณะกรรมการสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูปการเมือง และศึกษาการแก้ไขรัฐธรรมนูญ รัฐสภา สรุปเรื่องนี้มาเดือนมิถุนายน ๒๕๕๒ ประธานเรื่องนี้ ก็คือ นายดิเรก ถึงฝั่ง เป็นประธานคณะกรรมการ อีกท่านหนึ่งที่ขออนุญาตเอ่ยนาม เพราะเป็นกรรมการร่วมด้วยคือ นายกฤช อาทิตย์แก้ว สมาชิกวุฒิสภา ซึ่งร่วมลงชื่อ ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เท่าที่ผมตรวจดูเกือบทุกฉบับ ประเด็นที่ส่งเข้ามาในเรื่องของ การแก้ไขรัฐธรรมนูญมีอยู่เพียงแค่ ๖ ประเด็นเท่านั้นในรายงานของท่าน ประเด็นที่ ๑ การยุบพรรคการเมืองและการเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของหัวหน้าพรรคการเมือง กรรมการบริหารพรรคการเมืองตามมาตรา ๒๓๗ รายงานของท่านยืนยันเลยนะครับ แล้วเดี๋ยวผมจะอภิปรายสอดคล้องกับร่างที่ท่านส่งมา ดูรายงานของท่านก่อนครับ รายงาน ของท่านบอกว่าที่ประชุมส่วนใหญ่มีความคิดเห็นสอดคล้องกันคือเห็นชอบให้ยกเลิกการยุบ พรรคการเมืองเฉพาะในมาตรา ๒๓๗ แต่ให้คงไว้ซึ่งการเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งเฉพาะตัว ผู้สมัครรับเลือกตั้งที่กระทำความผิดตามมาตรา ๒๓๗ เท่านั้น แล้วสิ่งที่ท่านส่งเข้ามาคืออะไร สิ่งที่ท่านส่งเข้ามา หลักการ ๑. แก้ไขเพิ่มเติมเกี่ยวกับสิทธิเสรีภาพของบุคคลเพื่อพิทักษ์ รัฐธรรมนูญ การเสนอต่อศาลรัฐธรรมนูญและยกเลิกการเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของหัวหน้า พรรคการเมืองและกรรมการบริหารพรรคการเมืองกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่ง ยุบพรรคการเมืองตามมาตรา ๖๘ แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา ๖๘ ๒. ยกเลิกบทบัญญัติ ที่ว่าด้วยการยุบพรรคการเมืองและเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของหัวหน้าพรรคการเมือง และกรรมการบริหารพรรคการเมือง ยกเลิกวรรคสองของมาตรา ๒๓๗ ขัดแย้งกันไหมครับ จำสิ่งที่ตัวเองเคยทำไว้ไม่ได้แล้วหรือที่ท่านเองยืนยันว่ายกเว้น คือให้คงไว้ซึ่งการเพิกถอน สิทธิเลือกตั้งเฉพาะตัวผู้สมัครรับเลือกตั้งที่กระทำความผิด และถ้าผู้กระทำความผิดตามมาตรา ๒๓๘ เป็นหัวหน้าพรรคการเมืองหรือกรรมการบริหาร พรรคการเมืองแล้วก็ควรได้รับโทษที่สูงขึ้น เช่นถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งเป็นระยะเวลา ที่ยาวนานกว่าเป็นต้น ท่านลืมบทสรุปของท่านแล้วหรือครับ

ประเด็นที่ ๒ มาตรา ๑๙๐ ในการสรุปข้อที่ ๔ ของท่าน การทำหนังสือ สัญญาที่ต้องได้รับความเห็นชอบของรัฐสภา ที่ประชุมส่วนใหญ่มีความเห็นร่วมกันคือ เห็นชอบให้คงหลักการที่ให้ประชาชนมีส่วนร่วมและให้รัฐสภาพิจารณาให้ความเห็นชอบ หนังสือสัญญาในมาตรา ๑๙๐ ไว้ แต่แก้ไขเพิ่มเติมข้อความในวรรคห้า ก็คือการให้กำหนด ประเภทของหนังสือสัญญาขึ้นมา ท่านดิเรก ถึงฝั่ง ท่านลงนามร่วมด้วยนะครับ ในมาตรา ๑๙๐ มาตรา ๑๙๐ คือการตัดการมีส่วนร่วมของประชาชนในฉบับแก้ไขของท่าน ทำไมท่าน ทำแบบนี้ล่ะครับ

ประเด็นที่ ๓ ก็คือเรื่องของ ส.ว. ที่มาของ ส.ว. ในรายงานของท่านท่านบอกว่า ให้ไปใช้ ๒๐๐ คน ตามรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ โดยให้มีสภาพี่เลี้ยง ยังต้องการให้วุฒิสภา มีอำนาจหน้าที่อย่างกว้างในการใช้อำนาจหน้าที่ตรวจสอบควบคุมบริหารราชการแผ่นดิน แต่ในการแก้ไขของฉบับนี้ก็ไม่ตรง ๒๐๐ คนอาจจะตรง แต่ที่มาของ ส.ว. นั้นยังไม่ได้ถูกระบุว่า จะมาจังหวัดละเท่าไร

ผมขออภิปรายต่อในเรื่องของ ส.ว. ว่าสิ่งที่จะแก้ไขในวันนี้ตัวเลขมันเห็นชัดครับ ท่านประธาน ว่านี่คือคณิตศาสตร์การเมืองอย่างแท้จริง ทำไม ถ้าท่านบอกว่าการเลือกตั้ง เป็นสิ่งที่เป็นคำตอบของการเป็นสมาชิกวุฒิสภา ท่านไม่คงไว้ที่ ๗๗ คน ๗๗ จังหวัดล่ะครับ ทำไมต้องเพิ่มจาก ๑๕๐ คนในปัจจุบันเป็น ๒๐๐ คนล่ะครับ ถ้าท่านบอกว่าการเลือกตั้ง คือสิ่งที่ดีที่สุดของการเป็นตัวแทนประชาชน ทำไมท่านไม่สนับสนุนให้เลือกตั้ง ส.ส. ทั้งหมด สภาล่ะครับ ทั้ง ๕๐๐ คน บัญชีรายชื่อไม่ต้องเอาดีไหมครับ นี่คือคณิตศาสตร์การเมืองครับ ท่านประธาน เพราะประชากรมีไม่เท่ากัน ผมเชื่อว่านี่คือการวางหมากไว้ว่าในภาคบางภาค พรรคการเมืองบางพรรคมีความเชี่ยวชาญ ๒-๓ ภาครวมกัน สามารถเอาชนะการเลือกตั้ง ได้จำนวนมาก หลังจากนั้นสมาชิกวุฒิสภาจะสูญเสียความเป็นกลางอย่างชัดเจน เพราะจะต้องชนะการเลือกตั้งก็ต้องพึ่งพิงพรรคการเมืองซึ่งมีฐานคะแนนเสียงอยู่ ความประพฤติหรือพฤติกรรมของ ส.ว. ในปัจจุบันก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ มีการวิพากษ์วิจารณ์ มากมายว่า ส.ว. บางท่าน บางคน ถ้าท่านไม่เดือดร้อนก็กรุณาอย่าลุกขึ้นประท้วงนะครับ รับใช้พรรคการเมือง ท่านประธานครับ การไม่เว้นวรรคด้วยนะครับเป็นเรื่องที่น่าจะต้อง ถูกพิจารณาว่าเป็นผลประโยชน์ทับซ้อนหรือไม่ ในผู้ที่แก้ไขเข้ามาในเรื่องของ ส.ว. มีสมาชิก วุฒิสภาชุดนี้อยู่ด้วยที่เป็นผู้ยื่นการแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ผมคิดว่ามันเป็นคำถาม ต่อไปครับว่า ส.ว. ต่าง ๆ เหล่านี้ ผมขออนุญาตไม่อ่านชื่อนะครับ แต่ผมคิดประชาชน สามารถตรวจสอบดูได้ สามารถจะรู้ได้ว่ามี ส.ว. ท่านใดบ้างที่กล้ายื่นเรื่องนี้ให้ตนเอง และคณะของตนเองนั้นมีผลประโยชน์ทับซ้อนก็คือการได้ลงสมัครรับเลือกตั้งเป็น ส.ว. อีกครั้งหนึ่งในสมัยหน้า แน่จริงประกาศกันเลยครับว่า ส.ว. ชุดนี้จะไม่รับประโยชน์ทับซ้อน ใด ๆ จะขอเว้นวรรค ๑ สมัยแล้วค่อยไปว่ากันคราวหน้า เอาอย่างนี้ไหมครับ ผมกราบเรียน ต่อท่านประธานและพี่น้องประชาชนครับว่าวันนี้ไม่ใช่ภาระหน้าที่ที่สำคัญของสภาผู้แทนราษฎร หรือวุฒิสภาที่จะมาพิจารณาในการแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้ง ๓ ฉบับที่เกิดขึ้นในวันนี้ มีภาระ มากมายของประเทศนี้ที่จะต้องเผชิญต่อทั้งเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม เรื่องการเมือง ไม่ใช่เป็นเรื่องที่สำคัญที่สุดในวันนี้ แต่วันนี้มีคนบางคนอาจจะสั่งให้เราทำ มีคนบางคน มีมือที่มองไม่เห็นมากำหนดให้พวกเราต้องมานั่งประชุมกันในวันนี้ ผมรู้สึกละอาย ผมรู้สึก เสียดายโอกาสของพี่น้องประชาชน ผมขอให้พี่น้องประชาชนลุกขึ้น ในสภาแห่งนี้อาจจะ ทำหน้าที่แทนท่านไม่ได้ ถ้าท่านมีโอกาส มีเวลา ขอให้เสื้อแดงที่มีความเป็นประชาธิปไตย ที่แท้จริงออกมาชุมนุมในโอกาสต่อไปเพื่อเรียกร้องความถูกต้อง ความยุติธรรมที่แท้จริง ต่อพี่น้องประชาชน ขอบพระคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านวัฒนา เมืองสุข ครับ ๒๐ นาทีนะครับ

นายวัฒนา เมืองสุข สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธาน ที่เคารพครับ กระผม วัฒนา เมืองสุข สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ขออภิปรายสนับสนุนการแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้ง ๓ ฉบับ โดยมีเหตุผลที่จะได้ประทานกราบเรียน ดังนี้ครับ ในเบื้องต้นรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุด เป็นกติกาการเมืองของประเทศ จำเป็นที่จะต้องได้รับการยอมรับทั้งด้านที่มาแล้วก็เนื้อหาสาระว่าจะต้องเป็นไปตาม หลักนิติธรรม คำว่า หลักนิติธรรม เราได้มีการพูดไว้หลายครั้งนะครับ ที่สำคัญก็คือหลักของ การแบ่งแยกอำนาจ หรือที่ภาษาอังกฤษเขาใช้คำว่าเซพาเรชัน ออฟ เพาเวอร์ (Separation of Power) หลักการตรวจสอบ หลักการถ่วงดุล ที่สำคัญคือหลักความรับผิดชอบ ท่านประธานครับ รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันมีความบกพร่องทั้งในด้านที่มา และที่สำคัญ บกพร่องในเรื่องของเนื้อหาสาระเพราะมีบทบัญญัติที่ขัดต่อหลักนิติธรรมอย่างชัดเจน มากมาย

ประการแรก รัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่ได้สร้างดุลยภาพทางการเมืองที่เหมาะสม ระหว่าง ๓ อำนาจของประชาชน

ประการที่ ๒ ระบบตรวจสอบถ่วงดุลตามรัฐธรรมนูญฉบับนี้ล้มเหลว และขัดกันซึ่งผลประโยชน์ เพราะผู้ที่ได้รับการสรรหาเป็นฝ่ายตรวจสอบผู้ที่ทำหน้าที่สรรหา

ประการที่ ๓ รัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่เคารพในหลักอำนาจอธิปไตยที่เป็นของ ปวงชนชาวไทย จะเห็นได้ชัดจากการที่เรายังมี ส.ว. ประเภทของการสรรหาอยู่

ประการที่ ๔ บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ที่ขัดต่อหลักนิติธรรม อย่างชัดเจน โดยเฉพาะผมขออนุญาตอ้างคณะกรรมการชุดหนึ่ง ซึ่งท่านอดีตนายกรัฐมนตรี หรือหัวหน้าพรรคฝ่ายค้านปัจจุบันเป็นผู้ตั้งไว้ คือคณะกรรมการ คอป. ได้กล่าวไว้ในรายงาน ฉบับสมบูรณ์ ข้อ ๕.๓ ว่า บทบัญญัติมาตรา ๒๓๗ ก็ดี มาตรา ๓๐๙ ก็ดี ล้วนขัดหลัก นิติธรรมอย่างรุนแรง เพราะฉะนั้นผมกราบเรียนตอบข้อซักถามสมาชิกหลายท่านรวมทั้ง สมาชิกวุฒิสภาว่าต่อไปจะมีการแก้ไขมาตรา ๓๐๙ ผมจะเป็นคนแรกที่ลงชื่อ เพราะเป็น บทบัญญัติที่ขัดต่อหลักนิติธรรมอย่างรุนแรง ท่านประธานครับ หลายท่านถามว่าการแก้ไข รัฐธรรมนูญฉบับนี้ประเทศชาติได้อะไร ประชาชนได้อะไร ผมตอบเลยครับ ประเทศจะได้ ประชาธิปไตย ประชาชนจะได้อำนาจที่ถูกปล้นคืนมา กรณีมาตรา ๒๓๗ วันนี้ได้มีการเสนอ แก้ไขแล้ว แต่กรณีมาตรา ๓๐๙ เป็นสิ่งที่จะต้องได้รับการแก้ไขเป็นลำดับถัดไป ตัวอย่าง ที่เห็นได้ชัดท่านประธานครับ ทุกอย่างที่คณะปฏิวัติรัฐประหารทำมานี้ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ มาตรา ๓ ของรัฐธรรมนูญเองก็บัญญัติว่าการใช้อำนาจของทุกองค์กรต้องเป็นไปตาม หลักนิติธรรม

(นายบุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ ได้ยืน และยกมือขึ้น)
นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

มีผู้ประท้วงครับ

นายบุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธานรัฐสภาครับ บุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกรัฐสภา มาตรา ๓๐๙ ไม่ได้อยู่ใน ฉบับใด ๆ ครับ นอกเรื่องครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านวัฒนาคงเกริ่นออกไป บ้างเล็กน้อยนะครับ เหมือนกับทางนี้ก็มีเกริ่น เพราะฉะนั้นก็คลุมตรงนั้น

นายวัฒนา เมืองสุข สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

กระผม ขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานว่าสมาชิกหลายท่านได้อภิปรายพาดพิง กระผมก็บอกว่า จะต้องแก้ครับ เพราะบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญขัดต่อหลักนิติธรรม

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เอาพอสมควรนะครับ

นายวัฒนา เมืองสุข สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ 🔗

ครับ ผมจะพูดว่าขัด ๓ ประเด็นครับ

ประเด็นแรก หลักนิติธรรมมาจากกระบอกปืน ไม่มีครับ

ประเด็นที่ ๒ กฎหมายทั่วไปผ่าน ๒ สภา ถูกตีความว่าขัดต่อรัฐธรรมนูญได้ แต่สิ่งที่คณะปฏิวัติทำชอบด้วยรัฐธรรมนูญจนชั่วกัลปาวสาน เป็นไปไม่ได้ครับ

ประเด็นสุดท้าย คำสั่งคณะปฏิวัติด้วยกันเอง เช่นคำสั่ง รสช. ที่ตั้ง พลเอก สิทธิไปยึดทรัพย์เขาถูกตีความว่าขัดต่อรัฐธรรมนูญ แต่คำสั่งคณะปฏิวัติของ พลเอก สนธิ มันมีอภิสิทธิ์เหนือคำสั่งคณะปฏิวัติอื่นได้อย่างไร อันนี้มันขัดกันโดยสิ้นเชิง ก็ว่ากันต่อไป แต่กราบเรียนอีกครั้งหนึ่งครับ มีการเสนอแก้ไขมาตรา ๓๐๙ เมื่อไร ผมจะเป็น คนแรกที่ลงชื่อให้การสนับสนุนในการแก้ วันนี้ขอขอบคุณสภาแห่งนี้ที่ได้ร่วมลงชื่อ ในการเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญ อันเป็นการยืนยันหลักการประชาธิปไตยที่มีความยิ่งใหญ่ว่า มันเป็นของประชาชน ผมกราบเรียนท่านประธานเมื่อเช้าได้อ่านข่าวจากออนไลน์ (Online) บอกว่านักการเมืองอังกฤษท่านหนึ่ง ขออนุญาตเอ่ยชื่อ ท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเดวิด มิลิแบนด์ ท่านเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคแรงงานของประเทศอังกฤษ ท่านเป็น รองประธานสโมสรฟุตบอลชื่อซันเดอร์แลนด์ สโมสรซันเดอร์แลนด์นี้ปลดโค้ช (Coach) เพราะว่าจะตกต่ำ แล้วตั้งโค้ชคนใหม่ชื่อเปาโล ดิ คานิโอ เปาโล ดิ คานิโอ สมัยเล่นให้ สโมสรลาซิโอเมื่อ ๑๐ กว่าปีที่แล้วนี่ครับ แสดงท่าดีใจในการยิงประตูด้วยการชูมือ เหมือนไฮล์ ฮิตเลอร์ ท่านลาออกจากรองประธานสโมสรซันเดอร์แลนด์เลยครับ ท่านบอก คนคนนี้มีจิตใจฝักใฝ่เผด็จการท่านอยู่ร่วมไม่ได้ ผมไม่ได้ยกย่องต่างชาติ ไม่ได้ยกย่องคนอังกฤษนะครับ แต่ผมคิดว่าสิ่งนี้เป็นสิ่งดีที่ท่าน ทั้งหลายที่อาจจะเรียนจากประเทศนี้น่าจะได้รับไปเป็นตัวอย่างในการเคารพซึ่งสิทธิ ของประชาชน อำนาจอธิปไตยเป็นอำนาจของประชาชนครับ ระบอบประชาธิปไตย เป็นระบอบที่เคารพอำนาจของประชาชน ใครก็ตามที่ไม่เคารพประชาชนไม่สมควร เรียกตัวเองว่าเป็นตัวแทนของประชาชน กติกาของรัฐธรรมนูญเป็นกติกาของประเทศ ไม่มีการแก้เพื่อเรื่องส่วนตัว รัฐธรรมนูญ แปลว่า ธรรมนูญแห่งรัฐ บทบัญญัติใดก็แล้วแต่ ที่เขียนในรัฐธรรมนูญเป็นเรื่องของบ้านเมืองทั้งสิ้น เพราะฉะนั้นการแก้ไขบทบัญญัติ ของรัฐธรรมนูญให้เป็นประชาธิปไตยเป็นเรื่องที่สมาชิกสภาแห่งนี้ที่เป็นตัวแทนของ ประชาชนพึงกระทำ กระผมขออนุญาตก้าวล่วงลงไปพิจารณาบทบัญญัติของมาตรา ๖๘ ร่างแรกที่กระผมขอให้การสนับสนุน กรณีมาตรา ๖๘ ผมกราบเรียนท่านประธาน เป็นเบื้องต้นครับว่าประเทศไทยเป็นประเทศที่ปกครองด้วยระบบประมวลกฎหมาย หลักการ แบ่งแยกอำนาจมีบทบัญญัติไว้ชัดเจนว่าฝ่ายนิติบัญญัติมีอำนาจตรากฎหมาย ฝ่ายตุลาการ มีอำนาจพิพากษาอรรถคดีให้เป็นไปตามกฎหมาย ประเทศไทยไม่ได้ใช้ระบบคอมมอน ลอว์ (Common law) หรือว่าจารีตประเพณีที่ศาลไปสร้างกฎหมาย ปัญหาของการแก้ไข รัฐธรรมนูญฉบับที่ผ่านมาได้สร้างบรรทัดฐาน ศาลไปสร้างคำพิพากษาเสมือนหนึ่งไปตรา กฎหมายขึ้นมาเสียเองโดยเฉพาะคำพิพากษาที่ว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับต้องทำ ประชามติ ผมหาดูในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่มีตรงไหนเลยครับ นี่เท่ากับให้ศาลไปสร้าง บรรทัดฐานไปตรากฎหมายเสียเองขัดกับหลักการแบ่งแยกซึ่งอำนาจ เพราะฉะนั้น มีความจำเป็นที่สภาแห่งนี้จะต้องทำเสียให้เกิดความชัดเจน ท่านจะให้ยื่นศาลอีกทางหนึ่ง หรือยื่นอัยการสูงสุดอีกทางหนึ่งผมไม่ขัดข้องครับ แต่เขียนให้ชัด ไม่ใช่ให้ศาลไปตีความแล้ว สร้างความสับสน การแก้ไขมาตรา ๖๘ มีความจำเป็นเพื่อทำให้เกิดหลักนิติธรรมในทาง กฎหมาย ซึ่งหลักนิติธรรมหลักหนึ่งคือความแน่นอนของกฎหมาย หรือที่ภาษาอังกฤษเขาใช้ คำว่า ลีกัล เซอร์เทนตี (Legal certainty) ต้องทำให้เกิดความชัดเจน ไม่เช่นนั้นการตีความ ของศาลจะสร้างความสับสนและความขัดแย้งไม่มีที่สิ้นสุด ท่านประธานครับ ถามว่า การแก้ไขมาตรา ๖๘ เป็นการตัดสิทธิ เป็นการตัดอำนาจประชาชนหรือไม่ ยังครับ สมาชิกสภาแห่งนี้มีสิทธิจะแปรญัตติ ขยายอำนาจประชาชนก็ได้แต่ต้องทำให้ชัดเจน เพราะฉะนั้นกระผมเห็นด้วยในหลักการว่าต้องแก้ไขมาตรา ๖๘ แต่ยังไม่ก้าวล่วงลงไป ในวินิจฉัยว่าควรจะเป็นอย่างไร ที่สำคัญท่านครับ วันนี้สมาชิกพรรคฝ่ายค้านได้อภิปราย พาดพิงการทำหน้าที่ของท่านประธานวุฒิสภาพูดในเรื่องหลักความโปร่งใส การไม่มี ส่วนได้เสีย เรื่องจริยธรรม หลักนี้คือหลักประชาธิปไตยครับ หลักนี้ก็คือหลักการที่สำคัญที่สุด ในระบอบประชาธิปไตย ผมอยากเห็นการสนับสนุนกระบวนการที่จะทำให้ประเทศชาตินี้ เป็นประชาธิปไตย และที่สำคัญ ในศาลรัฐธรรมนูญบางท่านนี่นะครับ มีท่านที่เคยทำหน้าที่ อยู่ในสภาร่างรัฐธรรมนูญและวันนี้ไปทำหน้าที่พิพากษาคดีในฐานะเป็นศาลรัฐธรรมนูญ ไม่ขัดกันซึ่งอำนาจ หลาย ๆ ท่านในที่นี้ก็ยังหยิบยกเอาคำพิพากษามากล่าวอ้าง ด้วยความชื่นชม ท่านประธานครับ กรณีมาตรา ๒๓๗ ก็เช่นกัน มาตรา ๒๓๗ เราไปลงโทษ ผู้ที่ไม่มีส่วนรู้เห็นกับการกระทำของบุคคลอื่น ซึ่งการกระทำแบบนี้ในทางกฎหมาย เขาเรียกว่า การกระทำความผิดของหมู่คณะ หรือว่า กิลท์ บาย แอสโซซิเอชัน (Guilt by association) ซึ่งมันไม่มีใช้บังคับ ไม่มีครับ มันขัดต่อหลักนิติธรรม บทบัญญัติมาตรา ๒๓๗ ขัดต่อหลักนิติธรรมทั้งด้านสารบัญญัติคือเนื้อหาสาระของกฎหมายผิด และขัดต่อหลักนิติธรรม ในแง่ของกฎหมายสบัญญัติคือกฎหมายวิธีพิจารณาความ และขัดต่อรัฐธรรมนูญฉบับนี้ อย่างชัดเจน ท่านประธานเปิดดูมาตรา ๔๒ (๒) สิครับ เขาให้สิทธิในการต่อสู้คดี แต่บทบัญญัติของมาตรา ๒๓๗ ผู้ที่ถูกห้าม ผู้ที่ถูกตัดสิทธิไม่มีสิทธิแม้แต่กระทั่งจะตั้งทนาย ไปสู้คดี มันขัด ขัดทุกอย่าง บทบัญญัติที่เขาให้สันนิษฐานว่าคนกระทำความผิดไปอยู่ร่วมกับ คนอื่นในกฎหมายไทยมีเรื่องเดียวครับท่านประธาน กฎหมายการพนัน เขาให้ถือว่า อ้ายพวกที่ไปมุงดูเขาเล่นถือว่าเล่นด้วย แต่กฎหมายยังให้โอกาสพิสูจน์ว่าเขาไม่ได้ทำ กฎหมายเพียงสันนิษฐานว่าคุณเล่นด้วยแต่ให้สิทธิคุณพิสูจน์ แต่รัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๓๗ ไม่ให้คุณพิสูจน์ คุณจะรู้เห็น ไม่รู้เห็นไม่เป็นไร แต่ว่าถ้าเกิดมีการกระทำแบบนี้คุณถูกตัดสิทธิ คุณถูกห้ามไปด้วย ผมถือว่าบทบัญญัติทั้งด้านเนื้อหาสาระและวิธีพิจารณาความขัดต่อรัฐธรรมนูญอย่างชัดแจ้ง ขัดต่อหลักนิติธรรมอย่างชัดเจน ที่สุดสูงครับแม้แต่ในคดีแพ่ง คดีฟ้องขับไล่ธรรมดาที่ไม่ได้ สลักสำคัญอะไรเขายังให้สิทธิผู้ที่ถูกฟ้องจะต้องถูกส่งหมาย ให้สิทธิในการยื่นคำให้การ เขาจะพิจารณาลับหลังคุณได้ก็หมายความว่าคุณสละสิทธิ คุณละทิ้งคำให้การ ละทิ้งสิทธิ ในการพิจารณา แต่กรณีมาตรา ๒๓๗ ละเลยสิทธิดังกล่าวนี้โดยสิ้นเชิง ท่านประธานครับ กรณีมาตรา ๑๙๐ ก็เช่นกันมีความจำเป็นที่จะต้องแก้ไขไม่ให้เป็นอุปสรรคต่อการทำงาน ของฝ่ายบริหารและหลีกเลี่ยงการตีความ สาระสำคัญวรรคแรกคงไว้ ไม่ได้มีการแก้ไข ส่วนวรรคสองได้มีการจำกัดถ้อยคำให้มีความกระชับยิ่งขึ้น นั่นคือการแก้ไขการทำ สนธิสัญญาใด ๆ ก็ตามที่มีผลให้เป็นการเปลี่ยนแปลงอาณาเขต หรือว่ามีผลต่อเขตอำนาจรัฐ หรือจะต้องออกกฎหมาย ออกพระราชบัญญัติเพื่อให้เป็นไปตามสัญญา อันนี้ต้องได้รับ ความเห็นชอบของรัฐสภา อาณาเขตนอกราชอาณาจักรก็ดี หรืออะไรก็ดีมันคืออาณาเขต กฎหมายรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๕๐ ที่เขียนไว้มันเป็นถ้อยคำที่ฟุ่มเฟือยเขาไม่ได้ตัดอะไร ออกไปหรอกครับ อย่าไปวิตกจริต อย่าไปคิดในทางร้าย และที่สำคัญท่านประธานครับ ที่มีความจำเป็นจะต้องตัดบทบัญญัติในวรรคสองออกเพราะเท่ากับเราไม่เคารพในหลักการ แบ่งแยกซึ่งอำนาจ เรากำลังให้ฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายตุลาการแทรกแซงดุลยพินิจ ของฝ่ายบริหาร คำว่า ผลกระทบอย่างกว้างขวาง คืออะไร ใครเป็นผู้ตัดสิน บอกให้ ศาลรัฐธรรมนูญตัดสิน ผลผูกพันอย่างมีนัยสำคัญคืออะไรให้ศาลรัฐธรรมนูญตัดสิน เท่ากับ ให้อำนาจศาลคืออำนาจตุลาการไปแทรกแซงดุลยพินิจของฝ่ายบริหาร อันนี้ขัดหลักการ แบ่งแยกอำนาจ และที่สำคัญการใช้ดุลยพินิจของแต่ละท่าน ผมขออนุญาตยกตัวอย่างครับ ท่านประธาน สำหรับจำนวนเงิน ๑๐๐ บาทขอทานเขาก็บอกว่าเยอะ แต่ ๑๐๐ ล้านบาท มหาเศรษฐีเขาก็บอกว่าน้อย เพราะฉะนั้นการใช้ดุลยพินิจว่าอย่างไรเป็นอย่างมีนัยสำคัญ อย่างกว้างขวางไม่มีบรรทัดฐานครับ ถ้าปล่อยให้ศาลใช้ดุลยพินิจอย่างนี้เสียหายต่อการทำ หน้าที่ของฝ่ายบริหาร ผมตอบคำถามท่านสมาชิกฝ่ายค้านท่านหนึ่งที่ท่านบอกว่าต่อไป การทำสัญญาเอฟทีเอก็ไม่ต้องเข้าสภาแห่งนี้ ท่านกำลังเข้าใจผิดครับ การทำสัญญาเอฟทีเอ มันย่อมาจากคำว่า ฟรี เทรด อะกรีเมนท์ (Free Trade Agreement) คือการยกเว้นภาษี จะต้องออกกฎหมายรับรองการกระทำดังกล่าวนั้นต้องมีการออกกฎหมายยกเว้นครับ กรณีนี้ต้องเข้ารัฐสภาเพราะจะต้องตราเป็นกฎหมายรองรับสิ่งที่รัฐบาลไปตกลงไม่มีข้อยกเว้น เพราะฉะนั้นตอบคำถามท่านนะครับ ส่วนสัญญาใด ๆ ก็ตามที่มีผลผูกพันในทางแพ่งไม่มี ความจำเป็นต้องเข้ามาสู่สภาแห่งนี้ เพราะว่าฝ่ายบริหารคือรัฐบาล มีประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๕๗ ครอบคลุมคุ้มครองการทำงานอยู่แล้วครับ ถ้าการกระทำใด ๆ ของรัฐบาลก็ดี มีลักษณะเป็นการเอื้อประโยชน์หรือใช้อำนาจในทางไม่ชอบ ท่านชอบที่จะดำเนินคดี ต่อ ป.ป.ช. หรือฟ้องต่อศาลก็ทำได้อยู่แล้ว ฝ่ายบริหารไม่ได้ว่าทำอะไรได้ตามอำเภอใจ เพราะมีกฎหมายควบคุมอย่างชัดเจน กราบเรียนท่านประธานครับว่าถ้าทุกเรื่อง ต้องเข้าสภาหมด วันนี้ไม่จำเป็นต้องมีฝ่ายบริหารแล้วครับ ฝ่ายนิติบัญญัติก็ดี ฝ่ายตุลาการก็ดี ก็ทำหน้าที่แทนฝ่ายบริหารแล้ว เพราะฉะนั้นกระผมเห็นด้วยที่ควรจะต้องมีการแก้ไข บทบัญญัติมาตรานี้ ส่วนกรณีมาตรา ๑๑๑ ก็เช่นกัน ในหลักการของมาตรา ๑๑๑ ก็คือ หลักการเคารพซึ่งอำนาจของประชาชน มาตรา ๓ บอกว่าอำนาจอธิปไตยเป็นอำนาจของ ปวงชนชาวไทย แล้วทำไมสิทธิในการเลือกตัวแทนของเขาเราไปตัดออกเอาไปให้คน ๔ คน ๕ คนมาสรรหา มาเลือก อันนั้นเป็นการไม่เคารพซึ่งหลักอำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย ผมเป็นด้วยเป็นอย่างยิ่งครับ และที่สำคัญก็คือมันเป็นการขัดกันซึ่งผลประโยชน์ ถ้าท่านประธานจะได้กรุณาพิจารณามาตรา ๒๗๔ ของรัฐธรรมนูญที่บัญญัติให้กระบวนการ ถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองก็ดี หรือกระบวนการถอดถอนองค์กรอิสระกระทำโดย สมาชิกวุฒิสภา ต้องได้รับเสียง ๓ ใน ๕ คือ ๙๐ เสียง ท่านประธานครับ ก็ในเมื่อผู้ที่ทำ หน้าที่สรรหากับผู้ที่ถูกสรรหาตรวจสอบกันไปตรวจสอบกันมาซึ่งกันและกันเองแล้ว กระบวนการถ่วงดุลตามรัฐธรรมนูญนี้มันทำหน้าที่ได้อย่างไร เพราะฉะนั้นในเรื่องนี้ มีความจำเป็นที่จะต้องแก้ไข แล้วผมยังเห็นเลยต่อไปนะครับ ไม่ควรไปจำกัดสิทธิอื่น ๆ ของเขา เช่นความเป็นบุพการีกับบุตร หลายท่านได้ยกตัวอย่างในประเทศสหรัฐอเมริกา ผมไม่ยกตัวอย่างซ้ำความเป็นสามีภรรยา แต่สิ่งที่กระผมเห็นอีกอย่างท่านครับ หลายคนที่แสดงท่าคัดค้าน ส.ว. ที่มาจากสามีภรรยา ผมเห็นประธานาธิบดีคลินตันก็ดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ คลินตันมาเมืองไทย ยังไปแสดงความชื่นชม ยังไปแสดงการยอมรับเขาอย่างออกหน้าออกตา แล้ววันนี้มาค้าน บอกสภาผัวสภาเมียไม่ได้ ผมว่าทำอะไรอย่าให้มัน ๒ มาตรฐานมากเกินไปนะครับ หลักการ เรื่องเจ้าของอำนาจเป็นสาระสำคัญ ท่านประธานครับ อย่าได้ดูถูกดูแคลนประชาชน ประชาชนถึงแม้เขาจะมีความรู้น้อย แต่เขาก็มีสิทธิ ๑ เสียงในการที่เขาจะเลือกตัวแทน ของเขา อันนี้คือการเคารพหลักการอำนาจของประชาชน ท่านประธานครับ ที่สำคัญ ในทางสากลเขาถือว่าผู้ที่ปล้นอำนาจจากประชาชนเป็นการกระทำที่ ขออนุญาตใช้คำนี้ว่า เลวที่สุด ผมไม่รู้จะใช้คำใดที่ดีกว่านี้นะครับ แต่ผมเห็นว่าใครก็แล้วแต่ที่ยินดีเสวยสุข จากสิ่งที่เขาปล้นไป ผมใช้คำว่า แย่กว่า โจรไปปล้นทรัพย์เขามามันยังเสี่ยงเป็นเสี่ยงตาย แต่คนที่เสวยสุขจากสิ่งที่โจรไปปล้นมาไม่เสี่ยงเป็นเสี่ยงตาย แถมยังทำตัวหล่อ ผมว่าแย่กว่า วันนี้ผมมาทำหน้าที่ในสภาแห่งนี้ไม่มีเรื่องส่วนตัวครับ ผมกำลังจะเอาอำนาจของประชาชน ที่ถูกปล้นไปนานแล้วคืนให้กับประชาชนของผม เราเป็นนักการเมืองอย่าไปกลัวอำนาจ ของประชาชน การเป็นตัวแทนของประชาชนอย่าไปคิดแทนประชาชนว่าเขาไม่รู้ เขาจะ เลือกผู้แทนราษฎรมาไม่ได้อย่างนั้นอย่างนี้ ไปรู้แทนเขาได้อย่างไรครับ สิทธิของเขา อำนาจของเขา เขาจะเลือกผู้แทนราษฎรแบบไหนเป็นสิทธิของเขา และถ้ากลัวว่าจะไม่มี ความหลากหลายในอำนาจ จะไม่มีความหลากหลายในวิชาชีพ เราตั้งคณะกรรมาธิการ ตั้งผู้ช่วย ตั้งที่ปรึกษาได้ ไม่ได้มีข้อจำกัด ขอให้ยึดหลักอำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชน อันนั้นยิ่งใหญ่ที่สุดครับ

ท่านประธานครับ ผมกราบเรียนท่านประธานเป็นประเด็นสุดท้าย กรณีเรื่องของ มาตรา ๓๐๙ ซึ่งขออนุญาตอภิปรายเนื่องจากมีการพาดพิงถึง การนิรโทษกรรมตามประวัติ ที่เคยเกิดขึ้นครั้งแรกในสมัยล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ ๗ ถูกยึดอำนาจ คณะราษฎรที่ทำการ ยึดอำนาจได้ขอพระราชทานอภัยโทษ ท่านทรงพระราชทานอภัยโทษให้ อันนี้คือประเพณี การนิรโทษกรรม ผู้ที่กระทำผิดได้ขอโทษต่อผู้ที่เขาไปกระทำความผิด เมื่อพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๗ ท่านพระราชทานพระราชหัตถเลขาอภัยโทษให้มันเป็นการนิรโทษกรรม แต่การนิรโทษกรรมต่อ ๆ มา แม้แต่การนิรโทษกรรมตามมาตรา ๓๐๙ ที่ปล้นอำนาจ ไปจากประชาชน ผมไม่เคยเห็นคณะที่ปล้นจากประชาชนได้ขอโทษประชาชน แล้วหลาย ๆ ท่าน ที่แสดงความคัดค้านไม่ให้แก้ไขอำนาจ ไม่ให้แก้ไขมาตรา ๓๐๙ ด้วยเกรงว่าจะมีใคร ได้ประโยชน์ ผมกราบเรียนท่านประธานครับ ถ้าการที่เราจะทำในสิ่งที่ถูกต้องแล้วจะมี คนได้ประโยชน์ก็สมควรทำ แต่ถ้าเราจะคงความไม่ถูกต้องเป็นความอัปยศไว้เพียงกลัวเขาจะ ได้ประโยชน์จากความถูกต้อง ผมว่าคนคิดแบบนั้น ต้องขอยืมคำพูดท่านผู้บัญชาการทหารบก มาใช้นะครับ แต่ผมขออนุญาตไม่เอ่ย ผมเชื่อว่าหลาย ๆ ท่านในนี้จำได้ดี

กราบเรียนท่านประธานด้วยความเคารพเป็นประการสุดท้ายครับว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้มีเจตจำนงที่จะแก้ไขให้เกิดความชัดเจนในหลักเรื่องของ การแบ่งแยกอำนาจ ไม่มีเจตนาที่จะไปจำกัดตัดสิทธิของประชาชน เพื่อนผมท่านหนึ่งซึ่งเป็น ตัวแทนจากฝ่ายค้านเมื่อครั้งหนึ่งเคยเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงในการรณรงค์โหวต โน (No) ไม่รับรัฐธรรมนูญฉบับนี้ วันนี้เพื่อนผมมาเห็นดีเห็นงามแล้ว ไม่ต้องการให้แก้ไขรัฐธรรมนูญ ฉบับนี้แล้ว แต่ไม่เป็นไรครับ วันเวลาเปลี่ยนไปความคิดก็เปลี่ยนไปได้ แต่ผมอยากให้ เปลี่ยนไปในทางที่เป็นการเข้าหาประชาชนมากอย่าเปลี่ยนไปในทางเข้าหาความคิดที่ไม่เป็น ประชาธิปไตยเลย ขอกราบขอบพระคุณท่านประธานครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านสุรจิต ชิรเวทย์ ๘ นาทีครับ

(พลเอก สมเจตน์ บุญถนอม สมาชิกวุฒิสภาภาครัฐ ได้ยืนและยกมือขึ้น)

ท่านประท้วงหรือครับ

พลเอก สมเจตน์ บุญถนอม สมาชิกวุฒิสภา ภาครัฐ

ขอใช้สิทธิพาดพิงครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ผมฟังอยู่ก็ไม่ได้พาดพิง เสียหายอะไร

พลเอก สมเจตน์ บุญถนอม สมาชิกวุฒิสภา ภาครัฐ

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ผม พลเอก สมเจตน์ บุญถนอม สมาชิกวุฒิสภาสรรหา ผมขออนุญาตใช้สิทธิพาดพิงตามที่ผู้อภิปรายได้อภิปรายไปข้างต้น ในช่วงหนึ่งของ การอภิปรายได้อภิปรายว่ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ร่างโดยคณะปฏิวัติ ผมขอเรียนว่าสิ่งที่ท่านผู้อภิปรายได้กล่าวนั้นไม่เป็นข้อเท็จจริง เนื่องจากว่าเป็นการถ่ายทอด ที่จะให้ประชาชนได้รับทราบ เพราะฉะนั้นผมขออนุญาตท่านประธานว่าจำเป็นจะต้องชี้แจง ที่มาของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ เพียงคร่าว ๆ ครับ ได้เรียนว่ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ นั้น มีที่มาจาก

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านครับ ผมฟังอยู่นะครับ ไม่ได้เสียหายอะไรหรอกครับ

พลเอก สมเจตน์ บุญถนอม สมาชิกวุฒิสภา ภาครัฐ

มีที่มาจาก การสรรหา มาจากประชาชนส่วนหนึ่งประมาณ ๒,๐๐๐ คนทั่วประเทศ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านสมเจตน์ครับ ผมฟังอยู่ครับ คงไม่ได้เสียหายอะไรนะครับ ท่านสมเจตน์ครับ ผมไม่อนุญาต ไม่อย่างนั้น ก็ประท้วงไม่จบ ท่านครับผมได้วินิจฉัยแล้วครับ ท่านนั่งเถอะครับ ขอบคุณครับ ท่านสุรจิต เชิญครับ ๘ นาทีนะครับ

นายสุรจิต ชิรเวทย์ สมาชิกวุฒิสภา สมุทรสงคราม 🔗

ขอบคุณครับ ท่านประธาน กระผม สุรจิต ชิรเวทย์ สมาชิกวุฒิสภาจังหวัดสมุทรสงคราม ในประเด็น การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ มาตรา ๖๘ กระผมไม่เห็นด้วย โดยที่มาตรา ๖๘ ก็คือ สิทธิพิทักษ์รัฐธรรมนูญซึ่งเชื่อมโยงกับมาตรา ๒๓๗ ในเรื่องการเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง และการยุบพรรค โดยที่ร่างนี้ได้ทำการแก้ไขในบทบัญญัติที่เปิดกว้างให้ประชาชนผู้ทราบ การกระทำเพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยมีสิทธิเสนอเรื่องให้อัยการสูงสุด และมีสิทธิยื่นคำร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ทีนี้เมื่อศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยวางบรรทัดฐาน ไปแล้วว่าประชาชนสามารถใช้ได้ทั้ง ๒ ช่องทางดังกล่าว จึงมามีการแก้ไขในครั้งนี้ให้เหลือ ช่องทางเดียวที่จะเสนอคำร้องโดยตรงต่อศาลไม่ได้ คือช่องทางนี้ถูกตัดทิ้งไป ทั้งที่เรื่องนี้ เป็นเรื่องใหญ่ เป็นเรื่องของการล้มล้างระบอบการปกครองซึ่งกระทบอำนาจอธิปไตย ของประชาชน ไม่ใช่ความผิดต่อส่วนตัว ต่อชีวิตทรัพย์สิน เฉพาะตัวนะครับ พูดง่าย ๆ ก็คือ เป็นการประทุษร้ายต่อระบอบประชาธิปไตย ในความผิดต่อชีวิตทรัพย์สินประชาชน ยังสามารถเลือกได้ว่าจะให้อัยการฟ้องหรือไม่ฟ้อง หรือจะใช้สิทธิฟ้องเอง องค์กรอัยการ โดยระบบยังยึดโยงอยู่กับอำนาจบริหารไม่ใช่อำนาจอธิปไตยที่ ๔ ไม่ได้รับมอบอำนาจให้ใช้ อำนาจอธิปไตยแทนใครได้ เพราะฉะนั้นการแก้ไขมาตรา ๖๘ นี้จึงไม่ใช่เป็นไปเพื่อให้เป็น ประชาธิปไตยยิ่งขึ้น แต่เป็นการตัดทอนสิทธิเสรีภาพในการพิทักษ์รัฐธรรมนูญของประชาชน ให้น้อยลงไปอีกนะครับ

ในประเด็นการเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งและการยุบพรรคตามมาตรา ๒๓๗ กระผมก็ไม่เห็นด้วย เพราะว่าความจริงประเด็นนี้เป็นหมันไปแล้วไม่สามารถออกดอกผล อะไรได้แล้ว พรรคต่าง ๆ เขาก็ได้มีนอมินี (Nominee) ทำหน้าที่รับความเสี่ยงแทนหัวหน้าพรรค กรรมการบริหารพรรคไปหมดแล้ว รวมทั้งเตรียมตั้งพรรคสำรองไว้ด้วย เพราะฉะนั้นเหตุผล ที่อ้างประกอบว่าข้อกำหนดของรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๓๗ ไม่สอดคล้องกับการส่งเสริม ระบบพรรคการเมืองนี่จะพูดไปทำไมครับ เพราะว่ามีพรรคการเมืองที่ไหนที่อาศัยคนคนเดียว คิดแล้วคนที่เหลือไม่ต้องคิดได้แต่ทำตามเท่านั้น มีอาการแบบนี้อยู่หลายพรรคก็รู้ ๆ กันอยู่ ถ้าเราเรียกวิธีการแบบนี้ว่าการชี้นำเดี่ยวนี้เป็นระบบพรรคการเมืองได้ เราก็อาจจะเรียก วิธีการคุมฝูงของวัวกระทิงว่าเหมือนกับระบบพรรคการเมืองของไทยได้เหมือนกัน นี่ก็คือ การเมืองของไทยซึ่งไม่มีที่ไหนในโลกเสมอเหมือนนะครับ หากจะแก้ปัญหาระบบพรรคการเมือง ที่ต้นเหตุจริง ๆ ก็คืออย่าไปบังคับให้ ส.ส. สังกัดพรรค แต่คราวนี้เรากลับไปคิดว่าการบังคับ ให้ ส.ส. สังกัดพรรคจะเป็นการพัฒนาระบบพรรค ซึ่งในสภาพความเป็นจริงแล้วพรรคการเมือง ของประเทศเรานี่เป็นเหมือนของเล่นส่วนตัวของหัวหน้าพรรคเท่านั้นเอง ก็คือเหมือนกับรสนิยมส่วนตัวในการเล่นไม้ดัด บอนไซ เล่นนกเขาอะไรอย่างนี้นะครับ ก็คือ คอยดูเจ้าของดีดนิ้วให้ร้องให้ขันนะครับ เพราะฉะนั้นประเทศที่มีระบบพรรคที่เข้มแข็ง อย่างประเทศสหรัฐอเมริกาหรือประเทศอังกฤษนี่ไม่มีการบังคับให้ ส.ส. สังกัดพรรคนะครับ แต่เมื่อเราเลือกใช้วิธีบังคับให้เขาสังกัดพรรคแล้ว ถ้าเขาทุจริตเลือกตั้งพรรคก็ต้องรับผิดชอบ ส่วนการยุบพรรคอย่างที่ผมเรียนแล้วว่าเขามีพรรคสำรองอยู่เสมอนะครับ แก้หรือไม่แก้ ก็เป็นหมันเท่ากันนะครับ ในประเด็นตั้งแต่มาตรา ๑๑๑ เป็นต้นไป โดยสรุปก็คือ ให้สมาชิกวุฒิสภามาจากการเลือกตั้งทั้งหมดนะครับ ตัวกระผมเองก็เป็น ส.ว. เลือกตั้งจาก จังหวัดสมุทรสงคราม แม่กลองนี้นะครับ หาเสียงมาเหนื่อยยากแทบขาดใจ แต่กระผม ก็พอใจในหลักการที่ให้มี ส.ว. มาจาก ๒ ทาง คือไม่ใช่เปลี่ยนกลับไปให้มี ส.ว. ๒๐๐ คน มาจากการเลือกตั้งทั้งหมดเหมือน ส.ว. ชุดที่แล้ว ซึ่งถูกขนานนามว่าเป็นสภาทาสไม่ใช่หรือ ใช่ไหมครับ เพราะฉะนั้นวุฒิสภาที่มาจากการเลือกตั้ง ๒๐๐ คน พิสูจน์แล้วว่าล้มเหลวนะครับ เพราะไปใช้หลักคิดเหมือนสภาผู้แทนราษฎร ไม่ใช่ว่าสภาผู้แทนราษฎรไม่ดี แต่มันคนละ วัตถุประสงค์ สภาผู้แทนราษฎรเราเลือกตัวแทนเพื่อมาตั้งรัฐบาลหรือไม่ไว้วางใจรัฐบาล แต่วุฒิสภาเราต้องการให้เป็นสภาผู้ทรงคุณวุฒิเพื่อกลั่นกรองกฎหมาย ภารกิจหลักก็คือ กลั่นกรองกฎหมายกับการตรวจสอบนะครับ เพราะฉะนั้นเจตนารมณ์คือต้องการ สภาผู้ทรงคุณวุฒิ จึงไม่สนใจเรื่องพื้นที่และกำหนดคุณสมบัติให้ต่างกันออกไป เพราะฉะนั้น ถ้ามาจากการเลือกตั้งทั้งหมด แม้ตัวผมเองมาจากการเลือกตั้ง เราก็จะได้สภาแบบเก่า ถ้าผสมผสานก็ได้แบบปัจจุบันนี้ แต่ถ้าจะให้ดีที่สุดก็ไปปรับปรุงวิธีการ มาแก้กันในเรื่อง วิธีการดีกว่าว่า ส.ว. เลือกตั้งห้ามหาเสียง เหมือนรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ จะมีทางเลือก หลากหลายมากเลย ส.ว. สรรหา ๓ ปี สรรหาใหม่ กลั่นกรองใหม่ คนเก่าก็ลงกลั่นกรอง ได้นะครับ แต่ว่าก็ให้อยู่ได้ไม่เกิน ๖ ปี ถ้าพูดกันแบบนี้มันจะสร้างวิวัฒนาการได้ สำหรับ มาตรา ๑๙๐ เจตนารมณ์ต้องการให้ประชาชนมีส่วนร่วม เพราะว่าสิ่งที่ไปทำจะมีผลกระทบ อย่างมีนัยสำคัญต่อเศรษฐกิจ สังคม และงบประมาณ อย่างกว้างขวางนะครับ และขั้นตอน เหล่านี้เขาให้กระทำก่อนไปเจรจาเท่านั้น พอไปเจรจาแล้ว ทำกรอบไปแล้วเขาไม่ได้ไปยุ่ง อะไรจนกว่าจะไปทำเสร็จจึงให้กลับมาที่สภาอีกครั้งหนึ่งเพื่อให้สภาพิจารณาและให้สัตยาบัน และในมาตรา ๑๙๐ ปัจจุบันได้ให้เครื่องมือไว้แล้วก็คือในวรรคห้า ว่าให้ฝ่ายบริหารไปออก กฎหมายลูกกำหนดประเภทกรอบเจรจาประเภทใดบ้างที่ต้องใช้กระบวนการผ่านรัฐสภา ไม่ใช่ว่าต้องเอาเข้ามากองกันแบบทุกวันนี้ แต่ว่ารัฐบาลไม่ไปออกกฎหมายอันนี้เองแล้วมา บอกว่าอันนี้ไม่สะดวก ขืนสะดวกก็ได้วิบัติกันหมดเท่านั้น มันก็ต้องลำบากบ้าง จะเอาสบาย อย่างเดียวได้อย่างไร ขอบคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านชำนิ ศักดิเศรษฐ์ ๒๐ นาทีครับ

นายชำนิ ศักดิเศรษฐ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ 🔗

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ กระผม ชำนิ ศักดิเศรษฐ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานที่เคารพครับ วันนี้ผมถือว่า มีความหมายที่สำคัญอีกครั้งหนึ่งที่เราจะได้พูดจากันอย่างตรงไปตรงมาและพูดบนข้อเท็จจริง ของการแก้ไขรัฐธรรมนูญ การแก้ไขรัฐธรรมนูญทุกครั้ง ท่านประธานสังเกตไหมครับว่าทำไม ถึงเป็นปัญหาข้อขัดแย้ง ทำไมถึงเป็นปัญหาข้อแตกต่าง และทำไมถึงมีปัญหาเรื่องเห็นด้วย กับไม่เห็นด้วย คำถามมีอยู่คำเดียวเท่านั้นละครับ ว่าการแก้รัฐธรรมนูญครั้งนี้แก้เพื่อใคร เมื่อสักครู่นี้ท่านสมาชิกก่อนหน้าผมที่เป็นพรรครัฐบาลได้ตั้งคำถามว่าเราแก้รัฐธรรมนูญนั้น เราแก้เพื่อใคร ผมจะตอบคำถามให้ท่านประธานเห็นว่าการแก้รัฐธรรมนูญครั้งนี้ประชาชน ได้อะไร และคำตอบของผมก็คือว่าจะตอบกับท่านประธานเลยว่าประชาชนจะไม่ได้อะไร จากการแก้ไขรัฐธรรมนูญในครั้งนี้ เพราะเป้าหมายของการแก้ไขไม่ได้อยู่ที่ประชาชน แต่ทั้ง ๓ ร่างที่เสนอเข้ามาสู่รัฐสภาในวันนี้เป็นการแก้ไขปัญหาเพื่อตัวเองทั้งสิ้น ทำไม ผมกล่าวกับท่านประธานอย่างนั้นครับ ท่านประธานที่เคารพครับ รัฐธรรมนูญนั้น เป็นเจตนารมณ์ทางการเมือง รัฐธรรมนูญนั้นเป็นระบบการเมืองของประเทศ รัฐธรรมนูญนั้น เป็นเงื่อนไขเฉพาะในทางการเมืองของประเทศ และรัฐธรรมนูญนั้นเป็นข้อปฏิบัติทางการเมือง ของประเทศเช่นเดียวกัน ผมกราบเรียนกับท่านประธานว่าความพยายามที่จะเสนอ ให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้นได้ทำมาแล้วครับ ได้เสนอมาตรา ๒๙๑ แก้ไขมาตรา ๒๙๑ เพื่อที่จะไปร่างรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับ เราเดินหน้าวันนั้นไม่สำเร็จเพราะรัฐธรรมนูญ ไม่อนุญาตให้ร่างใหม่ รัฐธรรมนูญอนุญาตให้เสนอการแก้ไขเป็นรายมาตรา ท่านประธานครับ การเสนอครั้งนี้ผมจึงต้องกราบเรียนกับท่านประธานว่าผมไม่ต่อต้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่ผมจะกราบเรียนกับท่านประธานว่าผมไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญทั้ง ๓ ร่างนี้ เพราะรัฐธรรมนูญทั้ง ๓ ร่างนี้ไม่มีปัญหาเรื่องประชาธิปไตยหรือไม่ประชาธิปไตย ไม่มีเรื่อง เผด็จการหรือประชาธิปไตยดำรงอยู่ในการแก้ไขปัญหาในครั้งนี้ ทำไมผมต้องกราบเรียน ท่านประธานอย่างนี้ครับ นั่นก็เพราะว่าตามที่ได้มีการเสนอมาทั้ง ๓ ร่าง ร่างแรกมีการเสนอ ให้แก้ไขมาตรา ๖๘ กับมาตรา ๒๓๗ แก้ไขมาตรา ๑๑๑-๑๑๔ แก้ไขมาตรา ๑๙๐ กระบวนการ ก่อนที่ผมจะลงสู่รายละเอียดของทั้ง ๓ ร่างนี้ ผมกราบเรียนให้ท่านประธานเห็นว่า ความพยายามในการแก้ไขรัฐธรรมนูญวันนี้มีความแปลกมาตั้งแต่เริ่มต้นแล้วนะครับ ผู้เสนอร่างทุกร่างมีสิทธิที่จะเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นไปตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ การเสนอเป็นรายมาตราเป็นสิ่งที่เสนอได้ และผมกราบเรียนกับท่านประธานแล้วว่า ผมไม่ต่อต้านแต่ผมจะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยผมจะต้องอภิปรายกับท่านประธาน ท่านประธานแปลกใจไหมครับว่าทั้ง ๓ ร่างนี้น่าประหลาดตรงที่ว่าเรื่องไหนที่เกี่ยวกับ พรรคการเมืองให้ ส.ว. เป็นคนเสนอ เรื่องไหนที่เกี่ยวกับ ส.ว. ให้พรรคการเมืองเป็นคนเสนอ เรื่องไหนที่ว่าไปด้วยกันได้ร่วมกันเสนอ วิธีเสนออย่างนี้ทำเพื่ออะไรครับ เจตนารมณ์ของผู้เสนอแก้ไข เพื่อที่จะปกปิดอะไร ปกปิดข้อเท็จจริงหรือครับ ลักษณะอย่างนี้ท่านประธานครับ จะต้อง ถูกคัดค้านและถูกครหาจากประชาชนแน่นอน ผมกล่าวเพราะว่าข้อเท็จจริงมันเป็นอย่างนั้น ท่านประธานครับ นี่คือวิธีผลัดกันเกาหลังแท้ ๆ รัฐบาลคันเกาเองไม่ได้ให้ ส.ว. ช่วยเกา ส.ว. คันให้รัฐบาลช่วยเกา ท่านประธานครับ นี่เป็นการปกปิดข้อเท็จจริงที่นำเสนอต่อ สภาผู้แทนราษฎร

ประเด็นที่ ๒ วันนี้ท่านประธานก็เห็นสิครับว่าใครอยากได้อะไร และจากได้ อันนั้นเป็นความเห็นส่วนตัว เป็นผลประโยชน์ส่วนตัวแท้ ๆ ในทางการเมืองอย่างนี้ผมนี่เป็น นักเคลื่อนไหวมานาน ปรมาจารย์ทางการเมืองยิ่งใหญ่ของโลกคนหนึ่งชื่อว่า เหมา เจ๋อ ตุง ได้กล่าวว่าวิธีอย่างนี้คือตัดทำงานให้ลงไปตามความต้องการของตัวเองและผลัดกันเกาหลัง วิธีอย่างนี้เขาเรียกว่าตัดเท้าให้เข้ากับรองเท้าครับ หรือจริง ๆ ท่านประธานเหมา เจ๋อ ตุง พูดว่านี่เป็นวิธีตัดตีนให้เข้ากับเกือก มันเป็นประเด็นที่ไม่ใช่ปัญหาประชาธิปไตยหรือไม่ ประชาธิปไตย

ประเด็นที่ ๓ วันนี้เรามีเสียงข้างมากในสภาไว้เพื่อหลีกหนีการตรวจสอบ นั่นก็คือไปแก้มาตรา ๑๙๐ ผมลงสู่รายละเอียดครับท่านประธาน การแก้ไขมาตรา ๖๘ นี่เป็นการยืนยันอีกครั้งหนึ่งว่าเราทำเพื่อใคร สิทธิของประชาชนตามมาตรา ๖๘ เป็นสิทธิ ขั้นพื้นฐานตามรัฐธรรมนูญ ใครก็ตามไม่มีสิทธิล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ใครก็ตามไม่มีสิทธิที่จะล้มล้างวิถีทางที่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ ใครทำอย่างนี้จะต้องถูกฟ้องร้อง ต่อศาลรัฐธรรมนูญ คนที่เรียกร้อง คนที่จะนำเรื่องนี้ไปสู่รัฐธรรมนูญ ท่านประธานครับ ในรัฐธรรมนูญเขียนไว้แล้วอย่างชัดเจน ให้โอกาสอย่างแน่นอนกับบุคคลที่จะต้องเข้ามา ทำหน้าที่อันนี้เขาใช้คำอย่างนี้ ท่านประธานครับ ในกรณีที่บุคคลหรือพรรคการเมืองใด กระทำการตามวรรคหนึ่ง ผู้ทราบการกระทำดังกล่าวย่อมมีสิทธิเสนอเรื่องให้อัยการสูงสุด ตรวจสอบข้อเท็จจริงและยื่นคำร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยสั่งการให้เลิกการกระทำ ดังกล่าว ความเห็นนี้ขัดแย้งกันมาตั้งนาน ความเห็นนี้ได้เป็นที่ประจักษ์ชัดไปแล้วเมื่อวันหนึ่ง เรื่องไปสู่ศาลรัฐธรรมนูญ ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยแล้วครับว่าคนที่นำเรื่องขึ้นสู่ศาลรัฐธรรมนูญได้นั้น ทั้งส่งไปที่อัยการและส่งไปศาลรัฐธรรมนูญโดยตรง ความหมายนี้คืออะไรครับ ความหมายนี้ ก็คือการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญนั้นเขาวินิจฉัยให้สิทธิกับประชาชน ให้เอกสิทธิ์ กับประชาชน ให้โอกาสประชาชน และนี่คือปัญหาประชาธิปไตยหรือไม่ ประชาธิปไตย วันนี้เราแก้อะไรครับ วันนี้เราแก้เอาอำนาจของรัฐไว้แล้วก็สละอำนาจของประชาชนออกไป ตรงนี้ละครับที่แก้ไปสู่ความเป็นประชาธิปไตยหรือไม่เป็นประชาธิปไตย ตรงนี้หรือครับ ที่จะยึดถือเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญเพื่อนำไปสู่เป้าหมายอำนาจที่เป็นของปวงชนชาวไทย ผมเรียนกับท่านประธานอย่างนี้ด้วยเสียงดัง ๆ ก็เพราะว่าการวินิจฉัยไปครั้งที่แล้วมันสร้าง ความเจ็บปวดให้คนที่จะยกเลิกรัฐธรรมนูญฉบับนี้และเดินหน้าไปไม่สำเร็จ วันนี้กำลังที่จะ ถอดทิ้งคำวินิจฉัยที่ศาลได้ทำไว้เป็นที่ประจักษ์เพราะจะเป็นแนวทางสำหรับการปฏิบัติ ในอีกอนาคต ทำไมล่ะครับ ทำไมต้องเป็นอัยการเพียงผู้เดียว อัยการมีสิทธิได้ครับ เพราะอัยการ เป็นกลไกแห่งรัฐ อำนาจรัฐไทยนั้นมีอำนาจทั้งในเรื่องกระบวนการในการสร้างความสงบ เรียบร้อยของประเทศ ปฏิบัติตามให้เป็นไปตามกฎหมาย ให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของ รัฐธรรมนูญ การร้องไปทางอธิบดีกรมอัยการ รัฐร้องได้ครับ แล้วถ้าประชาชนร้องจะมีสิทธิ อย่างนี้ไหม ก็ร้องได้ แต่ว่าอัยการจะทำตามเจตนารมณ์ของประชาชนไหม เขาไม่ต้องทำครับ นี่คือความเป็นกลไกแห่งรัฐ เป็นการใช้อำนาจของอัยการโดยตรงแล้วให้เหลือไว้เพียงเท่านี้ วันนี้รัฐบาลต้องการเพียงแค่นี้หรือครับ ต้องการตัดสิทธิของประชาชนออกไปและให้อำนาจนั้น คงไว้กับเพียงแต่ส่วนของราชการ ส่วนของกลไกแห่งรัฐเท่านั้นเอง นี่เป็นการขัดต่อเจตนารมณ์ ของรัฐธรรมนูญ เป็นการแก้ไขที่ตัดสิทธิของประชาชนโดยตรง เมื่อภาคเช้าคุณถวิล ไพรสณฑ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของพรรคประชาธิปัตย์ได้กล่าวเรื่องนี้และชี้ให้ท่านประธานเห็นว่า อัยการไม่ใช่เป็นเรื่องคนดีหรือไม่ดี แต่อัยการเป็นกลไกแห่งรัฐไทยซึ่งมีหน้าที่ปกป้อง และเป็นเครื่องมือของรัฐบาลในการรักษาความสงบเรียบร้อยของบ้านเมืองด้วย จุดนี้จึงเป็น เรื่องที่ผมต้องกราบเรียนกับท่านประธานว่าเราไม่อาจจะเห็นด้วยกับการแก้รัฐธรรมนูญ เพื่อที่จะตัดสิทธิของประชาชน แล้วก็สร้างเงื่อนไขไว้ให้เป็นอำนาจของตัวเอง อนาคตอะไร จะเกิดขึ้นครับ ถ้าแก้มาตรานี้แปลว่าการแก้รัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๙๑ จะต้องกลับมาอีก นี่เป็นเพียงบันไดที่ทำครั้งที่แล้วไม่สำเร็จ วันนี้ก็เลยต้องมาตัดตีนให้เข้ากับเกือก ท่านประธานครับ เพื่อที่จะสร้างเงื่อนไขให้กับไปทำอย่างนั้นอีก ทั้ง ๆ ที่ศาลวินิจฉัยแล้ว ตัดข้อความนี้ออก เพื่อให้คำวินิจฉัยของศาลนั้นเป็นโมฆะไป ทิ้งไป ไม่เป็นแบบแผนได้อีกเพราะกฎหมาย ไม่บัญญัติไว้เป็นอย่างนั้น นี่คือเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นและผมไม่อาจที่จะให้การสนับสนุนให้มี การแก้ไขมาตรา ๖๘ ได้ ในขณะเดียวกันท่านประธานครับ การแก้ไขรัฐธรรมนูญในการที่จะ ให้ยุบพรรคการเมืองหรือไม่ให้ยุบพรรคการเมือง ผมนี่ละครับเป็นคนหนึ่งที่พูดได้ว่าในชีวิตของผม วันนี้ผมเดินเข้าถนนสู่การเมืองเมื่อ ๓๙ ปีที่แล้ว กำลังจะเข้าสู่ปี ๔๐ ผมเป็นคนสงวนสิทธิในความเป็นสมาชิกพรรคการเมือง วิชารัฐศาสตร์เบื้องต้น เขาบอกเลยครับ เขาบอกว่าคนที่มีความตื่นตัวในทางการเมืองของระบอบประชาธิปไตยนั้น เป็นคนที่มีค่ายิ่งของระบบการเมืองการปกครองของประเทศ ใครครับ เขาบอกว่าคนที่ติดตาม ข่าวสารอย่างใกล้ชิดถือว่าเป็นคนที่มีคุณค่าของสังคม เพราะเป็นคนที่มีความตื่นตัวทางการเมือง เป็นคนที่เข้าร่วมกิจกรรมสาธารณะอย่างสม่ำเสมอ ถือว่ามีความหมายและเป็นความตื่นตัว และมีค่ายิ่ง

ประการที่ ๓ เขาบอกว่าใครก็ตามถ้าเข้าร่วมมีส่วนในการกำหนดนโยบาย กับรัฐ นั่นแปลว่ามีความตื่นตัวทางการเมืองนี่เป็นคนที่สังคมต้องการ มากกว่านั้น ท่านประธานครับ วิชารัฐศาสตร์เบื้องต้นบอกไว้เลยครับ บอกว่าการเป็นสมาชิก พรรคการเมืองเป็นการตื่นตัวทางการเมืองสูงสุดของคนที่มีความสนใจในกิจการของ บ้านเมือง คนเหล่านี้ต้องรัก ต้องสนับสนุน รัฐบาลจะต้องให้เกิดขึ้น ต้องไม่มีกฎหมายใด ๆ ไปขัดขวางไปเป็นอุปสรรคของคนที่จะเป็นสมาชิกพรรคการเมือง

และที่สำคัญคือข้อที่ ๕ เขาบอกว่าคนที่มีความตื่นตัวทางการเมืองสูงสุด คือคนที่ลงสมัครรับเลือกตั้ง ผมเล่าเรื่องนี้ให้ท่านประธานฟังก็เพราะว่ากฎหมายที่เรากำลัง ทำอยู่นั้น การยุบพรรคการเมืองเป็นสิ่งที่ต้องเป็นเรื่องใหญ่ เป็นเรื่องที่มีความหมาย แต่พี่น้องครับ มีความหมายมากเท่าไรก็ตาม พรรคการเมืองไม่มีสิทธิล้มล้างการปกครอง ในระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข พรรคการเมืองต้องไม่มีสิทธิทำ ทุจริตคอร์รัปชัน (Corruption) แสวงหาผลประโยชน์ส่วนตัว การเข้าสู่อำนาจด้วยวิธีการทุจริต ถ้าพรรคการเมืองเข้าสู่วิถีทางอย่างนี้ ผู้นำของพรรคการเมืองเข้าสู่วิถีแบบนี้แน่นอนครับว่า พรรคการเมืองนั้นควรที่จะมีสิทธิถูกยุบถูกล้มเลิกไปได้เช่นเดียวกัน นั่นเป็นสิ่งที่ผม กราบเรียนกับท่านประธานว่าความหมายไม่ได้อยู่ตรงยุบได้ไม่ยุบได้ แต่วันนี้ความหมาย มันอยู่ที่จากการแก้รัฐธรรมนูญท่านประธาน ในเรื่องสมาชิกวุฒิสภาก็เช่นเดียวกัน ผมไม่ปฏิเสธครับว่าการมีสมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการเลือกตั้งนั่นเป็นความงดงามยิ่ง เป็นไป ตามวิถีทางของระบอบประชาธิปไตย แต่ในขณะเดียวกันที่ผมว่าผมต้องให้ความเคารพต่อ ส.ว. ที่เขามาจากการสรรหานั้น เขาไม่ได้มาเองครับ เขามาตามวิถีทางของรัฐธรรมนูญ เมื่อโครงสร้างของระบบการเมืองของเรากำหนดเป็นอย่างนี้ เขาก็เข้าสู่สภาอย่างนี้ ถ้าระบบ การเมืองของเราไม่เข้าสู่สภาด้วยวิธีนี้ เขาก็ต้องไปตามวิถีทางของรัฐธรรมนูญ เขาไม่มีสิทธิ มาสู่สภาแห่งนี้นอกเหนือจากวิถีทางของรัฐธรรมนูญ ผมอธิบายความอย่างนี้เพื่อเรียนกับ ท่านประธานครับว่าวุฒิสภานั้นเป็นบุคคลที่ถกเถียงกันมากว่าเมื่อก่อนนี้เราควรจะมีหรือไม่ ควรจะมี ในที่สุดการออกแบบรัฐธรรมนูญของเรา การสรรหาสร้างความคิด เราเห็นตรงกัน ว่าเราจำเป็นต้องมีวุฒิสภา ถ้ามีวุฒิสภาก็ถามว่ามีไว้ทำไม ก็มีไว้ทำหน้าที่ในการกลั่นกรอง ทำหน้าที่ในการตรวจสอบ ทำหน้าที่ในการเลือกตั้ง แต่งตั้งองค์กรอิสระซึ่งจะทำหน้าที่ ตามรัฐธรรมนูญ เขาบอกว่าถ้าอย่างนั้นวุฒิสภาควรเป็นใคร วุฒิสภาควรจะเป็นผู้เชี่ยวชาญ วุฒิสภามาจากความหลากหลาย วุฒิสภาต้องเป็นอิสระในทางการเมือง เขาถึงออกแบบมาเป็น อย่างนั้น ถ้าสภานี้ไม่ต้องการให้มีวุฒิสภาสรรหาก็ไม่เป็นไรครับ ก็มาจากการเลือกตั้งพวกเขา ก็ไปสู่การเลือกตั้ง แต่การแก้ไขมาตรา ๑๑๑ ถึงมาตรา ๑๑๔ ท่านประธานครับ มันไม่ใช่ ทำเพื่อเอา ส.ว. ไปสู่เลือกตั้ง แต่ที่ผมบอกว่าต้องตัดตีนให้เข้ากับเกือกก็เพราะว่าไปเลือกตั้ง เพื่อที่จะต่ออายุของ ส.ว. ที่เป็นอยู่ปัจจุบันนี้ให้ได้เป็นอีก เพราะรัฐธรรมนูญเขาห้ามไว้ครับ เขาไม่ต้องการที่จะให้เป็น เขาไม่ต้องการที่จะให้ ส.ว. ดำรงตำแหน่งต่อไปอีก การให้เป็น ต่อไปอีกนั้นเขาเกรงว่าจะขาดความเป็นกลางในทางการเมือง เรื่องที่สำคัญยิ่งกว่านั้น ท่านประธานครับ กฎหมายรัฐธรรมนูญได้กำหนดไว้อย่างชัดเจนในเรื่องของการดำรงตำแหน่ง สมาชิกวุฒิสภาว่าบุคคลต่าง ๆ ที่เข้ามาสู่ เขาไม่ได้ห้ามเฉพาะไม่ให้ ส.ว. เดิมเป็นอีก ผมบอกท่านประธานแล้วว่าผมไม่ขัดข้องกับ ส.ว. ที่มาจากการเลือกตั้ง นั่นเป็นเจตนารมณ์ ดั้งเดิมของรัฐธรรมนูญ แต่เมื่อวันหนึ่งถูกออกแบบไปอย่างหนึ่งก็เป็นอีกแบบหนึ่ง แต่ผมกำลังบอกท่านประธานว่า ส.ว. ตามมาตรา ๑๑๗ เขาบอกว่าโดยสมาชิกวุฒิสภา จะดำรงตำแหน่งติดต่อกันเกิน ๑ วาระไม่ได้ ข้อความนี้ไม่ได้ห้ามเพียงสมาชิกวุฒิสภานะครับ เขาห้ามไกลไปถึงบุคคลที่ผมบอกท่านประธานแล้วเมื่อสักครู่นี้ เขาห้ามไม่ให้เป็นบุพการี คู่สมรส หรือบุตรของผู้ดำรงตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือผู้ดำรงตำแหน่ง ทางการเมืองนี่เขาก็ห้าม เขาห้ามใครอีกครับ เขาห้ามคนที่เคยเป็นสมาชิกหรือเคยดำรงตำแหน่ง และพ้นจากการเป็นสมาชิกของการดำรงตำแหน่งนั้นมาไม่เกิน ๕ ปี ห้ามใครอีกครับ เขาห้ามสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่พ้นตำแหน่งมาแล้วไม่เกิน ๕ ปี ห้ามใครอีกครับ เขาห้าม คนที่เคยพ้นจากตำแหน่งดังกล่าวมาแล้ว สมาชิกสภาท้องถิ่น ผู้บริหารท้องถิ่นมาแล้วไม่เกิน ๕ ปี ห้ามบุคคลที่เป็นสมาชิกวุฒิสภาสิ้นสุดแล้วยังไม่เกิน ๒ ปี ข้อความนี้ท่านประธาน เห็นไหมครับว่าที่เขาเขียนไม่ให้สมาชิกวุฒิสภาเป็นต่อนั้นเขาไม่ได้ห้ามคนเดียว เขาห้าม ระบบการเมืองของเราทั้งระบบเพราะไม่ต้องการที่จะให้บุคคลนี้ไปฝักใฝ่ไปยืนข้างกับอำนาจ รัฐ ไปยืนข้างกับกลไกอื่น ๆ ซึ่งไม่สามารถดำรงความเป็นกลาง ผมพูดอย่างนี้ไม่ได้แปลว่า ปฏิเสธนะครับท่านประธาน ถ้า ส.ว. เป็นได้อีกก็แปลว่าบุคคลที่ต้องห้ามทั้งชุดต้องถูกยกเลิก ไปด้วย ที่ผมพูดถึงสมาชิกพรรคการเมืองเมื่อสักครู่นี้ ท่านประธานครับ นั่นคนเป็นสมาชิก สำหรับผมเป็นความงดงาม เป็นความก้าวหน้า เป็นการตื่นตัว และเป็นความถูกต้อง แต่ว่า ถ้าผมจะยุติบทบาทในนามพรรคการเมืองแล้วต้องไปสมัคร ส.ว. ผมต้องใช้เวลา ๕ ปี เป็นสมาชิกพรรคการเมืองออกไป ๕ ปี ท่านประธานเห็นไหมว่านี่เป็นชุดความคิด เป็นปัญหา เชิงระบบ ถ้าจะอภิปรายรัฐธรรมนูญฉบับนี้ถ้าจะแก้ก็ต้องแก้ทั้งชุดแก้เชิงระบบ ไม่ใช่มา ตัดตีนแล้วให้เข้ากับเกือกกับความต้องการที่เป็นอยู่ตรงนี้ผมจึงไม่เห็นด้วยอย่างไรครับ ถ้าจะ แก้ก็ต้องแก้กันทั้งชุดอย่างนี้ ท่านประธานครับ ในมาตรา ๑๙๐ ก็เช่นเดียวกัน ผมเหลือเวลา อีกเล็กน้อยอาจจะคลาดเคลื่อนสัก ๑ นาที แต่ผมกำลังจะบอกท่านประธานว่ามาตรา ๑๙๐ นั้น มันมีความสมบูรณ์ในตัวเองอยู่แล้ว การหนีการตรวจสอบการกลับไปทำหน้าที่เพราะว่า ปัญหาตามมาตรา ๑๙๐ เป็นปัญหาเพียงหลักการทั่วไปว่ารัฐบาลนี้ถ้าจะต้องไปทำสัญญากับใคร ต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภา วันนี้รัฐสภามีอำนาจเต็มในการที่จะดูแลในการปกป้อง ผลประโยชน์ของชาติ วันนี้แก้ไขมาตรานี้เพื่ออะไรครับ อันนี้เป็นความหวังเป็นการคาดหวัง ของรัฐบาลแท้ ๆรัฐบาลรู้สึกรำคาญเรื่องนี้มาสภายาวมันไม่มีใครไปรับรู้รายละเอียดอะไรหรอกครับ รัฐบาลไปทำอะไรกันต่างประเทศไม่ให้ประชาชนคนไทยรับรู้หรือ นั่นเป็นปัญหาที่ผมต้องกราบเรียน กับท่านประธานว่าวันนี้กฎหมายฉบับนี้ไม่ต้องแก้เลยครับ รัฐบาลไปออกพระราชบัญญัติ กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยเกี่ยวกับเรื่องนี้ ตรวจสอบแค่ไหน ตรวจสอบอย่างไร ประชาชนมีส่วนร่วมมีส่วนเข้ามาเกี่ยวข้องอย่างไรล้วนทำได้ทั้งสิ้น ท่านประธานครับ ด้วยเหตุผลทั้ง ๓ ข้อ ทั้ง ๓ เรื่องที่ผมได้กราบเรียนกับท่านประธานไปนั้นนี่คือปัญหา ทางหลักการครับ ผมกราบเรียนกับท่านประธานอีกครั้งหนึ่งว่าปัญหาที่ท่านสมาชิกยกขึ้น เรื่องว่ารัฐธรรมนูญนี้เป็นประชาธิปไตยหรือไม่เป็นประชาธิปไตยไม่มีปัญหาในการแก้ไข รัฐธรรมนูญ ๓ ร่างนี้ว่าอะไรเป็นหรือไม่เป็นประชาธิปไตย ไม่มีทั้ง ๓ เรื่องนี้ว่าประชาชน จะได้อะไรจากการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้มีแต่เจ้าของปัญหาได้ทั้งสิ้น นี่คือเป็นเรื่องใหญ่ที่ผม ต้องกราบเรียนกับท่านประธานว่าสภาแห่งนี้ต้องคิดด้วยความใคร่ครวญต้องคิดด้วยความรอบคอบ หากจะแก้ไขเรื่องใดเรื่องหนึ่งต้องให้เป็นไปทั้งระบบทั้งชุดเพื่อที่จะตอบปัญหาว่าประชาชน จะได้อะไรจากการแก้ไขรัฐธรรมนูญในครั้งนี้ ผมเรียนท่านประธานว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ จะถูก จะผิด จะดี อย่างไร มาจากเจตนารมณ์ของประชาชนคือลงประชามติ ทำไมรัฐบาล ไม่กล้าไปทำประชามติเพื่อขอร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ครับ แล้วบอกว่านี่เป็นหน้าที่ของสภา ท่านประธานครับ ในฐานะสมาชิกรัฐสภาผมได้แสดงกับท่านประธานด้วยความเคารพว่า การเดินสู่หนทางประชาธิปไตยของประเทศนั้นต้องคิดถึงประชาชน ไม่ใช่คิดถึงตัวเอง ท่านประธานครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านสุนัย จุลพงศธร ๑๕ นาทีครับ

นายสุนัย จุลพงศธร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ 🔗

ท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพครับ กระผม สุนัย จุลพงศธร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย จังหวัดนครสวรรค์ ในนามของสมาชิกรัฐสภา ผมนั่งใคร่ครวญฟังเพื่อนสมาชิกรัฐสภา อภิปรายเรื่องรัฐธรรมนูญวันนี้จะเป็นเพราะอายุมากหรือเปล่าไม่ทราบ ย้อนถึงอดีตว่า ทำไมชีวิตของผมมันอยู่กับรัฐธรรมนูญตลอด ตั้งแต่อายุ ๒๐ ปี ผมเป็นอนุกรรมการ ยกร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับที่ ๒๕๑๗ คือฉบับที่ท่านคึกฤทธิ์ ปราโมช เป็นประธานยกร่าง ต่อมาปี ๒๕๔๐ เป็น ส.ส. ผ่านร่างรัฐธรรมนูญ มาคราวนี้นึกว่าจะจบคราวที่แล้วแล้วครับ เรื่องแก้ไขทั้งระบบ แต่ปรากฏว่าไม่จบอีกมาเป็นรายมาตราอีก สิ่งที่ผมได้เห็นเหล่านี้เอง ระยะเวลา ๔๐ กว่าปีของผม สิ่งที่ผมได้ประโยชน์จริง ๆ คือผมได้เห็นตัวละครทางประวัติศาสตร์ ที่วันหนึ่งแสดงตัวเป็นนักประชาธิปไตย แต่อีกวันหนึ่งเปลี่ยนมาเป็นเผด็จการได้ ชอบรัฐธรรมนูญ เผด็จการได้ ผมยังถามตัวเองว่าถ้าในอนาคตข้างหน้าจะมีคนยึดอำนาจอีกแล้วตั้งผมไปเป็น สมาชิกสภานิติบัญญัติเอากับเขาไหม ขอประกาศเลยนะครับ ใครจะยึดอำนาจอย่าตั้งผม ผมไม่เอา ๒. ถ้าคณะรัฐประหารนั้นจะร่างรัฐธรรมนูญแล้วทำให้พรรคการเมืองที่ผมสังกัด เกิดประโยชน์ผมก็จะต่อต้านครับท่านประธาน เพราะผมไม่เคยร่วมกับฝ่ายเผด็จการ ในการร่างกฎหมายเลย วันนี้คำถามที่ว่าทำไมรัฐธรรมนูญมันแก้ยากแก้เย็นก็จากประสบการณ์ ที่เราเห็นด้วยตัวเองนี่ละครับ มันไปยึดโยงกับผลประโยชน์ของกลุ่มคนขึ้นมา มีท่านสมาชิกสภา ท่านหนึ่งบอกว่าชนชั้นใดเขียนกฎหมายก็แน่ไซร้เพื่อชั้นนั้น แหมท่านไม่น่าพูดเลยครับ ถ้าเราร่างรัฐธรรมนูญจากสภาเราเป็นชนชั้นตัวแทนของประชาชนก็เห็นกับประชาชน ถ้าคนขับรถถังมาร่างรัฐธรรมนูญเขาก็เห็นกับพวกรถถัง ท่านประธานครับ วันนี้สิ่งที่น่ากลัว ที่สุด ส.ว. แต่งตั้งนั้นไม่ใช่เพิ่งมีสมัยนี้มีมานานแล้ว วันนี้เวลาไม่มากผมได้รับมอบหมาย ให้พูดในกลุ่มมาตรา ๑๑๑ หรือ ๑ ๑ ๑ เป็นเลขที่เป็นสัญลักษณ์ของความไม่เป็นธรรม ของบ้านนี้พอดี ท่านประธานครับ ได้เกิดเหตุการณ์การยึดอำนาจแล้วก็ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ อันนี้ปฏิเสธไม่ได้ครับ แต่ผมแปลกที่สุดครับ ตัวละครแห่งประวัติศาสตร์นั้นถ้าเป็นคนยึดอำนาจ ตรง ๆ เลยครับ มาอธิบายประชาธิปไตยว่ารัฐธรรมนูญนี้เป็นประชาธิปไตย ผมไม่ว่าเลยครับ ไม่มีใครเชื่อ แต่คนที่แสดงตัวเป็นนักประชาธิปไตยแต่ว่าใฝ่เผด็จการ อันนี้ต้องขอพูดสักนิดหนึ่ง ถ้าจะอ้างสำนวนจีน ผมก็มีสำนวนจีนเหมือนกันครับท่านประธาน สำนวนจีนเขาบอกคนพวก นี้คือปีศาจปากคาบคัมภีร์ครับ ตัวเป็นปีศาจแต่พูดทีไรพูดเรื่องธรรมะทุกที พูดประชาธิปไตย ทุกทีแต่ชอบเผด็จการมันถึงได้เกิดการต่อต้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญ มันก็ชัดแล้วเราจะไป กอดอยู่กับรัฐธรรมนูญที่มาจากการรัฐประหารได้อย่างไร ท่านประธานครับ และวันนี้ รัฐธรรมนูญฉบับนี้ใครจะต่อต้านการแก้ไขก็แล้วแต่ท่าน ผมไม่ได้รังเกียจ ส.ส. ที่มาจาก การแต่งตั้ง ขอประทานโทษครับ ส.ว. แต่งตั้ง เพื่อนผมก็มีหลายคนแต่ไม่เอ่ยชื่อ ท่านประธานครับ แต่เดิมนั้นการแต่งตั้งไม่ได้อยู่ที่ศาลครับ เมื่อก่อนการแต่งตั้งที่ผ่านมาในประวัติศาสตร์นั้นมาจากฝ่ายบริหารแต่งตั้ง แต่งตั้งดี แต่งตั้งเลว ฝ่ายบริหารคือรัฐบาลรับผิดชอบไป เราได้ผ่านกระบวนการนี้มาถึงการเลือกตั้ง ก็เกิดการโจมตีกัน เรื่องสภาผัวเมีย แหม เป็นนักเลือกตั้งมาตั้งนาน ทีคลินตันทั้งผัวทั้งเมียเขาเป็นทั้งนั้นไม่ว่ากันเลย หรืออย่างไร พอทำไปทำมากลับมาสู่การแต่งตั้งใหม่ คราวนี้เป็นสภากิ๊กแล้วครับ แอบกันครับ แอบกัน ท่านประธานครับ โดยส่วนตัวไม่ได้รังเกียจอะไรกันเลย แต่สิ่งที่ผมจะกราบเรียน ท่านประธานนี้ขอให้เพื่อนสมาชิกรัฐสภาได้ตรึกตรองสักนิดครับว่ากระบวนการตามกฎหมาย ของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ นี้ได้ไปดึงเอาศาลครับ ไปดึงเอาอำนาจศาลมาเป็นคนสรรหา ทำให้รัฐธรรมนูญฉบับนี้เกิดกระบวนการที่ปฏิบัติหน้าที่ไม่ได้เลยครับท่านประธาน ปฏิบัติหน้าที่ ไม่ได้อย่างไร ท่านดูมาตรา ๑๑๓ สิครับ ปรากฏว่าคนที่แต่งตั้ง ส.ว. หรือเรียกว่าสรรหา ก็แล้วแต่นี่นะครับ ๑. ประธานศาลรัฐธรรมนูญ ๒. ประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง กกต. ๓. ประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน ๔. ประธานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ป.ป.ช. ๕. ประธานคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน ๖. ผู้พิพากษาศาลฎีกา ตัวแทนศาลฎีกา และผู้พิพากษาศาลปกครอง ตัวแทนศาลปกครอง เดี๋ยวผมจะบอกเบื้องหลังด้วย พอเอาเข้าจริง ๆ ในทุกองค์กรอิสระที่ถูกรัฐธรรมนูญเขียนให้มีอำนาจมากที่สุดนี้กลายเป็นบุคลากรที่มาจาก ผู้พิพากษาเกือบหมด ผมได้อภิปรายเรื่องนี้หลายครั้ง ท่านประธานครับ ไม่ได้รังเกียจ แต่ห่วงสถาบันตุลาการ เพราะลักษณะการปกครองไทยนี้มีลักษณะพิเศษที่สุด คือฝ่ายนิติบัญญัติ กับฝ่ายบริหารนั้นมาจากการเลือกตั้ง แต่ตุลาการไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง ท่านครับ เรามาจากการเลือกตั้งนั้นจะหนักจะเบามันไม่ตายได้หรอกครับระบบ ผมจึงเปรียบว่าสภา กับฝ่ายบริหารเหมือนตุ๊กตาล้มลุก ล้มแล้วก็ลุกได้ คนยึดอำนาจบางทีหมั่นไส้มาก จับตุ๊กตาล้มลุกขว้างใส่ข้างฝาตกมาลุกมาอีกแล้วครับ ก็ไม่ชอบพวกผม ยึดอำนาจเสร็จปีหนึ่ง สุนัยกลับมาอีกแล้วครับ ท่านครับ แต่ว่าศาลไม่ใช่ตุ๊กตาล้มลุกในโครงสร้างของประชาธิปไตย ของเรา ศาลเป็นตุ๊กตาล้มแตกครับ แล้วปรากฏว่าท่านเอาศาลอ้างว่าองค์กรอิสระ ตามมาตรา ๑๑๓ นี้ครับเข้ามานั่งกันหมด ปรากฏว่าในความเป็นจริงก็มาจากศาลทั้งหมด ผมถามหน่อยเถอะครับ โดยจริยธรรมของผู้พิพากษานั้นท่านไม่อาจจะมาคลุกคลีตีโมง กินเหล้ากินยากับทนายได้ รวมตลอดจะไปสัมพันธ์ทางสังคมกับองค์กรนั้นกับสมาคมนี้ไม่ได้หรอกครับ ผมถามหน่อยว่ามาตรา ๑๑๓ ที่บอกว่าเป็นบุคคลที่จะสรรหา ส.ว. นั้นมีความสามารถสรรหา ได้จริงหรือครับ ก็ในเมื่อท่านไม่เคยไปรู้จักกับใครเลย เพราะโดยจริยธรรมของศาลนั้น ท่านจะลงมาจากบัลลังก์มาสัมพันธ์กับคนอื่นไม่ได้ ด้วยเหตุนี้เองโดยหน้าที่จริง ๆ สรรหา บุคลากรไม่ได้หรอกครับ แล้วใครสรรหาล่ะครับ คนอยู่ข้างหลังครับ หัวหน้าคณะปฏิวัติ ตัวจริง ถ้าผมพูดอย่างนี้ก็อย่าหาว่าผมไปก้าวล่วง ผมไม่พูดถึงหรอกครับ แต่ถ้าผมไว้สีผม ของผมอย่างนี้ก็อย่าว่าอะไรผมเลยนะครับ ท่านประธานครับ พอแต่งตั้ง ส.ว. เสร็จ ศาลรัฐธรรมนูญทำผิดถอดถอนได้ไหมครับ ส.ว. ถอดถอนตามกฎหมายได้ แต่ในทางปฏิบัติ ถอดถอนได้ไหมครับก็เขาตั้งคุณมานี่ กกต. ป.ป.ช. ทำไม่ชอบ ส.ว. ถอดถอนได้ไหมครับ จะถอดถอนได้อย่างไรล่ะครับเขาตั้งมา ที่เรียกว่าผลัดกันเกาหลังนี่คือของแท้อยู่ที่นี่ครับ รัฐธรรมนูญฉบับนี้ละครับได้สร้างองค์กรอำนาจผลัดกันเกาหลังของแท้อยู่ในนี้ ท่านประธานครับ วันนี้ท่านก็เห็นศาลรัฐธรรมนูญบุคคลหนึ่งออกมาพูดชัดเจนว่าที่ตัดสินไปนั้นไม่ถูกต้อง บังเอิญสถานการณ์ตอนนั้นเกิดความไม่สงบศาลเลยอยากจะตัดสินให้เกิดความสงบจึงยุบพรรค ถ้ามีความสงบไม่ยุบหรอก นี่ผมเพิ่งรู้นะครับว่าศาลตัดสินตามสถานการณ์ไม่ใช่ตัดสิน ตามหลักฐาน แล้วก็ไม่ได้ดูเพราะความไม่รู้ของท่านท่านก็ไปดูว่าคนที่ก่อความไม่สงบนั้นคือใคร ปรากฏว่าเลยไปล่ออีกฝั่งหนึ่งหมดเรียบร้อยเลย อย่างกรณีอย่างนี้ ส.ว. ไม่เห็นพูดเลยครับ ผมไม่ได้ว่าท่านเพราะท่านถูกแต่งตั้งมาครึ่งหนึ่งครับมาจากกลุ่มคนเหล่านี้ ท่านประธานครับ ตรงนี้ผมจึงบอกว่านี่คือการไปดึงศาลมาติดคุกการเมือง ศาลส่วนใหญ่เขามีความเห็น เยอะมากนะครับเขาไม่เห็นด้วย แต่ศาลบางคนที่เข้ามาอยู่ตรงนี้อาจจะแฮปปี้ (Happy) อาจจะมีความสุข พอไปดูโครงสร้างปรากฏว่าทำไมครับการรัฐประหารตั้งแต่ต้นมีประธานศาลฎีกา ไปนั่งวางแผนยึดอำนาจกับเขาด้วย มีเลขาประธานศาลฎีกาไปนั่งประชุมกับเขาด้วย หลังจากยึดอำนาจได้แล้วบุคคลเหล่านี้ก็เข้ามาสู่ฝ่ายการเมืองมันก็ยิ่งชัด แล้วปรากฏว่า มีคนคนหนึ่งที่เป็นศาลเป็นคนไปเขียนรัฐธรรมนูญฉบับนี้ขึ้น ก็ไหนท่านบอกว่าผลประโยชน์ ทับซ้อนท่านเกลียดจัง

(การประชุมดำเนินมาถึงตอนนี้ นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา ได้ลงจากบัลลังก์ โดยมอบให้ นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา ปฏิบัติหน้าที่แทน)
(นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพัทลุง ได้ยืนและยกมือขึ้น)
นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

มีผู้ประท้วงครับ เชิญท่านนิพิฏฐ์ครับ

นายสุนัย จุลพงศธร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ต้องเจอกัน จนได้นะเรา ๒ คน

นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พัทลุง

กราบเรียน ท่านประธานครับ กระผม นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดพัทลุง จริง ๆ ผมไม่อยากจะลุกขึ้นประท้วงนะครับ แต่ท่านสมาชิกได้กรุณาผิดข้อบังคับ ข้อ ๔๓ ในการกล่าวถึงบุคคลภายนอกโดยเฉพาะกล่าวถึงประธานศาลฎีกาว่าไปนั่งอยู่แล้วก็วางแผน ในการยึดอำนาจ นี่เป็นคำโกหกที่ทำให้บุคคลภายนอกเสียหาย ชัดเจนท่านครับ ถ้าท่านคิดว่า ประธานศาลฎีกาวางแผนยึดอำนาจผมเห็นท่านไม่ทำอะไรเลยนะครับ เพราะฉะนั้น ผมอยากให้ผู้อภิปรายได้กรุณาถอนในส่วนที่พาดพิงถึงประธานศาลฎีกาครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ท่านสุนัยครับ พึงระวัง การกล่าวอ้างถึงบุคคลภายนอกนะครับ ถ้าท่านจะกรุณาถอนอย่าเอ่ยชื่อนะครับ

นายสุนัย จุลพงศธร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธานครับ อะไรที่ท่านขอผมให้เสมอถ้าเป็นเรื่องส่วนตัวนะครับ แต่ประวัติศาสตร์ไม่ได้ครับ คนที่กล่าว เรื่องนี้คือ พลเอก พัลลภ ปิ่นมณี เอ่ยชื่อชัดเจนแต่ผมจะให้เกียรติท่านผู้ประท้วงผมไม่เอ่ยชื่อ บุคคลเหล่านั้น พอสมควรแล้วนะครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ตกลงไม่เอ่ยชื่อนะครับ

นายสุนัย จุลพงศธร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ไม่เอ่ยชื่อครับ

นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พัทลุง

ขออนุญาต ท่านประธานครับ ผมคิดว่าไม่ได้ครับ ประธานศาลฎีกาเป็นตำแหน่งสูงสุดของตุลาการ ถึงแม้ว่าท่านไม่ได้ระบุชื่อก็จริงนะครับ แต่ท่านบอกว่าประธานศาลฎีกาไปนั่งวางแผนอยู่ ในการยึดอำนาจ การยึดอำนาจอยู่ในวันที่เท่าไรท่านครับ และวันนั้นใครเป็นประธานศาลฎีกา มันชัดเจนอยู่แล้วครับ ต้องถอนครับ ผมไม่อยากจะขัดท่านในการอภิปราย แต่ว่าท่าน กล่าวถึงบุคคลภายนอกและท่านเสียหายต้องถอนครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ท่านสุนัยครับอย่างไร ก็เพื่อให้การประชุมไปด้วยความเรียบร้อยนะครับ ท่านกรุณานะครับ

นายสุนัย จุลพงศธร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ผมถอนคำนั้น แต่ประวัติศาสตร์ต้องเป็นประวัติศาสตร์ ผมขอใช้คำว่า พลเอก พัลลภ ปิ่นมณี เป็นคน เปิดเผยชื่อเรื่องนี้ครับ แล้วไม่มีการฟ้อง พลเอก พัลลภครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ท่านนิพิฏฐ์ครับ

นายสุนัย จุลพงศธร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ผมถอน ประโยคนั้นไปแล้ว แต่ผมขอพูดทางประวัติศาสตร์อย่างนี้

นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พัทลุง

ผมไม่อยาก ให้ท่านใช้คำพูดอย่างนี้นะครับ ลูกเล่นอย่างนี้ผมว่าใช้ไม่ได้ครับ เอาตรงไปตรงมาครับ ง่ายนิดเดียว ผมเรียนท่านประธาน ท่านประธานวินิจฉัยไม่ยากเลยครับ ก็เลยบอกว่าท่านต้องเป็นกลางครับ ส่วนที่พูดถึงบุคคลภายนอกต้องลบออกหมดครับ ท่านต้องเป็นกลางท่านเห็นชัดอยู่แล้ว

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

เอาเถอะท่านนิพิฏฐ์ครับ ท่านสุนัยเอ่ยชื่อบุคคลภายนอกท่านกรุณางดเลยนะครับ เพราะฉะนั้นท่านถอนชื่อ บุคคลภายนอกนะครับ

นายสุนัย จุลพงศธร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ผมขอยืนยัน ตามที่ท่านว่า ผมขอถอนประโยคเก่าไป ผมไม่ได้ลูกเล่นครับ ท่านนิพิฏฐ์ครับ ท่านจะทรยศ ต่อประวัติศาสตร์หรือ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ไม่ต้อง ไม่ต้องครับ ท่านสุนัยครับ คือท่านถอนคำพูดออกไปหมดนะครับ ประวัติศาสตร์เป็นอย่างไรก็จะเป็นอย่างนั้น ท่านถอนนะครับ ท่านอย่าได้เอ่ยถึงอยู่เลยนะครับเพื่อให้การประชุมเดินทางไปได้นะครับ

นายสุนัย จุลพงศธร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ยังมี เอานะครับโอเคนะครับ ยังมีศาลอีก ๓ ท่านครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

เดี๋ยวท่านนิพิฏฐ์

นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พัทลุง

มันจะได้ เดินไปได้ครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ท่านนิพิฏฐ์นั่งลง ท่านสุนัยครับ ที่ท่านกล่าวถึงบุคคลภายนอกที่ผู้พิพากษาหรือว่าอะไรที่ไปนั่งร่วมปฏิวัติ ท่านถอนออกนะครับ

นายสุนัย จุลพงศธร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ตามข้อบังคับ ไม่กล่าวถึงโดยไม่จำเป็น กล่าวถึงด้วยไม่จำเป็นต้องกล่าวถึงนะครับอันนี้ แล้วผมไม่ได้ระบุชื่อ ผมรับผิดชอบเองครับ ฟ้องผมได้ครับ

นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พัทลุง

ท่านประธานครับ ไม่ใช่ว่ารับผิดชอบฟ้องได้นะครับ คำกล่าวที่ละเมิดต่อบุคคลภายนอกเสียดสีทำให้เขาเสียหาย ข้อบังคับ ข้อ ๔๓ บอกว่าต้องถอนครับท่าน

นายสุนัย จุลพงศธร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ใครเสียหายล่ะท่าน คุณนิพิฏฐ์เสียหายหรือ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

เอาอย่างนี้อย่าโต้เถียงกัน เลยครับ ท่านสุนัยขอเถอะครับท่านอย่าไปกล่าวถึงคนไหน

นายสุนัย จุลพงศธร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ถอนคำไหน

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ท่านถอนเถอะครับ

นายสุนัย จุลพงศธร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ถอนคำไหนครับ

นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พัทลุง

คือจริง ๆ ท่านไม่น่าความจำเสื่อมนะครับ ท่านพูดมาไม่นานเองนะครับ ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับ ประธานศาลฎีกาต้องถอนทั้งหมดครับ สั้น ๆ ครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ท่านอย่าได้เอ่ยถึงชื่อ บุคคลภายนอกโดยไม่จำเป็นนะครับ

นายสุนัย จุลพงศธร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ผมไม่ได้ เอ่ยชื่อใครครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

เมื่อมีผู้ประท้วงเพื่อความสงบ เพื่อที่จะให้การประชุมเดินหน้าต่อไปท่านกรุณานะครับ ท่านสุนัยถอนไปเถอะครับ ท่านสุนัย ถอนนะครับ

นายสุนัย จุลพงศธร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ผมเพิ่งรู้นะครับว่า มันไปกระทบอะไรพรรคของท่านหรือ

นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พัทลุง

มันไม่เกี่ยวกับ พรรคหรอกท่านครับ แต่ว่าท่านทำผิดข้อบังคับ

นายสุนัย จุลพงศธร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

เขาไป คุ้มครองพรรคท่านหรืออย่างไรพวกนี้

นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พัทลุง

อันนี้ ต้องถอนอีกท่านครับ ไร้สาระมากเลยครับอย่างนี้ ไร้สาระมากท่านครับ มันไม่เกี่ยวกับพรรค แต่ว่าท่านทำผิดข้อบังคับ

(จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุรินทร์ ได้ยืนและยกมือขึ้น)
นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

จ่าสิบตำรวจประสิทธิ์ ไม่ต้องแล้วครับ

นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พัทลุง

ท่านประธาน ต้องเด็ดขาดสิครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ท่านสุนัยครับ

นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พัทลุง

นี่ก็เลยบอกว่า ท่านประธานต้องเป็นกลางครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ท่านลบคำพูดประโยคนั้นออกเสีย แล้วท่านพูดประโยคอื่นแทน ท่านลบออกเสียนะครับ

นายสุนัย จุลพงศธร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ถ้าอย่างนั้น เมื่อผมให้ลบแล้วนี่ท่านจะต้องอย่าไปกล่าวหาอะไรท่านประธานอีกนะครับ ต้องจบนะครับ หมายความว่าต้องให้ประชุมปกติ ไม่ใช่พอผมจบเสร็จประท้วงท่านหาว่าไม่เป็นกลางอีก ไม่ได้นะ เอาอย่างนั้นนะครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

เรื่องนั้นมันจบไปแล้วครับ

นายสุนัย จุลพงศธร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ขอแลก หน่อยครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

มันจบไปแล้วนะครับ

นายสุนัย จุลพงศธร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

อย่าประท้วงท่านนิคมผมอีกนะ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ท่านนิพิฏฐ์ได้ไหมครับ ผมให้ถอนออกนะครับ ท่านจบนะครับ

นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พัทลุง

ท่านประธานครับ ผมไม่มีอะไรจะแลกกับเขาหรอกครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ไม่ต้องแลก

นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พัทลุง

แต่ผมเรียน ท่านประธานว่าคุณสุนัยทำผิดข้อบังคับ ท่านก็ต้องถอนง่าย ๆ ไม่ต้องมาแลกกับผมนะครับ

นายสุนัย จุลพงศธร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ผมไม่ได้ ผิดข้อบังคับครับ ถ้าบอกว่าผิดข้อบังคับสู้กันตายเลยครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ไม่ละครับ เพียงแต่ว่า ความจริงแล้วตามข้อบังคับ ข้อ ๔๓

นายสุนัย จุลพงศธร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ผมไม่ได้ เอ่ยชื่อใคร

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

โดยที่ไม่จำเป็นนะครับ นี่เขาบอกว่าจำเป็นเพราะว่าประวัติศาสตร์ แต่ว่าเพื่อความสงบบอกคำว่าประวัติศาสตร์ เราก็ลบออกเสีย เมื่อเขาลบออกแล้วท่านก็ไม่ต้องนะครับ ท่านเชิญนั่งเลยครับ เชิญต่อครับ

นายสุนัย จุลพงศธร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

แหม ทีเอ่ย ถึงหัวหน้าพรรคที่ผมรักทักษิณนี่นะครับเอ่ยกันได้ทั้งวันทั้งคืน นี่ผมไม่ได้ไปเอ่ยอะไรชื่อพรรค เกี่ยวกับพรรคท่านเลย

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

เดี่ยวท่านสุนัยครับ

นายสุนัย จุลพงศธร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

โอเค ท่านประธานครับ เพื่อแลกกับการที่เขาจะประท้วงท่านประธานต่อไปไม่มี ผมยินดีครับ

(นายวรงค์ เดชกิจวิกรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพิษณุโลก ได้ยืนและยกมือขึ้น)
นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

คุณหมอวรงค์ประท้วง เรื่องอะไรครับ

นายวรงค์ เดชกิจวิกรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พิษณุโลก

ท่านประธาน ที่เคารพครับ กระผม นายแพทย์ วรงค์ เดชกิจวิกรม พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดพิษณุโลก ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมมีความจำเป็นต้องประท้วงท่านประธาน ผมกำลังจะรักษาศักดิ์ศรี ของรัฐสภาแห่งนี้ครับ ผมเป็นสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ แต่ขณะนี้ท่านกำลังทำหน้าที่ ประธานรัฐสภา ซึ่งผมถือว่าท่านกำลังไม่มีความสง่างาม

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

คุณหมอเดี๋ยวครับ

นายวรงค์ เดชกิจวิกรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พิษณุโลก

ท่านประธาน ฟังผมก่อนสิครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

คุณหมอเดี๋ยวครับ ที่ผมอนุญาตหมายความว่าท่านกำลังประท้วงท่านสุนัย

นายวรงค์ เดชกิจวิกรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พิษณุโลก

ผมประท้วง ท่านครับ ท่านประธานครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ถ้าอย่างนั้นท่านนั่งลงก่อน ประท้วงผมท่านนั่งลงก่อนครับ

นายวรงค์ เดชกิจวิกรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พิษณุโลก

ผมประท้วง ท่านครับท่านประธาน ผมไม่ได้ประท้วงท่านสุนัยครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ท่านนั่งลงก่อนครับ เชิญคุณสุนัยต่อครับ ท่านประท้วงผมเรื่องอะไร

นายสุนัย จุลพงศธร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

อาการเก่า กำเริบอีกแล้ว ท่านประธานครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

เพราะว่าสิ่งที่ ๒ ชั่วโมง ตั้งแต่เช้าแล้ว และเมื่อบ่ายนี้ความจริงก็จบแล้วครับ

นายสุนัย จุลพงศธร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

อาการ จะขัดขวางรัฐธรรมนูญกำเริบอีกแล้วครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ท่านไม่ต้องแล้วครับ ท่านสุนัยอภิปรายต่อครับ เชิญท่านครับ

นายสุนัย จุลพงศธร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธานครับ ผมอภิปรายต่อ ท่านนิพิฏฐ์ไปบอกพวกบ้างสิ ผมยอมแล้วก็หยุด ๆ บ้าง

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

เชิญท่านสุนัยต่อครับ

นายสุนัย จุลพงศธร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

โอเค ท่านประธานครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ผมไม่ได้ทำผิดข้อบังคับอะไร สักอย่างหนึ่งท่านกรุณานั่งนะครับ เชิญท่านสุนัยนะครับ เอาอย่างนี้แล้วกันท่านก็ยืนอยู่นะครับ ท่านสุนัยต่อครับ

นายสุนัย จุลพงศธร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธานครับ ขออนุญาตดำเนินการต่อนะครับ นี่ละคือการไม่ให้เกียรติก็เลยไม่เคารพท่านประธานเลย

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ผมว่าท่านนั่งลงเถอะครับ ผมทราบว่าเป็นสิทธินะครับ แต่ว่าสิ่งที่ท่านกำลังพูดผมได้ยืนยันมั่นคงหนักแน่นไว้แล้ว นะครับว่าผมทำหน้าที่อย่างเป็นกลางบนที่ประชุมนี้ แล้วสิทธิในการที่ผมไปลงชื่อ ไม่ต้องนะครับ ไม่ฟังหรอกครับ ท่านสุนัยว่าต่อไปครับ

นายสุนัย จุลพงศธร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธาน ระวังเขาจะบุกขึ้นไปลากเก้าอี้ท่านประธานต้องระวังด้วยนะครับ ตำรวจอยู่หรือเปล่า ตำรวจ พร้อมหรือยัง เห็นชุดนี้ใช่ทั้งนั้นเลยครับ ตำรวจพร้อมนะครับ ปกป้องท่านประธานด้วย

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

เดี๋ยว ๆ ก็ไม่ได้พาดพิง อะไรหรอกครับ คืออย่างนี้ครับ ผมไม่อนุญาตนะครับ ไม่ต้องหรอกครับ เชิญคุณสุนัยต่อครับ

นายสุนัย จุลพงศธร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ผมก็ยอม ท่านนิพิฏฐ์แล้ว

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

คืออย่างนี้ครับ ท่านไม่ต้อง ตะโกนมานะครับ เพราะว่า ๒-๓ ชั่วโมง ผมบอกแล้วเป็นเอกสิทธิ์ของผม ผมรู้ว่าผมกำลัง สวมหมวกใบไหน ถูกไหมครับ สิทธิในการที่ผมจะขอลงชื่อในการแก้รัฐธรรมนูญนั้น ซึ่งไม่มีประโยชน์อะไรแอบแฝงเลยนะครับ ไม่มีเลย เพราะฉะนั้นผมรู้ว่าท่านจะประท้วงอะไรผม ผมก็เป็นสมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการเลือกตั้งนะครับท่าน ท่านสุนัยต่อครับ

นายสุนัย จุลพงศธร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธานครับ เรื่องที่ผมต้องอภิปรายนี้เพื่อให้เห็นว่าเราจะรักษาสถาบันศาลไว้ได้อย่างไร ท่านประธานครับ เรียกตำรวจเข้ามาเถอะ พวกนี้ระวังครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ท่านสุนัยเดี๋ยวนะครับ คือประชาชนเลือกผมขึ้นมา แล้วเมื่อที่ประชุมวุฒิสภาเลือกผมมาเป็นประธานวุฒิสภา เพราะหน้าที่ของผมก็คือผมต้องปฏิบัติตามข้อบังคับการประชุมและรัฐธรรมนูญ เพราะฉะนั้นท่านอย่าได้แสดงโดยที่ไปทึกทักบอกว่าผมไม่มีความเหมาะสม ประชาชนคนฟัง อยู่ทางบ้านเขาจะตอบได้ว่าเหมาะสมหรือไม่เหมาะสม ผมทำหน้าที่อยู่ที่นี่ด้วยความเป็นกลาง ทำในฐานะที่เป็นตัวแทนจากประชาชน ทำหน้าที่ในฐานะที่เป็นตัวแทนจากวุฒิสภามาทำหน้าที่ เพราะฉะนั้นท่านอย่าได้ทำให้บรรยากาศมันเสียเลย ถ้าผมทำหน้าที่ไม่เป็นกลางท่านค่อยว่าผม หรือถ้าผมทำหน้าที่ผิดรัฐธรรมนูญท่านก็ไปยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญเถอะครับ ท่านอย่าได้ ก่อความวุ่นวายในที่ประชุมเลยครับ นั่งเถอะครับ ไม่หรอกครับ ท่านสุนัยพยายามอย่าไป เอ่ยถึงนะครับ เชิญท่านสุนัยต่อครับ

นายสุนัย จุลพงศธร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ให้ผม อภิปรายเสร็จก่อนดีไหมครับแล้วประท้วง เดี๋ยวอีก ๒ นาทีก็เสร็จแล้ว ประท้วงมาเยอะแล้ว ไม่เบื่อหรือ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

เอาอย่างนี้นะครับ ท่านอย่าได้กล่าวอะไรหรือใช้วาจาวุ่นวายในห้องประชุมนะครับ อย่างนี้ครับ ผมจะให้ตัวแทน ๑ คน แค่คนเดียว ท่านเอาชื่อใครครับ ขอคนเดียวครับ ใครครับ ขอตัวแทนคนเดียว คุณหมอนะครับ ตัวแทนคนเดียวคนอื่นไม่ต้องประท้วงนะครับ ท่านไม่ต้องหรอกครับ ทุกคน นั่งลงครับ

นายวรงค์ เดชกิจวิกรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พิษณุโลก

ท่านประธาน ที่เคารพครับ ผมคิดว่าท่านประธานควรจะให้โอกาสพวกผมได้พูดบ้างครับ ท่านประธาน พูดใส่ไมโครโฟนอยู่ฝ่ายเดียว ท่านประธานให้ฝ่ายรัฐบาลพูดใส่ไมโครโฟน ไม่ให้โอกาส พวกผมพูดใส่ไมโครโฟน

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ไม่ ๆ คืออย่างนี้ ท่านยกมือขึ้น ผมรู้นะครับ

นายวรงค์ เดชกิจวิกรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พิษณุโลก

แค่นี้ก็เป็น พฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมของท่านแล้วในการทำหน้าที่

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

คุณหมอครับ ท่านจะประท้วง ผมเรื่องอะไร ท่านคนเดียว คนอื่นไม่นะครับ เชิญครับ

นายวรงค์ เดชกิจวิกรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พิษณุโลก

ท่านประธาน ที่เคารพ ผม นายแพทย์วรงค์ พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดพิษณุโลก ท่านตั้งใจฟังนะครับ การที่สมาชิกลุกขึ้นยืนแล้วก็ยกมือขึ้นเป็นสิทธิตามข้อบังคับ แล้วก็เป็นสิทธิตามรัฐธรรมนูญ ในการที่จะประท้วง จะประท้วงท่านประธานหรือประท้วงเพื่อนสมาชิกก็ได้ ท่านไม่มีสิทธิ ที่จะมาห้ามใด ๆ ทั้งสิ้น เพราะการที่ท่านห้ามไม่ให้พวกผมได้พูดและท่านอีกฝ่ายหนึ่งพูด อยู่ฝ่ายเดียวเท่ากับท่านไม่เป็นกลางอยู่แล้วท่านประธาน ท่านฟังต่อสิครับ อดทนฟัง พวกผมนิดหนึ่งครับท่านประธาน ผมเข้าใจดีว่าท่านมี ๒ หมวก มี ๒ สถานะ ท่านเป็น สมาชิกวุฒิสภา ถึงท่านจะมาจากการเลือกตั้งหรือมาจากอะไรก็แล้วแต่ ท่านมีสิทธิในการยื่น ข้อกฎหมาย แต่วันนี้ท่านเสนอกฎหมายท่านจึงไม่สง่างามในการไปนั่งตรงโน้น ท่านอยากจะ ใช้สิทธิของ ส.ว. ท่านเสนอกฎหมายได้ท่านเลือกเอา แต่ท่านไปนั่งตรงโน้นแล้วท่านมาคุม กฎหมายที่มีความขัดแย้งกัน มันขัดแย้งกันโดยผลประโยชน์ ถ้าท่านต้องการที่จะเสนอ กฎหมายท่านต้องลงมานั่งข้างล่างครับ แต่ถ้าท่านอยากจะนั่งข้างบนโน้นท่านถอนชื่อออกครับ ท่านประธาน เราไม่ได้ห้าม แต่วันนี้ท่านก็เสนอกฎหมาย แต่ท่านอยากจะไปนั่งควบคุม การประชุม ท่านมีความขัดแย้งของผลประโยชน์เกิดขึ้น เพราะฉะนั้นผมแนะนำท่าน ท่านลงมาข้างล่างดีกว่า ท่านเลือกเอาครับท่านประธาน หรือถ้าท่านต้องการนั่งข้างบน ท่านก็ถอนชื่อออกแค่นี้เองครับท่านประธาน ทุกอย่างก็จบครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

เอาอย่างนี้คุณหมอนั่งลงได้ แล้วนะครับ ผมเข้าใจประเด็นที่ท่านประท้วงผมแล้วนะครับ ผมเข้าใจอย่างดี เชิญท่านนั่งลง แล้วผมจะวินิจฉัย ท่านคุณหมอวรงค์ครับ ผมทำหน้าที่ประธานที่ประชุมตามข้อบังคับการประชุม ผมยังไม่ได้ทำหน้าที่อะไรที่ไม่มีความเป็นกลาง ผมทำหน้าที่ผม ส่วนเรื่องการที่ผมไปยื่น มันเป็นหน้าที่ซึ่งไม่ได้เกี่ยวข้องตรงนี้เลยนะครับ ที่ผมยื่นกฎหมายก็คือมาตรา ๑๙๐ ไม่ได้เกี่ยวข้องนะครับท่าน ท่านนั่งลงเถอะครับ ทุกคนนั่งลงครับ ผมทำหน้าที่ของผมนะครับ

นางสาวรังสิมา รอดรัศมี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมุทรสงคราม

ดิฉัน ก็ทำหน้าที่ของดิฉันค่ะ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ท่านสมาชิกครับ ผมไม่อยาก จะใช้อำนาจอะไรนะครับ ผมจะขอความร่วมมือครับ

นางสาวรังสิมา รอดรัศมี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมุทรสงคราม

ใช้มาเลยค่ะ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ทุกคนนั่งนะครับ เพราะขณะนี้คือที่คุณสุนัยอภิปรายนั้นเป็นเพราะเขาอภิปรายตามสิทธิของเขา ชั่วโมง อภิปรายเขาไม่ได้มีการประท้วงอะไร ท่านนั่งลงนะครับ

นางสาวรังสิมา รอดรัศมี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมุทรสงคราม

ประท้วงท่านประธาน ไม่ได้ประท้วงคนอภิปราย อภิปรายไม่ต้องประท้วงหรอกค่ะ อภิปราย ช่างเถอะค่ะ ท่านเปิดไมโครโฟนหน่อยสิคะ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ไม่หรอกครับ ผมขออย่างนี้ คือผมไม่รู้แล้ว ท่านจะยืนผมก็จะยืนนะครับ

(นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา ได้ยืนขึ้น)

ผมก็จะยืนพูดครับ ขอให้ ทุกคนปฏิบัติตามข้อบังคับการประชุมนะครับ เมื่อผมยืนขึ้นท่านนั่ง เพราะฉะนั้นผมจะยืนพูด ท่านสุนัยอภิปรายต่อครับ ท่านไม่มีสิทธินะครับ นั่งลง นั่งลงครับ

นายสุนัย จุลพงศธร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธานครับ ผมก็เห็นใจท่านประธานเรื่องนี้มาตั้งแต่ต้น ผมก็ยินดีตามที่ท่านขอร้อง ผมก็ยินยอมให้ทุกอย่าง แต่ผมรู้เจตนาของคนบางกลุ่มที่เขาจะขัดขวางรัฐธรรมนูญ เพราะรัฐธรรมนูญนี้เป็นประโยชน์ต่อคนบางกลุ่มครับ ท่านประธานครับ แล้วท่านสังเกตไหมว่า

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ท่านสุนัยครับ ท่านมีเวลา เหลือแค่ ๓ นาทีนะครับ

นายสุนัย จุลพงศธร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

สิ่งที่ผมพูดนั้น ผมจะไม่พูดอีกแล้ว แต่ผมขออ้าง พลเอก พัลลภ ปิ่นมณี คำพูดของเขา แล้วข้อเท็จจริงที่เห็นชัดเจน คืออะไรครับท่านประธาน ปรากฏว่าศาลรัฐธรรมนูญ ๓ ท่านเป็นคนที่ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ แล้วตัวเองก็ไปอยู่ในศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจเต็มที่ทั้ง ๆ ที่ร่างเองครับ นี่คือเหตุผล

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ท่านสุนัยครับ ขอความสงบเถอะครับ ขอความสงบนะครับ เขาจะอภิปรายในสิทธิของเขา ถ้าเขาพาดพิงแล้วท่านประท้วงนะครับ ท่านสุนัยพูดให้จบนะครับ ผมจะได้ให้คนอื่นพูดต่อ เชิญครับ

นายสุนัย จุลพงศธร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ผมมีสมาธิ ดีมากครับ ท่านประธานครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ห้ามนะครับ ขอความกรุณา อย่าได้พาดพิงบุคคลอื่นนะครับ

นายสุนัย จุลพงศธร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ไม่มีอยู่แล้วครับ ผมไม่ได้พาดพิงใครอยู่แล้วครับท่านประธาน เพราะผมรู้ว่าเขาตั้งใจจะล่อประธานเป็นหลัก

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ไม่ต้องหรอกครับ ท่านสุนัยครับ

นายสุนัย จุลพงศธร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

เป็นกระบวนการ ขัดขวางแบบหนึ่งท่านประธานครับ ผมขออนุญาตอภิปรายต่อ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ท่านอย่าได้ไปก้าวถึง ไม่ต้อง ประท้วงนะครับ ท่านนั่งเถอะครับท่านนิพิฏฐ์ครับ เชิญครับ สรุปได้ครับท่านสุนัยครับ

นายสุนัย จุลพงศธร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านยืน ไปก่อนนะแล้วผมพูดไป ไม่เป็นไรนะเพื่อนนะ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ท่านสุนัยครับ ขอความร่วมมือเถอะครับ

นายสุนัย จุลพงศธร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธานครับ เมื่อเป็นอย่างนี้ครับ รัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๕๐ นี้มันจึงเกิดความยุ่งยาก เพราะอะไรครับ เพราะมีคนได้ประโยชน์จากอันนี้ จึงเกิดการโกหกกันมาตั้งแต่ต้นเลยครับ ตั้งแต่วันที่ลงประชามติ รัฐธรรมนูญ มีบางคนบอกว่ารับไปก่อนเถอะ รับไปก่อน

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

เอาอย่างนี้ท่านสุนัย เอานะครับท่านสุนัย ขอความร่วมมือครับ พอแล้วนะครับ ผมว่าท่านสรุปจบแล้วครับ เดี๋ยวผมจะให้ท่านอื่นพูด ท่านสรุปเลยครับ เดี๋ยวให้เขาประท้วงผม

นายสุนัย จุลพงศธร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

โอเคครับ ได้ครับ จึงเกิดวาทกรรมต่าง ๆ ที่บอกว่ารับไปก่อนมาแก้ทีหลัง ใครพูดล่ะ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

รักษามารยาทในที่ประชุม หน่อยนะครับ

นายสุนัย จุลพงศธร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ปรากฏว่า จนถึงวันนี้ก็ยังแก้ไม่ได้ ต่อมาแก้ทั้งระบบ เลือก สสร. ก็บอกว่าแก้ทั้งฉบับ ขอให้แก้ รายมาตรา พอมาแก้รายมาตราก็ไม่เอาอีกแล้ว ท่านสังเกตไหมครับ ท่านประธานครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

เดี๋ยว ๆ ท่าน ใจเย็น ใจเย็น

นายสุนัย จุลพงศธร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

เวลาก่อกวน นี่คุณอภิสิทธิ์ไม่อยู่ในห้องเลยนะครับ หลบไปเลยครับ ผู้ใหญ่ของพรรคไม่อยู่นะครับ เห็นวิธี

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ท่านสุนัยครับ พอแล้วครับ พอแล้ว ท่านสุนัยนั่งเถอะครับ ท่านสุนัยนั่งครับ เอานะจะได้จบนะครับ ท่านสุนัยครับ เดี๋ยวมีผู้ประท้วงทางนี้ ผมรู้ทางนี้จะประท้วงผมนะครับ ท่านพิเชษฐ์ก่อน ท่านยืนก่อน

(นายประสงค์ นุรักษ์ สมาชิกวุฒิสภาภาคอื่น ได้ยืนและยกมือขึ้น)

เดี๋ยวท่านยืนก่อน เดี๋ยวผม จะให้ท่าน ส.ว. ท่านประท้วงนะครับ

นายประสงค์ นุรักษ์ สมาชิกวุฒิสภา ภาคอื่น

ผมว่าสภานี้ครับ ท่านประธาน เป็นสภาของประชาชนซึ่งประชาชนให้ความสนใจเป็นอย่างมาก ผมไม่ทราบว่า ผลที่ออกมาจากการที่เราอยู่ในสภากันในขณะนี้จะทำให้ประชาชนมองเราในภาพไหนครับ ท่านประธาน ผมว่าถ้าหากจะให้ดีที่สุดครับ ท่านประธานใช้ดุลยพินิจนะครับท่านประธานว่า ขอพักการประชุมเพื่อให้ทุกคนได้มีโอกาสพิจารณาตัวเองสักช่วงหนึ่งนะครับ อาจจะเป็น ประโยชน์มากกว่าการที่จะปล่อยให้การประชุมเป็นไปในลักษณะนี้ครับท่านประธาน ผมอายครับ ผมไม่อยากที่จะเห็นพฤติกรรมของสมาชิกรัฐสภาซึ่งผมเป็นอยู่ด้วยมีพฤติกรรมอย่างนี้ให้มี การถ่ายทอดออกไปทั่วโลกครับ นี่ไม่ใช่สภาประเทศไทย สภาประเทศไทยต้องดีกว่านี้ครับ ขอบพระคุณมากครับท่านประธานครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ท่านพิเชษฐ์แล้วท่านคำนูณครับ

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เชียงราย

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ กระผม นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดเชียงราย พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานที่เคารพครับ เพื่อความเรียบร้อยในที่ประชุมและเห็นแก่การแก้รัฐธรรมนูญที่จะเดินหน้าต่อไปได้ ผมขออนุญาต ท่านสุนัย จุลพงศธร ท่านช่วยหยุดการอภิปรายนะครับ เพื่อให้การอภิปรายดำเนินการไปได้ครับ ขอท่านประธานช่วยวินิจฉัยครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ครับ ท่านสุนัยครับ ของท่านสรุปได้แล้วนะครับ ของท่านหมดเวลานะครับ ท่านสรุปได้นะครับ

นายสุนัย จุลพงศธร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตพูดคำเดียวตามที่ท่านประธานให้ผมหยุดผมก็จะหยุด แต่ว่าคนเหล่านี้เขาจะไม่หยุดครับ ท่านประธานครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ไม่เป็นไรครับท่านสรุปของท่าน

นายสุนัย จุลพงศธร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานว่าผมว่าเรากำลังจะมาพูดถึงปัญหานี้ และด้วยความเคารพ ท่านประธานและเห็นใจท่านประธานที่สุด ผมยังพูดเนื้อหาไม่หมดแต่ยินดีที่จะจบตามนี้ แต่ไม่ได้จบเพราะว่ายอมแพ้ต่อคนพาล แต่เพื่อให้ท่านประธานครับ ขอบคุณครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ท่านจุรินทร์ ประธานวิปผมอนุญาตท่าน คนอื่นนั่งลงครับ ให้ท่านจุรินทร์ได้อภิปราย เชิญครับ

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธานที่เคารพ กระผมจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ สมาชิกรัฐสภา ขออนุญาตกราบเรียนกับท่านประธานครับว่าปรากฏการณ์ ที่เกิดขึ้นขออนุญาตสะท้อนพฤติกรรมการทำหน้าที่ของท่านประธานว่าตลอดช่วงระยะเวลา ๑๐-๒๐ นาทีที่ผ่านมาสะท้อนให้เห็นชัดเจนถึงความไม่มีวุฒิภาวะและความไม่เป็นกลาง ของท่านประธาน กระผมมีเหตุผลครับที่สะท้อนว่าความไม่เป็นกลางของท่านประธานนั้น ท่านประธานกระทำผิดข้อบังคับทั้ง ๒ ข้อ ข้อแรก การปฏิบัติหน้าที่ของท่านประธาน ไม่สามารถรักษาความสงบเรียบร้อยให้เกิดขึ้นในที่ประชุมได้ตามข้อบังคับข้อ ๕ ข้อ ๒ เมื่อมีสมาชิกพรรคฝ่ายค้านลุกขึ้นประท้วงกระทำถูกข้อบังคับทุกอย่างตามข้อบังคับข้อ ๔๕ ท่านประธานไม่ชี้ แต่กลับไปชี้ ส.ส. ซีกรัฐบาล ซึ่งสะท้อนให้เห็นชัดเจนถึงความไม่เป็นกลาง ในการปฏิบัติหน้าที่ของท่านประธานในที่ประชุม สิ่งที่พวกกระผมเป็นห่วงมาตั้งแต่เช้า ก็คือว่าผู้ที่จะทำหน้าที่ประธานในที่ประชุมนั้นจะต้องมีความชอบทั้งโดยรัฐธรรมนูญ โดยข้อบังคับ และประมวลจริยธรรมของสมาชิกวุฒิสภา และคณะกรรมาธิการซึ่งบัญญัติไว้ ชัดเจน ที่กระผมกราบเรียนกับท่านประธานว่าพวกเรากังวลความไม่ชอบโดยรัฐธรรมนูญ ของท่านประธานก็ด้วยเหตุที่ว่ารัฐธรรมนูญระบุไว้ชัดเจนมาตรา ๘๙ ว่าผู้ที่จะทำหน้าที่ เป็นประธานในที่ประชุมหรือประธานรัฐสภา หรือรองประธานรัฐสภาต้องวางตนเป็นกลาง ในการปฏิบัติหน้าที่ และไม่มีการขัดกันแห่งผลประโยชน์ แต่ว่าโดยเหตุที่ท่านประธานวุฒิสภา ซึ่งทำหน้าที่รองประธานรัฐสภาท่านเป็นผู้ที่เสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ๓ ร่าง ท่านเสนอถึง ๒ ร่าง คือแก้ไขมาตรา ๖๘ และมาตรา ๑๙๐ ท่านทำหน้าที่ทั้งเป็นนักฟุตบอล แล้วก็จะมาทำหน้าที่ คณะกรรมการแข่งขันฟุตบอลด้วย ตรงนี้ที่พวกเรากังวลว่ามันขัดกันแห่งผลประโยชน์ แล้วเกรงท่านจะปฏิบัติหน้าที่ไม่เป็นกลาง ขณะเดียวกันประมวลจริยธรรมของสมาชิกวุฒิสภา ข้อ ๗ ระบุไว้ชัดเจนครับว่าสมาชิกวุฒิสภาต้องเป็นแบบอย่างที่ดีในการปฏิบัติตามและรักษาไว้ ซึ่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ท่านประธานวุฒิสภาเป็นสมาชิกวุฒิสภาท่านหนึ่ง เพราะฉะนั้นตรงนี้จึงจะต้องเป็นผู้นำในการปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญซึ่งต้องคงไว้ซึ่งความเป็นกลาง ตรงนี้คือสิ่งที่พวกกระผมต้องลุกขึ้นท้วงติงท่านประธานว่าถ้าท่านประสงค์ที่จะทำหน้าที่ ประธานในที่ประชุมท่านมีทางเลือก ๒ ทาง ทางที่ ๑ ถ้าท่านประสงค์จะทำหน้าที่ประธาน ในที่ประชุมท่านต้องไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อนขัดกันคือท่านควรจะไปถอนชื่อจากการเป็น ผู้เสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่ถ้าหากว่า

(จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุรินทร์ ได้ยืนและยกมือขึ้น)
นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

มีผู้ประท้วงครับ เชิญจ่าประสิทธิ์ครับ

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

แต่ถ้า ท่านประธานไม่ประสงค์ที่จะถอนชื่อจากการเป็นผู้เสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ท่านประธาน ก็ไม่ควรที่จะมาปฏิบัติหน้าที่เป็นประธานในที่ประชุมเหตุการณ์ความสงบเรียบร้อยจะได้ เกิดขึ้นและจะได้ไม่หมิ่นเหม่ต่อการกระทำที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ ผมกราบเรียนหาทางออกให้ ท่านประธานด้วยความเคารพครับ ขอให้ท่านประธานได้โปรดวินิจฉัยด้วย ขอบพระคุณครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณมากครับ ท่านจุรินทร์ครับ ผมบอกแล้วว่าในรัฐธรรมนูญก็ดี ในข้อบังคับการประชุมนั้นไม่ได้มีอะไรที่ห้ามเอาไว้นะครับ เพียงแค่ที่บอกว่าไม่ชอบธรรมก็คือไม่เป็นกลางเพราะมีผลประโยชน์ทับซ้อนกันอยู่ ซึ่งตรงนี้ ท่านจะวินิจฉัยให้ผมเองไม่ได้นะครับ เดี๋ยวอยู่ที่ผม เดี๋ยวผมขอเอาข้อเสนอของท่าน มาพิจารณาเองและผมจะแจ้งให้ท่านทราบนะครับ

(จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุรินทร์ ได้ยืนและยกมือขึ้น)

จ่าประสิทธิ์ไม่ต้องแล้วครับ ผมไม่สามารถที่จะดำเนินการตามที่ท่านขอร้องอยู่ ณ ขณะนี้ได้ ท่านจ่าประสิทธิ์ถ้าจะ ประท้วงท่านไม่ต้องประท้วงนะครับ ประท้วงข้อบังคับข้ออะไรครับ เชิญครับ

จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุรินทร์

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดสุรินทร์ พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมขอประท้วงผู้อภิปรายคือผู้ที่ประท้วง ไปเมื่อสักครู่ตามข้อ ๔๓ เรื่องดังกล่าวนี้พูดไม่จบ ซ้ำซาก เพราะเขามีความประสงค์ไม่ให้ท่าน เป็นประธาน ๒. นิดเดียวครับท่านประธานจะจบแล้ว ตามมาตรา ๘๙

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ไม่เป็นไรครับ พอแล้วครับ

จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุรินทร์

มาตรา ๘๙ บัญญัติไว้ชัดเจน แต่การกระทำของเขากำลังขัดมาตรา ๘๙ และที่สำคัญ ที่สุดกำลังทำผิดกระบวนกฎหมาย มาตรา ๑๑๓ โดยการประทุษร้ายต่อประธาน

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

จ่าประสิทธิ์ครับ ด้วยความเคารพครับ เดี๋ยวให้ท่านณัฏฐ์นะครับ เชิญครับ

นายณัฏฐ์ บรรทัดฐาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร

ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม ณัฏฐ์ บรรทัดฐาน กรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ขอรบกวนเวลาท่านประธานสักครู่นะครับ ก่อนอื่นคงต้องทำความเข้าใจเพื่อนสมาชิกก่อนว่า นี่ไม่ใช่กระบวนการในการขัดขวางการแก้รัฐธรรมนูญ แต่เป็นกระบวนการในการที่จะต้อง เรียนตรง ๆ ว่าไม่ยอมรับการทำหน้าที่ประธานของท่านประธาน ทีนี้ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไร ก็ตามครับ ไม่ว่าจะอ้างเรื่องรัฐธรรมนูญ ไม่ว่าจะอ้างเรื่องข้อความเหมาะสม ท่านประธาน ก็ได้บอกว่าท่านวินิจฉัยไปแล้ว แต่ทีนี้ถ้าท่านจำคำพูดของท่านเองได้เมื่อเช้า ท่านประธาน เป็นคนบอกว่าถ้ามีเหตุการณ์ที่แสดงให้เห็นถึงความไม่เป็นกลางของตัวท่านประธาน ท่านจะ พิจารณาไม่ทำหน้าที่ต่อเอง ซึ่งเมื่อสักครู่นี้ก็มีภาพที่ชัดเจนครับว่าเพื่อนสมาชิกฝ่ายค้าน ได้ลุกขึ้นพยายามประท้วง พยายามทักท้วงและให้เหตุผลต่าง ๆ แต่ท่านประธานเองก็ไม่ได้ ให้โอกาสสมาชิกพรรคฝ่ายค้านในการที่จะชี้แจงเหตุผลต่าง ๆ ก็สะท้อนถึงความไม่เป็นกลาง เมื่อเช้านี้อาจารย์รัชฎาภรณ์พูดถึงเรื่องของการเป็นนักฟุตบอลแล้วลงมาทำหน้าที่กรรมการ แท้ที่จริงแล้วไม่ใช่อย่างนั้นด้วยซ้ำไปครับ ท่านประธานเป็นกรรมการโดยตำแหน่ง แต่ว่า สิ่งที่เกิดขึ้นคือท่านประธานไปแทงข้างใดข้างหนึ่งเอาไว้แล้วแล้วมาเป็นกรรมการตัดสิน ผมถึงต้องเรียนถามท่านประธานว่าถ้าท่านจะพิจารณาทำหน้าที่ของท่านต่อไป ผมเรียนถามว่า ถ้าท่านเชียร์ฟุตบอลข้างใดข้างหนึ่งอยู่และท่านทราบว่ากรรมการไปแทงข้างใดข้างหนึ่ง ไว้แล้วท่านจะเชียร์ได้อย่างไรครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ท่านณัฏฐ์ครับ ที่เมื่อเช้านี้ ผมวินิจฉัยที่ผมบอกนะครับว่าถ้าผมไม่เป็นกลาง ความจริงแล้วผมไม่ได้บอกว่าผมจะ พิจารณานะครับ ถ้าผมไม่เป็นกลางท่านค่อยประท้วงผม เมื่อสักครู่นี้ที่ผมให้คุณสุนัย จุลพงศธร อภิปรายนั้นเพราะว่าอยู่ในเอกสิทธิ์ชั่วโมงของเขาในการอภิปราย ถ้าเขาพาดพิง ท่านก็ว่าไป แต่นี่ท่านไม่ ท่านก็แทรกขึ้นมาเพราะว่าจะประท้วงผมว่าผมไม่มีความเหมาะสม ในการทำหน้าที่ ซึ่งท่านจะพูดอย่างนั้น ทุกคนจะพูดอย่างนี้ก็เป็นการกดดันผม เพราะฉะนั้น ผมก็บอกว่าผมขอทำหน้าที่ ผมยืนยันคำนี้ต่อไปนะครับ ยังยืนยันนะครับว่าผมจะทำหน้าที่ ต่อไป เพราะว่าผมยังไม่ได้ทำอะไรที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ ยังไม่ได้ทำอะไรที่เป็นการฝ่าฝืน ยังไม่ได้ทำอะไรที่บอกว่าไม่เป็นกลาง เพราะผมกำลังบอกว่านี่คือสิ่งที่ให้เขาอภิปรายก่อน เดี๋ยวค่อยถึงท่าน ท่านกฤชก่อนนะครับ แล้วก็ท่านรังสิมา เชิญท่านกฤชครับ

นายกฤช อาทิตย์แก้ว สมาชิกวุฒิสภา กำแพงเพชร

ท่านประธาน ที่เคารพครับ กฤช อาทิตย์แก้ว สมาชิกวุฒิสภาจังหวัดกำแพงเพชร ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมขออนุญาตให้ความคิดกับพวกเราบรรดาสมาชิกรัฐสภาในวันนี้ ผมยังมีความคิดว่าเราน่าจะเดินหน้าต่อไปในการประชุมวันนี้เพื่อทำหน้าที่ในฐานะตัวแทน ของพี่น้องประชาชน วันนี้ประชาชนกำลังรอคอย ส่วนหนึ่งรอคอยว่ารัฐธรรมนูญจะผ่านความเห็นชอบ ส่วนหนึ่งรอคอยว่ารัฐธรรมนูญไม่สมควรจะผ่านความเห็นชอบ เราจำเป็นต้องเดินหน้า ในการประชุมต่อไปครับท่านประธาน ถ้าท่านประธานไม่ทำหน้าที่ประธาน ผมว่าท่านนั่นละไม่ชอบ ท่านประธานจะปล่อยให้ท่านประธานสมศักดิ์ทำหน้าที่คนเดียวได้หรือ ท่านประธานสมศักดิ์ ก็ต้องใช้เวลาส่วนหนึ่งไปพักผ่อน เราทราบกันดีในเรื่องของการอภิปราย ในการประชุม ของเราทุกครั้งประธานก็ต้องเปลี่ยนไปต้องเข้าห้องน้ำ ต้องกินข้าว แต่ว่าถ้าท่านปฏิเสธ ถูกปฏิเสธ แล้วท่านลงไปท่านสมศักดิ์ก็จะต้องขึ้นมา ขออนุญาตครับ กราบเรียนว่ามันไม่ชอบ ไม่ชอบเพราะว่าท่านประธานจะลงไป ซึ่งผมไม่เห็นด้วย แล้วในขณะนี้ผมยังไม่เห็นว่า ท่านประธานได้ทำผิดรัฐธรรมนูญข้อใด ได้ทำผิดข้อบังคับข้อใด แล้วผมก็ยังเห็นว่าไม่ได้ผิด จริยธรรมใด ๆ มันเป็นสิทธิของสมาชิกรัฐสภาที่ได้ยื่นขอแก้ไขรัฐธรรมนูญ ท่านต้องทำหน้าที่ บนนั้นให้ดี ทำหน้าที่บนตำแหน่งที่ท่านเป็นประธานให้เป็นธรรม นั่นละครับเป็นสิ่งที่สภาแห่งนี้ จะตัดสิน ไม่ใช่กลุ่มใดกลุ่มหนึ่งจะมาตัดสินบอกว่าท่านประธานต้องออกไป ท่านประธาน ต้องออกไป ไม่ใช่ คนที่จะตัดสินคือคณะสมาชิกทั้งหมดที่นั่งอยู่นี่ ๖๐๐ คน ท่านประธาน เพราะฉะนั้นผมฝากท่านประธานนะครับว่าได้ช่วยกรุณาด้วย แล้วก็ถ้าท่านจะทำอะไรมันเป็น สิทธิของท่าน แต่ขอให้ท่านนึกถึงว่าพี่น้องประชาชนกำลังนั่งรออยู่ แล้วท่านประธานสมศักดิ์ ท่านจะอยู่ ๓ วันไม่ได้ เราจะประชุมกัน ๓ วันใช่หรือไม่ ขอบคุณครับท่านประธาน

(นางสาวรังสิมา รอดรัศมี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสมุทรสงคราม ได้ยืนและยกมือขึ้น)
นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ท่านรังสิมา เชิญครับ ประท้วงเรื่อง

นางสาวรังสิมา รอดรัศมี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมุทรสงคราม

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ จะบอกไม่เคารพก็ไม่ได้นะ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ควรเคารพนะครับ

นางสาวรังสิมา รอดรัศมี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมุทรสงคราม

ดิฉัน นางสาวรังสิมา รอดรัศมี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสมุทรสงคราม พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ดิฉันขอประท้วงท่านประธานตามข้อ ๕ นะคะ ท่านทำหน้าที่ในสภา ไม่เป็นกลาง ดิฉันยกมือก่อนใครด้วยประท้วง ท่านก็ทำเป็นมองไม่เห็น ท่านก็ไม่เปิดไมโครโฟน ให้ดิฉันพูด ท่านก็ปล่อยให้ทางฝ่ายซีกรัฐบาลพูดไป พูดเท่าไรก็พูดไป แต่เวลาทางนี้พูด ท่านก็ไม่เปิด แล้วเวลายกนี่ท่านต้องสลับ จริง ๆ แล้วถ้าท่านเป็นกลางจริง ๆ ท่านจะต้อง สลับฝ่ายค้าน ฝ่ายรัฐบาล ส.ว. อันนี้ดิฉันยังพอรับได้ นี่พอทางซีกรัฐบาลยก จ่าประสิทธิ์ยก ท่านก็ให้ ท่านพิเชษฐ์ยกท่านก็ให้ ส.ว. ยกท่านก็ให้ แต่ทางนี้ท่านไม่ให้เลย อย่างนี้มันเป็นกลางไหมคะ ให้เขาพูดอยู่ข้างเดียวแล้วเขาก็เสียดสี ท่านอย่าเพิ่งกดไมโครโฟนสิคะ ท่านฟังก่อน มันจะได้ ไม่เดือดร้อน ไม่วุ่นวาย ถ้าท่านเป็นกลางจริง ทีท่านปล่อยไมโครโฟนให้เขาพูดนี่เขาประท้วง หรือว่าเขาอภิปรายกันแน่ ท่านฟังใจเย็น ๆ ค่ะท่าน อย่าเพิ่งสติแตกนะคะ คืออย่างนี้ค่ะ ดิฉันคิดว่าประชาชนฟังอยู่ทางเราไม่ได้ขัดขวางการพิจารณารัฐธรรมนูญ แต่ว่าดิฉันไม่เห็นด้วย ที่ท่านประธานไปเซ็นชื่อแล้วท่านมานั่งเป็นประธาน คนที่นั่งเป็นประธานเวลากดลงคะแนน กฎหมายต่าง ๆ เขายังไม่ลงคะแนนเลย นี่ท่านไปเสนอแล้วท่านก็มานั่งเป็นประธาน แล้วพฤติกรรมท่านก็บ่งบอกอยู่แล้วว่าท่านไม่เป็นกลางนะคะ ดิฉันจึงอยากจะถามว่า ท่านบอกว่าไม่มีข้อบังคับ ไม่มีกฎหมาย แต่คนเรามันต้องมีจิตสำนึก มันต้องมีความละอาย ถ้าจะเป็นกลางจริงท่านจะต้องไปถอนชื่อออกก่อน แล้วเพื่อความสง่างามของท่านไม่ควร นั่งเป็นประธาน ท่านไปถอนชื่อแล้วท่านมานั่งดิฉันไม่ว่าอะไร แต่ถ้าท่านยังอยากจะเป็น แล้วท่านทำพฤติกรรมแบบนี้ ดิฉันคิดว่าสภามันจะวุ่นวายตลอดค่ะ

(นายสิงห์ชัย ทุ่งทอง สมาชิกวุฒิสภาจังหวัดอุทัยธานี ได้ยืนและยกมือขึ้น)
นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ท่านรังสิมา มีคนประท้วง ท่านสิงห์ชัยคนแรกแล้วท่านครูมานิตย์ ท่านสิงห์ชัยก่อนครับ

นายสิงห์ชัย ทุ่งทอง สมาชิกวุฒิสภา อุทัยธานี

กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ ผม ส.ว. จากจังหวัดอุทัยธานี สิงห์ชัย ทุ่งทอง ท่านประธานครับ ผมเลือกท่านประธาน มาเป็นประธานวุฒิสภาวันนี้ผมขอประท้วงท่านประธานในการทำหน้าที่ ข้อ ๕ ท่านประธานครับ แน่นอนที่สุดในสภาแห่งนี้ขออธิบายความเห็นสักนิดมันมีทั้งฝ่ายเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย เรามีกติกาในการควบคุมในการอภิปราย แต่แน่นอนครับวิชามารย่อมมีทั้งฝ่ายค้าน ฝ่ายรัฐบาล แต่สิ่งหนึ่งต้องขอขอบคุณท่านประธานท่านทนฟังให้ทุกคนได้เหยียดหยามท่าน ผมในฐานะ ที่เลือกท่านมาอยากจะบอกท่านว่าท่านตัดสินใจครับ ท่านวินิจฉัยไปแล้ว และผมชื่นชมท่าน ตรงไหนรู้ไหมครับ ท่านกล้าที่จะลงรายชื่อการแก้รัฐธรรมนูญ ๒ มาตรา และท่านก็กล้า ที่จะไปนั่งตรงโน้น ผมว่าคนไทยทุกวันนี้ในการทำอะไรก็แล้วแต่แอบอิงหรือเราเรียกกัน ภาษาชาวบ้านอีแอบเยอะแต่ความเป็นลูกผู้ชายน้อย วันนี้ผมชื่นชมท่านประธาน เพราะฉะนั้นท่านวินิจฉัยแล้วถ้าหากว่าฝ่ายที่เห็นไม่ตรงข้ามคิดว่าผิดรัฐธรรมนูญ ฟ้องครับ แต่ขอร้องเถอะครับ วันนี้เราอยู่ในสภาอย่าพยายามทำอะไรที่อับอายชาวบ้านเขาเลยครับ ขอแสดงความคิดเห็นเท่านี้ครับ ขอบพระคุณครับ

(นายครูมานิตย์ สังข์พุ่ม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุรินทร์ ได้ยืน และยกมือขึ้น)
นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ เดี๋ยวครูมานิตย์เสร็จแล้วหมอสุกิจครับ

นายครูมานิตย์ สังข์พุ่ม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุรินทร์

ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม ครูมานิตย์ สังข์พุ่ม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุรินทร์ พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ตอนเช้าผมได้กรุณาลุกขึ้นมาครั้งหนึ่งเพื่อที่จะบอกกับพรรคพวกบ้าง ถึงจะไม่เก่งทางข้อกฎหมายแต่ก็พยายามอ่านข้อบังคับแล้วก็อ่านรัฐธรรมนูญมาตลอด ตั้งแต่เช้ามาถึงขณะนี้ผมอยากจะกราบเรียนประท้วงท่านประธานข้อ ๕ อยู่นิดหนึ่งว่า ท่านประธานไม่เด็ดขาด เมื่อท่านประธานไม่เด็ดขาดบรรยากาศจะเกิดอย่างนี้ครับ ท่านประธานต้องถามคนประท้วงว่าท่านประธานผิดข้อบังคับตรงไหนผมก็พยายามเปิดดู รัฐธรรมนูญทั้งมาตรา ๘๙ มาตรา ๑๒๕ ตามที่ประธานวิปฝ่ายค้านบอกไปมันตรงกันข้าม กับที่เขียนไว้ในรัฐธรรมนูญ ผมก็อ่านกฎหมายออกก็บอกกฎหมายเป็น ท่านประธาน แล้วก็ ไปดูข้อบังคับตรงนี้มันก็ไม่เห็นว่าผิดตรงไหน แต่จะชอบใจของใครบ้างหรือไม่นั้นอีกเรื่องหนึ่ง จะถูกจริยธรรมหรือไม่ถูกจริยธรรมนั้นผมไม่รู้ แต่ถ้าถามว่าผิดรัฐธรรมนูญไม่มีผิดถ้าผมบอก แต่คนที่ตัดสินรัฐธรรมนูญไม่ใช่ทั้งฝ่ายค้าน และไม่ใช่ฝ่ายรัฐบาล และไม่ใช่ฝ่ายวุฒิสภา มันต้องที่ศาลรัฐธรรมนูญ ฉะนั้นท่านประธานต้องเด็ดขาดต้องถามว่าผิดข้อบังคับข้อไหน ถ้าไม่ผิดแล้วก็เชิญเขานั่งบรรยากาศมันจะได้ไป ผมไม่เคยเห็นเพิ่งเห็น ๒ ครั้งในสภาแห่งนี้ ลุกขึ้นประท้วงทีละ ๓๐ คน ท่านประธานต้องเด็ดขาดอะไรจะเกิดมันต้องเกิด ผมไม่ได้เข้าข้างใคร แต่ผมเอารัฐธรรมนูญมาพูดเอาข้อบังคับมาอ่านแล้วก็บอกท่านประธาน ขอบคุณครับ ท่านประธาน ขอให้ใช้ ๒ อันนี้ละครับ ขอบคุณครับ

(นายสุกิจ อัถโถปกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง ได้ยืนและยกมือขึ้น)
นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ผมพยายาม ที่จะดำเนินการตามข้อบังคับการประชุมนะครับ หมอสุกิจเสร็จแล้วท่านมงคลนะครับ

นายสุกิจ อัถโถปกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตรัง

ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม สุกิจ อัถโถปกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมขอประท้วงท่าน ส.ว. ที่ลุกขึ้นประท้วงก่อนหน้านี้นะครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ท่านประท้วงข้ออะไรครับ

นายสุกิจ อัถโถปกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตรัง

ท่านจะเชียร์ก็เชียร์ไป แต่อย่ามากล่าวหาพวกผม เพราะท่านบอกว่าทั้ง ๒ ฝ่ายใช้วิชามาร

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ท่านประท้วงโดยที่ท่าน ไม่ต้องพูดกระแนะกระแหนนะครับ เชิญครับ

นายสุกิจ อัถโถปกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตรัง

เพราะท่านกล่าวหาว่า ทั้ง ๒ ฝ่ายใช้วิชามารพวกท่านใช้ก็ใช้ไปสิครับ แต่พวกผมไม่มีวิชามารครับ เพราะฉะนั้น ท่านประธานต้องให้เขาถอนคำพูดคำว่า วิชามาร พวกผมไม่ได้ใช้ครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

นั่งเถอะครับ ท่านสิงห์ชัยครับ เขาประท้วงท่าน ถอน

นายสิงห์ชัย ทุ่งทอง สมาชิกวุฒิสภา อุทัยธานี

ท่านประธานครับ ผมไม่มี ปัญหาครับ เพราะว่าผมพ่อแม่สอนมาแล้วก็โดนอบรมสั่งสอนมาดีไม่มีปัญหาครับ แค่คำพูด บางครั้งอาจจะผิดพลาดผมไม่ใช้ก็ได้ครับ วิชามาร

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ถอนนะครับ

นายสิงห์ชัย ทุ่งทอง สมาชิกวุฒิสภา อุทัยธานี

แต่ผมบอกเลยว่า ประชาชนที่ดูทางบ้าน กิริยาส่อภาษาวาจาส่อสกุล ท่านดูก็แล้วกันอย่าเถียงกันแบบตลาด ครับ ขอบคุณครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

นั่งลงนะครับ เชิญท่านมงคลครับ

นายมงคล ศรีคำแหง สมาชิกวุฒิสภา จันทบุรี

กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพครับ กระผม มงคล ศรีคำแหง สมาชิกวุฒิสภาจังหวัดจันทบุรี ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมขอประท้วงท่านประธานในข้อบังคับ ข้อ ๕ (๔) ท่านประธานไม่ทำหน้าที่รักษาความสงบ เรียบร้อยให้เกิดขึ้นในที่ประชุม ผมเป็น ๑ ในผู้ที่เลือกท่านมาเป็นประมุขของวุฒิสภา แต่ท่านไม่น่าปล่อยให้คนบ้านะครับ ให้คนบ้าใช้วาจาสามหาวในสภาแห่งนี้

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ท่านมงคลครับถอนคำพูดนะครับ ถอนคำว่า คนบ้า ออกนะครับ ท่านถอนเลยครับ

นายมงคล ศรีคำแหง สมาชิกวุฒิสภา จันทบุรี

ถ้าคนดีเขาคงไม่เป็นแบบนี้ หรอกครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ท่านมงคล

นายมงคล ศรีคำแหง สมาชิกวุฒิสภา จันทบุรี

ท่านประธานต้องทำหน้าที่ ให้เด็ดขาด ถ้าใครไม่อยากประชุมก็เชิญออกไป

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ท่านมงคลครับ ขอเถอะครับ

นายมงคล ศรีคำแหง สมาชิกวุฒิสภา จันทบุรี

คนที่อยากประชุมมีเยอะแยะท่าน

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

เอาอย่างนี้ คือผมให้เขาถอนแล้วครับ ไม่ต้อง นั่งลงได้ครับ

นายมงคล ศรีคำแหง สมาชิกวุฒิสภา จันทบุรี

ผมไม่ได้เมานี่ผมจะถอน ได้อย่างไร

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ถอนคำพูดครับ

นายมงคล ศรีคำแหง สมาชิกวุฒิสภา จันทบุรี

ให้ผมถอนคำพูดที่ว่า ใช้คำว่า คนบ้า ใช่ไหม

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ครับ

นายมงคล ศรีคำแหง สมาชิกวุฒิสภา จันทบุรี

ถ้าอย่างนั้นผมก็ถอนว่า แต่ว่าอย่าให้มี ส.ส. บ้าแล้วกัน ถ้า คนบ้า ผมถอนครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ไม่ครับ ท่านมงคลถอนทั้ง ๒ คำพูด ถอนหมดเลยครับ ท่านอย่าพูดว่าคนบ้าหรือ ส.ส. บ้าเลยนะครับ ท่านถอนคำพูดเถอะครับ เดี๋ยวผมจะดำเนินการประชุมเองนะครับ

นายมงคล ศรีคำแหง สมาชิกวุฒิสภา จันทบุรี

ถ้าอย่างนั้นผมถอนครับ ไม่มีคนบ้า แต่ว่าอย่าให้มีคนสามหาวครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ท่านอย่าใช้คำพูด มันผิด ข้อบังคับ ข้อ ๔๓ อย่ากระแนะกระแหนกันเลยนะครับ ท่านนั่งเถอะครับ ท่านมงคลครับ คนบ้า ส.ส. บ้า หรือว่า คนสามหาว ท่านก็ถอนนะครับ ถอนหมดนะครับ

นายมงคล ศรีคำแหง สมาชิกวุฒิสภา จันทบุรี

ผมถอนก็ได้ครับ อย่างนั้น หาว ๓ ครั้งก็ได้ครับพวกนี้

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

เอาละครับนั่งลง อย่างนี้ครับ ท่านสมาชิก ผมได้วินิจฉัยไปแล้วนะครับ ท่านประธานรัฐสภาก็วินิจฉัยไปแล้วในการทำหน้าที่ ของผม เพราะฉะนั้นผมยังยืนยันนะครับว่าผมยังไม่ได้ทำผิดข้อบังคับการประชุม ผมยังไม่ได้ ทำผิดรัฐธรรมนูญ เพราะฉะนั้นผมจะขอดำเนินการประชุมต่อนะครับ การที่จะให้ผมลงจากบัลลังก์ การที่จะให้ผมเลิกทำหน้าที่นั้นผมว่ามันอยู่ที่ท่านนะครับ เพราะมีทั้งคนบอกผมควรทำต่อไป บอกว่าผมไม่ควรทำ ท่านอย่าให้ผมต้องขอมติเลยครับ ผมอยากขอดำเนินการประชุมนะครับ แล้วถ้าผมไม่ดีท่านค่อยว่ากัน ทุกคนนั่งนะครับ ท่านจิตต์อภิปรายครับ ๘ นาที

(นายสุกิจ อัถโถปกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง ได้ยืน และยกมือขึ้น)

คุณหมอสุกิจ เมื่อสักครู่เขา ถอนคำพูดแล้ว คุณหมอสุกิจเชิญครับ เดี๋ยวให้คุณหมอสุกิจก่อนครับ

นายสุกิจ อัถโถปกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตรัง

อย่างนั้นไม่เรียกว่า ถอนหรอกครับ เรียนท่านประธานที่เคารพ ผม สุกิจ อัถโถปกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ ผมไม่คิดว่าท่านจะหมายถึงผมหรอกครับเพราะผมไม่บ้า แต่ว่าการมาพูดอย่างนี้ในสภาผมว่าคนนั้นละบ้า

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

เอาเถอะครับ ๆ เมื่อสักครู่ เขาถอนเรียบร้อยแล้วครับ

นายสุกิจ อัถโถปกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตรัง

เพราะฉะนั้นขอให้ ถอนคำว่า สามหาว มีอะไรท่านประธานจะปล่อยอย่างนี้ไม่ได้ และท่านประธานครับ ผมประท้วง ท่านประธาน ต่อข้อบังคับ ข้อ ๕ ผมบอกแล้วว่าท่านประธานขึ้นมาแล้วท่านทำหน้าที่ไม่ได้ ท่านควบคุมการประชุมไม่ได้ เพราะฉะนั้นผมขอร้องท่านเถอะครับ ท่านไม่มีความชอบธรรม ในวันนี้ ปกติผมเคารพท่านครับ แต่ ณ วันนี้ท่านได้ทำในสิ่งที่มันผิดพลาดไปแล้ว เราก็บอกวิธี ที่ให้ท่านแก้แต่ท่านไม่แก้นี่ครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

พอแล้วครับ

นายสุกิจ อัถโถปกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตรัง

ท่านไปถอนชื่อ แล้วกลับมาพวกผมยินดีเลยครับ ผมจะประชุมกับท่านดึกดื่นเที่ยงคืน ตีหนึ่งผมก็เอาครับ พวกผมไม่ได้ขี้เกียจ พวกผมไม่ได้ไม่ตั้งใจมาทำหน้าที่ แต่ท่านเข้าใจตลอดเวลาที่พวกผม ทำมาไหมครับว่าเราต้องการอะไร เรายึดอะไร เรายึดรัฐธรรมนูญ ยึดความชอบธรรม ขอร้องท่านประธานเถอะครับ ถ้าไม่อย่างนั้นแล้วเดี๋ยวพวกผมจะยืนขึ้นหมดนะครับ พวกผมยืนทั้งหมดแล้วจะประชุมไม่ได้นะครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

คุณหมอสุกิจผมขอเถอะครับ ผมบอกแล้วว่าผมยังไม่ได้ทำอะไรที่มันผิดต่อรัฐธรรมนูญเพราะท่านก็บอกว่าผมทำผิด ซึ่งดูตามมาตราไหนก็ไม่มีนะครับ มันเป็นเอกสิทธิ์ของผมในฐานะที่เป็น ส.ว. แล้วการทำหน้าที่ บนบัลลังก์นี้คือผมทำหน้าที่ตามข้อบังคับการประชุม ซึ่งกำหนดไว้ชัดเจนข้อบังคับการประชุม ๑๐๐ กว่าข้อ เพราะฉะนั้นท่านได้กรุณาเถอะครับ ไม่อย่างนั้นจะมีการประท้วง ผมจะอนุญาต ให้ท่าน ส.ว. จากจังหวัดมุกดาหาร

นายสุกิจ อัถโถปกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตรัง

ท่านประธาน ท่านไม่ฟัง พวกเราเลย ท่านจะปล่อยให้มีการผิดก่อนแล้วค่อยว่ากัน ให้ผมไปยื่นถอดถอนท่านมันก็ยื่น กับตัวท่านละครับ แล้วมันจะถูกต้องหรือครับ มันจะเป็นธรรมหรือครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

เป็นเอกสิทธิ์ของท่านครับ

นายสุกิจ อัถโถปกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตรัง

เพราะฉะนั้นเรามี วิธีประนีประนอมกันง่าย ๆ ทำไมท่านไม่ทำล่ะครับ ท่านลงไปท่านถอนชื่อแล้วพวกผมยอมทันทีครับ ไม่อย่างนั้นพวกผมจะยืน ไม่ใช่ว่าผมไม่เคารพท่าน แต่ว่า ณ วันนี้ผมเชื่อว่าผมเข้าใจว่า

(นายครูมานิตย์ สังข์พุ่ม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุรินทร์ ได้ยืน และยกมือขึ้น)
นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

เดี๋ยวครับ มีคนประท้วงท่าน หลายคนนะครับ ครูมานิตย์ครับ

นายครูมานิตย์ สังข์พุ่ม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุรินทร์

ท่านประธาน ที่เคารพครับ ผม ครูมานิตย์ สังข์พุ่ม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุรินทร์ พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา จริง ๆ ด้วยความเคารพท่านประธานจริง ๆ ครับ ผมไม่อยากลุกขึ้นมา ประท้วงหรอกครับ เพราะว่าการประท้วงนี่ไม่ใช่วิสัยของคนชื่อครูมานิตย์ครับ แล้วไม่ได้ ต้องการเข้ามาในสภาแห่งนี้มาประท้วงด้วย แต่ว่ามันเกินความจำเป็น ผมประท้วงท่านประธานครับ ท่านประธานต้องถามว่าท่านประธานผิดข้อบังคับข้อไหน ถ้าไม่อย่างนั้นแล้วคุยกันไม่รู้เรื่อง หรอกครับ ถ้าให้เขายืนก็เชิญให้เขายืนฟัง ให้คนอภิปรายก็อภิปรายต่อไปสิครับ มันจะเป็น อย่างไรก็ให้มันเป็นไป สังคมจะเลวร้ายขนาดไหนก็อยากเห็นความเลวร้ายของสังคม อีกสักครั้งสองครั้งจะเป็นไรไป

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ครูมานิตย์ครับ

นายครูมานิตย์ สังข์พุ่ม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุรินทร์

ท่านประธาน ดำเนินการครับ ดำเนินการไปเลยตามข้อบังคับ ตามระเบียบ แต่ขอร้องประธานว่าอย่าให้ผิด รัฐธรรมนูญ อย่าให้ผิดกับข้อบังคับที่มีอำนาจต่อท่านประธานแล้วท่านประธานดำเนินการไป

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ครูมานิตย์ครับ เขาท้วงผม ในข้อ ๕ ซึ่งความจริงแล้วข้อ ๕ ผมก็ไม่ได้ทำอะไรผิดนะครับ เพียงแต่เขาบอกว่าผมไม่ควรจะ ทำหน้าที่เพราะว่าผมไปลงนามในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๐ กับมาตรา ๒๓๗ ซึ่งผมก็เรียนแล้วว่านั่นเป็นเอกสิทธิ์ของผม แล้วรัฐธรรมนูญก็ไม่เคยห้ามเอาไว้นะครับว่า คนเป็นประธานในที่ประชุมนั้นไม่ควรจะไปลงชื่อ ท่านก็ทึกทักกันเองว่านี่คือไม่ชอบธรรม เพราะฉะนั้นผมจะดำเนินการประชุมต่อนะครับ

นายครูมานิตย์ สังข์พุ่ม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุรินทร์

ท่านประธาน ผมเหลืออีกนิดเดียวครับ พอดีท่านประธานตอบกลับมา ก็ผมเข้าใจว่าท่านประธานไม่ผิดรัฐธรรมนูญ ท่านประธานไม่ผิดกับข้อบังคับ ท่านประธานไม่ได้ผิดจริยธรรม ผมย้ำแล้วย้ำอีกว่าคำว่า ผิดรัฐธรรมนูญ ถ้าอีกฝ่ายหนึ่งเขาบอกว่าฝ่ายนี้ผิด ถ้าฝ่ายนี้ก็ต้องบอกว่าฝ่ายโน้นผิด ท่านประธานก็ดูเถอะ แต่มันมีข้อยุติอยู่ที่ศาลรัฐธรรมนูญเป็นคนตีความ การที่ใครผิดใครถูก ในกระบวนการของรัฐธรรมนูญ แต่ข้อบังคับนี้เป็นกระบวนการที่พวกเราร่างขึ้นมาเอง เขียนขึ้นมาเอง ผมอยากฟังเขานิดหนึ่ง ท่านประธานลองถามว่าท่านประธานผิดข้อบังคับข้อไหน ให้ชี้แจงกันชัด ๆ แล้วผมก็จะได้ลุกขึ้นมาแย้งด้วย แล้วจะได้ต่อว่าท่านประธานด้วยว่า ท่านประธานผิดข้อบังคับ แต่ผมไม่เห็นข้อบังคับข้อไหนที่ห้ามไม่ให้ประธานขึ้นทำหน้าที่ ในการเป็นประธาน ส่วนท่านประธานลงนามนั้นเป็นสิทธิของความเป็นสมาชิกวุฒิสภา แต่การทำหน้าที่มันเขียนไว้ชัดเจน ในมาตรา ๘๙ ต้องทำหน้าที่ด้วยความยุติธรรม ในมาตรา ๑๒๕ ก็เขียนไว้ชัดเจน ผมยังไม่เห็นประธานไม่มีความยุติธรรมตรงไหน ฉะนั้นท่านประธาน ต้องดำเนินการ ถ้าเป็นอย่างนี้ไม่จบหรอก ๔ ชั่วโมงแล้วเรื่องนี้เรื่องเดียวท่านประธานครับ ขอบคุณครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ผมไม่รู้จะขอร้องอย่างไรนะครับ เขาจะกล่าวหาตลอดเวลาว่าผมไม่มีความชอบธรรมในการทำหน้าที่ ซึ่งผมก็ถามว่าแล้วผมผิด ข้อบังคับการประชุมตรงไหน ก็ยังไม่ปรากฏว่าผมจะทำผิดข้อบังคับการประชุม ผมดำเนินการ ตามข้อ ๕ เพื่อที่จะให้บรรยากาศการประชุมนั้นเป็นไปด้วยความเรียบร้อย แต่ท่านก็ไม่ยอม ท่านก็จะยืนขึ้นทุกคน มันก็ทำให้การประชุมไปไม่ได้ ถ้าผมจะแข็งข้อ ผมจะอาศัยอำนาจเด็ดขาด โดยไม่ฟังเสียงท่าน ท่านก็หาว่าผมเผด็จการ หาว่าผมไม่เป็นกลาง แล้วอย่างนี้การประชุม จะเดินหน้าได้อย่างไรครับ สิ่งใดที่ท่านคิดว่าผมนั้นทำขัดรัฐธรรมนูญท่านก็ไปยื่น ท่านใช้ อำนาจของท่านไปยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญ ท่านบอกว่าผมควรจะลงจากบัลลังก์ ไม่มีสิทธิ ในการที่จะเป็นประธานในที่ประชุม ท่านพูดอย่างนั้นไม่ได้ครับ เพราะยังมีสมาชิกอีกเยอะ ที่บอกว่าผมต้องทำหน้าที่ต่อไป เพราะฉะนั้นประเด็นอย่างนี้ท่านอย่ามาเถียงกันเลยครับ ผมจะให้อภิปรายต่อดีกว่าไหมครับ ขอร้องละครับ ขอเถอะครับ คนดูที่บ้าน คนฟังทางวิทยุ เขาวินิจฉัยได้นะครับ ท่านนั่งเถอะครับ ท่านจิตต์ ศรีโยหะ ท่านอภิปรายต่อไปท่าน ๘ นาที ไม่ละครับ เชิญท่านจิตต์ครับ

พันตำรวจโท จิตต์ ศรีโยหะ มุกดาธนพงศ์ สมาชิกวุฒิสภา มุกดาหาร

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม พันตำรวจโท จิตต์ ศรีโยหะ มุกดาธนพงศ์ สมาชิกวุฒิสภาจังหวัดมุกดาหาร ผมขอความอนุเคราะห์จากฝ่ายค้านนะครับ ให้ผมพูดเสร็จก่อน ค่อยประท้วงต่อนะครับ ขออนุญาตครับ เห็นใจผมหน่อยครับ ท่านประธานที่เคารพครับ การแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ผ่านมาผมก็ได้ร่วม

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

เดี๋ยวนะครับ ขอความสงบ เถอะครับ ขอให้ท่านจิตต์ได้อภิปรายนะครับ ท่านไม่ต้องประท้วงครับ เชิญท่านจิตต์ครับ

พันตำรวจโท จิตต์ ศรีโยหะ มุกดาธนพงศ์ สมาชิกวุฒิสภา มุกดาหาร 🔗

ฝ่ายค้านครับ ผมขอนิดเดียวขอ ๘ นาทีเท่านั้นเอง เพราะว่าการแก้รัฐธรรมนูญเริ่มมาตั้งแต่ ปี ๒๕๕๑ ซึ่งผมก็ได้เริ่มดำเนินการเหมือนกัน สรุปแล้วการแก้รัฐธรรมนูญมีทั้งหมดขณะนี้ ๖ ครั้ง ครั้งที่ ๑ ครั้งที่ ๒ ผมก็ถูกยื่นชื่อถอดถอนไป และครั้งที่ ๓ ผมก็ได้ร่วมกับรัฐบาลชุดที่แล้ว รับหลักการ แล้วก็ลงมติเห็นชอบในการแก้ไขครั้งที่แล้ว เพราะฉะนั้นในวันนี้ผมก็ได้ร่วมลงชื่อ เพื่อเสนอญัตติแก้ไขรัฐธรรมนูญเช่นเดียวกัน ดังนั้นในการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้สมาชิกวุฒิสภา ที่มาจากการเลือกตั้งก็ได้ถูกตั้งข้อกล่าวหาอยู่ ๔ ข้อ ข้อที่ ๑ ถูกตั้งข้อกล่าวหาว่าเป็นการเสพอำนาจ ทางการเมืองอย่างต่อเนื่อง ข้อที่ ๒ อาศัยฐานเสียงของการเมือง ข้อที่ ๓ สมาชิกวุฒิสภา ชุดปัจจุบันไม่น่าเชื่อถือและล้มเหลว และอันสุดท้ายก็คือสมาชิกวุฒิสภาส่วนหนึ่งที่ลงชื่อ เสนอขอแก้ไขรัฐธรรมนูญในครั้งนี้เป็นการแก้ไขเพื่อต่างตอบแทน เพราะฉะนั้นสิ่งที่ผมอภิปราย ในวันนี้ก็เนื่องจากว่ามีการเสนอร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม ในเรื่องด่วนที่ ๑ ก็คือการแก้ไขเพิ่มเติมมาตรา ๑๑๑ มาตรา ๑๑๒ และมาตรา ๑๑๕ มาตรา ๑๑๖ วรรคสอง มาตรา ๑๑๗ มาตรา ๑๑๘ มาตรา ๑๒๐ และมาตรา ๒๔๑ วรรคหนึ่ง และเป็นการยกเลิกมาตรา ๑๑๓ มาตรา ๑๑๔ ซึ่งเป็นที่มาของสมาชิกวุฒิสภา จะเห็นได้ว่า รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ได้กำหนดให้สมาชิกวุฒิสภามาได้ ๒ ทาง รวม ๑๕๐ คน ๑. มาจากการสรรหา ๗๔ คน ๒. มาจากการเลือกตั้งอีก ๗๖ คน ดังนั้นจะเห็นได้ว่า ก็มีปัญหาเนื่องจากว่าการปฏิบัติหน้าที่ของสมาชิกวุฒิสภาตามรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ นั้น ประชาชนส่วนหนึ่งก็อยากจะให้มีการเลือกตั้งทั้งหมด แต่ว่าสิ่งเหล่านี้ผมก็ได้พิจารณาแล้วว่า สมาชิกวุฒิสภามา ๒ ทางอย่างที่ว่า ทางที่ ๑ มาจากการสรรหา ๗๔ คนจากการคัดเลือก ขององค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ ๗ องค์กร ซึ่งประกอบด้วย ประธานศาลรัฐธรรมนูญ ประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง ประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน ประธานคณะกรรมการ ป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ประธานคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน และผู้พิพากษา ในศาลฎีกาซึ่งที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกามอบหมาย ๑ คน ตุลาการในศาลปกครองสูงสุดซึ่งที่ประชุมใหญ่ ในศาลปกครองสูงสุดได้มอบหมายให้อีก ๑ คนเป็นคนคัดเลือก เพราะฉะนั้นจากประเด็นดังกล่าวนี้ ผมก็เห็นว่าสมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการเลือกตั้งต้องครบวาระแล้วก็ดำรงตำแหน่งได้ในครั้งเดียว แต่สมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการสรรหาก็ได้มีบทเฉพาะกาลไว้ในมาตรา ๒๙๗ ก็คือในวาระเริ่มแรก ให้สมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการสรรหามีวาระครบ ๓ ปีนับแต่วันเริ่มต้นสมาชิกภาพ และมิให้ นำบทบัญญัติเกี่ยวกับการห้ามดำรงตำแหน่งติดต่อกันเกินกว่า ๑ วาระมาใช้บังคับกับบุคคล ดังกล่าวในการสรรหาในคราวถัดไปหลังจากสิ้นสุดสมาชิกภาพ จึงเห็นได้ว่าสมาชิกวุฒิสภา สรรหาครั้งแรกเข้าดำรงตำแหน่งก็คือวันที่ ๑๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๑ แล้วก็สิ้นสุดในวันที่ ๑๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๔ จากนั้นแล้วจากบทเฉพาะกาลดังกล่าวก็ได้รับการสรรหาเข้ามาใหม่อีก เมื่อวันที่ ๑๘ เมษายน ๒๕๕๔ จำนวน ๓๓ ท่าน จึงเห็นได้ว่าจากที่กฎหมายได้กำหนดเช่นนี้ จึงทำให้เกิดความไม่เป็นธรรมขึ้นในการบัญญัติกฎหมายกับสมาชิกที่มาจากการเลือกตั้ง โดยตรงจากประชาชนจำนวน ๗๖ คนจากจังหวัดละคน เพราะฉะนั้นการกระทำดังกล่าว ของคณะกรรมการสรรหาผมเห็นว่าใช้สิทธิในการเลือกตั้ง ในการคัดเลือกสมาชิกวุฒิภา ๒ ครั้ง ก็คือครั้งที่ ๑ ใช้สิทธิในการคัดเลือกสมาชิกวุฒิสภาแบบสรรหา และครั้งที่ ๒ ก็ใช้สิทธิในการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการเลือกตั้งอีกครั้งหนึ่ง เป็นการใช้สิทธิ ๒ ครั้ง เมื่อเทียบกับประชากรจำนวน ๖๓ ล้านคน หรือ ๔๗ ล้านคน ไปใช้สิทธิเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการเลือกตั้ง และ ๗ คนไปใช้สิทธิแบบสรรหา ๗๔ คนนี่ผมคิดว่าเกิดความไม่เท่าเทียมกัน ก็คือวัน แมน วัน โหวต (One man one vote) ตามหลัก ดังนั้นผมจึงเห็นว่าในการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญครั้งนี้ตามเรื่องด่วนที่ ๑ ผมจึงเห็นด้วยอย่างยิ่งนะครับ ส่วนร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา ๑๙๐ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ปี ๒๕๕๐ ปัจจุบัน บัญญัติให้การกระทำ หนังสือสัญญา หรือมีผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจหรือสังคมของประเทศอย่างกว้างขวาง หรือมีผลผูกพันด้านการค้า การลงทุน หรืองบประมาณประเทศอย่างมีนัยสำคัญ ต้องได้รับ ความเห็นชอบของรัฐสภา ในทางปฏิบัติปัจจุบันมีปัญหาในการทำความตกลงระหว่างประเทศ หลายเรื่อง เกิดความล่าช้า และเกิดความเสียหายแก่ประเทศทั้งในด้านเศรษฐกิจและสังคม สมควรที่จะมีการแก้ไขเพิ่มเติมและกำหนดให้มีพระราชบัญญัติที่เกี่ยวข้องเพื่อให้เป็นไป ตามสัญญา ต้องได้รับความเห็นของรัฐสภา ดังนั้นการแก้ไขเพิ่มเติมมาตรา ๑๙๐ ในครั้งนี้ กระผมจึงขอให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่เพื่อให้การบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาล เป็นไปด้วยความเรียบร้อยและรวดเร็ว

ส่วนเรื่องที่ ๓ ก็คือร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา ๒๓๗ วรรคสอง ว่าด้วยการยุบพรรคการเมืองและการเพิกถอนสิทธิการเลือกตั้ง ของหัวหน้าพรรคการเมืองและกรรมการบริหารพรรคการเมืองในกรณีที่ผู้สมัครรับเลือกตั้ง กระทำผิดกฎหมายเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ส่วนการแก้ไขเพิ่มเติมในมาตรานี้ ผมก็เห็นด้วย เนื่องจากว่าผู้กระทำผิดย่อมได้รับผิดตามกฎหมาย ส่วนผู้ที่ไม่ได้กระทำความผิด ก็สมควรที่จะได้อยู่ทำหน้าที่บริหารพรรคต่อไป ไม่สมควรที่จะไปยุบพรรคดังกล่าว และการแก้ไขเพิ่มเติมมาตรา ๖๘ เช่นเดียวกัน ในการยื่นเสนอเรื่องให้อัยการสูงสุด ตรวจสอบข้อเท็จจริงนั้นผมก็เห็นว่าอัยการสูงสุดเป็นหน่วยงานองค์กรอิสระก็ควรจะมี การถ่วงดุลอำนาจกับศาลรัฐธรรมนูญ การที่จะยื่นเสนอเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญนั้น ก็ควรจะให้อัยการสูงสุดตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อนเพื่อเป็นการถ่วงดุลอำนาจระหว่าง อัยการสูงสุดกับศาลรัฐธรรมนูญ ผมก็เห็นด้วยในการที่จะให้มีการแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมาย รัฐธรรมนูญตามมาตรา ๖๘ ในครั้งนี้

ส่วนเรื่องสุดท้าย คือมาตรา ๒๖ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย การใช้อำนาจ โดยองค์กรของรัฐทุกองค์กร ต้องคำนึงถึงศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิและเสรีภาพ ตามบทบัญญัติ แห่งรัฐธรรมนูญ แล้วก็มาตรา ๒๘ บุคคลย่อมอ้างสิทธิและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ หรือใช้สิทธิและเสรีภาพของตนได้เท่าที่ไม่ละเมิดสิทธิของผู้อื่น และที่สำคัญก็คือมาตรา ๒๙ การจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคลที่รัฐธรรมนูญรับรองไว้ จะกระทำมิได้ เพราะฉะนั้น การที่สมาชิกวุฒิสภาถูกจำกัดให้ปฏิบัติหน้าที่ดำรงตำแหน่งได้วาระเดียวก็ถือว่าเป็นการจำกัดสิทธิ แล้วก็มาตรา ๓๐ ของรัฐธรรมนูญ บุคคลย่อมเสมอกันในกฎหมายและได้รับความคุ้มครอง ตามกฎหมายเท่าเทียมกัน สิ่งนี้ละครับที่ผมอยากจะให้มีการแก้ไขว่าทุกคนจะได้มีสิทธิ เท่าเทียมกันครับ เพราะฉะนั้นร่างด่วนที่ ๑ ร่างด่วนที่ ๒ และร่างด่วนที่ ๓ ผมจึงขอสนับสนุน ให้มีการแก้ไข แล้วก็ได้ลงชื่อให้มีการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญในครั้งนี้เหมือนกับทุกครั้ง ที่ผมได้ลงชื่อเพื่อให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เริ่มตั้งแต่วันที่ ๘ พฤษภาคม ๒๕๕๑ เป็นต้นมา

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ท่านจิตต์เกินมา ๑ นาทีแล้ว

พันตำรวจโท จิตต์ ศรีโยหะ มุกดาธนพงศ์ สมาชิกวุฒิสภา มุกดาหาร

ผมก็เริ่มดำเนินการมาตลอดครับ ขอกราบขอบคุณท่านประธานครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ท่านเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ เวลาของท่าน ๑๐ นาที ท่านเอกนัฏครับ ถ้าท่านไม่อยู่นะครับ ท่านอยู่ไหมครับ

นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร

ท่านประธานครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

เชิญครับ

นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร

ขออนุญาตให้เพื่อนสมาชิกได้ใช้สิทธิประท้วงก่อนครับ แล้วผมจะทำหน้าที่ท่านประธานครับ

(นายอภิชาติ สุภาแพ่ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเพชรบุรี ได้ยืน และยกมือขึ้น)
นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ประท้วง คือผมได้มีคำวินิจฉัย ไปหมดแล้วนะครับ เอาอย่างนี้ ให้ท่านเอกนัฏได้อภิปรายนะครับ เอาอย่างนี้ครับ ให้ท่านเอกนัฏ ได้อภิปรายนะครับ คุณประเสริฐท่านจะประท้วงผมเรื่องอะไร เชิญครับ ท่านอภิชาติ สุภาแพ่ง

(นายอภิชาต ศักดิเศรษฐ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครศรีธรรมราช ได้ยืนและยกมือขึ้น)
นายอภิชาต ศักดิเศรษฐ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นครศรีธรรมราช

ท่านประธานครับ ผม อภิชาต ศักดิเศรษฐ์ ผมประท้วงก่อนครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ไม่ครับ คนละคน ท่านนั่ง ก่อนนะครับ ท่านอภิชาติ สุภาแพ่ง เชิญครับ ประท้วงผมเรื่องอะไรครับ ท่านบอกผมหน่อย

นายอภิชาติ สุภาแพ่ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เพชรบุรี

ท่านประธาน ที่เคารพ ผม อภิชาติ สุภาแพ่ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเพชรบุรี พรรคประชาธิปัตย์ ในนามสมาชิกรัฐสภา ด้วยความเคารพท่านประธานจริง ๆ ครับ ผมเองก็นั่งฟังก็ประท้วง กันไปประท้วงกันมา ก็อยากจะประท้วงท่านประธานละครับ ของรัฐธรรมนูญในมาตรา ๘๙ ที่เขาบอกไว้ว่าประธานต้องทำหน้าที่เป็นกลางเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ ท่านประธานครับ ผมฟังมาแล้ว บางคนก็บอกว่าท่านเป็นนักฟุตบอล บางคนก็บอกว่าท่านเป็นกรรมการ บางคนก็บอกว่าท่านเป็นคนรับเรื่องร้องเรียนส่งศาลรัฐธรรมนูญ สรุปแล้วท่านเป็นทั้งนักฟุตบอล เป็นทั้งกรรมการตัดสิน แล้วก็เป็นกรรมการฟีฟ่า (FIFA) ด้วย ทำหน้าที่พร้อมกันหมดเรื่องมันก็ไม่จบ ผมว่าเพื่อความสง่างามนะครับ อ้ายคำว่าเป็นกลางหรือไม่เป็นกลางนั้นอาจจะมีใครตัดสินไม่ได้ ท่านก็บอกว่าท่านเป็นกลาง

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

เดี๋ยว มีผู้ประท้วงครับ

นายอภิชาติ สุภาแพ่ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เพชรบุรี

ผมประท้วงอยู่ ท่านประธานครับ เอาให้จบครับ นาน ๆ ผมจะประท้วงสักครั้งหนึ่งเอาให้จบครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ท่านเอาให้จบเลยครับ เชิญครับ

นายอภิชาติ สุภาแพ่ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เพชรบุรี

ท่านประธานครับ ท่านจะเป็นกรรมการ ท่านจะเป็นผู้เล่น ท่านจะเป็นผู้รับเรื่องร้องเรียนอยู่ในตัวท่านคนเดียว หมดเลย แล้วอย่างนี้ความเป็นกลางมันจะเกิดได้อย่างไร ท่านประธานบอกว่าผมเป็นกลาง ท่านคิดว่าท่านเป็นกลาง แต่ฝ่ายค้านก็บอกว่าท่านไม่เป็นกลาง ไม่มีใครตัดสินได้หรอกครับ ผมเชื่อว่าท่านตัดสินใจด้วยตัวท่านเอง ท่านเลือกเอาเถอะว่าท่านจะทำหน้าที่ประธาน หรือท่านจะมาถอนชื่อในการยื่นแก้ไข ถ้าท่านยื่นแก้ไขท่านทำหน้าที่อย่างสง่างามแล้วการประชุม สภานั้นก็จะเรียบร้อย ท่านเชื่อเถอะครับ แล้วมันจบ แล้วมันไปด้วยดีเลยครับ ท่านต้อง ตัดสินใจครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

เอาละครับ ขอบคุณครับ ท่านอภิชาตินั่งนะครับ ผมขอวินิจฉัยนะครับ เพราะว่าสิ่งที่ท่านพูดก็ได้มีวินิจฉัยตั้งแต่เช้าแล้ว คือท่านมาบอกผมเป็นนักฟุตบอล เป็นโกล์ (Goal) และเป็นกรรมการเอง ผมรู้ว่าผมทำหน้าที่ ตรงไหน เวลาท่านถอดถอนผมก็ทำหน้าที่ประธานวุฒิสภา แต่เวลานี้ผมทำหน้าที่ตรงนี้ก็คือ ในฐานะที่เป็นรองประธานรัฐสภา ทำหน้าที่แทนประธานรัฐสภา เพราะฉะนั้นท่านต้องแยกแยะ สิ่งที่ท่านได้ประท้วงผมนั้นได้มีคำวินิจฉัยไปแล้ว เป็นเรื่องที่เสียเวลา ท่านอภิชาตินั่งเถอะครับ ไม่อย่างนั้นจะมีผู้ประท้วง ผมจะไม่ให้ใครประท้วง เพื่อเห็นแก่ท่านอภิชาติอีกนิดผมให้ครับ

นายอภิชาติ สุภาแพ่ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เพชรบุรี

ท่านประธานครับ ผม อภิชาติ สุภาแพ่ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเพชรบุรี พรรคประชาธิปัตย์ จริงครับ ท่านวินิจฉัยมาหลายรอบแล้ว แต่ว่าสภามันก็ไม่จบ เพราะว่าท่านไม่เป็นกลาง ผมเชื่อว่าบางฝ่าย ก็บอกว่าชาวบ้านดูอยู่ ชาวบ้านดูอยู่ก็แบ่งเป็น ๒ ซีก ๒ ฝ่าย ท่านลองคิดสิครับว่าอะไร ความเป็นกลาง ท่านมีสิทธิเลือกเลยครับว่าท่านไปถอนชื่อเสีย แล้วท่านก็ทำหน้าที่ประธาน

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ท่านครับ คือถ้าท่านไม่หยุด ก็จะมีคนลุกขึ้นประท้วงหลายคน ผมไม่อยากจะให้มีการประท้วง ท่านนั่งเถอะ ผมได้วินิจฉัยแล้วครับ

นายอภิชาติ สุภาแพ่ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เพชรบุรี

จริง ๆ แล้ว เอาแค่สามัญสำนึกจิตใต้สำนึกของลูกผู้ชายก็เพียงพอแล้วที่ท่านตัดสินใจได้

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ผมรู้ว่าผมกำลังตัดสินใจอะไรอยู่ แล้วผมกำลังเล่นอะไรอยู่ ผมมีบทบาทหลายบทบาท เพราะฉะนั้นเมื่อแต่ละบทบาท ผมแยกแยะออก คนอย่างผมแยกแยะเป็น ไม่ต้องประท้วงแล้วครับ ท่านเอกนัฏได้ใช้เวลา ในการอภิปราย เชิญครับ ๑๐ นาที ท่านไม่ต้องประท้วงแล้วครับ ท่านอภิชาตไม่ต้องแล้วครับ

(นายนิยม ช่างพินิจ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพิษณุโลก ได้ยืน และยกมือขึ้น)

ผมให้ท่าน ท่านประท้วงผม เรื่องอะไรครับ

นายนิยม ช่างพินิจ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พิษณุโลก

ท่านประธานครับ ผม นิยม ช่างพินิจ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพิษณุโลก ในฐานะสมาชิกรัฐสภา สิ่งที่ผม อยากจะกราบเรียนให้ท่านประธานทราบโดยเฉพาะข้อบังคับ ข้อ ๕ (๔) ประเด็นที่สำคัญเลย ที่ผมนั่งฟังมาตั้งแต่เช้าก็คือการควบคุมการประชุม แต่สิ่งที่ว่าท่านประธานไปลงนามนี่ต้องดูที่ไปที่มาว่ามันผิดรัฐธรรมนูญไหม ถ้ามันไม่ผิดรัฐธรรมนูญ และมันขัดข้อบังคับไหม ถ้ามันไม่ขัดก็ไม่มีปัญหา แต่ผมอยากจะกราบเรียนว่าถ้าเกิดผมเป็น ส.ส. และผมไปนั่งเป็นประธานสภาและผมไม่มีสิทธิลงนามว่าจะแก้กฎหมายหรือเสนอกฎหมายอะไร ผมไม่เป็นเสียดีกว่า เพราะฉะนั้นต้องดูที่ไปที่มาของรัฐธรรมนูญด้วยครับท่านประธาน เพราะฉะนั้นท่านประธานดำเนินการไปเถอะครับ ผมว่าท่านประธานทำถูกแล้วขอให้ชัดเจน ตรงนี้เถอะครับ แล้วที่เขาประท้วงก็ปล่อยให้เขาประท้วงไปนะครับ ประท้วงข้อบังคับข้อไหน ผิดรัฐธรรมนูญมาตราไหน ในเมื่อมันไม่ผิดท่านก็ดำเนินการไปครับ ผมฝากเท่านี้ละครับ ท่านประธาน

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ผมวินิจฉัยซ้ำซากแล้วนะครับ มันเป็นการวินิจฉัยซ้ำซากแล้วนะครับ เชิญท่านเอกนัฏครับ เชิญท่านอภิปรายเลยครับ ท่านเอกนัฏอยู่หรือเปล่าครับ ถ้าไม่อยู่ผมก็จะให้

(นายอภิชาต ศักดิเศรษฐ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครศรีธรรมราช ได้ยืนและยกมือขึ้น)

ท่านจะประท้วงเรื่องอะไรครับ ท่านอภิชาตประท้วงผมเรื่องอะไรครับ เชิญครับ

นายอภิชาต ศักดิเศรษฐ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นครศรีธรรมราช

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายอภิชาต ศักดิเศรษฐ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จากจังหวัดนครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ ผมขอประท้วงท่านประธานในข้อ ๕ ของข้อบังคับการประชุมรัฐสภา ท่านประธานไม่สามารถที่จะควบคุมการประชุมให้เป็นไป ตามปกติได้ ในระยะเวลาชั่วโมงเศษ ๆ ที่ผ่านมานี้ความวุ่นวายที่เกิดขึ้นในห้องประชุมแห่งนี้ เกิดขึ้นจากความผิดพลาด ความบกพร่องในการทำหน้าที่ของประธานในที่ประชุมคือท่านนิคม ไวยรัชพานิช ที่ปล่อยให้สมาชิกได้ลุกขึ้นมาพูดจาพาดพิงถึงบุคคลภายนอก ลามปาม ถึงประธานศาลฎีกา เสียดสีใส่ร้ายเพื่อนสมาชิกในสภาแห่งนี้ พูดในแง่ร้ายเป็นความเท็จ ต่อพรรคการเมือง

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

เอาอย่างนี้ครับท่านอภิชาต เมื่อสักครู่เขาถอนคำพูดนี้ไปแล้วนะครับ

นายอภิชาต ศักดิเศรษฐ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นครศรีธรรมราช

ท่านประธานครับ มีถ้อยคำที่เสียดสี มีถ้อยคำที่ใส่ร้ายคนที่อยู่ในสภาแห่งนี้ต่อพรรคการเมือง ที่พวกเราสังกัดอยู่ตลอดเวลา และภาวะที่เกิดความสับสนวุ่นวายนี้ประธานไม่สามารถที่จะ ควบคุมการประชุมให้อยู่ในภาวะปกติได้ เรื่องนี้มีที่มาที่ไปซึ่งเพื่อนสมาชิกก็ได้ลุกขึ้นบอกว่า เป็นผลมาจากการทำหน้าที่ที่ไม่เป็นกลางของท่าน การไม่เป็นกลางของท่านเกิดจากการที่ ท่านไปลงชื่อใน ๒ ญัตติของการแก้ไขรัฐธรรมนูญในวันนี้ ท่านอ้างว่าเป็นสิทธิของท่าน แต่ผลจากเรื่องนั้นทำให้การประชุมสภาไม่ได้อยู่ในภาวะปกติ กระผมถึงกราบเรียน กับท่านประธานว่าท่านถึงผิดข้อบังคับ ข้อ ๕ คือท่านไม่สามารถที่จะดำเนินการประชุม ให้อยู่ในภาวะเรียบร้อยได้

(นายสุนัย จุลพงศธร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ ได้ยืน และยกมือขึ้น)
นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

เดี๋ยวครับ มีผู้ประท้วง ท่านครับ ท่านอภิชาตครับ

นายอภิชาต ศักดิเศรษฐ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นครศรีธรรมราช

ขอให้ท่านประธานได้วินิจฉัยด้วยครับ ผมก็มีแค่นี้ละครับ ก็ทางเลือกของท่านมี ๒ ทางครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ไม่ต้องหรอกครับ เป็นคำเสนอแนะของท่านผมก็จำได้หมดแล้วครับ แล้วข้อประท้วงของท่านก็จำได้นะครับ

นายอภิชาต ศักดิเศรษฐ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นครศรีธรรมราช

ก็ขอให้ท่านประธานได้วินิจฉัยว่าการทำหน้าที่ของท่านเป็นไปตามข้อบังคับ ข้อ ๕ หรือไม่

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

คือข้อบังคับ ข้อ ๕ ในการดำเนินการ ควบคุมการประชุมเพื่อให้เกิดความเรียบร้อยนะครับ ผมจะควบคุมได้ก็ต่อเมื่อทุกท่านนั้น ให้ความร่วมมือกับผม ทุกคนต้องให้ความร่วมมือไม่ใช่ลุกขึ้นยืนกันทั้งหมดนะครับ ถ้าท่าน ให้ความร่วมมือกับผม ถ้าการที่ผมไปลงในการยื่นญัตติแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้น ถ้าข้อบังคับ บอกว่าผมไม่วางตัวเป็นกลางหรือผิดนั่นละผมจะยอมนะครับ หรือถ้ารัฐธรรมนูญบอกว่า การที่ผมไปลงชื่อนั้นไม่ยอมธรรมหรือว่าผิดผมก็จะพิจารณาตัวเองนะครับ แต่นี่ไม่ละครับ ท่านพอแล้วครับ หลายครั้งเหลือเกินครับ ท่านสุนัยไม่ต้องแล้วครับ ผมจะให้ท่านเอกนัฏ ได้อภิปรายต่อนะครับ สิทธิพาดพิงนะครับ เชิญท่านสุนัยครับ ท่านกรุณาอย่าทำอะไร ที่คนอื่นประท้วงนะครับ

นายสุนัย จุลพงศธร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธานครับ ผม สุนัย จุลพงศธร ครับ ผมขอใช้สิทธิพาดพิงโดยประท้วงท่านผู้อภิปรายเมื่อสักครู่นี้ ท่านครับ ผมได้ถอนให้แล้ว และผมขอยืนยันว่าท่านประธานเป็นกลาง และผมได้ใช้มารยาทวัฒนธรรม แห่งสภา หนักนิดเบาหน่อยก็ยอมท่านประธาน ทั้ง ๆ ที่ผมมีสิทธิที่จะพูดต่อ ผมยังเหลือเวลา ท่านขอก็หยุดอีก ไม่ให้พูดข้างนอกก็หยุดให้ แต่ทำไมคนอื่นไม่เคารพท่านประธานกล่าวหาอย่างเดียว ซึ่งอันนี้ผมเห็นชัดเจนว่าเราต้องกลับมาสู่จุดสมดุลจริง ๆ ท่านครับ ท่านก็มีเกียรติ ทุกคน มีเกียรติหมด และโดยเฉพาะอย่างยิ่งสภาผู้แทนราษฎรนั้นเราก็มีวัฒนธรรมครับ เราไม่ค่อย ก้าวล่วงถึงท่านประธานวุฒิสภาหรอกครับ เช่นเดียวกันวุฒิสภาก็ไม่ค่อยก้าวล่วงถึง ประธานสภาผู้แทนราษฎรหรอกครับ และวันนี้ผมได้ทำหน้าที่ได้ดีที่สุดแล้ว ยอมท่านประธาน ทุกอย่าง ท่านประธานเป็นกลางครับ ขอบคุณครับ

(นายประเสริฐ พงษ์สุวรรณศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดยะลา ได้ยืนและยกมือขึ้น)
นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ขอบพระคุณครับ ท่านประเสริฐ ไม่ต้องแล้วครับ เพราะว่าไม่มีอะไร การประท้วงของท่านก็คือเหมือนเดิมซึ่งวินิจฉัยไปแล้ว พอแล้วครับ ท่านเอกนัฏท่านอภิปรายเถอะครับ

(นายสุรเชษฐ์ แวอาแซ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนราธิวาส ได้ยืน และยกมือขึ้น)

ท่านสุรเชษฐ์ครับ เชิญครับ ท่านประท้วงอะไรครับ

นายสุรเชษฐ์ แวอาแซ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นราธิวาส

ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม นายสุรเชษฐ์ แวอาแซ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากจังหวัดนราธิวาส ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมขอประท้วงตามข้อบังคับ ข้อ ๕ (๓) และ (๔) ตามจริงท่านประธานครับ การที่จะควบคุมการประชุมให้เกิดความเรียบร้อยต้องยึดข้อบังคับอย่างเคร่งครัด เมื่อสมาชิก ยืนขึ้น ยกมือขึ้นเหนือศีรษะ ตามข้อบังคับ ข้อ ๔๕ ตามสิทธิที่สมาชิกสามารถที่จะประท้วงได้ ท่านต้องให้สิทธิเขาประท้วง ไม่ใช่ตัดบท เพราะฉะนั้นเหตุผลที่ผู้ที่ประท้วง แน่นอนครับ เขาก็มีเหตุผล โดยเฉพาะอย่างยิ่งท่านประธานครับ ท่านประธานขึ้นมาทำหน้าที่เป็นประธาน ควบคุมการประชุมลองดูสิว่ามีผู้อภิปรายกี่ท่านเอง มีปัญหาเกิดความไม่เรียบร้อย ท่านก็ทราบว่า ประเด็นที่ถกเถียงแล้วก็ขึ้นประท้วงนั้นล้วนแล้วเกิดจากความไม่เชื่อถือต่อการกระทำหน้าที่ ของท่านประธาน เพราะฉะนั้นท่านประธานก็ทราบดี ถ้าขืนยังจะให้มีการประท้วงแล้วก็ การประชุมไปลักษณะอย่างนี้ วันนี้เราประชุมแค่ ๔ ทุ่ม

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ท่านสุรเชษฐ์ครับ ท่านครับ ท่านก็ประท้วงเรื่องเดิมอีก แล้วผมก็ได้มีคำวินิจฉัยไปแล้ว ผมพยายามจะควบคุมการประชุม โดยขอความร่วมมือจากท่านครับ

นายสุรเชษฐ์ แวอาแซ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นราธิวาส

นี่ท่านประธานครับ เวลาซีกนี้พูดยังไม่ทันจบท่านก็จะโยนหรือท่านจะชี้แจง แต่เวลาฝ่ายตรงข้ามประท้วง ท่านให้อภิปรายเป็นว่าเล่นไปเลย เพราะฉะนั้นท่านฟังสักนิดหนึ่ง

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ท่านพูดต่อไป แต่ว่าสิ่งที่ ท่านพูดนั่นคือมันซ้ำแล้วซ้ำอีกนะครับ

นายสุรเชษฐ์ แวอาแซ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นราธิวาส

ถูกต้อง เพราะเหตุที่ท่านชี้แจงนี่ละ ทำความเข้าใจไม่กระจ่างอย่างไรถึงมีการประท้วงยืดเยื้อ ถ้าท่านทราบประเด็นว่าที่ประท้วงนี่เพราะเกิดความไม่เชื่อถือการทำหน้าที่ของท่านประธาน ผมว่าท่านประธานถ้าจะให้การประชุมมีความเรียบร้อย ผมคิดว่าท่านประธานจะต้องทบทวน ทำอย่างไรให้เกิดความสงบแล้วก็มีประสิทธิภาพ การอภิปรายไปถึงเวลา ๔ ทุ่มได้ ผมก็แค่นี้เอง ผมว่าไม่ต้องไปคิดว่าด้วยศักดิ์ศรี ถ้าหากว่าเราจะมองในเรื่องของศักดิ์ศรีแล้ว วันนี้การประชุม ไม่เกิดผลแน่นอนครับ เพราะความเชื่อถือและความเชื่อใจของสมาชิกต่อท่านประธานนั้น ไม่มีแล้ว

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ไม่เป็นไรครับ ท่านไม่เชื่อ ไม่เป็นไรนะครับ ขอความร่วมมือจากท่านได้ให้ความร่วมมือเพื่อการประชุมต่อไปนะครับ

นายสุรเชษฐ์ แวอาแซ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นราธิวาส

ผมให้ความร่วมมือ แต่ท่านประธานจะต้องพิจารณาในตัวประธานก่อน ให้ความร่วมมือกับสมาชิกก่อน ท่านเพียงคนเดียว พวกผมมันมีหลายคน

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

เอาอย่างนี้ ท่านนั่งลงเถอะครับ ผมขอวินิจฉัยอีกครั้งนะครับ ผมว่าผมจะไม่ทำอะไรที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ ผมยังไม่ได้ทำอะไร ที่ขัดต่อข้อบังคับการประชุม ผมพยายามที่จะดำเนินการประชุมให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย ตามข้อบังคับ ข้อ ๕ เพียงแต่ว่าผมขอความร่วมมือจากท่านได้ช่วยเพื่อสร้างบรรยากาศ การประชุมนี้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย ถ้าคิดว่าผมนั้นทำผิดรัฐธรรมนูญหรือทำผิดต่อจริยธรรม ท่านสามารถที่จะร้อง ช่องทางมีนะครับ ท่านร้องไปเถอะครับ หรือท่านจะยื่นถอดถอนผม ท่านก็ใช้สิทธินะครับ แต่ว่าขณะนี้ที่ผมต้องยืนยันหลักการเดิมก็คือผมทำอะไรถูกต้อง ไม่ขัดต่อข้อบังคับการประชุม และไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญสักมาตราหนึ่ง เพราะฉะนั้นท่านนั่งลงครับ ท่านสุรเชษฐ์ครับ ท่านเอกนัฏครับ เชิญท่านอภิปรายต่อครับ ไม่ละครับ ผมรับเรื่องท่านไว้แล้ว ท่านไม่ต้องหรอกครับท่านจุรินทร์ ผมรับเรื่องของท่านไว้แล้วนะครับ ผมให้เกียรติ เมื่อผม ให้เกียรติแล้วกรุณาให้เกียรติผมด้วยนะครับ เชิญท่านจุรินทร์นะครับ

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธานที่เคารพ กระผม จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ สมาชิกรัฐสภา สิ่งที่ผมขออนุญาตที่จะกราบเรียนกับท่านประธานก็คือว่า พวกกระผมเห็นด้วยความสัจจริงว่าท่านประธานขาดความชอบธรรมในการที่จะปฏิบัติหน้าที่ เป็นประธานในที่ประชุมรัฐสภาสำหรับกรณีของการที่จะพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่เป็นเช่นนั้นก็เหมือนเหตุผลที่พวกกระผมได้กราบเรียนกับท่านประธานมาโดยตลอดว่า เนื่องจากท่านประธานมีผลประโยชน์ขัดกัน ประการที่ ๑ ก็คือท่านประธานเป็นผู้เสนอ ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นผู้มีส่วนได้เสีย ขณะเดียวกันท่านก็มาทำหน้าที่เป็นประธาน ในที่ประชุม พวกกระผมจึงได้กราบเรียนขอความกรุณาจากท่านประธานได้โปรดกรุณา พิจารณาว่าท่านสมควรที่จะทำหน้าที่เป็นประธานในที่ประชุมเฉพาะวาระการพิจารณาแก้ไข รัฐธรรมนูญนี้หรือไม่ ถ้าท่านยังประสงค์ที่จะทำหน้าที่ในฐานะเป็นประธานการประชุม พวกกระผมก็ได้เสนอทางออกให้กับท่านประธานด้วยความเคารพว่าท่านก็สามารถทำหน้าที่ได้ แต่เพื่อที่จะลดข้อเคลือบแคลงสงสัยในเรื่องผลประโยชน์ขัดกันท่านสามารถทำได้โดยการถอนชื่อ จากการเป็นผู้เสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ แล้วท่านก็สามารถที่จะทำหน้าที่เป็นประธาน ในที่ประชุมได้ด้วยความชอบธรรม และพวกกระผมก็พร้อมที่จะยอมรับการปฏิบัติหน้าที่ของท่าน และในช่วงที่ผ่านมาก็ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าท่านประธานก็ไม่ได้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเป็นกลาง ตามรัฐธรรมนูญและข้อบังคับโดยเคร่งครัดแต่อย่างใดทั้งสิ้น เพราะฉะนั้นกระผมจึงขออนุญาต ที่จะกราบเรียนกับท่านประธานขอให้ท่านประธานได้ไตร่ตรองอีกครั้งหนึ่ง ได้โปรดกรุณา เลือกเอาอย่างใดอย่างหนึ่งเพื่อความชอบธรรมในการทำหน้าที่ ถ้าท่านประธานเลือกที่จะ เป็นผู้เสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญท่านประธานก็สามารถปฏิบัติหน้าที่เป็นประธานในที่ประชุมได้ แต่ถ้าท่านประธานเลือกที่จะเป็นประธานในที่ประชุม ท่านก็สามารถเลือกที่จะถอนชื่อ จากการเป็นผู้เสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญได้ ซึ่งจะทำให้การประชุมเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ราบรื่น มิฉะนั้นพวกกระผมก็ต้องกราบขออภัยท่านประธานว่าพวกกระผมไม่อาจที่จะยอมรับ การปฏิบัติหน้าที่ในฐานะประธานในที่ประชุมเฉพาะวาระนี้ของท่านประธานได้นะครับ แต่ว่าถึงอย่างไรก็ตามพวกกระผมก็ขอสงวนสิทธิในการที่จะทำหน้าที่ ปฏิบัติหน้าที่ในฐานะ สมาชิกรัฐสภาในการอภิปรายต่อไป เมื่อท่านประธานสมศักดิ์ได้เข้ามาทำหน้าที่ประธาน ในที่ประชุม จึงกราบเรียนมาต่อท่านประธานได้โปรดวินิจฉัยครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ผมขอวินิจฉัยคำของท่านจุรินทร์ ในฐานะที่เป็นประธานวิปฝ่ายค้านนะครับ การทำหน้าที่ของผมนั้นท่านบอกว่าผมนั้น ทำขัดกันแห่งประโยชน์ ผมขอเรียนให้ทราบว่าที่ผมลงชื่อแก้ไขมาตรา ๒๓๗ นั้นผมไม่ได้ มีประโยชน์อะไรกับพรรคการเมืองเลย เพราะเนื่องจากว่าผมไม่ได้เป็นสมาชิกพรรคการเมือง ผมทำโดยหวังที่อยากจะเห็นพรรคการเมืองนั้นมีความเข้มแข็ง

ประการที่ ๒ มาตรา ๑๙๐ ที่ผมลงนั้นเพราะเห็นว่ามาตรานี้ผมก็ไม่มีประโยชน์ ไปเกี่ยวข้องอะไรเลยนะครับ ในฐานะที่นั่งเป็นประธานที่ประชุมได้เห็นปัญหา ได้เห็นข้อขัดข้อง หรือได้เห็นประเด็นที่มันทำให้ประเทศชาติเรานั้นไม่สามารถที่จะไปแข่งขันในเวทีโลกได้ บางเรื่องไม่ควรจะเอาเข้ามาในที่ประชุมเรากลับต้องมาเสียเวลา อย่างเช่นกรณีของไซเตส ซึ่งจะจัดประชุม แล้วเวลาเขาอภิปรายปั๊บท่านก็อภิปรายตรวจสอบเรื่องการใช้งบประมาณอย่างนี้ ผมคิดว่าบางเรื่องนั้นมันไม่ควรที่จะทำ เพราะฉะนั้นผมยังยืนยันคำวินิจฉัยผมนะครับ ท่าน พีรพันธุ์ท่านมีอะไรครับ

นายพีรพันธุ์ พาลุสุข สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ยโสธร 🔗

ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม พีรพันธุ์ พาลุสุข สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดยโสธร พรรคเพื่อไทย สมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ผมและเพื่อนสมาชิกซีกนี้นั่งฟังคำประท้วงของสมาชิกฝ่ายค้าน ที่กำลังเดินออกไปว่าไม่เห็นด้วยที่ประธานจะทำหน้าที่ประธานการประชุมในเรื่องนี้ เนื่องจาก ท่านประธานไปลงชื่อสนับสนุนการแก้ไขรัฐธรรมนูญอยู่ ๒ ฉบับ และอ้างว่าการทำหน้าที่ ของประธานไม่เป็นกลาง พร้อมกับบอกว่าท่านประธานกำลังทำเรื่องที่ขัดผลประโยชน์กัน และมีส่วนได้เสียในเรื่องนี้ ผมอยากกราบเรียนท่านประธานว่าท่านประธานได้พยายาม ทำหน้าที่ตามข้อบังคับของการประชุมรัฐสภา โดยเฉพาะข้อ ๕ (๓) (๔) ท่านได้ทำหน้าที่อย่างเต็มที่ แต่ว่าสมาชิกอีกซีกหนึ่งไม่ยอมรับคำตัดสิน ของท่านประธาน ทั้ง ๆ ที่ข้อบังคับหลายข้อได้เขียนไว้ชัดเจนว่าให้เป็นอำนาจหน้าที่ของประธาน คำวินิจฉัยของประธานเป็นที่สุด คำวินิจฉัยของประธานจะขัดแย้งไม่ได้ โต้แย้งไม่ได้ เขียนไว้ อย่างนี้อยู่เป็นประจำในข้อบังคับ แต่ว่าซีกนั้นกลับไม่ยอมรับการทำหน้าที่ของประธาน มีข้อเสนอ เพียงอย่างเดียวว่าให้ท่านประธานลงจากการทำหน้าที่เป็นประธานเขาจึงจะร่วมประชุมกัน ต่อไปได้ หรือไม่ให้ไปถอนชื่อ ผมอยากจะกราบเรียนต่อท่านประธานว่าท่านประธานเอง ก็เป็นสมาชิกรัฐสภาท่านหนึ่งก็ย่อมมีสิทธิที่จะเสนอร่างกฎหมายเหมือนกับท่านอื่น ๆ เพียงแต่ว่าเมื่อท่านมาทำหน้าที่ตรงนี้ กฎหมายได้เขียนทั้งกฎหมายรัฐธรรมนูญและข้อบังคับ บอกว่าท่านต้องทำหน้าที่เป็นกลาง เป็นกลางในที่นี้ผมก็เห็นว่าท่านทำหน้าที่ตรงนี้มาอยู่ตลอด ท่านประธานไม่ได้ทำหน้าที่ที่จะมาพิทักษ์รักษาสิ่งที่ท่านได้เสนอไม่ลำบากเลย ท่านมีหน้าที่ ควบคุมการประชุมให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย ท่านทำหน้าที่ตรงนี้นั้นถูกต้องแล้ว ถ้าถือตามมาตรฐานอย่างที่เพื่อนสมาชิกถามว่าท่านต้องไปถอนชื่อก่อนจึงจะทำหน้าที่ เป็นประธานได้ ถ้าอย่างนั้นสมมุติว่าถ้ารัฐสภาแห่งนี้เห็นชอบรับหลักการการแก้ไขรัฐธรรมนูญ แล้วเราไปตั้งคณะกรรมาธิการ ท่านที่จะไปทำหน้าที่เป็นประธานคณะกรรมาธิการก็ได้ลงชื่อ สนับสนุนการแก้ไขรัฐธรรมนูญนี้อยู่แล้ว ถ้าอย่างนั้นถ้าท่านไปทำหน้าที่เป็นประธาน คณะกรรมาธิการ ท่านก็ต้องมาขอถอนชื่อจากการเป็นผู้เสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญด้วยสิ จึงจะทำหน้าที่อย่างเป็นกลางได้ มันคนละเรื่องกันท่านประธานครับ และโดยเฉพาะที่พยายาม จะให้เหตุผลว่าการที่ท่านประธานไปลงชื่อสนับสนุนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ๒ ฉบับนี่เป็นการกระทำ ที่ผลประโยชน์ขัดกัน และท่านประธานมีส่วนได้เสีย ผมอยากจะกราบเรียนไปทางซีกฝ่ายที่ ไม่เห็นด้วยว่าเรากำลังอธิบายเรื่องนี้ไปไกลเกินกว่าขอบเขตของกฎหมายหรือเปล่า เพราะ คำว่า ผลประโยชน์ขัดกันหรือมีส่วนได้เสียนั้น จริง ๆ แล้วก็หมายถึงว่า ผลประโยชน์ขัดกัน ระหว่างประโยชน์ส่วนตัวกับประโยชน์ส่วนรวม แต่ในที่นี้ท่านประธานเองในฐานะสมาชิกรัฐสภา ได้ลงชื่อสนับสนุนให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญซึ่งก็เป็นเรื่องของประโยชน์ส่วนรวม ท่านไม่ได้ ลงชื่อไปแก้ไขเพื่อประโยชน์ส่วนตัวเลย ผมยังไม่เห็นรัฐธรรมนูญมาตราไหนที่ว่าถ้าแก้แล้ว ท่านประธานจะได้ประโยชน์เป็นเรื่องส่วนตัวไม่มี ก็เป็นเรื่องของส่วนรวมทั้งนั้น ฉะนั้น ที่ทำหน้าที่ตรงนี้ก็เป็นการทำที่ถูกต้องแล้ว เพียงแต่มีปัญหาว่าเมื่อท่านวินิจฉัยแล้ว สมาชิกจำนวนหนึ่งไม่ยอมรับคำวินิจฉัยแล้วท่านจะทำอย่างไร ท่านก็มีหน้าที่ข้อเดียวครับ ทำตามข้อบังคับที่ให้ไว้ คำสั่งของประธานเป็นที่สุดจะโต้เถียงไม่ได้นะครับ ผมยังไม่อยากจะ ไปถึงข้อสุดท้าย ถ้าบอกว่าถ้ามีปัญหาที่จะต้องตีความข้อบังคับนี้ให้เป็นอำนาจของรัฐสภาที่จะ วินิจฉัย ยังไม่จำเป็นถึงขนาดนั้น เพียงแต่ว่าอยากจะขอร้องสมาชิกฝั่งโน้นบอกว่า เมื่อข้อบังคับเป็นอย่างนี้ก็ขอให้มีความเคารพต่อข้อบังคับ เคารพต่อผู้ที่ทำหน้าที่ เป็นประธานนะครับ แต่ท่านจะตั้งเงื่อนไขว่าท่านประธานต้องออกไปก่อนพวกผมจึงจะ ร่วมประชุมด้วย อย่างนี้คงเป็นไปไม่ได้ ไม่อย่างนั้นท่านประธานก็จะไม่สามารถทำหน้าที่ เป็นประธาน เป็นเพราะไม่มีการยอมรับข้อบังคับของท่านประธานเองนะครับ ซึ่งอย่างนี้ เป็นเหตุผลที่ไม่น่าจะรับฟัง ฉะนั้นผมจึงเห็นว่าท่านประธานควรจะดำเนินการการประชุม ต่อไป และถ้ามีผู้ที่คัดค้านไม่เห็นด้วยกับคำวินิจฉัยของประธานก็ขอให้ท่านประธานได้ใช้ อำนาจหน้าที่ตามข้อบังคับที่มีให้ไว้อยู่แล้วครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ผมขอดำเนินการประชุมต่อ เพราะเสียเวลามาเยอะมากนะครับ ท่านต่อไปครับ ท่านเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ ท่านมีเวลา ๑๐ นาทีนะครับ ถ้าท่านเอกนัฏไม่อยู่หมายความว่าท่านไม่ประสงค์จะอภิปรายนะครับ ต่อไปท่านกรวีร์ ปริศนานันทกุล ท่านมีเวลา ๑๕ นาทีนะครับ เชิญครับ

นายกรวีร์ ปริศนานันทกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อ่างทอง

ท่านประธานที่เคารพครับ ก่อนที่ผมจะได้ใช้เวลาของผมในการร่วมอภิปรายในการแก้ไข กฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ผมได้กราบขออนุญาตจากท่านประธาน

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

เดี๋ยว ท่านกรวีร์ครับ ท่านเอกนัฏ ท่านใช้สิทธิอภิปรายนะครับ ท่านมีเวลา ๑๐ นาที เพราะฉะนั้นท่านกรวีร์ครับ พอดีเขาเข้ามา พอดีนะครับ

นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร

ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภาครับ ท่านประธานครับ ผมขอสงวนสิทธิในการ อภิปรายครับ แต่จะขอปฏิบัติตามข้อเสนอของประธานวิปฝ่ายค้าน กราบขอบพระคุณครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

เชิญท่านกรวีร์ต่อเลยครับ ๑๕ นาทีครับ

นายกรวีร์ ปริศนานันทกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อ่างทอง 🔗

ท่านประธาน ที่เคารพครับ ผม กรวีร์ ปริศนานันทกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอ่างทอง พรรคชาติไทยพัฒนา ก่อนที่ผมจะได้ใช้เวลาของผมในการร่วมอภิปรายในการแก้ไขกฎหมาย ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ผมขออนุญาตท่านประธานสักนิดเดียวเพื่อที่จะได้แสดงความคิดเห็น ผมเองนั้นเป็นสมาชิกรัฐสภา เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสมัยแรกครับ อยู่ในสภาแห่งนี้ มาปีเศษครับ ผมก็ต้องยอมรับตามตรงครับท่านประธาน ด้วยประสบการณ์ ด้วยอาวุโส ทางการเมืองที่อาจจะยังไม่มากพอ ผมยังไม่คุ้นชินครับ ยังไม่คุ้นชินกับวิธีการทำหน้าที่ ในรัฐสภาอันทรงเกียรติแห่งนี้ แต่ผมกำลังซึมซับแล้วผมกำลังเรียนรู้ครับ ผมกำลังเรียนรู้จาก เพื่อนสมาชิก จากท่านสมาชิกทั้ง ๒ ฝ่าย ไม่ว่าจากทั้งฝ่ายรัฐบาล และไม่ว่าจากทางฝ่ายค้าน และผมเชื่อมั่นเหลือเกินครับ ในใจลึก ๆ แล้วไม่ว่าจะอยู่ฝ่ายรัฐบาลหรืออยู่ฝ่ายค้าน พวกเรา ล้วนแล้วแต่ไม่อยากให้บรรยากาศในการประชุมโดยเฉพาะอย่างยิ่งการประชุมเพื่อที่จะแก้ไข กฎหมายที่สำคัญที่สุดของประเทศของพวกเราอยู่ในบรรยากาศแบบนี้ แล้วผมก็เชื่อมั่นว่า พี่น้องประชาชนที่ติดตามรับฟังมาตั้งแต่เช้าก็ไม่มีใครหรอกครับที่อยากจะเห็นบรรยากาศ ในการประชุมรัฐสภาอันทรงเกียรติแห่งนี้มีบรรยากาศแบบนี้ เพราะฉะนั้นผมกราบ ขอความกรุณาจากท่านทุกภาคส่วนที่มีส่วนเกี่ยวข้อง กรุณาเถอะครับ หาทางออกร่วมกัน เพื่อให้การประชุมนั้นเป็นไปได้ด้วยความเรียบร้อย และท่านประธานที่เคารพครับ ในการแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับนี้ในครั้งนี้ ผมมีประเด็นที่อยากจะร่วมแสดง ความคิดเห็นและร่วมอภิปรายใน ๒ ประเด็นหลัก ใน ๒ มาตราหลักครับ ประเด็นแรก เรื่องแรกนั้นก็คือเรื่องที่มาของท่านสมาชิกวุฒิสภา ประเด็นที่ ๒ นั่นก็คือประเด็นในการแก้ไข ตามมาตรา ๒๓๗ ก็คือเรื่องของการเพิกถอนสิทธิทางการเมือง ตัดสิทธิทางการเมือง ของผู้ดำรงตำแหน่งผู้บริหารพรรคและการยุบพรรคการเมือง ในมาตรา ๒๓๗ วรรคสอง

ผมขอเริ่มในประเด็นแรก นั่นก็คือเรื่องของการเสนอการแก้ไขเรื่องที่มาของ สมาชิกวุฒิสภา ผมต้องกราบเรียนกับท่านประธานครับว่าผมเห็นด้วยที่มีการเสนอให้มี การแก้ไขให้มี ส.ว. ที่มาจากการเลือกตั้งจากพี่น้องประชาชนทั้งประเทศจำนวน ๒๐๐ คน ที่มาจากการเลือกตั้งทั้งหมด แล้วผมก็ต้องกราบเรียนกับท่านประธานครับว่าที่เห็นด้วย และอยากจะให้มีการเลือกตั้ง ส.ว. จากทั่วทั้งประเทศนั้น ผมไม่ได้หมายความว่าการทำ หน้าที่ของ ส.ว. สรรหาในปัจจุบันนี้เขาไม่สามารถที่จะทำหน้าที่ได้ แล้วผมก็ต้องกราบเรียน กับท่านสมาชิกวุฒิสภานะครับว่าผมไม่ได้หมายความว่าวุฒิสภาที่มาจากการแต่งตั้ง ไม่สามารถที่จะทำหน้าที่อย่างสมศักดิ์ศรี ในทางตรงกันข้ามครับ ผมได้เห็นการทำหน้าที่ ของสมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการแต่งตั้งหลายต่อหลายคนครับ ที่ทำหน้าที่อย่างสมศักดิ์ศรี ที่ทำหน้าที่ปกป้องผลประโยชน์ของประเทศไทย ทำหน้าที่ในการกลั่นกรองกฎหมาย อย่างเต็มรูปแบบ อย่างสมศักดิ์ศรี แต่เราต้องไม่ลืมครับ แล้วผมก็เข้าใจครับว่าเจตนารมณ์ ที่แท้จริงคือเราอยากจะเห็นครับ เราอยากจะเห็น ส.ว. ที่มีประสบการณ์หลากหลาย มีสาขา อาชีพที่หลากหลายเข้ามาทำหน้าที่ในการกลั่นกรองกฎหมาย ซึ่งก็เป็นสิ่งที่ดีครับ แต่สิ่งที่ สำคัญมากยิ่งไปกว่านั้นแล้วเราต้องไม่ลืมครับว่าเราอยู่ในระบอบประชาธิปไตย สิ่งสำคัญที่สุด ซึ่งเป็นหลักยึดโยงของหลักประชาธิปไตยก็คืออำนาจอธิปไตยนั้นต้องมาจากพี่น้องประชาชน เพราะฉะนั้นนี่คือความจำเป็นครับว่าทำไมวันนี้ถึงต้องมีการเสนอให้มีการแก้ไขกฎหมาย รัฐธรรมนูญเรื่องที่มาของสมาชิกวุฒิสภา ในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ได้กำหนดไว้ให้ ส.ว. นั้น มี ๒ แบบครับ มาจาก ๒ แบบ แบบแรก มาจากการเลือกตั้งโดยตรงของพี่น้องประชาชน จังหวัดละ ๑ คน มีจำนวนทั้งสิ้น ๗๖ ท่าน และมาจากการแต่งตั้งอีก ๗๔ ท่าน ผมตั้ง ข้อสังเกตว่าพี่น้องประชาชนทั่วทั้งประเทศเกือบ ๗๐ ล้านคนครับท่านประธาน เขามีโอกาส เลือก ส.ว. ที่มาจากการเลือกตั้งผ่านประชาชนเพียงแค่ ๗๖ คน แต่คนเพียงแค่ ๗ คนครับ คณะกรรมการสรรหามีเพียงแค่ ๗ คน เขาสามารถที่จะใช้สิทธิในการแต่งตั้งสมาชิกวุฒิสภา จากมือของเขา จากคน ๗ คน แทนพี่น้องประชาชนเกือบ ๗๐ ล้านคนทั่วทั้งประเทศ ด้วยการแต่งตั้ง ส.ว. ถึง ๗๔ คน ด้วยที่มาที่มันไม่เหมือนกัน พื้นฐานทางความคิดของคน ๒ กลุ่มที่มาโดยพื้นฐานที่ไม่เหมือนกัน พวกเราจึงเห็นครับ จึงไม่ใช่เรื่องแปลกหรอกครับ ที่การทำหน้าที่ในหลาย ๆ ครั้งสมาชิกวุฒิสภาเอง ก็มีความขัดแย้งทางความคิด มีความไม่ลงรอยทางความคิดส่วนหนึ่งผมก็เชื่อว่ามาจากพื้นฐาน ที่มาที่มันแตกต่างกัน มันจึงทำให้เกิดเอกภาพในการทำงานที่ไม่สมบูรณ์แบบ นี่จึงเป็นความ จำเป็นครับ ผมจึงเห็นด้วยที่เราจะต้องเปลี่ยนที่มาของสมาชิกวุฒิสภาเพื่อให้มีการยึดโยงกับ พี่น้องประชาชนให้ได้มากที่สุด จึงมีการแก้ไขเพิ่มเติมในครั้งนี้ว่าจะแก้ไขให้มี ส.ว. ที่มาจาก การเลือกตั้ง ๒๐๐ คนจากทั่วประเทศ ถามว่าตัวเลข ๒๐๐ คนแล้วการเลือกตั้งมาจาก ทั่วประเทศนั้นมาจากที่ไหน ฝ่ายการเมืองไม่ได้นั่งเทียนแล้วก็เขียนขึ้นมาลอย ๆ หรอกครับ เราก็ยึดโยงมาจากร่างรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ในปีที่เราเชื่อว่าเป็นรัฐธรรมนูญที่ยึดโยงกับ พี่น้องประชาชนมากที่สุดก็เป็นตัวเลขเดียวกันซึ่งวิธีการในการสรรหา ในการคัดเลือก ในการเลือกตั้ง ก็เป็นวิธีการเดียวกัน

อีกประเด็นหนึ่ง ที่นอกเหนือจากที่มาแล้วเป็นประเด็นที่พวกเราถกเถียงกัน มากในวันนี้ นั่นก็คือเรื่องของการจำกัดวาระในการดำรงตำแหน่งของ ส.ว. ผมฟังท่านสมาชิก อภิปรายกันมาตั้งแต่เช้าครับ หลายคนก็เห็นด้วยว่าจะให้มีสมัยเดียว หลายคนก็เห็นด้วยว่า ควรจะไม่ไปจำกัดสิทธิเขา ผมคิดอย่างนี้ครับ ผมคิดว่าการเปิดโอกาสให้กับท่านสมาชิก วุฒิสภาที่จะมีโอกาสลงรับสมัครเลือกตั้งนั้น ผมก็มองเหมือนกับท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ในสภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้ครับ วันนี้เราเห็นท่านสมาชิกที่ได้รับการเลือกตั้งใน ส.ส. ได้รับ การเลือกตั้งติดต่อกันหลายสิบสมัย เราเห็นนักการเมืองคุณภาพมากมายที่เกิดขึ้นจาก การเลือกแล้วซ้ำแล้วซ้ำอีกของพี่น้องประชาชนในหลายต่อหลายจังหวัดทั่วทั้งประเทศ ถามว่าทำไมพี่น้องประชาชนเหล่านี้เขาถึงได้เลือกท่าน ส.ส. เหล่านี้ติดต่อกันมาเป็น ระยะเวลาหลายสิบปีติดต่อกันหลายสมัยล่ะครับ ก็เพราะว่าคนเหล่านี้เขาเป็นคนดีครับ คน เหล่านี้เขาเป็นคนที่มีความสามารถและเป็นคนที่พี่น้องประชาชนนั้นศรัทธาและเชื่อมั่นในตัว ของพวกเขา เพราะฉะนั้นเขาจึงตัดสินใจที่จะเลือกท่าน ส.ส. เหล่านี้เข้ามาดำรงตำแหน่ง ติดต่อกันหลายสมัย ทำไมภาพแบบนั้นจึงจะเกิดขึ้นกับทาง ส.ว. ไม่ได้ล่ะครับ ทำไม ส.ว. ที่ทำ หน้าที่อย่างสมศักดิ์ศรี ส.ว. ที่มีคุณภาพ ส.ว. ที่มีความรู้ความสามารถ ทำไมเราจะต้องไป จำกัดสิทธิเขาให้เขาดำรงตำแหน่งได้เพียงแค่สมัยเดียวล่ะครับ เพราะฉะนั้นผมคิดว่านี่เป็นเรื่อง ที่ถูกต้องที่ให้ท่าน ส.ว. นั้นสามารถที่จะลงรับสมัครเลือกตั้งได้และไม่ไปจำกัดสิทธิในการเข้าสู่ สนามเลือกตั้งของ ส.ว. และพวกเราอยู่ในระบอบประชาธิปไตยครับ ผมเองเป็น ส.ส. สมัยแรก ผมเองถูกอบรมแล้วก็สั่งสอนว่าคนที่อยู่ในระบอบประชาธิปไตยนั้นเราต้องเชื่อมั่นและเราต้อง ศรัทธาต่อพี่น้องประชาชน เราต้องเคารพในการตัดสินใจของประชาชนและนักการเมือง นักประชาธิปไตยที่อยู่ในระบอบประชาธิปไตยท่านไม่ต้องกลัวหรอกครับการเลือกตั้ง นี่คือ การตัดสินใจของพี่น้องประชาชน เพราะฉะนั้นผมมั่นใจครับ แล้วผมก็เชื่อมั่นว่าผมเชื่อมั่น และศรัทธาในพี่น้องประชาชน และผมก็มั่นใจเหมือนกันครับ ท่านสมาชิกวุฒิสภาท่านก็ต้อง เชื่อมั่น และผมก็หวังว่าท่านจะเชื่อมั่นและศรัทธาในการตัดสินใจของพี่น้องประชาชน เช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้นผมสนับสนุนในการแก้ไขเรื่องของที่มาของ ส.ว. ให้มีการเลือกตั้ง

และประเด็นที่ ๒ ท่านประธานครับ ประเด็นเรื่องของการยุบพรรค ในมาตรา ๒๓๗ วรรคสอง นั่นก็คือการเพิกถอนสิทธิของกรรมการบริหารพรรคและยุบพรรคการเมือง ในกรณีที่สมาชิกพรรคนั้นไปทำผิดกฎหมายการเลือกตั้ง ผมจำได้ว่าพวกเรานั้นปรารถนา ที่อยากจะเห็นพรรคการเมืองที่มีความเข้มแข็ง และผมก็จำได้ถึงเจตนารมณ์ที่อยากจะให้ พรรคการเมืองนั้นในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ เราอยากจะเห็นพรรคการเมืองเกิดง่ายแต่ตายยาก เราจึงมีการลดขั้นตอนต่าง ๆ เพื่อที่จะให้พรรคการเมืองซึ่งเป็นช่องทางในการเชื่อมต่อ ระหว่างพี่น้องประชาชนกับรัฐสภาแห่งนี้เกิดขึ้นได้ง่ายมากขึ้น แล้วเป็นอย่างไรครับ เมื่อเรามี พรรคการเมืองที่เข้มแข็งทำงานอยู่ได้สักระยะหนึ่งเราก็เกิดกระบวนการที่ทำให้มี การยุบพรรคการเมืองหลายต่อหลายพรรคเกิดขึ้น เรามีการที่ผ่านมาในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ซึ่งเป็นรัฐธรรมนูญฉบับรถถัง เรามีการยุบพรรคการเมืองไปแล้วหลายต่อหลายพรรค เรามีการตัดสิทธิผู้บริหารบุคลากรของพรรคการเมืองหลายร้อยคน ทั้ง ๆ ที่เขาเหล่านั้น ไม่ได้เป็นคนที่กระทำผิดกฎหมายเลือกตั้งเลยแม้แต่นิดเดียว พูดถึงเรื่องยุบพรรคการเมืองไม่มีพรรคไหนหรอกครับ พรรคชาติไทยพัฒนาของผมหรือว่า พรรคชาติไทยเดิมของผมนั้นรู้ดีครับ พวกเราบาดเจ็บและได้รับบาดแผลจากการที่ถูกยุบพรรค จากผลพวงจากรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ เพื่อนสมาชิกของผม พรรคชาติไทยเดิมของผมที่นั่งกัน อยู่ตรงนี้ทุกคนพวกเราล้วนเจ็บปวดและบาดแผลมันยังไม่หายสนิทหรอกครับ ถึงแม้บาดแผล มันจะหายสนิทมันก็เป็นแผลเป็นครับ เพราะฉะนั้นกระบวนการในยุบพรรคต่าง ๆ เหล่านี้ มันสร้างความเสียหายและมันสร้างความกระทบกระเทือนกับผู้บริหารพรรคและบุคลากร ทางการเมืองของพวกกระผมนั้นเป็นจำนวนมาก ในกรณีของพรรคชาติไทยคนที่กระทำผิด อยู่จังหวัดหนึ่ง แต่ท่านมาตัดสิทธิให้ผู้บริหารพรรคอีกทั้งหมด ๔๓ คน อดีตท่านหัวหน้าพรรค ของผม ฯพณฯ บรรหาร ศิลปอาชา ท่านจองชัย เที่ยงธรรม นายประภัตร โพธสุธน ท่านสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล ท่านกัญจนา ศิลปอาชา ท่านวราวุธ ศิลปอาชา อยู่ในข่ายพวกนี้หมดครับ ถามบอกว่าทุกท่านเหล่านี้ไปมีส่วนรู้ ไปมีส่วนเกี่ยวข้องในการผิดกฎหมายในการเลือกตั้งหรือครับ เปล่าเลยครับ แต่เขาตัดสิทธิคนเหล่านี้ให้เว้นวรรคทางการเมือง ๕ ปีทั้ง ๆ ที่ไม่มีความผิด เพราะฉะนั้นมันจึงมีคำถาม คำถามว่านี่หรือคือหลักนิติธรรมของประเทศไทย นี่ละครับ คนทำผิด เป็นลูกครับ ไปฆ่าคนตายตัดสินให้พ่อ ให้แม่ ให้ญาติ พี่น้องติดคุกไปด้วยนี่หรือหลักนิติธรรม หลักนิติรัฐของประเทศไทยผมเชื่อว่ามันไม่ใช่ และผมจึงเห็นด้วยที่ต้องมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ในมาตรา ๒๓๗ วรรคสอง ที่จะต้องละเว้นการลงโทษผู้บริหารของพรรคการเมือง กรรมการบริหารพรรคและพรรคการเมืองที่จะต้องถูกยุบไปเพราะอะไร พอถามบอกว่าหลังจาก ที่ท่านยุบพรรคการเมืองไปแล้วถามครับ ผมถามกับท่านประธานว่าเรายุบพรรคการเมืองไปแล้ว วันนี้มันมีผลไหมครับ ท่านยุบพรรคขออภัยนะครับ พรรคไทยรักไทยเดิมขออภัยที่ต้องเอ่ยชื่อ มีอะไรครับ มีพรรคพลังประชาชนครับ ท่านยุบพรรคพลังประชาชนเกิดพรรคเพื่อไทย เหมือนกันครับกับพรรคชาติไทยของพวกกระผม ท่านยุบพรรคชาติไทยวันนี้เรามี พรรคชาติไทยพัฒนา ท่านยุบพรรคมัชฌิมา วันนี้เรามีพรรคภูมิใจไทย ผมถามบอกว่าด้วย กระบวนการแบบนี้ท่านสามารถที่จะใช้บทลงโทษในการยุบพรรคเพื่อให้เป็นไปตาม เจตนารมณ์ของผู้ลงโทษได้จริงหรือครับ ถ้ามันได้จริงป่านนี้ไม่มีพรรคเพื่อไทยหรอกครับ ถ้ามันได้จริงป่านนี้ไม่มีพรรคชาติไทยพัฒนา ไม่มีอีกหลายพรรคการเมืองที่ดำรงอยู่ใน ปัจจุบันนี้ละครับ เพราะฉะนั้นการยุบพรรคจึงไม่ใช่ทางออก เพราะฉะนั้นการยุบพรรค จึงไม่ใช่การบทลงโทษที่ถูกต้องที่ถูกที่ควรที่มันควรจะเป็นในระบอบประชาธิปไตยของพวกเรา และเช่นเดียวกันครับ ผมเชื่อเหลือเกินนะครับว่าสมาชิกของพวกเรานั้นทุกคนที่อยู่ในที่นี้ครับ ที่อยู่ในกระบวนการของระบอบประชาธิปไตย ไม่มีสมาชิกคนไหนหรอกครับที่อยากจะเห็น พรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่งถูกยุบ ผมเองไม่ได้เป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทย ไม่ได้เป็น สมาชิกพรรคไทยรักไทย ไม่ได้เป็นสมาชิกพรรคพลังประชาชน แต่ผมก็ไม่อยากจะปรารถนา ที่จะเห็นพรรคการเมืองเหล่านี้ถูกยุบไปหรอกครับ เช่นเดียวกันครับ ผมก็ไม่อยากเห็น พรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งต่อไปในอนาคตไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นถ้าหากว่าเราใช้กฎหมายฉบับนี้อยู่ ผมไม่อยากเห็นพรรคที่เป็นสถาบันทางการเมืองที่อยู่กับประเทศไทยมาอย่างยาวนานต้องถูก ยุบไปด้วยเหตุผลกับที่พรรคชาติไทยของพวกผมนั้นถูกยุบหรอกครับ เพราะฉะนั้นนี่จึงเป็น ความจำเป็นและผมเห็นด้วย และผมเชื่อว่าท่านสมาชิกทั้งหมดที่อยู่ในที่นี้คงจะเห็นด้วย เหมือนกันว่ากระบวนการในการตัดสินลงโทษผู้กระทำผิดนั้นท่านตัดสินไปเถอะครับ ใครที่ ทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง ใครที่ไปใช้เงินในการซื้อเสียงในการทุจริตในการเลือกตั้งท่านตัดสิน ไปเลยครับ อย่าว่าแต่ตัดสิทธิ ๕ ปีเลยครับ ท่านตัดสิทธิไปแล้วท่านมีหลักฐานที่พิสูจน์ได้ว่า เขาทำผิดกฎหมายจริง ท่านจะตัดสิทธิทางการเมือง ๕ ปี ๘ ปี ๑๐ ปีท่านตัดสินไปเถอะครับ ไม่มีใครว่าหรอกครับ แต่อย่าดึงพรรคการเมือง อย่าดึงผู้บริหารพรรค อย่าดึงสมาชิกพรรค อีกเป็นล้านล้านคนที่เขาไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องในการกระทำของคนใดคนหนึ่งเหล่านั้นให้มา ได้รับผลกระทบได้รับบทลงโทษเลยครับ

เพราะฉะนั้นใน ๒ ประเด็นที่ผมอยากจะกราบเรียนกับท่านประธาน ในท้ายที่สุดนั่นก็คือประเด็นของที่มาของวุฒิสมาชิกที่จะต้องมาจากการเลือกตั้งเพื่อให้มี การยึดโยงกับพี่น้องประชาชน และให้ที่มานั้นเป็นการเลือกตั้งผ่านตัวแทนของพี่น้อง ประชาชนอย่างแท้จริง และประเด็นที่ ๒ ก็คือเรื่องของการแก้ไขกฎหมายในมาตรา ๒๓๗ ที่จะต้องยกเว้นในวรรคสองเอาไว้แล้วไปเพิ่มบทลงโทษให้กับผู้กระทำผิดทางการเมือง เป็นเฉพาะตัวไปโดยที่ไม่ต้องมากระทบกับพรรคการเมือง และไม่ต้องมากระทบกับผู้บริหารพรรค และไม่ต้องมากระทบกับสมาชิกพรรคครับ ขอบคุณท่านประธานครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ท่านสมศักดิ์ บุญเปลื้อง ท่านมีเวลา ๘ นาทีครับ

นายสมศักดิ์ บุญเปลื้อง สมาชิกวุฒิสภา ลำพูน 🔗

กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพอย่างสูง ผม นายสมศักดิ์ บุญเปลื้อง สมาชิกวุฒิสภาจากจังหวัดลำพูน ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา ก่อนอื่นผมต้องขอขอบคุณท่านประธานที่ให้โอกาสผมได้มีการอภิปราย ในช่วงเวลานี้ แล้วก็จะขอขอบคุณท่านที่สงวนสิทธิเมื่อสักครู่อย่างสูงที่ทำให้คิวของผมเลื่อนไหล เข้ามาเร็วขึ้น ผมคิดว่าประชาชนให้ความสนใจในระบบประชาธิปไตยและในเชิงของทางการเมือง มีนักปราชญ์ทางรัฐศาสตร์บอกว่า การเมืองคือการเข้าสู่อำนาจและการใช้ผลประโยชน์ มันก็ เป็นเรื่องธรรมดานะครับ ท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไม่ว่าพรรคฝ่ายรัฐบาล ฝ่ายค้าน หรือวุฒิสภา เราเข้าสู่อำนาจโดยการเลือกตั้งตามกฎหมายรัฐธรรมนูญที่มีอยู่ อันนี้ก็เป็น การเข้าสู่อำนาจที่ชอบธรรม ส่วนการรักษาผลประโยชน์นั้นเราก็ต้องรักษาผลประโยชน์ให้กับ ประเทศชาติ สิ่งเหล่านี้ผมคิดว่าประชาชนก็จะให้ความสนใจว่าเมื่อมอบอำนาจให้นักการเมืองไปแล้ว นักการเมืองจะให้ผลประโยชน์ต่อตัวเขาอย่างไร กระผมมิได้เป็นคนที่ลงชื่อยื่นญัตติแก้ไข รัฐธรรมนูญทั้ง ๓ ฉบับ แต่กระผมนั้นสำนึกถึงหน้าที่ในฐานะที่เป็นวุฒิสภา ที่ผมไม่ได้ลง ลายมือชื่อในการแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้ง ๓ ฉบับนั้น มันก็จะมีข่าวลือบ้างอะไรบ้างนะครับ ที่บอกว่าถ้าหากสมาชิกวุฒิสภาบางคนไปลงชื่อยื่นแก้ไขรัฐธรรมนูญในบางฉบับก็จะเป็นการ ทำให้เกิดผลประโยชน์ทับซ้อน จะต้องถูกถอดถอน จะต้องถูกอย่างนั้นอย่างนี้ ข่าวลืออันนี้ เป็นข่าวลือทางการเมือง ไม่รู้ว่าข่าวลืออันนั้นมาจากไหน ผมคิดว่าในฐานะที่เราเป็นบุคคล ซึ่งประชาชนเลือกมาแล้วเราจะต้องมีความกล้าหาญนะครับ ความกล้าหาญนั้นในวันนี้ได้ ปรากฏแล้วนะครับ ท่านที่นั่งเป็นประธานอยู่นั้นมีความกล้าหาญในทุก ๆ ด้าน ถึงแม้ว่า จะถูกกดดันในทางใดท่านก็ยืนหยัดในอุดมการณ์ ท่านอาจจะโชคดีหน่อยที่หากว่าถ้าท่านขึ้นมา นั่งเป็นประธานผู้สงวนนั้นก็อาจจะไม่อยากจะสบตากับท่าน อันนี้ก็เป็นเรื่องของกลไก ทางการเมือง กระผมก็จะขออภิปรายร่างรัฐธรรมนูญที่แก้ไขที่จะไม่เป็นผลประโยชน์ทับซ้อน เพราะว่าในการแก้ไขเกี่ยวกับเรื่องที่มาของวุฒิสภานั้นผมก็คิดว่าประชาชนย่อมเห็นว่าอะไรคือ สิ่งที่ประชาชนต้องการ ในแง่ของกระผมในฐานะที่ผมเป็นวุฒิสภาซึ่งประชาชนชาวจังหวัดลำพูน ได้เลือกผมมา จังหวัดลำพูนนั้นเป็นจังหวัดที่มีอาชีพในทางเกษตร แล้วก็เป็นคนขยันทำเรื่อง ของการเกษตร ไม่ว่าจะเป็นการปลูกลำไย หรือปลูกหอม ปลูกกระเทียม ซึ่งอาชีพอันนี้นั้น ก็จะมีผลกระทบเกี่ยวกับเรื่องสัญญาที่จะไปเกี่ยวข้องกับสัญญาต่างประเทศ ซึ่งเกี่ยวข้อง กับร่างกฎหมายรัฐธรรมนูญในมาตรา ๑๙๐ มาตรา ๑๙๐ แต่เดิมที่ใช้ในปัจจุบันก่อนที่จะมี การแก้ไขนั้นก็ได้มีการแก้ไขมาครั้งหนึ่งแล้ว แต่การแก้ไขที่ใช้อยู่ในปัจจุบันนั้นมันมีปัญหา ข้อดีมันก็มี คือเป็นข้อดีในเรื่องของการลด การแทรกแซงทางการเมือง โดยให้สมาชิกรัฐสภามีอำนาจถ่วงดุลในเรื่องของการบริหาร เพราะว่าการทำสัญญากับต่างประเทศไม่ว่าในเรื่องของเศรษฐกิจในเรื่องของอะไรแต่ก่อน มานั้นเป็นอำนาจของฝ่ายบริหารแต่ฝ่ายเดียว คราวนี้ก็มีการถ่วงดุล

ข้อดีอันที่ ๒ ก็คือเมื่อมีการเสนอให้รัฐสภานั้นมีการอภิปรายกันก็ทำให้ ประชาชนมีส่วนร่วมในการตรวจสอบการใช้อำนาจของรัฐบาล นี่ก็เป็นข้อดีที่มีความสำคัญ แล้วก็สนองตอบต่อบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ

ข้อดีอันที่ ๓ ประชาชนสามารถที่จะเตรียมความพร้อมในการที่จะรับ ผลกระทบเมื่อมีการเสนอข้อมูลในการที่จะทำสัญญาอะไรกับต่างประเทศ

ส่วนข้อเสียที่เราได้มีการใช้มานั้น จะเห็นได้ว่าในการประชุมร่วมกันของ รัฐสภานั้น การกำหนดให้หนังสือสัญญาที่มีผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจ สังคม การค้า ต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภาเสียก่อน ทำให้หนังสือสัญญาก่อให้เกิดปัญหา ในเรื่องของการตีความและมีผลกระทบต่าง ๆ มากมาย อันนี้ก็เป็นผลเสียที่เกิดขึ้น ทำให้เกิด ความล่าช้า และเมื่อมีการโต้แย้งกันว่าหนังสือสัญญานั้นต้องได้รับความเห็นชอบจากสภา ก่อนหรือไม่ซึ่งจะต้องส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยชี้ขาดมันก็ไม่เกิดความชัดเจน โดยเฉพาะอย่างยิ่งก็จะเกิดความล่าช้าในสัญญาต่าง ๆ คือหน่วยราชการต่าง ๆ นั้นจะมี ข้อตกลง ข้อสัญญาหรืออะไรต่าง ๆ เกี่ยวกับต่างประเทศ เมื่อไม่แน่ใจก็จะต้องเอาเข้าสภา เมื่อเข้าสภาก็เกิดความล่าช้าในขั้นตอน เพราะฉะนั้นผมก็ขอสนับสนุนร่างรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติมในมาตรา ๑๙๐ ตามร่างที่เสนอมา ซึ่งจะเป็นการลด ขั้นตอนในการทำงาน ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อประเทศชาติอย่างรวดเร็ว ผมก็ขอขอบคุณ ณ โอกาสนี้ครับ ขอบคุณมากครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ท่านต่อไป ท่านฉัตรพันธ์ เดชกิจสุนทร ครับ ท่านอยู่ไหมครับ ท่านสงวนสิทธินะครับ เชิญครับ ท่านมีเวลา ๑๐ นาที

นายฉัตรพันธ์ เดชกิจสุนทร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กาญจนบุรี

ท่านประธานครับ ผม ฉัตรพันธ์ เดชกิจสุนทร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดกาญจนบุรี พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมขอสงวนสิทธิการอภิปรายไว้ก่อนตามที่ ท่านประธานวิปฝ่ายค้านได้เสนอแนะไว้ ผมจะมาอภิปรายก็ต่อเมื่อได้มีประธานที่ผมเชื่อมั่นว่า ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเป็นกลาง คือประธานท่านสมศักดิ์เข้ามาทำหน้าที่และผมจะเข้ามา อภิปรายครับ ขอบพระคุณครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

สงวนสิทธิไว้นะครับ เชิญท่าน ต่อไป ท่านวรชัย เหมะ ครับ ท่านมีเวลา ๑๐ นาทีครับ

นายวรชัย เหมะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมุทรปราการ

ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม วรชัย เหมะ พรรคเพื่อไทย จังหวัดสมุทรปราการครับ ก่อนอื่นผมต้อง ยอมรับในอำนาจของพี่น้องประชาชนก่อน วันนี้เราจะเห็นว่าคนไทยนั้นมีหน้าที่เสียภาษี มีหน้าที่เป็นทหารครับท่านประธาน เพราะฉะนั้นอำนาจอธิปไตยต้องเป็นของประชาชน อำนาจอธิปไตยต้องมาจากประชาชนครับ เพราะฉะนั้นรัฐธรรมนูญจะต้องมาจากประชาชน ประชาชนต้องเลือกตัวแทนขึ้นมาในการร่างรัฐธรรมนูญที่เป็นของประชาชน เราจะเห็นว่า ในสมัยหนึ่งมีรัฐธรรมนูญที่เป็นของประชาชน ได้นายกรัฐมนตรีที่มาตามรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ซึ่งเป็นรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตยที่สุด ในยุคนั้นทุกคนก็เห็นครับว่าประชาชนมีประโยชน์ ประชาชนมีความสุขครับ คนเลยไม่ลืมท่านนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร เพราะท่านเป็นนายกรัฐมนตรีที่มาจากประชาชน ท่านจึงทำงานให้ประชาชนครับ แต่หลังจากนั้นเป็นต้นมาท่านประธานครับ เราจะเห็นว่า หลังจากมีการยึดอำนาจรัฐบาลของประชาชน ยึดอำนาจรัฐบาลท่านทักษิณ ชินวัตร ในยุค สมัยใหม่ครับท่านประธาน การยึดอำนาจใช้ระบบอื่นนอกจากระบบประชาธิปไตยแล้ว สังคมโลกไม่ยอมรับ ท่านประธานครับ ก็เลยมีการตั้งตัวแทนในการใช้อำนาจครับ ที่เขาเรียกว่า องค์กรอิสระครับท่านประธาน ไม่ว่าจะเป็นศาลรัฐธรรมนูญ ป.ป.ช. กกต. ที่มาพวกนี้มาตาม รัฐธรรมนูญของปี ๒๕๕๐ ซึ่งรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ นั้นเป็นตัวแทนของ คมช. ในการร่าง ท่านประธานครับ เราจะเห็นว่าหลังจากนั้นเป็นต้นมาพรรคการเมืองที่เป็นฝ่ายประชาธิปไตย ถูกองค์กรตามรัฐธรรมนูญที่เขาเรียกว่าองค์กรอิสระยุบพรรคการเมืองหลายพรรคครับ เพราะฉะนั้นเราจะเห็นว่าการใช้อำนาจขององค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ซึ่งเป็น รัฐธรรมนูญที่เขียนโดยตัวแทนของอำนาจเผด็จการในวันนั้น เขาก็มาใช้ในการทำลายพรรคการเมือง เราจะเห็นว่าพรรคการเมืองหลายพรรค คดีหลายคดีที่คล้าย ๆ กัน พรรคการเมืองอื่นถูกยุบ หมดครับ แต่มีพรรคการเมืองเก่าแก่พรรคหนึ่งไม่ถูกยุบครับท่านประธาน หลังจากนั้น เรื่องเหล่านี้มันก็มีลักษณะที่เขาบอกว่าเป็นที่มาของคำว่า ตุลาการภิวัฒน์ ท่านคงจำได้ครับ ถ้าการใช้อำนาจขององค์กรอิสระถูกต้องตามหลักนิติรัฐ นิติธรรมไม่เป็นไร แต่วันนี้องค์กร อิสระที่มาตามรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ นั้นมาเข้าข้างพรรคการเมืองซีกหนึ่งทำลายพรรคการเมือง อีกพรรคหนึ่ง แล้วหลังจากนั้นเราจะเห็นว่ามีพรรคการเมืองบางพรรคที่อ้างว่ารักประชาธิปไตย เป็นตัวแทนของพี่น้องประชาชน ท่านบอกว่าทำหน้าที่ในสภา เราจะเห็นว่าทุกครั้งหลายครา ที่เราจะทำหน้าที่เพื่อประชาชนกลับมาต่อต้านสมาชิกรัฐสภาที่มาจากประชาชนด้วยกันครับ ไม่ว่าเราจะแก้รัฐธรรมนูญก็ดี ก็มาขัดขวางการทำหน้าที่ของเพื่อนสมาชิก เราจะเห็นครับว่า ในช่วงหลังมีพรรคการเมืองที่ผ่านมาได้ตั้งรัฐบาลครับท่านประธาน เราจะเห็นว่าถ้าประชาชน มอบอำนาจให้มาเราสู้ในระบบประชาธิปไตยสู้กันอย่างลูกผู้ชาย ไม่เป็นไรครับ ได้อำนาจรัฐ จากประชาชน เรายอมรับได้ครับ แต่ว่าในช่วงหนึ่งหลังจากยุบพรรคการเมืองพรรคพลังประชาชน มีการอุ้มพรรคการเมืองหนึ่งขึ้นมาเป็นรัฐบาล มีการประชุมวางแผนในค่ายทหารครับ นี่หรือ พรรคการเมืองที่บอกว่ามาจากประชาธิปไตย รักประชาธิปไตย แต่ว่ายอมรับอำนาจ ของเผด็จการที่ยึดอำนาจในวันนั้น เขาเรียกว่ารัฐบาล มม. ๗ ครับ ท่านประธานครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

เดี๋ยวครับท่านอภิปราย ในประเด็นที่จะขอแก้ไข ท่านอย่ากล่าวประเด็นนั้นครับ

นายวรชัย เหมะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมุทรปราการ

ผมยังไปไม่ถึง ท่านประธานครับ นิดเดียวครับ หลังจากนั้นไม่ว่าองค์กรอิสระหรือว่ารัฐบาลที่มาในวันนั้น แม้แต่สมาชิกรัฐสภาที่เขาเรียกว่า วุฒิสภา ท่านก็เห็นว่ามีอำนาจในการออกกฎหมาย ตรวจสอบในการที่จะออกกฎหมายครับ กลั่นกรองกฎหมาย เพราะฉะนั้นอำนาจนิติบัญญัติครับ ท่านประธาน จะต้องเป็นอำนาจของประชาชนเชื่อมโยงยึดโยงกับอำนาจประชาชน ไม่ใช่ว่า คนยึดอำนาจแล้วก็ตั้งขึ้นมา ตั้งองค์กรอิสระ แล้วตั้ง ส.ว. ครับ ส.ว. มีอำนาจในการที่จะ เลือกองค์กรอิสระ โดยเฉพาะศาลรัฐธรรมนูญครับ แล้วผลที่สุดศาลรัฐธรรมนูญก็มีการเลือก ส.ว. มีการเลือกกลับไปกลับมาอย่างนี้ แล้วอำนาจ ประชาชนมันอยู่ตรงไหนครับท่านประธาน ผมอยากรู้จริง ๆ เพราะฉะนั้นวันนี้ในเมื่อรัฐธรรมนูญ ไม่ใช่เป็นรัฐธรรมนูญของประชาชน แต่เป็นรัฐธรรมนูญของเผด็จการที่ยึดอำนาจ ที่เขาเรียกว่า เผด็จการซ่อนรูป เพราะว่าถ้าไม่ซ่อนรูปทั่วโลกไม่ยอมรับ วันนี้เราเห็นชัดว่าคนที่มีอำนาจ ในค่ายทหารออกมาค้านรัฐธรรมนูญครับ เขาต้องการรักษารัฐธรรมนูญที่มาจากการยึดอำนาจ รัฐธรรมนูญที่มาจากเผด็จการ เพราะฉะนั้นเราในฐานะที่เป็นตัวแทนของประชาชนเราต้องทำ รัฐธรรมนูญให้เป็นประชาธิปไตย ทำรัฐธรรมนูญให้เป็นของประชาชน อำนาจรัฐเป็นของ ประชาชนครับท่านประธาน ขอบคุณครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ท่านสุพจน์ เลียดประถม ท่านมีเวลา ๘ นาทีนะครับ

นายสุพจน์ เลียดประถม สมาชิกวุฒิสภา ตราด 🔗

ท่านประธานที่เคารพ ผม นายสุพจน์ เลียดประถม สมาชิกวุฒิสภาจังหวัดตราด ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมใคร่ขอแสดงความเห็นต่อร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญในประเด็นของมาตรา ๑๙๐ ครับ ท่านประธาน ตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญที่ได้บัญญัติไว้ในเรื่องมาตรา ๑๙๐ ท่านสมาชิกรัฐสภา โดยทั่วไปทราบกันเป็นอย่างดีว่าสร้างปัญหาในการปฏิบัติงานให้กับสภาแห่งนี้ ก็จะเห็นว่ามี วาระการประชุมของรัฐสภาเราที่คั่งค้างอยู่ในสภา เรื่องกรอบเจรจาต่าง ๆ ที่จะต้อง ไปตกลงกับนานาอารยะประเทศอยู่เป็นจำนวนมาก เพราะฉะนั้นการที่มีวุฒิสมาชิก มีสมาชิก สภาผู้แทนราษฎรได้นำร่างแก้ไขเพิ่มเติมในประเด็นของมาตรา ๑๙๐ ผมเห็นว่าสมควรเป็นอย่างยิ่ง ท่านประธานครับ ปัจจุบันนี้ความรวดเร็วในการทำงานเป็นปัจจัยสำคัญ เดิมในมาตรา ๑๙๐ เขียนไว้ว่าสัญญาประเภทที่มีบทเปลี่ยนแปลงอำนาจอธิปไตยของรัฐ ประเภทที่มีบทเปลี่ยนแปลง เขตพื้นที่อาณาเขตซึ่งประเทศไทยมีสิทธิอธิปไตยหรือเขตอำนาจตามหนังสือสัญญาหรือตาม กฎหมายระหว่างประเทศ ประเภทที่มีผลกระทบด้านความมั่นคงทางเศรษฐกิจหรือสังคม ประเทศอย่างกว้างขวาง ท่านประธานครับ ประเด็นนี้เป็นประเด็นที่มีปัญหาอย่างยิ่งว่า สัญญาประเภทใดที่มีผลกระทบด้านความมั่นคงทางด้านเศรษฐกิจ หรือสังคมประเทศ อย่างกว้างขวาง

ประการต่อมา ประเภทสัญญาที่มีผลผูกพันทางด้านการค้า การลงทุน หรืองบประมาณของประเทศอย่างมีนัยสำคัญ ท่านประธานครับ เรื่องนี้ก่อให้เกิดการตีความ อย่างกว้างขวางขององค์กรและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่ากระทรวง ทบวง กรมต่าง ๆ ก็ทำ เกินไว้ก่อนทำขาดครับ ทุกเรื่องก็เอามาสู่สภาแห่งนี้ เพราะฉะนั้นเรียนต่อท่านประธานว่า การที่มีการเสนอร่างแก้ไขเพิ่มเติม บัญญัติไว้เพียงว่าหนังสือสัญญาใดมีบทเปลี่ยนแปลง อาณาเขตไทยหรือเขตอำนาจแห่งรัฐ หรือจะต้องออกพระราชบัญญัติเพื่อให้เป็นไปตาม สัญญาต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภานะครับ จึงเป็นการแก้ไขข้อขัดข้องดังกล่าว ท่านประธานครับ ผมขอกราบเรียนเพิ่มเติมว่าประเด็นปัญหาที่มีซ้ำซ้อนยิ่งขึ้นก็คือใน รัฐธรรมนูญเองก็เขียนไว้ในมาตรา ๓๐๓ วรรคสาม หลังจากแถลงนโยบายตามมาตรา ๑๗๖ แล้ว รัฐมนตรีที่บริหาร ประเทศอยู่ในขณะนั้นต้องให้มีกฎหมายกำหนดขั้นตอน กรอบ หรือเจรจา ต่าง ๆ ไว้ตั้งแต่ครั้งแรก ในบทเฉพาะกาลเขียนไว้ชัดเจน แต่รัฐบาลที่ผ่านมาหลายยุคหลายสมัย ก็ไม่ได้ทำตรงนั้น ต่อมาในปี ๒๕๕๔ ก็มีการแก้ไขเพิ่มเติมในมาตรา ๑๙๐ ให้มีกฎหมายว่า ด้วยกรอบประเภทของสัญญาในการเจรจา ท้ายที่สุดผ่านไปเกิน ๑ ปีก็ไม่ได้มีการออกกฎหมาย กำหนดเพื่อการนั้น เพราะฉะนั้นสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ ท่านประธานครับ ๒ ประเด็นปัญหา เป็นปัญหาที่ชัดเจนว่าท้ายที่สุดสภาแห่งนี้ไม่สามารถเดินต่อไปได้ ก่อให้เกิดความเสียหาย ต่อประเทศชาติในการที่จะไปทำบันทึกความตกลงกับประเทศต่าง ๆ อย่างกว้างขวาง ผมขอเรียนว่าตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญตามมาตรา ๑๙๐ เป็นเรื่องที่ดีท่านประธาน เป็นกรอบในอุดมคติ แต่ก็ต้องเรียนต่อท่านประธานเป็นเรื่องที่ทำได้ยาก และนิยามสิ่งเหล่านี้ได้ยากมากที่ผมได้กราบเรียนตั้งแต่ต้นว่าข้อตกลงใดครับท่านประธานที่จะ เป็นไปตามที่ได้เขียนไว้ว่า มีผลกระทบด้านความมั่นคงทางด้านเศรษฐกิจหรือสังคมของประเทศ อย่างกว้างขวาง นี่เป็นประการที่ ๑ ที่เป็นปัญหาครับท่านประธาน ประเภทที่มีผลผูกพัน ด้านการค้า การลงทุน หรืองบประมาณของประเทศอย่างมีนัยสำคัญ ท่านประธานครับ ต่างคนต่างก็ตีความกันไป เพราะฉะนั้นวันนี้เองเมื่อมีการเสนอเข้ามาแก้ไขในสิ่งเหล่านี้ผมเห็นว่า มีความเหมาะสมแล้วท่านประธานครับ ไม่ใช่เป็นการได้เปรียบเสียเปรียบหรอกครับท่านประธาน ประเทศต้องเดินต่อไป ท่านประธานครับ ผมเองใคร่ขอเสนอความเห็นต่อตัวร่างพระราชบัญญัติ แก้ไขเพิ่มเติมในประเด็นของมาตรา ๖๘ เป็นประการต่อไป ท่านประธานครับ เรื่องให้อัยการ สูงสุดตรวจสอบข้อเท็จจริง เมื่ออัยการสูงสุดตรวจสอบข้อเท็จจริงแล้วเห็นว่าการกระทำ ดังกล่าวขัดต่อวรรคหนึ่ง ให้อัยการสูงสุดยื่นคำร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยสั่งการให้เลิก การกระทำดังกล่าว ประเด็นนี้ ท่านประธานครับ ก็ต้องเรียนว่าองค์กรศาลรัฐธรรมนูญมีตุลาการ ศาลรัฐธรรมนูญเพียง ๙ คนเท่านั้นเองท่านประธาน ถ้าเราไปดูในมาตรา ๑๔๑ มาตรา ๑๕๔ มาตรา ๑๕๕ มาตรา ๑๘๕ มาตรา ๒๔๕ มาตรา ๒๕๗ ท่านประธานครับ การควบคุมกฎหมาย มิให้ขัดต่อรัฐธรรมนูญ ท่านประธาน ประชาชนไม่มีสิทธิร้องเรียนโดยตรงต่อศาลรัฐธรรมนูญ ทั้งนั้นเลยท่านประธาน เป็นการให้สมาชิกรัฐสภา ให้นายกรัฐมนตรี ให้องค์กรตามรัฐธรรมนูญ ทั้งนั้นเลยครับท่านประธาน ไม่มีบทบัญญัติใดเลยครับท่านประธานในมาตราที่ผมกล่าวถึง ข้างต้น ในมาตรา ๑๔๑ พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี่เป็นบทบังคับให้รัฐสภาต้องส่ง ให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความว่าพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนั้นขัดหรือแย้งรัฐธรรมนูญไหม ในมาตรา ๒๔๕ (๑) ในมาตรา ๒๕๗ (๒) ต้องผ่านผู้ตรวจการแผ่นดินท่านประธาน ในมาตรา ๒๕๗ (๒) ก็ต้องผ่านคณะกรรมการสิทธิ ไม่มีบทบัญญัติใดเลย ท่านประธานครับ สิ่งเหล่านี้สนองเจตนารมณ์ ของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้อย่างชัดเจนท่านประธาน ถ้าเราไปดูในมาตรา ๒๑๒ ท่านประธาน ถ้าเราจะอ่านเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ให้เข้าใจอย่างถ่องแท้ บุคคลซึ่งถูกละเมิดสิทธิ หรือเสรีภาพที่รัฐธรรมนูญนี้รับรองไว้มีสิทธิยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อมีคำวินิจฉัยว่า บทบัญญัติแห่งกฎหมายขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญได้ ท่านประธานครับ ยังไม่จบครับ ท่านประธาน วรรคสองเขียนไว้ การใช้สิทธิตามวรรคหนึ่งต้องเป็นกรณีที่ไม่อาจใช้สิทธิ โดยวิธีการอื่นได้แล้ว ทั้งนี้ตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ เราจะเห็นชัดเจน ท่านประธานครับ บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญไม่ประสงค์ให้ประชาชนไปใช้สิทธิโดยตรง เพราะฉะนั้นการที่ บทบัญญัติในมาตรา ๖๘ บัญญัติไว้เดิมผมก็เข้าใจว่าต้องผ่านองค์กรหนึ่ง แต่เมื่อมีการตีความอย่างนี้ ก็เป็นที่มาของการเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญของเพื่อนสมาชิกทั้งวุฒิสภาและสภาผู้แทนราษฎร ในวันนี้ ผมเองในมาตรา ๖๘ ที่เป็นร่างมาตรา ๓ วรรคสอง ท่านประธานครับ ผมเองอาจจะ มีความเห็นแย้งกับร่างที่เสนอแก้ไขเพิ่มเติมนิดหนึ่งก็คือในกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย สั่งการให้พรรคการเมืองใดเลิกการกระทำตามวรรคสอง อันนี้ตามร่างที่ขอแก้ไขท่านประธาน ศาลรัฐธรรมนูญอาจสั่งยุบพรรคการเมืองดังกล่าวได้ ประเด็นนี้ผมคงต้องแปรญัตติท่านประธาน ผมเองไม่เห็นด้วยนะครับ ศาลใดศาลหนึ่งเพียงศาลเดียวจะมีอำนาจสามารถสั่งยุบพรรคการเมือง นี่ผมเห็นด้วย พรรคการเมืองเป็นของมหาชน ท่านประธานครับ แล้วศาลเป็นเพียงศาลเดียว สั่งยุบพรรคการเมือง ผมพยายามไปค้นเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญปี ๒๕๕๐ เจตนารมณ์ ของรัฐธรรมนูญปี ๒๕๔๐ เรื่องยุบพรรคการเมืองมีเจตนารมณ์ให้ศาลรัฐธรรมนูญเป็นครั้งแรก ของรัฐธรรมนูญปี ๒๕๔๐ เท่านั้นเอง ในอดีตเราไม่มีศาลรัฐธรรมนูญท่านประธาน เพราะฉะนั้น บทบัญญัติอย่างนี้ถ้าเรายังบัญญัติไว้เป็นอันตรายอย่างยิ่งกับระบบพรรคการเมืองของประเทศชาติ พรรคการเมืองเป็นของมหาชนมีพี่น้องประชาชนเป็นเจ้าของและเป็นจำนวนมากด้วย เพราะฉะนั้นการที่บัญญัติไว้อย่างนี้สุ่มเสี่ยงเป็นอย่างยิ่ง ท่านประธานครับ ผมขออนุญาต ขอถือโอกาสนี้กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ขอบคุณครับ

(การประชุมดำเนินมาถึงตอนนี้ นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา ได้กลับมาขึ้นบัลลังก์เพื่อดำเนินการประชุมต่อไป)
นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านชวนเชิญครับ

นายชวน หลีกภัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม นายชวน หลีกภัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ สมาชิก รัฐสภา กระผมไม่ได้มีรายชื่อในฐานะผู้อภิปราย แต่ว่าเมื่อสักครู่นี้ได้มีสมาชิกพาดพิงถึง พรรคประชาธิปัตย์ ไม่ได้เอ่ยชื่อแต่ว่าใครฟังก็รู้ พรรคการเมืองที่ไม่ถูกยุบ พรรคการเมือง เก่าแก่ กระผมขออนุญาตท่านประธานเพื่ออธิบายชี้แจงการพาดพิง เสียดายท่านประธาน ที่แล้วลงไปแล้วนะครับ เพราะท่านก็รู้ว่าเป็นการพาดพิงแต่ว่าท่านไม่ห้าม ซึ่งก็ไม่เข้าใจว่า ทำไมไม่ห้าม แต่ว่าไม่เป็นไรท่านประธานที่เคารพครับ กระผมขออนุญาต เมื่อพาดพิงว่า พรรคได้รับการอุ้มไม่ถูกยุบ ที่จริงแล้วก็เห็นใจพรรคการเมืองที่ถูกยุบ ด้วยความรู้สึกส่วนตัว อย่างที่เพื่อนสมาชิกได้อภิปรายกันมา คือพรรคการเมืองตั้งยาก

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านผู้อาวุโสครับ ผมจะ อนุญาตให้ใช้สิทธิพาดพิงที่ว่านี่นะครับ แต่ขอความกรุณาว่าช่วยกระชับสักนิดนะครับ เชิญเลยครับ

นายชวน หลีกภัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

เฉพาะประเด็น ที่พาดพิงนะครับ การพาดพิงคือเรื่องของพรรคการเมืองถูกยุบ ซึ่งความจริงกระผมจะอภิปราย เรื่องอื่นก็ได้ในฐานะสมาชิก แต่ว่าไม่ได้มีชื่อในฐานะผู้อภิปราย แต่ไม่อยากให้สมาชิกในสภานี้ เข้าใจผิด เพราะเชื่อว่าผู้พูดเองก็รู้ว่าสิ่งที่พูดนั้นไม่จริง แต่อยากจะกราบเรียนท่านประธานว่า พรรคการเมืองถูกฟ้องหลายคดี กระผมเข้าใจว่าพรรคประชาธิปัตย์ถูกฟ้องมากกว่าเพื่อนนะครับ แล้วผู้กล่าวหาที่ฟ้องพรรคประชาธิปัตย์ก็คือพรรคที่ถูกยุบ ตั้งแต่เริ่มคดีแรก ที่กราบเรียน เพราะว่าเป็นหัวหน้าทนายความแก้ต่างในคดีทั้ง ๓ คดี คดีแรก คดีที่ ๒ มีมติเป็นเอกฉันท์ ของตุลาการรัฐธรรมนูญว่าพรรคประชาธิปัตย์ไม่มีความผิด และมีมติเป็นเอกฉันท์ว่า พรรคไทยรักไทยมีความผิด แต่อยากจะกราบเรียนคดีสุดท้ายที่สมาชิกพูดถึงว่าพรรคประชาธิปัตย์ ไม่ถูกยุบ มีการอุ้ม จริง ๆ แล้วไม่มีใครอุ้มหรอกครับ แต่ว่าสิ่งที่เป็นแนวของพรรคก็คือ ไม่ทำผิด แต่เมื่อถูกกล่าวหาก็ต้องแก้ต่าง การแก้คดีหลังนั้นมีการพยากรณ์จากสื่อ บางประเภทว่าถูกยุบแน่ กระผมเองเคยกราบเรียนไว้ล่วงหน้าว่าอย่าไปประเมินล่วงหน้า ท่านไม่รู้ข้อเท็จจริงเดี๋ยวจะเสียคน เดี๋ยวจะเสียความน่าเชื่อถือของผู้พยากรณ์ แล้วเราก็สู้คดี ท่านประธานที่เคารพครับ อย่างที่ท่านประธานก็ทราบดีว่าคนที่ไปร้องเราก็คือสมาชิก ของพรรคเพื่อไทย แล้วในที่สุดศาลก็พิจารณาคดีนี้เป็นระยะเวลายาวนาน กระผมเป็น ผู้แถลงการณ์ปิดคดี ไม่ได้มีการอุ้ม แต่ว่าคำวินิจฉัยของศาลนั้นทั้งข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย ข้อเท็จจริงก็คือไม่มีความผิด ข้อกฎหมายก็คือขาดอายุความ ไม่ใช่ตัดสินเฉพาะข้อกฎหมาย แต่ประเด็นก็คือว่าคดีนี้มันมีการวิ่งเต้น อยากให้ท่านสมาชิกได้รับทราบว่ามีการวิ่งเต้น ปกติคนถูกกล่าวหาจะเป็นคนวิ่งเต้น แต่คดีนี้ผู้กล่าวหาเป็นคนวิ่งเต้น จนกระทั่งในที่สุด ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญในชุดนั้นเองได้ยื่นฟ้องต่อศาลในคดีหมายเลขดำที่ ๓๙๓๐/๒๕๕๓ มีนายจรูญ อินทจาร นายสุพจน์ ไข่มุกด์ และนายเฉลิมพล เอกอุรุ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ เป็นโจทก์ยื่นฟ้องนายพสิษฐ์ ศักดาณรงค์ อดีตเลขานุการส่วนตัวประธานศาลรัฐธรรมนูญ นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย และบริษัท มติชน จำกัด (มหาชน) ที่ต้อง กราบเรียนเรื่องนี้เพื่อเราจะได้เข้าใจว่าที่เราไม่ถูกยุบเพราะเราไม่ได้ทำผิด ศาลวินิจฉัยไว้ ชัดเจนนะครับ แต่ที่กราบเรียนท่านประธานว่ามันมีการวิ่งเต้นก็คือในคำฟ้องของตุลาการ ศาลรัฐธรรมนูญนั้นได้ระบุไว้ชัดเจนครับว่ามีบุคคลที่วิ่งให้ศาลยุบพรรคประชาธิปัตย์ ถ้าไม่ยุบ ขู่ว่าจะเปิดเผยความลับเพื่อทำให้ตุลาการเสียหายครับ

(จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุรินทร์ ได้ยืนและยกมือขึ้น)
นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านประสิทธิ์ครับ ขอความกรุณา อย่าประท้วงได้ไหมครับ เดี๋ยวก็คงจะจบแล้วครับ ปล่อยให้ท่านผู้อาวุโสได้ใช้สิทธิเถอะครับ ท่านใช้สิทธิถูกพาดพิง ก็คงใกล้จบแล้วละครับ ผมขอความกรุณาเถอะครับ อย่าประท้วงเลยครับ นะครับ เดี๋ยวท่านคงจะใกล้จบแล้วให้ท่านได้ใช้สิทธิตรงนี้ อย่าประท้วงเลยครับ ขอความกรุณา ขอบคุณครับ เชิญท่านอาวุโสต่อเลยครับ กระชับด้วยนะครับท่าน

นายชวน หลีกภัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ต้องกราบเรียน ท่านประธานว่าการวิ่งเต้นเรามักจะได้ยินว่าผู้ที่ตกเป็นจำเลยหรือถูกกล่าวหานั้นเป็นผู้วิ่งเต้น แต่กรณีนี้ผู้กล่าวหาเองครับเป็นผู้วิ่งเต้นโดยขู่ศาลว่าถ้าไม่ตัดสินยุบพรรคประชาธิปัตย์จะนำ ความลับเป็นคลิป (Clip) มาเปิดเผยให้ตุลาการเสียหาย แล้วก็ส่งคนไปเจรจาคือทนายความ อาวุโสพร้อมกับโทรศัพท์ โดยเบอร์โทรศัพท์ก็บอกไว้ด้วยครับ โทรศัพท์ครั้งแรกด้วยเบอร์ ๐๘-๓๐๔๐๘๓๕๕ ชื่อปรากฏว่าผู้พูดคือภรรยาอดีตผู้นำสูงสุดฝ่ายบริหาร

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านครับ ผมว่าอย่าให้มัน เลยไปถึงตรงนั้นเลยครับ เอาพอสมควรท่านอาวุโสครับ ขอความกรุณาเถอะครับ กระชับ คงจะจบแล้วกระมังครับ ไม่อย่างนั้นก็มีผู้ประท้วงเยอะเลยครับ ขอความกรุณาเถอะครับท่าน

นายชวน หลีกภัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธานครับ ไปห้ามเขาไม่ได้หรอกครับประท้วง แต่ว่าการที่ถูกพาดพิงแล้วไม่ให้อธิบายให้กระจ่าง มันก็จะเกิดความเข้าใจผิด ประเด็นที่กระผมพูดนั้นเป็นเพียง ๑ ประเด็นที่เขาพาดพิงเท่านั้น แต่ยังมีประเด็นอื่นอีกที่คนอื่นเขาจะพูดต่อไป แต่กราบเรียนให้ท่านทราบว่าคดีนี้เราไม่ได้ทำ ผิด แต่คนที่ไปฟ้องเราวิ่งเต้นศาลให้ศาลยุบ ถ้าไม่ยุบจะคุกคามศาล ขู่ศาล แต่ศาลไม่ยอม ศาลก็เลยนำคดีมาฟ้องและเปิดเผยหมดครับ เลขหมายโทรศัพท์ที่ไปขู่นั้นได้บอกไว้ด้วย

(นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ ได้ยืน และยกมือขึ้น)
นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

มีผู้ประท้วงครับ เชิญครับ ท่านพร้อมพงศ์

นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

กราบเรียน ท่านประธานครับ ผม นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา ผมขอประท้วงผู้ที่อภิปรายอยู่ในขณะนี้นะครับว่าไม่อยู่ในประเด็น ที่สำคัญ เป็นการพาดพิง เรื่องนี้ผมเชื่อว่าสังคมเขาตรวจสอบอยู่แล้ว และที่สำคัญไม่อยู่ในวาระ ที่ท่านจะต้องพูดด้วย ไว้วาระที่ท่านจะพูดท่านคงจะต้องชี้แจงรายละเอียด ซึ่งวาระที่จะ ต่อมาเป็นคิวของผมนะครับท่านประธาน ขอให้ท่านประธานควบคุมการประชุม ตามข้อบังคับ ข้อ ๕ ด้วยครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านชวนใช้สิทธิที่ถูก พาดพิงทำให้เสียหายนะครับ แล้วท่านก็กำลังอธิบายชี้แจงในสิ่งที่โดนพาดพิงที่ทำให้เกิด ความเสียหายไม่ได้นอกประเด็นหรอกครับ ท่านครับ ขอความกรุณาสัก ๑ นาทีครับ

นายชวน หลีกภัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ผมเข้าใจ ท่านประธานครับ คือพยายามที่จะย่อความเพื่อให้เกิดความกระจ่างว่าไม่ควรที่จะพาดพิง เพราะมันเป็นการ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านครับ ด้วยความเคารพ จริง ๆ ขอสัก ๑ นาที

นายชวน หลีกภัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธานครับ ผมพยายามที่จะให้สั้นที่สุดนะครับ คือการที่เราไม่ถูกยุบเพราะเราไม่ทำผิด แม้กระทั่งมี การวิ่งเต้นจากภรรยาอดีตผู้นำสูงสุดฝ่ายบริหารคนหนึ่งพูดกับทนายให้พูดกับทนายความ เพื่อขอให้ยุบพรรคประชาธิปัตย์ แต่ว่าโชคดีครับท่านประธาน ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ชุดดังกล่าวที่ได้รับการคุกคาม ขู่เข็ญนี้ไม่กลัว ในที่สุดทนายความอาวุโสที่เป็นคนมาติดต่อนั้น แพ้น้ำใจมอบเอกสารให้ และบอกท่านเอาไว้ป้องกันตัวเขาจะเล่นงาน ในที่สุดคดีนี้ศาลตุลาการ ก็ได้ฟ้องต่อบุคคลที่กระผมเอ่ยถึง ขออภัยที่เอ่ยถึง เพราะมันเป็นคดีว่าใครคือโจทก์ ใครจำเลย

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านครับ มีผู้ประท้วง ทีนี้ผมขอความกรุณาท่านเถอะครับ ผมว่ามันครอบคลุมประเด็นแล้วนะครับ เอาแค่ที่โดน พาดพิงได้ชี้แจงแล้วก็น่าจะพอครับ ขอความกรุณาเถอะครับท่าน

นายชวน หลีกภัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

เสียดายที่ ท่านประธานไม่ได้นั่งฟังตอนพาดพิงนะครับ ท่านประธานครับ การวิ่งเต้นจากอดีต

(จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุรินทร์ ได้ยืนและยกมือขึ้น)
นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านครับ มีผู้ประท้วง เชิญครับ

จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุรินทร์

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ กระผมจ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดสุรินทร์ พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมเชื่อฟังท่านประธานแล้วก็ให้เกียรติ ท่านประธาน ท่านประธานให้ผมนั่งลง ผมก็นั่ง แต่ผมขอใช้สิทธิในการประท้วงผู้ที่กำลัง ถูกพาดพิงว่าเสียหาย ตามข้อ ๔๓ ประเด็นดังกล่าวที่ชี้แจงนั้นไม่ใช่ข้อเท็จจริง ไม่มีใครไป วิ่งเต้นให้ใครผิดใครถูก ศาลไม่ได้วิ่งในเรื่องของเนื้อหาว่าใครผิดใครถูก พูดกันในเรื่องวันเวลา เอาข้อความเท็จมาพูดในสภานี้ไม่ได้ท่านประธานวินิจฉัยด้วยครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ที่ท่านผู้อาวุโสได้พูดมันก็ พาดพิงทำให้ฝั่งนี้เสียหายเหมือนกันนะครับ เพราะฉะนั้นก็เป็นสิทธิที่เขาจะประท้วง อ้างข้อ ๔๓ ว่าใส่ร้ายนะครับ เพราะฉะนั้นด้วยความเคารพครับท่านครับ ขอความกรุณาเถอะครับ ผมเชื่อว่าท่านเข้าใจผม

นายชวน หลีกภัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

สรุปให้ ท่านประธานฟังนะครับว่าที่มีการพาดพิงถึงพรรคประชาธิปัตย์ประหนึ่งว่าพรรคประชาธิปัตย์ ได้รับการโอบอุ้มไม่ยุบ แต่ความจริงก็คือว่าเราไม่ได้ทำผิด แม้จะมีการวิ่งเต้นจากทนายความ และจากตัวแทนของอดีตนายกรัฐมนตรี ๒ คน

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านครับ ด้วยความเคารพ จริง ๆ ครับ ขอความกรุณาท่านเถอะครับ ผมเชื่อว่าท่านเข้าใจผม เอาพอสมควรเถอะครับ ท่านครับ ด้วยความเคารพจริง ๆ ครับ ไม่อย่างนั้นก็จะไม่จบท่านครับ ขอความกรุณาเถอะครับ ท่านชวนครับ ขอความกรุณาเถอะครับ

นายชวน หลีกภัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธานครับ ผมไม่ใช่สมาชิกประเภทที่หาเรื่องในที่ประชุมนะครับ เป็นคนที่ไม่ก้าวร้าวคนอื่นและไม่พาดพิง คนอื่น แต่ว่าเมื่อมันมีการพาดพิงให้พรรคเสียหาย ผมเสียดายท่านประธานไม่ได้นั่งฟังอยู่ ผมไม่ได้อยู่ในห้องหรอกครับ แต่ว่านั่งฟังอยู่แล้วเอ๊ะทำไมต้องพาดพิง อาจจะเป็นด้วยสมาชิก ไม่อยู่ก็เลยพาดพิง แต่ว่าถ้าคนฟังแล้วก็จะเข้าใจผิด ก็ถือโอกาสท่านประธานเข้ามาพอดีครับ แต่ว่าถ้าท่านประธานท่านก่อนอยู่ท่านคงจะรู้ว่าได้มีการพูดอะไรบ้าง และความจริงผมเสียดาย ที่ท่านรู้ว่ามีการพาดพิงและท่านไม่ท้วงเท่านั้นเอง อย่างไรก็ตามเรียนท่านประธานว่า ประเด็นทั้งหมดนั้น ผู้พูดพาดพิงนั้นเป็นผู้ที่กล่าวหาโดยไม่เป็นความจริง และความจริงก็คือ สิ่งที่กระผมกราบเรียนก็คือว่า ที่กระผมกราบเรียนทั้งหมดนี้ก็คือคำกล่าวของตุลาการ ศาลรัฐธรรมนูญ ๓ ท่านซึ่งนำคดีมาฟ้อง ผมไม่ได้พูดด้วยถ้อยคำของผมเองหรอกครับ เป็นคำฟ้องที่ตุลาการ ๓ ท่านได้นำขึ้นมาให้เห็นว่ามีการคุกคาม ขู่เข็ญ และวิ่งเต้นเพื่อยุบ พรรคประชาธิปัตย์ แต่พรรคประชาธิปัตย์ไม่ได้ทำผิดจึงไม่ได้ถูกยุบครับ กราบเรียน ท่านประธานครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

จบแล้วครับ พอเถอะครับ ท่านครับ ถ้าอย่างนี้มันก็ไม่จบครับ ขอความกรุณาเถอะครับ เชิญท่านเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ ๑๐ นาทีครับ

(นายสุนัย จุลพงศธร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ ได้ยืน และยกมือขึ้น)

ผมว่าพอแล้วกระมังครับ ประธานมีหน้าที่ควบคุมการประชุมให้สามารถดำเนินไปได้อย่างมีประสิทธิภาพนะครับ เพราะฉะนั้นท่านสมาชิกครับ ขอความร่วมมือเถอะครับ ผมคงไม่อนุญาตใครทั้งนั้นละครับ คงไม่อนุญาตใครทั้งนั้นนะครับ ผมเห็นว่าพอสมควร พอแล้วครับ เห็นใจประชาชนเขาหน่อย เถอะครับฟังอยู่ทางบ้าน เอาละครับมันเรื่องเก่าเล่ามาไม่รู้กี่รอบก็เข้าใจกันอยู่ เอาอย่างนี้ครับ เดี๋ยวผมจะอนุญาตและอีกสักหน่อยคงได้พักประชุมเพราะประชุมต่อไม่ได้ ท่านจะเอาอย่างนั้น ก็เชิญครับ เชิญท่านพร้อมพงศ์ครับ

นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธานครับ คือเรื่องนี้นะครับที่ท่านผู้อาวุโส ท่านชวน หลีกภัย ออกมาอธิบาย นี่นะครับ คดีที่กล่าวหาว่าท่านเฉลิมพล เอกอุรุ มีการฟ้องนี่เป็นคดีที่นำมากล่าวหา ไม่มีการสืบพยาน แล้วเรื่องนี้ก็ไม่มีการพิสูจน์ว่าเป็นเรื่องจริงหรือไม่ เขาถอนฟ้องไปแล้ว เพราะฉะนั้นเรื่องนี้นะครับ กรณีลักษณะที่ออกมากล่าวหาอย่างนี้เหมือนตีกิน ทำให้ผม เสียหาย รวมถึงผู้ที่ถูกกล่าวหาได้เสียหาย ผมขอชี้แจงว่าเรื่องนี้ได้ถอนฟ้องไปแล้วสังคมเขา พิสูจน์ได้ มันยุติไปแล้วนะครับ เพราะฉะนั้นท่านชวนอย่ามาตีกินเรื่องนี้ครับ ผมขอชี้แจง เรื่องนี้ครับ ขอบคุณครับ

(นายสุกิจ อัถโถปกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง ได้ยืนและยกมือขึ้น)
นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

คุณหมอสุกิจเชิญครับ

นายสุกิจ อัถโถปกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตรัง

ท่านประธานที่เคารพ กระผม สุกิจ อัถโถปกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา ผมประท้วงจ่าประสิทธิ์ครับ ไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

คุณหมอครับ ท่านสมาชิกครับ นี่อย่างไรประสบการณ์ของผม ผมทายล่วงหน้าแล้วอย่างไร ถึงไม่อนุญาตอย่างไร แต่อยากเห็น ก็เลยอนุญาตได้เห็นแล้วนี่ สรุปแล้วจะเอาไหมรัฐธรรมนูญหรือจะเอาเรื่อง เอาอันไหน จะเอา อันไหนเอาให้แน่ พอเถอะครับ ท่านครับสมควรแล้วพอเถอะครับ ผมจะไม่เปิดเสียงนะครับ แล้วก็ถ้าจะโต้กันก็เอาอย่างนี้ อยู่อย่างนี้ ขอความกรุณาเถอะครับ มันสมควรแล้วครับ พอเถอะครับ ก็พาดพิงกันไปพาดพิงกันมาอยู่แล้วนี่ครับ ท่านชวน ท่านผู้อาวุโสครับ ผมขอความกรุณาเถอะครับ ไม่อย่างนั้นก็ไม่จบครับ ขอความกรุณาด้วยใจจริง ๆ ครับท่านไม่อย่างนั้นมันไม่จบครับ ขอกันกิน มากกว่านี้ผมว่าอย่างนั้นนะครับท่าน เชิญครับ

นายชวน หลีกภัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธาน ที่เคารพครับ ผมไม่ใช่คนหาเรื่องหรอกครับ แต่ว่าผมจะทำให้กระจ่าง คดีถอนฟ้องไปแล้วไม่ใช่ เพราะเรื่องไม่จริง เราไปขออภัยเขา ขอให้ตุลาการศาลถอนฟ้องเท่านั้นเองครับ ไม่ใช่ว่าเพราะเป็น เรื่องไม่จริงก็เลยถอนฟ้อง ไม่ใช่อย่างนั้นนะครับ เพราะว่าจำเลยไปขออภัย ไปขอขมาครับ

(จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุรินทร์ ได้ยืน และยกมือขึ้น)
นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ยังไม่จบหรือครับ เอาสักชั่วโมง ดีไหม โต้กันไปโต้กันมาสัก ๔ ทุ่มแล้วก็เลิกดีไหมครับ เชิญ

จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุรินทร์

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย จังหวัดสุรินทร์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมต้องขอประท้วงคุณหมอประกิจ คุณหมอสุกิจ ขอโทษที พอดีชื่อประสิทธิ์ก็เลยนึกถึงประกิจนะครับ จริง ๆ ชื่อสุกิจ ลุกขึ้นมา กล่าวหาและพาดพิงผมว่าผมนี่ประท้วงท่านชวนโดยไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง ผมบอกว่าผมให้เกียรติ ท่านประธาน แล้วผมก็ประท้วงตามข้อบังคับ ผมทำหน้าที่ของผมแทนพี่น้องประชาชน ผมไม่ได้ ไปทำอะไรกับท่านชวนในทางเสียหายเลย อย่างนี้ผมเสียหาย ผมก็ต้องใช้สิทธิในการใช้สิทธิ พาดพิง ขอให้ท่านประธานวินิจฉัยด้วยครับ

(นายสุกิจ อัถโถปกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดตรัง ได้ยืนและยกมือขึ้น)
นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ขอบคุณนะครับที่ไม่พาดกลับ ไปอีก ไม่อยากครับ ฟังอยู่ไม่เสียหายหรอกครับ แล้วผมก็ขอวินิจฉัยเตือนคุณหมอสุกิจนะครับ จบแล้วครับ ยังไม่ถึง ๔ ทุ่มใช่ไหมครับ จะพาดไปพาดมาอย่างนี้สัก ๔ ทุ่มแล้วก็ปิดจริง ๆ อย่าง นั้นหรือ เอาเลยครับ เชิญครับ คุณหมอสุกิจเชิญครับ

นายสุกิจ อัถโถปกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตรัง

ท่านประธานครับ ผม หมอสุกิจ อัถโถปกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ เมื่อสักครู่นี้ยังประท้วงไม่จบท่านประธานปิดไมโครโฟนเสียก่อน ที่จริงแล้วจ่าประสิทธิ์ ได้กล่าวหาว่าท่านชวนพูดเท็จ ท่านประธานลองเปิดเทปดูสิครับ เขากล่าวหาว่าท่านชวนพูดเท็จ เพราะฉะนั้นผมต้องขอให้ประธานสั่งให้เขาถอนคำพูดครับ ต้องถอนครับ ผมไม่ยอมครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ถ้าปล่อยไปก็อย่างนี้ครับ

นายสุกิจ อัถโถปกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตรัง

ท่านประธาน ให้พูดอย่างนี้กันได้หรือครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ไม่เป็นไร ก็ขอวินิจฉัย เตือนคุณประสิทธิ์นะครับ เอาเป็นว่าจบครับ พอเถอะครับ เอาเรื่องสำคัญดีกว่าอย่าไป เอาเรื่องไม่เป็นเรื่อง เสียเวลาครับ

นายสุกิจ อัถโถปกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตรัง

เรื่องนี้สำคัญมากนะครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

พอแล้วครับ วินิจฉัย ได้เตือนไปแล้ว จบแล้วครับ เชิญท่าน

นายสุกิจ อัถโถปกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตรัง

ท่านไม่ให้ถอน หรือครับ คำพูดแบบนี้ท่านไม่ให้ถอนหรือครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ผมใช้วินิจฉัยแล้ว จบครับ

นายสุกิจ อัถโถปกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตรัง

กล่าวหาว่า ผู้หลักผู้ใหญ่ของผมพูดเท็จนะครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เอาว่าจบเถอะครับ

นายสุกิจ อัถโถปกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตรัง

ผมไม่จบครับ ถ้าบอกว่าผมพูดเท็จผมยังไม่โกรธนะครับ แต่ว่าท่านชวนนะครับ ท่านก็รู้ว่าท่านไม่เคย พูดเท็จ ท่านประธานก็รู้ เพราะฉะนั้นต้องถอนครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ผมใช้ดุลยพินิจของ คนที่ทำหน้าที่ประธานอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นขอความกรุณาเถอะครับ ถือว่ามันจบแล้วครับ

นายสุกิจ อัถโถปกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตรัง

ผมก็ประท้วง ท่านต่อในข้อ ๕ ท่านต้องเป็นกลางครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ก็ประท้วงคำวินิจฉัย ของท่านประธานก็ยิ่งไปกันใหญ่ครับ

นายสุกิจ อัถโถปกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตรัง

ท่านวินิจฉัยอย่างนี้ ไม่ได้หรอกครับ ท่านประธานครับ ให้เขาถอนเถอะครับ เป็นเยี่ยงอย่าง ไม่อย่างนั้นคนผู้นี้ ประท้วงเรื่อยไป แล้วบรรยากาศการประชุมก็จะเสียหาย พวกผมพยายามให้ความร่วมมือ กับท่านนะครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เอาอย่างนี้ผู้เสียสละ จ่าประสิทธิ์ช่วยถอนหน่อยเถอะ แสดงตนเป็นผู้เสียสละหน่อยครับ

จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุรินทร์

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดสุรินทร์ พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

คำเดียวครับ ขอถอนครับ แค่นี้ครับ

จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุรินทร์

ที่ผมอธิบายเมื่อสักครู่นี้ท่านประธาน

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เอาว่าถอนครับ แค่นี้ครับ ผู้เสียสละใช้คำว่า ถอน ครับ จะได้จบ จะได้ดำเนินการต่อได้ครับ

จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุรินทร์

ท่านประธานเปิดไมโครโฟนสิครับ ถ้าท่านประธานไม่เปิดไมโครโฟนผมจะพูดอย่างไร คุณหมอสุกิจว่าผม

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ถอนเถอะครับ

จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุรินทร์

ความจริงผมเป็นคนสุภาพนะ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เอาละครับ ถอนเถอะครับ จะได้จบครับ จะได้ต่อ

จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุรินทร์

ท่านประธานครับ ผมเจอท่านชวนผมยกมือไหว้ตลอด

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านประสิทธิ์ครับ ถอนเถอะครับ

จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุรินทร์

ขอถอนคำว่า เท็จ แต่พูดไม่ตรงครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ให้ถอนคำว่า พูดไม่ตรง ถอนเถอะครับ เอาว่า

จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุรินทร์

เพื่อสภานี้เดินไปได้ เพื่อประชาธิปไตย เพื่อประชาชน ผมถอนครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ

(นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง ได้ยืน และยกมือขึ้น)

ขอบคุณครับ ผมว่าพอแล้ว กระมังครับ เชิญท่านสาทิตย์ครับ

นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตรัง

ท่านประธานครับ ผม สาทิตย์ วงศ์หนองเตย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา ผมลุกขึ้นประท้วงเพื่อขอใช้สิทธิพาดพิงในกรณีที่เพื่อนสมาชิกซึ่งได้อภิปราย ไปก่อนหน้านี้คือท่านวรชัย ประทานโทษเอ่ยนาม ได้กล่าวหาเรื่องของการตั้งรัฐบาลในยุค รัฐบาลท่านอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ว่าตั้งรัฐบาลในค่ายทหารซึ่งเป็นความเท็จโดยสิ้นเชิง ผมเรียน ท่านประธานเพราะว่าเรื่องนี้มีการกล่าวหาหลายครั้ง มันมีข้อเท็จจริงอย่างนี้ครับว่าการลงมติ เลือกนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นั้นมีการลงมติกันเมื่อวันที่ ๑๕ ธันวาคม ปี ๒๕๕๑ และเป็นการประชุมโดยการเลือกนายกรัฐมนตรีแทนตำแหน่งที่ว่าง เนื่องจากวันที่ ๒ ธันวาคมนั้นนายกรัฐมนตรีเดิมคือนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ประทานโทษเอ่ยนาม ถูกศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้ยุบพรรคพลังประชาชนแล้วก็เพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง ก็เลยมี หนังสือเชิญสมาชิกเข้าร่วมประชุมในวันจันทร์ที่ ๑๕ ธันวาคม ๒๕๕๑ ระหว่างเวลา ๐๙.๓๐-๑๑.๓๐ นาฬิกา ณ ห้องประชุมรัฐสภา อาคารรัฐสภา ๑ มี ส.ส. ลงนามเข้าร่วม การประชุม ๔๓๗ คน เมื่อมีการเสนอชื่อแล้ว พรรคประชาธิปัตย์ได้เสนอชื่อนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ส่วนพรรครัฐบาลในขณะนั้นถูกเสนอชื่อโดยหัวหน้าพรรคประชาราชเสนอชื่อ พลตำรวจเอก ประชา พรหมนอก ซึ่งขณะนั้นไม่ได้เป็นสมาชิกของพรรคเพื่อไทย แต่มาจาก พรรคเพื่อแผ่นดิน ผลการลงมติสมาชิกเสียงส่วนใหญ่ในที่ประชุมเกินกว่าจำนวนที่รัฐธรรมนูญ กำหนดลงมติให้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรี เพราะฉะนั้นการเลือกนายกรัฐมนตรี ในขณะนั้นจึงเลือกในห้องประชุมรัฐสภาแห่งนี้ ไม่ได้ตั้งรัฐบาลในค่ายทหารอย่างที่มีการกล่าวหากัน ผมต้องเรียนเรื่องนี้เพราะว่ามีการกล่าวหากันหลายครั้ง แล้วการเลือกนายกรัฐมนตรีก่อนหน้านั้น ไม่ว่ายุคท่านสมัครซึ่งท่านเสียชีวิตไปแล้ว

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านครับ สิ่งที่โดนพาดพิง เสียหายผมว่าครบประเด็นแล้วนะครับ เอาพอสมควรครับ ชัดแจ้งแล้วครับ ผมขออนุญาต ต่อครับ อย่าไปอภิปรายส่วนอื่นยาวไปอีกเลยครับ ประเด็นที่พาดพิงผมฟังอยู่ครบถ้วน ทุกประการแล้ว พอเถอะครับ

นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตรัง

ท่านประธานครับ ผมก็เรียนท่านประธานเพราะว่าจะมีการกล่าวหาเรื่องนี้กันหลายครั้ง และประเด็นข้อเท็จจริงนี้ ก็เป็นประเด็นข้อเท็จจริง ซึ่งผมคิดว่ามีความจำเป็นที่ต้องบันทึกไว้ ผมคิดว่าอีก ๒ วันข้างหน้า จะต้องมีคนพาดพิงในลักษณะอย่างนี้อีก ผมเรียนท่านประธานให้เข้าใจข้อเท็จจริงเพื่อว่า จะต้องไม่มีการบิดเบือนและกล่าวเท็จกันอีก แต่หากมีใครกล่าวอีกผมก็คิดว่าเรื่องนี้จำเป็น จะต้องมีการชี้แจง ทุกรัฐบาลที่มาก่อนหน้านั้นก็เลือกในห้องประชุมนี้เช่นเดียวกัน เพียงแต่ ครั้งสุดท้ายท่านเลือกแล้วท่านแพ้พรรคประชาธิปัตย์ แล้วก็มีเหตุการณ์ทำร้าย มีเหตุการณ์

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านเอาเถอะครับ พอเถอะ ถ้าพูดประเด็นนี้ฝั่งนี้ก็มีเรื่องพูดจะทำนองนี้อีกเยอะ ไม่จบครับ สรุปแล้วเราจะพิจารณา รัฐธรรมนูญหรือเปล่าครับ ผมว่าเอารัฐธรรมนูญดีกว่ากระมังครับ พอเถอะครับ นั่งเถอะครับ เอารัฐธรรมนูญดีกว่าครับ มันไม่นิดหรอกครับ เดี๋ยวก็ไม่จบ พอครับ ไม่อนุญาตแล้วครับ ยอมให้ด่าแล้ว ไม่อนุญาตใครทั้งนั้น ขอบคุณครับ ต่อนะครับ

นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ก่อนที่ผมจะ อภิปราย ผมขอบอกล่วงหน้ากับท่านประธานเลยครับว่าผมไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ และผมไม่เห็นด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยแก้ไขเพิ่มเติมทั้ง ๓ ฉบับ และผม แปลกใจครับท่านประธานที่รัฐบาลและสมาชิกซีกรัฐบาลมีความพยายามตลอดเวลาที่จะ แก้ไขรัฐธรรมนูญ สามารถสังเกตได้จากสภาแห่งนี้ทุกครั้งที่มีการประชุมฝ่ายค้านเราให้การร่วมมือ ตลอดเวลาครับ แต่ก็ทุกครั้งเช่นกันเวลามีวาระเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญ ท่านประธานก็จะสังเกตเห็น ภาพบรรยากาศที่มีความวุ่นวายและภาพบรรยากาศนี้ก็สะท้อนถึงความรู้สึกของพี่น้องประชาชน นอกสภาที่มีความรู้สึกคัดค้านต่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ท่านประธานลองย้อนกลับไปดูสิครับ ตั้งแต่รัฐบาลชุดนี้เข้ามาบริหารประเทศ หลังจากที่เกิดวิกฤติภัยพิบัติครั้งใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ก็คือวิกฤติน้ำท่วมปี ๒๕๕๔ ต่อจากนั้นในต้นปี ๒๕๕๕ ก็เริ่มขบวนการที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยการเสนอร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฉบับแก้ไขเพิ่มเติม ซึ่งครั้งนั้นเป็นการ แก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๙๑ มีผลเท่ากับยกเลิกรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๕๐ และเป็นการ ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ทั้งฉบับ ร่างนั้นได้ผ่านการพิจารณาของรัฐสภาในวาระที่หนึ่ง และวาระที่สอง แต่ในขณะที่กำลังจะพิจารณาวาระที่สาม ก็มีการยื่นคำร้องไปถึงศาลรัฐธรรมนูญให้วินิจฉัยว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตราดังกล่าวนั้นขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ ในที่สุดศาลรัฐธรรมนูญ ก็วินิจฉัยออกมาว่าถ้าจะแก้ไขรัฐธรรมนูญในลักษณะที่เป็นการยกร่างใหม่ทั้งฉบับก็ควรที่จะ ผ่านการทำประชามติเสียก่อน หลังจากนั้นก็ถอยไป แต่ความพยายามก็ไม่สิ้นสุดครับ ท่านประธานจำได้ไหมครับ ในรัฐสภาแห่งนี้มีความพยายามที่จะเร่งรัดลงมติวาระที่สาม โดยการเสนอญัตติว่าคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญนั้นจะมีผลผูกพันต่อรัฐสภาหรือไม่ แต่โชคดีที่จากการลงมติมีผู้เห็นด้วยไม่ถึงกึ่งหนึ่ง จากนั้นถัดมาในเดือนธันวาคมปีที่แล้ว ก็มีคณะทำงานของพรรคร่วมรัฐบาล เพื่อการศึกษาแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๙๑ ก็มีผลสรุป ออกมาว่าจะเดินหน้าลงมติวาระที่สาม แต่ก็คงโชคดีเช่นกันบรรจบกับการเลือกตั้งผู้ว่าราชการ กรุงเทพมหานคร ซึ่งสมาชิกทางซีกรัฐบาลคงมีหลายท่านที่มีจิตสำนึกทราบดีว่ามีประชาชน ส่วนมากไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ แล้วถ้ามีการแก้ไขรัฐธรรมนูญก็จะกระทบกับ ฐานเสียงของท่าน แต่อย่างที่ผมได้กล่าวเอาไว้ความพยายามก็ยังไม่จบลงครับ ในวันนี้สมาชิก ซีกรัฐบาลและมีสมาชิกวุฒิสภาบางท่านได้ร่วมกันเสนอร่างรัฐธรรมนูญฉบับแก้ไขเพิ่มเติม วันนี้มา ๓ ร่างด้วยกัน ซึ่งผมก็ไม่เข้าใจว่าความพยายามทั้งหมดนี้เพื่ออะไร แล้วตั้งแต่เช้า ที่ผมได้ฟังมาผมก็ไม่เข้าใจเช่นกันว่าทำไมมีความพยายามที่จะสร้างคำนิยามต่าง ๆ ให้ผู้ฟังนั้น เกลียดรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ท่านประธานครับ ผมไม่เข้าใจว่าความพยายามที่จะแก้ไข รัฐธรรมนูญเพื่ออะไร จริง ๆ แล้วทำไมเราไม่ไปพูดกันเรื่องปัญหาของพี่น้องประชาชนละครับ ปัญหาปากท้องนะครับ เรื่องแก้ไขปัญหาอุทกภัย ภัยพิบัติที่กำลังเกิดขึ้นครับ ปัญหาน้ำท่วม ปัญหาภัยแล้ง หรือโครงการที่ท่านจะนำไปกู้เงินตั้ง ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท มีปัญหาค้างคาในประเทศอยู่มากมาย แต่ในทางกลับกันท่านกลับให้ความสำคัญกับการแก้ไข รัฐธรรมนูญเป็นพิเศษ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านเอกนัฏ ท่านมีเวลา ๑๐ นาที นี่จะครึ่งหนึ่งแล้วครับ เอาเข้าประเด็นเลยครับ เข้าประเด็นได้แล้วกระมังครับ

นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร 🔗

ผมต้องชี้ให้เห็นครับ ผมกำลังจะเข้าเรื่องว่ามีความพยายามที่จะแก้ไขมาตรา ๖๘ ในที่สุด ก็กลับมาที่แก้ไขมาตรา ๖๘ เพื่อจะแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ ผมถึงต้องโยงให้ท่านประธาน ฟังอย่างไรครับว่าความเป็นมาเป็นอย่างไร ท่านประธานครับ มีการอ้างถึงความปรองดอง ซึ่งถ้าเกิดท่านไปศึกษาผลโพลล์ (Poll) ล่าสุดของเอแบคโพลล์ ก็มีประชาชนส่วนใหญ่ ได้แสดงความคิดเห็น ๘๓.๘ เปอร์เซ็นต์คิดว่าหลังการแก้ไขรัฐธรรมนูญแล้วความขัดแย้ง ก็จะรุนแรงเหมือนเดิมครับ ท่านลองฟังเสียงประชาชนดูสิครับ ท่านประธานครับ การเสนอ ร่างขึ้นมาใน ๓ ฉบับครั้งนี้แต่ละร่างก็มีเหตุผลที่แตกต่างกัน ผมจะขอด้วยเวลาที่จำกัดครับ ขออภิปรายเกี่ยวกับร่างของท่านดิเรก ถึงฝั่ง ร่างที่ ๓ ครับ ซึ่งในครั้งนี้ท่านก็ให้เหตุผลมา ๒ ประการในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา ๖๘ และมาตรา ๒๓๗

เหตุผลที่ ๑ ท่านอ้างว่ากฎหมายยุบพรรคไม่สอดคล้องกับการส่งเสริมระบบ พรรคการเมือง ขัดหลักนิติธรรมและไม่เป็นธรรม

เหตุผลที่ ๒ ท่านให้เหตุผลว่าการกำหนดการใช้สิทธิและเสรีภาพของบุคคล เพื่อพิทักษ์รัฐธรรมนูญควรจะทำให้มีความชัดเจนเพื่อประโยชน์ในการปฏิบัติหน้าที่ ขององค์กรที่เกี่ยวข้อง

ด้วยเหตุผล ๒ ข้อท่านก็เลยเสนอหลักการแล้วก็ทำ ๓ เรื่องครับ

อันที่ ๑ ก็คือการแก้ไขเพิ่มเติมเกี่ยวกับการใช้สิทธิเสรีภาพของบุคคล เพื่อพิทักษ์รัฐธรรมนูญ

อันที่ ๒ ยกเลิกการเพิกถอนสิทธิการเลือกตั้งของหัวหน้าพรรค และกรรมการบริหารพรรค

อันที่ ๓ ยกเลิกบทบัญญัติว่าด้วยการยุบพรรคการเมืองและการเพิกถอนสิทธิ การเลือกตั้ง

อันที่จริงผมเองก็ไม่เห็นด้วยกับการยกเลิกกฎหมายยุบพรรคทั้งหมด จริง ๆ แล้ว เราควรจะพูดกันว่าจะทำอย่างไรให้พฤติกรรมของนักการเมืองที่โกงยุติไปมากกว่าการมาแก้ กฎกติกาไปเอื้ออำนวยและไปแก้ไปนิรโทษนักการเมืองที่ถูกตัดสินไปแล้ว แต่สิ่งที่ผมเห็นว่า เป็นอันตรายที่สุดก็คือการแก้ไขมาตรา ๖๘ วรรคสอง ที่ท่านให้เหตุผลซึ่งสำหรับผมเป็นข้ออ้าง ท่านให้เหตุผลว่าต้องกำหนดการใช้สิทธิและเสรีภาพของบุคคลเพื่อพิทักษ์รัฐธรรมนูญ ให้มีความชัดเจนเพื่อประโยชน์ในการปฏิบัติหน้าที่ขององค์กรที่เกี่ยวข้อง อันที่จริงแล้ว มันไม่ใช่อย่างนั้นครับ สิ่งที่ท่านทำไม่ใช่ตามเหตุผลที่ท่านเสนอมาครับ สิ่งที่ท่านทำกลับเป็น การจำกัดสิทธิทางอ้อม ก่อนหน้านี้รัฐธรรมนูญ มาตรา ๖๘ ได้ระบุไว้ ถ้าบุคคลใดคิดว่า มีการกระทำที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญสามารถยื่นคำร้องคัดค้านได้ ๒ แนวทาง ตามคำวินิจฉัย ของศาลรัฐธรรมนูญในปี ๒๕๕๔ ช่องทางที่ ๑ สามารถยื่นอัยการสูงสุดได้ ช่องทางที่ ๒ ก็สามารถ ยื่นศาลรัฐธรรมนูญได้โดยตรง แต่ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้ท่านกลับไปจำกัดสิทธิ ท่านจำกัดช่องทางครับ หลังจากการแก้ไขถ้ามีผู้ใดคิดว่าการกระทำใดเป็นการขัดต่อรัฐธรรมนูญ สามารถยื่นคำร้องต่ออัยการได้อย่างเดียวครับ และเป็นอำนาจที่อัยการจะพิจารณายื่นต่อ ศาลรัฐธรรมนูญหรือไม่ ซึ่งผมเองก็อดเป็นห่วงไม่ได้ครับ สมมุติถ้าเกิดผมสงสัยว่าการกระทำ ของท่านประธานหรือสมาชิกท่านใดเป็นการขัดต่อรัฐธรรมนูญ ผมยื่นเรื่องต่ออัยการไป เกิดเหตุทำถุงขนมตกเหมือนที่เคยเกิดขึ้นล่ะครับ แล้วเรื่องของผมไม่ถึงศาลรัฐธรรมนูญ มิเท่ากับเป็นการฆ่าตัดตอนขบวนการพิทักษ์รัฐธรรมนูญหรือครับ ผมยื่นเรื่องไปแล้วก่อนที่ เรื่องผมจะถึงศาลรัฐธรรมนูญก็ถูกอุ้มไปกำจัดเสียก่อนนี่ครับ ท่านประธานครับ ดูจากพฤติกรรม ครั้งนี้แล้วผมไม่ใช่หมอดูแต่ผมเดาได้ว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้ง ๓ ฉบับครั้งนี้ไม่ใช่ครั้งสุดท้าย เพราะอะไรครับ มันเห็นว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา ๖๘ วรรคสองในครั้งนี้ไม่ได้เป็นไปตาม เหตุผลที่ท่านให้ไว้ในเอกสารครับ แต่ในทางกลับกันการแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา ๖๘ วรรคสอง ในครั้งนี้เป็นกุญแจสำคัญที่จะปูทางไปสู่การแก้ไขรัฐธรรมนูญยกใหญ่ต่อไป ผมเชื่อครับว่า ถ้าท่านสามารถฆ่าตัดตอนขบวนการพิทักษ์รัฐธรรมนูญสำเร็จ ต่อไปการกระทำใด ๆ ที่ท่าน คิดว่าท่านทำไปแล้วอาจขัดต่อรัฐธรรมนูญท่านก็ไม่กลัวต่อไปแล้วครับ เช่นลงมติวาระที่สาม มาตรา ๒๙๑ อย่างไรครับ หมายความว่าอย่างไรครับ หมายความว่าที่ท่านพยายามที่จะ แก้ไขมาตรา ๖๘ ก็เพื่อปูทางไปสู่การแก้ไข ไปสู่การลงมติวาระที่สาม แก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๙๑ เพื่อยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ขึ้นมาทั้งฉบับเพื่อที่จะแก้มาตราตามที่ท่าน อยากแก้ได้ครับ ซึ่งท่านประธานครับ ผมเห็นว่าการกระทำลักษณะนี้ไม่เกิดประโยชน์อะไรครับ การฆ่าตัดตอนระบบพิทักษ์รัฐธรรมนูญ การจำกัดสิทธิของประชาชนในการพิทักษ์รัฐธรรมนูญ และการแก้ไขรัฐธรรมนูญยกใหญ่ต่อไป ไม่เป็นผลดีต่อประเทศครับ กลับกันจะสร้าง ความแตกแยกมากไปกว่านี้ครับ เพราะฉะนั้นผมไม่สามารถเห็นด้วยกับพฤติกรรมแบบนี้ ผมต้องขอไม่รับหลักการครับ กราบขอบพระคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เชิญท่านพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ ๑๐ นาทีครับ

นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ 🔗

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ ส.ส. บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมขอสนับสนุนการแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญทั้ง ๓ ร่าง เหตุผลว่ามีความจำเป็นในการแก้ไขโดยเฉพาะในมาตรา ๒๓๗ ซึ่งอำนาจของประชาชนถูกปล้นไปเมื่อปี ๒๕๔๙ เมื่อมีการยึดอำนาจ ท่านประธานคงทราบดี ว่าพรรคการเมืองเป็นสถาบันทางการเมืองที่มีความสำคัญต่อระบอบประชาธิปไตย โดยเฉพาะ รัฐธรรมนูญทุกฉบับหลายฉบับที่ผ่านมาแม้แต่ปี ๒๕๔๐ ก็ดี ปี ๒๕๕๐ ก็มีบทบัญญัติให้ ส.ส. ต้องสังกัดพรรคการเมือง เพราะว่าพรรคการเมืองเป็นตัวแทนของพี่น้องประชาชน ประชาชน มีความเดือดร้อน มีความคิดเห็นอย่างไรก็จะรวบรวมนำความคิดเห็นของประชาชนแล้วเสนอ ต่อสังคม รวมถึงเสนอต่อรัฐบาลให้รับรู้ถึงปัญหาในการที่จะเป็นที่พึ่งประชาชน พรรคการเมือง จึงเป็นตัวแทนของพี่น้องประชาชนในสังคม มีหน้าที่รวบรวมปัญหาต่าง ๆ เพื่อกำหนด เป็นนโยบายในการแก้ปัญหา เมื่อพรรคการเมืองมีโอกาสได้เสียงข้างมากก็ได้เป็นรัฐบาล ได้เสียงข้างน้อยกว่าก็เป็นฝ่ายค้าน ก็สะท้อนปัญหาเพื่อให้รัฐบาลดำเนินการแก้ไข ที่สำคัญ จากเหตุผลข้างต้นพรรคการเมืองถือเป็นสถาบันทางการเมืองที่สำคัญ การดำเนินกิจการ ทางการเมืองของพรรคการเมืองจะต้องมีความต่อเนื่อง แต่การดำเนินการทางการเมืองที่จะ แก้ปัญหาให้ประชาชนที่จะรับการแก้ไขนั้น รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ โดยเฉพาะมาตรา ๒๓๗ วรรคสอง การยุบพรรคการเมืองนั้นง่าย เป็นการทำลายโอกาสของประชาชน ผมเชื่อว่า มาตรา ๒๓๗ วรรคสอง เหมือนเนื้อร้ายในร่างกายมนุษย์ เปรียบเสมือนมะเร็งร้ายที่คอยบั่นทอน อำนาจของประชาชน ผมมองว่ากรณีที่มาตรา ๒๓๗ วรรคสอง ไม่เคยมีบทบัญญัติมาก่อน ในประวัติศาสตร์ของรัฐธรรมนูญไทย เป็นครั้งแรกในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ที่นำบทบัญญัตินี้มา โดยนำมาจากประกาศของคณะรัฐประหารเมื่อปี ๒๕๔๙ ที่นำมาบัญญัติ แล้วที่สำคัญ มันขัดต่อหลักนิติธรรมและเป็นการสร้างความไม่เป็นธรรม เป็นการเพิ่มปัญหาความขัดแย้ง ในสังคมการยุบพรรคง่าย พรรคพลังประชาชน พรรคไทยรักไทย พรรคชาติไทย พรรคมัชฌิมาธิปไตย ถูกยุบ วันนี้กรรมการบริหารพรรคที่ทรงคุณวุฒิและมีความรู้ความสามารถ ที่ไม่รู้เรื่องกับการกระทำผิดก็ถูกตัดสิทธิไป เป็นการเสียโอกาสของประชาชน ที่ผมขอสนับสนุน ในการแก้ไขร่างมาตรา ๒๓๗ เพื่อจะตัดวรรคสองออกไป เขาเรียกว่าตัดมะเร็งร้ายของสังคม ออกไป เราไปดูรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ปี ๒๕๕๐ เฉพาะมาตรา ๒๓๗ มีความเชื่อมโยงกับมาตรา ๖๘ ได้มีการกำหนดใช้การเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งแบบยกแผง หรือบางคนภาษาชาวบ้านเรียกว่ายกเข่ง ให้กับหัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารพรรค ที่ถูกยุบโดยใช้มาตรฐานการพิสูจน์แบบเหตุผลอันควรเชื่อได้ว่าเป็นมาตรฐานที่ต่ำกว่า กระบวนการยุติธรรมในทางกฎหมาย โดยเฉพาะกฎหมายอาญาในประเทศไทย เขาใช้มาตรฐาน พิสูจน์แบบปราศจากข้อสงสัย วันนี้แค่เชื่อว่านาย ก ทำผิด ยุบทั้งพรรค ผมถามว่าลักษณะนี้ ก็เหมือนกับครอบครัว ถ้าครอบครัวหนึ่ง นาย ก ทำผิด ยุบทั้งตระกูล ตั้งแต่พ่อแม่ ปู่ย่าตายาย ลูกหลานเหลน อันนี้มันถูกต้องหรือไม่ นี่คือขัดต่อหลักนิติธรรม ผมเชื่อว่ามาตรา ๒๓๗ เป็นเครื่องมือทางการเมืองในการทำลายพรรคการเมือง และที่สำคัญข้อสันนิษฐานทางกฎหมาย โดยเฉพาะเมื่อมีกรรมการบริหารพรรคคนใดทำผิดหรือสมาชิกที่ลงเลือกตั้งทำผิด แล้วเชื่อว่า กรรมการบริหารพรรคมีหลักฐานอันเชื่อว่ามีการสนับสนุนก็ถือว่ายุบพรรคการเมืองนั้นแล้ว ทั้งที่คนอื่น ๆ เขาไม่เกี่ยวข้อง นี่คือสิ่งที่ผมมองว่าไม่ควรจะเหมาเข่ง ในอดีตพรรคไทยรักไทย เคยเจ็บปวด ผมเชื่อว่าบ้านเลขที่ ๑๑๑ วันนี้เขาออกมาแล้ว พรรคพลังประชาชนถูกยุบ วันที่ ๒ ธันวาคม ปี ๒๕๕๖ ก็หมดวาระในการถูกแบน (Ban) พรรคชาติไทย พรรคมัชฌิมาธิปไตย ก็ถูกยุบ ผมถือว่าการที่จะมีมาตรา ๒๓๗ วรรคสอง เป็นมะเร็งร้ายของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ก็ควรจะตัดออกไป ด้วยเหตุผลนี้ผมเชื่อว่าหลายพรรคที่เขาถูกยุบไปแล้วเขาก็อยากให้มีการตัดมาตรา ๒๓๗ วรรคสองออกไป แต่เชื่อว่าบางพรรคเองก็ยังมองว่ามาตรา ๒๓๗ ที่ยังออกมาปกป้องกัน มันเป็นสิ่งที่ดีงาม หรืออาจจะเป็นเกราะคุ้มกันภัย เป็นภูมิคุ้มกันอย่างไร ผมก็ไม่ทราบ ในความคิดเห็น แต่ในฐานะที่เป็นสมาชิกรัฐสภา เป็นตัวแทนของพี่น้องปวงชนชาวไทย เราต้องการให้อำนาจของประชาชนโดยเฉพาะได้สะท้อนผ่านพรรคการเมืองว่าควรจะมี พรรคการเมืองที่เข้มแข็ง ก็ทำให้อำนาจของประชาชนเข้มแข็ง เมื่ออำนาจของประชาชน เข้มแข็งก็จะมีรัฐบาลที่เข้มแข็งได้บริหารแทนพี่น้องประชาชน ผมเชื่อว่าวันนี้สมาชิกรัฐสภา หลายท่านที่ได้นำเสนอแก้ไขร่างนี้ รวมทั้งท่าน ส.ส. และ ส.ว. ที่เขาเห็นด้วยก็เห็นถึงเหตุผล ว่ามีความจำเป็นอย่างไร บางพรรคก็อาจจะมองเห็นว่าเป็นอีกแบบหนึ่ง ผมเชื่อว่าวันนี้ ถึงเวลาแล้วที่จะใช้การแก้ไขมาตรา ๒๓๗ ควรจะต้องมีการแก้ไขโดยเฉพาะเลิกวรรคสอง ของมาตราดังกล่าว ที่สำคัญการที่จะคงไว้วรรคหนึ่งเป็นสิ่งที่น่าจะเป็นประโยชน์กับ พี่น้องประชาชนมากกว่า เพราะการกระทำของวรรคสอง ถ้าการกระทำของบุคคลตามวรรคหนึ่ง ปรากฏหลักฐานอันเชื่อได้ว่าหัวหน้าพรรคการเมืองหรือกรรมการบริหารพรรคการเมืองผู้ใด มีส่วนรู้เห็นหรือปล่อยปละละเลยก็ทำให้พรรคถูกยุบ ผมถามว่าวันนี้กรณีที่คนไม่ได้ทำผิด เราควรจะต้องมีการดำเนินการกับคนที่กระทำความผิดนะครับ โดยเฉพาะถ้าผู้สมัครทำผิด ก็ลงโทษผู้สมัครให้มีความรุนแรงตัดสิทธิ กรรมการบริหารพรรคใดรู้เห็นปล่อยปละละเลย หรือทราบการกระทำของผู้สมัครแล้วไม่ยับยั้งก็ควรจะต้องรับผลทางกฎหมายให้มีความรุนแรง เฉพาะกรรมการบริหารพรรคผู้นั้น ไม่ควรที่ต้องยุบพรรคการเมืองและเพิกถอนสิทธิ ทางการเมืองกับกรรมการบริหารพรรคคนอื่น ๆ นี่คือการขัดต่อหลักนิติธรรม ไม่มีประเทศ ประชาธิปไตยในโลกที่จะมีการยุบพรรคการเมืองง่าย ๆ เหมือนประเทศไทยในขณะนี้ การยุบพรรคการเมืองเป็นเรื่องรุนแรงที่ทำลายพรรคการเมืองทั้งหมดโดยที่สมาชิกพรรค ไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง จึงเกิดความไม่เป็นธรรมต่อสมาชิก และที่สำคัญไม่เป็นธรรมต่อประชาชน ซึ่งเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย การเพิกถอนสิทธิกรรมการบริหารพรรคถือเป็นโทษอย่างหนึ่งนะครับ แม้จะไม่ใช่โทษทางอาญา แต่มีผลร้ายแรงกว่าโทษทางอาญาในฐานหลายความผิด ผลของการตัดสิทธิทางการเมืองโดยสิ้นเชิง ควรมีเกิดเฉพาะกับผู้ที่กระทำความผิดนั้น ๆ ไม่ควรเหมาเข่งนะครับ ผมเชื่อว่าเหตุผลที่ผ่านมาศาลรัฐธรรมนูญก็อาศัยเหตุผลในการยุบ พรรคการเมืองมาหลายพรรค นี่คือสิ่งที่ผมได้ขอกราบเรียนต่อท่านประธานมาข้างต้นว่า ควรแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา ๒๓๗ เพื่อให้เป็นไปตามประโยชน์ของพี่น้องประชาชนว่า อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชน และที่สำคัญพรรคการเมืองควรเป็นที่พึ่งของประชาชน แล้วการแก้ไขครั้งนี้ที่สมาชิกรัฐสภาได้มีการเข้าชื่อกันเป็นการแก้ไขเพื่อประโยชน์ ของพี่น้องประชาชน และที่สำคัญเป็นการแก้ไขเพื่อคืนอำนาจประชาชนหลังจากถูกปล้น เมื่อการยึดอำนาจวันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ ขอกราบขอบพระคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านวันชัย สอนศิริ ๘ นาทีครับ

นายวันชัย สอนศิริ สมาชิกวุฒิสภา ภาคเอกชน 🔗

ท่านประธานที่เคารพ ผม วันชัย สอนศิริ สมาชิกวุฒิสภาจากการสรรหา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมขออนุญาต กราบเรียนต่อท่านประธานว่าผมกล่าวว่ามาจากการสรรหานั้นผมพูดเต็มด้วยความภาคภูมิใจ ผมเองไม่เคยรู้จักกับคณะกรรมการสรรหาแม้แต่คนเดียว เมื่อช่องรัฐธรรมนูญเปิดว่าให้ทำ อย่างนี้ได้ผมก็ลงสมัคร สมัครแล้วก็ได้รับการสรรหา เพราะฉะนั้นเมื่อรัฐธรรมนูญมีกฎกติกา อย่างไรผมทำตามนั้น ขอกราบเรียนนั่นเป็นประการที่ ๑

ท่านประธานที่เคารพครับ ผมจะพูดต่อประเด็นที่มาของ ส.ว. ขอกราบเรียน ต่อประธานว่าที่พูดนี้เป็นเรื่องแนวคิดและวิธีการได้มาซึ่ง ส.ว. หาได้พูดถึง ส.ว. ชุดปัจจุบัน ที่มาจากการเลือกตั้งไม่ ท่านประธานที่เคารพครับ ประเด็นที่กำลังแก้ไขรัฐธรรมนูญที่มา ส.ว. นั้น มี ๒ ประเด็นใหญ่ ๆ ประเด็นแรกนั้นก็คือให้มีการเลือกตั้งทั้งหมด ๒๐๐ คน ประเด็นที่ ๒ ให้ดำรงตำแหน่งเกินกว่า ๑ วาระได้ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมเองนั้นกราบเรียนต่อท่านประธาน ว่ามิได้กลัวต่อการเลือกตั้งถ้ามีการแก้รัฐธรรมนูญได้จริง ๆ ผ่านสภาแล้วเลือกตั้งผมก็จะลงไป เลือกตั้ง แต่ถ้ารัฐธรรมนูญมีช่องอย่างไรเราก็ว่าตามช่องของรัฐธรรมนูญนั้น ท่านประธาน ที่เคารพครับ ที่ผมออกตัวอย่างนี้มิได้หมายความว่ากลัวการเลือกตั้งหรือว่าเป็นพวกฉวยโอกาส แต่อย่างใด แต่กราบเรียนให้เข้าใจเป็นเบื้องต้น ที่รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ กำหนดให้มี ส.ว. จากการเลือกตั้งและสรรหา หลายท่านกล่าวไปแล้วเพราะเขาเห็นข้อบกพร่องของรัฐธรรมนูญ หรือผู้ที่ได้รับเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ว่าถูกใช้เป็นเครื่องมืออย่างที่บางท่าน เรียกว่าเป็นสภาทาส เขาจึงจัดส่วนผสมเสียใหม่ครับท่านประธาน เพื่อให้เกิดความพอดี เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติและประชาชนมากที่สุด ท่านประธานดูสิครับ ฝ่ายบริหาร เขายังมีการจัดส่วนผสมนายกรัฐมนตรีมาจาก ส.ส. มาจากการเลือกตั้ง ถามว่าคณะรัฐมนตรี มาจากการเลือกตั้งทั้งหมดหรือเปล่าครับ เปล่าเลยครับ เขาผสมกัน ส.ส. ก็เหมือนกันครับ ท่านประธาน สังเกตดูตามรัฐธรรมนูญ ส.ส. เขตมาจากการเลือกตั้งโดยตรง ๓๗๕ คน บัญชีรายชื่อ ๑๒๕ คน เป็น ๕๐๐ คน เขามีบัญชีรายชื่อทำไมท่านประธานทราบอยู่แล้ว เพื่อจัดส่วนผสมให้ลงตัวเพราะมีข้อจำกัดในเรื่อง ส.ส. เขต เพราะฉะนั้นก็เอานักวิชาการ ผู้ทรงคุณวุฒิ ๑๒๕ มาผสมกัน ส.ว. ก็เหมือนกันครับ เขาจัดส่วนผสมให้มีการเลือกตั้ง ๗๗ คน สรรหา ๗๓ คน ผสมให้เกิดความพอดีกันครับท่านประธาน เพราะฉะนั้นจะเห็นได้ว่า แต่ละองค์กรนั้นมีเหตุผลตามรัฐธรรมนูญ มีแนวคิดตามรัฐธรรมนูญดังที่ผมกราบเรียน อย่างย่อ ๆ บางคนอาจจะบอกว่าบัญชีรายชื่อก็มาจากการเลือกตั้ง นั่นผมกราบเรียนว่า เป็นเพียงพิธีกรรมเท่านั้น แต่ข้อเท็จจริงนั้นมาจากการเลือกของหัวหน้าพรรคหรือผู้มีอำนาจ ในพรรค แล้วให้ประชาชนเป็นเพียงแสตมป์ (Stamp) เท่านั้นนี่พูดกันแบบตรงไปตรงมา ผมขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานว่าถ้าท่านรังเกียจผู้ทรงคุณวุฒิที่มาจากการสรรหาว่า ไม่เป็นประชาธิปไตย เราลองคิดหาวิธีอื่นดีไหม เดี๋ยวเราค่อยว่ากันเดี๋ยวผมจะพูดในตอนท้าย เขากำหนดว่า ส.ว. ต้องเป็นกลางทางการเมือง มีหน้าที่กลั่นกรองตรวจสอบทั้งคนทั้งกฎหมายครับ ท่านประธาน รวมทั้งแต่งตั้งและถอดถอนบุคคลในองค์กรอิสระ กกต. ป.ป.ช. ศาลรัฐธรรมนูญ เมื่อมีบทบาทภารกิจดังกล่าวนั้น ท่านประธานครับ ที่มาที่ไปของ ส.ว. จึงต่างกับ ส.ส. ครับ ที่มาเป็นอย่างไรเรื่องคุณสมบัติพูดกันไปแล้วต้องต่างกับ ส.ส. ไม่สังกัดพรรค พ้นมาแล้ว ๕ ปี และอื่น ๆ อีกเยอะ พูดง่าย ๆ ว่าต้องปลอดจากการเมือง ที่ไปเป็นอย่างไรครับท่านประธาน อยู่ได้วาระเดียวรู้ชะตาชีวิตของตัวเองว่าต้องตายในวาระเดียวครับท่านประธาน เป็น ส.ว. ที่เขาต้องการให้เป็นได้วาระเดียวนั้นไม่ต้องการให้อิงแอบทางการเมือง ไม่ต้องการ ให้สร้างฐานทางการเมือง และไม่ต้องการให้สร้างบุญคุณ เพราะฉะนั้นคนถ้ารู้วันตายเขาจะ สร้างแต่ความดี กลัวคนสาปแช่งครับท่านประธาน เพราะฉะนั้น ส.ว. ถ้ามาจากการเลือกตั้ง ทั้งหมดอะไรจะเกิดขึ้นครับท่านประธาน และได้เป็นได้ตลอดไป ให้เป็นได้เรื่อย ๆ ต่อไปก็จะ สร้างฐานทางการเมือง อิงแอบทางการเมือง เพราะถ้าไม่ทำอย่างนั้นก็จะไม่มีสิทธิเป็น ส.ว. ครับ ต่อไปนี้ในภาคเหนือเราก็จะมี ส.ว. สังกัดพรรคการเมืองพรรคหนึ่ง ภาคอีสานเราก็จะมี ส.ว. สังกัดพรรคการเมืองพรรคหนึ่ง ภาคใต้ก็จะสังกัดพรรคการเมืองพรรคหนึ่ง อาจจะมี ส.ว. กลุ่มลำตะคอง พลังชล วังน้ำเย็น วังบัวบาน บ้านเล็กบ้านใหญ่กันไปใหญ่เลยครับ เพราะฉะนั้นเราจะมั่นใจในการกลั่นกรองตรวจสอบได้อย่างไร ถ้าพรรคการเมืองสักพรรคหนึ่ง ท่านประธานมี ส.ว. อยู่ในมือสัก ๑๐๕ คน ๑๑๐ คน กกต. จะไปไหน ป.ป.ช. จะไปไหน ศาลรัฐธรรมนูญจะไปไหน อยู่ในกำมือหมดครับท่านประธาน เพราะฉะนั้นผมถึงบอกว่า ถ้าเราต้องการให้ ส.ว. มีบทบาทภารกิจและเป็นกลางจริง ๆ รังเกียจการสรรหา เราจะได้ ผู้ทรงคุณวุฒิจากสาขาอาชีพต่าง ๆ แต่ละด้าน เราเอาอย่างนี้ได้ไหมครับ เลือกตั้งยังคงมีอยู่ แต่ผู้ทรงคุณวุฒิสาขาอาชีพต่าง ๆ ให้มีการจัดการให้มีการเลือกตั้งกันเองแล้วเอามาผสมได้ไหม เช่น หมออาจจะไปเลือกกันมาเอง ทนายอาจจะไปเลือกกันเอง ผู้ใช้แรงงานอาจจะเลือกกันเอง ตลอดจนกรรมกร ชาวนา ชาวไร่ ครูบาอาจารย์ ผสมผสานกันเราก็จะได้ทั้งผู้ทรงคุณวุฒิ และเลือกตั้ง ท่านประธานที่เคารพครับ สุดท้าย ถ้าเป็นไปตามรัฐธรรมนูญที่แก้นี้เพียว เพียว (Pure) ผมกลัวครับท่านประธาน กลัวว่าประวัติศาสตร์มันจะซ้ำรอย ผมรับไม่ได้ครับ ผมกลัวสภาของผมนี่ วุฒิสภาของผมนี่จะกลายเป็นสภาทาสรอบ ๒ ครับท่านประธาน เพราะฉะนั้นก็ขอกราบเรียนว่า ผมมิอาจรับได้ต่อการแก้รัฐธรรมนูญที่เสนอมานี้ครับ กราบขอบพระคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เชิญท่านศุภชัย ใจสมุทร ๓๐ นาทีใช่ไหมครับ เชิญครับ

นายศุภชัย ใจสมุทร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ 🔗

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม ศุภชัย ใจสมุทร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคภูมิใจไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมคิดว่าบรรยากาศในการอภิปรายเรื่องรัฐธรรมนูญในวันนี้ในความเห็นของผม ผมคิดว่าเป็นบรรยากาศที่แสดงให้เห็นว่าการที่เราจะเดินหน้าในการแก้ปัญหาของประเทศ คงไม่ง่ายนัก และผมคิดว่าการที่สมาชิกของเราได้แสดงความคิดเห็นกันหลากหลายในวันนี้ หรือมีวิธีการในการแสดงความคิดเห็นในหลายรูปแบบวันนี้ ผมคิดว่าปัญหาที่มันเกิดขึ้น พูดอย่างตรงไปตรงมาจากความคิดของผมนะครับท่านประธาน ผมคิดว่าเหตุผลสำคัญก็คือ วันนี้เรายังไม่ไว้วางใจกัน เรายังไม่ได้ตัดสินใจที่จะมองอนาคตร่วมกันและเดินไปร่วมกัน การเดินด้วยกัน มองอนาคตด้วยกัน ผมคิดว่ามันเป็นความจำเป็นของประเทศไทยครับ ท่านประธานครับ วันนี้มีท่านสมาชิกหลายท่านได้มีการเสนอตั้งคำถามว่าการแก้รัฐธรรมนูญ มันแก้ปัญหาราคามันสำปะหลังได้ไหม วันนี้มีคนถามเพิ่มเติมด้วยว่าจริง ๆ วันนี้ภัยแล้งจัดอย่างมาก เราควรจะไปแก้ปัญหาภัยแล้งไหม ความจริงผมคิดว่าจริง ๆ แล้วในการปกครองระบอบประชาธิปไตย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศที่เกิดใหม่ขึ้นมาอย่างประเทศเรานับตั้งแต่มีการเปลี่ยนแปลง การปกครองมาตั้งแต่ปี ๒๔๗๕ สิ่งหนึ่งซึ่งผมคิดว่าเป็นเรื่องสำคัญก็คือเรื่องของการพัฒนาทางการเมือง และการพัฒนา ทางการเมืองก็ย่อมผูกพันอันสำคัญกับรัฐธรรมนูญ เพราะรัฐธรรมนูญก็คือกติกาอันสำคัญ รัฐธรรมนูญก็คือกฎหมายสูงสุดที่จะเป็นแม่แบบในการปกครองประเทศ ในการที่จะเข้ามา ทำหน้าที่ในการที่จะแบ่งเรื่องอำนาจของแต่ละอำนาจอย่างมีสัดส่วน เพราะฉะนั้นเรื่องนี้ ผมคิดว่ามันถึงเวลาแล้วครับว่าวันนี้เราต้องพูดคุยกันเรื่องของการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพราะผมคิดว่าความเห็นของผมก็คือรัฐธรรมนูญกับการพัฒนาทางการเมืองมันมีความผูกพันกัน อย่างใกล้ชิด ถามว่าวันนี้ประเทศไทยของเรานับตั้งแต่ปี ๒๔๗๕ จนถึงวันนี้เรามีความรู้สึกกันไหม ว่ามีการพัฒนาไปอย่างใดหรือไม่ ผมคิดว่าวันนี้เราจะต้องพูดเรื่องของการพัฒนาทางการเมือง กันอย่างตรงไปตรงมาว่าวันนี้ถ้าเราคิดให้บ้านเมืองของเราเดินหน้าต่อไป เราต้องย้อนกลับ มาดูกติกาที่เรียกว่ารัฐธรรมนูญนั้นว่ามันเป็นรัฐธรรมนูญที่มีความเหมาะสมในการที่จะพัฒนา ทางการเมืองหรือไม่ อย่างไร รวมถึงการพัฒนาประชาธิปไตยนั่นก็คือการพัฒนาประเทศ ผมคิดว่าการพัฒนาในความหมายนี้น่าจะหมายถึงการทำให้ดียิ่งขึ้น การที่ทำให้รัฐธรรมนูญ ดียิ่งขึ้นก็หมายถึงว่าอะไรก็ตามที่เป็นสิ่งที่ไม่ดีงาม ไม่เหมาะสมในกติกาตัวนี้เราก็ต้องแก้มันได้ เพราะนี่คือการพัฒนา การพัฒนาก็คือการทำให้เจริญงอกงามซึ่งไม่ได้หมายความถึงการเติบโต ถ้าพูดกันถึงว่าเหมือนกับคนแล้วเติบโตขึ้นมา มันก็ต้องเติบโตมาโดยมีความสามารถในการที่จะ ทำงานได้ด้วย แต่ถ้าโตด้วยวัยของมันผ่านมาบอกว่ามีรัฐธรรมนูญแต่รัฐธรรมนูญไม่ได้มี ประโยชน์อะไร ในที่สุดแล้วผมว่ารัฐธรรมนูญก็แก้เรื่องราคามันสำปะหลังไม่ได้ แก้ปัญหา ภัยแล้งไม่ได้ เพราะฉะนั้นถามผมว่ารัฐธรรมนูญกินได้ในความหมายที่ผมคิดก็คือ ผมคิดว่า จะต้องเป็นรัฐธรรมนูญหรือกติกาอันสำคัญที่จะทำให้ประเทศของเราพัฒนาไปตามระบอบ ประชาธิปไตย นี่คือสิ่งที่ผมคิด ท่านประธานครับ ในการพัฒนาทางการเมือง ขออนุญาต ที่จะใช้คำภาษาอังกฤษนะครับ ที่เขาใช้คำว่า ดิวิลอบเมนท์ (Development) โพลิติคอล ดิวิลอปเมนท์ (Political development) จริง ๆ บางท่านก็บอกว่ามันคือการเปลี่ยนแปลง ทางการเมืองด้วย หรือเป็นโพลิติคอล เชนจ์ (Political change) ซึ่งตรงนี้มันก็หมายถึง เรื่องของการที่จะต้องทำให้ระบบการเมืองมีความทันสมัย หรือขออนุญาตใช้อีกครั้งหนึ่ง ก็คือคำว่า โพลิติคอล โมเดิร์นไนเซชัน (Political modernization) คือทำให้มันโมเดิร์น (Modern) ขึ้น ถามว่าวันนี้สถานการณ์ที่เกิดขึ้นในประเทศเราเป็นอย่างนั้นหรือเปล่า มีนักวิชาการหลายท่านบอกว่าการที่จะชี้วัดว่ามันเป็นประชาธิปไตยหรือไม่ อย่างไร ก็บอกว่า จะต้องมีการพัฒนาการเมืองกันอย่างน้อยก็คือ ๑๐ ข้อ ก็คือ ๑. การพัฒนาการเมืองในฐานะ ที่เป็นปัจจัยทางการเมืองอันจำเป็นต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ ๒. ก็คือการพัฒนาการเมือง หมายถึงการที่มีระบบการเมืองแบบเดียว กับสังคมที่มีการพัฒนาอุตสาหกรรมอย่างสูง ๓. การพัฒนาการเมืองหมายถึงการที่ประเทศหนึ่ง ๆ มีระบบการเมืองที่ทันสมัย ๔. การพัฒนา การเมืองในฐานะที่เป็นเครื่องช่วยส่งเสริมให้รัฐประชาชาติหรือเนชัน. สเตท ดำเนินไปด้วยดี ๕. การพัฒนาการเมืองคือการพัฒนาการบริหารราชการและระบบกฎหมาย ๖. การพัฒนา การเมืองได้แก่การระดมคนให้มีส่วนร่วมในกระบวนการการเมืองมากกว่าที่เป็นอยู่เดิม ๗. การพัฒนาการเมืองได้แก่ การสร้างการปกครองระบอบประชาธิปไตย ๘. การพัฒนา การเมืองคือการที่มีการเปลี่ยนแปลงทั้งทางด้านการเมือง สังคม เศรษฐกิจ เกิดขึ้นอย่างเป็นระเบียบ และมีเสถียรภาพ ๙. การพัฒนาการเมืองเป็นการระดมสรรพกำลังจากทรัพยากรทั้งตามธรรมชาติ และกำลังคนเพื่อนำมาใช้ประโยชน์ในการพัฒนาประเทศ หรือโมบิไลเซชัน (Mobilization) และการรวมอำนาจรัฐ และข้อสุดท้ายครับท่านประธาน การพัฒนาการเมืองเป็นส่วนหนึ่ง ของการเปลี่ยนแปลงทางสังคมที่สลับซับซ้อนมากมาย นี่คือสิ่งที่นักวิชาการบอก คำถามก็คือ วันนี้สิ่งที่เรามาพูดคุยกันว่าเรื่องของการแก้ไขรัฐธรรมนูญมันเป็นอย่างที่ผมได้เรียนมาหรือไม่ ผมต้องขออนุญาตเรียนว่าในห้วงเวลาที่มีการร่างรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ผมเป็นคนหนึ่งที่ไม่เห็นด้วย กับรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ที่เรากำลังแก้กันตรงนี้ ผมเป็นคนหนึ่งที่ออกมาต่อต้าน รณรงค์ โหวตโนรัฐบาลในการออกมาเพื่อจะทำประชามติในช่วงนั้น นั่นคือความจริงที่มันเกิดขึ้น และผมคิดว่าจนถึงวันนี้เราต้องยอมรับความจริงครับว่า รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ มันมีลักษณะอะไรก็ตามที่ถ้าเราพูดกันเรื่องของการพัฒนาการเมือง ในระบอบประชาธิปไตยที่ผมได้เรียนไปเมื่อสักครู่นั้น ผมคิดว่ามันมีองค์ประกอบหลายอย่าง ที่ไม่อาจจะถือได้ว่ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ เป็นรัฐธรรมนูญในเชิงหลักการที่เรียกว่า เป็นรัฐธรรมนูญได้ ผมขออนุญาตกราบเรียนด้วยเหตุผล ๓ ประการนะครับ

องค์ประกอบแรก ก็คือ ๑. ที่มาและกระบวนการตราที่ยึดโยงกับระบอบ ประชาธิปไตย ผมไม่เห็นว่ามันมีจุดเชื่อมโยงอะไรที่แสดงให้เห็นถึงความเป็นประชาธิปไตย นอกจากอำนาจนิยม ต้องยอมรับว่ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ได้มาจากการรัฐประหาร เพราะฉะนั้น ตรงนี้ต่อให้เป็นอย่างไรผมก็คิดว่ามันไม่ได้ยึดโยงกับกระบวนการประชาธิปไตยอย่างที่ควรจะเป็น

๒. ก็คือวันนี้มีสมาชิกบางท่านได้มีการอภิปรายไป ผมก็มีความเห็นคล้องจอง กับท่านก็คือเรื่องของรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๕๐ นี้ไม่ได้มีการรับรองในเรื่องสิทธิเสรีภาพ ของประชาชนที่บังคับใช้ได้ตามหลักนิติธรรม สิ่งที่ชัดเจนก็คือวันนี้มีการพูดถึงมาตรา ๓๐๙ ต่อให้ท่านจะมีการบัญญัติไว้ในมาตรา ๓ (๒) ว่า การปฏิบัติหน้าที่ของรัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล รวมทั้งองค์กรตามรัฐธรรมนูญ และหน่วยงานของรัฐต้องเป็นไปตามหลักนิติธรรมก็ตาม แต่ความจริงที่ปรากฏก็แสดงให้เห็นว่า ณ วันนี้รัฐธรรมนูญเรามีมาตรา ๓๐๙ ซึ่งผมเห็นว่า เป็นการทำลายหลักนิติธรรม หลักนิติรัฐอย่างร้ายแรง

๓. ซึ่งผมเห็นว่ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ไม่อาจจะเป็นรัฐธรรมนูญตามนัย ที่ควรจะเป็นตามระบอบประชาธิปไตยได้ก็คือความศักดิ์สิทธิ์ของความเป็นรัฐธรรมนูญ ในฐานะที่เป็นกฎหมายสูงสุด ในฐานะรัฐธรรมนูญที่จะเป็นกติกาในการที่จะทำให้แบ่งแยก อำนาจของอำนาจต่าง ๆ ในระบอบประชาธิปไตย ผมไม่คิดว่ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ จะเป็นรัฐธรรมนูญในเชิงหลักการที่ถือได้ว่าเป็นสัญญาประชาคมอย่างที่ระบอบประชาธิปไตย ไม่ว่าประเทศไหน ๆ เขามีกัน ในการที่ทำให้ประชาชนเกิดความรู้สึกหวงแหน เกิดความเป็น เจ้าข้าวเจ้าของอะไรต่าง ๆ ผมว่าตรงองค์ประกอบต่าง ๆ เหล่านี้ไม่มีเลย เพราะฉะนั้น ถ้าถามผมนี่ก็ต้องเรียนกันตามตรงว่ารัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๕๐ มีองค์ประกอบหลายเรื่อง ที่เราจำเป็นจะต้องมีการแก้ไขเพื่อให้มันเป็นประชาธิปไตย ผมขอเรียนว่าการอภิปรายของผม เป็นการอภิปรายในฐานะที่มีเอกสิทธิ์ความเป็น ส.ส. ของผม และผมเห็นว่าผมได้ติดตาม รัฐธรรมนูญฉบับนี้มาตั้งแต่ต้น และผมคิดว่ามันมีความจำเป็นหลายเรื่องครับที่จะต้องทำให้ รัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นรัฐธรรมนูญในระบอบประชาธิปไตยอย่างแท้จริงในเรื่องของการที่จะ ทำให้รัฐธรรมนูญเป็นสิ่งที่คู่กับการพัฒนาการเมืองอย่างที่เราควรจะเป็น ผมว่าเราค่อนข้าง เสียเวลากับการสะดุดหยุดลงของการรัฐประหารก็ดี เรื่องของรัฐธรรมนูญหลายรัฐธรรมนูญ ที่ในที่สุดเราต้องแก้กันไปเรื่อย ๆ เราพูดกันด้วยความรู้สึกสนุกสนานหรือเปล่าผมไม่แน่ใจ แต่สิ่งที่ปรากฏให้สังคมโลกได้เห็นมีอยู่อย่างหนึ่งก็คือว่ารัฐธรรมนูญประเทศไทยเป็นรัฐธรรมนูญ ที่มีมากมายเหลือเกิน วันนี้เรากำลังจะมาทำรัฐธรรมนูญอีกฉบับหนึ่ง แก้กันเล็ก ๆ น้อย ๆ จริง ๆ ผมก็มีความรู้สึกมันมีรัฐธรรมนูญอีกหลายเรื่องที่ท่านควรจะต้องเสนอเข้ามา แต่ดูไปดูมา ท่านก็ไม่ได้มีการแก้อะไรมากมาย ซึ่งผมก็เสียดายว่าจริง ๆ แล้วทำไมท่านถ้าคิดจะปฏิรูป การเมืองกันจริง ๆ จะมีการทำให้การพัฒนาการเมืองโดยอาศัยรัฐธรรมนูญมันควรจะเกิดขึ้นจริง แต่ท่านก็ไม่สามารถที่จะดำเนินการให้มันครบถ้วนกระบวนความอย่างที่ควรจะเป็น ถามว่า เหตุผลเพราะอะไร เราต้องยอมรับความจริงว่าปัญหาที่มันเกิดขึ้นก็คือเรื่องของการที่เรามี การสะดุด เพราะเราได้ดำเนินการแก้ไขรัฐธรรมนูญกันทั้งฉบับอย่างที่ควรจะต้องแก้ก็คือ มาตรา ๒๙๑ วันนี้ท่านมีการเข้ามาดำเนินการตรงนี้ก็เป็นเรื่องที่น่าเสียดายว่าในที่สุดแล้ว สิ่งที่มันควรจะต้องได้มากกว่านั้นก็ไม่ได้ดำเนินการกัน อย่างไรก็ตาม ท่านประธานครับ ผมมีข้อคิดเห็นในเรื่องของรัฐธรรมนูญที่มีการแก้ไขกันบางเรื่องที่ท่านได้เสนอกันมามีอยู่ ๓ ร่างนะครับ

เรื่องร่างอันแรกสุดก็คือเรื่องมาตรา ๖๘ ความเห็นของผมในฐานะที่ได้ ติดตามความเป็นไปของบ้านเมืองในเรื่องของมาตรา ๖๘ ที่ท่านได้มีการขอแก้ไขมานี้ ในทัศนะของผม ผมคิดว่าวันนี้เรากำลังมองไปถึงองค์กรที่ทำหน้าที่ ผมว่าความจริงมันจะ เป็นอย่างไรก็ตามนี่นะครับ ถ้าตีความตามตัวบทกฎหมายผมว่ามันมีความชัดเจนของมันว่า จริง ๆ แล้วนักกฎหมายหรือนักตีความทั้งหลายจะไม่สามารถตีความไปเป็นอย่างอื่นได้ นอกจากการที่จะต้องมีการดำเนินการให้มีการยื่นได้เฉพาะอัยการสูงสุด แต่ในที่สุดเมื่อมันมีการตีความโดยอาศัยอำนาจตรงนี้ ผมว่าประเด็นวันนี้มันเหมือนกับที่ ผมได้เรียนไปเมื่อสักครู่ก็คือในที่สุดแล้วนี่เราอยู่กันด้วยความหวาดระแวง เราเกรงว่าองค์กรใด อำนาจใดเป็นองค์กรที่มันมีปัญหา เป็นองค์กรที่ไม่ได้รับความไว้เนื้อเชื่อใจ ผมกำลังเป็นห่วง ว่าวันใดวันหนึ่งถ้าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับองค์กรบางองค์กรสลับกัน แล้วท่านจะต้องมาแก้รัฐธรรมนูญกันอีกหรือเปล่า เพราะฉะนั้นวันนี้เป็นเรื่องที่ต้องคิดกันให้ดี ว่าวันนี้ถ้ารัฐธรรมนูญมันเขียนความชัดเจนแล้ว ท่านก็ต้องหาวิธีการอย่างไร ผมว่าวันนี้ ปัญหาเกิดขึ้นในสังคมเรา ผมไม่อยากจะคิดว่ามันจะเป็นปัญหาที่เกาะติดอยู่กับสังคมประเทศไทย ของเรายาวนาน ผมมีความรู้สึกว่ามันเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเฉพาะครั้งเฉพาะคราว ในสถานการณ์อย่างนี้ ความจริงที่เกิดขึ้นในสังคมซึ่งปฏิเสธไม่ได้ก็คือในห้วงเวลาที่ผ่านมา มันมีเรื่องสิ่งซึ่งมีคนสร้างถ้อยคำนั้นมา แล้วมันไม่มีใครปฏิเสธว่าไม่ได้มีอยู่จริงก็คือคำว่า ตุลาการภิวัฒน์ เพราะฉะนั้นวันนี้ผมเชื่อว่าเหตุการณ์นั้นมันเกิดขึ้นเฉพาะครั้งเฉพาะคราว และบรรยากาศมันคลายลงไปแล้วครับท่านประธาน แล้วผมคิดว่าวันหนึ่งสังคมเราก็มองมุ่งหน้า ไปอนาคต ผมได้มีการเสนอว่าเราควรจะต้องจับมือด้วยกันได้ไหมครับ เริ่มให้ความไว้วางใจกัน แต่บรรยากาศในสภาตั้งแต่เช้ามาจนถึงเวลานี้ ผมก็มีความรู้สึกว่ามันไม่มีอะไรที่แสดงให้เห็น ว่าบ้านเมืองเราจะเดินหน้าต่อไปได้ ด้วยความเคารพต่อความคิดเห็นของท่านสมาชิกทุกท่าน แต่ผมคิดว่าวันนี้ถ้าเราไม่เริ่มกันที่นี่ครับ ที่ที่บรรดาท่านสมาชิกทั้งหลาย ไม่ว่าท่าน ส.ส. ส.ว. อยู่ด้วยกัน ซึ่งเป็นตัวแทนของประชาชน เราแสดงให้เห็นว่าในเรื่องใดก็ตามที่มีความขัดแย้ง เราสามารถพูดคุยกันได้ โดยยึดเอาประโยชน์ของประชาชนเป็นตัวตั้ง เอาประโยชน์ ของบ้านเมืองเป็นหลัก และผมว่าแสดงให้เห็นแล้วจะทำให้ประชาชนมีความรู้สึกคลาย แต่วันนี้สื่อมวลชนทั้งหลายได้ลงข่าวว่าเดือนเมษายนร้อน ร้อนเพราะอะไรครับ ร้อนเพราะว่า เวทีแห่งนี้มันมีสปอตไลท์ (Spotlight) ส่องมามากเกินไปหรือเปล่า วันนี้เราใช้ความตั้งใจ ในการทำงานเพื่อบ้านเพื่อเมืองมาเป็นตัวตั้ง แล้วก็จับมือแก้ปัญหาด้วยกันได้ไหมครับ ผมอยากให้เห็นบรรยากาศอย่างนี้ สิ่งหนึ่งซึ่งอยากจะขอเรียนก็คือว่าในมาตรา ๖๘ นี่นะครับ ผมคงไม่พูดอะไรมากนอกจากเสียว่าวันนี้ถ้ามันมีความอะไรที่ท่านต้องการแก้ให้ชัดนี่นะครับ ท่านก็ควรที่จะต้องมีเงื่อนไข ยกตัวอย่างเช่นวันนี้ถ้าท่านจะแก้ให้เป็นอำนาจของพนักงานอัยการ หรือว่าอัยการสูงสุดท่านเดียวนี่นะครับ ผมก็มีความรู้สึกว่าจริง ๆ แล้วนี่นะครับ ในช่วงเวลาหนึ่ง ทำไมท่านไม่เปิดโอกาสให้ประชาชนได้มีการยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญ ทำไมท่านไม่กำหนด เงื่อนไขละครับ ที่ผมพูดอย่างนี้ก็คือผมเอาคดีอาญาทั่วไปเข้ามาเป็นตัวตั้ง ถ้าท่านดูวิธีพิจารณา ความอาญานี่นะครับ คดีไหนที่ พนักงานอัยการมีความเห็นสั่งไม่ฟ้องนี่นะครับ ก็ไม่ได้กีดกัน หรือไม่ให้ตัดสิทธิผู้เสียหายในการที่จะฟ้องคดีเอง แต่ทำนองเดียวกันถ้าท่านเขียน ผมอยากจะว่า ในวาระที่สองนี่นะครับ ท่านได้โปดรพิจารณาว่าหาวิธีการอย่างไรที่ทำให้ประชาชนได้ประโยชน์ มากที่สุด โดยมีกระบวนการกลั่นกรอง แทนที่จะให้มีการยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญได้โดยตรงนะครับ ถ้าพูดกันตรงไปตรงมาผมว่าวันนี้พวกเราก็ตีความเพื่อเข้าหาประโยชน์ตัวเองกันทั้งนั้นนะครับ แต่ที่สุดแล้วประชาชนไม่ได้ประโยชน์ แล้วผมคิดว่าวันนี้ถ้าท่านตั้งใจในการที่จะคิดร่วมกัน ในคณะกรรมาธิการ ในที่สุดผลประโยชน์มันก็จะตกอยู่กับประชาชนโดยแนวทาง ของประชาธิปไตยอย่างแท้จริง นี่คือสิ่งที่ผมมองในมาตรา ๖๘ นะครับ

เรื่องต่อมาที่อยากจะขอแสดงความคิดเห็นก็คือ เรื่องของมาตรา ๒๓๗ นี่นะครับ ผมยืนยันว่าใคร ๆ ก็มีความเห็นเหมือนกัน แต่ผมว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่เราเองเราก็รู้ว่า เราได้มีบทบาทจากอดีตที่ผ่านมาเราแสดงให้เห็นว่ากระบวนการในการที่จะทำให้บ้านเมือง เข้าสู่ภาวะสงบในวาระใดวาระหนึ่ง ช่วงเวลานั้นมันก็มีกระบวนการซึ่งเป็นกระบวนการพิเศษ แต่ผมคิดว่า ณ วันนี้เมื่อกระบวนการมันผ่านพ้นไปแล้วนี่ ผมก็มีความรู้สึกว่าเรื่องต่าง ๆ มันก็ควรจะต้องคลี่คลายลง และผมคิดว่าคนที่อยู่ในกระบวนการยุติธรรมนี่นะครับ สิ่งหนึ่ง ซึ่งผมคิดว่าเรามีกันก็คือการเคารพต่อกฎหมาย กติกาเป็นเรื่องสำคัญ แล้วผมเห็นว่าเรื่องนี้ มาตรา ๒๓๗ ถ้าท่านมีกระบวนการในการร่างให้มันเป็นเรื่องพอสมควรไม่สุดโต่งไปทางใดทางหนึ่ง ผมว่าในที่สุดแล้วบ้านเมืองก็จะเดินหน้าไปโดยมีกติกาอันสำคัญ สำหรับผู้ที่กระทำเลยขอบเขต เกินสมควรก็จะต้องถูกลงโทษ อันนี้ผมพูดในเชิงหลักการทั้งสิ้น

สิ่งที่อยากจะเรียนต่อไปก็คือเรื่องของวุฒิสภา ผมอยากจะขอเรียน ด้วยความรู้สึกจริงใจว่าจากประสบการณ์ที่ผมเห็นผ่านมามันไมได้มีข้อสรุปเลยครับ ด้วยความเคารพนะครับว่าถ้าท่านมาจาก ส.ว. เลือกตั้ง แล้วมิได้หมายความว่าท่านจะดีกว่า ส.ว. สรรหา และในทำนองกลับกันคือการที่มี ส.ว. สรรหาก็มิได้หมายความว่า ส.ว. สรรหาจะมีปัญหา ให้สภาของเราไม่สามารถทำหน้าที่ตามหลักประชาธิปไตยได้ ผมไม่เคยคิดอย่างแน่แท้เลยว่า การเลือกตั้งก็คือความเป็นประชาธิปไตย และผมไม่คิดว่าการเลือกตั้งจะดีกว่าการไม่ต้อง เลือกตั้งหรือสรรหา แต่ผมมองว่าสิ่งที่มันเป็นปัญหาที่ผ่านมาคือกระบวนการสรรหา ยอมรับ ความจริงไหมครับว่ารัฐธรรมนูญได้ออกแบบว่าให้บุคคลเพียง ๗ คนเป็นผู้สรรหาท่านมา ได้มีการสำรวจมาเมื่อสักครู่ ท่านสมาชิกบางท่านบอกว่าท่านไม่ได้รู้จักกรรมการสรรหา กรรมการสรรหาเลือกท่านซึ่งเป็นความโชคดี ผลการวิจัยได้รับคำตอบจากกรรมการสรรหา ว่าเหตุผลกลใดถึงไม่เลือกผู้สมัครบางคนซึ่งสังคมเห็นว่าเป็นคนที่มีความรู้ความสามารถ เหตุผลอย่างหนึ่งก็คือกรรมการสรรหาตอบว่าไม่รู้จักท่านผู้นั้น ท่านสมาชิกโชคดีที่ว่า กรรมการสรรหารู้จักท่าน ในทางกลับกันก็คือวันนี้เราจะทำอย่างไรว่าให้บุคคลที่มีความรู้ ความสามารถมีความตั้งใจที่จะทำงานบ้านเมือง แต่ไปลง ส.ว. จังหวัดเมื่อไรก็แพ้เมื่อนั้น ได้เข้ามาทำงานในสภาแห่งนี้เพื่อบ้านเมือง ผมอยากจะเสนอคณะกรรมาธิการในวาระที่สอง ผมอยากเสนอว่าอย่าเลยครับ อย่าตัดเรื่องของ ส.ว. สรรหาทิ้ง ผมอยากให้ ส.ว. สรรหายังมีอยู่ เพราะท่านเป็นผู้มีคุณานุปการต่อบ้านเมือง ท่านมีสติปัญญามีความสามารถในการทำงาน เพื่อบ้านเมืองไม่ด้อยกว่า ส.ว. ที่มาจากการเลือกตั้งจังหวัด เพราะฉะนั้นผมจะเสนออย่างนี้ครับ อันแรกสุดดำรงไว้ซึ่ง ส.ว. สรรหาแต่แทนที่ท่านจะกลั่นกรองโดยการสรรหาของคน ๗ คน ท่านตั้งกรรมการสรรหาสัก ๕๐ คนได้ไหม เอามาจากปลัดกระทรวงไหนก็ได้ทุกกระทรวง เข้ามาหาบุคคลที่มีความเหมาะสมได้สัก ๕๐ คน แปลว่า ๗ คนไม่ได้มีความสามารถที่จะ ล็อกสเปก (Lock Spec) ได้หรอกครับ ๕๐ คน ๒. ก็คือมาโหวตรับก็คือท่าน ส.ว. ทั้งหลาย แทนที่ท่านจะมาจากสภาทนายความ วิศวกรรมสถาน ท่านไปใหม่เลย ผมเสนอว่ามี ส.ว. จากการเลือกตั้งจังหวัดละคน ๗๗ คน และมี ส.ว. สรรหาจากแต่ละจังหวัด ๗๗ คนเหมือนกัน ท่านเป็นคนจังหวัดไหนท่านไปสมัครจังหวัดนั้นแล้วให้ส่งรายชื่อมาก็กำหนดคุณสมบัติให้ชัดเจนว่า ท่าน ส.ว. ที่จะสมัครมีคุณสมบัติดังต่อไปนี้ ๑ ๒ ๓ ๔ ให้เหมือนกัน แล้วใครเกิดที่ไหน กำหนดภูมิลำเนาเลยครับท่านก็ไปสมัครที่นั่น ผมเชื่อว่าเมืองตรังบ้านผม ผมเป็นคนตรังครับ เมืองตรังบ้านผมมีผู้ที่มีความรู้ความสามารถแต่ไปสมัคร ส.ว. ผมมั่นใจว่าตกแน่ เพราะต้องยอมรับ ความเป็นจริงว่า ส.ว. ผูกพันใกล้ชิดกับพรรคการเมือง ท่านสมาชิกทั้งหลายก็ได้อภิปรายตรงกัน แล้วผมรู้เลยว่าภาคใต้ใครที่จะสมัคร ส.ว. ได้ต้องเป็นใคร พรรคการเมืองไหนสนับสนุน ภาคเหนือ ภาคอีสานก็ไม่ต่างกัน เพราะฉะนั้นผมคิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่เราคิดกันใหม่ไหม วันนี้ยกตัวอย่างอีกครั้งก็คือว่าถ้ามีอดีตอธิการบดีผู้มีความรู้ความสามารถเป็นที่รู้จักโด่งดัง ในกรุงเทพฯ ถ้าลงไปสมัครเป็น ส.ว. จากการสรรหาในจังหวัดตรังส่งเข้ามาผมเชื่อว่ากรรมการ สรรหาต้องเลือกท่าน กรรมการสรรหา ๕๐ คนต้องเลือกท่าน เพราะฉะนั้นผมว่านี่คือวิธีการ ที่เราจะประคับประคองบ้านเมืองนี้ให้เดินหน้าต่อไป ผมคิดว่านี่เป็นเรื่องจำเป็นครับที่เราจะต้อง หันมาพูดคุยกัน วันนี้ผมไม่เห็นด้วยกับการที่ท่านสมาชิกได้มีการเสนอกันมาบอกว่าให้เลือกตั้ง อย่างเดียว บอกตรง ๆ เถอะครับว่าวันนี้เลือกตั้ง ถ้าถึงเวลาผมคิดว่าควรจะต้องพัฒนา ด้วยซ้ำไปว่าถ้า ส.ว. เลือกตั้งท่านสังกัดพรรคการเมืองไปเลย ให้มันชัดกันไปเลยมันจะได้จบ มันจะได้แสดงให้เห็นกัน ไม่ใช่ท่านเป็นอีแอบอยู่ วันนี้บ้านเมืองเราต้องพูดกันตรงไปตรงมา บ้านเมืองเรามันต้องเอาจริงเอาจังกันที่จะคิด ถ้าจะพัฒนาการเมืองคือสิ่งที่ผมเสนอในเรื่อง ของ ส.ว. สรรหา ในส่วนตัวผมเห็นว่า ส.ว. สรรหาควรจะต้องดำรงอยู่ต่อไปกำหนดเรื่อง ของกรรมการสรรหาให้ครบมามากมายจนวิ่งเต้นกันไม่ได้ จนลอบบี้กันไม่ได้ จนล็อกสเปก ไม่ได้ แล้วสภาเราก็จะมี ส.ว. ที่สามารถจะเข้ามาทำงานโดยเป็นคนที่มีความรู้ความสามารถ เป็นผู้ที่มีความตั้งใจทำงานเพื่อบ้านเมือง ยกตัวอย่างอย่างเช่น ขออนุญาตเอ่ยนามท่านก็คือ ท่าน ส.ว. วันชัย สอนศิริ ในที่สุดท่านก็ต้องเข้ามา นี่คือสิ่งที่เป็นตัวอย่าง แล้วก็นี่คือสิ่งที่ผมคิดว่ามันเป็นเรื่องผมจะเสนอต่อคณะกรรมาธิการ เรื่องอื่น ๆ ท่านประธานครับ ผมเองได้รับเวลา ๓๐ นาทีนะครับ แต่เนื่องจากผมคิดว่าท่านสมาชิกพรรคของผมได้เวลามาน้อย ผมก็เลยเกลี่ย ๆ กัน ก็คิดว่ามันมีเรื่องหลายเรื่องที่อยากจะแสดงความคิดเห็นเพิ่มเติมก็คือ ในประเด็นสั้น ๆ ก็คือในเรื่องของการแก้ไขมาตรา ๑๙๐ ผมคิดว่าเรื่องนี้ก็เป็นเรื่องที่เข้าใจ ตรงกันนะครับว่าจริง ๆ แล้วการบริหารราชการแผ่นดินโดยเฉพาะของฝ่ายบริหารมันก็ ค่อนข้างมีปัญหา ความไม่ชัดเจนเรื่องของนัยสำคัญมันก็เป็นปัญหา ผมว่าจริง ๆ ในภาครัฐ ในส่วนของการแสดงความคิดเห็นอื่น ๆ ในเรื่องของเหล่านี้นักวิชาการจำนวนมากก็ได้แสดง ความคิดเห็นกันอย่างชัดเจนว่าในเรื่องนี้ควรจะต้องมีวิธีการเขียนอย่างไรให้มีความชัดเจนขึ้น มีขั้นตอนในเรื่องของการเจรจาที่ชัดเจนว่ามันควรจะต้องริเริ่มมาตั้งแต่เรื่องของการศึกษา รวบรวมข้อมูลเพื่อทำกรอบการเจรจาไปจนกระทั่งตั้งหัวหน้าคณะเจรจา นั่นคือรูปที่ ๑ ก็คือ มีขั้นตอนตั้งแต่กระบวนการนั้น ขั้นตอนที่ ๒ ก็คือขั้นตอนระหว่างการเจรจาแล้วก็เจรจา เสร็จสิ้น แล้วขั้นตอนที่ ๓ ก็คือขั้นตอนการแสดงเจตนาให้มีผลผูกพัน ซึ่งผมคิดว่าเรื่องเหล่านี้ ท่านประธานครับ ถ้าเราได้มีการพูดกัน เปิดหัวใจกัน เราไม่มีการพูดกันแบบว่าใครก็ตาม หรือรัฐบาลนี้มีเป้าหมายอะไรลึกซึ้งสลับซับซ้อนไปมากกว่าที่พี่น้องประชาชนจะเข้าใจ ผมคิดว่ามันเป็นเรื่องที่เราคุยกันได้ในการประชุมคณะกรรมาธิการ เพราะในที่สุดแล้ว ผมคิดว่าในชั้นกรรมาธิการแล้วไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่ท่านกรรมาธิการจะมาจากฝ่ายค้าน มาจาก รัฐบาล หรือมาจากวุฒิสภาก็ตาม ผมว่าเรามีเป้าหมายเดียวกันก็คือการที่จะทำให้รัฐธรรมนูญ ฉบับนี้เป็นรัฐธรรมนูญที่ดี เขียนกฎหมายแล้วใช้ประโยชน์ได้เพื่อประโยชน์ของประชาชน ผมคิดว่าตรงนี้ละครับเป็นเรื่องสำคัญที่ผมเริ่มต้นมาว่ารัฐธรรมนูญกับการพัฒนาประเทศ รัฐธรรมนูญกับการพัฒนาการเมือง รัฐธรรมนูญกับการที่ทำให้บ้านเมืองของเราเป็นประชาธิปไตย มันมีความสำคัญแล้วก็เกี่ยวโยงเกี่ยวเนื่องกันอย่างแน่นอน ผมคิดว่าวันนี้ก็อยากจะขอร้อง ในฐานะที่ว่าเป็นสมาชิกรัฐสภาอยู่ท่านหนึ่ง ผมว่าบรรยากาศทั้งหลายเราเป็นคนสร้างได้ บรรยากาศที่พี่น้องประชาชนได้เห็นเราอยู่เราสร้างให้ประชาชนเห็นได้ว่าพวกเราทุกคน ในฐานะที่เป็นผู้แทนของประชาชนทั้งประเทศ ในฐานะที่เป็นผู้แทนของมวลชน ของปวงชนชาวไทย เรามีจุดมุ่งหมายเหมือนกัน ผมอยากเรียกร้องสมาชิกทุกท่านครับว่ารัฐธรรมนูญเป็นกฎหมาย สูงสุด เป็นกติกาที่วางกรอบไว้สำหรับการที่พวกเราจะได้เดินหน้าต่อไปในการมองไปข้างหน้า ผมอยากให้มองข้างหน้าอยากให้มองอนาคตร่วมกัน อะไรที่ทำให้อนาคตของบ้านเมืองเรา ไม่ต้องสะดุดหยุดลงทำไมเราไม่คิดจะทำกันละครับ พวกเราอยู่กันไม่นานนะครับ ไม่นานเราก็ จะไม่อยู่กันแล้ว เราจะทำอย่างไรให้แผ่นดินนี้เป็นแผ่นดินที่น่าอยู่สำหรับลูกหลานของเรา ต่อไปในอนาคต ผมฝากท่านไว้เพียงแค่นี้ ผมขอใช้เวลาเพียง ๒๕ นาทีครับท่านประธาน ด้วยความเคารพครับ สวัสดีครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เชิญครูมานิตย์ สังข์พุ่ม ครับ ครูมานิตย์ ๗ นาทีนะครับ

นายครูมานิตย์ สังข์พุ่ม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุรินทร์ 🔗

ท่านประธาน ที่เคารพครับ กระผม ครูมานิตย์ สังข์พุ่ม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุรินทร์ พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานที่เคารพครับ ด้วยเวลาจำกัดจริง ๆ ก็จะเอากันแบบย่อ ๆ วันนี้เราต้องยอมรับกันแล้วละครับว่ารัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๕๐ ๓๐๙ มาตรา หลาย ๆ หมวด มันมีปัญหา มันมีปัญหามาเป็นระยะเวลาอันยาวนานตั้งแต่เริ่มเขียนและนำมาใช้ และวันนี้ ก็หยิบยกมา ๓ ร่างเพื่อที่จะนำมาแก้ไข อย่างเห็นได้ชัดเจนเมื่อสักครู่นี้ มาตรา ๒๓๗ ว่าด้วย เรื่องของการยุบพรรค ถ้ามาตรานี้ไม่เขียนไว้เมื่อสักครู่นี้ไม่เถียงกันเป็นชั่วโมงหรอกครับ พรรคที่โดนยุบกับพรรคที่ไม่โดยยุบ เห็นไหมครับ เห็นชัด แต่ใครจะผิดจะถูกผมไม่สามารถ ที่จะไปพูดในรายละเอียดลงได้ แต่ศาลรัฐธรรมนูญได้ชี้ชัดลงไปแล้วให้พรรคพลังประชาชน โดนยุบ ให้พรรคไทยรักไทยโดนยุบ ให้พรรคมัชฌิมาประชาธิปไตยโดนยุบ ให้พรรคชาติไทย โดนยุบ ก็เลยเป็นที่มาว่านี่คือปัญหา แล้วถามว่าวันนี้ต้องแก้ไหม ต้องแก้ เพราะการยุบพรรค ถ้าจะยุบกันจริงมันง่าย เพราะให้อำนาจองค์กรอิสระ ๒ องค์กร องค์กรแรกก็คือ กกต. นำเรียนเสนอเชื่อได้ว่า เชื่อว่าได้ว่านี่ท่านประธานครับ ไปหากรรมการสักคนหนึ่ง ในสมัยก่อนพรรคไทยรักไทยกรรมการเป็น ๑๐๐ คน พอมาพรรคพลังประชาชนกรรมการ ก็ ๕๐-๖๐ คน ก็เดินตามตรวจตามเช็ก (Check) หาเรื่องสักคนหนึ่ง สมมุติว่าจะเอากันจริง ๆ ท้ายที่สุด กกต. ก็นำเรียนเสนอ เรียนเสนอศาลรัฐธรรมนูญลงดาบปั๊บฟันธงทันทีเลยครับ น็อคเหมือนที่เกิดมาแล้ว แล้วมันก็ถามว่ากระทบไหมวันนี้ กระทบ หลายคนก็มาบอกว่าการ แก้ไขรัฐธรรมนูญวันนี้ ๓ ร่างไม่กระทบกับประชาชน อันนี้โกหกกลางสภาครับ รัฐธรรมนูญ ๓๐๙ มาตรา ทุกตัวอักษรมีส่วนเชื่อมโยงกับประชาชนทั้งหมด เพราะประเทศนี้ปกครอง โดยระบบนิติรัฐ มีรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดในการปกครองประเทศ ทุกอย่าง มันเชื่อมโยงมาทั้งหมด ฉะนั้นมาตรา ๒๓๗ ท่านประธานครับ วันนี้ไม่แก้บ้านเมืองเดินไป ไม่ได้หรอกครับ ระบบการเมืองอ่อนแอต้องให้ความเป็นธรรมที่สุด ยกเลิกกระบวนการ การยุบพรรค แต่จะลงโทษกรรมการผมเห็นด้วย แต่กรรมการอย่าเชื่อได้ว่าครับ ต้องจับผิดให้เห็น ต้องให้ได้คาหนังคาเขาว่าเขาผิดจริง เชื่อไม่ได้ว่านี่มันเป็นความรู้สึกตามหลักคิดครับ

เอาละครับผมไปไว ๆ มาดูมาตรา ๖๘ อันนี้ไม่ต้องพูดถึงท่านประธานก็เห็นแล้ว ปัญหาจากมาตรา ๖๘ เกิดขึ้นจนชุลมุนวุ่นวายทั้งสภาทั้งนอกสภา ท้ายที่สุดก็ไปศาลรัฐธรรมนูญ ก็กลายเป็นเรื่องพิพาทระหว่างอำนาจในระบอบประชาธิปไตย ๓ ฝ่าย คืออำนาจบริหาร อำนาจตุลาการ และอำนาจนิติบัญญัติ ใครคือเจ้าของอำนาจที่แท้จริงกันแน่ แล้วมาก้าวก่าย ซึ่งกันและกัน อำนาจตุลาการบอกว่าอำนาจนิติบัญญัติจะเดินไปต่อ วันนี้ก็มาแก้ให้เสร็จเสีย มันจะได้คานกันถูกต้อง ผู้เป็นประมุขอำนาจตุลาการจะได้ทำงานอย่างไร เดินหน้าอย่างไร อำนาจตุลาการเดินหน้าอย่างไร ทำงานอย่างไร อำนาจบริหารเดินหน้าอย่างไร ตรงนี้ หลายคนออกมาพูดชัดเจนเลยครับ ผมคงจะไม่พูดลึกไปมากเพราะว่าเวลามันเหลือน้อย จริง ๆ ท่านประธานที่เคารพครับ

ต่อไปมาดูเรื่องของมาตรา ๑๙๐ เอฟทีเอ อันนี้เรื่องไม่เป็นเรื่องครับบางครั้ง แต่เพราะวันนั้นปฏิวัติคนชื่อ พันตำรวจโท ดอกเตอร์ทักษิณ ชินวัตร ก็เลยคิดมาก คิดจนกระทั่งว่าไม่รู้จะทำอะไร เอาหมดทุกอย่างที่คิดว่าทักษิณจะทำ ที่คิดว่าทักษิณจะโดน อำนวยความสะดวก ก็เลยมาเขียนทำให้วันนี้หลายเรื่องที่เราไปเจรจาความทางการค้า ท่านประธานเห็นไหมเกิดช่องว่างเขารู้ก่อนล่วงหน้าเสียโอกาส เสียโอกาสไม่พอบางครั้งก็โดน เขากินรวบเสียด้วยซ้ำไป ปัญหาเรื่องนี้วันนี้ต้องเอามาแก้ไข นี่ผมเห็นหลายเรื่องเหมือนกับ ที่ไซเตสอะไรนี่ เมื่อสักครู่นี้ถ้าจะจัดการอบรมเตรียมการต้อนรับให้มันรวดเร็วกว่านี้ ท้ายที่สุดก็เสียโอกาสไปเฉย ๆ

ท่านประธานที่เคารพครับ มามาตราสุดท้ายที่เขียนไว้คือในเรื่องของวุฒิสมาชิก จริง ๆ ผมไม่อยากไปยุ่งก้าวก่ายเขาหรอกครับท่านประธาน แต่ผมบอกท่านประธานไว้ตั้งแต่ เบื้องต้นแล้วว่าทุกมาตราในอณูของรัฐธรรมนูญมันเกี่ยวพันเชื่อมโยงกับพี่น้องประชาชน คนไทยทั้งหมด ถามว่าวันนี้ผมไม่รู้ด้วยหรอกครับว่าใครจะได้ประโยชน์ ใครจะเสียประโยชน์ แต่ผมไม่เห็นด้วยมาตั้งแต่ไหนแต่ไร ตั้งแต่เขาเขียนรัฐธรรมนูญว่าในสภาแห่งนี้คนหนึ่งมาจาก การแต่งตั้งของคน ๗ คน คนหนึ่ง ยกตัวอย่างจังหวัดสุรินทร์ คุณหมออนันต์อันเป็นที่รัก เคารพของผม แล้วผมยืนยันเลยว่าคุณหมออนันต์ไม่ใช่คนของพรรคเพื่อไทย คุณหมออนันต์ บางครั้งยังคิดอคติกับพรรคเพื่อไทยเลย แต่ไม่เป็นไร ทางการเมืองรักกันได้ด้วยเหตุด้วยผล ขออภัยที่เอ่ยนามท่าน รักกันจริง ๆ แต่หาเสียง ๑๗ อำเภอเดินกันจนขานี่เปื่อย ภรรยาท่าน ตัวดำอยู่แล้วดำเข้าไปอีกครับท่านประธาน แล้วได้เป็นวันนี้ ประเภท ๗ คนนี่ใครจะมาอ้างว่า รู้จัก ไม่รู้จัก แล้วทำไมไม่แต่งตั้งคนสุรินทร์บ้างล่ะครับ เมื่อสักครู่นี้ที่ออกไป ๒-๓ คนจะโดน คดีถูกหรือผิดไม่รู้ แต่อย่างน้อยพิสูจน์ให้เห็นเลยว่า ส.ว. มาจากสรรหาก็โดนออกโดยผิดกติกา ทั้งโดนกฎหมายอาญา ทั้งโดนแกล้ง ไม่รู้บ้าง แล้วก็แต่งตั้งมา ๒ คน ท่านประธานเห็นไหมครับ แล้วทำไมคนสุรินทร์ คนอุบลราชธานีไม่แต่งตั้งมาบ้างล่ะ ตาสีตาสา ยายมียายมาตัวแทน คนขอทานทำไมไม่มีล่ะ แล้วมาอ้างความชอบธรรม ลงมาเลือกตั้งสิครับ ไม่อายเขาหรือครับ รับเงินเดือนเท่าเขา เครื่องราชอิสริยาภรณ์เท่าเขา ไปนั่งใกล้เขา ท่านประธานเชื่อไหม ผมเป็นผู้แทนราษฎรสมัยแรกได้คะแนนมา ๑๐,๐๐๐ กว่าคะแนน ผมอายเขา เพราะผมได้คะแนนน้อย ต้องนั่งเหลือบ ๆ แอบ ๆ จนกระทั่งไปหาเสียงเที่ยวนี้มา ๔๐,๐๐๐ กว่าคะแนนเสียงดังครับ เสียงดังเพราะว่าตัวเองมีเกียรติยศทั้ง ๆ ที่เที่ยวนั้นก็เลือกตั้งปี ๒๕๔๔ แต่ผมได้ ๑๐,๐๐๐ กว่าคะแนน ผมอายหลายคน บางคนเขา ๑๐๐,๐๐๐ กว่าคะแนนนะครับ ไปกินข้าวในโรงอาหารนี่ ผมอายเขาครับ วันนี้มา ๗ คนจะมาถอดถอนเขาอีก แล้วบอกว่าจะถอดถอนองค์กรอิสระถอดถอนเขาได้อย่างไร เขาแต่งตั้งคุณมาเอง กว่าคุณจะได้แต่งตั้งบางคนเดินบันไดเขาเรียกว่าไม่แห้ง ท่านประธานที่เคารพ แล้วสิ่งหนึ่งที่ผมมองว่านี่ผมแปลตามพจนานุกรมมาเขาบอกสมาชิกวุฒิสภาเป็นผู้ใหญ่ เป็นผู้ที่มีภูมิรู้ ที่มาจากเลือกตั้ง ๗๐ กว่าคน มาจากสรรหาที่เหลือ ผมรู้จักอยู่ ๑๐ กว่าคน ท่านประธาน ๑๐ กว่าคน ที่ผมรู้จักคือตอนเช้าผมรู้ว่าคิดเหมือนกันกับผม คือคิดถึงทักษิณ ชินวัตร กับยิ่งลักษณ์ ชินวัตร แต่ที่ผมคิดถึงคือคิดถึงว่ายิ่งลักษณ์ทำงานอย่างไร วันนี้เธอจะแก้ปัญหาอะไร เธอจะทำอะไร ให้กับประเทศ อีก ๑๐ คนนี้คิดว่ากูมาถึงสภาจะด่าทักษิณกับยิ่งลักษณ์เรื่องอะไรครับ ด่าเช้าไม่พอ ด่าเที่ยง ด่าเที่ยงไม่พอไปออกทีวีกลางคืนอีกครับ เสนอหน้ากันมาไม่รู้อะไร นี่หรือครับสภาที่ปรึกษา นี่หรือครับสภากลั่นกรอง นี่หรือครับ แต่ไม่ใช่ทั้งหมดครับ ผมไม่ได้ว่า ส.ว. สรรหา ทั้งสภา ผมบอกแล้วว่า ๑๐ กว่าคน แต่ผมไม่ออกชื่อหรอกครับว่าเป็นใคร วันนี้ท่านลงไปเลือกตั้ง เถอะครับ จังหวัดสุรินทร์ผมท่านไปลงทะเบียนไว้ก่อนก็ได้เขาเพิ่มจาก ๑ เป็น ๓ ครับ ถ้าใช้ หลักสูตร ๓๐๐,๐๐๐ ครับ กรุงเทพมหานครจาก ๑ เป็น ๑๘ ลองยกมือไหว้ตาสีตาสา ยายมียายมาบ้างสิครับ แล้วคุณจะรู้ว่าประชาชนเขารู้จริง บางคนก็ดูถูกประชาชน วันนี้ดูถูก พวกผมบางคนว่าสภาทาส สภาคู่สมรส แล้วพวกคุณไม่ยิ่งกว่ามหาทาสหรือครับ วัน ๆ ไปนั่ง กว่า ๗ คน คน ๗ คนเองครับ แต่พวกผมเอาแต่ผู้แทนราษฎร ๑๗๐,๐๐๐ แล้ว มันเหนื่อย ผมอยากให้คุณเห็นบ้างอย่ามาอ้างกันเถอะครับ ต้องยอมรับกติกาว่าคนหนึ่งเขามาจากการเลือกตั้ง แล้วมีอยู่ครั้งหนึ่ง ขออภัยครับที่เอ่ยนาม ท่านสุเทพ เทือกสุบรรณ นี่ผมเคารพนับถือกัน ไม่ได้เสียหาย ท่านมาจากผู้แทนราษฎร ๗ คนมาถอดถอนกันในสภานี้เลยครับ ไปถอดถอน เขาได้อย่างไรเขามาจากคนเป็น ๑๐๐,๐๐๐ คน คุณมาจาก ๗ คนแล้วจะไปอภิปรายถอดถอนเขา มันไม่ใช่องค์กรข้างนอก ถ้าองค์กรข้างนอกผมรับได้ ฉะนั้นท่านที่เคารพครับ ท่านกลับไปครับ เที่ยวหน้าผมมาช่วยปราศรัยให้ก็ได้ครับ ถ้าคิดว่าลำบากแล้วจะสอนเทคนิคการหาเสียง ให้ก็ได้ครับ ผมก็ขอฝากไว้ครับเพื่อความเป็นประชาธิปไตยของบ้านเมือง ไม่อยากรบกวนเวลา ด้วยความจำกัดจริง ๆ ท่านประธานครับ

ท้ายที่สุด ก็อยากจะกราบเรียนต่อท่านประธานว่าวันนี้กฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ผมไม่ได้เถียงนะครับท่านประธานว่าไม่ดี หลายมาตรามันดี แต่หลายมาตรามันยังมีปัญหามากมาย ท่านประธานที่เคารพครับ แล้วโดยเฉพาะเราไปเขียนให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความ พอศาลรัฐธรรมนูญ ตีความมาไม่รู้กี่มาตรา พอมีปัญหาก็ให้ศาลรัฐธรรมนูญ แล้วประธานศาลรัฐธรรมนูญ ไปคุยเมื่อสักครู่นี้มันเป็นอย่างไร ท่านบอกว่าบางเรื่องไม่ต้องอาศัยยึดศาลรัฐธรรมนูญโยง ข้อกฎหมายหรอกครับ บ้านเมืองกำลังมีปัญหา พรรคพวกนี้หายใจเสียงดังยาว ๆ ก็เลยยุบพรรค เสียก่อนเพื่อให้บ้านเมืองเดินไปได้ ฉะนั้นผมจึงบอกว่าวันนี้เราต้องแก้เอาความจริงมาพูดกัน เถอะครับ เอาหลักคิดที่มีกันมาพูดไม่ใช่วันหนึ่งนั่งที่หนึ่งอยากแก้เรื่องหนึ่ง วันหนึ่งมานั่งที่หนึ่ง คิดอีกแบบหนึ่ง อย่างนี้บ้านเมืองมันเดินไปไม่ได้หรอกครับ เห็นแก่อนาคตของวันข้างหน้า กับลูกกับหลาน เห็นแก่กระบวนการประชาธิปไตยอันไหนที่แก้ได้เพื่อให้เป็นประชาธิปไตย ก็แก้ไปเถอะครับ อันไหนที่มีความจำเป็นเราเอาไว้ แล้วบอกความจริงกับประชาชนเขาครับ อย่ามาใส่ร้ายกัน ก็ขอกราบขอบพระคุณครับท่านประธาน

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เชิญท่านตวง อันทะไชย ๘ นาทีนะครับ

นายตวง อันทะไชย สมาชิกวุฒิสภา ภาควิชาชีพ 🔗

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ ผม ตวง อันทะไชย สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ที่ไม่ได้เป็น ฝ่ายค้านและไม่ได้เป็นฝ่ายรัฐบาล แต่ผมจะมองในฐานะประสบการณ์ที่เป็นวิชาชีพวิชาการ ด้านกฎหมายตั้งแต่เรื่องของ ส.ว. มาตรา ๒๓๗ มาตรา ๖๘ มาตรา ๑๙๐ โดยใช้กรอบของ ข้อกฎหมายข้อเท็จจริงและความเห็นของผมที่จะกราบเรียนต่อท่านประธานเพื่อสภาจะได้ พิจารณา เรื่องของ ส.ว. นั้นความจริงท่านสมาชิกก็จะต้องให้ความเป็นธรรมกับท่านสมาชิกวุฒิสภา ที่มาจากการสรรหา เมื่อรัฐธรรมนูญได้เปิดช่องให้ทำอย่างนั้นท่านเลือกเอา เราอย่าเกลียดตัวกินไข่ เกลียดปลาไหลกินน้ำแกงครับ วันนี้ถ้าจะแก้ให้มาจากการเลือกตั้งไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง ผมก็ลงครับ ไม่ใช่ประเด็นของผม สนใจก็ไปลงที่จังหวัดร้อยเอ็ดบ้านผมประการสำคัญ ที่จะกราบเรียนท่านประธานก็คือผมเห็นว่าการเลือกตั้งมิใช่เป็นประชาธิปไตย แต่การเลือกตั้งคือส่วนหนึ่งของระบอบประชาธิปไตย เพราะฉะนั้นจะเลือกตั้ง ส.ว. หรือไม่เลือกตั้ง ไม่ใช่ประเด็นสำหรับผม แต่ประเด็นสำหรับผมที่จะฝากท่านประธานผ่านไปยังสภาก็คือว่า วันนี้การแก้ไขให้สมาชิกวุฒิสภาโดยใช้มาตรา ๖ ยกเลิกมาตรา ๑๑๖ นั้น ส.ว. ได้ประโยชน์ ทั้งผมด้วย ในมุมผมคิดว่าไม่อาจจะกระทำได้ขัดบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๒๒ ห้ามทำ เป็นประโยชน์ทับซ้อน เป็นประโยชน์ที่สมาชิกวุฒิสภาไม่อาจจะแก้ไขให้กับตัวเองได้ เป็นประหนึ่งว่า เคยมีองค์กรอิสระขึ้นเงินเดือนให้ตัวเองแล้วศาลพิพากษาไปแล้ว ประเด็นนี้ผมเรียน ท่านประธานว่าผมไม่เห็นด้วยไม่ควรจะไปเขียน นั่นประการที่ ๑ ที่บอกท่านประธานเพื่อจะ ได้เข้าใจ

ประการที่ ๒ ท่านประธานครับ เรื่องของการยุบพรรค ความจริงถ้าท่านประธาน ลองไปอ่านรายละเอียดท่านประธานจะพบว่าเรื่องยุบพรรคนี่ดี หลักคิดผิด แต่ว่าหลักการนี่ ถูกต้อง หลักมันผิดอย่างไรท่านประธานไปอ่านดูว่าต้องการที่จะไม่ให้มียุบพรรค แต่ว่าท่าน ไปตัดหัวหน้าพรรคการเมืองหรือกรรมการบริหารพรรคออก ที่ผมบอกว่าหลักผิด หลักคิด ถูกต้องมันคืออะไร ท่านประธานไปอ่านบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๓๗ ท่านประธานจะ ตกใจ ก็คือคนแก้นี่รีบร้อน ทำเร็ว ทำขัดหลักการของกฎหมายทั้งปวงเลย ท่านประธานดู วรรคแรกครับ วรรคแรกนั้นผมเห็นด้วย แต่พอวรรคสองท่านไปตัดหลักการของกฎหมาย ออกทั้งหมด ขัดหลักการของผู้แทนนิติบุคคลซึ่งมีคำพิพากษาศาลฎีการับรองที่ผมพูดเอาไว้ เรียบร้อย คนที่เรียนกฎหมายอย่างท่านประธาน อย่างผม หรือหลายสำนักก็จะเห็นตรงกันว่า ความเป็นจริงถ้าท่านประธานย้อนไปดูความเป็นนิติบุคคลนั้นมันไม่มีตัวตน ไม่มีชีวิตจิตใจ ในตนเอง โดยสภาพไม่สามารถกระทำหรือดำเนินการอะไรได้ด้วยตนเอง แต่มันมีผู้แทน เป็นผู้ทำหน้าที่แทนนิติบุคคล ผมก็ย้อนกลับไปดูคำพิพากษา ปี ๒๕๑๘ ปี ๒๕๕๕ ก็เขียนเอาไว้ อย่างนี้เหมือนกัน สาระสำคัญก็คือว่ากรณีที่ผู้แทนของนิติบุคคลได้กระทำการในนาม นิติบุคคล การกระทำนั้นเป็นความผิดต่อกฎหมาย ถ้าไม่ใช่ความผิดเฉพาะตัวตามที่กฎหมาย ระบุไว้ผู้แทนทั้งหลายเป็นผู้ลงมือกระทำต้องมีความผิดส่วนตัวด้วย ผมก็ย้อนกลับไปดู กฎหมายในประเทศไทยว่าหลักการที่เราไปตัดวรรคสอง หัวหน้าพรรคไม่ต้องรับผิดชอบ โอเคว่าพรรคไม่ต้องยุบนี่ผมเห็นด้วย แต่หัวหน้าพรรคไม่ต้องรับผิดชอบ กรรมการบริหารพรรค ไม่ต้องรับผิดชอบ มันขัดกับหลักกฎหมายของประเทศไทยทั้งหมด ท่านประธาน ดูพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้าเขาก็เขียนเรื่องนี้เอาไว้ พระราชบัญญัติว่าด้วยการขายตรง พระราชบัญญัติว่าด้วยการค้าน้ำมันเชื้อเพลิง พระราชบัญญัติการบัญชีประมาณ ๔๐ ฉบับ เขียนไว้แบบเดียวกันว่านิติบุคคลคลนั้น ผู้ที่จะต้องรับผิดชอบแทนนิติบุคคล เนื่องจากเป็นคน โดยสมมุติจะต้องมีกรรมการบริหาร จะต้องมีหัวหน้าพรรคเป็นผู้รับผิดชอบ ทำไมไม่เหลือ เอาไว้ มุมผมเห็นว่าถ้าไม่ยุบพรรคแปลว่าหัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารพรรคจะต้อง รับผิดชอบแทนนิติบุคคล หลักการกฎหมายอย่างนี้เป็นหลักการทั่วไป ท่านประธานก็ทราบดี ที่หนักไปกว่านั้นท่านประธานครับ ถ้าท่านประธานกลับไปดูมาตรา ๕ มาตรา ๕ ท่านประธาน ไปดูท่านประธานจะพบว่าเป็นการเขียนกฎหมายนิรโทษซ่อนไว้ในรัฐธรรมนูญ ความของมาตรา ๕ เขียนอย่างนี้ท่านประธานครับ ให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา หัวหน้าพรรคการเมือง หรือกรรมการบริหารพรรคการเมืองเพราะเหตุมีคำวินิจฉัยให้ยุบพรรคการเมืองตามมาตรา ๖๘ หรือมาตรา ๒๓๗ วรรคสอง ท่านประธานดูวรรคสองครับ วรรคสอง ก็คือกฎหมายเดิม ให้เป็นอันสิ้นสุดให้ถือว่าบุคคลนั้นไม่เคยเป็นผู้ถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง ความหมายก็คือว่า ความผิดในอดีตนั้นให้กฎหมายฉบับนี้เป็นอันยกเลิก ท่านประธานจำได้ไหมครับ ในหลักวิชาการ เราถือว่าจะออกกฎหมายย้อนหลังไม่อาจจะกระทำได้ ถ้าท่านประธานเป็นนักกฎหมายคงจะ มีความเห็นไม่ต่างจากผมเราทำไม่ได้ ประเทศก็เคยเถียงเรื่องนี้ว่าแล้วมันจะทำได้อย่างไร ท่านไปเขียนกฎหมายย้อนหลังเป็นประหนึ่งว่ากำลังจะเขียนให้บุคคลใดบุคคลหนึ่ง ที่ถูกเพิกถอนแล้วกลับมา ประการที่ ๒ ท่านไปเขียนบทบัญญัติรัฐธรรมนูญเป็นแบบใหม่เพื่อบันทึกไว้ในสภา ผมเห็นว่า เป็นรูปแบบการเขียนร่างพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมซ่อนไว้ในรัฐธรรมนูญแล้วเขียน ย้อนหลังไม่อาจจะกระทำได้ ผมกราบเรียนท่านประธานด้วยเวลาอันจำกัดเล็กน้อยว่า ถ้าเขียนอย่างนี้ ถ้าทำแบบนี้บนหลักคิดที่ดี แต่ว่าหลักการข้างในละเลย ซึ่งหลักการ ของกฎหมายไม่อาจจะกระทำได้ แล้วสิ่งที่ท่านคาดหวังท่านคิดก็ไม่ได้เป็นอย่างที่ท่านคิด ท่านสมาชิกหลายคนพูดถึงเรื่องนี้พอสมควรครับ นิติบุคคลมันเป็นเพียงนามสมมุติ แต่กรรมการบริหารเหมือนบริษัท ท่านประธานครับ บริษัทคนรับผิดชอบคือกรรมการผู้จัดการ เป็นอย่างเดียวกัน ผมจบเอาไว้เรื่องนี้ก่อน เวลาจะหมดท่านประธานครับ

ผมไปเรื่องมาตรา ๖๘ มาตรา ๖๘ ถ้าท่านประธานไปดูปรัชญาของเขาที่เขา เขียนเบื้องต้น มันเป็นเรื่องของการออกแบบให้มีการปกป้องรัฐธรรมนูญเอาไว้ และมี ๒ ช่องทาง ก็คือ ช่องทางแรก ให้พื้นที่สำหรับประชาชนในการปกป้องรัฐธรรมนูญผ่านศาล ช่องทางที่ ๒ ให้พื้นที่ประชาชนปกป้องรัฐธรรมนูญผ่านอัยการ แต่คราวนี้เรามาเห็นว่ามันไม่ควรจะไปศาล ควรจะไปอัยการอย่างเดียว แล้วเราก็มาแก้กฎหมายเพื่อปิดช่องทางที่ไม่เห็นด้วยกับศาล มันเป็นเสมือนว่าฝ่ายนิติบัญญัติเห็นไม่สอดคล้องกับศาลก็มาแก้กฎหมายใหม่เพื่อให้ศาล พิพากษาตามที่ตัวเองเห็น ซึ่งผมคิดว่ารูปแบบนี้ไม่อาจจะกระทำได้ในหลักของกฎหมาย

เรื่องสุดท้าย ท่านประธานครับ คือบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๐ ความจริงเรื่องนี้ง่าย ๆ ธรรมดา ท่านไปตัดแต่เพียงว่ามันมีผลกระทบกระเทือนทางด้าน เศรษฐกิจอย่างมีนัยสำคัญออกไปทั้งหมด ท่านตัดการมีส่วนร่วมของประชาชนออกทั้งหมด ท่านตัดผลที่จะได้กระทบจากที่รัฐบาลไปทำความตกลงทวิภาคี พหุภาคี หรือระหว่างประเทศ แล้วกระทบต่อผู้ประกอบการรายย่อยรายใหญ่ออกไปหมด ท่านปิดช่องทางการรับรู้ บางอย่างที่เราไปทำความตกลง เช่นกรณีของเราทำความตกลงทวิภาคีกับประเทศจีน ผลไม้ ของพี่น้องภาคเหนือ ท่านประธานเห็นไหมครับ เขาออกแบบเพื่อให้ประชาชน ๑. ได้มีส่วน รับรู้ ๒. ให้รัฐบาลที่จะทำความตกลงนั้นต้องถามประชาชนก่อน ๓. ต้องมาถามรัฐสภา ให้ความคิดเห็น ๔. จะได้มีการปรับปรุงเยียวยาแก้ไขกับประชาชนผู้ได้รับผลกระทบ ผมจึง กราบเรียนท่านประธานว่าที่เขาเขียนดีแล้วไปแก้ทำไม ที่จะต้องแก้ไขทำไมไม่เร่งออก ร่างพระราชบัญญัติประกอบว่าด้วยขั้นตอนและวิธีการพิจารณาให้เสร็จ ผมจึงกราบเรียน ต่อท่านประธานผ่านไปยังสภาได้โปรดพิจารณาซึ่งเป็นข้อสังเกตที่ผมได้ขอประทานอนุญาต กราบเรียนท่านประธานไปแล้ว จะได้เป็นข้อพิจารณาต่อไป ขอบพระคุณครับ

(การประชุมดำเนินมาถึงตอนนี้ นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา ได้ลงจากบัลลังก์ โดยมอบให้นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา ปฏิบัติหน้าที่แทน)
นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ท่านฉัตรพันธ์เชิญครับ ท่านมีเวลา ๑๐ นาที เชิญครับ

นายฉัตรพันธ์ เดชกิจสุนทร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กาญจนบุรี 🔗

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ผม ฉัตรพันธ์ เดชกิจสุนทร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดกาญจนบุรี พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ แม้ว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นหน้าที่ที่สำคัญประการหนึ่งของสมาชิกรัฐสภา แต่วันนี้ผมในฐานะ ผู้แทนของพี่น้องประชาชน เงินเดือนแต่ละเดือนที่ผมได้รับนั้นล้วนมาจากภาษีของพี่น้องประชาชน และข้ออ้างที่เราได้พูดได้อภิปรายกันอยู่ทุกวันก็คือการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้ทำเพื่อ ประชาชน ท่านประธานครับ โดยข้อเท็จจริงแล้วผมไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งที่เราจะเร่งรีบรวบรัด ลุกลี้ลุกลนบรรจุการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาเป็นวาระด่วน พี่น้องประชาชนโทรศัพท์มาถามผมว่า อยากทราบว่าร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยแก้ไขเพิ่มเติมทั้ง ๓ ฉบับนั้น มีมาตราใดบ้างที่เป็นการช่วยเหลือพี่น้องประชาชน มีมาตราไหนบ้างที่ลดความเดือดร้อน ของพี่น้องประชาชน ผมมาดูทุกข้อแล้วไม่มีครับ มีแต่ข้อที่ ๑ อ้างว่าแก้เพื่อส่งเสริม หลักประชาธิปไตยและการมีส่วนร่วม เพื่อแก้ปัญหาในทางปฏิบัติของฝ่ายบริหาร และที่สำคัญ แก้เพื่อให้ความเป็นธรรมกับหัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารพรรคซึ่งถูกตัดสิทธิ ในทางการเมือง สรุปแล้วแก้ให้ใครครับ ท่านประธานครับ การแก้รัฐธรรมนูญครั้งนี้ผมเห็นว่า มีเรื่องวาระซ่อนเร้น ซ่อนเงื่อน ผมขอกล่าวอ้างถึงท่านประธานคณะกรรมการสมานฉันท์ เพื่อการปฏิรูปการเมืองและศึกษาการแก้ไขรัฐธรรมนูญ คือท่านดิเรก ถึงฝั่ง ขออภัยที่เอ่ยนาม ท่านเสนอประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญไว้ ๖ ประเด็น ๑. มาตรา ๒๓๗ ๒. มาตรา ๑๙๐ ๓. มาตรา ๙๓ ถึง มาตรา ๙๘ ๔. มาตรา ๑๑๑ ถึง มาตรา ๑๒๑ ๕. มาตรา ๒๖๕ และ ๖. มาตรา ๒๖๖ ผมแปลกใจมากครับว่าเหตุใดข้อเสนอของท่านนั้น ในวันนี้ท่านดิเรก ถึงฝั่ง ถึงมาเสนอแก้ไขมาตรา ๖๘ และมาตรา ๒๓๗ ซึ่งมาตรา ๖๘ ไม่มีอยู่ในข้อเสนอของท่านเลย สิ่งเหล่านี้ละครับทำให้ผมเห็นว่าท่านมีวาระซ่อนเร้นในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ถามว่าแก้แล้ว จะได้อะไร แก้แล้วพี่น้องประชาชนผมจะได้ราคามันสำปะหลัง ๒.๘๐ บาทไหมตามนโยบาย ของรัฐบาลที่ท่านบอกว่าแก้ครั้งนี้ประชาชนจะได้สิทธิคืนมา แล้วสิทธิเหล่านี้ล่ะครับ สิทธิที่จะ ขายมันสำปะหลังได้ ๒ กิโลกรัม ๘๐ บาท ทุกวันนี้ได้แค่กิโลกรัมละ ๘๐ บาท สิทธิที่จะได้เงินเดือน ปริญญาตรี ๑๕,๐๐๐ บาทนะครับ สิทธิประชาชนผู้เฒ่าผู้แก่ของผมที่ไปใช้บริการโรงพยาบาล ที่จังหวัดกาญจนบุรี ทุกวันนี้ต้องไปเข้าคิวตั้งแต่ตีสี่ตีห้า สิทธิเหล่านี้ล่ะครับ ท่านประธานครับ ผมถึงต้องพูดเพราะการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้เป็นกระบวนการที่จะใช้เสียงข้างมาก ยึดรัฐธรรมนูญมาเป็นของตนไม่ใช่เพื่อประชาชน เป็นยุทธการครองสภาฝ่าระบบกฎหมาย เหตุผลหรือครับ มาตรา ๖๘ ที่ท่านแก้ไขนี้ทั้ง ๆ ที่ของเดิมก็ดีอยู่แล้วแต่ท่านแก้ครั้งนี้ เป็นการละเมิดสิทธิของประชาชน หากรัฐธรรมนูญเป็นของประชาชนจริงทำไมท่านต้อง ตัดสิทธิของประชาชนในการที่จะเข้าถึงอำนาจตุลาการ ทำไมครับ ท่านต้องถึงปิดทาง ที่ประชาชนจะยื่นเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญไปกำหนดให้สิทธิเสนอเรื่องให้อัยการสูงสุดตรวจสอบ ข้อเท็จจริง ผมรับไม่ได้ครับ ผมรับไม่ได้รับที่สิทธิของประชาชนจะเหลือที่เดียว เพราะเหตุว่า ผมไม่มั่นใจหรือเชื่อใจการทำหน้าที่ของฝ่ายอัยการสูงสุดว่าจะทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา โดยไม่ถูกชักใยหรือถูกอำนาจการเมืองขู่บังคับ หรือรับสินบน หรือได้รับผลประโยชน์ตอบแทน ที่จะกระทำการใด ๆ ให้ประโยชน์แก่ฝ่ายการเมืองฝ่ายเดียว เพราะอัยการสูงสุดเป็นองค์กร ฝ่ายบริหารที่ใช้อำนาจตุลาการ และที่สำคัญ อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของฝ่ายบริหารอย่างนี้ละครับ นี่ละครับปัญหาก็จะเกิดต่อไป และประเด็นมาตรา ๒๓๗ การยกเลิกการยุบพรรคการเมือง และการเพิกถอนสิทธิการเลือกตั้งของพรรคการเมืองในกรณีที่กรรมการบริหารพรรค กระทำความผิดกฎหมายโกงการเลือกตั้ง การแก้ไขมาตรานี้ผมเห็นว่าอาจจะนำไปสู่การแปรญัตติ ให้มีการนิรโทษกรรมนักการเมืองที่ถูกเพิกถอนสิทธิ ท่านประธานครับ สรุปแล้วมาตรา ๖๘ แก้แล้วก็เพื่อที่จะตัดสิทธิประชาชนในการร้องศาลรัฐธรรมนูญ หวังปลอดล็อก (Lock) แก้มาตรา ๒๙๑ และนำไปสู่การล้มรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ ส่วนมาตรา ๒๓๗ แก้กฎหมายยุบพรรคเพื่อยกเลิก ตัดสิทธิทางการเมืองกรรมการบริหารพรรคหากทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง ผลสุดท้ายก็สอดไส้ล้างผิดบ้านเลขที่ ๑๐๙ นั่นเองครับท่านประธาน ด้วยเหตุนี้ผมมิอาจที่จะ เห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญในครั้งนี้ เพราะผมเห็นว่าแท้ที่จริงแล้ววิกฤติของชาติ และสังคมไทยนั้นเป็นการกระทำจากนักการเมืองบางคนที่ขาดจริยธรรม ขาดคุณธรรม และเห็นประโยชน์ของตนเองมากกว่าผลประโยชน์ของชาติ จึงได้เกิดวิกฤติของรัฐธรรมนูญ การแก้ครั้งนี้โดยใช้เสียงข้างมากจึงเป็นเพียงการยักยอกรัฐธรรมนูญ ยึดครองประชาธิปไตย โดยพรรคการเมืองที่มีอำนาจเพื่อไปสู่เป้าหมายที่ตนเองกำหนดไว้ ภาพบรรยากาศในวันนี้ คงให้เห็นแล้วว่าช่วงการพิจารณาการอภิปราย แม้แต่ผู้ที่ควบคุมองค์กรนิติบัญญัติ ผู้ที่นั่ง ทำหน้าที่ในสภาแห่งนี้ยังเป็นผู้ที่ผมไม่ไว้วางใจในการทำหน้าที่ ส่อแสดงให้เห็นว่านับแต่นี้ เป็นต้นไปหลาย ๆ องค์กรแม้แต่องค์กรนิติบัญญัติก็จะต้องถูกครอบงำ จะต้องถูกแทรกแซง ท่านประธานครับ จริง ๆ แล้วผมมีเจตนา ผมจะไม่อภิปรายตอนท่านมานั่ง แต่ด้วยว่า ผมอยากจะพูดคำนี้กับท่านประธาน อยากจะบอกกับพี่น้องประชาชน พี่น้องเกษตรกรทุกสีเสื้อ ทุกกลุ่มสาขาอาชีพ จะบอกกับท่านว่าโดยแท้ที่จริงแล้วที่เราพิจารณากำลังพิจารณาวันนี้ ไม่ได้เพื่อประโยชน์ของพี่น้องประชาชนเลยครับ การให้ได้มาซึ่งประชาธิปไตยให้สิทธิ ของท่านนั้นล้วนเป็นข้ออ้างของนักการเมืองที่จะแก้เพื่อพรรคตนเอง เพื่อตนเองทั้งนั้น ขอฝากข้อคิดให้ท่านประธานสักนิดหนึ่งครับว่ามีปราชญ์ทางกฎหมายนิรนามเขาบอกไว้ว่า ผมฝากกับท่านในฐานะความรู้สึกของผมเป็นอย่างนี้จริง ๆ ท่านประธานครับ กฎหมาย ที่บัญญัติไว้ในโลกหล้า ยากแก้ความชั่วช้าในใจได้ ขาดศีลธรรมพำนักเป็นหลักใจ จะแก้ไข ด้วยกฎหมายบรรลัยเลยครับท่านประธาน

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

อาจารย์จารุพรรณครับ เชิญครับ ของอาจารย์นี่ ๑๐ นาทีนะครับ

ผู้ช่วยศาสตราจารย์จารุพรรณ กุลดิลก บัญชีรายชื่อ 🔗

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน จารุพรรณ กุลดิลก สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ดิฉันขอสนับสนุนการแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้ง ๓ ฉบับค่ะ แต่จะขออภิปรายสนับสนุนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๐ ว่าด้วยการทำหนังสือสัญญา กับนานาประเทศและองค์กรระหว่างประเทศ ในปัจจุบันนี้หนังสือสัญญาทุกประเภท ต้องนำเข้าสู่การพิจารณา ผ่านการประชุมร่วมกันของรัฐสภาที่ประกอบด้วยทั้ง ส.ส. และ ส.ว. ทุกเรื่องไป ทำให้การบริหารประเทศนั้นล่าช้า มีข้อมูลอ้างอิงที่นักวิชาการไทย แล้วก็ นักวิชาการต่างประเทศได้ศึกษาไว้ ดิฉันไม่ขอเอ่ยนาม แต่จะไปนำเผยแพร่ในเฟซบุ๊คส่วนตัว ของดิฉันเองนะคะ ในหนังสือเรื่องกฎหมายสนธิสัญญาแห่งชาติและการนำไปปฏิบัติใช้ เนชันนัล ทรีทที ลอว์ แอนด์ แพรคทีซ (National treaty law and practice) ที่เขียนโดย ดันแคน โฮลิส ที่เป็นนักวิชาการเรื่องกฎหมายมหาชนที่มีชื่อเสียงมาก ได้รวมรัฐธรรมนูญ ของนานาประเทศทั้ง ๑๙ ประเทศ เกี่ยวกับการทำสนธิสัญญา ซึ่งคล้ายคลึงกับมาตรา ๑๙๐ ของไทย ไม่มีรัฐธรรมนูญของประเทศใดที่บังคับให้ฝ่ายบริหารต้องเสนอกรอบเจรจา ต่อฝ่ายนิติบัญญัติเพื่อความเห็นชอบ อย่างมากก็ให้ฝ่ายนิติบัญญัติได้อภิปรายแสดงความคิดเห็น หรือรับทราบความคืบหน้าของการทำสนธิสัญญาเป็นระยะ ๆ นะคะ และหลังจากมี การศึกษาเปรียบเทียบ รัฐธรรมนูญเปรียบเทียบต่าง ๆ ระดับโลกแล้ว ไม่ว่าจะเป็นรัฐธรรมนูญ ของประเทศออสเตรเลีย ประเทศชีลี ประเทศโคลัมเบีย ประเทศอียิปต์ ประเทศอินเดีย ประเทศอิสราเอล ประเทศญี่ปุ่น ประเทศเม็กซิโก ประเทศแอฟริกาใต้ หรือประเทศเยอรมนี รวมทั้งประเทศที่ไม่มีรัฐธรรมนูญเป็นลายลักษณ์อักษรอย่างเช่นประเทศอังกฤษนั้น พบว่า รัฐธรรมนูญส่วนใหญ่มิได้บัญญัติให้ก่อนที่จะทำสนธิสัญญาหรือความตกลงระหว่างประเทศ ฝ่ายบริหารจะต้องจัดให้มีการกระทำประชามติเสียก่อน ทั้งนี้ก็เพราะว่ามิเช่นนั้นจะเกิด ความล่าช้าเสียหายเป็นอย่างยิ่ง ท่านประธานที่เคารพ ดิฉันคิดว่าเพื่อนสมาชิกรัฐสภาทราบดีว่าอีก ๒ ปีข้างหน้าประเทศไทย จะก้าวสู่ประชาคมอาเซียน มีหนังสือสัญญาที่ประเทศไทยต้องลงนามร่วมกับนานาประเทศ จากนี้ไปอีกเป็น ๑,๐๐๐ ฉบับ หากต้องเข้าสู่การประชุมร่วมกันของรัฐสภาทุกเรื่องดิฉันคิดว่า การบริหารงานของประเทศไทยจะล่าช้าแล้วก็เสียเปรียบ อย่างเช่น การลงนามการประชุม นานาชาติ การเป็นเจ้าภาพจัดงานประชุมโลกหรือว่าการตั้งเครือข่ายวิจัยทางชีวภาพ หรือว่า ทางสิ่งแวดล้อม เป็นต้น ซึ่งเป็นเรื่องที่ดิฉันเห็นว่าทางฝ่ายบริหารสามารถทำได้เลย ท่านประธานคะ หนังสือสัญญาที่มีอยู่กับนานาชาตินั้นมี ๒ หมวดใหญ่ ก็คือ ๑. หนังสือสัญญาที่ว่าด้วย การบริหารประเทศกับหนังสือสัญญาที่ว่าด้วยเรื่องอธิปไตย หนังสือสัญญาที่ว่าด้วยการบริหารนั้น ก็เป็นผลสืบเนื่องจากการที่ประเทศไทยได้ลงนามในสนธิสัญญาไปเรียบร้อยแล้วนั่นเอง แล้วก็ เป็นพันธะสัญญาว่าฝ่ายบริหารต้องปฏิบัติตาม เพราะฉะนั้นก็ควรจะประหยัดขั้นตอน สามารถลงนามได้ทันที ดังนั้นดิฉันมีความเห็นว่าหนังสือสัญญาใดที่เกี่ยวกับการบริหารก็ให้ ฝ่ายบริหารตัดสินใจไปเลยไม่ต้องเสียเวลารัฐสภา ส่วนเรื่องใดที่เกี่ยวข้องกับอธิปไตยก็ค่อยให้ รัฐสภาพิจารณา เช่น การเปลี่ยนแปลงอาณาเขตไทยหรือเขตอำนาจแห่งรัฐ หรือหากต้องมี การออกพระราชบัญญัติเพิ่มเติมก็ต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภา เป็นต้น หรือการมี กฎหมายว่าด้วยการให้ประชาชนเข้าถึงรายละเอียดดังกล่าว ซึ่งในกรณีที่มีปัญหาตามวรรคสอง ของมาตรา ๑๙๐ ที่นำเสนอต่อรัฐสภานี้คือสมมุติว่ามีปัญหาว่าเป็นเรื่องของการเปลี่ยนแปลง อาณาเขตไทยหรือเขตอำนาจแห่งรัฐหรือไม่ ดิฉันขอเสนอว่าให้ที่ประชุมประธาน คณะกรรมาธิการสามัญของรัฐสภาวินิจฉัยชี้ขาด โดยสมาชิกรัฐสภาไม่น้อยกว่า ๑ ใน ๑๐ สามารถเข้าชื่อยื่นต่อประธานรัฐสภา และประธานรัฐสภาเรียกประชุมประธานคณะกรรมาธิการ เพื่อลงความเห็นวินิจฉัย หากมีความเห็นเป็นเอกฉันท์ว่าเรื่องนี้เป็นหนังสือสัญญาที่มีผลต่อ อธิปไตยหรือเปลี่ยนแปลงอาณาเขต หรือเขตอำนาจรัฐให้นำหนังสือดังกล่าวเข้ามาพิจารณา เห็นชอบโดยรัฐสภา เรื่องนี้มีความชัดเจนค่ะ ดิฉันไม่เห็นว่าเรื่องที่เกี่ยวข้องกับอธิปไตยจะให้ องค์กรที่ไม่ได้มาจากอธิปไตย ดังศาลรัฐธรรมนูญมาตัดสินใจหรือมีอำนาจเหนือนิติบัญญัติ ดิฉัน มีความเชื่ออย่างสุดจิตสุดใจว่าทุกวันนี้ท่านตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเองท่านก็มีความอึดอัดใจ โดยเฉพาะเมื่อท่านได้เรียนรู้ร่วมกับประชาชนชาวไทยในระยะเวลาที่ผ่านมา ท่านประธาน ที่เคารพคะ ดิฉันอยากกล่าวต่อรัฐสภานี้หลายครั้งแล้วแต่ไม่มีโอกาส ดิฉันเคยได้ยิน เพื่อนสมาชิกบางคนอ้างว่าหลักคิดของศาลรัฐธรรมนูญไทยนั้นคล้ายกับต่างประเทศ ดังเช่น ในประเทศเยอรมนี บังเอิญดิฉันได้ศึกษาอยู่ที่ประเทศเยอรมนีหลายปี คนเยอรมันไม่ว่าจะสูง ต่ำดำขาวล้วนเข้าใจรัฐธรรมนูญของตนดีที่เรียกว่า กรุนด์เกสเต้ (Grungeste) อยากกราบเรียน ท่านประธานผ่านไปยังพี่น้องประชาชนชาวไทยให้รับทราบว่าประเทศเยอรมนีเป็นสาธารณรัฐ เหตุที่มีศาลรัฐธรรมนูญเพราะประเทศเยอรมนีมีหลายรัฐแต่ละรัฐมีรัฐธรรมนูญของตน ดังนั้น ศาลรัฐธรรมนูญจึงมีไว้ตีความเมื่อต่างรัฐมีความขัดแย้งกันในเนื้อหารัฐธรรมนูญ อีกทั้งการยื่น ต่อศาลรัฐธรรมนูญที่ประเทศเยอรมนีไม่ใช่อยู่ดี ๆ ใคร ๆ ไปยื่นก็ได้นะคะ แต่ต้องเป็นเหตุ ที่เกิดจากการลิดรอนสิทธิส่วนบุคคลและไม่ได้รับการเยียวยาผลกระทบจากองค์กรอื่น ๆ แล้ว เช่นศาลปกครองเป็นต้น ต้องไปยื่นศาลปกครองก่อนแล้วค่อยไปยื่นศาลรัฐธรรมนูญได้ ประเทศไทยมีรัฐธรรมนูญฉบับเดียวค่ะท่านประธาน ไม่มีความขัดแย้งกับรัฐธรรมนูญรัฐอื่น อีกทั้งรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑ ของประเทศไทยระบุว่า ราชอาณาจักรไทยเป็นราชอาณาจักร อันหนึ่งอันเดียวจะแบ่งแยกมิได้ แล้วเหตุไฉนจึงเกิดปรากฏการณ์ที่มีการยุยงส่งเสริมให้ ศาลรัฐธรรมนูญทำหน้าที่เหมือนศาลรัฐธรรมนูญของประเทศเยอรมนีที่เป็นสาธารณรัฐ ซึ่งผิด ต่อบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑ ของประเทศไทย ขอย้ำอีกครั้งว่าประเทศไทย มีรัฐธรรมนูญฉบับเดียว มีเจตนารมณ์เดียว ดังนั้นเราไม่จำเป็นต้องรบกวนให้ศาลรัฐธรรมนูญ ต้องมาเปิดพจนานุกรมให้แก่รัฐสภา ดิฉันคิดว่ารัฐสภาสามารถเปิดพจนานุกรมได้เอง เพราะว่าศาลรัฐธรรมนูญเองก็มีภารกิจในองค์กรยุติธรรมมากมาย แล้วก็ทำให้พี่น้องประชาชนนั้นเสียโอกาสที่จะได้ความเป็นธรรมจากศาลยุติธรรมโดยปกติ ดิฉันเชื่อว่าเพื่อนสมาชิกทุกคนยอมรับว่าทุกคนในที่นี้ที่มาจากการเลือกตั้งมาด้วยความบริสุทธิ์ ยุติธรรม เป็นตัวแทนของปวงชนชาวไทยอย่างแท้จริง ดังนั้นเรื่องที่เป็นอธิปไตยควรถูกตัดสิน โดยตัวแทนของปวงชนชาวไทย ใครที่ไม่ได้มาจากปวงชนชาวไทยควรให้ทำงานวิชาการ ให้ความเห็น ไม่ควรมีอำนาจในการตัดสินใจในเรื่องของอธิปไตยเช่นการถอดถอนบุคคลของ ปวงชนชาวไทย ขณะนี้เป็นที่รับรู้ทั่วกันทั้งโลกว่าสหภาพรัฐสภามีจดหมายส่งมายัง ศาลรัฐธรรมนูญไทย หมายเลข ๑๘๓ ทีเอช (TH) ประเทศไทยนี่นะคะว่ามาทวงถามเรื่อง หลักนิติรัฐ นิติธรรมในกรณีถอดถอนตัวแทนของปวงชนชาวไทย ตรงนี้ละค่ะต้องมีการทำ จดหมายชี้แจงไปยังสหภาพรัฐสภา ถ้าหากเรายังให้ศาลรัฐธรรมนูญซึ่งขณะนี้ยังมีข้อจำกัด อยู่มากในเรื่องสมดุลของประชาธิปไตย ประเทศไทยจะลักลั่นประดักประเดิดว่าเราเข้าใจ เรื่องประชาธิปไตยหรือหลักเดมอส (Demos) เครทอส (Kratos) ที่เราท่องกันมานี่นะคะ คือเดมอส ประชาชน เครทอส การปกครอง อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทยอยู่หรือไม่ ดิฉันเชื่อมั่นว่าหากแก้ไขใน ๒ ประเด็นนี้คือ ๑. มาตรา ๑๙๐ เป็นอำนาจของฝ่ายบริหาร และผู้ที่มีอำนาจวินิจฉัยก็คือนิติบัญญัติ ตรงนี้ก็จะมีความชัดเจน และประเทศไทยจะได้ สามารถยืนหยัดบนเวทีโลก เวทีประชาธิปไตยของโลกได้อย่างสง่างามสมกับที่เราได้ชื่อว่า เป็นตัวแทนของปวงชนชาวไทยอย่างแท้จริงค่ะ ขอบพระคุณค่ะ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ท่านสิทธิศักดิ์ ยนต์ตระกูล ท่านมีเวลา ๘ นาทีนะครับ

นายสิทธิศักดิ์ ยนต์ตระกูล สมาชิกวุฒิสภา กาฬสินธุ์ 🔗

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายสิทธิศักดิ์ ยนต์ตระกูล สมาชิกวุฒิสภาจากจังหวัดกาฬสินธุ์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา วันนี้ผมขอแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขโดยสรุปรวมทั้ง ๓ ร่าง การลงชื่อแก้ไขในการแก้ไขรัฐธรรมนูญผมถือว่าไม่ใช่ ความไม่เป็นกลางนะครับ ผมขอความเห็นท่านประธานที่แสดงความคิดเห็นในที่ประชุม ตั้งหลายครั้ง เป็นหน้าที่ของสมาชิกรัฐสภาอยู่แล้วในการแก้ไขรัฐธรรมนูญในส่วนที่เราคิดว่า มีปัญหา เพราะฉะนั้นท่านประธานทำได้ถูกต้องอยู่แล้วนะครับ

มาตรา ๑๙๐ ทำไมจำเป็นต้องแก้ไข ในการประชุมร่วมกันของรัฐสภา ทั้งวุฒิสภา ทั้งสภาผู้แทนราษฎรเราใช้เวลาค่อนข้างจะมากในการประชุมเรื่องสนธิสัญญา ระหว่างประเทศหรือข้อตกลงต่าง ๆ เราใช้เวลาจำนวนมากแต่กฎหมายหรือข้อตกลงผ่านไป ได้น้อยมาก ทั้งข้อตกลงที่เป็นความลับเราก็เปิดเผยในที่ประชุม เพราะฉะนั้นการไปตกลง การทำสัญญาระหว่างประเทศต่างประเทศก็รู้หมดนะครับว่าเราจะตกลงกับเขาอย่างไร ซึ่งเป็นข้อเสียเปรียบ ผมเห็นด้วยนะครับว่าต้องมีประเด็นเฉพาะเป็นเรื่องที่มีความสำคัญ เช่นการเปลี่ยนแปลงอาณาเขตของไทยหรือเขตอำนาจรัฐ ซึ่งการแก้ไขฉบับนี้ก็ได้มีกฎหมาย ว่าด้วยให้ประชาชนสามารถเข้าถึงรายละเอียดของหนังสือสัญญาและการแก้ไขหรือเยียวยา ผู้ได้รับผลกระทบจากหนังสือสัญญา เราเปิดช่องให้ประชาชนเข้าถึงอยู่แล้ว เพราะฉะนั้น ผมเห็นว่าเป็นส่วนที่ต้องมีการแก้ไขนะครับ

มาตรา ๖๘ และมาตรา ๒๓๗ มาตรา ๒๓๗ นี้ค่อนข้างจะเห็นด้วยในการแก้ไข การที่สมาชิกพรรคทำผิดและมีข้ออ้างว่าหัวหน้าพรรคหรือกรรมการบริหารพรรค อาจมีส่วนร่วม ซึ่งผมถือว่าพรรคการเมืองเป็นสถาบันนะครับ บางพรรคมีสมาชิกเป็นหลายล้านคนเราใช้คน ไม่กี่คนตัดสินนะครับว่าผิด แล้วก็ยุบพรรค บางพรรคอยู่มาหลายสิบปีนะครับ เพราะฉะนั้น ข้อนี้ใครทำผิดก็ควรจะรับผิดชอบ เราอาจจะเพิ่มโทษก็ได้นะครับ ใครทำผิดเราก็เพิ่มโทษ ให้มากยิ่งขึ้น ตัดสิทธิทางการเมือง ๕ ปี ๑๐ ปี แต่ผู้ที่เป็นกรรมการหรือหัวหน้าพรรค ก็ไม่สมควรที่จะตัดสิทธิการเมืองของคนเหล่านี้

มาตรา ๖๘ ที่เป็นปัญหาเมื่อครั้งที่แล้ว เราใช้เวลา ๑๕ วัน ในการแปรญัตติ พอยื่นเรื่องเข้าไปที่ศาลรัฐธรรมนูญ ตกลงเราก็ค้างไว้ที่วาระที่สาม ก็เป็นการเพิ่มความชัดเจน ในการทำให้ช่องทางการยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความโดยผ่านทางอัยการสูงสุด ผมถือว่า เป็นความชัดเจนในช่องทางที่จะยื่น ซึ่งเห็นด้วยว่าควรจะมีการแก้ไข

ประเด็นเกี่ยวกับสมาชิกวุฒิสภา ๑๕๐ ท่าน ๗๖ ท่านมาจากการเลือกตั้ง จังหวัดละคน ๗๔ ท่านมาจากกรรมการสรรหา ๗ ท่าน ซึ่งบางครั้งมีคนบอกว่าอรหันต์ทั้ง ๗ ซึ่งผมเห็นด้วยนะครับว่า ส.ว. สรรหาหลาย ๆ ท่านมีคุณสมบัติที่ดีนะครับ เป็นคนเก่ง แต่ระบบการสรรหามีปัญหา จาก สนช. บางท่าน เป็น สนช. ๒ ปีได้รับการสรรหามาอีก ๓ ปี แล้วก็กลุ่มเดิมจาก ๓ ปีมาต่ออีก ๖ ปี ๓๐ กว่าท่าน ผมคิดว่ากรรมการสรรหาน่าจะเปิด โอกาสให้คนหลากหลายมากกว่านี้ เพราะฉะนั้นระบบการสรรหาถ้าจะมีต่อไปก็ต้องแก้ไข ระบบการสรรหาให้เกิดความยุติธรรมและการกระจายคนให้มากกว่านี้ เพราะ ๗ ท่าน ที่สามารถเลือก ส.ว. สรรหาปัจจุบันนี้ก็เหลือ ๗๓ ท่านนะครับ อำนาจเทียบเท่ากับประชาชน ทั้งประเทศ ประชาชนทั้งประเทศนะครับ พวกกระผมจากจังหวัดกาฬสินธุ์ ประชาชน เกือบ ๑,๐๐๐,๐๐๐ คนที่เราต้องเดินทางหาเสียง ๑๘ อำเภอ ๑๐๐ กว่าตำบล ๑,๓๐๐ กว่าหมู่บ้าน เราใช้เวลา เราจะทำอะไรเราก็ต้องคิดถึงประชาชน เราต้องคิดถึงหลาย ๆ อย่างที่ยึดโยง กับประชาชน เราจะสังเกตว่าสมาชิกวุฒิสภาสรรหาหลาย ๆ ท่านเป็นคนดี คนเก่ง แต่ลองดูนะครับ ผู้สื่อข่าวที่ตั้งฉายาให้กับวุฒิสภาเมื่อปีที่แล้วใช้คำว่า ตะแกรงเลือกร่อน นะครับ เพราะฉะนั้น ส่วนหนึ่งถือว่ากลายเป็นฝ่ายค้านรัฐบาล การแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งที่แล้วฝ่ายค้านก็เคยทำมาแล้ว มาตรา ๑๙๐ แต่ยังไม่เกิดความชัดเจน คราวนี้ก็ทำให้เกิดการแก้ไขที่เบ็ดเสร็จชัดเจน มากยิ่งขึ้นนะครับ ครั้งที่แล้วมีการแก้ไขเรื่องจำนวนสมาชิกของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบ่งเขตเลือกตั้งใหม่นะครับ การแบ่งเขตคราวที่แล้วถือว่าวุ่นวายมาก บางอำเภอถูกแบ่งเป็น ๓ เขตตามผู้มีอำนาจในสมัยนั้นต้องการ ซึ่งผมถือว่าถ้าคราวที่แล้วก็มีการแก้ไข เพราะฉะนั้น ถ้ารัฐธรรมนูญมีข้อบกพร่องเป็นหน้าที่ของสมาชิกรัฐสภา ต้องช่วยกันแก้ไขให้ถูกต้อง และเป็นประชาธิปไตยมากยิ่งขึ้นนะครับ ผมขอสนับสนุนการแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้ง ๓ ร่าง ซึ่งขอให้สมาชิกรัฐสภาทุกคนช่วยกันรักษา ความเป็นประชาธิปไตยโดยยึดผลประโยชน์ของคนไทยและประเทศไทย อย่าเล่นการเมือง โดยการเอาชนะคะคานมากเกินไป ขอให้ประเทศไทยเราเดินหน้าได้แล้ว เพราะเราหยุด อยู่กับที่แล้วประเทศอื่น ๆ ก็แซงเราไปมากแล้ว ขอบพระคุณครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

คุณหมอสุกิจ อัถโถปกรณ์ ๑๕ นาทีครับ

นายสุกิจ อัถโถปกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตรัง

ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม สุกิจ อัถโถปกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ผมขอสงวนสิทธิสงวนเวลาของผมไว้อภิปรายตอนที่ ท่านประธานสมศักดิ์ขึ้นมาทำหน้าที่เช่นเดียวกับสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ทุกคนก็จะใช้ มาตรฐานนี้ เนื่องจากเหตุผลที่เราพูดกันมาทั้งวันว่าท่านประธานท่านไม่สง่างามพอสำหรับ วันนี้ เพราะฉะนั้นพวกกระผมต้องขออนุญาตนะครับ เมื่อไรที่ท่านประธานไปถอนชื่อออก จากกฎหมายทั้ง ๒ ฉบับนั้นแล้วเราค่อยมาว่ากัน ขอบคุณครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ต่อไปท่านคมเดช ไชยศิวามงคล ท่านมีเวลา ๗ นาทีนะครับ

นายคมเดช ไชยศิวามงคล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กาฬสินธุ์ 🔗

เรียนท่านประธานรัฐสภา ผม คมเดช ไชยศิวามงคล ส.ส. จังหวัดกาฬสินธุ์ เขต ๓ พรรคเพื่อไทย สมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ กฎหมายปี ๒๕๕๐ จริง ๆ แล้วคนลืมไป หลายคนว่าช่วงการทำประชามติส่งข้อมูลไปประมาณ ๒๙๙ มาตรา อีก ๑๐ มาตรามาเขียน เอาเองจนถึงมาตรา ๓๐๙ ก็มีทั้งหมด ๓๐๙ มาตรา ๑๕ หมวด ผลในการบังคับใช้ช่วง ๖ ปี ที่ผ่านมาผลในการบังคับใช้กฎหมายมีอยู่ ๔ ประเด็นหลัก ๆ เลยก็คือ ๑. คนไทยฆ่ากันเอง คนไทยฆ่าคนไทยสิ่งที่เกิดขึ้นใน ๖ ปี อันที่ ๒ แตกแยกสามัคคีหลากหลายสียังแตกแยกกันอยู่ ไม่มีจุดสรุป ไม่มีจุดสิ้นสุด อันที่ ๓ และอันที่ ๔ หนักหนากว่านั้นก็คือการนำสถาบันมาเป็น เครื่องมือในการทำลายฝ่ายตรงข้ามพร้อมกับใช้องค์กรที่ตั้งขึ้นมาทำลายโครงสร้าง ด้านการเมืองทั้งหมด ตัวอย่าง เช่น ท่านสมัคร สุนทรเวช ท่านสมชาย วงศ์สวัสดิ์ เพราะฉะนั้น เราใช้มา ๖ ปีเราเห็นผลแล้วว่าเป็นบวกเป็นลบอย่างไรบ้าง จริง ๆ แล้วควรจะแก้ตั้งนานแล้ว แต่ว่าองคาพยพของกฎหมายฉบับนี้เขียนยึดโยงไว้ถ้าเราอ่านทุกมาตรา ผมอ่านประมาณ ๓๐ รอบ ถึงรู้ว่าคนเขียนเก่งมาก มีความเชี่ยวชาญ มีความชำนาญ แต่ว่าถ้าเราดูการถ่ายเทอำนาจ หลังจากการปฏิวัติเราจะเห็นการยึดโยงว่าเป็นระบบเผด็จการรัฐสภา พรรคเพื่อไทยได้แก้ไข ๓ ฉบับ ฉบับแรก มาตรา ๖๘ มาตรา ๒๓๗ มาตรา ๑๑๑ ถึงมาตรา ๑๑๗ แล้วก็มาตรา ๑๙๐ ผมจะชี้ให้เห็นเกี่ยวกับการตั้ง ส.ว. นะครับ มาตรา ๑๑๑ ถึงมาตรา ๑๑๗ จำนวน ส.ว. ๑๕๐ คน ๗๖ คน ต่อ ๗๔ คน ๑๕๐ คน ที่มาของการสรรหา ๗๖ คน แต่ที่มาของการเลือกตั้ง ๗๔ คน ความแตกต่างของมันก็คือการเลือกตั้ง มี ส.ว. ที่มาจากพรรคการเมือง พรรคร่วมรัฐบาล พรรคฝ่ายค้าน พรรคร่วมฝ่ายค้าน แล้วก็ ช่วงลงเลือกตั้งมันก็จะมีใบเหลืองใบแดง เพราะฉะนั้นตัว ๗๔ คนของ ส.ว. ที่มีการเลือกตั้ง มันแตกกระจัดกระจาย ตัวนั้นก็คือการล็อก การล็อกอำนาจเข้าสู่ ส.ว. สรรหาทั้งหมด ๗๖ คน เพราะฉะนั้นท่านจะเห็นว่าหลังจากการเลือกตั้งและการใช้กฎหมายฉบับนี้ ส.ว. ที่มาจาก การสรรหาเข้าครอบครองอำนาจทั้งหมดเป็นประธานวุฒิสภา หลังจากนั้นก็ตั้งองค์กรอิสระ ขึ้นมาอยู่กลุ่มละ ๗ ปี ๙ ปี ย้อนไปย้อนมาประธานศาลฎีกาผูกโยงกันไปทั้งหมด เพราะฉะนั้นอำนาจที่เกิดขึ้นในกฎหมายฉบับนี้ถูกล็อกไว้หมดเลย พร้อมที่จะทำลาย ฝ่ายตรงกันข้ามได้ทุกกระบวนการทุกอย่าง แต่ประเทศไทยพี่น้องครับ ท่านประธานครับ ประเทศไทยความเจริญของประเทศส่วนหนึ่ง การเรียนรู้ของชาวบ้านส่วนหนึ่ง เขาเรียนรู้ว่า ระบบประชาธิปไตยสิ่งที่ทำให้ความเจริญให้ตัวเขาเองและประเทศมันมีอยู่มีจุดยืนอะไรบ้าง เราจะเห็นว่าการเลือกตั้งบางทีพรรคการเมืองได้เป็นรัฐบาล พอเลือก ส.ว. ก็เป็นอีกกลุ่มหนึ่ง บางทีก็แข่งกันเอง องค์การบริหารส่วนจังหวัดบางทีได้อีกพรรคหนึ่ง ถ้าเราไม่เข้าใจแล้วไปดูถูก ชาวบ้านเราจะเสียโอกาสในการแก้ไขกฎหมาย ชาวบ้านผมดูแล้วมันมีโรงเรียนโรงเรียนหนึ่ง ตั้งแต่สมัยท่าน พลเอก ชวลิต ยงใจยุทธ ช่วงแก้ไขกฎหมายมาตรา ๑๙๘ มาตรา ๑๙๙ ให้สภาตำบลเป็นนิติบุคคล การเรียนรู้สมัยนั้นสูงมากเขาเลือกนายกรัฐมนตรีเอง เลือกสภาเอง เลือก ส.ว. เลือก ส.ส. เลือกกำนัน เลือกผู้ใหญ่บ้าน เลือกสภา เลือกสภาจังหวัด มีใบเหลือง ใบแดง เขาเรียนรู้ตรงนั้นหมดละครับ เพราะฉะนั้นถ้าเราแก้ไขกฎหมายแล้วให้ประชาชน ตัดสินในทุกกระบวนการที่เขาเรียนรู้มาจากปี ๒๕๔๐ ตั้งแต่แก้ไขกฎหมายปี ๒๕๔๐ จากการเรียนรู้ก็ประมาณ ๑๕ ปี ๑๖ ปี ผมคิดว่าเราต้องไว้ใจชาวบ้านให้ชาวบ้านเป็นใหญ่ ในแผ่นดิน โดยเฉพาะอีก ๒ ปีข้างหน้าเราจะเปิดประเทศ กฎหมายที่ถูกครอบงำจะทำให้ ประเทศขาดความเชื่อมั่น การยุบพรรค การยุบหัวหน้าพรรค การยุบคณะกรรมการบริหาร พรรค อันนี้มันเป็นสิ่งที่รุนแรงทำให้ขาดความเชื่อมั่นในด้านธุรกิจ ผมยกตัวอย่างง่าย ๆ เช่น มีวัดหนึ่งมีเจ้าอาวาส มีรองเจ้าอาวาส มีพระ มีเณร พระมีปัญหา ยุบทั้งพระ ทั้งเณร ทั้งวัด มรรคทายก ชาวบ้านที่ตั้งวัดขึ้นมาถ้าเป็นวัดแรงกว่านี้อีก สิ่งนี้มันไม่ควรจะเกิด เพราะฉะนั้น ความเจริญในอนาคตข้างหน้าที่เราจะต้องก้าวข้ามผ่านให้ได้ก็คือทำกฎหมายรัฐธรรมนูญ ฉบับปี ๒๕๕๐ ให้เกิดความเป็นธรรมสูงที่สุด ผมคิดว่าทางรัฐบาลใจดีเดินสายกลางอยู่ จริง ๆ แล้ว มาตรา ๓๐๙ ควรจะแก้ไขที่สุด อันนี้มันล็อกสเปกเลย มันไม่มีถูกมีผิดเลย ความยุติธรรมไม่มี ในหลวงเคยพูดไว้คำหนึ่ง พระบรมราชโอวาทปัญหาต่าง ๆ จะยุติได้ด้วยความเป็นธรรม แค่นั้นครับท่านประธาน

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ท่านเกชา ศักดิ์สมบูรณ์ ครับ ๘ นาทีนะครับ

นายเกชา ศักดิ์สมบูรณ์ สมาชิกวุฒิสภา ราชบุรี 🔗

กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ ผม เกชา ศักดิ์สมบูรณ์ สมาชิกวุฒิสภาจังหวัดราชบุรี ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ผมเป็น ส.ว. มาแล้วสมัยครึ่ง ในครึ่งแรกเป็นได้ ๕ เดือนแล้วก็ผ่านการถูก ปฏิวัติไปในขณะนั้น แต่ก็ได้มีโอกาสกลับเข้ารับการเลือกตั้งอีกครั้งหนึ่งในปี ๒๕๕๑ จึงได้ เป็น ส.ว. มาขณะนี้เป็นเวลา ๕ ปี ในครั้งนี้ผมไม่ได้ลงชื่อในการแก้ไขรัฐธรรมนูญด้วยทั้ง ๓ ฉบับ เดิมนั้นผมเป็นผู้ร่วมลงชื่อ และริเริ่มด้วยทุกครั้งในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่ครั้งนี้ไม่ลงชื่อเพราะว่ามีคนจ้องจะหาเรื่อง อยู่นะครับ ผมไม่ค่อยกล้าเหมือนท่านประธาน ท่านประธานเองก็ลงไปแค่ ๒ ฉบับ อีกฉบับหนึ่งท่านก็ไม่ได้ลงคือที่มาของ ส.ว. ในประเด็นนี้นะครับ ในมาตรา ๖๘ ที่มี การขอแก้ไขกันนั้นศาลรัฐธรรมนูญชี้ไปแล้วว่ายื่นได้ ๒ ทาง เราจึงมาแก้ว่าจะให้ยื่น ทางใดทางหนึ่ง อันนี้ก็เป็นเรื่องของที่ประชุมจะว่ากันต่อไปนะครับ

ส่วนเรื่องของการยุบพรรคการเมืองให้ยกเลิกมาตรานี้ พวกเราสมาชิกวุฒิสภา ได้เห็นด้วยกับเรื่องนี้มานานแล้วนะครับว่าพรรคการเมืองนั้นเป็นสถาบันคุณจะได้คงอยู่ ถ้าผิดก็ผิดเฉพาะกรรมการบริหารพรรคการเมืองไป แต่ในการแก้ไขครั้งนี้ไม่ได้มีโทษ ถึงกรรมการบริหารพรรคการเมืองด้วย ผมเชื่อว่าถ้าเราไม่ให้กรรมการบริหารพรรคการเมือง มาร่วมรับผิดเลยก็จะเป็นการปล่อยปละละเลย ไม่ดูแลการเลือกตั้งให้บริสุทธิ์และเที่ยงธรรม ในมาตรา ๑๙๐ ซึ่งเป็นอุปสรรคทำให้การค้าขายเรานั้นไม่ทันประเทศเพื่อนบ้านของเรา เราล่าช้ากว่าเขามาก ความลับถูกเปิดเผยเพราะต้องมาอภิปรายกัน ก็อยากให้เกิด ความสะดวก ก็คือการแก้ไขมาตรา ๑๙๐ นี้ ในส่วนนี้ผมก็เห็นด้วย

อีกส่วนหนึ่งที่สำคัญในวันนี้ที่เกี่ยวข้องกับสมาชิกวุฒิสภา ก็คือที่มาของ สมาชิกวุฒิสภา ซึ่งในร่างแก้ไขเหล่านั้นจะให้มี ส.ว. มาจากการเลือกตั้งทั้งหมด ๒๐๐ คน ซึ่งเคยใช้มาแล้ว ผมก็เคยเลือกตั้ง ๒๐๐ คนมาแล้วเมื่อปี ๒๕๔๙ แล้วก็ปฏิวัติมา ในครั้งนี้ ก็ให้มี ๒๐๐ คนอีก ผมก็ดูแล้วว่าถ้ามี ๒๐๐ คนจะมี ส.ว. หรือเปล่าในอนาคตถ้าเลือกตั้ง ทั้งหมด ในประเด็นเรื่อง ๒๐๐ คน ในมาตรา ๑๓ ในบทเฉพาะกาลบอกว่า ในวาระเริ่มแรก ให้วุฒิสภาประกอบด้วยสมาชิกวุฒิสภา ซึ่งมาจากการเลือกตั้งตามพระราชกฤษฎีกา กำหนดให้มีการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาเป็นการทั่วไปตามมาตรา ๑๒ และสมาชิกวุฒิสภา ตามมาตรา ๑๐ ซึ่งมาจากการสรรหาที่เหลืออยู่ รวมแล้วจะเป็น ๒๗๓ คนในวาระเริ่มแรก ถ้ารัฐธรรมนูญนี้ประกาศใช้ เดิมมี ส.ว. ๑๕๐ คน เพิ่มเลือกตั้งมาเป็น ๒๐๐ คน บวกกับ ส.ว. สรรหาตามบทเฉพาะกาลอีก ๗๓ ท่าน เป็น ๒๗๓ ท่าน ท่านดูนะครับว่าจะเกิดความวุ่นวาย ให้กับสมาชิกวุฒิสภาอย่างไร

๑. ด้านคณะกรรมาธิการ ทั้งค่าตอบแทนผู้เชี่ยวชาญ ผู้ติดตาม และค่าใช้จ่าย ต่าง ๆ นานาอีกมากมาย ดูแล้วต้องใช้จ่ายเพิ่มขึ้นอีกประมาณ ๑,๐๐๐ กว่าล้านบาท ทำไมเราไม่บอกว่าให้ ส.ว. เลือกตั้งหมดวาระเท่ากับ ส.ว. สรรหา แล้วไปเลือกตั้งใหม่ในอีก ๓ ปีข้างหน้า ก็คือปี ๒๕๖๐ ซึ่งก็สามารถทำได้ประหยัดงบไป ๑,๐๐๐ กว่าล้านบาท นี่ประเด็นหนึ่ง

๒. ผมมีแนวคิดนี้มานาน เคยเสนอกับแกนนำของ ส.ว. ไปด้วยว่า ส.ว. สรรหานั้นอยู่ด้วยกันมาแล้ว ๕ ปีเศษ ๆ ส่วนดีก็มีเยอะ ส่วนไม่ดีก็มีบ้างแต่รวมแล้วทำงาน ด้วยกันได้ดี ผมคิดว่าถ้าเกิดเรามี ส.ว. ทั้งหมด ๒๐๐ คน ถ้าเราบอกว่า ส.ว. สรรหา ยื่นถอดถอนได้ ยื่นแต่งตั้งอะไรได้ก็แล้วแต่ ถ้าเราเปลี่ยนใหม่ว่าให้มี ส.ว. สรรหาเพียง ๔๐ เปอร์เซ็นต์ของ ๒๐๐ คน ก็คือจะมี ส.ว. สรรหา ๘๐ คน และมีเลือกตั้ง ๑๒๐ คน ในส่วนนี้ก็จะทำให้ ส.ว. สรรหาไม่สามารถที่จะเข้าชื่อยื่นถอดถอนหน่วยงานอื่นได้ แล้วก็เป็นประโยชน์ด้วยในประเด็นนี้ และ ส.ว. เลือกตั้ง ๑๒๐ คน ก็จะได้สัดส่วนประชากร ๕๐๐,๐๐๐ คนต่อ ส.ว. ๑ คน แล้วท่านก็ไม่ต้องไปเพิ่มเป็น ส.ว. ๒๗๓ คน ก็จะมี ส.ว. ๒๐๐ คนเหมือนเดิมเมื่อเลือกตั้งที่จะครบวาระในปีหน้า โดยการเลือกตั้ง ส.ว. มา ๑๒๐ คน บวกกับ ส.ว. สรรหาอีก ๗๓ คน ก็เป็น ๑๙๓ คน ที่ขาดก็ไม่ต้องสรรหาเพิ่มเติม แต่ที่มาของ ส.ว. สรรหาควรจะมีมาตรการที่ดีแล้วก็ครบถ้วนมากกว่านี้ ถ้าเรามี ส.ว. สรรหา ๘๐ คนท่านอาจจะให้มีกรรมการสรรหาจะกี่ท่านก็แล้วแต่ แต่ให้มี ๘๐ องค์กร องค์กรละ ๑ คนในสัดส่วนของ ส.ว. อย่างเช่นสมาคมข้าราชการพลเรือน สมาคมต่าง ๆ ที่มีอยู่ กบข. หรืออะไรก็แล้วแต่ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย หน่วยงานละ ๑ คนก็จะได้มา ๘๐ คน บวกกับเลือกตั้งอีก ๑๒๐ คน ก็สลับกันเข้าสลับกันออก ก็เป็นไปได้ในส่วนนี้ ซึ่งผมเชื่อว่าจะทำให้ ส.ว. นั้นมีอยู่คู่กับประเทศไทยได้ไปตลอด แต่ถ้า เลือกตั้งทั้งหมด ๒๐๐ คนผมไม่มั่นใจว่าจะมี ส.ว. ให้เลือกตั้งอีกหรือเปล่า ประเด็นนี้ น่าจะสำคัญกว่า ในมาตรา ๑๑๗ เดิมบอกไว้ว่า ให้ ส.ว. ดำรงตำแหน่งติดต่อกันได้ไม่เกิน หนึ่งวาระ ในมาตรา ๗ ครั้งนี้แก้ไขมาตรา ๑๑๗ บอกว่า สมาชิกภาพของสมาชิกวุฒิสภา เริ่มตั้งแต่วันที่มีการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา ให้วาระของวุฒิสภามีกำหนดคราวละหกปีนับแต่ วันเลือกตั้ง ประเด็นนี้คือประเด็นที่ผมไม่สามารถร่วมลงชื่อในการแก้ไขรัฐธรรมนูญได้ เพราะอาจจะมีคนที่บอกว่าไม่ชอบหน้าผมนั้นไปลงชื่อต่อศาลรัฐธรรมนูญหรือไปยื่นถอดถอน ต่อสภา เมื่อเกิดมีมูลขึ้นมาปุ๊บ ส.ว. บางส่วนอาจต้องหยุดทำหน้าที่ ประเด็นนี้ จึงเป็นที่มาที่ไปที่ผมไม่ลงชื่อด้วย ประเด็นนี้ท่านประธานเองก็ไม่ได้ลงชื่อในประเด็นนี้ด้วย เช่นกัน เพราะท่านก็คงรู้อยู่แล้วว่าอาจจะมีการถูกยื่นถอดถอนประเด็นนี้ แต่ท่านก็คง ไม่นึกถึง ๒ ประเด็นแรกที่ท่านลงชื่อไป วันนี้พรรคฝ่ายค้านเขาก็ไม่ร่วมงานกับทาง ท่านประธานท่านก็ต้องไปพิจารณาดู โดยส่วนตัวแล้วผมก็ยังเห็นด้วยกับการแก้ไข รัฐธรรมนูญทั้ง ๓ ฉบับนี้ เพียงแต่ว่ามีประเด็นปลีกย่อยที่จะต้องปรับปรุงและแก้ไขเพื่อให้ สอดคล้องกับสถานการณ์บ้านเมืองเรา เพื่อให้เกิดความปรองดองแล้วก็อยู่กันได้อย่างปกติครับ ขอบคุณมากครับ สวัสดีครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ท่านฮอชาลี ม่าเหร็ม ท่านมีเวลา ๑๕ นาทีนะครับ เชิญครับ

นายฮอชาลี ม่าเหร็ม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สตูล

ท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพ กระผม นายฮอชาลี ม่าเหร็ม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสตูล พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา กระผมขอสงวนสิทธิในเวลาของผม ๑๕ นาที ในการอภิปรายแก้ไขรัฐธรรมนูญเฉพาะที่ท่านประธานสมศักดิ์ขึ้น เพราะผมต้องการ ความชอบธรรมในการทำงานครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ต่อไป ท่านสรวงศ์ เทียนทอง ท่านมีเวลา ๗ นาทีครับ

นายสรวงศ์ เทียนทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สระแก้ว 🔗

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายสรวงศ์ เทียนทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดสระแก้ว พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ก่อนอื่นต้องขอกราบเรียน ท่านประธานแล้วก็ที่ประชุมแห่งนี้ว่ากระผมนั้นรู้สึกยินดีและรู้สึกดีใจที่อย่างน้อยเทียนทอง ก็ได้มีโอกาสได้ยืนขึ้นอภิปรายร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยอีกครั้งหนึ่ง ถ้าเราจำกันได้ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ก็ได้รับการแย้งจากคนที่ชื่อเสนาะ เทียนทอง แล้วสิ่งที่คนคนนั้นแย้ง เอาไว้วันนี้ทุกคนก็เห็นว่ามันก่อให้เกิดปัญหาในบ้านในเมืองนี้จริง ๆ คนส่วนใหญ่จะยกย่อง แล้วก็จะชื่นชมรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ว่าเป็นรัฐธรรมนูญที่ดีที่สุด แต่กลับกันครับ กระผม มีความคิดเห็นว่าการที่เราใช้อำนาจของปวงชนชาวไทยไปให้กับกลุ่มคนกลุ่มหนึ่ง คนเพียง ไม่กี่คนใช้อำนาจในการตัดสินผู้คนที่เขาได้รับการเลือกตั้งมาจากพี่น้องประชาชน มันเป็นสิ่ง ที่ผิด ผมได้มีโอกาสเดินทางไปกับท่านรองประธานอภิวันท์เมื่อสมัยที่แล้วไปที่ ประเทศเดนมาร์ก ท่านประธานสภาของประเทศเดนมาร์กตั้งคำถามหนึ่งกับท่านอภิวันท์ พวกเราก็อึ้งนะครับ เขาถามว่าประชาธิปไตยของเมืองไทยเป็นประชาธิปไตยที่แปลกที่สุด เท่าที่เขาเคยเห็นมา คนที่ถูกเลือกตั้งมาโดยประชาชนถูกล้ม ถูกเอาออกโดยคนที่ถูกแต่งตั้ง มาโดยกลุ่มคนกลุ่มหนึ่ง ซึ่งจริง ๆ แล้วกระผมอยากจะบอกท่านประธานว่าตั้งแต่ปี ๒๕๔๐ จนมาถึงปี ๒๕๕๐ มันไม่มีอะไรดีขึ้นกับประเทศไทยเลยนะครับ พวกเราจะเห็นว่าประชาธิปไตยของประเทศไทย ที่บอกกันว่าให้อำนาจกับประชาชน แต่พอถึงเวลาจริง ๆ ก็ลิดรอนอำนาจประชาชน ผมเอง ได้มีเจตนารมณ์ที่จะอภิปราย ๒ มาตรา ก็คือ มาตรา ๑๙๐ แล้วก็มาตรา ๑๑๑ ก็คือที่มาของ ส.ว. ท่านประธานครับ การทำงานของพวกเราในสภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้ผมว่าพวกเรากำลัง สับสนกับตัวเอง เราได้แยกอำนาจนิติบัญญัติกับอำนาจบริหารอย่างชัดเจนและเราก็จะ ไม่ก้าวก่ายกัน จะเห็นได้ว่า ส.ส. อย่างพวกเราถ้าไม่ได้รับการแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรีก็ไม่มี อำนาจหรือไม่มีบทบาทอะไรเลย แต่ก่อนยังสามารถที่จะเป็นเลขานุการ ไปเป็นที่ปรึกษา รัฐมนตรีได้ เดี๋ยวนี้ไม่มีอำนาจ เพราะฉะนั้นเราแยกกันโดยชัดเจน แต่แปลกครับ ๖ ปี ที่ผ่านมากี่ครั้งแล้วครับที่เราต้องตีรถเปล่าหวังว่าเราจะไปเจรจาการค้าให้กับประเทศ แต่กลับมาก็กลับมารถเปล่าครับ กี่ครั้งแล้วที่เราต้องเสียงบประมาณแผ่นดินในการเดินทาง ของรัฐมนตรี ของข้าราชการที่จะไปเจรจาการค้ากับประเทศโน้นประเทศนี้ ไปเจรจาสัญญา ต่าง ๆ กลับมามือเปล่าครับ ในปี ๒๕๕๘ ที่จะถึงนี้เราประกาศตัวเองว่าเราจะเป็น ๑ ในสมาชิก ๑๐ ประเทศอาเซียน (ASEAN) หรืออาจจะเป็น ๑๐ ประเทศ บวก ๑ ประเทศ หรือ ๑๐ ประเทศ บวก ๓ ประเทศก็แล้วแต่เราจะมองว่าตัวเองเป็นพี่ใหญ่เสมอประเทศไทย ในกลุ่มอาเซียน ๑๐ ประเทศเราเป็นพี่ใหญ่เราจะพูดเสมอครับ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นตอนนี้พี่ใหญ่ เสียโอกาสไปนับครั้งไม่ถ้วน การเจรจาแต่ละครั้งไม่ว่าจะเป็นการค้าหรือการทำอะไรก็แล้วแต่ พวกเรามีความตั้งใจจะไปสร้างผลประโยชน์ให้กับประเทศชาติ แต่เราต้องไปมองหน้า ประเทศอื่นแล้วก็บอกว่ารอเดี๋ยวขอกลับไปคุยกับรัฐสภาก่อน อย่างที่ผมเรียนให้ทราบ ตั้งแต่แรกว่าเราได้แยกการทำงานอย่างชัดเจน เพราะฉะนั้นผมเห็นว่ามาตรา ๑๙๐ ควรแก้ อะไรก็แล้วแต่ที่อยู่ในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ที่ดีคงไว้ครับ การเจรจาอะไรต่าง ๆ ที่จะเสียดินแดนคงไว้ครับ ผมคนชายแดนครับ ท่านประสิทธิ์คนชายแดนครับ ท่านคุณากร คนชายแดนครับ พวกเราไม่ยอม ผมบอกแล้วเคยอภิปรายไว้แล้วว่าไม่ยอมเสียแม้กระทั่ง กระเบียดนิ้วเดียว แต่พวกท่านอย่ารักประเทศแต่รักอยู่ในกรุงเทพฯ ครับ ไปรักประเทศ อยู่ชายแดนอย่างพวกผมครับแล้วท่านจะรู้ว่ามันสำคัญแค่ไหน อีกมาตราหนึ่งท่านประธานครับ ผมขออนุญาตล่วงเกินไปถึงมาตราที่เกี่ยวข้องกับที่มาของสมาชิกวุฒิสภา รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ อย่างที่ผมกราบเรียนให้ท่านประธานทราบว่าได้ให้อำนาจกับกลุ่มคน บุคคล นึกว่า ปี ๒๕๕๐ จะดีขึ้น แย่ลงกว่าเดิม คือตัดสิทธิประชาชนอีก รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ให้อำนาจ ประชาชนเลือก ส.ว. มา ๒๐๐ คน แต่ว่าก็ถูกกล่าวหาอย่างโน้นอย่างนี้ ผมกราบเรียนอย่างนี้ว่า หลาย ๆ ท่านได้อภิปราย แม้กระทั่งท่าน ส.ว. ที่มาจากการสรรหาบอกว่ามาจากประชาชน ท่านประธานครับมาตรา ๑๑๓ ให้มีคณะกรรมการสรรหาสมาชิกวุฒิสภาคณะหนึ่ง ประกอบด้วยประธานศาลรัฐธรรมนูญ ประธานกรรมการการเลือกตั้ง ประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน ประธานกรรมการป้องกัน และปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ประธานกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน ผู้พิพากษา ในศาลฎีกาซึ่งดำรงตำแหน่งไม่ต่ำกว่าผู้พิพากษาศาลฎีกาที่ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกามอบหมาย จำนวนหนึ่งคน และตุลาการในศาลปกครองสูงสุดที่ที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครอง สูงสุดมอบหมายจำนวนหนึ่งคน ๘ องค์กร แล้วไหนครับ ๘ องค์กรนี้องค์กรไหนมาจาก ประชาชนครับ ผมกราบเรียนท่านประธานตรงนี้ว่าผมขออนุญาตที่จะสนับสนุน การแก้รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ถึงแม้จะแค่ ๓ มาตรา จริง ๆ แล้วอยากจะให้แก้ทั้งฉบับเลย แต่ในเมื่อพวกเราตกลงปลงใจที่จะปรองดองกันอย่างนี้ ตกลงปลงใจที่จะทำงานร่วมกัน อย่างนี้ พวกผมก็ให้ความร่วมมือแล้วก็ขออนุญาตที่จะสนับสนุนการแก้รัฐธรรมนูญ ทั้ง ๓ มาตราครับ กราบขอบพระคุณครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ท่านประวัติ ทองสมบูรณ์ ท่านมีเวลา ๘ นาทีนะครับ

นายประวัติ ทองสมบูรณ์ สมาชิกวุฒิสภา มหาสารคาม 🔗

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ท่านสมาชิกรัฐสภาผู้ทรงเกียรติ ผม นายประวัติ ทองสมบูรณ์ สมาชิกวุฒิสภาจากจังหวัดมหาสารคาม ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมเป็นผู้หนึ่งที่ลงชื่อ สนับสนุนในญัตติแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นรายมาตราทั้ง ๓ ร่างด้วยกัน ซึ่งในหมวดว่าด้วย เรื่องของ ส.ว. หรือในส่วนของการแก้ไขเพิ่มเติม มาตรา ๑๙๐ และแก้ไขเพิ่มเติม มาตรา ๖๘ และมาตรา ๒๓๗ ซึ่งจริง ๆ แล้ววันนี้เราก็ได้มีการอภิปรายตั้งแต่ช่วงเช้าจนถึงขณะนี้ ๑๐ กว่าชั่วโมง ผมก็คงจะเป็นคนสุดท้ายถ้าหากได้มีข้อตกลงในวิปแต่ละฝ่าย ๔ ทุ่มหรือจะ ต่อไปก็แล้วแต่ท่านประธาน วันนี้พวกผมก็ให้กำลังใจท่านประธานวุฒิสภาของพวกเรา ที่จะทำหน้าที่ประธานรัฐสภา เสียใจครับที่อีกฝ่ายหนึ่งไม่ได้มานั่งร่วมด้วยและอภิปราย เพื่อจะได้รับฟัง จริง ๆ แล้วการแก้ไขรัฐธรรมนูญน่าจะเป็นบรรยากาศของความสมานฉันท์ เป็นบรรยากาศของการที่จะพูดคุยกันด้วยหลักการ ด้วยเหตุด้วยผล แต่สิ่งที่เราเห็นตั้งแต่ ช่วงเช้ามาหลายบรรยากาศติดต่อกันมาก็เกิดความไม่สบายใจนะครับ อยากจะให้สมาชิก รัฐสภาพวกเราได้ร่วมกันมาแก้ปัญหาหาทางออกให้กับบ้านเมือง ผมก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน ถ้าพูดถึงเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญทำไมเราจะต้องมีความคิดเห็นขัดแย้ง คือแตกต่างกันได้นะครับ แต่ถ้าจะนำไปซึ่งความรุนแรงอะไรต่าง ๆ นั้นผมก็ไม่เห็นด้วย ซึ่งจริง ๆ แล้วการแก้ไข รัฐธรรมนูญในรัฐบาลที่แล้ววุฒิสภาเราก็ให้การสนับสนุนการแก้ไข อย่างเพื่อนสมาชิก หลายท่านที่ได้มีการอภิปราย เราก็สนับสนุนในสิ่งที่จะเป็นประโยชน์กับประชาชน ในครั้งที่ผ่านมา และในครั้งนี้ผมก็คิดว่าการแก้ไขรายมาตราตามที่ศาลรัฐธรรมนูญท่านให้ คำแนะนำมา ถ้าเราจะพิจารณามาตรา ๒๙๑ ที่จะนำมาซึ่งการแก้ไขทั้งฉบับนั้น ท่านก็บอกว่า ทำไม่ได้นะครับ ฉะนั้นเมื่อเป็นมาตราจริง ๆ มันก็มีอยู่ ๓ ร่างด้วยกัน มันก็ไม่ได้มีอะไรมากมาย ท่านจะบอกว่ามันไม่มีความสำคัญเลยนั้นก็คงจะไม่ได้ ผมคิดว่าจากการที่เป็นสมาชิกวุฒิสภา ผ่านมา ๕ ปีเศษ ๆ ซึ่งพวกผมก็เหลือเวลาเพียงแค่อีกปีเดียว หรือไม่ถึงปีด้วยซ้ำหากคิดตาม เวลาที่จะครบในต้นเดือนมีนาคม ปี ๒๕๕๗ ฉะนั้นในส่วนตรงนี้ผมคิดว่าถ้าพวกเราได้มา พูดคุยกันมาแก้ปัญหา จากมาตรา ๑๙๐ หลายท่านก็ได้อภิปรายผมก็เห็นด้วยว่ามันมีปัญหา จริง ๆ ว่าใครจะมาเป็นรัฐบาลเวลาไปเจรจากับต่างประเทศ เราก็จะต้องมาใช้เวลาของ รัฐสภาแห่งนี้ แล้วเรื่องก็ค้างอยู่มากมาย ผมว่าเห็นตรงกันไม่ว่าท่านจะซีกไหนเป็นรัฐบาล เราก็รู้ซึ่งปัญหา ซึ่งในการแก้ครั้งที่แล้วมันก็ไม่มีความชัดเจน ถ้าแก้ครั้งนี้ผมคิดว่าจากที่เราได้ดูแล้วคิดว่ามัน น่าจะแก้ปัญหาได้ดีขึ้นมา ส่วนในเรื่องของการยุบพรรคการเมืองก็ดี มาตรา ๒๓๗ หรือการจะส่งศาลรัฐธรรมนูญโดยผ่านอัยการสูงสุดก็ได้มีการพูดคุยกัน ผมคิดว่ามันก็ไม่ได้ มีปัญหาอะไรมากมาย เราอย่ามาเสียเวลากับเรื่องเหล่านี้เลย ผมคิดว่าจากเรื่องของวุฒิสภา จะมาจากการเลือกตั้งหรือสรรหาเราก็ผ่านมา ๕ ปี เห็นแล้วนะครับ ในชุดแรก ๓ ปี แล้วก็มา ต่ออีก ๖ ปีครั้งหลัง ทั้งท่านใหม่ท่านเก่าที่มา เราก็เป็นเพื่อนพ้องน้องพี่กันทั้งนั้น ได้ทำงาน ร่วมกันมาก็ไปด้วยดีมันก็ไม่มีปัญหาอะไร ถึงแม้ว่าเราจะมีความเห็นที่แตกต่างก็ไม่ได้ทะเลาะ อะไรกัน เป็นความคิดเห็นพูดกันด้วยหลักการและเหตุผลอะไร ผมคิดว่าพวกเราก็ยอมรับ กันได้ ดังนั้นจากสมาชิกวุฒิสภา ผมคิดว่าจากที่ผ่านมาเรามีการแต่งตั้งจนมีรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ที่จะต้องมาจากการเลือกตั้ง ๒๐๐ คน ซึ่งในครั้งแรกผมก็ได้ลงรับสมัคร แต่ตรงนั้น ต้องยอมรับครับว่ากว่าจะผ่านมาได้อะไรต่าง ๆ ต้องมีการเลือกตั้งซ้ำแล้วซ้ำอีก มีความเชื่อ ได้ว่าจะมีการทุจริต มีการโกงอะไรต่าง ๆ ท่านก็บอกให้เลือกตั้งใหม่ไปเรื่อย ๆ บางจังหวัด ตั้ง ๖-๗ ครั้ง จังหวัดมหาสารคามของผมตั้ง ๔ ครั้ง ผมก็ได้รับการเลือกตั้งทุกครั้ง ท่านก็บอกว่า ถ้าได้ใบเหลือง ๒ ครั้งเป็น ๑ ใบแดง กติกาอะไรท่านก็ตั้งมา ผมก็สู้มาตลอด ผมก็หยุดพัก แล้วก็มาลงเลือกตั้งใหม่อีกครั้งหนึ่ง มันก็ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าการเลือกตั้งเมื่อปี ๒๕๕๑ ที่ผ่านมาในระยะเวลาที่ผมกราบเรียนว่าผมก็ได้ทำงาน หลายท่านอาจจะมองบอกว่าเลือกตั้ง ในส่วนของ ส.ว. ต้องใกล้ชิดกับพรรคการเมือง ต้องใกล้ชิดกับผู้นำอะไรต่าง ๆ ของการเลือกตั้ง มันปฏิเสธไม่ได้หรอกครับว่าเราจะต้องรู้จักตั้งแต่ผู้นำท้องถิ่น รู้จักนักการเมืองระดับชาติ เราก็เพื่อนกันทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายค้าน ฝ่ายรัฐบาล จะให้เรา ทำอย่างไรในเมื่อเราไปเลือกตั้งประชาชนเขาก็รู้ ถ้าเราไปลงเลือกตั้งแล้วถ้าพรรคการเมือง เขาบอกว่าคนนี้เป็นคนดี จะบอกว่าอยู่ภายใต้พรรคการเมืองนั้นมันก็คงจะพูดสรุปอย่างนั้น ไม่ได้ เพราะว่าเราก็มีศักดิ์ศรี เมื่อเข้ามาทำงานแล้วทุกท่านก็เห็นว่าเราไม่ได้อยู่ภายใต้ของ พรรคการเมือง แต่เรามาพูดกันด้วยเหตุด้วยผล สิ่งไหนที่ดีเราก็สนับสนุน ในรัฐบาล พรรคประชาธิปัตย์ครั้งที่แล้วเราก็สนับสนุนกฎหมายมากมาย จนถึงรัฐบาล ท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์เราก็สนับสนุนครับ แต่สิ่งที่มันถูกต้องนะครับ ไม่ใช่ว่าตะพึดตะพือ ทุกเรื่อง สิ่งไหนที่มีเหตุมีผลเราก็สนับสนุนเพื่อให้งานสภามันเดินไปได้ ผมก็เห็นแล้วว่า ท่านประธานวุฒิสภาของเราที่ทำหน้าที่วันนี้ท่านก็สนับสนุนทุกรัฐบาลที่ผ่านมาในสิ่งที่ มันถูกต้อง เราไม่ใช่จะเอาชนะคะคาน หรือเราจะต้องเตะถ่วงอะไร หรือเล่นเกมทางการเมือง ผมคิดว่าไม่มีนะครับ เพราะว่าจากที่ผ่านมาเราก็ทำงานเห็นเป็นที่ประจักษ์ ฉะนั้นผมคิดว่า จะเป็น ส.ว. ที่มาจากการเลือกตั้งท่านก็อย่าไปปรามาสว่าจะต้องไปอยู่ภายใต้พรรคการเมือง ผมคิดว่าในส่วนสรรหาท่านก็ดี หลายท่านก็ต้องยอมรับความจริง มันก็มีที่ไปที่มากันทั้งนั้นละครับ ไม่ใช่ว่าอิสระจริง ๆ ทุกอย่าง บางครั้งท่านก็ต้องมีเพื่อน มีพวก มีคนที่รู้จักขอร้องกันมา แต่ท่านก็ต้องใช้วิจารณญาณของท่านว่าสิ่งไหนถูกสิ่งไหนผิดว่าท่านทำหน้าที่ของท่าน เพราะว่าสายตาประชาชนทั้งประเทศเขามองดูอยู่ว่าเราทำหน้าที่อะไร ฉะนั้นในการทำงาน ในการเลือกตั้งก็ไม่ใช่ว่าพวกผมเลือกตั้งในครั้งหน้ามีสิทธิที่จะลงไปได้ถ้าหากว่าการแก้ไข รัฐธรรมนูญนี้ผ่านพ้นไป หลายท่านที่ ส.ว. ก็สูงวัยหลายท่าน บางท่านก็อาจจะลง บางท่าน อาจจะไม่ลง แต่ส่วนใหญ่ไม่ลง ท่านก็เป็นผู้อาวุโสนะครับ เป็นผู้ว่าราชการจังหวัด เป็นนายทหาร ตำรวจ เป็นครูบาอาจารย์ มาจากหลากหลายอาชีพเหมือนกันท่านก็มา ของท่าน ฉะนั้นผมคิดว่าทุกท่านก็มีความรู้ ไม่ใช่ว่ามาจากการเลือกตั้งแล้วจะไปได้เฉพาะ พวกนายทุนหรือมาจากกลุ่มอาชีพใดอาชีพหนึ่ง มันก็มาจากหลากหลายเหมือนกัน ก็ไม่แพ้จากการสรรหาที่ท่านก็มีที่มาที่ไปจาก สมาคมโน้นสมาคมนี้ จากจังหวัดนั้นจังหวัดนี้ส่งเข้ามา มันก็เป็นมาตามกติกา ตามรัฐธรรมนูญ เราก็ไม่ได้ว่ากัน ฉะนั้นในสิ่งที่จะแก้ไขผมคิดว่าจะแก้ให้มันดีขึ้น ส่วน ส.ว. สรรหาผมคิดว่าเมื่อครบวาระซึ่งจริง ๆ แล้ว ส.ว. สรรหาท่านก็ต้องอยู่ต่ออีก ๓ ปี จากที่ว่า เลือกตั้งเข้ามาแล้ว ๒๐๐ คน ถ้าเป็นไปตามว่านะครับผ่านไปแล้วนี่ ผมคิดว่าจะได้มี ข้อเปรียบเทียบ ๒๐๐ คน บวก ๗๓ คนทำงานไปด้วยกันได้ ผมคิดว่ามันจะเป็นการออกแบบ อีกแบบหนึ่งที่จะให้ประชาชนได้เรียนรู้ได้เห็น ถ้าหากว่าทำดีต่อไป เอ๊ะ มันดีนี่ อาจจะมี สรรหาเหมือนเดิมก็ได้ ฉะนั้นผมคิดว่าในการที่เราได้มาพูดได้คุยกัน ผมอยากจะให้ บรรยากาศของการมาพูดคุยเรื่องรัฐธรรมนูญมีความปรองดองสมานฉันท์กันพูดกันด้วยเหตุ ด้วยผลในสิ่งที่คิดว่าเราทำเพื่อประเทศชาติ ทำเพื่อประชาชน แล้วทุกสิ่งทุกอย่างมันก็จะ เดินหน้าต่อไปได้ กราบขอบพระคุณครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

เหลือ ส.ว. อีก ๕ ท่าน ส.ส. อีก ๓ ท่าน วันนี้เสียเวลาไป ๔ ชั่วโมง ถ้าอย่างนั้นผมขอให้ท่านอภิปรายครบทั้ง ๘ ท่าน เราจะเลิกก่อน ๕ ทุ่มนิดหน่อยนะครับ เชิญท่านอาจารย์รัชดา ธนาดิเรก ครับ ท่านมีเวลา ๑๕ นาทีครับ

ผู้ช่วยศาสตราจารย์รัชดา ธนาดิเรก สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร

ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ดิฉัน รัชดา ธนาดิเรก สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานคะ ดิฉันขอสงวนสิทธิในการอภิปรายของดิฉัน ไว้ในโอกาสที่ท่านประธานสมศักดิ์ปฏิบัติภารกิจค่ะ ขอบคุณค่ะ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

อนุญาตนะครับ ต่อไป ท่านวราภรณ์ ตั้งภากรณ์ ท่านมีเวลา ๗ นาทีนะครับ เชิญครับ

นางวราภรณ์ ตั้งภากรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ 🔗

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ดิฉัน นางวราภรณ์ ตั้งภากรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย จังหวัดนครสวรรค์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภาค่ะ สำหรับ ร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ .. ) พุทธศักราช .... ที่ได้มีการอภิปรายในวันนี้ ทีแรกดิฉันนึกว่าจะเลิกตอน ๔ ทุ่ม ยังเดาว่าตัวเองจะเป็น เดอะ ลาสท์ (The last) ของวันนี้หรือเป็นเดอะ เฟิร์สท (The first) ของพรุ่งนี้เลยนะคะ นั่งรอลุ้นอยู่ ก็ต้องขอบคุณท่านประธานรัฐสภาที่ได้มีการขยายเวลาให้ได้มีการอภิปราย ต่อนะคะ ซึ่งทั้ง ๓ ร่างที่มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญในวันนี้ดิฉันก็เห็นด้วยทั้ง ๓ ร่าง ซึ่งดิฉัน จะได้อภิปรายเป็นรายมาตราว่าทำไมดิฉันถึงเห็นด้วย แล้วก็มีการฝากข้อพิจารณา หรือข้อเสนอแนะประกอบในการอภิปรายในครั้งนี้ของดิฉันนะคะ ดิฉันคงเริ่มในมาตรา ๑๙๐ เพราะว่าในมาตรา ๑๙๐ ถือว่าเป็นความสำคัญของประเทศชาติในลำดับต้น ๆ แต่ในความเป็นจริงแล้วในปี ๒๕๕๔ ที่ผ่านมาที่จำได้ได้มีการแก้ไขในรัฐบาลที่ผ่านมา ครั้งหนึ่งแล้ว แต่ว่าการแก้ไขในครั้งนั้นก็จะเห็นว่าไม่ได้ช่วยแก้ไขปัญหาแต่อย่างใด เพราะมิได้มีการดำเนินการอย่างใด ๆ เพิ่มเติมเลย และเท่าที่ดูตั้งแต่มีการใช้รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ที่ผ่านมาประมาณ ๖ ปี เราจะเห็นว่าการใช้รัฐธรรมนูญฉบับนี้มีเหตุผลที่เราต้องมาแก้ไข เพราะว่าเป็นอุปสรรคในการบริหารงานของรัฐบาลในบางมาตรา แล้วก็มีความเสียเปรียบ ในการบริหารประเทศด้วย โดยเฉพาะในด้านเศรษฐกิจหรือด้านสังคม แล้วก็มีผลกระทบ ต่อการค้าหรือการลงทุน ดิฉันคงต้องกล่าวอ้างถึงนักวิชาการท่านหนึ่ง ซึ่งดิฉันได้ไปอ่าน เนื้อหาสาระของท่านแล้ว ดิฉันต้องขอชื่นชมโดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับมาตรา ๑๙๐ ซึ่งประเด็นที่ดิฉันจะฝากพิจารณาในรัฐสภาวันนี้ในเรื่องประเด็นที่ ๑ ในประเด็นของอำนาจ ในการทำหนังสือสัญญาควรจะเป็นอำนาจของฝ่ายบริหารหรือฝ่ายนิติบัญญัติ เพราะเท่าที่ทราบ จากการที่เรามีรัฐธรรมนูญมาตั้งแต่ในอดีตจนถึงรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ที่ผ่านมา เราจะเห็นว่า รัฐธรรมนูญที่ผ่านมาจะมีบัญญัติในเรื่องอำนาจการทำสนธิสัญญาในหมวดว่าด้วยคณะรัฐมนตรี ก็เป็นการรับรองไปโดยปริยายว่าคณะรัฐมนตรีมีอำนาจในการบริหารประเทศ ซึ่งการบริหารประเทศ ของคณะรัฐมนตรีนี้ก็สอดคล้องกับกฎหมายระหว่างประเทศอื่น ๆ ดิฉันขอยกตัวอย่างเช่นอนุสัญญากรุงเวียนนาว่าด้วยสนธิสัญญา ค.ศ. ๑๙๖๙ ที่รับรองว่า มีบุคคลอยู่ ๓ ประเภทที่โดยตำแหน่งไม่ต้องแสดงตนให้เป็นหนังสือผู้มีอำนาจเต็มก็คือมีอยู่ ๓ ประเภทที่สามารถกระทำการได้เลยก็คือ ประมุขของรัฐ ประมุขของรัฐบาล แล้วก็ รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งบุคคลทั้งสามเราจะเห็นว่าเป็นฝ่ายบริหารทั้งสิ้นไม่ใช่ ฝ่ายนิติบัญญัติเลยนะคะ

ในประเด็นที่ ๒ ที่ดิฉันให้ความสำคัญในมาตรา ๑๙๐ โดยเฉพาะวรรคสอง ซึ่งได้มีเพื่อนสมาชิกได้อภิปรายไปแล้ว แต่ดิฉันให้ความสำคัญในเรื่องที่ระบุว่าสัญญาใด ที่มีผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจ สังคมของประเทศอย่างกว้างขวาง หรือมีผลผูกพัน ทางการค้า การลงทุน หรืองบประมาณของประเทศต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภา ซึ่งในมาตรานี้มีผลกระทบอย่างมาก และโดยเฉพาะข้อความที่ระบุว่าต้องพิจารณาให้แล้วเสร็จ ภายใน ๖๐ วัน ซึ่งถือว่าอันนี้เป็นการก้าวล่วงอำนาจของฝ่ายบริหารหรือเปล่าเราต้องมาดู ในรายละเอียดว่ามันมีผลกระทบ แต่ดิฉันก็ยอมรับนะคะในมาตรา ๑๙๐ ถ้าเราจะมีการแก้ไข ในวรรคสองซึ่งดิฉันก็เห็นด้วย เพราะว่าถ้าหนังสือสัญญาที่มีบทเปลี่ยนแปลงอาณาเขตไทย หรือเขตอำนาจแห่งรัฐ หรือจะต้องออกพระราชบัญญัติเพื่อให้การเป็นไปตามสัญญา ต้องได้รับความเห็นของรัฐสภาในส่วนนี้ดิฉันเห็นด้วยนะคะ เพราะว่าการทำหนังสือสัญญาใด ๆ ทั้งหลาย จริง ๆ แล้วมีผลกระทบกับประเทศเป็นอย่างยิ่ง และในประเด็นที่ดิฉันพูดถึง เรื่องต้องพิจารณาให้แล้วเสร็จภายใน ๖๐ วัน ซึ่งสมควรที่จะต้องตัดออกไป เพราะการที่สภาเรา กำหนดระยะเวลาใน ๖๐ วัน มันเหมือนกันเป็นการเร่งหรือเป็นการบังคับไปหรือเปล่า เพราะการเร่งหรือการบังคับในสนธิสัญญาแต่ละฉบับเราต้องยอมรับว่าบางสัญญามีความรีบร้อน เร่งทำไปอาจจะเกิดผลเสียหายในอนาคต แต่บางสัญญามีความละเอียดอ่อนซึ่งเราต้อง พิจารณาให้รอบคอบว่าจะสร้างความเสียหายต่อนโยบายที่รัฐบาลกำหนดไว้ หรือความเสียหาย ต่อเศรษฐกิจที่เราจะต้องมีการปรับตัวด้านเศรษฐกิจให้ดีขึ้น เพราะฉะนั้นในการกำหนด ระยะเวลาอันนี้ดิฉันเห็นด้วยที่จะต้องให้ตัดออกไป

ประเด็นที่ ๓ ในส่วนของภาคประชาชน การที่ให้ประชาชนสามารถเข้าถึง รายละเอียดของหนังสือสัญญา และได้มีการแก้ไขเยียวยากับผู้ที่ได้รับผลกระทบจาก การปฏิบัติตามหนังสือสัญญาอันนี้ดิฉันเห็นด้วย แต่ก็คงฝากเป็นประเด็นเพิ่มเติมว่าสัญญา บางประเภทมีขอบเขตในสัญญากว้างขวาง เพราะเราต้องดูในรายละเอียดและองค์ประกอบด้วย ดิฉันอยากให้มีการพิจารณาให้ถี่ถ้วน เพราะบางอย่างเป็นความลับของประเทศไม่สามารถ เปิดเผยได้จะเป็นผลกระทบ โดยเฉพาะอย่างเช่นนโยบายที่เราเคยกล่าวถึงกันในเรื่อง นโยบายข้าวเราควรเปิดเผยหรือไม่ ซึ่งในส่วนนี้ดิฉันอยากให้ทางรัฐสภาร่วมกันพิจารณา ให้ความสำคัญว่าในความลับทางการค้ามีผลกระทบในการกำหนดราคาสินค้าภาคการเกษตร ของประเทศไทย เพราะถือว่าเป็นผู้ที่เพาะปลูกมากที่สุดในประเทศไทย ดิฉันคงทิ้งท้ายอีก ๒ มาตราที่เกี่ยวข้อง ในมาตรา ๑๑๗ ในกรณีสมาชิกวุฒิสภาที่จะดำรงตำแหน่งติดต่อกันเกิน ๑ วาระไม่ได้ ดิฉันคงพูดเป็นประเด็นสั้น ๆ ว่าในเมื่อถ้าเรามีความคิดเห็นว่า ส.ว. หรือสมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการเลือกตั้งไม่ควรดำรงตำแหน่ง ๒ วาระ และเรามีการแก้ไข ในวันนี้ ซึ่งดิฉันเห็นด้วย เพราะถ้าหากว่า ส.ว. ไม่ควรดำรงตำแหน่งเกิน ๑ วาระ ในกรณี ส.ว. เลือกตั้งนะคะ ส.ว. สรรหาก็ควรจะดำรงตำแหน่ง ๑ วาระเช่นกัน เพื่อไม่เป็น การจำกัดสิทธิและเสรีภาพ เพราะทุกคนอยู่ในอำนาจอธิปไตยด้วยกันก็ไม่ควรจะจำกัด เหมือนกัน

ในประเด็นที่ ๓ ดิฉันคงพูดในเรื่องมาตรา ๒๓๗ เพราะในมาตรานี้เกี่ยวข้อง กับดิฉันโดยตรง เนื่องจากรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ดิฉันคือผลพวงหนึ่งที่ได้รับผลกระทบในการ ยุบพรรคการเมืองไม่แตกต่างจากดิฉันเพื่อนสมาชิกที่นั่งอยู่แถวหน้าดิฉันทั้ง ๔ ท่าน ดิฉันขออนุญาตพูดพาดพิงถึงนะคะ ซึ่งจริง ๆ แล้วบทบาทดิฉัน ความรู้ความสามารถในการทำ ธุรกิจหรือดูแลครอบครัว นั่นเป็นเรื่องที่ ๑ แต่ความรู้ความสามารถที่เราต้องมาทำ หรือปฏิบัติหน้าที่เพิ่มขึ้นในรัฐสภาแห่งนี้เนื่องจากผลพวกของมาตรา ๒๓๗ ดิฉันอยากเรียนถามว่า ผู้ที่ไม่ได้กระทำผิดกฎหมายเลือกตั้งทำไมจะต้องรับผลกระทบอันนี้ด้วย ดิฉันจึงเห็นด้วยกับ การแก้ไขในมาตรานี้เป็นอย่างยิ่ง แล้วก็ขอสนับสนุนการแก้ไขทั้ง ๓ ฉบับที่เข้าสู่สภาในวันนี้ ขอบคุณค่ะ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ท่านณัฏฐ์เชิญครับ

นายณัฏฐ์ บรรทัดฐาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร

ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม ณัฏฐ์ บรรทัดฐาน กรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ครับ เรียนหารือท่านประธานอย่างนี้ครับว่าที่การประชุมวันนี้ต้องยืดเยื้อออกมาเนื่องจากว่า ท่านประธานไม่สามารถควบคุมการประชุมได้ นั่นก็เป็นประการหนึ่ง ทีนี้สิ่งที่วิปทั้ง ๓ ฝ่าย ได้ตกลงกันไว้ก่อนหน้านี้คือการประชุมจะยุติในเวลา ๒๒.๐๐ นาฬิกา ก็พอเข้าใจ ท่านประธานครับว่าด้วยสภาวะที่ท่านไม่สามารถควบคุมการประชุมได้ด้วยเหตุผลอะไร ก็ตามแต่ ทำให้ยังมีผู้ที่ต้องการจะอภิปรายคั่งค้างอยู่พอสมควรเหมือนกัน แต่ถ้าอย่างนั้น ต้องหารือท่านประธาน เพราะไม่อย่างนั้นมันจะหลุดกรอบเจรจาที่เราได้ตกลงกันไว้นะครับ ว่าให้ยุติในเวลา ๒๒.๐๐ นาฬิกา ทีนี้ผมเข้าใจว่าถ้าท่านประธานมีความเห็นว่าจะยืด ระยะเวลาการประชุมออกไปนั้นควรจะเชิญวิปทั้ง ๓ ฝ่ายประชุมก่อนเพื่อจะได้ไม่ต้องผิด หลักการซ้ำแล้วซ้ำอีก เหมือนอย่างเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในตอนกลางวัน ทีนี้ถ้าท่านประธาน ยืดเวลาอย่างนี้ออกไปและมีส่วนหนึ่งที่สมาชิกพรรคฝ่ายค้านเองก็ไม่ได้เข้าร่วมอภิปราย ในช่วงเวลาที่ท่านประธานทำหน้าที่เป็นประธานอยู่ด้วยเหตุผลที่เราเห็นว่าท่านอาจจะมี ความไม่เป็นกลาง ฉะนั้นก็เรียนท่านประธานเป็นการหารือนะครับว่าพรุ่งนี้ท่านควรจะเรียก วิปทั้ง ๓ ฝ่ายประชุมอีกครั้งหนึ่งเพื่อที่จะจัดการเรื่องของเวลาการประชุม มิฉะนั้นแล้ววันนี้ หลักการในการประชุมมันก็จะถูกเปลี่ยนแปลงได้โดยใครคนใดคนหนึ่งโดยที่เราเคยมีมติกัน ไว้แล้ว มิฉะนั้นแล้วพวกผมไม่มีความจำเป็นจะต้องประชุมวิปทั้ง ๓ ฝ่าย เพราะฉะนั้น ขอเรียนหารือท่านประธานให้พิจารณาอีกครั้งว่าจะยุติการประชุมภายใน ๒๒.๐๐ นาฬิกา หรือว่ามิฉะนั้นแล้วท่านจะเรียกวิปทั้ง ๓ ฝ่ายประชุมอีกครั้งหนึ่งครับ ขอบพระคุณครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

วันนี้ขออนุญาตครับ ท่านณัฏฐ์ครับ ผมขอไปจบตรง ๕ ทุ่มนะครับ เพราะวันนี้เราเริ่ม ๑๐ โมงกว่า แล้วก็ ท่านประธานวิปฝ่ายค้านความจริงแล้วที่ประชุมบอกว่าให้เริ่ม ๑๐.๐๐ นาฬิกา แล้วเลิก ๒๒.๐๐ นาฬิกา แต่เมื่อเช้าผมก็ฟังท่าน ท่านบอกให้เริ่ม ๐๙.๓๐ นาฬิกา ท่านมีอะไร จะเสนอแนะเชิญครับ

นายนริศ ขำนุรักษ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พัทลุง

ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม นริศ ขำนุรักษ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพัทลุง ในฐานะสมาชิกรัฐสภา คือประธานจะเลิกเวลาใดก็เป็นอำนาจประธาน เพียงแต่ว่าเราได้มีข้อตกลงกันไว้ ๔ ทุ่ม แล้วประธานเองก็เป็นประธานประชุมวิป ๓ ฝ่าย เป็นประธานของวิป ๓ ฝ่าย ผมกลัวว่า ข้อตกลงนั้นมันล้มเหลว มันเสียหาย และท่านประธานเองก็ต้องรับผิดชอบในความเสียหาย นั้นด้วยนะครับ ก็อยากที่จะพรุ่งนี้ค่อยว่ากัน แล้วเวลาที่เหลือก็บริหารแต่ว่าข้อตกลงควรเป็น ข้อตกลงเพราะไม่อย่างนั้นเราเสียเวลาไปประชุมกันครับสำหรับวิป ๓ ฝ่าย และสำคัญก็คือ ท่านประธานเป็นประธานในที่ประชุมวิป ๓ ฝ่ายเอง ท่านยอมให้มีการละเมิดข้อตกลงนั้นนะครับ ผมไม่อยากให้เกิดกับท่านประธานอีก วันนี้ท่านก็บอบช้ำมาพอสมควรแล้วและการที่ท่าน ละเมิดข้อตกลงของวิป ๓ ฝ่ายเองผมว่าท่านจะบอบช้ำไปมากกว่านี้นะครับ เวลานิดหน่อย เท่านั้นเองท่านยืนข้อตกลงนี้เถอะครับ หารือท่านประธานครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

เดี๋ยวผมหารือกับทาง เลขานุการวิปนะครับ เชิญท่านปรีชาพลครับ

ร้อยโท ปรีชาพล พงษ์พานิช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ขอนแก่น

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ เพื่อนสมาชิกผู้ทรงเกียรติ กระผม ร้อยโท ปรีชาพล พงษ์พานิช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดขอนแก่น พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ต่อข้อหารือของเพื่อนสมาชิกทางซีกฝ่ายค้านในเรื่องของการกำหนดการอภิปรายในเรื่องของ การแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้ง ๓ วัน ตามข้อตกลงของวิป ๓ ฝ่าย ก็อยากจะกราบเรียน ท่านประธานว่าตามข้อตกลงเดิมนั้นก็มีการแบ่งสันปันส่วนเวลากันในระหว่างทั้งสมาชิก ทาง ส.ส. พรรคฝ่ายรัฐบาล ฝ่ายค้าน และสมาชิกวุฒิสภา ซึ่งวันนี้เราก็เริ่มการประชุมกัน ตั้งแต่ ๑๐.๓๐ นาฬิกา แล้วก็มีการคาดการณ์กันไว้ว่าใน ๓ วันนี้เราน่าจะใช้เวลารวมทั้งสิ้น ๓ วัน ถ้าเริ่มประมาณ ๑๐.๓๐ นาฬิกา เสร็จสิ้นประมาณ ๔ ทุ่มของวันนี้ ในวันพรุ่งนี้เราจะ เริ่มประมาณ ๐๙.๓๐ นาฬิกา แล้วก็จะเสร็จประมาณ ๔ ทุ่ม และวันสุดท้ายก็จะเริ่มในเวลา เดียวกันคือ ๐๙.๓๐ นาฬิกา แล้วก็เสร็จในเวลา ๔ ทุ่มเช่นกัน ก็จะรวม ๓ วันใช้เวลา ประมาณ ๓๖ ชั่วโมง ซึ่งต้องกราบเรียนว่าตามข้อตกลงเดิม ใช่ครับ ว่าเราน่าจะเลิกประมาณ ๔ ทุ่ม แต่มา ณ วันนี้ไม่แน่ใจว่าเพื่อนสมาชิกทางซีกฝ่ายค้านเองได้เช็กเวลาหรือไม่ว่าการประชุม ในวันนี้เราได้มีการพูดคุยกันจริง ๆ ใช้เวลาในการอภิปรายซึ่งมีสาระสำคัญเพียงแค่ประมาณ ๖-๗ ชั่วโมงเท่านั้นเอง ฉะนั้นถ้าตามข้อเท็จจริงเราอยู่หลังตารางที่เราได้กำหนดกันไว้ ประมาณ ๔-๕ ชั่วโมง ก็อยากกราบเรียนว่าวันนี้ทางรัฐบาลเองใช้เวลาไปประมาณแค่ ๒ ชั่วโมง ไม่ถึง ๓ ชั่วโมงเท่านั้นเอง ทางฝ่ายค้านเองก็ใช้ประมาณ ๒ ชั่วโมงครึ่ง ทางสมาชิกวุฒิสภาเองก็ใช้ประมาณไม่ถึง ๒ ชั่วโมง แต่เวลาที่มันโป่งออกไปก็เป็นเวลา ในส่วนของการที่มีการประท้วงซึ่งกินเวลาไปถึง ๔ ชั่วโมง ซึ่งวันนี้ผมเองก็ได้มีโอกาส ประสานงานกับทางวิปฝ่ายสมาชิกวุฒิสภา แล้วก็อีก ๓-๔ ท่านที่เหลือของวุฒิสภารอคอย มาเป็นเวลานานแล้ว ทางพวกกระผมเองก็ส่งชื่อไป จริง ๆ แล้วก็กะว่าจะเสร็จประมาณ ๔ ทุ่มเช่นกัน แต่ในเมื่อวันนี้ยังเหลือเพื่อนสมาชิกทางฝั่งวุฒิสภาอีกประมาณ ๓-๔ ท่าน ซึ่งก็อดทนรอคอยมาทั้งวัน ผมคิดว่าถ้าวันนี้ฝั่งกระผมหมดคนอภิปรายเหลือคนสุดท้ายคือ ท่าน ส.ส. มนพร แล้วก็ทางเพื่อนสมาชิกวุฒิสภาเหลืออีกประมาณ ๓-๔ ท่าน เพราะคิดว่า น่าจะถึงเวลาอันสมควรกับเวลาที่เราได้สูญเสียไปจากการประท้วง แล้วก็เป็นช่วงเวลาที่ดี ที่เพื่อนสมาชิกจะได้อภิปราย พี่น้องประชาชนที่ฟังอยู่ทางบ้านก็จะได้รับฟังการอภิปราย ในเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ก็ขอหารือท่านประธานไปถึงเพื่อนสมาชิกพรรคฝ่ายค้านครับว่า ถ้าเราจะเปิดใจให้ทางเพื่อนสมาชิกวุฒิสภาได้ทำหน้าที่อีก ๓-๔ ท่านเท่านั้นเองก็จะเสร็จสิ้น ในวันนี้ แล้วเราก็จะเริ่มกันวันพรุ่งนี้แล้วค่อยมาปรับในเรื่องของตารางเวลาอีกครั้งหนึ่ง เพราะว่าวันนี้เป็นวันที่เราประชุมกันแล้วสิ่งที่เกิดขึ้นก็นอกเหนือจากการคาดการณ์ ของซีกพวกกระผม ก็ขอหารือท่านประธานไปถึงเพื่อนสมาชิกครับ กราบขอบพระคุณครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ได้ครับ เชิญท่านกฤช อีกท่านครับ ทางฝ่ายค้านแล้ว รัฐบาลแล้ว เอาทางสมาชิกวุฒิสภาครับ เชิญครับ

นายกฤช อาทิตย์แก้ว สมาชิกวุฒิสภา กำแพงเพชร

ท่านประธาน ที่เคารพครับ กฤช อาทิตย์แก้ว สมาชิกวุฒิสภาจังหวัดกำแพงเพชร ในฐานะสมาชิกรัฐสภา จริง ๆ แล้วผมก็นั่งรวมอยู่ในการประชุมวิปด้วยนะครับ เวลาที่กำหนดก็กำหนดกันอย่างที่ ทางพรรคประชาธิปัตย์ได้นำเสนอไป รวมทั้งทางพรรครัฐบาลก็ได้พูดไปเมื่อสักครู่นี้ แต่ว่าเราได้เสียเวลากันไปเยอะพอสมควร และในการประชุมทุกครั้งเวลาประชุมร่วมกัน ของรัฐสภานี่ครับ บรรดาสมาชิกวุฒิสภาซึ่งเรามีจำนวนคนค่อนข้างมากที่จะพูดแล้วเวลา เราก็น้อย เพราะเราไม่สามารถจะจัดสรรเวลาเหมือนกับทางพรรคการเมืองได้ ต้องขออภัยนะครับ เพราะว่าทุกคนที่เป็นสมาชิกวุฒิสภาที่เสนอตัวที่จะพูดได้พูดหมดแล้วเวลาก็เหลือน้อย ถ้าหากว่าเราจะใช้เวลาที่เหลืออีกก็จะเหมือนเดิมท่านประธานครับ สมาชิกวุฒิสภา อีกประมาณ ๑๐ คนจะไม่ได้พูด ดังนั้นขอความกรุณาทั้งฝ่ายค้านและทั้งรัฐบาล เหลืออีก ๔-๕ คน หลายคนกำลังอยากจะพูดนั่งรออยู่นี่นะครับ ถ้าจะกรุณาขออีกสัก ๔-๕ คนเหมือนกับที่ ทางเราได้ขอร้องไปก็จะทำให้การประชุมวันนี้ราบรื่นแล้วก็ด้วยความเข้าใจกันทุกฝ่าย ขอบคุณครับท่านประธาน

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

เอาอย่างนี้แล้วกัน ส.ว. อีก ๓ คน ส.ส. อีก ๑ คน เป็น ๔ คน เวลานี้เราช้าไปเกือบ ๔ ชั่วโมงครึ่งแล้ว ช้ากว่ากำหนด เชิญท่านนริศครับ

นายนริศ ขำนุรักษ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พัทลุง

ท่านประธานที่เคารพ กระผม นริศ ขำนุรักษ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากจังหวัดพัทลุง พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา ที่จริงก็เห็นใจจากคำร้องขอของทางสมาชิกวุฒิสภา ทางผมเห็นใจอยู่นะครับ เพียงแต่ว่าผมท้วงติงขึ้นมาเป็นเพราะว่าเรามีข้อตกลงกันไว้ แล้วท่านประธานวุฒิสภาซึ่งเป็น ประธานของวิป ๓ ฝ่าย เป็นประธานในที่ประชุม และเป็นข้อตกลงที่ท่านเป็นประธาน ในข้อตกลงนั้นด้วย แล้วเรากลับมาละเมิดเสียเอง ผมคิดว่าหลักเป็นไปตามที่ท่าน ส.ส. ณัฎฐ์เสนอ คือหากเปลี่ยนแปลงข้อตกลงใด ๆ ควรจะได้ประชุมวิป ๓ ฝ่าย ไม่เช่นนั้นการประชุมวิป ก็ไม่มีความหมายเลย ผมได้ทำหน้าที่เลขานุการวิปฝ่ายค้าน เพื่อให้การบริหารการประชุม ด้วยดีเสมอมา แต่ผมถือว่าคำพูดข้อตกลงเป็นสิ่งสำคัญ ถ้าท่านประธานจะอนุญาตให้มี การอภิปรายต่อก็แล้วแต่ท่านนะครับ ท่านเป็นผู้รับผิดชอบในความผิดพลาดของข้อตกลงนี้ ท่านต้องรับผิดชอบในการละเมิดข้อตกลงนี้ ท่านประธานต้องรับผิดชอบเองครับ กราบขอบคุณครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ เพราะฉะนั้น ผมขอรับผิดชอบ ผมจะให้อภิปรายต่อเพื่อที่จะได้ให้ท่านสมาชิกที่นั่งรอตั้งแต่เช้าจนถึงขณะนี้ ขอเชิญอาจารย์ตรึงใจเวลา ๘ นาที เอาอย่างนี้นะครับ อาจารย์ตรึงใจ ท่านมนพร คุณหมออนันต์ แล้วก็ท่านยุทธนา ยุพฤทธิ์ หมดแค่นี้ เชิญครับ

ศาสตราจารย์เกียรติคุณตรึงใจ บูรณสมภพ สมาชิกวุฒิสภา ภาควิชาการ 🔗

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน ศาสตราจารย์เกียรติคุณตรึงใจ บูรณสมภพ สมาชิกวุฒิสภาสรรหา ภาควิชาการ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ดิฉันมีข้อสังเกตว่าการยื่นแก้ไข รัฐธรรมนูญในครั้งนี้ซึ่งเป็นการยื่นของ ส.ส. และ ส.ว. ร่วมกันนั้น ยื่นโดยคนกลุ่มเดียวกัน แต่ลงชื่อไขว้กันไปมาและการกระทำในครั้งนี้เป็นขบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ไม่ชอบด้วย รัฐธรรมนูญตามมาตรา ๑๒๒ ซึ่งระบุว่า ส.ส. และ ส.ว. จะต้องไม่อยู่ใต้อาณัติที่ได้มอบหมาย หรือถูกครอบงำใด ๆ และต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริตเพื่อประโยชน์ส่วนรวม ของปวงชนชาวไทย โดยปราศจากการขัดกันแห่งผลประโยชน์ การยื่นแก้ไขรัฐธรรมนูญ ในครั้งนี้ดิฉันเกรงว่า ส.ว. อาจจะถูกเป็นเครื่องมือของ ส.ส. ฝ่ายรัฐบาล ดิฉันจึงไม่เห็นด้วย กับการแก้ไขรัฐธรรมนูญในครั้งนี้ค่ะ

การแก้ไขมาตรา ๖๘ ซึ่งของเดิมประชาชนสามารถยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญ โดยตรงก็ได้หรือยื่นผ่านอัยการสูงสุดก็ได้ แต่การแก้ไขนี้การยื่นคำร้องนี้จะต้องผ่านอัยการสูงสุด เพียงอย่างเดียวเท่านั้น ซึ่งดิฉันคิดว่าเป็นการลดอำนาจประชาชนที่จะร้องตรงกับ ศาลรัฐธรรมนูญและลดอำนาจศาลรัฐธรรมนูญที่จะรับเรื่องตรงจากประชาชน แต่กลับเป็น การยกอำนาจในเรื่องสำคัญให้กับอัยการสูงสุดเพียงผู้เดียว ถ้าหากอัยการสูงสุดขาด ความเป็นอิสระแต่ถูกครอบงำโดยใครก็ตาม เรื่องคอขาดบาดตาย เช่น การล้มล้าง การปกครอง การได้มาซึ่งอำนาจที่ไม่ได้มาตามวิถีทางรัฐธรรมนูญ การหาวิถีทางซึ่งอำนาจ การให้อำนาจกับอัยการสูงสุดแต่เพียงผู้เดียวเป็นเรื่องที่น่ากลัวมาก แม้แต่กฎหมายอาญา ยังให้ผู้เสียหายส่งฟ้องผ่านอัยการหรือฟ้องเองก็ได้ เช่น กรณีของหมอผัสพรซึ่งอัยการไม่ฟ้อง แต่บิดามารดาของหมอผัสพรก็ฟ้องเองได้

ในมาตรา ๒๓๗ เป็นมาตราที่ต้องการให้กรรมการบริหารพรรคการเมือง ต้องร่วมกันรับผิดชอบ จึงระบุว่า ถ้าการกระทำของบุคคลตามวรรคหนึ่ง ปรากฏหลักฐาน อันควรเชื่อได้ว่าหัวหน้าพรรคการเมืองหรือกรรมการบริหารของพรรคการเมืองผู้ใดมีส่วน รู้เห็น หรือปล่อยปละละเลย หรือทราบถึงการกระทำนั้นแล้ว มิได้ยับยั้งหรือแก้ไขเพื่อให้ การเลือกตั้งเป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม ให้ถือว่าพรรคการเมืองนั้นกระทำการเพื่อให้ ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ใน รัฐธรรมนูญนี้ตามมาตรา ๖๘ และในกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งให้ยุบพรรคการเมืองนั้น ให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของหัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารพรรคดังกล่าวมีกำหนดเวลา ห้าปีนับแต่วันที่มีคำสั่งให้ยุบพรรคการเมือง จึงเป็นเรื่องของการทำโทษหัวหน้า พรรคการเมืองและกรรมการบริหารพรรคเมืองที่รู้เห็นเป็นใจกับการทุจริต เพราะทั้ง ๒ กลุ่มนี้ จะมีผลประโยชน์หากพรรคของเขาได้รับเลือกตั้งเป็นรัฐบาลก็จะมีโอกาสเป็นนายกรัฐมนตรี กฎหมายอื่นก็มีหลักการและเหตุผลเดียวกัน เช่นสถานบันเทิงมียาเสพติด กรรมการบริหาร พรรคการเมืองก็ต้องรับผิดชอบด้วยค่ะ

มาตรา ๑๙๐ ประเด็นเรื่องสำคัญที่มีผลกระทบเขตแดนหรือกระทบต่อ ความมั่นคงทางเศรษฐกิจหรือสังคมของประเทศอย่างกว้างขวาง หรือมีผลผูกพันด้านการค้า การลงทุน หรืองบประมาณของประเทศอย่างมีนัยสำคัญ ต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภา ดิฉันมีความเห็นว่าควรจะคงไว้สำหรับการลงทุนที่มีนัยสำคัญเพื่อเป็นการเปิดเผย ต่อสาธารณชนและรัฐสภา และไม่ให้ผู้ใดในฝ่ายบริหารไปแอบทำสัญญาทางการค้าและการลงทุนกับต่างประเทศ โดยเพื่อไม่ให้เกิดความผิดพลาดซ้ำยังเป็นการช่วยฝ่ายบริหารให้มีอำนาจต่อรองกับต่างชาติ อาจจะอ้างว่าถ้าทำสัญญาอย่างนี้อาจไม่ผ่านรัฐสภาถ้าเงื่อนไขไม่ดี หรือถ้าเกิดการผิดพลาด ระหว่างเซ็นรับหลักการก็กลับตัวได้โดยบอกว่ารัฐสภาไม่เห็นชอบด้วย หากตัดเรื่องเศรษฐกิจ ออกไปจะทำให้ฝ่ายบริหารไปร่วมหาผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจจากต่างชาติได้โดยง่าย หรือแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ซึ่งกันและกัน เช่นที่ประชาชนกำลังกังวลกับทรัพยากรประเทศ ที่อ่าวไทย และที่ทวายของประเทศเมียนมาร์ โดยประชาชนไม่มีโอกาสได้รับรู้ในรายละเอียดเลย

สำหรับมาตราที่เกี่ยวกับที่มาของ ส.ว. ให้มีเฉพาะ ส.ว. เลือกตั้ง ๒๐๐ คน ดิฉันขอให้ความเห็นว่าการเลือกตั้งหรือสรรหา ส.ว. ก็คือการเลือกผู้ทรงคุณวุฒิไม่ใช่เลือก ผู้แทน การสรรหาตามกลุ่มอาชีพและความเชี่ยวชาญที่แบ่งออกเป็นกลุ่มบุคคลถึง ๕ กลุ่ม ถ้ามีการเลือกตั้งอย่างเดียวบางคนเช่นคนพิการก็อยากที่จะได้รับการเลือกตั้ง การที่มี ส.ว. สรรหาถือว่าเป็นการประนอมอำนาจ ในประเทศอื่นเช่นประเทศอังกฤษและหลาย ๆ ประเทศก็เป็นเช่นนี้ ถ้ามีการเลือกตั้งทั้งหมดเหมือนรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ดิฉันขอให้ ข้อสังเกตว่ามันจะไม่ต่างจากการเลือก ส.ส. ที่มาจากฐานเสียงเดียวกัน น้อยคนที่จะ เป็นอิสระ เพราะฉะนั้นมีสภาเดียวก็พอเพื่อประหยัดงบประมาณ ไม่ต้องเสียงบประมาณ เป็นพันล้านต่อปี แล้วก็วุฒิสภาอาจจะถูกครอบงำกลายเป็นสภาทาส ผู้มีอำนาจจะใช้วุฒิสภา ให้ความเห็นชอบสรรหาองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญเช่น กกต. ป.ป.ช. ศาลรัฐธรรมนูญ จะถูกครอบงำตามมา การตรวจสอบถอดถอนฝ่ายบริหารจะเป็นไปไม่ได้เลย สุดท้ายดิฉัน ขอสรุปว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้จะทำลายการตรวจสอบถ่วงดุลตามรัฐธรรมนูญ ของประชาชนขององค์กรอิสระ ศาล และวุฒิสภา ดิฉันจึงมีความเห็นว่าจากการแก้ไข รัฐธรรมนูญประจวบกับการกู้เงิน ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาทเป็นความพยายามทุกวิถีทางที่จะ เสริมอำนาจฝ่ายบริหารคือรัฐบาลในปัจจุบัน ดิฉันจึงขอไม่เห็นด้วยในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ในครั้งนี้ค่ะ ขอบคุณค่ะ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา 🔗

คุณมนพร เจริญศรี ครับ ๗ นาทีนะครับ

นางมนพร เจริญศรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (นครพนม) ท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพ ดิฉัน มนพร เจริญศรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครพนม พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ดิฉันต้องขอบพระคุณท่านประธานค่ะที่ให้โอกาสดิฉัน ในฐานะ ส.ส. ซีกรัฐบาลเป็นคนอภิปรายในคืนนี้เป็นคนสุดท้าย วันนี้เป็นการพิจารณา การเสนอร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฉบับแก้ไขเพิ่มเติมทั้ง ๓ ฉบับ ดิฉันรู้สึกดีใจ แล้วก็ภูมิใจค่ะ ถ้าสภาอันทรงเกียรติแห่งนี้ได้ผ่านการพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญในขั้น รับหลักการ เพราะดิฉันก็จะเป็นสมาชิกอีก ๑ เสียงที่จะเป็นผู้สร้างประวัติศาสตร์การเมือง ที่จะคืนอำนาจแล้วก็อำนาจเหล่านี้ก็จะคืนไปสู่มือของพี่น้องประชาชนคนไทยและสมาชิก สภาอันทรงเกียรติแห่งนี้ก็จะไม่ถูกเป็นเครื่องของคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งค่ะท่านประธาน ท่านประธานคะ รัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๔๐ เป็นรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน เพราะประชาชน มีส่วนร่วมในการร่างรัฐธรรมนูญ และสภาร่างรัฐธรรมนูญมาจากการเลือกตั้งของประชาชน และรัฐสภาเป็นรัฐธรรมนูญที่มีเจตนารมณ์อย่างชัดเจนในการลดอำนาจรัฐเพิ่มอำนาจ ของราษฎร และรัฐธรรมนูญดังกล่าวยังมุ่งเน้นในเรื่องของสิทธิเสรีภา ความเป็นมนุษย์ สิทธิมนุษยชน และความเสมอภาค ต่อมารัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๕๐ ซึ่งดิฉันมองว่ารัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๕๐ เป็นมรดก ของการปฏิวัติรัฐประหาร สืบเนื่องมาจากวันที่ ๑๙ กันยายน ปี ๒๕๔๙ รัฐธรรมนูญฉบับนี้ เป็นความร่วมมือของบรรดากองทัพตุลาการระดับสูงบางท่าน พรรคการเมืองบางพรรค ที่คิดว่าจะใช้รัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นเครื่องมือในการหาเสียงเลือกตั้งในเวทีสนามการเลือกตั้ง และให้พรรคตัวเองกลับมาเป็นรัฐบาลอีก นอกจากนั้นยังมีกลุ่มอำนาจนอกระบบ นายทุน ระดับหมื่นล้าน แล้วก็การยกร่างดังกล่าวเป็นการยกร่างที่มีผู้มีอำนาจ แล้วก็เป็นการทับซ้อน ในตำแหน่งต่าง ๆ ในรัฐธรรมนูญที่ตนเป็นคนร่าง และอีกหลาย ๆ คนที่เคยเป็น สสร. เมื่อปี ๒๕๔๐ ที่มีท่าทีเป็นปฏิปักษ์ต่อรัฐบาลพรรคไทยรักไทย และรัฐบาลพรรคพลังประชาชน ในขณะนั้น ซึ่งต้องถือว่ารัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๕๐ เป็นรัฐธรรมนูญที่ขาดความชอบธรรม ขัดต่อหลักนิติธรรม ในประเด็นของการแก้ไขรัฐธรรมนูญดิฉันเห็นด้วยทั้ง ๓ ฉบับ ดิฉันจะเจาะลึก ลงไปในมาตรา ๖๘ และมาตรา ๒๓๗ ว่ากฎหมายดังกล่าวเป็นกฎหมายที่มีความล้าหลัง ไม่ได้มีประโยชน์ต่อการป้องกันการซื้อเสียงแต่อย่างใด แต่มีไว้เพื่อทำลายพรรคการเมืองบางพรรค และทำให้พรรคการเมืองโดยส่วนรวมอ่อนแอนำไปสู่วิกฤติของระบอบประชาธิปไตย โดยเฉพาะกระบวนการที่มีการเพิกถอนสิทธิกรรมการบริหารพรรคการเมืองเป็นเวลา ๕ ปี ดิฉันจะยกตัวอย่างค่ะท่านประธาน ว่าในห้วง ๒-๓ ปีที่ผ่านมามีการเลือกตั้ง ผู้สมัครท่านหนึ่ง มีความคิดว่าทำอย่างไรถึงจะหาสมาชิกพรรคให้ได้จำนวนมาก ๆ เขาใช้เงินเพียง ๕,๐๐๐ บาท ไปรณรงค์ให้ชาวบ้านมาฟังเขาในการหาเสียงเลือกตั้ง ต่อมาพรรคคู่แข่งเมื่อมีการเลือกตั้ง ผู้สมัครที่ใช้เงินเพียง ๕,๐๐๐ บาทไปจ่ายค่ารถคันละ ๒๐๐ บาท มีผู้มารับฟังการปราศรัย ประมาณ ๒๐๐ ท่าน ต่อมาเมื่อถึงวันเลือกตั้งปรากฏว่าผู้สมัครท่านนี้ชนะโดยชนะทิ้งห่างคู่แข่ง พรรคที่ชนะทิ้งห่างคู่แข่งเป็นแสนคะแนน แต่ผู้ที่ได้คะแนนเพียง ๕,๐๐๐ คะแนนไปร้อง กกต. ต่อมา กกต. ได้ให้ใบแดงแก่ผู้ที่ถูกบอกว่าใช้เงินจ้างวานค่ารถในการมารับฟังการปราศรัย ท่านประธานที่เคารพคะ จากตัวอย่างที่มีให้เห็นได้ส่งผลถึงความหนักเบาในการพิจารณา ของ กกต. แล้ว กกต. เองก็มองเห็นว่าใช้กระบวนการมาตรา ๒๓๗ แห่งนี้ ซึ่งเป็นการกระทำ ที่ปราศจากความหนักเบาของเหตุแห่งความผิด ก็จะเห็นว่าถ้ากระบวนการนี้ไปถึงตุลาการ ผู้ที่เป็นตุลาการพิจารณาความก็มีอคติต่อผู้สมัคร มีอคติต่อพรรคการเมืองบางพรรคก็จะทำ ให้นำมาซึ่งการยุบพรรคการเมือง การกระทำเช่นนี้ก็เปรียบเสมือนว่าลูกกระทำผิด พ่อแม่ ญาติพี่น้องก็พลอยรับกรรมในเหตุแห่งความผิดไปด้วย ก็เปรียบเสมือนว่าบ้านหลังนี้มีหนู หรือแมลงสาบอยู่ในบ้าน เจ้าของบ้านก็จะต้องเผาบ้านทั้งหลังเพียงเพื่อจับหนูและแมลงสาบ เท่านั้น ท่านประธานที่เคารพคะ มาตราของการยุบพรรคดิฉันมองว่าควรจะได้มีการแก้ไข เพราะตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้ การยุบพรรคการเมืองนำมาซึ่งการขาดเสถียรภาพ ทางการเมือง แล้วก็เป็นการก้าวถอยหลังครั้งใหญ่ของระบอบประชาธิปไตยทั้งประเทศ ท่านประธานคะ ดิฉันจะเสนอความคิดเห็นที่ทะลุมิติ สมาชิกหลาย ๆ ท่านที่ได้เสนอมาว่า ถ้าจะต้องเขียนกฎหมายเพื่อสร้างความชอบธรรมในกรณีของการยุบพรรคการเมือง ดิฉันเห็นว่า ควรจะตราเป็นพระราชบัญญัติด้วยการยุบพรรคการเมืองต่างหาก เพราะจะทำให้กระบวนการ พิจารณาเป็นไปตามขั้นตอนของกฎหมาย แทนที่จะอยู่ในอำนาจของตุลาการเพียงไม่กี่ท่านเท่านั้น ท้ายที่สุดดิฉันขอสนับสนุนการพิจารณาแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญ แก้ไขเพิ่มเติม ที่จะเข้าสู่สภา ในวันนี้ ขอบคุณค่ะท่านประธาน

ขอบคุณท่านมนพร ท่านรักษาเวลาดีมากนะครับ ต่อไปเชิญคุณหมออนันต์ครับ

นายอนันต์ อริยะชัยพาณิชย์ สมาชิกวุฒิสภา สุรินทร์ 🔗

ขอบคุณ ท่านประธานครับ เรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายแพทย์อนันต์ อริยะชัยพาณิชย์ สมาชิกวุฒิสภาจังหวัดสุรินทร์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมขออนุญาตอภิปรายในร่าง รัฐธรรมนูญ แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พุทธศักราช .... ทั้ง ๓ ฉบับดังต่อไปนี้นะครับ ก็ขอเรียนท่านประธานว่าวันนี้เราได้พิจารณามีอภิปรายกันมาถึงปัจจุบันนี้ ณ เวลานี้ ก็ยาวนาน ท่านสมาชิกก็ได้อภิปรายกันในหลายรูปแบบ ก็อยากจะขอเรียนว่าสิ่งที่ ผมจะอภิปรายนี้ก็เป็นการอภิปรายซึ่งเกิดขึ้นในความรู้และในความเข้าใจของผมซึ่งเป็น ประสบการณ์ตรง ก็อยากเรียนว่าเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญก็เป็นเรื่องธรรมดา มาตรา ๒๙๑ ก็ได้เปิดช่องให้มีการแก้ไขได้ ซึ่งก็ยังจะมีการอภิปรายว่าจะแก้ไขทั้งฉบับหรือจะแก้ไข เป็นรายมาตรา ผมเองเห็นว่าการแก้ไขรายมาตราไปเรื่อย ๆ จะมีประโยชน์กว่าที่เราจะไป ฉีกรัฐธรรมนูญ บางประเทศรัฐธรรมนูญเขาอยู่กันเป็น ๒๐๐-๓๐๐ ปี มีการแก้ไขไปเรื่อย ๆ ก็ไม่จำเป็นต้องฉีก ประเทศไทยเราใช้รัฐธรรมนูญเปลืองมากจริง ๆ ดังที่ก็ทราบกันอยู่ ผมขออภิปรายในร่างรัฐธรรมนูญ แก้ไขเพิ่มเติม ในเรื่องที่มาของสมาชิกวุฒิสภา ธรรมดา ประเทศทั่วโลกก็มีทั้งประเทศที่มีสมาชิกวุฒิสภาหรือวุฒิสภา แล้วก็ไม่มีวุฒิสภาก็มี ประเทศที่มีวุฒิสภาก็มีทั้งแบบเลือกตั้งมาทั้งหมดก็มี แต่งตั้งทั้งหมดก็มี หรือมีแบบผสมก็มี ซึ่งเข้าใจว่าท่านสมาชิกทุกท่านก็คงได้เห็นจากเอกสารซึ่งอยู่ในห้องประชุมนี้ซึ่งทุกท่าน ก็ได้เห็นอยู่แล้ว ก็มีรายละเอียดให้พวกเราได้ศึกษาเพิ่มเติมบ้าง สำหรับประเทศใดจะใช้ แบบไหนก็คงจากประสบการณ์ของประเทศนั้น เมื่อมีการเซตจนลงตัวแล้วควรจะเหมาะสม อย่างไรประเทศนั้นก็ใช้ไป เช่นเดียวกันประเทศไทยเราก็มีผ่านมาหลายรูปแบบ แล้วเราก็ได้ เซต (Set) ลงตัวมาในรูปแบบหนึ่งแล้ว ถ้าจะมีการเปลี่ยนแปลงอะไรก็แล้วแต่ก็ควรจะ เปลี่ยนไปในทางที่ให้ถูกต้องขึ้น ให้ดีขึ้น ต้องไม่มีอะไรซ่อนเร้น ไม่ใช่ล้มเพื่อเป็นหลักของตัวเอง ซึ่งอันนี้พวกเราก็ควรจะตระหนักถึง วุฒิสภาเรามีไว้แต่ไหนแต่ไรมาก็คงตั้งแต่เปลี่ยนแปลง การปกครองปี ๒๔๗๕ ก็จะเห็นว่าเราเริ่มมีการตั้งพฤฒิสภา อาจจะเรียกเป็นสมาชิกพฤฒิสภา อาจจะเรียกว่า ส.ส. ประเภทสอง จะเป็น ส.ส. แต่งตั้งหรือ ส.ส. เลือกตั้งก็แล้วแต่ การที่เราจะมี ส.ว. ที่มาก็คือเนื่องจากประเทศไทยเรายังคงไม่สามารถที่จะมี ส.ส. ประเภทเดียวที่เลือกตั้ง จากประชาชน ซึ่งส่วนใหญ่ก็ยังไปไม่ถึงเรื่องความรู้เรื่องอะไรต่ออะไรก็จำเป็นจะต้องมีพี่เลี้ยง เพราะฉะนั้นก็จะต้องตั้งขึ้นมากลุ่มหนึ่งเพื่อกลั่นกรองกฎหมาย เพื่อติดตามการทำงาน ของรัฐบาล ซึ่งแน่นอนก็ต้องมีคุณสมบัติ ก็ต้องเป็นคนมีความรู้ความสามารถ เป็นที่ยอมรับ เป็นที่พึ่งของประชาชนได้ เป็นที่รู้อะไรรู้จริง มีความรู้ที่สามารถจะช่วยเหลือประเทศชาติได้ดี เพราะฉะนั้นประเทศไทยก็ได้ผ่านตรงนี้มาจนกระทั่งครั้งสุดท้ายที่เรามีการเลือกตั้ง ผ่านมาแล้วก็จนมาเป็นแบบปัจจุบันซึ่งเป็นแบบผสม เรามีแต่งตั้งกันมาตลอดตั้งแต่ปี ๒๔๗๕ จนปี ๒๕๔๓ ถึงปี ๒๕๔๙ ก็เป็นระบบเลือกตั้ง แล้วก็มาของวุฒิสภาสมัยนี้ที่เราเป็นแบบผสม เป็นครั้งแรกที่เราใช้แบบผสมมีทั้งเลือกตั้งและสรรหา ผมมีโอกาสได้เลือกตั้งมา ผมได้รับเลือกตั้ง เมื่อปี ๒๕๔๙ ด้วย ก็เป็นความบังเอิญที่ไม่สามารถจะปฏิบัติหน้าที่เป็นสมาชิกวุฒิสภา ในขณะนั้นได้เพราะเนื่องจากมีปฏิวัติเกิดขึ้น เพราะฉะนั้นรูปแบบใหม่ที่มีในขณะนั้นที่มีการดัดแปลง เนื่องจากมีข้อผิดพลาดในเรื่องการเลือกตั้งทั้งหมดในสมัยนั้นซึ่งเราก็ทราบกันอยู่ที่เขาเรียก สภาทาส สภาอะไรก็แล้วแต่ เพราะฉะนั้นก็เป็นการทดลองอันแรกอีกอันหนึ่ง เป็นครั้งแรก ที่ประเทศไทยใช้แบบผสม การเลือกตั้งก็มีข้อจำกัด ตอนเราเข้ามาเลือกตั้งเราทราบอยู่แล้ว เราจะเป็นได้แค่ ๖ ปี เราเป็นวาระเดียวอันนี้เราทราบอยู่แล้ว แล้วการที่ให้มีแค่ ๖ ปีนี้ก็เพื่อไม่ต้องการให้สร้างอิทธิพล เรามีเหตุมีผลอยู่ในตัวของมัน เพราะฉะนั้นคนที่เข้ามาตรงนี้ทุกคนรับทราบหมด แล้วก็มีอีกพวกหนึ่งมาจากการสรรหา ซึ่งมาจากกรรมการ ๗ ท่าน ซึ่งหลาย ๆ ท่านก็คงได้พูดไปแล้วแล้วก็เป็นที่รับทราบอยู่ เมื่อมีการจะแก้ไขในประเด็นเท่าที่เราก็อ่านในร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมเรื่องที่มา จะมีการแก้ไขก็คือให้มาจากการเลือกตั้งทั้งหมด อันที่ ๒ ไม่ต้องเว้นวาระ อันที่ ๓ ไม่มี สรรหา ในความเห็นของผมจากประสบการณ์ที่เราผ่านมาในการเลือกตั้งซึ่งผมได้ลง ทั้ง ๒ ครั้ง ก็คงจะทราบว่าการเลือกตั้งนี้ก็ยากลำบาก แต่ผมมีข้อคิดว่าการเลือกตั้งนี่นะครับ การเลือกตั้งของประเทศไทยมันไม่ใช่เรื่องดี ประเทศไทยเรามีความเจริญขึ้นในหลาย ๆ ทาง แต่การเลือกตั้งยิ่งเลือกยิ่งเลวลง เลวลงไปเรื่อย ๆ เหตุผลเพราะอะไรล่ะครับ เพราะว่า ระบบเครือข่ายในการซื้อเสียงมันแน่นหนา มันมั่นคงขึ้นตลอด ปัจจุบันท่านจะไปตามจับ ไม่มีทางนะครับ เขายิงเชื่อทั้งนั้นเขาไม่ต้องจ่ายสตางค์ ท่านจะไปจับตอนจ่ายสตางค์อะไร อย่างนี้ไม่มีหรอกครับ เลือกตั้งเสร็จเรียบร้อยจนได้คนเรียบร้อยแล้วเขาถึงจะรับสตางค์กัน อย่างนี้เป็นต้น ผมไม่ทราบอาจจะแตกต่างกับคนอื่น แต่ประสบการณ์ผมบอกผมมาอย่างนั้น เพราะฉะนั้นเวลาเราเลือกตั้งมาได้ทีไรผมจะถูกเขาด่าเลยว่าซื้อเสียงมา เพราะฉะนั้นผมยังมี ความเห็นว่าถ้าเผื่อเราเลือกตั้งทั้งหมดก็ไม่ใช่เรื่องดีสำหรับประเทศไทยแน่ ๆ เพราะว่า ถ้าเราได้เลือกตั้งแบบนี้ก็ไม่จำเป็นจะต้องเลือกตั้งก็เลือกผู้แทนราษฎรพวกเดียวเลย เพราะการเลือกตั้งในพื้นที่มันต้องอาศัยพรรคการเมือง ต้องอาศัยนักการเมืองท้องถิ่น จะทำให้ ส.ว. ที่เป็นกลางแล้วก็ไม่สังกัดพรรคมันจะเป็นไปได้อย่างไร ซึ่งก็ไม่ใช่ไม่มี มี แต่ผมว่าก็อย่างนี้มันก็จะค่อนชิฟท์ (Shift) เอียงไปในทางที่ไม่ค่อยถูกต้อง เช่นเดียวกัน ประสบการณ์ที่ผมมาทำงานอยู่ที่นี่ผมก็เห็นว่า ส.ว. สรรหาที่เข้ามาจาก ๗ คนก็ไม่เหมาะสม มีการเลือกสรรหาเข้ามา เป็นบุคคลซึ่งเรางงว่าเข้ามาได้อย่างไร อย่างนี้เป็นต้น เพราะฉะนั้น ๒ ระบบนี้ถ้าจะแก้ต้องแก้ตรง ๒ จุดนี้ มันไม่เกี่ยวกับคนจำนวน ๒๐๐ คนหรือเกี่ยวกับ อะไรทั้งนั้น มันเกี่ยวกับว่าที่มาของวุฒิสมาชิกที่เราจะต้องการมาใช้ในประเทศเราเราจะใช้ แบบไหน ต้องเอาคนแบบไหน เราต้องโพรเทค (Protect) อย่างไร หรือเรียกขุดคุ้ยอย่างไร หามาอย่างไร ให้ ส.ว. ได้คนอย่างนั้นเข้ามา เพราะฉะนั้นผมก็ไม่เห็นด้วยในการที่จะแก้ไข อย่างนี้ ผมว่าถ้าจุดที่จะแก้ไขก็ต้องเป็นจุดล้อมอย่างไรว่าให้คนที่เป็นกลางจริง ไม่สังกัด พรรคจริง ที่จริง ๆ แล้วอันนั้นก็ควรจะเป็นที่มา การสรรหาก็คงจะต้องเพิ่มวิธีการสรรหาใหม่ อาจจะสรรหาตั้งแต่ระดับจังหวัดมา สรรหาหลาย ๆ คนแล้วให้ประชาชนเลือกก็ได้ จังหวัดนี้ สรรหาออกมาแล้วได้ ๑๐ คน เอา ๑๐ คนให้ประชาชนเลือก ๑๐ คนนี้ อะไรอย่างนี้เป็นต้น เพราะฉะนั้นโอกาสที่จะซื้อเสียงตั้งแต่ตอนสรรหาหรืออะไรต่ออะไรมันก็จะหมดไป โอกาสที่ จะได้สรรหาคนดูแล้วมาได้อย่างไร อะไรอย่างนี้ งงไปหมด แล้วการสรรหา ๒ ครั้ง ผมก็เห็นทั้ง ๒ ครั้งว่าตรงนี้เป็นข้อผิดพลาดแน่ ๆ ที่จะต้องแก้ไข ผมยังเห็นว่าการแก้ไขตรงนี้ ผมก็ไม่ค่อยเห็นด้วยนะครับ สำหรับอีก ๒ ฉบับที่ผ่านมานี้ มาตรา ๑๙๐ นี้ผมไม่เห็นด้วย เด็ดขาดเลยนะครับ เพราะว่าตอนที่แก้ครั้งที่แล้วก็บอกว่าจะต้องให้กระทรวงการต่างประเทศ ไปออกกฎหมายลูก กรมสนธิสัญญาจะต้องเป็นคนไปออกกฎหมายมาเพื่อจะรองรับ มาตรา ๑๙๐ นี้จะเป็นอย่างไร บัดนี้ก็ยังไม่ออกจนถึงเดี๋ยวนี้ แล้วการไปตัดที่ผลกระทบ ต่อเศรษฐกิจ ต่อสังคม และงบประมาณอย่างกว้างขวางอย่างมีนัยสำคัญตัดทิ้งหมด อันนี้ แปลว่าอย่างไรครับ ตรงนี้สำคัญมาก ๆ ผมว่าตัวนี้หายไปจนอะไรก็ไม่ทราบ ผมไม่เห็นด้วย แล้วอีกฉบับหนึ่ง ผมเห็นด้วยมาตรา ๒๓๗ เรื่องยุบพรรค ผมไม่เห็นด้วยที่จะต้องให้สมาชิก ของพรรคเขาต้องเดือดร้อนไปด้วย แต่ผมไม่เห็นด้วยในการแก้ มาตรา ๖๘ เนื่องจาก หมดเวลาแล้วผมก็ขอเพียงเท่านี้นะครับ ขอบคุณท่านประธานครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ท่านยุทธนา ยุพฤทธิ์ ท่านมีเวลา ๘ นาทีนะครับ

นายยุทธนา ยุพฤทธิ์ สมาชิกวุฒิสภา ยโสธร 🔗

กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพอย่างสูง กระผม ยุทธนา ยุพฤทธิ์ สมาชิกวุฒิสภาจากจังหวัดยโสธร ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา ต้องขอแสดงความสนับสนุนและให้กำลังใจท่านประธานที่ทำหน้าที่ ด้วยอุดมคติและมีจุดยืนนะครับ แม้ว่าจะมีเพื่อนสมาชิกบางท่านอาจจะไม่เห็นด้วย ในบางประเด็น แต่ก็เป็นจุดแข็งหรืออุปนิสัยส่วนตัวของท่านที่ท่านชัดเจนและมีจุดยืน ที่จะแสดงความคิดเห็น อันนี้เพื่อนสมาชิกวุฒิสภาหลายท่านฝากให้สนับสนุนและให้กำลังใจ ท่านมานะครับ เกี่ยวกับประเด็นบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ที่เราใช้กันอยู่ขณะนี้ ผมไม่ปฏิเสธในเรื่องที่มีจุดแข็งหรือจุดเด่นในเรื่องคุ้มครอง ส่งเสริม ขยายสิทธิและเสรีภาพ ของประชาชน ลดการผูกอำนาจรัฐและขจัดการใช้อำนาจอย่างไม่เป็นธรรม ระบบตรวจสอบ มีความเข้มแข็งและทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพนะครับ รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันนี้ถือได้ว่า เป็นรัฐธรรมนูญฉบับที่ดีที่สุดฉบับหนึ่งในจำนวนทั้งหมด ๑๘ ฉบับของประเทศไทย แต่ที่มา ของการร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้นั้นมีที่มาท่ามกลางบรรยากาศในขณะนั้นซึ่งไม่เป็นประชาธิปไตย และมีหลายบทบัญญัติ บางบทบัญญัติที่ขัดหลักนิติธรรม ขัดหลักนิติรัฐนะครับ สิ่งที่ผมจะพูด ต่อไปอาจจะต้องกราบขออภัยเพื่อนสมาชิกบางท่านถ้าหากจะไปพาดพิงหรืออาจจะไป กระทบกระเทือนถึงสิทธิ หรือเกี่ยวข้อง หรือไม่ถูกใจกับท่าน แต่เนื่องจากว่าเป็นเจตนารมณ์ ของพี่น้องประชาชน ตลอดจนเป็นหลักการที่เรายึดมั่นอยู่ในระบอบประชาธิปไตยอันมี พระมหากษัตริย์เป็นประมุขนะครับ ส่วนประเด็นสำคัญประเด็นหนึ่งที่ไม่สอดคล้องกับ บทบัญญัติประชาธิปไตย และโดยเฉพาะอย่างยิ่งไม่ถูกต้องตามความต้องการของ พี่น้องประชาชน ในกระบวนการรับฟังความคิดเห็นประชาชนในการร่างรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ได้มีคณะกรรมาธิการรับฟังความเห็นและการมีส่วนร่วมของประชาชน ทั้ง ๗๖ จังหวัด ได้ส่งผลของการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนเรื่องรัฐธรรมนูญ ในประเด็นต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่เกี่ยวข้องกับมาตรา ๑๑๑ และมาตราที่เกี่ยวกับที่มา ของสมาชิกวุฒิสภา ผลจากการรับฟังความคิดเห็นของพี่น้องประชาชนทั้ง ๗๖ จังหวัด ทั่วประเทศ ๓ ครั้งต่างเวลากัน คนละช่วงเวลา ครั้งที่ ๑ ประชาชนทั่วประเทศเห็นว่า สมาชิกวุฒิสภาควรจะมาจากการเลือกตั้ง ๖๗.๘ เปอร์เซ็นต์ ครั้งที่ ๒ ทิ้งช่วงกันอีก ระยะหนึ่ง มีการส่งผลจากทั่วประเทศเข้ามายังคณะกรรมาธิการที่สภาร่างรัฐธรรมนูญ ๖๙.๒ เปอร์เซ็นต์เห็นว่าควรจะมาจากการเลือกตั้งจากพี่น้องประชาชน และครั้งสุดท้าย ครั้งที่ ๓ ๖๘.๖ เปอร์เซ็นต์ ควรจะมาจากการเลือกตั้งของประชาชน สรุปรวมทั้ง ๓ ครั้ง ประชาชนทั่วประเทศ ซึ่งคณะกรรมาธิการวิสามัญรับฟังความเห็นและการมีส่วนร่วม ของประชาชนประจำจังหวัดทั้ง ๗๖ จังหวัดทั่วประเทศส่งผลคะแนนการลงความเห็น เฉพาะประเด็นนี้ประเด็นเดียวสรุปแล้วก็คือ ๖๘ เปอร์เซ็นต์ให้มาจากการเลือกตั้งทั้งสิ้น แต่คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญกลับไม่นำเอาผลของการรับฟังความคิดเห็น ของประชาชนนั้นมาบรรจุในบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ แล้วไปออกแบบให้มีที่มา แบบลูกผสมก็คือมาจากการสรรหากึ่งหนึ่ง และมาจากการเลือกตั้งอีกกึ่งหนึ่ง โดยใช้จำนวน ๑๕๐ คนเป็นตัวตั้ง หักออกจากจำนวนจังหวัดในขณะนั้น ๗๖ จังหวัด ก็ ๗๔ ท่าน และในปัจจุบันนี้ ๗๗ จังหวัดก็คงเหลือ ๗๓ ท่าน อันนี้ก็คือเรื่องสำคัญที่ถูกเก็บใส่ลิ้นชัก ของคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ และสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ประเด็นนี้ผมจำเป็นต้องพูด จริง ๆ ที่ผ่านมาจากการทำงานร่วมกันสมาชิกวุฒิสภา ประเภทสรรหา ก็อย่างที่เพื่อนสมาชิกหลายท่านได้พูด ส่วนใหญ่เราก็จะยอมรับในความรู้ ความสามารถของเพื่อนสมาชิก แต่ก็มีบ้างที่เราไม่เห็นด้วยแม้จะเป็นส่วนน้อยก็ตามแต่ ส่วนใหญ่เราก็เห็นด้วย ผมจำเป็นที่จะต้องนำผลของการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ประจำจังหวัดต่าง ๆ มาให้เพื่อนสมาชิกและท่านประธานได้รับทราบ เนื่องจากว่าผมเองนั้น ก็มีส่วนร่วมในสภาร่างรัฐธรรมนูญขณะนั้นเนื่องจากผมก็เป็นประธานคณะกรรมาธิการ วิสามัญอยู่คณะหนึ่งของสภาร่างรัฐธรรมนูญขณะนั้น

ในประเด็นมาตรา ๖๘ หลายท่านอาจจะมองว่าเป็นการละเมิดสิทธิพิทักษ์ รัฐธรรมนูญของประชาชน แต่ผมก็อยากให้เพื่อนสมาชิกได้มีมุมมองอีกประการหนึ่ง เนื่องจากว่าบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ในมาตรา ๖๘ ในส่วนตัวผมไม่เห็นด้วย เนื่องจากว่ามีเพื่อนสมาชิกบางท่านได้อภิปรายไปแล้ว ศาลรัฐธรรมนูญนั้นจะระบุไว้ชัดเจน ในมาตรา ๒๑๒ ไม่ได้ออกแบบไว้ให้ประชาชนยื่นคำร้องโดยตรงนะครับ ปกติจะต้องยื่นผ่าน ช่องทางต่าง ๆ ยกเว้นช่องทางที่จะยื่นนั้นไม่มีจึงจะมายื่นช่องทางทางศาลรัฐธรรมนูญ บทบัญญัติมาตรา ๒๑๒ บุคคลซึ่งถูกละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพที่รัฐธรรมนูญนี้รับรองไว้ มีสิทธิยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อมีคำวินิจฉัยว่าบทบัญญัติแห่งกฎหมายขัดหรือแย้ง ต่อรัฐธรรมนูญได้ การใช้สิทธิตามวรรคหนึ่งต้องเป็นกรณีที่ไม่อาจใช้สิทธิโดยวิธีการอื่นได้แล้ว ก็คงจะเป็นประเด็นที่กราบเรียนให้ท่านประธานและเพื่อนสมาชิกได้ทราบว่าไม่ใช่เป็น การตัดสิทธิหรือลิดรอนสิทธิแต่ประการใด แต่เป็นการปฏิบัติตามขั้นตอนและกระบวนการ เพื่อให้เกิดความกระจ่างชัดไม่ต้องไปตีความกันอีกในอนาคต แม้ศาลรัฐธรรมนูญปัจจุบันนี้ ตีความว่าควรจะ อาจจะขัดกับรัฐธรรมนูญแต่ก็ไม่ชัดเจน ยิ่งในภาวะปัจจุบันนี้ประเทศไทย อยู่ในพื้นฐานของความเชื่อที่ว่าเรามีการพิจารณาแบบดับเบิล แสตนดาร์ด (Double standard) หรือสองมาตรฐาน อันนี้เพื่อความกระจ่างชัดในมาตรา ๖๘ ก็ควรจะระบุให้ชัดเจนเลยว่า ควรที่จะให้ระบบตรวจสอบโดยอัยการสูงสุดซึ่งเป็นขั้นตอนของกฎหมายที่ถูกต้อง และออกแบบให้ศาลรัฐธรรมนูญไม่ใช่รับช่องนี้ มีช่องรับตามมาตรา ๒๑๒ ก็กราบเรียน ท่านประธานและเพื่อนสมาชิกได้โปรดทราบ ขอกราบขอบพระคุณครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ท่านสมาชิกครับ ยังมีรายชื่อ อีกจำนวนหลายท่านที่จะต้องอภิปราย เอาอย่างก็แล้วกันครับ ผมขอพักการประชุม แล้วเวลา ๐๙.๓๐ นาฬิกา มาประชุมกันใหม่แล้วต่อเลยนะครับ แต่ขอความร่วมมือ ถ้าท่านมาถึงท่านก็เซ็นชื่อสักหน่อยเพื่อให้ปรากฏในบันทึก ขอบคุณมากครับ ขอพักประชุมครับ

พักประชุมเวลา ๒๒.๕๗ นาฬิกา

เริ่มประชุมต่อเวลา ๐๙.๕๕ นาฬิกา

ของวันอังคารที่ ๒ เมษายน พุทธศักราช ๒๕๕๖

เชิญนั่งครับ ผมขอประชุม ต่อจากที่ได้พักการประชุมไว้ครับ ท่านบุญยอดเชิญครับ

นายบุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

กราบเรียน ผู้ทำหน้าที่ประธานรัฐสภา ผม บุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกรัฐสภา อย่าเริ่มนะครับ ผมกราบเรียน ถามท่านก่อนครับว่าจากเมื่อวานนี้ตอนแรกเราก็จะประชุมกันจนถึงเวลา ๒๒.๐๐ นาฬิกา สุดท้าย การประชุมก็ล่วงเลยไป ผมเข้าใจว่าประมาณเวลา ๒๓.๐๐ นาฬิกานี่นะครับ ในวันนี้การทำงาน ของเรานอกจากสมาชิกรัฐสภาแล้วเรามีการร่วมงานกันหลายส่วนนะครับ ทางข้าราชการ เจ้าหน้าที่ ฝ่ายอาหาร ฝ่ายถ่ายทอดสดที่จะไปถึงพี่น้องประชาชน อยากจะเรียนถามท่านว่า ในการกำหนดระยะเวลาต่าง ๆ นั้นท่านจะดำเนินการอย่างไรครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ก็เมื่อวานนี้ที่ประชุมนั้น ก็เลยเวลาไปประมาณ ๕๐ นาที เลิกก็ใกล้ ๕ ทุ่มนะครับ ซึ่งก็เป็นเรื่องที่เราก็อะลุ้มอล่วยกัน ที่จะให้สมาชิกที่ท่านได้เข้าชื่อไว้ซึ่งขณะนั้นเหลือ ๘ ท่าน ผมก็ตัดออกเหลือ ๖ ท่าน มีท่านสมาชิกของพรรคฝ่ายค้านนั้นขอสงวนสิทธิที่จะไม่อภิปรายในเวลาที่ท่านประธานสมศักดิ์ ทำหน้าที่ประธานที่ประชุม ผมก็ทำหน้าที่ก็คือของสมาชิก รัฐบาลและพรรคร่วมรัฐบาล แล้วก็ ส.ว. ได้อภิปรายกันนะครับ จนเมื่อวานนี้ผมก็หักลบแล้วเวลาที่ท่านประท้วงผม หรือเวลาที่ท่านหารือผมนั้นผมก็เกินเวลาไปแล้วซึ่งก็อยู่ในวิสัยที่เป็นอำนาจของประธานที่ประชุมนั้น ที่จะกำหนดได้อยู่แล้วครับ เพราะฉะนั้นผมขอที่จะประชุมต่อนะครับ มีประเด็นอะไรครับท่าน

นายบุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ความหมายคือวันนี้จะประชุมถึงเวลา ๔ ทุ่ม

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ประมาณ ๔ ทุ่มครับ

นายบุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ขอบพระคุณครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ครับ เชิญครับ

นายวิรัช ร่มเย็น สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ระนอง

ท่านประธานที่เคารพ วิรัช ร่มเย็น พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดระนอง ในฐานะสมาชิกรัฐสภาครับ ผมเรียนหารือ ท่านประธานครับ เหตุการณ์เมื่อวานนี้อาจจะกะทันหันสำหรับท่านประธาน เมื่อวานนี้ ยังคิดไม่ออก ยังตอบไม่ได้ เมื่อคืนนี้ไปนอนคิด ๑ คืนนี่คิดได้แล้วยังที่ฝ่ายค้านเขาเสนอว่า ความไม่สง่างามของท่านประธานที่ได้ลงนามเสนอกฎหมาย ๒ ฉบับ แล้วก็ขึ้นไปนั่งพิจารณา ผมอยากเรียนถามประธานว่าท่านจะให้เหตุการณ์อย่างนี้เกิดขึ้นอีก ๒ วันหรือ เราไม่เคยมีมา อย่างนี้ตลอดนะครับท่าน ผมอยู่มา ๒๑ ปีแล้วที่บ้านหลังนี้

(จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุรินทร์ ได้ยืนและยกมือขึ้น)
นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

เดี๋ยวครับ มีผู้ประท้วง เชิญท่านประสิทธิ์ครับ

จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุรินทร์

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิก สภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย จังหวัดสุรินทร์ ผมขอประท้วงผู้หารือตามข้อ ๔๓ ประเด็น ตรงนี้มันพูดกันจบไปแล้ว วกวน ซ้ำซาก และในกฎหมายรัฐธรรมนูญ มาตรา ๘๙ ก็บัญญัติ ไว้ชัดเจนไปอ่านบ้างสิเมื่อคืนมัวแต่คิดเรื่องไม่ดีอยู่ได้

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

เอาละครับ

จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุรินทร์

และที่สำคัญที่สุด ท่านประธานนิดเดียว ในกฎหมายรัฐธรรมนูญ ในข้อบังคับก็ไม่มีตรงไหนเลย ที่ให้สมาชิกชี้ว่าท่านประธานไม่มีคุณสมบัติ ไม่มี คนที่มีอำนาจในการชี้คือศาลรัฐธรรมนูญ พูดอยู่ได้ซ้ำซาก

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

เดี๋ยวครับ

นายวิรัช ร่มเย็น สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ระนอง

ท่านประธานครับ ผมยังไม่จบ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ท่านประสิทธิ์ท่านต่อครับ

นายวิรัช ร่มเย็น สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ระนอง

ผมยังไม่จบ ท่านประธานครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

เชิญครับ

นายวิรัช ร่มเย็น สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ระนอง

ผมไม่ถือสาเขาเป็นอย่างนี้มา ตั้งแต่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเขาเป็นอย่างนี้มาตลอด ท่านประธานครับ ผมเรียน ท่านประธานว่าเป็นเรื่องของมารยาท เป็นเรื่องประเพณีที่เราปฏิบัติกันมานะครับ เวลาที่จะ มีการอภิปรายไม่ไว้วางใจเวลาเขายกมือเขากดคะแนนกันท่านประธานยังไม่กดเลย แต่วันนี้ ท่านประธานเสนอกฎหมายแล้วไปทำหน้าที่ตรงนั้น ท่านประธานครับ เมื่อคืนนี้ผมถามจริง ๆ ท่านได้คิดบ้างไหม หรือว่าไม่เป็นไรเสียงมากลากไป ผมอยากให้ท่านประธานได้ไตร่ตรองตรงนี้ นี่เป็นประวัติศาสตร์ เป็นกฎหมายประวัติศาสตร์ และการกระทำของท่านประธานนั้น เป็นประวัติศาสตร์ ผมอยากให้เป็นประวัติศาสตร์ที่ดีให้ลูกหลานได้จารึกไว้

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

เอาละครับ ผมขอชี้แจงท่าน เพราะว่าท่านต้องการให้บันทึกประวัติศาสตร์ ผมจะบันทึกประวัติศาสตร์นะครับ ท่านสมาชิก ผู้ทรงเกียรติที่ประท้วงผม ผมจะเรียนว่าผมนั้นปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญทุกประการเป็นเอกสิทธิ์ของผม ในการที่ผมจะเข้าชื่อกฎหมายซึ่งไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อน เพราะสิ่งที่ผมลงนามในญัตติ ที่เสนอนั้นก็คือมาตรา ๑๙๐ ผมไม่ได้เป็นรัฐบาล ผมไม่ได้เป็นฝ่ายบริหาร แต่ผมเล็งเห็นว่า นี่คือจุดอ่อนของรัฐธรรมนูญนี้ คือจุดอ่อนประเทศชาติ ผมลงในมาตรา ๒๓๗ ผมไม่มี ประโยชน์ทับซ้อน ผมไม่ได้เป็นสมาชิกพรรคการเมือง ผมไม่ได้เป็นอะไรในซีกรัฐบาลทั้งนั้น ผมในฐานะที่ทำหน้าที่เป็นประธานที่ประชุมมา ๕ ปีกว่า เห็นบรรยากาศ เห็นจุดอ่อน ของรัฐธรรมนูญ เห็นความอ่อนแอของการพัฒนาพรรคการเมือง ผมลงชื่อ ผมไม่มีประโยชน์ทับซ้อน ผมทำหน้าที่เป็นประธานที่ประชุมนี้ทำโดยภายใต้ข้อบังคับการประชุม ไม่มีข้อบังคับการประชุม หรือว่ารัฐธรรมนูญฉบับไหนที่บอกว่าคนเสนอญัตติแล้วห้ามทำหน้าที่ ท่านจะเห็นว่า ผมได้แสดงบทบาทอย่างไรวันที่ผมลงมติ ทุกครั้งเวลาผมทำหน้าที่เป็นประธานที่ประชุม ผมจะไม่ใช้สิทธิ ผมจะงด เพราะฉะนั้นได้กรุณานะครับ อย่าได้เอา เกณฑ์มาตรฐานของท่านนั้น บอกว่าผมไม่สง่างามในการทำหน้าที่ครับ

(นายก่อแก้ว พิกุลทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ ได้ยืนและยกมือขึ้น)

ท่านก่อแก้วเชิญครับ เดี๋ยวท่านครับ เชิญก่อนครับ

นายวิรัช ร่มเย็น สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ระนอง

ท่านประธานที่เคารพ วิรัช ร่มเย็น พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดระนอง ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ถ้าท่านพูดแบบนี้ ก็เหมือนเมื่อวานนี้ เพราะฉะนั้นผมก็คิดเลยว่าสิ่งที่ทำไปนี้ สิ่งที่เซ็นไปท่านรู้อยู่แล้ว ท่านไม่ได้หลงผิดหรอก เพราะตำแหน่งของท่านในรอบกายของท่านนักกฎหมายทั้งนั้น นิติกรทั้งนั้น แต่ที่ท่านทำไปเพื่อท่านจะโชว์อะไรสักอย่างหนึ่งให้คนที่อยู่ต่างประเทศเขาได้เห็น

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ท่านอย่าได้ไปก้าวล่วงนะครับ เชิญท่านก่อแก้วก่อน เดี๋ยวต่อเลย

นายก่อแก้ว พิกุลทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธาน ที่เคารพครับ ผม ก่อแก้ว พิกุลทอง ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมขอกราบเรียนท่านประธานครับ ผมขออนุญาตประท้วงท่านผู้อภิปรายเมื่อสักครู่นี้ ตามข้อบังคับ ข้อ ๔๓ ผมเองทนฟังเรื่องนี้มาตั้งแต่เมื่อวานที่มีการกล่าวหาใส่ร้ายท่านประธาน ด้วยเรื่องความไม่เป็นกลาง ผมนั่งฟังเมื่อวานด้วยความเบื่อหน่าย วันนี้เช้ามาก็เอาอีกแล้วนะครับ เมื่อวานผมเฝ้าติดตามการทำงานของท่านประธานมาก็ไม่เห็นท่านทำงานมีปัญหาอะไร ท่านก็ทำงานอย่างตรงไปตรงมา ไม่มีพฤติกรรมใดที่แสดงว่าท่านไม่เป็นกลางเลย เพราะฉะนั้น ขอเถอะครับ ขอความกรุณาเพื่อนสมาชิก ขอความกรุณาหยุดการใส่ร้ายกล่าวหาท่านประธาน เสียที ถ้าหากจะพูดว่าท่านประธานไม่มีมารยาทก็กรุณากลับไปดูพฤติกรรมของฝ่ายตัวเอง ไม่ว่าเรื่องการตะโกนด่าในสภา การปาแฟ้ม การลากเก้าอี้ประธานสภา อ้ายนี่ต่างหากเป็นเรื่องที่ ไม่มีมารยาทนะครับ ผมขอฝากทุกท่านนะครับ ถ้าท่านกล่าวหาท่านประธานอีกผมจะลุกขึ้นมา ประท้วงทุกครั้ง ขอบพระคุณครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

เอาเถอะครับ ไม่ต้อง เดี๋ยวผมเอาพาดพิงก่อน เชิญครับ

นายวิรัช ร่มเย็น สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ระนอง

ท่านประธานที่เคารพ วิรัช ร่มเย็น พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดระนอง ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมไม่ได้เป็นอย่างที่ ท่านกล่าวหาผมนะครับ ผมมองท่านประธานตั้งแต่เมื่อวานนี้แล้วแต่ก็อดทน ผมก็เบื่อหน่าย ท่านประธานเหมือนกัน พฤติการณ์ท่านประธานผมก็เบื่อหน่าย แต่ผมอดทน ผมมีความอดทน ทางโน้นต้องมีความอดทนบ้าง สิ่งที่ท่านกล่าวหาว่าเราทำอะไรก็ตามจากข้างล่างไป ท่านต้อง ดูด้วยว่าตัวท่านประธานทำอะไรไว้เขาถึงทนไม่ได้

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับท่านวิรัชที่กรุณา เบื่อหน่ายผม ขอบคุณมากนะครับ ท่านจิรายุครับ

(นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร ได้ยืน และยกมือขึ้น)
นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร

ท่านประธานครับ ผม จิรายุ ห่วงทรัพย์ สมาชิกรัฐสภา ประท้วงท่านประธานตามข้อบังคับ ข้อ ๕ ผมเห็นใจว่าซีกฝ่ายค้านก็ยังมีความต้องการเช่นเดิม ก็เป็นสิทธิของฝ่ายค้านครับ ที่จะกระทำได้ แต่ท่านประธานช่วงเช้านี้ท่านก็พูดย้ำแล้วย้ำอีก ผมเห็นใจท่านประธาน เมื่อเช้าฟังท่านสัมภาษณ์ทางวิทยุและโทรทัศน์ ท่านบอกว่าท่านจะไม่ลงมติด้วยจริงหรือเปล่า ผมไม่ทราบนะครับ แต่ตอนนี้ท่านประธานครับ ๑๐ นาฬิกา ๓ นาที เห็นใจฝ่ายค้าน เพราะเป็นหน้าที่เขาครับที่จะค้าน แต่ท่านประธานต้องดำเนินการประชุมได้แล้ว เสียเวลา มาเยอะแล้วครับท่านประธาน ขอบพระคุณครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ท่านบุญยอดมีอะไรครับ

นายบุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานครับ บุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกรัฐสภา ผมขออนุญาตใช้สิทธิ ถูกพาดพิงว่าได้กล่าวหาใส่ร้ายต่อท่านประธานนะครับ ผมอยากอธิบายท่านอย่างนี้ครับว่า พวกเราไม่ได้มีปัญหากับเรื่องที่ว่าถ้าท่านขึ้นไปทำหน้าที่แล้วท่านจะเป็นกลางหรือไม่ ประเด็นมันอยู่ตรงนี้ครับ ประเด็นอยู่ตรงที่ว่าความเหมาะสมในการทำหน้าที่ต่างหาก ท่านประธานครับ สมมุติมีตำรวจคนหนึ่ง มีผู้ต้องหาเป็นญาติกันเข้ามาไม่ว่าจะเป็นโจทก์ หรือจำเลย ตำรวจคนนั้นต้องพิจารณาตัวเองไหมครับว่าจะพิจารณาคดีนั้นหรือไม่ ถ้าเป็นศาล เป็นผู้พิพากษา มีคนมาขึ้นศาลและเป็นญาติกัน เป็นพวกกัน จะต้องพิจารณา ตัวเองหรือไม่ครับว่าจะต้องไม่ทำหน้าที่ ผมคิดว่าโดยมาตรฐานของสังคมไม่ว่าจะเป็นระบบใด ถ้าใครก็ตามที่มีความเคลือบแคลงสงสัยว่าถ้าทำหน้าที่แล้วจะไม่เป็นกลางเขาจะสละ ในการทำหน้าที่ครับ ดังนั้นมันไม่ใช่ว่าท่านประธานขึ้นไปทำหน้าที่แล้วเป็นกลางหรือไม่ แต่คุณสมบัติของท่านก่อนขึ้นทำหน้าที่ครับ การปฏิบัติตนของท่านนั้นเป็นอย่างไร ซึ่งผม ก็ได้อภิปรายเรื่องนี้แล้วตั้งแต่เมื่อวานนะครับ แล้วผมก็ได้ขอให้ท่านเสียสละต่อการทำหน้าที่นี้ ทางฝั่งเราขอให้ท่านเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง ถ้าจะทำหน้าที่ประธานท่านก็ไปถอนชื่อ หรือถ้าท่านไม่ถอนชื่อท่านก็ไม่ต้องทำหน้าที่ประธาน มันก็มีเท่านี้ครับ แต่ถ้าท่านไม่เลือก มันก็ติดกับดักอยู่ตรงนี้ครับ ฉะนั้นท่านประธานเองต้องพิจารณาเรื่องนี้ สมาชิกจึงถามว่า ๑ คืนที่ผ่านมาท่านพิจารณาอย่างไรครับ นี่ก็คือสิ่งที่เราถามท่านครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ท่านบุญยอดครับ และท่าน สมาชิกผู้ทรงเกียรตินะครับ ผมก็จะมีจุดยืนของผมนะครับ ผมบอกแล้วว่าผมทำหน้าที่เป็น ประธานที่ประชุมภายใต้ข้อบังคับการประชุม ผมทำหน้าที่ในการยื่นญัตติซึ่งไม่มีผลประโยชน์ เกี่ยวข้องกับผมเลยภายใต้ที่ผมเป็นสมาชิกวุฒิสภา เพราะฉะนั้นผมก็ยืนยันนะครับว่าผมจะ ทำหน้าที่ ถ้าท่านจะถือตามที่บอก ถ้าท่านเห็นว่าผมเป็นที่น่ารังเกียจและท่านบอกว่า ท่านจะขออภิปรายในช่วงที่ประธานสมศักดิ์ขึ้นก็เป็นสิทธิของท่าน ผมก็จะทำหน้าที่ของผม

(นายวิชาญ มีนชัยนันท์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร ได้ยืน และยกมือขั้น)

ท่านวิชาญประท้วงอะไรครับ

นายวิชาญ มีนชัยนันท์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร

ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ผม วิชาญ มีนชัยนันท์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตประท้วงท่านประธาน ข้อบังคับการประชุม รัฐสภา ข้อ ๕ แล้วก็ตามไปด้วยข้อ ๔๓ ตามไปด้วยข้อ ๑๑๔ และข้อ ๑๑๕ ท่านประธานครับ เมื่อสักครู่นี้ผมฟังแล้วผมไม่สบายใจครับ ประการแรก คือเพื่อนสมาชิกกำลังกล่าวหา ท่านประธานซึ่งเป็นประมุขในที่ประชุมแห่งนี้ เป็นประธานในที่ประชุมแห่งนี้ ซึ่งไม่สมควรครับ อันนี้ต้องขออนุญาตให้เพื่อนสมาชิกถอนคำว่า เบื่อหน่ายท่านประธาน ท่านประธานทำหน้าที่ ไม่ใช่บอกว่าจะไปทำสิ่งที่รัฐสภาหรือสมาชิกไม่ได้มอบหมาย ท่านประธานกำลังทำหน้าที่ ของท่านนะครับ เรื่องต่อมา ข้อบังคับการประชุม ข้อ ๔๓ ทุกคนฟังการประท้วงมา ๔ ชั่วโมง จนคนทางบ้านเขาบอกว่าเบื่อ เบื่อพวกเรานี่ครับ ที่ไม่ปฏิบัติตามข้อบังคับของการประชุม ซึ่งมีท่านประธานเป็นผู้ที่ดำเนินการประชุม คือทุกอย่างมันมีเหตุและผลในตัวมันเอง แต่ถ้าเหตุและผลมันตกลงกันที่นี่ไม่ได้ ผมคิดว่าการที่ประธานวิปฝ่ายค้านบอกแล้วว่า ในช่วงที่ท่านประธานปฏิบัติหน้าที่จะไม่ใช้สิทธิตรงนั้น และสงวนสิทธิไปพูดในส่วนของ ท่านประธานสมศักดิ์ ก็ขออนุญาตให้ใช้สิทธิตรงนั้นตามที่ได้เปล่งวาจาไว้ในสภา ข้อ ๔๓ นี่ ท่านกำลังวกวนครับ ฟุ่มเฟือย ซ้ำซาก เสียเวลาครับ และถ้าอย่างนั้นผมต้องประท้วง ท่านประธานอีก ๒ ข้อ ข้อ ๑๑๔ และข้อ ๑๑๕ ท่านประธานกรุณามากเกินไป ท่านประธาน ไม่ใช้อำนาจของท่านประธานในการควบคุมความสงบของสภาแห่งนี้ มิหนำซ้ำท่านประธานใจดี จนกระทั่งเพื่อนสมาชิกทุกคนเองคิดว่าท่านประธานไม่ใช่ประธานแล้วครับ กลายเป็นเพื่อนเล่นแล้ว ขออนุญาตใช้คำพูดอย่างนี้ ถ้าท่านประธานใช้อำนาจของท่านประธานจะไม่เกิดเหตุการณ์ อย่างนี้ ข้อ ๑๑๔ ข้อ ๑๑๕ ท่านประธานสามารถใช้ได้ครับ ผมเห็นท่านประธานยืนอย่างเดียว ยืนแล้วเขาก็นั่ง และกลายเป็นท่านประธานต้องยืนพูดเมื่อวานนี้ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่สง่างาม ขออนุญาตนะครับว่าท่านประธานเองได้ทำหน้าที่ที่เหมาะสม แต่ขอให้ท่านใช้ข้อบังคับการประชุม ทุกอย่างเพื่อทำให้สภาแห่งนี้สามารถดำเนินการในการประชุมไปด้วยความเรียบร้อย และผมคิดว่าเวลาที่เราได้จากกรมประชาสัมพันธ์ในช่องหอยม่วงนี่

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ช่อง ๑๑ ครับท่าน

นายวิชาญ มีนชัยนันท์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร

เอ็นบีที (NBT) นะครับ ผมพอดีติดปากตามชาวบ้านเขาพูดนะครับ ช่องเอ็นบีที เขาบอกว่า พี่น้องประชาชนเองตั้งใจจะดูในเรื่องของการอภิปรายในเรื่องของรัฐธรรมนูญด้วยเหตุและผล แต่ปรากฏว่าช่วงเวลาที่เสียไป ๔ ชั่วโมงไม่ได้เกิดประโยชน์กลับมาฟังเรื่องการประท้วง ซึ่งไม่เป็นการเกิดสาระสำคัญอะไรทั้งสิ้น เพราะฉะนั้นผมขอให้ท่านประธานได้ใช้ข้อบังคับ การประชุมโดยเฉพาะข้อต่าง ๆ ที่ผมกล่าวมา ข้อ ๕ ข้อ ๔๓ ข้อ ๑๑๔ และข้อ ๑๑๕ ขอบพระคุณครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

คืออย่างนี้ครับ ผมขอ เท้าความนิดหนึ่งนะครับ ท่านสมาชิกฝ่ายค้านซึ่งเมื่อวานนี้ผมได้เรียกชื่อขานชื่อนะครับ คุณหมอสุกิจ ท่านฮอชาลี ผู้ช่วยศาสตราจารย์รัชดา ขอใช้สิทธิเมื่อท่านประธานสมศักดิ์ ได้เข้ามาเป็นประธานในที่ประชุมนะครับ เพราะฉะนั้นผมจะขอดำเนินการประชุมต่อเลยครับ ท่านประเสริฐท่านหารือเรื่องอะไรครับ เชิญครับ เดี๋ยวสมาชิกบอกว่าผมใจดีอีกนะครับ เชิญครับ

นายประเสริฐ พงษ์สุวรรณศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ยะลา

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพครับ กระผม นายประเสริฐ พงษ์สุวรรณศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดยะลา พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ เรื่องที่เรากำลัง คุยกันอยู่นี้จริง ๆ มันมีข้อยุติในระดับหนึ่ง แต่วันนี้อยากจะเรียนถามท่านประธาน ก่อนที่จะ เรียนถามท่านประธานต้องขอความกรุณาว่าอย่าเข้าใจผิดนะครับว่าพวกเราขัดขวางการปฏิบัติ หน้าที่ของท่านประธาน ไม่ใช่เป็นเช่นนั้นครับ แต่พวกเราเห็นว่าเนื่องจากในสภามันมีอยู่ ๒ ฝ่าย ฝ่ายที่ยื่นขอแก้ไขรัฐธรรมนูญซึ่งอยู่ด้านซ้ายมือของกระผม แล้วก็ฝ่ายขวามือของกระผม ก็คือพวกกระผมนี่ละครับที่ไม่ได้ยื่นขอแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพราะเรามีความคิดเห็นที่แตกต่าง บังเอิญว่าท่านประธานไปอยู่ในฝ่ายซ้ายมือนั้นด้วย และท่านประธานก็มานั่งเป็นกรรมการ ตัดสินด้วย สิ่งนี้แหละที่พวกผมไม่เห็นด้วยว่าท่านประธานจะเหมาะสมในการไปนั่งก็แค่นั้นเองครับ แล้วพวกผมเมื่อวานนี้ก็ได้เสนอทางออกให้ท่านประธาน ความเป็นจริงเมื่อคืนท่านประธาน ก็ได้หารือกับกระผมนอกห้องประชุม ผมคิดว่าเป็นทางออกที่ดีที่ท่านประธานได้หารือนะครับ ซึ่งรายละเอียดผมคงไม่ต้องลง เพราะเป็นสิทธิของท่านประธานในการตัดสินใจ แต่ผมก็ทราบถึง สภาพแวดล้อมของท่านประธานครับว่าสภาพแวดล้อมของท่านประธานอาจจะมีแรงกดดัน ให้ท่านประธานทำอย่างใดอย่างหนึ่งตามที่เขาปรารถนา ผมคิดว่าบางอย่างแรงกดดันนั้น ก็ไม่ช่วยให้สถานการณ์ดีขึ้นครับ เราเหลือเวลาประชุมอีก ๒ วัน ๒ วันไม่ใช่เป็นข้อยุตินะครับ เพราะเราตกลงกันในเวลาการอภิปรายเป็นข้อยุติ ฝ่ายค้านท่านประธานก็ทราบครับว่า เราใช้เวลาไปเพียง ๒ ชั่วโมงจากเมื่อวานนี้ พวกกระผมยังเหลือเวลาอีก ๑๐ ชั่วโมง ในการปฏิบัติหน้าที่เป็นอย่างน้อย แล้วถ้าหากเหตุการณ์สถานการณ์บานปลายออกไป ขยายเวลาออกไปก็จะทำให้มีปัญหาต่อไปในวันข้างหน้า ท่านประธานครับ ฟังให้จบครับ ไม่เป็นไรครับ อย่าเพิ่งประท้วงเถอะครับ นี่เป็นการหารือไม่ได้กล่าวหาอะไรเลย นั่งลงเถอะครับ ทำให้สภา มีประโยชน์บ้างครับ ท่านประธานครับ ผมจึงเรียนถามท่านประธาน

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

เดี๋ยว ๆ ท่านประสิทธิ์ยังไม่ต้อง ให้ท่านประเสริฐได้หารือก่อนครับ เชิญท่านประเสริฐก่อนครับ เชิญครับ

นายประเสริฐ พงษ์สุวรรณศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ยะลา

ท่านประธานครับ ผมเป็นห่วงต่อการทำหน้าที่ ผมเป็นห่วงต่อการปฏิบัติหน้าที่ ไม่ใช่เฉพาะ แต่ของท่านประธานครับ การปฏิบัติหน้าที่ของสมาชิกซีกฝ่ายค้านก็คือซีกพรรคประชาธิปัตย์ เราเป็นห่วงว่าเวลาที่เราจะใช้นี่มันจำกัดจำเขี่ยครับ ผมจึงเรียนถามท่านประธานนิดหนึ่งว่า วันนี้ท่านประธานจะขึ้นนั่งปฏิบัติหน้าที่ใช้เวลากี่ชั่วโมงครับ แล้วขึ้นกี่รอบครับ ช่วงไหนบ้างครับ พวกผมจะได้ทำหน้าที่ของพวกผมถูกต้องต่อไปครับ ขอบคุณครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

วันนี้ผมจะขึ้น ๓ ชั่วโมง รอบละ ๓ ชั่วโมง ท่านก็ไปดูว่าเลิก ๔ ทุ่ม ก็คงจะ ๒ รอบ หรือไม่ก็ ๒ รอบกว่านะครับ เพราะฉะนั้นผมขอดำเนินการประชุมต่อนะครับ เพราะฉะนั้นเมื่อท่านใช้สิทธิที่จะไปอภิปราย ตอนที่ท่านประธานสมศักดิ์ขึ้นก็ไม่เป็นไรครับ ผมไปที่ท่านพงศ์พันธ์ สุนทรชัย ท่านมีเวลา ๑๐ นาที เชิญครับ ท่านประเสริฐมีอะไรครับ

นายประเสริฐ พงษ์สุวรรณศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ยะลา

ต่อเนื่อง นิดหนึ่งครับท่านประธาน

ว่าที่ร้อยตรี พงศ์พันธ์ สุนทรชัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หนองคาย

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

เดี๋ยวท่านพงศ์พันธ์ครับ ท่านประเสริฐมีอะไรข้องใจนิดหนึ่ง นิดเดียวนะครับ

นายประเสริฐ พงษ์สุวรรณศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ยะลา

ขออนุญาต ผู้กำลังอภิปรายนะครับ ท่านประธานครับ ถ้าท่านประธานตอบว่าท่านประธานจะขึ้น ๒ รอบกว่า รอบละ ๓ ชั่วโมง วันนี้เรามีเวลาจริง ๆ เพียง ๑๑-๑๒ ชั่วโมง ถ้าท่านประธาน ขึ้น ๒ รอบกว่าก็ตีว่าอย่างน้อย ๆ ๘ ชั่วโมง จะเหลือเวลาทำหน้าที่นิดเดียว ของพวกกระผม ท่านประธานลองช่วยกรุณาพิจารณาดูนะครับว่าจะลดเวลาของท่านประธานในการปฏิบัติ หน้าที่ได้หรือไม่ เพื่อเปิดโอกาสให้พวกกระผมมีเวลาได้ปฏิบัติหน้าที่ของพวกกระผมต่อไป

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

แล้วผมจะหารือกับ ท่านประธานนะครับ เวลาของท่านที่เหลือประมาณ ๙ ชั่วโมงกว่าก็จะได้รับการดำเนินการ ตามที่ตกลงไว้นะครับ เชิญท่านพงศ์พันธ์ต่อนะครับ เดี๋ยวครับท่านพงศ์พันธ์ ท่านครูมานิตย์ มีอะไรครับ

นายครูมานิตย์ สังข์พุ่ม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุรินทร์

ท่านประธาน ที่เคารพครับ ผม ครูมานิตย์ สังข์พุ่ม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากจังหวัดสุรินทร์ พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ขอโทษครูมานิตย์นะครับ ผมไปนึกถึงร้านอาหาร

นายครูมานิตย์ สังข์พุ่ม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุรินทร์

ไม่เสียหาย ท่านประธานเรียกผิดผมไม่ได้เอาเรื่องเล็กน้อยมาเป็นปัจจัยหรอกครับ ผมไม่ใช่คนหยุมหยิม ท่านประธาน เล็ก ๆ น้อย ๆ ผมไม่เอามาเป็นสาระหรอกครับ เอาเนื้องานเป็นปัจจัยหลัก

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ผมกำลังจะไปด้วยดี กำลังจะให้ท่านพงศ์พันธ์

นายครูมานิตย์ สังข์พุ่ม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุรินทร์

คือไม่ใช่อะไรครับ ท่านประธาน เมื่อสักครู่ผมไม่สบายใจที่ท่านประธานบอกว่าต้องไปหารือกับท่านประธานใหญ่ ท่านประธานสมศักดิ์ว่าเรื่องเวลา ท่านประธานก็ทำหน้าที่ของท่านประธานไปเมื่อครบ ๓ ชั่วโมงก็ทำไป ส่วนพี่น้องฝ่ายค้านผมจะอภิปรายหรือไม่อภิปรายมันไม่จำเป็นต้องกติกา เมื่อกติกาไม่ใช้กติกาจะใช้อะไร ผมถามท่านประธานด้วยความเคารพจริง ๆ ตั้งแต่เมื่อวานมาแล้ว เมื่อคืนผมเข้าใจว่าละเมอยังไม่จบก็ตอนปลาย ๆ เมื่อคืนนี้ท่านประธานนั่งเป็นประธาน ผมก็เห็นซีกฝ่ายค้านพรรคประชาธิปัตย์ลุกขึ้นอภิปรายหรือจะให้ฉายวิดีโอ (Video) ดูกัน ก็ไม่เห็นเป็นอะไรนี่ผมก็ดีใจด้วยบรรยากาศมันไปด้วยดี พอเช้าขึ้นมาก็สะดุ้งตื่นอีกแล้ว มันหมายถึงอะไร มันแปลว่าอะไร ก็มาทำหน้าที่กันสิครับถ้าเห็นแก่บ้านเมือง ให้เขาประท้วงก่อน ท่านประธานก่อน อ้าว เชิญ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ท่านประเสริฐครับ

นายประเสริฐ พงษ์สุวรรณศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ยะลา

ไม่ได้ ประท้วงครับ อย่าเข้าใจผิด ไม่ใช่เสียงดังแล้วแปลว่าถูกต้องนะครับ สภาแห่งนี้พูดด้วยเหตุผล ถ้าพูดจบแล้วนั่งลงก่อนครับ เดี๋ยวผมจะพูดต่อครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

เชิญครับ พอแล้วนะ ผมไม่อนุญาตแล้ว เชิญท่านพงศ์พันธ์ครับ ไม่อนุญาตแล้วครับ ไม่อย่างนั้นก็ไม่จบสักทีนะครับ ครูมานิตย์ก็จะนั่งแล้วท่านก็ไม่ต้องแล้ว ผมว่าครูมานิตย์ลองฟังนะครับท่านประเสริฐจะชี้แจง ท่านอาจจะเข้าใจนะครับ เชิญครับ

นายประเสริฐ พงษ์สุวรรณศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ยะลา

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาครับ กระผม นายประเสริฐ พงษ์สุวรรณศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดยะลา พรรคประชาธิปัตย์ เมื่อวานมีสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ท่านหนึ่งอภิปราย ถูกต้องครับ บังเอิญเป็นการคาบเกี่ยวตอนนั้นท่านประธานสมศักดิ์มานั่งแล้วก็ต่อด้วย ท่านประธาน แล้วหลังจากนั้นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ก็ใช้สิทธิในการสงวนสิทธิในการอภิปราย เป็นไปตามอย่างนั้นครับ คำไหนที่พูดก็เป็นอย่างนั้นไม่ได้เปลี่ยนแปลงคำพูดใด ๆ ท่านประธานครับ แล้วที่ท่านสมาชิกมาตำหนิท่านประธานว่าจะไปหารือกับท่านประธานสมศักดิ์ไม่ถูกต้อง ผมว่ามุมนี้ท่านประธานออกแนวนี้ถือว่าจะทำหน้าที่ให้พวกผมได้มีวิธีอภิปรายได้ แต่เรา จะเห็นครับว่าวันนี้เสียงข้างมากจะกดดันไม่ให้ฝ่ายค้านปฏิบัติหน้าที่ได้เลย

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณท่านประเสริฐครับ ขอบคุณมาก เชิญท่านพงศ์พันธ์ครับ ผมขอต้อนรับผู้เข้าฟังการประชุมนะครับ ผู้บริหาร สมาชิกเทศบาล และพนักงานเทศบาลจากเทศบาลบรรพตพิสัย ตำบลท่างิ้ว อำเภอบรรพตพิสัย จังหวัดนครสวรรค์ ยินดีต้อนรับนะครับ เป็นการประชุมร่วมกันของรัฐสภาเพื่อพิจารณาแก้ไข รัฐธรรมนูญ เชิญท่านพงศ์พันธ์ครับ ท่านมีเวลา ๑๐ นาที

ว่าที่ร้อยตรี พงศ์พันธ์ สุนทรชัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หนองคาย 🔗

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม ว่าที่ร้อยตรี พงศ์พันธ์ สุนทรชัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดหนองคาย พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา วันนี้ต้องขอบคุณท่านประธาน ที่ให้โอกาสในการสร้างประวัติศาสตร์ร่วมกัน การแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้นไม่ใช่เพิ่งมี เฉพาะในการแก้ไขครั้งนี้ เรามีรัฐธรรมนูญมาแล้ว ๑๘ ฉบับ รัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๕๐ นี้ ก็มีการแก้ไขมาเช่นกัน รัฐบาลชุดที่แล้วก็มีการแก้ไขเพื่อที่จะให้มีความคล่องตัว มีความเป็น ประชาธิปไตยมากขึ้น รัฐธรรมนูญเปรียบเสมือนเข็มทิศ เปรียบเสมือนเครื่องมือในการชี้นำ รัฐบาลในการเดินทาง การบริหารประเทศ ถ้าเข็มทิศไม่ดี เข็มทิศเกเรรัฐบาลก็มีปัญหา การบริหารบ้านเมืองก็จะดำเนินการไปไม่ได้ วันนี้พวกเราดีใจที่มีโอกาสได้มาร่วมแสดง ความคิดเห็นในการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้ ท่านประธานที่เคารพครับ มีการพูดคุยกัน ในหลายวงการว่ารัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันนี้มีข้อบกพร่องหลายประการ พวกเราเองในฐานะ ที่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในสมัยปี ๒๕๕๐ การลงประชามติพี่น้องประชาชน ๑๐ กว่าล้านคน บอกว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้มีปัญหา ไม่ขอรับรองรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๕๐ แต่อย่างไรก็ตาม ก็ยังมีประชาชนอีกกลุ่มหนึ่งที่เข้าใจว่าเมื่อลงประชามติไปแล้วก็จะมีการแก้ไขภายหลัง ประมาณ ๑๔ ล้านคน พวกเราในฐานะที่เป็นสมาชิกในระบอบประชาธิปไตยก็ยอมรับกติกา ก็อยู่ในกรอบกติกาของการใช้รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ด้วยความฝืนใจ ท่านประธานที่เคารพครับ วันนี้ผมขออนุญาตที่จะต้องนำเรียนท่านประธานว่ารัฐธรรมนูญที่มีข้อบกพร่องและจำเป็น ต้องมีการแก้ไขมีประเด็นอะไรบ้างที่มีความจำเป็น หลัก ๆ เลยก็คือในเรื่องของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ไม่มีความชอบธรรม จริง ๆ แล้วต้องมีการแก้ไขทั้งฉบับ แต่อย่างไรก็ตามมันเป็นเรื่อง ที่ทุกฝ่ายมองต่างมุมว่าการแก้ไขทั้งฉบับนั้นเป็นไปด้วยความลำบาก ก็ย้อนกลับมาแก้ไข เป็นบางมาตราที่มีความสำคัญก่อน

ประเด็นแรก ที่ผมอยากจะกราบเรียนก็คือเรื่องรัฐธรรมนูญฉบับนี้ขัดต่อ หลักนิติธรรม ขัดอย่างไรท่านประธานครับ รัฐธรรมนูญฉบับนี้เปิดโอกาสให้ศาลรัฐธรรมนูญ ได้สั่งยุบพรรคการเมืองอย่างง่าย ๆ แม้มีคนบางคนที่เป็นคณะกรรมการบริหารพรรค ซึ่งเชื่อได้ว่ากระทำผิด ศาลรัฐธรรมนูญสั่งให้ใบแดง เมื่อกรรมการบริหารพรรคได้ใบแดง ถูกตัดสิทธิก็ส่งผลต่อการยุบพรรคการเมือง คนที่ไม่รู้ ไม่เห็นด้วย ไม่รู้อีโหน่อีเหน่ เป็นกรรมการบริหารพรรค ถูกตัดสิทธิ ๕ ปี พรรคการเมืองถูกยุบ ท่านประธานครับ ส่งผลอะไรมากมาย พรรคการเมืองเป็นสถาบัน เป็นของพี่น้องประชาชน สมาชิกพรรคทุกคน คณะกรรมการบริหารพรรคบางคนเป็นบุคคลที่มีความรู้ความสามารถขาดโอกาสในการที่จะ บริหารบ้านเมือง เราเสียดายโอกาสเหล่านั้นที่บุคคลที่มีความรู้ความสามารถต้องถูกพักหยุด ยุติบทบาททางการเมืองไปถึง ๕ ปี ท่านประธานที่เคารพครับ สิ่งเหล่านี้ถ้าเทียบเคียงกัน เพื่ออธิบายความชัดเจนได้ง่ายขึ้น เปรียบเสมือนกับวัดประกอบไปด้วยเจ้าอาวาส พระ แล้วก็สามเณร ปรากฏว่ามีพระรูปหนึ่งไปกระทำผิดวินัยต้องถูกปาราชิกให้สึก แล้วก็จับสึก เจ้าอาวาสยุบวัด มันยุติธรรมหรือเปล่าครับท่าน เทียบเคียงกับโรงเรียนก็ได้ โรงเรียนมีครู บางคนที่เป็นฝ่ายบริหารไปทำผิดต้องยุบโรงเรียน ต้องตัดสิทธิผู้บริหารโรงเรียนทุกคน แล้วนักเรียนเขาอยู่ที่ไหน สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่จำเป็นจะต้องมีการแก้ไขอย่างเร่งด่วน

ท่านประธานที่เคารพ ประเด็นต่อมาในเรื่องของมาตรา ๑๑๑ และมาตรา ๑๑๓ ที่เกี่ยวข้องกับที่มาของสมาชิกวุฒิสภา ผมกราบเรียนอย่างนี้ว่าตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๒๒ บอกว่า สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภาย่อมเป็นผู้แทนปวงชนชาวไทย คำว่า ผู้แทนของปวงชนชาวไทย ท่านประธานที่เคารพครับ ที่มานั่นต้องมาจากการเลือกตั้ง ตามรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ มีการเลือกตั้ง ประชาชนทุกคนมีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็น และมีส่วนร่วมในการเลือก ผมไม่ได้รังเกียจวุฒิสมาชิกที่มาจากการสรรหา เพราะบางท่าน มีความรู้ความสามารถ ไม่มีข้อขัดแย้ง แต่ที่มาของวุฒิสมาชิกระบุไว้ชัดเจนว่าต้องเป็น ตัวแทนของปวงชน เพราะฉะนั้นผมมองว่าในเรื่องของการแก้ไขรัฐธรรมนูญจากการสรรหา วุฒิสมาชิกบางส่วนนี่จำเป็นต้องมีการเลือกตั้ง ผมขออนุญาตกราบเรียนท่านประธาน ถึงวิธีการเลือกตั้งนิดหนึ่งว่าในส่วนของการที่จะเป็นตัวแทนตามสิทธิของประชาชนแล้ว ประชาชนย่อมมีสิทธิเท่าเทียมกันในการแสดงความคิดเห็นและการใช้สิทธิ ผมฝากไปยัง คณะกรรมาธิการวิสามัญที่จะพิจารณาในเรื่องนี้ว่าเราไม่ได้พูดถึงวิธีการในการเลือกตั้ง และไม่ได้ระบุชัดเจนในรัฐธรรมนูญฉบับแก้ไขนี้ เดิมทีเดียวรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๔๐ มีการเลือกตั้งวุฒิสมาชิกได้เพียง ๑ คน โดยอาศัยจังหวัดเป็นเขตเลือกตั้ง ทั้ง ๆ ที่บางจังหวัด มีผู้ที่จะมีตำแหน่งจำนวนวุฒิสมาชิกมากกว่า ๑ คน ๒ คน ๓ คน ๕ คน ๑๐ คน ท่านประธานที่เคารพครับ ประเด็นที่ผมกราบเรียนนี้หมายถึงว่าประชาชน ๑ คน เลือกวุฒิสมาชิกได้ ๑ คน ตามรัฐธรรมนูญเดิม ปี ๒๕๔๐ ที่ผมจะกราบเรียนก็คือว่า อบต. บ้านละ ๒ คน เขาก็เลือกได้ ๒ คน ตามกฎหมายท้องถิ่น เทศบาล ๒ คน ๓ คน เทศบาลตำบล ๖ คน เลือกได้ยกทีมทั้ง ๖ คน ไม่เรียงเบอร์ เลือกใครก็ได้ ๖ คน รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ สมัยเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรรวมเขต ๓ คน ก็สามารถเลือกได้ทั้ง ๓ คน ผมอยากจะกราบเรียนไปยังคณะกรรมาธิการวิสามัญว่าในการพิจารณาเลือกตั้งวุฒิสมาชิก ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตนั้นอย่าได้กีดกันประชาชน ให้เขาเลือกได้ตามจำนวนที่มีในจังหวัดนั้น ๆ ต้องระบุในกฎหมาย ต้องระบุในรัฐธรรมนูญ เพราะจะเป็นความสง่างามของวุฒิสมาชิก เพราะถ้าคะแนนต่างกันมาก ๆ อย่างในกรุงเทพมหานคร บางคนได้เป็นเรือนล้าน บางคนได้เรือนพัน ความสง่างามมันไม่เกิด ความน้อยเนื้อต่ำใจมันมี เพราะฉะนั้นผมอยากจะฝากไปยัง คณะกรรมาธิการวิสามัญว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญที่จะต้องหยิบยกมาพิจารณา

สุดท้ายท่านประธานที่เคารพครับ เรามีเรื่องที่จะต้องแก้ไขกันในรัฐธรรมนูญ ฉบับปี ๒๕๕๐ นี้มากมายเหลือเกิน แต่เวลาเราจำกัด ผมเองต้องกราบเรียนท่านประธานว่า เราให้การสนับสนุนในการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้อย่างเต็มที่ รวมถึงการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ทั้งฉบับที่ยังค้างคาอยู่ในขั้นวาระที่สาม ต้องขอบคุณท่านประธานที่ให้โอกาส ขอบคุณมากครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ท่านรสนา โตสิตระกูล ท่านมีเวลา ๘ นาทีนะครับ

นางสาวรสนา โตสิตระกูล สมาชิกวุฒิสภา กรุงเทพมหานคร 🔗

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน นางสาวรสนา โตสิตระกูล สมาชิกวุฒิสภากรุงเทพมหานคร ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ดิฉันใคร่ขอแสดงความเห็นต่อร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้ง ๓ ร่างว่า ถ้าดูโดยภาพรวมทั้งหมดดิฉันเห็นว่าร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้ง ๓ ฉบับนั้นเป็นไปเพื่อประโยชน์ ของฝ่ายบริหารมากกว่าการที่จะส่งเสริมสิทธิและการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน ดิฉันเอง เห็นว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้นเป็นสิ่งที่ทำได้แต่การทำนั้นควรจะเป็นการเพิ่มอำนาจ การตรวจสอบของประชาชนให้มากขึ้น ส่งเสริมให้การถ่วงดุลแล้วก็การตรวจสอบการทุจริตคอร์รัปชัน ในวงการเมืองนั้นมีความเข้มข้นมากขึ้น แล้วก็ดิฉันเองอยากจะเห็นด้วยซ้ำไปว่าน่าจะเพิ่ม อำนาจประชาชนที่จะสามารถฟ้องทางตรง ในกรณีที่มีการเบียดบังเอาทรัพย์สินของแผ่นดิน ไปเพื่อประโยชน์ส่วนตน ซึ่งเวลานี้ประชาชนไม่มีอำนาจฟ้องเอง ประชาชนจะต้องอาศัย องค์กรอื่นในการที่เป็นผู้ฟ้อง ซึ่งองค์กรเหล่านั้นบางครั้งก็ไม่ฟ้อง ประชาชนก็ถูกตัดสิทธิไป ดิฉันยกตัวอย่างในมาตรา ๖๘ ที่จะให้การแก้ไขโดยการแก้ไขนั้นต้องการตัดอำนาจ ของประชาชนออกไปทั้งที่เป็นอำนาจที่ศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำวินิจฉัยมาแล้วว่าประชาชนสามารถ ยื่นตรงต่อศาลรัฐธรรมนูญได้ในกรณีที่เป็นเรื่องของสิทธิการพิทักษ์รัฐธรรมนูญ ซึ่งดิฉันเองเห็นว่าสิทธิพิทักษ์รัฐธรรมนูญนั้นมีความสำคัญ เนื่องจากต้องมองว่ารัฐธรรมนูญนั้น เป็นชีวิต ต่อไปในอนาคตเราอาจจะมีรัฐธรรมนูญที่เป็นของประชาชนที่เราอยากได้มาตรานี้ ก็ยังควรจะมีไว้ แต่การที่ไปกำหนดว่าให้อัยการนั้นเป็นผู้ที่จะมีหน้าที่ในการยื่นเพียงฝ่ายเดียว ดิฉันคิดว่าอันนี้เป็นการตัดสิทธิประชาชนอย่างชัดเจน แล้วก็อัยการนั้นอาจจะเป็นตัวคัตเอาท์ (Cutout) ที่สำคัญในการที่จะไม่ยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญได้ ที่จริงการยื่นโดยตรงต่อศาลรัฐธรรมนูญนั้น ในมาตรา ๒๑๒ ก็มีอยู่แล้ว แล้วดิฉันคิดว่าไม่ต้องไปกังวลว่าศาลจะต้องรับภาระมากขึ้น ในเรื่องนี้ เพราะว่าอัยการเสียอีกมีคดีต่าง ๆ มากมายอยู่ในมือ ในขณะที่ศาลรัฐธรรมนูญนั้น รับพิจารณาเฉพาะบางเรื่องโดยเฉพาะที่เป็นเรื่องสำคัญ เพราะฉะนั้นในเรื่องของการพิทักษ์ รัฐธรรมนูญนั้นดิฉันคิดว่าเป็นเรื่องที่มีความสำคัญสำหรับประชาชนที่จะสามารถปกป้อง ด้วยตัวเอง ดิฉันเองเห็นว่าอัยการนั้นมีข้อน่าสงสัยหลายอย่าง ยกตัวอย่างในกรณีถ้าเป็นเอกชน ถูกละเมิดสิทธิ ยกตัวอย่างเรื่องของอดีตแพทย์หญิงท่านหนึ่งที่ถูกฆาตกรรม อัยการก็สั่งไม่ฟ้อง ทั้งที่เป็นคดีแผ่นดิน แต่เนื่องจากว่าบิดาของแพทย์หญิงคนนั้นสามารถฟ้องเองได้ เพราะฉะนั้น ดิฉันคิดว่าในกรณีที่เป็นเรื่องสิทธิพิทักษ์รัฐธรรมนูญนั้นเป็นเรื่องของประชาชนทุกคน ประชาชนต้องสามารถที่จะยื่นฟ้องโดยตรงได้ เพราะว่าถ้าให้อัยการยื่นนั้นก็จะกลายเป็นว่า ถ้าไม่ยื่นเรื่องก็จบ อัยการไม่ใช่ผู้พิพากษา ไม่ใช่ตุลาการที่จะเป็นผู้ตัดสิน ถ้าเขียนเช่นนั้น อัยการต้องมีหน้าที่ในการยื่นเพียงทางเดียว ดิฉันเองเห็นหลายเรื่องที่อัยการสูงสุดทำอย่างน่าสงสัย เช่น การไม่ฎีกาคดีภาษีของนักการเมืองท่านหนึ่ง อันนี้ก็เป็นเรื่องที่น่าสงสัย หรือคดีที่พระในวัดใหญ่ แห่งหนึ่งถูกคดีฉ้อโกงทรัพย์สินของวัด ที่ดินของวัด ขึ้นสู่ศาลแล้วอัยการก็ไปถอนคดี สิ่งเหล่านี้ดิฉันคิดว่าเป็นเรื่องที่ทำให้สังคมไม่มีความไว้วางใจ แล้วดิฉันเองเห็นว่าการแก้ มาตรา ๖๘ นั้นกำลังจะมุ่งไปเพื่อที่จะโหวตวาระที่สามในมาตรา ๒๙๑ ที่ถูกค้างคาอยู่ เพื่อที่จะนำไปสู่การแก้รัฐธรรมนูญทั้งฉบับ ซึ่งดิฉันเองเห็นว่าเรื่องนี้เป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง

สำหรับกรณีเรื่องมาตรา ๑๙๐ ดิฉันคิดว่าเรื่องนี้ก็เป็นเรื่องที่ชัดเจนว่าเป็นเรื่อง ของการที่ต้องการเบียดขับประชาชนออกไปจากพื้นที่ทางนโยบาย การที่แก้ไขมาตรา ๑๙๐ นั้น โดยที่ไม่มีข้อบัญญัติในรัฐธรรมนูญว่าต้องรับฟังหรือเยียวยาประชาชนที่ได้รับผลกระทบนั้น ดิฉันคิดว่าเป็นสิ่งที่ไม่เหมาะสม เป็นสิ่งที่ลดทอนสิทธิของประชาชน แล้วโดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นการสร้างอำนาจผูกขาด ให้กับฝ่ายบริหารมากขึ้น สิ่งที่เกิดขึ้นนี้ดิฉันคิดว่ากฎหมายในเรื่องของมาตรา ๑๙๐ นั้น ในสมัยที่รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ได้นำกฎหมายลูกเข้าสภาเมื่อเดือนพฤษภาคม ปี ๒๕๕๓ ปรากฏว่ารัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ในสมัยนั้นตัดเรื่องของสัญญาเงินกู้ว่าไม่เข้าข่ายมาตรา ๑๙๐ ดิฉันเองเห็นว่าถ้าเราทวนความหลังพรรคเพื่อไทยในสมัยที่เป็นฝ่ายค้านคัดค้านเรื่องนี้ อย่างหัวชนฝานะคะ แต่มาถึงวันนี้ท่านยกเลิกเรื่องนี้ให้หมด ดิฉันคิดว่าเรื่องนี้เป็นสิ่งที่ ต้องถูกตั้งคำถามนะคะว่าเวลาเราพูดถึงประชาธิปไตยแล้วเราพูดแต่ปากหรือเปล่า แต่จิตใจ และพฤติกรรมของเรานั้นไม่ใช่เป็นไปเพื่อที่จะทำให้เกิดประชาธิปไตย แต่เป็นการอ้างเพื่อจะนำไปสู่ การใช้อำนาจผูกขาดให้มากขึ้นใช่หรือไม่ ดิฉันขอยกตัวอย่างนะคะ กรณีที่มีข้าราชการรายหนึ่ง ลาออกไปสมัครผู้ว่าราชการแล้วก็กำลังจะเข้ามารับราชการใหม่ ก็มีการอ้างหนังสือ ของเลขาธิการคณะรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง สมัยเมื่อปี ๒๕๐๐ ว่าในสมัยนั้นเป็นรัฐบาลทหาร คณะปฏิวัติด้วยซ้ำไป มีจดหมายเพียงฉบับเดียวที่อ้างมติการประชุมของ ครม. ว่าถ้าข้าราชการคนใด ลาออกไปแล้วไปสมัครผู้แทนราษฎรสมัครไม่ได้ให้กลับเข้ารับราชการได้ สิ่งเหล่านี้กำลัง ถูกเอามาใช้ในปี พ.ศ. นี้ ซึ่งที่จริงจดหมายฉบับนั้นก็อ้างเหมือนกันว่าทำเพื่อประชาธิปไตยนะคะ เพราะฉะนั้นเวลานี้ทุกคนอ้างเพื่อประชาธิปไตยทั้งสิ้น แต่ดิฉันเองเห็นว่าเป็นสิ่งที่เป็นเรื่อง ประชาธิปไตยแต่ปากมากกว่าเพราะว่ากฎหมายของคณะปฏิวัติในสภาแห่งนี้ที่ยังใช้การอยู่ ๕๐๐ กว่าฉบับไม่เคยมีใครคิดแก้ไข ดิฉันขอแตะประเด็นอีกอันหนึ่งเรื่องเกี่ยวกับการปลดล็อก ในเรื่องของ ส.ว. ดิฉันเองเห็นด้วยนะคะกับการที่เราจะมี ส.ว. จากการเลือกตั้ง แต่ที่จริงแล้ว ส.ว. จากการเลือกตั้งนั้นควรจะมีที่มาที่ต่างจาก ส.ส. เพราะว่าถ้าไปมีที่มาเช่นเดียวกับ ส.ส. ดิฉันคิดว่าให้มีสภาเดียวเสียดีกว่า ถ้าหากว่าการแก้ไขตรงนี้ทำในแง่ที่ว่าให้ ส.ว. นั้นมาจาก กระบวนการการคัดสรรก่อนเป็นสายของวิชาชีพ ซึ่งควรจะมีทั้งฝ่ายแรงงาน ฝ่ายเกษตรกร ฝ่ายสภาอุตสาหกรรม กลุ่มทุกกลุ่มที่เป็นวิชาชีพในสังคมนั้นถูกคัดเลือกมา ๒ เท่าแล้วมาให้ ประชาชนเลือกให้เหลือเท่าเดียว เพราะฉะนั้นก็จะหมดข้อครหาที่ไปเรียก ส.ว. สรรหา ซึ่งดิฉันคิดว่ามีคุณภาพ ในหลาย ๆ ท่านนะคะไปเรียกเขาว่าเป็น ส.ว. ลากตั้งนั้นเป็นสิ่งที่ ไม่สมควร เพราะฉะนั้นก็ควรที่จะให้มีการเลือกโดยสายวิชาชีพเข้ามาแล้วก็มาอิงกับการเลือก ของประชาชน ดิฉันคิดว่าวิธีนี้จะเป็นในสิ่งที่สำคัญกว่า

ส่วนในกรณีเรื่องมาตรา ๒๓๗ ในเรื่องการยกเลิก การยุบพรรคการเมืองนั้น ดิฉันคิดว่าที่จริงกฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับนี้เคยมีแล้วตั้งแต่ปี ๒๕๔๐ นะคะ แล้วก็เนื่องจากว่า ประเทศไทยเป็นประเทศเดียวที่เราปล่อยให้พรรคการเมืองมีอำนาจมาก ครอบงำ ส.ส. ทั้งหมด เราเห็นได้เลยนะคะว่า ส.ส. ไม่มีทางที่จะมีสิทธิในการโหวตได้ด้วยตัวเอง ดิฉันเห็นการชูนิ้ว ๒ นิ้ว ๓ นิ้ว ก็สามารถที่จะควบคุมมติเสียงข้างมากในสภาแห่งนี้ ดิฉันคิดว่าทำไมจึงไม่แก้ไข กฎหมายรัฐธรรมนูญให้มีการสมัครอิสระ เพราะฉะนั้นดิฉันคิดว่าสิ่งนี้นะคะถ้าหากว่าเรา แก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อประชาชน เพื่อที่จะเพิ่มอำนาจการตรวจสอบของประชาชนดิฉันเอง เห็นด้วย แต่สิ่งที่เกิดขึ้นนั้นเราใช้อำนาจของเราในการแก้เพื่อสร้างอำนาจผูกขาดมากขึ้น อันนี้ดิฉันไม่เห็นด้วยและไม่สามารถรับร่างรัฐธรรมนูญทั้ง ๓ ร่างนี้ได้ ขอบพระคุณค่ะ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ต่อไป ท่านสุรสาล ผาสุก ท่านมีเวลา ๗ นาทีนะครับ

นายสุรสาล ผาสุข สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สิงห์บุรี 🔗

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายสุรสาล ผาสุข สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสิงห์บุรี พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา กระผมเห็นด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พุทธศักราช .... ทั้ง ๓ ร่าง แต่เนื่องจากจำกัดด้วยข้อเวลา จะได้ขออนุญาตอภิปรายแสดงความคิดเห็นเฉพาะร่างรัฐธรรมนูญ แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา ๖๘ เท่านั้น ท่านประธานที่เคารพครับ ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้จะทำให้เจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ ที่เกี่ยวข้องกับมาตรานี้มีความชัดเจนยิ่งขึ้น โดยได้ให้อัยการสูงสุดทำหน้าที่กลั่นกรอง ให้ศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งผลของการแก้ไขในมาตรานี้จะทำให้ผู้ที่เกี่ยวข้องสามารถปฏิบัติได้ อย่างถูกต้องตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญได้อย่างแท้จริง ท่านประธานที่เคารพครับ เป็นที่ทราบกันดีนะครับว่าการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ เกี่ยวกับรัฐธรรมนูญมาตรา ๖๘ วรรคสอง ซึ่งวินิจฉัยว่าผู้ทราบการกระทำสามารถยื่นเรื่อง ให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยได้โดยตรงโดยไม่ต้องยื่นกับอัยการสูงสุด ซึ่งคำวินิจฉัยดังกล่าวนั้น จะก่อให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง กระผมนั้นยอมรับในคำวินิจฉัย แต่ก็ขอสงวนสิทธิ ที่จะมีความคิดเห็นต่าง เพราะเห็นว่าคำวินิจฉัยดังกล่าวนั้นมีความขัดแย้งและไม่สมเหตุสมผล ในหลายประการดังต่อไปนี้ครับ

ประการที่ ๑ เป็นการวินิจฉัยที่ขัดต่อเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญมาตรา ๖๘ วรรคสอง เพราะเจตนาของรัฐธรรมนูญนั้นต้องการให้ยื่นต่ออัยการสูงสุดเช่นเดียวกับ เจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ มาตรา ๖๓ เพราะหากผู้ทราบการกระทำยื่นเรื่อง ต่อศาลรัฐธรรมนูญได้จะส่งผลให้การยื่นเรื่องต่ออัยการสูงสุดเป็นเรื่องที่ไร้สภาพบังคับในทันที ท่านประธานที่เคารพครับ ถ้าถามว่าเจตนารมณ์ของกฎหมายอยู่ที่ไหน ก็น่าจะดูได้จาก การแสดงความคิดเห็นขององค์คณะผู้ร่างและการใช้ภาษาในบทบัญญัตินั้น ซึ่งเมื่อศึกษา และอ่านดูแล้วก็สามารถจะเข้าใจได้ถึงเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ บทบัญญัติได้ใช้ คำว่า และ ก็เป็นที่เข้าใจได้ว่าองค์คณะของผู้ร่างต้องการให้เจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ มาตรา ๖๘ วรรคสองนั้นเป็นเช่นไร ซึ่งกระผมจะไม่ขออนุญาตกราบเรียนซ้ำอีกครั้ง เพราะเมื่อวานนี้ท่านสมาชิกผู้อาวุโส พันเอก ดอกเตอร์อภิวันท์ วิริยะชัย ต้องขออภัย ที่เอ่ยนามท่านนะครับ ท่านได้ผู้ไว้ในประเด็นนี้อย่างชัดเจนแล้ว ท่านประธานที่เคารพครับ หากรัฐธรรมนูญประสงค์จะให้สิทธิบุคคลดำเนินการได้ ๒ ทางก็จะบัญญัติไว้อย่างชัดเจน เช่นตามรัฐธรรมนูญมาตรา ๒๗๕ วรรคสี่ เรื่องการดำเนินคดีอาญาต่อผู้ดำรงตำแหน่ง ทางการเมืองระดับสูง ซึ่งบัญญัติไว้ว่า ในกรณีผู้ถูกกล่าวหาตามวรรคหนึ่งเป็นผู้ดำรงตำแหน่ง นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี ประธานสภาผู้แทนราษฎร หรือประธานวุฒิสภา ผู้เสียหายจาก การกระทำดังกล่าวจะยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ เพื่อให้ดำเนินการตามมาตรา ๒๕๐ (๒) หรือ ผมย้ำคำว่า หรือ นะครับ จะยื่นคำร้อง ต่อที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาเพื่อขอให้ตั้งผู้ไต่สวนอิสระตามมาตรา ๒๗๐ ก็ได้ ท่านประธานที่เคารพครับ ตามหลักของการให้เหตุผลนั้นการใช้คำว่า หรือ หมายความว่าข้อความนั้นกำหนดให้มี ทางเลือกได้ ดังนั้นจึงเป็นที่เข้าใจได้ไม่ยากนะครับว่าเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ ซึ่งคำวินิจฉัย ควรจะเป็นไปตามแนวทางของเจตนารมณ์เช่นนั้นหรือไม่

ประการที่ ๒ เป็นการวินิจฉัยที่ไม่เป็นไปตามการดำเนินการเกี่ยวกับผู้กระทำ ความผิดในทางอาญา เนื่องจากการกระทำที่เข้าลักษณะมาตรา ๖๘ เป็นเรื่องสำคัญครับ ที่ผู้กระทำต้องมีความผิดในทางอาญาด้วย ดังนั้นจึงควรที่จะให้อัยการสูงสุดซึ่งเป็นองค์กร ในกระบวนการยุติธรรมนั้นได้เข้ามาทำหน้าที่กลั่นกรองข้อเท็จจริงก่อนว่าเป็นกรณี ที่ต้องด้วยมาตรา ๖๘ วรรคแรกหรือไม่

ประการที่ ๓ ครับท่านประธานที่เคารพ เป็นการวินิจฉัยที่ขัดแย้งกับหลัก ของความสอดคล้องต้องกันของระบบกฎหมายทั้งระบบ กล่าวคือถ้าเป็นเรื่องที่มีมูลเหตุ ของการกระทำที่เป็นเรื่องเดียวกันก็ต้องแปลความให้สอดคล้องต้องกันนะครับ เช่น ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองมาตรา ๙๔ (๑) มีมูลเหตุ การกระทำที่เป็นเรื่องเดียวกันกับที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๖๘ วรรคหนึ่ง ซึ่งกฎหมาย ได้กำหนดให้อัยการสูงสุดเป็นผู้กลั่นกรองเรื่องก่อนส่งไปให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณา ดังนั้น การแปลความของมาตรา ๖๘ ก็ควรจะต้องแปลความให้สอดคล้องกัน คือต้องเสนอเรื่องให้ อัยการสูงสุดตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อนเท่านั้น ท่านประธานที่เคารพครับ นอกจาก การวินิจฉัยดังกล่าวจะขัดแย้งในการเรื่องต่าง ๆ ที่กระผมได้รับกราบเรียนมาแล้ว ยังขัดแย้ง กับความเห็นของนักวิชาการ บทความตลอดจนเอกสารต่าง ๆ แม้แต่เอกสารตำราของ ศาลรัฐธรรมนูญเองก็ยังเขียนขัดแย้งกับผลการวินิจฉัยดังกล่าว เช่นจากหนังสือ ๑๐ ปี ศาลรัฐธรรมนูญไทยสู่ศตวรรษใหม่ของนิติรัฐใหม่ จัดทำโดยสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๕๑ ในประเด็นเกี่ยวกับผู้มีสิทธิฟ้องคดีต่อศาล ระบุไว้ชัดเจนว่า ผู้มีสิทธิฟ้องคดีต่อศาลรัฐธรรมนูญนั้น เป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด เช่น ประธานสภา นายกรัฐมนตรี องค์กรตามรัฐธรรมนูญ เป็นต้น แต่ไม่ได้กำหนดให้ประชาชนมีสิทธิยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญโดยตรงแต่ประการใด ท่านประธานที่เคารพครับ ด้วยเหตุผลที่กระผมได้กราบเรียนมานั้นจึงสมควรกำหนด การใช้สิทธิและเสรีภาพของบุคคลเพื่อพิทักษ์รัฐธรรมนูญให้มีความชัดเจน เพื่อประโยชน์ ในการปฏิบัติหน้าที่ขององค์กรอิสระที่เกี่ยวข้อง กระผมจึงขออนุญาตที่จะสนับสนุน ร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พุทธศักราช .... ทั้ง ๓ ร่างครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ท่านประเสริฐ ประคุณศึกษาพันธ์ ท่านประเสริฐมีเวลา ๘ นาทีนะครับ

นายประเสริฐ ประคุณศึกษาพันธ์ สมาชิกวุฒิสภา ขอนแก่น 🔗

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม ประเสริฐ ประคุณศึกษาพันธ์ สมาชิกวุฒิสภา จากจังหวัดขอนแก่น ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ต้องขอกราบเรียนท่านว่ารัฐธรรมนูญ ฉบับปี ๒๕๕๐ ก็พิกลพิการมาจนสร้างปัญหาให้กับประเทศชาติมาอย่างยาวนานในขณะนี้ ถึงวันนี้นับเป็นเวลาได้ ๖ ปี ๖ เดือน แล้วก็อีก ๑๒ วันแล้วนะครับ ดังนั้นอีกนานเท่าไรครับ สิ่งที่ถูกต้องจะได้รับการแก้ไข เราควรจะแก้ที่ถูกต้องขณะนี้นะครับ ไม่ยึดถือความถูกใจ แก้ไขสิ่งที่ผิด ทุกคนต้องมีความอดทนและอดกลั้น ปัญหามีไว้ให้แก้นะครับ ไม่มีใครถูกต้อง ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ขณะเดียวกันถ้าเราไม่แก้เลยปัญหาก็เป็นเช่นนี้โดยตลอด ดังนั้น ต้องกราบเรียนเพื่อนสมาชิกทุกท่านนะครับ เราร่วมกันช่วยกันผลักดันในสิ่งที่เป็นประโยชน์ แก่ประเทศชาติ ถ้าเรามัวแต่ถกเถียงกันในสิ่งที่คิดว่าเอาชนะซึ่งกันและกัน ขอให้ทุกท่าน มีความอดทน รัฐบาลจะหมดวาระในอีก ๒ ปีข้างหน้า ทุกท่านสร้างความดีให้กับพี่น้อง สร้างความดีให้กับในท้องถิ่นของท่าน ถ้าทุกท่านเห็นเราทำดีผมเชื่อนะครับ เราจะได้รับ การคัดเลือกกลับมาเป็นรัฐบาลอีกครั้งหนึ่งแน่นอน แต่ถ้าขัดแย้งกันเช่นนี้มันต้องมีฝ่ายหนึ่ง บาดเจ็บ ไม่ได้เกิดประโยชน์อะไรทั้งสิ้น ดังนั้นขออนุญาตเรียนว่ารัฐธรรมนูญที่ผิดพลาด อย่างมาตรา ๑๙๐ อะไรที่เกี่ยวกับเขตแดนเราก็ควรจะต้องเป็นความลับ อะไรที่เป็นผลประโยชน์ ทางด้านเศรษฐกิจ รัฐบาลบริหารได้ก็ให้เขาบริหารไป ดังนั้นสิ่งนี้รัฐบาลชุดที่แล้วก็พยายามได้แก้ แต่ปัจจุบันก็กลับไม่เห็นด้วยนะครับ กระผมจึงอยากเรียนว่าเป็นไปได้ร่วมกันสิครับ แก้ในสิ่งที่ถูกต้อง

อีกอันหนึ่งก็คือมาตรา ๒๓๗ กระผมเห็นว่าควรจะร่วมกันว่าสิ่งที่เป็นการยุบพรรค โดยที่กระทำผิดโดยคนใดคนหนึ่ง ผมว่าแก้แล้วลงโทษบุคคลคนเดียว เห็นด้วยนะครับว่า เราต้องเร่งกันพิจารณา ถ้ายังปล่อยปละเช่นนี้ต่อไป แล้วก็ไม่ได้เกิดประโยชน์กับผู้หนึ่งผู้ใด เสียหายกับประเทศชาตินะครับ องค์ในหลวงเราท่านก็ทรงตรัสไว้นะครับว่าให้ทุกคนมีความอดทน แก้ปัญหาด้วยปัญญา พวกเรามีสักกี่คนที่จะใช้ความคิดนั้นที่พระองค์ท่านทรงตรัสไว้ว่า ให้พวกเราต้องใช้ความอดทน ใช้เหตุผลในการแก้ปัญหา เรามุ่งมั่นแต่ที่จะเอาชนะคะคานกัน โดยตลอด ผมมองเห็นว่าปัญหานี้ไม่จบหรอกครับ

ขณะเดียวกันอีกปัญหาหนึ่งก็คือเรื่องของมาตรา ๖๘ กระผมว่าเขียนให้ชัดเจน ไปเลย ที่อ่านไปแล้วตีความแล้วรัฐธรรมนูญต้องมานั่งตีความอีก เขียนให้ชัดเจนเลยครับว่า จะให้ ๒ ท่าน หรือว่าให้อัยการสูงสุดพิจารณาก่อน มิฉะนั้นปัญหานี้ก็จะเกิดนะครับ คราวหน้าก็มีปัญหาอีก ดังนั้นกระผมเห็นว่าการแก้ไขสิ่งที่ถูกต้องไม่เพียงแต่มองว่าการแก้ปัญหาตรงนี้จะต้องแก้ที่ ๓ ฉบับเท่านั้นนะครับ ถ้าจะแก้ทั้งฉบับผมว่านั่นเป็นความถูกต้อง เพราะมาจากการคัดสรร โดยประชาชน ไม่ใช่การคัดเลือกโดยกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งที่เกิดจากการปฏิวัติ กระผมต้องขออนุญาต กล่าวเช่นนี้ อย่างมาตราที่มาของ ส.ว. เราไปต่างประเทศเราจะรู้เลยพี่น้องหรือคนที่รู้จัก สอบถามว่าทำไมฝึกเราให้เป็นแล้ว เราทำงานรู้แล้วอะไรเป็นอะไร แล้วพี่น้องประชาชน ชอบหรือไม่ชอบอีกเรื่องหนึ่ง แต่สิ่งที่เราตัดสิทธิกันมิใช่ว่าทำเพื่อตัวเราเอง พี่น้องเพื่อน ๆ ที่เป็น ส.ว. ไม่ว่าจากสรรหาหรือเลือกตั้งก็ดี ผมว่ามีคุณภาพเหมือนกัน แม้จะบอกว่าพี่น้อง จากการสรรหาจะมาจากกลุ่มวิชาการ กลุ่มเกษตรกร กลุ่มไหนก็ตามมันก็มีสิ่งที่ดี แต่ขณะเดียวกัน ผมเชื่อนะครับจะกลุ่มใดก็ตามก็มีการพยายามวิ่งเต้น อันนั้นคือสิ่งที่เราต้องมานั่งคิดว่าเราจะ แก้ไขอย่างไร เราต้องมีจุดมุ่งมั่น อย่างเรื่องของ ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาทก็เช่นกัน เราเห็นว่า เราควรจะทำ อ้าว ลงทุนทำกัน แต่สิ่งที่เราต้องป้องกันก็คือเราจะไม่ให้เกิดการรั่วไหลได้อย่างไร นี่คือปัญหา

อีกอันหนึ่งก็คือเรื่องของแก้รัฐธรรมนูญ ถ้าเรามองว่าจะต้องแก้เราก็ต้องแก้ แต่แก้แล้วอย่างไรไม่ให้นักการเมืองโกงกิน อันนี้เราต้องมานั่งช่วยกันคิดแก้อย่างไรครับ ให้นักการเมืองไม่โกงกิน แล้วประชาชนผู้ใช้สิทธิไม่ใช้สิทธิในทางที่ผิดไปเลือกสิ่งที่ไม่ถูกต้องเข้ามา อันนี้เราต้องมาหาวิธีการคิดมิฉะนั้นเราเถียงกันไม่จบหรอกครับ ท่านดูนะครับ ประเทศจีน ประชาชน ๓,๔๐๐ ล้านคน ๔๐-๕๐ ปีนี่เขาพัฒนาไปถึงไหนแล้ว เรายังมาถกเถียงกันอย่างนี้อยู่ เมื่อไรครับประเทศชาติจะเดินไปข้างหน้าได้เสียที ประเทศอินเดียสร้างถนนเส้นหนึ่งใช้ ๓ ปี ยังคุยไม่จบเลย ประเทศไทยเราอาจจะเป็นอย่างนั้นก็ได้ครับ แต่ประเทศจีนผมว่า ๑ อาทิตย์ เขาสั่งตัดได้เลย แต่เขาต้องเลี้ยงดูคนที่อยู่ในเส้นทางนั้น เขาจะต้องดูแลให้ความสุขกับคนในพื้นที่นั้น อันนี้คือสิ่งที่เราต้องช่วยกัน ถ้าเราถกเถียงอันนี้ไม่จบหรอกครับ ผมขอกราบเรียนด้วยความเคารพ ประเทศสิงคโปร์คนน้อยกว่าเราเขาทำได้ เพราะอะไรครับ การบังคับกฎหมายเขาเข้มข้น การบังคับกฎหมายของเขาเอาจริงเอาจังไม่อะลุ้มอล่วยหรอกครับ ดังนั้นเราต้องเลียนแบบ สิ่งที่ถูกต้องมาใช้ เอาของจริงมาใช้ เราถกเถียง ขออนุญาตเรียนพี่น้องร่วมรัฐสภาด้วยกัน ขอให้ทุกคนมีความอดกลั้น ใช้สติปัญญา เราจะประท้วง พอสิ่งที่ถูกต้องแล้วอย่าให้ไม่มีที่สิ้นสุด

อีกประเด็นหนึ่งครับ อันนี้ขอเป็นความรู้สึกส่วนตัวนะครับ เปรียบเสมือนหนึ่ง คนเราถ้าถามว่าคุณจะเลือกพรรคไหน ผมพูดไม่ได้ สมมุตินะครับ ในการเลือกตั้งผมพูดไม่ได้ แต่ผมว่าการที่เราแสดงความจริงใจไปแล้วท่านไม่ได้พูด อย่างท่านประธานวุฒิสภาไม่ได้กล่าวว่า เอนเอียงสิ่งใดสิ่งหนึ่ง กระผมเห็นว่าท่านได้กระทำในสิ่งที่กล้าหาญผมก็ชื่นชมท่าน ไม่ได้ กล่าวคำไหนที่

(นายสาธิต ปิตุเตชะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดระยอง ได้ยืน และยกมือขึ้น)
นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ท่านประเสริฐครับ ท่านสาธิตท่านจะประท้วงอะไรครับ

นายประเสริฐ ประคุณศึกษาพันธ์ สมาชิกวุฒิสภา ขอนแก่น

อีกนิดเดียวครับ ขออนุญาตจบเลยได้ไหมครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

พูดจะจบแล้วนะครับ

นายประเสริฐ ประคุณศึกษาพันธ์ สมาชิกวุฒิสภา ขอนแก่น

ขออนุญาต นิดหนึ่ง

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

เดี๋ยวอย่าเพิ่งประท้วงครับ ให้จบก่อนครับ จะจบอยู่แล้วครับ ท่านจะประท้วงเรื่องอะไรครับ ท่านบอกด้วยครับ

นายสาธิต ปิตุเตชะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ระยอง

ท่านประธาน ที่เคารพ ผม สาธิต ปิตุเตชะ สมาชิกรัฐสภา ท่านผู้อภิปรายอภิปรายนอกประเด็นแล้วก็ ไม่เกี่ยวกับการที่เรากำลังพิจารณาอยู่ในรัฐสภาแห่งนี้นะครับ ขอให้ประธานได้วินิจฉัยด้วย

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ครับ พอดีจะจบแล้วนะครับ เขาพูดเรื่องเกี่ยวเนื่องนะครับ เชิญท่านประเสริฐจบนะครับ

นายประเสริฐ ประคุณศึกษาพันธ์ สมาชิกวุฒิสภา ขอนแก่น

อีก ๑ นาทีครับท่าน

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ไม่ถึงครับ เอา ๑๕ วินาที เมื่อสักครู่นี้เหลือนะครับ

นายประเสริฐ ประคุณศึกษาพันธ์ สมาชิกวุฒิสภา ขอนแก่น

ขอบพระคุณครับ ก็ขออนุญาตขอบคุณในความเห็นของท่านผู้ลุกขึ้นประท้วงนะครับ กราบเรียนนะครับ ขอให้ทุกท่านมีความอดทนอดกลั้นนะครับ เราทำเพื่อประเทศชาติ แล้วก็รัฐธรรมนูญนี้ เราแก้เพื่อประชาชนนะครับ เราต้องมีความมุ่งมั่นในสิ่งที่ถูกต้อง ขอบพระคุณครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ต่อไปจะเป็นท่าน พันตรี อาณันย์ วัชโรทัย ๗ นาที แต่ก่อนที่ท่านจะอภิปรายผมขอต้อนรับวันนี้ท่าน ส.ส. สุทัศน์ จันทร์แสงศรี ได้นำสมาชิกผู้บริหารและนายกองค์การบริหารส่วนตำบลนาป่า อำเภอเมืองเพชรบูรณ์ จังหวัดเพชรบูรณ์ ๕ ท่านด้วยกันมาเยี่ยมชมการประชุม ซึ่งขณะนี้เป็นการประชุมร่วมกัน ของทั้งสองสภาเพื่อพิจารณาแก้ไขรัฐธรรมนูญครับ เชิญท่าน พันตรี อาณันย์ ท่านมีเวลา ๗ นาทีครับ

พันตรี อาณันย์ วัชโรทัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ 🔗

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพครับ ผม พันตรี อาณันย์ วัชโรทัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานที่เคารพครับ จากการที่อภิปรายมา ๑ วันเต็ม ๆ ก็เห็นชัดเจนว่าต่างฝ่ายต่างพยายามที่จะตีความในแง่กฎหมาย แล้วก็พร้อมกับ ที่กล่าวหาว่าอีกฝ่ายหนึ่งพยายามกระทำเพื่อประโยชน์ของตนเอง โดยที่ไม่ได้พูดว่าบางฝ่าย พยายามทำเพราะว่าตัวเองเสียประโยชน์ ผมยกตัวอย่างอย่างนี้ครับ อย่างมาตรา ๖๘ ท่านก็จินตนาการออกไปกว้างไกลใหญ่โตว่ามีเจตนารมณ์อย่างนั้นอย่างนี้ ทั้งที่แท้จริงแล้ว เมื่อสักครู่นี้ท่าน ส.ว. ประเสริฐก็พูดแล้วว่าเจตนารมณ์จริง ๆ เราต้องการให้เกิดความชัดเจน ชัดเจนในแนวทางการปฏิบัติ พูดง่าย ๆ ต้องการให้เห็นชัดเจนว่าเขตอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญนั้น อยู่ตรงไหนนะครับ ทำได้แค่ไหน การวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญถ้าหากเราวินิจฉัยเป็นตัวตัดสิน ของเจตนารมณ์ในการพิทักษ์รัฐธรรมนูญว่ารัฐธรรมนูญนั้นมีเจตนารมณ์อย่างนั้นอย่างนี้ ผมว่ามันก็เกิดช่องว่างให้ต้องต่อสู้กันอย่างนี้ไม่มีวันสิ้นสุด หรือมีเหตุการณ์เกิดขึ้นอย่างนี้อีก ก็มีการตีความกันไม่จบไม่สิ้น เพราะฉะนั้นเจตนารมณ์ท่าน พันเอก อภิวันท์ วิริยะชัย ขออนุญาตที่เอ่ยนามท่าน ท่านได้ชี้แจงละเอียดไปแล้วครับตั้งแต่เมื่อวานที่ว่าเจตนารมณ์ ของการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพิ่มเติมตรงนี้เพื่อให้ชัดเจนในเรื่องอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญ ที่จะรับเรื่อง หรือไม่รับเรื่อง หรือรับผ่านอัยการสูงสุดเท่านั้นครับ ส่วนในมาตรา ๒๓๗ จริง ๆ กฎหมายเขียนไว้เจตนาของการเขียนกฎหมาย เขียนเพื่อป้องกันในกติกาในสังคม เพื่อให้เราอยู่ร่วมกันด้วยความผาสุก ก็คือป้องกันให้เกิดการทำอะไรก็แล้วแต่ที่ขัดต่อสังคม ที่เขาพึงปฏิบัติกัน แต่หลักของกฎหมายก็มี ส.ส. หลายท่านได้อภิปรายชัดเจนว่าต้องอยู่ บนหลักของนิติธรรมท่านประธานที่เคารพ ตราบใดก็แล้วแต่ที่การเขียนกฎหมายแล้ว แล้วไม่อยู่ในหลักนิติธรรม การบังคับใช้กฎหมายนั้นมีความรุนแรงมันก็ทำให้สังคมนั้น ไม่ได้อยู่ด้วยความผาสุกเสมอไปนะครับ ศาลเองยังพูดชัดเจนว่าการปล่อยคนผิดไป ๑๐ คน ดีกว่าการจับหรือคุมขังคนบริสุทธิ์เพียง ๑ คน ก็มีเท่านั้นเองครับ ทีนี้ผมจะขออนุญาตอภิปราย ในส่วนของมาตรา ๑๑๑ ถึงมาตรา ๑๑๗ และการยกเลิกมาตรา ๑๑๓ มาตรา ๑๑๔ ก็จะขออนุญาตกล่าวในลักษณะของกติกาและกฎของสังคมบ้างคงไม่พูดถึงในแง่กฎหมาย เพียงแต่เกี่ยวพันกันด้วยเหตุด้วยผล ประเทศไทยเรามีการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ชัดเจนครับ มีอำนาจอธิปไตยเป็นอำนาจสูงสุดในการปกครองประเทศตามรัฐธรรมนูญ ตั้งแต่ฉบับแรก พระมหากษัตริย์ทรงใช้พระราชอำนาจนั้นผ่านฝ่ายบริหารก็คือรัฐบาล ผ่านฝ่ายนิติบัญญัติก็คือรัฐสภา แล้วผ่านฝ่ายตุลาการก็คือสภาผู้แทนราษฎร ในปี ๒๕๔๐ มีการร่างรัฐธรรมนูญขึ้นมาซึ่งได้รับการยอมรับว่าเป็นรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน แล้วก็ เป็นที่ยอมรับกันโดยถ้วนหน้า โดยเฉพาะมีพรรคการเมืองพรรคเก่าแก่พรรคหนึ่งซึ่งชื่อก็บอกว่า เป็นประชาธิปไตย แล้วก็ได้รับการยอมรับว่าเป็นพรรคที่ก่อเกิดมาก่อนใคร แล้วก็เป็นตัวอย่าง ของระบอบประชาธิปไตย ก็สนับสนุนด้วยความงามสง่าชัดเจน แต่วันเวลาผ่านไปเมื่อเกิดเหตุการณ์ขึ้นมีบุคคลซึ่งต้องถือว่าเป็นผู้ที่มีความสามารถ แล้วก็ เป็นตัวอย่างแห่งการนำพา มีความคิดอะไรใหม่ ๆ ที่จะทำประเทศให้สู่ความเจริญก้าวหน้า แต่บุคคลนั้นถูกความพยายามที่จะกำจัดบุคคล กำจัดพรรคการเมืองด้วยวิธีปฏิบัติที่ผิดหลักการ ทั้งหลาย ไม่ได้แก้ไขด้วยวิถีทางที่ถูกต้อง ใช้วิธีในการยึดอำนาจหรือปฏิวัติ ทำให้เกิดความเศร้าสลด และเสียใจต่อมาในอนาคต ท่านประธานครับ เมื่อวานนี้มีท่าน ส.ส. ผู้ทรงเกียรติอีก ๑ ท่าน ขออนุญาตเอ่ยชื่อท่าน คือท่านวัฒนา เมืองสุข ท่านได้เปรียบเทียบให้เห็นความชัดเจน แต่ว่า อาจจะใช้คำพูดที่ค่อนข้างจะแข็งกร้าวและรุนแรงนิดหนึ่ง ท่านเปรียบเทียบครับ ท่านบอกว่า เมื่อมีโจรมาปล้นบ้าน โจรนั้นถือว่าเลวแล้ว ผมคงไม่ได้ใช้คำพูดอย่างนั้นนะครับ ผมอาจจะ บอกว่าแย่แล้ว แต่โจรเองยังเสี่ยงที่จะกระทำการอันนั้น แต่คนที่มาใช้เงินโจร คนที่จะมาใช้ ประโยชน์จากโจรถือว่าเป็นเรื่องที่น่าละอายกว่า ท่านประธานที่เคารพครับ ถ้าหากโจรถูกจับได้ แล้วก็คืนของกลางก็ยังถือว่าได้ทำในสิ่งที่แก้ไขของความผิด ผมต้องเรียนว่าการแก้ไขปัญหา อันนั้นมีบุรุษผู้หนึ่งเป็นผู้ปฏิบัติ ก็เป็นที่ทราบกันอยู่ก็คือท่านเป็นหัวหน้าคณะยึดอำนาจ ความเป็นสุภาพบุรุษของท่านหลังจากที่ปฏิบัติการอันนั้นแล้วท่านเห็นว่าในวันนั้นไม่ว่าท่านจะ เข้าใจผิดหรือเข้าใจถูก เจตนาที่ดีต่อบ้านเมืองหรืออะไรก็แล้วแต่ แต่ผลพวงที่ท่านปฏิบัตินั้น หรือที่ท่าน ส.ส. ผู้ทรงเกียรติท่านวัฒนาได้กล่าวว่าท่านได้ปล้นประชาธิปไตยไป การปล้นประชาธิปไตย ของท่านนี่ท่านมีความรู้สึกว่ามันมีผลพวงที่มีปัญหามากมายกับประเทศนี้ ท่านก็พยายามจะแก้ไข นั่นคือความเป็นสุภาพบุรุษของท่าน ท่านหันมายื่นร่าง พ.ร.บ. ว่าด้วยความปรองดองแห่งชาติ เพราะท่านถือว่าการปล้นประชาธิปไตยนั้นเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง การดำเนินการของท่านถือว่า ถูกต้อง ผมจะพูดนิดเดียวในประเด็นที่ผูกพันกัน เดี๋ยวจะว่านอกเรื่อง การให้ได้มาของ ส.ว. เลือกตั้งเป็นการแสดงออกถึงประชาธิปไตยอย่างชัดเจนนะครับ เพราะว่าอำนาจอธิปไตยนั้น เป็นอำนาจที่มาจากปวงชน ในการปกครองระบอบประชาธิปไตยนั้นชัดเจนว่าเป็นอำนาจที่เขียนขึ้น โดยประชาชน เพื่อประชาชน เพราะฉะนั้นที่มาของ ส.ว. ได้จากการเลือกตั้งถือว่าเป็นสิ่งที่ถูกต้อง เพราะท่านอภิวันท์ได้อภิปรายไปแล้วว่าคงเป็นไม่ได้ที่จะเอาผู้ที่มาจากการแต่งตั้งไปถอดถอน ผู้ที่แต่งตั้งตนเอง แล้วก็ไปถอดถอนคนที่มาจากการเลือกตั้ง ท่านประธานที่เคารพครับ องคุลิมาลเถระพยายามคิดที่จะฆ่าพระพุทธองค์ แล้วก็สั่งให้ท่านหยุด เมื่อวิ่งไล่แล้วไม่ทัน ท่านตอบสั้น ๆ ว่า ดูก่อนตถาคต เราหยุดแล้ว แต่ท่านยังไม่หยุด จริง ๆ แล้วผมอยากให้ ความสอดคล้องของการเปรียบเทียบของท่าน ส.ว. ประเสริฐที่ได้กล่าวไปเมื่อสักครู่ แล้วก็ ความตั้งใจในเจตนารมณ์ของการดำเนินการในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ผมขอยืนยันว่าได้แก้ไข เพื่อส่วนรวมและเพื่อประชาชน เจตนารมณ์เป็นเรื่องสำคัญครับท่านประธาน ต้องกราบขอโทษด้วย ที่ผมเลยเวลาเพราะว่าเวลาน้อยไป ขอบคุณครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ไม่เป็นไรครับ เวลาท่านเกิน ก็ไปตัดในพรรคเพื่อไทยนะครับ ต่อไปท่าน พลอากาศเอก วีรวิท คงศักดิ์ ท่านมีเวลา ๘ นาที ก่อนท่านจะอภิปราย ผมขอต้อนรับชมรมผู้สูงอายุจากโรงพยาบาลจังหวัดสระบุรีนะครับ วันนี้ได้มารับรางวัลแล้วก็ถือโอกาสมาเยี่ยมการประชุมรัฐสภา ขณะนี้เป็นการประชุมร่วม เพื่อพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พุทธศักราช .... เชิญท่าน พลอากาศเอก วีรวิท คงศักดิ์ ท่านมีเวลา ๘ นาทีครับ

พลอากาศเอก วีรวิท คงศักดิ์ สมาชิกวุฒิสภา ภาควิชาชีพ 🔗

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม พลอากาศเอก วีรวิท คงศักดิ์ สมาชิกวุฒิสภาสรรหา ภาควิชาชีพ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ขอเสนอความคิดเห็นเกี่ยวกับร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ จำนวน ๓ ฉบับที่เพื่อนสมาชิกได้กรุณาเสนอเข้ามา ให้พิจารณานะครับ ก่อนอื่นผมขอเรียนว่าโดยพื้นฐานแล้วรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุด ของประเทศ แต่อย่างไรก็ตาม รัฐธรรมนูญนั้นมีสาระสำคัญที่บ่งบอกถึงความสัมพันธ์เชิงอำนาจ ระหว่างชนชั้นปกครองในฐานะผู้ใช้อำนาจรัฐกับประชาชนในฐานะผู้ถูกปกครอง ดังนั้น รัฐธรรมนูญจึงมีสาระที่เกี่ยวข้องกับการที่เป็นกฎ กติกา มารยาท ของการอยู่ร่วมกันในสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีของผู้บริหารที่จะใช้อำนาจรัฐเข้ามาดูแลสารทุกข์สุขดิบของประชาชน ในอดีตนั้นเราต้องยอมรับว่ารัฐธรรมนูญของเราร่างโดยชนชั้นปกครอง เพราะฉะนั้นสิทธิเสรีภาพ ต่าง ๆ ที่ประชาชนจะได้รับก็มีน้อยนะครับ แต่หลังจากที่เรามีรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๔๐ เราได้รับการพัฒนาที่ให้ประชาชนนั้นมีสิทธิมีเสียงมากขึ้น สามารถที่จะใช้มาตรการต่าง ๆ ในการที่จะควบคุมอำนาจรัฐมากขึ้น และในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ นั้นได้เพิ่มบทบาทในเรื่อง ของสิทธิเสรีภาพของประชาชนมาก ท่านประธานครับ ลองดูสิครับ ในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ หมวด ๓ ตั้งแต่มาตรา ๒๖ ถึงมาตรา ๖๙ รวมทั้งสิ้น ๔๔ มาตรา ได้ให้สิทธิและเสรีภาพ ของประชาชนมากมาย จากตรงนี้ละหลายคนบอกว่าแล้วทำไมประชาชนไม่ได้รับสิทธิเสรีภาพนั้น ก็ต้องยอมรับว่าเรายังไม่ได้ออกกฎหมายรับรองในงานบางอย่างที่เป็นอำนาจหน้าที่ของประชาชน อย่างเช่นกรณีมาตรา ๖๗ วรรคสอง เกี่ยวกับเรื่องของสิทธิชุมชน เพราะฉะนั้นในการที่เรา เข้ามาสู่ประชาธิปไตยตรงนี้เราคงต้องมองว่าอำนาจของประชาชนนั้นคือสิ่งที่สำคัญ แล้วเรา จำเป็นจะต้องมีการให้ประชาชนสามารถควบคุมอำนาจรัฐได้ แต่การแก้ไขรัฐธรรมนูญ ในครั้งนี้นั้นผมเสียใจที่ว่าผู้ร่างนั้นอาจจะมองข้ามประเด็นนี้ไปหรือไม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในเรื่องของมาตรา ๑๙๐ ที่มีการแก้ไขนั้น ได้ไปตัดสิทธิของประชาชนในการที่จะรับรู้ ความเคลื่อนไหวของบ้านเมืองในการดำเนินการต่าง ๆ นะครับ อย่างเช่นได้ไปตัดในเรื่องของ การเปลี่ยนแปลงเขตพื้นที่นอกอาณาเขตซึ่งเป็นอำนาจสิทธิอธิปไตย เมื่อก่อนนี้จะต้อง มีการสอบถามสมาชิกรัฐสภาในฐานะที่เป็นตัวแทนปวงชน มาตามร่างใหม่นั้นไม่ต้องหารือ สามารถดำเนินการได้เอง

ประการที่ ๒ ข้อตกลงที่มีผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจและสังคม ของประเทศอย่างกว้างขวาง ในเรื่องนี้หลายคนพูดว่ากว้างขวางคือสิ่งใด กว้างขวางก็คือสิ่งที่ มีผลกระทบต่อวิถีชีวิตและการดำเนินชีวิตของประชาชน ในต่างประเทศเขาจะมองว่าการที่ เข้าประชาคมต่าง ๆ หรือมีการดำเนินการในสิ่งที่เป็นวิถีชีวิตของประชาชน เช่นเราจะเซ็นสัญญา เข้าอาเซียนนั้นโดยปกติจะต้องมีการถามประชาชนก่อนนะครับว่าเขาพอใจไหม จะเห็นว่า อย่างประเทศนอร์เวย์ได้มีการสอบถามประชาชนว่าเขามีความต้องการที่จะเข้าสหภาพยุโรปไหม เมื่อประชาชนยังไม่พร้อมที่จะเข้าหรือยังไม่อยากเข้ารัฐบาลก็ไม่เข้า หรืออีกประเทศหนึ่งครับ ประเทศสวีเดน ถ้าจะมีการเปลี่ยนไปใช้เงินยูโร เขาจะมีการถามประชาชนว่าประชาชน พร้อมที่จะทำหรือไม่ สิ่งนี้ครับคือสิ่งที่รัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๐ เดิมได้ให้ข้อคิดไว้ และให้มี การสอบถามประชาชนก่อนนะครับ

สิ่งที่ผมอยากจะเรียนว่าสิ่งที่ตัดมากก็คือเรื่องของผลผูกพันทางด้านการค้า และการลงทุน หรืองบประมาณของประเทศอย่างมีนัยสำคัญ ประเด็นนี้ก็ตัดไป สิ่งที่เราคง จำได้นะครับ บทเรียนของการค้าที่เราไปทำการค้าเสรีและมีผลกระทบถึงการประกอบอาชีพ ของพี่น้องประชาชน โดยเฉพาะอย่างเช่นเรื่องของกระเทียมในภาคเหนือ สิ่งพวกนี้ครับ กระบวนการในกฎหมายเดิมได้กำหนดว่าจะต้องมีการสอบถามแล้วก็ดูแลความเดือดร้อน ตลอดจนการช่วยเหลือเยียวยา แต่ร่างที่แก้ไขในครั้งนี้ได้ตัดออกหมดครับ เป็นแต่เพียงว่า ประชาชนสามารถที่จะมีสิทธิเข้าไปดูสัญญาได้ แต่การดูสัญญาหลังจากเซ็นแล้วเรามองดูว่า จะเป็นเรื่องที่ทันเหตุการณ์ไหมครับ เขาบาดเจ็บ เขาเสียหายไปแล้วทำไมเราไม่สอบถาม เขาก่อนแล้วก็ช่วยเหลือเยียวยาเขาตามอาการที่ควรจะเป็น สิ่งที่ผมอยากจะกราบเรียนว่า ในสิ่งที่ร่างทั้ง ๓ ร่างนั้นได้ไปตัดสิทธิประชาชน ซึ่งหลายท่านได้พูดแล้วก็คือเรื่องของ มาตรา ๖๘ เป็นเรื่องของสิทธิปกป้องรัฐธรรมนูญ แต่เดิมนั้นศาลรัฐธรรมนูญได้ตีความ อย่างกว้างก็คือประชาชนจะเลือกส่งให้สำนักงานอัยการสูงสุด หรือจะส่งศาลรัฐธรรมนูญก็ได้ แต่ครั้งนี้ผมฟังที่ท่านชี้แจงแล้วก็พอรับได้นะครับว่าศาลรัฐธรรมนูญนั้นอาจจะไม่มีเครือข่าย ในต่างจังหวัด แต่ทำไมท่านไม่ให้สำนักงานอัยการสูงสุดนั้นดำเนินการในกรอบเวลาที่สมควร และดำเนินการให้ประชาชนได้มีสิทธิที่บอกว่าถ้าศาล แต่ทำไมท่านไม่ให้สำนักงานอัยการสูงสุดนั้น ดำเนินการในกรอบเวลาที่สมควรและดำเนินการให้ประชาชนมีสิทธิที่บอกว่า ถ้า ๓๐ วันแล้ว อัยการยังไม่ยื่นฟ้องหรือไม่ส่งสำนวนต่อ ประชาชนจะสามารถใช้ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๑๒ ในการยื่นตรงต่อศาลรัฐธรรมนูญได้ อันนี้ก็คงจะเป็นข้อที่จะมีการแปรญัตติในช่วงต่อไป ในสิ่งที่ผมอยากกราบเรียนว่าประเด็น ที่มีการแก้ไขมาตรา ๒๓๗ นั้นผมเห็นด้วยในการที่จะไม่มีการยุบพรรคกัน แต่เรื่องของความรับผิดชอบ ในการกระทำของผู้บริหารหรือหัวหน้าพรรคนั้นคงจะต้องมีบทบัญญัติที่ชัดเจนขึ้น เพราะหลัก ของการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดีนั้นสิ่งที่สำคัญก็คือแอคเคาน์ทะบิลิตี (Accountability) คือความรับผิดชอบในการกระทำ ท่านทำให้เกิดความเสียหายในส่วนต่าง ๆ แล้วท่านจะต้อง ยอมรับครับ แล้วสิ่งที่ผมอยากจะกราบเรียนว่าหลักสำคัญของการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้นเขาจะ ไม่พยายามที่จะไปลบล้าง หรือทำให้คุณค่าของรัฐธรรมนูญในอดีตนั้นเกิดความเสียหาย เพราะฉะนั้นกรณีที่จะนิรโทษกรรมหรือจะให้มีการล้างมลทินในกรณีความผิดต่าง ๆ นั้น ผมเรียนเสนอว่าอย่ากระทำเลยครับ มันจะทำให้กระบวนการต่าง ๆ นั้นมีความผิดพลาดมากขึ้น ในกรณีของการแก้ไขของวุฒิสภานั้น ผมคิดว่าผมไม่ขัดข้องในการที่จะมีการแก้ไข แต่สิ่งที่ ผมอยากจะฝากข้อคิดไว้อันหนึ่งว่าการจัดทำกฎหมายหรือการแก้ไขรัฐธรรมนูญต่าง ๆ นั้น ผู้ที่นั่งพิจารณาตรงนี้จะต้องไม่ได้รับสิทธิประโยชน์จากการแก้ไข เพราะฉะนั้นในกรณี ของสมาชิกวุฒิสภาที่จะมีการยืดวาระไปอีกหรือจะมีการเป็นได้ ๒ วาระหรือหลายวาระติดต่อ ตลอดจนแม้กระทั่ง ส.ว. สรรหาที่เลิกไปแล้วจะมีบทเฉพาะกาลให้เป็นไปได้นั้น ผมคิดว่าไม่ควรกระทำ โดยมาตรฐานสากลของการออกกฎหมายนั้นเขาจะให้สำหรับผู้ที่จะเข้ามาในสมัยต่อไป เพราะฉะนั้นเราไม่จำเป็นที่จะต้องมีการรีบร้อนที่จะดำเนินการ เมื่อทุกฝ่ายหมดวาระ ก็มีการดำเนินการไป แล้วจะเลือกอย่างไรหรือการทำอย่างไรก็ว่าไป

สิ่งที่ผมอยากจะฝากไว้ในประเด็นสุดท้ายก็คือการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้น อยากจะให้มีการตกผลึกทางความคิดระหว่างทุกฝ่ายเสีย ปกติแล้วในต่างประเทศเขาใช้ งานวิจัยครับ ไม่ใช่ใช้ความเห็น สิ่งที่เราเกิดขึ้นก็คือเมื่อเราเป็นรัฐบาลเราคิดอย่างหนึ่ง เมื่อเป็นฝ่ายค้านเราคิดอีกอย่างหนึ่ง หรือในทางตรงกันข้ามจะเห็นว่าในรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๐ เมื่อเป็นฝ่ายค้านท่านก็มองอย่างหนึ่ง เมื่อเป็นรัฐบาลท่านมองดูเป็นภาระ ท่านก็มองอีกอย่างหนึ่ง ลักษณะแบบนี้ทำให้กฎหมายของเรามีการเปลี่ยนไปเปลี่นมาและเป็นสิ่งที่ไม่เป็นสากล ได้ข่าวว่าจะมีการแก้ในเรื่องของ ส.ส. กลับไปอีก ก็ฝากท่านว่าจะทำอะไรก็แล้วแต่ ตกผลึก ทางความคิดเสียก่อน แล้วก็ใช้หลักอันนั้นเพื่อให้ทุกคนยอมรับ แล้วใครจะแก้ตรงไหนก็แก้ครับ แล้วก็อย่าแก้ให้เกิดประโยชน์กับตัวเอง น่าอายครับ ขอบคุณครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ท่านวิภูแถลง พัฒนภูมิไท ท่านมีเวลา ๗ นาที เชิญครับ

นายวิภูแถลง พัฒนภูมิไท สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ 🔗

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม วิภูแถลง พัฒนภูมิไท สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภาจากจังหวัดพัทลุง ผมขอกราบเรียน ท่านประธานว่าผมจะใช้เวลาประมาณ ๑๐ นาทีซึ่งได้ขออนุญาตทางวิปเรียบร้อยแล้วเพื่อให้ จบประเด็น ท่านประธานที่เคารพครับ เอากันสั้น ๆ ง่าย ๆ แล้วก็จริงใจตรงไปตรงมา เข้าสู่ เนื้อหาว่าทำไมจะต้องแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ปี ๒๕๕๐ ด้วยเหตุผล ที่สำคัญ ๒ ประการชัดเจนครับท่านประธานที่เคารพ ประการที่ ๑ นั่นคือเรื่องของที่มา ประการที่ ๒ นั่นคือเรื่องของเนื้อหาและสาระ

ที่มามันมาอย่างไรท่านประธานที่เคารพรักครับ วันนี้เราต้องยอมรับความจริง เราจะปฏิเสธความจริงไม่ได้ว่ารัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๕๐ และมาตราที่กระผมกำลังจะกล่าวถึง ที่จะต้องมีการแก้ไขเพิ่มเติม มาตรา ๖๘ และมาตรา ๒๓๗ มาจากคณะยกร่างรัฐธรรมนูญ และสมาชิกสภานิติบัญญัติที่ไม่ชอบธรรม มาจากการรัฐประหาร เป็นที่รับรู้กันโดยทั่วไปว่า การรัฐประหารคือการกระทำความผิดประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๑๓ มีความผิดฐาน เป็นกบฏ ระวางโทษประหารชีวิต ฉะนั้นกฎหมายที่มาจากอาชญากรเราจะถือว่ามีความเป็นธรรมได้อย่างไรครับท่านประธานที่เคารพ เมื่อปี ๒๕๑๖ ผมยังจำถ้อยคำคำหนึ่งของอดีตเลขาธิการศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย ขออนุญาตเอ่ยชื่อท่าน นายวิรัตน์ ศักดิ์จิรพาพงษ์ ได้พูดไว้ชัดเจนมากว่า เขาไม่เคยเชื่อว่า งาช้างมันจะงอกออกมาจากปากสุนัขได้ วันนี้ผมก็ไม่เชื่อเหมือนกันว่าต้นงิ้วมันจะออกลูกเป็นทุเรียน พันธุ์หมอนทองได้เช่นเดียวกัน ฉะนั้นที่มาในประเด็นนี้ก็ไม่ชอบธรรมน่าจะมีการแก้ไขเพิ่มเติม เพื่อศักดิ์ศรี เพื่อเกียรติภูมิของการปกครองประเทศในระบอบประชาธิปไตยของเรา

ในประเด็นที่ ๒ ท่านประธานที่เคารพ ชอบอ้างกันนักกันหนาว่ารัฐธรรมนูญ ฉบับปี ๒๕๕๐ ซึ่งรวมถึงมาตรา ๖๘ มาตรา ๒๓๗ ที่กระผมกำลังกราบเรียนนี้ด้วยบอกว่า มาจากการทำประชามติประชาชนเห็นด้วย ๑๔ ล้านเสียง แต่ท่านประธานที่เคารพไม่เห็นด้วย ๑๐ ล้านเสียง และการทำประชามติในขณะนั้นอยู่ในบรรยากาศบางจังหวัดยังประกาศใช้ กฎอัยการศึกอยู่เลย บรรยากาศเป็นเผด็จการ เป็นบรรยากาศของการรัฐประหาร และยัง ข่มขู่ด้วยว่าถ้าไม่ยอมให้ผ่านก็อาจจะหยิบรัฐธรรมนูญฉบับหนึ่งฉบับใดมาใช้ได้ สิ่งเหล่านี้ ประชาชนบางคนก็จำยอมครับ เพื่อให้ประเทศเข้าสู่ภาวะปกติ นี่คือเรื่องของที่มาครับ ท่านประธานที่เคารพ สิ่งที่ได้มาจากความไม่ถูกต้องก็สมควรจะปรับปรุงแก้ไข จริง ๆ แล้ว สมควรจะต้องถูกยกเลิกไปด้วยซ้ำไปครับท่านประธาน

เหตุผลที่ ๒ นั่นคือเนื้อหาและสาระครับท่านประธานที่เคารพ วันนี้ต้องยอมรับ ความจริงว่ารัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๕๐ โดยเฉพาะมาตรา ๖๘ และมาตรา ๒๓๗ เนื้อหาสาระ มันขัดต่อหลักประชาธิปไตย ขัดต่อหลักนิติธรรม ขัดอย่างไรครับท่านประธานที่เคารพ หลักประชาธิปไตย ๓ ๔ ๕ ประการได้บัญญัติไว้ชัดเจนเป็นที่รับรู้กันโดยทั่วไปว่าประเทศ ที่ปกครองในระบอบประชาธิปไตยนั้นอำนาจสูงสุดในการปกครองประเทศต้องเป็น ของประชาชน ถ้าพูดเป็นภาษาวิชาการเสียหน่อยว่าอำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชน ผมถามว่า มาตรา ๖๘ และมาตรา ๒๓๗ นี้มันมาจากปวงชนชาวไทยตรงไหนครับท่านประธาน ตรงนี้ ก็ขัดด้วยหลักของประชาธิปไตยแล้ว สนช. ก็ดี คณะกรรมการยกร่างก็ดีล้วนแล้วแต่ถือกำเนิด จากระบอบเผด็จการคณะรัฐประหารทั้งสิ้น กระผมก็ไม่เข้าใจเพื่อนสมาชิกบางคนก็คุ้นหน้าคุ้นตา กันดี ในคราวที่เราต่อสู้ ในคราวที่เราคัดค้านไม่เห็นด้วยกับรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๕๐ ยังไป ชูธงแดงกันมาด้วยกัน โหวตโนวันนี้กลับเห็นดีเห็นชอบไปเสียแล้ว กาลเวลามันเปลี่ยนคนได้ แต่ไม่ว่ากันครับ ท่านประธานที่เคารพครับ หลักของอธิปไตย ส.ว. เป็น ๑ ในอำนาจนิติบัญญัติ ทำไม ส.ว. ๗๔ คนจึงมาจากการเลือกตั้งของคน ๗ คน อ้ายคน ๗ คนที่ว่าเพียง ๔ คนยกมือ สนับสนุนก็ได้เป็น ส.ว. แล้ว แล้วจะบอกว่าอำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนได้อย่างไร เพราะ อำนาจนิติบัญญัติคือ ๑ ในอำนาจอธิปไตย ฉะนั้นผมจึงบอกว่าสมควรที่จะแก้ไข ปรับปรุง เปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญ และจริง ๆ แล้วต้องยกเลิกไปเสียด้วยซ้ำเพื่อหน้าตาและเพื่อเกียรติภูมิ ของประเทศ

ท่านประธานที่เคารพมาดูในหลักที่ ๒ ยิ่งชัดเจน หลักที่ ๒ ของการปกครอง ประเทศในระบอบประชาธิปไตยคือเรื่องของสิทธิและเสรีภาพ บุคคลที่ถูกกล่าวหา พรรคที่ถูกกล่าวหา ใครคนใดคนหนึ่งกระทำความผิดตามมาตรา ๖๘ แห่งรัฐธรรมนูญเป็นอย่างไรครับ ผิดคนเดียว แต่คนที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องต้องรับผิดด้วย สิ่งเหล่านี้ไม่ถูกต้อง อาจารย์คนหนึ่งในมหาวิทยาลัย ล่วงเกินลูกศิษย์ อนาจารลูกศิษย์แล้วทำไมไม่ยุบมหาวิทยาลัยทิ้งล่ะครับท่านประธานที่เคารพ มันหลักเกณฑ์เดียวกัน พระรูปหนึ่งไม่อยู่ในศีลมันถึงกับตัดคอเจ้าอาวาสแล้วเผาพระไตรปิฎก อย่างนั้นเลยหรือครับท่านประธานที่เคารพ ฉะนั้นวันนี้ผมจึงกราบเรียนว่ามันมิชอบด้วยสิทธิ เสรีภาพ ผู้ที่ไม่มีความผิดต้องรับผิด ไม่ได้มีสิทธิเสรีภาพตามกฎหายรัฐธรรมนูญในหมวด ๓ ที่บอกว่าให้สิทธิเสรีภาพในการต่อสู้ในกระบวนการยุติธรรม มีตรงไหนล่ะครับ ไม่ได้มี ส่วนเกี่ยวข้องกับเขาเลย ต้องถูกตัดสิทธิทางการเมือง ๕ ปีด้วย ตรงนี้ผมจึงกราบเรียน กับท่านประธานว่ามันขัดด้วยหลักของระบอบประชาธิปไตย แต่วันนี้บ้านเมืองมันเกิดวิปริต เขาเรียกว่า วินาศกาเล วิปริตพุทธิ ถึงคราวที่บ้านเมืองจะวิบัติ บุคคลที่เราเคยนับถือ บุคคลที่เราเคยศรัทธา สติปัญญามันผิดเพี้ยนแปรปรวนไปครับท่านประธาน ที่เคารพ บ้านเมืองมันเป็นอย่างนี้มา ๕-๖ ปีแล้ว จะโกรธใคร จะเกลียดใคร จะรักหรือไม่รักใคร มันไม่ใช่เหตุผลที่ไม่ทำให้รัฐธรรมนูญเป็นประชาธิปไตย เมื่อบ้านเมืองเป็นประชาธิปไตยแล้ว ใครจะได้รับประโยชน์จากระบอบประชาธิปไตยมันอีกเรื่องหนึ่ง ผมจึงบอกว่าต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา ๖๘ มาตรา ๒๓๗ และมาตราอื่น ๆ ที่เพื่อนสมาชิกกำลังจะลุกขึ้นมาอภิปรายสนับสนุน หลักสิทธิเสรีภาพชัดเจน ผู้ที่ถูกตัดสิทธิไม่ได้รับสิทธิเลยทั้ง ๆ ที่ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องครับ ท่านประธานครับ ไม่ได้ถูกกล่าวหา ไม่ถูกตั้งข้อกล่าวหา ไม่ได้มีสิทธิไปแก้ตัวใด ๆ ทั้งสิ้น และประชาชนที่เป็นสมาชิกพรรคต้องรับชะตากรรมไปด้วย อยู่ดี ๆ เป็นสมาชิกพรรค เขายุบพรรคเสียแล้ว ลักษณะเหล่านี้ไม่เคยปรากฏว่าเคยถูกบัญญัติไว้ในประวัติศาสตร์ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฉบับใดเลยแม้แต่ฉบับเดียว และเป็นที่รับรู้กันโดยทั่วไปว่า มาตรานี้นำมาจากประกาศของคณะปฏิวัติรัฐประหาร คปค. และบอกว่าอำนาจอธิปไตยหรือ กฎหมายรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศได้อย่างไรล่ะครับ ประกาศคณะยึดอำนาจมัน สูงสุดกว่ารัฐธรรมนูญ และหลักหนึ่งที่สำคัญมากครับที่ขัดด้วยหลักของระบอบประชาธิปไตย ที่จำเป็นต้องแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญนั่นคือหลักแห่งนิติรัฐ ท่านประธานที่เคารพ นิติรัฐ คือรัฐที่ปกครองที่ใช้กฎหมายเป็นหลักในการปกครองประเทศ แต่การรัฐประหารมันคือการทำลาย หลักนิติรัฐเพราะเอาบุคคลมาเป็นใหญ่ เอาอำนาจมาเป็นใหญ่ เอารถถังมาเป็นใหญ่ เอาปืน มาเป็นใหญ่ และผมยิ่งขำหนักเข้าไปอีกครับท่านประธานที่เคารพ หลังจากยึดอำนาจเสร็จ ผู้ที่ไปสนับสนุนการยึดอำนาจกลับมาเรียกร้องให้ประชาชนช่วยกันเคารพกฎหมาย ผมไม่เข้าใจว่า สติมันผิดเพี้ยนไปได้ถึงเพียงนี้เชียวหรือ เพิ่งจะฉีกรัฐธรรมนูญมือยังเปื้อนน้ำหมึกอยู่เลย และมาเชิญชวนให้ประชาชนในประเทศนี้ช่วยกันเคารพกฎหมาย เพิ่งจะฉีกกฎหมายสูงสุด ของประเทศ ท่านประธานที่เคารพ ผมอยากกราบเรียนท่านประธานว่ารัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๕๐ มันทำลายหลักนิติรัฐ ทำลายหลักนิติธรรม ในประเทศที่เขาเจริญแล้วอย่างประเทศสหรัฐอเมริกา คนมากันจากหลายถิ่นฐาน หลายชาติพันธุ์ หลายเชื้อชาติ จากยุโรปมี แอฟริกามี เอเชียมี แต่เขาไปอยู่เป็นชาติมหาอำนาจกันได้ เพราะเขาเคารพกฎหมายสูงสุดของประเทศ กฎหมายสูงสุด ของประเทศคุ้มครองสิทธิ คุ้มครองเสรีภาพเขา เขาศรัทธา เขาเชื่อมั่น ประธานาธิบดี ในประเทศสหรัฐอเมริกาเขาถวายสัตย์ เขาเรียกว่ารับตำแหน่งต้องปฏิญาณว่า จะรักษาไว้ ซึ่งรัฐธรรมนูญต่อหน้าคัมภีร์ไบเบิล ๒๓๗ ปี ขอโทษท่านประธาน ๒๓๗ ปีที่เขาตั้งประเทศมา ไม่เคยฉีกรัฐธรรมนูญแม้แต่ฉบับเดียว เพียงแต่แก้ไขอยู่ประมาณ ๒๗ ครั้ง ประเทศเราหลายคน ไปถวายสัตย์ต่อหน้าพระพักตร์ว่าจะรักษาและปกป้องรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย นอกจากไม่ปกป้อง นอกจากไม่รักษายังไปเอาคำประกาศของคนฉีกรัฐธรรมนูญมาตัดสินคดี อีกครับ นอกจากไม่ปฏิบัติตามคำสัตย์แล้วยังตระบัดสัตย์อีกครับ ท่านประธานที่เคารพครับ แต่ก็อยู่กันได้ เป็นคนดีกันได้ ผมจึงสนับสนุนเห็นด้วยว่าต้องมีการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย ปี ๒๕๕๐ มาตรา ๖๘ และมาตรา ๒๓๗ ด้วยความเคารพ สวัสดีครับ ท่านประธานครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ท่านวิภูแถลงใช้เวลาเกินไป ๔ นาที ๒๕ วินาที ไปหักนะครับ ต่อไปท่านพลตำรวจโท ยุทธนา ไทยภักดี ท่านมีเวลา ๘ นาทีครับ

พลตำรวจโท ยุทธนา ไทยภักดี สมาชิกวุฒิสภา ภาคอื่น 🔗

กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ กระผม พลตำรวจโท ยุทธนา ไทยภักดี ในฐานะของวุฒิสมาชิก แล้วก็มาอภิปราย ในฐานะที่เป็นสมาชิกรัฐสภานะครับ สำหรับกระผมเองนั้นขออนุญาตกราบเรียนต่อท่านประธานว่า รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ถ้าตามความเป็นจริงแล้วนั้นผมขอกราบเรียนว่าไม่เลวหรอกครับ ค่อนข้างดีพอสมควร ที่ผมกล่าวอย่างนี้ก็เพราะว่าการดำเนินการในการที่จะนำมาซึ่งรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ นั้น ส่วนใหญ่แล้วคณะ สสร. ดังกล่าวได้นำเอากฎหมายรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ มาเป็นฐานอยู่แล้ว แต่ที่ไม่ชอบมาพากลก็เนื่องจากว่าคนที่นำมาดำเนินการในการยกร่างใหม่นั้น เป็นคณะปฏิวัติ คณะปฏิรูป เลยมองว่ารัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๕๐ มีที่มาที่ไปที่ไม่ค่อยชอบด้วยกฎ ระเบียบ ที่มามากนัก ฉะนั้นก็เลยเป็นที่มาเรื่องของการที่จะต้องมีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงแก้ไข ซึ่งหลายครั้งได้มีการเสนอให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ผมยกมือร่วมด้วยทุกครั้งเพราะอยากจะให้ รัฐธรรมนูญที่มาจากการปฏิวัตินั้นหมดไป อันนี้เป็นจุดด่างของรัฐธรรมนูญฉบับนี้

อีกอย่างหนึ่ง ทำไมถึงเกี่ยวข้องกับมาตรา ๖๘ มาตรา ๒๓๙ ดังที่มีการยุบพรรคนั้น ผมเชื่อว่าครั้งแรกนั้นขณะที่มีการปฏิวัติ คณะปฏิวัติ คมช. สนช. มีการแต่งตั้งบุคคลบางคณะ บางกลุ่มมาทำหน้าที่องค์กรอิสระ แล้วก็ดำเนินการหลายเรื่องหลายประการที่ไม่ค่อยชอบมาพากลนัก คือมี ๒ มาตรฐาน ๒ มาตรฐานก็เป็นเหตุทำให้บุคคลที่เกี่ยวข้องในเรื่องที่ถูก ๒ มาตรฐานนั้น เกิดความไม่พอใจ ยกตัวอย่างเช่นมีการยุบพรรคไทยรักไทย ในขณะซึ่งพรรคไทยรักไทย มีการจ้างคนไปลงสมัครนั้น ขณะนั้นไม่มีกฎหมายเกี่ยวกับการยุบพรรคนะครับ แต่ปรากฏว่า มีการร่างเพื่อยุบพรรคไทยรักไทยได้ย้อนหลังด้วยครับก่อนที่จะมีดำเนินการ อันนี้เลยทำให้ เกิดความรู้สึกว่าไม่ชอบมาพากล ก็เป็นที่มาอีก ๒ ครั้งในการยุบพรรค ๓ ครั้งในการต่อมา ก็เอากฎหมายนี้มาใช้ต่อมาเพื่อให้มองว่าองค์กรอิสระบางองค์กรนั้นไม่ให้ความเป็นธรรม หรือว่าไม่มีมาตรฐานในการดำเนินการตามกฎหมายมากนัก อันนี้เป็นที่มาของการที่จะต้อง มีการแก้กฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับที่กำลังดำเนินการนี่ครับ ผมเห็นด้วยหลายเรื่องที่ว่า ทำไมถึงต้องมีการแก้ เพราะว่าที่มาที่ไปนั้นไม่ค่อยชอบนัก แต่หลักการดีบ้างพอสมควร เพราะนำเอารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ มาใช้ อันนี้เป็นเรื่องที่ผมเห็นว่าน่าจะเป็นผลดีบ้าง แต่ก็ควรจะต้องมีการปรับปรุงแก้ไขเช่นเดียวกันครับ

อีกเรื่องหนึ่งที่ผมอยากจะบอกว่ามาตรา ๑๙๐ ผมไม่เห็นด้วยในการแก้ครั้งนี้ เพราะครั้งที่แล้วก็แก้มานะครับ แก้ยังไม่ทันถึงปีหรือปีกว่า ๆ รัฐบาลที่แล้วนี่เอง อันนี้มาแก้อีกแล้ว แก้คล้าย ๆ กันนี่ ทำไมถึงแก้บ่อย คราวที่แล้วไม่พอใจหรืออย่างไร ก็ชุดนี้ละครับ ส.ส. ชุดนี้ ส.ว. ชุดนี้ละครับเป็นคนดำเนินการ แต่ก็มีการแก้อีกแล้ว ผมก็ไม่เห็นด้วย อันนี้เป็นเรื่องหนึ่ง ที่ผมไม่ค่อยเห็นด้วยนัก ซึ่งอาจจะมีบางอย่าง ทำไมคราวที่แล้วถึงไม่มีการแก้ไขมีการพูดกัน กลับมาแก้อีกแล้ว ซึ่งผมก็ไม่เห็นด้วยในมาตราดังกล่าวนี้นะครับ เกี่ยวกับเรื่องมาตรา ๑๙๐ ซึ่งอาจจะออกกฎหมายลูกได้ทำไมไม่ออก ก็เป็นสิ่งหนึ่งที่ผมไม่เข้าใจเหมือนกัน

ต่อไปมาตราอีกอันหนึ่งที่เกี่ยวกับเรื่องที่มาของ ส.ว. ซึ่งต้องการที่จะให้มี ส.ว. ถึง ๒๐๐ คน ผมไม่เห็นด้วย ผมอยากให้มีแค่ ๑๕๐ คน จะมาจากเลือกตั้งก็ได้ครับ ผมเห็นด้วย ที่จะไม่ให้มาจากการสรรหา ผมเห็นด้วย ผมเป็น ส.ว. ที่มาจากสรรหานะครับ แต่บอกว่า อยากจะให้เป็นประชาธิปไตยมาจากการเลือกตั้งผมเห็นด้วย แต่ถ้าจะให้ ส.ว. ที่มีคุณภาพ มีวุฒิภาวะสูงเป็นที่ยอมรับของประชาชน และเป็นที่ยอมรับของ ส.ส. หรือสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือจาก ส.ว. ที่มาจากการเลือกตั้งแล้ว ผมว่าผมอยากจะเปลี่ยนกฎเกณฑ์คุณสมบัติ ของคนที่จะมาเป็น ส.ว. จากการเลือกตั้งได้ไหมครับ ขอเปลี่ยนจากว่าแทนที่จะจบปริญญาตรี อายุ ๔๐ ปีขึ้นไปสามารถลงสมัครได้ แล้วก็มีภูมิลำเนา ผมอยากจะให้ ส.ว. ทุกคนที่ต่อไปนี้จากการเลือกตั้งทุกจังหวัดมี ๑๕๐ คน แต่อยากให้มี คุณวุฒิการศึกษาปริญญาเอกขึ้นไป อาจจะดูรู้สึกว่าเป็นเรื่องที่ตลก ผมบอกว่าถ้าคุณสมบัติ ของ ส.ว. ที่มาจากการเลือกตั้งมาจาก ๗๗ จังหวัดแล้วมาจากปริญญาเอกทุกคนตามเฉลี่ย ๑๕๐ คนก็ตามเฉลี่ยว่ามากน้อยแล้วแต่จำนวนประชากร แล้วผมเชื่อว่าคนที่เป็น ส.ว. ที่มา และมีคุณสมบัติดังกล่าวจะมีภาวะที่ค่อนข้างจะเป็นที่ยอมรับของสังคม เป็นที่ยอมรับของ ส.ส. ทุกวันนี้ผมดูว่า ส.ส. มอง ส.ว. พวกเราเหมือนกับว่าต่ำกว่า ผมไม่เข้าใจว่าคิดอย่างไร สิ่งเหล่านี้ อยากจะให้ ส.ว. ของเราทุกคนถ้ามาจากเลือกตั้งขอได้ไหมครับ ไม่จำเป็นต้องอยู่ในจังหวัดนั้นก็ได้ ไปสมัครจังหวัดไหนก็ได้ คนไทยทุกคนต้องมีสิทธิเท่ากัน ขอให้เป็นดอกเตอร์ก็แล้วกันหรือไม่ ก็เทียบเท่าดอกเตอร์เทียบเท่าปริญญาเอกที่ไปลงสมัคร มา ๑๕๐ คนแล้วมีคุณภาพ ผมเชื่อว่า ภาพของ ส.ว. ที่มาจากการเลือกตั้งก็จะทำให้เป็นที่ยอมรับแล้วก็เป็นสภาสูงได้ ทุกวันนี้ สภาสูงที่เราคิด ๆ กันเป็นเหมือนสภาต่ำ เหมือนสภาล่างไปแล้ว ฉะนั้นอยากจะให้เป็นสภาสูงจริง ๆ ก็อยากให้มีคุณสมบัติที่ค่อนข้างจะมีคุณภาพจริง ๆ อย่างน้อย ๆ ถ้าเกิดไม่เป็นปริญญาเอก ก็ปริญญาโทขึ้นไปแล้วก็มีคุณสมบัติเทียบเท่าปริญญาโทที่มีคุณสมบัติจบเนติบัณฑิตจบอะไร ให้ระบุให้ชัดเจน ผมว่าน่าจะทำให้การเลือกตั้งจากจังหวัดต่าง ๆ ดีขึ้น อันนี้ผมเห็นด้วย ในการที่จะให้มาจากการเลือกตั้งทั้งหมด ยุบไปเลย แต่หมายถึงว่าจะอยู่ครบอีก ๓ ปีหรือไม่ ก็เป็นสิทธิที่ท่านที่จะลงคะแนน เพราะว่าทุกวันนี้ที่ไปหลอกว่าจะให้อีก ๓ ปีอยู่ต่อ ผมว่าเป็น เรื่องชักจูงให้พวก ส.ว. สรรหาลงคะแนนให้ ยกมือให้ เพื่อให้ผ่านกฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เท่านั้นเองก็เป็นเรื่องหนึ่ง ซึ่งจริง ๆ แล้วก็ไม่อยากให้อยู่หรอก แต่อยากให้อยู่ก็เพราะว่า ถ้าไม่เขียนบทเฉพาะกาลอย่างนี้ไว้ผมเชื่อว่ากฎหมายฉบับนี้ไม่ผ่าน ก็เป็นเรื่องหนึ่งที่อยากจะ บอกว่าขอให้สมาชิกทุกคน ท่านประธานครับ ผมอยากจะให้ความเป็นธรรมกับ ส.ว. บ้าง โดยเฉพาะท่านประธานรัฐสภาก็ตาม ผมอยากจะให้ ๒ สภาถ้าแก้ไขต่อไป ๒ สภารวมกัน เป็นรัฐสภาทำไมประธานรัฐสภาถึงต้องมาจาก ส.ส. ทำไมไม่ให้ทั้ง ๒ สภาเลือกตั้งกันเองว่า ใครเป็นประธานรัฐสภากันแน่ ฉะนั้นบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญบอกไว้เลยว่าต้องมาจาก ส.ส. ผมว่าไม่ถูกต้อง เพราะว่าคนที่อยู่ประชุมร่วมกันเลือกได้ว่าใครเป็นประธานรัฐสภา หลังจาก ที่มีการรวมกันแล้วก็เลือกประธานรัฐสภาเสีย ผมเชื่อว่านั่นเป็นธรรมมากกว่าที่จะบังคับว่า ต้องมาจาก ส.ส. เท่านั้นเอง อันนี้ผมว่าไม่น่าจะถูกต้องมากนัก ฉะนั้นขอความเห็นใจว่า วุฒิสภาก็มีหัวใจ ก็มีคุณสมบัติ อยากจะทำความดีเพื่อประเทศชาติทุกคนครับ ขออนุญาต ที่จะรายงานให้กับที่ประชุมได้ทราบเท่านี้ครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ท่านสามารถ แก้วมีชัย ท่านมีเวลา ๑๕ นาทีครับ

นายสามารถ แก้วมีชัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เชียงราย 🔗

ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม สามารถ แก้วมีชัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงราย พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ก่อนที่ผมจะเข้าสู่สาระของการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ทั้ง ๓ ฉบับ ก็อยากจะยืนยันเจตนาและจุดยืนของกระผมและพรรคเพื่อไทยให้ชัดเจนอีกครั้งหนึ่งว่า เราปรารถนาที่อยากจะให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ทั้งฉบับ เหตุผลสำคัญท่านประธาน ก็ทราบดีว่ารัฐธรรมนูญที่เราใช้อยู่ฉบับปัจจุบันเป็นผลผลิตจากสถานการณ์ที่ไม่ปกติของบ้านเมือง ฉะนั้นบทบัญญัติบางส่วนในรัฐธรรมนูญที่ใช้อยู่จึงเคลือบแคลงไปด้วยอคติ มีความหวาดระแวง ความไม่ไว้วางใจซึ่งกันและกัน ไม่ได้ยกร่างอยู่บนหลักการที่เป็นหลักนิติธรรม นิติรัฐ และที่สำคัญ ท่านประธานครับ สิ่งที่ยกร่างไว้หลายเรื่องเป็นปัญหาเป็นอุปสรรคและจะนำไปสู่ความไม่ปรองดอง สมานฉันท์ของพี่น้องในบ้านเมือง แต่เนื่องจากความพยายามที่จะทำทั้งฉบับซึ่งเราก็ได้ทำแล้วก็มีปัญหา มีอุปสรรค จนกระทั่ง วาระที่สามก็ยังไม่สามารถที่จะลงมติได้ก็คาอยู่ในรัฐสภาแห่งนี้เพราะเหตุคำวินิจฉัยและข้อแนะนำ ของศาลรัฐธรรมนูญ ก็ไม่เป็นอะไรครับ ในเมื่อเราต้องการเห็นบ้านเมืองสงบสุขไม่มีปัญหา ต้องการจะเห็นทุกสิ่งทุกอย่างเดินหน้าเพื่อจะนำไปสู่บรรยากาศแห่งความสามัคคีปรองดอง พวกเราก็รอได้ แล้วก็จะปฏิบัติตามคำวินิจฉัยและคำแนะนำของศาลรัฐธรรมนูญนั่นก็คือ แก้เป็นรายมาตรา ขณะนี้เราได้มีการเสนอร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญมา ๓ ฉบับ ผมขออนุญาตไล่เลียงแต่ละฉบับเพื่อทำความเข้าใจกับเพื่อนสมาชิกแล้วก็พี่น้องประชาชน ที่ฟังอยู่ทางบ้านนะครับ ฉบับแรกเราต้องการแก้ไขให้สมาชิกวุฒิสภามาจากการเลือกตั้ง ของพี่น้องประชาชนโดยตรง ฉบับที่ ๒ ต้องการแก้ไขมาตรา ๑๙๐ ซึ่งพูดถึงเรื่องการไปทำ สนธิสัญญาและข้อตกลงต่าง ๆ กับต่างประเทศหรือองค์กรระหว่างประเทศ เขียนเสียให้ชัดเจน เขียนแล้วปฏิบัติได้อย่าให้มีปัญหาทำให้เราเสียโอกาสในการที่จะไปเจรจาหรือไปแข่งขัน กับต่างประเทศ ปัญหาที่เกิดขึ้นฝ่ายบริหารก็หนักใจ พี่น้องประชาชนบ้านเมืองก็เสียประโยชน์ ฉะนั้นมาตรา ๑๙๐ ก็มีการแก้ไขในคราวนี้ด้วย ร่างฉบับที่ ๓ ก็คือการแก้ในเรื่องของ สิทธิประชาชนที่จะร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญโดยผ่านกระบวนการอัยการสูงสุด และพูดถึง เรื่องการยกเลิกมาตรา ๒๓๗ ที่เกี่ยวข้องกับการยุบพรรคการเมือง การเพิกถอนสิทธิ ของหัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารพรรค ซึ่งผมขออนุญาตอภิปรายอธิบายเหตุผล ทั้ง ๓ ร่างดังต่อไปนี้ครับ

เรื่องแรก เรื่องสมาชิกวุฒิสภาที่ควรจะมาจากการเลือกตั้ง เรายึดหลักการสำคัญ ของระบอบประชาธิปไตยว่าการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอำนาจเป็นของประชาชน เราเป็นประชาธิปไตยตั้งแต่ปี ๒๔๗๕ ก็เขียนมาตลอดในรัฐธรรมนูญ แต่เขียนต่างกันหน่อย รัฐธรรมนูญก่อนปี ๒๕๔๐ จะเขียนบอกว่า อำนาจอธิปไตยมาจากปวงชนชาวไทย แต่รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ เขียนว่า อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย ก็เถียงกันมากเรื่อง มาจาก กับ เป็นของ แต่ในที่สุดเราเห็นว่า เป็นของ น่าจะชัดเจนว่าเป็นของประชาชนจริง ๆ เพราะถ้ามาจากประชาชนมาแล้วก็ผ่านไปอย่างที่เราเห็นล้มลุกคลุกคลานมาตลอด ขนาดเป็นของยังมีคนมายื้อมาแย่งไป ฉะนั้นวันนี้เมื่อหลักการประชาธิปไตยบอกว่า เป็นของประชาชนอำนาจการปกครองประเทศเป็นของประชาชน ผู้ใช้อำนาจแทนประชาชน ก็จำเป็นที่จะต้องยึดโยง ผูกโยง ยึดเหนี่ยวจากประชาชน เราใช้ระบบการเลือกตั้งเป็นการผ่องถ่าย อำนาจจากประชาชนไปสู่ตัวแทนซึ่งคือผู้แทนราษฎร ซึ่งคือสมาชิกวุฒิสภา สมาชิกวุฒิสภา เราเคยใช้วิธีการแต่งตั้ง เราเคยใช้วิธีสร้างเจตนาว่าสมาชิกวุฒิสภาหรือสภาสูงเป็นสภาพี่เลี้ยง มาตั้งแต่เราเปลี่ยนแปลงการปกครอง โดยอ้างตลอดเวลาว่าเนื่องจากประชาชนเรายังขาดความรู้ ความเข้าใจในการปกครองระบอบประชาธิปไตย ยังเรียนหนังสือกันน้อย ยังรู้ไม่เท่าทัน แต่วันนี้ท่านประธานครับ เราเป็นประชาธิปไตยมา ๘๑ ปีแล้ว ตั้งแต่ปี ๒๔๗๕ จนถึงปัจจุบันผมเชื่อ ผมมั่นใจ ผมศรัทธาในพี่น้องประชาชนว่าเขาได้เรียนรู้เขาได้พัฒนาการความรู้ความคิด ของเขาดีกว่าที่เราคาดไว้ ฉะนั้นถึงเวลาเราควรจะคืนอำนาจให้เขาเป็นผู้ตัดสินว่านอกจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ที่เข้ามานั่งในรัฐสภาแห่งนี้แล้ว สมาชิกวุฒิสภาก็ควรจะต้องให้เขาเป็นผู้ตัดสินเอง ผมเคยเป็น สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญเมื่อปี ๒๕๔๐ ท่านประธานครับ ฉบับปี ๒๕๔๐ เป็นฉบับแรก ที่เราให้สมาชิกวุฒิสภามาจากการเลือกตั้ง อยากจะเล่าบรรยากาศสั้น ๆ ให้ที่ประชุมได้ฟังว่า จริง ๆ แล้วขณะชั้นยกร่างไม่ได้มีความคิดที่จะให้มาจากการเลือกตั้ง มีบางกลุ่ม บางฝ่าย พยายามที่จะดิ้นรนเสนอให้สมาชิกวุฒิสภามาจากการสรรหาจากกลุ่มอาชีพต่าง ๆ ผมจำได้ว่า ผมถามในที่ประชุมสภาร่างรัฐธรรมนูญ ผมถามว่ากลุ่มอาชีพที่ท่านคิดจะตั้งขึ้นนะครับ ท่านเอาอะไรมาเป็นบรรทัดฐานว่าจะเป็นกลุ่มผู้หญิง กลุ่มสตรี จะเป็นกลุ่มชาวไร่ ชาวนา กลุ่มโน้น กลุ่มนี้ กลุ่มผู้ใช้แรงงาน เอาอะไรมาวัดว่าเป็นตัวแทนของกลุ่มนั้นจริง ๆ ในที่สุด หาคำตอบไม่ได้ เมื่อหาคำตอบไม่ได้ทางออกที่ดีที่สุดก็บอกว่าให้ประชาชนเขาเป็นคนตัดสินนะครับ เขาเห็นว่าผู้หญิงดีเขาจะเลือกเอาผู้หญิงมาจากทุกจังหวัดก็แล้วแต่เขา คนไหนเก่งเขามีสิทธิ มีโอกาสที่จะตัดสินของเขาเอง จนในที่สุดเราก็ได้วุฒิสมาชิกที่มาจากการเลือกตั้ง ตามรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ก็น่าเสียดายนะครับรัฐธรรมนูญฉบับนั้นใช้มา ๙ ปีก็มีการปฏิวัติ รัฐประหารยกเลิกไปกลับกลายมาใช้สมาชิกวุฒิสภา ๒ แบบ มาทั้งเลือกตั้ง มาจากทั้งสรรหา หนักกว่าเดิมนะครับ สรรหาปัจจุบันให้คน ๗ คน ที่เราเรียกว่าเทวดา ๗ ตนเลือกเข้ามา มันก็เป็นอย่างนี้ละครับ ฉะนั้นวันนี้เมื่อพวกเรามีโอกาสเราควรจะเรียกร้องเอาอำนาจ อธิปไตยคืนให้กับประชาชนโดยการให้มีการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา นี่คือหัวใจสำคัญ ของการแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญฉบับแรกนะครับ ถามว่าสมาชิกวุฒิสภาให้มีจำนวนเท่าไร ก็บัญญัติไว้ว่าให้มี ๒๐๐ คน แต่ละจังหวัดจะมีได้กี่คนก็เอาจำนวนประชากร ๖๐ กว่าล้านคน ตั้งหารด้วย ๒๐๐ คนเฉลี่ยกันไปว่า จังหวัด ก จังหวัด ข จังหวัด ค จังหวัด ง จะมีสักกี่คน ก็ตามสัดส่วนประชาชน และผมอยากทำความเข้าใจว่าเมื่อปี ๒๕๔๐ การเลือกสมาชิกวุฒิสภา เราใช้เขตจังหวัดเป็นเขตเลือกตั้ง ผมยกตัวอย่างเช่นจังหวัดเชียงรายผมมีสมาชิกวุฒิสภา ได้ ๔ คน มีผู้สมัครกี่คนก็ช่าง ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งมีสิทธิกาได้เบอร์เดียว แล้วเอาคะแนน มาเรียงกันนะครับ ใครได้คะแนนลำดับที่ ๑ ลำดับที่ ๒ ลำดับที่ ๓ ลำดับที่ ๔ ก็มาเป็น สมาชิกวุฒิสภา ไม่มีทางที่พรรคการเมืองจะไปครอบงำใครได้ ท่านไม่ต้องไปห่วงนะครับว่า ถ้าเราเลือกตั้งแล้วสมาชิกวุฒิสภาจะมาจากตัวแทนของพรรคการเมือง เพราะวิธีการเลือกตั้ง เราไม่ได้ส่งกันเป็นทีมและให้กาเบอร์เดียวได้ทั้งทีมนะครับ กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ เมื่อปี ๒๕๔๐ จะใช้วิธีให้วัน แมน วัน โหวต ๑ คนกาได้เบอร์เดียวแล้วเอาคะแนนมาเรียงกัน ฉะนั้นโอกาสของพี่น้องประชาชนจากหลากหลายสาขาอาชีพก็จะมีโอกาสได้เข้ามาทำหน้าที่ ของเขา นอกจากนั้นแล้วสาระสำคัญในร่างนี้อีกนะครับเมื่อมีสมาชิกวุฒิสภามาจากการเลือกตั้ง จำนวน ๒๐๐ คนแล้ว ทุกสิ่งทุกอย่างมาจากประชาชนก็ไม่จำเป็นจะต้องไปกำหนดว่าต้องเป็น วาระเดียวและให้หยุดห้ามเป็นติดต่อกัน ก็แล้วแต่ประชาชน ถ้าประชาชนเขาเห็นว่า เหมาะสมดี เขาเลือกต่อก็เลือก เขาเห็นว่ามันไม่ได้เรื่อง เขาก็ไม่เลือก ฉะนั้นไม่ควรจะไป จำกัดสิทธิในการสมัครอันนั้นก็ได้ยกเลิกไว้แล้วนะครับ รายละเอียดอื่น ๆ คุณสมบัติอื่น ๆ ซึ่งยังยกเอาตามรัฐธรรมนูญปัจจุบันใส่เข้าไว้ก็อยู่ในชั้นแปรญัตติอาจจะต้องไปแก้ไขกัน ผมยกตัวอย่างหลายท่านพูดไปแล้วที่บอกว่าห้ามบุพการี สามี ภรรยา พ่อ แม่ ลูก อะไร ก็แล้วแต่สมัครเป็น ส.ส. แล้วห้ามไปเป็น ส.ว. หรือเป็น ส.ว. ก็ต้องห้ามเป็น ส.ส. พ้นจาก ตำแหน่งแล้วกี่ปีถึงจะมาลงสมัครได้ พวกนี้เป็นเงื่อนไขซึ่งไม่สอดคล้องกับประชาธิปไตย เป็นการไปดูถูกพี่น้องประชาชน ไปเขียนกฎหมายเพื่อบังคับให้เป็นโน่นเป็นนี่ มันไม่ได้แล้วครับ ท่านประธาน เขาจะเลือกผัวเลือกเมียมาเป็น เขาจะเลือกพ่อ เลือกแม่ เลือกลูก ก็เรื่องของพี่น้องประชาชน หัวใจสำคัญอยู่ที่ประชาชน ฉะนั้นเราต้องศรัทธาในประชาชน ผมฟังเพื่อนสมาชิกหลายท่านพูดนะครับ ท่านก็ไปหวาดระแวง ไปกลัวโน่นกลัวนี่ ท่านกำลังดูถูกประชาชนนะครับ วันนี้ประชาชนเขามีโอกาสได้รับการเรียนรู้ หลายต่อหลายเรื่องจากการทะเลาะเบาะแว้งในบ้านเมือง วิกฤติที่เกิดขึ้น ผมว่าในวิกฤติเหล่านี้ ก็เป็นโอกาสให้ประชาชนได้เรียนรู้ ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายไหนก็ตาม ทุกฝ่ายก็ให้ความรู้กับประชาชน แล้วในที่สุดความรู้นั้นมันยิ่งกว่าห้องเรียนในมหาวิทยาลัย เขารู้จักตัดสินใจเขาแล้วนะครับ อันนี้คือเรื่องของวุฒิสภามาจากการเลือกตั้ง แล้วที่เราเป็นห่วงครับ ขณะนี้มี ส.ว. สรรหา ท่านยังคงเหลือวาระอยู่ ส.ว. เลือกตั้ง ท่านอาจจะหมดวาระ ๒ มีนาคม ๒๕๕๗ ส.ว. สรรหา เราก็ให้ท่านได้อยู่ต่อจนสิ้นวาระท่าน ไม่เป็นไรครับ ช่วงรอยต่ออาจจะมี ส.ว. เลือกตั้งมา ๒๐๐ ท่าน บวกกับ ส.ว. สรรหาที่ค้างอยู่ มันจะเกิน ๒๐๐ กว่าท่านก็เป็นเรื่องปกติ เราก็ เขียนบทเฉพาะกาลไว้ เมื่อ ส.ว. สรรหาหมดวาระก็จบ ต่อไปก็เข้ากระบวนการเลือกตั้งปกติ ก็จะมี ส.ว. อยู่ ๒๐๐ ท่าน

ส่วนร่างที่ ๒ ท่านประธานครับ ผมมีเวลาน้อย แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา ๑๙๐ คือมาตรา ๑๙๐ วันนี้มันเขียนพะรุงพะรังจนกระทั่งรัฐบาลทำงานไม่ได้ จะไปเจรจาจะไปพูดจา กับใครก็ลำบาก ผมยกตัวอย่างใกล้ตัวที่สุดที่จังหวัดเชียงรายบ้านผม เรือจีนขนสินค้ามาที่ อำเภอเชียงแสน ถูกนายหน่อคำและใครต่อใครร่วมกันปล้น ยิงเขาตาย ๑๓ ศพ นายหน่อคำ โดนประหารชีวิตไปแล้วนะครับ ปรากฏว่ารัฐบาลจีน รัฐบาลพม่า รัฐบาลลาว ขอให้รัฐบาลไทย ส่งตัวแทนไปเจรจากันว่าเราจะจัดกองกำลังอารักขากองเรือสินค้า ซึ่งเรือสินค้าที่มาประเทศไทย เอาของประเทศจีนมาขาย แล้วเอาของเราไปขายประเทศจีนเราได้ดุลการค้านะครับ ปีหนึ่ง เขาซื้อจากเราไปประมาณเกือบ ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท ขณะที่เราซื้อเขาระดับ ๑๐๐ ล้านบาท ฉะนั้นมันเป็นผลดีกับเรา ก็ไปเจรจากันที่เมืองจีน เจรจากัน ๔ ประเทศว่าถ้าเรือสินค้าเข้าน่านน้ำไทย ให้ประเทศนั้นจัดกองเรืออารักขา ผ่านประเทศจีนประเทศจีนก็ดูแล ผ่านประเทศพม่า ประเทศพม่าดูแล ผ่าน สปป. ลาว สปป. ลาวก็ดูแล เข้าเขตน่านน้ำไทยประเทศไทยดูแล ไปคุยกัน ๔ ประเทศ ปรากฏว่า ๓ ประเทศเขาลงนามในข้อตกลงนี้หมดแล้ว ประเทศไทย นี่ละครับไม่กล้าลงนาม บอกว่าเดี๋ยวจะผิดรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๐ ต้องกลับบ้านไปถาม รัฐสภาก่อน แล้วมันเป็นอย่างไรล่ะครับ ความน่าเชื่อถือของตัวแทนรัฐบาลที่ออกไปเจรจา กับต่างประเทศมันไม่มี ฉะนั้นวันนี้เราเขียนให้ชัดครับ เอาแค่ ๒ เรื่อง ถ้ากรณีไปทำสัญญา หรือข้อตกลงกับต่างประเทศทำให้เราเสียดินแดน เสียอาณาเขต กับ ๒. ทำให้รัฐสภาเราออกกฎหมาย เพื่อให้เป็นไปตามสัญญานั้นค่อยนำเรื่องนั้นมาให้รัฐสภาอนุมัติ ส่วนเรื่องอื่น ๆ ที่มันไม่มีผลกระทบ ต่อดินแดน ไม่มีผลกระทบที่เขาจะต้องไปออกกฎหมายผูกมัดอะไรก็ว่ากันไป อันนี้ชัดเจน รายละเอียดต่าง ๆ ผมคงไม่มีเวลาพูดนะครับ

ส่วนเรื่องสุดท้าย มาตรา ๖๘ กับมาตรา ๒๓๗ หลายท่านพูดไปแล้วนะครับ แต่ผมจะย้ำนิดเดียวว่า กรณีที่เราตัดมาตรา ๒๓๗ ออกไปทั้งวรรค ไม่ได้หมายความว่า เราจะปล่อยให้ผู้กระทำผิดลอยนวล ท่านต้องไปดูกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ มาตรา ๕๓ ผู้สมัครหรือผู้ใด คำว่า ผู้ใด นี้รวมหมดครับ หัวหน้าพรรค ใครต่อใคร กรรมการบริหารพรรค ถ้าไปรู้เห็นเป็นใจด้วย ทำผิดกฎหมายเลือกตั้งโทษมันแรงนะครับ เพิกถอนสิทธิ ๑๐ ปี ปรับ จำคุก แรงยิ่งกว่าที่รัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๓๗ เดิมเขียนไว้ด้วย ฉะนั้นหลักคือใครทำผิดคนนั้น รับผิดชอบ และมีกฎหมายให้ต้องรับผิดอยู่แล้ว ส่วนมาตรา ๖๘ หลายท่านก็พูดไว้ชัดเจน เพียงแต่เราต้องการเขียนให้เห็นว่าการใช้สิทธิเสรีภาพตามมาตรา ๖๘ ต้องเป็นสิทธิเสรีภาพ ในหมวด ๓ หมวดว่าด้วยสิทธิเสรีภาพ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนที่ว่าด้วยการพิทักษ์รัฐธรรมนูญ และเขียนให้ชัดว่า การยื่นคำร้องกรณีพบเห็นพฤติกรรมที่จะเป็นการทำลายระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือได้มาซึ่งอำนาจการปกครองโดยไม่ชอบต่อรัฐธรรมนูญ ให้ไปยื่นผ่านอัยการสูงสุดก่อน เพื่อให้อัยการสูงสุดได้ไปตรวจสอบพฤติกรรมนั้นเห็นว่า เป็นพฤติกรรมที่ไม่ชอบ อัยการสูงสุดก็มีหน้าที่แจ้งไปศาลรัฐธรรมนูญเพื่อได้สั่งระงับการกระทำ และถ้าหากการกระทำนั้น เป็นการกระทำของพรรคการเมืองศาลรัฐธรรมนูญก็ยังคงมีอำนาจที่จะยุบพรรคการเมืองนั้นได้ นอกจากนั้นเรายังมีประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๓๓ เล่นงานในข้อหากบฏโทษถึง ประหารชีวิตด้วย เหล่านี้เป็นเรื่องที่เราเจตนาที่จะทำรัฐธรรมนูญให้เป็นประชาธิปไตย ทำความกระจ่างให้เกิดขึ้นจะได้ไม่เป็นปัญหาต่อไปในอนาคต ท่านประธานที่เคารพครับ หลายท่านถามว่าแก้รัฐธรรมนูญ ๓ ฉบับ ประชาชนได้อะไร ผมตอบสั้น ๆ ครับ ทุกเรื่องที่ผม อธิบายมายึดโยงกับพี่น้องประชาชนในฐานะเป็นตัวแทน เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย และจะทำให้รัฐบาลบริหารประเทศได้มีประสิทธิภาพ ผลประโยชน์จะตกกับพี่น้องประชาชน ฉะนั้นขอให้พี่น้องประชาชนได้โปรดรับทราบว่าทุกสิ่งอย่างที่เราดำเนินการอยู่นี้ไม่ได้มีอะไร ซ่อนเร้นและทำตรงไปตรงมาเพื่อประโยชน์ของพี่น้องประชาชน ของอนาคตลูกหลานของเรา ขอบคุณครับ

(นายสาธิต ปิตุเตชะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดระยอง ได้ยืน และยกมือขึ้น)
นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ท่านสาธิตมีอะไรครับ เชิญครับ

นายสาธิต ปิตุเตชะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ระยอง

ท่านประธาน ที่เคารพ ผม สาธิต ปิตุเตชะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากจังหวัดระยอง พรรคประชาธิปัตย์ ขออนุญาตท่านประธานใช้สิทธิพาดพิงเพื่อนสมาชิกที่ได้อภิปรายไปก่อนหน้าที่ท่านสามารถ แก้วมีชัย อภิปราย ความจริงไม่อยากจะใช้สิทธิให้เสียเวลา แต่บังเอิญว่าเป็นการถ่ายทอดสด ก็เลยเกรงว่าพี่น้องประชาชน

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

เดี๋ยวครับ ใครพาดพิง ท่านสาธิตครับ

นายสาธิต ปิตุเตชะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ระยอง

เพื่อนสมาชิก ได้อภิปรายว่าพรรคเก่าแก่ที่เกิดขึ้นก่อนเหมือนกับเห็นด้วยกับการปฏิวัติ ซึ่งอันนี้ผมก็รอเวลา เพื่อที่จะได้ชี้แจงให้กับพี่น้องประชาชนได้เข้าใจ ขอเวลาสั้น ๆ ครับท่านประธาน

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

เชิญครับ

นายสาธิต ปิตุเตชะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ระยอง

คือเพื่อนสมาชิก พูดลักษณะว่าพรรคประชาธิปัตย์ไปเห็นด้วยกับการปฏิวัติ ผมเรียนกับท่านประธานว่า พรรคประชาธิปัตย์ไม่เคยเห็นด้วยกับการปฏิวัติครับ และเหตุผลในการปฏิวัติครั้งนั้นผู้ปฏิวัติ ได้ประกาศเจตนารมณ์ชัดเจน ๔ ข้อ ว่าเหตุผลที่หัวหน้าคณะปฏิวัติพูดถึงก็คือว่ามันมี ๔ สถานการณ์ ๑. บ้านเมืองกำลังแตกแยก ๒. มีการทุจริตคอรัปชัน มีการหนีภาษี ๓. มีการแทรกแซง องค์กรอิสระ ๔. ปล่อยให้มีการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ อันนี้เป็น ๔ เหตุผลหลักที่คณะปฏิวัติ ประกาศเป็นเจตนารมณ์ว่าทนไม่ได้จึงคิดปฏิวัติ ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์ไม่มีส่วนร่วมรู้เห็น แต่ประการใดและไม่เห็นด้วย นี่คือคำประกาศของพรรคประชาธิปัตย์อย่างชัดเจน แต่แปลกนะครับ ท่านประธาน ท่านสมาชิกที่ลุกขึ้นมาพูดเป็นพรรคการเมืองที่ถูกปฏิวัติ แทนที่จะตำหนิคนปฏิวัติ แต่วันนี้กลับมาชื่นชมเพียงเพราะคนที่เป็นหัวหน้าคณะปฏิวัตินั้นมาเสนอกฎหมายปรองดอง ที่เป็นประโยชน์ให้กับพรรคการเมืองของเขา

(นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร ได้ยืน และยกมือขึ้น)
นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

เดี๋ยวท่านสาธิตหยุดก่อนครับ มีผู้ประท้วงครับ ท่านจิรายุประท้วงอะไรครับ

นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร

ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม จิรายุ ห่วงทรัพย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา ท่านประธานไม่ต้องเกร็งมากนะครับ เดี๋ยวท่านจะถูกกล่าวหาว่าเป็นกลางบ้าง อะไรบ้าง ท่านก็ต้องรักษาความยุติธรรมครับ ท่านประธานให้โอกาสมากแล้วผมก็พยายาม จะฟัง แต่ว่ามันย้อนความกลับไปไม่มีคำไหนเลยนะครับที่ไปพูดถึงพรรคประชาธิปัตย์ ท่านให้ โอกาสท่านสมาชิกฝ่ายค้านได้ชี้แจงก็มากพอแล้วครับ ขอให้ควบคุมการประชุมตามข้อบังคับ ข้อ ๕ ด้วยครับ ขอบพระคุณท่านประธานครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ท่านสาธิต ท่านก็ได้ชี้แจงจนครบถ้วนนะครับ ท่านพอแล้วนะครับ

นายสาธิต ปิตุเตชะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ระยอง

อีกนิดเดียวครับ เพราะว่าชัดเจนว่าท่านอภิปรายว่าพรรคที่เกิดก่อนพรรคการเมืองอื่น ก็ตรงครับ เพราะว่า พรรคประชาธิปัตย์มีเลขอันดับพรรคการเมืองเป็นเลข ๐๐๑ ก็ชัดเจน นิดเดียวครับ ท่านประธาน ผมเพียงแต่แปลกใจว่าแทนที่จะตำหนิคนปฏิวัตินะครับ วันนี้กลับไปชื่นชม กลับไปพูดจาเออออห่อหมกกับเขา เพียงเพราะว่าเขาเสนอกฎหมายปรองดองเป็นประโยชน์ กับพวกท่านแค่นั้นเองครับ ขอบพระคุณครับท่านประธาน

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ต่อไปท่านนิรันดร์ ประดิษฐกุล เวลา ๘ นาทีนะครับ

นายนิรันดร์ ประดิษฐกุล สมาชิกวุฒิสภา ภาครัฐ

ท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพ กระผม นายนิรันดร์ ประดิษฐกุล สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา เหตุที่เรา มาชุมนุมในวันนี้แล้วก็พูดยืดเยื้อกัน ๓ วัน เหตุเกิดเมื่อวันที่ ๒๐ มีการเสนอร่างแก้ไขกติกา ของหมู่บ้านในความหมายของนายเข้ม เย็นยิ่ง ร่างแรก เป็นยวง แก้ไข ๙ มาตรา มาตรา ๑๑๑ มาตรา ๑๑๗ เป็นยวงนะครับ ร่างที่ ๒ แก้ไขรายมาตรา หรือ ๒ มาตรา ยื่นเมื่อเวลา ๑๓.๑๐ นาฬิกา ถัดมาอีก ๕ นาทีเท่านั้นเอง แก้ไขมาตราเดียว ประทานโทษ ส่วนร่างที่ ๓ ๕ นาทีต่อมา เวลา ๑๓.๑๕ นาฬิกา ๒ มาตรา ๒ มาตรา คือ มาตรา ๖๘ กับมาตรา ๒๓๗ กรณีการยื่นร่างรายมาตราเป็นยวง ๒ ร่าง ๒ มาตรา และ ๑ มาตรานี้ กระผม เข้าใจว่ามันเป็นลักษณะวิธีการที่ทับถมปัญหากันเรื่อยมา จนสุดท้ายศาลรัฐธรรมนูญได้มี ความเห็นในเรื่องของการแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญที่เสนอขึ้นไปโดย ๖ กลุ่ม แล้วก็วินิจฉัย มาเมื่อวันที่ ๑๓ กรกฎาคม ๒๕๕๕ ท่านวินิจฉัย ๔-๕ ประเด็น ถ้าไม่มีทางแล้วถึงไปศาลรัฐธรรมนูญ ก็มาตรา ๒๑๒ เป็นเรื่องเล็กน้อย เป็นเรื่องละเมิดธรรมดา เรื่องทางแพ่ง หรือเรื่องละเมิดสิทธิส่วนบุคคล บุคคลจึงไปใช้สิทธิที่อื่นก่อนไม่มีแล้วจึงมาศาล รัฐธรรมนูญ แต่กรณีมาตรา ๖๘ นี่มันไม่ใช่ เกิดมีพฤติการณ์ตามวรรคหนึ่งของมาตรา ๖๘ ถ้าไม่เร่งรีบแก้ไขผลที่เกิดมามันมหาศาล ท่านจึงหาทางแก้ไขยับยั้งวินิจฉัยสั่งการไม่ว่าจะเป็น ตัวบุคคลหรือพรรค ถ้าพรรคทำผิดมันก็ต้องไปอีก แล้วก็ไม่ตัดสิทธิอัยการ ในเรื่องคดีอาญา ทั้งหลายทั้งปวง มาตรา ๖๘ นี้ผมเห็นว่าอยู่เฉย ๆ เขาเขียนไว้ดีอยู่แล้ว ศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัยแล้วก็ผูกพัน พอผูกพันแล้วก็จะไปแก้ไขคำผูกพันของศาลรัฐธรรมนูญอันนี้ ส่วนมาตรา ๒๓๗ นิดเดียว มาตรา ๒๓๗ ปลาเน่าตัวเดียวตายยกเข่ง ใช่ แก้ไขก็แก้ไข แต่ทีนี้แก้ไขมันมีอยู่จุดหนึ่ง บอกว่ากรณีทั้งหลายทั้งปวงที่ได้ทำมาก่อนหน้านั้นยกเลิกกันไป ท่านลองอ่านร่างดูดี ๆ ลักษณะอย่างนี้มันก็เหมือนกับนิรโทษกรรมแฝงไว้ในมาตรา ๒๓๗ เขียนแก้ไขก็แก้ไขส่วนเดียวครับ อย่าไปโยงมาถึงนิรโทษกรรมว่าที่วินิจฉัยตัดสินไปแล้วจบกันไปส่วนสถานะของพวก ส.ส. ส.ว. เป็นยวง ๆ นั้นมาอย่างไรก็สุดแล้วแต่ท่าน ผมเองก็มาจากสรรหา สรรหาภาครัฐ รับราชการ มาบางคนก็มีหนทางที่จะไป วิธีการเลือกตั้งมาเป็นปลัดอำเภอ นายอำเภอ วนเวียน ๆ ไป ภายในจังหวัดแล้วก็เลือกตั้งก็มีส่วน ผมเองก็มาโดยวิถีทางตามกฎหมายรัฐธรรมนูญมาตรา ๑๑๑ ขอบคุณครับท่านประธาน

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ต่อไปท่านสงวน พงษ์มณี เชิญครับ ท่านมีเวลา ๑๐ นาทีนะครับ

นายสงวน พงษ์มณี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ลำพูน 🔗

ท่านประธานที่เคารพ ผม สงวน พงษ์มณี พรรคเพื่อไทย จังหวัดลำพูน ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ผมเองฟังมาตั้งแต่วันแรกจนถึงวันนี้คิดว่าท่านสมาชิกได้มิติมุมมองที่ค่อนข้างครบถ้วน แต่ที่ ผมจะพูดต่อไปนี้ในประเด็นเหล่านี้ ผมจะขออนุญาตท่านประธานว่าจะต้องอ่านเอกสารบางฉบับ ซึ่งผมให้ท่านประธานรัฐสภาได้อ่านแล้ว ได้ทราบแล้ว และผมก็จะพูดในเชิงหลักการเพื่อชี้ให้เห็นว่า ที่ผมเห็นด้วยตั้งแต่ต้นในการแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ ผมยังยืนยันว่าผมเห็นอย่างนั้นอยู่ และที่สนับสนุนให้มีการแก้ไขทั้ง ๓ หมวด ทั้ง ๓ ฉบับที่เสนอเข้ามา เพราะผมเห็นว่า มันถึงเวลาที่ต้องแก้ไข หลายท่านได้บอกว่าท่านไม่เห็นด้วยที่ให้แก้ไข พวกผมเห็นด้วย ที่ต้องการให้แก้ไข มันต้องมีที่ไปที่มาที่เป็นหลักการ ท่านประธานที่เคารพ รัฐธรรมนูญ ทุกฉบับมีหมวดทั่วไป หมวดทั่วไปหมวดแรกเป็นหมวดกำกับอำนาจรัฐตามรัฐธรรมนูญ มันมี ๗ มาตรา ท่านประธานครับ อยากให้พี่น้องประชาชนมีเอกสารอยู่ลองเปิดดู มาตรา ๑ ประเทศเราเป็นประเดียวแบ่งแยกไม่ได้ มาตรา ๒ เราปกครองภายใต้พระมหากษัตริย์ เป็นประมุข มาตรา ๓ อำนาจเป็นของประชาชน มาตรา ๔ นี่เพิ่มมาปี ๒๕๔๐ ศักดิ์ศรีความ เป็นมนุษย์ของคนในสังคมนี้เท่ากัน มาตรา ๕ เมื่อรัฐเป็นรัฐของพลเมืองในปี ๒๕๔๐ ก็บอกว่ามาตรา ๕ ทั้งเสนาบดี ทั้งอำมาตย์ ทั้งไพร่ เราเป็นพลเมืองด้วยกัน ต้องอยู่ภายใต้กฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับเดียวกัน มาตรา ๖ กฎหมายระเบียบใด ข้อบังคับใด ถ้าขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญนี้เป็นอันใช้ไม่ได้ มาตรา ๗ หากไม่มีการเขียนให้ถือประเพณีเป็นหลัก ท่านประธานครับ รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันมัน เขียนขึ้นมาเป็นรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ แต่ข้อเท็จจริงมันมี ๓ ฉบับอยู่ในนี้ เพราะฉะนั้น การแก้ที่ประสงค์จะแก้เพราะว่ามันซ่อนไว้ ๓ ฉบับ ฉบับที่ ๑ คือรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ฉบับที่ ๒ คือซ่อนอำนาจของ คมช. ไว้ ๑๐ ปี ในมาตรา ๒๙๙ ไม่มีใครพูดถึงเลย การปฏิวัติ ดำรงอยู่ ๑๐ ปีตามคณะกรรมการที่ คมช. ตั้งไว้ มาตรา ๓๐๙ คือเอารัฐธรรมนูญชั่วคราว ปี ๒๕๔๙ มายัดไว้ทั้งฉบับโดยเฉพาะมาตรา ๓๖ ผมจะพูด ๒ เรื่องให้ชัด ท่านครับ เมื่อรัฐธรรมนูญ มันขัดชัดเจนในมาตรา ๓ มาตรา ๔ มาตรา ๕ มาตรา ๖ มันขัดชัดเจนเพราะอะไรครับ เพราะว่ามันไม่ได้เป็นไปตามนี้เสาหลักแห่งประชาธิปไตยที่มีอยู่เป็นรัฐของพลเมือง เขียนไป เขียนมากลายเป็นว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้กลายเป็นสร้างรัฐของเสนาบดี เสนาบดีมีอำนาจมากที่สุด เสนาบดี ๗ คนเลือก ส.ว. ได้เกือบครึ่งหนึ่ง ผมไม่ได้รังเกียจ ส.ว. ที่มาจากการสรรหา แต่มัน ไม่มาตามอำนาจอธิปไตย มาตรา ๓ แก้เสียให้มาจากการเลือกตั้ง ส่วนท่านที่มาตามนี้ท่านก็อยู่ ตามวาระ เพราะผมเห็นว่าหลักการทั่วไปกฎหมายไม่มีผลย้อนหลัง ยืนยันว่าจะลงมติ หรือจะแปรญัตติ หรือจะรักษากฎหมาย ให้พวกท่านอยู่ครบวาระ ผมชื่นชมหลายคนที่นำข้อมูล ขึ้นมาพูดในที่แห่งนี้ ท่านประธานครับ ท่านจารุพรรณทำให้ผมเข้าใจว่าศาลรัฐธรรมนูญ ผมยังเข้าใจผิดในปี ๒๕๔๐ เป็นคนร่างรัฐธรรมนูญแท้ ๆ กลายเป็นว่าต้องมีรัฐธรรมนูญ หลายฉบับแบบประเทศเยอรมนีถึงจะมีศาลรัฐธรรมนูญ ท่านประธานครับ หลายเรื่องนะครับ เมื่อสักครู่นี้ผมดีใจมาก ฟังวันนี้ดีใจ มีหลายคนพูดถึงว่าทำไมเราไม่ประสงค์จะแก้คำสั่ง คณะปฏิวัติบ้าง ท่านประธานครับ ท่านฟังให้ดีนะครับ ที่ท่านไม่อยากแก้มาตรา ๓๐๙ ผมอ่านอย่างลึกซึ้งผมยิ่งอยากแก้ เพราะอะไรครับ ท่านประธานตามผมให้ดีฟังชัด ๆ นะครับ วันที่ ๑๙ กันยายน โค่นล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง วันที่ ๒๔ กันยายน ออกคำสั่งเพื่อให้ เป้าหมายของการทำลายล้างมันสมบูรณ์ ออกคำสั่งว่าให้ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาเพื่อตรวจสอบ การทุจริตของ ครม. คณะทักษิณ วันที่ ๓๐ กันยายน มีตั้งคณะใหม่ขึ้นมาเลยเป็น คตส. รุ่นใหม่ ท่านเชื่อไหมครับ ตั้งแต่วันที่ ๓๐ กันยายน ตุลาคม พฤศจิกายนหนังสือพิมพ์ทุกฉบับโจมตี ทักษิณทุจริต ทุจริต ทุจริต ต้องยึดทรัพย์เฉพาะทักษิณ ๗๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ท่านประธาน เดือนกันยายน เดือนตุลาคม เดือนพฤศจิกายน พูดเรื่องนี้เต็มบ้านเต็มเมือง เรื่องการทุจริต เรื่องการโกงบ้านโกงเมืองของทักษิณ ของทักษิณคนเดียว ๗๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท รวมของครอบครัว ๑๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ทักษิณโดนคุกเพราะอะไรครับ ภรรยาไปซื้อที่ดิน ไปประมูลได้ที่ดิน ตามกฎหมายการประมูล ชนะประมูลเพราะเสนอราคาสูง แต่ท่านเชื่อไหมครับ พอจะมาโอนที่ดิน เป็นของตัวเองต้องทำตามกฎหมายที่ดินให้สามีเซ็นให้ เซ็นตามกฎหมายที่ดิน ติดคุก ๒ ปี เป็นนักโทษชาย ด่ากันทั้งบ้านทั้งเมือง บริหารตลาดหลักทรัพย์ลอยขึ้นมาเต็มบ้าน เต็มเมืองทุกคน รวยหมด ทักษิณขึ้นมาจาก ๓๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท เป็น ๗๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท บอกว่ารวยไม่ได้ ยึดทรัพย์ ๔๖,๐๐๐ ล้านบาท ท่านประธานครับ ในวันที่ ๑๔ ธันวาคม เกิดอะไรขึ้นครับ คณะตรวจสอบได้อาศัยอำนาจซึ่งไม่มีอำนาจ คณะตรวจสอบคณะนี้ผมไม่ต้องบอกท่านก็รู้ได้ ออกระเบียบเก็บค่าต๋งเงินท่านประธานครับ โดยอ้างอำนาจของ คมช. ตามคำสั่งข้อ ๕ และอ้างอำนาจ ป.ป.ช. มาตรา ๒๕ (๕) ให้ออกระเบียบจ่ายเงินสินบน ท่านประธานครับ ผมอ่านดูแล้วตลกมากครับ ป.ป.ช. เขาบอกว่าจ่ายได้ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ครับ แต่ไม่เกิน ๑๐ ล้านบาท แต่คณะ คตส. ออกให้ ตัวเองจ่ายได้ ๒๕ เปอร์เซ็นต์ครับ แล้วไม่จำกัดวงเงิน ยึดสุทธิเท่าไรให้หลวงได้ ๒๕ เปอร์เซ็นต์ ยึดสุทธิ ๔๖,๐๐๐๐ ล้านบาท ๒๕ เปอร์เซ็นต์คือเท่าไรครับ ก็คือ ๑๑,๕๐๐ ล้านบาทครับ ท่านประธาน ผมอ่านเรื่องนี้เสร็จจะยื่นเอกสารให้ท่านประธานถ้าสื่อมวลชนต้องการ มีครับ อย่างนี้หรือครับที่ว่าไม่แก้ไข แล้วออกอย่างไรครับ ยึดเงินแล้วต้องเป็นของหลวงครับท่านประธาน แล้วบอกว่าเอาเงินที่ไหนมาจ่าย ๒๕ เปอร์เซ็นต์ เขียนชัดท่านประธาน เขียนว่าอย่างไรครับ ให้จ่ายสินบนตามระเบียบนี้ ให้คณะกรรมการตรวจสอบจ่ายจากเงินงบประมาณแผ่นดิน หมวดเงินอุดหนุนหรือเงินอื่นที่จ่ายในลักษณะเงินอุดหนุน ดูสิครับท่านประธาน มีที่ไหนครับ เขียนผิดไปจากกฎหมายวิธีการพิจารณางบประมาณเลย แล้วให้ใครจ่าย ให้ คตส. จ่าย พอจ่ายเสร็จข้อสุดท้าย ข้อ ๑๐ บอกว่าระเบียบที่เขียนสิ้นสุดเมื่ออายุของ คตส. จบ แต่ผู้ชี้เบาะแส ยังต้องได้รับเงินให้โอนการจ่ายเงินสินบนให้กับเจ้าหน้าที่ของรัฐที่เกี่ยวข้อง จ่ายให้ใครครับ ท่านบุญยอด ผมพูดจบนิดเดียวคุณประท้วงก็ได้ ถ้าอย่างนั้นไม่เป็นไรครับ ประท้วงเลยครับ

(นายบุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ ได้ยืน และยกมือขึ้น)
(การประชุมดำเนินมาถึงตอนนี้ นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา ได้กลับมาขึ้นบัลลังก์เพื่อดำเนินการประชุมต่อไป)
นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ผมกำลังคุยเลยไม่ได้ฟังด้วย ท่านบุญยอดเชิญครับ

นายบุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาครับ บุญยอด สุขถิ่นไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานก็ปล่อยให้ ผู้อภิปรายอภิปรายนอกประเด็น ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับเรื่องของร่างพระราชบัญญัติแก้ไข รัฐธรรมนูญทั้ง ๓ ฉบับเลย ไม่มีเลยครับ ท่านเองก็คงไม่ได้ฟังนะครับ สิ่งที่ผ่านมาเป็นเรื่อง ในอดีตแล้วก็เป็นการกล่าวหาบุคคลภายนอก เขาก็ไม่มีโอกาสมาชี้แจงในตรงนี้ ผมคิดว่า ท่านอาจารย์เองด้วยความเคารพท่านโดยส่วนตัวนะครับ ผมเคารพท่านในแง่ของหลักคิด แนวคิด แล้วก็ผ่านมาโดยตลอด แต่ว่าก็ต้องลุกขึ้นทำหน้าที่ว่าถ้าท่านไม่ได้อภิปรายในประเด็น ท่านก็ต้องระมัดระวังครับ ขอบพระคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านสมาชิกครับ ต้องขออภัยครับ เมื่อสักครู่ผมเพิ่งเข้ามาทำหน้าที่ ผมก็กำลังหารือกับท่านเลขาธิการเพื่อเอาข้อมูลจะได้ทำ หน้าที่ต่อได้อย่างมีประสิทธิภาพนะครับ ก็ต้องขอความกรุณาขอโทษไม่ได้ฟังประเด็นที่พูด แต่ก็ต้องขอขอบคุณท่านบุญยอดนะครับ ท่านบุญยอดทักท้วงมีเหตุผล แล้วผมจะยึดถือในสิ่ง ที่ท่านบุญยอดได้ทักท้วงเมื่อสักครู่เป็นแนวปฏิบัติ ทั้ง ๒ ฝ่ายก็ขอให้ปฏิบัติตามนี้นะครับ แล้วเมื่อสักครู่ท่านสงวนบอกกำลังจะจบอยู่แล้วก็เอาให้จบครับ

นายสงวน พงษ์มณี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ลำพูน

ท่านประธานครับ ผมพูดว่าที่ผมต้องการแก้รัฐธรรมนูญ เพราะรัฐธรรมนูญมี ๓ ฉบับพร้อมกันอยู่ในเล่มเดียวกัน และผมชี้ว่า

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านสงวนครับ นิดหนึ่งครับ ท่านบุญยอดทักท้วงมีเหตุผลนะครับ เพียงแต่ผมขออภัย ผมไม่ได้ฟังท่านสงวนพูดเท่านั้นเอง ขอเป็นอย่างนี้ เมื่อสักครู่ท่านพูดบอกว่าจะจบอยู่แล้ว ก็เอาให้จบ คงใช้เวลาสักครึ่งนาที สักนาทีครับ

นายสงวน พงษ์มณี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ลำพูน

จบ ๑ นาทีนะครับ ท่านประธานที่เคารพ ออกกฎหมายบังหลวงเอาเงินหลวงไป ยึดทรัพย์เอาไว้ในคลังหลวง ออกกฎหมายเอาเงินงบประมาณมาจ่ายค่าสินบน ต่างจาก ป.ป.ช. เขาให้ไม่เกิน ๑๐ ล้านบาท ๑๐ เปอร์เซ็นต์ไม่เกิน ๑๐ ล้านบาท อันนี้ไม่จำกัดวงเงิน เป็นเงินทั้งสิ้น ๑๑,๕๐๐ ล้านบาท จ่ายหรือไม่จ่ายคุณเขียนไว้เป็นมรดก ให้แบ่งกันตามกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ดูสิครับ นี่คือการปล้นเงินแผ่นดินชัด ๆ กรณีอย่างนี้ผมถือว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ต้องแก้ไข ท่านประธาน ที่เคารพ ผมจะจบลงตรงนี้ ท่านประธานครับ ถ้าเราไม่แก้รัฐธรรมนูญ แก้แล้วบอกว่า ประชาชนไม่ได้ประโยชน์ ผมถามว่าพรรคการเมืองคือผลประโยชน์ของประชาชนต้องไม่มี การยุบพรรคการเมืองโดยองค์กรอื่น ท่านประธานครับ รัฐบาลไปเจรจาความ ถ้าเป็นเรื่องสัญญา ทางการบริหารให้รัฐบาลทำ ถ้าเกี่ยวข้องกับมาตรา ๓ คือเกี่ยวข้องอธิปไตยต้องมาสภา ส.ว. ต้องมาจากการเลือกตั้ง เพื่อสร้างดุลอำนาจในการปกครองบ้านเมืองว่าท่านต้องมาจากประชาชนเหมือนกัน ส่วนเรื่องมาตราอื่น ๆ ผมยืนยันว่าเอกสารทั้งหมดผมส่งให้ท่านประธาน และหากสื่อมวลชน ต้องการเป็นเอกสารที่แปลกมากไม่มีใครสนใจเงินตั้ง ๑๑,๕๐๐ ล้านบาทนะครับ ท่านประธาน ผมจบแล้ว ขอบคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ก็ขออนุญาตเชิญชวน พรรคประชาธิปัตย์เข้าห้องประชุม แล้วก็วิปฝ่ายค้าน ฝ่ายรัฐบาล วิป ๓ ฝ่ายได้หารือกันแล้ว ได้ข้อสรุปอย่างไรในช่วงระหว่างที่ผมทำหน้าที่ก็ให้แจ้งด้วยครับ เชิญท่านประธานวิปฝ่ายค้านครับ

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธานที่เคารพ กระผม จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ สมาชิกรัฐสภา ได้หารือกับท่านประธานวิปรัฐบาลเมื่อสักครู่ แล้วก็ได้ ข้อยุติตรงกันว่าเรื่องการจัดแบ่งเวลาระหว่างรัฐบาลกับฝ่ายค้านนั้นจะจัดเวลาในการอภิปราย ให้เท่ากันนั่นก็คือฝ่ายละ ๑๕ ชั่วโมง แล้วก็ในส่วนของพวกกระผมก็จะอภิปรายอยู่ในกรอบเวลา อย่างที่กราบเรียนกับท่านประธานครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

อย่างนั้นผมหารือท่านจุรินทร์ นิดหนึ่งนะครับ ถ้าฝ่ายค้าน ฝ่ายรัฐบาลฝ่ายละ ๑๕ ชั่วโมง เราอาจจะต้องเลิกดึกหน่อย ไม่เป็นไรใช่ไหมครับ ตามเวลานะครับถ้าจะเอาตามนั้น

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ขออนุญาตท่านประธานครับ ยังอยู่ในกรอบเวลาเลิกเวลาเดิม แต่ว่าจะดูสถานการณ์ร่วมกัน อีกครั้งหนึ่งครับ เมื่อสักครู่ก็เปิดทางไว้ แล้วก็จะกราบเรียนให้ท่านประธานทราบครับ แล้วพวกกระผมก็ขอสงวนสิทธิอภิปรายทำหน้าที่เฉพาะในช่วงที่ท่านประธานเข้ามาทำหน้าที่ ประธานในที่ประชุมเช่นเดิมครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

อย่างนั้นให้วิป ๒ ฝ่ายช่วย ประสานเวลาถ้าจะล็อกเวลาฝ่ายละ ๑๕ ชั่วโมงเลยมันเลิกดึกอยู่แล้วครับ ก็ประสานแล้วจะ อย่างไรค่อยว่ากัน เอาเป็นหลักการนะท่าน

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

สรุปเป็นหลักการตามนี้ ทีนี้ ขอทำความเข้าใจกับสมาชิกนิดหนึ่งครับ ผมทราบในเจตนาดีของท่านสมาชิกทุกท่าน ทุกฝ่าย แต่อาจจะเกิดปัญหาที่มองต่างมุมแล้วก็เป็นปัญหา แล้วก็ได้ข้อยุติสอดคล้องตรงกัน แล้วเราจะดำเนินการอย่างที่ได้กราบเรียนกันเมื่อสักครู่นะครับ เพราะฉะนั้นเพื่อให้ การประชุมดำเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพนะครับ และให้การประชุมดำเนินไปถึงเป้าหมายที่ เราต้องการผมขอความกรุณาอย่างนี้ได้ไหมครับ เพื่อให้การประท้วงน้อยลง เวลาที่เราเสียไป มากแล้ว เรียกว่าอย่างเมื่อวาน ๑๒ ชั่วโมง เสียเวลากับการประท้วงไป ๕ ชั่วโมง เราได้ทำ หน้าที่น้อยมาก เพราะฉะนั้นถ้า ๒ วันที่เหลือยังเป็นอยู่อย่างนี้ไม่จบครับ ก็เลยต้องขอทำ ความเข้าใจว่าเพื่อให้การประชุมดำเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพผมขอเอาหลักของ ท่านบุญยอดที่พูดเมื่อสักครู่เอามาเป็นแนวปฏิบัติเลยครับ อยากให้ทุกท่านพูดในกรอบ อย่าไปพูดโยงเรื่องอดีตเสียยาวเหยียดมันนอกประเด็นเอาให้อยู่ในประเด็นกรอบของ รัฐธรรมนูญที่แก้ไข ถกในประเด็นนี้ แล้วก็อย่าไปพาดพิงคนอื่นหรือคนนอกให้เกิดความเสียหาย ก็จะทำให้เกิดการประท้วงกันไปประท้วงกันมา แล้วถ้าไม่จำเป็นอย่าไปพาดพิงให้คนอื่นเสียหาย ถ้าได้อย่างนี้การประชุมจะดำเนินไปได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ขอความร่วมมือนะครับ เอาตามแนวที่ท่านบุญยอดได้พูดเมื่อสักครู่ ผมเห็นด้วยผมจะยึดถือแนวทางนี้ เอาอย่างนั้นนะครับ

(นายขจิตร ชัยนิคม ได้ยืนและยกมือขึ้น)

ท่านขจิตรมีอะไรครับ

นายขจิตร ชัยนิคม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อุดรธานี

ท่านประธานครับ ผม ขจิตร ชัยนิคม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุดรธานี พรรคเพื่อไทย เพื่อที่จะให้บรรลุ เป้าหมายผมอยากจะเสนอความเห็นว่าในช่วงประธานดำเนินการท่านที่เป็นประธาน ถ้าเป็นไปได้ก็ให้ทางพรรคประชาธิปัตย์พูด ๒ ท่าน หรือ ๓ ท่าน ก็มาวุฒิสภา ๑ ท่าน หรือ ๒ ท่าน และฝ่ายรัฐบาลอีกท่านหนึ่ง ก็จะทำให้เวลาที่ดำเนินการไม่เกินกว่าที่เรากำหนดไว้ แต่ว่า ถ้าใช้ภาวะปกติ ๑ ๑ ๑ มันไม่พอหรอกครับ มันจะต้องเลยเวลาไปด้วย

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เรื่องนี้วิปเขาคุยกันแล้วครับ เชิญท่านปรีชาพล วิปว่าอย่างไรสรุปอีกที

ร้อยโท ปรีชาพล พงษ์พานิช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ขอนแก่น

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ เพื่อนสมาชิกผู้ทรงเกียรติ กระผม ร้อยโท ปรีชาพล พงษ์พานิช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดขอนแก่น พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา จากการทำหน้าที่ของพวกเราทั้งเพื่อนสมาชิกฝ่ายค้าน ฝ่ายรัฐบาล และท่านวุฒิสมาชิกนะครับ แล้วก็ในช่วงที่ท่านประธานนิคมได้ดำเนินการเป็นประธานในที่ประชุมก็เป็นความประสงค์ ของเพื่อนสมาชิกทางซีกฝ่ายค้านที่ขอสงวนสิทธิในการที่จะอภิปรายในช่วงที่ท่านประธาน

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เอาเข้าประเด็นเลย จะทำ อย่างไรต่อไปนี่ แบ่งกันอย่างไร

ร้อยโท ปรีชาพล พงษ์พานิช สมาชิกาสภาผู้แทนราษฎร ขอนแก่น

สืบเนื่องจากที่ท่านสมาชิกทางพรรคประชาธิปัตย์หรือฝ่ายค้านไม่ได้อภิปรายในช่วงท่านนิคม อยู่นะครับ ฉะนั้นในช่วงที่ท่านประธานสมศักดิ์ทำหน้าที่ก็จะเป็นการสลับเพื่อที่จะให้ทาง ฝ่ายค้านได้ทำหน้าที่นะครับ เวลาให้ไล่เลี่ยกันก็จะเป็นการสลับเป็นพรรคประชาธิปัตย์ ๒ ท่าน แล้วก็จะกลับมาเป็นรัฐบาลหรือ ส.ว. ๑ ท่าน แล้วก็จะเป็นพรรคประชาธิปัตย์ ๒ ท่าน แล้วก็จะสลับเป็นรัฐบาลหรือ ส.ว. อีก ๑ ท่านครับท่านประธาน

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ใช้สูตร ๒ ๑ ๑ นะครับ

ร้อยโท ปรีชาพล พงษ์พานิช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ขอนแก่น

ถูกต้องครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

๒ ๑ ๑ อย่างนั้นหรือเปล่าครับ เชิญท่านจุรินทร์ครับ

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานครับ ความจริงไม่ซับซ้อนละครับ จะเริ่มต้นด้วยพรรคประชาธิปัตย์ ๒ ท่าน หรือฝ่ายค้าน ๒ ท่านนะครับ ถัดไปก็จะเป็นรัฐบาล ๑ ท่าน แล้วก็เป็นพรรคประชาธิปัตย์ หรือฝ่ายค้าน ๒ ท่าน แล้วก็ ส.ว. ๑ ท่าน และพรรคประชาธิปัตย์หรือฝ่ายค้าน ๒ ท่าน รัฐบาล ๑ ท่าน แล้วก็พรรคประชาธิปัตย์หรือฝ่ายค้าน ๒ ท่าน ส.ว. ๑ ท่าน สลับไปอย่างนี้ เรื่อย ๆ ครับ ในช่วงที่ท่านประธานทำหน้าที่ครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ผมหารือท่านจุรินทร์อย่างนี้ ได้ไหมครับ เพื่อให้เกิดความสมดุลนะครับ ช่วงที่ผมไม่อยู่ ท่านนิคมมาทำหน้าที่มันจะเป็น ๐ ๑ ๑ ฝ่ายค้าน ๐ รัฐบาล ๑ วุฒิสภา ๑ แต่พอผมมาสลับถ้าเป็น ๒ ๑ ๑ จะสมดุลเลย ผมไม่อยู่ ท่านนิคมอยู่ ๐ ๑ ๑ ผมอยู่ ๒ ๑ ๑ มันก็จะเป็น ๒ ๒ ๒ อย่างนี้น่าจะสมดุลไหมครับ

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธานครับ นั่งดูเวลากันแล้วกับวิปรัฐบาลครับ ทุกอย่างจะไปได้อย่างที่ผมกราบเรียน แล้วก็ลงตัวแล้วครับ ท่านประธานกรุณาไปตามนี้เถอะครับ และเวลามันก็ลงตัวใกล้เคียงครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เอาเป็นว่าไปตามนี้ก่อน

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

๒ ๑ แล้วก็ ๒ ๑ แล้วก็ ๒ ๑ แล้วก็ ๒ ๑ ครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

๒ ๑ ๒ ๑ นี่ละไปตามนี้ก่อน และอย่างไรวิปก็ประสานกันไปเรื่อย ๆ แล้วได้ผลอย่างไรก็แจ้งผมเป็นระยะ ๆ อย่างนั้น ก็แล้วกัน เอาอย่างนั้นนะครับ เชิญคุณหมอสุกิจครับ เชิญครับ

นายสุกิจ อัถโถปกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตรัง 🔗

เรียนท่านประธาน ที่เคารพ กระผม สุกิจ อัถโถปกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ แม้ว่าการปกครองระบอบประชาธิปไตยจะเกิด ขึ้นมานานแล้วตั้งแต่ยุคกรีกโบราณก็ตาม แต่ก็ยังไม่ลงตัวเบ็ดเสร็จ มันยังคงมีวิวัฒนาการ อยู่ตลอดเวลาเพื่อหาจุดแห่งความสมดุลในแต่ละประเทศ ไม่มีประเทศไหนครับที่รับ ประชาธิปไตยไปแล้วนำไปใช้ได้ทันทีโดยปราศจากปัญหา เพราะว่าประชาธิปไตยจะใช้ได้ดี ก็ต่อเมื่อมันต้องสอดคล้องกับวัฒนธรรม ประเพณี ระบบความเชื่อ และบุคลิกพิเศษของคน ในสังคมแต่ละสังคมนั้น จึงยังไม่มีประชาธิปไตยที่เป็นแพคเกจ (Package) ที่แกะกล่องแล้วก็ นำไปใช้ได้เลยนะครับ ทุกประเทศที่ใช้ระบอบประชาธิปไตยล้วนต้องผ่านการลองผิดลองถูก บางแห่งก็ต้องผ่านช่วงเวลาที่โหดร้าย รุนแรง เสียเลือด เสียเนื้อ เสียน้ำตา อย่างมากมาย ถึงจะหาจุดสมดุลได้เหมือนกับที่เราเคยประสบมาแล้วในอดีต หลายประเทศในโลกเขาโชคดีครับ ที่เขาถึงจุดสมดุลอย่างรวดเร็วลงตัวไปแล้วนะครับ เขาไม่ต้องเปลี่ยนแปลงกฎเกณฑ์อีกแล้ว อย่างเช่นหลายประเทศในยุโรป สหรัฐอเมริกา หรือแม้กระทั่งประเทศญี่ปุ่นนะครับ แต่หลายประเทศกลับโชคร้ายที่ยังต้องเวียนว่ายตายเกิด ลองผิดลองถูกกันไป จนบัดนี้ก็ยังหาข้อสรุปไม่ได้ ประเทศไทยของเราท่านประธานครับ โชคร้ายที่เราก็ยังเป็นแบบหลัง แม้เราจะเดินบนเส้นทางประชาธิปไตยมาถึง ๘๑ ปีแล้วก็ตาม เราก็ยังเวียนว่ายตายเกิดหาจุดลงตัวไม่ได้ เดินหน้าแล้วก็ถอยหลัง ถอยหลังแล้วก็เดินหน้า และวันนี้ท่านประธานครับ เรากำลังจะถอยหลังไปอีกแล้วครับ ผมต้องขอกราบเรียนครับว่า หัวใจของระบอบประชาธิปไตยคือการมีส่วนร่วมของประชาชน นั่นคือถ้าเรายึดมั่นกับสุนทรพจน์ ของท่านประธานาธิบดีลินคอล์นที่ว่า ประชาธิปไตยเป็นของประชาชน โดยประชาชน และเพื่อประชาชน แต่การมีส่วนร่วมในอดีตในยุคบางยุคนะครับ ประชาชนทำได้แค่ไป หย่อนบัตรลงคะแนนในวันเลือกตั้งเท่านั้น หลังจากนั้นก็ปล่อยให้นักการเมืองเข้าไปละเลงกันเอง จนกระทั่งถึงวันเลือกตั้งอีกครั้งหนึ่งมาหย่อนบัตรอีกที นักการเมืองจะเข้าไปสร้างความชั่วร้าย ทุจริต โกงกินอย่างไร พี่น้องประชาชนก็ไม่สามารถจะตามไปตรวจสอบได้ ไม่สามารถ จะยับยั้งได้ ต้องรอเวลาถึง ๔ ปีถึงจะลงโทษได้โดยการไม่ไปลงคะแนนให้ ถึงตอนนั้น นักการเมืองที่ชั่วร้ายบางคนก็ร่ำรวยมหาศาลแล้ว สร้างอิทธิพลไปแล้วอย่างมากมายมหาศาล แต่เมื่อถึงรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๔๐ และปี ๒๕๕๐ ได้เพิ่มสิทธิการมีส่วนร่วมของพี่น้องประชาชน เข้าไปอีกมากมาย นอกจากสิทธิขั้นพื้นฐานทั่ว ๆ ไปแล้ว ก็ยังมีสิทธิร่วมกันเสนอกฎหมาย อย่างนี้เป็นต้น แล้วสิทธิในการตรวจสอบอำนาจรัฐและนักการเมือง เช่นในกรณีมาตรา ๖๘ ของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ที่เราพูดถึงกันอยู่วันนี้และกำลังจะถูกแก้ไข เดิมได้ให้สิทธิแก่ พี่น้องประชาชนในการพิทักษ์รัฐธรรมนูญและป้องกันคนชั่วไม่ให้เข้ามาในระบบการเมือง โดยผมขออ่านนะครับ เพราะว่ายังไม่มีใครอ่านให้พี่น้องประชาชนได้ฟังเลย เขาบอกว่า บุคคลจะใช้สิทธิและเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญเพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญนี้นะครับ หรือเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจ ในการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญนี้มิได้ ในกรณีที่บุคคลหรือพรรคการเมืองใดกระทำการตามวรรคหนึ่ง ผู้ทราบการกระทำดังกล่าว ย่อมมีสิทธิเสนอเรื่องให้อัยการสูงสุดตรวจสอบข้อเท็จจริงและยื่นคำร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัยสั่งการให้เลิกกระทำดังกล่าว แต่ทั้งนี้ไม่กระทบกระเทือนการดำเนินคดีอาญาต่อผู้กระทำ ดังกล่าว หมายความว่าเมื่อประชาชนทราบว่าจะมีการล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขหรือเขาเกิดไปพบเห็นการกระทำสิ่งผิด ๆ ของนักการเมือง เพื่อจะให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศ เขาสามารถกระทำได้ ๒ ทาง ทางแรก ก็คือเสนอเรื่องให้อัยการสูงสุด ทางที่ ๒ คือยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ แต่วันนี้ครับ ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับที่ ๓ ที่มีการเสนอเข้ามาได้ตัดช่องทางที่ ๒ คือประชาชนไม่สามารถ ยื่นเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญได้โดยตรง แค่เพียงสามารถเสนอเรื่องให้อัยการสูงสุดเท่านั้น ผมถือว่าอันนี้เป็นการตัดสิทธิของพี่น้องประชาชนในการตรวจสอบอำนาจรัฐและนักการเมือง หรือกลุ่มการเมือง ถือว่าการกระทำเช่นนี้ทำให้ประชาธิปไตยของเราที่เดินหน้าไปแล้วนะครับ กลับถอยหลังลงมาอีก จึงไม่เห็นด้วยกับการเสนอแก้มาตรา ๖๘ ในฉบับที่ ๓ ครับ

ต่อไปครับท่าน ผมจะพูดถึงการเสนอแก้รัฐธรรมนูญฉบับที่ ๒ ซึ่งเป็นการแก้ มาตรา ๑๙๐ อันเป็นมาตราที่สำคัญของประเทศ เพราะเป็นบทบัญญัติเกี่ยวกับการทำ หนังสือสัญญากับต่างประเทศ น่าเสียใจอีกครับที่การมีส่วนร่วมของประชาชนถูกตัดออก ทั้งหมดอีกแล้วครับ นั่นคือในวรรคสามและวรรคสี่ซึ่งกำหนดในรัฐธรรมนูญเดิม ซึ่งยังไม่มีใครอ่าน ผมขออนุญาตอ่านครับ วรรคสามบอกว่า ก่อนการดำเนินการเพื่อทำหนังสือสัญญากับนานาประเทศ หรือองค์การระหว่างประเทศตามวรรคสอง คณะรัฐมนตรีต้องให้ข้อมูลและจัดให้มีการรับฟัง ความคิดเห็นของประชาชน และต้องชี้แจงต่อรัฐสภาเกี่ยวกับหนังสือสัญญานั้น ในการนี้ ให้คณะรัฐมนตรีเสนอกรอบการเจรจาต่อรัฐสภา เพื่อขอความเห็นชอบด้วย และวรรคสี่ อันนี้ สำคัญครับ เมื่อลงนามในหนังสือสัญญาตามวรรคสองแล้ว ก่อนที่จะแสดงเจตนาให้มีผล ผูกพัน คณะรัฐมนตรีต้องให้ประชาชนสามารถเข้าถึงรายละเอียดของหนังสือสัญญานั้น และในกรณีที่การปฏิบัติตามหนังสือสัญญาดังกล่าวก่อให้เกิดผลกระทบต่อประชาชน หรือผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม คณะรัฐมนตรีต้องดำเนินการแก้ไขหรือเยียวยา ผู้ได้รับผลกระทบนั้นอย่างรวดเร็ว เหมาะสมและเป็นธรรม เห็นไหมครับว่ากฎหมายเก่า เขียนไว้ดีมากเลยครับ ทั้งให้ประชาชนได้ตรวจสอบแล้วให้ประชาชนได้รับการเยียวยาด้วย ในกรณีที่เขาได้รับผลกระทบ แต่วันนี้ถ้าเรายกมือให้มีการแก้ไขมาตรานี้ทั้ง ๒ วรรคนี้จะถูก ตัดออกทั้งหมด หมายความว่าต่อจากนี้ไปรัฐบาลจะไปทำสัญญากับต่างประเทศก็ไม่ต้องมา ถามความเห็นของพี่น้องประชาชน เมื่อวานได้มีผู้อภิปรายท่านหนึ่งได้พูดถึงประเด็นนี้ว่า ถ้าเอาสัญญามาเปิดเผยจะเป็นการมัดมือชกผู้ไปเจรจาที่เขาทำให้คนอื่นเขาล่วงรู้ความลับไปแล้ว แต่ผมขอเรียนว่าแบบที่ขอแก้ต่างหากที่เป็นการมัดมือชกประชาชน อันไหนมันจะน่าเกลียด กว่ากันครับ ถ้าไปทำสัญญาเสียเปรียบแล้วประชาชนบางกลุ่มเขาต้องประสบกับความยากลำบาก หรืออาจจะหมดเนื้อหมดตัวแล้วเขาจะไปเรียกร้องเอากับใครในเมื่อเขาถูกมัดมือชกแบบนี้ ที่สำคัญนี่คือการตัดการมีส่วนร่วมของประชาชนในระบอบประชาธิปไตย ผมจึงไม่สามารถ จะเห็นด้วยกับการแก้ไขมาตรา ๑๙๐ ได้อีกมาตราหนึ่ง

ประเด็นต่อไป คือประเด็นของสมาชิกวุฒิสภา ซึ่งในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ได้กำหนดให้มีที่มา ๒ ทาง ทางที่ ๑ มาจากการเลือกตั้งจังหวัดละ ๑ คน ๗๗ จังหวัดตอนนี้ ก็ต้องมี ๗๗ คน ทางที่ ๒ มาจากการสรรหา โดยคัดจากตัวแทนสาขาอาชีพต่าง ๆ โดยให้ ดำรงตำแหน่ง ๖ ปี เป็นแล้วเป็นซ้ำต่อเนื่องไม่ได้ต้องเว้นวรรค อันนั้นคือของปี ๒๕๕๐ แต่การแก้ไขในวันนี้ในฉบับที่ ๑ ที่ยื่นมาเป็นของ ส.ส. และ ส.ว. ได้เปลี่ยนเป็นให้มาจาก การเลือกตั้งทั้งหมดและจำนวนก็เพิ่มขึ้นจาก ๑๕๐ คนเป็น ๒๐๐ คน และที่สำคัญกว่านั้น ก็คือสามารถดำรงตำแหน่งเลือกตั้งต่อเนื่องได้โดยไม่ต้องเว้นวรรค ผมเองก็เคยเป็น ส.ว. ที่มา จากการเลือกตั้งครับ และผมก็ศรัทธาในการเลือกตั้ง แต่ถ้าเรามาดูบทบาทหน้าที่ของวุฒิสภา ตามรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ซึ่งสรุปไว้ได้ ๔ ข้อ ก็คือ ๑. กลั่นกรองกฎหมาย ๒. ควบคุม การทำงานของรัฐบาล ๓. พิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลดำรงตำแหน่งต่าง ๆ ตามที่ บัญญัติไว้ในกฎหมาย และ ๔. ก็คือถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและข้าราชการ ระดับสูงออกจากตำแหน่ง ซึ่งถ้าดูแล้วก็จะเห็นว่าต้องอาศัย ส.ว. ต้องเป็นคนที่ต้องมีความรู้ มีความสามารถ แล้วก็ ควรจะมาจากหลากหลายอาชีพใช่ไหมครับท่านประธาน เพื่อจะมาทำงานด้านกลั่นกรอง กฎหมาย ซึ่งกฎหมายเราก็เห็นอยู่แล้วว่ามันมาจากหลาย ๆ เรื่อง หลาย ๆ ราว ทางการแพทย์ ทางการศึกษา ทางการเกษตร มามากมายครับ ก็ต้องตั้งคำถามให้กับคนที่แก้ไขมานะครับ ช่วยตอบด้วยว่าให้มาจากการเลือกตั้งทั้งหมดอย่างที่ขอแก้ไขสามารถจะตอบโจทย์ตรงนี้ ได้หรือเปล่า

ส่วนประเด็นที่ให้ความเห็นชอบบุคคลดำรงตำแหน่งแล้วก็ถอดถอน ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและข้าราชการระดับสูง ก็ต้องตั้งคำถามอีกเหมือนกับครับว่า แล้วคนพวกนี้มีคุณสมบัติพิเศษอะไรหรือครับจึงมาไล่ถอดถอนคนอื่นเขาได้ ถ้ามาจาก การเลือกตั้งตามจังหวัดต่าง ๆ เขาต่างอะไรจากพวกเราที่เป็น ส.ส. ที่มาจากการเลือกตั้ง เหมือนกันครับ แล้วทำไมเขาถึงมามีอำนาจมาถอดถอนพวกเรา นี่ก็คือคำถามที่ต้องถามไปยัง ผู้เสนอกฎหมายต้องตอบให้กระจ่าง และจะบอกว่าต้องให้มีการยึดโยงกับประชาชน อันนี้ จะพูดกันมาก หลายท่านก็อธิบายว่า ส.ว. ที่มาจากการเลือกตั้งมีการยึดโยงกับพี่น้องประชาชน สูงกว่า ส.ว. จากการสรรหา แต่ถ้าเราดูอำนาจหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญดังที่ผมได้กราบเรียน ไปแล้วนะครับ ก็จะเห็นว่าเขาให้น้ำหนักกับการยึดโยงน้อยมากครับ เขาให้น้ำหนักกับความรู้ ความสามารถ คุณวุฒิด้านการศึกษามากกว่า ผมจึงไม่มั่นใจในการแก้มาตรานี้ ของท่านเหมือนกัน เพราะฉะนั้นผมก็ขอใช้เวลาแค่นี้เพื่อที่จะสรุปรวบยอดว่าผมเองไม่เห็นด้วย กับการแก้ไขรัฐธรรมนูญตามที่เสนอมาทั้ง ๓ ฉบับ ขอบคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ต้องขอขอบคุณคุณหมอสุกิจครับ และขอแสดงความชื่นชมในการอภิปรายที่สร้างสรรค์ครับ ชื่นชมจริง ๆ แล้วก็เป็นการอภิปราย ที่ไม่มีการพาดพิงทำให้คนอื่นเสียหาย ไม่มีการเสียดสี ก็อยู่ในประเด็นตลอด แล้วก็มีสาระ ซึ่ง ประชาชนเขาฟังแล้วจะเห็นอย่างไรก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่ที่แน่ ๆ เป็นการอภิปรายที่มีสาระ ถ้าทุกท่านทำได้อย่างนี้การประชุมจะดำเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพแน่นอน คงไม่มีใครประท้วง ฉะนั้นขอความกรุณาท่านสมาชิก เรายึดตามแนวนี้ผมเชื่อว่าประชาชนจะแสดงความชื่นชม ถ้าเราทำได้ตามนี้ ท่านต่อไปท่านฮอชาลี ม่าเหร็ม ๑๕ นาที เชิญครับ

นายฮอชาลี ม่าเหร็ม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สตูล 🔗

ท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพ กระผม นายฮอชาลี ม่าเหร็ม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสตูล พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ กระผมมีเวลา ๑๕ นาที ในการให้ความเห็นต่อ กรณีที่มีเพื่อนสมาชิกในรัฐสภาแห่งนี้ได้ยื่นร่างแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญเข้ามา ๓ ร่าง ร่างแรก ก็เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับที่มาและจำนวนของวุฒิสมาชิก ร่างที่ ๒ ก็เป็นเรื่องของการทำ สนธิสัญญาหรือว่าการเซ็นข้อตกลงในเรื่องของขอบเขต อาณาเขตของประเทศ สนธิสัญญาต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับต่างประเทศ แล้วร่างที่ ๓ ก็เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการยุบพรรคการเมือง ท่านประธานที่เคารพครับ ในช่วง ๒ วันที่ผ่านมานั้น ๒ วันก็คือรวมในวันนี้เราได้ฟังความคิด ความเห็นของบรรดาเพื่อนสมาชิกทั้งในซีกของรัฐบาลแล้วก็ในซีกของเพื่อนวุฒิสมาชิก แล้วก็ ทั้งฝ่ายค้าน ฝ่ายรัฐบาลก็ต่างที่จะสลับกันให้ความเห็นรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ท่านประธานที่เคารพครับ จุดยืนของกระผมที่อยากจะเรียนผ่านท่านประธานรัฐสภานั่นก็คือ จุดยืนของกระผมต่อรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๕๐ นั้นถือว่าเป็นรัฐธรรมนูญที่สามารถจะแก้ไข ได้ในหลาย ๆ มาตรา แล้วก็แก้ไขเป็นรายมาตรานั่นคือจุดยืนของพวกกระผม และคงจะเป็น จุดยืนเดียวกันกับบรรดาพี่น้องประชาชนที่ได้รับร่วมกันลงประชามติในการรับร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับปี ๒๕๕๐ ซึ่งจะมีที่มาที่ไปอย่างไรก็แล้วแต่มุมมองนั่นเป็นเรื่องของเหตุการณ์ที่ผ่านมา ท่านประธานที่เคารพครับ ใน ๓ ร่างที่เสนอมานั้นมีความยึดโยงกับรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ และมีความยึดโยงกับรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ อย่างแยกกันไม่ออก เพราะฉะนั้นในการอภิปราย ของกระผมจึงขออภิปรายรวมไปที่เกี่ยวข้องทั้งในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ และรัฐธรรมนูญ ในปี ๒๕๔๐ ที่เรียกว่าฉบับประชาชน แต่ประเด็นที่ผมอยากจะขออภิปรายนั่นก็คือในเรื่อง ของการยุบพรรคในมาตรา ๒๕๗ ซึ่งเป็นบทบัญญัติที่ขอเรียนกับท่านประธานว่าบทบัญญัติ ในข้อนี้ มาตรการในของการยุบพรรคนั้นหลายท่านบอกว่ามีมาในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ แต่ข้อเท็จจริงแล้วถ้าหากว่าเราย้อนกลับไปในรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน ปี ๒๕๔๐ ก็ได้ เขียนชัดไว้ในมาตรา ๖๓ วรรคสอง ที่ได้พูดถึงว่าบุคคลใดที่จะใช้สิทธิและเสรีภาพที่ไม่เป็น ไปตามรัฐธรรมนูญที่เป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองตามระบอบประชาธิปไตย และได้แสวงหา อำนาจมาด้วยวิธีการที่ไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญและกฎหมายนั้น ก็สามารถที่จะดำเนินการ ในการที่จะยุบพรรคนั้นได้ หรืออาศัยกลไกของศาลรัฐธรรมนูญเป็นผู้ตัดสินให้มีการยุบพรรค เพราะฉะนั้นมาตรการหรือว่ายาแรงที่คอยควบคุมกลไกของการได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองนั้น ได้ถูกกำหนดเอาไว้แล้วในรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน ปี ๒๕๔๐ ท่านประธานที่เคารพครับ กระผมอยากจะขอพูดถึงในเรื่องของเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ รัฐธรรมนูญที่ผมค่อนข้าง ที่จะเห็นว่ามีความครอบคลุมแล้วก็มีเจตนารมณ์ที่สามารถที่จะให้หลักประกันในเรื่องของ สิทธิเสรีภาพ แล้วก็ให้หลักประกันในเรื่องของการมีเสถียรภาพของรัฐบาล แล้วก็มีหลักประกัน ในเรื่องของการตรวจสอบและถ่วงดุลอำนาจระหว่างฝ่ายบริหารและองค์กรที่มีขึ้นตาม รัฐธรรมนูญนั้น รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ เขียนเอาไว้อย่างชัดเจน และเจตนารมณ์ของ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ มีสามก้อนเส้าหรือว่าสามฐานหลัก นั่นก็คือหลักประกันในการที่จะให้ มีสิทธิและเสรีภาพ หลักประกันในการที่จะให้รัฐบาลซึ่งเข้ามาบริหารในปี ๒๕๔๐ จนถึงคาบเกี่ยว ปี ๒๕๔๔ เป็นช่วงที่พรรคประชาธิปัตย์ของเราเป็นรัฐบาล แล้วก็มาในปี ๒๕๔๔ ปี ๒๕๔๕ ปี ๒๕๔๖ ปี ๒๕๔๗ ปี ๒๕๔๘ ปี ๒๕๔๙ ก็เป็นอีกรัฐบาลหนึ่งเข้ามาบริหาร เพราะฉะนั้น รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ซึ่งเป็นร่างรัฐธรรมนูญของพี่น้องประชาชนนั้นจึงมีรัฐบาลอย่างน้อย ๒ รัฐบาลที่เข้ามาใช้กลไกกติกาในการปกครองประเทศแล้วก็บริหารประเทศภายใต้กฎหมาย รัฐธรรมนูญฉบับนี้ ท่านประธานที่เคารพครับ แต่เจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญนั้นที่ผมได้บอก เอาไว้ ๓ ประการ

ประการแรก ในเรื่องของสิทธิเสรีภาพ ไม่น่าเชื่อนะครับว่าในช่วงที่เราใช้ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ รัฐธรรมนูญเขียนเอาไว้ชัดว่า บุคคลมีสิทธิ มีเสรีภาพในการชุมนุม โดยสงบและปราศจากอาวุธ แต่ในช่วงเวลาที่เราใช้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ในปี ๒๕๔๗ เรากลับมี โศกนาฏกรรมการสังหารหมู่ที่อำเภอตากใบ ๘๗ ศพ ตรงนี้คือสิ่งที่บรรดาผู้ที่อยู่ในองค์กร สิทธิมนุษยชนทั่วทั้งโลกต่างก็จับตามอง และมองว่าทำไมรัฐบาลที่บริหารภายใต้รัฐธรรมนูญ ซึ่งให้หลักประกันสิทธิเสรีภาพจึงเกิดเหตุการณ์อย่างนี้ในภาคใต้ นอกจากนั้นยังมีการอุ้มฆ่า การอุ้มหายไปของทนายนักสิทธิมนุษยชนอย่างทนายสมชายก็ได้หายไป ภายใต้การบริหาร ประเทศในกฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับที่ให้หลักประกันในเรื่องของสิทธิเสรีภาพ หรือแม้กระทั่ง รัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๔๐ ก็ได้ให้หลักประกันพี่น้องประชาชนว่าสามารถที่จะสื่อแล้วก็ กระจายเสียงทางโทรทัศน์ ทางทีวี ทางวิทยุ ในช่วงนั้นท่านประธานที่เคารพครับ มีรายการ เมืองไทยรายสัปดาห์ ถ้าหากว่าพี่น้องประชาชนจำได้ ทบทวนได้ คุณสนธิ ลิ้มทองกุล คุณสโรชา และใครต่อใครก็มาจัดรายการ เป็นรายการที่ให้ทางเลือกกับพี่น้องประชาชน เป็นรายการที่มองในมุมต่างของรัฐบาล เป็นรายการที่มีเรตติ้ง (Rating) หรือมีอัตราของผู้ชม ให้การเข้าชมเป็นจำนวนมาก เป็นรายการที่ให้ทางเลือกทางหนึ่งนอกเหนือจากสื่อของรัฐบาล แต่ปรากฏว่ารายการนั้นได้ถูกสั่งปิดและได้ถูกยกเลิก หลังจากนั้นรายการนี้ก็กระจายไปยัง ลุมพินี แล้วก็มาที่ท้องสนามหลวง และมาที่ต่าง ๆ จึงกลายเป็นวิกฤติ ที่ผมบอกว่าเราบริหาร ภายใต้รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ซึ่งให้หลักประกันสิทธิเสรีภาพ ในช่วงหนึ่งถ้าหากว่ารัฐบาลนั้น เป็นรัฐบาลประชาธิปไตยก็จะบริหารโดยไม่มีปัญหา แต่พอมาอีกช่วงหนึ่งซึ่งผู้นำของรัฐบาล ในชุดนั้นแทนที่จะสวมแว่นตาประชาธิปไตย แต่กลับสวมแว่นตาแห่งการลุแก่อำนาจหรือเผด็จการ เหตุการณ์มันก็เลยลุกลามใหญ่โต เกิดเป็นวิกฤติเหมือนกับที่เราเห็นมา ณ ขณะนี้ นั่นคือ เป็นสิ่งที่ผมบอกว่าเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญนั้นได้ถูกทำลายไปก่อนที่จะมีการปฏิวัติของ คมช. ท่านประธานที่เคารพครับ เจตนารมณ์ประการต่อมา ก็คือเจตนารมณ์ในการที่จะให้ รัฐบาลมีเสถียรภาพในการบริหารประเทศ ในช่วงที่พรรคประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาล ฝ่ายค้าน สามารถที่จะตรวจสอบได้ตามกลไกของสภา แต่พอมาถึงอีกช่วงหนึ่งท่านประธานครับ มีการควบ มีการรวมพรรคการเมืองเพื่อที่จะให้จำนวนเสียงในสภานั้นเกินกว่า ๓ ใน ๕ ซึ่งทำให้ฝ่ายค้านไม่สามารถที่จะตรวจสอบผู้นำของประเทศได้ เมื่อกลไกในการตรวจสอบ ของรัฐสภาพิกลพิการ ตัวแทนของพี่น้องประชาชนไม่สามารถที่จะตรวจสอบผู้นำของ ประเทศได้ ความกดดันเหล่านี้มันจึงกระจายลงไปสู่ท้องถนนแล้วก็เกิดเป็นวิกฤติเหมือนกับ ที่เราเห็นในปัจจุบัน ท่านประธานที่เคารพครับ ในอีกเจตนารมณ์หนึ่งนั้น ก็คือเจตนารมณ์ ในเรื่องของการตรวจสอบและการถ่วงดุลอำนาจระหว่างองค์กรอิสระซึ่งมีขึ้นตามรัฐธรรมนูญ แล้วก็ฝ่ายบริหาร ตรงนี้เป็นเรื่องที่มีความสำคัญมาก การที่เราได้ตั้งใจในการที่จะแก้มาตรการ หรือว่ากลไกตามรัฐธรรมนูญซึ่งคอยที่จะตรวจสอบแล้วก็ถ่วงดุลพรรคการเมืองนั้น เป็นเรื่องที่ในทัศนะของผม ในมุมมองของผมผมไม่เห็นด้วย เพราะผมถือว่าการที่พี่น้องประชาชน ร่วมกันร่างแล้วก็มีกลไกในการที่จะยุบพรรคการเมืองนั้นถือว่าเป็นมาตรการที่แรง เมื่อเราสามารถที่จะประหารชีวิตคนทำความผิดได้ เราก็สามารถที่จะประหารชีวิต พรรคการเมืองซึ่งแสวงหาอำนาจเข้ามาโดยวิธีการซึ่งผิดกฎหมายได้ การที่มีการยุบพรรคในวันที่ ๓๐ พฤษภาคม ๒๕๕๐ เป็นเรื่องที่ชัดเจน คำตัดสินของตุลาการ รัฐธรรมนูญพูดชัดว่าผู้บริหารของพรรคการเมืองซึ่งช่วงนั้นมีการเลือกตั้งแล้วก็ได้เสียงมา ไม่ถึง ๒๐ เปอร์เซ็นต์ มีการสมคบกันระหว่างองค์กรอิสระ นั่นก็คือเจ้าหน้าที่ของ กกต. และผู้บริหารระดับสูงของพรรคการเมือง มีการเอาแผ่นซีดี (CD) มาตัดต่อเปลี่ยนฐานข้อมูล ของพรรคเล็กแล้วก็นำไปตัดต่อกันในโรงแรมกลางกรุงแห่งหนึ่งแล้วก็มีการจ่ายเงินจ่ายทองกัน ที่พรรคการเมือง จนกระทั่งคณะอนุกรรมการของ กกต. ได้มีการตรวจสอบแล้วก็พบพยานหลักฐาน ชัดเจนส่งอัยการ อัยการก็ส่งต่อไปยังตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ แล้วก็มีการตัดสินยุบพรรค แล้วก็มีมาตรการเพิ่มเติมนั่นก็คือว่าเพิกถอนสิทธิในการเลือกตั้งหัวหน้าพรรคและผู้บริหารพรรค ซึ่งตรงนี้เป็นมาตรการที่แรง ยอมรับว่าแรง แต่อย่างน้อยก็เป็นการเตือนให้พรรคการเมือง หลาย ๆ พรรคได้พึงตระหนักว่าการที่เราจะแสวงหาอำนาจทางการเมืองโดยวิธีการ ซึ่งไม่ได้เป็นประชาธิปไตยและเป็นวิธีการซึ่งขัดแล้วก็ผิดกับกฎหมายนั้นเป็นสิ่งที่เราไม่สามารถ ที่จะกระทำได้และยังเป็นระบบที่ให้การตรวจสอบแล้วก็ถ่วงดุลให้กับนักการเมืองด้วย ท่านประธานที่เคารพครับ ตรงนี้คือสิ่งที่ผมบอกว่าก่อนที่จะมีการปฏิวัติของ คมช. ซึ่งประธาน คมช. ก็นั่งอยู่ในสภาร่วมกันกับเราที่นี่ครับ ก่อนที่จะมีการปฏิวัติ คมช. นั้น ได้มี นักวิชาการได้มี สสร. ผู้ซึ่งเคยร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้และรู้ซึ้งถึงเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ ฉบับปี ๒๕๔๐ ได้พูดเอาไว้ชัดว่ารัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๔๐ นั้นได้ถูกปู้ยี่ปู้ยำ ได้ถูกกระทำ ได้ถูกชำเรา ก่อนที่จะมีการปฏิวัติในวันที่ ๑๙ กันยายน แต่หลายคนมักจะตัดตอนประวัติศาสตร์ มักจะตัดตอนบอกว่าความผิดทั้งหมดอยู่ที่วันที่ ๑๙ แต่ทำไมเราไม่ลองมองย้อนไปก่อนที่จะมี วันที่ ๑๙ กันยายน ว่ามันเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้น รัฐธรรมนูญที่เรามองว่าเป็นรัฐธรรมนูญ ของพี่น้องประชาชนมันได้ถูกทำลาย มันได้ถูกผู้นำประเทศซึ่งใช้อำนาจแล้วก็ลุแก่อำนาจ ใช้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ในการบริหารประเทศ เอื้อประโยชน์ให้กับตระกูล ให้กับครอบครัว ให้กับพรรคการเมือง ตรงนี้คือสิ่งที่ผมอยากจะมองว่าผมเองไม่เห็นด้วยในการแก้ไข รัฐธรรมนูญในเรื่องของการยุบพรรคการเมือง ขอขอบคุณท่านประธานครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ขอบคุณนะครับที่พยายาม พูดหลีกเลี่ยงไม่ให้มีผลกระทบทำให้เกิดความเสียหายและไม่มีการประท้วง ขอบคุณครับ อย่างนั้นไปที่สมาชิกวุฒิสภา พลอากาศตรี เฉลิมชัย เครืองาม ๘ นาทีครับ

พลอากาศตรี เฉลิมชัย เครืองาม สมาชิกวุฒิสภา ภาควิชาการ 🔗

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ ผม พลอากาศตรี เฉลิมชัย เครืองาม สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิก รัฐสภา ท่านประธานครับ ในช่วงระยะเวลาที่ผ่านมาโดยเฉพาะวันสองวันนี้คำคำหนึ่งที่มี การพูดถึงมากที่สุดคือคำว่า ประชาชน ประชาชน และประชาชน ในมาตรา ๓ ของรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะฉบับนี้บัญญัติไว้ว่า อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย ทุกคนยอมรับ และปรัชญาการปกครองในระบอบประชาธิปไตยนั้นเป็นที่พูดถึงกันอยู่โดยทั่วไปคือ ประชาธิปไตยหรืออำนาจอธิปไตยนั้นเป็นของคนไทย โดยคนไทย และเพื่อคนไทย เพราะฉะนั้นการแก้รัฐธรรมนูญในวันสองวันที่เรากำลังดำเนินการอยู่นี้นั้น ถ้าท่านผู้มีเกียรติ และท่านประธานได้ติดตามตามสื่อมวลชนและกระแสของสื่อออนไลน์แทบจะทุกแห่ง ล้วนถามกันว่าที่พวกเรากำลังทำกันอยู่ในวันนี้นั้นประชาชนได้อะไร แม้จะมีการพูดว่าได้ แต่ประชาชนก็เถียงว่าเขาไม่ได้ ถ้าได้ก็เป็นการได้ทางอ้อม แต่ได้ทางตรงเขาไม่ได้ นอกจาก จะไม่ได้แล้วยังเสียด้วย เสียอะไรครับ เสียสิทธิขั้นพื้นฐาน เสียสิทธิและเสรีภาพขั้นพื้นฐาน ที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญที่ประชาชนพึงมีพึงได้ ในหมวด ๓ ของรัฐธรรมนูญฉบับนี้พูดถึง สิทธิและเสรีภาพซึ่งเป็นสิทธิและเสรีภาพขั้นพื้นฐานที่คนไทยทุกคนพึงมีพึงได้ ได้และมีอยู่ ตั้งแต่เกิดจนตาย ไม่ว่าจะเป็นสิทธิในทรัพย์สิน สิทธิในร่างกาย สิทธิในการศึกษา สิทธิในการ ได้รับบริการทางสาธารณสุข และกระบวนการยุติธรรม และสิทธิอื่น ๆ มากมาย ในบรรดา สิทธิขั้นพื้นฐานนั้นที่สำคัญซึ่งผมมองว่าเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด คือสิทธิในการพิทักษ์รักษา รัฐธรรมนูญ ในรัฐธรรมนูญของฉบับปี ๒๕๔๐ นั้นเป็นพูดถึงเรื่องสิทธิพิทักษ์ประชาธิปไตย แต่ในฉบับปี ๒๕๕๐ นั้นพูดถึงเรื่องสิทธิพิทักษ์รัฐธรรมนูญเขาพึงมีพึงได้ ได้อย่างไรครับ เถียงกันมามากมาย การพิจารณาหรือการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญน่าจะยุติการถกเถียง กันได้แล้วไม่ว่าจะในแวดวงวิชาการหรือในรัฐสภาแห่งนี้ เพราะศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยไว้ โดยชัดแจ้งเมื่อวันที่ ๑๓ กรกฎาคม ๒๕๕๕ ที่ผมขออนุญาตอ่านโดยสังเขป ประชาชนมีสิทธิ ๒ ประการ คือ

ประการที่ ๑ เสนอเรื่องให้อัยการสูงสุดตรวจสอบข้อเท็จจริงและยื่นคำร้อง ต่อศาลรัฐธรรมนูญ

ประการที่ ๒ สามารถยื่นคำร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยสั่งการให้เลิก การกระทำดังกล่าวได้ เพราะอำนาจหน้าที่ในการตรวจสอบและวินิจฉัยสั่งการในกรณีที่ผู้ร้อง ใช้สิทธิพิทักษ์รัฐธรรมนูญตามมาตรา ๖๘ วรรคสอง นี้เป็นอำนาจหน้าที่ของศาลรัฐธรรมนูญ ผมขอขีดเส้นใต้ ๑๐๐ เส้น ตรงคำว่า เพราะอำนาจหน้าที่ในการตรวจสอบและวินิจฉัยสั่งการ ในกรณีที่ผู้ร้องใช้สิทธิพิทักษ์รัฐธรรมนูญตามมาตรา ๖๘ วรรคสอง นี้เป็นอำนาจหน้าที่ ของศาลรัฐธรรมนูญ ไม่ใช่อำนาจหน้าที่ของอัยการ โดยเจตนาของรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๕๐ มาตรา ๖๘ นั้นขอเรียนให้พ่อแม่พี่น้องทางบ้านได้เข้าใจอย่างง่าย ๆ เขาต้องการให้อัยการนั้น เป็นพระรองหรือเป็นตัวประกอบด้วยซ้ำ พระเอกคือใคร พระเอกคือประชาชน ประชาชน มีสิทธิในการพิทักษ์รัฐธรรมนูญ แต่ในวันนี้กำลังจะมีการแก้ไขให้พระรองหรือตัวประกอบนั้น กลายมาเป็นพระเอก และยกเลิกลิดรอนจำกัดสิทธิของประชาชนให้เหลือเพียงแค่การยื่นคำร้อง ส่งไปที่อัยการสูงสุดเท่านั้น อุปมาอุปไมยง่าย ๆ ประชาชนทราบว่ามีโรคระบาดร้ายแรงเกิดขึ้น ประชาชนเคยเดินทางจากสนามบินสุวรรณภูมิมาสนามหลวงออกเดินทางเคยมาได้ด้วย เส้นทางมอเตอร์เวย์และถนนบางนา-ตราด อยู่ดี ๆ จะมีการไปออกกฎหมายยกเลิกจำกัดสิทธิ ของชาวบ้านไม่ให้เดินทางด้วยทางถนนสายบางนา-ตราด ให้เดินทางด้วยสายมอเตอร์เวย์เท่านั้น สิทธิและเสรีภาพของประชาชนถูกลิดรอนกระทำมิได้ ถ้าไปดูคำปรารภของรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทยฉบับปี ๒๕๕๐ เขียนไว้อย่างชัดเจน ผมขออนุญาตอ่านโดยรวดเร็ว โดยปกติคำปรารภนั้นเราเป็นที่ทราบกันว่าเหมือนกับเป็นหลักการและเหตุผลของกฎหมาย หลักการและเหตุผลของกฎหมายเป็นตัวที่มาของการร่างกฎหมายมาตราต่าง ๆ ในคำปรารภ ตอนหนึ่งของรัฐธรรมนูญฉบับนี้บัญญัติไว้ว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้ที่จะทำใหม่มีสาระสำคัญ ต่าง ๆ จุด จุด จุด เช่นการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชนให้ประชาชนมีบทบาท และมีส่วนร่วมในการปกครองและตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐอย่างเป็นรูปธรรม เขียนไว้ ชัดมากครับ เพราะฉะนั้นการจะไปลิดรอนสิทธิของชาวบ้าน ของประชาชนที่ทราบว่าจะมี การกระทำโดยมิชอบด้วยรัฐธรรมนูญเป็นการกระทำที่จำกัดสิทธิของประชาชนอย่างชัดเจน นอกจากนั้นการที่ศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำวินิจฉัยไว้อย่างชัดเจนและเรากำลังดำเนินการ ที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา ๖๘ ยกเลิกสิทธิอันนั้นก็ขัดต่อมาตรา ๒๗ ที่บัญญัติไว้ว่า สิทธิและเสรีภาพที่รัฐธรรมนูญนี้รับรองไว้โดยชัดเจน โดยปริยาย หรือโดยคำวินิจฉัยของศาล รัฐธรรมนูญย่อมได้รับความคุ้มครองและผูกพันรัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล รวมทั้งองค์กร ตามรัฐธรรมนูญ จุด จุด จุด เห็นไหมครับ โดยคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญบัญญัติไว้ว่า สิทธิและเสรีภาพนี้หากมีคำรับรองโดยคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญนั้นถือมีผลใช้บังคับ เป็นกฎหมายอย่างชัดเจน นอกจากนั้นในแวดวงวิชาการโดยทั่วไปนั้นทราบกันดีว่าในกรณีที่จะ มีการจำกัดสิทธิของประชาชนนั้นหลักการโดยทั่วไปทำได้ครับในทางนิติศาสตร์ รัฐศาสตร์ ไม่ใช่ทำไม่ได้ ถ้าเข้าด้วยกรณีต่าง ๆ ดังต่อไปนี้ ๓ ประการกรณีใดกรณีหนึ่ง เช่น ประการที่ ๑ หากมีกฎหมายรับรอง ประการที่ ๒ เพื่อรักษาความมั่นคงของรัฐในทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม ประการถัดไปเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ประการถัดไป เพื่อป้องกันหรือระงับความเสื่อมทรามทางจิตใจหรือสุขภาพของประชาชน ไหนล่ะครับเข้าหลักข้อใดที่อยู่ดี ๆ จะมีการไปแก้รัฐธรรมนูญและจำกัดสิทธิ ละเมิดสิทธิ ระงับสิทธิของชาวบ้าน เข้ากรณีใดกรณีหนึ่งหรือไม่ นอกจากนั้นท่านประธานครับ ที่ผมตกใจ และผมกังวลเป็นอย่างยิ่ง ขอเวลาอีกนิดเดียวครับ ในรัฐธรรมนูญฉบับเดิมนั้นบัญญัติไว้ใน มาตรา ๖๘ บุคคลจะใช้สิทธิและเสรีภาพแห่งรัฐธรรมนูญนี้ เขียนไว้เท่านั้นในวรรคหนึ่ง บุคคลจะใช้สิทธิและเสรีภาพแห่งรัฐธรรมนูญนี้เพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข จุด จุด จุด แต่ร่างแก้ไขฉบับนี้มีเงื่อนงำทางกฎหมาย ผมขออนุญาตเรียนให้พี่น้องประชาชนและเพื่อน ๆ พี่ ๆ รัฐสภาได้ทราบว่าในกฎหมาย มาตรา ๖๘ ที่ท่านแก้ไขนั้นท่านเขียนเพิ่มคำว่า บุคคลจะใช้สิทธิและเสรีภาพตามหมวด ๓ แห่งรัฐธรรมนูญนี้ ท่านเพิ่มเข้าไปทำไมว่าตามหมวด ๓ เพราะเป็นการเขียนกฎหมายที่แคบลง ของเดิมนั้นบุคคลจะใช้และเสรีภาพแห่งรัฐธรรมนูญนี้ใช้ได้ทุกมาตรา ทุกหมวดที่อยู่ใน รัฐธรรมนูญฉบับนี้ ถ้าเป็นการใช้สิทธิเสรีภาพนอกหมวด ๓ เช่นในหมวด ๗ การเข้าชื่อเสนอ กฎหมายในมาตรา ๑๖๓ และมาตรา ๑๖๕ ว่าด้วยเรื่องการลงประชามติ ผมขอถาม เจ้าของร่างว่าขัดต่อมาตรา ๖๘ นี้หรือไม่ เพราะการที่ท่านบัญญัติไว้เพียงสิทธิเสรีภาพ ตามหมวด ๓ นั้นมันแคบลง ซึ่งจะมีปัญหาในการตีความและทำให้เกิดการละเมิดรัฐธรรมนูญ ได้ในอนาคต เพราะฉะนั้นผมจึงไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะ ในประเด็นมาตรา ๖๘ ที่มีการแก้ไขอยู่ในวันนี้ ขอบพระคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านผู้ช่วยศาสตราจารย์รัชดา ธนาดิเรก ๑๕ นาทีนะครับ

ผู้ช่วยศาสตราจารย์รัชดา ธนาดิเรก สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร 🔗

ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ดิฉัน รัชดา ธนาดิเรก สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานคะ ดิฉันมีความเชื่อว่ารัฐธรรมนูญนั้นสามารถแก้ไขได้ แต่การที่จะตัดสินใจว่าควรจะลงมติแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับที่ใช้กันอยู่ปัจจุบันหรือไม่ เราก็ควร จะต้องมีการพิจารณาอย่างรอบคอบและรอบด้าน ประเด็นในการพิจารณาก็คงต้องตั้งคำถาม ว่ามันมีความจำเป็นมากน้อยแค่ไหนที่จะต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญ ร่างที่เสนอเข้ามาใหม่นั้น จะเป็นการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นในการใช้รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันหรือไม่ และเรามั่นใจได้ หรือไม่ว่าร่างรัฐธรรมนูญที่มีการเสนอมานี้จะไม่มีการตัดทอนสาระสำคัญของข้อบัญญัติ รัฐธรรมนูญที่ใช้อยู่ในฉบับปัจจุบัน แล้วทำให้เกิดความเสียหายต่อประเทศชาติและประชาชน

ในส่วนของประเด็นมาตรา ๑๙๐ ซึ่งเป็นเพียงประเด็นเดียวที่ดิฉันจะอภิปราย ในครั้งนี้นะคะ ในช่วงเวลา ๒ วันที่ผ่านมาดิฉันได้สรุปข้อกังวลใจของเพื่อนสมาชิก ในหลายประเด็นที่มีต่อมาตรา ๑๙๐ หลายท่านอภิปรายให้ความคิดเห็นว่าการที่รัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๕๐ มาตรา ๑๙๐ นี้ กำหนดให้ในการทำหนังสือสัญญาระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้องกับอาณาเขตอธิปไตย ของประเทศที่เกี่ยวข้องกับหนังสือสัญญาที่มีผลกระทบต่อเศรษฐกิจและสังคมอย่างกว้างขวาง หนังสือสัญญาที่มีผลผูกพันด้านการค้าการลงทุนและงบประมาณอย่างมีนัยสำคัญนั้นต้อง เสนอให้รัฐสภาพิจารณา ข้อกำหนดในมาตรา ๑๙๐ นี้ทำให้รัฐบาลไม่สามารถเดินหน้าเจรจา กับประเทศคู่ภาคีหรือพหุภาคีได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้การทำงานของรัฐบาลนั้นล่าช้า เพราะต้องเสนอเอกสารทุกฉบับให้รัฐสภาพิจารณา ดิฉันเห็นต่างค่ะ เพราะว่าปัญหาที่เกิดขึ้น ไม่ได้เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นจากตัวรัฐธรรมนูญ ในส่วนที่บอกว่าการกำหนดเช่นนี้ในมาตรา ๑๙๐ ทำให้รัฐบาลต้องเสนอเอกสารที่เป็นการลงนามเจรจาระหว่างประเทศทุกฉบับเข้าสู่รัฐสภา รัฐธรรมนูญไม่ได้บอกว่ารัฐบาลต้องนำเสนอเอกสารสัญญาทุกฉบับเข้าสู่รัฐสภา รัฐธรรมนูญ ได้กำหนดประเภทของเอกสารสัญญาที่เข้าข่ายมาตรา ๑๙๐ แม้ว่าจะเป็นการกำหนด อย่างกว้างที่หลายคนบอกว่ามันกว้างเกินไป รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงไม่กล้า ใช้ดุลยพินิจ สุดท้ายก็เลยส่งทุกฉบับให้รัฐสภาพิจารณา แต่ดิฉันคิดว่าถ้าเราอ่านเจตนารมณ์ ของรัฐธรรมนูญอย่างชัดเจนก็จะเห็นว่าในรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๐ วรรคห้า ได้กำหนดไว้ว่า ให้มีกฎหมายว่าด้วยการกำหนดประเภทกรอบการเจรจา ขั้นตอน และวิธีการจัดทำหนังสือสัญญา นั่นก็หมายความว่ารัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๐ นี้เพื่อที่จะสร้างความชัดเจนว่าเอกสารสัญญาใด ที่จะต้องให้รัฐสภาพิจารณา พวกเราสมาชิกรัฐสภาควรจะเดินหน้าออกกฎหมายฉบับนี้ แต่เพราะว่าไม่มีกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญตามมาตรา ๑๙๐ จึงทำให้รัฐบาลเกรงว่าจะใช้ ดุลยพินิจแล้วเกิดปัญหาขึ้นภายหลังเลยส่งทุกฉบับให้รัฐสภา ดังนั้นประเด็นนี้จึงไม่ใช่ปัญหา ของตัวรัฐธรรมนูญ แต่เป็นปัญหาที่เราไม่ออกกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญตามที่รัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๐ ได้บัญญัติไว้ ในส่วนที่บอกว่าทำให้การทำงานล่าช้า ดิฉันก็เห็นต่างเพราะว่า ในวรรคสองของมาตรา ๑๙๐ นี้ได้เขียนไว้อย่างชัดเจนว่า เอกสารสัญญาเมื่อเสนอให้รัฐสภา พิจารณา รัฐสภาต้องพิจารณาให้แล้วเสร็จภายในหกสิบวันนับแต่วันที่ได้รับเรื่องราวดังกล่าว นั่นก็หมายความว่ามันมีกรอบระยะเวลาที่มาตรา ๑๙๐ นั้นได้กำหนดไว้อย่างชัดเจนแล้ว แต่เป็นปัญหาในเรื่องของการประสานงานระหว่างหน่วยงานเจ้าของเรื่องของเอกสารสัญญา กับฝ่ายเลขาธิการของรัฐสภาว่าทำไมไม่คุยกันให้รู้เรื่อง ทุกเรื่องที่จะมีการเจรจามีการกำหนด เป้าหมายระยะเวลาไว้อย่างชัดเจนแล้ว ทำไมเราไม่มานั่งคุยกันเรื่องตารางเวลาให้ชัดเจนล่ะคะ ดิฉันเชื่อมั่นว่าท่านประธานและสมาชิกรัฐสภาทุกท่านพร้อมที่จะมาประชุมเพื่อพิจารณา เอกสารสัญญาเพราะว่ามีผลกระทบต่อประเทศชาติและประชาชน ดังนั้นในเรื่องของการที่จะ ต้องมาพิจารณาเอกสารมากมายหรือเรื่องของความล่าช้า ดิฉันเห็นว่าไม่ใช่ปัญหาของตัว มาตรา ๑๙๐ แต่เป็นปัญหาของการปฏิบัติตามมาตรา ๑๙๐ ว่าเรายังไม่เข้าใจเจตนารมณ์ อย่างแท้จริงมากกว่า มีบางท่านได้กล่าวถึงว่าการที่มาตรา ๑๙๐ ได้บัญญัติให้มีการนำกรอบ การเจรจา กรอบข้อตกลงต่าง ๆ เสนอให้รัฐสภาพิจารณาทำให้ความลับถูกเปิดเผย ประเทศอื่น รู้หมดว่าเราจะไปเจรจาอะไรบ้าง ถ้าเป็นความลับก็ประชุมลับสิคะ อะไรที่เราคิดว่าเปิดเผย ให้สื่อมวลชนรู้แล้วจะทำให้เกิดผลเสีย อะไรจะทำให้คนนอกรู้ไม่ได้ เราก็ไม่ต้องประชุม อย่างเปิดเผย เวทีนี้ก็สามารถจัดให้เกิดการประชุมลับได้ เพราะฉะนั้นในเรื่องของความลับ ถูกเปิดเผยจึงไม่ใช่ประเด็น มีหลายท่านได้ยกตัวอย่างถึงกรณีรัฐธรรมนูญต่างประเทศว่า ไม่มีประเทศอื่นที่เขามีข้อบัญญัติอย่างเช่นมาตรา ๑๙๐ อย่างเมืองไทย มันไม่ได้อยู่ที่ว่าประเทศไหนมีหรือประเทศไหนไม่มีมาตรา ๑๙๐ คล้ายกับเมืองไทยหรอกค่ะ ถ้าประเทศไหนมี เราก็มาพิจารณาว่ามีแล้วเขาใช้แล้วมันดีอย่างไร ประเทศไหนที่เขาไม่มี ทำไมเขาถึงไม่มี อะไรที่ดีเราก็มาประยุกต์ใช้ อะไรที่บกพร่องเราก็ปรับปรุงแก้ไข แต่หากท่าน จะยกตัวอย่างเฉพาะประเทศที่เขาไม่มีแล้วเราก็ควรจะไม่มีตามเขา ดิฉันไม่เห็นด้วยค่ะ ดิฉัน จึงอยากจะยกตัวอย่างบางประเทศที่เขามีลักษณะของรัฐธรรมนูญที่คล้ายคลึงกับมาตรา ๑๙๐ อย่างเช่นประเทศสหรัฐอเมริกามีกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ เขากำหนดไว้ชัดเจนเลยว่าฝ่ายบริหารต้องนำเสนอกรอบการเจรจาการค้ากับต่างประเทศ ต่อรัฐสภา เพื่อขอความเห็นชอบก่อนเริ่มเจรจาไม่น้อยกว่า ๑๙๐ วัน ในประเทศฝรั่งเศส ก็ได้กำหนดไว้ว่า สนธิสัญญาที่เกี่ยวข้องกับการค้า เกี่ยวข้องกับองค์กรระหว่างประเทศ เกี่ยวข้องกับการแก้ไขกฎหมายหรือออกกฎหมาย สนธิสัญญาที่มีผลต่อสถานะบุคคล อาณาเขตดินแดน หรือมีผลผูกพันทางการเงิน การคลัง ต้องให้รัฐสภาพิจารณา เช่นเดียวกับ ประเทศเกาหลีใต้ค่ะ มันมีอีกหลายประเทศที่เขามีมาตรา ๑๙๐ ในลักษณะที่คล้ายกับ ประเทศไทย จึงโดยสรุปว่าประเทศที่เขามีมาตรา ๑๙๐ นั้นเขาต้องการให้เกิดการถ่วงดุล อำนาจระหว่างฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติ รวมถึงให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมในการรับรู้ และแสดงความคิดเห็น เอกสารสัญญาที่โดยมากที่หลายประเทศเขากำหนดให้รัฐสภา ต้องพิจารณาก่อนมีการผูกพันทางกฎหมายก็จะเป็น เช่น สนธิสัญญาที่มีผลกระทบต่อ การเปลี่ยนแปลงอาณาเขต สนธิสัญญาที่เกี่ยวข้องกับสิทธิเสรีภาพของประชาชน สนธิสัญญา ที่เกี่ยวข้องกับการค้าการลงทุน สนธิสัญญาที่มีข้อผูกพันทางการเงิน ทางการคลังของประเทศ ดังนั้นดิฉันจึงเห็นว่าถ้าเราจะคงมาตรา ๑๙๐ อย่างที่เป็นอยู่ก็เป็นเรื่องที่สมควรแล้ว เพราะประโยชน์ของมาตรา ๑๙๐ นะคะท่านประธาน ดิฉันจะขอกราบเรียนว่าจากเดิมที่เรา เคยมีมาตรา ๒๒๔ ในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ นั้นเป็นการพูดถึงให้บทบาทของรัฐสภา พิจารณาเอกสารสัญญาที่เกี่ยวข้องกับเรื่องที่มีการเปลี่ยนแปลงอาณาเขตของประเทศ เขตอำนาจของรัฐ แล้วก็หนังสือสัญญาที่ต้องออกกฎหมายเพื่อให้เป็นไปตามสัญญานั้น แต่เพียงแค่ข้อบัญญัติในมาตรา ๒๒๔ ของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ มันไม่เพียงพอกับปัญหา ที่เกิดขึ้นในยุคโลกาภิวัตน์ ยุคที่มีการลงทุน มีการค้าเสรี มันมีประเด็นที่เกิดขึ้นก็คือว่ารัฐบาล ได้ไปลงนามในเอกสารสัญญาในเรื่องของการค้าเสรีหรือที่เรียกว่าเอฟทีเอ เมื่อลงนามไปแล้ว เกิดผลกระทบสร้างความเดือดร้อนให้กับภาคส่วนหลายภาคส่วน โดยเฉพาะพี่น้องเกษตรกร และเอสเอ็มอี (SME) คำถามจึงมีอยู่ว่ามันจะดีกว่าไหมถ้าจะให้รัฐสภาแห่งนี้ได้มีบทบาท ในการตรวจสอบในการลงนามเอกสารสัญญาของรัฐบาลก่อนที่จะให้มีผลผูกพัน ประเด็นตรงนี้ ต่างหากจึงนำมาสู่การบัญญัติมาตรา ๑๙๐ ในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ประโยชน์ของมาตรา ๑๙๐ ที่เราใช้กันอยู่ สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือเป็นการสร้างสมดุลของการใช้อำนาจระหว่างฝ่ายบริหาร แล้วก็ นิติบัญญัติ เปิดโอกาสให้พี่น้องประชาชนได้มีส่วนร่วม สร้างความโปร่งใสในการดำเนินงาน ของภาครัฐ ทำให้เกิดการตรวจสอบได้ และที่สำคัญทำให้การดำเนินงานของรัฐบาลมี ความรอบคอบมากขึ้น ในครั้งหนึ่งที่มีการเจรจาความตกลงในเรื่องของหุ้นส่วนเศรษฐกิจ ไทย-ญี่ปุ่น หรือที่เรียกว่าเจเทปา (JTEPA) รัฐสภาแห่งนี้ได้พิจารณาเอกสารนับหลายพันหน้า แล้วส่วนหนึ่งที่เป็นประเด็นที่ถกขึ้นก็คือในเรื่องของภาคผนวกที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของขยะ ของเสียอันตราย จากการทักท้วงของสมาชิกรัฐสภาในครั้งนั้นทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในสาระ ที่อยู่ในภาคผนวกที่เกี่ยวข้องกับรายชื่อของขยะของเสียอันตราย แต่ถ้าเราไม่มีมาตรา ๑๙๐ ปล่อยให้รัฐบาลเดินหน้าเจรจาตกลงโดยที่ผู้แทนของปวงชนชาวไทย พี่น้องประชาชนไม่รู้เลยว่ารัฐบาลจะเดินหน้าไปอย่างไร และประชาชนภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ควรจะมีการเตรียมการอย่างไร ดิฉันคิดว่ามันจะเป็นข้อเสียและจะมีผลกระทบในระยะยาว มาตรา ๑๙๐ ยังได้กำหนดถึงมาตรการในการเยียวยาว่ารัฐบาลจะดีแต่พูดว่าหากมีพี่น้องประชาชน หรือภาคส่วนได้รับความเดือดร้อนจากการลงนามในหนังสือสัญญาจะได้รับการเยียวยา พูดอย่างเดียวไม่ได้ มาตรา ๑๙๐ กำหนดว่าจะต้องมีมาตรการทางกฎหมายในเรื่อง ของการเยียวยา ดังนั้นดิฉันคิดว่าประโยชน์มากมายที่มันมีอยู่ในสาระ เนื้อหาของมาตรา ๑๙๐ รัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๕๐ มันมีอยู่แล้ว แต่ปัญหาที่เพื่อนสมาชิกกังวลใจดิฉันเข้าใจ แต่ดิฉัน ก็ต้องขอกราบเรียนท่านประธานว่ามันไม่ใช่ปัญหาของตัวรัฐธรรมนูญ แต่ว่ามันเป็นปัญหา ที่เราไม่ได้ปฏิบัติตามเนื้อหาสาระที่รัฐธรรมนูญได้กำหนดไว้ ในเมื่อมีการเสนอให้แก้ไข รัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๕๐ ดิฉันก็ต้องตั้งคำถามว่าแก้แล้วมันดีกว่าเดิมจริงหรือเปล่า แก้แล้ว มันไม่ไปตัดทอนสาระสำคัญของรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๐ ใช่หรือไม่ ในร่างของมาตรา ๑๙๐ ที่เสนอมาให้พิจารณาใหม่นี้มีการตัดเนื้อหาสาระก็คือในวรรคหนึ่งตัดเอาหนังสือสัญญาที่ เกี่ยวกับพื้นที่นอกอาณาเขตซึ่งประเทศไทยมีสิทธิอธิปไตย ทำไมต้องเอาวรรคนี้ออกไปด้วย ทำไมถึงคิดว่าสมาชิกรัฐสภาไม่ควรจะมีสิทธิในการพิจารณาหนังสือสัญญาที่เกี่ยวข้องกับ พื้นที่นอกอาณาเขตซึ่งประเทศไทยมีสิทธิอธิปไตย ประเด็นนี้สำคัญนะคะ เพราะว่าพื้นที่ นอกอาณาเขตซึ่งประเทศไทยมีสิทธิอธิปไตยนั้นสามารถครอบคลุมไปถึงพื้นที่ทับซ้อน ทางทะเลได้ ซึ่งในอนาคตเราอาจจะมีการพูดถึงการเจรจาการแบ่งปันผลประโยชน์กับ ประเทศเพื่อนบ้านในเรื่องของพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลที่เรารู้กันอยู่ว่าคือพื้นที่บริเวณ อ่าวไทยระหว่างประเทศไทยกับประเทศกัมพูชา ซึ่งพื้นที่ตรงนั้นมีขนาดประมาณ ๒๖๐,๐๐๐ ตารางกิโลเมตร ถ้าขุดขึ้นมามีการประเมินจากไอเอ็มเอฟและธนาคารโลกว่า จะสามารถสร้างเป็นมูลค่าได้ถึง ๕,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ถ้าตัดเอาสาระที่พูดถึงว่าเอกสาร สัญญาที่เกี่ยวข้องกับพื้นที่นอกอาณาเขต ซึ่งประเทศไทยมีสิทธิอธิปไตยไม่ให้รัฐสภารับรู้ ไม่ให้รัฐสภาพิจารณา แล้วพวกเราในฐานะผู้แทนของปวงชนชาวไทยจะมั่นใจได้อย่างไรว่า การเจรจาในเรื่องของผลประโยชน์มากมายขนาดนี้รัฐบาลจะดำเนินงานอย่างโปร่งใส และเพื่อผลประโยชน์ของคนไทยจริง ๆ ในวรรคสาม ร่างฉบับใหม่เสนอมาได้เขียนไว้ว่า หนังสือสัญญาที่มีความเกี่ยวข้องกับผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจหรือสังคม หนังสือสัญญาที่มีผลผูกพันด้านการค้า การลงทุน หรืองบประมาณแผ่นดิน ไม่ต้องเสนอให้ รัฐสภาพิจารณาอีกแล้ว ทำไมถึงเป็นเช่นนั้นล่ะคะ ในปัจจุบันขณะนี้รัฐบาลอยู่ในช่วง ของการเจรจาภายใต้กรอบเจรจาองค์การการค้าโลกฉบับใหม่อยู่ ขอเวลาอีกสักครู่นะคะ ท่านประธาน เพราะว่า ณ เวลานี้เรายังมีการเจรจาทางการค้าที่จะมีผลต่อการค้า การลงทุน อีกเยอะมากในเรื่องของภายใต้กรอบการเจรจาการค้าโลก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการปฏิรูป การค้าสินค้าเกษตร การบริการ สิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา ความโปร่งใส และการระงับ ข้อพิพาทกับประเทศคู่เจรจาต่าง ๆ ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นสาระสำคัญในการตกลงทำหนังสือสัญญา ระหว่างประเทศ แต่มาตรา ๑๙๐ ที่เสนอเข้ามาใหม่กลับจะไม่ให้รัฐสภารับรู้ในเรื่องเหล่านี้เลย ดิฉันคิดว่ามันไม่เป็นประโยชน์ใด ๆ เลยนะคะ เพราะฉะนั้นโดยสรุปดิฉันจึงขอกราบเรียน ท่านประธานว่าดิฉันไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขมาตรา ๑๙๐ เพราะปัญหาที่เป็นอยู่นี้สามารถ แก้ไขได้โดยการออกกฎหมายลูก ออกกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ และจะทำให้การดำเนินงาน ในเรื่องการพิจารณาเอกสารสัญญานั้นเป็นไปอย่างโปร่งใส และมีประสิทธิภาพ ถ่วงดุลอำนาจ ของฝ่ายบริหาร ขอบคุณค่ะ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ท่านอาคม เอ่งฉ้วน ๑๕ นาที เชิญครับ

นายอาคม เอ่งฉ้วน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ 🔗

ท่านประธาน รัฐสภา กระผม นายอาคม เอ่งฉ้วน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา กระผมขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานถึงเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่นำเสนอมา ๓ ฉบับครั้งนี้ ผมไม่แน่ใจการที่ท่านชำนิ ศักดิเศรษฐ์ พูดเมื่อวานว่าการแก้ไข รัฐธรรมนูญครั้งนี้มันเหมือนกับผลัดกันเกาหลัง ผมคิดว่าท่านผู้ฟังทางบ้านลองพิจารณาดูว่า สิ่งที่ผมจะพูดต่อไปนี้มันจะมีความเป็นไปได้หรือไม่

มาตราแรกที่ว่าด้วยการแก้ไขมาตรา ๑๑๑ ก็ว่าด้วยเรื่องของการแก้ไขที่มา ของวุฒิสภา พี่น้องประชาชนทางบ้านต้องเข้าใจก่อนว่ารัฐธรรมนูญ พุทธศักราช ๒๕๕๐ ที่บัญญัติอยู่ในขณะนี้ วุฒิสมาชิกมีอยู่ ๒ ประเภท ๑. มาจากการเลือกตั้ง ๒. มาจากการสรรหา พวกที่มาจากการเลือกตั้งให้อยู่ได้คราวละ ๑ เทอมคือวาระเดียว และกำลังจะหมดวาระ ในไม่กี่วันข้างหน้านี้เร็ว ๆ นี้ ส่วนพวกที่มาจากการสรรหาขณะนี้ได้มีการสรรหามาใหม่แล้ว อยู่ได้อีก ๖ ปี ท่านประธานครับ เป็นไปได้อย่างไรในขณะนี้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญว่าด้วย เรื่องของการที่มาของ ส.ว. หรือสมาชิกวุฒิสภา การแก้ครั้งนี้นะครับ เมื่อกฎหมายฉบับนี้ได้แก้ ผ่านสภาไปได้ ส.ว. เดิม ส.ว. เดิมที่มาจากการเลือกตั้งจะกลับไปลงสมัครรับเลือกตั้งได้ นี่ก็แสดงให้เห็นว่ามันเป็นผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นจากการที่ตนเองเป็นผลประโยชน์ทับซ้อนแล้ว เพราะว่าตัวเองได้ผลประโยชน์ เดิมทีเดียวไปลงสมัครรับเลือกตั้งไม่ได้เพราะรัฐธรรมนูญ ห้ามไว้ให้เป็นได้เทอมเดียว

ท่านประธานครับ นอกจากนั้นยังเขียนไว้ในมาตรา ๖๘ ซึ่งมีพูดกันว่าการแก้ มาตรา ๖๘ นี้เพื่อเปิดช่องให้การแก้ไขกฎหมายต่อไปในวันข้างหน้า ถ้าหากจะมีการร้องเรียน ไปยังศาลรัฐธรรมนูญให้ไปร้องที่อัยการสูงสุดก่อน อันนี้ก็จะเป็นการเปิดทางทำให้รัฐบาล สามารถนำกฎหมายที่หมิ่นเหม่ขัดแย้งความคิดเห็นของประชาชนไม่ตรงกัน อย่างเช่นกรณี ที่มีการร่างรัฐธรรมนูญทั้งฉบับซึ่งค้างอยู่ในสภาอาจจะนำขึ้นมาพิจารณาต่อก็ได้ อันนี้ก็เป็น สิ่งที่ประชาชนสงสัยอยู่และผมคิดว่าไม่นานสิ่งเหล่านี้จะต้องถูกเฉลย

ผมอยากจะกราบเรียนกับท่านประธานว่าที่ผมไม่เห็นด้วยกับการแก้ไข รัฐธรรมนูญ ๓ ฉบับในเวลานี้ก็เพราะว่า ๑. ไม่ใช่เรื่องเร่งด่วน ๒. ประชาชนยังมีเรื่องอย่างอื่น อีกมากมายที่รอการแก้ไข ทำไมรัฐบาลจึงต้องรีบร้อนเหมือนที่ผมพูดบอกว่าเพราะว่ามันมี เหตุเฉพาะหน้าเกิดขึ้นใช่หรือไม่ ท่านประธานครับ ผมจะพูดเฉพาะเรื่องว่าด้วยเรื่องของ ส.ว. หรือสมาชิกวุฒิสภา ในรัฐธรรมนูญฉบับนี้กำหนดให้วุฒิสภาทำหน้าที่แต่งตั้งถอดถอน ถ้าเป็นสภายับยั้งอย่างเดียว พวกผู้แทนราษฎรพวกผมที่ออกกฎหมายไป วุฒิสมาชิก ก็ไปกลั่นกรอง ถ้ากฎหมายดีก็อนุมัติผ่านไป ถ้ากฎหมายไม่ดีก็ยับยั้งตั้งคณะกรรมาธิการร่วมกัน มาพิจารณา ถ้ากรณีเช่นนั้นผมคิดว่า ส.ว. จะมาจากการเลือกตั้งผมก็ไม่ว่าอะไร แต่ปรากฏว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้กำหนดให้สมาชิกวุฒิสภามีอำนาจในการแต่งตั้ง ถอดถอนองค์กรอิสระด้วย อันนี้น่าเป็นห่วงครับท่านประธาน พี่น้องประชาชนคงได้ทราบนะครับว่า กกต. ที่เรารู้จักกันดี ในขณะนี้เพราะว่าทุกที่ที่มีการเลือกตั้งไม่ว่าจะระดับประเทศ ระดับท้องถิ่นใช้ กกต. ทั้งนั้น มี กกต. กกต. นั้นได้รับการแต่งตั้งหรือได้รับความเห็นชอบจากวุฒิสภาตามมาตรา ๒๒๒ มาตรา ๒๒๙ ศาลรัฐธรรมนูญทุกครั้งที่เกิดปัญหาขึ้นมาประเทศวิกฤติก็ส่งไปที่ศาลรัฐธรรมนูญ ในมาตรา ๒๐๔ บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ อาจจะมีพรรคบางพรรคไม่ค่อยชอบศาลรัฐธรรมนูญ เท่าไร เพราะหลายครั้งเกิดปัญหามาเพราะว่าศาลรัฐธรรมนูญเป็นคนตัดสินว่าคุณทำความผิด คุณต้องถูกลงโทษ อันนั้นก็ว่าด้วยเรื่องของหนามไปตำเท้า เพราะฉะนั้นถ้ามีโอกาสเมื่อใด ก็จำเป็นจะต้องกำจัดออกไปให้ได้ ผมคิดว่าเรามาไกลเกินกว่าที่จะไปยกเลิกองค์กรอิสระ เหล่านี้ท่านประธานครับ

มาตรา ๒๔๒ ผู้ตรวจการแผ่นดิน อันนี้ก็มีอยู่เหมือนกันนะครับ แม้ว่าอำนาจ ของท่านจะยังไม่มากแต่ว่าได้ชี้หลายเรื่องลงไป บางครั้งรัฐบาลเองก็ไม่ค่อยพอใจ ชี้แต่ละเรื่อง เป็นเรื่องที่รัฐบาลได้กระทำไปแล้วทั้งสิ้น อย่างกรณีเรื่องการออกพาสปอร์ต (Passport) ให้กับ คนบางคนอย่างผิดระเบียบผู้ตรวจการแผ่นดินก็สั่งให้มีการแก้ไข จนเวลานี้ก็ไม่ยอมตอบ กลับมาว่าจะแก้ไขเมื่อไร มาตรา ๒๔๖ ป.ป.ช. อันนี้ทุกคนต้องยอมรับว่าใครก็ตามที่ถูก ป.ป.ช. ชี้ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ ใครก็ตามที่ว่ามีมูล ป.ป.ช. ส่งไปศาล ก็มีโอกาสที่จะถูกจำคุก ถูกลงโทษ เพราะฉะนั้นองค์กรอิสระที่มีอยู่ในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ผมเชื่อว่ามีประโยชน์ ต่อประเทศชาติมากมายพอสมควรและได้ให้คุณแก่ประเทศชาติมาเป็นอเนกอนันต์ เพราะฉะนั้นผมคิดว่าใครก็ตามที่คิดจะยกเลิกองค์กรอิสระ คนเหล่านั้นเท่ากับจะทำลาย ระบบคุณธรรมและระบบธรรมาภิบาลในประเทศนี้ ทีนี้ท่านประธานครับ เมื่อวุฒิสมาชิก มีหน้าที่ดังกล่าวอย่างที่ผมบอกแล้ว มีหน้าที่แต่งตั้งบุคคลเหล่านี้ ผมก็ลองมาพิจารณาดูว่า ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ทำไมจึงไปกำหนดให้วุฒิสมาชิกมาจากการเลือกตั้ง ถ้าวุฒิสมาชิก มาจากการเลือกตั้งจริง คนที่เสนอร่างฉบับนี้โดยเฉพาะวุฒิสมาชิกที่เป็นอยู่ในปัจจุบันนี้ จะต้องไม่เกิดผลประโยชน์ทับซ้อน หรือต้องเขียนไว้ในกฎหมายว่าเมื่อมีผลใช้บังคับพวกที่ เป็นอยู่ในปัจจุบันนี้ต้องลงรับสมัครรับเลือกตั้งไม่ได้ ต้องเว้นวรรค และผมเห็นด้วยอย่างยิ่ง ถ้าหากจะมีวุฒิสมาชิกในวันข้างหน้ากำหนดอายุ ๔๐ ปีเป็นอย่างน้อย เพราะว่าสภาผู้แทนราษฎร ๒๕ ปี วุฒิสมาชิกที่เราเคารพ เรานับถือว่าเป็นสภาสูง ควรจะอายุ ๔๐ ปี แต่ควรจะ อยู่ในวาระได้ ๑ สมัย ท่านประธานดูสิอยู่ได้ ๖ ปี ๖ ปีแล้วยังลงได้อยู่เรื่อย ๆ อย่างนี้ผมคิดว่า มันจะสร้างอาณาจักรในวันข้างหน้า ถ้าประเทศไทยมีวุฒิสมาชิก ๖ ปี และลงได้ต่อไปเรื่อย ๆ จนตาย ผมว่านั่นจะเป็นการทำลายระบบประชาธิปไตยในประเทศ ไม่ใช่สภาสูงแล้วครับ เพราะมันจะไม่มีความแตกต่างจากสภาผู้แทนราษฎรแต่อย่างใดเลย เพราะฉะนั้นตรงนี้ ผมไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งที่จะมีการแก้ไข

ในประการต่อไปท่านประธานครับ เรายอมรับกันหรือเปล่าครับว่าวุฒิสมาชิก ต้องมีความเป็นกลาง ผมเปิดรัฐธรรมนูญและอ่านดูมาตรา ๑๒๒ นะครับ เขาเขียนว่า สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภาย่อมเป็นผู้แทนปวงชน อันนี้ทุกคนเข้าใจ เป็นผู้แทนปวงชนตามรัฐธรรมนูญ โดยไม่อยู่ในความผูกมัดแห่งอาณัติมอบหมายหรือความครอบงำ ใด ๆ และต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ท่านประธานที่เคารพครับ ถ้าเราเปิดให้ ส.ว. มาจากการเลือกตั้ง แม้ว่าไม่สังกัดพรรค แม้ว่าออกจากพรรคมาแล้วไม่น้อยกว่า ๕ ปี ท่านประธานยอมรับไหมครับท่านผ่านการเลือกตั้งมาหลายครั้ง ส.ว. ที่ไม่ผูกพันกับ พรรคการเมือง ส.ว. ที่ไม่ไปรับเงินค่าใช้จ่ายจากนักการเมืองหรือพรรคการเมืองจะมีโอกาส เดินเข้ามาสู่สภาสักกี่ ส.ว. ครับ อันนี้เราต้องยอมรับความจริง ถึงแม้ว่าเราบอกว่าเอาละ ส.ว. ต้องเป็นกลาง แต่ทางปฏิบัติในการเลือกตั้งจริง ๆ ในประเทศไทยในเวลานี้ การเลือกตั้งเรา ได้ยินเสมอใช่ไหมว่าเวลานี้เงินก็ใช้มากขึ้น ๆ ต่อไปวันข้างหน้าถ้ากฎหมายฉบับนี้แก้ไขได้ เรา จะได้ยิน ส.ว. พูดกันว่าการเลือกตั้งครั้งนี้เราใช้ไปไม่เท่าไรหรอก ไม่เกิน ๕๐ ล้านบาท ๓๐ ล้านบาท ท่านเชื่อผมเถอะครับ เพราะฉะนั้นผมจึงบอกว่าการเลือกตั้งในเวลานี้ที่จะเลือกตั้ง กันตามกฎหมายที่จะแก้ไขใหม่นี้มันยังไม่สมควร เนื่องด้วยว่าเพราะมันมีอำนาจ ในการแต่งตั้งและถอดถอน ทีนี้ผมจะกล่าวกับประธานต่อไปด้วยความเคารพว่าเราอยาก จะได้ ส.ว. ที่มาจากหลากหลายอาชีพถูกไหมครับ หลักการที่ดีเราอยากจะได้ ส.ว. ที่มาจาก หลากหลายอาชีพ อย่างสภาผู้แทนราษฎรเราทำอย่างนั้นไม่ได้ เพราะเขาถือว่าประชาชน พอใจประชาชนก็เลือก พรรคการเมืองเลือกเขามาแล้วถือว่าพรรคเลือกคนแล้วประชาชน ก็ไปเลือกพรรค ในที่สุดเขาก็มาเป็น ส.ส. แต่ ส.ว. เราอยากจะได้คนหลากหลายอาชีพ ซึ่งแน่นอนอาชีพในประเทศไทยมีประมาณ ๑๐๐ อาชีพ เราอยากได้คนใน ๑๐๐ อาชีพ นั่นละมาเป็นสภากลั่นกรอง มาเป็นสภาแต่งตั้ง มาเป็นสภาถอดถอนองค์กรอิสระ แต่ในทาง ปฏิบัติถ้าเราปล่อยให้มีการเลือกตั้ง ท่านประธานนึกภาพสิครับ เราจะได้ ส.ว. ที่มาจาก หลากหลายอาชีพได้อย่างไร เอามาอย่างไรครับ เพราะว่าเราจะไปจำกัดสิทธิเขาไม่ให้สมัคร ก็ไม่ได้ เมื่อเขามีสิทธิสมัครประชาชนเลือกเขามา เพราะฉะนั้นเราจึงเห็นว่าวิธีการที่ใช้อยู่ในปัจจุบันนี้ก็เป็นการพบกันครึ่งทางคือมีทั้งการเลือกตั้ง และมาจากการสรรหา แต่ผมไม่ได้หมายความว่าวิธีการสรรหานั้นเป็นวิธีที่ใช้อยู่ในปัจจุบันนี้ ดีที่สุด ผมก็ยังไม่ยอมรับว่าดีที่สุด เพราะเหมือนที่มีการกล่าวกันว่าบางครั้งแทนที่จะมาจาก หลากหลายอาชีพจริง มาจากตัวแทนกลุ่มอาชีพจริง แต่บางคนก็พูดว่ามาจากเพียงคน ๖-๗ คน เลือกมาเป็นแล้วก็ได้มาเป็น ส.ว. อันนี้ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ผมอยากจะกราบเรียนท่านประธาน เพราะว่าภารกิจของ ส.ว. มันยิ่งใหญ่มากตามรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เราต้องยอมรับใช่ไหมว่า วันนี้เราอยากจะได้ ส.ว. ที่ปราศจากการครอบงำเราจะได้ ส.ว. ที่เป็นกลาง เมื่อเราอยากได้ ส.ว. ที่เป็นกลาง ท่านประธานครับ ผมคิดว่าเมื่อเราดำเนินการเลือกตั้งแล้วเราต้องกำหนด คุณสมบัติให้ ส.ว. ลงสมัครมากกว่า ๑ เทอมไม่ได้ เมื่อได้รับเลือกตั้งแล้วควรจะได้รับเพียง เทอมเดียว ถึงแม้นว่ากำหนดไว้ ๖ ปีอันนี้ผมก็ยังพอรับได้ แล้วมาทำหน้าที่ ท่านประธานดูมี หน้าที่ถอดถอนตามมาตรา ๒๗๐ ถ้า ส.ว. ที่ถูกครอบงำโดยพรรคการเมือง ถูกครอบงำโดยรัฐบาล อยากจะถอดถอนองค์กรอิสระ เข้าชื่อกันเพียง ๑ ใน ๔ ก็สามารถยื่นเรื่องถอดถอนได้แล้ว เมื่อเข้าชื่อไป ๑ ใน ๔ มีการสอบสวน มีการตั้งข้อหานำมาสู่การลงมติ ใช้เสียงในการลงมติ สามในห้าก็สามารถถอดถอนองค์กรอิสระนั้น ๆ ได้ ท่านลองคิดดูว่าอำนาจวุฒิสภามากแค่ไหน เมื่ออำนาจวุฒิสภามากอย่างนั้น เรายังเปิดโอกาสให้มีการเลือกตั้ง เมื่อมีการเลือกตั้งในขณะนี้ เร็ว ๆ นี้สมมุติกฎหมายฉบับนี้มีการแก้ไขไปได้ วันข้างหน้ารัฐบาลที่จิตใจสกปรก รัฐบาล ที่ไม่มีความเป็นกลาง รัฐบาลที่ไม่รักษาธรรมาภิบาล รัฐบาลที่ทุจริตคอร์รัปชันก็จะแต่งตั้ง ศาลรัฐธรรมนูญที่เป็นพวกของรัฐบาล จะแต่งตั้งผู้ตรวจการแผ่นดินที่เป็นพวกรัฐบาล จะแต่งตั้ง ป.ป.ช. เสียงข้างมากที่เป็นพวกรัฐบาล และถ้าคนไหนที่องค์กรอิสระชุดใดที่รัฐบาล ไม่พอใจก็จะสั่งคนของเขาซึ่งอยู่ในวุฒิสมาชิกซึ่งเขาสามารถคุมเสียงข้างมากให้ไปถอดถอนได้ ให้ไปกล่าวหาได้ นี่ละคือสิ่งที่ผมคิดว่าผมมีความกังวล การพูดของผมในวันนี้มันจะสะท้อน ไปถึงประชาชนที่อยู่ข้างนอกด้วย ท่านประธานดูสิครับ มันจะมีความเป็นธรรมแค่ไหน พวกผมสมัครรับเลือกตั้ง พวกผมสมัครเป็นพรรคการเมือง เป็นสมาชิกพรรคการเมือง เพราะผมมีศรัทธาในระบอบประชาธิปไตย ศรัทธาในพรรคการเมือง แต่ไปสมัครวุฒิสมาชิก ไม่ได้ถูกจำกัดสิทธิคุณสังกัดพรรค ผมหยุดเล่นผู้แทนราษฎรจะไปสมัคร ส.ว. เขาบอกว่าไม่ได้ ต้องปลอดจากการสมัครเป็นสมาชิกพรรคอย่างน้อย ๕ ปี แต่ปล่อยให้คนที่ไม่ต้องสังกัดพรรค แต่ไปลงสมัครรับเลือกตั้ง และท่านประธานก็ต้องยอมรับว่ามันยังไม่มีกลไกใด ๆ ที่จะกำหนด ได้ว่า ส.ว. ที่จะได้มาในวันข้างหน้าไม่อิงนักการเมือง ไม่อิงพรรคการเมือง นี่คือสิ่งที่ผมเป็นห่วง เพราะฉะนั้นด้วยความเคารพอย่างยิ่ง ท่านประธานครับ ผมคิดว่าทั้ง ๓ ร่างที่ร่างกันมานี้ ด้วยเหตุผลที่ผมกราบเรียนแล้วว่า ๑. ยังไม่ถึงเวลาที่จะมาแก้ ๒. ถ้าท่านแก้ไปแล้วประชาชน ไม่ได้ประโยชน์ และ ๓. ผมคิดว่าผลร้ายจะตกอยู่กับประชาธิปไตยไทยในวันข้างหน้า ขอบคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านก่อแก้ว พิกุลทอง ๗ นาทีครับ

นายก่อแก้ว พิกุลทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ 🔗

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม ก่อแก้ว พิกุลทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ เวลาเราจะสร้าง บ้านสักหลังหนึ่งเราต้องออกแบบบ้านมาเพื่อให้สะดวกต่อการใช้สอยต่อกิจกรรมของครอบครัว เพื่อให้การใช้ชีวิตอยู่ในบ้านนั้นมีความสะดวกความสบายและสร้างความสุขให้กับคนในบ้านนั้น เหมือนกัน กฎหมายทุกฉบับโดยเฉพาะรัฐธรรมนูญที่เป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศนั้น ควรจะเป็นกฎหมายที่ถูกออกแบบมาเพื่อสร้างความเจริญให้กับประเทศนี้เพื่อมุ่งหวัง การพัฒนาและสร้างความสุขให้กับคนทั้งประเทศ โดยที่ว่าการพัฒนาและการตรวจสอบนั้น ควรจะสมดุลกัน แต่น่าเสียดายนะครับว่ารัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันจากการยึดอำนาจไม่ได้ออกแบบมาเพื่อ มุ่งหวังในการพัฒนาประเทศ แต่ออกแบบมาโดยมีเป้าหมายเพื่อสืบทอดอำนาจเผด็จการ และมีเป้าหมายแฝงไว้ซึ่งการล้มล้างรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง โดยเฉพาะรัฐบาลที่มาจาก ซีกหรือฝ่ายของ พันตำรวจโท ทักษิณ ชินวัตร ตรงนี้เลยเป็นปัญหาของประเทศจนถึงปัจจุบัน ต้องยอมรับว่าผู้ออกแบบการร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้วางแผนไว้แนบเนียนแยบยล มีการวาง โครงสร้างไว้ มีเป้าหมายเพื่อใช้องค์กรอิสระบางองค์กรเป็นเครื่องมือทางการเมืองในการจัดการ ต่อรัฐบาลที่มาจากซีกของ พันตำรวจโท ทักษิณ ชินวัตร โดยที่ประชาชนทั่วไปก็เห็นอยู่ ก็ไม่สามารถทำอะไรต่อองค์กรอิสระเหล่านั้นได้ จะถอดถอนก็ถอดถอนไม่ได้เพราะว่า ส.ว. ที่ต้องใช้เสียงอย่างน้อย ๓ ใน ๕ ของจำนวน ส.ว. ทั้งหมดนั้นส่วนหนึ่งก็มาจากการแต่งตั้ง ยอมรับว่าคนกลุ่มนี้มีจำนวนหนึ่งที่แสดงตนมีจุดยืนเช่นเดียวกับฝ่ายเผด็จการ ดังนั้นการถอดถอน องค์กรอิสระบางองค์กรก็เลยทำไม่ได้ นอกจากนี้ที่เราเห็นได้ชัดฝ่ายบริหารที่ต้องทำหน้าที่ พัฒนาประเทศ บริหารประเทศเพื่อสร้างความสุขให้กับคนไทยนั้นถูกล้มได้ง่ายถึงแม้จะมาจาก การเลือกตั้งจากคน ๑๐ กว่าล้านคน แต่ถึงเวลาจะถูกล้มก็ล้มง่าย ๆ นะครับ ดูตัวอย่าง คุณสมัคร สุนทรเวช สอนทำกับข้าวผ่านทีวีก็ถูกถอดถอน ถูกปลด ทั้ง ๆ ที่ท่านไม่ทุจริต ทั้งที่ท่านไม่ได้บริหารราชการผิดพลาดแต่อย่างใดแต่ก็ถูกถอดถอนถูกล้ม ท่านประธานครับ ประเด็นนี้ละครับทำให้ประเทศไทยเสียโอกาสในการพัฒนาประเทศทำให้เราต้องหยุดชะงัก ทุกครั้งที่มีการเปลี่ยนรัฐบาล ถ้าเราไปเปรียบเทียบประเทศเพื่อนบ้านขณะนี้ ประเทศมาเลเซีย เขาได้ประกาศว่าภายในปี ๒๐๒๐ หรืออีก ๗ ปีข้างหน้า เขาจะทำให้ประเทศมาเลเซียนั้น เป็นประเทศที่อยู่ในกลุ่มประเทศที่เจริญแล้วเขามีการประกาศแผนอย่างชัดเจน ประเทศสิงคโปร์ ตอนนี้เขาเป็นประเทศที่เจริญแล้ว ประเทศมาเลเซียประกาศแผน ๗ ปีข้างหน้าจะทำให้ ประเทศเขาเป็นประเทศที่เจริญแล้วเช่นกัน แต่ของประเทศไทยละท่านประธานครับ ของประเทศไทยวันนี้ยังไม่ก้าวไปถึงไหน อีก ๗ ปีข้างหน้าตอนนี้เราได้แต่หวังว่าเราจะมี รถไฟรางคู่ แต่ประเทศเพื่อนบ้านเขาบอกว่าเขาจะเป็นประเทศเจริญแล้ว นี่คือปัญหา ของประเทศไทย ตรงนี้ละครับเป็นสิ่งที่น่าเสียดาย ท่านประธานครับ วันนี้ในเมื่อกฎหมาย มันมีปัญหา ในเมื่อรัฐธรรมนูญมันมีปัญหาเราก็ควรจะแก้ เพื่อทำให้การพัฒนาประเทศนั้น มันดีขึ้น มันง่ายขึ้น ไม่ใช่ว่าไปอดทนยอมรับต่อกฎหมายที่มีปัญหาอยู่อย่างนี้ ท่านประธานครับ ผมเองเห็นด้วยต่อการแก้รัฐธรรมนูญในครั้งนี้ทั้ง ๓ ฉบับ ทั้งในเรื่องการแก้ไขที่มาของสมาชิกวุฒิสภา ที่ขอให้มีการเลือกตั้งทั้งหมด เพราะยอมรับว่า ส.ว. วันนี้มีอำนาจมากมายทั้งในการตรากฎหมาย ในการแต่งตั้งถอดถอนบุคคลต่าง ๆ ที่ดำรงตำแหน่งสำคัญ ๆ ผมเองไม่ได้รังเกียจ ส.ว. ท่านใดท่านหนึ่งนะครับ เพราะว่าโดยส่วนตัวก็ยอมรับทุกท่านล้วนแต่เป็นผู้ที่มีความรู้ โดยพื้นฐานทุกท่านผมเชื่อว่าเป็นคนดี แต่ว่าวันนี้เรามีความขัดแย้งทางการเมืองสูง ส.ว. แต่งตั้งบางท่านก็แสดงท่าทีที่เรียกว่าแสดงตนเป็นฝ่ายค้านตลอดเวลา บางคนไม่ใช่เป็นแค่ ฝ่ายค้าน เป็นถึงฝ่ายแค้นก็มีนะครับ ซึ่งการทำหน้าที่ของท่านที่ไม่ได้ตั้งตนวางตัวเป็นกลาง ทำงานอย่างตรงไปตรงมา แต่มีท่าทีเป็นปฏิปักษ์ต่อบางฝ่าย แล้วก็ทำงานโดยไม่ได้ยึดโยง กับประชาชน ไม่ได้สนองตอบต่อความต้องการของประชาชน ตรงนี้ละครับมันเป็นปัญหาว่า เราเสียโอกาส ถ้าหาก ส.ว. นั้นมาจากประชาชน ส.ว. เหล่านั้นคงต้องคิดคำนึงถึง ความต้องการของประชาชนว่าประชาชนต้องการอะไร ตรงนี้ท่านประธานครับ ผมจึงเห็นด้วย ที่ให้ ส.ว. นั้นมาจากการเลือกตั้งทั้งหมด ส่วนเรื่องการแก้ไขมาตรา ๑๙๐ เรื่องกรณี ที่ต้องให้รัฐสภาอนุมัติทุกเรื่องที่เกี่ยวกับการทำสัญญากับต่างประเทศ ตรงนี้ผมก็เห็นด้วยว่า เราต้องแก้ไขเพราะว่าที่ผ่านมานั้นเราเสียเวลา เราเสียโอกาสในการที่จะทำให้ประเทศเรานั้น ได้ไปพูดคุยตกลงกับต่างประเทศ แม้แต่เรื่องง่าย ๆ อย่างปีที่แล้วกรณีที่องค์การนาซา (NASA) เขามาศึกษาเรื่องเมฆในชั้นบรรยากาศตรงเหนือประเทศไทย เป็นเรื่องความร่วมมือทางวิทยาศาสตร์ แต่เราก็เสียโอกาสไปเนื่องจากว่ามีบางฝ่ายนั้นมีข่มขู่ว่า ถ้าเกิดรัฐบาลยอมให้องค์การนาซาดำเนินการตามนั้นจะยื่นฟ้องศาลรัฐธรรมนูญว่ารัฐบาลนั้น ไม่ทำตามมาตรา ๑๙๐ อันนี้ทำให้เราเสียโอกาสแม้กระทั่งเรื่องที่เป็นประโยชน์ต่อมนุษยชาติ อย่างมาก ท่านประธานครับ เพราะฉะนั้นเรื่องมาตรา ๑๙๐ ก็ควรจะแก้ไขนะครับ ควรจะ ตีกรอบให้ชัดเจนว่าเรื่องใดที่สำคัญที่เกี่ยวข้องกับดินแดนหรือมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจ อย่างรุนแรง เรื่องเหล่านี้ควรจะผ่านรัฐสภาให้อนุมัติก่อน แต่เรื่องที่ไม่สำคัญนะครับ เรื่องที่ไม่จำเป็นก็ไม่ควรจะผ่านสภาให้เสียเวลา ผมเองขอกราบเรียนท่านประธานว่า ผมเห็นด้วยต่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้ง ๓ ฉบับในครั้งนี้นะครับ ขอขอบพระคุณครับ ท่านประธาน

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับท่านก่อแก้ว ขอบคุณมากครับ ท่านผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรท่านอภิสิทธิ์ไม่จำกัดเวลา เชิญครับ

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร 🔗

ท่านประธาน ที่เคารพ ผม นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา ผมจะอภิปรายคัดค้านร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ทั้ง ๓ ฉบับที่ได้มีการเสนอเข้าสู่การประชุมร่วมกันของรัฐสภาในวันนี้ แต่ว่าก่อนที่กระผมจะลงไปในเนื้อหาสาระของแต่ละร่างก็คงมีความจำเป็นที่จะต้องพูดถึง จุดยืนแนวทางที่พวกเราใช้ในการพิจารณาการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ซึ่งต้องขออนุญาต กราบเรียนท่านประธานว่าการอภิปราย ๑ วันเศษ ๆ ที่ผ่านมาหลายครั้งมีการเท้าความ พูดถึงเหตุการณ์ต่าง ๆ แล้วก็มีการพาดพิงมาถึงผมหรือพาดพิงมาถึงพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งผมก็จะขอใช้โอกาสนี้ในการชี้แจงด้วยนะครับ แต่ว่าจะอยู่ในเวลาของฝ่ายค้าน แต่ขอความกรุณาว่าจะได้ดำเนินการไปได้อย่างต่อเนื่อง ประธานที่เคารพครับ เมื่อพรรคประชาธิปัตย์ได้มีการประชุมสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแล้วมีการแลกเปลี่ยนกัน ในเรื่องของการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญในครั้งนี้ และต่อมาก็มีความเห็นตรงกันว่าพวกเรา ไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขในครั้งนี้ ก็จะมีเสียงตอบโต้หรือพยายามที่จะทำให้เกิดความเข้าใจว่า พรรคประชาธิปัตย์นั้นจะเป็นเรื่องการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญในรูปไหนเมื่อไรก็ตาม จะต้องคัดค้าน เมื่อวานนี้มีการพาดพิงมาถึงผมว่าในช่วงที่มีการจะลงประชามติรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ผมเคยพูดเอาไว้ว่าสามารถที่จะรับรัฐธรรมนูญฉบับนี้มาได้แล้วก็แก้ไข แล้วก็มี การพูดต่อว่าแต่เอาเข้าจริงไม่ยอมให้แก้ไข หรือมีคำพูดว่า แก้ทั้งฉบับก็ไม่ให้แก้ พอมาแก้ รายมาตราก็ไม่ให้แก้ หรือมีการพูดทำนองว่าถ้าการแก้ไขเพิ่มเติมครั้งนี้ประสบความสำเร็จ จะเกิดการเสียประโยชน์หรืออะไรทำนองนั้น ผมกราบเรียนว่าทั้งหมดที่พูดมาไม่ได้สอดคล้อง กับข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น เมื่อวันที่ผมบอกว่าเรารับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้มาและแก้ไขได้ ผมก็มี ความเชื่อว่าหลายมาตราควรที่จะแก้ไข และที่สำคัญไปกว่านั้นก็คือว่าในวันที่พวกกระผม เป็นรัฐบาลก็ได้แก้ไขไปแล้ว ๒ เรื่อง ๑. คือมาตรา ๑๙๐ ซึ่งก็มีการเสนอแก้ไขเพิ่มเติมซ้ำมา อีกวันนี้ ๒. ก็คือเรื่องของการแก้ไขระบบการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่ทำให้เรามี การเปลี่ยนแปลงระบบการเลือกตั้งในการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา ทั้งที่ความจริงกราบเรียนว่า โดยเบื้องต้นการเปลี่ยนแปลงกลับมาเป็นการเลือกเขตและคนนี่ไม่ใช่สิ่งที่พรรคประชาธิปัตย์ ได้ประโยชน์หรือต้องการด้วยซ้ำ แต่เคารพในการศึกษาของคณะกรรมาธิการหลายชุดของสภา รวมไปจนถึงข้อเสนอของนักวิชาการว่าสมควรที่จะกลับมาใช้ระบบการเลือกตั้งแบบเขตละ ๑ คน ดังนั้นความพยายามที่จะทำให้เกิดความเข้าใจว่าพรรคประชาธิปัตย์ไม่ยอมให้แก้ไขเพิ่มเติม รัฐธรรมนูญนั้นไม่เป็นความจริง แล้วเราก็ได้มีการแก้ไขแล้ว ยิ่งไปกว่านั้นในการที่จะมี การพิจารณาแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญซึ่งเคยเสนอมาทั้งฉบับ คือมาตรา ๒๙๑ พวกกระผม ก็บอกว่าความจริงแล้วการจะแก้ไขให้เป็นระบบทั้งฉบับ ถ้ามันมีหลักประกันบางอย่างเช่น ที่พวกเราแปรญัตติเราก็คิดว่าน่าจะพอเดินกันไปได้ ผมเคยเสนอแปรญัตติท่านประธาน ก็คงจำได้ว่าการแก้ไขทั้งฉบับนั้นอย่าไปแตะต้องสถาบันพระมหากษัตริย์ อย่าไปแตะต้อง ความเป็นอิสระของตุลาการหรือองค์กรอิสระ อย่าไปแตะต้องในเรื่องคำพิพากษาของศาล แต่น่าเสียดายว่าพอเข้ามาสู่สภาในวาระที่สอง เสียงข้างมากก็ไม่ยอมให้แปรญัตติไปในทำนองนั้น แล้วต่อมาก็ทำให้มีเรื่องร้องไปถึงอัยการ ถึงศาล แล้วสุดท้ายก็ค้างอยู่ในขณะนี้ ถ้าถามผมว่า เรามีหลักเกณฑ์อะไรที่จะยินยอม หรือจะเห็นด้วยกับการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ผมก็เคยใช้ คำว่า ๓ ป ๑. ป ประชาธิปไตย ๒. ป ปฏิรูป ๓. ป ปรองดอง ประชาธิปไตย ก็หมายความว่า ถ้าการแก้ไขเพิ่มเติมนั้นทำให้เรามีความมั่นใจว่าระบบการเมืองการปกครองของเรานั้น มีความเป็นประชาธิปไตยมากยิ่งขึ้นก็เป็นเรื่องน่าสนับสนุน ปฏิรูป ก็หมายความว่าถ้าเรื่องใด เป็นปัญหาในเชิงระบบ ทำให้ระบบการเมืองไม่ตอบสนอง ไม่ว่าจะเป็นในแง่ของประสิทธิภาพ หรือในแง่ของความโปร่งใส มีแนวความคิดใหม่ ๆ ที่จะปรับปรุงแก้ไขระบบทำให้ระบบ การเมืองตอบสนองต่อพี่น้องประชาชนดีขึ้นเราก็สนับสนุนและปรองดอง แน่นอนที่สุดก็คือ ผมพูดมาตลอดว่ารัฐธรรมนูญคือกติกาสูงสุดของประเทศ ไม่ใช่เรื่องที่ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดจะเขียน เพราะการเขียนกติกาแล้วก็ย่อมส่งผลกระทบ เกิดการได้ประโยชน์ เสียประโยชน์ของฝ่ายต่าง ๆ ในสังคม ฉะนั้นการแก้ไขที่ดีที่สุดคือการแก้ไขที่ทุกฝ่ายเห็นพ้อง เพราะเป็นกติกาที่จะต้องใช้ โดยที่พวกเราจะต้องถอดสถานะของตัวเองในวันนั้น ๆ ออก เพราะไม่มีใครรู้หรอกครับว่า วันหนึ่งวันใดเราจะเป็นฝ่ายค้าน หรือเราจะเป็นฝ่ายรัฐบาล เราจะเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เราจะเป็นสมาชิกวุฒิสภา หรือวันหนึ่งเราก็ไปยืนอยู่ในฐานะประชาชนที่ใช้สิทธิในภาค ประชาชน สิ่งที่กระผมอยากจะกราบเรียนท่านประธานในวันนี้ก็คือว่า ร่างแก้ไขเพิ่มเติม ทั้ง ๓ ร่างที่เสนอเข้ามานี้ไม่เข้าหลักทั้ง ๓ หลัก แล้วผมจะได้นำเสนอเป็นแต่ละฉบับ แต่ว่า เบื้องต้นอยากจะกราบเรียนว่าเวลาพูดถึงหลักประชาธิปไตยก็ต้องเข้าใจเช่นเดียวกันว่า สังคมประชาธิปไตยเกิดขึ้นได้มันมีหลายองค์ประกอบหรือส่วนประกอบที่ทำให้ระบบ การเมืองเป็นประชาธิปไตย ถ้าเราจะคิดกันเพียงง่าย ๆ ว่าเลือกตั้งเป็นประชาธิปไตย ผมก็ ยืนยันว่าไม่ใช่ การเลือกตั้งจำเป็นสำหรับระบอบประชาธิปไตย แต่ลำพังการเลือกตั้ง ไม่ได้เป็นหลักประกันถึงความเป็นประชาธิปไตยของระบบการเมืองหรือสังคมนั้น ๆ การเลือกตั้งมีเสียงข้างมากมากำหนดทิศทางการบริหารประเทศ เป็นหลักการสำคัญ ของประชาธิปไตย แต่ไม่ได้สำคัญไปกว่าหลักการที่จะต้องเปิดโอกาสให้ฝ่ายต่าง ๆ ในสังคม สามารถตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลที่มีเสียงข้างมากได้ ไม่ได้สำคัญไปกว่าการที่จะ เป็นเสียงข้างมากหรือเสียงข้างน้อย ต้องเคารพให้เกียรติกับสิทธิและการแสดงออกที่มี ความแตกต่างโดยไม่นำไปสู่ปัญหาความขัดแย้ง ความรุนแรง นั่นต่างหากคือสิ่งที่จะเป็น ประชาธิปไตยที่แท้จริง ทีนี้ถ้าท่านประธานมาดูร่างทั้ง ๓ ร่างนี้จะพบความจริงครับว่า อย่างน้อย ๒ ร่างมีเป้าหมายคือการลิดรอนการมีส่วนร่วมและสิทธิของประชาชน ตรงนี้ ไม่สามารถตอบได้เลยว่าเป็นประชาธิปไตยได้อย่างไร ส่วนอีก ๑ ร่างอาจจะพูดยากว่า เป็นประชาธิปไตยมากขึ้นหรือน้อยลง แต่เมื่อพิจารณาจากประสบการณ์และรายละเอียด น่าจะนำไปสู่การรวบอำนาจมากยิ่งขึ้น ผมก็จะขอแจกแจงว่าแต่ละร่างเป็นอย่างไร

ร่างแรก ที่ผมจะอภิปรายก็คือร่างแก้ไขเพิ่มเติมมาตรา ๑๙๐ เรื่องนี้สรุปง่าย ๆ ก็คือว่าก่อนหน้ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ การเขียนรัฐธรรมนูญในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการทำ สนธิสัญญาหรือหนังสือสัญญาต่าง ๆ ก็จะเขียนในลักษณะที่ว่าพระมหากษัตริย์ทรงไว้ ซึ่งพระราชอำนาจในการทำหนังสือเหล่านี้ แต่ว่าหนังสือสัญญาที่มากระทบกับเรื่องของอาณาเขต เขตอำนาจรัฐ หรือมีผลให้ต้องออกกฎหมายคือพระราชบัญญัติให้เป็นไปตามสัญญา รัฐสภา ต้องเห็นชอบก่อน ปฏิบัติกันอย่างนี้มานานครับ แต่ท่านประธานต้องยอมรับว่าในช่วงระยะเวลา ประมาณ ๒๐ ปีที่ผ่านมาโลกเปลี่ยนครับ ผลประโยชน์ของชาติ ผลประโยชน์ของประชาชน ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินนโยบายระหว่างประเทศหรือนโยบายการต่างประเทศ เรื่องใหญ่ วันนี้แน่นอนเรื่องเขตแดนยังเป็นเรื่องใหญ่ อำนาจรัฐยังเป็นเรื่องใหญ่ แต่ปฏิเสธไม่ได้ครับว่า ทุกวันนี้การต่อสู้แข่งขันกันในเวทีโลกหมุนมาในเรื่องของเศรษฐกิจ เรื่องของการค้า เรื่องของ การลงทุน จนนักวิเคราะห์บางครั้งก็กล่าวขานว่าการล่าอาณานิคมยุคใหม่หรือการสร้าง ความเป็นมหาอำนาจในยุคใหม่อาจจะไม่ได้มุ่งในเรื่อง อาณาเขตหรือเรื่องดินแดนเหมือนเมื่อก่อน เท่ากับอำนาจทางเศรษฐกิจ ฉะนั้นประสบการณ์เมื่อเราใช้รัฐธรรมนูญมาทุกฉบับรวมถึง ฉบับปี ๒๕๔๐ ระยะหลังเราจึงพบความจริงครับว่าผลประโยชน์ของพี่น้องประชาชนได้รับ ผลกระทบจากการดำเนินนโยบายการต่างประเทศ หรือการทำข้อตกลงทางเศรษฐกิจ การค้า การลงทุนมากครับ แต่การดำเนินนโยบายตรงนี้ไม่ได้มีการเปิดโอกาสให้มีการตรวจสอบ หรือการมีส่วนร่วมจากประชาชนและตัวแทนของประชาชนเท่าที่ควร แล้วก็มีปัญหา ในบางยุคบางสมัยก็เกิดข้อครหาและต่อมาก็มีการไปฟ้องร้อง มีคำพิพากษาของศาลในหลาย ๆ เรื่อง ที่บ่งบอกว่าคนที่ถืออำนาจรัฐนั้นใช้สถานะของตัวเองไปเจรจาทำความตกลงทางการค้า การลงทุน ปรากฏว่ามีลักษณะเอื้อธุรกิจของตนเองในขณะที่มาสร้างความเดือดร้อนให้กับคนภายในประเทศ นั่นคือที่มาว่าทำไมรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ จึงมาให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ครับ แล้วก็แก้ไขมา หลักการไม่ใช่อย่างที่เพื่อนสมาชิกหลายท่านอภิปรายนะครับ ไม่ได้มาโอนอำนาจบอกว่า ฝ่ายนิติบัญญัติเป็นคนไปทำความตกลง ไม่ใช่หรอกครับ ฝ่ายบริหารยังคงไปเจรจา ฝ่ายบริหาร ยังคงจะต้องไปลงนามตัดสินใจขั้นสุดท้ายในการลงนาม เพียงแต่เมื่อจะไปเจรจาแล้วมี ผลกระทบมาถึงพี่น้องประชาชนให้ตัวแทนของประชาชนได้เข้ามาตรวจสอบ มีการกำหนด กรอบการเจรจา มีการลงนาม ก็จะต้องมาขอความเห็นชอบ ท่านประธานครับ การทำอย่างนี้ หลายคนพูดเลยเถิดไปอีกว่าประเทศอื่นเขาไม่ทำ ไม่จริงครับ ผมยกตัวอย่างประเทศสหรัฐอเมริกา จริง ๆ อำนาจในเรื่องของการที่จะมาทำความตกลงในเรื่องเขตการค้ากลับอยู่ที่ทางฝ่ายสภา เป็นหลัก ถ้าพูดถึงดุลอำนาจ เพียงแต่ว่าเขาก็มีทางออกก็คือบางครั้งฝ่ายบริหารไปขอฝ่ายสภา ภาษาอังกฤษบอกขอฟาสแทรก (Fast track) คือขอใช้วิธีเร่งด่วนพิเศษไปเจรจาโดยไม่บอก รายละเอียดในบางเรื่อง หลายรัฐบาลไทยเวลาเจรจากับรัฐบาลประเทศสหรัฐอเมริกา อยากจะทำข้อตกลงบางเรื่องประเทศสหรัฐอเมริกาจะบอกเลยครับบอกว่ายังทำไม่ได้ เพราะฝ่ายสภาเขายังไม่อนุญาต ทำไมวันนี้เรามาอภิปรายกันพูดประหนึ่งว่าการที่สภา จะอนุญาตหรือไม่อนุญาตทำให้เราเสียเปรียบ แต่ไม่มองละครับว่าประเทศอย่างประเทศสหรัฐอเมริกาและหลายประเทศในตะวันตกเขาจะ อ้างตรงนี้ได้เสมอครับ แล้วผมยืนยันได้เลยว่าบางเรื่องที่เราไปเจรจาถ้าฝ่ายบริหารรู้จักที่จะใช้ บทบัญญัตินี้ให้เป็นประโยชน์เราก็สามารถที่จะทำให้เกิดความได้เปรียบได้ด้วยซ้ำ ไม่ดีหรือครับ วันนี้ที่รัฐบาลจะไปเจรจาเอฟทีเอต่าง ๆ ถ้าอ้างได้ว่าสภาแห่งนี้ห่วงใยเหลือเกินว่าจะไปตกลงอะไร อย่าไปแลกกับเรื่องบางเรื่องเช่นสิทธิบัตรยาซึ่งจะทำให้คนยากคนจนต้องใช้ยาแพงขึ้น สิ่งเหล่านี้มีน้ำหนักเวลาที่รัฐบาลไปอ้างบอกว่าสภามีข้อท้วงติง สภามีความห่วงใย ส่วนที่บอกว่าการที่เสนอกรอบการเจรจาเข้ามาทำให้เราเสียเปรียบเพราะว่าเหมือนกับไป เปิดไต๋การเจรจา ก็ไม่จริงอีกเช่นเดียวกันครับท่านประธาน เพราะกรอบการเจรจาที่ผ่านมา ก็มักจะเสนอกันมาอย่างกว้าง ๆ แล้วผมก็ยังไม่เคยเห็นมีรัฐบาลชุดไหนมีปัญหาจริง ๆ กับการที่จะเสนอกรอบการเจรจาแล้วไปดำเนินนโยบายในการทำความตกลงระหว่างประเทศ ผมกราบเรียนว่าถ้ากังวลในเรื่องของความละเอียดอ่อน ความลับ อย่างนั้นเรื่องเขตแดนไม่ยิ่ง ละเอียดอ่อนกว่าหรือครับ แต่เราก็มีกระบวนการให้ทำตรงนี้ได้ เพราะฉะนั้นสิ่งเหล่านี้ เป็นข้ออ้างครับ แต่ถามว่าพอรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๕๐ มาตรา ๑๙๐ เปลี่ยนหลักการ มาอย่างนี้มีปัญหาไหม มีจริง เพราะไปเขียนไว้ในลักษณะที่กว้างจนทำให้เกิดการปฏิบัติไม่ถูก ไม่แน่ใจ เพราะฉะนั้นหลายเรื่องหน่วยงานราชการก็มีความวิตกกังวลว่าถ้าไม่เอาเข้าสภา จะขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่ ก็มีแนวโน้มว่าเกือบทุกเรื่องเสนอเข้ามา ช่วงที่พวกเราเป็นรัฐบาลก็เจอ ปัญหานี้ครับ แต่บางเรื่องเราก็หาข้อยุติ เช่นมีการส่งเรื่องไปให้คณะกรรมการกฤษฎีกาตีความ แล้วก็ทำให้กฤษฎีกาได้ชี้ต่อมาว่าหลายเรื่องซึ่งเคยเอามาเข้าเช่นบันทึกการประชุม ไม่ต้องเอามาเข้าแล้ว นี่ก็เป็นการทำความชัดเจนแก้ปัญหาไปเปราะหนึ่ง แต่ที่สำคัญไปกว่านั้น ก็คือในที่สุดเราก็ตกผลึกกันว่าทางแก้เรื่องนี้คือการอนุญาตให้รัฐบาลไปออกกฎหมาย คือเสนอ กฎหมายเข้ามาที่สภาแห่งนี้กำหนดหลักเกณฑ์ว่าหนังสือสัญญาประเภทไหน ข้อตกลงประเภท ไหนต้องเข้า ข้อตกลงประเภทไหนไม่ต้องเข้า แล้วก็แก้เสร็จแล้ว ท่านประธานครับ แล้วก็ การแก้อย่างนั้นก็สอดคล้องกับนี่ครับ รายงานของคณะกรรมการสมานฉันท์ด้วยที่บอกว่า มาตรา ๑๙๐ แก้ด้วยวิธีนี้แก้เสร็จแล้วครับ ดังนั้นวันนี้มาตรา ๑๙๐ ของรัฐธรรมนูญในวรรคห้า จึงมีการแก้ไขไปเรียบร้อยแล้วว่า ให้มีกฎหมายว่าด้วยการกำหนดประเภทกรอบการเจรจา ขั้นตอนและวิธีการจัดทำหนังสือสัญญาที่มีผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจหรือสังคม ของประเทศอย่างกว้างขวาง หรือมีผลผูกพันด้านการค้า การลงทุน หรืองบประมาณของประเทศ อย่างมีนัยสำคัญ มันจบไปแล้วครับ แต่ปัญหาที่หลายคนมาอภิปรายในวันนี้ว่ามันไม่จบ ไม่ได้เกิดจากรัฐธรรมนูญ แต่เกิดจากการที่รัฐบาลไม่ยอมเสนอกฎหมายฉบับนี้เข้ามาครับ มีเวลาแล้ว ๑ ปี เกือบ ๒ ปี และผมก็สังหรณ์ใจมาตลอดว่าที่ไม่เสนอเรื่องนี้เข้ามา เพราะสุดท้าย พยายามจะบอกว่ามันมีปัญหาต้องแก้รัฐธรรมนูญ แก้ไปทำอะไรครับ แก้เพื่อลดอำนาจ ของฝ่ายนิติบัญญัติและตัวแทนของประชาชนในการที่จะได้ตรวจสอบ และมีส่วนร่วม และเปิดช่องทางให้ประชาชนมีส่วนร่วมกับข้อตกลงทางการค้า เศรษฐกิจ การลงทุน และอีกหลาย ๆ เรื่อง ผมมองไม่เห็นว่าตรงนี้เป็นประชาธิปไตยมากขึ้นอย่างไร ผมมองไม่เห็นว่า ตรงนี้เป็นการปฏิรูปอย่างไร และผมมองเห็นต่อไปด้วยซ้ำว่าความขัดแย้งที่เป็นผลสืบเนื่อง มาจากการไปทำข้อตกลงทางเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน ที่กระทบกับพี่น้องประชาชน จะยิ่งมีมากขึ้น ท่านประธานครับ วันที่ผมเป็นรัฐบาลผมยอมรับครับ รัฐมนตรีในคณะผมหลายคนบ่นว่า มาตรา ๑๙๐ เป็นเรื่องที่มีความยุ่งยากมากขึ้น จริงครับ แต่บนความยุ่งนั้น ท่านประธานครับ เห็นไหมครับเมื่อสักครู่มีเพื่อนสมาชิกอภิปราย ประทานโทษเอ่ยนาม คุณรัชดาชี้ให้เห็นว่า บางเรื่องสภาเห็นบางประเด็นที่รัฐบาลไม่เห็น แก้แล้วก็เป็นผลประโยชน์ของประชาชน แล้วที่เราประชุมร่วมกันหลายครั้งเพื่อพิจารณากรอบการเจรจานี้ท่านประธานครับ ผมว่า เป็นการทำให้นักการเมืองและพี่น้องประชาชนในรอบหลายปีที่ผ่านมานี้ตื่นตัวอย่างมากครับ เข้าใจประเด็นเรื่องการค้า การลงทุน การค้าเสรี ข้อตกลงต่าง ๆ อย่างที่ไม่เคยได้ยิน ได้ฟัง ได้เข้าใจกันมาก่อน แล้วผมถามว่าวันนี้เรามีเหตุผลอะไรที่จะมาถอยหลังกลับเข้าไปสู่ สถานการณ์ที่ว่าประชาชนจะถูกปิดหูปิดตาในการไปทำข้อตกลงต่าง ๆ ซึ่งสามารถ เอื้อประโยชน์หรือทำให้ประชาชนเสียประโยชน์ได้มากมายมหาศาล แล้วบทบัญญัติที่เขียนไว้ว่า ที่จะมามีผลต่อการเปลี่ยนแปลงทางกฎหมายก็จะตอบยากมากครับท่านประธานว่าข้อตกลงไหน เป็นอย่างไร เพราะรัฐบาลก็อาจจะอ้างว่ากฎหมายนี้จะแก้ไขกันอยู่แล้ว ดังนั้นผมจึงคัดค้าน ไม่เห็นด้วยกับการที่จะแก้ไขเพิ่มเติมมาตรา ๑๙๐ ลดทอนอำนาจของตัวแทนประชาชน และประชาชนซึ่งจะมีสิทธิมีส่วนร่วมในการพิจารณาเรื่องของการทำข้อตกลงทางการค้า การลงทุน ถ้ารัฐบาลมีความจริงใจที่จะให้ประชาชนรับรู้รับทราบ สามารถเสนอกฎหมาย เข้ามาตามมาตรา ๑๙๐ วรรคห้าได้อยู่แล้ว และผมยืนยันว่าผมมั่นใจว่าสภาแห่งนี้ ทั้งสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาจะพิจารณากฎหมายฉบับนั้นด้วยความยืดหยุ่นครับ ยอมรับความเป็นจริงเพราะพวกเราก็เคยทำงานทางด้านนี้ด้วยกันทั้งสิ้น ก็คงจะหาหลักเกณฑ์ แนวทางที่คิดว่าเหมาะสม จุดยืนของพวกผมตรงนี้จึงมั่นคงครับ เมื่อเช้าผมได้ยินสมาชิก วุฒิสภาท่านหนึ่งอภิปรายว่าผมเคยเสนอกฎหมายแบบนี้เข้ามา ปรากฏว่าพรรครัฐบาล ในขณะนี้หรือพรรคฝ่ายค้านในขณะนั้นคัดค้านมาก เพราะว่าไปเขียนอยู่ในมาตราหนึ่งว่า เงินกู้ไม่อยู่ภายใต้บังคับมาตรา ๑๙๐ ในที่สุดผมเห็นเหตุผลของเพื่อนสมาชิกฝ่ายค้านในขณะนั้น ผมเป็นคนเสนอให้ถอนกลับไป แต่วันนี้เพื่อนสมาชิกที่เคยคัดค้านว่าสัญญาเงินกู้ ต้องมาเข้าที่นี่ กำลังจะบอกว่าไม่ต้องเข้า แล้วก็กำลังสนับสนุนการกู้เงินครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ชาติไทย ผมจึงกราบเรียนว่าถ้าพูดถึงหลักประชาธิปไตยวันนี้ท่านต้องยืนอยู่ข้างสิทธิของประชาชน และตัวแทนประชาชนที่จะได้พิจารณาเรื่องที่มีผลกระทบอย่างกว้างขวางต่อความเป็นอยู่ ของประชาชน นั่นคือร่างฉบับแรกคือมาตรา ๑๙๐ ที่ผมไม่เห็นด้วย ผมมีประเด็นย่อย ๆ เกี่ยวกับมาตรา ๑๙๐ นิดเดียวเท่านั้นครับ เพราะว่ามีการนำเสนอถ้อยคำที่ย้อนกลับไปเหมือน รัฐธรรมนูญฉบับก่อน ๆ คือไปพูดถึงเรื่องเขตอำนาจรัฐซึ่งผมไปค้นบันทึกของผู้ที่จัดทำ ร่างรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ เขาได้เปลี่ยนคำนี้ไปแล้ว เขาไม่ได้ใช้คำว่า เขตอำนาจรัฐ แต่เขาจะใช้ คำว่า เขตพื้นที่นอกอาณาเขตซึ่งประเทศไทยมีสิทธิอธิปไตย หรือมีเขตอำนาจตามหนังสือสัญญา หรือตามกฎหมายระหว่างประเทศ เพราะเขาต้องการให้เกิดความชัดเจนว่าพื้นที่อย่างเช่น พื้นที่ทับซ้อนทางทะเล หนังสือสัญญาใดที่มีผลเกี่ยวข้องกับตรงนี้ต้องเข้ามาสู่สภา ผมอยากจะ สอบถามเท่านั้นเองว่าผู้เสนอยืนยันไหมว่าคำว่า เขตอำนาจรัฐครอบคลุมถึงกรณีเหล่านี้ เพราะผมทราบว่ารัฐบาลกำลังจะต้องไปสนใจเกี่ยวกับของธุรกิจพลังงานในพื้นที่ทับซ้อน ทางทะเลกับเพื่อนบ้านของเราอย่างน้อย ๒ ประเทศ ผมไม่ต้องพูดเพิ่มเติมด้วยจะมีใคร มีผลประโยชน์ทับซ้อนด้วยหรือไม่ แต่ตรงนี้อยากได้คำตอบครับ คำว่า เขตอำนาจรัฐ แปลว่า ถ้ามีการไปเจรจาในเรื่องธุรกิจพลังงาน ในเขตพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลจะต้องมาเข้าสภา หรือไม่ นั่นคือร่างมาตรา ๑๙๐

ท่านประธานที่เคารพครับ ฉบับที่ ๒ ที่ผมจะขอพูดถึงก็คือมาตรา ๖๘ กับมาตรา ๒๓๗ ซึ่งตรงนี้ผมก็ถือว่าเป็นการลิดรอนสิทธิของประชาชนเช่นเดียวกัน โดยเฉพาะ ในมาตรา ๖๘ แต่ผมเริ่มอย่างนี้ก่อนครับว่า ที่มาของเรื่องนี้มาจากปัญหาการยุบพรรค เพราะ ๒ มาตรานี้เกี่ยวข้องกับปัญหาการยุบพรรค เพียงแต่ว่ามาตรา ๖๘ เป็นการยุบพรรค ที่ไปกระทำการในลักษณะซึ่งเป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมี พระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือการไปใช้สิทธิเสรีภาพในการล้มล้างการปกครอง ส่วนมาตรา ๒๓๗ วรรคสอง เป็นการยุบพรรคซึ่งเกิดจากปัญหาการทุจริตการเลือกตั้ง ที่มา เรื่องนี้ไม่มีอะไรหรอกครับ หลายคนมองตรงกันว่าปัญหาระบบธุรกิจการเมือง การทุจริต การซื้อเสียงเป็นเหมือนมะเร็งร้ายในระบบ และเวลาจัดทำรัฐธรรมนูญประชาชนก็เรียกร้องว่า ต้องมียาแรง ก็จึงเป็นที่มาของมาตรา ๒๓๗ วรรคสอง แต่ผมก็เห็นด้วยกับเพื่อนสมาชิก หลายคนในฐานะที่เข้ามาสู่การเมืองและอยู่ในการเมืองมาตลอดอยู่ในระบบพรรคการเมืองว่า ผมเองก็ไม่เห็นด้วยกับการยุบพรรคการเมืองจากปัญหาการเลือกตั้ง ผมเพียงแต่แปลกใจว่า หลายคนที่บอกว่าไม่เห็นด้วยกับการยุบพรรคการเมืองกลับร้องเรียนให้ยุบพรรคอื่นอยู่ตลอดเวลา พรรคประชาธิปัตย์ถูกยื่นร้องให้ถูกยุบพรรคโดยพรรคการเมืองทั้งสิ้น แต่การยุบพรรคการเมือง ที่เกิดขึ้นมาพรรคประชาธิปัตย์ไปร้องเรียนเรื่องพฤติกรรม แต่ว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เขาไปพิจารณาว่าโทษคืออะไร ผมเข้าใจดีว่าพรรคการเมืองเป็นของสมาชิกไม่ใช่ของหัวหน้าพรรค ไม่ใช่ของกรรมการบริหารพรรค ผมจึงไม่เห็นด้วยว่าองค์กรทั้งองค์กรจะต้องถูกยุบ ยกเว้น กรณีแน่นอนคือองค์กรนั้นมีวัตถุประสงค์หรือมีแนวนโยบายที่ไปล้มล้างการปกครอง แต่พอพูดอย่างนั้นแล้วก็พูดกันเลยเถิด พูดกันเลยเถิดคืออะไร พูดกันเลยเถิดทำนองว่าที่ผ่านมา การทุจริตการเลือกตั้งเป็นเรื่องเฉพาะตัว ก็ไปลงโทษเฉพาะตัวคนนั้นสิ ไปเปรียบเทียบว่า คนหนึ่งทำผิดก็เลยโดนทั้งโคตร หรือว่าพระทำผิด ๑ รูปโดนทั้งวัด พูดกันไปใหญ่โตครับ จริง ๆ ต้องมาดูทั้งตัวบทกฎหมายแล้วก็ต้องมาดูทั้งข้อเท็จจริงหลายอย่างที่เกิดขึ้นเราจึงจะ ทำความเข้าใจกับเรื่องนี้ได้ ถ้าดูตัวบทกฎหมายนะครับท่านประธาน มาตรา ๒๓๗ เขาไม่ได้ บอกนะครับว่าใครไปทำแล้วคนอื่นเลยต้องโดนไปด้วยทั้ง ๆ ที่ไม่รู้เรื่องรู้ราว เขาไม่ได้เขียน อย่างนั้นเลย ท่านประธานครับ เขาเขียนว่า ถ้าปรากฏหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าหัวหน้าพรรค หรือกรรมการบริหารของพรรคการเมืองผู้ใดมีส่วนรู้เห็นหรือปล่อยปละละเลย หรือทราบถึง การกระทำนั้นแล้วมิได้ยับยั้งหรือแก้ไขเพื่อให้การเลือกตั้งเป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม ตรงนี้ที่ต้องมาพิจารณากันให้ดี ผมถึงบอกว่าจริง ๆ แม้แต่ว่าจะยึดตามรายงานของกรรมการ สมานฉันท์ เวลาเขียนถึงมาตรา ๒๓๗ ก็ยังบอกเลยว่าอย่างนั้นต้องไปเพิ่มโทษคนที่รู้เห็น คนที่เกี่ยวข้อง คนที่มีความรับผิดชอบสูงขึ้น แต่เวลาเสนอแก้ไขมาจริง ๆ ไหนล่ะครับที่บอกว่า จะไปเพิ่มโทษ ไหนล่ะครับที่บอกว่าหัวหน้าพรรค กรรมการบริหารพรรคต้องมีความรับผิดชอบสูงขึ้น แต่สิ่งที่ผมคิดว่าน่าสนใจก็คือถ้าเราไปดูข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้องกับมาตรา ๒๓๗ กับเหตุการณ์ การยุบพรรคที่เกิดขึ้น ผมขออนุญาตที่จะไปอ้างอิงคำวินิจฉัยของคณะตุลาการรัฐธรรมนูญ ในกรณีการยุบพรรคการเมือง ผมจะพยายามไม่อ่านชื่อ เพราะว่าวัตถุประสงค์ของผมในการพูด ไม่ได้ต้องการให้เกิดความเสียหาย แต่ต้องการที่จะชี้ให้เห็นว่าวันนั้นเขาพิจารณากันอย่างไร เขาถึงนำมาสู่การยุบพรรค สรุปง่าย ๆ ก็คือว่าเขาบอกว่าแม้พรรคการเมืองที่นายทะเบียนรับจดแจ้งการจัดตั้งมีฐานะ เป็นนิติบุคคล และการดำเนินกิจการของพรรคการเมืองเป็นอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการ บริหารพรรคโดยมีหัวหน้าพรรคเป็นผู้แทนพรรคการเมืองในกิจการอันเกี่ยวกับบุคคลภายนอก และแม้ไม่ปรากฏว่าพรรคการเมืองนั้นจะมีมติมอบหมายบุคคลที่ ๑ บุคคลที่ ๒ ที่ไปทำการ หรือหัวหน้าพรรคก็ไม่ได้มอบหมายให้ไปดำเนินการก็ดี หรือบุคคลที่ไปดำเนินการไม่ได้มีหน้าที่ รับผิดชอบทางด้านการเงิน การจัดทำบัญชี หรือการบริหารทรัพย์สินก็ดี แต่บทบัญญัติ ที่เกี่ยวข้องกับพรรคการเมืองในกฎหมายพรรคการเมือง ทางตุลาการบอกว่ามีผลใช้บังคับกับ การดำเนินกิจการของพรรคการเมืองตามปกติทั่วไปที่ชอบด้วยกฎหมาย แล้วท่านก็เขียน ต่อครับ หากเป็นการดำเนินกิจการอันเป็นการฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติแห่งกฎหมาย โดยสภาพ ของภารกิจจะต้องเป็นการกระทำที่ไม่อาจเปิดเผยย่อมเป็นไปไม่ได้ที่คณะกรรมการบริหารพรรค จะมีมติ หรือหัวหน้าพรรคจะมีหนังสือมอบหมายให้ผู้ใดกระทำ ทั้งหากจะต้องมีมติ คณะกรรมการบริหารพรรคหรือมีหนังสือมอบหมายจากหัวหน้าพรรคเสียก่อนจึงจะถือได้ว่า การดำเนินกิจการอันเป็นการฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติแห่งกฎหมายมีผลผูกพันพรรคแล้ว บทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองย่อมไม่มีทางที่จะมี ผลใช้บังคับ ดังนั้นหากมีข้อเท็จจริงหรือพฤติการณ์ที่แสดงให้เห็นว่าคณะกรรมการบริหารพรรค หรือหัวหน้าพรรคมอบหมาย ยินยอม หรือรู้เห็นเป็นใจ ด้วยการดำเนินกิจการอันเป็น การฝ่าฝืนต่อกฎหมายนั้นก็ย่อมมีผลผูกพันพรรคการเมือง แปลว่าอะไรครับ แปลว่ามันเป็นไป ไม่ได้หรอกครับ จะมีพรรคการเมืองไหนนั่งประชุมกรรมการบริหารพรรคกันแล้วมีมติบอกว่า เราจะทำสิ่งที่ผิดกฎหมาย แปลว่าคงไม่มีหัวหน้าพรรคคนไหนหรอกครับมอบหมายเป็นทางการ ให้ลูกพรรคไปทำผิดกฎหมาย แต่สิ่งที่ต้องพิจารณาคือการทำผิดกฎหมายนั้นโดยข้อเท็จจริงแล้ว เป็นประโยชน์กับพรรคไหม กรรมการบริหารพรรค หัวหน้าพรรครู้ ล่วงรู้หรือแอบสมคบ กันทำกันอยู่หรือไม่ครับ เราอย่าปฏิเสธความจริงตรงนี้ครับ และเราต้องหาความพอดีในการแก้ไข ของกฎหมายว่าถ้ามันมีการกระทำซึ่งไม่ใช่เป็นเรื่องเฉพาะตัวจริง ๆ แต่พรรคได้ประโยชน์ หรือมีหลักฐานที่เชื่อได้ว่าพรรคเกี่ยวข้อง ผมก็ว่าไม่ต้องยุบพรรค แต่ผมว่ายังต้องลงโทษหัวหน้า พรรคและกรรมการบริหารพรรคอยู่ครับ มิฉะนั้นเราก็ไม่สามารถจะไปแก้ปัญหา ความรับผิดชอบของพรรคการเมืองที่จะมีต่อการช่วยกันดูแลให้การเลือกตั้งสุจริต เที่ยงธรรมได้เลย แต่วันนี้ไม่ใช่ เสนอเข้ามานี่ตัดทิ้งหมดแล้วก็ยังมีแถมนิรโทษกรรมคนที่เคย กระทำความผิดในอดีตด้วย ผมไม่เห็นเลยว่าอย่างนี้เป็นการปฏิรูปการเมืองอย่างไร ผมยืนยัน ถ้าจะแก้ไม่ให้มีการยุบพรรค แต่ถ้ามีการระบุถึงความรับผิดชอบของกรรมการบริหารพรรค หัวหน้าพรรคซึ่งควรจะต้องรับผิดชอบร่วมกันในกิจการของพรรคหรือการกระทำใด ๆ ซึ่งเกิด ประโยชน์กับพรรค แล้วถ้ารู้แล้วไม่ระงับยับยั้งต้องมีความรับผิดชอบ ถ้ายืนยันหลักอย่างนี้ พวกผมก็ไม่ค้านครับ แต่นี่ไม่ใช่ เวลาพูดพูดให้เกิดความรู้สึกว่าพรรคไม่ต้องเกี่ยวข้อง พรรคไม่ต้องรับผิดชอบอย่างเดียว ไม่ได้หรอกครับ ผมว่าเราเป็นนักการเมืองด้วยกัน เราต้องแสดงออกถึงความพร้อมที่จะเผชิญกับความรับผิดชอบที่สูงกว่านี้ครับ นี่คือมาตรา ๒๓๗ แต่ในร่างนี้มาตรา ๒๓๗ ยังเป็นเรื่องเล็กน้อยถ้าเทียบกับมาตรา ๖๘ ครับ ผมสงสัยมากเลยครับว่า จากเรื่องมาตรา ๒๓๗ โยงมามาตรา ๖๘ ได้อย่างไร

(จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุรินทร์ ได้ยืนและยกมือขึ้น)
นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านผู้นำฝ่ายค้าน ในสภาผู้แทนราษฎรครับ มีผู้ประท้วงครับ

จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุรินทร์

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย จังหวัดสุรินทร์ ผมต้องประท้วงผู้อภิปรายตามข้อ ๔๓ ดูพูดในการอภิปราย แล้วนั้นดูดีนะครับ แต่ข้อเท็จจริงพูดไม่เป็นความจริงในเรื่องของการแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญมาตราที่กำลังคุยอยู่ ไม่ได้หมายถึงว่า

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เอาอย่างนี้ท่านประสิทธิ์ ท่านประท้วงข้อไหนครับ

จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุรินทร์

ท่านประธาน ผมประท้วงตามข้อบังคับ ข้อ ๔๓ พูดใส่ร้ายว่าจะนิรโทษกรรมให้กับคนกระทำ ความผิด เหตุที่มันต้องแก้เพราะว่ากฎหมายตัวนี้มันไม่เป็นธรรม

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เอาอย่างนี้ครับ ผมวินิจฉัย ก็เป็นความเห็นของท่านผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งเดี๋ยวอีกซีกเรามีโอกาสอภิปราย เราก็สามารถแสดงความเห็นของเราได้นะครับ กำลังมาดีแล้วเชิญต่อเลยครับ

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร 🔗

ท่านประธานครับ ไม่ใช่ความเห็นผมเป็นบทบัญญัติในมาตรา ๕ ที่เสนอแก้ไขเข้ามา กรุณาอ่านร่างที่เราพิจารณา ด้วยนะครับ ผมไม่อยากเสียเวลาอ่านนะครับท่านประธาน แต่ผมยืนยันว่าเสนอเข้ามาแล้ว อยู่ในมาตรา ๕ ที่จะมีผลย้อนหลังไปถึงการกระทำที่ผ่านมา ท่านประธานที่เคารพครับ มาตรา ๖๘ มันหนักหนาสาหัสกว่ามาตรา ๒๓๗ เพราะอะไร เพราะเรื่องนี้ไม่เคยอยู่ใน การพิจารณาของคณะกรรมการสมานฉันท์ ไม่ได้มาเกี่ยวข้องกับการยุบพรรคตามมาตรา ๒๓๗ ที่ไปถกเถียงกันเรื่องของการทุจริตการเลือกตั้งเลยครับ แต่แถมเข้ามานี่เพื่อที่จะแก้ไขไม่ให้ ประชาชนสามารถใช้สิทธิร้องไปยังศาลรัฐธรรมนูญได้ว่ามีการกระทำที่เข้าข่ายการล้มล้าง การปกครองเพื่อขอให้ศาลรัฐธรรมนูญระงับการกระทำนั้น หรือในการยุบพรรคการเมือง ซึ่งมีความผิดตามมาตรา ๖๘ ถ้าพรรคการเมืองเข้าไปเกี่ยวข้องกับการกระทำนั้น ผมพยายาม ฟังเหตุผลของเพื่อนสมาชิกที่อภิปรายมา ผมต้องกราบเรียนท่านประธานว่าผมฟังเท่าไรก็ยัง ไม่เห็นเป็นเหตุเป็นผล โดยเฉพาะประเด็นที่บอกว่าที่แก้ไขเรื่องนี้ไม่ได้ติดใจอะไรหรอกครับ ต้องการที่จะสร้างความชัดเจน เมื่อวานมีบางท่านถึงกับใช้ภาษาอังกฤษบอกว่าเป็นหลักลีกัล เซอเทนตี ผมก็อยากจะกราบเรียนท่านประธานว่าปัญหาของมาตรา ๖๘ ในเรื่องความชัดเจน ในขณะนี้มันจบไปแล้ว ที่ว่ามันจบไปแล้วเพราะอะไรครับ เพราะเรื่องนี้มันไปถึงศาลรัฐธรรมนูญ เรียบร้อยแล้ว แล้วก็มีคำวินิจฉัยเรียบร้อยแล้ว แล้วตามรัฐธรรมนูญของเราคำวินิจฉัย ของศาลรัฐธรรมนูญก็มีผลผูกพันทุกองค์กรครับ ผมจึงไม่เข้าใจใครก็ตามที่ลุกขึ้นมาอภิปราย บอกคราวที่แล้วส่งไปศาลรัฐธรรมนูญมีความไม่แน่นอน เดี๋ยวคราวหน้าก็มาเถียงกันอีก มันไม่ต้อง เถียงแล้วครับ ที่ไม่ต้องเถียงก็เพราะว่าคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ฉบับที่ ๑๘-๒๒/๒๕๕๕ เมื่อวันที่ ๑๓ กรกฎาคม เขียนไว้อย่างนี้ ผมขออนุญาตท่านประธานอ่านนะครับ เนื่องจาก เจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญมาตรานี้มิได้มุ่งหมายลงโทษทางอาญาหรือลงโทษทางรัฐธรรมนูญ โดยการยุบพรรคการเมืองเท่านั้น แต่ยังหมายถึงการสั่งให้เลิกการกระทำที่มิชอบตามมาตรา ๖๘ วรรคหนึ่ง เสียก่อนที่การกระทำนั้นจะบังเกิดผล การมีอยู่ของมาตรา ๖๘ และมาตรา ๖๙ แห่งรัฐธรรมนูญนี้จึงเป็นไปเพื่อรักษาหรือคุ้มครองตัวรัฐธรรมนูญเอง ตลอดจนหลักการ ที่รัฐธรรมนูญได้รับรองหรือกำหนดกรอบไว้ให้เป็นเจตนารมณ์หลักทางการเมืองของชาติ คือการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และป้องกัน การกระทำเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทาง ที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ ความมุ่งหมายของรัฐธรรมนูญในประการนี้ต่างหากที่ถือเป็น เจตนารมณ์หลักของรัฐธรรมนูญที่จะต้องยึดถือไว้เป็นสำคัญ หากพิจารณาจากรายงานการประชุม ของสภาร่างรัฐธรรมนูญ ทั้งการร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ และรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ ยังพิจารณาได้ว่าสาระสำคัญ ของการอภิปรายนั้นมีเจตนาร่วมกันอยู่ที่การจะให้ประชาชนสามารถใช้สิทธิพิทักษ์รัฐธรรมนูญ ผ่านกลไกของศาลรัฐธรรมนูญตามมาตรานี้เป็นสำคัญยิ่งกว่าเรื่องของตัวบุคคลผู้มีสิทธิ เสนอคำร้อง การตีความเกี่ยวกับผู้มีสิทธิเสนอคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญจึงต้องตีความไปในแนวทางของ การยอมรับสิทธิมิใช่จำกัดสิทธิ เพื่อให้ชนชาวไทยและศาลรัฐธรรมนูญสามารถเข้ามาตรวจสอบ การกระทำที่อาจมีปัญหาตามมาตรา ๖๘ วรรคหนึ่ง เพื่อพิทักษ์รัฐธรรมนูญได้สมดังเจตนารมณ์ ของบทบัญญัติดังกล่าว และว่าต่อไปนะครับว่า กรณีอัยการสูงสุดตรวจสอบข้อเท็จจริงตาม มาตรา ๖๘ วรรคสองแล้ว แต่ยังไม่มีคำสั่งประการใดจากอัยการสูงสุด หากปล่อยให้กระบวนการ ลงมติในวาระที่สามลุล่วงไปแล้ว นี่คือข้อเท็จจริงในคดีนะครับ แม้ต่อมาอัยการสูงสุดจะยื่น คำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญให้วินิจฉัยว่ากระบวนการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญเป็นไปโดยมิชอบ ด้วยมาตรา ๖๘ วรรคหนึ่ง ให้เลิกการกระทำนั้น ก็จะไม่สามารถบังคับตามคำวินิจฉัยในทางใด ได้อีก รวมทั้งไม่อาจย้อนคืนแก้ไขผลที่เกิดขึ้นจากการกระทำดังกล่าวได้ เรื่องนี้จึงยุติแล้วครับ ว่าประชาชนมีสิทธิยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญ ใครที่ลุกขึ้นมาและบอกต้องแก้เรื่องนี้เพื่อให้เกิด ความชัดเจน ไม่จริงครับ ชัดเจนแล้ว ผมสงสัยแต่ว่าถ้าอยากจะแก้ให้ชัดเจนทำไมไม่แก้ให้ ชัดเจนตามที่ศาลวินิจฉัย ทำไม่ไปแก้ให้ชัดเจนสวนทางกับที่ศาลวินิจฉัย ข้อเท็จจริงก็คือ เจตนาจะไม่ให้ประชาชนร้องครับ ไม่ใช่เรื่องความชัดเจน แล้วที่อ้างว่าประชาชนร้องจะเกิด ปัญหามากมาย ผมก็กราบเรียนว่าผมก็ฟังมานะครับ ก็ไม่สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริง เช่น บอกว่าองค์กรต่าง ๆ เท่านั้นถึงจะสามารถยื่นเรื่องถึงศาลรัฐธรรมนูญได้ อันนั้นเป็นประเด็นที่อยู่ ในขอบอำนาจหน้าที่เฉพาะส่วนครับ เช่นกฎหมายขัดรัฐธรรมนูญไหม อันนั้นเป็นหน้าที่ พวกเราโดยตรง ส.ส. ส.ว. เราจึงมีสิทธิยื่น แต่สังเกตไหมล่ะว่าแม้กระทั่งกรณี ป.ป.ช. กับ กกต. เวลาเกิดข้อเท็จจริงเขาอาจจะเสนอให้ตัดสิทธิใคร ยุบพรรคไหน ลงโทษใคร เขาต้องยื่นเรื่อง ต่ออัยการนะครับ แต่ทั้งกรณีเหล่านี้ทุกกรณียังเขียนต่อว่าถ้าอัยการไม่ยื่นฟ้องต้องตั้ง กรรมการร่วม ถ้าตกลงกันไม่ได้องค์กรเหล่านี้ฟ้องตรงได้ครับ มันก็ไม่ต่างจากอะไรที่ประชาชน ซึ่งมีหน้าที่ในการพิทักษ์รัฐธรรมนูญสามารถไปยื่นเรื่องต่ออัยการ ถ้าอัยการไม่ฟ้องก็ไม่ได้ ตัดสิทธิในการยื่นตรง ไม่ต่างอะไรจากคดีอาญาครับ นี่คือข้อเท็จจริงที่ต้องพูดกัน และผม ไม่เชื่อละครับว่าถ้าหากว่าประชาชนสามารถยื่นตรงแล้วคดีจะเข้าไปรกศาลเยอะแยะไปหมด ท่านประธานคิดหรือครับว่าจะมีเรื่องที่เข้าข่ายการล้มล้างการปกครองเยอะแยะไปหมด จนศาลไม่สามารถที่จะพิจารณารับ ไม่รับได้เพราะต้องเสียเวลาไปกับเรื่องนี้ ตรงกันข้าม ท่านประธานเห็นไหมครับว่ารอบที่แล้วเสนออัยการไปแล้ว เสนอศาลไปด้วยปรากฏว่าศาล พิจารณาเร็วกว่าอัยการครับ

(จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุรินทร์ ได้ยืนและยกมือขึ้น)
นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านผู้นำฝ่ายค้าน ในสภาผู้แทนราษฎรครับ มีผู้ประท้วงครับ

จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุรินทร์

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย จังหวัดสุรินทร์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมประท้วงผู้อภิปรายตามข้อ ๔๓ ผมว่าผู้อภิปรายกำลังหลงประเด็นอยู่ ไม่มีที่ไหนหรอกที่เขาจะให้คำวินิจฉัยของศาล มาแก้กฎหมาย

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เอาอย่างนี้ท่านประสิทธิ์ครับ เป็นช่วงที่ท่านอภิสิทธิ์ใช้สิทธิอภิปราย ท่านมีสิทธิที่จะแสดงความคิดความเห็นครับ เพราะฉะนั้นจริง ไม่จริงอะไร อย่างไร เดี๋ยวถึงเวลานั้นเราก็พูดของเรานะครับ เพราะฉะนั้น คนฟังเขาจะตัดสินเอง ท่านประสิทธิ์ครับ พอแล้วกระมังครับ

จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุรินทร์

ท่านประธานครับ เราเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเรามีหน้าที่ในการออกกฎหมาย

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านประท้วงนะครับ ท่านประท้วงและผมวินิจฉัยแล้วครับ จบแล้วครับ ท่านต่อเถอะครับ เชิญครับ

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร 🔗

ท่านประธานครับ ผมยืนยันครับว่าจากประสบการณ์คดีที่เพิ่งผ่านมานี้ปรากฏว่าศาลพิจารณาได้เร็วกว่าอัยการ ฉะนั้นที่ไปห่วงว่าอัยการมีบุคลากรเยอะ ศาลไม่ค่อยมีคน มีอยู่ไม่กี่ท่าน มันพิสูจน์แล้วนี่ครับ เอาเข้าจริง ๆ มีเรื่องเร่งด่วนขึ้นมาศาล ท่านก็สามารถที่จะหยิบยกขึ้นมาพิจารณาทำงานในเรื่องนี้ได้ แล้วอย่างที่ผมกราบเรียน ท่านประธานครับ จะมีสักกี่เรื่องที่จะไปเข้าข่ายล้มล้างการปกครองที่จะไปถึงศาล ฉะนั้น ไม่ว่าจะดูจากข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะดูจากหลักกฎหมาย ไม่ว่าจะเทียบเคียงกับกรณีอื่น ๆ ผมก็ยืนยันครับว่าการยื่นแก้ไขครั้งนี้วัตถุประสงค์คือตัดสิทธิประชาชนที่จะร้องตรงต่อศาล ทีนี้ที่ผมอยากจะกราบเรียนท่านประธานต่อไปครับว่าความน่าห่วงใยที่มันเกิดขึ้นในวันนี้ ในสังคมก็คือความจริงพอแก้อย่างนี้แล้วมันน่าคิดว่าเรื่องที่เคยเป็นคดีต่อไปจะเป็นอย่างไร เพราะท่านประธานก็ทราบดีว่าศาลรัฐธรรมนูญท่านวินิจฉัยต่อกรณีการจะรื้อรัฐธรรมนูญ ทั้งฉบับว่าการจะรื้อรัฐธรรมนูญทั้งฉบับนั้นสมควรที่จะได้ไปสอบถามประชาชนหรือทำ ประชามติเสียก่อน เพียงแต่ว่าลำพังการดำเนินการแก้ไขเพิ่มเติมมาตรา ๒๙๑ ศาลท่านบอกว่า ยังไม่เข้าข่ายที่จะไปบอกว่าเป็นการล้มล้างการปกครองท่านก็ยกคำร้อง แต่ในคำวินิจฉัยศาล ก็เขียนนะครับบอกว่า แต่ว่าเมื่อดำเนินการตามแบบนี้ต่อไปวันข้างหน้าถ้าเกิดเข้าไปสู่จุดที่จะ มีการล้มล้างการปกครองหรือไม่ อย่างไร ประชาชนก็ยังมีสิทธิที่จะมาร้องได้ครับ แต่ถ้าแก้ไข ตามฉบับนี้เสร็จประชาชนจะร้องได้ทางเดียวคือไปที่อัยการ ซึ่งเคยแถลงแล้วด้วยว่าเรื่องนี้ อัยการมีความเห็นว่าไม่ส่งศาลครับ ฉะนั้นวันนี้ใครที่บอกว่าไม่มีเจตนาแอบแฝงต้องขึ้นมายืนยันว่า อันนี้ไม่ใช่ใบเบิกทางไปสู่การจะรื้อรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ ใครที่ยืนยันบอกว่าตอนนี้ก็ยอม มาแก้เป็นรายมาตราแล้ว ไม่คิดแล้วเรื่องรื้อรัฐธรรมนูญเพื่อความปรองดองสมานฉันท์ ช่วยยืนยันด้วยนะครับว่าไม่ใช่แก้ฉบับนี้เสร็จแล้ว ก็ถือโอกาสไปเดินหน้าตรงนั้นต่อ เพราะท่านตัดสิทธิประชาชนไม่ให้ไปที่ศาลรัฐธรรมนูญแล้ว ผมจึงยืนยันอย่างไรครับว่า ฉบับนี้เช่นเดียวกัน ลิดรอนสิทธิของประชาชน ลดสิทธิประชาชน ไม่เป็นประชาธิปไตย ไม่ได้มีผลในการปฏิรูป และน่าจะนำมาสู่ความขัดแย้งเช่นเดียวกัน

ฉบับที่ ๓ เรื่องวุฒิสภา ที่จริงเรื่องนี้กระผมคิดว่าทุกคนก็มีสิทธิในการที่จะ แสดงความคิดเห็น แล้วผมก็เรียนตรง ๆ ครับ ผมเชื่อว่าใครอภิปรายเรื่องนี้ก็มีส่วนถูกด้วยกัน ทั้งนั้นครับ เพราะผมยอมรับว่าเรายังไม่ตกผลึกกันจริง ๆ ว่าเรื่องของวุฒิสภานั้นเราจะทำ อะไรกัน วันนี้เราจะมาอาศัยหลักเดียวที่บอกว่าเลือกตั้งดีกว่าไม่เลือกตั้ง มันไม่ใช่คำตอบ ในกรณีของวุฒิสภา เพราะปัจจุบันวุฒิสภาไม่ได้มีผลต่อการเลือกนายกรัฐมนตรี ไม่ได้มีผลต่อ การไว้วางใจ ไม่ไว้วางใจรัฐบาล ไม่มีผลในการที่จะชี้นำในเรื่องของกฎหมายได้นะครับ เพราะสุดท้ายสิทธิของสภาผู้แทนราษฎรในการที่จะลงมติไม่เอาตามวุฒิสภายังมีอยู่เต็มที่ ปัญหาของเราก็คือว่าวุฒิสภาของเราขณะนี้ทำหน้าที่ ๒ อย่าง ๑. คือกลั่นกรองกฎหมาย ต้องการผู้ทรงคุณวุฒิ กับ ๒. คือเข้ามามีผลต่อการเลือกองค์กรอิสระแล้วเข้ามายุ่งเกี่ยวกับ กระบวนการการถอดถอนบุคลซึ่งอาจจะดำรงตำแหน่งทางการเมืองและมาจากการเลือกตั้ง ก็ต้องการคนที่มีความเป็นกลางทางการเมือง ปัญหาก็มีอยู่ว่าการเลือกตั้งโดยตรงแม้จะไป เขียนว่าห้ามสังกัดพรรคการเมือง แม้จะไปเขียนว่าห้ามดำรงตำแหน่งใด ๆ ในพรรคการเมือง มาก่อน เราเชื่อหรือเปล่าครับว่าเป็นหลักประกันว่าเป็นความเป็นกลางทางการเมือง อย่างแท้จริง แล้วเราไม่ได้มาทดลองใหม่นะครับ เราผ่านประสบการณ์ของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ มาแล้ว ผมจะไม่อ่านคำวินิจฉัยที่เป็นรายละเอียดในคดีที่มีการพิจารณายุบพรรคประชาธิปัตย์ เมื่อปี ๒๕๕๐ แต่ในนั้นเนื่องจากว่ามีการมากล่าวหาว่าผมและพรรคประชาธิปัตย์ไปใส่ร้ายว่า มีการไปแทรกแซงวุฒิสภา เราก็จึงได้มีการนำเสนอเอกสารพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับ ปัญหาความไม่เป็นอิสระของวุฒิสภาที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นกรณีการเลือกประธาน และรองประธานสภา ซึ่งคนที่จะเป็นพยานสำคัญได้ดีที่สุดก็คือท่าน ส.ส. นิพนธ์ วิสิษฐยุทธศาสตร์ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความผิดปกติเมื่อไปวิเคราะห์ถึงผลการเลือกตั้งผู้ดำรงตำแหน่งเข้าสู่องค์กรอิสระ ต่าง ๆ ซึ่งสรุปง่าย ๆ ก็คือว่ามีลักษณะการลงคะแนนเป็นบล็อกโหวต (Block vote) ไม่นับ ข้อกล่าวหาหรือการยอมรับว่ามีการหยิบยื่นผลประโยชน์ต่าง ๆ โดยอาศัยอำนาจของรัฐ เราจึงไม่ได้เริ่มต้นใหม่ครับท่านประธาน เราผ่านมาแล้วเราเจอประสบการณ์นั้นมาแล้ว เราควรจะ คิดแก้ไขครับ ไม่ได้หมายความว่าโครงสร้างวุฒิสภาในขณะนี้ดีที่สุดหรอกครับ แต่มันง่ายเกินไป ที่บอกว่าเลือกตั้งแล้วเป็นคำตอบ เมื่อโจทย์ที่เราจะต้องมาช่วยกันแก้คือเราจะมีหลักประกัน ความเป็นกลางทางการเมืองการได้ผู้ทรงคุณวุฒิมาอย่างไร แต่ว่าสิ่งที่กระผมอยากจะชี้ ให้ท่านประธานเห็นว่านอกจากจะไม่เรียนรู้ แล้วการตัดสินใจที่จะแก้รัฐธรรมนูญ ที่เกี่ยวกับการเลือกตั้งวุฒิสภาครั้งนี้ยังถอยหลังไปมากกว่าปี ๒๕๔๐ อีกครับ เพราะอะไรครับ คือที่เสนอเรื่องหลักการของปี ๒๕๔๐ เพราะว่าเป็นการเลือกตั้งทั้งหมด แต่รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ มี ๒ หลักประกันที่ช่วยให้สภาจะดูมีความเป็นอิสระหรือมีโอกาสที่จะมีความเป็น อิสระมากขึ้น

ข้อแรก ในระบบการเลือกตั้งวุฒิสภาตามรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ จังหวัด เป็นเขตเลือกตั้ง หลายจังหวัดจะมี ส.ว. มากกว่า ๑ ท่าน แต่ในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ จะบัญญัติเอาไว้อย่างชัดเจนเลยในมาตรา ๑๒๓ ว่า ผู้มีสิทธิเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภามีสิทธิ ออกเสียงลงคะแนนเลือกตั้งผู้สมัครรับเลือกตั้งในเขตเลือกตั้งนั้นได้หนึ่งคน ตรงนี้เป็นกลไก ที่ช่วยไม่ให้พรรคการเมืองหรือผู้มีอิทธิพลทางการเมืองในพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่งสามารถที่จะมี คนมาลงสมัครเป็นกลุ่มเป็นก้อน แล้วก็ทำให้ประชาชนสนับสนุนเข้ามาทั้งพวงหรือทั้งกลุ่มทั้งก้อนนั้น ไม่ใช่กลไกที่สมบูรณ์หรอกครับ แต่อย่างน้อยก็เป็นหลักประกันระดับหนึ่ง แต่แปลกไหมล่ะครับ เมื่อยืนยันบอกว่าอยากจะได้แบบปี ๒๕๔๐ ทำไมเฉพาะข้อความนี้ไม่เขียนเข้ามา กลับไป เขียนว่าจะไปกำหนดหลักเกณฑ์ต่อไป แล้วมีหลักประกันอะไรล่ะครับว่าจะใช้หลักการนี้ ผมก็มองเป็นอย่างอื่นไม่ได้เมื่อท่านก็หยิบรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ เป็นตัวตั้ง เป็นตัวตั้ง แต่ไม่ลอกตรงนี้มา ผมก็คิดเป็นอื่นไม่ได้นอกจากจะบอกว่าท่านจะไม่เขียนอย่างนี้ แล้วสุดท้ายก็จะทำให้วุฒิสภาต้องไปอิงกับฐานของพรรคการเมืองหรือได้รับอิทธิพลจาก พรรคการเมืองมากขึ้น นั่นประการหนึ่ง

ประเด็นที่ ๒ จะรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ หรือปี ๒๕๕๐ เพื่อให้การปฏิบัติ หน้าที่ของวุฒิสภาเป็นไปในเรื่องของการใช้ความรู้ความสามารถในฐานะผู้ทรงคุณวุฒิ และมีความเป็นกลางทางการเมือง เขาไม่ต้องการให้มีการพะวงกับเรื่องของคะแนนเสียง ฐานเสียงในการเลือกตั้งครั้งต่อไป จะปี ๒๕๔๐ หรือปี ๒๕๕๐ จึงบัญญัติเอาไว้ว่าสมาชิกวุฒิสภา เป็นได้วาระเดียวครับ แล้วต้องเว้น ที่ไปอ้างว่าตอนนี้ทำไมสรรหาเป็นได้มากกว่า ๑ วาระ นั่นเป็นข้อยกเว้นเฉพาะกลุ่มแรกเพื่อให้เกิดการเหลื่อมวาระเขาเป็นไม่ครบ ๖ ปีครับ เขาเป็น ได้แค่ ๓ ปีถูกจับสลากออก อนุญาตให้กลับมาได้อีกหนเดียว แต่หลังจากนั้นไปคือทุกคน เป็นได้วาระเดียว แต่วันนี้ลองเสนอแก้ไขมาก็ไม่เอาตามปี ๒๕๔๐ ไม่เอาตามปี ๒๕๕๐ ครับ จะทำให้วุฒิสภาเหมือนจะเป็นสภาที่จำลองจากสภาผู้แทนราษฎรไปเลย เพียงแต่เวลา ลงเลือกตั้งไม่เปิดเผยเท่านั้นละครับว่าสังกัดพรรคไหน นี่ไม่ใช่การปฏิรูป ผมไม่กล้าพูดว่า ไม่เป็นประชาธิปไตยหรอกครับ แต่มันสอดคล้องกับแนวคิดการรุกคืบหรือการรวบอำนาจ ผมไม่เข้าใจว่าถ้ายึดในหลักการทั้งหมดครบถ้วนทำไมเวลาเสนอร่างแก้ไขเข้ามาไม่เขียน ให้มันครบถ้วน หรือการที่จะเปิดโอกาสให้เป็นได้มากกว่า ๑ วาระก็เพื่อหวังเสียงสนับสนุน จากบุคคลซึ่งอยากจะเป็นมากกว่า ๑ วาระ บรรยากาศการพิจารณา ๒ วันนี้ช่วงท่านประธาน ไม่มีปัญหานะครับ แต่บรรยากาศตรงนี้ก็เกิดปัญหาอย่างนี้ครับ รัฐธรรมนูญเขียนอย่างไร กฎหมายเขียนอย่างไร ข้อบังคับเขียนอย่างไร พวกเราชี้ไม่ได้หรอกครับ ข้อบังคับก็มีแต่ ท่านประธานชี้ รัฐธรรมนูญก็ศาลชี้ กฎหมายก็ศาลชี้ แต่ว่าถ้าเราคิดแต่ว่าตรงไหนเปิดช่อง ไม่ห้ามทำได้ แต่ไม่คิดถึงหลักใหญ่ ไม่แยกแยะ ไม่สนใจว่าการปฏิบัติหน้าที่ของตนเองกำลัง จะเอื้อประโยชน์ให้กับตนเองหรือเปล่า หรือมีความขัดกันในการที่จะปฏิบัติหน้าที่ของตนเอง หรือเปล่า ผมว่านี่คือปัญหาของการเมืองไทยมาโดยตลอด ซึ่งจะเขียนรัฐธรรมนูญอีกกี่ฉบับ ก็แก้ไม่ได้ ผมจึงยืนยันว่าร่างนี้กระผมก็ไม่รับเช่นเดียวกัน ทั้ง ๓ ร่างจึงกล่าวได้เลยครับว่าแม้จะ มีการอ้างอิงถึงเหตุการณ์ จะอ้างอิงถึงหลักประชาธิปไตยกว้าง ๆ แต่เมื่อพิจารณาลึกลงไป ในรายละเอียดจะเห็นได้ว่า ๒ ฉบับตัดสิทธิประชาชน ไม่ได้ทำให้โครงสร้างการเมืองดีขึ้น น่าจะนำมาสู่ความขัดแย้งอีก ๑ ร่าง เป็นการรุกคืบอำนาจและยังมีลักษณะของการที่จะต่อรอง เรื่องของผลประโยชน์เข้ามาเกี่ยวข้อง ผมกราบเรียนท่านประธานครับว่าพวกผมจึงได้ใช้สิทธิ ของพวกกระผมในการคัดค้าน

ประเด็นสุดท้ายที่ผมต้องขอกราบเรียนนะครับท่านประธาน เพราะว่านอกจาก ที่จะกล่าวหาว่าพรรคประชาธิปัตย์อะไรก็ไม่ยอมรับ ทั้งฉบับก็ไม่ได้ รายมาตราก็ไม่ได้ ผมกราบเรียนท่านประธานนิดหนึ่ง พอดีเมื่อเช้าท่านประธานวุฒิสภาท่านให้สัมภาษณ์ สปริงนิวส์ขึ้นมาบอกว่า นิคมยันไม่ถอนตัวทำหน้าที่ประธานสภา เชื่อ ปชป. ตีรวน ประวิงเวลา แก้รัฐธรรมนูญ ผมกราบเรียนท่านประธานครับ พวกกระผมไม่ประวิงเวลาหรอกครับ มันตกลง เวลากันเรียบร้อยแล้วนี่ครับท่านประธาน ๓ วัน และพวกผมก็เปิดทางแล้ว ไม่ได้เรียกร้องว่า ท่านประธานนิคมต้องลงมานั่งข้างล่าง ห้ามปฏิบัติหน้าที่ข้างบน พวกผมถึงขั้นเปิดทางบอกว่า นั่งข้างบนก็ได้แต่ถอนชื่อหน่อย ที่ถอนชื่อนี่ไม่ใช่เพราะพวกผมเชื่อนะครับว่าพอท่านประธาน นิคมถอนชื่อแล้วใจท่านจะกลับมาเป็นกลาง ไม่ใช่ครับ แต่พวกผมเรียกร้องเพื่อรักษา ความสง่างามของตำแหน่งผู้ทำหน้าที่ประธานในที่ประชุมรัฐสภา ถ้าจะเสียเวลากันไปผมถาม ท่านว่าไม่ใช่เพราะการไม่ยอมรับความจริงตรงนี้หรือครับ ประเพณีก็ไม่เคยมี แต่ยืนยันอย่างนี้ผมไม่ทราบเพื่ออะไร การถอนชื่อ ๑ ชื่อไม่ได้มีผลทำให้ ญัตติตกไป การถอนชื่อ ๑ ชื่อผมไม่เชื่อหรอกครับว่ามีผลจะทำให้ร่างนี้ผ่านหรือไม่ผ่าน และผมกราบเรียนแล้วการถอนชื่อไปผมก็ไม่ได้คิดละครับว่าในใจความเป็นกลาง จะเปลี่ยนแปลงไปหรือไม่ อย่างไร แต่พวกผมต้องการความถูกต้อง ความสง่างามในการปฏิบัติหน้าที่ เพราะเรามาพูดถึงกฎหมายสูงสุดของประเทศ ถ้าพวกเรากันเองไม่ทำตัวให้เป็นแบบอย่างว่า ต้องทำทุกอย่างตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย ตามเจตนารมณ์ของวิถีของความเป็น ประชาธิปไตยและธรรมาภิบาล ปัญหาบ้านเมืองแก้ไม่ได้ ปัญหาการเมืองแก้ไม่ได้ จะแก้ รัฐธรรมนูญอีกกี่ครั้ง จะแก้รายมาตรา จะแก้ทั้งฉบับก็แก้ไม่ได้ พวกผมยินดีครับ ที่จะพิจารณาแก้ไขรัฐธรรมนูญในมาตราที่เห็นว่าเป็นประโยชน์ เป็นประชาธิปไตย เป็นการปฏิรูป และนำไปสู่การปรองดอง แต่ ๓ ฉบับนี้ไม่ใช่ พวกกระผมไม่รับหลักการครับ ขอบพระคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ขอสลับไปที่สมาชิกวุฒิสภา บ้างนะครับ ท่านสุเมธ ศรีพงษ์ ๘ นาทีเชิญครับ

นายสุเมธ ศรีพงษ์ สมาชิกวุฒิสภา นครราชสีมา 🔗

กราบเรียบท่านประธาน ที่เคารพ ผม สุเมธ ศรีพงษ์ สมาชิกวุฒิสภาจังหวัดนครราชสีมา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานที่เคารพครับ ปีนี้เราใช้รัฐธรรมนูญมาทั้งหมด ๑๘ ฉบับ และเราเป็นประชาธิปไตยแล้ว ๘๐ ปี แต่ว่ารัฐธรรมนูญที่เป็นอยู่ฉบับนี้คือฉบับปี ๒๕๕๐ นั้น ต้องยอมรับว่ามีหลายประเด็น ที่พวกเราได้พูดถึงในสภาแห่งนี้มามากมายแล้วว่าควรจะมีการปรับแก้ให้มันเหมาะสม ให้มันดี หลายคนพูดว่าแก้เหล่านี้แล้วไม่เกิดประโยชน์กับประชาชน ไม่ใช่หรอกครับท่านประธาน รัฐธรรมนูญนั้นทุกมาตรา ทุกบรรทัดนั้นมีผลต่อประชาชนทั้งประเทศ การแก้มาตราใด ข้อความใดแก้เสร็จแล้วก็สนองต่อประชาชนทั้งประเทศเช่นเดียวกันครับ ผมขอแก้ข่าวนิดหนึ่ง ท่านประธานครับ เมื่อสักครู่ท่านหัวหน้าพรรคฝ่ายค้านบอกว่า ๓ ปีที่ผ่านมานั้น ส.ว. จับฉลากออก ไม่ใช่ครับ ๓ ปี หมดวาระแล้วสรรหาใหม่อีก ๖ ปีครับ ขอกราบเรียนครับ สำหรับประเทศไทยเรานั้น ผมยอมรับว่าเราเดินหน้าสู่ประชาธิปไตย หนีไม่พ้นหรอกครับ อำนาจอธิปไตยนั้นอยู่กับ ประชาชนทุกคนในประเทศ ๖๐ กว่าล้านคน เมื่อเราอยู่ตรงนี้เราต้องเคารพอำนาจของ ประชาชน แต่ว่าในการที่มีรัฐธรรมนูญที่กำหนดให้การได้มาซึ่ง ส.ส. และ ส.ว. ใน ส.ว. นั้น ให้มีการสรรหา ๗๔ คนที่เหลือจากการเลือกตั้งจังหวัดละ ๑ คน ซึ่งตรงนี้เมื่อเรามองว่า อำนาจอธิปไตยนั้นอยู่กับประชาชนแล้วมันก็ไม่โยงยึดต่อประชาชนที่เราพูดมาหลายคนแล้ว ในเรื่องนี้ เมื่อไม่โยงยึดแล้วเราพูดอย่างไรว่าเป็นตัวแทนประชาชน ซึ่งในรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๒๒ กำหนดว่า ส.ว. ย่อมเป็นผู้แทนปวงชนชาวไทย แต่ว่าการสรรหามานั้นจาก ๗๔ คนนั้น ใช้คนสรรหาจากองค์กรต่าง ๆ ๗ ท่าน เรียกว่า ๗ อรหันต์ จริง ๆ แล้วแค่ ๔ ท่านก็ได้ เพราะระบุว่าเสียงส่วนมากเลือกก็ได้นี่คือ ๔ คนใน ๗ คน ๔ คนนั้นเรียกคนมาเป็น แล้วอ้างว่า เป็นตัวแทนปวงชนชาวไทยนั้น ตรงนี้อยากจะสอบถามว่าเป็นอย่างไร เราต้องโยงยึดให้ ประชาชนเลือกตั้งขึ้นมา ดังนั้นจึงต้องแก้ตรงนี้ว่าให้ ส.ว. นั้นควรมาจากการเลือกตั้งทั้งหมด ส่วนจำนวน ส.ว. นั้นเรารองรับตามรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ แล้วว่า ๒๐๐ คนเป็นจำนวน ที่เหมาะสม เป็นจำนวนที่ใช้สัดส่วนประชากรมาคำนวณ การแก้คราวนี้ก็ทำให้เรามองว่า หลายคนบอกว่าแก้แล้ว เลือกตั้งแล้ว ส.ว. จะไปเป็นอาณัติอยู่ในขอบข่ายของนักการเมือง ของพรรคการเมือง และพรรคการเมืองด้วย อันนี้ผมว่าค่อนข้างจะปรามาสดูถูกประชาชน เกินไป ประชาชนในวันนี้ฉลาดครับ รู้อะไรควร ไม่ควร ใครเหมาะ ไม่เหมาะอย่างไรในการที่จะเป็น ตัวแทนของเขาไปทำบทบาท ขณะเดียวกันนั้นการได้มาซึ่ง ส.ว. คุณสมบัติก็ต่างกับ ส.ส. เขตเลือกตั้งก็ต่างกัน เมื่อเป็นเช่นนี้แล้วบทบาทอำนาจหน้าที่ของ ส.ว. จึงย่อมเหมาะสม เช่นเดียวกันครับ สิ่งหนึ่งที่เกิดขึ้นคือว่าคนเพียง ๔ คน หรือ ๗ คนนั้นเลือกคนมาแล้วบอกว่า เป็นผู้แทนปวงชนชาวไทย มีอำนาจตามรัฐธรรมนูญในการถอดถอนผู้มาจากการเลือกตั้ง วันนี้เพื่อนสมาชิกรัฐสภาก็ได้อภิปรายหลายคนแล้วว่ามันไม่เหมาะสม ต้องให้ชาวบ้านเลือก ขึ้นมา บางคนก็ท้วงว่าเลือกขึ้นมาแล้วมาถอด ส.ส. มันไม่ใช่ครับ กระบวนการเข้าสู่ตำแหน่ง ของ ส.ว. ไม่เหมือน ส.ส. ต่างกัน ถ้าหากมองว่าจะถอดถอน ส.ส. ท่านก็มาลง ส.ว. สิครับ อย่าไปลง ส.ส. นั่นคือข้อที่ต้องพูดกันตรงนี้นะครับ นี่คือเรื่องที่จะต้องแก้มาตราเกี่ยวกับ การเป็นมาของ ส.ว. ให้มีการเลือกตั้งครับ

เรื่องที่ ๒ เกี่ยวกับมาตรา ๑๙๐ เรื่องนี้เป็นเรื่องที่เราพูดถึงกันมามากตลอด ๑ ปี ๒ ปีที่ผ่านมานี้ วันนี้เรามีกฎหมาย เรามีกรอบเจรจาเยอะแยะที่กองอยู่ในสภาแห่งนี้ ทำให้ฝ่ายบริหารไปทำงานไม่ได้ครับ ผมศึกษามาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันนี้ผมยังไม่เคยพบเลย ว่ารัฐบาลใด ฝ่ายบริหารใดที่ไปบริหารด้านสัญญาข้อตกลงระหว่างประเทศแล้วเกิดความเสียหาย แก่ประเทศไทย ไม่มีครับ เพราะว่าตัวผู้บริหารเหล่านั้นเองถูกควบคุมโดยสภา และควบคุม โดยฝ่ายบริหารซึ่งมาจากการเลือกตั้งเช่นเดียวกัน ในประเด็นเหล่านี้เราก็มองว่าแล้วเรื่องที่สำคัญ ต้องผ่านรัฐสภา แน่นอนครับ เรื่องความมั่นคง เรื่องเขตแดน วันนี้เราล่าช้าไปหลายเรื่อง ขณะเดียวกันนั้นในการที่รัฐบาลจะมีกรอบเจรจากับต่างชาติต่างประเทศนั้น การเจรจาทุกครั้ง มันมีกลเม็ดเด็ดพราย บางครั้งมีชั้นเชิง แต่ว่านำมาพูดในที่นี้แล้วเมื่อไปคุยกับเขารู้ทันหมดครับ รู้ไส้หมด เราก็ไม่ได้เปรียบจากการทำสัญญากับต่างประเทศเลย และขณะเดียวกันนั้น การที่เรามาเสียเวลาที่สภาแห่งนี้มากนำไปสู่อะไร นำไปสู่การที่รัฐบาลนั้นทำงานไม่ได้หลายเรื่อง ผลเสียก็เกิดต่อความเสียหายกับประเทศด้านเศรษฐกิจ สังคมมากมาย แม้กระทั่งเรื่องบางเรื่อง แค่จะประชุมไซเตสต้องมาประชุมแห่งนี้ ออกกฎหมาย ออกต่าง ๆ ซึ่งมันไม่ใช่ ดังนั้น มาตรา ๑๙๐ นั้นควรจะต้องแก้ให้มีความยืดหยุ่นแล้วก็ทำงานได้ ให้รัฐบาลนั้นเดินหน้าได้ โดยสะดวก โดยง่าย ผมเรียนเมื่อสักครู่นี้แล้วว่าไม่มีรัฐบาลใดที่จะไปทำสิ่งที่เสียหายเหล่านั้น เพราะรัฐบาลนั้นก็ถูกควบคุมโดยกฎหมายรัฐธรรมนูญ โดยศาลปกครอง โดยองค์กรอิสระ ทั้งหลาย หากไปทำไม่ถูกต้องก็ต้องถูกลงโทษตามกฎบัตรของรัฐธรรมนูญที่เขียนไว้อยู่ ดังนั้น สิ่งเหล่านี้เราต้องคิดให้ดีครับว่าความจำเป็นวันนี้เหมาะแล้วต้องรีบแก้ไขเพื่อให้เดินหน้า ต่อไปได้ เพราะกรอบเราทราบว่ากรอบอยู่ในสภาเยอะแยะมาก แล้วประชุมแต่ละครั้งไปได้ ไม่กี่กรอบหรอกครับ ถ้าเป็นเช่นนี้แล้วมากขึ้น ๆ เป็นดินพอกหางหมู ประเทศไทยไปไหนไม่ได้ ต้องหยุดชะงัก เดินไปเดินมาก็ไม่ได้ ก็คงจะฝากพี่น้องสมาชิกสภาได้พิจารณาเรื่องเหล่านี้ด้วย

เรื่องที่ ๓ ในการพิจารณาแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้ คือเรื่องของการเพิกถอน สิทธิของหัวหน้าพรรคและการบริหารตามมาตรา ๖๘ กับมาตรา ๒๓๗ ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ พูดกันมามากแล้วก็พูดกันหลายครั้ง ลูกชายไปทำผิดจะต้องจับทั้งบ้านใช่ไหมครับ แล้วก็รื้อ เสาเรือนไปด้วยใช่ไหมครับ ไม่ใช่ครับ ใครผิดก็ลงโทษคนนั้น ใครไม่ถูกต้องก็ดำเนินการ คนนั้นนะครับ ไม่เช่นนั้นแล้วก็จะเป็นประเด็นที่เหมารวมเข่ง ไม่ถูกครับ หัวหน้าพรรค รับผิดชอบต่อกรรมการบริหารพรรค ถูกต้องครับ หากผิด การดำเนินการต่าง ๆ ก็มีมากมาย อยู่แล้วตามกฎเกณฑ์กติกา ผมก็ฝากข้อคิดนี้ให้สมาชิกรัฐสภาด้วยกันครับ ขอบคุณมากครับ

นายเจะอามิง โตะตาหยง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นราธิวาส

ท่านประธานที่เคารพ กระผม เจะอามิง โตะตาหยง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดนราธิวาส พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ วันนี้ก็เป็น อีกครั้งที่รัฐสภาต้องมานั่งแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญ ถามว่าวันนี้กฎหมายรัฐธรรมนูญ ประชาชนทั้งประเทศกี่ร้อยกี่ล้านคนที่ได้อ่านกฎหมายรัฐธรรมนูญอย่างแท้จริง ในขณะที่เรา พูดในสภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้ครับ ประชาชนบางคนก็สับสนครับว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญนี่ พี่น้องประชาชนเขาจะได้อะไร ท่านประธานครับ ประชาชนเขาสนใจในเรื่องว่าวันนี้เศรษฐกิจ สังคมเขาจะอยู่ได้อย่างไร กฎหมายรัฐธรรมนูญถึงแม้เป็นกฎหมายสูงสุดที่ปกครองประเทศ ปกครองคนทั้งประเทศ แต่สิ่งที่ตรงใจพี่น้องประชาชนอย่างแท้จริงก็คือความเป็นอยู่ของ พี่น้องประชาชน วันนี้ทุกคนซึ่งเป็นพี่น้องประชาชนเข้าใจว่าการแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญ ครั้งนี้คนที่ได้ประโยชน์มากที่สุดก็คือคนที่อยู่ในกลุ่มฝ่ายการเมืองที่นั่งอยู่ตรงนี้ครับ ท่านประธานที่เคารพครับ ๓๐๙ มาตรา ในกฎหมายรัฐธรรมนูญมันไม่มีพี่น้องประชาชนที่ได้ เข้าใจ ที่เราพูดถึงมาตรา ๑๐๙ มาตรา ๑๑๑ ถามว่าพี่น้องประชาชนเข้าใจไหมครับ พี่น้องประชาชนไม่เข้าใจสิ่งที่เขาเข้าใจมากที่สุดวันนี้คืออยากจะเห็นว่าบ้านเมืองนี้เดินหน้าไปได้ ท่านประธานที่เคารพครับ การแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นที่มาตัวบทของมันก็คือว่ามันเป็นที่มา จากกลุ่มการเมืองกลุ่มหนึ่งที่พยายามจะแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญไปสู่อำนาจของตัวเอง ใช่หรือไม่ ท่านประธานครับ พอย้อนกลับไปดูในการแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญ สิ่งที่ผม อยากจะพูดถึงก็คือว่าในกฎหมายรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๐ ซึ่งได้มีการแก้ไขในรัฐสภาแห่งนี้ และวันนี้ที่กำลังพิจารณา ผมอยากจะกราบเรียนท่านประธานไปถึงพี่น้องประชาชนที่ฟัง เรื่องการแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๐ มันมีนัยหรือว่าความสำคัญอย่างไร สิ่งที่ผม จะต้องนำเรียนต่อท่านประธานผ่านถึงผู้ที่มีการแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญว่าการแก้ไข กฎหมายรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๐ ที่จริงเพื่อหลีกเลี่ยงกรอบการเจรจา ท่านประธานครับ ผมไม่แน่ใจครับ เวลาท่านนิคมขึ้นมาท่านประธานนั่งก่อนได้ไหมครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ไม่เป็นไรครับ ท่านเอาให้จบ จบแล้วจะเข้าสู่ระบบเดี๋ยวผมเปลี่ยนให้ท่านนิคม หลังจากท่านจบผมเปลี่ยนเลย

นายเจะอามิง โตะตาหยง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นราธิวาส

ท่านประธานสมศักดิ์ต้องนั่งก่อนนะครับ เพราะว่าท่านนิคมขึ้นมานี่พวกผมไม่อภิปราย

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ยินดีครับ เชิญต่อเลยครับ ไม่เป็นไรผมจะอยู่

นายเจะอามิง โตะตาหยง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นราธิวาส 🔗

ให้ท่านนิคม ลงไปก่อนนะครับท่านประธาน ขอบคุณมากครับท่านนิคม ท่านประธานที่เคารพครับ สิ่งที่ เราต้องยอมรับก็คือว่ากฎหมายรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๐๙ เป็นประเด็นครับ เป็นประเด็น ซึ่งเกี่ยวข้องกับอำนาจอธิปไตยของประเทศไทย ท่านประธานที่เคารพครับ เราต้องไม่ลืมว่า กฎหมายรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ มีการบัญญัติไว้ในกฎหมายรัฐธรรมนูญ ที่มาของมาตรา ๑๙๐ เพราะอะไรครับท่านประธาน มันเกิดเพราะว่ารัฐบาลในสมัยนั้นมีข้อครหาว่ามีการฉ้อฉล และใช้สถานะของฝ่ายบริหารในการทำสัญญากับนานาประเทศและข้อตกลงทางการค้า และการลงทุนระหว่างประเทศหรือที่เรียกว่าเอฟทีเอ โดยเจตนาหลบเลี่ยงไม่นำหนังสือสัญญา เข้าสู่ในการพิจารณาความเห็นชอบของรัฐสภา เห็นไหมครับท่านประธานที่เคารพครับ จากการมุบมิบเรื่องเหล่านี้ครับนำไปสู่ในการที่จะต้องมีมาตรา ๑๙๐ บรรจุไว้เพื่ออะไรครับ ท่านประธาน เพื่อประโยชน์ของบ้านเมือง เพื่อประโยชน์ของประเทศชาติ ท่านประธาน ที่เคารพครับ อย่าลืมว่ามาตรา ๑๙๐ เราเคยได้รับการชื่นชมจากพี่น้องประชาชน และภาคประชาชนว่าสามารถเข้าถึง และสามารถตรวจสอบในการทำงานของรัฐบาล อันอาจจะนำไปสู่ในการอิงเรื่องผลประโยชน์แอบแฝงโดยกลุ่มนักการเมืองบางกลุ่มก็อาจจะ เป็นได้ ท่านประธานที่เคารพครับ เราต้องย้อนกลับมาดูอีกเรื่องหนึ่งครับท่านประธาน ในกรณีในการที่เรามีมาตรา ๑๙๐ ถามว่าเราจะไปนั่งแก้มาตรา ๑๙๐ ให้เป็นที่เรื่องยุ่งยาก ทำไมเรากลับไม่ไปยอมรับในมาตรา ๑๙๐ และแสดงเจตนารมณ์ของฝ่ายการเมือง แสดงความบริสุทธิ์ของนักการเมืองว่าเรายอมรับในกติกาเหล่านี้ แล้วเราก็สามารถที่จะ เดินได้ในการที่จะไม่ต้องแก้กฎหมายรัฐธรรมนูญก็ไม่คิดทำท่านประธาน คิดทำวันนี้ทำเพื่อ มันมีอะไรแอบแฝง มันมีความแอบแฝงในการแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญ ผมเชื่อของผมครับว่า มันจะต้องมีการหมกเม็ดเพื่อผลประโยชน์ของกลุ่มฝ่ายการเมืองบางกลุ่มเพื่ออะไรครับ เพื่อที่ ต้องการให้สังคมไม่ได้แลเห็นและไม่สามารถติดตามได้ เพราะการไปทำสัญญาผมเรียนกับ ท่านประธานอย่างง่าย ๆ อย่างนี้ครับว่า ผมยกตัวอย่างในกรณีในการไปทำสัญญากรณี ปราสาทพระวิหาร ถามว่าซึ่งมันส่วนเกี่ยวข้องกับด้านความมั่นคง เศรษฐกิจ และสังคม นี่ครับ ถ้าตัดประเด็นมาตรา ๑๙๐ ออกไปการทำสัญญานี้ไม่ต้องผ่านรัฐสภา และใครรับผิดชอบล่ะครับท่านประธาน และในประเด็นปราสาทพระวิหารก็จะนำไปสู่ในกลุ่ม พื้นที่ซับซ้อนในทางทะเล กฎหมายรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๐ มันมีความสำคัญที่จะสามารถ ควบคุมกลไกของรัฐซึ่งขึ้นไปเป็นฝ่ายบริหารไม่ให้มีอำนาจแอบแฝง อำนาจแอบแฝง เพื่อประโยชน์ของตัวเองและกลุ่มพรรคพวกของตัวเองครับท่านประธาน อันนี้ผมยกตัวอย่าง ให้เห็นเพื่อสังคมได้แลเห็นและพี่น้องประชาชนจะได้เห็นได้ชัดลงไปว่าความสำคัญที่เราพูดถึง ในกฎหมายรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๐ นี้ก็เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของชาติและบ้านเมือง ท่านประธานที่เคารพครับ ผมไปดูในเนื้อหาสาระที่ในกฎหมายรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๐ วรรคสอง วรรคสาม วรรคสี่ ซึ่งการทำการเจรจาความใด ๆ ซึ่งเกี่ยวข้องกับนานาอารยประเทศ จะต้องมาขอความเห็นชอบจากรัฐสภา แต่เมื่อตัดข้อความเหล่านี้ผมไม่แน่ใจว่าในกรอบ ในการทำงานจริง ๆ ในระบบรัฐสภา และฝ่ายบริหารจะต้องย้อนกลับมาขอความเห็นชอบ จากรัฐสภาหรือไม่ ถ้าไม่ขอความเห็นชอบจากรัฐสภาถามว่าอำนาจในการจะไปควบคุมกลไก และฝ่ายบริหารใครจะไปควบคุมประสิทธิภาพในการควบคุมในการบริหารงานทั้งหมด มันอยู่ที่รัฐสภา มันอยู่ที่สภาผู้แทนราษฎรครับท่านประธาน ท่านประธานที่เคารพครับ เราก็ต้องยอมรับครับ ประเด็นที่สำคัญก็คือว่าเวลานี้กฎหมายรัฐธรรมนูญมันไม่ใช่ตัวปัญหา แต่ปัญหาจริง ๆ มันอยู่ที่ฝ่ายการเมืองและนักการเมือง วันนี้นักการเมืองพยายามใช้อำนาจ ทางการเมืองที่ตัวเองมีอยู่เพื่อผลประโยชน์ของตัวเอง จะสังเกตเห็นว่าใน ๒ ร่างก่อนหน้านี้ ก็เหมือนกันครับ ถ้าพี่น้องประชาชนจะมองขมวดลงมาในการประชุมร่วมกันของรัฐสภาวันนี้ ก็จะเห็นครับว่ามันไม่พ้นจากข้อกล่าวหาจากพี่น้องประชาชนว่าที่รัฐสภากำลังพูดถึงในเรื่อง กฎหมายนี้เพื่อผลประโยชน์ของตัวเองทั้งนั้นเลย ท่านประธานที่เคารพครับ แล้วอย่ามาอ้างว่า การแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญครั้งนี้จำเป็นที่จะต้องแก้เพราะประเทศเดินไม่ได้ มันไม่ใช่ครับ ผมยืนยันว่ากฎหมายมันไม่ใช่ตัวปัญหา ตัวปัญหาอยู่ที่ฝ่ายการเมืองบางกลุ่มบางคนเท่านั้น ท่านประธานที่เคารพครับ ประเด็นปัญหามาตรา ๑๙๐ เป็นเรื่องที่สำคัญอย่างยิ่ง ขั้นตอน ความสำคัญของมาตรา ๑๙๐ ในการทำหนังสือสัญญาต่าง ๆ กับต่างประเทศต้องยอมรับว่า มันไม่มีเหมือนที่ท่านหัวหน้าอภิสิทธิ์ได้พูดถึงก่อนหน้านี้ว่ามันไม่มีแม้กระทั่งในฝ่ายบริหาร บางครั้งฝ่ายบริหารเองก็ยังไม่สามารถรู้ได้ว่าการทำงานในการเจรจาความใด ๆ ซึ่งบางเรื่อง ในฝ่ายบริหารก็ยังไม่สามารถที่จะขมวดและเข้าใจปัญหาได้ แต่สิ่งที่เข้าใจมากที่สุดคือ ในสภาผู้แทนราษฎรได้แสดงข้อคิดเห็นครับท่านประธาน ท่านประธานที่เคารพครับ ประเด็นวันนี้คือต้องยืนยันว่าการแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญทั้ง ๓ ฉบับ ผมเองยืนยันว่า กฎหมายรัฐธรรมนูญสามารถแก้ได้บางมาตราที่พวกเราได้ยืนยันกันมาตลอด และยืนยันว่า การแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญอย่าให้มีการแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญที่จะต้องไปกระทบกับ สถาบันและอำนาจพระมหากษัตริย์ แต่ในบางประเด็นมีความจำเป็นต้องการแก้ไขก็แก้ไขได้ แต่บนพื้นฐานที่เราต้องยอมรับอย่างหนึ่งว่าต้องรู้จักอำนาจและหน้าที่ ต้องรู้จักถึงผลประโยชน์ ของประเทศชาติและบ้านเมืองเป็นหลัก ไม่ใช่ยึดหลักของฝ่ายการเมืองเป็นหลักและประเทศชาติ มาอันดับรอง ถ้าอย่างนี้บ้านเมืองเดินหน้าไม่ได้ครับท่านประธาน ท่านประธานที่เคารพครับ การแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญในครั้งนี้เวลาไปดูในเนื้อหาสาระในรายละเอียดจริง ๆ ผมเรียน ยืนยันต่อท่านประธานอย่างนี้ครับ ที่ผมไม่สามารถจะรับร่างกฎหมายรัฐธรรมนูญทั้ง ๓ ฉบับได้ เวลาไปดูในเนื้อหาเหมือนที่ท่านสมาชิกได้อภิปรายในสภาผู้แทนราษฎรแต่ละคน แต่ละ ประเด็นขึ้นมาซึ่งไม่มีความซ้ำซาก ที่มองเห็นได้ชัดเจนก็คือว่าการแก้ไขวันนี้คือพยายาม ปิดหูปิดตาประชาชน พยายามปิดหูปิดตาสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ กรณีการทำ สัญญาในการเปลี่ยนอาณาเขตเราต้องยอมรับว่าถ้าไม่ผ่านกระบวนการ ถ้าไปแก้กฎหมาย รัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๐ แล้วมันจะเป็นการเอื้อประโยชน์ให้กับธุรกิจการเมืองช่วงสุดท้าย อย่างแน่นอนครับท่านประธาน ท่านประธานครับ การแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญในขณะนี้ เราต้องยอมรับถ้าตามเรื่องการแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญนี้ ถ้าตามตั้งแต่เริ่มต้นเราจะได้ แลเห็นกันอย่างชัดเจนว่าวันนี้มีกระบวนการที่เขาทำกัน แยกกันเสนอ ร่วมกันตีความ ท่านประธานครับ สิ่งเหล่านี้ครับที่ผมยืนยันว่าถ้ามีการแก้ไข มีการหมกเม็ด ลักษณะอย่างนี้ ผมไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญทั้ง ๓ ฉบับ ขอบคุณครับท่านประธาน

(นายบุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ ได้ยืน และยกมือขึ้น)
นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านบุญยอดมีอะไรครับ

นายบุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาครับ บุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกรัฐสภา ผมขอประท้วงนะครับ ก่อนที่ ท่านเจะอามิงจะจบการอภิปรายประมาณ ๕ นาที ท่านประธานรับโทรศัพท์ ผมคิดว่าท่าน ทำผิดกฎข้อบังคับการประชุมเองนะครับ แล้วก็เกิดขึ้นมาแล้วหลายครั้ง ผมอยากทราบครับ ใครโทรศัพท์หาท่าน ใครใหญ่กว่าท่านประธานรัฐสภาของผมที่ได้โทรศัพท์มาทำอะไรครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ผมโทรศัพท์ ประสานงานเพื่อให้การประชุมดำเนินไปด้วยความเรียบร้อย ผมคุยกับท่านประธานวิปรัฐบาล อำนวย คลังผา เช็กเรื่องเวลาครับ พยานก็อยู่นี่ครับ

นายบุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านจะใช้ เลขาธิการก็ได้นะครับ ท่านใช้เลขานุการส่วนตัวก็ได้ ท่านเลขานุการวิปก็ได้

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านครับ มันต้องหารือครับ เป็นการหารือเท่านั้นเอง คุยกันเรื่องการทำงานครับ

นายบุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธานวิปฝ่ายค้านจะโทรศัพท์หาท่านบ้างได้ไหมครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ว่าอย่างไรนะครับ

นายบุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธานวิปฝ่ายค้านจะโทรหาท่านบ้างได้ไหมครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ได้ครับ ไม่เห็นเป็นไรครับ

นายบุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ได้นะครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ครับ

นายบุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

และมีข้อบังคับว่าเราห้ามใช้โทรศัพท์มือถือ เครื่องมือสื่อสารในห้องประชุม

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ไม่เป็นไรครับ ถ้าถือว่า ผิดพลาดก็ขออภัย แต่ก็เป็นเรื่องงานครับ ขอบคุณครับ

นายบุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ผมติงท่านนะครับว่าท่านไม่ได้มีสมาธิในการฟังการอภิปรายในครั้งนี้ ขอบพระคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ก็เป็นเรื่องของงานครับ อย่าไปหยุมหยิมเลยครับ พอแล้วครับ จบแล้วครับ ถ้าประเด็นนี้จบแล้วครับ ถ้าเป็นประเด็นนี้จบ

(จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุรินทร์ ได้ยืนและยกมือขึ้น)

ท่านประสิทธิ์พอเถอะครับ มันมาดีโดยตลอดพอเถอะครับ เชิญครับ

จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุรินทร์

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ กระผม จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดสุรินทร์ พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมต้องประท้วงผู้ประท้วงตามข้อบังคับ ข้อ ๔๓ ประเด็นอย่างนี้มันแสดงถึงความใจแคบ ยังไม่รู้เหตุ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เอาละครับ ถ้าเรื่องนี้ จบแล้วครับ เอาเป็นว่าผมเตือนท่านประสิทธิ์ก็แล้วกัน จบแล้วครับ ประเด็นนี้ไม่อนุญาต แล้วนะครับ

(นายวัฒนา เมืองสุข สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ ได้ยืนและยกมือขึ้น)

ท่านวัฒนามีอะไรครับ

นายวัฒนา เมืองสุข สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม วัฒนา เมืองสุข สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ขอใช้สิทธิพาดพิงแล้วก็อภิปรายใช้เวลาไม่นานครับ ท่านจะหักเวลาจาก พรรคเพื่อไทยผมก็ไม่ขัดข้อง

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เอาอย่างนี้ ท่านจะใช้สิทธิ อภิปรายหรือจะใช้สิทธิพาดพิง

นายวัฒนา เมืองสุข สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ผมใช้สิทธิ อภิปรายแล้วก็ใช้สิทธิพาดพิงคู่กันไป ท่านหักเวลาจากพรรคผมไม่ขัดข้องครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เอาเป็นว่าใช้สิทธิอภิปราย เลยดีไหม

นายวัฒนา เมืองสุข สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ได้ครับ ท่านครับ ผมตอบฝ่ายค้านก็ได้ครับ ไม่มีข้อบังคับห้ามอภิปรายซ้ำครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เป็นดุลยพินิจของประธานครับ

(นายประเสริฐ พงษ์สุวรรณศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดยะลา ได้ยืนและยกมือขึ้น)

ท่านประเสริฐมีอะไรครับ

นายประเสริฐ พงษ์สุวรรณศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ยะลา

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพครับ กระผม นายประเสริฐ พงษ์สุวรรณศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดยะลา พรรคประชาธิปัตย์ เป็นสิทธิของท่านประธานที่จะให้อภิปรายหรือไม่ แต่เนื่องจากว่าเรามีข้อตกลงกันที่ท่านประธานทราบครับ ๒ ๑ ๒ ๑ นะครับ เมื่อสักครู่ ของฝ่ายพรรคประชาธิปัตย์อภิปรายเพียง ๑ ท่าน ต่อจากนี้ก็เป็นคิวของพรรคประชาธิปัตย์ ต่อครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เข้าใจครับ ทีนี้เวลาของผม หมดไปตั้ง ๑๐ นาทีแล้วครับ ท่านรองประธานนิคมรอผมอยู่ข้างหลังจะมาเปลี่ยนหลังจากที่ ผมเอ่ยชื่อฝั่งนี้ แล้วก็เลยเวลาที่จะต้องสับเปลี่ยน ๑๐ นาทีแล้วครับ ฉะนั้นเชิญท่านวัฒนา ๑๐ นาทีนะครับ

นายศุภชัย ศรีหล้า สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อุบลราชธานี

ท่านประธาน ที่เคารพครับ เนื่องจากบุคคลต่อไปเป็นผมที่จะต้องอภิปรายต่อ อยากจะขออนุญาตให้ ท่านประธานได้อยู่ทำหน้าที่ต่ออีกสักนิดหนึ่งครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

อย่างนี้ครับท่าน มันมีล็อก เวลาไว้แล้ว แล้วก็เลยมา ๑๐ นาที ผมต้องพักบ้างครับ อย่าโต้แย้งเลยครับ เดี๋ยวท่านนิคม ขึ้นมา ๒ ชั่วโมง ห้าโมงเย็นผมก็ต้องขึ้นมาอีกรอบหนึ่ง เชิญท่านวัฒนาครับ

นายวัฒนา เมืองสุข สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธาน ที่เคารพครับ วัฒนา เมืองสุข สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย กระผมกราบเรียนกรณีท่านผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรได้พาดพิงกระผมเป็นประการแรก โดยเฉพาะเกี่ยวกับการอภิปรายกรณีของมาตรา ๖๘

(นายณัฏฐ์ บรรทัดฐาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร ได้ยืน และยกมือขึ้น)
นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

มีอะไรครับ

นายณัฏฐ์ บรรทัดฐาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร

ขออนุญาตนิดหนึ่งท่านประธานครับ ขออภัยท่านผู้กำลังอภิปรายนะครับ ท่านประธานครับ คืออย่างนี้ได้ไหมครับ เดิมเรามีข้อตกลงกันไว้เป็น ๒:๑ ๒:๑ เพราะท่านประธานก็เป็นคนพูดเอง ทีนี้ผมเกรงว่าถ้าไม่เป็นไปตามนั้นก็จะไปมีปัญหาเวลาเรื่องของการอภิปรายอยู่ดี แต่ถ้าคิดว่า จะไม่เอาข้อตกลงที่ท่านประธานได้พูดไว้ ๒:๑ ๒:๑ อย่างนี้นะครับ ถ้าอย่างนั้นรบกวน ท่านประธานอยู่ถึงให้ท่านศุภชัยพูดก่อนถึงสัก ๑๕.๓๐ นาฬิกา ผมคิดว่าก็น่าจะเป็นทางออก ที่เหมาะสมที่สุด เพราะไม่อย่างนั้นถ้าเปลี่ยนไปแบบนี้แล้วทุกครั้งที่ท่านประธานขึ้นมา แล้วสลับตัวท่านประธานกัน ท้ายที่สุดก็จะมีปัญหา มีผู้อภิปรายฝ่ายค้านตกค้างอีกอยู่ดีครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

อย่างนี้ครับ เวลาที่จะต้อง มาสับเปลี่ยนบ่ายสามโมง ตอนนี้กินเวลาฝั่งนี้ไปแล้วครับ ฝ่ายท่านกินเวลาฝั่งนี้ไปแล้ว

นายณัฏฐ์ บรรทัดฐาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร

ไม่ใช่ครับท่านประธาน คือเรื่องนั้นเข้าใจครับท่านประธาน

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

อย่าแย้งเลยครับ ตอนนี้ ท่านนิคมต้องมาเปลี่ยนแล้ว ผมต้องลงไปแล้วครับ เพราะฉะนั้นก็เป็นส่วนที่ได้ตกลงกันไว้ ก็เป็นท่านวัฒนาต้องอภิปรายอยู่แล้ว มันตามเงื่อนไข ตามข้อตกลงอยู่แล้ว

นายณัฏฐ์ บรรทัดฐาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร

ถ้าอย่างนั้นเดี๋ยวขอรบกวนนิดหนึ่ง ท่านนิคมจะทำหน้าที่ถึงเวลาเท่าไรครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ถึงห้าโมงเย็น ๒ ชั่วโมง แล้วผมก็มารับต่ออีก นี่กินเวลาไป ๑๐ กว่านาทีแล้ว อย่าประท้วงเลยครับ เชิญครับ

นายบุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาครับ ผม บุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกรัฐสภา ผมต้องขอ ความชัดเจนจากท่านประธานนะครับว่าสมาชิกสามารถที่จะอภิปรายหลายครั้งได้จริงหรือไม่ ถ้าท่านผู้ที่จะอภิปรายในต่อนี้ซึ่งอภิปรายไปแล้ว ท่านวัฒนา ขออนุญาตเอ่ยนาม ถ้าท่าน ทำได้ สมาชิกในห้องนี้ทุกคนย่อมทำได้เท่ากันใช่หรือไม่ครับ ขอให้ท่านวินิจฉัยด้วยนะครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เอาอย่างนี้ เมื่อสักครู่ ท่านบุญยอด ขอใหม่อีกครั้ง อย่างไรครับ

นายบุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ได้ครับ ท่านประธานกรุณามีสมาธิต่อการประชุมสำคัญนะครับ ท่านประธานครับ ผมเรียนถามต่อ ท่านว่าท่านวัฒนากำลังจะอภิปรายเป็นครั้งที่ ๒ แสดงว่านี่เป็นกติกาที่จะใช้กับสมาชิกทุกคน ใช่ไหมครับ ถ้าท่านวัฒนาอภิปรายได้หลายครั้ง พวกผมทุกคนรวมทั้งสมาชิกวุฒิสภาทุกคน ก็จะอภิปรายได้หลายครั้งใช่หรือไม่ครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เอาอย่างนี้ครับ ขออย่างนี้ ก็แล้วกัน เอาว่าผมเอาไปตามลำดับก็แล้วกัน เป็นท่านนิรมิต สุจารี แล้วจะอภิปรายซ้ำ หรือไม่ซ้ำอย่างไรเดี๋ยวไปคุยกันอีกที ไม่อย่างนั้นมันก็จะวุ่นไปหมด

นายบุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธานครับ ผมคิดว่าท่านประธานตัดสินใจได้นะครับ ถ้าท่านให้ท่านวัฒนา ให้ไปเลยครับ แล้วพวกผมจะใช้สิทธิเท่าเทียมกันครับ

นายวัฒนา เมืองสุข สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ผมใช้สิทธิ พาดพิงนะครับท่านประธาน

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เอาอย่างนี้ สรุปแล้วท่านจะ ใช้สิทธิพาดพิงใช่ไหมครับ

นายวัฒนา เมืองสุข สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ครับผม

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

พาดพิงประเด็นไหน พาดพิงตรงไหนครับ

นายวัฒนา เมืองสุข สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ประเด็น ที่ท่านผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรอ้างว่ากระผมขอเสนอแก้ไขมาตรา ๖๑ โดยอ้าง ความชัดเจนของกฎหมาย ท่านประธานครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ขอชัด ๆ อีกที พาดพิงทำให้ ท่านเสียหายประเด็นไหน

นายวัฒนา เมืองสุข สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธานครับ ท่านผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรได้อ้างว่าการขอแก้ไขมาตรา ๖๘ ที่กระผมอภิปรายว่าเพื่อให้เกิดความชัดเจน ความจริงศาลรัฐธรรมนูญได้ตัดสินชัดเจนแล้ว ท่านอ้างคำพูดที่ผมใช้คำว่า ลีกัล เซอร์เทนตี อันนี้พาดพิงถึงผมโดยตรง แล้วผมกราบเรียน ท่านประธานว่าในกรณีที่การใช้สิทธิอภิปราย ฝ่ายค้านก็มีสิทธิจะอภิปรายได้ถ้าวิปส่งชื่อ มาแล้วก็หักเวลา อันนี้เป็นสิทธิของสมาชิก กระผมเห็นว่าการที่ท่านผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ได้พูดพาดพิงถึงกระผมทำให้กระผมได้รับความเสียหาย กราบเรียนท่านประธานอย่างนี้ครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

อย่างนี้ท่านวัฒนา . เดี๋ยวไม่อย่างนั้นมันจะไม่จบ เอาว่าประเด็นตรงนั้นทำให้ท่านเสียหายตรงไหน

นายวัฒนา เมืองสุข สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธานฟังอภิปรายก่อนสิครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ชี้ประเด็นที่เสียหาย

นายวัฒนา เมืองสุข สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ครับ ผมจะ กราบเรียนอย่างนี้ครับท่านประธาน ผมได้อภิปรายว่ากรณีมาตรา ๖๘ ในวันนี้ การยื่น ขอแก้ไขเพื่อทำให้เกิดความชัดเจนไม่ได้เป็นการตัดสิทธิประชาชน จริงอยู่ศาลพิพากษาแล้ว พวกผมเคารพในคำพิพากษา

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านครับ ท่านต้องชี้ให้ผม เห็นว่าท่านเสียหายตรงไหน ถ้าชี้ไม่ได้ผมไม่อนุญาตละครับ

นายวัฒนา เมืองสุข สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธานครับ ทำให้ประชาชนเข้าใจผิด ผมเสียหายครับ คิดว่ามาใช้สภาแห่งนี้เป็นที่ ไม่เคารพคำพิพากษา ไม่ใช่ครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

อย่างนี้ท่านครับ นั่นเป็น ความเห็นที่ท่านต้องหาเหตุผลมาประกอบการอภิปราย ทีนี้เราก็มีสิทธิที่จะชี้ความเห็น ของเราเหมือนกัน แล้วประชาชนฟังอยู่เขาจะตัดสินเอง ขอเป็นอย่างนั้น ไม่อย่างนั้นก็ไม่จบครับ ขออย่างนี้ดีกว่าครับ

นายวัฒนา เมืองสุข สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ผมใช้เวลา ของพรรคในการที่ผมจะชี้แจง

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

มันไม่ใช่อย่างนั้นนะครับ มันจะประชุมต่อไม่ได้ เอาว่าประเด็นไหนท่านให้ใครช่วยชี้แจงประเด็นนั้นก็ได้ แล้วเอาเหตุผลประกอบ เป็นความเห็นประกอบการอภิปรายนะครับ ทางนี้มีความเห็น เป็นสีขาว เราเห็นว่าเป็นสีดำ เราก็ให้เหตุผลประกอบไปสิ มันก็ขัดกันอยู่แล้ว ประชาชนเขาฟังอยู่ เขาตัดสินเองครับ มันต้องอย่างนั้นครับ

นายวัฒนา เมืองสุข สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ผมใช้สิทธิ ในฐานะเวลาของฝ่ายผม ท่านประธานครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ใช่ ทีนี้ประเด็นคือ ท่านอภิปรายแล้วจะขออภิปรายซ้ำอีก เรื่องอย่างนี้ฝ่ายค้านเขาไม่ขัดข้องครับ เขาบอกว่า ถ้าใช้อย่างนี้ฝั่งนี้ก็จะเอาด้วย เขาไม่ขัดข้อง ผมถึงถามอย่างนั้นวิปลองไปคุยกัน

นายวัฒนา เมืองสุข สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

อยู่ใน ดุลยพินิจท่านประธาน ถ้าวิปเขาส่งชื่อแล้วก็หักเวลาของเขาก็ไม่แปลกนี่ครับท่านประธาน มันแปลกตรงไหนล่ะครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ก็เราไปคุยวิปครับ ถ้าวิป โอเคแล้วส่งชื่อขึ้นมาผมไม่ขัดข้องครับ เอาว่าผมให้ท่านนิรมิต สุจารี ก่อน ๑๐ นาที ส่วนท่าน หารือวิปครับ หารือวิปเอาอย่างไรบอกมาไม่มีปัญหาครับ ผมไม่มีปัญหา เชิญท่านนิรมิต สุจารี ครับ

นายวัฒนา เมืองสุข สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ของผม วิปส่งชื่อไปแล้วนี่ครับท่านประธาน

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ไม่เป็นไร หารือวิปแล้วส่งมา มันมีปัญหาใหม่ มันมีอย่างนี้วิปจะเอาอย่างไรบอกมาผมพร้อมครับ เชิญครับ ๑๐ นาที

นายนิรมิต สุจารี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ร้อยเอ็ด 🔗

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นิรมิต สุจารี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดร้อยเอ็ด พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานที่เคารพครับ รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน เป็นฉบับที่มีการวิพากษ์วิจารณ์ว่ามีข้อบกพร่องมากที่สุด ดังนั้นผมจึงมีความเห็นพ้องในการที่จะ สนับสนุนในการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๕๐ โดยเฉพาะในเรื่องของมาตรา ๑๙๐ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมใคร่ขออนุญาตกราบเรียนต่อท่านประธานว่าประเด็น ในการพิจารณาว่ามาตรา ๑๙๐ แห่งรัฐธรรมนูญ พุทธศักราช ๒๕๕๐ นั้นมีข้อบกพร่อง เห็นสมควรที่จะมีการแก้ไข ปรับปรุงกันอย่างไรบ้าง ประการแรกครับ อำนาจในการทำ หนังสือสัญญาเป็นอำนาจขององค์กรนิติบัญญัติหรือฝ่ายบริหาร กระผมขอกราบเรียนต่อ ท่านประธานว่ารัฐธรรมนูญฉบับเริ่มแรกที่มีใช้ในประเทศไทยจนถึงปัจจุบันได้รับรองการมีอำนาจ ในการที่จะทำหนังสือสัญญาให้แก่ฝ่ายบริหาร ผมอยากจะกราบเรียนต่อท่านประธานว่า รัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๔๐ ได้กำหนดให้รัฐบาลมีอำนาจในการที่จะทำสัญญา และขณะเดียวกันการทำสัญญานั้นเราได้มีอนุสัญญากรุงเวียนนาว่าด้วยสนธิสัญญา ค.ศ. ๑๙๖๙ ได้กำกับว่าผู้ที่จะทำสัญญาได้มีบุคคลอยู่ ๓ ประเภทด้วยกัน ๑. ประมุข ของประเทศ ๒. หัวหน้ารัฐบาล ๓. รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ นั่นก็คือกรอบ ที่ได้วางไว้ รัฐธรรมนูญของไทยเราก็ได้บัญญัติสอดคล้องกับสนธิสัญญากรุงเวียนนาตลอดมา ท่านประธานที่เคารพครับ รัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๐ วรรคสาม บัญญัติว่า ก่อนการดำเนินการ เพื่อทำหนังสือสัญญากับนานาประเทศ หรือองค์การระหว่างประเทศตามวรรคสอง คณะรัฐมนตรีต้องให้ข้อมูลและจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน และต้องชี้แจง ต่อรัฐสภาเกี่ยวกับหนังสือสัญญานั้น ในการนี้ให้คณะรัฐมนตรีเสนอกรอบการเจรจาต่อรัฐสภา เพื่อขอความเห็นชอบด้วยผมอยากจะขอกราบเรียนต่อท่านประธานว่าเจตนารมณ์ ของกฎหมายรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๐ นั้นได้มีเจตนารมณ์ที่ดี เปิดโอกาสให้สภา ประชาชน ได้มีส่วนร่วมในการกลั่นกรอง ตรวจสอบ แต่ขณะเดียวกันกรอบการเจรจานี้ ท่านประธานครับ กรอบการเจรจาหมายความว่าอะไรครับ กรอบการเจรจาหมายความว่ากรอบประเด็น ของเนื้อหาสาระในการที่จะไปเจรจา การเจรจาตามความหมายของกรอบการเจรจานั้นมีอยู่ ๒ ประการ

ประการแรก เป็นการเจรจาระหว่างทวิภาคี นั่นก็หมายความว่าเป็นการเจรจา ประเทศคู่เจรจา ๒ ประเทศ การเจรจาแบบดังกล่าวนี้รัฐบาลสามารถที่จะเสนอกรอบการเจรจาได้ แต่การเจรจาในระบบพหุภาคีคือการเจรจา ๑๐ ประเทศ หรือ ๑๐๐ ประเทศขึ้นไป การเสนอกรอบการเจรจานั้นจะเป็นสิ่งที่กระทำได้ลำบากมากของรัฐบาล ไม่ทราบว่าจะเสนอ กรอบอย่างไร ผมอยากจะยกตัวอย่างการเจรจาของต่างประเทศโดยเฉพาะในเรื่องของ สหประชาชาติ หลาย ๆ ประเทศที่เขาได้มีโอกาสไปร่วมกันเขาจะใช้วิธีการตั้งผู้เชี่ยวชาญ ขึ้นมา การตั้งผู้เชี่ยวชาญขึ้นมาเพื่อที่จะศึกษากฎเกณฑ์ กำหนดรูปแบบของกฎหมายแล้วก็นำเข้าสู่ ที่ประชุมสมัชชาของประเทศภาคีสมาชิก แล้วก็เปิดโอกาสให้มีการวิพากษ์วิจารณ์ติติง แก้ไข และท้ายที่สุดก็จะเป็นข้อตกลง เป็นข้อกฎหมายซึ่งแต่ละประเทศก็จะนำกลับมาใช้ ในประเทศของตัวเอง และพอถึงตรงนั้นผมอยากจะกราบเรียนถามท่านประธานว่าการที่เรา จะกำหนดกรอบเพื่อที่จะไปเจรจานั้นเราจะกำหนดได้อย่างไร

เรื่องที่ ๒ มีขั้นตอนในการที่จะเสนอกรอบระหว่างประเทศแล้วก็ยังไม่พอครับ การเขียนกรอบการเจรจานั้นยังไม่ระบุให้ชัดเจนว่าจะเกี่ยวข้องกับสัญญาประเภทใด แน่นอนครับ เจตนารมณ์มีความประสงค์จะให้ใช้กับหนังสือสัญญาเกี่ยวกับการค้าระหว่างประเทศเท่านั้น แต่ไม่ได้เขียนไว้ให้ชัดเจน ปรากฏว่าถ้ารัฐบาลจะดำเนินการเสนอกรอบต่อรัฐสภา จำเป็นอย่างยิ่งนะครับ จะต้องเสนอกรอบทุกเรื่องทุกรายการที่ปรากฏในวรรคสอง กราบเรียนท่านประธานว่า เป็นการเพิ่มเงื่อนไขให้รัฐบาลมีปัญหายุ่งยากในการที่จะเจรจา และขณะเดียวกันบังคับให้ รัฐบาลจะต้องเสนอกรอบการเจรจาเพื่อให้ฝ่ายนิติบัญญัติได้เห็นชอบด้วย กระผมอยากจะ กราบเรียนต่อท่านประธานว่าหากรัฐบาลไม่เสนอกรอบการเจรจาให้ฝ่ายนิติบัญญัติ ได้รับทราบจะเกิดอะไรขึ้นครับ ท่านประธานครับ ผมมีความเชื่อว่าต้องมีบุคคลที่จะนำเรื่อง เสนอต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อให้วินิจฉัยความชอบด้วยกฎหมายรัฐธรรมนูญ แน่นอนละครับ ถ้าหากว่ารัฐธรรมนูญไม่ผ่านหรือกรอบไม่ผ่านก็คงจะทำให้นโยบายทางด้านการต่างประเทศ ของรัฐบาลต้องสูญเสียไป

เรื่องที่ ๓ กรอบการพิจารณาภายใน ๖๐ วัน มาตรา ๙๐ วรรคสอง มีประเด็น ควรพิจารณาก็คือเรื่องของกรอบเวลาในการพิจารณา ประเด็นแรก ก็คือเงื่อนเวลา ๖๐ วันนี้ เป็นการเร่งรัดให้การพิจารณา แต่ไม่ได้กำหนดชัดเจนว่าให้พิจารณาร่างพระราชบัญญัติอะไร นั่นก็หมายความว่าเป็นกฎหมายอนุวัตหรือร่างอนุสัญญา เพราะว่าการที่กำหนดให้พิจารณา ๖๐ วันนั้นไม่ได้กำหนดว่าชัดเจนจะให้พิจารณาอะไร และนอกจากนั้นนะครับ ความจำเป็น หรือไม่ที่รัฐธรรมนูญต้องรับรองการเปิดรับฟังความคิดเห็นของประชาชน เรื่องนี้หลักการ ก็คือต้องการอยากจะให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการทำสนธิสัญญาโดยฝ่ายบริหาร เปิดการรับฟังสาธารณะจากพี่น้องประชาชน แต่ในทางปฏิบัตินั้นผมมีความเชื่อว่าการที่จะ เปิดรับฟังนั้นไม่จำเป็นที่จะเขียนบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ อาจจะเปิดโอกาสเขียนไว้ใน กฎหมายรองลงไปคือพระราชบัญญัติ โดยให้คณะกรรมาธิการในฝ่ายนิติบัญญัติมีส่วนร่วม ในการรับฟังกับทางฝ่ายบริหาร มีการแลกเปลี่ยนกันได้ และที่สำคัญที่สุดนะครับ การรับฟัง ความคิดเห็นของประชาชนในมาตรา ๑๙๐ ไม่ได้บัญญัติไว้เลยว่าจะให้รับฟังหนังสือสัญญา ฉบับใด เรื่องใดไม่ได้กำหนดไว้เลย นั่นก็หมายความว่าถ้าหากรัฐบาลจะทำสัญญาทุกฉบับ จะต้องมีการเปิดการรับฟังเสียงของประชาชนคือเสียงสาธารณะหรือประชาพิจารณ์กันก่อน แต่ผมมองดูแล้วว่าการกระทำดังกล่าวนั้นเป็นการที่ทำให้เกิดความยุ่งยาก และต้องจัดการ รับฟังความคิดเห็นอยู่ตลอดไป แล้วก็เรื่องต่าง ๆ ที่จะเข้ามาบางเรื่องนะครับ การเจรจา เทคนิคทางการค้าถ้าไปเปิดเผยให้ประชาชนทั่วประเทศหรือทั่วโลกได้รับทราบความลับ ที่มีอยู่ บางสิ่งบางอย่างอยากจะปกปิดไว้ก็ต้องเปิดเผยไป ทำให้ความลับของเราไม่เป็น ความลับ และสำคัญที่สุดก็คือทำให้เกิดการเสียหายต่อเวทีทางการทูตหรือเวทีระหว่างประเทศได้ นอกจากนั้นการทำสนธิสัญญาหลาย ๆ ประเทศเขาไม่ได้มีการปรึกษาหารือจากประชาชน หรือนักวิชาการ ตลอดจนเอ็นจีโอ (NGO) เลย เขาเปิดโอกาสให้ทางฝ่ายบริหารดำเนินการได้ และขณะเดียวกันมีคำถามว่าจำเป็นหรือไม่ที่รัฐบาลที่ต้องชี้แจงต่อฝ่ายนิติบัญญัติในเรื่อง การทำหนังสือสัญญาตามมาตรา ๑๙๐ วรรคสาม กำหนดไว้ว่าให้รัฐบาลต้องชี้แจงต่อรัฐสภา ว่ารัฐบาลก่อนที่จะดำเนินการเพื่อทำสนธิสัญญาจะต้องชี้แจงต่อรัฐสภา ผมอ่านดูตามตัวบท แล้วไม่เห็นว่ามีอะไรที่จะต้องไปชี้แจงเพราะยังไม่ได้ดำเนินการทำสัญญา

และท้ายที่สุด เรื่องของรัฐธรรมนูญแม้ว่าจะเพิ่มบทบาทให้ประชาชน ให้สภาได้มีโอกาสในการที่จะมีส่วนร่วมในการทำสนธิสัญญา แต่ขณะเดียวกันปัญหาต่าง ๆ ในมาตรา ๑๙๐ ไม่สอดคล้องในทางปฏิบัติมากจึงเห็นสมควรที่จะมีการแก้ไข ขอกราบขอบคุณ ท่านประธานครับ

(การประชุมดำเนินมาถึงตอนนี้ นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา ได้ลงจากบัลลังก์ โดยมอบให้ นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา ปฏิบัติหน้าที่แทน)
นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ท่านสมชาย แสวงการ ท่านมีเวลา ๘ นาทีครับ เชิญครับ

นายสมชาย แสวงการ สมาชิกวุฒิสภา ภาควิชาชีพ 🔗

ขอบคุณครับท่านประธาน สมชาย แสวงการ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ก่อนอื่นคงต้องตั้งคำถามและฝาก ไปยังพี่น้องประชาชนที่ติดตามอยู่ด้วยว่าประชาชนได้ประโยชน์อะไรจากการแก้ไข รัฐธรรมนูญครั้งนี้ ผมถามไปยังพี่น้องประชาชนท่านทราบดีครับว่าท่านไม่ได้ประโยชน์อะไรเลย และถามกลับมายังสมาชิกสภาแห่งนี้ว่าท่านกำลังทำเพื่อประโยชน์ประชาชนหรือประโยชน์ ของตัวเอง ผมกราบเรียนครับว่าเอแบค โพลล์ (ABAC Poll) ล่าสุดเป็นสถิติที่น่ารับฟังครับ ๘๕.๔ เปอร์เซ็นต์ ไม่เชื่อว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญจะลดความขัดแย้งให้จบลง ๘๕.๙ เปอร์เซ็นต์ ระบุว่ารัฐบาลควรเดินหน้าแก้ปัญหาค่าครองชีพ ๘๔.๒ เปอร์เซ็นต์ ระบุรัฐบาล ควรจริงจังกับการแก้ปัญหาทุจริตคอร์รัปชัน ปัญหาความรุนแรงในหมู่เด็ก เยาวชนก่อนจะมี การแก้รัฐธรรมนูญ สุดท้ายครับ ๘๙.๖ เปอร์เซ็นต์ บอกว่าควรแก้นิสัยและพฤติกรรมไม่ดี ของนักการเมืองก่อนแก้ไขรัฐธรรมนูญ ผมมาอยู่ในสภาแห่งนี้ก็ต้องยอมรับโพลล์ที่ตัดสินเรา เหมือนกัน คำถามว่ารัฐธรรมนูญแก้ได้ไหม แก้ได้ครับ แต่แก้แล้วทำไมไม่เลือกในส่วนที่ เป็นปัญหาตรงจุดอ่อน รัฐธรรมนูญปี ๒๕๕๐ เป็นรัฐธรรมนูญถึงแม้ไม่ดีที่สุด ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ เพราะในโลกนี้ไม่มีอะไรสมบูรณ์ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ แต่ก็ปรับปรุงมาจากรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ที่มีช่องว่างช่องโหว่เยอะแยะมากมาย มีหลายมาตราเขียนไปแล้วไม่มีบทบังคับลงโทษ วันนี้เราไม่เห็นกฎหมายหลายฉบับที่ออกมา ไม่ว่าจะเป็นมาตรา ๖๑ เรื่องคุ้มครองผู้บริโภค มาตรา ๖๗ เรื่องสิ่งแวดล้อม หรือแม้กระทั่งบังคับให้รัฐบาลดำเนินนโยบายเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง หรือแม้กระทั่งบังคับให้รัฐบาลมาแถลงนโยบายต่อรัฐสภาก็เป็นปัญหาว่าไม่มีบทลงโทษ เรากลับไม่แก้ไข เราเลือกที่จะแก้ไขเฉพาะในบางประเด็นที่เราอยากได้และเราอ้าง ๖ ข้อ ของคณะกรรมการสมานฉันท์ ผมกราบเรียนท่านประธานครับ นี่เป็นงานที่นักวิชาการ เมื่อปี ๒๕๕๒ ของกลุ่มนักวิชาการที่อาจจะเลือกสีเดียวกับรัฐบาลก็ได้ พูดถึงบางประการ รองศาสตราจารย์สิริพรรณ นกสวน จากคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย บอกว่า ข้อเสนอของคณะกรรมการสมานฉันท์เป็นเรื่องเลื่อนลอย จอมปลอม ขัดแย้ง และไร้ทิศทาง รองศาสตราจารย์ประภาส ปิ่นตบแต่ง บอกว่าข้อเสนอทั้งหมดเป็นการปฏิรูปการเมืองที่แคบมาก มองปัญหาแบบหมาไล่กัดหางตัวเอง วนเวียนมองแต่เรื่องระบบการเลือกตั้ง โดยข้อจำกัด อยู่ที่ว่าควรจะคิดอย่างไรทำให้ได้คนดี ดอกเตอร์พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ บอกว่าการตั้งโจทย์ เรื่องสมานฉันท์เป็นเรื่องตั้งโจทย์ที่ใหญ่มาก การแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น ที่สำคัญยังไม่มีคำนิยามว่าสมานฉันท์คืออะไร ผมกราบเรียนอย่างนี้เพราะอะไรครับ เพราะสิ่งเหล่านี้มันสะท้อนครับว่ารัฐธรรมนูญไม่ว่าท่านจะแก้มาตรา ๑๙๐ ซึ่งแก้ไปแล้ว แต่ท่านยังไม่ดำเนินการในเรื่องกฎหมาย ความจริงไม่ได้ยากอะไร รัฐบาลมีอำนาจอยู่ กระทรวงการต่างประเทศนั่นละครับเสนอกฎหมายขั้นตอน วิธีการเข้าสู่สภาก็ดำเนินการได้แล้ว นี่ท่านกำลังจะตัดอะไรครับ จะตัดในเรื่องทางเศรษฐกิจ สนธิสัญญาที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจ และสังคมรวมถึงงบประมาณอย่างมีนัยสำคัญหมายความว่าทำอะไรครับ คาดหมายก็ได้ครับ จินตนาการก็ได้ครับว่าจะไปแอบเซ็นอะไร ด้านพลังงานไหมกับประเทศกัมพูชา กับประเทศพม่า หรือจะทำเรื่องข้าวกับประเทศจีน รถไฟความเร็วสูงกับประเทศจีน หรืออะไรก็แล้วแต่ที่เกี่ยวข้องกับทางเศรษฐกิจ เราเคยมีบทเรียนจากเอฟทีเอจีน เอฟทีเอออสเตรเลีย แล้วเราก็ทำให้พืชผลการเกษตรพี่น้องชาวไร่หอม กระเทียม ทางภาคเหนือเสียหาย พี่น้องเกษตรกรโคนมเสียหาย เราจึงต้องมีบทบัญญัตินี้ไว้ใน รัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๐ เพื่อให้รัฐสภาช่วยตรวจสอบ ขณะนี้ท่านกำลังจะตัดทิ้งไป

มาตรา ๒๓๗ เขียนเพื่อลงโทษเฉพาะกรรมการบริหารพรรคและยุบพรรคการเมือง ที่โกงการเลือกตั้งเท่านั้น ท่านก็กำลังจะตัดทิ้งเสีย มาตราที่เกี่ยวข้องกับที่มาของ ส.ว. ความ จริงผมไม่อยากพูดเรื่องนี้แต่จำเป็น เพราะว่าเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญตั้งแต่ ปี ๒๕๔๐ ชัดเจนครับว่าเขาให้มี ส.ว. เป็นได้ ๑ วาระ หากท่านจะดำรงวาระที่ ๒ ก็ต้อง เว้นไป ๑ วาระแล้วก็ต้องป้องกันไม่ให้ ส.ว. ไปเป็น ส.ส. จากรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ที่แก้ไว้ เพราะเคยมี ส.ว. ที่ถูกเรียกว่าสภาทาสไปเป็นรัฐมนตรีในภายหลัง มีการรับจ๊อบ (Job) รับงานกันในสภามากมาย ก็กราบเรียนว่ามีเจตนารมณ์ประการหนึ่ง

อีกประการหนึ่ง ก็คือว่าทำไมถึงให้มี ส.ว. เลือกตั้งและ ส.ว. สรรหาอย่างละ ครึ่ง ๆ จำนวนอาจจะน้อยกว่าเล็กน้อยไม่เป็นอะไร แต่เพราะคิดว่าเมื่อประเทศไทยจะมี ๒ สภา ควรมีสภาผู้แทนราษฎรซึ่งท่านมาจากสภาผู้แทนราษฎรอยู่แล้ว แบ่งตามเขตเลือกตั้ง ไปอยู่แล้ว แต่สมาชิกวุฒิสภาไม่ได้มาจากผู้แทนราษฎร แต่มาจากผู้ทรงคุณวุฒิประจำจังหวัด จึงมีจังหวัดละ ๑ คน ขณะเดียวกันก็มีการสรรหามาจากภาควิชาชีพเข้ามาผสมปนเปทำงาน ด้วยกัน ซึ่งก็ถือว่าเป็นการแบ่งกันทำหน้าที่

อย่างไรก็ตาม ในประเด็นสำคัญที่อยากจะพูดก็คือท่านกำลังจะล้ำไปถึง การแก้รัฐธรรมนูญ มาตรา ๖๘ ซึ่งผมคิดว่าสำคัญอย่างยิ่งที่ควรจะตอกย้ำและเรียนต่อ ท่านประธานและที่ประชุม และเรียนไปยังประชาชนด้วยว่าศาลรัฐธรรมนูญได้พิจารณา เห็นว่ามาตรา ๖๘ วรรคสอง เป็นบทบัญญัติที่ให้สิทธิแก่ผู้ทราบการกระทำอันเป็นการฝ่าฝืน ข้อห้ามตามมาตรา ๖๘ วรรคหนึ่ง ที่จะใช้สิทธิให้มีการตรวจสอบการกระทำดังกล่าวให้มีสิทธิ ๒ ประการประการแรก คือส่งอัยการสูงสุดเพื่อตรวจสอบ และ ๒. ยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญ อัยการสูงสุดมีหน้าที่เพียงตรวจสอบข้อเท็จจริงเบื้องต้นและยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ ได้เท่านั้น หาได้จำกัดสิทธิของผู้ร้องที่จะยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญโดยตรงไม่ ผมกราบเรียน ท่านประธานว่า ท่านประธานและพวกเราหลายคนกำลังทำผิดรัฐธรรมนูญ ซึ่งผมต้องขอใช้สิทธิ ในฐานะผู้เคยยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญตามมาตรา ๖๘ และไปดำเนินการแล้วครับท่านประธาน ที่ศาลรัฐธรรมนูญเมื่อ ๑๐.๐๐ นาฬิกาวันนี้ ลงเลขรับคดีที่ ๐๔๒ วันที่ ๒ เมษายน ๒๕๕๖ เวลา ๑๐.๑๕ นาฬิกา วันนี้ เพื่อกล่าวโทษท่านประธานรัฐสภาและพวกรวม ๓๑๒ คน ผมกราบเรียนว่ามีความจำเป็นและจำใจที่ต้องกล่าวโทษท่าน เพราะประการแรกคือท่านได้ จำกัดสิทธิเสรีภาพตามมาตรา ๒๙ วรรคหนึ่ง ซึ่งกฎหมายรัฐธรรมนูญบอกว่าจะกระทำมิได้ แล้วก็ยังจำกัดสิทธิผมในอีกหลายมาตราในรัฐธรรมนูญ ซึ่งให้ไว้ในสิทธิเสรีภาพไม่ว่าจะเป็น มาตรา ๒๖ มาตรา ๒๗ ที่ระบุว่าสิทธิและเสรีภาพที่รัฐธรรมนูญนี้รับรองไว้โดยชัดแจ้ง โดยปริยาย หรือโดยคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ย่อมได้รับความคุ้มครองและผูกพัน รัฐสภา ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องการตรากฎหมาย การบังคับใช้กฎหมาย และการตีความกฎหมาย ทั้งปวง และเมื่อผมถูกกระทำในฐานะที่เป็นบุคคลตามมาตรา ๒๙ จึงต้องไปใช้สิทธิต่อศาล ในการต่อสู้คดีทางศาล ก็กราบเรียนท่านประธานเพื่อรับทราบ แล้วก็ฝากความห่วงใยว่าสิ่งที่ ผมทำนั้นผมคิดว่าเป็นการปกป้องตามสิทธิรัฐธรรมนูญ และผมได้ขอให้ศาลได้ดำเนินการ ในเรื่องที่ถูกที่ควรคือต้องห้ามการกระทำดังกล่าวโดยทั้ง ๓ ประการ ดังนี้ครับ ๑. ให้ผู้ถูกร้อง ทั้งหมดยกเลิกการแก้ไขรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ มาตรา ๖๘ และมาตรา ๒๓๗ ๒. ให้ยุบพรรคการเมืองที่ผู้ถูกร้องสังกัดอยู่ ผมไม่เอ่ยว่าพรรคไหนที่ท่าน ร่วมเซ็นกัน ๓. มีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวเป็นกรณีฉุกเฉิน โดยมีคำสั่งให้รัฐสภาระงับ การพิจารณาแก้ไขรัฐธรรมนูญไว้เป็นการชั่วคราวจนกว่าศาลจะพิจารณาคดีเสร็จ ผมกราบเรียน ด้วยความเคารพ ผมไม่อยากเห็นเรื่องการยุบพรรคอีก และผมไม่อยากเห็นสมาชิกไม่ว่า สภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาถูกเว้นวรรคอย่างใดอย่างหนึ่ง แต่ผมต้องใช้สิทธิตรงนี้ เพราะผมเห็นว่าเรื่องนี้มีการสมรู้ร่วมคิดร่วมแบ่งหน้าที่กันทำสลับกันทั้ง ส.ว. ผู้ยื่น ส.ส. ไปร่วม แต่ ส.ส. และ ส.ว. จะยื่นอย่างไรก็ตามท่านเป็นผู้ร่วมยื่นทั้งหมด ก็อยากจะเรียนว่า ร่างรัฐธรรมนูญฉบับแก้ไข ซึ่งผมอยากตั้งนามใหม่ครับว่าฉบับสมรู้ร่วมคิดแบ่งงานกันทำ ผมไม่รับทั้ง ๓ ร่าง ขอบพระคุณครับท่านประธาน

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ผมรับทราบนะครับ ต่อไป จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ ท่านมีเวลา ๗ นาทีครับ

จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุรินทร์

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุรินทร์ พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมขอ อภิปรายในเวลาอันจำกัดเพียง ๗ นาทีนะครับท่านประธาน เรื่องการแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญ ตามที่สภาได้เสนอแก้ไขมันจำเป็นต้องแก้ไขด้วยเหตุและผลของมัน ปัญหาที่มันเกิดความวุ่นวาย ในปัจจุบันไม่มีที่สิ้นสุด มันมีเสื้อแดง เสื้อเหลือง เสื้อหลากสี มันมีปัญหาความวุ่นวาย ในประเทศทำให้ประเทศชะงักเดินไปไม่ได้ สร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนมากมาย มหาศาล สาเหตุเนื่องจากว่ากฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับนี้มันเป็นผลพวงของเผด็จการ มันเป็น ผลพวงของการยึดอำนาจของประชาชนที่ประชาชนเขาเลือกรัฐบาลของเขาเสร็จแล้ว มาตรากฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันที่มันไม่เป็นประชาธิปไตย หลาย ๆ มาตราในฉบับนี้ ผมได้ศึกษาได้อ่านแล้ว ประชาชน ประเทศชาติเสียประโยชน์ เสียอำนาจ ดังนั้น มันจำเป็นต้องแก้ ถ้าเป็นไปได้ผมอยากให้แก้ทั้งฉบับ ยกเว้นหมวด ๒ พระมหากษัตริย์คงไว้ เพราะไม่เช่นนั้นประเทศชาติมันจะเดินไปไม่ได้ มันเดินไปไม่ได้จริง ๆ อายเขาไปทั้งโลก ประเทศชาติกำลังจะเดินไปดีเป็นประชาธิปไตย ได้รัฐบาลที่มาจากประชาชน ได้ผู้นำที่ดีที่เก่ง มีความรู้ความสามารถ เป็นคนที่เสียสละเพื่อบ้านเพื่อเมือง แต่เห็นเขาทำดี เห็นเขาเก่ง มีประชาชนรักเขาเยอะ ทำใจไม่ได้อิจฉาเขา มายึดอำนาจเขา อย่างนี้มันยุติธรรมตรงไหน เพราะเขามาจากประชาชน ประชาชนต้องเป็นใหญ่ในแผ่นดินไม่ใช่นักการเมืองเป็นใหญ่ ในแผ่นดิน เป็นนักการเมืองไม่ได้ยิ่งใหญ่ไปกว่าประชาชนเพราะประชาชนเป็นคนเลือก หรือใครจะเถียงในที่นี้ พรรคบางพรรค คนบางคนปากสักแต่พูดประชาชน ๆ ปากสักแต่พูดว่า ประชาธิปไตย ๆ แต่การกระทำมันคนละเรื่อง คนละอย่างตรงข้ามเสียอีก ประชาชน เลือกท่านมาให้สิทธิในการมาทำหน้าที่แทนประชาชน ท่านลองหันไปดูสิครับ พรรคประชาธิปัตย์นั่งอยู่ ๓-๔ คน ๕ คน ผมไม่ได้ว่า เป็นสิทธิ แต่ไม่ทำหน้าที่หายไปไหนครับ

(นายอรรถพร พลบุตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเพชรบุรี ได้ยืน และยกมือขึ้น)
นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

จ่าประสิทธิ์ งานเข้าแล้วครับ มีผู้ประท้วงนะครับ เชิญครับ

นายอรรถพร พลบุตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เพชรบุรี

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ผม อรรถพร พลบุตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเพชรบุรี พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมเองต้องกราบเรียนท่านประธานตรงไปตรงมา ว่าไม่ต้องการประท้วงเพราะผมไม่เคยให้ราคาคนคนนี้อยู่แล้วครับ และผมอยากจะเห็น การอภิปรายอย่างนี้ละที่จะเป็นการทำหน้าที่ของผู้แทนราษฎรที่ดีมากกว่าการประท้วง อย่างเดียว แต่การอภิปรายนั้นก็ต้องอยู่ในเนื้อหาสาระ และอย่าพาดพิงถึงบุคคลอื่น โดยไม่จำเป็นแล้วทำให้เกิดความเสียหาย พรรคประชาธิปัตย์ไม่อยู่ในห้องประชุมตรงนี้ไม่ใช่เรา ไม่ทำหน้าที่ครับ เราก็ติดตามตรวจสอบแล้วเตรียมพร้อมจะอภิปราย เพียงแต่เราประท้วงต่อ การทำหน้าที่ของท่านประธานรัฐสภาซึ่งชัดเจนต่อสาธารณชนอยู่แล้ว ท่านได้โปรดควบคุม คุณจ่าคนนี้ให้อยู่ในร่องในรอยแล้วทำหน้าที่ อย่าให้คนจังหวัดสุรินทร์ต้องอายมากไปกว่านี้ครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ท่านประสิทธิ์ครับ พยายามอย่าไปพาดพิงนะครับ ผมจะได้ดำเนินการประชุมไปด้วย ความรวดเร็ว เชิญต่อครับ

จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุรินทร์

ท่านประธานครับ ผมเคารพในคำวินิจฉัยของประธาน ผมไม่เหมือนคนอื่นบอกว่าเคารพ ประธาน ๆ แต่มีวันดีคืนดีวิ่งขึ้นไปบนประธานไปลากเก้าอี้ ผมไม่ทำ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ท่านประสิทธิ์ เรื่องนี้ท่านไม่ต้อง อภิปรายนะครับ ขอความร่วมมือนะครับ ท่านอภิปรายไปตามประเด็นเรื่องของการแก้ไข รัฐธรรมนูญ เชิญครับ ผมเตือนเขาแล้วไม่เป็นไร ไม่เสียหาย ผมเตือนเขาแล้วบอกว่าอย่าได้พูดอีก

(นางสาวรังสิมา รอดรัศมี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสมุทรสงคราม ได้ยืนและยกมือขึ้น)

ท่านรังสิมาครับ ผมได้เตือน เขาไปแล้วว่าอย่าได้พูดนะครับ ก็ผมทราบแล้วว่าเขาประท้วง เอาอย่างนี้ท่านรังสิมา ท่านประท้วงอะไรท่านบอกชัดเจนเลยนะครับ

นางสาวรังสิมา รอดรัศมี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธาน ดิฉัน นางสาวรังสิมา รอดรัศมี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดสมุทรสงคราม ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ประท้วงท่านประธานะคะ ข้อบังคับ ข้อ ๕ ท่านปฏิบัติหน้าที่ไม่เป็นกลาง แล้วก็ประท้วงท่านผู้อภิปรายด้วยพาดพิง ดิฉันใส่ร้าย เพราะว่าอันนั้นเกิดเหตุการณ์มันเกิดไปตั้งนาน นี่อภิปรายวันนี้ให้อภิปราย เรื่องรัฐธรรมนูญไม่ให้ท่านขึ้นมาพูดด่าฝ่ายตรงข้าม ท่านจะอภิปรายท่านก็อภิปราย เรื่องของท่านไปไม่ต้องมาแทรกแซงก้าวก่าย แล้วก็การทำหน้าที่ของท่านเวลาคนอื่น เขาอภิปรายท่านก็คอยจะประท้วง เวลาท่านอภิปรายท่านก็พาดพิงคนอื่นเขาให้คนอื่น เสียหาย ท่านประธานต้องวินิจฉัยบุคคลคนนี้พฤติกรรมไม่ดีค่ะ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ท่านรังสิมา ก็เห็นว่าผมควบคุมการประชุม พอท่านประสิทธิ์พูดปั๊บผมท้วงทันที เพราะฉะนั้นท่านไม่ต้อง ประท้วงนะครับ ผมปฏิบัติหน้าที่ถูกต้องนะครับ เชิญจ่าประสิทธิ์อย่าได้พาดพิง เชิญท่านอภิปรายต่อครับ

จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุรินทร์

ท่านประธานครับ ผมอภิปรายอยู่ในข้อบังคับและเป็นจริงอย่างที่ผมอภิปราย ท่านต้องระวัง เขาเข้ามาแล้ว คนนี้ที่ลากเก้าอี้ท่านต้องระวังนะครับ ท่านประธานที่เคารพ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ไม่ต้องครับ เชิญท่านต่อครับ

จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุรินทร์

ท่านประธานที่เคารพ จะได้ไม่เสียเวลา กฎหมายหลายมาตราในฉบับนี้ต้องแก้ เพราะประชาชน เสียประโยชน์ เสียอำนาจ ประเทศชาติเสียหาย ยกตัวอย่างเช่นง่าย ๆ ต้องการกำจัดคนดี ต้องการทำลายคนดีเพียงคนเดียว เพียงแค่เพียงว่าเขาทำดีเกินหน้าเกินตา เขาทำดีกว่าอิจฉาเขา แค่อิจฉาเขาเท่านั้นเองเขาไม่ได้ทำผิดอะไรเลย เสร็จแล้วไปสร้างสถานการณ์ ไปทำเรื่อง ทุกสิ่งทุกอย่างจนบ้านนี้เมืองนี้วุ่นวายไปทั้งประเทศ แค่นั้นยังไม่พอท่านรู้หรือเปล่าว่ามันเป็น เหตุให้พี่น้องประชาชนคนเสื้อแดงของผมตายไปกี่ร้อยศพ บาดเจ็บไปกี่พันคนก็เพราะผลพวง กฎหมายบ้า ๆ นี่ละ เขาเรียกว่ากฎหมายเผด็จการจากไอ้หน้าแหลมฟันดำที่เขาพูดกันนะครับ ท่านประธาน มันเป็นปัญหาจริง ๆ ดังนั้นมันต้องแก้ ไม่แก้ไม่ได้ ผมได้รับมอบอำนาจ จากประชาชน พวกเราอยู่รัฐบาลได้รับอำนาจจากประชาชนต้องทำหน้าที่ ไม่หนีสภา ไม่วอล์กเอาท์ (Walkout) ในรัน (Run) ครับท่านประธาน เรื่องต่อไปที่จะต้องพูดอย่างที่ผมพูด เมื่อสักครู่คนดีเสียสละรวยมหาศาลและรวยมาก่อนที่จะเล่นการเมืองด้วย ถ้าเป็นคนอื่น จะเสียสละหรือ มีสตางค์ตั้งเยอะแยะสุดท้ายอยู่ประเทศไทยไม่ได้ เขาเป็นคนไทยทำไม ไปทำกับเขาถึงขนาดนี้ ลองเป็นคุณบ้าง เป็นญาติพี่น้อง เป็นพ่อแม่ของคุณบ้าง คุณจะมี ความรู้สึกอย่างไร ทุกวันนี้เขาไปอยู่ต่างประเทศแล้ว

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

เอาประเด็นที่จะแก้ รัฐธรรมนูญเถอะครับท่านประสิทธิ์ อารมณ์อย่างนั้นเอาไว้หลังจากอภิปรายเสร็จแล้วครับ เชิญเข้าประเด็นครับ

จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุรินทร์

ท่านประธานครับ นี่คือสาเหตุ เหตุและผลที่ผมกำลังจะพูดว่ามันจำเป็นต้องแก้ มันไม่ได้ นอกประเด็นเลย เข้าใจง่าย ๆ เวลาจำกัดเหลือ ๑ นาที ท่านประธานบวกให้ผมด้วย เดี๋ยวคนอื่น ก็ทดเวลาให้ผม เพราะนาน ๆ ผมจะได้พูดเดี๋ยวจะหาว่าผมประท้วงเป็นอย่างเดียว ผมอภิปรายก็เป็นไม่เชื่อลองฟัง เจ้าหน้าที่ข้างหน้านั่งเงียบฟังด้วยความตั้งใจ ขอบคุณ พี่น้องเสื้อแดงข้างหน้า มาตรา ๖๘ มันต้องแก้เพราะมีบางคนถือโอกาสเสียดายของที่โจร ปล้นมาแล้วตัวเองรักษาไว้ พอรู้ว่าพวกเราจะพรากไปก็เลยเสียดายวิ่งไปฟ้องศาลรัฐธรรมนูญ ไอ้พวกรับของโจรทั้งหลาย แล้วไอ้พวกนี้บางคนไม่รู้จักคำว่าประชาชนเพราะตัวเองไม่ได้มาจาก เสียงส่วนใหญ่ของประชาชน แต่การคัดเลือกคัดสรรมาจากเพียง ๔ คน ๕ คน ๖ คน สูงสุด ไม่เกิน ๗ คน แล้วมีอำนาจคับฟ้ามหาศาล เวลาตัวแทนของประชาชนจะพูดอะไรจะทำอะไร โอ้โฮ ลุกขึ้นมาขัดขวางทุกที วันนี้สิครับ ไปยื่นศาลรัฐธรรมนูญแล้ว ประชาธิปไตยอำนาจต้องมาจากประชาชน นี่มาจาก คน ๔ คน ๕ คน ๖ คน ๗ คน พอจะแก้เป็นประชาธิปไตยให้มาจากการเลือกตั้ง ของประชาชนก็โวยวายไม่พอใจเพราะกลัวสอบตกผมรู้ เพราะพวกนี้ไหว้ประชาชนไม่เป็น ไม่เหมือนผมนี่ลูกเล็กเด็กแดงผมไหว้หมดไม่อย่างนั้นผมไม่ได้เป็น ส.ส. หรอก และเชื่อว่า เป็น ส.ส. อีกนานเพราะประชาชนชื่นชม ขยัน ตั้งใจ มีผลงานทั้งในสภาและนอกสภา นี่คือ ข้อเท็จจริง แหมเวลาจะหมดแล้วเสียดายจังเลย เอาเป็นว่าอย่ารักษาโจรไว้ อย่ารักษา ของโจรไว้ พวกเราต้องจัดการโจร คืนทรัพย์สินให้ประชาชน คืนอำนาจให้ประชาชน ปกป้อง คนดี คืนของกลางให้ประชาชน เอาคนดี ๆ มาบริหารประเทศประเทศจะได้เจริญ ต่อให้ คุณทำลายคนคนนั้น ต่อให้คนคนนั้นตายไปก็ไม่มีทางที่จะตายไปจากใจประชาชน เพราะยุบพรรค ตัดสิทธิกี่พรรคแล้วประชาชนก็ยังเลือก เลือกทีไรชนะทุกที ขอโทษที ที่เอ่ยถึงตระกูลชินวัตร ตระกูลชินวัตรต่อให้ไม่มี พันตำรวจโท ทักษิณ ไม่มียิ่งลักษณ์ ไม่มีคุณแดง ไม่มีใครก็ช่าง คำว่าตระกูลชินวัตรยังอยู่ในหัวใจของจ่าประสิทธิ์และประชาชน รวมทั้งสมาชิกฝ่ายรัฐบาลด้วย รวมทั้งเจ้าหน้าที่ใส่สูทสีแดงข้างหน้านี้ด้วยท่านประธาน

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

จ่าประสิทธิ์ครับ อันนี้เป็น ยูนิฟอร์ม (Uniform) ครับ

จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุรินทร์

ตำรวจสภาด้วยครับ ตำรวจไทยทั้งประเทศ ขอบคุณครับท่านประธาน

(นายสมชาย แสวงการ สมาชิกวุฒิสภาภาควิชาชีพ ได้ยืนและยกมือขึ้น)
นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

พอแล้วครับ สรุปได้แล้วครับ โอเคครับ ไม่ต้องแล้วครับ เพราะว่าผมวินิจฉัยแล้วไม่ได้กระทบกระเทือนท่าน เพราะท่านพูด ความจริง ท่านสมชายไม่ต้องยกมือนะครับ เพราะว่าท่านพูดความจริงถูกไหมครับ ไม่ใช่ ท่านรังสิมาท่านอย่าตะโกน รักษามารยาทนิดนะครับ ประท้วงผมเรื่องอะไร เชิญครับ

นายสมชาย แสวงการ สมาชิกวุฒิสภา ภาควิชาชีพ

ท่านประธานจะเป็นกลาง ใช่ไหมครับ ท่านประธานยืนอยู่บนความเป็นกลางใช่ไหมครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ท่านประท้วงผมเรื่องอะไร บอกมาสิครับ

นายสมชาย แสวงการ สมาชิกวุฒิสภา ภาควิชาชีพ

ท่านประธานต้องฟัง ผมก่อนครับ ใจเย็น ๆ ครับ ผมไม่ได้วอล์กเอาท์เดี๋ยวต้องวอล์กเอาท์ด้วยนะครับ ท่านประธานที่เคารพครับ สมชาย แสวงการ สมาชิกวุฒิสภา ขอใช้สิทธิประท้วงท่านประธาน ในการดำเนินการควบคุมการประชุม ผมจำได้ว่าท่านประธานรัฐสภาขึ้นมา ท่านบอกว่า ขอร้องไม่อยากให้พาดพิงบุคคล โดยเฉพาะ พันตำรวจโท ทักษิณ ชินวัตร ผมคิดว่าก็เคารพนะครับ แต่ทีนี้มันต้องทางบวกและทางลบคู่กันครับ ถ้าท่านบอกว่าให้ทางบวกพูดได้ ผมว่าอันนี้ สภาลำเอียง อันนี้ผมเป็นห่วงท่านประธานในการดำรงความเป็นกลางนะครับ ส่วนข้อพาดพิง ผมไม่มีปัญหาเพราะผมไปยื่นแล้วท่านก็รอไปชี้แจงในศาลเอาแล้วกัน ส่วนเรื่องเลือกตั้ง ผมไม่ได้ให้ราคาครับ ถ้าท่านจะลงกับผมที่กรุงเทพฯ ก็เชิญครับ ขอบคุณ

(นายวรชัย เหมะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสมุทรปราการ ได้ยืน และยกมือขึ้น)
นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ท่านวรชัย ก่อนนะครับ

(นายอภิชาติ สุภาแพ่ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเพชรบุรี ได้ยืน และยกมือขึ้น)

เดี๋ยวให้ท่านวรชัยก่อน ท่านอภิชาติอย่าเพิ่งครับ ให้ท่านวรชัยประท้วงก่อนครับ ผมเห็นเขาก่อนครับ ผมอยู่ตรงกลาง มองตรงกลางครับ เชิญครับ

นายวรชัย เหมะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมุทรปราการ

ท่านประธาน ที่เคารพครับ กระผม วรชัย เหมะ พรรคเพื่อไทย จังหวัดสมุทรปราการ ในฐานะสมาชิก รัฐสภา ท่านประธานครับ การอภิปรายของคุณประสิทธิ์ผมว่าถูกต้องแล้ว ท่านประธานรักษา ความเป็นกลางแล้วครับ เพราะว่าที่มาที่ไปต้องมีครับ ท่านใช้ข้อบังคับ ข้อ ๕ ได้เลยครับ ผมว่าท่านรักษาระเบียบในการประชุมถูกต้องแล้วครับท่านประธาน ขอบคุณครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ความจริง ผมเตือนเขาตลอดเวลานะครับ เชิญท่านอภิชาติ สุภาแพ่ง ครับ ประท้วงเรื่องอะไรครับ

นายอภิชาติ สุภาแพ่ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เพชรบุรี

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม อภิชาติ สุภาแพ่ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเพชรบุรี พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานครับ เมื่อสักครู่นี้ผมติดใจท่านประธานนิดเดียว ผมประท้วง ท่านประธานนะครับ ท่านประธานบอกว่าท่านประธานจะพยายามทำหน้าที่ให้เป็นกลาง กลางจริง ๆ ครับ จ่าประสิทธิ์พูดเสร็จปุ๊บ ขออภัยต้องเอ่ยชื่อท่าน ส.ว.สมชาย แสวงการ ที่ลุกประท้วง ท่านรีบบอกก่อนเลยว่าจะประท้วงอะไรครับ ท่านประสิทธิ์พูดจาเรื่องจริงหมด นี่เป็นกลางหรือครับ พูดจริง ถูกต้อง ท่านเป็นประธานท่านยืนยันเลยหรือครับว่าจ่าประสิทธิ์ พูดจริงทุกเรื่อง พูดถูกต้องทุกเรื่อง แค่คำพูดท่านพูดมานี่ละครับจะยืนยันได้ว่าท่านเป็นกลาง ท่านช่วยตอบหน่อยนะครับ ท่านทราบได้อย่างไรว่าจ่าประสิทธิ์พูดถูกและเป็นจริง

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

เอาอย่างนี้ท่านอภิชาติครับ ท่านสมชายไม่ได้ประท้วงแค่ยกมือจะอภิปรายครับ คนประท้วงต้องถือตามกฎข้อบังคับ ต้องยืนขึ้นและชูมือขึ้นนะครับ แต่ท่านไม่ได้ทำอย่างนั้นเลยนะครับ ผมรู้เพราะท่านจ่าประสิทธิ์ ไปพูดถึงเรื่องการฟ้อง เรื่องการไปยื่นศาลรัฐธรรมนูญ และผมบอกตั้งแต่แรกแล้วว่า ผมรับทราบที่ท่านไปฟ้องผมและคณะ ผมรับทราบ เพราะผมรู้ใครฟ้องอยู่แล้ว นี่คือความจริง ที่ท่านสมชายบอกว่าท่านไปฟ้องด้วยข้อหา ๔ ข้อ ก็แค่นั้นนะครับ ผมไม่ได้พูดประเด็น อื่นเลย ผมบอกแล้วประเด็นอื่นท่านอย่าอภิปราย ท่านอย่าพูดพาดพิง ผมเตือนนะครับ เชิญท่านอภิชาติต่อครับ

นายอภิชาติ สุภาแพ่ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เพชรบุรี

ผมต่ออีก นิดเดียวครับท่านประธาน ผมเชื่อว่าทุกคนในห้องนี้ได้ยินทุกคนละครับ ท่านประธานบอกว่า จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์อภิปรายเรื่องจริง ถูกต้อง ท่านจะประท้วงอะไร ท่านพูดกับ ส.ว. สมชาย แสวงการ อย่างนี้ครับ ผมตกใจเลยครับว่าท่านประธานตัดสินเลยหรือว่าจ่าประสิทธิ์ พูดจริง ถูกต้อง ท่านพูดเองนะครับ เอาเทปมาดูกันไหมครับ ถ้าในเทปมีแบบนั้นท่านลาออก จากประธานวุฒิสภาไปเลยเอาไหมครับ แต่ว่าถ้าท่านไม่ได้พูดแบบนั้นผมจะเลิกเล่นการเมือง ตลอดชีวิตเลย เอาไหมครับ และคำพูดผมยืนยันได้ครับ เพราะผมลูกผู้ชายคนเมืองเพชรครับ เอาไหมครับ ผมถามท่านก่อน

(นายครูมานิตย์ สังข์พุ่ม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุรินทร์ ได้ยืน และยกมือขึ้น)
นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ท่านหยุดก่อน มีคนประท้วง ครูมานิตย์ครับ

นายครูมานิตย์ สังข์พุ่ม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุรินทร์

ท่านประธาน ที่เคารพครับ กระผม ครูมานิตย์ สังข์พุ่ม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเดียวกับ จ่าประสิทธิ์นี่ละครับ จากจังหวัดสุรินทร์ พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมขอ ประท้วงผู้ประท้วงทั้ง ๒ ท่านที่ผ่านมา ข้อ ๔๓ พูดจาเสียดสีแล้วก็ท้าทาย ท่านประธานฟัง ให้จบนะครับ ผมนั่งฟังจ่าประสิทธิ์มีอยู่ ๓ ประเด็น ไม่ได้เสียดสีด่าใครเลย

ประเด็นที่ ๑ จ่าประสิทธิ์บอกว่าไปแย่งอำนาจมาจากการปฏิวัติ ท่านประธาน ก็ได้วินิจฉัยว่าเป็นความจริง

ประเด็นที่ ๒ เขาไม่ได้พาดพิงเลย เขาพาดพิงถึงตระกูลชินวัตรที่เขาเคารพ นับถือ ก็ไม่เห็นเสียหาย

ประเด็นที่ ๓ เขาบอกว่าไปยื่นหนังสือให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความ เมื่อสักครู่นี้ ขออภัยครับ ผมไม่ได้เอ่ยนามท่าน แต่ว่าผู้อาวุโสที่เป็น ส.ว. ท่านบอกชัดเจนว่าไปยื่นแล้ว มีชื่อ ๓๐๐ กว่าคน ใน ๓๐๐ กว่าคนนี้มีสมาชิกรัฐสภาที่เป็นวุฒิสมาชิกแล้วก็ที่เป็น สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ในนั้นมีทั้งชื่อจ่าประสิทธิ์และมีทั้งชื่อผมด้วย ผมก็ไม่ได้เห็นพาดพิง ใครเลย ส่วนในการท้ามาเลือกตั้งกันที่กรุงเทพฯ เดี๋ยวถ้าจังหวัดสุรินทร์มันล้นผมจะให้ น้องจ่าประสิทธิ์รับคำท้าแล้วก็ลงอะไรกันด้วยก็ได้ ไม่ต้องกลัวนะครับ แล้วการทำหน้าที่ ของท่านประธานที่ท่านประธานบอกว่าจ่าประสิทธิ์พูดจริง ผมนั่งฟังท่านประธานพูดไม่จริง ประธานไม่เป็นกลาง ผมก็ประท้วง ผมว่าประธานใจเย็นมากแล้วนะครับ ด้วยความเคารพ จริง ๆ แล้วก็อยากให้ประธานใช้ข้อบังคับ ข้อ ๕ ของการประชุมร่วมกันของรัฐสภาให้มาก ที่สุดครับท่านประธาน มันจะเดินไปได้ จริง ๆ มันเดินไปดีแล้ว จ่าประสิทธิ์ก็ไม่ได้ก้าวร้าว ต่อใครเลย ผมนั่งฟังครับ ให้ความเป็นธรรม ขอบพระคุณครับท่านประธาน

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ท่านอภิชาตครับ อีกนิดเดียว แล้วจบนะครับ พอแล้วครับ เชิญครับ

นายอภิชาติ สุภาแพ่ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เพชรบุรี

ท่านประธานครับ ท่านครูมานิตย์ สังข์พุ่ม คงจะเข้าใจอะไรผิด ผมประท้วงท่านประธานนะครับ จ่าประสิทธิ์. พูดเหมือนสำรอกผมยังไม่ประท้วงเลยเพราะผมไม่ได้ให้ราคา ผมประท้วงท่านประธานครับ ผมประท้วงท่านประธานในกรณีที่ท่านประธานไปการันตี (Guarantee) ยืนยันบอกกับ ท่าน ส.ว. สมชาย แสวงการ ว่าจะประท้วงอะไรอีก ท่านประสิทธิ์เขาพูดจาถูกต้อง พูดจริง ถูกต้อง อย่างนี้ครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

เอาอย่างนี้ ท่านนั่งลงเถอะ

นายอภิชาติ สุภาแพ่ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เพชรบุรี

อย่างนี้ละครับ ผมประท้วงท่านประธาน ประท้วงถึงความเป็นกลางของท่านประธานครับ แล้วเปิดเทปเลยครับ ถ้าว่าไม่จริงผมจะได้ไปลาออกเสียวันนี้เลย แล้วเลิกเล่นการเมืองตลอดชีวิตเลยครับ แต่ว่า ถ้าเป็นเรื่องจริงท่านไม่ต้องลาออกหรอกครับ แค่ไม่ทำหน้าที่ผมก็พอใจแล้วครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ไม่ต้องนะครับท่านอภิชาติ

นายอภิชาติ สุภาแพ่ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เพชรบุรี

เปิดไหมครับ ท่านเปิดไหมครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ท่านนั่งลงครับ

นายอภิชาติ สุภาแพ่ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เพชรบุรี

ผมถามท่านว่า ท่านเปิดไหมครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ท่านนั่งลงก่อนครับ

นายอภิชาติ สุภาแพ่ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เพชรบุรี

ถ้าท่านไม่เปิด ท่านต้องยอมรับความจริงว่าท่านพูดจริงครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

เพราะการจะท้าท่าน มันไม่ใช่เรื่องใหญ่สำหรับผมนะครับ นั่งลงครับ เชิญท่านสมชาย

นายอภิชาติ สุภาแพ่ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เพชรบุรี

ท่านกลัว ความจริงหรือครับท่านประธาน

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

เดี๋ยวให้ท่านสมชาย ก่อนครับ

นายอภิชาติ สุภาแพ่ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เพชรบุรี

ท่านกลัวความจริง หรือครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ท่านนั่งลงครับ

นายอภิชาติ สุภาแพ่ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เพชรบุรี

ท่านพลาด ไปแล้วขออภัยต่อสภาดีกว่า ยังจะให้อภัยได้ครับ

(นายสมชาย แสวงการ สมาชิกวุฒิสภาภาควิชาชีพ ได้ยืนและยกมือขึ้น)
นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

มันจะพลาดได้อย่างไร ท่านครับ นั่งลงเถอะครับ เชิญครับท่านสมชาย

นายสมชาย แสวงการ สมาชิกวุฒิสภา ภาควิชาชีพ

ท่านประธานที่เคารพครับ สมชาย แสวงการ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมต้องประท้วงท่านประธาน ในการดำเนินการประชุมตามข้อ ๕ ครับ เพราะท่านประธานมีอำนาจและหน้าที่ที่ต้องปฏิบัติ ความจริง ท่านประธานอย่าเพิ่งเดาใจผมว่าผมจะยกมือทำอะไร แล้วผมยกขึ้นมาแวบเดียว ท่านหันมาเห็นเลยเหมือนท่านจะรู้ใจ ความจริงนี่ไม่ใช่วุฒิสภา นี่คือรัฐสภา ประการที่ ๑

ประการที่ ๒ วุฒิสภาก็ไม่ใช่ลูกน้องท่านนะครับ เพราะฉะนั้นกรุณาทำหน้าที่ ของท่านไป ผมก็ทำหน้าที่ของผม ท่านประธานยังไม่รู้เลยว่าผมยกมือแล้วนี่เป็นสิทธิของท่าน ท่านจะเรียกหรือไม่เรียกก็ได้ แต่ท่านประธานกดไมโครโฟนแล้วบอกว่าไม่ต้องแล้วสมชาย ผมไม่ใช่ลูกน้องท่าน เป็นลูกน้องท่านเมื่อไรครับ

ผมขออนุญาตต้องกราบเรียนว่าท่านเป็นประธานในที่ประชุมผมเคารพ แต่ว่า ผมก็ยกมือท่านก็มีสิทธิที่จะให้ผมพูดหรือไม่ให้พูด พอท่านไม่ให้ผมพูดผมเลยต้องประท้วง ท่านประธานเพราะท่านประธานยังไม่รู้เลยว่าผมจะพูดเรื่องอะไร แล้วก็ขอบอกความในใจว่า ท่านประธานเดาผิดครับ เพราะผมกำลังจะพูดเรื่องการถ่ายทอดช่อง ๑๑ ซึ่งมีปัญหา ชาวบ้านเขาโทรศัพท์มาบอกว่าตอนที่ผมพูดเขาตัดภาพผมออก มีแต่เสียงและมีแต่หน้า ท่านประธาน ผมก็เลยจะถามท่านประธานว่าช่อง ๑๑ มีอคติอะไรหรือถูกสั่งจากรัฐบาล อย่างไร เวลาผมอภิปรายพูดนิดเดียวแล้วรีบตัดภาพออกไปเลย อันนี้ที่เป็นปัญหาครับ พอท่านประธานพูดผมก็เลยต้องถามเรื่องความเป็นกลางของท่านประธานในการควบคุม การประชุม เพราะผมจำได้ว่าเรามีข้อตกลงร่วมกันว่าเราจะไม่ไปพูดถึงคนนอก ไม่ว่าท่าน จะยอมรับ รักแค่ไหน เป็นขี้ข้าอะไรเรื่องของท่าน ผมไม่มีปัญหาผมก็ไม่พูดอยู่แล้ว แต่พูด เชิงบวกข้างเดียวมันเสียหายก็ขออภัย แล้วสุดท้ายก็มีการพาดพิงว่าถูกเลือกมา ถูกสั่งให้ มาเป็นเผด็จการแถมยังมายื่นผมก็ยื่นนะครับ ยังไม่ได้ยื่นถอดถอนครับ แต่ตอนนี้คือยื่น ให้ศาลสั่งการก็แค่นั้นครับ ผมมีสิทธิ ท่านก็มีสิทธิยื่นถอดถอน ส.ว. อยู่แล้ว ท่านก็มีสิทธิ ยื่นแก้รัฐธรรมนูญให้ปลด ส.ว. อยู่แล้ว ก็ไม่เห็นมีอะไรเขาก็สิทธิเท่ากัน ก็แค่นั้นเอง ท่านประธานครับ ก็ทำหน้าที่ในสภา ขอบพระคุณท่านประธานครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับที่ให้ความร่วมมือ พอแล้วผมว่าดำเนินการต่อนะครับ ผมต้องให้ทางนี้ประท้วงนะครับ จ่าประสิทธิ์มีอะไรครับ

จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุรินทร์

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ กระผม จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดสุรินทร์ พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมใช้สิทธิพาดพิง ผมขอพูดสั้น ๆ ว่า ท่านประธานทำหน้าที่ได้ดีแล้วเราเป็นกำลังใจให้ และที่สำคัญที่สุดก็คือผมเป็น ขี้ข้าประชาธิปไตย ผมเป็นขี้ข้าประชาชนดีกว่าเป็นขี้ข้าพวกเผด็จการครับ

(นายอรรถพร พลบุตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเพชรบุรี ได้ยืน และยกมือขึ้น)
นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ท่านอรรถพร เชิญครับ นายอรรถพร พลบุตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (เพชรบุรี) : กราบเรียนท่านประธานรัฐสภา ผม อรรถพร พลบุตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากจังหวัดเพชรบุรี พรรคประชาธิปัตย์ ผมประท้วงท่านประธานตามข้อบังคับ ข้อ ๕ ท่านประธานกำลังละเว้นประเด็นซึ่งสำคัญอย่างยิ่ง ต่อเกียรติภูมิและความเป็นกลางในรัฐสภาแห่งนี้ ท่านประธานได้นั่งอยู่บนบัลลังก์แล้วไปประกาศ รับรองความจริง ข้อเท็จจริงจากคำพูดของจ่าประสิทธิ์ ทั้งที่คำพูดของจ่าประสิทธิ์เราก็ฟัง ด้วยความอดทนอดกลั้นอย่างยิ่งยวด มันก็มีทั้งจริงหรือไม่จริงอย่างไรเราก็ให้โอกาสในฐานะ ของมุมมองที่แตกต่างกัน แต่ท่านประธานรัฐสภาซึ่งต้องเป็นกลางตามรัฐธรรมนูญ ท่านไม่มีสิทธิจะไปรับรองความจริง หรือว่าความจริงตรงนี้คือความจริงที่ท่านเชื่อ ท่านอยากฟัง และท่านมีความคิดเห็นพ้องกับความจริงเหล่านี้ ท่านได้เสียความเป็นกลาง ขัดต่อรัฐธรรมนูญอย่างชัดเจน ท่านมีทางเลือก ๓ ทาง ดังที่ท่าน ส.ส. อภิชาติ สุภาแพ่ง หรือพี่เล็กของผมเสนอไป ๑. ท่านต้องขอโทษต่อที่ประชุมแห่งนี้ ๒. ท่านต้องถอนคำพูด ๓. ท่านต้องลงจากบัลลังก์ ท่านไม่สง่างามที่จะทำหน้าที่ประธานรัฐสภาครับ

ขอบคุณที่เสนอแนะผม ท่านฟังให้ดีเพราะว่าผมขอวินิจฉัย ท่านสมชายบอกไปฟ้องศาลรัฐธรรมนูญ พอท่านประสิทธิ์ พูดว่าไปฟ้องผมก็บอกว่าโอเคไม่ต้องแล้ว เพราะนี่เป็นเรื่องความจริง เอาเถอะครับ ต่อไป ผมจะดำเนินการตามข้อ ๕ เชิญท่านพีระ มานะทัศน์ ท่านมีเวลา ๘ นาทีครับ เดี๋ยวก่อน ท่านพีระ ผมขอกล่าวต้อนรับคณะครูโรงเรียนบ้านสะโต จังหวัดยะลา ซึ่งได้มาเยี่ยมชม การประชุมรัฐสภา เชิญท่านพีระครับ ผมจะดำเนินการตามข้อ ๕ พอไม่ดำเนินการ ท่านก็ว่าผม ตอนนี้ผมดำเนินการตามข้อ ๕ เด็ดขาด เชิญท่านพีระครับ

นายพีระ มานะทัศน์ สมาชิกวุฒิสภา ลำปาง

กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ กระผม พีระ มานะทัศน์ สมาชิกวุฒิสภาจังหวัดลำปาง ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ก่อนอื่นต้องขอเรียนว่าพี่น้องชาวลำปางได้โทรศัพท์มามากในการให้กำลังใจท่านประธาน แล้วชื่นชมที่ท่านประธานกล้าคิด กล้าทำ แล้วก็กล้าตัดสินใจ วันนี้ก็ขอเรียนว่าท่านเป็น ขวัญใจของพี่น้องชาวลำปาง

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

เชิญท่านต่อเลยครับ ไม่ต้องประท้วงแล้วครับ ผมดำเนินการโดยเด็ดขาดตามข้อบังคับ ข้อ ๕ เชิญครับ

นายพีระ มานะทัศน์ สมาชิกวุฒิสภา ลำปาง 🔗

ผมอยากจะเรียนว่า ผมเป็น ๑ ในผู้ที่ลงชื่อรับรองร่างพระราชบัญญัติทั้ง ๓ ร่างด้วยกัน เหตุผลที่ผมลงชื่อ เนื่องจากว่ารัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๕๐ นั้นโดยหลักแล้วส่วนใหญ่เป็นรัฐธรรมนูญที่ดี แต่ว่า มีบางมาตราไม่เป็นไปตามระบอบประชาธิปไตย ซึ่งทำให้เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนา ทางด้านการเมืองในระบอบประชาธิปไตยเป็นอย่างยิ่ง แล้วก็นำมาสู่ปัญหาความขัดแย้ง ปัญหาที่จะพัฒนาประเทศ ปัญหาของเรื่องตุลาการภิวัตน์ก็ดี หรือสองมาตรฐาน อันนี้ เป็นที่มาที่ผมตัดสินใจจะต้องร่วมกันแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้เพื่อให้มันดีขึ้น จะเห็นได้ว่า ในช่วงผ่านมานั้นโดยเฉพาะตั้งแต่ปี ๒๕๕๐ เป็นต้นมา ประเทศไทยต้องประสบปัญหา ในหลาย ๆ ด้าน ความขัดแย้งเกิดขึ้นมากมาย แม้กระทั่งเมื่อวานนี้ก็เป็นภาพที่ พี่น้องประชาชนรู้สึกห่วงใย เพราะฉะนั้นผมเองต้องขอเรียนกับพี่น้องว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ครั้งนี้มีความสำคัญ ในมาตราที่ผมเห็นว่ามีความสำคัญต่อการแก้ไขในครั้งนี้โดยเฉพาะ มาตรา ๒๓๗ ก็อยากจะเรียนว่าในมาตรานี้ได้มีการกำหนดให้มีการยุบพรรคโดยผู้ที่ กระทำความผิดถูกลงโทษนั้นผมเห็นด้วย แต่กรณีที่ยุบพรรคแล้วส่งผลไปถึงหัวหน้าพรรค และกรรมการบริหารพรรคนั้นถือว่าไม่เป็นธรรม ไม่เป็นไปตามหลักนิติธรรม ไม่เที่ยงธรรม ดังนั้นการที่มีการยกร่างแล้วก็ตัดข้อความในวรรคสองที่พูดถึงการกระทำของบุคคล ตามวรรคหนึ่ง แต่วรรคหนึ่งเราเห็นด้วยที่ว่าใครทำผิดก็ลงโทษคนนั้น แต่ในวรรคสอง ที่ลงโทษทั้งหัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารพรรคโดยการตัดสิทธิ ๕ ปีนั้นถือว่า ไม่เป็นธรรม แล้วการยุบพรรคนั้นผมเชื่อว่าหลายท่านในที่ประชุมที่ผ่านมาแล้วไม่มีใคร คัดค้านในเรื่องของการยุบพรรค เพราะว่าการยุบพรรคนั้นเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนา การปกครองในระบอบประชาธิปไตยเป็นอย่างยิ่ง อย่าลืมว่าในพรรคการเมืองไม่ใช่จะมี เฉพาะหัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารพรรค หรือ ส.ส. เท่านั้น ยังมีพี่น้องประชาชน อีกหลายล้านคน ยกตัวอย่างเช่นในพรรคเพื่อไทยก็มีสมาชิกพรรคเป็นสิบ ๆ ล้านคน พรรคประชาธิปัตย์ก็มีเป็นสิบล้านคน แล้วพรรคเล็กพรรคน้อยอื่นอีกก็มีสมาชิก เพราะฉะนั้น พรรคการเมืองนั้นเป็นเหมือนบ้านที่อยู่อาศัยเขา การที่จะไปรื้อบ้านของเขาผมคิดว่า ไม่เป็นธรรม ตรงนี้เองที่ผมเห็นว่าการแก้ไขในมาตรา ๒๓๗ นั้นจึงมีเหตุผลและมีความจำเป็น ที่จะต้องดำเนินการ โดยเฉพาะการตัดข้อความในวรรคสองออก ส่วนในมาตรา ๖๘ ซึ่งเกี่ยวข้องกับมาตรา ๒๓๗ ในมาตรา ๖๘ นั้นอยู่ในส่วนที่เรียกว่าสิทธิพิทักษ์รัฐธรรมนูญ ถ้าดูในตัวบทกฎหมายรัฐธรรมนูญจะเห็นได้ว่ามีสี่วรรคด้วยกัน วรรคหนึ่งนั้นพูดถึงบุคคล จะใช้สิทธิและเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญเพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญนี้ หรือเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจ ในการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญนี้มิได้ อันนี้คงไว้ เห็นด้วยนะครับ แต่ในส่วนที่บัญญัติไว้ในวรรคสอง ในกรณีที่บุคคลหรือพรรคการเมืองใดกระทำตาม วรรคหนึ่ง ผู้ทราบการกระทำดังกล่าวย่อมมีสิทธิเสนอเรื่องให้อัยการสูงสุดตรวจสอบ ข้อเท็จจริง ร่างเก่าในตัวรัฐธรรมนูญที่ได้ระบุว่า และยื่นคำร้อง ส่วนนี้เป็นปัญหามาก ในทางปฏิบัติ โดยเฉพาะในช่วงที่ผ่านมาจะเห็นได้ว่าตรงนี้เองที่เป็นอุปสรรคสำคัญ เพราะฉะนั้นในร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้จึงได้ตัดข้อความออกไป โดยให้ผู้ที่จะยื่นคำร้อง ให้ยื่นคำร้องได้ที่สำนักงานอัยการสูงสุด เพื่ออะไร เพื่อทำหน้าที่ในการตรวจสอบข้อเท็จ แล้วก็ข้อจริง เพราะผู้ที่ยื่นมันต้องตรวจสอบครับ จริงหรือไม่จริง เพราะฉะนั้นตรงนี้ เป็นอำนาจหน้าที่ในการที่จะรับเรื่องโดยกำหนดให้อัยการสูงสุด ทีนี้ถ้าหากว่าไปยื่น ต่อศาลรัฐธรรมนูญโดยตรงก็จะมีปัญหาว่าแล้วทำไมต้องระบุให้อัยการสูงสุด โดยข้อเท็จจริง ถ้าบุคคลยื่นศาลรัฐธรรมนูญได้ก็ไม่ควรจะมีข้อบัญญัติในเรื่องเกี่ยวกับอำนาจของ อัยการสูงสุดไว้ในที่นี้ เพราะฉะนั้นการที่รัฐธรรมนูญได้บัญญัติไว้ในเรื่องให้อัยการสูงสุด ตรวจสอบข้อเท็จจริงนั้นจึงน่าจะเป็นความชัดเจนถ้าหากว่าตัดข้อความในส่วนที่ต้องยื่น ต่อศาลรัฐธรรมนูญออกไป ส่วนในวรรคสามนั้นก็คงไว้ ในกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย สั่งการให้พรรคการเมืองใดเลิกกระทำการตามวรรคสอง ศาลรัฐธรรมนูญอาจสั่ง ยุบพรรคการเมืองดังกล่าวได้ถ้าปรากฏว่าเป็นการล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตย ต่าง ๆ เหล่านี้ถือว่าไม่ได้ วรรคสามนี้ยังคงไว้ ส่วนในวรรคสี่ ก็เกี่ยวข้องกับที่ผมได้เรียน ให้ทราบแล้วว่าการสั่งยุบพรรคการเมืองก็ดี หรือการเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของหัวหน้า พรรคการเมืองก็ดี รวมทั้งกรรมการบริหารพรรคด้วยนั้น ไม่เป็นประชาธิปไตยแล้วก็ ไม่สอดคล้องกับหลักนิติธรรม ไม่เที่ยงธรรม เพราะฉะนั้นจึงสมควรจะต้องตัดวรรคนี้ออก เพราะฉะนั้นในเรื่องของกรณียุบพรรคก็ดี การตัดสิทธิทางการเมือง ๕ ปีก็ดี ซึ่งบัญญัติไว้ใน ทั้งมาตรา ๖๘ และมาตรา ๒๓๗ นั้นเป็นเรื่องที่มีความสำคัญ ผมเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง ที่จะต้องมีการแก้ไข

ส่วนมาตรา ๑๙๐ ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องสำคัญอีกเรื่องหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับ ประชาชนคนไทยทั้งประเทศ คือจะเห็นได้ว่ามาตรา ๑๙๐ ในอดีตนั้นเราไม่เคยบัญญัติไว้ แต่ว่าในรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๒๔ ของรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๔๐ นั้นได้บัญญัติไว้มี ๒ ส่วน ด้วยกัน ส่วนมาตรา ๑๙๐ ในปี ๒๕๕๐ นั้นได้ขยายขอบเขตออกไปซึ่งทำให้เป็นปัญหา ในทางปฏิบัติแก่ฝ่ายบริหาร ทำให้ความไม่ชัดเจนเกิดขึ้นเป็นภาระแก่รัฐสภาอย่างมาก ทำให้ฝ่ายบริหารทำงานล่าช้าแล้วก็ต้องเปิดเผยข้อมูลจำนวนมาก จึงไม่สอดคล้องกับ การบริหารในยุคสมัยใหม่นี้นะครับ ก็เห็นด้วยอย่างยิ่งที่จะต้องมีการแก้ไขในส่วนนี้ ขอบคุณครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ท่านเกรียงศักดิ์ ฝ้ายสีงาม เชิญท่านเกรียงศักดิ์ครับ ท่านมีเวลา ๗ นาทีครับ

นายเกรียงศักดิ์ ฝ้ายสีงาม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อุดรธานี

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ให้เขาอภิปรายก่อนครับ สั้น ๆ ครับ เชิญครับ

นายบุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภา ผม บุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกรัฐสภา ขออนุญาตท่านผู้อภิปรายนะครับ ผมหารือเรื่องความเดือดร้อนของสมาชิกสั้น ๆ กับท่านประธานครับ นอกสภาตอนนี้มีรถ ขยายเสียง ผมไม่ทราบว่าได้รับอนุญาตอย่างไรมาขยายเสียงร้องเพลงคาราโอเกะ ไม่มีเนื้อหา สาระใด ๆ เป็นรถของเสื้อแดง ซึ่งผมคิดว่าพวกเรากำลังทำงานอยู่ชั้นบนเสียงมันก็ลอดเข้ามา ดังมาก ท่านประธานรัฐสภาต้องกรุณานะครับว่าท่านต้องดูแลกิจการของสภาตามมาตรา ๕ ดูแลทั้งการประชุมและกิจการโดยรอบนะครับ ท่านประธานครับ จะดำเนินการอย่างไรครับ รบกวนมาตลอดทั้งวันนี้แล้ว ขอยืนยันว่าเป็นรถเสื้อแดงซึ่งผมเชื่อว่าสมาชิกในนี้น่าจะรู้จักกัน ด้วยซ้ำ จะให้ความเป็นธรรมกับพวกเราหน่อยได้ไหมที่จะได้ทำงานกันอย่างเต็มที่ครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณท่านบุญยอดที่ได้ แจ้งข่าวนะครับ ทางเลขาธิการช่วยให้เจ้าหน้าที่ไปดูหน่อยนะครับ แล้วก็ขอความร่วมมือ ขอความสงบในรอบบริเวณอาคารรัฐสภานะครับ เชิญท่านเกรียงศักดิ์ต่อไปครับ

นายเกรียงศักดิ์ ฝ้ายสีงาม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อุดรธานี

กราบเรียน ประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายเกรียงศักดิ์ ฝ้ายสีงาม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดอุดรธานี พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา

(จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุรินทร์ ได้ยืนและยกมือขึ้น)
นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ท่านเกรียงศักดิ์เดี๋ยวครับ จ่าประสิทธิ์มีอะไรครับ

จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุรินทร์

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดสุรินทร์ พรรคเพื่อไทย ผมประท้วงผู้ประท้วงคือคุณบุญยอดเมื่อสักครู่ตามข้อ ๔๓

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

เขาไม่ได้ประท้วงครับ เขาหารือนะครับ ท่านนั่งเถอะครับ

จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุรินทร์

ถ้าอย่างนั้นผมชี้แจงว่าที่อยู่ข้างนอกมันอยู่นอกสภา แล้วเสื้อแดงเขามาให้กำลังใจ ไม่มี อะไรครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

เอาอย่างนี้ เดี๋ยวค่อยไปดู แล้วก็ช่วยให้เสียงมันหรี่ลงหน่อยนะครับ

จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุรินทร์

เขามาให้กำลังใจเฉย ๆ ครับ ไม่มีอะไรครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ท่านนั่งลงครับ ท่านบุญยอดครับ ผมได้สั่งให้ทางเลขาธิการได้ไปดูแล้วครับ พอแล้วครับ ถ้าท่านโต้อีกทีแล้วท่านจ่าประสิทธิ์ ก็ขึ้นมาอีก พอแล้วกระมังครับ ท่านบุญยอดพอแล้ว เชิญท่านเกรียงศักดิ์ต่อไปครับ เอา ๆ ท่านบุญยอด เสียเวลานะครับ

นายบุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาครับ ผมเรียนต่อท่านว่าท่านมีอำนาจที่จะสั่งการได้ ผมก็เสนอ ท่านครับ ถ้าจ่าประสิทธิ์รู้จักก็ไปบอกเขาครับว่ากติกาบ้านเมืองมีครับ ขอบพระคุณครับ

นายนิยม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณ เล็กน้อยยังเอานะ ท่านเกรียงศักดิ์ครับ

นายเกรียงศักดิ์ ฝ้ายสีงาม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อุดรธานี 🔗

เป็นที่ทราบ กันดีว่ารัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฉบับนี้เป็นฉบับที่ ๑๘ ผมเห็นด้วยในการที่จะมี การแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้ง ๓ ร่าง เนื่องจากว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นเรื่องที่เราสามารถทำได้ ด้วยหลักการและเหตุผล รัฐธรรมนูญเราเคยใช้ปี ๒๕๔๐ ซึ่งเป็นรัฐธรรมนูญที่ได้รับ การยอมรับว่าเป็นฉบับของพี่น้องประชาชน เราใช้มา ๙ ปี เป็นที่ทราบกันดีว่าเกิดเหตุการณ์ ปฏิวัติรัฐประหารเราถึงมีรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๕๐ ขึ้นมา ซึ่งมีการทำประชาพิจารณ์ หลายท่านบอกว่า ๑๔ ล้านเสียงต่อ ๑๐ ล้านเสียง นั่นก็ถือว่าเป็นการทำประชาพิจารณ์ ในสภาวะไม่ปกติ เป็นที่ทราบกันดีครับ เราก็ทราบแล้วได้ยินทางสื่อมวลชนมาตลอดว่า ให้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ผ่านไปเถอะดีกว่าที่จะไม่มีรัฐธรรมนูญใช้ พี่น้องประชาชนคนไทย ทั้งประเทศมีความหวังอยากได้รัฐธรรมนูญจึงได้รับร่างรัฐธรรมนูญ แล้วหลายท่านก็บอกว่า เรารับไปแล้วสามารถที่จะแก้ไขได้ วันนี้ถึงเป็นการที่จะนำมาแก้ไขใน ๓ ร่างที่ทาง สมาชิกรัฐสภาได้นำเสนอต่อสภาอันทรงเกียรติแห่งนี้ว่าเราจะต้องมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ และให้เป็นไปตามความต้องการของพี่น้องประชาชนผู้เป็นเจ้าของ อำนาจอธิปไตย อย่างมาตรา ๑๙๐ เราเห็นชัดเจนว่ากรอบในการเจรจาจะต้องใช้หลายอย่าง บางครั้งเราไม่สามารถที่จะเปิดเผยได้ มันอยู่ในอำนาจของฝ่ายบริหาร ฉะนั้นฝ่ายบริหาร จะต้องไปทำการติดต่อกับต่างประเทศหรือเจรจาตามกรอบที่ได้รับไป ส่วนความโปร่งใส เป็นหน้าที่ของสมาชิกรัฐสภาและพี่น้องประชาชนจะต้องตรวจสอบว่าทางรัฐบาล นำฝ่ายบริหารได้ไปเจรจาในกรอบข้อตกลงที่โปร่งใสเป็นประโยชน์กับประเทศหรือไม่

ส่วนมาตรา ๖๘ ซึ่งเราทราบดีว่ามาตรา ๖๘ เป็นมาตราที่ใช้อำนาจด้านตุลาการ ผ่านอัยการสูงสุด อย่าไปคิดแทนพี่น้องประชาชนนะครับว่าพี่น้องประชาชนไม่สามารถที่จะ แสดงความคิดเห็นหรือยื่นหนังสือผ่านอัยการสูงสุดได้ เดี๋ยวนี้พี่น้องประชาชนเก่งครับ และเข้าใจการเมืองดี ผมฝากไว้ว่าทางเส้นนี้เป็นอำนาจตุลาการผ่านอัยการสูงสุด ซึ่งพี่น้องประชาชน สามารถที่จะใช้สิทธิของตนเองให้อัยการสูงสุดพิจารณากระทงความต่าง ๆ ตามกลุ่ม หรือตามที่เขาได้ยื่นมา ผมจะพูดสั้น ๆ ๒ มาตรานี้ แต่เป็นประเด็นที่มาตรา ๒๓๗ มาตรา ๒๓๗ เป็นที่ชัดเจนว่าพรรคการเมืองถือว่าเป็นสถาบันทางการเมือง มีทั้งผู้บริหาร หัวหน้าพรรค กรรมการบริหารพรรค เลขาธิการพรรค นอกจากนั้นพี่น้องประชาชนที่นิยม ชื่นชม ในนโยบายของพรรคก็เป็นสมาชิกพรรค บางพรรคมีเป็นสิบ ๆ ล้านคน หลายพรรคครับ เป็นพรรคการเมืองที่ได้รับการยอมรับจากพี่น้องประชาชน แต่วันดีคืนดีโดนยุบโดยมาตรา ๒๓๗ ซึ่งโดนยุบ โดนตัดสิทธิเป็นผู้ร่วมทำการ โดยเขาไม่ทราบเลยว่าเขามีความผิดอะไร โดยเฉพาะ พี่น้องประชาชนซึ่งเป็นสมาชิกพรรคทั่วประเทศ นี่ถึงขาดความมั่นคงในทางการเมือง ขาดหลักนิติธรรม ขาดหลักนิติรัฐ ที่จะทำให้การเมืองของเราได้รับการยอมรับจากนานาอารยประเทศ ฉะนั้นจึงมีความจำเป็นว่าเราจะต้องได้รับการดูแล แก้ไข เห็นไหมล่ะครับ พรรคไทยรักไทย โดนยุบ พรรคเพื่อไทยโดนยุบ พรรคชาติไทยก็โดนยุบ ถามว่าเขาผิดอะไร พี่น้องประชาชน ซึ่งเป็นสมาชิกพรรคทำผิดอะไร ได้เป็นตัวการร่วมโดยไม่ทราบสาเหตุ นี่ละครับถึงเป็น การขัดหลักนิติธรรม ขัดหลักสากลอย่างยิ่งใหญ่ เราจะต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๓๗ ส่วนมาตรา ๑๑๑ ถึงมาตรา ๑๑๗ ท่านทราบดีว่าที่มาของสมาชิกวุฒิสภา ท่านประธาน ที่เคารพครับ ท่านประธานก็เป็นสมาชิกวุฒิสภาซึ่งมาจากการเลือกตั้งของพี่น้องประชาชน ท่านทราบดีว่าการได้รับการยอมรับจากพี่น้องประชาชนเป็นความภาคภูมิใจ ส.ส. สมาชิกรัฐสภา ที่อยู่ที่นี่ก็เป็นคนหนึ่งที่พี่น้องมอบความไว้วางใจมาจากการเลือกตั้งให้มาทำหน้าที่ แต่มีส่วนหนึ่งครับมาจากการแต่งตั้งจากคน ๗ คน ซึ่งไม่ทราบว่าจะมีความเที่ยงธรรม มีความยุติธรรม คัดสรรความรู้ความสามารถของบุคคลคนนั้นมาอย่างไร ผมไม่เคยรังเกียจว่า ท่าน ส.ว. สรรหามีทั้งดี ทั้งไม่ดี เราต้องยอมรับในหมู่คน แต่ ส.ว. สรรหาผมได้ยินจาก พี่น้องประชาชนบอกว่าสมาชิกรัฐสภานั่งอยู่นี่ ๗๓ คนมาจากการสรรหาไม่รู้มาอย่างไร เหมือนเป็นข้าวนอกนา ผมฟังแล้วผมก็ไม่สบายใจครับ เพราะพี่น้อง ส.ว. ซึ่งมาจาก การสรรหาบางท่านก็เป็นคนดี บางท่านก็อาจจะไม่ดี อย่างไรก็แล้วแต่ ควรมาจาก การเลือกตั้งทั้งหมดนะครับ นี่คือตรรกะในการที่จะเลือกตั้ง ส.ว. หรือสมาชิกวุฒิสภา การทำหน้าที่ของสมาชิกวุฒิสภาในสภาอันทรงเกียรติแห่งนี้ก็จะมีความทัดเทียมกัน ไม่ให้เขา บอกว่านี่คือข้าวนอกนา ๗๓ คน ผมไม่อยากได้ยินคำนี้ครับ ฉะนั้นวันนี้การแก้ไขรัฐธรรมนูญ ต้องทำเพื่อประเทศชาติให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับพี่น้องประชาชนผู้เป็นเจ้าของอำนาจ อธิปไตยอันแท้จริง เราอย่าพูดเอาแต่ได้ เราอย่าใช้วาทกรรมเพื่อจะทำอะไรก็ได้ ขอให้เรา เอาหัวใจของเรามาบอกว่าเราจะทำอะไรที่เป็นประโยชน์กับพี่น้องประชาชนร่วมกันในสภา อันทรงเกียรติแห่งนี้เพื่อคนไทยทั้งประเทศ ผมขอสนับสนุนการแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญ ทั้ง ๓ ร่าง เพื่อเป็นกฎหมายอันสูงสุดที่จะใช้กับพี่น้องประชาชนคนไทยทั้งประเทศ ขอบคุณครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

พลตำรวจโท พิชัย สุนทรสัจบูลย์ ท่านมีเวลา ๘ นาทีครับ

พลตำรวจโท พิชัย สุนทรสัจบูลย์ สมาชิกวุฒิสภา อุดรธานี 🔗

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม พลตำรวจโท พิชัย สุนทรสัจบูลย์ สมาชิกวุฒิสภา จากจังหวัดอุดรธานี ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานที่เคารพครับ วันนี้เป็นวันที่ ๒ ของวาระที่หนึ่งในการแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญ บรรยากาศในการประชุมแล้วก็ในการติดตาม ต่าง ๆ นั้นก็สนุกสนานและครึกครื้นดี พี่น้องประชาชนโทรศัพท์มาถามผมว่าเห็นนั่งนาน ๆ เบื่อไหม ผมบอกอยู่ที่นี่เบื่อไม่ได้หรอกครับ ก็ครึกครื้นดีนะครับ ท่านประธานครับ รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันนี้คือฉบับที่ ๑๘ เรามีการแก้ไขมาหลายครั้ง ในวาระที่หนึ่ง วันนี้เป็นวันที่ ๒ ก็จะมีการแก้ไขอีกครั้งหนึ่งซึ่งมี ๓ ร่างนะครับ หลายท่านก็ได้อภิปราย ไปแล้วหลายแง่หลายมุมด้วยลีลาแล้วก็ด้วยข้อเท็จจริง เป็นความคิดความเห็นของแต่ละท่าน ที่มีมุมมอง ผมก็เคลิ้ม ๆ ไปหลายท่านเหมือนกันที่ฟัง ๆ ดู หลายคนก็อยากจะคล้อยตามไปด้วย แต่กลับมานึกอีกทีหนึ่งว่าที่ผมเสนอแล้วรับรองร่างไปทั้ง ๓ ร่างนั้น ผมก็ต้องมีหลักคิด และมีเหตุผลเช่นเดียวกันว่าทำไมถึงไปรับรองทั้ง ๓ ร่างในการแก้ไข

ประการที่ ๑ ผมดูเรื่องเหตุผลครับ ภาษาอังกฤษใช้คำว่า วาย (Why) มีเหตุผลอะไรถึงจะไปแก้เขา และเมื่อดูเหตุผลแล้วดูเจตนารมณ์แก้ไปเพื่ออะไร ต่อไปก็ดู การใช้อำนาจว่ามันยึดโยงกับประชาชนไหม เป็นประโยชน์ต่อประชาชนและประเทศชาติ หรือเปล่า ผมมาใคร่ครวญดูทั้งเหตุผลที่ผมตั้งไป ๓ ประการแล้วสมควรที่ผมจะต้องรับรอง ทั้ง ๓ ฉบับ ทั้งนี้ทั้งนั้นเพราะว่าแต่ละฉบับนั้นมันค่อนข้างจะสร้างความขัดแย้งทำให้ สังคมการเมืองเราเดินหน้าไปลำบาก ผมก็อธิบายแต่ละร่างให้ท่านประธานได้รับทราบ พอสังเขปอย่างนี้นะครับ

สำหรับร่างที่ ๑ ที่พูดถึงที่มา ส.ว. นั้น สมัยก่อนผมเองรับราชการเป็นตำรวจ เขาบอกตำรวจต้นทุนน้อย ก็ลองลงเลือกตั้งดูก็ได้ทั้ง ๒ ครั้ง เมื่อปี ๒๕๔๙ ได้ลงครั้งแรก ตามรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ก็ได้รับการเลือกตั้งมา แต่ว่ายังไม่ทันขึ้นเวทีนะครับ ร้องเพลงรอ อยู่ประมาณ ๔-๕ เดือนก็ถูกปฏิวัติไป หัวหน้าปฏิวัติที่ปฏิวัติคราวนั้นรู้สึกว่าท่านก็คงมาอยู่ ในนี้แล้วเหมือนกันนะครับ แต่วันนี้ไม่พบกัน ท่านก็กลับมาอยู่ฝ่ายการเมืองแล้ว ต่อมาเมื่อมี การแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๔๐ แล้วมาเป็นปี ๒๕๕๐ ผมลงอีกครั้งหนึ่งก็ได้ เพราะฉะนั้นการเลือกตั้งนี่หลายท่านพูดถึงบ่อย ๆ นะครับว่าเลือกตั้งต้องใช้เงินใช้ทอง ต้องไปอิงแอบกับพรรคการเมืองนั้น พรรคการเมืองนี้ ต้องตกเป็นเบี้ยล่างของคนโน้นคนนี้ ผมก็เรียนตรง ๆ ว่าผมไม่มีประสบการณ์ตรงนั้นนะครับ พี่น้องชาวอุดรธานีเขาเลือกผม มาเองทั้ง ๒ ครั้ง ไม่มีการต้องไปเสียเงินเสียทองอะไร ถ้าจะไปเสียเงินเสียทองผมคงจะไม่มี ปัญญาหรอกครับ เพราะฉะนั้นการที่หลายท่านลุกขึ้นมาและพูดค่อนข้างจะดูถูกดูแคลน ส.ว. ที่มาจากการเลือกตั้ง หลายท่านพูดนะครับ อันนี้ก็คงไม่ก้าวล่วงถึง แต่ท่านบอกว่า ชอบเสพอำนาจ เคยตัว ตกเป็นเบี้ยล่างของคนโน้นคนนี้ เป็นสมุนรับใช้ ขอเรียนท่านประธานว่า ส.ว. จังหวัดอุดรธานีที่ชื่อ พลตำรวจโท พิชัย สุนทรสัจบูลย์ ไม่มีอย่างนั้นนะครับ ผมก็มี ความภาคภูมิใจในการมาเป็นวุฒิสมาชิกของผม แต่ผมก็ไม่รังเกียจนะครับ ผมทำงานกับ เพื่อน ส.ว. ที่มาจากการสรรหาประมาณ ๕ ปี ก็มีความรักใคร่ชอบพอกัน แต่ทีนี้ถ้าเรามาดู ย้อนหลังว่าการพัฒนาในด้านการที่เป็นสมาชิกวุฒิสภานั้นก็มีมาตั้งแต่แต่งตั้งทั้งหมด เลือกตั้ง ทั้งหมด แล้วก็มีลูกผสม ขณะนี้เป็นลูกผสม แต่จะผสมกันอย่างไรนั้น จะเหมาะสมหรือไม่นั้น ในข้อคิดมุมมองของผมคิดว่าถ้าบ้านเมืองขณะนี้เราถือว่าในระบอบประชาธิปไตยนั้นเรามี พี่น้องประชาชนเป็นเจ้าของประเทศ ถ้าเรายึดโยงกับประชาชนเราก็อยากให้ประชาชน มีส่วนร่วมในการเลือกท่านจะมีมุมมองด้านไหนก็ตามมันก็มีทั้งส่วนดีและส่วนเสียทั้งนั้น แล้วแต่จะยกมานะครับ แล้วแต่เหรียญ ๒ ด้าน ส.ว. ที่มาจากสรรหาก็มีความรู้ความสามารถหลายท่านนะครับ อันนี้ก็มีประโยชน์ แต่ต่อไปนี้ ท่านจะไปแปรญัตติในวาระที่สองอย่างไรนั้นผมก็ไม่ขัดข้อง แต่ในชั้นนี้ผมคิดว่าการยึดโยง กับประชาชนนั้นต้องมาเป็นหลักก่อน

ในร่างที่ ๒ เกี่ยวกับเรื่องมาตรา ๑๙๐ นั้นก็มีการแก้ไข ครั้งที่แล้วก็รู้สึกจะ แก้ไขมาครั้งหนึ่งแล้ว มาตรานี้ได้ดูในรายละเอียดแล้วบางครั้งก็แทบจะบอกว่ามันมี หลายส่วนนะครับที่เป็นเรื่องหยุมหยิม จุกจิก จู้จี้จนเกินไป แล้วก็ต้องมีการให้เอาฝ่ายบริหาร ไปยึดโยงกับฝ่ายนิติบัญญัติแล้วก็ฝ่ายตุลาการที่จะมาพิจารณาเรื่องนี้ด้วย ก็ทำให้รัฐบาล ซึ่งเป็นผู้บริหารจะต้องไปบริหารบ้านเมืองในการที่จะไปติดต่อทำสัญญากับนานาชาติ ทั้งหลายค่อนข้างจะลำบากแล้วก็อึดอัดในการดำเนินการ รวมทั้งเกรงว่าถ้าทำอะไรไปแล้ว ถ้าไม่เข้ามาในรัฐสภานี้ก็กลัวจะทำผิด เมื่อทำผิดแล้วเดี๋ยวก็จะไปถูกถอดถอน จะไปถูก อะไรอีก เพราะฉะนั้นผมคิดว่ามาตรา ๑๙๐ นี่นะครับ เพื่อที่เราจะออกกฎหมายให้ทางรัฐบาล ได้ไปบริหารบ้านเมือง ไปทำสัญญากับนานาชาติได้อย่างสะดวก ก็ควรที่จะให้มีการปรับปรุง แก้ไขบ้างเพื่อให้ทำงานได้รวดเร็วขึ้นสมกับยุคโลกาภิวัตน์ ยุคโซเชียล มีเดีย แล้วตอนนี้ ไปไกลแล้วนะครับ เราจะมัวแต่มานั่นอยู่ตรงนี้ไม่ได้ อย่าระแวงแคลงใจกันอยู่ ถ้าเราเกิด กังวลแล้วระแวงแคลงใจมองโลกกันในแง่ไม่ดีมันก็เกิดปัญหาแล้วเราเดินหน้าลำบากนะครับ

สำหรับร่างที่ ๓ คือมาตรา ๖๘ กับมาตรา ๒๓๗ ที่คู่กันนั้น มาตรา ๖๘ นั้น ผมคิดว่าดูแล้วในการพิจารณาถ้าเราดำเนินการตามขั้นตอนให้ถูกต้อง เข้าช่องให้ถูกทาง ให้อัยการสูงสุดท่านพิจารณาเสีย เมื่ออัยการสูงสุดพิจารณาอย่างไรแล้วก็ส่งไปให้ศาลรัฐธรรมนูญ ดำเนินการ ก็ไม่เห็นว่าจะต้องไปตัดอำนาจอะไรตรงไหนนะครับ เป็นการทำให้ถูกช่องทาง ให้บ้านเราไม่ต้องไปทะเลาะเบาะแว้งกัน เดี๋ยวยื่นตรงนั้น เดี๋ยวยื่นตรงนี้ แล้วก็มาทะเลาะกัน ผมว่าถ้าเป็นไปตามขั้นตอนเสียมันก็จะไม่มีปัญหาอะไร

อีกประการหนึ่ง มาตรา ๒๓๗ นั้นเขาบอกว่าตายยกเข่ง หรือว่าตายเหมาเล้า คือหมายความว่าใครทำผิดทีก็โดนทั้งหมด แต่ในรายละเอียดก็คงจะมีวิธีว่าทำอย่างไร ที่ขั้นตอนจะโยงอย่างไรนั้นเป็นรายละเอียดในกฎหมาย ซึ่งผมคิดว่าในวาระที่หนึ่งไม่สมควร ที่จะต้องไปพูดกันมากมายนัก จะรับหรือไม่รับ แล้ววาระที่สองก็ค่อยไปว่ากันในรายละเอียด ฉะนั้นสำหรับผมนั้นผมได้พิจารณาทั้ง ๓ ร่างแล้วผมรับหลักการนี้ แล้วก็ขอเรียนนิดหนึ่งว่า สมัยรับราชการเป็นตำรวจนั้นถ้าถูกตั้งกรรมการสอบสวนเขาบอกทำเหมือนบวชพระ ต้องรับกฐินบ้าง ตอนนี้มาเป็น ส.ว. แล้ว มาเป็นนักการเมืองก็ต้องโดนบ้างก็ถือเป็นธรรมดา ขอบคุณครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ เชิญท่านนิยม ช่างพินิจ ท่านมีเวลา ๗ นาทีครับ เชิญครับ

นายนิยม ช่างพินิจ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พิษณุโลก 🔗

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นิยม ช่างพินิจ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพิษณุโลก พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา สิ่งที่สำคัญโดยเฉพาะร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ที่ได้เสนอเข้ามาผมเองก็มีส่วนร่วมในการลงนามที่เห็นด้วยกับในการที่จะแก้ไขเพิ่มเติม ทั้ง ๓ ร่างด้วยกัน ประเด็นสำคัญที่เพื่อนสมาชิก ส.ว. ก็ดีที่จะพูดกันอยู่เสมอว่ารัฐธรรมนูญ ฉบับปี ๒๕๕๐ นี้ถ้าเราแก้แล้วเราจะได้อะไร ผมอยากจะเรียนให้พี่น้องทราบ ให้ประธานทราบ และพี่น้องประชาชนที่รับฟังอยู่ทางบ้าน วันนี้เองมันเป็นนโยบายของพรรคเพื่อไทยในช่วงที่มี การรณรงค์หาเสียงว่าถ้าได้รับการเลือกตั้งเข้ามาแล้วได้เป็นรัฐบาลจะมีการแก้รัฐธรรมนูญ ฉบับปี ๒๕๕๐ เพราะฉะนั้นสิ่งที่สำคัญพรรคเพื่อไทยรู้ครับว่าเจตนารมณ์ของพี่น้องประชาชน คือต้องการอะไรเราก็ทำตามเจตนารมณ์แล้วก็ชนะการเลือกตั้งกลับมา เพราะเราต้องเข้าใจ ต้องย้อนอดีตไปนะครับ เมื่อปี ๒๕๔๙ ปี ๒๕๕๐ เกิดอะไรขึ้น รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ มีการทำประชามติบอกว่ารับไปก่อนแล้วก็ค่อยมาแก้กันทีหลัง แล้วเป็นอย่างไรครับ ผลพวง ของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ จนมาถึงทุกวันนี้เผด็จการมาออกกฎหมายลูก กฎหมายการทำ ประชามติ แต่สิ่งที่สำคัญรู้ไหมครับท่านประธาน การออกเสียงประชามติ สมมุติว่าพี่น้องประชาชน มีสิทธิ ๕๐ ล้านคน ต้องมาใช้สิทธิ ๒๕ ล้านคน แล้วต้องลงสิทธิ ๑๒.๒๕ ล้านคนถึงจะผ่าน แต่ทำไมล่ะครับ ลองกลับไปดูรัฐธรรมนูญที่มาจากปี ๒๕๕๐ มาทำประชามติเท่าไรก็ได้ ทำไมไม่เขียนเอาตามแบบนั้นล่ะครับ นี่ละครับคำถามที่ผมอยากจะถามและอยากจะเรียน ให้ท่านประธานได้รับทราบ แล้วก็ถามครับว่าถ้าแก้ ๓ มาตรานี้ได้อะไร ผมขอโทษนะครับ ด้วยความรัก ด้วยความเคารพที่มีกับสมาชิกไม่ว่าจะเป็นสรรหาก็ดี พี่น้องประชาชนโทรศัพท์ หาผมเมื่อสักครู่นี้รู้ว่าผมจะอภิปรายว่าอย่างไรครับ เขาบอกสิ่งที่ประชาชนได้รับเต็ม ๆ นะครับ ท่านประธาน ก็ได้ประโยชน์จาก ส.ว. ที่สรรหาหลุดจากตำแหน่งไป เขาก็ได้รับเลือกตั้ง โดยตรง นี่อย่างไรครับที่เขาได้รับโดยตรงที่ประชาชนเห็นจริง ๆ ชัดเจนตรงนี้ เขายังบอก เลยว่า ส.ส. ถ้าเป็นไปได้แปรญัตติตัด ส.ว. สรรหาที่มา ๗๓ ออกไปเลย แต่ทำไม่ได้หรอกครับ ด้วยความรัก ด้วยความเคารพ ผมก็ทำไม่ได้ ผมก็คงไม่แปรญัตติตรงนี้ ก็ปล่อยให้อยู่ไป ถ้าร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ผ่าน เพราะฉะนั้นไม่ต้องมาถามหรอกครับว่าได้อะไร ประชาชน ได้อะไร เขาได้สิทธิของเขากลับคืนมาที่เขาจะต้องไปใช้สิทธิเลือกตั้ง อย่าคิดว่าคุณจะมา จากไหน อาชีพอะไรก็ช่าง แล้วมาจากกระบวนการไหนก็ช่าง โดยเฉพาะมาจากการสรรหา จะมีความรู้ความสามารถ อย่าดูถูกความรู้ของพี่น้องประชาชนที่มีสิทธิเลือกตั้ง ไม่ควรไปดูถูก เลยครับ สิ่งที่ผมต้องพูดอย่างนี้เพราะอะไรรู้ไหมครับ ส.ว. ที่มาจากการเลือกตั้ง ท่านเห็นไหม บัตรแนะนำตัวบัตรเล็ก ๆ เต็มหมด มาจากอาชีพนั้น เป็นอดีตนั้น เป็นอดีตนี้ มีหมด เขารู้ครับก่อนที่เขาจะเลือก แล้วไม่ต้องกลัวว่าจะมาเชื่อมโยงกับพรรคการเมือง ไม่มีหรอก เป็นไปได้ยากครับ

ประเด็นที่ ๒ เรื่องของการยุบพรรคการเมือง ผลพวงที่พรรคเพื่อไทย พรรคไทยรักไทย ผมเป็น ส.ส. เลือกตั้ง ๔ ครั้ง อยู่ถึง ๓ พรรคโดยที่ผมไม่ได้มีเจตนารมณ์ ที่จะย้ายเลยครับ ศาลรัฐธรรมนูญย้ายผมหมดเลย ผมไม่มีสิทธิเลือกพรรคละครับ แต่ผม ก็อยู่ด้วยอุดมการณ์ของผม แล้วบอกเลยครับ จากพรรคไทยรักไทยมาพรรคพลังประชาชน แล้วมาพรรคเพื่อไทย นี่มุมมองของพี่น้องประชาชนเขามองว่า ๒ มาตรฐาน ทำไมครับ พรรคชาติไทยก็โดนยุบ เอาเถอะมันจะยุบด้วยเจตนาอันไหน ข้อผิดพลาดอันไหน อะไรก็ช่าง เราไม่ต้องไปสนใจ ไม่ต้องไปพูดถึงอดีตหรอกครับ แต่สิ่งที่ผมอยากจะกราบเรียนให้ทราบว่า ตรงนี้ก็ส่วนหนึ่งละครับที่พี่น้องประชาชนเขาดูอยู่เขาเห็น เขาได้รับทราบว่าอะไรเกิดขึ้น เขาถึงเรียกร้อง มันถึงเป็นนโยบายของพรรคว่าถ้าได้กลับมาแล้วได้เป็นรัฐบาลจะต้องแก้ รัฐธรรมนูญ นี่ครับข้อเท็จจริงมันมาอย่างนี้

และอีกประเด็นหนึ่ง มาตรา ๑๙๐ ที่พูดกันนักหนาว่ามันต้องทำอย่างนั้น มันต้องทำอย่างนี้ ไม่มีหรอกครับ ต้องรู้ว่าที่มาของรัฐมนตรีมาจากไหน มาจากนายกรัฐมนตรี เป็นคนนำเสนอ แล้วนายกรัฐมนตรีมาจากไหนครับ มาจากการเป็น ส.ส. แล้วสมาชิก ส.ส. เกินกึ่งหนึ่งเลือกนายกรัฐมนตรีขึ้นมา แล้วนายกรัฐมนตรีก็ไปสรรหารัฐมนตรีเข้ามา แล้วการที่เป็นรัฐมนตรีจะไปเจรจากับประเทศโน้นกับประเทศนี้ ถ้าเป็นทวิภาคีไม่ใช่เรื่องยาก เลยครับ แต่เป็นพหุภาคีหลาย ๆ ประเทศขึ้นมาลำบากครับ ไปเจรจาปั๊บ ๆ แล้วก็กลับมาถาม เดี๋ยวก่อนครับใจเย็น ๆ เดี๋ยวผมไปขอมติแล้วนำอันนี้ไปเสนอให้กับทางรัฐสภาก่อนว่า จะเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบ อย่างนี้มันไม่ใช่หรอกครับ เพราะฉะนั้นอำนาจนิติบัญญัติ อำนาจบริหาร อำนาจตุลาการ มันต้องถ่วงดุลกันแล้วก็แยกกันให้ชัดเจนครับ ในเมื่อ เรามอบอำนาจให้กับผู้บริหารแล้วก็ปล่อยเขาครับ ถ้าเขาไปทำผิดหรือไปลงนามผิดอะไร ไม่ใช่เรื่องยากเรามีช่องทางนะครับ ผมเชื่อได้ว่าสมาชิก ส.ส. ก็ไม่เห็นด้วย แล้วมีช่องทาง เราก็นำเสนอให้กับทางศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยได้ อย่างนี้เป็นประเด็นสำคัญ เพราะฉะนั้น ผมอยากจะกราบเรียนเลยว่าวันนี้ผมเห็นด้วยกับทั้ง ๓ ร่างที่จะต้องแก้โดยเฉพาะมาตรา ๒๓๗ ยุบพรรคตรงนี้ละครับมันเป็นประเด็นที่เป็นปัจจัยสำคัญ วันนี้เองถ้าเราแก้รัฐธรรมนูญนี้ไม่ได้ ทีแรกว่าจะแก้ทั้งเล่มนะครับ ก็มีผู้ที่หวังดีไปเสนอไม่แก้หรอก แล้วที่นำเสนอที่เราแก้ รัฐธรรมนูญมันไปเปลี่ยนแปลงการปกครองหรือเปล่า ไม่ใช่เลยครับ ก็เพียงแก้รัฐธรรมนูญ ตามนโยบายบอกว่าจะมีการเปลี่ยนแปลง มีการล้มล้างการปกครอง ไม่ใช่นะครับ ผมเรียน ให้ประธานทราบ เพราะฉะนั้นผมอยากจะกราบเรียนว่าวันนี้เองท่านประธาน ผมมีเวลาน้อย ทั้ง ๓ ร่างถ้ารับร่างในวาระแรกผมอยากให้ฝากทั้ง ส.ว. สรรหา ส.ว. อะไรก็ดี แล้วก็ เพื่อนสมาชิก ส.ส. เข้าไปร่วมกัน ตรงไหนที่มันไม่ดี ตรงไหนที่มันจะแก้ไขเราไปว่ากันในคณะกรรมาธิการ ตรงนี้เป็นสิ่งที่ สำคัญที่สุด ผมเองถ้ามีโอกาสผมก็จะนำไปเสนอด้วยครับว่าเราจะเอาตรงไหน ให้ทั้ง ๒ ฝ่าย มันขับเคลื่อนไปได้ เพราะฉะนั้นการแก้รัฐธรรมนูญได้อะไรไม่ต้องมาถามหรอกครับ ได้อำนาจที่แท้จริงของพี่น้องประชาชนกลับคืนไป ตรงนี้เป็นสิ่งที่สำคัญมาก ก็คงจะกราบเรียน ท่านประธานเพียงเท่านี้ ขอบพระคุณท่านประธานมากครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ท่านสนธยา แสงเภา ๘ นาทีครับ

พันตำรวจเอก สนธยา แสงเภา สมาชิกวุฒิสภา ภาคเอกชน 🔗

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม พันตำรวจเอก สนธยา แสงเภา สมาชิกวุฒิสภาที่มาจาก การสรรหาองค์กรภาคเอกชน หรืออาจจะตามที่สมาชิกรัฐสภาได้กรุณาพูดว่าเป็นข้าวนอกนา หรือว่าข้าวในนาแล้วแต่กรณีครับ กราบเรียนท่านประธานครับ กรณีแก้ไขเพิ่มเติม ร่างพระราชบัญญัติในปัจจุบัน แล้วก็มีสมาชิกรัฐสภาได้มีการอภิปรายไปแล้วใน ๓ ร่าง ความละเอียดแจ้งอยู่แล้วนั้น โดยที่การแก้ไขเพิ่มเติมที่เกี่ยวข้องกับที่มาของสมาชิกวุฒิสภา ไม่ว่าจะเป็นที่มา การพ้นจากตำแหน่ง หรือวาระในการดำรงตำแหน่ง ข้อที่ ๒ การแก้ไข รัฐธรรมนูญตามมาตรา ๑๙๐ และมาตรา ๖๘ และมาตรา ๒๓๗ ผมกราบเรียนท่านประธาน ภายใต้เวลาจำกัด ข้อสอบ ๓ ข้อต้องตอบให้จบภายใน ๘ นาที ดังนั้นถ้าสอบ ๒ ข้อ ภายใน ๘ นาที ถ้าตอบตรง ๆ ก็คงจะได้ผ่าน กราบเรียนอย่างนี้ท่านประธานครับ กระผม กราบเรียนไว้ว่ากระผมเป็นสมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการสรรหา กราบเรียนด้วยความเคารพ แล้วก็ผ่านท่านประธานไปยังประชาชนที่รับฟังอยู่ทางบ้าน ไม่ว่าจะเป็นทางสถานีโทรทัศน์ หรืออ่านจากสื่อสิ่งพิมพ์ จากการที่มีสมาชิกรัฐสภาบางท่านได้ไปออกทีวีทำให้ประชาชน ที่ฟังนี้อาจจะมีการคลาดเคลื่อน ผมกราบเรียนด้วยเคารพว่ากระผมเองนั้นมาภายใต้ กฎหมายรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ แล้วก็พร้อมที่จะไปภายใต้รัฐธรรมนูญร่างแก้ไขไม่ว่าจะอีก ๑ ปี ๓ ปี ด้วยความยินดีครับ ดังนั้นก็กราบเรียนว่าภายใต้กฎหมายรัฐธรรมนูญที่วางหลัก ที่มาของ ส.ว. ไว้นั้น ผมกราบเรียนว่าแม้จะมีอรหันต์ ๖-๗ คนตามที่ท่านได้กล่าวไปแล้วนั้น ผมกราบเรียนด้วยความเคารพว่าสมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการสรรหานั้นหลังจากที่สมัคร เรียบร้อย ทางคณะกรรมการการเลือกตั้งก็จะแยกออกเป็นภาครัฐ ภาคเอกชน ภาควิชาชีพ ภาควิชาการ ภาคอื่น ๆ รวมแล้วเป็น ๕ องค์กร ก็กราบเรียนว่าองค์กรมีการพิจารณา ด้วยกรรมการสรรหาต่าง ๆ ๗ คน เขาจะมีคณะกรรมการการเลือกตั้งได้ตั้งคณะอนุกรรมการ แต่ละคณะเพียงให้ข้อมูลอะไรต่ออะไรไปหลายอย่างนะครับ กระผมกราบเรียนด้วยความเคารพว่า หลายท่านอาจจะมองว่าสมาชิกวุฒิสภานั้นรู้จักกับคนโน้นคนนี้เยอะแยะ กระผมกราบเรียนว่า กระผมเจริญเติบโตมาจากชั้นประทวนและไม่ได้รู้จัก และมีความคุ้นเคยเป็นการส่วนตัว กับผู้ที่มีอำนาจในการสรรหาแต่ประการใด

ในประการที่ ๒ กราบเรียนว่าในการแก้ไขตามมาตรา ๑๙๐ ว่าด้วยการทำ หนังสือสัญญาซึ่งต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภานั้น ถ้าจะมองเพื่อให้เป็นไปด้วย ความเรียบร้อย ละเอียด รอบคอบ แน่นอนครับจะต้องผ่านมา แต่โดยที่กฎหมายรัฐธรรมนูญ ได้วางหลักแล้วมอบหน้าที่ให้ฝ่ายนิติบัญญัติ ฝ่ายบริหาร และศาล ดังนั้นผมก็กราบเรียนว่า ในเมื่อฝ่ายบริหารได้มีการจัดตั้งรัฐบาลไว้แล้ว การที่ท่านจะไปเจรจาต่อรองอะไรต่าง ๆ ตามสัญญานั้น แต่เดิมมี ๒ ประเภท ตอนหลังมี ๕ ประเภท เช่น มีการเปลี่ยนแปลง ราชอาณาเขตหรือหนังสือสัญญาที่มีผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจหรือสังคม หรือหนังสือสัญญาที่จะต้องออกเป็นพระราชบัญญัติเพื่อให้เป็นไปตามสัญญานั้น กระผมกราบเรียนว่าสมาชิกวุฒิสภามีวุฒิภาวะ เราได้มีการให้ความเห็นชอบไม่ว่าจะเป็น รัฐบาลนี้หรือรัฐบาลที่ผ่านมาครับ เรามีจิตวิญญาณ มีวุฒิภาวะแน่นอนครับที่จะให้ ความเห็นชอบแล้วก็ได้เห็นชอบไปแล้ว ในร่างพระราชบัญญัติตามที่ท่านได้ขอแก้ไขเพิ่มเติมนะครับ กระผมจะเห็นด้วยหรือไม่ ก็จะต้องรับฟังจากสมาชิกรัฐสภาที่จะมีการอภิปราย แล้วเมื่อลงมติถ้ามีเหตุมีผลกระผมก็จะได้ พิจารณาในโอกาสนั้น ก็กราบเรียนท่านประธานครับ ในคำเกี่ยวกับการพิทักษ์รัฐธรรมนูญ ตามมาตรา ๖๘ ผมกราบเรียนสั้น ๆ ว่า เห็นได้ว่ากฎหมายรัฐธรรมนูญกำหนดให้บุคคล หรือพรรคการเมืองที่ทราบการกระทำหน้าที่เรื่องดังกล่าว ต้องเสนอต่ออัยการสูงสุดเพื่อให้ ตีความบุคคลที่มีสิทธิเสนอเรื่องต่ออัยการสูงสุดเพื่อให้ดำเนินการไต่สวนตามข้อเท็จจริง การมีสิทธิที่จะยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญโดยตรงอีกท่านหนึ่งย่อมไม่สอดคล้องกับ เจตนารมณ์ของกฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เพราะจะทำให้การยื่นคำร้องเป็นไปตาม กระบวนการที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงโดยอัยการสูงสุด ผมยกตัวอย่างในกรณีคดีอาญาทั่วไปนะครับ เมื่อผ่านพนักงานสอบสวนมาก็จะผ่านอัยการแล้วก็ผ่านศาล มีการกลั่นกรองครับ แต่โดยที่ กฎหมายมาตรา ๖๘ เป็นกฎหมายที่สำคัญ ดังนั้นผมคิดว่าการที่ร่างพระราชบัญญัติแก้ไข เพิ่มเติมฉบับนี้กระผมน่าจะเห็นด้วย น่าจะต้องกำหนดให้แจ้งชัดไปเลยว่ากฎหมาย มีเจตนารมณ์ที่จะมอบหมายให้อัยการสูงสุดในฐานะเป็นผู้กระทำการแทนแผ่นดิน ที่ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงหรือไม่ สำหรับในมาตรานี้ก็กราบเรียนท่านประธาน ด้วยความเคารพว่ากระผมค่อนข้างที่จะเห็นด้วยนะครับ ถ้าท่านแก้ไขเป็นเฉพาะเจาะจง ไปเลยว่าจะให้อัยการสูงสุดดำเนินการแต่เพียงผู้เดียว แต่เนื่องจากได้มีการแปลความว่า ประชาชนผู้รับทราบการกระทำผิดดังกล่าวผู้หนึ่งผู้ใดมีสิทธิที่จะยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อให้ วินิจฉัยหรือสั่งให้เลิกการกระทำนั้น อันเป็นการล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ดังนั้นกระผมเห็นด้วยอย่างยิ่งครับว่าการแก้ไขในฉบับนี้ น่าที่จะเห็นด้วยหรือไม่ก็จะขอตอบในวันพรุ่งนี้ ท่านประธานครับ กระผมเองได้นั่งฟัง อยู่ตลอดจากการอภิปรายตั้งแต่เมื่อวานนี้จนกระทั่งเลิก ดังนั้นสำหรับการอภิปรายในวันนี้ ก็กราบเรียนด้วยความเคารพว่า กระผมยังขอกราบเรียนยืนยันไปยังสมาชิกรัฐสภา ด้วยความเคารพว่าท่านจะแก้ไขอย่างไรก็แก้ไป ในส่วนตัวของกระผมนั้นพร้อมนะครับ ที่จะปฏิบัติตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ เพราะกฎหมายรัฐธรรมนูญนั้นเป็นกฎหมายสูงสุด ผมเรียนท่านประธานผ่านไปยังประชาชนที่รับฟังทางบ้านว่าในการปฏิบัติหน้าที่ของ สมาชิกวุฒิสภาหรือสมาชิกรัฐสภานั้น หลักในการยึดหรือคัมภีร์นั้นก็จะต้องประกอบไปด้วย กฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันปี ๒๕๕๐ และประมวลจริยธรรมของสมาชิกรัฐสภา นอกจากนั้นจะต้องยึดถือข้อบังคับการประชุมของรัฐสภาด้วย และกราบขอบพระคุณ ท่านประธาน เพื่อนสมาชิก กระผมอภิปรายในช่วงนี้ไม่มีท่านผู้ใดประท้วงเลยครับ และจะให้ ผมพูดรุนแรงรวดเร็วแบบท่าน จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์คงทำไม่ได้ครับ กราบขอบพระคุณครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ท่านวิสิทธิ์ พิทยาภรณ์ ท่านมีเวลา ๑๐ นาที ต่อด้วยหมอเหวงนะครับ เชิญครับ

นายวิสิทธิ์ พิทยาภรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นครราชสีมา 🔗

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายวิสิทธิ์ พิทยาภรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดนครราชสีมา พรรคภูมิใจไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานที่เคารพครับ ตามที่เพื่อนสมาชิกทั้ง ส.ส. และ ส.ว. ได้มีการยื่นเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นรายมาตรา ตามร่างมีอยู่ ๓ ประเด็น

ประเด็นแรก ได้แก่การยื่นที่มาของ ส.ว. ให้ยกเลิก ส.ว. สรรหา ให้เป็น การเลือกตั้งทั้งหมด

ประเด็นที่ ๒ การแก้ไขเพิ่มเติมมาตรา ๑๙๐ เกี่ยวกับการทำสนธิสัญญา กับต่างประเทศ

ประเด็นที่ ๓ เป็นการแก้ไขเพิ่มเติมประเด็นการยุบพรรคการเมืองและการยื่น ต่อศาลรัฐธรรมนูญต้องผ่านอัยการสูงสุด

ท่านประธานที่เคารพครับ รัฐธรรมนูญนั้นเป็นกฎหมายสูงสุดที่ได้วางกฎกติกา ในการปกครองประเทศ มีความสำคัญอย่างยิ่งในการกำหนดท่าทีของประเทศชาติเรา แต่อย่างไรก็ตาม รัฐธรรมนูญนั้นเมื่อมีการกำหนดกติกาก็ย่อมเป็นไปตามยุคตามสมัย จะมีการปรับปรุงหรือมีการร่าง ฉบับนี้ก็เป็นฉบับที่ ๑๘ ทั้งมีการปฏิวัติ ทั้งมีการยกร่างทั้งฉบับ เหมือนอย่างเช่นรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๔ ก็ถือว่าเป็นรัฐธรรมนูญที่ได้รับการยอมรับว่าเป็น รัฐธรรมนูญฉบับประชาชน แต่เมื่อเราใช้มาระยะหนึ่ง รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ก็มีปัญหา จนเกิดการร่างขึ้นใหม่ในฉบับปี ๒๕๕๐ ท่านประธานครับ จริง ๆ แล้วผมเองนั้นก็ได้ดู รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ก็ยอมรับว่าเป็นรัฐธรรมนูญฉบับที่ดีที่สุดฉบับหนึ่ง แต่อย่างไรก็ตาม รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ก็ได้มีทั้งข้อดีเพิ่มขึ้นบ้าง แต่อย่างไรก็ตาม การที่ขณะนี้ได้มีการยื่น เพื่อแก้ไขเป็นรายมาตราอยู่ ๓ ร่าง ผมขออนุญาตพูดถึงร่างที่ ๓ คือมาตรา ๖๘ ท่านประธาน ที่เคารพครับ มาตรา ๖๘ นี้เป็นมาตราที่อยู่ในหมวด ๓ ส่วนที่ ๑๓ เป็นเรื่องของการคุ้มครองสิทธิ และเสรีภาพของชนชาวไทย ส่วนที่ ๓ ก็เป็นเรื่องสิทธิพิทักษ์รัฐธรรมนูญ ท่านประธานที่เคารพครับ มาตรา ๖๘ นั้นได้มีอยู่ทั้งหมดสี่วรรค ผมขออนุญาตอ่านนะครับ วรรคหนึ่ง บุคคลจะใช้สิทธิ และเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญเพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ ทรงเป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญนี้ หรือเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศ โดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญนี้มิได้ วรรคสอง ที่เป็นปัญหา อยู่ขณะนี้ได้บัญญัติว่า ในกรณีที่บุคคลหรือพรรคการเมืองใดกระทำการตามวรรคหนึ่ง ผู้ทราบการกระทำดังกล่าวย่อมมีสิทธิเสนอเรื่องให้อัยการสูงสุดตรวจสอบข้อเท็จจริง และยื่นคำร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยสั่งการให้เลิกการกระทำดังกล่าว แต่ทั้งนี้ ไม่กระทบกระเทือนการดำเนินคดีอาญาต่อผู้กระทำการดังกล่าว วรรคสาม ในกรณีที่ ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยสั่งการให้พรรคการเมืองใดเลิกกระทำการตามวรรคสอง ศาลรัฐธรรมนูญอาจสั่งยุบพรรคการเมืองดังกล่าวได้ วรรคสี่ ในกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่ง ยุบพรรคการเมืองตามวรรคสาม ให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของหัวหน้าพรรคการเมือง และกรรมการบริหารพรรคการเมืองที่ถูกยุบในขณะที่กระทำความผิดตามวรรคหนึ่ง เป็นระยะเวลาห้าปีนับแต่วันที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งดังกล่าว ท่านประธานครับ ผมยอมรับว่า เรื่องนี้ทุกวรรค โดยเฉพาะวรรคหนึ่ง วรรคสาม วรรคสี่ ไม่มีปัญหา แต่วรรคที่มีปัญหา ที่เกิดขึ้นในการตีความอย่างที่พวกเราได้ทราบกันนะครับ ผมยอมรับว่าเรื่องนี้เป็นเรื่อง ปกป้องสิทธิรัฐธรรมนูญ ในการตีความนั้นถ้าตีตามอย่างแคบก็ได้ ตีตามอย่างให้กว้างก็ได้ ท่านประธานครับ แต่บังเอิญผมได้ดูตัวบทในวรรคสอง ที่เขียนว่า ผู้ทราบการกระทำดังกล่าว ย่อมมีสิทธิเสนอเรื่องให้อัยการสูงสุดตรวจสอบข้อเท็จจริง และ นี่ละครับตรงคำว่า และยื่นคำร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยสั่งการ ท่านประธานที่เคารพครับ คำว่า และ ถ้าตีด้วยตัวบทกฎหมายคำว่า และ สามารถทำได้ ๒ อย่าง ท่านประธานครับ ยื่นต่ออัยการสูงสุด ถ้าไม่เขียนว่า และ ก็จบ แต่นี่ตัวบทได้เขียน คำว่า และยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญ ผมเลยเข้าใจว่าเจตนาของผู้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้เพื่อให้ สิทธิของประชาชนไปได้ ๒ ทาง แต่ผมก็เห็นด้วยนะครับ ในการดูแลสิทธิของประชาชนนั้น น่าจะตีเป็นการให้สิทธิไม่น่าจะตีแบบจำกัดสิทธิของพี่น้องประชาชนที่รู้การกระทำ เพื่อปกป้องรัฐธรรมนูญ ท่านประธานที่เคารพครับ อย่างไรก็ตามได้มีตัวอย่างเกิดขึ้น เหมือนคดีอาญาในกรณีผู้เสียหายถูกกระทำ ตัวอย่างที่ดัง ๆ ขณะนี้ก็มีคดีที่นายแพทย์ ได้ถูกกล่าวหาว่าฆาตกรรมภรรยาได้ยื่นร้องต่อพนักงานสอบสวนส่งพนักงานอัยการ สุดท้าย พนักงานอัยการด้วยเหตุผลอะไรก็แล้วแต่ ด้วยเหตุผลหลักฐานต่าง ๆ พนักงานอัยการ ท่านมีคำสั่งไม่ฟ้อง แต่ท่านเชื่อไหมครับว่าคนที่เป็นทายาท เป็นพ่อเป็นแม่ เป็นญาติ ของผู้เสียหายก็เลยไปใช้สิทธิร้องต่อศาล ท่านประธานที่เคารพครับ ในการร้องต่อศาลนั้น ก็เป็นการเปิดช่องให้กับผู้เสียหายมีทางกระทำได้ตามสิทธิ ศาลท่านก็จะต้องทำการไต่สวนมูลฟ้อง ก่อนที่จะรับพิจารณาว่าคดีนี้มีมูลหรือไม่ ก็เฉกเช่นเดียวกัน ท่านประธานที่เคารพครับ ถ้าเรื่องนี้หลายท่านก็เป็นห่วงกลัวคดีจะรกศาลรัฐธรรมนูญว่ามีประชาชนจะไปร้องจำนวนมาก แต่ท่านครับ ผมเห็นด้วยว่าในการที่ศาลรัฐธรรมนูญจะรับไว้พิจารณาหรือไม่ ศาลรัฐธรรมนูญ ก็ควรจะมีกระบวนการไต่สวนคำร้องของผู้ร้อง ถ้าคดีนั้นเป็นคำร้องที่ไม่มีเหตุมีผล ศาลก็ไม่รับพิจารณา ผมเห็นว่าเรื่องนี้น่าจะเป็นช่องทางที่เปิดโอกาสให้ประชาชนเพื่อใช้สิทธิ ในการปกป้องรัฐธรรมนูญตามบทบัญญัติเรื่องนี้ ส่วนเรื่องในการยุบพรรคตามมาตรา ๒๓๗ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมว่าเพื่อนสมาชิกส่วนใหญ่ก็ค่อนข้างจะเห็นด้วยที่ไม่น่าจะให้ บุคคลใดบุคคลหนึ่งโดยเฉพาะวรรคสอง วรรคหนึ่งนั้นทุกคนเห็นด้วย วรรคสอง ถ้าการกระทำ ตามวรรคหนึ่ง ถ้าเป็นหัวหน้าพรรคหรือกรรมการบริหารพรรคทำเสียเองให้ถึงขนาดยุบพรรค บุคคลอื่นทั้งหมด ทั้งสมาชิกพรรค ทั้งกรรมการพรรคที่ไม่รู้เห็นในการกระทำผิดของ กรรมการท่านใดท่านหนึ่ง ผมคิดว่าก็ไม่เป็นธรรมนะครับ น่าจะให้โอกาสดำเนินคดีเฉพาะ คนที่กระทำความผิดเท่านั้น ไม่น่าจะไปยุบพรรค ซึ่งเป็นสถาบันมีสมาชิกบางพรรคก็เป็น ล้าน ๆ คน แล้วก็กรรมการพรรคได้ก่อตั้งขึ้นมากว่าจะเป็นพรรคการเมือง มีสมาชิกก็ต้องสร้าง ใช้เวลาหลายปี แล้วก็เป็นสถาบันที่สำคัญในการดำเนินการทางการเมือง ผมคิดว่าเรื่องนี้ ผมก็เห็นด้วยนะครับ ดังนั้นผมยอมรับว่าทั้งมาตรา ๖๘ และมาตรา ๒๓๗ คิดว่าจะต้องไปแก้ ในคณะกรรมาธิการเพื่อให้ความชัดเจนเกิดขึ้น ขอบคุณครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

คุณหมอเหวงครับ มีเวลา ๑๐ นาทีนะครับ

นายเหวง โตจิราการ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ 🔗

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ผม นายแพทย์เหวง โตจิราการ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ท่านประธานครับ ผมยืนยันว่าสนับสนุนร่างรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติมทั้ง ๓ ฉบับครับ เนื่องจากเวลาน้อยผมจะเข้าสู่เนื้อหาเลย ฉบับแรก ทำไมเราจะต้องเลิก ส.ว. สรรหา ผมพยายามที่จะใช้ภาษาไพเราะนะครับ อันที่จริงใคร ๆ ก็รู้นะครับว่ามันเป็น ส.ว. แต่งตั้ง และมีภาษาที่ไม่ไพเราะอีกคำหนึ่ง แต่ผมไม่พูดนะครับเพราะไม่ต้องการที่จะให้เกิดการประท้วง ต้องกราบเรียนอย่างนี้นะครับ ท่านประธาน คือองค์กรอะไรก็ตาม บุคลากรอะไรก็ตามจะมาจากไหน ต้องดูว่าเขาไป ทำหน้าที่อะไร คืออย่างนี้ ส.ว. ตามรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ท่านประธานครับ มีอำนาจสูงสุดถึง ๖ ประการด้วยกัน เป็นอำนาจอธิปไตยของปวงชนชาวไทยครับ

อันที่ ๑ ก็คือรับฟังการแถลงนโยบายของรัฐบาล ซึ่ง ส.ว. สามารถที่อภิปราย แสดงความเห็นด้วย หรือไม่เห็นด้วย กระทั่งวิพากษ์วิจารณ์ กระทั่งกระแทกแดกดัน เสียดสีก็ได้ แล้วก็มีปรากฏมาแล้ว อันที่ ๑ ก็คือว่ารับฟังการแถลงนโยบายของรัฐบาล

อันที่ ๒ ก็คือว่าสามารถจะอภิปรายไม่ไว้วางใจทั่วไปโดยไม่ต้องมีการลงมติ อันนี้ก็เหมือนกันครับ ก็คือการอภิปรายไม่ไว้วางใจของ ส.ส. ในระบบปกตินั้นเอง อันนี้ ก็เป็นอำนาจสูงสุดครับ ต่อมาก็คือว่าเขากลั่นกรองกฎหมายครับ อันนี้เป็นอำนาจสูงสุด เป็นอำนาจอธิปไตยของปวงชนชาวไทย ต่อมาเขามีอำนาจในการที่จะแต่งตั้ง แต่งตั้งบุคคล ตามองค์กรอิสระต่าง ๆ ซึ่งอันนี้สำคัญมาก ซึ่งเดี๋ยวสักครู่ผมจะได้กราบเรียนท่านประธาน ต่อไปในตอนที่พูดถึงมาตรา ๖๘ อันนี้ก็เป็นอำนาจสูงสุดเช่นกัน ต่อมาก็ว่าเขามีอำนาจ ในการที่จะถอดถอนไม่เพียงแต่องค์กรอิสระ ส.ส. ส.ว. ทุกคนถูกถอดถอนได้หมด รวมทั้ง ข้าราชการระดับสูงทั้งหลายทั้งปวงก็ถูกถอดถอนได้หมด ท่านประธานไม่แปลกใจบ้างหรือครับว่า คนซึ่งมาจากการแต่งตั้งของคน ๗ คนสามารถมาใช้อำนาจมหึมามหาศาลของคน ๖๗ ล้านคนได้อย่างไร แค่นี้ก็ชัดเจนอยู่แล้วว่าเราจะต้องไม่มี ส.ว. สรรหา หรือต้องไม่มี ส.ว. แต่งตั้งเป็นอันขาดครับ ควรจะต้องมี ส.ว. เลือกตั้งแต่เพียงประการเดียว เพราะคุณใช้อำนาจอธิปไตยของปวงชนชาวไทย ๖๗ ล้านคน ๖ อำนาจอย่างที่ผมกราบเรียนท่านประธานไปแล้ว เมื่อเป็นอย่างนี้คุณต้องให้ ความเป็นธรรมกับประชาชนชาวไทย ๖๗ ล้านคน ไม่ใช่คุณรวบอำนาจทั้งหมดไปมอบให้ คน ๗ คน ผมไม่ได้บอกว่า ๗ คนนั้นไม่ดีนะครับ แต่ว่าหลักการผิด หลักการผิดครับ นี่ประการที่ ๑

ประการที่ ๒ ท่านประธานเองเห็นด้วยกับการเลือกตั้ง แต่ผมเองตะขิดตะขวงใจมาก ผมเคารพ ส.ว. หลายท่านผมเคารพมาก ผมไม่ได้มีปัญหาอะไรกับตัว ส.ว. แต่ผมตะขิดตะขวงใจว่า วิธีการเลือกจังหวัดละ ๑ คน ไม่ทราบว่าสมัย คมช. ใช้อะไรคิดครับ สมุนบริวารของ คมช. ใช้อะไรคิดครับ ประเทศไทยเป็นราชอาณาจักรหนึ่งเดียวอันแบ่งแยกไม่ได้ คุณใช้ระบบคิด แบบประเทศสหรัฐอเมริกาใช่หรือเปล่า คุณใช้ระบบคิดแบบสาธารณรัฐใช่ไหม คุณใช้ระบบคิด แบบสมาพันธรัฐใช่หรือเปล่า เพราะรัฐต่าง ๆ เหล่านั้นมีจำนวนพลเมืองไม่เท่ากันเพื่อไม่ให้ แต่ละรัฐรบราฆ่าฟันกันตายเป็นเบือ เป็นแสนเป็นล้าน เขาเลยตกลงเลยว่าแม้จำนวนพลเมือง ในรัฐไม่เท่ากันก็ให้แต่ละรัฐจะมีซีเนท (Senate) หรือ ส.ว. ได้เท่ากัน ๒ คน เพราะฉะนั้น แต่ว่า ส.ว. เลือกตั้งจังหวัดละ ๑ คน ผมกราบเรียนด้วยความเคารพ เคารพ ส.ว. ทุกคน ท่านไม่ได้มีความผิดอะไร แต่หลักการผิดครับ เพราะว่ากรุงเทพมหานครมีประชากร ถ้าหาก ขั้นต่ำประมาณ ๗,๐๐๐,๐๐๐ คน ถ้าขั้นสูงประมาณ ๑๐ ล้านคน เลือก ส.ว. ได้คนเดียวครับ แต่จังหวัดระนองมีพลเมืองประมาณ ๒๐๐,๐๐๐ คน ก็เลือก ส.ว. ได้ ๑ คนเท่ากัน เพราะฉะนั้นตรงนี้เป็นการทำลายหลักการประชาธิปไตยโดยพื้นฐานโดยสิ้นเชิงครับ นั่นคือ ๑ คน ๑ เสียง ๑ สิทธิเท่าเทียมกัน ดังนั้น พ.ร.บ. ฉบับที่ให้เลือกตั้ง ส.ว. โดยกำหนดจำนวน ๒๐๐ คน และเอาจังหวัดเป็นเขตเลือกตั้ง แล้วก็จำนวนโดยเฉลี่ยนี้ประชากร ๓๐๐,๐๐๐ คน จึงเป็นการรื้อฟื้นระบอบประชาธิปไตยให้กลับคืนมาในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ซึ่งผมเองไม่ต้องการ ที่จะมาแก้ไขเป็นรายมาตรา แต่ว่าเดี๋ยวผมกราบเรียนท่านประธานต่อไป ข้อต่อมามาตรา ๖๘ ท่านประธานครับ ก่อนอื่นนี้ผมต้องกราบเรียนท่านประธาน คือผมกราบเรียนว่าองค์กรของเรา เป็นองค์กรสูงสุด ๑ ใน ๓ อำนาจ ก็คืออำนาจนิติบัญญัติ อำนาจบริหาร อำนาจตุลาการ เพราะฉะนั้นไฉนเลยจึงให้ส่วนหนึ่งขององคาพยพของอำนาจตุลาการมาบงการเราได้ ผมไม่เข้าใจครับท่านประธาน ในวันนี้ผมก็ยังข้องใจอยู่ แล้วผมก็ยังข้องใจอยู่ไปโดยตลอด ทำไมศาลรัฐธรรมนูญสามารถให้สำนักงานเลขาธิการศาลรัฐธรรมนูญส่งหนังสือมายัง สำนักงานเลขาธิการรัฐสภาเพื่อสั่งการให้ประธานรัฐสภาชะลอการพิจารณาวาระที่สาม ถ้าพูดภาษาชาวบ้านโดยทั่วไป ก็คือว่าสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ ด้วยความเคารพคือ ส่งเจ้าหน้าที่ประจำ หรือถ้าพูดภาษาชาวบ้านก็คือให้เสมียนออกหนังสือมาให้เสมียน ให้เสมียนนั้นสั่งให้ผู้ใหญ่ในองค์กรนี้หยุดมันไม่ถูกครับ และนอกจากนี้ในคราวที่พิจารณา มาตรา ๖๘ ผมเองต้องกราบเรียนท่านประธานด้วยความเคารพว่าศาลรัฐธรรมนูญ แม้ว่ามันผูกพัน ตามรัฐธรรมนูญนี่ผูกพัน คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญผูกพัน แต่ท่านประธานครับ มาตรา ๖๘ นี้ต้องอ่านประกอบกัน ทั้งหมด ดังนั้นถ้าหากว่าไม่เข้าวรรคหนึ่ง ศาลรัฐธรรมนูญไม่มีสิทธิในการที่จะรับไปพิจารณา ในวรรคสองต่อไป ท่านประธานโปรดฟังนะครับ บุคคลจะใช้สิทธิและเสรีภาพ ท่านประธานครับ ผมขีดเส้นใต้ที่สิทธิเสรีภาพนะครับ เพราะว่ารัฐสภาใช้อำนาจและหน้าที่ ดังหน้าที่มี ๕ สำนวน ไปยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญ ท่านประธานครับ ไม่สอดคล้องและไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญครับ เราไม่ได้ใช้สิทธิเสรีภาพ แต่เราใช้อำนาจและหน้าที่ เพราะฉะนั้นไฉนเลยศาลรัฐธรรมนูญ จึงก้าวล่วงมารับทั้ง ๕ สำนวนไปพิจารณา และนอกจากนี้ครับท่านประธาน มีคนเขา ติฉินนินทาท่าน วิพากษ์วิจารณ์ท่านมาตลอด ผมเคารพสมาชิกทุกท่าน แต่ผมถามดูครับ ศาลรัฐธรรมนูญมี ๓ คนครับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ แล้วศาลรัฐธรรมนูญมีสิทธิอะไรมา วินิจฉัยความชอบด้วยรัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้ครับ อ้ายนี้เป็นการขัดในเรื่องผลประโยชน์ เป็นการขัดหลักนิติธรรม นิติรัฐโดยสิ้นเชิง ผมจึงอยากจะกราบเรียนท่านประธานในฐานะที่เป็น ๑ ใน ๓ องค์กรสูงสุดในประเทศไทย อำนาจนิติบัญญัติ อำนาจบริหาร และอำนาจตุลาการ ท่านควรจะทำหนังสือไปทักท้วงว่าศาลรัฐธรรมนูญ ๓ คนที่เป็นคนร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ มากับมือไม่มีสิทธิวินิจฉัยอะไรอีกต่อไปแล้วครับ ควรจะลาออกเสียดีกว่า แล้วข้อต่อมาในนี้ ก็เขียนชัด เพราะว่ากระบวนการในเรื่องกฎหมายสำคัญเขาไม่ปล่อยให้ประชาชนไปยื่นโดยตรง เพราะเดี๋ยวใครต่อใครก็ไปยื่นศาลรัฐธรรมนูญได้ทุกวี่ทุกวันว่าคนคนนี้กบฏ คนคนนี้กบฏ คนคนนี้กบฏ มันก็ไม่จบครับ เพราะฉะนั้นแนวคิดของคนร่างรัฐธรรมนูญตั้งแต่ปี ๒๕๔๐ เขาจึงต้องการที่จะให้กรองโดยอัยการสูงสุด แต่ตรงนี้ผมเจ็บช้ำน้ำใจ ถึงแม้ว่าศาลรัฐธรรมนูญ จะวินิจฉัยไปแล้วและผูกพัน ด้วยความเคารพครับ ผมไม่เห็นด้วยเลย ผมไม่เห็นด้วยครับ เพราะว่าท่านไม่มีสิทธิก้าวล่วงอัยการสูงสุด ตามกฎกติกาต้องผ่านอัยการสูงสุดเสียก่อน นี่คือประเด็นที่ ๒ ที่ผมเห็นชอบด้วยกับการแก้ไขมาตรา ๖๘ ขณะเดียวกันมาตรา ๒๓๗ หลักกฎหมายพื้นฐานก็คือใครทำผิดลงโทษเฉพาะคนนั้น ที่จริงมนุษย์ก้าวผ่านความป่าเถื่อน มายาวนานแล้วนะครับ ถ้าหากนับเอาเมโสโปเตเมียเป็นหลักประมาณ ๓,๐๐๐ ปีแล้ว ท่านประธานครับ ตั้งแต่สมัยเมโสโปเตเมีย มนุษย์เขาได้ตราลงไปในบทบัญญัติของเขาแล้วว่า ใครทำผิดลงโทษคนนั้น ไม่ใช่ว่าผิดคนนี้ตัดคอเจ็ดชั่วโคตรเลยนะครับ นี่ผมวางหลักการนิติรัฐ นิติธรรมให้ท่านประธานพิจารณาก่อน แล้วข้อต่อมา ท่านประธานครับ พรรคการเมือง เป็นสมบัติของประชาชน ผมเคารพทุกพรรค ไม่ว่าจะเป็นพรรคเพื่อไทย พรรคประชาธิปัตย์ พรรคชาติไทยพัฒนา พรรคมัชฌิมาธิปไตย พรรคมาตุภูมิ พรรครักประเทศไทย ทุกพรรคครับ ทุกพรรคจะมีแนวทางนโยบาย ทุกพรรคจะมีประชาชนที่เขาชื่นชมสนับสนุนแนวทาง นโยบายของพรรคดังกล่าว เพราะฉะนั้นการยุบพรรคเท่ากับเป็นการไปทำลายสิทธิเสรีภาพ ของประชาชนที่เขาชื่นชมแนวทางนโยบายของพรรคดังกล่าว ดังนั้นมาตรา ๒๓๗ สมควรจะต้องเปลี่ยนแปลงดังที่ได้มีการยื่นเสนอมา

คราวนี้ประเด็นสุดท้าย เนื่องจากว่ามีเวลาเพียง ๑ นาทีเท่านั้นเอง ท่านประธานครับ ก็คือผมเห็นด้วยกับการแก้มาตรา ๑๙๐ คือถ้าไปดูในมาตรา ๑๙๐ จะมีเนื้อความสำคัญ อยู่แค่ ๓ ท่อนเท่านั้นเอง ก็คือเรื่องที่เกี่ยวข้องกับอธิปไตยของแผ่นดิน แล้วเรื่องที่เกี่ยวข้อง จะต้องออกสัญญาอนุวัติตามกติกาทางสากล อีกเรื่องหนึ่งคือเรื่องที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคง ทางเศรษฐกิจ เพราะเราต้องจำแนกแยกแยะกัน แล้วผมดูที่ร่างมาก็ไม่ได้เห็นมีอะไรเสียหาย เพราะว่าในนี้ก็บอกไว้แล้วว่าจะต้องมีการออกกฎหมายนะครับ ที่จริงเนื้อความคงเดิมเลย แต่ทำให้ฝ่ายบริหารสามารถบริหารราชการแผ่นดินได้สะดวกขึ้นครับ คือในนี้มีข้อความ ดังต่อไปนี้ ให้มีกฎหมายว่าด้วยการให้ประชาชนสามารถเข้าถึงรายละเอียดของหนังสือสัญญา และการแก้ไขหรือเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากการปฏิบัติตามหนังสือสัญญาโดยคำนึงถึง ความเป็นธรรมระหว่างผู้ที่ได้รับประโยชน์ กับผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการปฏิบัติตามหนังสือ สัญญานั้นและประชาชนทั่วไป ดังนั้นจึงไม่ได้เป็นการลิดรอนสิทธิหรือเป็นการเกื้อหนุนให้กับ คนที่ไม่ประสงค์ดีแต่อย่างไร ท่านประธานครับ ผมสนับสนุนครับ ผมทิ้งท้ายนิดเดียว ท่านประธานครับ เวลาจะเข้าใจต้นไม้ต้องมองทั้งป่านะครับ ในวันนี้ผมมีความจำเป็น ในการอธิบายใบไม้บางใบเท่านั้นเอง ดังนั้นผมต้องกราบเรียนท่านประธานว่าทั้งป่าก็คือ รัฐธรรมนูญฉบับนี้ร่างโดยคณะรัฐประหาร เพราะฉะนั้นเขาต้องการที่จะสืบทอดอำนาจ คณะรัฐประหาร และการสืบทอดอำนาจคณะรัฐประหารมันซึมซ่านอยู่ในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ จำนวนมากมาย เพราะฉะนั้นถ้าจะให้เป็นประชาธิปไตยที่แท้จริงเราคงจะต้องแก้ไข รัฐธรรมนูญยกเว้นหมวด ๑ หมวด ๒ ขอบพระคุณมากท่านประธานครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณหมอเหวงครับ ไม่มีผู้ประท้วงนะครับ ท่านสุธรรม พันธุศักดิ์ ๘ นาที เชิญครับ

นายสุธรรม พันธุศักดิ์ สมาชิกวุฒิสภา ภาคอื่น 🔗

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพ กระผม นายสุธรรม พันธุศักดิ์ สมาชิกวุฒิสภาสรรหาภาคอื่น ในฐานะสมาชิกรัฐสภา กระผมเองก็อยากจะขอร่วมอภิปรายให้ความเห็นเกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติมใน ๓ มาตรา กระผมเองคิดว่าในเรื่องของประชาธิปไตยนั้นทุกคนก็ต้องคิดว่า มาจากการเลือกตั้งอย่างเดียว แต่กระผมคิดว่าอันนี้มันไม่ใช่สาระของประชาธิปไตย เราเรียกร้องประชาธิปไตย แต่ในขณะนี้เองผมคิดว่าบางเรื่องของเราก็ยังไม่ได้เป็นประชาธิปไตย กระผมไม่เห็นด้วยในการแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญครั้งนี้ ซึ่งกระผมอยากจะกราบเรียนอย่างนี้นะครับว่า ที่กระผมไม่เห็นด้วยก็เนื่องจากหลักการของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐

ประการที่ ๑ เพิ่มอำนาจให้กับประชาชน ที่ผมอยากจะเรียนอย่างนี้นะครับ แล้วลดอำนาจของรัฐ นอกจากนั้นเองยังให้สิทธิและเสรีภาพในการตรวจสอบหลาย ๆ ประการ ให้แก่ประชาชน ซึ่งกระผมจะได้กราบเรียนในเรื่องรายละเอียดต่อไปว่าหลักการของ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ มันขัดกันกับที่ท่านกำลังจะแก้ไข

ประการที่ ๒ ผมอยากจะเรียนว่ากระบวนการแก้ไขไม่ชอบตามมาตรา ๑๒๒ ซึ่งมาตรา ๑๒๒ นั้นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภาซึ่งเป็นผู้แทนของปวงชน ชาวไทย โดยไม่อยู่ในความผูกมัดและอาณัติมอบหมายหรือความครอบงำใด ๆ และจะต้อง ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริตเพื่อประโยชน์ส่วนรวมของปวงชนชาวไทยโดยปราศจาก กับการขัดกันแห่งผลประโยชน์ กระผมขอย้ำอีกครั้งหนึ่งในข้อความวรรคสุดท้ายคือ โดยปราศจากกับการขัดกันแห่งผลประโยชน์ ท่านประธานที่เคารพครับ บ้านเมืองจะเปลี่ยน ก็เพราะสังคมเปลี่ยน สังคมจะเปลี่ยนก็เมื่อประชาชนจะเปลี่ยน ประชาชนจะเปลี่ยนได้ ก็เพราะการศึกษา ถ้าการศึกษาเข้าถึงประชาชนการเมืองก็จะเปลี่ยนโดยไม่ต้องแก้ไข รัฐธรรมนูญบ้านเมืองก็จะดีขึ้น กระผมอยากจะกราบเรียนอย่างนี้นะครับ ในมาตรา ๑๑๑ ซึ่งมีสาระการแก้ไขที่ให้เพิ่มจำนวนสมาชิกวุฒิสภาจาก ๑๕๐ คน เป็น ๒๐๐ คน และให้ มาจากการเลือกตั้งทั้งหมด ไม่เว้นระยะการดำรงตำแหน่ง ให้ดำรงตำแหน่งได้ต่อเนื่อง และสามารถเป็นได้หลาย ๆ รอบจนตลอดชีพ ไม่จำกัดวาระ และแก้ไขให้วุฒิสภาที่สิ้นสุด จากการดำรงตำแหน่งนั้นสามารถเป็นรัฐมนตรีหรือดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้ กระผมคิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ขัดหลักการมาก สมาชิก ๒๐๐ ท่านที่มาจะต้องเพิ่มงบประมาณ ในเรื่องของการบริหารจัดการวุฒิสภาไม่ต่ำกว่าอีก ๒,๐๐๐-๓,๐๐๐ ล้านบาท ในเมื่อ มีสมาชิกสภามาจากการเลือกตั้ง ผมก็อยากจะกราบเรียนว่าโดยข้อเท็จจริงแล้วสมาชิกวุฒิสภา ที่มาจากการเลือกตั้งต้องสังกัดพรรคการเมืองโดยปริยายนะครับ ตามกฎหมายท่านอาจจะ บอกว่าไม่ได้สังกัดพรรค แต่ผมไม่เห็นว่าผู้ที่ไม่สังกัดพรรคการเมืองไม่มีโอกาสเลยที่จะเข้ามา นั่งในรัฐสภาแห่งนี้ในฐานะวุฒิสภา

อีกประการหนึ่ง ผมอยากจะเรียนว่าที่ขัดกับหลักการ ขัดกับผลประโยชน์ อย่างไรนะครับ การที่แก้ไขวุฒิสมาชิกไม่เว้นระยะการดำรงตำแหน่งต่อเนื่อง ซึ่งสมาชิกวุฒิสภา ที่มาจากการเลือกตั้งสามารถลงเลือกตั้งได้เลย มันเป็นการขัดกับผลประโยชน์ที่ท่านกำลัง จะแก้นะครับ แล้วก็มีหลาย ๆ เรื่องที่สมาชิกจะขัดกับผลประโยชน์ก็คือการแก้ไขวุฒิสมาชิก ที่สิ้นสุดการดำรงตำแหน่งที่สามารถดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้ กระผมคิดว่าในเรื่องเหล่านี้ ก็อยากจะกราบเรียนว่าผมไม่เห็นด้วยทั้งสิ้นนะครับ และการเพิ่มจำนวน ส.ว. ของแต่ละจังหวัด ในสัดส่วนของประชากรแต่ละจังหวัดก็เข้ามาโดยใช้เกณฑ์ตามมาตรา ๙๔ โดยอนุโลม คำนวณตามประชากรทั้งประเทศ และจากจำนวนสมาชิกวุฒิสภา ๒๐๐ คนเป็นตัวหาร ก็เป็นการสิ้นเปลืองงบประมาณโดยใช่เหตุนะครับ

ประการที่ ๒ เรื่องที่ผมกราบเรียนได้ท่านประธานแล้วนะครับว่าเรากำลังจะ ลิดรอนอำนาจของประชาชน ซึ่งมาตรา ๖๘ สิทธิเสรีภาพของบุคคลในการใช้สิทธิยื่นเรื่อง ให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาในการล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ ทรงเป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญนี้ หรือเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศ โดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญนี้มิได้ ซึ่งสามารถยื่นผ่าน อัยการเท่านั้น แก้จากการยื่นให้ประชาชนยื่นได้โดยตรงก็ให้ยื่นผ่านอัยการ นอกจากจะเป็น การลิดรอนอำนาจประชาชนที่สามารถใช้สิทธิโดยตรงในการยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญแล้ว ท่านยังลิดรอนอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญซึ่งจะพิจารณา เพราะว่าถ้าอัยการสูงสุดไม่ยื่น ต่อให้ศาลรัฐธรรมนูญก็จะต้องยุติไป อันนี้ผมคิดว่าทำให้เกิดช่องว่างในการตรวจสอบ การบริหารของรัฐ และการพิทักษ์รัฐธรรมนูญตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐

เรื่องสุดท้ายในมาตรา ๑๙๐ สาระที่ท่านจะให้ไม่ต้องผ่านสภาในหลาย ๆ เรื่อง ซึ่งเกี่ยวกับเรื่องของเศรษฐกิจและสังคม และมีผลผูกพันในเรื่องการค้า การลงทุน หรืองบประมาณ อย่างมีนัยสำคัญนั้น ท่านได้ตัดออก นอกจากจะให้คงไว้ในเรื่องสัญญาที่มีผลกระทบ ต่อการเปลี่ยนแปลงอาณาเขต กระผมก็ไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งนะครับ ขณะนี้เองผมคิดว่า เรื่องสำคัญที่สุดการเตรียมการเรื่องนี้กำลังจะนำไปสู่ในเรื่องของ พ.ร.บ. ร่วมทุน และ พ.ร.บ. การกู้ ๒.๒ ล้านล้านบาท ก็เอาเรื่องนี้เข้ามาแก้กันเสียก่อนเพื่อมีเหตุผลที่จะไปทำสัญญา กับต่างประเทศโดยที่ไม่ผ่านการตรวจสอบของรัฐสภา โดยสรุปแล้วที่กระผมจะกราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาว่ากระผมไม่ยอมรับในหลักการการแก้ไขรัฐธรรมนูญในครั้งนี้ครับ ขอบพระคุณครับ

(การประชุมดำเนินมาถึงตอนนี้ นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา ได้กลับมาขึ้นบัลลังก์เพื่อดำเนินการประชุมต่อไป)
นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านสมาชิกครับ ผมยังไม่ได้รับการประสานงานจากวิปว่าจะเอาอย่างไร เพราะฉะนั้นผมจะดำเนินการตาม ที่ได้เป็นข้อตกลงกันไว้เมื่อคราวที่แล้วนะครับ โดยที่ฝ่ายค้าน ๒ ท่าน แล้วก็มาที่รัฐบาล ๑ ท่าน แล้วก็ฝ่ายค้าน ๒ ไปที่วุฒิสมาชิก ๑ ท่าน ถ้าไม่แจ้งผมถือว่าผมดำเนินการ ตามที่วิปมีมติตามนี้นะครับ ถ้าจะมีอะไรเปลี่ยนแปลงก็ต้องแจ้งผมนะครับ เชิญท่านศุภชัย ศรีหล้า ๑๕ นาทีครับ

นายศุภชัย ศรีหล้า สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อุบลราชธานี

ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม ศุภชัย ศรีหล้า สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุบลราชธานี พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานที่เคารพครับ ในขณะที่เรากำลังพิจารณาการแก้ไข รัฐธรรมนูญซึ่งเป็นกฎหมายที่มีความสำคัญมาก พี่น้องประชาชนก็เฝ้ามองการทำงานของรัฐสภา พี่น้องชาวอีสาน พี่น้องชาวจังหวัดอุบลราชธานีพูดคุยกันเรื่องนี้ทั้งในสภากาแฟ หลบร้อน หลบแดดร้อนผ่าว ๆ พูดคุยกันตามใต้ถุนบ้าน ใต้ร่มไม้ ประเด็นที่พูดคุยกัน เหมือนกับที่เราพูดคุยอยู่ในขณะนี้ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของที่มาของสมาชิกวุฒิสภา สิทธิของ ประชาชนในการปกป้องรัฐธรรมนูญ การยุบพรรคการเมืองที่มีปัญหาและส่งผลกระทบ ต่อกรรมการบริหารพรรค รวมถึงประเด็นเรื่องการให้ความเห็นชอบของรัฐสภาและอำนาจ ของประชาชนในการให้ความเห็น ในการรับรู้ข้อมูลข่าวสารต่อข้อตกลงหรือหนังสือสัญญา ที่มีความสำคัญ ท่านประธานที่เคารพครับ ทั้ง ๔ ประเด็นที่ผมกราบเรียนต่อท่านประธานนี้ พี่น้องประชาชนต่างตั้งคำถามว่าทั้ง ๔ ประเด็นนี้ถ้ามีการแก้ไขแล้วพี่น้องประชาชนได้อะไร หรือในสภาวการณ์ปัจจุบันทั้ง ๔ ประเด็นนี้หลังจากเราใช้รัฐธรรมนูญฉบับนี้แล้วพี่น้องประชาชน เดือดร้อนหรือไม่ เท่าที่ใช้มามีปัญหาอุปสรรคอย่างไร ท่านประธานที่เคารพครับ ในขณะที่ พี่น้องประชาชนพูดคุยกันในประเด็นอย่างที่ผมได้กราบเรียนพี่น้องประชาชนก็พูดคุยกันต่อไปว่า ทำไมรัฐบาลจึงไม่แก้ปัญหาเรื่องราคามันสำปะหลัง ทั้ง ๆ ที่พี่น้องประชาชนเดือดร้อน ทำไมรัฐบาลไม่แก้ไขปัญหาเรื่องโกงจำนำข้าว ไม่แก้ปัญหาเรื่องภัยแล้ง ไม่แก้ปัญหาเรื่องแท็บเล็ตพัง ไม่แก้ปัญหาเรื่องรถคันแรก ซึ่งตลอดระยะเวลา ๕ ปีห้ามตาย ทำไมไม่แก้ปัญหาเรื่องค่าแรง ๓๐๐ บาท ซึ่งส่งผลกระทบต่อการทำงานของผู้ประกอบการโรงงานอุตสาหกรรมขนาดกลาง และขนาดย่อม ท่านประธานที่เคารพครับ ไม่ว่าพี่น้องประชาชนจะส่งเสียงอย่างไร จะเรียกร้องอย่างไร แต่วันนี้รัฐสภาของเราก็หยิบยกเอาเรื่องนี้มาพิจารณา ท่านประธาน คงจะจำได้ว่าการประชุมรัฐสภาคราวก่อนโน้นรัฐสภาแห่งนี้มีมติ ๔๘๑ ต่อ ๑๖ เสียง ให้รัฐบาลรายงานผลการทำงานในรอบ ๑ ปี แต่นั่นไม่ว่าทางรัฐสภาจะมีความเห็นอย่างไร พวกเราก็เฝ้ารอการแถลงผลงานของรัฐบาล แต่ในขณะที่เราเฝ้ารอการแถลงผลงาน ซึ่งเป็นมติของรัฐสภาวันนี้ก็ยังไม่ได้ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดคุยกัน

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านศุภชัยครับ ผมว่า เข้าประเด็นดีกว่านะครับ อย่าไปรื้อฟื้นอันนั้นเลยเดี๋ยวมันก็มีปัญหา ด้วยความเคารพ

นายศุภชัย ศรีหล้า สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อุบลราชธานี

ท่านประธาน ที่เคารพครับ นี่คือประเด็นทางการเมืองครับ นี่คือประเด็นที่เราบอกว่าแม้จะมี

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านครับ ประเด็นการเมือง ทะเลาะกันไปทะเลาะกันมาไปรื้อฟื้นมันก็ไม่ดี เอาว่าเข้าประเด็นเลยดีกว่ากำลังมาดีครับ

นายศุภชัย ศรีหล้า สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อุบลราชธานี 🔗

ท่านประธาน ที่เคารพครับ ท่านประธานอย่ารอนสิทธิการให้ความคิด ความเห็นของผมต่อที่ประชุมรัฐสภาสิครับ ผมไม่ได้ประสงค์จะต่อปากต่อคำกับท่าน แต่ผมประสงค์จะให้ความคิด ความเห็นอันบริสุทธิ์ ของกระผมต่อท่านประธานและต่อเพื่อนสมาชิก ท่านประธานที่เคารพครับ ในมาตรา ๑๙๐ ที่เรากำลังพูดคุยกันอยู่ในขณะนี้หลายคนให้ความเห็น ในความเห็นของกระผม มาตรา ๑๙๐ เป็นมาตราที่มีความสำคัญมาก ถ้าเผื่อว่าพี่น้องประชาชนที่เฝ้าติดตามการทำงานของรัฐบาล ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ ซึ่งมีการแก้ไขมาตรานี้แล้ว ๑ ครั้ง และการทำงาน ของรัฐบาลนี้ ในมาตรา ๑๙๐ ที่เรากำลังแก้ไขอยู่ในขณะนี้มีสาระสำคัญที่ผมจำเป็น จะต้องพูดถึงเพื่อให้พี่น้องประชาชนตระหนักว่าวันนี้สิทธิของพี่น้องประชาชน อำนาจ ที่พี่น้องประชาชนเคยมี และหลายคนลุกขึ้นในสภาแห่งนี้แล้วบอกด้วยคำพูดเดียวกันว่า เป็นประชาธิปไตย คำนึงถึงถึงสิทธิของพี่น้องประชาชน แต่วันนี้ตามมาตรา ๑๙๐ ที่กำลัง จะมีการแก้ไขสิทธิของพี่น้องประชาชน อำนาจของพี่น้องประชาชนกำลังจะถูกลบไป อย่าเอ่ยอ้างเรื่องประชาธิปไตยต่อเลยครับ เพราะว่าท่านลุกขึ้นท่านก็อ้างประชาธิปไตย แต่ในท้ายที่สุดท่านกลับเห็นชอบในร่างที่จะรอนสิทธิของพี่น้องประชาชนตามมาตรานี้ มาตรา ๑๙๐ เป็นมาตราที่มีความสำคัญ ในขณะที่มีความสำคัญผมก็ขอฟ้องต่อพี่น้องประชาชน ผ่านที่ประชุมแห่งนี้ว่าพี่น้องประชาชนที่เคารพครับ ข้อความในมาตรา ๑๙๐ ที่ถูกลบออกไป เป็นข้อความที่พูดถึงสิทธิโดยตรงของพี่น้องประชาชน ข้อความที่ถูกลบออกไปนับจากนี้ ถ้าเผื่อว่าเป็นไปตามร่างที่รัฐบาลและวุฒิสมาชิกบางท่านเสนอนับจากนี้ไปพี่น้องประชาชน จะไม่มีสิทธิในเรื่องต่อไปนี้ พี่น้องประชาชนจะไม่มีสิทธิที่จะให้รัฐบาลจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็น ซึ่งปรากฏข้อความ ในวรรคสาม ผมขออ่านข้อความในวรรคสามเพื่อให้สภาแห่งนี้บันทึกไว้ ในมาตรา ๑๙๐ วรรคสาม บอกว่าก่อนที่จะดำเนินการเพื่อทำหนังสือสัญญากับนานาประเทศหรือองค์การ ระหว่างประเทศตามวรรคสอง คณะรัฐมนตรีต้องให้ข้อมูลและจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็น ของประชาชน พี่น้องประชาชนที่เคารพครับ วรรคนี้จะถูกตัดออกไปทั้งวรรค แปลว่า นับจากนี้ต่อไปพี่น้องประชาชนไม่จำเป็นจะต้องให้ความคิดความเห็นต่อสัญญาที่มีความสำคัญ สัญญานั้นผูกพันกับประเทศทั้งประเทศ สัญญานั้นผูกพันกับความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชน เท่านั้นไม่พอครับ ในวรรคต่อมายังระบุไว้ด้วยว่า เมื่อลงนามในหนังสือสัญญาตามวรรคสองแล้ว ก่อนที่จะแสดงเจตนาให้มีผลผูกพัน คณะรัฐมนตรีต้องให้ประชาชนสามารถเข้าถึงรายละเอียด ของหนังสือสัญญานั้น ท่านประธานที่เคารพครับ วรรคนี้ก็ถูกตัดออกเช่นเดียวกัน ไหนล่ะครับ บอกว่าประชาธิปไตย ไหนล่ะครับบอกว่าเคารพความเห็นของพี่น้องประชาชน เคารพต่อประชาชน ถ้าเคารพต่อประชาชนทำไมจึงตัดข้อความซึ่งเป็นสาระสำคัญในทั้ง ๒ วรรคนี้ออกจากมาตรา ๑๙๐ ถ้าตัดข้อความสำคัญออกจากมาตรา ๑๙๐ จึงเหลือข้อความสั้น ๆ ซึ่งข้อความนี้เป็นข้อความ ที่ให้อำนาจกับรัฐบาลโดยตรงต่อการทำหนังสือสัญญา ท่านประธานที่เคารพครับ ข้อความ ที่เหลืออยู่จึงเหลืออยู่เฉพาะข้อความที่บอกว่าหนังสือสัญญาใดที่มีบทเปลี่ยนแปลงอาณาเขตไทย หรือเขตอำนาจแห่งรัฐ หรือจะต้องออกพระราชบัญญัติเพื่อให้เป็นไปตามสัญญา ต้องได้รับ ความเห็นชอบต่อรัฐสภา ท่านประธานที่เคารพครับ มาตรา ๑๙๐ เป็นมาตราที่รอนสิทธิ ของพี่น้องประชาชนซึ่งเป็นมาตราที่มีความสำคัญ

เรื่องที่ ๒ ที่ผมอยากกราบเรียนต่อท่านประธานคือเรื่องที่มาของวุฒิสมาชิก ท่านประธานที่เคารพครับ วุฒิสมาชิกมีบทบาทหน้าที่แตกต่างจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ในขณะที่มีบทบาทหน้าที่แตกต่างจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ผมขออนุญาตกราบเรียน ต่อท่านประธานถึงเจตนารมณ์แห่งการมีสมาชิกวุฒิสภาหรือวุฒิสมาชิก เจตนารมณ์นี้ เป็นเจตนารมณ์ที่เราจะต้องกล่าวถึงตามรัฐธรรมนูญทั้งมาตรา ทั้งรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ และรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๕๐ ท่านประธานที่เคารพครับ เจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญต้องการให้ สมาชิกวุฒิสภามีความเป็นกลางทางการเมือง เจตนารมณ์แห่งรัฐธรรมนูญต้องการให้วุฒิสภา ไม่ถูกการเมืองครอบงำ ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับสภาผู้แทนราษฎรอย่างที่เคยเป็นมา จึงได้กำหนดให้ ผู้ที่จะสมัครเป็นสมาชิกวุฒิสภาหรือต้องได้รับการเสนอชื่อเป็นสมาชิกวุฒิสภาต้องไม่เป็นบุพการี คู่สมรม บุตรของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ถ้ามีความผูกพันกัน ฉันเครือญาตินั่นแปลว่าความเป็นกลางในทางการเมืองจะขาดหายไป เพราะว่าโดยอำนาจของ สมาชิกวุฒิสภาหรือวุฒิสมาชิกมีอำนาจในการถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ท่านประธานที่เคารพครับ ในหลายประเทศสมาชิกวุฒิสภาไม่ได้มาจากการเลือกตั้งนะครับ เราไปหลายประเทศวันนี้จะพบว่า ไม่ว่าจะเป็นประเทศอังกฤษซึ่งเป็นแม่แบบของการปกครอง ในระบอบประชาธิปไตยที่หลายคนมักจะเอ่ยถึง แต่วันนี้ในสภาแห่งนี้ผมยังไม่เห็นเพื่อนสมาชิก ลุกขึ้นมาบอกว่าประเทศอังกฤษ วุฒิสมาชิกของเขาไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง ที่ประเทศแคนาดา วุฒิสมาชิกก็ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง ที่ประเทศเยอรมนี วุฒิสมาชิกก็ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง ท่านประธานที่เคารพครับ หากแต่เราไปหยิบยกเอากรณีของประเทศสหรัฐอเมริกาซึ่งเป็น ระบบประธานาธิบดีมาเทียบเคียงกับกรณีของเรา ถ้าเผื่อจะให้ความคิดความเห็น ต่อพี่น้องประชาชนเปิดกว้างสักนิดสิครับว่ามันมีความแตกต่างกันในแต่ละประเทศ บ้านของเรา เราเลือกที่จะมีระบบนี้ เลือกที่จะมีสมาชิกวุฒิสภาทั้ง ๒ แบบ คือมาจากทั้งแบบสรรหา และมาจากแบบการเลือกตั้งของพี่น้องประชาชน ท่านประธานที่เคารพครับ ด้วยความเคารพ ทั้ง ๒ แบบอาจจะเป็นสูตรเฉพาะตัวของเรา อาจจะเป็นสูตรเฉพาะของประเทศไทย ท่านประธานที่เคารพครับ สมาชิกที่มาจากการสรรหา เพื่อนสมาชิกหลายท่านลุกขึ้นพูด ในที่ประชุมบอกว่ามาจาก ๗ อรหันต์ แต่ไม่ได้พูดก่อนหน้านั้นเลยครับว่าก่อนที่จะมาให้ ๗ อรหันต์ หรือ ๗ ผู้ที่เราเชื่อว่ามีความเป็นกลางในทางการเมืองคัดเลือกมาเป็นสมาชิกวุฒิสภา แบบสรรหา เขามีที่มาอย่างไร เขาไปสมัครตามองค์กรวิชาชีพนับพันนับหมื่นคน ผ่านตะแกรงร่อน ครั้งแล้วครั้งเล่ากว่าจะมาถึง ๗ อรหันต์เพื่อกลั่นกรองให้เป็นนาทีสุดท้าย กลั่นกรองให้เป็น ชุดสุดท้าย ท่านประธานที่เคารพครับ ด้วยความแตกต่างของสมาชิกวุฒิสภาในการทำหน้าที่ ผมมั่นใจว่าเพื่อนสมาชิกยอมรับได้ต่อกรณีมีการเลือกตั้ง แต่ในกรณีที่มีการเลือกตั้ง เงื่อนไขสำคัญที่ผมอยากจะกราบเรียนต่อท่านประธาน ถ้าเผื่อจะให้อำนาจกับพี่น้องประชาชน ความเป็นกลางในทางการเมือง เจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญเราต้องรักษาไว้ ถ้าเมื่อใดที่เรา ลบความสำคัญของสมาชิกวุฒิสภาให้ไปอิงกับพรรคการเมือง ไปอิงกับกลุ่มการเมือง ไม่มีความเป็นกลางในทางการเมือง สมาชิกวุฒิสภาก็ไม่ต่างจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แล้วเราจะมีสมาชิกวุฒิสภาไปทำไมครับ แล้วเราจะมีวุฒิสมาชิกไปทำไม ท่านประธาน ที่เคารพครับ ด้วยความแตกต่างกันนี้ถ้าเผื่อว่าจะให้มีการเลือกตั้งไม่ขัดข้องเลยที่จะให้มี การเลือกตั้ง แต่วาระการดำรงตำแหน่งมีความสำคัญ อยากจะกราบเรียนต่อท่านประธานว่า สมาชิกวุฒิสภาที่ทำหน้าที่ ๑ ครั้ง เป็น ๑ ครั้ง ๖ ปี ในขณะที่ ๖ ปี มีความจำกัด เรื่องการดำรงตำแหน่งต่อในวาระที่สอง วาระที่สาม คือให้เป็นได้เพียงครั้งเดียว เขาจะทุ่มเท ในการทำงาน การปลอดจากการเป็นสมาชิกพรรคการเมืองติดต่อกัน ๕ ปี นั่นคือเครื่องหมาย ในการกรองความเป็นกลางในทางการเมือง ท่านประธานที่เคารพครับ ผมไม่ขัดข้อง ในเรื่องของการเลือกตั้งวุฒิสมาชิก แต่วาระการดำรงตำแหน่ง การปลอดจากการเมือง ไม่อิงการเมือง ความเป็นกลางในทางการเมืองมีความจำเป็น เราเสียเวลาตั้งหลายชั่วโมง ต่อการพูดคุยถึงการทำหน้าที่ของท่านประธานรัฐสภาว่ามีความเป็นกลางทางการเมืองหรือไม่ นั่นเป็นประเด็นที่พี่น้องประชาชนเคลือบแคลงสงสัย เราจึงอยากให้เป็นกลางจริง ๆ

ท่านประธานที่เคารพครับ มาถึงประเด็นสุดท้าย ประเด็นในเรื่องของ การยุบพรรคการเมือง ท่านประธานที่เคารพครับ พรรคการเมืองเป็นองค์กรที่มีความสำคัญ พรรคการเมืองตามรัฐธรรมนูญของเราถ้าไม่สังกัดพรรคการเมืองไม่สามารถจะสมัครรับเลือกตั้ง เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้ แน่นอนที่สุดพรรคการเมืองเป็นสถาบันทางการเมือง เราอยากให้พรรคการเมืองเป็นสถาบันในทางการเมือง ท่านประธานที่เคารพครับ ถ้าอยากทำให้ พรรคการเมืองเป็นสถาบันทางการเมือง คนที่บริหารพรรคการเมืองต้องไม่กระทำ ผิดกฎหมายครับ กฎหมายบ้านเมืองต้องเคารพทุกคน ไม่ว่าคน ๆ นั้นจะอยู่ในตำแหน่งใด แต่ความเป็นนักการเมืองต้องยกระดับคุณธรรมจริยธรรมของตัวเองให้มากกว่าประชาชน โดยทั่วไป ด้วยเหตุว่าพรรคการเมืองและนักการเมืองเป็นผู้ใช้อำนาจรัฐโดยสมบูรณ์ นักการเมือง พรรคการเมืองเป็นผู้เข้าสู่อำนาจสูงสุดของประเทศมาใช้อำนาจแทนประชาชน อยู่ ณ ที่นี้ แล้วเราจะทำตัวของเราเหมือนกับประชาชนทั่วไปได้อย่างไร บ้านของเราก็ต้อง ต่างจากบ้านหลังอื่น ท่านประธานที่เคารพครับ ผมจึงให้ความเห็นต่อท่านประธานว่า ในการทำงานของพรรคการเมืองระดับของพวกเราต้องแตกต่างไปจากบุคคลทั่วไป ถ้าแตกต่างไปจากบุคคลทั่วไปแล้วการยุบพรรคการเมืองถ้ายังกระทำความผิดผมเห็นว่า มีความจำเป็น รัฐธรรมนูญ พุทธศักราช ๒๕๔๐ ก็ดี รัฐธรรมนูญ พุทธศักราช ๒๕๕๐ ก็ดี ต่างบัญญัติไว้ซึ่งการยุบพรรคการเมืองทั้ง ๒ ฉบับ ถ้าพรรคการเมืองนั้นกระทำความผิด มีระบุไว้อย่างชัดเจนในปี ๒๕๔๐ ระบุไว้ในมาตรา ๖๓ ท่านประธานที่เคารพครับ ในการกระทำความผิดของพรรคการเมืองผมจึงยืนยันว่าต้องดำเนินการต่อไปถ้าพบว่า มีการกระทำความผิด

สุดท้ายครับท่านประธาน ต่อกรณีที่มาของการทำงานของพวกเรา ท่านประธาน ที่เคารพครับ ลดอำนาจของประชาชน ผมถือว่าเป็นการทำงานของสมาชิกรัฐสภาซึ่งเป็นเรื่อง ที่น่าละอายอย่างยิ่ง คำตอบที่เราจะให้กับพี่น้องประชาชนต่อการทำงานของพวกเรา ในการพิจารณากฎหมายซึ่งถือว่าเป็นกฎหมายสูงสุด นั่นคือรัฐธรรมนูญทั้ง ๔ ประเด็น อย่างที่ผมได้กราบเรียน อย่าลดอำนาจประชาชนเลยครับ เรามาจากประชาชน เราให้อำนาจ ประชาชนเถอะครับ การให้อำนาจประชาชนคืออย่าแก้กฎหมายรัฐธรรมนูญทั้ง ๓ ฉบับนี้ครับ ขอบพระคุณครับท่านประธาน

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านนาที รัชกิจประการ ๑๐ นาทีครับ

นางนาที รัชกิจประการ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ 🔗

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ดิฉัน ดอกเตอร์นาที รัชกิจประการ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย จังหวัดพัทลุงค่ะ วันนี้ดิฉันเองจะขออนุญาตอภิปราย ในร่างรัฐธรรมนูญทั้ง ๓ ร่างที่ทั้งท่าน ส.ส. แล้วก็ ส.ว. ได้นำมาพิจารณาในวันนี้ ก่อนที่ดิฉัน จะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย ดิฉันจะขอพูดถึงความสำคัญในเรื่องของรัฐธรรมนูญสัก ๒ ประเด็น ในเรื่องของความสำคัญแล้วก็ควรจะแก้หรือไม่แก้

ประเด็นแรก ที่ดิฉันอยากจะพูดในเรื่องของความสำคัญของรัฐธรรมนูญ รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ ใช้สำหรับเป็นกติกาในเรื่องของการบริหารประเทศ แล้วก็เป็นกฎหมายที่จะก่อให้เกิดระบบต่าง ๆ ของประเทศ ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของการเมือง สถาบันการเมือง ซึ่งตัดสินใจโดยรัฐแล้วก็ประชาชน สิ่งสำคัญอีกอย่างหนึ่ง รัฐธรรมนูญ จะดีหรือไม่ดีมันก็มีผลกับประชาชน ถ้ารัฐธรรมนูญดีทุกคนยอมรับวันนี้ปัญหามันก็คง ไม่เกิดนะคะท่านประธาน แต่ถ้าวันนี้รัฐธรรมนูญไม่ดีปัญหามันก็จะเกิดเหมือนที่เราได้พบกัน อยู่ทุกวันนี้ในเรื่องของสถานการณ์ในเรื่องของการต่อสู้พลังอำนาจ เมื่อไรก็แล้วแต่ ที่เราไม่เห็นด้วย มีปัญหา แล้วก็ต่อสู้กันด้วยพลังอำนาจ ปัญหาต่อไปก็จะเกิดในเรื่องของ การเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครอง ซึ่งหลาย ๆ ท่านก็ได้เห็นแล้ว ได้ประสบแล้ว รัฐธรรมนูญ ๑๘ ฉบับในรอบ ๖๕ ปี จะเห็นว่าส่วนใหญ่เมื่อรัฐธรรมนูญใหม่เกิดขึ้นมา ก็จะเป็นรัฐธรรมนูญที่เป็นของผู้ชนะมาตลอด รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ก็เหมือนกันตัวดิฉันเอง ก็เป็นส่วนหนึ่งที่ได้รับผลกระทบ เพราะดิฉันเองเป็นอดีตสมาชิกวุฒิสภา ปี ๒๕๔๙ ซึ่งตัวเอง ได้มีโอกาสเข้ามาเป็นวุฒิสมาชิกโดยการเลือกตั้ง หลังจากนั้นมีการเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ส.ว. ในจังหวัดดิฉันจาก ๒ คนเหลือ ๑ คน เพราะฉะนั้นวันนี้ดิฉันก็เป็นคนหนึ่ง ที่ได้รับผลกระทบ เพราะฉะนั้นวันนี้ในเรื่องของปัญหารัฐธรรมนูญ เมื่อไรก็แล้วแต่ถ้ามัน มีปัญหาการเมืองก็ไม่มีเสถียรภาพเพราะอยู่บนความไม่แน่นอน ไม่รู้วันไหนจะเกิดการปฏิวัติ แล้วก็ไม่รู้วันไหนที่จะมีปัญหาอะไรขึ้นมาหรือเปล่า เพราะฉะนั้นในเรื่องของรัฐธรรมนูญ สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือเป็นตัวกำหนดความสัมพันธ์ระหว่างสถาบันการเมืองซึ่งเป็นตัวหนึ่ง ที่ชี้ให้เราเห็นในเรื่องของระบบต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของรัฐสภาเดี่ยวหรือรัฐสภาคู่ ซึ่งเรากำลังพูดถึงในวันนี้ในเรื่องของมาตรา ๑๑๑ หรือแม้แต่ในเรื่องกำหนดความสัมพันธ์ ระหว่างสถาบันการเมืองกับประชาชนส่วนใหญ่ที่สะท้อนออกมาในเรื่องของการรับรอง เราพูดถึงสิทธิ เราพูดถึงเสรีภาพ ซึ่งมีปรากฏในวันนี้ที่ท่านได้ยื่นมาในเรื่องของมาตรา ๖๘ รวมถึงมาตรา ๑๙๐ ที่รัฐบาลใช้รัฐธรรมนูญในการเป็นเครื่องมือที่จะมาขออนุญาตรัฐสภาว่า ทำอย่างไร ซึ่งหลาย ๆ ท่านก็ได้อภิปรายในเรื่องของมาตรา ๑๙๐ ทั้งข้อดีและข้อไม่ดี แต่วันนี้ก็ยังมีปัญหา เพราะว่าจริง ๆ แล้วในมาตรา ๑๙๐ เป็นสิ่งที่ดีที่รัฐบาลจะทำอะไร อย่างน้อยรัฐสภาก็น่าจะได้มีส่วนรับรู้รับทราบในสิ่งที่รัฐบาลไปทำ แล้วสิ่งสำคัญถ้าเป็นไปได้ อยากให้ถ่ายทอดทุกครั้งด้วยซ้ำไปวันนี้ประชาชนจะได้รู้ว่าเราวันนี้กำลังจะเข้าสู่เออีซี (AEC) หรือเรามีความสัมพันธ์กับอียู (EU) หรือแม้แต่ประเทศสหรัฐอเมริกาว่าวันนี้ในเรื่องของรัฐบาลเรา ที่ไปทำความร่วมมือมีอะไรบ้าง ซึ่งประชาชนก็ได้รับข่าวจากการอภิปรายของพวกเราว่า ข้อดีข้อเสียเป็นอย่างไร และสิ่งสำคัญอีกอย่างหนึ่งในมาตรา ๑๙๐ ก็คือในเรื่องของ การเตรียมพร้อมก่อนที่ท่านจะไปทำอะไร อย่างน้อยรัฐสภาได้รับรู้จะทำให้รัฐบาลรวมถึง ผู้ที่เกี่ยวข้องมีการตื่นตัวที่จะนำเอกสารหลักฐานต่าง ๆ มาชี้แจงให้พวกเราได้รับรู้รับทราบ นั่นก็เป็นที่มาของมาตรา ๑๙๐ ในมาตรานี้ดิฉันก็ยังยืนยันที่ควรจะยังคงอยู่นะคะ

สำหรับในเรื่องของมาตรา ๖๘ หรือมาตรา ๒๓๙ ในเรื่องของการเพิกถอน สิทธิการเมืองของหัวหน้าพรรค หรือแม้แต่ในเรื่องของคณะกรรมการบริหารพรรค รวมถึง การยุบพรรค อันนี้เป็นสิ่งที่มีปัญหา สมาชิกรัฐสภาหลาย ๆ ท่านก็ได้พูดถึงความเจ็บปวด ในเรื่องของพรรคตัวเองที่ถูกยุบ รวมถึงยุบแล้วไม่ใช่ว่าจะหดหายไปพรรคการเมืองใหม่ ก็มีการเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพราะฉะนั้นวันนี้ในเรื่องของการยุบพรรคหรือการเพิกถอนสิทธิ บางครั้งมีทั้งยุติธรรมและไม่ยุติธรรม แต่สิ่งนี้ดิฉันก็ไม่เห็นด้วยนะคะ คิดว่าน่าจะเป็น ความผิดเฉพาะตัวไม่ควรที่จะให้กรรมการบริหารพรรคหรือพรรคมีส่วนที่จะเกี่ยวข้อง

ส่วนประเด็นที่ ๒ ที่ดิฉันจะพูดถึงว่าแก้หรือไม่แก้ วันนี้นะคะรัฐธรรมนูญ เปรียบเหมือนฮาร์ดแวร์ (Hardware) หรือเป็นเครื่องคอมพิวเตอร์ ซึ่งเป็นเพียงตัวบทกฎหมาย ที่กำหนดโครงสร้าง กระบวนการการปฏิสัมพันธ์ แล้วการสร้างความชอบธรรมที่จะสั่งการให้ บทบัญญัติไปในทิศทางไหนก็ได้ แต่สิ่งที่สำคัญก็คือตัวซอฟท์แวร์ (Software) ตัววัฒนธรรม การเมืองหรือคนที่ใช้กฎหมายนะคะว่าวันนี้ในเรื่องของพฤติกรรม พฤติกรรมของบุคคล ที่อยู่ในระบอบการเมืองตั้งแต่ระดับชาติ ระดับท้องถิ่น ข้าราชการ ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง รวมถึงทุกคนที่เกี่ยวข้องนะคะว่าเราถูกหล่อหลอมมาอย่างไร เพราะรัฐธรรมนูญดีหรือไม่ดี สำคัญที่คนใช้ เพราะฉะนั้นวันนี้ในเรื่องของการแก้ไขก่อนที่จะนำไปสู่การแก้ไขรัฐธรรมนูญ ดิฉันคิดว่าสิ่งหนึ่งที่สำคัญวันนี้เราพูดในเรื่องของระบอบประชาธิปไตยซึ่งให้อำนาจประชาชน มีส่วนร่วมในการตัดสินใจ เพราะฉะนั้นเราเองเพื่อให้รัฐธรรมนูญสิ่งนี้ชอบธรรมแล้วก็ทุกคน ยอมรับก็น่าที่จะไปถามประชาชนว่าประชาชนเห็นด้วยไหมที่จะแก้ ไม่ควรที่จะรีบร้อน ในตอนนี้เพราะว่าช้าสักนิดหนึ่ง ดิฉันว่าช้า ๆ ก็ได้พร้าเล่มงาม เพราะปัญหามันก็จะได้น้อยลง เพราะวันนี้มันเป็นมติของประชาชนที่จะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยในการแก้ครั้งนี้ รวมถึง การที่ประชาชนมีส่วนร่วมมาก ๆ ก็ดีนะคะ ดีกว่าเหมือนกับคำพังเพยที่ว่าคนเดียวหัวหาย สองคนเพื่อนตาย วันนี้เมื่อเรานำไปให้ประชาชนทำในรูปแบบของประชาพิจารณ์มันมีอีก ตั้งหลายหัวข้อ หลายประเด็นที่มีปัญหากันอยู่ ไม่ใช่แก้แค่ ๓ ประเด็น ๓ ร่างวันนี้ตามที่ท่าน ได้นำมาให้พวกเราได้แก้ไข เพราะถึงแม้ว่า ๓ ร่างนี้จะได้รับการผ่านไปแต่ดิฉันว่าปัญหา อย่างไรก็ยังคงอยู่ เพราะฉะนั้นช้าสักนิดหนึ่งค่ะ แล้วก็ให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมทำประชาพิจารณ์ ให้ประชาชนได้ตัดสินใจ ขอโทษค่ะ ประชามติ ให้ประชาชนได้ตัดสินใจ แล้วปัญหาในเรื่อง ของการยอมรับ ปัญหาในเรื่องของการไม่เห็นด้วยในเรื่องของอำนาจต่าง ๆ ก็จะหมดไป เพราะหลังจากนั้นเราต้องมีการมาพูดคุยนะคะ สิ่งไหนเป็นสิ่งที่ดี สิ่งไหนที่จะเป็นประโยชน์ สิ่งไหนที่มีประโยชน์กับชาติบ้านเมือง สิ่งไหนเป็นประโยชน์กับคนของประชาชน คนของชาติ ที่จะทำให้เกิดความผาสุก เกิดความยั่งยืน สิ่งนั้นเราก็จะได้ร่วมด้วยช่วยกัน แล้วก็ร่วมกัน ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่เป็นที่ชอบธรรมทั้งในด้านของกฎหมาย ในด้านของการยอมรับค่ะ จากเหตุผลทั้ง ๒ ประเด็นที่ดิฉันได้พูดถึงในวันนี้ดิฉันก็คงยังไม่เห็นด้วยที่จะแก้ไขในวันนี้ แต่ไม่คัดค้านที่จะแก้ไขในวันหน้า ขอบพระคุณค่ะ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เชิญท่านพายัพ ปั้นเกตุ ๑๐ นาทีครับ

นายพายัพ ปั้นเกตุ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ 🔗

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายพายัพ ปั้นเกตุ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ต้องกราบเรียนท่านประธานด้วยความเคารพว่าในเวลาที่เราฟังความคิดเห็น การแก้ไขรัฐธรรมนูญในสภาแห่งนี้ เรามีความเห็นที่เหมือนด้วยและความเห็นที่มีความต่างกัน เพื่อนสมาชิกที่มีความเห็นด้วยก็ต่างมาสนับสนุนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อนสมาชิก ที่มีความเห็นต่างก็หยิบยกเอาประเด็นที่มีความเห็นต่างมาเสนอเป็นประเด็นหักล้าง แต่ท่านประธานที่เคารพครับ ในระหว่างที่เราพูดกันอยู่ในนี้ ท่านประธานเห็นไหมครับว่า ยังมีพี่น้องประชาชนที่อยู่ข้างนอกหลายรายการที่เป็นสื่อมวลชน หลายรายการที่ทำหน้าที่ ในการสื่อความให้พี่น้องประชาชนได้ทราบ ผมไปฟังความคิดเห็นของพี่น้องประชาชนด้านนอกมา ไปอ่านหนังสือพิมพ์หลายฉบับ ไปดูอินเทอร์เน็ต (Internet) มากมายผมไม่ได้ไปลอกมาหรอกครับ แต่ผมจำได้ ท่านประธานครับ ข้อคิดเห็นในจำนวนนั้นผมอ่านไว้ ผมได้อ่านความคิดเห็น จากหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งแล้วผมก็จำได้ แม่ลูกจันทร์เขียนไว้น่าฟังครับ แม่ลูกจันทร์จะเป็นใคร โดยส่วนตัวผมไม่รู้จักครับ ไม่เคยเห็นหน้า ไม่เคยเจอหน้ากัน แต่ผมอ่านข้อเขียนในเวลา ที่เห็นด้วยกับรัฐบาลเขาก็สนับสนุน ในเวลาที่เขามีความเห็นต่างเธอก็เขียนแง่มุมที่เป็น ข้อเสนอแนะ สิ่งเหล่านี้ถือว่าถ้าเราฟังความอย่างรอบด้านแล้วก็จะเกิดประโยชน์กับประชาชน เกิดประโยชน์ต่อการแก้ไขปัญหาของประเทศและการดำเนินการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เราพูดกัน วันนี้นะครับท่านประธานที่เคารพ วาระการประชุมสภาวันนี้เข้ามาได้เมื่อศาลรัฐธรรมนูญ บอกว่าควรจะแก้รายมาตรา สภาก็หยิบยกเข้ามาแก้รายมาตรา เพื่อนสมาชิกฝ่ายรัฐบาล เห็นด้วยว่าทำตามศาลรัฐธรรมนูญก็แล้วกันว่าแก้รายมาตราด้วย เพื่อนสมาชิกเราอีกซีกหนึ่ง ที่มีความเห็นก่อนหน้านี้ว่าควรจะแก้รายมาตราเช่นเดียวกับตุลาการรัฐธรรมนูญ วันนี้ ท่านเห็นว่าท่านมีความเห็นต่างไปแล้วว่าจะไม่มีประโยชน์กับประชาชน ท่านประธานครับ ข้อเขียนหนึ่งในหน้าหนังสือพิมพ์บอกว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญคราวนี้จะเป็นประโยชน์กับประชาชน อย่างแน่แท้อย่างน้อย ๓ ประการด้วยกัน ท่านประธานลองฟังความคิดเห็นของเขาดูสิครับว่า เขามีความเห็นเช่นไร อย่างผม อย่างท่านเห็นกันทุกวัน เรารู้ว่าเรามีความเห็นอย่างไร เหมือนกัน ต่างกันอย่างไร เพื่อนสมาชิกวุฒิสภาเห็นอย่างไร เพื่อนพี่น้องสมาชิกฝ่ายค้าน รัฐบาล เห็นต่างกันอย่างไร เราพูดวันนี้ด้วยเหตุด้วยผล ทุกอย่างนำเข้าสู่สภาในเวลาที่มีความเห็นต่าง ท่านประธานครับ พี่น้องเราที่อยู่เป็นประชาชนคนหนึ่งเป็นเจ้าของประเทศเขาบอกว่า มีประโยชน์ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ๓ ประการ

ประเด็นแรก บอกว่าจะเป็นประโยชน์ต่อประชาชนและเป็นประโยชน์ ต่อประเทศชาติ และเป็นไปตามหลักประชาธิปไตย เพราะว่าการแก้ไขรัฐธรรมในประเด็น เรื่องการยุบพรรคการเมือง การลงโทษกรรมการบริหารพรรคแบบเหมาเข่งเป็นบทลงโทษ ที่ขัดต่อหลักนิติธรรม หมายความว่าอย่างไรครับท่านประธาน มันขัดต่อหลักนิติธรรม เพราะประชาชนซึ่งเป็นสมาชิกพรรคหลายสิบล้านคนต้องมาได้รับกรรมกับการสนับสนุน กับการตัดสิน เขาเป็นผู้สนับสนุนแล้วเขาก็เสียหายไปด้วย ประชาชนไม่ได้รู้เรื่องเหล่านี้ ซึ่งเห็นว่าถ้าเราจะยึดหลักนิติธรรมก็ต้องฟังความคิดเห็นของประชาชนว่าประชาชนเขาคิดเช่นไร ท่านประธานครับ ต้องกราบเรียนท่านประธานด้วยความเคารพว่าสมาชิกพรรคการเมือง แต่ละพรรค ไม่ว่าจะเป็นพรรคเก่าแก่ พรรคเขาตั้งมาใหม่ หรือพรรคที่มีสมาชิกมาก เขาต่างมีความรู้สึกอุดมการณ์ร่วมด้วยกันทั้งสิ้น เพราะฉะนั้นในเวลาที่ถูกยุบพรรคไปแล้ว ความรู้สึกเช่นนี้เป็นความรู้สึกที่เจ็บปวดกับพี่น้องประชาชนซึ่งเป็นเจ้าของสิทธิเสรีภาพ ตามระบอบประชาธิปไตยทุกประการและภายใต้กฎหมายรัฐธรรมนูญ

ท่านประธานที่เคารพครับ ประเด็นที่ ๒ ในกรณีให้มีการแก้ ส.ว. ให้มาจาก เลือกตั้งทั้งหมด กระผมเคารพในความคิดเห็นของเพื่อนสมาชิกที่เป็นสมาชิกวุฒิสภา เราวัดภูมิปัญญาความรับผิดชอบจากการเลือกตั้งอย่างเดียวนั้นอาจจะวัดไม่ได้ นั่นถูกต้องครับ แต่ว่าใครก็ตามที่เดินเข้าสู่กระบวนการประชาธิปไตยถ้าผ่านความเห็นชอบจากประชาชน มาแล้วนั้น การคืนอำนาจให้กับประชาชนทั้งหมดนั้นเขาเลือกใครมาก็นั่นละครับถือว่า เป็นระบอบประชาธิปไตย การแก้ไขรัฐธรรมนูญด้วยการให้ ส.ว. มาจากการเลือกตั้งทั้งหมด ๒๐๐ คนนั้นเท่ากับเป็นการคืนอำนาจให้กับประชาชน ถ้าประชาธิปไตยเป็นของประชาชน แล้วคืนอำนาจให้กับประชาชนถือว่าเป็นไปตามหลักระบอบประชาธิปไตยครับท่านประธาน

ประการถัดมา ต้องกราบเรียนท่านประธานด้วยความเคารพ ประการที่ ๓ ท่านให้ความคิดเห็นน่าสนใจ ในเวลาที่เรามีความเห็นต่างทางการเมืองทำไมเราต้องไปผูก ยึดโยงกับเศรษฐกิจของชาติล่ะครับ เราเอาเศรษฐกิจของประเทศชาติน่าจะเติบโตไป อย่างต่อเนื่อง ไม่ควรจะมายึดโยงกับภาวะการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองซึ่งมีความเห็นต่าง ๆ เพราะฉะนั้นท่านประธานครับ การแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๐ เพื่อนสมาชิกอภิปราย หมดในสภา นี่ละครับจะเป็นประโยชน์กับประเทศชาติ ท่านประธานครับ การเจรจาความเมือง ก็เป็นเรื่องหนึ่ง แต่การเจรจาความที่เกี่ยวข้องกับการค้า การลงทุน การค้าขาย เป็นกลยุทธ์ การตลาดซึ่งยากต่อการอธิบาย ซึ่งยากต่อความเข้าใจ การได้เปรียบดุลการค้า การเสียเปรียบ ดุลการค้าเกิดขึ้นจากการเจรจาความทางการค้าด้วยกันทั้งสิ้น รัฐบาลในช่วงที่ผ่านมา ถึงขนาดให้กระทรวงการต่างประเทศมีทูตพาณิชย์เกิดขึ้น ท่านประธานครับ เราจัดนิทรรศการ มากมายเพื่อทำเรื่องโปรโมท (Promote) สินค้า เราจัดรายการสินค้าโอทอป (OTOP) มากมายเพื่อจะขายสินค้าของประชาชน แต่วันนี้เราไปยึดโยงด้วยความเห็นว่า เราเกรงว่า เรากลัวว่าคนหนึ่งจะได้ประโยชน์ด้วยความแอบแฝง เป็นความรู้สึกจากตัวตนของตนเอง เอาไปยึดโยงกับผลประโยชน์ของประเทศชาติ เท่ากับเราไปกั้นผลประโยชน์ของประเทศชาติ เราจะเสียโอกาสทางเศรษฐกิจที่ประเทศชาติจะได้รับ เพราะเรามีความรู้สึกว่าเราไม่ชอบคนหนึ่ง กลัวว่าเขาจะทำอย่างหนึ่ง ถ้าอย่างนี้ประเทศชาติเสียหาย ท่านประธานที่เคารพครับ นี่คือความคิดเห็นของสื่อมวลชนซึ่งได้แสดงไว้ต่อสาธารณชน ผมนำมาเล่าให้ท่านผู้ฟัง ที่อยู่ทางบ้าน ให้ท่านประธานได้ฟังในที่นี้

ประเด็นถัดมา ท่านประธานที่เคารพครับ ในกรณีของการตัดสิทธิประชาชน หรือไม่ ตามมาตรา ๖๘ เขาบอกว่าไม่ใช่เป็นการตัดสิทธิครับ แต่เป็นการให้สิทธิประชาชน ยกเว้นเราจะมีความรู้สึกที่เป็นอคติและเห็นกับพวกกับพ้องและประโยชน์ต่อตนเอง เป็นรายการปกป้องขาประจำเท่านั้นละครับ ถ้าเมื่อไรก็ตามเรามีความเห็นที่เป็นการปกป้อง ผลประโยชน์ตนเอง เราก็จะไม่มีการแก้กฎหมายรัฐธรรมนูญเพื่อจะให้มีการปกป้องขาประจำ อย่างนี้ตลอดไป เพราะฉะนั้นท่านประธานที่เคารพครับ ต้องกราบเรียนท่านประธานครับว่า เรื่องอย่างนี้สื่อมวลชนเขาสะท้อนไว้ในหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ หน้า ๒ ในคอลัมน์ (Column) แม่ลูกจันทร์ ซึ่งเป็นใครผมไม่ทราบหรอกครับ แต่ด้วยความคิดเห็นที่เคารพในความคิดเห็น ของท่าน ผมนำเอาเรื่องเหล่านี้มาบอกท่านประธานด้วยความเคารพ และท่านประธานครับ มีหนังสือพิมพ์อีกหลายฉบับ สื่อมวลชนอีกหลายคนที่เขาหยิบยกเรื่องนี้มาท้วงติง สภาผู้แทนราษฎรซึ่งเขาถือว่าเป็นสภาของเขาด้วยจึงอยากให้รับฟังเรื่องเหล่านี้ ถ้าเรา ปกป้องผลประโยชน์ของประชาชนใครก็ชื่นชมทั้งนั้นในประเทศนี้ ไม่เฉพาะในประเทศนี้ เท่านั้นหรอกครับท่านประธาน นานาอารยประเทศเขาก็ชื่นชมต่อการที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และสมาชิกวุฒิสภาปกป้องผลประโยชน์ของประชาชนและประเทศชาติ แต่ตราบใดก็ตาม ถ้าเราปกป้องผลประโยชน์ของโจร เมื่อนั้นไม่มีประโยชน์อะไรที่จะรักษาประชาธิปไตยไว้ ให้กับประชาชน เราจำเป็นต้องรักษาผลประโยชน์ของประชาชนมากกว่าผลประโยชน์ ของโจรครับท่านประธาน เพราะฉะนั้นท่านประธานครับ เรื่องเหล่านี้เป็นความเห็นที่เกิดขึ้น ในสภาผู้แทนราษฎร คนที่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายไหนก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นวุฒิสมาชิกก็ตาม ต่างหมุนเวียนกันไปทั้งสิ้นไม่มีอะไรจีรังยั่งยืน แต่สิ่งที่จีรังยั่งยืนที่เราอยากเห็นวันนี้ก็คือว่าอยากเห็นประชาธิปไตยที่เป็นของประชาชน ภายใต้พระมหากษัตริย์ที่เป็นองค์พระประมุข นี่คือสิ่งที่เราต้องการครับท่านประธาน ด้วยความเคารพท่านประธาน จึงขออนุญาตนำเรียนเรื่องเหล่านี้ให้ท่านประธานได้ทราบ และฝากไปถึงพี่น้องประชาชนด้วยความเคารพครับ ขอบพระคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ต้องชื่นชมท่านพายัพจริง ๆ ต้องขอบคุณด้วยที่หลีกเลี่ยงการพาดพิงทำให้เกิดความเสียหาย เอกสารที่ท่านขอมาให้ผมอนุญาต มันไปพาดพิงคนอื่นเขาเสียหายแล้วจะทำให้สภาเสียเวลา ซึ่งท่านก็กรุณานะครับ ไม่ได้พูด ไม่ได้ใช้สิทธิตรงนั้น แล้วไม่ได้พูดพาดพิงทำให้เกิดความเสียหาย ต้องขอบคุณจริง ๆ ครับ เชิญท่านจุฤทธิ์ครับ ๑๕ นาทีนะครับ

นายจุฤทธิ์ ลักษณวิศิษฏ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ 🔗

ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายจุฤทธิ์ ลักษณวิศิษฏ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธาน ก่อนอื่นผมขอเรียน ให้ท่านประธานได้ทราบว่าผมไม่สามารถรับหลักการร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พุทธศักราช. .... ทั้ง ๓ ฉบับได้ เหตุผลเพราะว่ามีวาระซ่อนเร้น เหตุผลเพราะว่าไม่ได้เอื้อประโยชน์ให้ประชาชนและเป็นการตัดสิทธิประชาชน ท่านประธานครับ ประเทศไทยปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข เรามีอำนาจใหญ่ ๆ อยู่ ๓ อำนาจครับ คือ ๑. อำนาจนิติบัญญัติ ใช้ผ่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และวุฒิสมาชิก ๒. อำนาจฝ่ายบริหาร ใช้อำนาจผ่านฝ่ายรัฐบาล ๓. อำนาจตุลาการ ใช้ผ่าน ทางศาลยุติธรรมต่าง ๆ และอำนาจใหม่ที่เกิดขึ้นตามรัฐธรรมนูญคือองค์กรอิสระ องค์กรอิสระเกิดขึ้น เพื่อต้องการที่จะมาควบคุมไม่ให้มีการใช้อำนาจรัฐเกินขอบเขตหรือใช้อำนาจนิติบัญญัติ เกินขอบเขต ท่านประธานครับ วันนี้เป็นการแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พุทธศักราช. .... ความจริงแล้วแก้ไขไม่กี่มาตราหรอกครับ แต่ผลที่เกิดขึ้นดุลอำนาจทั้ง ๓ ผิดแผกแตกต่างไปเยอะครับ ดุลอำนาจทางการบริหาร เพิ่มขึ้นมา ดุลยอำนาจด้านนิติบัญญัติต่อไปที่พวกเราเป็นห่วงคือสามารถควบคุมฝ่ายนิติบัญญัติ ได้ทั้งสภาสูงและสภาล่าง ท่านประธานครับ ในส่วนของนิติบัญญัติเรากำลังจะแก้ไขครับ มาตรา ๑๑๑ มาตรา ๑๑๒ ในส่วนของมาตรา ๑๑๓ มาตรา ๑๑๔ อันนี้ตัดทิ้งทั้ง ๒ มาตรา และแก้ไขเพิ่มเติมมาตรา ๑๑๕ มาตรา ๑๑๗ มาตรา ๑๑๘ และมาตรา ๑๒๐ ถ้า ๕-๖ มาตราดังกล่าว เป็นการแก้ไขเพื่อการได้มาซึ่งวุฒิสมาชิก ผมต้องเรียนว่ารัฐบาลตั้งขึ้นได้ก็ด้วยเสียงส่วนมากในสภา โดยผ่านทางสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรก็คือสภาล่างดังที่เราได้กล่าวกัน ฝ่ายบริหารสามารถ บริหารประเทศชาติได้ครับ ใช้อำนาจผ่านฝ่ายบริหาร เวลามีสิ่งใดที่ต้องการก็เข้ามาในสภา เช่นกฎหมาย ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาทที่ผ่านมา รัฐบาลต้องการเงินกู้ ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เข้าสภา ส.ส. ยกมือให้ จบครับ รัฐบาลสามารถบริหารงานได้ ประเด็นปัญหาก็คือว่าเมื่อรัฐบาล คิดว่ามีเสียงมาก รัฐบาลคิดว่าแค่สภาล่างคงไม่พอ ใจความก็คืออยากได้สภาสูงด้วย อันนี้ คือสิ่งที่เราเป็นห่วง ก่อนอื่นต้องขอประทานอภัยท่านวุฒิสมาชิก ผมไม่ตั้งใจให้พาดพิงท่าน อันนี้คือหลักการในการปกครองประเทศ ท่านประธานครับ สิ่งที่พวกเราเป็นห่วงกันก็คือ วงจรอุบาทว์ที่เราเคยพูดกันในอดีตก็คือว่านักการเมืองซื้อเสียง ซื้อเสียงเสร็จเข้ามาเป็น ส.ส. ส.ส. เสร็จยกมือให้รัฐบาล รัฐบาลเข้าไปเอื้อผลประโยชน์ ทุจริต คอร์รัปชัน ที่สุดก็เอาเงิน ต่าง ๆ มาซื้อเสียงประชาชน ประชาชนก็เลือก ส.ส. แล้ววนอยู่อย่างนี้ครับ สิ่งที่พวกเรา เป็นห่วงก็คือว่าวงจรอุบาทว์นี้จะเกิดกับสภาสูงด้วย และถามว่าเคยเกิดขึ้นหรือเปล่าครับ เคยครับ ในอดีตจากรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ เราเคยมีคำว่า สภาทาส สภาทาสก็คือว่าทั้งสภาล่าง และสภาสูงกลายเป็นทาสของผู้มีอำนาจทางการเมืองฝ่ายบริหารหมด มาวันนี้เราแก้ไขรัฐธรรมนูญ ผมคิดว่าเราอยากให้ได้สิ่งที่ดีขึ้น เราไม่อยากให้วงจรอุบาทว์กลับมาอีกครั้งหนึ่ง เราไม่อยากให้ สภาทาสกลับมาอีกครั้งหนึ่ง นี่คือเหตุผลว่าผมไม่เห็นด้วยในการแก้ไขดังกล่าว สำหรับท่านวุฒิสมาชิกท่านได้คิดว่าท่านอยากจะลงสมัยต่อเนื่อง อันนี้มีทางเลือก เราไม่ต้อง แก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ มีทางเลือกก็คือว่าท่านลงมาเล่นสภาล่างครับ ท่านลงมาสมัคร ส.ส. ครับ จะเป็น ๑๐ สมัยไม่มีใครว่าครับ สังกัดพรรคได้เลยครับ พรรคดูแล ส.ส. ได้หรือเปล่า ได้ครับ ส.ส. ดูแลพรรคได้ไหม ดูแลได้ครับ เพราะฉะนั้นวุฒิสมาชิกจะต้องเลือก ถ้าท่านจะเล่นสภาสูง ท่านต้องลงได้ ๑ ครั้ง แล้วเว้นวรรค ๑ ครั้ง แม้กระทั่งปี ๒๕๔๐ ตามรัฐธรรมนูญก็มีเจตนารมณ์ อย่างนั้นครับ รัฐธรรมนูญที่ท่านบอกว่าดีนักดีหนา ปี ๒๕๔๐ ก็ให้ลงได้ ๑ สมัย แล้วเว้นวรรค ๑ สมัย เพราะฉะนั้นผมก็ขอเรียกร้องตรงนี้นะครับ ถ้าท่านคิดว่าจะเป็นวุฒิสมาชิกท่านต้องลง ๑ ครั้ง หยุด ๑ ครั้ง และลงอีก ๑ ครั้ง สลับกันไปเรื่อย ๆ ครับ ส่วนท่านใดอยากจะลงต่อเนื่อง ท่านต้องมาเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สังกัดพรรคแล้วลงต่อเนื่องได้เลย ข้อครหาต่าง ๆ ก็จะไม่มีเกิดขึ้น วงจรอุบาทว์ก็จะไม่เกิดขึ้นในส่วนของสภาสูง อันนี้คือเหตุผลของกระผมครับ ท่านประธานครับ

ในอีกส่วนหนึ่ง อีกฉบับหนึ่งเป็นการแก้ไขมาตรา ๑๙๐ อันนี้เป็นการเพิ่มอำนาจ ฝ่ายบริหารครับ มาตรานี้เคยมีปัญหามาแล้วครับในอดีตตามรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ประเด็น ก็คือผู้มีอำนาจในอดีตได้ใช้อำนาจส่วนตัวของฝ่ายบริหารไปหาผลประโยชน์ทับซ้อนในเขตพื้นที่ ที่มีผลประโยชน์ทับซ้อนทางทรัพยากรระหว่างประเทศไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน อันเป็นสาเหตุ ที่นำมาซึ่งการปฏิวัติด้วย เพราะคณะปฏิวัติอ้างว่าท่านคอร์รัปชัน ทุจริต มีผลประโยชน์ทับซ้อน อันเป็นสาเหตุของการปฏิวัติวันนี้ครับ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ใส่ไว้ว่าถ้ารัฐบาลจะไปทำ สนธิสัญญาอะไรต่าง ๆ หรือทำประโยชน์อะไรต่าง ๆ ต้องมาแจ้งให้สภารับรู้ก่อน วันนี้ อำนาจส่วนนี้ของสภากำลังจะถูกดึงออกไปครับ ดึงไปเป็นอำนาจของฝ่ายบริหารอีก ต่อไป ฝ่ายบริหารจะไปแอบเจรจากัน ๒ คน หรือไปเจรจากันนอกรอบอย่างไรสภาไม่มีโอกาสได้รู้ ไม่มีโอกาสได้ตรวจสอบครับ และผมก็เกรงว่าที่สุดจะเป็นสาเหตุนำมาซึ่งการปฏิวัติอีก ซึ่งเราไม่อยากให้เกิดขึ้น ท่านประธานก็ไม่อยากให้เกิดขึ้น ผมก็ไม่อยากให้เกิดขึ้น เพราะเรายังต้องการธำรงไว้ซึ่งระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข ท่านประธานครับ เมื่อสภาไม่สามารถตรวจสอบได้ ผมคิดว่าอำนาจของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เป็นตัวแทนปวงชนชาวไทย อำนาจตรงนี้ควรอยู่ฝ่ายนิติบัญญัติเหมือนเดิม ไม่ใช่โยนอำนาจ ทั้งหมดให้ฝ่ายบริหารทั้งหมด เพราะที่สุดแล้วเมื่อเกิดเหตุการณ์เหมือนในอดีตอีกเราก็จะมา นั่งเสียใจทีหลังว่าที่สุดรัฐธรรมนูญครั้งหน้าพอร่างใหม่เราต้องมาใส่มาตรา ๑๙๐ กลับเข้าไปอีก นี่คือในส่วนของมาตรา ๑๙๐ ของร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พุทธศักราช .... อีกร่างหนึ่ง

ส่วนร่างสุดท้าย ท่านประธานครับ ร่างนี้ไม่ได้ลดอำนาจฝ่ายนิติบัญญัติอย่างเดียว ร่างนี้แก้ไขมาตรา ๖๘ และมาตรา ๒๓๗ อันนี้หนักหนาสาหัสครับ เราลดอำนาจประชาชนเลย ท่านประธานครับ มาตรา ๖๘ เป็นมาตราแรกในส่วนที่ ๑๓ คือสิทธิพิทักษ์รัฐธรรมนูญ เป็นมาตราแรกเลยครับ แสดงว่าให้ความสำคัญในส่วนของสิทธิพิทักษ์รัฐธรรมนูญ กล่าวคือ มาตรา ๖๗ ให้ประชาชนที่พบเห็นผู้ใดจะล้มล้างรัฐธรรมนูญให้แจ้งได้ ๒ ทาง

๑. ให้แจ้งทางอัยการสูงสุด อัยการสูงสุดทำสำนวนทราบเรื่องส่งให้กับ ศาลรัฐธรรมนูญต่อไป

๒. ประชาชนสามารถส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญได้โดยตรง ซึ่งในสมัยสภาชุดนี้ ศาลรัฐธรรมนูญก็ได้ปฏิบัติหน้าที่ตรงนี้แล้ว คือกรณีร่างพระราชบัญญัติแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่เราค้างในสภา คือมาตรา ๒๙๑ ประชาชนมีสิทธิยื่นได้ ๒ ทาง วันนี้เรากำลังจะแก้ไข ให้เหลือได้ทางเดียวต้องผ่านอัยการสูงสุดเท่านั้น ประเด็นที่พวกเราเป็นห่วงก็คือ ถ้าฝ่ายมีอำนาจรัฐคิดว่าสั่งอัยการสูงสุดได้ คิดว่าสามารถบอกอัยการสูงสุดได้ว่าดึงเรื่อง ไว้ก่อนได้ไหม ชะลอไว้ก่อนได้ไหม หรือไม่ต้องรับคำร้องจากประชาชน สิทธิประชาชนตรงนี้ หายไปเลยครับ ประเด็นนี้รวมไปถึงกระทั่งว่าถ้าประชาชนได้ข่าวว่าจะมีการปฏิวัติล้มล้างรัฐธรรมนูญ ประชาชน ต้องไปแจ้งอัยการสูงสุดก่อนถึงจะไปแจ้งศาลรัฐธรรมนูญได้ครับ ท่านประธานครับ ผมขอเรียนว่า กระทั่งคดีอาญาประชาชนยังมีทางเลือกเลย ถ้าส่งฟ้องตำรวจ ตำรวจไม่จัดการให้ ประชาชน สามารถไปร้องศาลอาญาเองได้เลย ขนาดคดีมโนสาเร่ยังมีช่องทาง ๒-๓ ช่องทางเลย แต่นี่เรื่องที่จะ ล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตย ล้มล้างรัฐธรรมนูญ เรากำลังจะเปลี่ยนให้เหลือแค่ ช่องทางเดียวครับ ท่านประธานครับ นอกเหนือจากเรื่องการตัดสิทธิประชาชนให้เหลือ ช่องทางเดียว อีกส่วนหนึ่งผมตั้งคำถามว่าทำไมประชาชนต้องปกป้องรัฐธรรมนูญ เหตุผล เพราะรัฐธรรมนูญในหมวด ๔ มาตรา ๗๐ เขียนไว้ชัดเจนครับ บุคคลมีหน้าที่พิทักษ์รักษาไว้ ซึ่งชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ตามรัฐธรรมนูญนี้ นี่ละครับ ท่านแก้มาตรา ๖๘ แต่ท่านกลับ คงมาตรา ๗๐ ไว้ ท่านตัดช่องทางในการปกป้องรัฐธรรมนูญ แต่ท่านยังบังคับให้ประชาชน ต้องปกป้องรัฐธรรมนูญอยู่ ขัดกันเองครับ อีกส่วนหนึ่งคือคำถามว่าเราจะแก้มาตรา ๖๘ ได้หรือไม่ ท่านประธานเปิดดูในหมวด ๓ ในหมวดสิทธิและเสรีภาพของชนชาวไทย ในหมวด ๓ มีมาตรา ๒๙ การจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคลที่รัฐธรรมนูญรับรองไว้จะกระทำไม่ได้ มาตรา ๖๘ รับรองสิทธิของประชาชนไว้แล้ว มาวันนี้ท่านไม่แก้มาตรา ๒๙ ท่านจะแก้แต่ มาตรา ๖๘ ท่านกำลังจะจำกัดสิทธิของประชาชนครับ เพราะฉะนั้นถ้าท่านแก้ท่านต้องแก้ มาตรา ๒๙ มาตรา ๗๐ ด้วย ทำไมท่านเลือกถึงแก้ในมาตรา ๖๘ ครับ เดี๋ยวผมมีคำตอบ ให้ท่านประธานครับ นอกจากนั้นเหตุที่จะกระทำไม่ได้อีกเหตุผลหนึ่งคือในหมวด ๑ มาตรา ๓ อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย อันนี้อยู่ในหมวด ๑ เลย มาตรา ๓ ถ้าท่านจะแก้ มาตรา ๖๘ ท่านต้องแก้หมวด ๑ มาตรา ๓ ด้วยครับ อำนาจไม่ใช่ของปวงชนชาวไทยแล้ว เป็นของใครก็ไม่รู้ เป็นของอัยการสูงสุดอย่างเดียว ผมไม่ได้ตำหนิว่าอัยการสูงสุดทำงานไม่ดี แต่เหตุผลก็คืออำนาจประชาชนที่มีอยู่ไม่ควรโดนลิดรอนสิทธิออกไป ท่านครับ เมื่อสักครู่ ผมพูดถึงวาระซ่อนเร้น ผมพูดว่าทำไมถึงมีการพยายามในการแก้มาตรา ๖๘ มาก ขออนุญาตครับ ท่านประธาน ไทยรัฐหน้า ๓ ฉบับเมื่อวาน ๑ เมษายน ๒๕๕๖ ที่แหลมคมคือการแก้ไข มาตรา ๖๘ เมื่อแก้ไขมาตรานี้เสร็จมีความเป็นไปได้มากที่ที่ประชุมรัฐสภาจะโหวตลงมติ วาระที่สาม ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๙๑ เพื่อให้ สสร. เข้ามายกร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ นี่หัวใจครับ นี่เหตุผลครับ ทำไมท่านถึงมุ่งต้องการแก้มาตรา ๖๘ คำกล่าวเมื่อสักครู่ไม่ใช่ คำพูดของผมเอง ไม่ใช่ข่าวจากหนังสือพิมพ์ลอย ๆ เป็นคำพูดของนายจาตุรนต์ ฉายแสง คณะทำงานด้านยุทธศาสตร์พรรคเพื่อไทย อยู่ในไทยรัฐฉบับเมื่อวาน หน้า ๓ ครับ นี่คือวาระซ่อนเร้น ที่พรรคประชาธิปัตย์เป็นห่วง นี่คือวาระซ่อนเร้นที่พรรคฝ่ายค้านเป็นห่วง นี่คือวาระซ่อนเร้น ที่สมาชิกวุฒิสภาหลายท่านเป็นห่วงว่าจะนำไปสู่การแก้กฎหมายรัฐธรรมนูญทั้งฉบับว่าจะนำไปสู่ การนิรโทษกรรมผู้ที่ทำผิดกฎหมายบางคนไม่ต้องติดคุกกลับมามีอำนาจได้เหมือนเดิม ท่านประธานครับ ในเหตุผลดังกล่าวทั้งหลายทั้งปวงนี่คือเหตุผลที่ผมกล่าวมาทั้งหมด เพราะฉะนั้นวันนี้ผมไม่สามารถรับร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ทั้ง ๓ ฉบับได้ ขอขอบคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านชินวรณ์ บุณยเกียรติ ๑๕ นาทีครับ

นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นครศรีธรรมราช

ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม ชินวรณ์ บุณยเกียรติ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จากจังหวัดนครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา วันนี้เป็นอีกวันหนึ่ง ในชีวิตทางการเมืองของผมที่ได้มีโอกาสแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พุทธศักราช .... ท่านประธานก็คงทราบ ดีว่าประเทศไทยของเรานั้นได้มีการยกร่างกฎหมายรัฐธรรมนูญมา ๑๘ ฉบับ บางฉบับ ก็เป็นที่ชื่นชมของพี่น้องประชาชน เช่นรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ก็ถือว่าเป็นรัฐธรรมนูญ ฉบับประชาชนฉบับหนึ่ง รัฐธรรมนูญปี ๒๕๑๗ ก็ถือว่าเป็นรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตย มากที่สุดของประเทศไทยในยุคนั้น แล้วก็แน่นอน มีรัฐธรรมนูญบางฉบับที่ได้ชื่อว่าเป็น รัฐธรรมนูญฉบับเผด็จการ จนสื่อมวลชนเรียกว่า รัฐธรรมนูญใต้ตุ่ม เหล่านี้เป็นต้น วันนี้ ก็เช่นเดียวกันครับ ๒ วันที่เราได้มีการอภิปรายในการเสนอร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม คราวนี้มาเป็น ๓ ร่าง ๓ ฉบับ ซึ่งผมคิดว่าพี่น้องประชาชนก็คงจะแปลกใจว่า ทำไมเราแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับเดียวคือแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ แต่ต้องเสนอร่างขึ้นมาถึง ๓ ฉบับ ผมจึงอยากจะกราบเรียนท่านประธานว่าเมื่อได้ฟัง เพื่อนสมาชิกในสภานี้อภิปรายและได้ติดตามถึงเจตจำนงของผู้เสนอร่างมาตลอดระยะเวลา ผมคิดว่าผมมีความจำเป็นที่จะต้องตั้งฉายาให้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ก่อนที่จะอภิปรายเลยละครับ ว่าเป็นรัฐธรรมนูญฉบับสมยอมฮั้วกันในประโยชน์ทางการเมือง ท่านประธานที่เคารพครับ ทำไมผมจึงเริ่มต้นว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นรัฐธรรมนูญฉบับสมยอมกัน ผมเรียนว่า

ประการแรก ก็คือมีกระบวนการที่สมรู้ร่วมคิดกันในการแก้ไขกฎหมาย รัฐธรรมนูญนี้เพื่อรุกคืบอำนาจทางการเมืองของนักการเมือง

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านจุฤทธิ์มีอะไรครับ

นายจุฤทธิ์ ลักษณวิศิษฏ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพครับ กระผม นายจุฤทธิ์ ลักษณวิศิษฏ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา เมื่อสักครู่นี้มีประชาชนทางบ้าน โทรศัพท์มาบอกว่าทีวีตอนนี้ไม่ถ่ายทอด รบกวนท่านตรวจเช็กนิดหนึ่งครับ ขอบพระคุณมากครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ฝ่ายเลขานุการช่วยตรวจสอบ หน่อยนะครับ เชิญท่านต่อเลยครับ

นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นครศรีธรรมราช 🔗

ที่ผมได้ให้ฉายาว่า เป็นรัฐธรรมนูญฉบับสมยอมฮั้วกันในประโยชน์ทางการเมืองก็เพราะว่า เป็นที่น่าแปลกใจว่าทำไมผู้เสนอร่างจึงเสนอร่างมาเป็น ๓ ฉบับทั้งที่ขอแก้ไขกฎหมาย รัฐธรรมนูญฉบับเดียวกัน

ประการแรก ก็คือได้มีกระบวนการในการสมรู้ร่วมคิดกันเพื่อประโยชน์ของ นักการเมือง เดี๋ยวผมจะอธิบายให้ท่านประธานได้ฟังแต่ละร่างต่อไป

ประการที่ ๒ อยากจะให้ประชาชนได้เห็นชัดเจนว่าที่บอกว่าสมยอมกัน เพราะว่าการเสนอชื่อเข้าชื่อกันเสนอร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยในครั้งนี้ น่าแปลกใจนะครับ สมาชิกฝ่ายรัฐบาลเสนออีกร่างหนึ่ง สมาชิกฝ่ายวุฒิสภามาร่วมลงชื่อ เสนออีกร่างหนึ่ง แม้แต่ตัวประธานวุฒิสภาเองก็ไปลงชื่อถึง ๒ ร่าง แล้วจนในที่สุดก็นำมาสู่ ประเด็นที่เป็นหน้าประวัติศาสตร์ของประธานวุฒิสภาอีกครั้งหนึ่งที่ขึ้นทำหน้าที่เป็นประธาน ในที่ประชุมแล้วที่ประชุมไม่ยอมรับในความเป็นกลาง นั่นเรียกว่าคือการไขว้ชื่อกันครับ ท่านประธาน ถ้าท่านประธานจะไปดูกฎหมายพระราชบัญญัติสมยอม ถ้ากรรมการบริษัท มีชื่อไขว้กันนั่นแสดงให้เห็นชัดเจนว่าการประมูลในครั้งนั้นมีการสมยอมกันของผู้เข้าประมูล อันนี้ก็เช่นเดียวกันครับ ทำเปรียบเสมือนหนึ่งว่าพี่น้องประชาชนไม่รู้เท่าทันว่าในท้ายที่สุดนั่นคือ การสมรู้ร่วมคิดเพื่อประโยชน์ของนักการเมืองและรุกคืบในการสร้างอำนาจทางการเมือง

ประการที่ ๓ ในสภาแห่งนี้เราก็ต้องยอมรับความเป็นจริงนะครับว่า อีกฝ่ายหนึ่งก็อ้างเหตุผลทุกเหตุผลเพื่อสนับสนุนในเรื่องของการแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทยนี้ แต่เหตุผลหนึ่งที่ผมคิดว่าผมจะต้องแสดงความคิดเห็นไว้ที่นี้ก็คือว่า อ้างประชาธิปไตยครับท่านประธาน ผมอยากจะกราบเรียนกับท่านประธานว่าโดยหลักสากล ทั่วไป ผมคิดว่าการเลือกตั้งเพียงอย่างเดียวไม่ใช่ประชาธิปไตยครับ เพราะในประเทศ ของโลกคอมมิวนิสต์หรือในประเทศที่เป็นเผด็จการบางประเทศก็มีการเลือกตั้ง แต่ว่า ประชาธิปไตยนั้นต้องประกอบด้วยสิทธิเสรีภาพของพี่น้องประชาชน ต้องประกอบด้วย การปกครองโดยหลักกฎหมาย ต้องประกอบด้วยการที่จะให้พี่น้องประชาชนมีส่วนร่วม ในทางการเมือง และที่สำคัญที่สุดก็คือว่าต้องคำนึงถึงสิทธิเสรีภาพอย่างแท้จริงของพี่น้องประชาชน เพราะฉะนั้นเมื่อเป็นไปดังกล่าวนี้เราก็จะเห็น

ประการที่ ๔ ที่เป็นเหตุผลที่ผมให้ฉายาว่า รัฐธรรมนูญฉบับสมยอม ก็คือ การแก้ไขร่างกฎหมายรัฐธรรมนูญทั้ง ๓ ฉบับนี้ละครับเป็นการลดอำนาจ รอนสิทธิเสรีภาพ ของพี่น้องประชาชนด้วยซ้ำไปครับท่านประธาน เพราะฉะนั้นจึงเป็นรัฐธรรมนูญฉบับสมยอม ที่ถือว่าเป็นกุญแจดอกแรกที่จะไขไปสู่การรุกคืบอำนาจและการหาผลประโยชน์ในทางการเมือง ก่อนหน้ากระผมเพื่อนสมาชิกได้อภิปรายด้วยความกังวลให้ท่านประธานได้เห็นแล้วครับว่า ก่อนที่เรามีรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ บ้านเมืองของเราต้องเดินเข้าสู่การปฏิวัติรัฐประหาร ถึงไม่มีใครเห็นด้วย พวกผมก็ไม่เห็นด้วย แต่เหตุผลในการปฏิวัติรัฐประหารในคราวนั้น เป็นเหตุผลที่ทำให้ได้มีการพูดถึงกันจนถึงปัจจุบันนี้ว่าในขณะนั้นมีเรื่องของการทุจริตคอร์รัปชัน มีเรื่องของเผด็จการรัฐสภา มีเรื่องของการหมิ่นเหม่ต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ เหล่านี้เป็นต้นครับ ทั้งหมดนี้ก็เพราะว่าในขณะนั้นเป็นที่ยอมรับกันว่าวุฒิสภาเป็นเหมือนสภาทาส อันนี้ ขอประทานโทษที่กล่าวถึง เพราะว่าสื่อมวลชนเขาให้ฉายาเช่นนั้นเช่นเดียวกัน และผมคิดว่า วันนี้เรากำลังเดินไปสู่จุดดังกล่าวนั้นอีกครั้งหนึ่งครับท่านประธาน เดินไปในจุดดังกล่าวนั้น อีกครั้งหนึ่ง ทั้งนี้ก็เพราะว่า ผมก็อยากจะแสดงความคิดเห็นแทนพี่น้องประชาชน เช่นเดียวกันละครับ พี่น้องประชาชนก็แสดงความคิดเห็นว่าการแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญ ครั้งนี้ไม่ได้นำมาสู่การปรองดองสมานฉันท์ตามที่ได้พูดกันละครับ และไม่ได้นำมาสู่การคิด อย่างเป็นระบบในการที่จะส่งเสริมการปกครองระบอบประชาธิปไตยอย่างแท้จริง ทุกร่าง ที่ท่านเสนอเข้ามาไม่มีร่างใดเลยครับที่มีการเสนอเข้ามาอย่างเป็นระบบ วิธีคิดที่จะนำไปสู่ การตอบโจทย์ ไม่ว่าเรื่องระบบรัฐสภา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการที่จะต้องไปทำสัญญาผูกพัน กับต่างประเทศ หรือเรื่องที่เกี่ยวข้องกับมาตรา ๖๘ เหล่านี้เป็นต้น และแน่นอนที่สุดครับ พี่น้องประชาชนก็ตอบมาเช่นเดียวกันว่าการแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญคราวนี้ไม่มีส่วน ในการแก้ไขปัญหาปากท้องของพี่น้องประชาชนที่กำลังเดือดร้อน จึงไม่แปลกใจเลยที่มี เพื่อนสมาชิกในสภานี้หลายคนได้เรียนกับท่านประธานรัฐสภาว่าทำไมไม่พูดถึง ราคายางพาราตกต่ำ ไม่พูดถึงราคาปาล์มตกต่ำ ไม่พูดถึงราคาสินค้าราคาแพง ไม่พูดถึง ปัญหาเรื่องรถยนต์คันแรก จนประธานต้องเตือนว่าขอให้เข้าสู่ในเนื้อหา แต่ตามจริงสิ่งนี้ เป็นสิ่งที่อยู่ในความรู้สึกของพี่น้องประชาชนต่อการแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญคราวนี้ และแน่นอนที่สุดครับ ความรู้สึกอีกความรู้สึกหนึ่งที่นำไปสู่การจะเกิดผลต่อรัฐธรรมนูญ ฉบับสมยอมต่อไปก็คือว่าอาจจะนำไปสู่ความวิกฤติ ความแตกแยกที่เพิ่มมากขึ้นครับ ท่านประธาน ทำไมผมจึงกล่าวเช่นนี้ครับท่านประธาน

ประเด็นแรก เมื่อเรามาดูการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย โดยกำหนดให้สมาชิกวุฒิสภามาจากการเลือกตั้ง นี่ละครับที่ท่านไปแก้ไขเพิ่มเติมมาตรา ๑๑๑ มาตรา ๑๑๒ มาตรา ๑๑๕ มาตรา ๑๑๖ วรรคสอง มาตรา ๑๑๗ มาตรา ๑๑๘ มาตรา ๑๒๐ และมาตรา ๑๔๑ วรรคหนึ่ง และยกเลิกมาตรา ๑๑๓ และมาตรา ๑๑๔ ประเด็นนี้ละท่านประธาน จึงเป็นที่มาที่ทุกคนเป็นห่วงว่าถ้าหากเราจะมีการแก้ไขโครงสร้างของระบบรัฐสภาในเรื่อง ของสภาเดี่ยว สภาคู่ ถ้าสภาคู่ควรจะเป็นอย่างไรที่จะตอบโจทย์ในการที่จะให้วุฒิสภาของเรา เป็นสภากลั่นกรองที่แท้จริง เป็นสภาที่มีอำนาจในการที่จะไปดำเนินการในเรื่องของการแต่งตั้ง หน่วยงานที่ทำหน้าที่ในการตรวจสอบอำนาจรัฐ ท่านประธานครับ เราพบความเป็นจริงว่า การแก้ไขคราวนี้ดูเหมือนหนึ่งที่ท่านอ้างเลยว่าเป็นประชาธิปไตยเพราะให้มาจากการเลือกตั้ง แต่ผมคิดว่าประชาชนทุกคนก็ทราบโดยทั่วไป ที่ผมอยากจะฟ้องท่านประธานในที่นี้ว่าให้ตาม กันดูต่อไปครับว่าหลังจากมีการเลือกตั้งแล้ว ในท้ายที่สุดการควบรวมอำนาจของผู้มีอำนาจ เพื่อนำไปสู่การที่จะแต่งตั้งองค์กรอิสระต่าง ๆ ที่นำมาสู่การตรวจสอบอำนาจรัฐที่เป็นอุปสรรค ขัดขวางในทางอำนาจของท่านตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา นี่คือหนามตำใจท่าน จึงเป็นฉบับแรก ที่ท่านยกร่าง เพราะฉะนั้นเจตนาประสงค์จึงไม่ใช่เป็นเรื่องของการที่จะให้ ส.ว. มาจาก การเลือกตั้งและอ้างประชาธิปไตย แต่ต้องการได้ ส.ว. ที่นำไปสู่การที่ตัวเองสามารถควบรวม อำนาจได้ และนำไปสู่กระบวนการในการที่จะไปแต่งตั้งองค์กรอิสระ ท่านประธานครับ ถ้าเป็นเช่นนั้นมันเหนือกว่าเผด็จการรัฐสภาที่เคยถูกปฏิวัติมาแล้วครับ ผมฟ้องประชาชนว่า นี่คือจุดเริ่มต้นที่สำคัญที่อยากจะให้ประชาชนจับตามองครับ และการแก้ไขเที่ยวนี้ก็ไปดู ในรายละเอียดก็พบความจริงเพิ่มเติมอีกหลายอย่างครับว่าการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา ท่านได้กำหนดไว้เป็นพิเศษเพื่อเป็นแรงจูงใจที่จะไม่ต้องมีวาระแล้วต่อไปนี้เลือกตั้งเข้ามา ได้ตลอดระยะเวลา นั่นคือการสร้างฐานอำนาจที่สำคัญ ท่านให้หาเสียงได้ในบทบาทหน้าที่ ของ ส.ว. นั่นคือการส่งเสริมบทบาทให้อิงแอบกับฐานทางการเมืองของพรรคการเมือง อย่างชัดเจน แล้ว ส.ว. จะเป็นกลางได้อย่างไรครับ และในท้ายที่สุดบทบาทที่แฝงเร้น จากบทบาทของการที่จะทำให้หน้าที่กลั่นกรองในสภานี้ไม่ใช่เป็นบทบาทที่สำคัญละครับ บทบาทที่สำคัญคือการตั้งองค์กรอิสระที่เป็นอุปสรรคขวากหนามสำคัญของรัฐบาลนี้ตลอดมา นี่คือเป็นเรื่องที่หลายคนก็เป็นห่วง แต่ว่าผมไม่ได้ยินการอภิปรายของเพื่อนสมาชิกในสภานี้ว่า การที่นำไปสู่กระบวนการแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นการดำเนินการในการที่ ท่านสร้างหลักในการที่จะให้สมาชิกวุฒิสภาที่เรายอมรับระบบสภาคู่เพื่อให้มีการตรวจสอบ ถ่วงดุล ให้มีการกลั่นกรองกฎหมาย ให้เป็นสภาพี่เลี้ยงนั้น เป็นไปตามความประสงค์ที่แท้จริง ดังกล่าวนี้หรือไม่ หรือเป็นเพียงที่จะใช้สมาชิกวุฒิสภาในอนาคต เพื่อนำไปสู่การครอบงำ องค์กรอิสระต่อไปครับ

ท่านประธานที่เคารพครับ ด้วยเวลาจำกัด ประการที่ ๒ มาตรา ๑๙๐ ที่ท่านแก้ไขเพิ่มเติมมาอีกร่างหนึ่งครับ ความจริงมาตรานี้เพื่อนสมาชิกในสภานี้ได้อภิปราย กันไปมากเหลือเกินละครับ แต่ว่าถ้าท่านโยงให้เห็นภาพอย่างชัดเจนก็เกิดภาพที่ทำให้เกิด ความเป็นห่วงว่าเมื่อวันหนึ่งสามารถที่จะควบรวมอำนาจเป็นการรุกคืบที่นำไปสู่องค์กรอิสระแล้ว แล้วก็สามารถที่จะนำมาสู่การแก้ไขบทบัญญัติมาตรา ๑๙๐ ที่กฎหมายรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ได้วางหลักไว้ที่จะให้รัฐสภานั้นเป็นองค์กรที่จะต้องตรวจสอบในการที่จะให้รัฐบาลไปทำ สนธิสัญญา สัญญาสงบศึก สัญญาอื่น ๆ กับนานาประเทศ และองค์กรระหว่างประเทศครับ ท่านประธาน น่าเสียดายครับ ไม่นึกเลยว่าท่านแก้ไขเพิ่มเติมแล้วก็ถอยหลังเข้าคลอง วรรคสอง ท่านบอกว่าหนังสือสัญญาใดมีบทเปลี่ยนแปลงอาณาเขตไทยหรือเขตอำนาจแห่ง รัฐ หรือจะต้องออกพระราชบัญญัติเพื่อการให้เป็นไปตามสัญญาต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภา แต่ท่านตัดวรรคที่มีความสำคัญที่สุดก็คือการที่รัฐบาลจะไปทำสัญญาที่เกี่ยวข้อง กับความมั่นคงแห่งรัฐ เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจ เกี่ยวข้องกับเรื่องสิ่งแวดล้อมที่มีนัยสำคัญ ที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงของรัฐนั้นท่านไม่ได้ดูเลย อันนี้เป็นเรื่องสำคัญครับ คนก็มองว่า เมื่อคุณมีอำนาจเด็ดขาดในการควบรวมสภาแล้ว คุณอยากจะเอาอำนาจต่อไปจากรัฐสภา จากพี่น้องประชาชน ปวงชนชาวไทย ไปสู่การทำสัญญาในเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนที่จะ เกิดขึ้นในอนาคตหรือไม่ นี่เป็นเรื่องที่ผมคิดว่าผู้ร่างจะต้องตอบให้เกิดความชัดเจนแล้วครับ ผมคงไม่มีเวลาที่จะเรียนถึงมาตรา ๖๘ และมาตรา ๒๓๗ ที่ยิ่งสะท้อนให้เห็นว่านี่คือกระบวนการ ที่มันสอดรับกันเลย สอดรับกันตามเสียงประชาชนที่ฟ้องมาที่ผมว่ารัฐบาลออกพระราชบัญญัติเงินกู้ ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาทแล้ว วันนี้มาแก้ไขวุฒิสภาสามารถควบรวมอำนาจได้ และในท้ายที่สุด ไปทำสัญญากับต่างประเทศโดยไม่ต้องมารายงาน ไม่ต้องขอความเห็นชอบจากรัฐสภา ไม่พอครับ นี่คือก้าวย่างรุกคืบของระบบทุนนิยมสามานย์หรือเปล่าครับ ที่จะไปแก้มาตรา ๖๘ ที่เป็นหลักเพิ่มเติมขึ้นมาในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ คือหลักของการใช้สิทธิและเสรีภาพของบุคคล เพื่อพิทักษ์รัฐธรรมนูญและการเสนอเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญ วันนี้ท่านตัดลิดรอนอำนาจ ของพี่น้องประชาชนที่เสนอต่อศาลรัฐธรรมนูญได้โดยตรง ต้องผ่านกระบวนการอัยการสูงสุด และพี่น้องประชาชนก็มีบทเรียนมาสด ๆ ร้อน ๆ นะครับวันนี้ แต่ท่านกล้าหาญพอ ผู้ยกร่าง กล้าหาญพอที่จะตบหน้าพี่น้องประชาชนโดยการรอนสิทธินี้ โดยการใช้การเสนอร่างกฎหมาย รัฐธรรมนูญฉบับนี้และอ้างความเป็นประชาธิปไตย แต่ที่สุดนี่คือการรุกคืบอำนาจที่น่าเกรงกลัว น่าหวั่นกลัวเป็นอย่างยิ่งครับ และแน่นอนท่านประธานครับ มาตรา ๒๓๗ ก็เช่นเดียวกันครับ บังเอิญว่าผมหมดเวลาพอดี แต่ว่าก็อยากจะกราบเรียนท่านประธานครับว่าเหตุผลที่ผมเรียน ในเบื้องต้นนี้ก็อยากจะฝากคณะกรรมาธิการทุกชุดละครับว่าเราต้องตามไปดูชุดความคิด ทั้งหมดทั้ง ๓ ร่างนี้ว่าอย่าให้เป็นไปตามที่ผมให้ฉายาเลยครับว่า เป็นรัฐธรรมนูญฉบับสมยอม ฮั้วกันในประโยชน์ทางการเมืองของนักการเมือง เพราะไม่อยากเห็นประเทศชาติเสียหาย เพราะใครคนใดคนหนึ่ง ครอบครัวใดครอบครัวหนึ่งอีกแล้วครับ ขอบคุณครับท่านประธาน

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ผมฝากวิปไปประสานดู เรื่องเวลานะครับ เพราะถ้าปล่อยไปอย่างนี้เวลาจะไม่สมดุลครับ ผมตั้งเป็นข้อสังเกตนะครับ เพราะฉะนั้นเพื่อให้เกิดความสมดุลในเรื่องเวลาก็ลองไปช่วยกันดูหน่อยก็แล้วกัน ท่านประสาร มฤคพิทักษ์ เชิญครับ ๘ นาทีครับ

นายประสาร มฤคพิทักษ์ สมาชิกวุฒิสภา ภาควิชาชีพ

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ ประสาร มฤคพิทักษ์ สมาชิกวุฒิสภาสรรหา ภาควิชาชีพ ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา ผมขออนุญาตอ่านข่าวล่าสุดเกี่ยวข้องกับทุกคน ณ ที่นี้นะครับ กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์ เวลา ๑๖.๓๑ นาฬิกา ศาลรัฐธรรมนูญเตรียมถกคำร้องกลุ่ม ๔๐ ส.ว. ยื่นสั่งระงับ ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญวันพรุ่งนี้ ขออนุญาตอ่านเฉพาะใจความสำคัญนะครับ นายเชาวนะ ไตรมาศ เลขาธิการสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ กล่าวถึงกรณีที่นายสมชาย แสวงการ ส.ว. สรรหา ได้ขอใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๖๘ ยื่นคำร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณา ๓ แนวทาง คือให้ยกเลิกการแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา ๖๘ และมาตรา ๒๓๗ เสนอให้ยุบ พรรคการเมืองที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการดำเนินการดังกล่าวคือพรรครัฐบาลและพรรคร่วม รัฐบาล และสุดท้าย ขอให้มีการคุ้มครองชั่วคราวเป็นกรณีฉุกเฉิน เบื้องต้นขณะนี้ ทางเจ้าหน้าที่สำนักงานได้ดำเนินการตรวจสอบข้อมูลของคำร้องเป็นที่ถูกต้องเรียบร้อยแล้ว และเตรียมที่จะนำเสนอคำร้องดังกล่าวสู่วาระการประชุมของคณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ในวันพรุ่งนี้ (๓ เมษายน เวลา ๑๕.๐๐ นาฬิกา) นี่คือข่าวล่าสุดที่ปรากฏเวลา ๑๖.๓๐ นาฬิกา วันนี้นะครับ ท่านประธานครับ ต้องการหรือไม่ต้องการ ปรารถนาหรือไม่ปรารถนา อยากได้หรือไม่อยากได้ เรื่องนี้ก็เข้าสู่กระบวนการของศาลรัฐธรรมนูญไปแล้ว เมื่อสักครู่นี้มีเพื่อนสมาชิกอ่านไทยรัฐ หน้า ๓ ผู้พูดคือคณะทำงานยุทธศาสตร์ของพรรคเพื่อไทย นอกจากได้พูดว่าเป็นไปได้ที่ประชุม จะโหวตลงมติวาระที่สามร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๙๑ เพื่อให้ สสร. เข้ามายกร่างแก้ไข รัฐธรรมนูญทั้งฉบับตามที่เพื่อนสมาชิกได้พูดไปเมื่อสักครู่นี้ ยังมีอีกข้อความครับ ข้อความนั้น บอกว่าปัจจุบันไม่มีหลักประกันที่องค์กรอิสระจะจัดการกับพรรคเพื่อไทยหรือรัฐบาล โดยดู องค์ประกอบว่ามีหลักฐานเรื่องนั้น ๆ ที่พอใช้จัดการได้ และดูบรรยากาศการเมืองในขณะนั้น ว่าเป็นอย่างไร นี่คือต้นตอปัญหาการเมืองไทย มันเกิดจากที่มาของรัฐธรรมนูญและองค์กร ตามรัฐธรรมนูญที่มาจากการแต่งตั้งของ คมช. ทุกคนรู้ว่าเป็นใครที่พูดไว้ ณ ที่นี้ ท่านประธานครับ ถ้าผมพูดไปก็จะซ้ำ แต่ผมพูดในส่วนที่ไม่ซ้ำกับที่เพื่อนสมาชิกได้พูดไปแล้ว มาตรา ๖๘ วรรคสองนั้นมีแง่มุมควรพิจารณา คือมันเป็นเรื่องขั้นตอนวิธีการหรือว่าเป็นเรื่องของสิทธิ ถ้าเข้าใจคลาดเคลื่อนก็จะคิดว่านี่เป็นเรื่องของขั้นตอน คือต้องผ่านอัยการแล้วอัยการ ถึงเสนอศาลรัฐธรรมนูญ แต่ผมขอเรียนว่าศาลรัฐธรรมนูญได้ชี้แล้วว่าเป็นสิทธิที่จะต้อง ยอมรับ แล้วสิทธินี้เป็นสิทธิที่รัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๗ ได้ชี้ให้เห็นเป็นสำคัญว่าคำวินิจฉัย ของศาลรัฐธรรมนูญผูกพันทั้งรัฐบาล รัฐสภา และองค์กรต่าง ๆ ดังนั้นเมื่อเป็นสิทธิก็แปลว่า รัฐธรรมนูญให้สิทธิต่อประชาชน ไม่ได้จำกัดสิทธิประชาชน มันมีทาง ๒ ทาง ถนน ๒ เส้น เส้นหนึ่งเรียกว่าถนนอัยการ เส้นหนึ่งเรียกว่าถนนประชาชน ปลายทางคือศาลรัฐธรรมนูญ ประชาชนสามารถจะเดินได้ทั้ง ๒ เส้นทาง อยู่ ๆ มีนักเลงโตมายืนขวางถนนที่ถนนประชาชน แล้วก็สั่งชี้นิ้วบอกว่าไปถนนอัยการ ผมกำลังพูดให้เห็นภาพว่านี่คืออะไร นี่เป็นการจำกัดสิทธินะครับ ท่านพูดเหลือเกินแต่ละท่าน ๆ บอกมา เป็นการคืนอำนาจประชาชน คืนอำนาจประชาชน ท่านไม่อายหรือครับ มันจำกัดสิทธิหรือว่าเป็นการคืนอำนาจประชาชน ถ้าผมเข้าใจไม่ผิด นี่เองครับเป็นเหตุที่ทำให้ศาลรัฐธรรมนูญได้รับแล้วก็พิจารณากันในวันพรุ่งนี้ในที่ประชุมตุลาการ ตามคำร้องของคุณสมชาย แสวงการ เพื่อนผม ท่านประธานครับ คำก็บอกว่าเลือกตั้ง คำก็บอกว่าโยงใยประชาชน คำก็บอกว่าเคารพประชาชน ผมไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง ผมมาจากการสรรหา แต่ผมไม่เคยเป็นเหตุให้สภาล่ม แล้วผมก็ไม่เคยกดบัตรแทนใครครับ ท่านประธานครับ พรรคประชาธิปัตย์ยื่นไปแล้วนะครับ เมื่อการประชุมวันที่ ๗ มีนาคมที่ผ่านมา บอกว่า ส.ส. พรรครัฐบาลอยู่ในห้องประชุมมีการกดบัตรแทนกัน เมื่อตรวจสอบองค์ประชุม มี ๒๖๕ คน เป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ ๒ คน พรรคภูมิใจไทย พรรครักประเทศไทย

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านประสารครับ ด้วยความเคารพครับ เราดำเนินมาด้วยดี กำลังไปได้ดี อย่าไปเลยถึงขนาดนั้นเลยครับ เอาเข้าในกรอบในประเด็นดีกว่านะครับ

(นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงราย ได้ยืน และยกมือขึ้น)

ท่านพิเชษฐ์ครับ ผมว่า ไม่ต้องประท้วงแล้วกระมังครับ ผมได้เตือนไปแล้วครับ เชิญครับ

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เชียงราย

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดเชียงราย พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ขอประท้วงท่านผู้อภิปราย ตามข้อบังคับ ข้อ ๔๓ แห่งรัฐสภา ครั้งแรกผมก็ไม่ได้อยากจะประท้วงท่านนะครับ ท่านก็เอาเรื่องของ ๔๐ ส.ว. ยื่นระงับเอามา ข่มขู่พวกผมผมก็ไม่ว่านะครับ แต่ตอนนี้มาดูถูกว่า ส.ส. เสียบบัตรแทนกัน ส.ส. ทำอย่างนั้น ทำอย่างนี้ ท่านพูดเรื่องแก้ไขรัฐธรรมนูญ ๓ ฉบับสิครับ อย่ามาแขวะกันเลยครับ ท่านพูดไปสิครับ อย่ามาต่อว่า ส.ส. แก้ดี ไม่ดี แก้ได้ ไม่ได้ ท่านว่าไปนะครับ อย่ามาทะเลาะกับพวกผม ขอบคุณครับท่านประธาน ช่วยวินิจฉัยด้วยครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ผมวินิจฉัยไปแล้ว ที่จริง ก็จบไปแล้ว ท่านประสารเอาเข้าประเด็นเถอะครับ

นายประสาร มฤคพิทักษ์ สมาชิกวุฒิสภา ภาควิชาชีพ

ท่านประธาน ผมคงจะต้องขอเรียนว่าที่ผ่านมาโดยตลอดก็ดูเหมือนว่า ส.ว. สรรหาถูกเย้ยหยันมาจาก เผด็จการ ยืนข้างเผด็จการ ไม่เป็นประชาธิปไตย ไม่เคารพประชาชน แต่เมื่อผม

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เอาละท่านครับ มันผ่านมาแล้ว ตอนนี้อยู่ในประเด็นเถอะครับ เข้าอยู่ในประเด็นดีกว่า

นายประสาร มฤคพิทักษ์ สมาชิกวุฒิสภา ภาควิชาชีพ

ก็ได้ครับ ถ้าเผื่อ เป็นความต้องการ ผมเคารพท่านประธาน เคารพสมาชิกทุกคนนะครับ ผมขอเรียนเพื่อชี้แจง ให้ทราบว่าแต่ละมาตราที่ขอแก้ไขนั้นมันมีอะไรเกิดขึ้น

(นายสาธิต ปิตุเตชะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดระยอง ได้ยืน และยกมือขึ้น)
นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านประสารครับ มีผู้ประท้วง เชิญครับ

นายสาธิต ปิตุเตชะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ระยอง

ท่านประธาน ที่เคารพ ผม นายสาธิต ปิตุเตชะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดระยอง พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมขออนุญาตประท้วงท่านประธานในการควบคุมดูแลการประชุมรัฐสภา ความจริงเนื้อหาสาระที่ท่าน ส.ว. ประสาร

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านบอกผมผิดข้อบังคับ ข้อไหน

นายสาธิต ปิตุเตชะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ระยอง

ท่านวินิจฉัยสิ่งที่ เขาอภิปรายซึ่งเป็นข้อเท็จจริง ซึ่งเป็นความจริง แล้วท่านห้ามเขาไม่ให้อภิปราย

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ผมผิดข้อบังคับข้อไหนครับ

นายสาธิต ปิตุเตชะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ระยอง

ท่านไม่มีสิทธิห้ามครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ผมผิดข้อบังคับข้อไหน

นายสาธิต ปิตุเตชะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ระยอง

ไม่ผิดข้อบังคับ อย่างไรครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ไม่ผิด ประท้วงเรื่องอะไรครับ

นายสาธิต ปิตุเตชะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ระยอง

ผมประท้วง ข้อ ๕ ที่ท่านวินิจฉัยว่าท่านประสาร

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ผมกำลังปฏิบัติตามข้อ ๕ เพราะผู้อภิปรายไม่ปฏิบัติตามข้อ ๕ พูดนอกประเด็น ผมถึงได้ตักเตือน นอกประเด็นแล้วทำให้เกิด ความเสียหาย แล้วทำไมต้องมาเถียงคำวินิจฉัยของท่านประธานในเมื่อท่านก็เขียนกติกา ก็พูดกันแล้วหลายรอบว่าคำวินิจฉัยของท่านประธานถือว่าเป็นที่สุด

นายสาธิต ปิตุเตชะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ระยอง

ท่านประธาน ฟังผมสิครับ ท่านประธานบอกว่าตักเตือนท่านสมาชิกที่กำลังอภิปรายว่าท่านประธานไม่อนุญาต

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านครับ ประท้วงต้องมีคน ผิดข้อบังคับ ทีนี้ผมก็ถามว่าข้อบังคับข้อไหน ข้อ ๕ ผมปฏิบัติตามนั้นอยู่แล้ว รักษาความสงบเรียบร้อย ไม่มีน้ำหนักถ้าจะอ้างข้อ ๕ มันมาได้ดีแล้วครับท่าน กรุณาเถอะครับ ถึงแม้จะเป็นความจริง หรือไม่จริงมันก็ไม่ใช่ประเด็น ประเด็นมันอยู่นอกกรอบนอกประเด็น พูดนอกประเด็นจริง หรือไม่จริงก็ไม่ได้ทั้งนั้น ก็ต้องมีคนมาแย้งอีกว่าไม่จริงอีกมันก็ไม่จบครับ

นายสาธิต ปิตุเตชะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ระยอง

ที่ลุกขึ้นประท้วง แต่ว่าท่านประธานกลับหยิบยกขึ้นเอง มันก็มองเห็นว่าการปฏิบัติหน้าที่ของท่านมันเป็นกลาง หรือไม่ ท่านประธานไม่ได้วินิจฉัยแทนที่จะให้ฟังเพื่อนสมาชิกลุกขึ้นประท้วงท่านก็กลับหยิบยก ขึ้นมาเอง

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านครับ ผมให้เกียรตินะครับ จะประท้วงต้องมีคนผิดข้อบังคับ นี่ไม่มีใครผิดข้อบังคับ ท่านก็อ้างบังคับไม่ได้แล้วก็มาอ้าง ข้อ ๕ อยู่นี่ ข้อ ๕ ประธานมีหน้าที่ควบคุมการประชุมให้มีประสิทธิภาพ ผมก็กำลังทำหน้าที่ ตามข้อ ๕ อยู่แล้ว แล้วจะมาประท้วงข้อ ๕ เรื่องอะไร

นายสาธิต ปิตุเตชะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ระยอง

ท่านประธาน เปิดไมโครโฟนสิครับ แต่ท่านประธานไม่มีสิทธิไปห้ามคนอภิปรายซึ่งอยู่ในประเด็นแล้วก็เป็นความจริง

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ผมวินิจฉัยว่าไม่ได้อยู่ในประเด็น ผมถึงทักท้วง ทำไมประธานไม่มีสิทธิครับ เป็นอำนาจของประธานอยู่แล้วด้วย ท่านกำลังแย้ง คำวินิจฉัยของท่านประธานท่านก็ผิดแล้ว

นายสาธิต ปิตุเตชะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ระยอง

ท่านครับ แต่ถ้า ท่านวินิจฉัยอย่างนั้นผมบอกว่าท่านวินิจฉัยโดยไม่เป็นกลางอย่างไรครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ไม่เป็นไรครับ

(นายนิยม เวชกามา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสกลนคร ได้ยืน และยกมือขึ้น)
นายนิยม เวชกามา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สกลนคร

ท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพ กระผม นิยม เวชกามา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสกลนคร พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธาน ผมประท้วงข้อ ๔๕ ผู้ประท้วงไม่มีสิทธิที่จะมาทักท้วง หรือโต้แย้งประธาน คำวินิจฉัยถือว่าเด็ดขาดครับท่านประธาน

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

พอเถอะครับ ท่านประสาร ต่อเถอะครับ เหลือเวลาเล็กน้อยจะได้จบ เชิญครับ ก็เข้าประเด็นก็แล้วกัน ขอบคุณครับ

นายประสาร มฤคพิทักษ์ สมาชิกวุฒิสภา ภาควิชาชีพ

ท่านประธานครับ ผมคงต้องใช้เวลาส่วนที่เหลือนี้เพื่อที่จะอธิบายว่าแต่ละมาตราที่เสนอแก้ไขนั้นไม่ใช่ คืนอำนาจประชาชน แต่เป็นการลิดรอนอำนาจประชาชน ถามว่าการแก้ไขเรื่อง ส.ว. ให้เป็น เลือกตั้งทั้งหมดนั้นใครได้ประโยชน์ ก็ต้องตอบว่า ส.ว. ได้ประโยชน์เพราะว่าไม่ต้องเว้นวรรค ทั้ง ๆ ที่เป็น ส.ว. ๖ ปี มากกว่า ส.ส. ซึ่งเป็น ๔ ปี รัฐธรรมนูญก็ได้ให้เวลาถึง ๖ ปีแล้ว มาตรา ๑๙๐ ก็ไปตัดสิทธิในเรื่องสัญญาที่มีผลผูกพันทางเศรษฐกิจ ทางสังคม ก็แปลว่า จะค้าขายน้ำมัน จะขุดน้ำมัน จะเจาะน้ำมันจะร่วมกับประเทศกัมพูชา ประเทศพม่า ประเทศมาเลเซีย ก็ไม่ต้องมาผ่านรัฐสภา มาตรา ๒๓๗ ไม่ต้องยุบพรรค ก็แปลว่าอย่างไรครับ ก็แปลว่ากรรมการบริหารพรรคไปฉ้อฉลอย่างไรก็ไม่ต้องรับผิดชอบ สสร. ปี ๒๕๕๐ ที่ผมคุย ไม่ต่ำกว่า ๔ คนเขาบอกตรงกันหมดว่าเป็นความเห็นของประชาชนทุกจังหวัดว่าการเมือง การเลือกตั้งคือการซื้อเสียงคือระบบอุปถัมภ์ เมื่อคืนนี้เพื่อนผมคุณหมออนันต์ซึ่งเป็น ส.ว. จังหวัดสุรินทร์ก็ได้ยืนยัน และนอกจากนั้นพระรักเกียรติ รักขิตะธัมโม ก็บอกหลายครั้งหลายหน ๓๐ ๔๐ ๕๐ เกรดเอ (A) เกรดบี (B) เกรดซี (C) แล้วก็มาหากินกันต่อ ผมไม่ได้พูด แต่พระรักเกียรติ ก็คือบุคคลที่เป็นหน่อเนื้อเดียวกันกับท่านทั้งหลายได้พูดออกมาอย่างนี้จะให้ผมเข้าใจอย่างไร ท่านประธานครับ ผมไม่อาจรับ ๓ ร่างนี้ได้ ขอบคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เชิญท่านไตรรงค์ สุวรรณคีรี ๒๐ นาทีครับ

นายไตรรงค์ สุวรรณคีรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ 🔗

ท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพ กระผม นายไตรรงค์ สุวรรณคีรี ส.ส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ตามรัฐธรรมนูญที่มีการขอแก้ไขอยู่ ๓ ฉบับ ผมจะขออนุญาตแสดงความเห็นร่วมกับเพื่อนสมาชิกทั้งหลาย แต่จะไม่ได้แสดงความเห็น ร่วมทุกฉบับครับ ผมติดใจอยู่แล้วเวลาก็จำกัดถ้าจะพูดทุกฉบับเวลามันก็จะไม่พอ ผมจะพูด เฉพาะมาตราที่เกี่ยวกับการตัดสิทธิของพี่น้องประชาชนในการที่จะพิทักษ์รัฐธรรมนูญ กระผมจะพูดเรื่องที่มาของวุฒิสมาชิกเท่านั้นครับ ก่อนจะพูดในเรื่องแรกนั้นผมขออารัมภบท โดยอาจจะเท้าความในทางทฤษฎีนิดหนึ่งเพื่อให้พี่น้องประชาชน ที่จะพูดต้องขอประธาน ผมคิดว่าประธานและสมาชิกรัฐสภาคงทราบกันแล้วนะครับ แต่ว่าพี่น้องประชาชนที่ดูอยู่ทางบ้าน ทางทีวีจำนวนมากไม่เคยเข้าไปเรียนในมหาวิทยาลัยก็อาจจะไม่ทราบว่าวัตถุประสงค์ ของการยกร่างรัฐธรรมนูญทั่วโลกเขามีวัตถุประสงค์อะไรบ้าง ผมอยากจะกราบเรียน ผ่านท่านประธานรัฐสภาไปให้พี่น้องประชาชนได้เข้าใจว่ารัฐธรรมนูญในประเทศเสรีประชาธิปไตย วัตถุประสงค์มันเหมือนกันหมดครับ ไม่ว่าเราจะไปดูรัฐธรรมนูญที่อยู่ในทวีปอเมริกาทั้งหมด รัฐธรรมนูญจะอยู่ในยุโรปทั้งหมดไม่ว่าจะเป็นยุโรปตะวันตก ยุโรปตะวันออก หรือรัฐธรรมนูญ ในประเทศเอเชีย หรือรัฐธรรมนูญในประเทศที่เป็นจักรภพอังกฤษ เช่น ประเทศออสเตรเลีย ประเทศนิวซีแลนด์ ประเทศแคนาดา หรือแม้แต่ประเทศอินเดีย มันจะมีหลักของรัฐธรรมนูญ ในประเทศเสรีประชาธิปไตยเหล่านี้เหมือนกันอยู่อย่างน้อย ๓ หลักเพราะเป็นวัตถุประสงค์ ที่ร่วมกันอยู่ ๓ หลัก

หลักการแรก ก็คือว่ารัฐธรรมนูญเหล่านั้นจะต้องป้องกันไม่ให้มีการรวมอำนาจ อำนาจการปกครองแผ่นดินทั้งหมด ห้ามไม่ให้ร่วมอำนาจการบริหาร อำนาจตุลาการ อำนาจนิติบัญญัติ ห้ามรวมอยู่ที่บุคคลใดบุคคลหนึ่งหรือกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งโดยเด็ดขาด นี่คือ วัตถุประสงค์ของการต้องยกร่างรัฐธรรมนูญถึงจำกัดอำนาจของผู้ใช้อำนาจเอาไว้

ประการที่ ๒ ก็คือว่ารัฐธรรมนูญนี้จะต้องรวบรวมสิทธิขั้นพื้นฐานของ พี่น้องประชาชนว่ามีสิทธิขั้นพื้นฐานอะไรบ้างที่รัฐธรรมนูญจะรับรองและจะต้องคุ้มครองป้องกัน ไม่ให้องค์กรของรัฐจะใช้อำนาจรัฐไปในลักษณะที่ละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐานเหล่านั้นจะต้อง คุ้มครองเอาไว้

ส่วนอันที่ ๓ ก็คือว่าเพื่อบรรลุประสงค์อันที่ ๑ อันที่ ๒ รัฐธรรมนูญ จึงจำเป็นต้องเขียนชัดเจนเพื่อให้มีการแบ่งแยกอำนาจระหว่างฝ่ายบริหารที่เรียกว่า รัฐบาล กับฝ่ายนิติบัญญัติแล้วก็ฝ่ายพิจารณาคดีที่เรียกว่าฝ่ายตุลาการ ทุกประเทศที่ผมกราบเรียนถึง รวมทั้งประเทศไทยด้วยจึงจำเป็นต้องมีรัฐธรรมนูญ ๓ อย่างนี้ซึ่งเป็นวัตถุประสงค์หลัก ถ้าไม่มีทั้ง ๓ อย่างนี้ไม่เรียกว่า รัฐธรรมนูญ ในรัฐธรรมนูญของประเทศฝรั่งเศสท่านทั้งหลาย คงจะเข้าใจว่าเมื่อ ค.ศ. ๑๗๘๙ มีการปฏิวัติใหญ่เพื่อล้มล้างสถาบันพระมหากษัตริย์ สถาปนาระบอบประชาธิปไตยในระบอบประธานาธิบดีขึ้นมาในประเทศฝรั่งเศสนั้น ซึ่งเป็น ประเทศแม่แบบอันหนึ่งของหลักประชาธิปไตย เขาก็ได้ระบุชัดเจนเอาไว้ในรัฐธรรมนูญ ในอารัมภบทของเขาซึ่งเรียกว่า เดคคละเรชัน ออฟ เดอะ ไรท์ ออฟ แมน (Declaration of the Rights of Man) ในปี ๑๗๘๙ เขาเขียนว่าอย่างนี้นะครับ สังคมใดที่สิทธิของประชาชน มิได้รับการรับรองและคุ้มครองอย่างชัดเจนและขาดซึ่งหลักประกันว่าด้วยการแบ่งแยกอำนาจแล้ว ถือสังคมนั้นว่าเป็นสังคมที่ไม่มีรัฐธรรมนูญ ผมมีทั้งภาษาฝรั่งเศสและทั้งภาษาอังกฤษนะครับ แต่ว่าผมจะไม่ขออ่านเพราะว่าผมเองพูดภาษาไทยเองก็ทองแดงอยู่แล้ว ถ้าให้ไป พูดภาษาอังกฤษก็คอทองแดงคงจะหนักกว่าพูดภาษาไทยนะครับ เพราะฉะนั้นก็จะไม่พูด แต่ที่กราบเรียนอย่างนี้ก็เพราะว่ามันโยงมาถึงมาตรา ๖๘ ที่ระบุว่าในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ เป็นมาตราที่ให้ระบุถึงสิทธิของพี่น้องประชาชนในการที่จะพิทักษ์ปกป้องรัฐธรรมนูญของท่าน เพราะรัฐธรรมนูญที่ประกาศใช้ต้องถือเป็นรัฐธรรมนูญของคนทั้ง ๖๗ ล้านคนเพราะว่าเขามี ประชามติกัน และประชามตินั้นก็เห็นชอบให้ประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้เป็นรัฐธรรมนูญของ ประเทศของเขา เพราะฉะนั้นรัฐธรรมนูญฉบับนี้จึงให้สิทธิแก่พี่น้องประชาชนทุกคนในการพิทักษ์ ปกป้องรัฐธรรมนูญของเขา ถ้าหากว่าบุคคลใดทราบหรือพบว่ามีผู้หนึ่งผู้ใด หรือพรรคการเมืองใด มีการกระทำในลักษณะอย่างหนึ่งอย่างใดที่เข้าลักษณะเพื่อล้มล้างระบอบการปกครอง ระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข หรือเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจ ในการปกครองประเทศโดยวิธีซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญแล้ว ก็ให้ประชาชนผู้นั้นมีสิทธิที่จะยื่นเรื่อง ๒ ทาง ทางหนึ่งก็ยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย อีกทางหนึ่งก็ยื่นให้กับอัยการสูงสุดเพื่อไปพิจารณาแล้วก็ส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย พอมาถึงตรงนี้นะครับที่ผ่านมาก็มีพวกเราพี่น้องประชาชนรวมทั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จำนวนหนึ่งก็แย้งว่ามาตรา ๖๘ นี้มันกำกวมไม่ชัดเจน ตกลงว่าจะให้ประชาชนที่ต้องการ พิทักษ์รัฐธรรมนูญ เมื่อพบว่าใครมีพฤติกรรมอย่างนี้แล้วยื่นให้เฉพาะศาลรัฐธรรมนูญ หรือว่า จะยื่นทั้งศาลรัฐธรรมนูญและยื่นอัยการสูงสุด ในที่สุดก็มีคนส่งเรื่องไปศาลรัฐธรรมนูญตีความ ศาลรัฐธรรมนูญได้พิพากษาตัดสินมาแล้วว่าให้ยื่นทั้ง ๒ ทาง ตีความแล้วว่ามาตรานี้ ความหมายก็คือว่าให้ยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญ แล้วก็ยื่นต่ออัยการสูงสุด ทุกอย่างก็ต้องจบเพราะว่าคำพิพากษาของศาลรัฐธรรมนูญนั้นผูกพันทุกองค์กร และถือว่าจบ คำพิพากษาของศาลสูงสุดในทุกศาลถือว่าเป็นคำตอบสุดท้ายของแผ่นดิน อันนี้เป็นหลักกฎหมาย ของทุกประเทศ ไม่อย่างนั้นบ้านเมืองอยู่ไม่ได้ ถ้าเผื่อศาลสูงสุดในทุกศาลตัดสินแล้วยังไม่เป็น คำตอบอันสุดท้ายของแผ่นดินประเทศนี้มันก็อยู่ไม่ได้ ไม่ว่าประเทศไหนก็อยู่ไม่ได้ เพราะฉะนั้น ก็ถือว่าจบนะครับ ทีนี้ก็อาจจะมีคนโต้แย้งว่าคำพิพากษาศาลรัฐธรรมนูญดังกล่าวนั้น เป็นการเขียนกฎหมายใหม่ขึ้นมา ซึ่งหน้าที่ที่จะต้องเขียนกฎหมายคือหน้าที่ของสภานิติบัญญัติ ผมต้องกราบเรียนปรับความเข้าใจให้เข้าใจว่าเราอย่าไปสับสนเกี่ยวกับเรื่องนี้ อย่าไปสับสน เพราะว่าคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญนั้นต้องถือว่าเป็นกฎหมายรัฐธรรมนูญด้วย นี่หลัก กฎหมายนะครับ คำพิพากษาของศาลรัฐธรรมนูญที่พิพากษาในเรื่องตีความตัวบทบัญญัติ ของรัฐธรรมนูญ เมื่อพิพากษามาแล้วต้องถือว่าเป็นกฎหมายรัฐธรรมนูญ อันนี้เป็นหลักกฎหมายครับ เพราะพี่น้องประชาชนส่วนใหญ่ไม่เข้าใจ ที่ไม่เข้าใจก็นึกว่าเวลาเราพูดเรื่องรัฐธรรมนูญตรงนี้ ก็นึกว่ามีแค่นี้ครับ ๓๐๙ มาตราเล่มนี้ที่ผมถืออยู่นี่ ไม่ใช่ครับ รัฐธรรมนูญประเทศไทย ไม่ได้มีแค่นี้ อันนี้เป็นส่วนหนึ่งของกฎหมายรัฐธรรมนูญ นี่ต้องสอนกันในวงการมหาวิทยาลัย ผมสอนอยู่ผมก็ต้องย้ำ ผมต้องพูดกับพี่น้องประชาชนให้ตรงกับที่สอนลูกศิษย์ กฎหมายรัฐธรรมนูญ ไม่ได้มีแค่ ๓๐๙ มาตรา กฎหมายรัฐธรรมนูญมีอีกเยอะพี่น้อง ที่รวมกันแล้วเขาเรียกว่า กฎหมายรัฐธรรมนูญ เช่นคำพิพากษาของศาลรัฐธรรมนูญในคำวินิจฉัยว่ากำกวมหรือไม่กำกวม พิพากษาออกมาว่าอย่างนี้ให้ประชาชนเสนอทั้ง ๒ ทาง นั่นถือเป็นกฎหมายรัฐธรรมนูญ และมีกฎหมายอย่างอื่นอีกตั้งเยอะแยะเลยที่ไม่ได้อยู่ใน ๓๐๙ มาตรานี้ แต่เป็นกฎหมาย รัฐธรรมนูญ เช่น กฎหมายที่ว่าด้วยการสืบราชสมบัติของพระมหากษัตริย์ กฎมณเฑียรบาล นั่นคือกฎหมายรัฐธรรมนูญ หรือว่าจารีตประเพณีต่าง ๆ ที่ปฏิบัติกันในการบริหารชาติบ้านเมือง ก็ถือว่าเป็นกฎหมายรัฐธรรมนูญ เพราะฉะนั้นก็ขอให้พี่น้องประชาชนได้เข้าใจตามนี้ด้วยนะครับ ทีนี้เพราะว่าศาลรัฐธรรมนูญไม่ว่าจะเป็นระบอบการปกครองกฎหมายคอมมอน ลอว์ แบบประเทศอังกฤษ หรือระบอบกฎหมายปกครองแบบโรมันที่เรียกกันว่าซิวิล ลอว์ (Civil law) ซึ่งมี ๒ ระบบเท่านั้นในโลกนี้ เขาจะต้องมีการตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายของผู้ใช้อำนาจรัฐ ไม่ว่าการใช้อำนาจรัฐของรัฐบาล การใช้อำนาจรัฐของสภานิติบัญญัติ ถ้าเผื่อทำไปอาจจะ ไม่ชอบด้วยกฎหมายรัฐธรรมนูญหรือกฎหมายอื่น เพราะฉะนั้นเขาจึงจำเป็นที่จะต้องให้ ศาลสถิตยุติธรรม หรือศาลรัฐธรรมนูญแล้วแต่ระบอบมันไม่เหมือนกันเป็นคนวินิจฉัย ให้รู้ว่าอันไหน ที่ชอบด้วยกฎหมาย อันไหนที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย อันนี้ละภาษาอังกฤษเขาเรียกว่า จูดิเซียล รีวิว (Judicial review) จูดิเซียล รีวิว มันมีทั้ง ๒ ระบบ เพียงแต่ว่าเหมือนในประเทศอังกฤษเหมือนมี จูดิเซียล รีวิวแล้วรัฐสภาของประเทศอังกฤษก็จะเอาคำพิพากษาของศาลมาบัญญัติออกมา เป็นกฎหมายที่เขาเรียกกันว่า จัสดจ์ เมด ลอว์ (Judge-made law) ที่ว่าผู้พิพากษา เขียนกฎหมาย หมายความว่าอย่างนั้นครับ หมายความว่าอย่างนั้นแล้วนะครับ ปัจจุบันนี้ คือผู้พิพากษาตัดสินปั๊บรัฐสภาก็จะต้องเอามาบัญญัติได้เป็นกฎหมาย จึงขอให้เข้าใจตรงกัน ในเรื่องนี้นะครับ ด้วยเหตุนี้นะครับท่านประธานที่เคารพ ผมซึ่งไม่เห็นด้วยว่าในการแก้ไข มาตรา ๖๘ แล้วไปตัดสิทธิให้พี่น้องประชาชนเขามีสิทธิที่จะพิทักษ์รักษารัฐธรรมนูญของเขา ให้ยื่นเรื่องผ่านเฉพาะอัยการสูงสุดทางเดียว แล้วไปตัดหนทางที่จะยื่นให้กับศาลรัฐธรรมนูญ โดยตรง อันนี้เป็นการตัดสิทธิของพี่น้องประชาชนอย่างแจ้งชัด ซึ่งสมาชิกรัฐสภาหลายท่าน ก็ได้พูดไปแล้ว ผมยกตัวอย่างให้ท่านประธานฟังอย่างนี้ พี่น้องประชาชนรวมทั้งสมาชิกรัฐสภา ต้องเข้าใจเสียก่อนว่าอัยการคือทนายของแผ่นดิน รู้กันว่าอัยการคือทนายของแผ่นดิน เวลาประชาชนที่เดินดินทั้งหลายมีข้อพิพาทกันกับรัฐบาล มีข้อพิพาทกับสภานิติบัญญัติ มีข้อพิพาทกับองค์กรของรัฐ หรือหน่วยงานของรัฐ ประชาชนเขาทำอย่างไร เขาต้องไป จ้างทนายให้มาฟ้อง แล้วก็รัฐบาล สภา หรือองค์กรของรัฐทำอย่างไรครับ ไม่ต้องจ้างทนายครับ สั่งอัยการไปเป็นทนายแล้วไปสู้กับทนายของประชาชน เพราะฉะนั้นอัยการคืออัยการ ของแผ่นดิน คืออัยการของรัฐบาล อัยการของสภา หรือของหน่วยงานของรัฐ เพราะฉะนั้นถ้าเกิดกรณีพิพาท เป็นคู่กรณีระหว่างประชาชนกับหน่วยงานของรัฐหรือของรัฐบาล พอมีกรณีพิพาทขึ้นมา เราให้ประชาชนก่อนที่จะฟ้องรัฐบาล สมมุติพิพาทกับรัฐบาลก่อนที่จะฟ้องรัฐบาลให้ส่งสำนวนฟ้อง ไปให้ทนายของรัฐบาลดูเสียก่อนว่าสมควรจะฟ้องหรือไม่ฟ้อง พี่น้องคิดดีผมพูดไว มีคดี ประชาชนจะฟ้องรัฐบาล อยากจะฟ้องรัฐบาลว่าทำผิดรัฐธรรมนูญประชาชนจะต้องส่งสำนวน ฟ้องไปให้อัยการของรัฐบาล ซึ่งเป็นทนายของรัฐบาลพิจารณาวินิจฉัยเสียก่อนว่ากูจะฟ้องได้ หรือไม่ได้ จะให้ฟ้องหรือไม่ให้ฟ้อง อย่างนี้ประชาชนเสียเปรียบทั้งปีสิครับ เหมือนกับนาย ก กับนาย ข ทะเลาะกัน นาย ก จะฟ้อง นาย ข นาย ก จะต้องส่งสำนวนฟ้องไปให้พยานของ นาย ข ว่ากูจะฟ้องนาย ข ต้องส่งให้ทนายนาย ข อนุมัติเสียก่อนว่าฟ้องได้ ไม่ได้ ทนายของ นาย ข ก็ย่อมจะโน้มเอียงที่จะไม่ให้ฟ้องเพื่อรักษาผลประโยชน์ของลูกความ เพื่อรักษาผลประโยชน์ ของลูกความเขาก็ไม่ให้ฟ้อง เพราะฉะนั้นมันไม่ยุติธรรมสำหรับประชาชนเลย ชัดเจนมากเลย ครับเรื่องนี้ เพราะฉะนั้นฉันใดก็ฉันนั้นครับ การตัดสิทธิพี่น้องประชาชนแล้วส่งไปให้อัยการ เพราะอัยการท่านเป็นทนายของแผ่นดิน เป็นทนายของรัฐบาล ประชาชนก็จะเสียเปรียบ

(นายสุนัย จุลพงศธร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ ได้ยืน และยกมือขึ้น)
นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านครับ มีผู้ประท้วงครับ

นายไตรรงค์ สุวรรณคีรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

เชิญครับ

นายสุนัย จุลพงศธร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธานครับ ผม สุนัย จุลพงศธร ขอประทานโทษท่านพี่ บังเอิญผมประท้วงท่านอาจารย์ไตรรงค์ครับ ท่านกล่าวความเท็จครับ ที่บอกว่าอัยการเป็นของรัฐบาล ไม่ใช่ครับ ถ้าท่านไม่ถอนก็ไม่ว่านะ เดี๋ยวนักศึกษาจะไม่เชื่อท่าน อัยการเป็นองค์กรตามรัฐธรรมนูญไม่ใช่ของรัฐบาลท่านครับ ด้วยความเคารพครับ จะถอนไหมพี่ครับ

นายไตรรงค์ สุวรรณคีรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

รับครับ

นายสุนัย จุลพงศธร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

โอเคนะพี่ ถอนนะครับ

นายไตรรงค์ สุวรรณคีรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ถูกครับ น้องพูดถูก เป็นองค์กรของรัฐครับ แต่ว่าในการปฏิบัตินี่เราก็รู้กันเวลาเราเป็นรัฐบาล เวลารัฐบาล มีคดีต้องให้อัยการเป็นทนายใช่ไหมครับ ทุกครั้งเลยครับตอนผมเป็นรัฐบาลเวลาเป็นคดีนะครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เอาว่าเป็นถอนนะครับ

นายไตรรงค์ สุวรรณคีรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ถอนเรื่องอะไรครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ถอนอัยการเป็นของรัฐ อะไรนี่

นายไตรรงค์ สุวรรณคีรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ถอนอะไรครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ถอนว่าอัยการเป็นของรัฐ

นายไตรรงค์ สุวรรณคีรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ไม่ ท่านสุนัยประท้วงว่าเป็นองค์กรอะไรไม่ทราบ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านสุนัยประท้วงว่าที่ท่าน กล่าวว่าอัยการเป็นองค์กรของรัฐบาลนะครับ

นายไตรรงค์ สุวรรณคีรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

เป็นองค์กรของรัฐครับ ตัดตัว บาล ออกครับ ขอบคุณมากครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ครับ

นายไตรรงค์ สุวรรณคีรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

บางทีพูด มันก็เพลินไปหน่อยครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เชิญต่อเลยครับ

นายไตรรงค์ สุวรรณคีรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

เป็นองค์กร ของรัฐถูกต้องครับ ทีนี้ผมอยากจะยกตัวอย่างในต่างประเทศก็คือว่าผมไปสำรวจรัฐธรรมนูญ ของประเทศต่าง ๆ มีรัฐธรรมนูญที่มันใกล้เคียงหรือเกือบเหมือนกับของประเทศไทยคือรัฐธรรมนูญ ของประเทศเยอรมนีอยู่ในมาตรา ๒๐ กับมาตรา ๙๓ รัฐธรรมนูญของประเทศเยอรมนี เขาให้สิทธิประชาชนเต็มที่ในการที่จะฟ้องหน่วยงานของรัฐ หรือรัฐบาล หรือสภานิติบัญญัติ โดยไม่ต้องผ่านอัยการครับ ฟ้องโดยตรงเลยในมาตรา ๙๓ ชัดเจนเลยครับ บวกกับมาตรา ๒๐ ผมมีรัฐธรรมนูญของประเทศเยอรมนีทั้งหมด ๑๓๗ มาตราอยู่ที่นี่แปลเป็นภาษาอังกฤษ เรียบร้อย กรุณาเอาไปอ่านได้นะครับ เพราะมันเยอะนะครับ เพราะฉะนั้นผมคิดว่าประเทศ ผมก็ไม่ทราบว่าใครลอกใครนะครับ หรือว่าอาจจะคิดตรงกันไม่อยากจะล่วงเกินไปว่าใคร ไปลอกใคร แต่ว่าอาจจะคิดตรงกันก็ได้ แต่อยากกราบเรียนว่ารัฐธรรมนูญเยอรมนีที่เราเรียก เบสิก ลอว์ (Basic Law) ได้ประกาศใช้เมื่อวันที่ ๒๓ พฤษภาคม ค.ศ. ๑๙๔๖ ก็ ๖๔ ปีที่แล้ว เลยเป็นรัฐธรรมนูญที่ฝ่ายพันธมิตรบังคับให้ยกร่างขึ้นมาก็คือประเทศอังกฤษ ประเทศฝรั่งเศส และประเทศสหรัฐอเมริกา บังคับให้ ๑๑ รัฐของเยอรมนีซึ่งเป็นผู้แพ้สงครามยกร่างรัฐธรรมนูญ โดยให้แนวทางว่าต้องร่างอย่างนี้ เมื่อร่างเสร็จก็ต้องมาขอความเห็นชอบจาก ๓ ประเทศนี้ แต่ว่าเขาก็ใช้มาไม่เคยฉีก เขาปรับปรุงแก้ไขมี แต่ไม่เคยฉีกครับ ๖๔ ปี ระยะเวลาพอ ๆ กับ รัฐธรรมนูญของประเทศญี่ปุ่น ซึ่งแมคอาเธอร์ให้ทหารเป็นคนยกร่าง และรัฐบาลญี่ปุ่นเอาไปปฏิบัติ แล้วก็ใช้มา ๖๐ กว่าปี แล้วก็ไม่เคยฉีกเหมือนกัน แต่เขาก็ปรับปรุงหลายหน เพราะฉะนั้น การปรับปรุงเปลี่ยนแปลงถือเป็นวิสัยที่ถูกต้อง ที่โอเค

(นายพีรพันธุ์ พาลุสุข สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดยโสธร ได้ยืน และยกมือขึ้น)

ว่าไป ท่านดอกเตอร์

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เชิญครับ

นายพีรพันธุ์ พาลุสุข สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ยโสธร

ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม พีรพันธุ์ พาลุสุข สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย จังหวัดยโสธร สมาชิกรัฐสภา ต้องด้วยความเคารพต่อท่านดอกเตอร์ไตรรงค์ สุวรรณคีรี ที่ท่านได้พูดถึง รัฐธรรมนูญประเทศเยอรมนีว่าได้ให้สิทธิประชาชนที่จะฟ้องหน่วยงานของรัฐได้เต็มที่ ฟ้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ แต่เข้าใจว่าถ้าท่านอ่านต่อไปก็จะเห็นว่ารัฐธรรมนูญของประเทศเยอรมนี ก็มีการปรับปรุงแก้ไขที่จะให้ประชาชนร้องทุกข์ต่อศาลรัฐธรรมนูญได้โดยตรง ตอนหลัง มีการปรับปรุงแก้ไขแล้วไม่ได้ให้ยื่นโดยตรงแต่ว่าต้องผ่านกระบวนการตรวจสอบกลั่นกรองก่อน ที่เรียกว่าในภาษารัฐธรรมนูญของประเทศเยอรมนีเขาเรียกว่าเป็นคำร้องทุกข์ตามรัฐธรรมนูญ ไม่ได้ให้ยึด

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เอาละครับ มันอาจจะ ไม่เข้าข่ายประท้วงนะครับ เชิญท่านอาจารย์ไตรรงค์ต่อครับ เชิญครับ

นายไตรรงค์ สุวรรณคีรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ 🔗

ขอบคุณ ท่านประธานครับ อันนี้คือผมอ่านได้อย่างนี้แต่ว่าก็เอาไปอ่านก็แล้วกัน แล้วก็ช่วยกันหาข้อมูล ให้กับประชาชนที่ถูกต้อง ผมทราบว่าอย่างนี้ ผมทราบมาอย่างนี้ผมก็พูดมาอย่างนี้แต่ผมก็ ไม่ได้คิดขึ้นมาเอง คือว่าพูดตามรัฐธรรมนูญที่ผมถืออยู่ โอเคครับ แต่ว่าเอาว่าเป็นหลัก ๆ ที่จริง ที่จริงวัตถุประสงค์จริง ๆ เขาต้องการชี้ ๒ อย่าง คือว่าเราอย่าไปรังเกียจที่มาของรัฐธรรมนูญ มากนัก นี่ผมพูดแบบว่าผมไม่ได้รังเกียจใคร คือการฉีกรัฐธรรมนูญบ่อย ๆ มันหายนะ มาหลายประเทศแล้ว แต่ว่าถ้ามันไม่ถูกต้องก็ปรับปรุงแก้ไขอย่าไปรังเกียจที่มามันมากนัก วัตถุประสงค์ต้องการชี้อันนี้ด้วยครับ

ส่วนอันสุดท้ายที่ผมอยากจะกราบเรียน ก็คือที่มาของวุฒิสมาชิก ผมอยากจะ พูดอย่างนี้นะครับ คือจริง ๆ ฉบับแรกนี่ ฉบับแรกพูดถึงว่าการยกเลิกการยุบพรรคเกี่ยวกับ ว่ามีความผิดเรื่องการเลือกตั้งแล้วยุบพรรค แต่อันนี้ผมเห็นด้วยนะครับ ผมเห็นด้วยนะครับ แต่ว่ามารวมกันนี่ทำให้ผมลำบากมากในการโหวตคือมันไปรวมอันเดียว คือว่า การยกเลิกสิทธิของประชาชนในการที่จะยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญนี่ผมไม่เห็นด้วย แต่ว่า การยกเลิก การยุบพรรคผมเห็นว่าไม่ยุติธรรม การยุบพรรค อันนี้ผมเห็นด้วย

ประเด็นสุดท้าย ก็คือที่มาของวุฒิสมาชิก ที่มาวุฒิสมาชิกนี้ผมอยากแยกประเด็น เป็น ๒ ประเด็น

ประเด็นแรก ก็คือว่าขอให้ดูเสียก่อนว่าคือเราจะเลือก คือผมเห็นด้วย การเลือกตั้งนี่ผมเห็นด้วยถ้าให้มีการเลือกตั้งผมเห็นด้วยทั้งนั้น แต่ว่าต้องกราบเรียนอย่างนี้ ว่าเราเลือกสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกันก็เข้ามานั่งกันตรงนี้ครับ ทุกคนก็มาทำงานกัน เพื่อชาติเพื่อบ้านเมือง แต่ว่าถ้าเราจะให้เลือกตั้งวุฒิสมาชิกโดยใช้ฐานการเมืองเดียวกัน เช่นว่าจากจังหวัดก็ให้เลือก ถ้าฐานการเมืองเดียวกันเราต้องยอมรับความจริงในประเทศไทย วุฒิสมาชิกถ้าเลือกฐานการเมืองเดียวกัน คือแต่ละจังหวัดมันต้องอิงพรรคการเมืองครับ หลายคนพูดแล้ว เพราะฉะนั้นวุฒิสมาชิกที่จะเข้ามาก็จะมีโครงสร้างไม่แตกต่างกับของ สภาผู้แทนราษฎร โดยที่เราหวังว่าให้วุฒิสภาเป็นเซคคันด์ ธอท (Second Thought) หรือว่า เป็นความคิดที่ ๒ หรือเป็นคนที่ช่วยกลั่นกรองความคิดผลงานของสภาล่างสภาผู้แทนราษฎร แต่ถ้าเผื่อโครงสร้างมันเหมือนกันเราก็ต้องเข้าใจอีกอย่างก็คือว่าในระบอบประเทศอังกฤษ แบบรัฐธรรมนูญของเราอย่าไปสับสนกับระบอบของประเทศสหรัฐอเมริกา ระบอบของเรานี่ สภาผู้แทนราษฎรเป็นบ่อเกิดของรัฐบาล พรรคการเมืองที่มีเสียงมากที่สุดก็จะต้องไปเป็นรัฐบาล ใช่ไหมครับ ต้องไปเป็นรัฐบาล เพราะฉะนั้นเราอย่ามาพูดว่าสภากับรัฐบาลนี่คาน มันคานกัน ไม่อยู่หรอก ฝ่ายค้านจะค้านอย่างไรก็ค้านไม่อยู่ลงมติก็ต้องแพ้ฝ่ายรัฐบาล ถ้ารัฐบาลไม่ชนะ ก็เป็นรัฐบาลไม่ได้มันถึงต้องชนะไม่อย่างนั้นระบบมันก็ไม่เดิน แต่ทีนี้เราต้องให้มีวุฒิสมาชิก เพื่อจะตรวจสอบ ให้วุฒิสมาชิกตรวจสอบการปฏิบัติงานของสภาล่างอีกครั้งหนึ่งเพื่อความรอบคอบ แต่ถ้าเพื่อวุฒิสมาชิกมาจากฐานเดียวกันและโครงสร้างเหมือนกันมันก็ไม่ต้องตรวจสอบ สรุปว่า รัฐบาล สภาล่าง และวุฒิสมาชิก ก็คือบุคคลคนเดียวกัน เพราะฉะนั้นมันก็ไม่มีการตรวจสอบ อันนี้อันตรายนะครับ คือการเขียนรัฐธรรมนูญเราอย่าไปลอกคนอื่นเขา เราต้องคิดดูความเหมาะสมว่าประเทศ ของเรามันมีอะไรที่เหมาะสม เรามีปัญหาอย่างไร แล้วเราเขียนรัฐธรรมนูญแก้ไขปัญหา ของเราเท่านั้น ไม่ต้องไปลอกตามคนอื่นเขามาทั้งหมด อันนี้จะเป็นปัญหานะครับถ้าสภาล่าง สภาบนมีโครงสร้างที่เหมือนกัน ก็สภาล่าง สภาบน กับรัฐบาล คือบุคคลคนเดียวกัน แทบจะ ไม่มีสภาเลยครับ ก็คือคนเดียวกันสั่งได้ตลอด

อันที่ ๒ ที่สำคัญกว่านั้นก็คือ วุฒิสภามีอำนาจหน้าที่ในการแต่งตั้ง ถอดถอน บุคคลสำคัญในการบริหารราชการแผ่นดินมากมายก่ายกองทั้งองค์กรอิสระ ทั้งถอดถอนพวกเรา ได้ด้วยนักการเมือง เพราะฉะนั้นถ้าหากว่ารัฐบาล สภาล่าง สภาบนคือสภาผู้แทนราษฎร กับวุฒิสภาคือบุคคลคนเดียวกันเรียบร้อยหมดครับทุกอย่าง รัฐบาลสามารถจะตั้งบุคคล เข้าไปนั่งในองค์กรอิสระ ไม่ว่าจะเป็น ป.ป.ช. ไม่ว่าจะเป็นศาลรัฐธรรมนูญ ไม่ว่าจะเป็น ผู้ตรวจการแผ่นดิน ไม่ว่าจะเป็นแม้แต่ศาลปกครอง หรือใครต่อใครได้หมดเลยนะครับ เพราะฉะนั้นประเทศก็จะไม่มีประชาธิปไตยเลย เป็นเผด็จการแต่ว่าภายใต้ร่างของประชาธิปไตย แล้วมันหายนะมาเยอะแล้วที่ทำอย่างนี้ ในประเทศเยอรมนีฮิตเลอร์ทำอย่างนี้มันถึงเจ๊งกันทั้งโลก ตายไปกัน ๒๐-๓๐ ล้านคน ในประเทศอาร์เจนตินา เปรองทำอย่างนี้เจ๊งจนถึงปัจจุบันนี้ ๕๐ ปีแล้วยังไม่ฟื้นเลยนะครับ นี่ผมกำลังจะไปประเทศอาร์เจนตินากลางเดือนหน้า เพราะผมเป็นประธานมิตรภาพไทย-อาร์เจนตินา อย่างนี้ละครับมีอำนาจแล้วก็ยึดสภา ได้ทั้งหมด แล้วก็สั่งสภาตามใจผู้มีอำนาจ ถอดถอนผู้พิพากษาศาลฎีกา ถอดถอน คณะกรรมการการเลือกตั้ง ต้องเป็นคนของตัวเองทั้งหมดกรรมการการเลือกตั้ง จะได้ซื้อเสียงได้ จะได้โกงได้ แล้วก็ไม่มีใครตรวจสอบอีกแล้วต่อไปนี้ ระบบมันจะเป็นอย่างนั้น ถ้าเผื่อ เราไม่กันกันให้ดี เพราะฉะนั้นสุดท้ายคือผมคิดว่าเราอย่าแบ่งพรรคแบ่งพวกกัน ก็มีเจตนาดีกัน ทำจิตให้ว่างได้ไหม เอาผลประโยชน์ของตัวเอง ผลประโยชน์ของกลุ่ม ของพรรคออกไปให้หมด คิดอย่างเดียวว่าอายุขนาดนี้แล้วอยู่ก็ไม่กี่ผืนผ้า หาระบอบที่มันดีที่สุดให้กับลูกหลานได้ไหม ช่วยกันคิดครับ เช่นว่าวุฒิสมาชิกไม่จำเป็นที่จะต้องมาจากฐานเดียวกัน วุฒิสมาชิกเรามาโดย การเลือกตั้ง แต่มาจากฐานอื่นเราทำได้ หลายประเทศเขาทำกันนะครับ

(การประชุมดำเนินมาถึงตอนนี้ นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา ได้ลงจากบัลลังก์ โดยมอบให้ นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา ปฏิบัติหน้าที่แทน)
นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ดอกเตอร์ไตรรงค์ครับ มีผู้ประท้วงท่าน เชิญครับ

(ผู้ช่วยศาสตราจารย์จารุพรรณ กุลดิลก สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชี รายชื่อ ได้ยืนและยกมือขึ้น)
ผู้ช่วยศาสตราจารย์จารุพรรณ กุลดิลก สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน จารุพรรณ กุลดิลก แบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ดิฉันขอประท้วงท่านผู้อภิปรายในข้อบังคับ ข้อ ๔๓ เรื่องการใส่ร้าย แล้วดิฉันขอใช้เอกสิทธิ์ในการกล่าวข้อเท็จจริง เพราะว่าเป็นการใส่ร้ายประเทศเยอรมนี ว่ามีรัฐธรรมนูญแล้วก็ให้เลือกตั้งมาจากฐานเดียว ประเทศเยอรมนีนั้นเป็นสาธารณรัฐซึ่งมี ความแตกต่างจากประเทศไทยอย่างยิ่ง และส่วนฮิตเลอร์นั้นไม่ได้ใช้รัฐธรรมนูญในการเลือก ฐานเดียว แต่ว่าใช้เอนาบลิงก์ แอคท์ (Enabling Act) ตรงนี้ก็คือดิฉันใช้เอกสิทธิ์ในการกล่าว ข้อเท็จจริงให้กับรัฐสภานี้ทราบค่ะ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

เดี๋ยวท่านดอกเตอร์ครับ เชิญก่อนนะครับ ความจริงแล้วท่านดอกเตอร์ไตรรงค์จะจบอยู่แล้ว เอาคนเดียวนะครับ เดี๋ยวคนเดียวประท้วง คือไม่ต้องนะครับ เพราะว่าท่านพูดถึงประเทศเยอรมนี เราอย่าไป เชิญท่านนั่ง

(นายวรงค์ เดชกิจวิกรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพิษณุโลก ได้ยืน และยกมือขึ้น)

เอาคุณหมอวรงค์หรือใครดี คนเดียวครับ เอาคุณหมอวรงค์แล้วครับ

นายวรงค์ เดชกิจวิกรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พิษณุโลก

ท่านประธาน ที่เคารพครับ ผม นายแพทย์วรงค์ พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดพิษณุโลก ผมประท้วงประธาน สั้น ๆ ท่านเปิดโอกาสให้เขาประท้วง เขาประท้วง เขาเสียหายตรงไหนครับ สั้น ๆ แค่นี้ครับ เท่ากับท่านไม่เป็นกลางนะครับ ขอบคุณครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ อาจารย์ไตรรงค์ ว่าต่อเลยครับ

นายไตรรงค์ สุวรรณคีรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ผมขอถือ โอกาสนี้ขอโทษท่านฮิตเลอร์นะครับที่ได้เอ่ยชื่อท่าน เพราะว่าอาจจะมีคนเคารพนับถือท่าน ไม่เป็นไรครับ คือวัตถุประสงค์ผมบอกช่วยกันคิดนะครับ อย่าไปถือว่าผมเป็นพวกโน้นพวกนี้ ผมไม่มีพวก ผมก็รักพวกเรา พรรคต่าง ๆ ผมมีเพื่อนฝูง เป็นพี่น้องผมทั้งนั้น แต่ว่าช่วยกันคิดดู อย่างที่ผมพูดถ้ามันฐานเดียวกันก็จะไม่มีการคานกัน แต่ว่าการเลือกตั้งนี่ผมเห็นด้วยเลยว่าวุฒิสมาชิก ทั้งหมดมาจากการเลือกตั้ง ลองมาคิดดูว่าให้เลือกตั้งโดยใช้ฐานอื่น เช่นให้เลือกกันจากอาจารย์ มหาวิทยาลัยต่าง ๆ ส่วนหนึ่ง ให้เลือกจากสมาคมองค์กรวิชาชีพต่าง ๆ เช่น สภาอุตสาหกรรม สภาหอการค้า สมาคมชาวนา สมาคมชาวไร่ มีตั้งไม่รู้กี่อย่าง สมาคมรถบรรทุก สมาคมรถแท็กซี่ ทั้งหมดเหล่านี้ลองคิดดูสิครับ แล้วเราก็จะได้ตัวมา ซึ่งมันเป็นระบอบคล้ายๆ คอร์โพเรทิสซึม (Corporatism) ซึ่งเขาใช้กันในสแกนดิเนเวียก็เคยใช้ ในลานติอเมริกาก็เคยใช้ เพราะฉะนั้นผมคิดว่าเวลาเข้าไปสู่คณะกรรมาธิการแล้วอย่าไปคิดว่าความคิดดอกเตอร์ไตรรงค์ มาจากพรรคประชาธิปัตย์ฉันไม่ฟัง อย่าไปคิดอย่างนั้น ผมเป็นญาติคุณ เป็นพี่น้องกันนะ ช่วยกันคิดแก้ไขปัญหาให้กับประเทศ อย่าไปปกป้องคนอื่น ปกป้องประเทศไทย ช่วยดูแล ลูกหลานคนไทย ผมว่าเราหัดเข้าสมาธิทำจิตให้ว่าง พอจิตว่างแล้วพระพุทธเจ้าบอกว่าเราจะ เกิดปัญญา เพราะฉะนั้นพอไปประชุมคณะกรรมาธิการทำจิตให้ว่างแล้วก็ลองเอาความคิดมา ช่วยกัน อย่าไปติดใจกับความผิดเล็ก ๆ น้อย ๆ เวลาพูดก็ผิดบ้าง อันนี้ก็ขออภัยนะครับ แต่ว่าเอาสาระมันแล้วก็ไปเจรจากันดูผมว่าอาจจะได้แนวทางที่ดีที่สุดสำหรับประเทศไทย อย่าเกลียดใครมาก อย่ารักใครมาก จิตว่างเข้าสมาธินิดหน่อยแล้วจะได้ปัญญาแล้วก็หา ทางออกร่วมกัน ขอบคุณมากครับท่านประธาน ขอบคุณทุกท่านที่ประท้วงครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ท่านสาธิตครับ ถึงคิวท่านเดี๋ยวท่านไปทานข้าวก่อนนะครับ เดี๋ยว ๒ ทุ่มครึ่งท่านมา ท่านไปทานข้าวก่อน เดี๋ยวผมจะทำหน้าที่อีกแค่ชั่วโมงครึ่งเพราะผมไล่คิวของทางนี้ให้ท่าน

นายสาธิต ปิตุเตชะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ระยอง

ท่านประธาน นิดเดียวครับ ท่านจะทำหน้าที่กี่ชั่วโมงครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ของผมชั่วโมงครึ่ง เดี๋ยว ๒ ทุ่มครึ่งเข้ามาครับ ๒ ทุ่มครึ่งถึงคิวท่านครับ

นายสาธิต ปิตุเตชะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ระยอง

คือเมื่อสักครู่นี้ ท่านสมศักดิ์ทำหน้าที่เป็นประธาน

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ใช่

นายสาธิต ปิตุเตชะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ระยอง

ผมเข้าใจว่า ท่านลงก่อนเวลานะครับ เพราะว่าคิวผม

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ไม่ครับ คืออย่างนี้ครับท่านสาธิต ขอโทษนะครับ คือเมื่อสักครู่เราแบ่งกันคนละ ๒ ชั่วโมงเพราะว่าวันนี้จะเลิก ๔ ทุ่ม

นายสาธิต ปิตุเตชะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ระยอง

ผมได้ยินท่านพูด ว่าท่านทำหน้าที่ ๓ ชั่วโมง

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ไม่ เดิม ๓ ชั่วโมง แล้วลดไป ๒ ชั่วโมง รอบ ๓ ชั่วโมงครึ่ง ผมก็จะลงบัลลังก์ ๒ ทุ่มครึ่ง เดี๋ยวท่านไปทานข้าวก่อน แล้วค่อยมานะครับ เชิญต่อไปนะครับ ทางท่านนพคุณ รัฐผไท ท่านมีเวลา ๗ นาที เชิญครับ

นายนพคุณ รัฐผไท สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เชียงใหม่ 🔗

เรียนท่านประธาน ที่เคารพ ผม นพคุณ รัฐไผท สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ผมขอบคุณทางรัฐสภาที่บรรจุระเบียบวาระแก้ไข รัฐธรรมนูญ ๓ ฉบับ ประชาชนรอคอยมาเกือบ ๒ ปีว่าเมื่อไรจะได้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ จากที่ได้ฟังเกือบ ๒ วันก็ประมวลได้ว่าร่างรัฐธรรมนูญ ๓ ฉบับที่ขอแก้ไขส่วนใหญ่จะเป็น ประโยชน์กับประชาชนโดยตรง ซึ่งก็เสียดายที่บางพรรคไม่ได้เสนอประกบมาอันนี้ก็น่าเสียดาย ท่านประธานครับ การแก้ไขรัฐธรรมนูญได้พยายามที่จะมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยการแก้ไข มาตรา ๒๙๑ ก็โดยมีเจตนาที่จะให้ประชาชนทั่วประเทศได้มีส่วนร่วมในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยตั้ง สสร. ขึ้นมา แต่ด้วยเหตุที่ว่าด้วยความกังวลของบางฝ่ายที่กลัวว่าจะมีการแก้ไขทั้งฉบับ ก็ทำให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้นค้างอยู่ในสภาในวาระที่สาม ซึ่งก็เป็นที่ยอมรับว่าการแก้ไข รัฐธรรมนูญนั้นเป็นเรื่องยาก ไม่เหมือนกับที่ท่านประธานคงจำได้ว่าเมื่อเดือนสิงหาคม ๒๕๕๐ ทาง สสร. ที่เป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๕๐ ได้เดินสายออกทั่วประเทศแล้วก็ ไปพูดจาชักจูงหรือเหมือนกับเป็นการโกหกประชาชนว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นเรื่องง่าย แล้วก็ให้ยอมรับไปก่อนแล้วค่อยมาแก้ทีหลัง เหมือนกับที่คุณแอนดรูว์ บิ๊กส์ บอกว่า เรียนภาษาอังกฤษนั้นง่ายนิดเดียว ประทานโทษไม่เสียหายนะครับที่เอ่ยนามท่าน แต่ความจริงแล้ว เป็นเรื่องที่ค่อนข้างจะยากเพราะว่ารัฐธรรมนูญนั้นเป็นกฎหมายมหาชน มีฝ่ายที่เกี่ยวข้อง อยู่มากมายหลายประเด็นด้วยกัน อันนี้ก็พิสูจน์ได้ว่ามาตรา ๒๙๑ มันไปไม่รอดติดอยู่ที่ วาระที่สาม ผมก็อาจจะถือได้ว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยใช้มาตรา ๒๙๑ เป็นหลักก็ตาย ไปพร้อม ๆ กับสมาชิก สสร. ที่ไปประชาสัมพันธ์ให้กับประชาชนทั่วประเทศว่าการแก้ไขนั้น สามารถทำได้ง่ายก็คงจะตายไปพร้อม ๆ กัน ชื่อเสียงเกียรติยศ ความน่านับถือในคำพูด ก็ตายไปพร้อมกับมาตรา ๒๙๑ เช่นเดียวกันนะครับ ของบุคคลเหล่านั้นที่ออกไป ประชาสัมพันธ์ ในวันที่ ๑๙ สิงหาคม มีผลของการประชามติออกมาว่าเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบรัฐธรรมนูญ ฉบับปี ๒๕๕๐ ก็จากผลของการออกไปชี้แจงทำความเข้าใจกับประชาชนก็ทำให้การลง ประชามติรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ได้คะแนนถึง ๕๘:๔๒ เปอร์เซ็นต์ ในวันที่ ๑๙ สิงหาคม ๒๕๕๐ อันนี้ก็เป็นผลให้สร้างปัญหามาจนกระทั่งทุกวันนี้ หลายฝ่ายได้ประสบ โดยเฉพาะฝ่ายบริหาร ที่ใช้กฎหมายรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ผมก็ขออนุญาตเริ่มต้นที่ประเด็นของกฎหมาย ๓ ฉบับ ที่ขอแก้ไข เริ่มต้นด้วยมาตรา ๖๘ แล้วก็มาตรา ๒๓๗ โดยเฉพาะบทบัญญัติมาตรา ๒๓๗ แล้วก็ มาตรา ๖๘ มีบทบัญญัติให้ ยกเลิกการยุบพรรคการเมือง แล้วก็บทบัญญัติที่ห้ามไม่ให้ เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของหัวหน้าพรรคการเมืองแล้วก็ผู้บริหารพรรคการเมือง เนื่องจากเห็นว่า บางมาตราที่ผู้สมัครรับเลือกตั้งโดยเฉพาะมาตรา ๒๓๗ ผู้สมัครรับเลือกตั้งไปกระทำ ผิดกฎหมายเลือกตั้ง ก็เป็นผลให้สามารถที่จะยุบพรรคแล้วก็เพิกถอนสิทธิของผู้บริหาร พรรคการเมืองได้ โดยเฉพาะหัวหน้าพรรคการเมืองนั้น ๆ ด้วยนะครับ อันนี้หลายฝ่ายก็ได้ แสดงความคิดเห็นว่ามันไม่เป็นธรรม แล้วก็นอกจากนั้นในบทบัญญัติที่แก้ไขก็กำหนดว่า ให้ลงโทษเฉพาะผู้ที่กระทำความผิดเท่านั้น อันนี้ก็มีความเห็นเนื่องจากว่าพรรคการเมืองนั้น เป็นองค์ประกอบ เป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญของระบอบประชาธิปไตย ระบอบประชาธิปไตยนั้น มีส่วนประกอบที่สำคัญก็คือพรรคการเมือง พรรคการเมืองนั้นเป็นสมบัติของประชาชน มีประชาชนสมัครเป็นสมาชิกนับล้านคน หลายล้านคน ก็ถือได้ว่าเมื่อศรัทธาแล้วประชาชน ให้ความเคารพนับถือศรัทธาก็จะสมัครเป็นสมาชิกพรรคการเมือง ถ้าหากว่าประเทศเรา ต้องการที่จะพัฒนาระบอบประชาธิปไตยให้เข้มแข็ง เพราะรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ นั้น ก็ได้ทำไว้แล้วนะครับ คือส่งเสริมให้พรรคการเมืองนั้นมีความเข้มแข็ง แต่ตรงกันข้ามกับ รัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๕๐ ที่พรรคการเมืองนั้นมีสภาพที่อ่อนแอ อ่อนไหวได้ง่าย แล้วก็ล้มได้ง่าย อันนี้ก็เป็นเจตนารมณ์ที่ขัดแย้งกันระหว่างรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ กับปี ๒๕๕๐ ถ้าหากว่า พรรคการเมืองอ่อนแอนั้นก็เป็นไปไม่ได้เลยที่การพัฒนาประเทศที่จะต้องอาศัยความเข้มแข็ง ของฝ่ายบริหารบ้านเมืองนั้นจะต้องก้าวสู่อุปสรรคนานาประการให้ได้นะครับ อันนี้ก็เป็น เรื่องของมาตรา ๒๓๗ ที่ยกเลิกบทบัญญัติห้ามยุบพรรคการเมือง แล้วก็ห้ามเพิกถอนสิทธิ ของผู้บริหารพรรคการเมือง

สำหรับมาตรา ๖๘ นั้นก็เป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ เป็นที่พูดคุยกันใน ๒ วันนี้ เกี่ยวกับสิทธิของประชาชนในการร้องศาลรัฐธรรมนูญนั้น ศาลก็วินิจฉัยแล้วนะครับว่า ร้องได้ ๒ ทาง กระผมก็ยังสงสัยว่าถ้าร้องได้ ๒ ทาง บทบัญญัติที่ให้อัยการสูงสุดได้พิจารณา ตรวจสอบไตร่ตรองก่อนมันจะมีความหมายอย่างไร ขอต่ออีกนิดเดียวนะครับ ถ้าร้อง ศาลรัฐธรรมนูญฝ่ายเดียวโดยไม่ให้อัยการสูงสุดได้ตรวจสอบ มันก็ไม่ต้องไปบัญญัติ ไว้ในรัฐธรรมนูญนะครับ แต่เจตนารมณ์มันชัดเจนนะครับว่าต้องการให้อัยการสูงสุด เป็นฝ่ายตรวจสอบก่อน ตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อน ถ้าหากมีข้อเท็จจริงเพียงใดก็ให้ ศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยชี้ขาดอีกครั้งหนึ่ง อันนี้ก็เป็นมาตรา ๖๘ แล้วก็มาตรา ๒๓๗

มีอีกมาตราหนึ่งคือมาตรา ๑๑๑ เกี่ยวกับวุฒิสภา ผมเห็นด้วยในการที่จะให้มี สมาชิกวุฒิสภา ๒๐๐ คนมาจากการเลือกตั้งของประชาชน และเห็นด้วยในการกำหนดคุณสมบัติ ข้อห้ามที่มิให้ผู้สมัครเป็นทายาท เป็นบุพการี หรือเป็น ผู้สืบทอดสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ทั้งนี้ก็เพื่อดำรงความเป็นกลางเอาไว้ แล้วก็ที่เห็นด้วย อีกข้อหนึ่งของมาตรา ๑๑๑ ซึ่งมีการแก้ไข ๘ มาตรา แล้วก็ตัด ๒ มาตราทิ้ง ประเด็นของ ส.ว. สรรหา ในสภาแห่งนี้ ส.ว. สรรหาก็เป็นผู้มีความรู้ความสามารถเป็นส่วนใหญ่นะครับ ผมก็เห็นว่าบทเฉพาะกาลนั้นก็คงไว้ให้ ส.ว. สรรหาอยู่ปฏิบัติหน้าที่ไปจนกว่าจะครบวาระ อันนี้ก็เห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งนะครับ

สุดท้ายนะครับท่านประธาน ก็มีการแก้ไขฉบับสุดท้ายก็คือมาตรา ๑๙๐ เกี่ยวกับมีบทบัญญัติการทำสัญญาที่มีผลกระทบต่อความมั่นคงอย่างกว้างขวาง แล้วก็มี ผลผูกพันในเรื่องของการค้า การลงทุน แล้วก็เรื่องงบประมาณอย่างมีนัยสำคัญนะครับ อันนี้ แก้ไขเพื่อให้เกิดความชัดเจนว่าบทบัญญัติใดที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคง สัญญาใดที่เกี่ยวกับ ผูกพันทางงบประมาณหรือการค้าก็จะได้เกิดความชัดเจนได้ง่ายว่าสนธิสัญญาใดจะต้องนำ ขึ้นสู่สภาในการที่จะวินิจฉัยในการให้ความเห็นชอบต่อไป อันนี้ก็เป็นการแก้ไขโดยสรุปความแล้ว มาตราทั้งหลายมาตราในร่างกฎหมายรัฐธรรมนูญ ๓ ฉบับนั้นเป็นประโยชน์กับประชาชนนะครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งบทบัญญัติที่ให้พรรคการเมืองนั้นมีความเข้มแข็งดังที่ผมได้เรียนต่อ ท่านประธานก็เป็นประโยชน์ต่อประชาชน เพราะว่าประชาชนนั้นมีส่วนร่วมในพรรคการเมือง ทุกพรรค แล้วก็เป็นเจ้าของประเทศด้วย

ประการที่ ๒ ในมาตรา ๑๙๐ เมื่อเราแก้กฎหมายอย่างรัฐบาลสมัยที่แล้วก็มี การแก้มาตรา ๑๙๐ แต่ไม่เกิดเป็นมรรคเป็นผลในทางปฏิบัติ มีการบัญญัติว่าให้ตรากฎหมาย ขึ้นมาว่าสนธิสัญญาใดมีความเกี่ยวข้องกับผลกระทบต่อความมั่นคงอย่างกว้างขวาง หรือว่า มีผลผูกพันทางการค้า การงบประมาณ หรือการลงทุน ก็ปรากฏว่าจนบัดนี้แล้วเมื่อแก้มาตรา ๑๙๐ ในยุครัฐบาลที่แล้วจนบัดนี้ก็ยังไม่มีการตรากฎหมายลูกแต่อย่างใด อันนี้ก็ทำให้ไม่มีความชัดเจน ในทางปฏิบัติ และเป็นปัญหาต่อฝ่ายบริหารมาโดยตลอด ก็อยากจะให้แก้ไขให้เกิด ความชัดเจนเพื่อประโยชน์อันสูงสุดของประชาชนและประเทศชาติเป็นส่วนรวมนะครับ

ประเด็นสุดท้าย ประโยชน์อย่างยิ่งก็คือวุฒิสภาที่ให้โอกาสประชาชนคืนอำนาจนั้น ให้กับประชาชนในการเลือกตั้งทั่วประเทศ ๒๐๐ คน อันนี้ก็เป็นประโยชน์อย่างสูงที่ประชาชน จะได้มีส่วนร่วมในการพิจารณาเลือกตั้ง ส.ว. ขึ้นมาเป็นตัวแทนของตัวเองในการกลั่นกรอง กฎหมาย ในการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล ทั้งหมด ๓ ประเด็นที่ผมได้นำเรียนต่อ ท่านประธานก็เป็นประโยชน์โดยตรงที่ประชาชนได้รับนะครับ กระผมก็ขอยืนยันว่า ขอสนับสนุนร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้ง ๓ ฉบับ ขอบคุณครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ท่านเกินไป ๔ นาที ๔๐ วินาที ก็ไปหักในส่วนของท่านนะครับ ท่านต่อไปครับ พลเรือเอก สุรศักดิ์ ศรีอรุณ ท่านมีเวลา ๘ นาที นะครับ

พลเรือเอก สุรศักดิ์ ศรีอรุณ สมาชิกวุฒิสภา ภาควิชาชีพ 🔗

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม พลเรือเอก สุรศักดิ์ ศรีอรุณ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ผมนั่งฟังการอภิปรายมาเกือบ ๒ วัน ผมได้ยินคำพูดว่ามีผู้ที่ เทิดทูนประชาธิปไตย รักประชาธิปไตยมาก แล้วก็วนเวียนอยู่แต่ในเรื่องการเลือกตั้งว่าเหมือนจะ เป็นสาระสำคัญของประชาธิปไตย ซึ่งความจริงแล้วไม่ใช่นะครับ การพูดแต่การกระทำนั้น ตรงกันข้าม ท่านประธานครับ การกระทำและพฤติกรรมที่ผ่านมาหลายครั้งผมเห็นว่า เป็นการทำลายระบบประชาธิปไตยทางอ้อม แล้วจะเป็นการทำให้ประเทศชาตินั้นอาจจะต้อง ประสบความหายนะทางการเมือง และความล่มสลายทางเศรษฐกิจ ผมขอกราบเรียนท่านประธาน เป็นประเด็นดังนี้นะครับ

ประเด็นแรก เกี่ยวกับการร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา ๖๘ สมาชิกรัฐสภาหลายท่าน ก็ได้พูดแล้วว่าเป็นการตัดสิทธิพี่น้องประชาชนที่ชัดเจน ศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำวินิจฉัยตั้งแต่ วันที่ ๑๓ กรกฎาคม ๒๕๕๕ ชัดเจนแล้วนะครับว่าประชาชนสามารถใช้สิทธิในการพิทักษ์ รัฐธรรมนูญได้ ๒ ทาง คือไปยื่นอัยการสูงสุดหรือยื่นโดยตรงต่อศาลรัฐธรรมนูญ เรื่องนี้น่าจะ จบครับท่านประธาน ถ้าเผื่อตราบใดที่เรามีผู้ที่ยังไม่ฟังศาล ไม่ฟังกติกานี่นะครับ เราก็เป็น อย่างนี้ครับ วนเวียนสร้างปัญหาเดือดร้อนไม่มีที่สิ้นสุดนะครับ ท่านประธานครับ มีคนอยู่ กลุ่มเดียวครับ ทุกครั้งที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยหรือพิพากษาไม่ถูกใจก็จะต้องออกมาต่อว่า มาแสดงพฤติกรรมอะไรต่าง ๆ ซึ่งผมคิดว่าไม่เหมาะสมครับ ผมอยากกราบเรียนท่านประธานว่า ขอให้ช่วยกันยับยั้งบุคคลกลุ่มนี้อย่าให้มาสร้างปัญหาความเดือดร้อนให้แก่พี่น้องประชาชนครับ ท่านประธานครับ ในร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้มีมาตราซึ่งคิดว่าเป็นอันตรายต่อระบบ การปกครองในระบอบประชาธิปไตยเป็นอย่างยิ่งครับ ในการปกครองแบบระบอบประชาธิปไตย ท่านประธานก็คงคิดเหมือนผมนะครับ คือเราต้องการพรรคการเมืองที่ดี เราต้องการ นักการเมืองที่ดี มาตรา ๒๓๗ การยุบพรรคการเมือง การตัดสิทธิเลือกตั้งของหัวหน้าพรรคการเมือง และกรรมการบริหารพรรค ที่เขาต้องมีมาตรานี้เพราะว่าในอดีตเราเคยประสบปัญหา มาตรานี้ เป็นยาแรงจะอ้างว่าไม่ยุติธรรมต่อหัวหน้าพรรคการเมืองและกรรมการบริหารพรรคนั้นไม่ได้ครับ ท่านประธาน ถ้าสมมุติในการเลือกตั้งมีผู้ที่เลือกตั้ง ผู้สมัครรับเลือกตั้งไปโกงเพียง ๑ คน แต่ปรากฏว่าผลการเลือกตั้งทำให้พรรคการเมืองนั้นได้รับคะแนนเสียงมากกว่าพรรคอื่น แม้แต่เพียง ๑ เสียง ก็มีสิทธิที่จะจัดตั้ง และหัวหน้าพรรคการเมืองก็จะเป็นนายกรัฐมนตรี ของรัฐบาลนั้นนะครับ ทั้งหมดเป็นประโยชน์มหาศาล เพราะฉะนั้นจึงมีความจำเป็นซึ่งเมื่อได้ ประโยชน์มหาศาลนั้นโทษก็จะต้องตามมา โทษนี้ไม่ใช่อะไรครับท่านประธาน เราต้องการ สร้างความมั่นคงและเสถียรภาพทางการเมืองและมีพรรคการเมืองที่ดี เหตุผลที่อ้างว่า ไม่ยุติธรรมต่อหัวหน้าพรรคการเมือง แล้วก็ทำให้พรรคการเมืองนั้นมีความเข้มแข็ง ถ้าเผื่อ พรรคการเมืองนั้นมีความเข้มแข็ง แต่ไม่ซื่อสัตย์สุจริต ท่านประธานคิดว่าประเทศเราจะไปได้ แค่ไหนครับ ฉะนั้นผมคิดว่ามาตรา ๒๓๗ วรรคสองที่ไปตัดทิ้งนะครับ วรรคนั้นสมาชิกรัฐสภา บางท่านก็ได้อภิปรายในการสร้างความเข้าใจผิดให้แก่พี่น้องประชาชน เพราะถ้าเผื่อท่านประธาน อ่านให้ดี ๆ นะครับ วรรคสองของมาตรา ๒๓๗ เดิม เขียนไว้ชัดนะครับว่าถ้าการกระทำของ บุคคลตามวรรคหนึ่ง คือสมาชิกพรรคไปโกงการเลือกตั้งมา ถ้าปรากฏหลักฐานอันควรเชื่อถือ ได้ว่าหัวหน้าพรรคการเมืองหรือกรรมการบริหารพรรคทราบและไม่ห้ามปราม ทั้งหมดเป็นสิ่งที่ ป้องกันหัวหน้าพรรคการเมืองและกรรมการบริหารพรรคครับ กรุณาชี้แจงพี่น้องประชาชน ให้เข้าใจให้ถ่องแท้ครับ อย่าได้เบี่ยงเบนประเด็นและสร้างความเข้าใจผิด มันจะทำให้เกิด ความเสียหายครับ ท่านประธานครับ พรรคการเมืองเป็นนิติบุคคลเหมือนกับบริษัทครับ เมื่อมีความเสียหายก็จะต้องรับผิดชอบ คิดว่าอันนี้เป็นมาตรฐานในการที่เราจะใช้หลักนิติธรรม และหลักกฎหมาย

ท่านประธานครับ ในร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมฉบับต่อไป คือการแก้ไข มาตรา ๑๙๐ เหตุผลที่อ้างก็เดิม ๆ อ้างว่าเงื่อนไขของมาตรา ๑๙๐ นั้น ทำให้การเจรจา การค้าระหว่างประเทศเสียประโยชน์เสียผล ซึ่งความจริงแล้วไม่จริงนะครับท่านประธาน และผมเป็นสมาชิกวุฒิสภามาด้วยกัน ๔ ปีกว่า เรามีการประชุมร่วมหลายครั้งนะครับ ในการประชุมร่วมกันนั้นเวลาที่เสียไปส่วนใหญ่เป็นเรื่องอื่นครับ ไม่ใช่เป็นการพิจารณา รายละเอียดในการเจรจา แล้วก็ที่ดูนี่นะครับผมก็ไม่เห็นมีความลับอะไรเลย ตรงกันข้ามการที่ สมาชิกรัฐสภาทุกท่านได้ช่วยกันอภิปรายข้อดีข้อเสียของกรอบการเจรจาต่าง ๆ นั้น ผมคิดว่า ทำให้พี่น้องประชาชนนั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่เป็นเกษตรกรเขาจะได้มีโอกาสที่จะปรับตัวว่า จะตั้งรับอย่างไร การที่ไปแก้ไขโดยตัดประเด็นสำคัญว่าในการทำหนังสือสนธิสัญญา ที่เกี่ยวกับด้านเศรษฐกิจและสังคมซึ่งกระทบต่อเศรษฐกิจอย่างกว้างขวาง จำเป็นที่จะต้องมา ผ่านรัฐสภา ถ้าสมมุติว่าตัดตรงนี้ไปจะทำให้เสียประโยชน์มากกว่าที่จะได้ประโยชน์ ท่านประธานครับ ทั้งหมดที่เกิดขึ้นไม่ใช่เกิดจากมาตรา ๑๙๐ นะครับ เขาเขียนไว้ชัดให้ไปออกกฎหมายเพื่อจะให้ ขั้นตอนกระชับเข้า ก็ไม่ทำครับ อันนี้จะไปโทษรัฐธรรมนูญได้อย่างไร ต้องโทษรัฐบาล ซึ่งไม่มีประสิทธิภาพในการทำงาน หลายเรื่องนะครับ ไปเจรจากันตั้งแต่ปี ๒๕๔๓ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ยังไม่มีเลยครับ เสร็จแล้วก็เพิ่งนำมาพิจารณากัน แล้วที่สำคัญที่สุด ยกตัวอย่างง่าย ๆ ขณะนี้มีหนังสือสนธิสัญญาร่างความตกลงต่าง ๆ มากมาย แทนที่รัฐบาล จะนำเข้ามาสู่สภานี้ กลับเอาเรื่องแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งทั้ง ๓ ร่างไม่ได้มีประโยชน์ต่อพี่น้องประชาชน โดยตรงเลย เขาเดือดร้อนเรื่องอื่นตั้งเยอะ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องจำนำข้าว เรื่องอะไร ผมไม่ซ้ำประเด็นนะครับ ไปแก้เรื่องนั้นสำคัญกว่า ทั้ง ๓ ร่างผมอ่านแล้วอ่านอีกไม่เห็นว่า พี่น้องประชาชนจะได้ประโยชน์อะไร ได้เฉพาะคนบางกลุ่มนะครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สมาชิกวุฒิสภาที่มาจากเลือกตั้งซึ่งจะต้องหมดวาระ ต้องขออภัยท่านด้วยนะครับ เพราะว่า กฎกติกามีเราก็จำเป็นที่จะต้องเคารพครับ ท่านประธานครับ มาตรา ๑๙๐ ที่ตัดไป พี่น้องประชาชนจะเสียประโยชน์อีกเรื่องหนึ่งนะครับ

(จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุรินทร์ ได้ยืนและยกมือขึ้น)
นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ท่านสุรศักดิ์ครับ มีผู้ประท้วง ท่านนะครับ เชิญท่านจ่าประสิทธิ์ครับ

จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุรินทร์

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุรินทร์พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมประท้วง ผู้อภิปรายตามข้อ ๔๓ อภิปรายนอกประเด็น กล่าวหาว่าแก้ไขรัฐธรรมนูญแล้วประชาชน ไม่ได้อะไร บอกให้ชัด ถ้าแก้ไขผ่านส.ว. หมดสิทธินะครับ ไปเลย ๔๐ ส.ว. เดี๋ยวประชาชน ได้เลือกตั้งใหม่ที่ได้แน่ ๆ ครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

เอาอย่างนี้ท่านจ่าประสิทธิ์ ท่านสุรศักดิ์ยังอยู่ในกรอบของการอภิปรายอยู่นะครับ เชิญท่านต่อครับ ไม่เป็นไรครับ ผมให้ อภิปรายต่อแล้วครับ

พลเรือเอก สุรศักดิ์ ศรีอรุณ สมาชิกวุฒิสภา ภาควิชาชีพ

การตัดไปตรงนี้ การแก้ไขตรงนี้จะทำให้สิทธิประโยชน์ที่พี่น้องประชาชนเคยได้รับจากมาตรา ๑๙๐

(นายวัชระ เพชรทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ ได้ยืน และยกมือขึ้น)
นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

เดี๋ยวท่านสุรศักดิ์ครับ ท่านวัชระเชิญครับ ท่านใส่สีน้ำเงินผมจำไม่ได้นะครับ

นายวัชระ เพชรทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม นายวัชระ เพชรทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ผมขอประท้วงท่านประธานตามข้อบังคับ ข้อ ๕ และประท้วงจ่าประสิทธิ์ ตามข้อบังคับ ข้อ ๔๓ ท่านประธานครับ ท่านประธานทำหน้าที่เป็นประธานควบคุมการประชุม ท่านประธานก็ต้องสังเกตและได้แลเห็นพฤติกรรมของจ่าประสิทธิ์ตลอด ๒ วันที่ผ่านมา เพราะท่านนั้น

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

จะประท้วงอะไรท่านก็บอก มานะครับ ข้อไหน ประท้วงด้วยเรื่องอะไร ท่านอย่าไปกล่าวตำหนิกันนะครับ ท่านจ่าประสิทธิ์ นั่งก่อน ผมฟังเขาก่อน เชิญครับ

นายวัชระ เพชรทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธาน ที่เคารพครับ เพราะว่าจ่าประสิทธิ์ได้พูดจาเสียดสีโดยตลอด คือท่านอาจจะไม่ได้รับประทานยามา ท่านประธานครับ กราบเรียนท่านประธานว่าจริง ๆ แล้วถ้าจ่าประสิทธิ์ไปอยู่กลางนา ปัญหาจะไม่เกิดครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

เอาอย่างนี้ คือท่านประท้วงว่า ผมไม่สามารถที่จะควบคุม ข้อ ๕ แล้วท่านจ่าประสิทธิ์ ข้อ ๔๓ เดี๋ยวผมจะวินิจฉัยนะครับ

นายวัชระ เพชรทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธาน ต้องควบคุมและต้องคอยดูเวลาจ่าประสิทธิ์ลุกขึ้นประท้วงนี่มีเหตุผลหรือไม่ เป็นไปตาม ข้อบังคับหรือไม่ เพราะไม่เช่นนั้นแล้วผมเสียดายแทนพี่น้องชาวสุรินทร์ครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

จ่าประสิทธิ์ครับ เพื่อให้ การประชุมเป็นไปตามกำหนดนะครับ ท่านเสียหายตรงไหน เวลาท่านประท้วงหรือท่านอะไร อย่าได้กล่าวพาดพิงคนอื่นนะครับ อย่าเสียดสี อย่ากระแนะกระแหนนะครับ

จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุรินทร์

ท่านประธาน ผมถูกพาดพิงเสียหายครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

เชิญครับ เสียหายตรงไหนครับ

จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุรินทร์

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุรินทร์ พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมขอใช้สิทธิพาดพิง กรณีที่คุณวัชระได้กล่าวหาผมว่าไม่น่ามาเป็น ส.ส. น่าจะไปอยู่กลางนา คำคำนี้ผมน้อมรับได้ ให้ผมเป็นควายไม่เป็นไรหรอก ถ้าเป็นควายแล้วรับใช้ประชาชนผมยินดีครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ท่านสุรศักดิ์ ท่านว่าต่อไปเลยครับ

พลเรือเอก สุรศักดิ์ ศรีอรุณ สมาชิกวุฒิสภา ภาควิชาชีพ

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ กระผม พลเรือเอก สุรศักดิ์ ศรีอรุณ ขออนุญาตต่อนะครับ ในการยกเลิก มาตรา ๑๙๐ เดิม โดยเฉพาะอย่างยิ่งการตัดข้อความในวรรคสองเกี่ยวกับหนังสือสัญญาที่มี ผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจและสังคมของประเทศอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะ อย่างยิ่งเรื่องงบประมาณนะครับ อันนี้จะทำให้พี่น้องประชาชนเสียประโยชน์อย่างยิ่ง ท่านประธานครับ แนวโน้มในอนาคตนะครับ สงครามที่จะใช้รบกันด้วยกำลังทหารนี่น้อย แต่สงครามทางด้านเศรษฐกิจหรือการแข่งขันทางด้านเศรษฐกิจมากขึ้นครับ เพราะว่า ประชากรโลกมากขึ้น ทรัพยากรลดลง เพราะฉะนั้นถ้าสมมุติว่าพี่น้องประชาชนไม่ได้มีโอกาส ที่จะให้ร่างหนังสือสนธิสัญญาอะไรต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับการค้าและการลงทุนได้ผ่านรัฐสภา รัฐบาลก็จะเสี่ยงที่จะไปทำความตกลงอะไรแล้วทำให้เกิดความเสียหาย ผมไม่ยกตัวอย่าง เรื่องหอมแดงมีผู้พูดเยอะแล้วก็จะทำให้ประเทศเกิดความหายนะทางเศรษฐกิจต่อ เมื่อสักครู่ ท่านประธานกดเวลาให้ผมหรือเปล่าไม่ทราบครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ผมล็อคเวลาไว้ครับ ตอนนี้ เวลาจะเพิ่มไปเรื่อย เวลาท่านเพิ่มก็คือจะไปตัดของเพื่อนสมาชิกวุฒิสภาครับ

พลเรือเอก สุรศักดิ์ ศรีอรุณ สมาชิกวุฒิสภา ภาควิชาชีพ

ของผมเหลือ อีกกี่นาทีครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ของท่านหมดไปแล้วครับ ท่านจะจบหรือยังครับ เชิญสรุปได้แล้วครับ

พลเรือเอก สุรศักดิ์ ศรีอรุณ สมาชิกวุฒิสภา ภาควิชาชีพ

ผมขอประเด็น สุดท้ายประเด็นเดียวเพราะผมคิดว่าผมโดนขัดขวางการอภิปรายทำให้เสียเวลา

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ไม่ครับ เวลาเขาประท้วงท่าน นาฬิกาจะหยุดนะครับ

พลเรือเอก สุรศักดิ์ ศรีอรุณ สมาชิกวุฒิสภา ภาควิชาชีพ

ท่านประธาน ผมขออนุญาต ๒ นาทีนะครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

เชิญครับ เดี๋ยวท่านวิปได้ไป หักเวลาของท่านสมาชิกวุฒิสภาท่านอื่นครับ ท่านสรุปได้แล้วครับ

พลเรือเอก สุรศักดิ์ ศรีอรุณ สมาชิกวุฒิสภา ภาควิชาชีพ

ท่านประธานครับ เกี่ยวกับเรื่องการแก้ไขที่มาของสมาชิกวุฒิสภา อันนี้หลายท่านได้พูดไปแล้วนะครับ ผมขออนุญาต สรุปอย่างนี้ครับท่านประธาน ผมเป็นสมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการสรรหาโดยคณะกรรมการ เลือกตั้งจำนวน ๗ คน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ บางพรรคการเมืองมีคนเลือก คนเดียว เมื่อผมได้รับการสรรหามาแล้วคณะกรรมการสรรหาไม่เคยมายุ่ง ไม่เคยมาสไกป์ (Skype) ไม่เคยมาทำอะไรนะครับ ผมไม่เคยอยู่ในผูกมัดแห่งอาณัติมอบหมายหรือความครอบงำใด ๆ ผมปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริตเพื่อประโยชน์ส่วนรวมของประชาชนชาวไทย โดยปราศจากการขัดกันแห่งผลประโยชน์ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๒๒ ท่านประธานครับ ขออนุญาตสรุปอย่างนี้นะครับ การแก้ไขมาตรา ๖๘ จะทำความหายนะทางการเมืองให้แก่ ประเทศไทย พอเปิดโอกาสให้รัฐสภาจะเป็นการโหวตมาตรา ๒๙๑ ในวาระที่สาม แล้วก็ทำให้ สสร. เข้ามาแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ การแก้ไขมาตรา ๒๓๗ เหมือนกับการค้าตอบแทน เพราะว่ามีสมาชิกวุฒิสภาบางท่านไปลงรายชื่อร่วมกับ ส.ส. การแก้ไขมาตรา ๑๙๐ นั้นจะทำให้ พี่น้องประชาชนเสียประโยชน์ และประการสุดท้าย เมื่อนำการแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้ง ๓ ร่างนี้ ไปรวมกับร่าง พ.ร.บ. ให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ และ พ.ร.บ. กู้เงิน ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เหมือนกับการที่รัฐบาลนี้ได้รับมอบอำนาจเหมือนฮิตเลอร์ได้รับมอบอำนาจอย่างที่มีผู้อภิปราย ประเทศจะไปสู่ความหายนะแน่นอน ขอบคุณครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ท่านเกินไป ๑ นาที ๕๒ วินาที ไปหักในส่วนของวุฒิสภานะครับ ต่อไปท่านพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน ท่านมีเวลา ๑๐ นาทีนะครับ

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เชียงราย

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงราย พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม ๓ ฉบับ เรื่องที่ ๑ เรื่องของวุฒิสมาชิก เรื่องที่ ๒ เรื่องของการทำธุรกรรม ต่าง ๆ กับต่างประเทศในมาตรา ๑๙๐ เรื่องที่ ๓ มาตรา ๖๘ และมาตรา ๒๓๗ ท่านพี่น้องคนไทย ที่เคารพรักทุกท่านครับ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยเป็นกฎหมายลำดับศักดิ์สิทธิ์สูงสุด แห่งราชอาณาจักรไทย กฎหมายอื่นใดจะขัดแย้งต่อรัฐธรรมนูญไม่ได้ รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมาย ว่าด้วยการจัดระเบียบการปกครองของประเทศไทย ท่านประธานครับ ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๗๕ ประเทศไทยมีรัฐธรรมนูญทั้งสิ้น ๑๘ ฉบับ มากที่สุดในโลก แสดงให้เห็นว่าประเทศไทยนั้น ขาดเสถียรภาพทางการเมืองมาโดยตลอด ท่านประธานครับ ๑๘ ฉบับเกิดจากการก่อการกบฏ ๑๒ ครั้ง รัฐประหาร ๘ ครั้ง ปฏิวัติ ๑ ครั้ง การปฏิวัตินั้นครั้งเดียววันที่ ๔ มิถุนายน ๒๔๗๕ ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในวันที่ ๒๔ มิถุนายน ในปีเดียวกัน คือการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชมาเป็นระบอบประชาธิปไตย เหมือนเราปลูกต้นไม้ ปลูก ตัด ปลูก ตัด ปลูก ตัด ไม่โตสักที นี่คือเหตุแห่งความยากจนของ พี่น้องร่วมชาติ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ เป็นของประชาชน โดยประชาชน เพื่อประชาชน แต่ก็ถูกฉีกทิ้ง ท่านประธานครับ มารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ประกาศใช้วันที่ ๒๔ เดือนสิงหาคม ปี ๒๕๕๐ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ แก้ไขเพิ่มเติม ๒ ฉบับในวันที่ ๓ มีนาคม ๒๕๕๔ นี่คือ การแก้ไข ๒ ฉบับ ผมตั้งชื่อการแก้ไขในครั้งนั้นว่าเป็นการปิดประตูตีแมว รัฐบาลชุดก่อนหวัง ว่าแก้ไขรัฐธรรมนูญได้แล้วจะเป็นรัฐบาลต่อไป จะทำให้พรรคฝ่ายค้านในขณะนั้นพ่ายแพ้ ต่อการเลือกตั้ง สุดท้ายเขาก็คิดผิด ท่านประธานครับ ประชาชนไม่ได้โง่ ประชาชนไม่ได้กินแกลบ สิ่งที่ประชาชนได้แสดงให้เห็นนี่คือผลลัพธ์ที่เขาไว้วางใจคนประชาธิปไตย ความเร่งด่วน ๓ เรื่องนี้ จำเป็นอย่างยิ่งที่เราจะต้องแก้ไข ท่านประธานครับ ปี ๒๕๕๘ เราจะเข้าสู่เสรีอาเซียน ถ้ารัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๐ ยังอยู่ ยังไม่ถูกแก้ไขเราจะเสียโอกาส เสียเปรียบ มาตรา ๑๙๐ จะเป็นอุปสรรคสำคัญอย่างยิ่งสำหรับการเป็นหนึ่งเดียวของอาเซียน ท่านประธานครับ ทำให้เราขาดความลับของชาติ จะไปทำธุรกรรมใด ๆ จะไปทำสัญญาใด ๆ กับต่างชาติ ต้องมาเปิดเผยต่อสภาผู้แทนราษฎร ไม่มีความลับใด ๆ ที่จะไปต่อรองที่จะไปต่อสู้กับต่างชาติ ได้เลยแม้แต่เขาพระวิหารเราก็เกิดจะเพลี่ยงพล้ำเพราะเราเปิดเผยความลับของชาติ ท่านประธานครับ ความล่าช้าต่าง ๆ เปิดสภา เปิดสมัยประชุม ปิดสมัยประชุม กว่าจะได้ ครบ ๖๐ วันที่เสนอร่างต่อสภาเพื่อที่จะไปทำธุรกรรมต่างประเทศมันสายเกินไป นายอภิสิทธิ์ แก้ไขรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ๒ ครั้ง พรรคร่วมรัฐบาลแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับไม่ได้ครับ รัฐบาลชุดนี้แก้ไม่ได้ครับ ทั้งฉบับถูกระงับจากศาลรัฐธรรมนูญโดยที่มีคนบางกลุ่มไปร้องเรียน ระงับไม่ให้แก้ไขทั้งฉบับ แต่บอกว่าถ้าแก้ไขเป็นรายมาตราให้แก้ไขได้ ท่านประธานครับ พรรคร่วมรัฐบาลก็เลยยื่น ๓ ฉบับนี้เข้ามา ท่านประธานครับ วันนี้ถ้าไม่ให้แก้ทั้งฉบับ ให้แก้รายมาตราพวกผมก็ปฏิบัติตามแล้ว ศาลรัฐธรรมนูญครับ ผมปฏิบัติตามที่ท่านได้บอกให้เราทำ เราก็ทำแล้ว วันนี้มีขาประจำคนบางกลุ่มที่เขาพูดเมื่อสักครู่ นายสมชาย แสวงการ แต่ไปยื่นร้อง ต่อศาลรัฐธรรมนูญให้สั่งการโดยด่วน ๓ ประเด็น ๑. ให้ยกเลิกการแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา ๖๘ และมาตรา ๒๓๗ โดยด่วน ประเด็นที่ ๒ ให้เสนอยุบพรรคร่วมรัฐบาล ๖ พรรคการเมือง เอาสิครับให้โลกรู้ว่าประเทศไทยยุบพรรคการเมือง ๒ รอบแล้ว รอบนี้จะเป็นรอบที่ ๓ นี่คือประเพณี นี่คืออัตลักษณ์ของประเทศไทย ท่านประธานครับ จะได้เป็นประวัติศาสตร์ว่าประเทศไทย ที่รุ่งเรืองเป็นแผ่นดินทองนั้นมีการยุบพรรคที่เป็นของประชาชน ที่มีสมาชิกเป็น ๒๐ ล้านคน ท่านประธานครับ ข้อที่ ๓ ขอให้มีการคุ้มครองชั่วคราวฉุกเฉินในการระงับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ในวันนี้ ท่านประธานครับ บ่ายสามโมงเย็นพรุ่งนี้คณะกรรมการตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ จะพิจารณารับหรือไม่รับ เอาสิครับจะได้รู้ว่า

(นายสาธิต ปิตุเตชะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดระยอง ได้ยืน และยกมือขึ้น)
นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

เดี๋ยวครับท่านพิเชษฐ์ ท่านสาธิตท่านประท้วงอะไรท่านบอกข้อประท้วงของท่านนะครับ

นายสาธิต ปิตุเตชะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ระยอง

ผม สาธิต ปิตุเตชะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดระยอง ความจริงให้เกียรติท่านสมาชิก ที่กำลังใช้สิทธิอภิปราย แต่ว่าการอภิปรายของท่านมันทั้งเสียดสี กิริยาการใช้น้ำเสียง การข่มขู่ไปยังศาลรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นบุคคลภายนอก ผมเลยจำเป็นต้องลุกขึ้นมาใช้สิทธิ ในการประท้วงตามข้อบังคับ ข้อ ๔๓ ให้ท่านประธานวินิจฉัยว่าสิ่งที่ท่านผู้อภิปรายกำลัง ปฏิบัติหน้าที่อยู่นี่มันสมควรหรือไม่ ขอให้ประธานได้วินิจฉัยด้วยครับ จะเป็นแบบอย่างไม่ดีนะครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ท่านพิเชษฐ์ กำลังกล่าวถึงที่ท่านสมชายได้ไปยืนร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญใน ๓ ข้อด้วยกันนะครับ เพียงแต่ว่า ท่านพิเชษฐ์บุคลิกเป็นอย่างนี้คือพูดจาเสียงดังอาจจะดูว่า

นายสาธิต ปิตุเตชะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ระยอง

ด้วยความเคารพ ท่านประธานครับ ท่านประธานจะเห็นสภาเป็นของเล่นไม่ได้นะครับ ท่านต้องวินิจฉัยว่า การกระทำอันใดที่มันไม่สมควรท่านก็ต้องขจัดออกไป สภาเราจะได้รับการนับถือจาก คนข้างนอก ถ้าท่านประธานมองผ่านสิ่งเหล่านี้ผมคิดว่าท่านประธานไม่เป็นกลางครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

เอาเถอะครับ ไม่ต้อง ประท้วงนะครับท่านสาธิต ผมวินิจฉัยไปแล้ว เพราะคำวินิจฉัยผม ผมบอกว่าท่านพิเชษฐ์นั้น ได้เอาคำกล่าวของท่านสมชายที่ไปยื่นฟ้องต่อศาลรัฐธรรมนูญใน ๓ ประเด็น เพียงแต่ว่า อาจจะใช้เสียงดังไปหน่อยนะครับ ไม่ได้เป็นการท้าทายครับ ก็เป็นเรื่องที่ผมคิดว่าสิ่งนี้คือสิ่งที่ เขาได้แสดงออกว่าจะถูกยุบพรรคเป็นครั้งที่ ๓ ถูกไหมครับ ท่านไม่เป็นไรนะครับ อย่างไร ท่านพิเชษฐ์ช่วยกรุณาอย่าพูดจา

นายสาธิต ปิตุเตชะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ระยอง

ท่านประธานฟัง เนื้อหาให้ดีนะครับ ท่านพิเชษฐ์ ขออนุญาตที่เอ่ยนาม บอกว่าศาลรัฐธรรมนูญ ตะโกนไป เหมือนกับท้าทาย และเหมือนกับไปท้าให้ตัดสินอย่างนั้นอย่างนี้ อันนี้มันเป็นการไปก้าวล่วง บุคคลภายนอกโดยไม่จำเป็นนะครับท่านประท่าน สภาแห่งนี้ก็อภิปรายไปว่าเห็นด้วย ไม่เห็นด้วย แต่ว่ามาใช้สิทธิในการอภิปรายแต่ว่าไปพาดพิงและกิริยาการใช้เสียงทุกอย่าง ท่านประธาน ต้องวินิจฉัยให้ชัดเจนครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ผมชัดเจนแล้วนะครับ เพราะฉะนั้นท่านพิเชษฐ์ลดโทนเสียงท่านลงหน่อยครับ พี่น้องชาวเชียงรายเขาคงบอกว่า นี่บุคลิกของเขานะครับ ลดลงหน่อยแล้วอย่าไปท้าทายนะครับองค์กรอื่น เราอภิปรายของเรานะครับ เชิญท่านต่อครับ

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เชียงราย

ท่านประธานที่เคารพครับ แก้เป็นรายมาตราก็ไม่ให้แก้ ทั้งฉบับก็ไม่ให้แก้ ตกลงรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทยนี่จะถูกแก้ได้ไหมครับ ท่านอภิสิทธิ์แก้มา ๒ ฉบับก็แก้ได้ แต่พวกผม แก้ไม่ได้หรือครับ ท่านประธานครับ อำนาจบริหารรัฐบาลเป็นผู้ใช้ อำนาจตุลาการศาลเป็น ผู้ใช้ อำนาจนิติบัญญัติสภาผู้แทนราษฎร รัฐสภาเป็นผู้ใช้ เราเป็นเจ้าของอำนาจครับ ระวังนะครับท่านศาลรัฐธรรมนูญ ระวังท่านจะก้าวล่วงอำนาจนิติบัญญัติ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

อภิปรายอย่างอื่น ท่านอย่า ไปกล่าวถึงเขาองค์กรข้างนอกอีกเลยนะครับ ท่านได้กรุณาเถอะครับ ท่านพิเชษฐ์ครับ แต่โทนเสียงท่านใช้ได้แล้วนะครับ ต่ำแล้วนะครับ

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เชียงราย

ระวังท่านจะกล่าวล่วงอำนาจนิติบัญญัติและอำนาจของรัฐสภา ท่านประธานครับ อำนาจ นิติบัญญัติเรามีสิทธิที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญ นี่คืออำนาจของเราครับท่านประธาน ถ้าสั่งระงับ การแก้ไขอีกถือว่าศาลรัฐธรรมนูญละเมิดรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นกฎหมายลำดับศักดิ์สิทธิ์สูงสุด แห่งราชอาณาจักรไทย ถือว่าท่านทำผิดรัฐธรรมนูญ มาตรา ๖๘ เสียเอง ด้วยตัวท่านเอง แล้วบ้านเมืองจะลุกเป็นไฟ ขอบคุณครับท่านประธาน

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ต่อไป ท่านสุรชัย ชัยตระกูลทอง ท่านอยู่ไหมครับ ท่านสุรชัยไม่อยู่นะครับ ต่อไปเป็นท่านสุริยา ปันจอร์ ๘ นาทีนะครับ

นายสุริยา ปันจอร์ สมาชิกวุฒิสภา สตูล 🔗

ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายสุริยา ปันจอร์ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ จากการนั่งฟังด้วยความตั้งใจกระผมได้รับความรู้ในแง่มุมของการเมืองเป็นอย่างดี ก็ต้อง ขอขอบพระคุณโดยเฉพาะนักการเมืองอาวุโสหลายท่านได้อภิปราย ผมก็พยายามที่จะเก็บ สิ่งเหล่านี้เพื่อใช้โอกาสในโอกาสต่อไป ท่านประธานครับ ตั้งแต่เมื่อวานนี้ผมไม่ได้นับ แต่คำว่า ประชาชน ประชาชน ประชาชน ผมคิดว่าน่าจะเป็น ๑๐๐ ครั้งที่นักการเมืองเราทั้งหลาย อยู่ตรงนี้อ้างชื่อประชาชน ประชาชน ประชาชน ผมสงสารประชาชนจริง ๆ ที่ประชาชนถูกกล่าว ถูกอ้างตั้งวันสองวัน และพรุ่งนี้ก็คงจะมีประชาชนอีก สิ่งที่พี่น้องนักการเมืองเป็นห่วงข้องใจ ถึงต้องเอาคำนี้มากล่าวพูดก็คือ ๑. พี่น้องประชาชนได้อะไรบ้าง พี่น้องประชาชนพอใจหรือไม่ อย่างไร อันนี้เป็นสิ่งซึ่งนักการเมืองเราทั้งหลายอ้างถึงกันอยู่ ผมจำได้ว่าการแก้กฎหมาย รัฐธรรมนูญ ๒ ฉบับที่ผ่านมาเราอ้างว่าประชาชนได้อะไร และคราวนี้ก็ได้อะไรเช่นเดียวกัน ผมแยกไม่ออกว่าอะไรเป็นอะไร แล้วไม่รู้อะไรจริง ๆ ครับท่านประธานครับ เพราะการอภิปราย ซึ่งผมมีความสับสนตรงนี้มากเลยครับ เพราะว่าคำถามเหมือนกันแต่ว่าผู้เสนอกฎหมายคนละ คนกัน ในขณะเดียวกันผู้อภิปรายก็อยู่ในกลุ่มเดียวกันก็คำถามเหมือนกันหมดเลย ท่านประธานครับ ผมนั่งฟังอยู่เสมือนหนึ่งว่านักการเมืองทั้งหลายเรามีจินตนาการ จินตนาการที่ไปไกล ลึก กว้าง ถ้าจินตนาการขึ้นสวรรค์ผมว่าน่าจะไปครับ แต่ถ้าจินตนาการลงข้างล่างนี่ไม่น่าจะไปเลย เราจินตนาการว่ามีเสือโคร่ง จินตนาการว่ามีงูเห่า จินตนาการว่าตึกจะพัง ถ้าอย่างนี้ก็ไม่กล้า จะออกจากบ้านครับ คงจะอยู่แต่ในบ้านเพราะเราจินตนาการในทางลบ ถ้าเราจินตนาการ ในทางบวกผมว่าบรรยากาศจะสดใสยิ่งขึ้น ผมพยายามสังเกตดูบรรยากาศ ผมบอกตรง ๆ เลยว่าบรรยากาศนี้ไม่ค่อยจะสละสลวยสักเท่าไร ไม่ทราบว่าเราการเมืองมากเกินไปหรือ อย่างไรนะครับ ท่านประธานครับ ผมติดใจมาตรา ๑๙๐ จากการร่างที่ขอแก้ไขรัฐธรรมนูญ ฉบับที่เกี่ยวกับมาตรา ๑๙๐ กับมาตรา ๖๘ เท่านั้นเอง ส่วนที่ไปที่มาจะอยู่หรือไม่อยู่ของ สมาชิกวุฒิสภาไม่ติดใจครับ ท่านประธานครับ ที่ผมติดใจเรื่องมาตรา ๑๙๐ ก็ขออนุญาต แต่เวลาคงจะไม่ทัน ขออนุญาตนิดเดียวว่ากฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับแก้ไขวันที่ ๓ มีนาคม ๒๕๕๔ นั้นได้แก้ไขตามความต้องการของนักการเมือง ของพี่น้องประชาชน ของเรา ณ ที่นี้ ได้แก้ไขไปในระดับหนึ่งแล้ว แต่ถึงกระนั้นก็ยังคงมีปัญหาในทางปฏิบัติเขียนไว้สวยครับ เขียนไว้สวยมาก แต่ในทางปฏิบัติ นั้นดูจะยิ่งยาก ผมขออนุญาตที่จะจับประเด็นบางประเด็นอย่างเช่นหนังสือสัญญาที่รัฐบาล จะไปทำกับประเทศต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง บอกว่า หนังสือสัญญาใดมีบทบาทเปลี่ยนแปลง อาณาเขตไทย หรือเขตพื้นที่นอกอาณาเขตซึ่งประเทศไทยมีสิทธิอธิปไตยหรือมีเขตอำนาจ ตามหนังสือสัญญาหรือตามกฎหมายระหว่างประเทศ หรือจะต้องออกพระราชบัญญัติเพื่อให้ เป็นไปตามหนังสือสัญญา หรือมีผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ซึ่งถ้ามีเพียงแค่นี้ ไม่มีคำอธิบายไม่มีคำขยายความ ระดับไหนถึงจะเรียกว่ากระทบกับความมั่นคงทางเศรษฐกิจ เป็นปัญหาอย่างแน่นอน หลาย ๆ ครั้งที่เรามาถกกันในสภาอันเนื่องมาจากเราตีความไม่ตรงกัน ไม่เหมือนกัน อย่างเช่นเรื่องนาซา วันก่อนเราก็งงอยู่เหมือนกัน ท่านประธานครับ นี่คือ ประเด็นที่ ๑ ครับ

ประเด็นที่ ๒ บอกว่า หรือมีผลผูกพันด้านการค้า การค้าระดับใด การค้า ระดับ ๒๐ บาท ๓๐ บาท ๑๐๐ บาท หรือ ๑๐๐ ล้านบาท ๑,๐๐๐ ล้านบาท ไม่มีคำอธิบาย ไม่มีการขยายความ จึงทำให้เกิดข้อสงสัยถ้าเกิดว่ารัฐบาลเห็นว่าตรงนี้ไม่เข้าข่ายก็ไม่นำเข้าสู่สภา แล้วไปทำสัญญาในที่สุดสภาก็จะเอาเรื่องอีกกลายเป็นเรื่องทันที

ต่อไปครับ การลงทุน ลงทุนขนาดไหนครับ ไม่บอกนะครับ หรืองบประมาณ ของประเทศอย่างมีนัยสำคัญ ตรงนี้ขีดเส้นใต้ ๕๐ เส้น อย่างมีนัยสำคัญใครจะตีความ ได้อย่างไร นัยสำคัญแบบไหน ด้วยเหตุอันนี้ละครับ คณะผู้เสนอก็ปรับเปลี่ยนข้อความตรงนี้ พอปรับเปลี่ยนข้อความตรงนี้ ปรับเปลี่ยนง่าย ๆ ครับท่านประธาน แต่มีกฎหมายรองรับ อย่างเช่นบอกว่าหนังสือสัญญาใดมีบทเปลี่ยนแปลงอาณาเขตไทย อันนี้ของเปลี่ยนแปลงใหม่ แล้วก็ในวรรคสองบอกว่า ให้มีกฎหมายว่าด้วยการให้ประชาชนสามารถเข้าถึงรายละเอียด ของหนังสือสัญญาและการแก้ไขหรือเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากการปฏิบัติตามสัญญา โดยคำนึงถึงความเป็นธรรมระหว่างผู้ที่ได้รับผลประโยชน์กับผู้ได้รับผลกระทบ อันนี้ต้อง ออกกฎหมายและบังคับเสียด้วยว่าจะต้องออกกฎหมายภายในเวลา ๑ ปี เพราะฉะนั้น ด้วยเหตุนี้ละครับผมจึงขอสนับสนุนร่างรัฐธรรมนูญฉบับแก้ไขที่เกี่ยวข้องกับมาตรา ๑๙๐ เป็นอย่างยิ่ง มิฉะนั้นแล้ว ท่านประธานครับ ขออนุญาตนิดเดียว ปัจจุบันนี้ประชุม ๒ ครั้ง คือวันที่ ๒๕ มกราคม ๒๕๕๖ มีกรอบที่จะต้องเจรจากับต่างประเทศ ๒๕ เรื่อง ในวันนั้น จำได้ว่าผ่านเพียง ๘ เรื่องเท่านั้นเหลืออีก ๑๗ เรื่อง การประชุมวันที่ ๕ กุมภาพันธ์ มีทั้งหมด ๑๘ เรื่อง แต่ผ่านเพียง ๑ เรื่อง ขณะนี้รวมการประชุม ๒ ครั้งเหลืออยู่ในสภา ค้างอยู่ในสภา ๓๔ เรื่องครับ และจะเอาอย่างไรต่อไปถ้าไม่แก้อย่างนี้ครับ ขอบคุณมากครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ท่านชินวัฒน์ หาบุญพาด ท่านมีเวลา ๗ นาทีครับ

นายชินวัฒน์ หาบุญพาด สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ผม นายชินวัฒน์ หาบุญพาด ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ถ้าเวลาจะเกินไปบ้างขอความกรุณาท่านประธาน หักเวลาจากพรรคเพื่อไทยก็แล้วกันนะครับ เพราะว่าผมพูดช้า

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

เชิญครับ

นายชินวัฒน์ หาบุญพาด สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ 🔗

ถ้า ๗ นาทีกลัวว่ามันจะไปไม่ถึงไหนครับ ผมดีใจครับที่ได้มีโอกาสแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งความดีใจของผมนี่ล้มเหลวมาตลอด ซึ่งผมเป็นหนึ่งที่ไม่รับรัฐธรรมนูญฉบับนี้ตั้งแต่ต้น และก็ดีใจที่หลังจากมีการยึดอำนาจแล้วได้รัฐบาลนายกรัฐมนตรีสมัคร สุนทรเวช แต่ก็ต้อง ผิดหวังในขณะนั้นเพราะว่าวิกฤติทางการเมืองรัฐบาลก็ทำงานอะไรไม่ได้ถนัดนัก สุดท้าย ก็ในช่วงนั้นรัฐบาลท่านสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ก็ไม่สามารถที่จะทำงานได้ เนื่องจากว่าแม้แต่ ตัวนายกรัฐมนตรีเองก็ยังไม่มีทำเนียบทำงานต้อง ไปอาศัยสนามบิน เนื่องจากว่าวิกฤติ การเมืองมีกลุ่มคนกลุ่มหนึ่งรุกรานจนกระทั่งทำงานไม่ได้ จนมาถึงรัฐบาลที่แล้วผมก็ดีใจ อีกเหมือนกันว่าจะได้แก้ไขรัฐธรรมนูญ เนื่องจากว่ารัฐบาลที่แล้วพรรคการเมืองที่เป็นรัฐบาล ที่แล้วเขาไปช่วย คมช. หาเสียงตอนที่ทำประชามติเขาบอกว่าให้ประชาชนรับไปก่อน เดี๋ยวค่อยมาแก้ทีหลัง ผมก็คิดดีใจว่าเอาละถ้าพรรคนี้ได้เป็นรัฐบาลถึงแม้ว่าจะไม่ชอบนัก แต่ก็ยังดีใจว่าจะได้แก้รัฐธรรมนูญ แต่แล้วเขาก็แก้เหมือนกับที่เขาบอกกับประชาชน ไว้เหมือนกัน แต่แก้แบบศรีธนญชัยครับ แก้เล็ก ๆ น้อยเท่านั้นเองเพื่อเป็นกระษัยยา เพื่อไม่ให้มีคนเข้าว่าได้ว่าไม่ได้แก้ ผมก็เลยต้องผิดหวังอีกวันนี้ก็หวังไว้เต็มที่ว่าอย่างไรก็คงจะ ไม่ผิดหวังซ้ำซาก แต่ที่ยังผิดหวังอยู่ก็คือว่ามันก็ยังแก้น้อยอยู่นั่นละครับ แต่เอาละก็ดีกว่า ไม่ได้แก้ เมื่อสักครู่ผมนั่งฟังทางซีกโน้นเพื่อนสมาชิกรัฐสภาซึ่งเป็นครูบาอาจารย์ท่านบอกว่า ในโลกนี้การแก้ไขรัฐธรรมนูญมีเป้าหมายเหมือนกันต้องเหมือนกันเท่านั้น เรื่องสิทธิ ของประชาชน เรื่องอะไรต่าง ๆ ต้องเหมือนกัน ท่านน่าจะบอกว่ายกเว้นประเทศไทยที่มี เป้าหมายไม่เหมือนเขา เพราะฉะนั้นผมถึงจะบอกว่าเป้าหมายที่เขาร่างรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ เขามีเป้าหมายอะไร ท่านประธานที่เคารพ มันเป็นโอกาสดีของผมเพราะว่าทางซีก ประท้วงรู้สึกว่าจะไม่ได้ทำหน้าที่อยู่ที่ในประชุมแห่งนี้ครับ คราวนี้เป้าหมายรัฐธรรมนูญ ฉบับปี ๒๕๕๐ ท่านประธานที่เคารพ ก่อนหน้าที่จะมีการยึดอำนาจหวังว่าทุกคนที่นี่คงจำได้ มีกลุ่มคนกลุ่มหนึ่งก็มาไล่รัฐบาลในสมัยนั้น มาล้มล้างรัฐบาลในสมัยนั้น เพราะถ้าขืนปล่อยให้ รัฐบาลในสมัยนั้นอยู่มาถึงสมัยนี้มันมีพรรคการเมืองบางพรรคเหี่ยวแห้ง อาจจะเป็นหมัน ถึงทุกวันนี้ก็ได้ เพราะฉะนั้นจึงสมคบกันแล้วก็มาไล่รัฐบาลในสมัยนั้น แม้แต่ตัวนายกรัฐมนตรี ในสมัยนั้นจะยุบสภายังไล่ให้ลาออกอยู่นั่นละครับ ทั้ง ๆ ที่รัฐธรรมนูญกำหนดว่าแม้จะ ยุบสภาแล้วต้องรักษาการอยู่ก็ยังไล่ให้ลาออกครับ นี่คือที่มาที่เขาต้องการจะล้มล้างรัฐบาล ที่มาจากประชาชน เมื่อไล่ไม่ไปก็จึงไปสมคบกับคนมีปืนเข้า ไล่แต่ปากไม่ไปก็เอาเลย เอารถถัง เอาปืนมาไล่ สุดท้ายก็ไปครับ แต่ว่าก่อนที่เขาจะไล่ให้ไปนั้นเขาได้คิดกันมาแล้วว่า เขาจะเขียนรัฐธรรมนูญอย่างไรให้กลับมาไม่ได้ เขาจะเขียนกฎหมายอย่างไรต้องเอาโทษคนพวกนี้ให้ได้ เขียนกฎหมายแบบไหนจะต้องยุบพรรค ล้างเผ่าพันธุ์ให้ได้ เขาคิดมาก่อนนี่คือเป้าหมาย นี่คือเป้าหมายของเขา เสร็จแล้วมันก็จึง มาเป็นรัฐธรรมนูญ ฉบับนี้ฉบับปี ๒๕๕๐ ซึ่งเรากำลังจะแก้อยู่ ๓-๔ มาตรา ผมคงจะไม่พูด ในรายละเอียด เพราะว่าหลายคนพูดแล้ว เรื่องกฎบัตรกฎหมายนี่ถ้าพูดไปเหมือนคนดูก้อนเมฆ บางคนก็ดูเหมือนนั่น บางคนก็ดูเหมือนนี่ มันไม่ได้ตายตัว นิติศาสตร์ไม่ได้ตายตัว มันไม่เหมือนกับคณิตศาสตร์ คนนี้อาจจะบอกอย่างนี้ถูก คนนี้อาจจะบอกอย่างนี้ผิด แต่ถ้าเป็นคณิตศาสตร์ ๒ บวก ๒ ต้องเป็น ๔ ใครบอก ๕ ผิดทันที เพราะฉะนั้นผมจะไม่พูด ในรายละเอียด ผมก็บอกว่ามาตรา ๖๘ นี้จริง ๆ แล้วร่างที่แก้ไขกับอันเดิมเหมือนกันเลยครับ มาตรา ๖๘ วรรคสองเขาบอกว่าผู้ทราบ เมื่อทราบแล้วมีสิทธิไปบอกกับอัยการสูงสุด และอัยการตรวจสอบแล้ว และ เขาเรียกเชื่อมสันธานภาษาไทย เชื่อมเขาเชื่อมตรงไหนครับ เขาเชื่อมในระหว่างศัพท์หน้ากับคำหลัง ศัพท์หน้าก็คืออัยการสูงสุดตรวจสอบ และไปยื่นให้ ศาลรัฐธรรมนูญก็คืออัยการสูงสุดนั่นละ ต้องไปร้องกับอัยการสูงสุด อ้ายที่แก้ไขเปลี่ยนจาก และ มาเป็น แล้ว ความหมายเดียวกันก็คือต้องไปอัยการสูงสุด ถ้าเขาบอกว่าอย่างใดอย่างหนึ่ง เขาจะใช้คำว่า หรือผู้ที่ทราบ ผู้ทราบมีสิทธิไปร้องต่ออัยการสูงสุดหรือร้องต่อศาล นี่ ๒ อย่าง อย่างใดอย่างหนึ่ง แต่วันนี้บอกตัดสิทธิประชาชน ตัดสิทธิประชาชนก็มันตัด ถ้าอย่างนั้นมันก็ ตัดมาตั้งแต่กฎหมายฉบับนี้แล้ว ก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไรครับ เป็นแต่เพียงว่าตะแบงกัน เท่านั้นเอง เพราะฉะนั้นไม่ได้แก้ไขครับเหมือนเดิม แต่ก็พยายามพูดในที่นี้เพื่อให้ประชาชน เห็นว่าเป็นการตัดสิทธิประชาชนแล้วก็อ้างโน่นอ้างนี้ อ้างหมอที่ตายไป หมอที่ฆ่าเมีย เมื่ออัยการสั่งไม่ฟ้อง ไปฟ้องเองก็ได้ ถูกต้อคดีอาญาธรรมดาเขามีถึง ๓ ศาล เขาคานกัน ๓ ศาล มีศาลต้น ศาลอุทธรณ์ ศาลฎีกา แต่ศาลนี้มีศาลเดียว แล้วก็ไม่ได้ให้ความเป็นธรรม กับผู้ถูกกล่าวหา อ้ายคนหนึ่งนอนหลับอยู่ดี ๆ บอกมึงผิดด้วยไม่เคยให้ไต่สวนเลย ที่เกิดขึ้น ที่ยุบพรรคเขานั่นนะครับ ๑๑๑ คนนั่นสอบสวนกี่คนครับ คนผิด คนทำผิด ผู้ถูกกล่าวหา คนเดียว แล้วอีก ๑๑๐ คน ไม่เคยถามเขาเลย ไม่เคยให้เขาได้แก้ต่าง มัดมือชกมึง ผิดอย่างเดียว คนทำผิดอยู่ทางเหนือ อ้ายคนหนึ่งนอนอยู่ทางใต้ ไปเรียกออกจากมุ้งลุกขึ้นมา บอกมึงถูกตัดสิทธิแล้ว มันเป็นธรรมหรือครับ นี่มาตรา ๖๘ ที่ผมบอกเป็นอย่างนั้น คราวนี้ มาตรา ๑๑๑ เลือกตั้ง แต่งตั้ง หรือว่าสรรหา ส.ว. ผมคิดของผมว่าจะเลือกตั้งหรือสรรหา ที่เรียกว่าแต่งตั้งนี่มันไม่ได้อยู่ที่วิธีการ แต่มันอยู่ที่สันดานของคนครับ มาจากการสรรหา ไม่เกี่ยวเลยกับพรรคการเมือง ก็อาจจะไปตั้งกลุ่มตั้งแก๊ง เป็นฝ่ายค้านตลอดกาลอยู่กับอีกซีก โน้น ทางพรรคเพื่อไทย พรรคพลังประชาชน หรือทักษิณคิดอะไรกูล้มตลอด ดีก็ล้ม ชั่วก็ล้ม แล้วจะเอาอะไรมาแน่นอนล่ะครับ มันอยู่ที่ สันดานคน ต้องแก้ไขที่สันดาน เอาความอิจฉาริษยา เอาความอาฆาตพยาบาทมาตั้งในจิตว่า คนนี้ฉันเกลียดแล้วฉันต้องทำลาย ต่อให้ไปขุดมาใต้ดินไม่ว่าจะสรรหาหรือเลือกตั้งมันจะ เป็นอย่างนั้นครับ

มาตรา ๒๓๗ เขาเรียกว่า ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ เป้าหมายของเขา วัตถุประสงค์ ตัดสิทธิหัวหน้าพรรคยังไม่พอเดี๋ยวมันเหลือกรรมการบริหารพรรคก็สู้ได้ ก็เอากรรมการ บริหารพรรคด้วย เมื่อกรรมการบริหารพรรคไปแล้วมันยังเหลือพรรคเดี๋ยวคนอื่นมาอาศัย ดังนั้นจึงยุบพรรคมันเสียด้วย ท่านก็คงทราบข่าว ตอนยุบพรรคไทยรักไทยขนาดบังคับ จะไปตั้งพรรคใหม่ห้ามมีตัวหนังสือเหมือนกับพรรคไทยรักไทย ท ก็ไม่มี รัก ก็ไม่ได้ ไทยรักไทย จะไปตั้งไทยรักกันก็ไม่ได้ แล้ววันนี้ทำไมบางพรรคยุบไปแล้วต่อชื่อยาวไปอีก หน่อยหนึ่งยังใช้ได้ละครับ เขามีเป้าหมายและมีวัตถุประสงค์ล้มอีกฝ่ายหนึ่งเท่านั้น ล้มล้างคน เพราะฉะนั้นมันต้องแก้ไข แก้ไขอย่างนี้ยังน้อยไป เอาละถึงแม้ยังน้อยไปผมคิดว่า ก็ยังได้แก้ไข แต่ว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญแต่ละครั้งมีปัญหา แล้วท่านไม่อายเขาหรือครับ ที่กอดรัฐธรรมนูญเผด็จการไว้ไม่อายหรือครับ ไม่ร่วมกันแก้ไขนี่หลบไปไหนแล้ว นี่ละครับ ด้วยเหตุด้วยผลที่ผมบอกมาทั้งหมด ซึ่งผมกราบเรียนท่านประธานทั้งหมดผมก็ขอสนับสนุน ให้มีการแก้ไข ขอบคุณครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ท่านเกินไป ๕ นาที ๔๐ วินาทีนะครับ ต่อไปท่านทวีศักดิ์ คิดบรรจง ครับ ท่านมีเวลา ๘ นาทีนะครับ

นายทวีศักดิ์ คิดบรรจง สมาชิกวุฒิสภา บุรีรัมย์ 🔗

กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ กระผม ทวีศักดิ์ คิดบรรจง สมาชิกวุฒิสภาจากจังหวัดบุรีรัมย์ ท่านประธานครับ เมื่อพิจารณารัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันคือฉบับปี ๒๕๕๐ ผมได้มองเห็นเรื่องที่มันสะดุดตา สะดุดใจอยู่มากมายด้วยกัน แต่อย่างไรก็ตามผมยังมองเจตนาดีว่าคนที่ร่างรัฐธรรมนูญนั้น ก็คงจะมีเจตนาดีต่อบ้านเมืองและต้องการที่จะแก้ปัญหาวิกฤติต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในขณะนั้น หลายคนก็พยายามที่จะมาช่วยกันแก้ช่วยกันร่างเหมือนกับการตัดเสื้อครับ แต่เผอิญว่า ช่างตัดเสื้อมาจากหลายความคิด หลายแนว หลายประเภท เพราะฉะนั้นเสื้อที่ออกมาแทนที่จะมี ความพอเหมาะพอดี มีความสวยงาม กลับเป็นเสื้อที่มันใช้ไม่ค่อยสะดวก ใช้ไม่ค่อยได้ สวมเข้าไปแล้วมีความอึดอัดขัดข้อง เพราะฉะนั้นความคิดในเรื่องของการแก้ไขเสื้อตัวนี้จึงมี อยู่ตลอดเวลา เดิมทีคิดว่าจะตัดเสื้อใหม่ แต่เผอิญมีในท่ามกลางบรรยากาศทางการเมือง ที่มีความหวาดระแวง ท่ามกลางบรรยากาศทางการเมืองที่แบ่งฝักแบ่งขั้วก็ไม่สามารถที่จะ แก้ได้ เพราะฉะนั้นจึงอาศัยช่องทางในขณะนี้ก็คือแก้เป็นรายมาตราครับ ท่านประธานที่เคารพ รัฐธรรมนูญนั้นเป็นกฎหมายสูงสุดที่กำหนดโครงสร้างของประเทศ กำหนดทิศทางของประเทศ กำหนดกลไกฟันเฟืองต่าง ๆ และกำหนดความสัมพันธ์ระหว่างฟันเฟืองเหล่านั้นเพื่อที่จะนำพาประเทศไปสู่ความเจริญ ในทิศทางที่กำหนด แต่ในรัฐธรรมนูญนี้เองจะด้วยความปรารถนาดีมากเกินไปหรืออย่างไร ไม่ทราบได้กำหนดรายละเอียดมากมาย รัฐธรรมนูญฉบับนี้แทนที่จะเป็นเครื่องไม้เครื่องมือ สำหรับที่จะนำพาประเทศชาติไปสู่ความเจริญก้าวหน้า รัฐธรรมนูญฉบับนี้จึงกลายเป็นเสมือน คลังแสงซึ่งบรรจุอาวุธยุทโธปกรณ์มากมาย ใครที่มีความขัดแย้งกันในทางการเมืองก็จะอาศัย รัฐธรรมนูญฉบับนี้ที่จะประหัตประหารกัน อาศัยรัฐธรรมนูญฉบับนี้ที่จะทำลายล้างกัน ไม่ว่า จะเป็นพรรคการเมืองหรือตัวนักการเมืองเป็นรายบุคคลก็ตาม นี่คือสิ่งที่เป็นอันตรายที่สุด รัฐธรรมนูญเขียนยืดยาว แต่ว่าเมื่อเวลาใช้ก็ใช้ไม่สะดวก กระผมจะยกตัวอย่างที่ได้มีการยื่นเสนอ ขอแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้ง ๓ ร่าง ร่างแรกก็คือในมาตรา ๖๘ ซึ่งเป็นมาตราที่กำหนดไว้ในเรื่อง ข้อห้ามการใช้สิทธิและเสรีภาพ ซึ่งจะใช้สิทธินั้นไปล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขนั้นไม่ได้ และถ้าหากว่าพบเห็นก็จะต้องส่งให้ทางอัยการสูงสุด เพื่อที่จะให้อัยการสูงสุดตรวจสอข้อเท็จจริงและยื่นคำร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย การสั่งการและให้เลิกการกระทำดังกล่าว ตรงนี้ก็เป็นปัญหาว่าจะเสนอส่งไปที่อัยการสูงสุด แห่งเดียว หรือว่าสามารถที่จะไปที่ศาลรัฐธรรมนูญได้ ซึ่งด้วยความเคารพ ศาลรัฐธรรมนูญ ได้วินิจฉัยว่าส่งไปที่ศาลรัฐธรรมนูญก็ได้ ข้อกังขาก็คือว่าแล้วทำไมถึงจะต้องเขียนว่า ให้เสนอเรื่องไปที่อัยการสูงสุด ทำไมไม่เดินสายตรงไปที่ศาลรัฐธรรมนูญ ทำไมจะต้องเดินอ้อม ไปที่อัยการสูงสุด ตรงนี้ละครับก็คือความไม่ชัดเจน จึงได้มีการเสนอร่างแก้ไขให้มันชัดเจนว่า ให้ผ่านทางช่องของอัยการสูงสุด ซึ่งก็เป็นเรื่องที่น่าจะถูกต้องแล้วก็ไม่ได้มีการตัดสิทธิ ของประชาชนแต่ประการใด กระผมคิดว่าในเรื่องนี้ถ้าหากว่าท่านอาจจะมีความคิดเห็น ที่แตกต่างอย่างอื่นก็สามารถที่จะแปรญัตติได้ เพื่อที่จะหาช่องทางให้ใช้ในทางสายอื่นได้ แต่ในเบื้องต้นก็คือขอให้ผ่านไปทางอัยการสูงสุดก่อนเพื่อได้มีการตรวจสอบ

อีกมาตราหนึ่งก็คือมาตรา ๒๓๗ ซึ่งมีความเกี่ยวโยงกับมาตรา ๖๘ และมาตรานี้ ก็ได้กำหนดในเรื่องของการยุบพรรคการเมือง ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าผิดหวังว่ารัฐธรรมนูญจะ กำหนดอย่างนี้ได้อย่างไร เพราะการยุบพรรคการเมืองนั้นคือการทำลายล้างระบบพรรค อย่างชัดเจน และทำให้การพัฒนาการเมืองนั้นต้องขาดลง และเมื่อท่านเขียนอย่างนี้แล้ว ท่านบรรลุวัตถุประสงค์หรือไม่ ต้องขอเรียนว่าไม่ครับ เนื่องจากว่าพรรคการเมืองสามารถ ตั้งขึ้นมาใหม่ได้ นักการเมืองสามารถที่จะส่งคนเป็นตัวแทนมาทำหน้าที่แทนได้ เพราะฉะนั้น การกำหนดอย่างนี้ไม่ได้มีผลอะไรที่เป็นประโยชน์ในการพัฒนาประชาธิปไตยเลย นอกจาก ทำให้การพัฒนาประชาธิปไตยหรือการพัฒนาการเมืองนั้นสะดุดหยุดลง เพราะฉะนั้น จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องแก้ไขมาตรานี้เพื่อให้มันเกิดความลื่นไหลในการพัฒนาการเมือง

มาตราต่อไปก็คือเรื่องของมาตรา ๑๙๐ ซึ่งแน่นอนครับ เป็นการแก้ไขที่ทำให้ ฝ่ายบริหารนั้นสามารถที่จะปฏิบัติหน้าที่ได้สะดวกมากยิ่งขึ้น รวดเร็วมากยิ่งขึ้น ถ้ามิฉะนั้น แล้วทุกเรื่องที่เราจะต้องทำสัญญากับต่างประเทศจะต้องเข้าสู่สภาแห่งนี้มันล่าช้าเกินการณ์ มันเป็นผลเสียต่อประเทศชาติ มันเป็นผลเสียต่อประเทศชาติครับ นอกจากนั้นในมาตรา ๑๑๑ และมาตราที่เกี่ยวข้อง ซึ่งเป็นที่มาของสมาชิกวุฒิสภานั้น ผมคิดว่าในเรื่องนี้วุฒิสภาถ้ามองในตัวบุคคลแล้ววุฒิสภา ที่มาจากการเลือกตั้งหรือสรรหาต่างก็มีคุณภาพด้วยกันทั้งสิ้น ต่างก็มีความรักชาติด้วยกัน ทั้งสิ้น เพียงแต่ว่าสมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการเลือกตั้งนั้นสามารถที่จะยึดโยงกับประชาชน ได้เท่านั้นเอง เพราะฉะนั้นตรงนี้ก็เป็นเรื่องที่เราควรจะใคร่ครวญ แล้วถ้าหากว่าจะสามารถ แก้ไขได้ให้มันสามารถที่จะยึดโยงได้ก็คงจะเป็นเรื่องที่ไม่ได้เสียหายอะไร ทั้งหมดนี้ก็คือ ประเด็นต่าง ๆ ที่ทางผู้ร่างได้ยื่นขอแก้ไขรัฐธรรมนูญซึ่งกระผมเองก็เห็นด้วย ขอขอบคุณครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ท่านรังสิมา เจริญศิริ ท่านมีเวลา ๗ นาที

นางรังสิมา เจริญศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ 🔗

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ดิฉัน นางรังสิมา เจริญศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ดิฉันต้องขอขอบคุณท่านประธานที่ให้โอกาสดิฉัน ได้อภิปรายและให้เหตุผลในการที่จะเสนอข้อแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญในครั้งนี้ ท่านประธาน ที่เคารพคะ ในการปกครองระบอบประชาธิปไตยนั้นอำนาจอธิปไตยนั้นเป็นอำนาจสูงสุด ในการปกครองประเทศ ซึ่งอำนาจอธิปไตยนั้นก็เป็นของประชาชน โดยประชาชน และเพื่อประชาชน ซึ่งการใช้อำนาจจะมีด้วยกัน ๓ ฝ่ายคือ ฝ่ายนิติบัญญัติก็ใช้โดยทางรัฐสภา ฝ่ายบริหารก็ใช้ทางคณะรัฐมนตรี ฝ่ายตุลาการก็ใช้ทางศาล เพราะฉะนั้นในอำนาจอธิปไตย นั้นสิ่งที่สำคัญก็คือประชาชนนั้นจะเป็นผู้ที่เลือกผู้แทนของตัวเองเข้ามาใช้อำนาจ เพราะฉะนั้น ในการใช้อำนาจอธิปไตยทั้ง ๓ อำนาจนี้จะใช้ในพระปรมาภิไธยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทีนี้ปัญหาที่เกิดขึ้นในบ้านเมืองของเราขณะนี้นั้นก็เกิดจากการก้าวล่วงในอำนาจ แล้วก็เกิด จากการบังคับใช้กฎหมายที่เลือกปฏิบัติมันจึงทำให้เกิดความวุ่นวายในสังคมของบ้านเรา อยู่ขณะนี้ ท่านประธานคะ เป็นที่ทราบกันอยู่ว่ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ นั้นเป็นรัฐธรรมนูญ ที่เกิดจากคณะบุคคลที่คณะรัฐประหารนั้นให้ความเห็นชอบในการยกร่างขึ้นมา ถึงแม้ว่าจะมี การลงมติเห็นชอบของประชาชนจำนวนถึง ๑๔ ล้านคนเศษ แต่ในจำนวนอีก ๑๐ ล้านคนเศษนั้น ก็ไม่เห็นด้วยกับรัฐธรรมนูญในฉบับนี้ ดิฉันคนหนึ่งที่ไม่เห็นด้วยกับรัฐธรรมนูญในฉบับนี้นะคะ เพราะฉะนั้นในช่วงขณะนั้นก็ได้มีการขอให้ประชาชนนั้นรับกฎหมายฉบับนี้ไปก่อน แล้วก็ บอกว่าจะมีการมาขอแก้ไขกันในภายหลังได้ อันนั้นก็เหมือนกับภาวะจำยอมว่าให้รับไปก่อน แล้วก็ค่อยมาแก้ไขกันทีหลัง เพราะฉะนั้นรัฐธรรมนูญฉบับนี้จึงได้มีการรับรองการใช้ตรงนั้น เพื่อให้สังคมนั้นเข้าสู่ภาวะปกติได้นะคะ ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญในมาตรา ๖๘ มาตรา ๒๓๗ วรรคสอง ก็เพื่อให้เกิดความชัดเจนในทางปฏิบัติ แล้วก็ไม่ขัดกับหลักนิติธรรม ซึ่งเป็นหลักสำคัญ ในระบอบประชาธิปไตย โดยบทบาทและหน้าที่หลักของศาลรัฐธรรมนูญนั้นก็คือการตรวจสอบ กฎหมายและการกระทำที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ ศาลรัฐธรรมนูญนั้นก็จะมีหน้าที่ในการวินิจฉัยให้เพิกถอนการกระทำนั้นหรือให้หยุด การกระทำนั้นเสีย ดังนั้นในประเด็นที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งในการยุบพรรคการเมือง แล้วก็เพิกถอนสิทธิการเลือกตั้งของกรรมการบริหารพรรคนั้นดิฉันมันขัดกับหลักนิติธรรม อย่างสิ้นเชิงนะคะ เพราะว่าการกระทำความผิดนั้นผู้ใดที่กระทำผิดผู้นั้นก็ย่อมจะต้องได้รับ โทษโดยตรงไม่ใช่ว่าเหมาเข่ง เหมารวมแบบอย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบันนี้ แล้วก็เป็นที่ประจักษ์ ว่าการยุบพรรคนั้น เมื่อยุบพรรคได้ก็ตั้งพรรคใหม่ขึ้นมาได้ไม่มีผลอะไรเลย แต่สิ่งที่เกิดขึ้น ในขณะนี้ก็คือว่าผู้ที่ถูกกระทำโดยการถูกศาลเพิกถอนสิทธิตรงนั้นมีความรู้สึกที่เจ็บปวดมาก กลายเป็นประชากรหรือประชาชนชั้นสองของประเทศไปทันที ไม่มีสิทธิแม้กระทั่งการจะ เลือกผู้ใหญ่บ้านของตัวเองด้วยซ้ำไปนะคะ อันนี้คือสิ่งที่เป็นความเจ็บปวดในหัวใจของผู้ที่ ได้ถูกศาลเพิกถอนสิทธิตรงนั้นนะคะ เพราะฉะนั้นดิฉันจึงเห็นว่าในการที่จะต้องแก้ไข ต้องแก้ไขตรงมาตรา ๒๓๗ เพื่อที่จะให้เกิดความเป็นธรรมในสังคมนะคะ

นอกจากนั้นแล้วเพื่อให้เกิดความชัดเจนในการปฏิบัติหน้าที่ขององค์กร ที่เกี่ยวข้องกับสิทธิพิทักษ์รัฐธรรมนูญก็จะต้องมีการแก้ไขในมาตรา ๖๘ ด้วย โดยบัญญัติให้ ศาลรัฐธรรมนูญนั้นมีอำนาจคุ้มครองสิทธิพิทักษ์รัฐธรรมนูญให้มีความชัดเจน นั่นก็คือบุคคล ที่จะใช้สิทธิในการเสนอเรื่องหรือเสนอคำร้องต้องให้เสนอผ่านอัยการสูงสุดเพื่อให้มี การตรวจสอบข้อเท็จจริงว่าการกระทำนั้นเป็นการล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตย หรือไม่ ถ้าเห็นว่าเป็นการล้มล้างระบอบประชาธิปไตยก็ส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญต่อไป ตรงนี้ ดิฉันว่าไม่ใช่เป็นการลิดรอนสิทธิของประชาชน แต่เป็นการคุ้มครองสิทธิของประชาชน มากกว่านะคะ

ในการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญในปี ๒๕๕๐ ในมาตรา ๑๑๑ นั้นก็เป็นไปตาม หลักสากลของการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เพราะว่าผู้แทนของปวงชนชาวไทยนั้นต้องมาจากการเลือกตั้งของประชาชน ดิฉันไม่ได้รังเกียจ สมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการสรรหา ซึ่งหลาย ๆ ท่านก็ได้ทำคุณประโยชน์ให้กับชาติบ้านเมือง แต่โดยหลักสากลแล้วผู้แทนปวงชนชาวไทยนั้นก็ต้องมาจากการเลือกตั้งของประชาชนเท่านั้น เพราะว่าอะไร ก็เนื่องจากว่าสมาชิกวุฒิสภานั้นมีหน้าที่ในการตรวจสอบ กลั่นกรองกฎหมาย ทำหน้าที่ในการเป็นผู้แทนของปวงชนชาวไทยในการสรรหาผู้ปฏิบัติหน้าที่องค์กรอิสระ ตามรัฐธรรมนูญ และที่สำคัญก็คือยังมีหน้าที่ในการถอดถอนผู้ที่ดำรงตำแหน่งระดับสูง ตามกฎหมายรัฐธรรมนูญกำหนด แล้วก็ผู้ที่มาจากการเลือกตั้งของปวงชนชาวไทย เพราะฉะนั้น ดิฉันว่าผู้ที่จะมาทำหน้าที่นี้ได้ก็ต้องมาจากปวงชนชาวไทยคือการเลือกตั้งเท่านั้นเอง ฉะนั้น ดิฉันก็เห็นว่าการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภานั้นก็ยังคงอยากจะให้ใช้แบบปี ๒๕๔๐ คือมาจาก การเลือกตั้งจำนวน ๒๐๐ คน โดยใช้จังหวัดเป็นเขตเลือกตั้งและให้คำนวณจากจำนวน ประชากรนะคะ การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญสำหรับการให้ ส.ว. ลงสมัครรับเลือกตั้งติดต่อได้ เมื่อหมดวาระนั้นก็เป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่พึงจะมีได้ อย่าไปกำหนดหรือว่าไปตัดสิทธิตรงนี้นะคะ ผลดีก็คือว่าการทำงานนั้นจะต่อเนื่องไม่ทิ้งประชาชน หากประชาชนเห็นว่าเขาเป็นคนดี มีความรู้ มีความสามารถ ทำประโยชน์ให้กับบ้านเมือง มีผลงานเป็นที่ประจักษ์ ให้ความศรัทธา เชื่อถือเขาก็จะเลือกกลับเข้ามาเองนะคะ อันนี้ดิฉันก็มีเหตุผลอย่างนี้ แล้วอีกสิ่งหนึ่งที่ดิฉัน มีข้อสังเกตก็คือว่าเกี่ยวกับคุณสมบัติของผู้สมัครสมาชิกวุฒิสภาในมาตรา ๑๑๕ ซึ่งดิฉัน ขอยืมคำพูดของท่านผู้ทรงเกียรติอยู่ท่านหนึ่งที่ใช้จินตนาการว่าเป็นสภาผัวเมีย แล้วก็มา ออกในรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับคุณสมบัติว่าห้ามบุพการี คู่สมรส และบุตรของผู้สมัคร ส.ว. ลงสมัครรับเลือกตั้ง ส.ส. หรืออะไร อย่างนี้เป็นต้น ซึ่งเป็นการกีดกันแล้วก็เป็นเรื่องของการไม่ให้เขา ใช้สิทธิอันพึงมีพึงได้ของเขาในฐานะที่เขาเป็นประชาชนคนไทยคนหนึ่ง เพราะฉะนั้น จากเหตุผลทั้งหมดนี้ ดิฉันจึงขอสนับสนุนร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พุทธศักราช .... ทั้ง ๓ ร่างค่ะ ขอบพระคุณค่ะ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ใช้เวลาเกิน ๒ นาทีครึ่งนะครับ อาจารย์พรพันธุ์ครับ อาจารย์มีเวลา ๘ นาที เชิญครับ

รองศาสตราจารย์พรพันธุ์ บุณยรัตพันธุ์ สมาชิกวุฒิสภา ภาควิชาชีพ 🔗

เรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ดิฉัน แพทย์หญิงพรพันธุ์ บุณยรัตนพันธุ์ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานคะ ดิฉันก็เช่นเดียวกับประชาชนคนไทยทั้งหลายที่คิดว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นเรื่องธรรมดาที่สามารถที่จะกระทำได้ แล้วก็จะต้องมีคำถามจาก ประชาชนทั่วไปเช่นเดียวกันว่าในการแก้ไขใครจะเป็นผู้ที่ได้ประโยชน์บ้าง แล้วหลังจาก การแก้ไขนี้ประเทศชาติจะดำเนินไปอย่างไร หรือมีประโยชน์ หรือมีความเจริญก้าวหน้าอะไร เกิดขึ้นบ้าง ดิฉันอยากจะพูดถึงการแก้ไขรัฐธรรมนูญในมาตรา ๖๘ ซึ่งเป็นมาตราที่เกี่ยวกับ การพิทักษ์สิทธิที่จะเข้าถึงความยุติธรรมของประชาชน โดยที่ประชาชนเมื่อทราบว่าผู้ใด หรือพรรคการเมืองใดจะมีการกระทำที่จะล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมี พระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุขตามรัฐธรรมนูญ ก็สามารถที่จะยื่นฟ้องหรือร้องเรียน ในเรื่องนี้ต่ออัยการสูงสุดและศาลรัฐธรรมนูญได้ แต่ในกฎหมายที่เปลี่ยนแปลงใหม่อันนี้ ก็แก้ให้ต้องยื่นไปตามลำดับคือผ่านอัยการสูงสุดเพื่อพิจารณา ถ้าเห็นชอบด้วยก็ส่งต่อไปที่ ศาลรัฐธรรมนูญเพื่อที่จะตัดสินต่อไป ดิฉันคิดว่าเรื่องของการล้มล้างระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขเป็นเรื่องที่สำคัญร้ายแรง เปรียบก็เสมือนไฟไหม้บ้าน ถ้าหากว่าท่านจะให้มีการช่วยเหลือไม่ให้ไฟไหม้บ้านคือจะต้องติดต่อกองดับเพลิง แต่ถ้าเผื่อ จะให้ติดต่อกองดับเพลิงโดยผ่านหลายช่องทาง เช่นผ่านสถานีตำรวจไปก่อนแล้วให้ตำรวจ โทรศัพท์ต่อไปสถานีดับเพลิงบ้านก็คงจะไหม้ไปก่อน เพราะฉะนั้นดิฉันคิดว่าการที่กำหนด ให้เป็นขั้นตอนเช่นนี้ ในเรื่องที่สำคัญเช่นนี้เป็นการจำกัดสิทธิของประชาชน แล้วก็ดูเหมือนว่า ประเทศชาติจะไม่ได้ประโยชน์อะไรเลย คนที่จะได้ประโยชน์มากที่สุดจากการเปลี่ยนแปลง ครั้งนี้ก็คงจะเป็นกลุ่มที่คิดจะล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ ทรงเป็นประมุขนั่นเอง เพราะว่าจะทำการได้สะดวกยิ่งขึ้นโดยผู้ที่สามารถที่จะยับยั้งได้นั้น อาจจะไม่สามารถที่จะกระทำได้ในเวลาอันทันท่วงที

มาตราต่อไปก็คือมาตรา ๑๙๐ ซึ่งคิดว่ามาตราอันนี้เป็นเหมือนเกราะที่จะ คอยดูแลหรือว่าป้องกันความเสียเปรียบของประเทศจากบริบทหรือว่าโลกาภิวัตน์ภายนอก ประเทศหรืออิทธิพล ท่านก็คงจะทราบว่าขณะนี้ไม่มีประเทศใดมารุกรานประเทศอื่นโดยตรง โดยกำลังทหาร แต่ว่าเขารุกรานกันโดยวิธีการทางเศรษฐกิจ วิธีการทางการเงิน ทางสังคม ทางเทคโนโลยี ต่าง ๆ เพราะฉะนั้นการแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยตัดข้อความที่บอกว่า หนังสือสัญญาที่มีบทบาท ที่เกี่ยวข้องกับพื้นที่นอกอาณาเขต ซึ่งประเทศไทยมีสิทธิอธิปไตย อันนี้ก็ไม่ต้องเสนอเข้ามา ในสภา หรือว่าหนังสือสัญญาที่มีผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจหรือสังคมของ ประเทศอย่างกว้างขวาง หรือมีผลผูกพันการค้าการลงทุน หรืองบประมาณของประเทศ อย่างมีนัยสำคัญอันนี้ไม่ต้องผ่านเข้ามาในความเห็นชอบของรัฐสภา ดิฉันคิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่อง ที่อันตรายมากสำหรับสิ่งที่เรากำลังสุ่มเสี่ยงกับการขยายแผ่อำนาจของประเทศต่าง ๆ ทั้งใกล้เคียงและประเทศมหาอำนาจต่าง ๆ ที่ล้วนแต่ที่จะใช้หนังสือสัญญาการค้า การลงทุน ต่าง ๆ มาสูบเอาทรัพยากรหรือว่างบประมาณของประเทศอย่างประเทศไทยไปเป็นของตน แล้วนอกจากนั้นการที่จะลบประโยคที่เกี่ยวข้องกับการฟังความคิดเห็นจากประชาชน ก่อนการดำเนินการ แล้วก็ระบุว่าถ้าจะให้ประชาชนเข้าถึงรายละเอียดของหนังสือสัญญานี้ จะต้องจัดทำกฎหมายขึ้น ซึ่งในมาตรา ๑๙๐ เดิมนั้นเป็นหน้าที่ของรัฐมนตรีจะต้องให้ ประชาชนสามารถเข้าถึงรายละเอียดของหนังสือสัญญานั้นได้ โดยไม่จำเป็นที่จะต้อง ตรากฎหมายอันนี้เสียก่อน ดิฉันก็ไม่เข้าใจว่าทำไมจะต้องทำสิ่งที่ประชาชนควรจะเข้าถึงได้ อย่างรวดเร็วนั้นให้มันยุ่งยากขึ้นไปอีก ถ้าหากว่าไม่บัญญัติเป็นกฎหมายลูกตามมา ก็แปลว่า ประชาชนจะไม่สามารถเข้าถึงรายละเอียดของหนังสือสัญญาต่าง ๆ ได้เลย ซึ่งอันนี้ก็เป็นสิ่งที่จะ ทำให้ประชาชนถูกจำกัดสิทธิมากยิ่งขึ้น เพราะฉะนั้นดิฉันคิดว่าจากการแก้ไขเพียง ๒ มาตรา คือมาตรา ๖๘ และมาตรา ๑๙๐ นี้ประชาชนไม่ได้อะไรเลย นอกจากนั้นยังถูกจำกัดสิทธิ หลายอย่าง เช่น สิทธิในการพิทักษ์รัฐธรรมนูญหรือการปกครองระบอบประชาธิปไตย สิทธิในการได้ทราบเกี่ยวกับการทำสัญญาระหว่างประเทศทั้งทางด้านธุรกิจการเงิน ซึ่งอาจจะ มีผลโดยตรงต่อวิถีชีวิตหรือต่อเศรษฐกิจของตนเองและครอบครัวได้ นอกจากนั้นหนังสือ สัญญาบางประเภทอาจจะส่งผลกระทบถึงคุณภาพชีวิตแล้วก็สุขภาพอนามัยได้โดยตรง จะเกิดอะไรขึ้นถ้าไปทำสัญญาแล้วก็ให้ภาษีเหล้าและบุหรี่เป็น ๐ หรือว่าให้ประเทศไทยเป็น ที่พักพิงหรือเป็นที่ระดมโหมเข้ามาของสารเคมีต่าง ๆ ซึ่งเป็นอันตรายต่อสุขภาพ โดยที่ ประชาชนไม่มีส่วนรับรู้หรือว่าไม่ทราบมาก่อนว่าจะมีการกระทำเช่นนี้ แล้วก็สิ่งที่เราได้รณรงค์ เพื่อการสร้างเสริมสุขภาพมาตลอดเวลานั้นอาจจะพังพินาศไปในเวลาอันรวดเร็ว การแก้ไข ทั้ง ๒ มาตรานี้เป็นการเปิดช่องให้การตรวจสอบของประชาชนเป็นไปได้โดยยาก สุ่มเสี่ยง ต่อการเสียเปรียบเสียหาย ตลอดจนถึงการหายนะทางเศรษฐกิจได้ ถ้าหากว่ายุ่งเกี่ยวกับ การกู้ยืมเงินจำนวนมาก ๆ โดยที่ประชาชนไม่หรือรัฐสภาไม่สามารถที่จะทราบได้ เพราะว่า มาตรา ๑๙๐ ได้ถูกยกเลิกไปแล้วในส่วนนี้ รวมทั้งมาตรา ๖๘ ก็ถูกปิดกั้นไม่ให้ดำเนินการได้ โดยสะดวก เพราะฉะนั้นอันนี้ก็เป็นสิ่งที่น่าวิตกเป็นอย่างยิ่ง แล้วดิฉันก็ไม่สามารถที่จะ เห็นชอบกับการแก้ไขในครั้งนี้ค่ะ

(การประชุมดำเนินมาถึงตอนนี้ นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา ได้กลับมาขึ้นบัลลังก์เพื่อดำเนินการประชุมต่อไป)
นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เชิญท่านสาธิต ปิตุเตชะ ๑๕ นาทีครับ

นายสาธิต ปิตุเตชะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ระยอง

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ ผม นายสาธิต ปิตุเตชะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดระยอง พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะของสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานที่เคารพครับ การแก้ไขรัฐธรรมนูญ ในครั้งนี้ถือว่ามีความสำคัญอย่างยิ่ง ผมขออภิปรายคัดค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้ง ๓ ร่าง ไม่ว่าจะเป็นร่างรัฐธรรมนูญ การแก้ไขในมาตรา ๖๘ แล้วก็มาตรา ๒๓๗ ว่าด้วยกรณี การยุบพรรคการเมือง และการเสนอการพบเห็นการกระทำที่เป็นการล้มล้างการปกครอง ในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และกรณีการเลือกตั้งสมาชิก วุฒิสภา ผมเรียนด้วยเหตุที่ผมคัดค้านร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้ง ๓ ฉบับนี้ ก็ด้วยเหตุผลว่าการแก้ไข รัฐธรรมนูญทั้ง ๓ ฉบับนี้มีต้นเหตุมาจากการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งที่แล้วซึ่งเป็นการแก้ไข รัฐธรรมนูญทั้งฉบับไม่สำเร็จ จึงเป็นสาเหตุให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญในครั้งนี้และนำไปสู่ การแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ ประเด็นที่สำคัญก็คือว่าการแก้ไขครั้งนี้ประชาชนไม่ได้ประโยชน์ ใด ๆ ทั้งสิ้นเป็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่เป็นการลดอำนาจประชาชน เป็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่ลดอำนาจศาล แต่ในขณะเดียวกันเป็นการเพิ่มอำนาจให้กับตัวเองและในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ครั้งนี้นั้นเป็นการแก้โดยมีผลประโยชน์ที่ขัดกัน ท่านประธานที่เคารพครับ กฎหมายรัฐธรรมนูญ เป็นกฎหมายสูงสุด เป็นกฎหมายโครงสร้างในการบริหารประเทศ ไม่ได้ลงไปในเนื้อรายละเอียด ในการบริหารของรัฐบาลไหน ๆ ก็ตาม มีความชัดเจนถึงเป้าหมายในการแก้ไขรัฐธรรมนูญว่า เนื้อหาทั้ง ๓ ร่างนี้จะนำไปสู่การแก้ไขรัฐธรรมนูญหรือลงมติในวาระที่สามที่ค้างอยู่ในสภาแห่งนี้ ผมเรียนท่านประธานรัฐสภาก่อนที่ผมจะลงไปยังเนื้อหาของทั้ง ๓ ร่างว่าในการอภิปราย ของเพื่อนสมาชิกมีการอภิปรายย้ำและมีการพูดว่า ถ้าใครไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ในครั้งนี้ถือว่าเป็นผู้ที่ไม่เห็นด้วยกับระบอบประชาธิปไตย ที่สำคัญก็ถือว่าเห็นชอบกับเผด็จการ ท่านประธานที่เคารพครับ คำนิยามของคำว่า เผด็จการ ความจริงเราเห็นพ้องต้องกันว่า เป็นการรวบอำนาจไปสู่คนคนเดียว เป็นการตัดสินใจโดยคณะบุคคลหรือคนเพียงคนเดียวเท่านั้น พฤติกรรมที่เห็นเด่นชัดในเรื่องของการเป็นเผด็จการ ผมยกตัวอย่างให้ท่านประธานได้รับทราบ มีพรรคการเมืองบางพรรคมีกรรมการบริหารพรรคเป็นเพียงนอมินี แต่ถูกสั่งการโดยคน คนเดียวสามารถสั่งการจากต่างประเทศก็ได้ สิ่งที่คนคนนั้นพูดทุกอย่างถูกกระทำโดย พรรคการเมืองพรรคนั้น ไม่ว่าจะเป็นนโยบายที่สำคัญ ไม่ว่าจะเป็นความเคลื่อนไหวทางการเมือง ถูกสั่งการและถูกปฏิบัติตามเหมือนกับที่คนคนนั้นสั่งการทั้งสิ้น ผมว่าพฤติกรรมเช่นนี้ เป็นพฤติกรรมของเผด็จการอย่างแท้จริง ท่านประธานที่เคารพครับ ส่วนเหตุผลที่ว่า เป็นประชาธิปไตยหรือไม่

(จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุรินทร์ ได้ยืนและยกมือขึ้น)
นายสมศักดิ์ เกียรติสุนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านสาธิตมี ผู้ประท้วงครับ เชิญครับ

จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุรินทร์

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุรินทร์ พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมประท้วง ผู้อภิปรายตามข้อ ๔๓ อภิปรายนอกประเด็น เสียดสี ท่านประธานต้องวินิจฉัยแล้วก็ว่ากล่าว ตักเตือนผู้อภิปรายด้วย ขอบคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุนนท์ ประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ก็ถือว่า ยังอยู่ในประเด็นนะครับ เพราะฉะนั้นก็ระมัดระวังสักนิดเอาพอสมควร เชิญต่อเถอะครับ

นายสาธิต ปิตุเตชะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ระยอง

ขอบคุณท่านประธานครับ ผมถือมาตรฐานของการอภิปรายของเพื่อสมาชิกคนก่อนนะครับ

(นายวัชระ เพชรทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ ได้ยืน และยกมือขึ้น)
นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านวัชระพอเถอะครับ ท่านสาธิตจะได้อภิปรายต่อ พอเถอะครับ ไม่มีใครผิดข้อบังคับหรอก ไม่ละครับ ผมไม่ได้ผิด ข้อบังคับอะไร แล้วก็มีผู้ประท้วงก็อนุญาตให้ใช้สิทธิ เชิญครับ ใครผิดข้อบังคับข้อไหน อย่าอ้างข้อ ๕ นะครับ

นายวัชระ เพชรทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม วัชระ เพชรทอง แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ผมประท้วงท่านประธานตามข้อบังคับ ข้อ ๕ ในฐานะท่านประธาน ผู้เป็นประธานในการดำเนินการประชุมด้วยความสงบเรียบร้อย ท่านประธานก็ได้เห็นแล้ว ๒ วันที่ผ่านมาการลุกขึ้นประท้วงของ จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ทำให้เกิดปัญหา

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านครับ ผมได้ใช้อำนาจผม แล้วก็ดำเนินการประชุมตามข้อบังคับ ข้อ ๕ ครบถ้วนแล้วครับ ไม่ได้ผิดข้อบังคับ ข้อ ๕ ตรงไหนครับ และวินิจฉัยไว้แล้ว จบเถอะครับ เชิญท่านสาธิตต่อครับ

นายสาธิต ปิตุเตชะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ระยอง

ท่านประธาน ที่เคารพครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ผมว่าเสียเวลาของท่านเอง มากกว่า ท่านต่อดีกว่ากระมัง พอเถอะครับท่านวัชระ เชิญครับ

นายวัชระ เพชรทอง สมาชิกรัฐสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธานครับ ผมขอประท้วง จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ตามข้อบังคับ ข้อ ๔๓ วรรคสอง ท่านประธาน ท่านสาธิต ปิตุเตชะ อภิปรายอยู่ในประเด็นตลอดแล้วก็ไม่ได้เสียดสีอะไรเลย ท่านก็ให้ จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ลุกขึ้นมาประท้วง ผมกราบเรียนท่าน

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านไม่ได้เข้าประเด็นครับ ไม่มีใครผิดข้อบังคับ ข้อ ๔๓ ต่อกระมังครับ ท่านสาธิตครับ

นายสาธิต ปิตุเตชะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ระยอง

ประธานที่เคารพครับ ผมพยายามที่จะอธิบายว่ามีเพื่อนสมาชิกในการอภิปรายในวันนี้ พูดชัดว่าถ้าใครไม่เห็นด้วย กับการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้มีลักษณะเป็นเผด็จการและไม่เป็นประชาธิปไตย ผมกำลัง อธิบายความหมายของเผด็จการและประชาธิปไตย ความหมายเผด็จการของผมก็คือว่า พฤติกรรมที่เป็นเผด็จการที่ชัดเจน ก็คือพรรคการเมืองบางพรรคที่มีการสั่งการจากคน เพียงคนเดียวแต่สามารถทำให้ไม่ว่าจะเป็นนโยบาย ไม่ว่าจะเป็นสถานการณ์ทางการเมือง เป็นไปตามคนสั่งการที่ดำเนินการทั้งสิ้น ส่วนความเป็นประชาธิปไตย ท่านประธานที่เคารพครับ กล่าวอ้างกันเยอะว่าไม่เป็นประชาธิปไตยบ้าง ผมก็เรียนกับท่านประธานว่าการเป็นประชาธิปไตย หรือไม่ อาจจะไม่ได้อยู่ที่คำจำกัดความว่าไม่เห็นด้วยกับแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ พวกเรา พยายามนำเหตุผลในการไม่เห็นด้วยในแต่ละมาตรามาอธิบายว่าเพราะเหตุผลอะไร จึงไม่เห็นด้วยและใช้สิทธิในการคัดค้าน นี่ก็เป็นอีกเหตุผลหนึ่งครับ ผมเรียนถามท่านประธาน ว่าในขณะที่มีคนกล่าวอ้างประชาธิปไตย มีพรรคการเมืองบางพรรคร่วมกับการชุมนุมปิดถนน ซึ่งเป็นถนนสายหลักเศรษฐกิจของประเทศนี้ ชุมนุมต่อเนื่องโดยผิดกฎหมายมีอาวุธก่อให้เกิด

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านสาธิตครับ ถ้าอย่างนี้ ผมไม่อนุญาต เอาพอสมควรครับ แล้วเข้าประเด็นดีกว่าครับ จะเลยเถิดไปถึงตรงนั้นมันไม่จบ แน่นอน แล้วก็จะประท้วงกันไปประท้วงกันมาอย่างนี้ ท่านเอาพอสมควรแล้วก็อยู่ในกรอบ ดีกว่าท่านจะได้อภิปรายอย่างสะดวกสบายไม่ต้องมีใครมาขัดจังหวะ ขอความกรุณานะครับ

นายสาธิต ปิตุเตชะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ระยอง

ท่านประธาน ที่เคารพครับ ผมไม่ทราบว่าเมื่อสักครู่ท่านประธานได้ฟังคำอภิปรายของเพื่อนสมาชิก ขออนุญาตเอ่ยนามนะครับ ท่านชินวัฒน์ หาบุญพาด ท่านก็พูดลำดับเหตุการณ์ไปถึง การชุมนุมมีการย้อนหลังไปถึงเหตุการณ์ต่าง ๆ ซึ่งผมก็เคารพครับ เพราะเป็นการเกี่ยวเนื่อง กับการอภิปรายในการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ผมจึงขอความกรุณาด้วยความเคารพ เหมือนกันครับว่าผมก็จำเป็นต้องเท้าความให้เห็น ผมไม่ได้ว่าใครนะครับ แต่ผมเล่าถึง สถานการณ์ว่าอันไหนเป็นประชาธิปไตยหรือไม่ อย่างไร

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เอาว่าท่านพยายามอธิบาย เพื่อที่จะชี้แจงสิ่งที่ท่านต้องการนำเสนอ แล้วก็พยายามอย่าไปพาดพิงทำให้คนอื่นเสียหาย แล้วก็จะได้ไม่มีการประท้วง

นายสาธิต ปิตุเตชะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ระยอง 🔗

แน่นอนครับ ท่านประธานที่เคารพครับ พฤติกรรมที่เป็นประชาธิปไตยมันก็เห็นชัดเจนว่าการมีสิทธิ การเพิ่มสิทธิให้กับพี่น้องประชาชน แต่การเขียนกฎหมายในการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อลด อำนาจของประชาชนในทุกช่องทาง มันก็มีความชัดเจนว่าการลดอำนาจนี้ก็นำไปสู่การเพิ่ม อำนาจให้กับตัวเอง ผมยังไม่ได้เข้าไปในเนื้อหาของทั้ง ๓ ร่าง ผมเรียนท่านประธานว่า นอกจากการกล่าวอ้างถึงประชาธิปไตยแล้วแต่พฤติกรรมกลับตรงกันข้าม ความจริงที่มันมี ความชัดเจนที่สุดก็คือว่ากฎหมายที่กำหนดไว้เขาเขียนไว้มีเหตุผลครับ กฎหมายฆ่าคนตาย เขาก็ต้องการให้บ้านเมืองสงบ ไม่ต้องการให้ใครไปกระทำกับอีกบุคคลหนึ่ง มีเพื่อนสมาชิก พูดคล้าย ๆ กับว่าการเขียนกฎหมายรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ตั้งใจที่จะไปยุบพรรคการเมือง บางพรรค ผมเรียนกับท่านประธานว่ากฎหมายมันก็เขียนอยู่ดี ๆ แบบนี้ละครับ ถ้าไม่ไป ทำผิด ข้อเท็จจริงไม่เป็นจริง ศาลไม่มีสิทธิไปยุบพรรคครับ มาตรา ๒๓๗ ที่เราทราบกันดีว่า เป็นการกระทำและเป็นการเขียนกฎหมายในลักษณะที่เป็นการให้ยาแรงกับการทุจริต ซื้อเสียง ท่านประธานเห็นตรงกันใช่ไหมครับ เพราะว่าท่านประธานเป็นนักการเมืองที่ดี ท่านประธานไม่เคยซื้อเสียง ผมเข้าใจว่าท่านประธานไม่กลัวกฎหมายมาตรา ๒๓๗ คนดี จะไปกลัวกฎหมายทำไมครับ กฎหมายเขียนไว้ไม่ให้ใครกระทำผิด แต่เหตุผลของการแก้ไข รัฐธรรมนูญกลับถูกบิดเบือนว่าเขียนกฎหมายเพื่อไปล้มล้างพรรคการเมือง ผมคิดว่าไม่เป็นธรรม ท่านประธานครับ ท่านประธานดูสิครับ ที่ศาลรัฐธรรมนูญยุบพรรค ๒ ครั้ง ผมขออนุญาต ไม่เอ่ยชื่อพรรคการเมือง มีการซื้อเสียงให้กับกำนัน ๒๐ คน คนละ ๒๐,๐๐๐ บาท ให้ช่วย ผู้สมัครรับเลือกตั้ง มีการจ่ายเงินให้กับผู้สมัครพรรคเล็กที่ขาดคุณสมบัติ อันนี้ก็ชัดเจนศาล มีคำพิพากษา ๓ ปี ๔ เดือน ให้กับ พลเอก ธรรมรักษ์อดีตรองหัวหน้าพรรคไทยรักไทย ผมไม่ได้กล่าวอ้าง แต่นี่เป็นคำพิพากษาของศาลครับ ผมถามท่านประธานว่าถ้าไม่มีการกระทำ ความผิดกฎหมายมันก็เป็นประโยชน์ มันมีความชัดเจนอยู่เองว่ากฎหมายเป็นประโยชน์ เพราะคนเขียนคนร่างต้องการให้เกิดประโยชน์กับสังคม มาตรา ๒๓๗ นี้ชัดเจน มาตรา ๖๘ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมขออนุญาตเข้ามาสู่เนื้อหาของมาตรา ๖๘ อันนี้ก็มีความชัดเจน อยู่เองครับ ผมมีความเชื่อว่ามันนำไปสู่การลงมติร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ค้างอยู่ในสภาแห่งนี้ ในวาระที่สาม มีการยอมรับจากผู้ใหญ่ในพรรคการเมืองพรรคหนึ่งว่าเมื่อมีการแก้ไขมาตรา ๖๘ ตามกฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับนี้แล้วจะนำไปสู่การลงมติในวาระที่สาม ในหนังสือพิมพ์ฉบับนี้ ไทยรัฐวันนี้ครับ ก็จึงเป็นข้อสังเกตแล้วก็เป็นความชัดเจนว่าการแก้รัฐธรรมนูญ มาตรา ๖๘ ท่านประธานที่เคารพครับ และที่สำคัญอีกอย่างหนึ่ง มาตรา ๖๘ มีความชัดเจนว่าการแก้ไข ครั้งนี้ก็ไปยกเลิกโทษของหัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารพรรคที่มีพฤติกรรมล้มล้าง การปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขในวรรคสุดท้าย ไปตัดตรงนี้ออกทำไมละครับ ถ้าพรรคการเมืองไหนมีพฤติกรรมแบบนี้ทำไมเราไม่เห็นพ้อง ต้องกันละครับว่านอกจากจะถูกยุบพรรคแล้ว ตัวหัวหน้าพรรค กรรมการบริหารพรรค จะต้องถูกลงโทษด้วย ไปตัดสิทธิประชาชนอย่างเดียวไม่พอหรอกครับ หรือกลัวอะไรครับ ท่านประธานที่เคารพครับ มาตรา ๒๓๗ นักการเมืองในระบอบประชาธิปไตยที่ต้องการเห็น การเลือกตั้งที่ขาวสะอาด ไม่มีใครหรอกครับกลัวมาตรานี้ มาตรานี้เราเห็นตรงกันว่า การซื้อเสียงเป็นต้นเหตุของการทุจริต เป็นวงจรอุบาทว์ที่ไม่จบสิ้น ทุกคนเห็นตรงกันครับว่า แล้วจะทำอย่างไรละจะแก้ไขปัญหานี้ได้ จึงมีการเขียนกฎหมาย มาตรา ๒๓๗ เพื่อให้โทษ สำหรับพรรคการเมืองหรือผู้บริหารพรรคการเมืองถ้ามีส่วนร่วมรู้เห็นหรือปล่อยปละละเลย หรือทราบถึงการกระทำนั้นแล้วมิได้ยับยั้ง เหมือนที่ผมยกตัวอย่างครับท่านประธาน มีกรรมการบริหารพรรคการเมืองไปทำผิดเสียเองก็เป็นความชอบธรรมที่ศาลรัฐธรรมนูญจะ ยุบพรรค นี่ก็เขียนไว้ครับ เพื่อป้องกันไม่ให้พรรคการเมืองไปสนับสนุนลูกพรรคให้ไปซื้อเสียง จนผิดกฎหมาย แต่กลับมีการบอกว่าการยกเลิกมาตรานี้จะทำให้พรรคการเมืองเข้มแข็ง ผมถามท่านประธานว่าผมเห็นต่างกันครับในทางกลับกันยิ่งทำให้พรรคการเมืองยิ่งอ่อนแอ ลงครับ อ่อนแอก็เพราะว่าความคิดของระบบพรรคการเมือง กรรมการบริหารพรรคที่ผ่าน การเลือกตั้งมากลายเป็นนอมินี (Nominee) หมดเลยครับ เอาคนขับรถมาเป็นกรรมการบริหาร พรรค เอาใครไม่รู้มาเป็นหัวหน้าพรรค สุดท้ายก็สั่งการให้พรรคการเมืองปฏิบัติตามคนที่อยู่ ข้างหลัง นี่หรือครับพรรคการเมืองจะเข้มแข็งหรือครับ มาตรา ๒๓๗ ถ้ามันยังคงอยู่และ พรรคการเมืองเป็นไปตามกลไกผู้บริหารพรรคมาจากการเลือกตั้งได้ตัดสินใจด้วยตัวเอง ได้คิด อย่างระบอบประชาธิปไตยอย่างแท้จริง นั่นสิครับจะเป็นการสนับสนุนระบอบพรรคการเมือง และเป็นการสนับสนุนในระบบการเลือกตั้งที่เป็นธรรมใสสะอาดหรือว่าใครคิดว่าพรรคใครมีเงิน เยอะมาก จึงต้องแก้ไขมาตรา ๒๓๗ นี้เสีย ที่สำคัญนะครับ ที่ผมเรียนว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ครั้งนี้นำไปสู่การลงมติในวาระที่สามของร่างแก้ไขทั้งฉบับที่ค้างอยู่ในสภา แค่นั้นไม่พอนะครับ มีมาตรา ๕ มาอีกนิดหนึ่ง เป็นความเห็นแก่ตัวนะครับ เอาเล็กเอาน้อย เพราะผู้ที่ติดโทษยุบพรรค ๑๑๑ ก็หลุดไปแล้ว ๑๐๙ ก็จะหลุดในเดือนธันวาคมปีนี้ครับ แต่ผมไม่ทราบว่าใจร้อนขนาดไหน เขียนลงมาด้วยครับว่าเป็นการนิรโทษกรรมให้กับผู้ที่ติดโทษยุบพรรค ทำไมรอไม่ได้ละครับ ท่านประธานที่เคารพครับ ส่วนที่มาของ ส.ว. นั้น มีความชัดเจนนะครับว่าเรามีประสบการณ์ เรามีประสบการณ์ตรงว่ามันเกิดเหตุการณ์อย่างไรขึ้นบ้างในปี ๒๕๔๐ ที่สำคัญการแก้ไขให้ นำไปสู่การได้มาซึ่งวุฒิสมาชิกจากการเลือกตั้งทั้งหมด ประเด็นสั้น ๆ ครับ ผมเชื่อเหลือเกินว่าความเป็นกลางจะหมดไปนำไปสู่การพักพิง ทุกพรรคการเมือง ท่านประธาน ทุกพรรคการเมืองครับ ถ้าเขาจะชนะเลือกตั้งมันแน่นอน เหลือเกินครับที่เขาจะต้องไปแอบอิงพรรคการเมืองและความเป็นกลางจะเหลืออยู่ที่ไหน และสภาสูงนี้ละครับจะต้องไปแต่งตั้ง ถอดถอนบุคคลสำคัญในการบริหารประเทศ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมกำลังจะจบครับ ส่วนมาตรา ๑๙๐ นั้น

(จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุรินทร์ ได้ยืนและยกมือขึ้น)
นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านเชิญครับ

จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุรินทร์

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิก สภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย จังหวัดสุรินทร์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมตั้งใจฟังผู้อภิปราย ด้วยความสงบและพยายามนั่งฟังผิดแล้วผิดเล่าก็ยังไม่ประท้วง แต่ผิดบ่อยครั้งต้องประท้วง ตามข้อ ๔๓ กรณีที่ผู้อภิปรายอภิปรายว่าพรรคไทยรักไทยถูกยุบโดยศาลรัฐธรรมนูญ ไม่ใช่นะครับ พรรคไทยรักไทยถูกยุบโดยตุลาการที่ คมช. ตั้งขึ้น

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านคงไม่เข้าข่ายประท้วง ท่านจะจบอยู่แล้ว เชิญต่อครับ

นายสาธิต ปิตุเตชะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ระยอง

ส่วนในมาตรา ๑๙๐ อันนี้ก็ชัดเจนเป็นการลดอำนาจ เป็นการเพิ่มอำนาจให้กับผู้บริหารครับ ลดอำนาจ สภานิติบัญญัติแห่งชาติในการเข้าไปตรวจสอบโดยการกล่าวอ้างว่าจะเกิดผลเสียหายต่าง ๆ นานา ท่านประธานที่เคารพครับ ผมเรียนมานี่นะครับผมอยากบอกกับท่านประธานว่าความจริง กฎหมายรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุด ประเทศที่พัฒนาแล้วเขาไม่ค่อยแก้กัน ประเทศอังกฤษ ดูจะเป็นกฎหมายรัฐธรรมนูญที่เป็นจารีตประเพณีด้วยซ้ำไป ปัญหามันไม่ได้อยู่ที่กฎหมายครับ ปัญหามันอยู่ที่สันดานของคนที่กฎหมายเขียนไว้เป็นความผิดแทนที่จะเคารพกฎหมาย ทำตามกฎหมายให้บ้านเมืองสงบ แต่ในขณะเดียวกันตัวเองทำผิดแล้วกลับไปโทษว่ากฎหมาย ไม่ดี กลับไปโทษว่าคนตัดสินไม่เป็นธรรม ไม่พอใจ ผมเรียนท่านประธานว่าไม่จำเป็นต้องแก้ รัฐธรรมนูญครับ ทำไมไม่คิดจะแก้ที่ตัวเอง เคารพกฎหมายอย่าเอาแต่ใจตัวเอง ทำตาม กฎหมาย

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านสาธิตครับ เกินเวลา พอสมควรแล้วครับ ช่วยรักษาเวลาด้วยครับ

นายสาธิต ปิตุเตชะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ระยอง

ผมกำลังจะจบ ท่านประธาน ต้องเคารพกฎหมายบ้านเมืองจะสงบสุขครับ แต่ถ้าตราบใดที่ยังไม่ดูตัวเอง ในอนาคตผมคิดว่าอาจจะมีการแก้กฎหมายอาญาก็ได้ ถ้าเกิดเผลอไผลไปทำความผิดเข้า จะไปแก้กฎหมายว่าโกง ไม่ผิดกฎหมาย แต่จะใช้วิธีแก้กฎหมายที่ประชาชนตามไม่ทัน เพราะฉะนั้นผมจึงเรียนว่าถ้าการแก้รัฐธรรมที่มีวัตถุประสงค์ที่หวังดีต่อบ้านเมืองจริง ผมยกตัวอย่าง มีกฎหมายฉบับหนึ่งทำไมไม่แก้กฎหมายรัฐธรรมนูญนี้เพื่อให้มีความชัดเจน ในการลงทุน คือกฎหมายรัฐธรรมนูญ มาตรา ๖๗ วรรคสอง ที่ต้องแก้เพื่อให้ความชัดเจนกับ การลงทุนของผู้มาลงทุนว่าโครงการไหนเป็นโครงการที่มีผลกระทบรุนแรงต่อสิ่งแวดล้อม กฎหมาย

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านสาธิตครับ ไม่อยาก ทักท้วง เกินเวลามาจะ ๔ นาทีแล้วครับ

นายสาธิต ปิตุเตชะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ระยอง

ครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

บริหารเวลาหน่อยครับ เกินสักนาทีหนึ่งก็ยังพอไหว

นายสาธิต ปิตุเตชะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ระยอง

ผมจะจบแล้ว ท่านประธาน โดยสรุปที่ผมอภิปรายมาทั้งหมดผมเห็นว่ากฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่ได้เป็น ปัญหาเลยครับ แต่เป็นปัญหาที่คนคิดจะแก้ครับ คนคิดจะแก้ไม่สุจริตใจ ผลประโยชน์ขัดกัน และแสวงหาอำนาจเพื่อตัวเองในการแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญทั้ง ๓ ฉบับนี้ครับ ขอบพระคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านสมาชิกครับ ขอความร่วมมือ ในการรักษาเวลาด้วย ไม่ใช่เวลาหมดแล้วก็พูดไปเรื่อย ขอความกรุณาช่วยรับผิดชอบ เรื่องการบริหารเวลาด้วยครับ ให้เกียรติกับสมาชิกท่านอื่นที่ยังรอคิวอยู่ เชิญท่านอานิก อัมระนันทน์ ๑๕ นาที เชิญครับ

นางอานิก อัมระนันทน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ 🔗

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ดิฉัน นางอานิก อัมระนันทน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ก่อนอื่นดิฉันต้องขอเรียนว่าจุดยืนของดิฉันนั้น ไม่เห็นด้วยกับการยุบพรรคในส่วนที่ขัดต่อการส่งเสริมประชาธิปไตยค่ะ เพราะว่าเราควรจะ ส่งเสริมให้พรรคการเมืองเป็นของประชาชน เป็นสถาบัน ไม่มีใครคนใดคนหนึ่งเป็นเจ้าของ ไม่ควรถูกยุบเพียงเพราะว่านักการเมืองโกงเลือกตั้ง แต่ขณะเดียวกันเราก็ควรจะต้องส่งเสริม ให้ประชาธิปไตยเป็นของแท้ ให้มีการเลือกตั้งที่บริสุทธิ์ยุติธรรม มาตรา ๖๘ และมาตรา ๒๓๗ ที่เป็นอยู่นี้ไม่ได้บอกว่าถ้ามีการโกงเลือกตั้งหรือล้มล้างการปกครองแล้วจะต้องยุบพรรค เสมอไป อันนี้อยู่ในดุลยพินิจของศาลนะคะ แต่ก็ได้บอกว่าในกรณีที่มีการยุบพรรคก็จะต้องมี การเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของกรรมการบริหาร ๕ ปี มาตรา ๒๓๗ ได้เอาผิดกับผู้กระทำผิด โดยตรงในวรรคหนึ่งแล้ว แต่วรรคสองที่ถูกตัดไปในร่างแก้ไขอันนี้ไม่ได้ขัดกับความชอบธรรม อย่างที่กล่าวหากันเลยค่ะ ดิฉันขออนุญาตอ่านสักเล็กน้อยว่ามาตรา ๒๓๗ วรรคสอง บอกว่า ถ้าการกระทำของบุคคลตามวรรคหนึ่ง ปรากฏหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าหัวหน้าพรรคการเมือง หรือกรรมการบริหารของพรรคการเมืองผู้ใด มีส่วนรู้เห็น หรือปล่อยปละละเลย หรือทราบถึง การกระทำนั้นแล้ว มิได้ยับยั้งหรือแก้ไขเพื่อให้การเลือกตั้งเป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม ตรงนี้ค่ะ จุดนี้เท่านั้นถึงจะเป็นความผิด แต่ก็ได้มีบางท่านอภิปรายว่าความผิดอันนี้ขัดต่อ หลักนิติธรรม ดิฉันว่าไม่ใช่ค่ะ แล้วก็ต้องขออนุญาตเอ่ยนาม ท่านตวง อินทะไชย ที่ได้กรุณา ยกตัวอย่างแล้วก็อธิบายชัดเจนว่านิติบุคคลนั้นต้องมีตัวแทนเป็นบุคคลที่รับผิดชอบ ซึ่งก็คือ กรรมการบริหารนั่นเอง แล้วท่านก็ได้ยกตัวอย่างพระราชบัญญัติกว่า ๔๐ ฉบับที่เป็น หลักนิติธรรมในส่วนนี้ ในการเมืองสังคมเราต้องการมาตรฐานจริยธรรมที่สูงยิ่งกว่าภาคธุรกิจ มากนักค่ะท่าน การให้กรรมการบริหารต้องรับผิดชอบสมควรแล้วทั้งในหลักของกฎหมาย และในหลักของประชาธิปไตย เพราะว่าจะทำให้กรรมการบริหารตระหนักในบทบาทหน้าที่ มีโอกาสสูงขึ้นที่เขาจะคัดเลือกคนที่ดีมีคุณธรรมมาสู่การเลือกตั้ง แล้วก็จะระแวดระวัง ป้องกันแก้ไขปัญหาการทุจริตเลือกตั้งอย่างจริงจัง เพราะฉะนั้นถ้าท่านสนับสนุนประชาธิปไตย แล้วตรงนี้ไม่ควรแก้โดยเด็ดขาดค่ะ การอภิปรายของผู้สนับสนุนร่างแก้ไขมักจะอ้างถึง การยุบพรรคว่าไม่เป็นประชาธิปไตย ไม่เป็นธรรมกับสมาชิกพรรค ซึ่งตรงนี้ดิฉันเห็นด้วยนะคะ แต่ว่าเป็นความสับสนในตรรกะที่ใช้ในการสนับสนุนร่างแก้ไข เป็นการเกาไม่ถูกที่คัน เพราะว่าไม่ได้มีการแก้ไขในจุดอ่อนที่ทุกคนเป็นห่วงตรงนี้เลย ไม่มีข้อความใด ๆ ที่ปรับปรุง เงื่อนไขของการยุบพรรคไม่ให้ขัดต่อการส่งเสริมประชาธิปไตย แต่กลับไปลดโทษผู้ที่สมควร จะต้องรับผิดชอบ ทั้ง ๆ ที่ความจริงแล้วควรจะต้องเพิ่มโทษด้วยซ้ำ การตัดสิทธิ ๕ ปีดิฉันว่า น้อยไปน่าจะ ๑๐ ปี แล้วก็ควรจะมีโทษจำคุกด้วย นอกจากนี้ก็ยังมีการแฝงการนิรโทษกรรม อยู่ในมาตราสุดท้ายของร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญอันนี้ด้วย การแก้ไขครั้งนี้จะทำให้ประชาธิปไตย อ่อนแอลงแล้วก็ถูกครอบงำโดยธุรกิจการเมืองได้ง่ายขึ้น หรือว่าตรงนี้ค่ะที่เป็นการเกาถูกที่คัน ที่แท้จริงของท่าน เป็นที่รู้กันอยู่ทั่วไปว่าหลาย ๆ พรรคการเมืองมีพฤติกรรมเป็นธุรกิจการเมือง มีเจ้าของผู้มีอิทธิพลที่ชักใยอยู่เบื้องหลัง กรรมการบริหารของหลาย ๆ พรรคก็ไม่ได้มีอำนาจสิทธิขาด ในพรรคการเมืองเหล่านั้น ถึงกระนั้นเถอะดิฉันก็คิดว่ายังควรจะต้องเอาผิดคนที่สมควร รับผิดชอบตามกฎหมาย แต่ว่าท่านประธานคะ ถึงเวลาแล้วหรือยังที่เราจะปฏิรูประบบการเมือง ปฏิรูประบบกฎหมายเพื่อให้มีการสืบสวนแล้วก็สาวไปถึงบุคคลผู้ชักใยอยู่เบื้องหลังให้ต้อง รับผิดชอบด้วย โดยเฉพาะถ้ามีโทษจำคุกก็จะส่งเสริมให้มีการระแวงระวังในการเลือกตั้ง แล้วก็การดำเนินการทางการเมืองด้านอื่น ๆ เพื่อให้มีความบริสุทธิ์แล้วก็มีความเป็น ประชาธิปไตยมากขึ้น ท่านประธานคะ ได้มีการเสนอแก้ไขที่จะตัดสิทธิการพิทักษ์รัฐธรรมนูญของปวงชนชาวไทยออกไปในมาตรา ๖๘ จากเดิมที่เมื่อทราบถึงการกระทำที่ล้มล้างการปกครองแล้วประชาชนจะสามารถนำเรื่อง ส่งทางอัยการสูงสุดได้และยังสามารถร้องตรงต่อศาลรัฐธรรมนูญได้ด้วย แต่การตัดสิทธิ ของประชาชนที่จะยื่นร้องตรงต่อศาลรัฐธรรมนูญนั้นทำให้อัยการสูงสุดมีสิทธิขาด ในการวินิจฉัยข้อมูลและนำเรื่องส่งศาลรัฐธรรมนูญต่อไป ถึงแม้ว่าจะเป็นองค์กรตามรัฐธรรมนูญ แต่การกระทำหลาย ๆ อย่างที่ผ่านมาของท่านก็ทำให้สังคมเคลือบแคลงสงสัย ตั้งแต่เรื่อง ของสินบนถุงขนม ๒,๐๐๐,๐๐๐ บาท หรือเรื่องของการถอนการฟ้องคดีพระวัดดังแห่งหนึ่ง ในขณะที่ศาลฎีกากำลังจะตัดสินอยู่แล้ว โดยอ้าง

(นายพิชิต ชื่นบาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ ได้ยืน และยกมือขึ้น)
นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

มีผู้ประท้วงครับ

นายพิชิต ชื่นบาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ผม พิชิต ชื่นบาน สมาชิกรัฐสภา กระผมเองก็อดทนด้วยความเคารพผู้อภิปราย ผมไม่ทราบจริง ๆ ว่า ติดใจอะไรผม ชีวิตผมไม่ได้รับความเป็นธรรม เรื่องที่เกิดขึ้นอุทธรณ์ ฎีกาก็ไม่ได้ ก็เห็นติดใจ กันจัง ทีเรื่องน้องชายอดีตนายกรัฐมนตรี คุณระลึก หลีกภัย โกงเงิน

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

อย่าไปกลับอย่างนั้นเลยครับ เอาเฉพาะที่โดนพาดพิงเสียหาย เชิญต่อเถอะครับ

นายพิชิต ชื่นบาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ผมอยากชี้แจง ให้หมดครับท่านประธาน เรื่องนี้นะครับไม่มี

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านครับ ท่านใช้สิทธิ พาดพิงที่ทำให้เสียหายแล้วท่านก็ไปพาดพิงคนอื่น พอแล้วกระมังครับ ผมว่าให้ท่านอานิก ท่านอย่างนี้ ผมนั่งฟังอยู่ท่านเสียหายที่โดนพาดพิงท่านมีสิทธิจะใช้สิทธิในการพาดพิงได้ เอาเป็นว่าหลังจากอภิปรายจบผมจะอนุญาตให้ใช้สิทธิแต่ต้องอยู่ในประเด็นเท่านั้นนะครับ เชิญต่อเถอะครับ

(นายประเสริฐ พงษ์สุวรรณศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดยะลา ได้ยืน และยกมือขึ้น)

ท่านประเสริฐมีอะไร

นายประเสริฐ พงษ์สุวรรณศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ยะลา

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายประเสริฐ พงษ์สุวรรณศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดยะลา พรรคประชาธิปัตย์ ผมคิดว่าท่านประธานคงให้สิทธิพาดพิงไม่ได้เพราะว่าไม่ได้ เอ่ยชื่อเลยครับ ท่านผู้อภิปรายผมนั่งฟังตลอด เอ่ยอภิปรายเฉพาะในเนื้อหายกตัวอย่าง ไม่ได้ เอ่ยถึงชื่อผู้ที่ลุกขึ้นมาจะใช้สิทธิพาดพิงแม้แต่คำเดียวเลยครับ คำว่า นาย ยังไม่ได้พูดเลยครับ ชื่อ ..... ก็ไม่ได้พูดแล้วท่านจะให้ใช้สิทธิพาดพิงได้อย่างไรครับ ท่านประธานครับ อย่าให้ เสียเวลาเลยครับ พวกผมขึ้นมาอภิปรายเฉพาะเวลาท่านนั่งเป็นประธานเท่านั้นนะครับ ให้เวลาพวกผมเถอะครับ อย่ารบกวนการทำหน้าที่ของพวกผมเลยครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านประเสริฐครับ ผมก็ฟัง อยู่นะครับ แล้วถึงแม้ไม่ได้เอ่ยชื่อมันก็เป็นที่เข้าใจโดยทั่วไป เพราะฉะนั้นก็ถือว่าท่านจะใช้ สิทธิพาดพิงทำให้เสียหายผมก็ได้วินิจฉัยแล้วผมจะอนุญาต แต่ให้อยู่ในประเด็นที่โดนพาดพิง เท่านั้นนะครับ ท่านอานิกต่อเถอะครับ

นางอานิก อัมระนันทน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ดิฉันก็เลย เพิ่งทราบหน้าตาของเจ้าของถุงขนม แต่อันนั้นเป็นเพียงตัวอย่างนะคะ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านต่อของท่านครับ

นางอานิก อัมระนันทน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ตัวอย่างที่ ๒ คือเรื่องของพระวัดดังเรื่องของการที่ได้ถูกถอนคดีออกจากศาลทั้ง ๆ ที่ศาลฎีกากำลังจะ ตัดสินแล้วโดยอ้างว่าได้คืนของแล้ว แล้วคำสั่งสอนที่ขัดต่อหลักพุทธธรรมก็ได้มีการเขียน แก้ไขใหม่แล้ว อันนี้เป็นบรรทัดฐานที่อันตรายมากเพราะว่าเปรียบเสมือนผู้ร้ายขโมยของ แล้วเมื่อกำลังจะถูกจับได้ถูกลงโทษก็จะมาคืนของแล้วก็ถูกล้างผิดว่าไม่ผิดแล้ว ถ้าอย่างนี้ เป็นบรรทัดฐานสังคมแล้วต่อไปในประเทศของเราคนจะทำผิดกันอีกมากสักแค่ไหนคะท่าน นอกจากนี้อัยการอาวุโสหลายท่านรวมทั้งตัวท่านอัยการสูงสุดเองด้วยก็เป็นกรรมการของ รัฐวิสาหกิจใหญ่ ๆ เช่น ปตท. การบินไทย หรือธนาคารกรุงไทย บางท่านก็เป็นกรรมการ มากกว่า ๑ แห่งแล้วก็เป็นกรรมการย่อยในบอร์ด

(นายวรชัย เหมะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสมุทรปราการ ได้ยืน และยกมือขึ้น)
นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

มีผู้ประท้วงครับ เชิญครับ

นายวรชัย เหมะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมุทรปราการ

ท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพครับ กระผม วรชัย เหมะ พรรคเพื่อไทย จังหวัดสมุทรปราการ ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา ผมใช้ข้อ ๔๓ ครับท่านประธาน ประท้วงผู้อภิปรายครับ พูดนอกประเด็นทั้งนั้นเลย ผมนี่ ผมนั่งนิ่งทั้งวันครับ แล้วเป็นการพูดถ้าในประเด็นผมจะไม่ประท้วงเลยครับ ท่านประธาน ช่วยพิจารณาเรื่องนี้ด้วยครับ ถ้าปล่อยอย่างนี้ทุกคนก็ขึ้นมาพูดนอกประเด็นได้หมดเลยครับ แล้วก็อีกเรื่องหนึ่ง ท่านประธานครับ การพาดพิงนี่ไม่ต้องเอ่ยชื่อหรอกครับ เมื่อวานผม พาดพิงบอกว่าพรรคการเมืองเก่าแก่ ท่านประธาน

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เอาละครับ อย่าไปพาดพิง ต่อเลย เอาอย่างนี้ครับ เอาให้มันแคบลงหน่อย อย่าไปกว้างมาก เอาเข้าประเด็นกรอบ อย่าไปหว่านตีวงกว้างออกเกินไป เข้าประเด็นเถอะนะครับ

นางอานิก อัมระนันทน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ค่ะ ดิฉัน ยืนยันว่าอยู่ในประเด็นค่ะ เพราะว่าเป็นเรื่องของความเป็นกลาง ความเป็นอิสระของ อัยการสูงสุด ดิฉันกำลังชี้แจงให้เห็นว่าจากการที่ท่านเป็นกรรมการรัฐวิสาหกิจใหญ่ ๆ ที่ได้ เอ่ยไปแล้วเป็นมากกว่า ๑ เจ้าหลายท่านนะคะ แล้วก็เป็นกรรมการย่อยในบอร์ดใหญ่ด้วย ทำให้ท่านต้องใช้เวลาราชการไปในกิจการเหล่านี้ แล้วก็เวลาที่จะทำงานอัยการก็น้อยลง การพิจารณาต่าง ๆ ล่าช้า และมีความเสี่ยงว่าอาจจะไม่ถี่ถ้วนหรืออาจจะไม่เป็นธรรม ที่สำคัญคือการมีผลประโยชน์ที่ขัดแย้ง เพราะว่าได้รับผลตอบแทนที่อยู่ในเกณฑ์สูงมาก เป็นหลักล้านบาทจากการที่เป็นกรรมการรัฐวิสาหกิจทำให้สุ่มเสี่ยงต่อการเกิดภาระผูกพัน เกิดหนี้บุญคุณในระบบอุปถัมภ์ในวัฒนธรรมแบบไทย ๆ ของเรา

(จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุรินทร์ ได้ยืนและยกมือขึ้น)
นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

มีผู้ประท้วงครับ

จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุรินทร์

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิก สภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย จังหวัดสุรินทร์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานอย่าเพิ่ง เตรียมมือกดที่ปุ่มสิครับ ผมยังไม่ได้พูดจบ ท่านกลัวผมขนาดนั้นหรือครับ ผมขอประท้วง ผู้อภิปรายตามข้อ ๔๓ ทั้งที่ท่านประธานได้ขอร้อง ได้วินิจฉัย แล้วได้เตือนไปแล้วหลายครั้ง ก็ยังพูดอยู่เดิม ๆ ท่านปล่อยให้คุณป้าพูดไม่รู้เรื่องมาขึ้นอ่าน

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ต่อเลยดีกว่ากระมังครับ ท่านประสิทธิ์ครับ อย่างไรก็ต้องช่วยกรุณาระมัดระวังคำพูดด้วยนะครับ บางทีท่านใช้สิทธิ ประท้วงผมก็ให้ประท้วงนะครับ แล้วก็อย่าไปพูดตอบกลับทำให้คนอื่นเขาเสียหาย ไม่อย่างนั้น มันก็ไม่จบไม่สิ้น ต่อเถอะครับ มันจบแล้วครับ เอาไว้มานั่งอยู่ข้างบนแล้วค่อยมาวินิจฉัย แทนผม ผมวินิจฉัยจบแล้วครับ ผมวินิจฉัยแล้ว จบแล้วครับ นั่งเถอะครับ หรือจะยืนอยู่อย่างนี้ ผมว่าอภิปรายต่อดีกว่านะครับ เชิญครับ

นางอานิก อัมระนันทน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ถ้าตาม กฎข้อบังคับแล้วควรจะถอนคำพูดนะคะ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านอภิปรายต่อดีกว่า กระมังครับ เอาเรื่องของท่านเถอะครับ เชิญครับ

นางอานิก อัมระนันทน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านไม่ควร จะดูหมิ่นดิฉันอย่างนี้ เพราะว่าดิฉัน

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านครับ อภิปรายต่อ เถอะครับ ผมปิดไมโครโฟนแล้วก็มีหลุดแค่คุณป้าเท่านั้นละครับ คำว่า คุณป้า มันไม่เป็นไร หรอกครับ ผมได้เตือนไปแล้วครับ ผมเตือนไปแล้วด้วยครับ ต่อของท่านดีกว่ากระมังครับ เชิญต่อเถอะครับ ท่านอรรถพร ผมกำลังต้องควบคุมท่านอรรถพรมากกว่าตอนนี้ เอาละครับ พอแล้วอย่าไปว่าคนอื่นเลยตัวเองก็ยังอย่างนี้ เอาเถอะ พอเถอะ ต่อเถอะครับท่านอานิก

นางอานิก อัมระนันท์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ดิฉันคิดว่า ประชาชนที่บ้านก็คงเห็นเอง

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ต่อของท่านเถอะครับ

นางอานิก อัมระนันท์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ถ้าจะไม่ให้ เขาถอนคำพูดดิฉันก็ต้องขออนุญาตพูดตอบโต้ว่าประชาชน

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านครับ ผมเตือนแล้วครับ เอาไว้มานั่งข้างบนแล้วค่อยวินิจฉัยแทนผมแต่ตอนนี้ผมนั่งอยู่ ผมวินิจฉัยแล้วถือว่าเป็นที่สุดแล้ว ท่านต่อของท่านดีกว่าครับ

นางอานิก อัมระนันท์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ 🔗

ก็ยังอยู่ใน เรื่องของอัยการนะคะ ซึ่งเขาจะให้เป็นผู้ผูกขาดการตัดสินว่าควรจะนำเรื่องส่งศาลรัฐธรรมนูญ หรือไม่ ดิฉันก็ได้ชี้แจงว่าอันตรายมาก เพราะว่าอัยการอาจจะไม่มีความเป็นกลางเสียแล้ว เนื่องจากเป็นกรรมการรัฐวิสาหกิจที่มีผลตอบแทนสูงมาก แล้วก็อาจจะเกิดการเป็นหนี้บุญคุณ เกิดภาระผูกพันในระบบอุปถัมภ์ วัฒนธรรมแบบไทย ๆ ก็เสี่ยงที่จะตัดสินอะไรอย่างไม่เป็นธรรม ก็จึงไม่แปลกที่ได้มีการกระทำหลาย ๆ อย่างที่ได้ยกตัวอย่างไปแล้วว่าเป็นสิ่งที่สร้าง ความเคลือบแคลงใจกับสังคม เพราะฉะนั้นการแก้มาตรา ๖๘ กับมาตรา ๒๓๗ เป็นการตัดสิทธิ ของประชาชนในการพิทักษ์รัฐธรรมนูญ โดยให้กระบวนการนั้นเหลือเพียงยึดโยงกับบุคคล ที่อาจจะไม่เป็นกลางเสียแล้วทำให้ประชาธิปไตยอ่อนแอลง เพราะว่าเป็นการตัดวงจร ความรับผิดชอบของกรรมการบริหารออกไป นอกจากนี้ก็อาจจะเป็นการเปิดทางสู่การแก้ไข รัฐธรรมนูญแบบตีเช็คเปล่าที่กำลังมีวาระที่สามค้างอยู่ในสภาแห่งนี้เป็นการเปิดทางสู่ การรวบอำนาจในรัฐสภาต่อไป ท่านประธานคะ การแก้รัฐธรรมนูญที่เสนออีก ๒ ร่าง ก็ไม่ชอบมาพากลค่ะ เรื่องของวุฒิสภานั้นเราต้องแยกแยะให้ดีว่าสภาผู้แทนราษฎรต้องเป็น ตัวแทนราษฎร เพราะฉะนั้นควรจะต้องและจำเป็นจะต้องมาจากการเลือกตั้ง แต่วุฒิสภา เป็นสภาของผู้ทรงคุณวุฒิไม่ใช่ผู้แทนของประชาชน ไม่จำเป็นในหลักการนะคะว่าจะต้องมา จากการเลือกตั้ง แต่ถ้ามาจากการเลือกตั้งแล้วปฏิบัติหน้าที่ที่สังคมคาดหมายที่กฎหมายคาด เอาไว้ได้ก็เป็นสิ่งที่ดี และดิฉันก็ยินดีสนับสนุนค่ะ แต่ความเป็นมาในอดีตก็เคยมีมาแล้วจาก รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ที่วุฒิสภามาจากการเลือกตั้งทั้งหมดแล้วก็มีพฤติกรรมที่ไม่อิสระ ไม่เป็นกลางทำให้สื่อขนานนามว่าเป็นสภาทาส จึงทำให้รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ นั้นออกแบบใหม่ ให้วุฒิสภามีทั้งผู้ที่มาจากการเลือกตั้งและการสรรหา การสรรหาอาจจะไม่สมบูรณ์แบบ เราก็ควรปรับปรุงบ้าง แต่ร่างแก้ไขนี้ไม่ได้พูดนี้เลยนะคะ ที่สำคัญเราต้องดูว่า ส.ว. สรรหานั้น เขาทำหน้าที่ได้ดีหรือเปล่า ซึ่งที่ผ่านมาก็เป็นที่ยอมรับทั่วไปของสังคมว่าทำได้ดี วุฒิสภา จำเป็นต้องมีความเป็นกลางสูง เพราะว่ามีหน้าที่ตรวจสอบทั้งกฎหมายและทั้งคน มีส่วน ในการคัดสรรและการถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและองค์กรอิสระ เพราะฉะนั้น ที่มาของ ส.ว. เราควรจะต้องดูจากทั้งหน้าที่และบริบทของปัญหาของข้อจำกัดของประเทศไทย ไม่ใช่ว่าอะไร ๆ ก็ต้องมาจากการเลือกตั้งเท่านั้นจึงจะเป็นประชาธิปไตยหรือจึงจะชอบธรรม ลองดูตัวอย่างประเทศอังกฤษ ซึ่งก็ถือกันว่าเป็นต้นแบบของประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ ทรงเป็นประมุข สภาสูงของเขาก็ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง ประเทศมาเลเซียก็เช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้นถ้า ส.ว. ต้องมาจากการเลือกตั้งทั้งหมดก็คงหนีไม่พ้นหรอกค่ะที่จะเป็นคนที่ อยู่ในสังกัดของระบบการเลือกตั้งจากสภาผู้แทนราษฎร แล้วเขาจะปฏิบัติหน้าที่ที่ต้องใช้ ความอิสระ ความเป็นกลางได้หรือคะ ร่างแก้ไขที่เสนอนี้ไม่เพียงแต่ยกเลิกการสรรหา แต่ยัง เพิ่มจำนวน ส.ว. ที่มาจากการเลือกตั้งถึง ๒ ชั้นค่ะ เดิมนั้นมี ๗๖ คนจาก ๑๕๐ คน แต่ร่างนี้ เสนอเพิ่มเป็น ๑๕๐ คน ไม่ใช่ ๑๕๐ คนเพื่อเต็มอัตรา แต่เสนอเพิ่มอัตราให้เป็น ๒๐๐ คน จึงเพิ่มเป็น ๒ ชั้น นอกจากนี้ก็ยังมีการเปิดทางให้ ส.ว. ดำรงตำแหน่งติดต่อกันเกิน ๑ วาระ ไปเรื่อย ๆ ได้ ก็ยิ่งทำให้ผูกพันกับการเมืองมากขึ้นและความเป็นกลาง โอกาสที่จะมีความคิดตัดสินใจ อย่างอิสระก็จะยิ่งน้อยลงไปอีก น่าสงสัยมากว่ามีวาระซ่อนเร้นอะไรถึงเสนออย่างนี้ ถึงเพิ่ม อัตราเป็นตั้ง ๒๐๐ เปลี่ยนรูปแบบทั้งหมดนะคะ มีวัตถุประสงค์ซ่อนเร้นอะไร น่าเป็นห่วง มากค่ะว่าเรากำลังเดินไปสู่เผด็จการรัฐสภาหรือเปล่าคะ เพราะว่ามีการลดการตรวจสอบ ของการถ่วงดุลทั้งหลาย ลดสิทธิของประชาชนในการพิทักษ์รัฐธรรมนูญ แต่ว่าเป็นการเพิ่ม อำนาจฝ่ายบริหาร เพิ่มอิทธิพลของฝ่ายบริหารที่เป็นนักเลือกตั้งที่เก่งที่สุด แล้วก็มีพฤติกรรม เป็นธุรกิจการเมืองด้วยต่างหาก พูดถึงธุรกิจการเมืองนะคะ ดิฉันก็ต้องขอจบด้วยมาตรา ๑๙๐ ประเทศเราเคยเจ็บปวดกันมามากแล้วจากการทำเอฟทีเอที่ไม่ได้ผ่านการกลั่นกรองของรัฐสภา ทั้งธุรกิจรายเล็ก รายย่อย เกษตรกรรายเล็ก รายใหญ่ในภาคเหนือก็ต้องเดือดร้อนเป็นอย่างมาก จากการทำเอฟทีเอจากประเทศจีนในอดีต นี่จึงเป็นที่มาของมาตรา ๑๙๐ ที่มีอยู่ในปัจจุบัน แต่ก็มีการกล่าวหาว่ามาตรานี้ทำให้เกิดการสิ้นเปลืองเวลาของรัฐสภา ทำให้การทำงาน ของรัฐบาลไม่คล่องตัว ล่าช้า แต่ท่านยังแก้ไม่ถูกจุดอีกแล้วค่ะ แทนที่จะออกกฎหมายลูก ซึ่งท่านก็มีเวลาเกือบ ๒ ปีแล้วก็ไม่คลอดสักที ท่านกลับไปยกเลิกสิ่งดี ๆ ที่มีอยู่ในมาตรานี้ ของรัฐธรรมนูญ ท่านยกเลิก ท่านถอนเอาเรื่องของเศรษฐกิจออกไป ท่านเอาเรื่องการให้ข้อมูล การรับฟังความคิดเห็นของประชาชนออกไปก่อนดำเนินการ เอาเรื่องการชี้แจง การตรวจสอบ ของรัฐสภาออกไป เอาการแก้ไขเยียวยาผู้รับผลกระทบอย่างรวดเร็ว เหมาะสม และเป็นธรรมออกไป เพราะว่าท่านดึงเรื่องเศรษฐกิจออกไปทั้งหมด ในโลกปัจจุบันนี้ที่เขาเรียกกันว่า โลกาภิวัตน์ นโยบายต่างประเทศนั้นจะมีผลต่อพี่น้องประชาชนเป็นอย่างยิ่ง เพราะฉะนั้นการแก้ไข มาตรา ๑๙๐ นี้ไม่เป็นประชาธิปไตย ไม่จริงใจกับประชาชน แล้วก็มีความไม่ชอบมาพากลด้วยค่ะ ส่อเค้าว่าจะเอื้อประโยชน์ให้ธุรกิจการเมืองได้เพิ่มอำนาจในการหาประโยชน์บนความทุกข์ยาก ของประชาชน ยกตัวอย่างที่ผ่านมาแล้วก็เช่นเงินกู้เอ็กซิม (EXIM) ของธนาคารที่ต้องส่งให้กับ รัฐบาลพม่าในดอกเบี้ยอัตราต่ำเป็นพิเศษ และประชาชนคนไทยก็ต้องควักเนื้อที่จะช่วย เรื่องอัตราดอกเบี้ยที่แตกต่างนั้นเพื่อจะแลกกับสัมปทานให้กับบางคนที่อยู่เบื้องหลังรัฐบาล การผ่านวาระที่หนึ่งของพระราชบัญญัติเงินกู้ ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาทในวันศุกร์ที่แล้ว กับการผลักดันแก้ไขรัฐธรรมนูญที่กำลังเกิดขึ้นตอนนี้ล้วนส่อเค้าของการจัดตั้งระบอบเผด็จการรัฐสภา ซึ่งอาจจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ต่อไปได้ ประชาชนมักจะถามว่ารัฐธรรมนูญกินได้ไหม ดิฉันกราบเรียนผ่านไปยังท่านประธานว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้ไม่ช่วยให้ประชาชนกินดีอยู่ดีขึ้นเลยค่ะ มีแต่จะช่วยนำไปสู่ การกินรวบประเทศไทยบนความทุกข์ยากของประชาชน ดิฉันจึงมิอาจรับร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ทั้ง ๓ ฉบับนี้ได้ ขอบพระคุณค่ะ

(นายสุนัย จุลพงศธร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ ได้ยืน และยกมือขึ้น)
นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านสุนัยเชิญครับ

นายสุนัย จุลพงศธร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธานครับ ผมประท้วงท่านผู้อภิปรายในข้อ ๔๓ ผม สุนัย จุลพงศธร ครับ ขอประทานโทษนะครับ อย่างอื่นท่านก็พยายามที่จะทำผิดข้อ ๔๓ หลายเรื่อง แต่ครั้งสุดท้ายคำสุดท้ายนี่ครับ แม้จะหมดเวลาก็ยังเป็นเรื่องสำคัญ เพราะท่านใช้คำว่า จะล้มล้างการปกครองระบอบ ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข มันก้าวล่วงไปถึงสถาบัน ประทานโทษ เถอะครับท่านครับ จะกล่าวหาอย่างนั้นได้หรือครับ ผมก็ถามท่านประธานครับ ผมไม่รบเร้า ที่จะต้องให้ถอนคำพูด ไม่เหมือนคนบางคนที่ผมไม่ได้พูดอะไรเลยแล้วจะให้ถอนนี่นะครับ แต่มันจะเหมาะหรือครับท่านประธานครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ก็ขอเตือนนะครับ ก็ไม่เป็นไรครับ จบไปแล้วแต่ก็ขอเตือนไว้ครับ ไม่อย่างนั้นก็จะเกิดความไม่เหมาะสมอย่างที่ว่านี้ เชิญท่านภราดรครับ

(นายพิชิต ชื่นบาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ ได้ยืน และยกมือขึ้น)

ใช้สิทธิพาดพิงนะครับ เอาเฉพาะประเด็นที่ท่านถูกพาดพิงนะครับ

นายพิชิต ชื่นบาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ผม พิชิต ชื่นบาน สมาชิกรัฐสภา ผมขอประท้วงผู้อภิปรายที่เสร็จไปเมื่อสักครู่นี้ในข้อบังครับ ข้อ ๔๓ ใส่ร้ายเสียดสีนะครับ ประเด็นที่กล่าวหาเรื่องสินบนนี่นะครับ แน่นอนก็คือจงใจจะเสียดสีผม ผมก็ขอชี้แจงว่าโดยชีวิตผมนี่นะครับไม่เคยเป็นทนายฆาตกร ไม่เคยไปลอบบี้ที่ศาลไหน ไม่มีในเรื่อง

(นายเทพไท เสนพงศ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครศรีธรรมราช ได้ยืนและยกมือขึ้น)
นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านครับ ผมให้สิทธิ เชิญครับ

นายเทพไท เสนพงศ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นครศรีธรรมราช

ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม เทพไท เสนพงศ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมขอประท้วงท่านประธานในข้อ ๔๓ วรรคสอง ก่อนที่ท่านประธานจะให้คุณพิชิต ชื่นบาน ได้ใช้สิทธิพาดพิง ผมอยากจะให้ท่านประธาน ให้คุณพิชิต ชื่นบาน ถอนคำพูดก่อนครับ คำพูดซึ่งก่อนหน้านี้คุณพิชิต ชื่นบาน ได้พาดพิงถึง บุคคลภายนอก โดยอ้างถึงน้องชายอดีตนายกรัฐมนตรีที่ชื่อ ระลึก หลีกภัย ซึ่งผมคิดว่า นำความเสียหายมาถึงบุคคลภายนอก ท่านประธานต้องให้เขาถอนอันนี้ก่อนครับ เพราะเขา ไม่มีสิทธิที่จะมาชี้แจงนะครับท่านประธาน ถ้าไม่เป็นเช่นนั้นแล้วพวกผมก็จะไม่

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เข้าใจแล้วครับ ท่านพิชิตครับ ก่อนจะใช้สิทธิพาดพิงที่ทำให้ตัวเองเสียหาย ท่านถอนตรงที่ว่านี้ก่อน ที่ไปเอ่ยชื่อบุคคล ภายนอกแล้วกล่าวอะไรนั่นนะครับ ท่านถอนจะได้ใช้สิทธิพาดพิง

นายพิชิต ชื่นบาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ผม พิชิต ชื่นบาน ที่ผมพาดพิงนี่

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านถอนตรงนั้นก่อน แล้วท่านพูดเฉพาะในสิ่งที่ท่านเสียหายเท่านั้น

นายพิชิต ชื่นบาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ผมขอถอนชื่อ นายระลึก หลีกภัย แต่ผม

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เอาละครับ แค่นั่นนะครับ แล้วท่านก็เอาประเด็นที่ท่านเสียหายเท่านั้นละครับ

นายพิชิต ชื่นบาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ผม พิชิต ชื่นบาน ผมขอชี้แจงข้อเท็จจริงในเรื่องที่ถูกเสียดสีนะครับ ผมขอกราบเรียนว่าเรื่องสินบนศาล มันไม่มีครับ ไม่มีข้อเท็จจริงใด ๆ เลย แล้วก็ตำรวจ อัยการสั่งไม่ฟ้อง คดียุติแล้ว ผมในฐานะ ประกอบวิชาชีพทนายความ สภาทนายความ โดยคณะอนุกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง ตรวจสอบแล้วก็ไม่มีข้อเท็จจริงนี้ ผมนี่อดทน ผมเข้ามาอยู่ในสภานี้จะ ๒ ปีแล้ว ผมพยายาม ทำตัวไม่ก้าวร้าว ตั้งใจจะทำงาน แต่ผมมีความรู้สึกว่าถ้าจะเอามาตรฐานเดียวกันนะครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านอย่าไปว่ากลับเลยครับ ผมคงไม่อนุญาตให้ว่ากลับ เดี๋ยวก็ไม่จบครับ

นายพิชิต ชื่นบาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ถ้าจะเอา มาตรฐานเดียวกันนะครับ เรื่องที่ผมถูกละเมิดอำนาจศาลผมไม่มีโอกาสได้อุทธรณ์ ฎีกา ตอนนี้ผมเลยฟ้องคดีอยู่ที่ศาลปกครอง ถ้าจะเอามาตรฐานเดียวกันกับหัวหน้าพรรค

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ผมไม่อนุญาตแล้วครับ ท่านอย่าไปพาดพิงคนอื่นให้เสียหายต่อสิครับ เอาประเด็นของท่าน ผมให้สิทธิท่านแล้ว ไม่อย่างนั้นก็ไม่จบครับ ท่านพิชิตพอเถอะครับ ใส่ร้าย เสียดสีก็ได้ใช้สิทธิพาดพิงอธิบาย ทำความเข้าใจแล้ว เอาละพอเถอะครับ ท่านพิชิตพอเถอะครับ พอเถอะครับ พอได้แล้วครับ เชิญท่านภราดรครับ

นายภราดร ปริศนานันทกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อ่างทอง 🔗

ท่านประธานที่เคารพ ภราดร ปริศนานันทกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอ่างทอง พรรคชาติไทยพัฒนา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมกราบขอบพระคุณท่านประธานที่ให้โอกาสผม อีกครั้งหนึ่งในการที่จะร่วมอภิปรายในประเด็นที่มีความสำคัญอย่างยิ่งยวด ซึ่งในวันนี้ผมขอ ใช้เวลาของรัฐสภาอภิปรายใน ๒-๓ ประเด็นครับ

ประเด็นที่ ๑ ประเด็นในเรื่องมาตรา ๖๘ ของการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ได้เสนอ กันเข้ามาทั้งสิ้น ๓ ร่าง ในเรื่องมาตรา ๖๘ จริง ๆ แล้วถ้าจะพูดกันไม่ได้มีการแก้ไขอะไรเลยครับ เพียงแต่เป็นการทำให้เกิดความชัดเจนในตัวบทเท่านั้นเอง ผมขออนุญาตท่านประธาน อ่านรัฐธรรมนูญในมาตรา ๖๘ วรรคหนึ่ง เขาว่าอย่างนี้ครับ บุคคลจะใช้สิทธิและเสรีภาพ ตามรัฐธรรมนูญเพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ตามรัฐธรรมนูญนี้ หรือเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไป ตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญนี้มิได้ ในวรรคสอง ได้บัญญัติเอาไว้ว่า ในกรณีที่บุคคล หรือพรรคการเมืองใดกระทำการตามวรรคหนึ่ง ผู้ทราบการกระทำดังกล่าวย่อมมีสิทธิ เสนอเรื่องให้อัยการสูงสุดตรวจสอบข้อเท็จจริงและยื่นคำร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย สั่งการให้เลิกการกระทำการดังกล่าว ท่อนหลังผมไม่ต้องอ่านนะครับ ตรงนี้ละครับ เป็นประเด็นที่มีความขัดแย้งแล้วก็ถกเถียงกันมา ๒ วันเต็ม ๆ เมื่อวานกับวันนี้ และมี การถกเถียงกันต่อเนื่องยาวนานมาเป็นเวลานานพอสมควร เพราะฉะนั้นการแก้ไขมาตรานี้ ก็เพื่อที่จะสร้างความชัดเจนและเพื่อที่จะสร้างบรรทัดฐานต่อสิทธิของพี่น้องประชาชน ในการที่จะเข้าถึงศาลรัฐธรรมนูญในอนาคตข้างหน้า เราถกเถียงกันครับว่าพี่น้องประชาชนนั้น มีสิทธิที่จะร้องโดยตรงต่อศาลรัฐธรรมนูญได้หรือไม่ ฝ่ายหนึ่งก็บอกว่าสามารถที่จะร้อง โดยตรงต่อศาลรัฐธรรมนูญได้โดยอ่านข้อความเดียวกันนั่นละครับ อีกฝ่ายหนึ่งก็บอกว่า ร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญโดยตรงไม่ได้จะต้องผ่านอัยการสูงสุดก่อน เมื่อตอนบ่ายท่านผู้นำ ฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรก็ได้อภิปรายว่าจริง ๆ แล้วมันไม่ได้เป็นความถกเถียง มันไม่ได้ เป็นข้อถกเถียง มันไม่ได้เป็นข้อโต้แย้งอะไรเลย เพราะศาลได้มีคำวินิจฉัยประเด็นนี้ไปแล้วว่า ประชาชนหรือใครก็แล้วแต่ที่เห็นถึงว่าพรรคการเมืองหรือบุคคลกระทำการตามวรรคหนึ่ง สามารถที่จะยื่นโดยตรงต่อศาลได้ท่านอ้างว่าศาลได้มีคำวินิจฉัยไปแล้ว แต่ผมเห็นต่างครับ ศาลไม่ได้วินิจฉัยประเด็นนี้เพียงแค่ครั้งนี้ครั้งเดียวครับ ก่อนหน้านั้นศาลเคยมีคำวินิจฉัย เกี่ยวกับประเด็นนี้มาก่อนหน้าแล้ว ผมยกตัวอย่างเมื่อวันที่ ๒๕ พฤษภาคม ๒๕๔๙ คำสั่ง เรื่องพิจารณา ที่ ๑๒/๒๕๔๙ ศาลมีคำสั่งครับ มีคำสั่งให้คำร้องขอของนายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล ที่ขอให้ศาลวินิจฉัยยุบพรรคประชาธิปัตย์ตามมาตรา ๖๓ ของรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๔๐ ซึ่ง ๒ มาตรานี้คือมาตราเดียวกัน มาตรา ๖๓ ในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ กับมาตรา ๖๘ ในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ข้อความเดียวกันทั้งหมด ศาลได้มีคำสั่งอย่างนี้ ผมขออนุญาตอ่านครับ ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาเห็นแล้วว่ารัฐธรรมนูญ มาตรา ๖๓ มิได้บัญญัติให้ผู้ร้องมีสิทธิ ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อขอให้ยุบพรรคการเมืองได้โดยตรง แต่จะต้องดำเนินการ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๖๓ วรรคสอง โดยเสนอเรื่องให้อัยการสูงสุดตรวจสอบข้อเท็จจริง และยื่นร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ กรณีตามคำร้องศาลรัฐธรรมนูญไม่อาจที่จะรับไว้วินิจฉัยได้ นี่คือตัวอย่าง นี่คือสิ่งที่ศาลได้เคยพิพากษาได้เคยวินิจฉัยในก่อนหน้านี้ ๒ ครั้งของการวินิจฉัย ของศาลแตกต่างกันครับ มากกว่านั้นครับ ผมได้เข้าไปดูในเว็ปไซต์ของศาลรัฐธรรมนูญ ผมเข้าไปดูในหน้าของการใช้สิทธิต่อศาลรัฐธรรมนูญ เขาก็จะมีตารางท่านประธาน ตารางว่า มีประเด็นปัญหาต่าง ๆ มีผู้ที่มีสิทธิยื่นคำร้อง ผมไปดูในประเด็นปัญหาที่ ๖ (๓) ประเด็นปัญหาที่ว่า การพิจารณาวินิจฉัยกรณีบุคคล หรือพรรคการเมืองใช้สิทธิและเสรีภาพในทางการเมืองโดยมิชอบด้วยรัฐธรรมนูญ (มาตรา ๖๘ และมาตรา ๒๓๗) ผู้มีสิทธิยื่นคำร้องเขาเขียนเอาไว้ว่าอัยการสูงสุด ไม่เห็นมีว่า ผู้ใดที่เห็นการกระทำการแล้วให้สามารถไปร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญโดยตรงได้ นี่คือความเห็น ที่ผมเห็นแตกต่างแล้วไม่ได้เป็นความเห็นของผมโดยส่วนตัว แต่ผมเอาเหตุผล แล้วก็เอาหลักฐานเอาสิ่งที่ผมไปค้นหามาเอามายืนยัน มากกว่านั้นต้องไปดูถึงเจตนารมณ์ของ กฎหมายด้วย ต้องไปดูในเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญด้วยครับ ผมก็ได้ไปค้นคว้าอีกละครับ ผมขออภัยเอ่ยนามครับ สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญท่านหนึ่ง ท่านสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย ได้อภิปรายในประเด็นนี้ในการประชุม ครั้งที่ ๒๗ ปี ๒๕๕๐ เมื่อวันที่ ๑๘ มิถุนายน ๒๕๕๐ ท่านอภิปรายไว้อย่างนี้ครับท่านประธาน ผู้ทราบเหตุการณ์นั้นควรที่จะต้องมีสิทธิที่จะมา เรียกร้องต่ออัยการสูงสุดเพื่อให้ทำการตรวจสอบได้แล้ว แล้วขั้นตอนที่จะมาร้องเรียนนั้น นี่ก็เป็นหน้าที่ของอัยการสูงสุดครับท่านประธานที่จะต้องตรวจสอบเรื่องราวว่ามีมูลหรือไม่มี มูลก่อนที่ท่านจะเสนอต่อศาลรัฐธรรมนูญให้ดำเนินการในขั้นตอนต่อไป ผมก็ไปค้นคว้า ในเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ มากกว่านั้นยังได้ไปเห็นความคิดเห็นของท่านดอกเตอร์บวรศักดิ์ ท่านแสดงความคิดเห็นไว้อย่างนี้ครับ พูดกันมากในตอนร่างรัฐธรรมนูญว่าถ้าให้ประชาชน มาฟ้องตรงต่อศาลรัฐธรรมนูญแล้ว ๑๕ ท่านไม่พอครับ รัฐธรรมนูญจะต้องมีตุลาการ ศาลรัฐธรรมนูญเป็น ๑๐๐ ท่านเลยทีเดียวเพราะคดีจะไหลเข้ามามากมาย นี่คือเหตุผลที่ผม หยิบยกขึ้นมาเพื่อที่จะมายืนยันความคิดเห็นของผมว่าขณะนี้เกิดความขัดแย้งในประเด็น ดังกล่าวและจำเป็นที่จะต้องทำให้เกิดความกระจ่างชัดในประเด็นนี้ จึงเป็นที่มาของการแก้ไข รัฐธรรมนูญในมาตรา ๖๘ โดยเฉพาะในวรรคสอง หลายคนครับพูดบอกแก้ไขมาตรา ๖๘ เพื่อไปลบล้างคำสั่งของศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อไปลบล้างคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ได้ วินิจฉัยไปแล้ว แล้วสามารถที่จะเดินหน้าเพื่อแก้ไขมาตรา ๒๙๑ ที่ยังค้างอยู่ในสภาได้ เป็นคนละเรื่องกันเลยครับท่านประธาน ประเด็นตรงนี้อยู่ที่ว่าเราต้องการให้กฎหมายนั้น เกิดความชัดเจนและเพื่อเป็นบรรทัดฐานในอนาคตในการที่จะดำเนินการตามมาตรา ๖๘ ต่อไป

ประเด็นถัดไปครับท่านประธาน ประเด็นที่ ๒ ประเด็นมาตรา ๒๓๗ ประเด็นนี้ผมได้มีการพูดหลายครั้ง ผมได้มีการอภิปรายในสภาแห่งนี้หลายครั้ง ผมพูดแล้ว พูดอีกและวันนี้ก็พูดอีกครับว่ามาตรานี้ขัดต่อหลักนิติธรรมโดยชัดเจนและโดยสิ้นเชิง มาตรานี้ อธิบายอะไรไม่ได้เลยต่อหลักนิติธรรม เป็นความเจ็บปวดครับท่านประธาน เป็นความเจ็บปวด ของผู้คนเรือนล้านที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมจากกฎหมายสูงสุดของเขา บาดแผลในหัวใจ ของผู้คนเหล่านั้นท่านประธานเกิดบาดแผลในหัวใจของผู้คนเหล่านั้นพร้อม ๆ กัน เขาตั้ง คำถามครับ ตั้งคำถามดัง ๆ ว่าพวกเขาผิดอะไรครับ ผมยกตัวอย่างพรรคชาติไทย ฝนตกที่ จังหวัดชัยนาท ฟ้าผ่าที่จังหวัดสุพรรณบุรี ฟ้าผ่าที่จังหวัดอ่างทอง ฟ้าผ่าที่จังหวัดสิงห์บุรี ฟ้าผ่า ที่จังหวัดศรีสะเกษ กรรมการบริหารพรรค ๔๓ ชีวิตไม่ได้มีส่วนรู้เห็นกับการกระทำใด ๆ ของ ผู้สมัครพรรคเลยแต่กลับต้องมารับโทษ แล้วไหนล่ะครับหลักนิติธรรม แล้วไหนล่ะครับนิติรัฐ พูดกันเยอะครับบอกว่าลูกทำผิด พ่อแม่พี่น้องถูกสั่งประหารชีวิตทั้งหมดครับ ลูกไปลักของ ลูกไปขโมยของ พ่อแม่ ญาติพี่น้องถูกตัดสิทธิประหารชีวิต ถูกพิพากษาประหารชีวิต เท่านั้น ไม่พอครับไปเผาบ้านเขาด้วย ประหารชีวิตเขายังไม่พอไปเผาบ้านเขาด้วย พรรคการเมือง เป็นสมบัติของสมาชิกพรรคการเมืองเป็นล้านชีวิติครับ ท่านไปตัดสินยุบพรรคการเมืองแล้วไป ตัดสิทธิกรรมการบริหารพรรคทั้ง ๆ ที่เขาไม่ได้มีความเกี่ยวข้อง นี่ละครับคือความไม่เป็นธรรม นี่ละครับคือสิ่งที่ผมบอกว่ามันขัดต่อหลักนิติธรรม ผมพูดไปถึงในประเด็นของพรรคชาติไทย หลักจากการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อปี ๒๕๕๐ กกต. ขณะนั้นได้ให้ใบแดงกับผู้สมัครของ พรรคชาติไทยท่านหนึ่ง โดยเหตุผลเชื่อได้ว่าเขาทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง ให้ใบแดงครับ พร้อม ๆ กันก็ดำเนินคดีทางอาญากับผู้สมัครคนดังกล่าวด้วย ดำเนินคดีกับผู้สมัคร คนดังกล่าวครับ สุดท้ายดำเนินคดีตามขั้นตอน ตำรวจ ตำรวจส่งให้อัยการ สรุปแล้วเป็น อย่างไรครับท่านประธาน อัยการสั่งไม่ฟ้องครับ ไม่ฟ้องไม่พอยังคืนเงินที่ยึดได้จากคนที่อ้างว่า เป็นหัวคะแนนของผู้สมัคร คืนเงิน ๑๑,๙๐๐ บาทให้กับผู้ที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นหัวคะแนน ของผู้สมัคร หมายความว่าอย่างไรครับ ก็หมายความว่าไม่มีความผิดใด ๆ เกิดขึ้นกับผู้สมัคร ของพรรคชาติไทย ความจริงมันเป็นอย่างนี้ครับ พวกเราเอาประเด็นเหล่านี้ละครับไปต่อสู้ ในชั้น กกต. กกต. บอกว่ามันเลยไปแล้วให้ชี้แจงกับอัยการสูงสุดเลย พอไปถึงอัยการสูงสุด บอกโน่นคุณไปศาลรัฐธรรมนูญ พอไปถึงศาลรัฐธรรมนูญศาลบอก กกต. สรุปมาแบบนี้ ก็เป็นไปแบบนี้ละครับ พรรคผมถูกยุบ กรรมการบริหารพรรค ๔๐ กว่าชีวิตถูกเพิกถอนสิทธิ นี่หรือครับหลักนิติธรรม นี่หรือครับนิติรัฐ ไหนล่ะครับ อยู่ที่ไหนความยุติธรรม เพื่อนสมาชิก เมื่อสักครู่ได้พูดบอกว่าการแก้ไขมาตรานี้สุดท้ายก็คือต้องการที่จะคืนสิทธิให้กับ ๑๐๙ ชีวิต ที่เป็นกรรมการบริหารพรรคที่ถูกเพิกถอนสิทธิ ต้องการที่จะนิรโทษกรรมให้กับ ๑๐๙ คน ผมบอก กับท่านประธานครับ ประเด็นนั้นไม่ใช่สาระสำคัญเลยครับ ถามว่าเขาติดคุกทางการเมืองมา ๔ ปีกว่า เหลือเวลาจากวันนี้ไปจนถึงเดือนธันวาคมไม่กี่เดือนหรอกครับ ๕-๖ เดือน กฎหมาย ฉบับนี้เราอยู่ในวาระที่หนึ่งในเดือนเมษายน กว่าจะเปิดสภาอีกครั้งในวาระที่สองคือ เดือนสิงหาคม กว่าจะพิจารณาวาระที่สอง วาระที่สาม โน่นละครับล่วงเลยไปจนเดือนกันยายน กว่าจะประกาศใช้เป็นกฎหมายเดือนตุลาคม เดือนพฤศจิกายนแล้วครับ เท่ากับว่าได้ ประโยชน์เพียงแค่เดือนเดียว ๑๐๙ ท่าน ผมเชื่อว่าเขาไม่ต้องการวันเวลาของเขาคืนมา หรอกครับ สิ่งที่เราดำเนินการแก้ไขเพียงเพื่อให้เป็นบรรทัดฐานต่อไปครับว่าต่อจากนี้ ในอนาคตจะต้องไม่มีเหตุการณ์อย่างนี้เกิดขึ้น พรรคการเมืองจะต้องไม่ถูกยุบง่ายอย่างที่ เป็นอยู่อย่างเช่นทุกวันนี้ ผมอยากจะเห็นครับ อยากจะเห็นพรรคชาติไทยเป็นพรรคสุดท้ายครับ ที่จะต้องถูกสังเวยและถูกประหัตประหารจากกฎหมายที่ไม่เป็นธรรมและขัดต่อหลักนิติธรรมเช่นนี้

ประเด็นที่ ๓ ครับท่านประธาน ผมอาจจะเลยเวลาไปบ้างก็ไปตัดในส่วนของ พรรคผมครับ ประเด็นที่ ๓ ผมใช้เวลาสั้น ๆ นิดเดียว ประเด็นเรื่องสมาชิกวุฒิสภา ผมสนับสนุนครับ ให้มีการแก้ไขในหลายมาตราที่เกี่ยวเนื่องกับประเด็นนี้ เพราะอะไรครับท่านประธาน ผมไม่ได้รังเกียจนะครับ ตรงกันข้ามผมกลับชื่นชมสมาชิกรัฐสภา สมาชิกวุฒิสภาซึ่งมาจาก การสรรหาหลายท่าน หลายท่านก็มีความสนิทกันครับ หลายท่านก็พูดกัน หลายท่านก็รักใคร่ ชอบพอกัน แต่ว่ามันขัดต่อหลักประชาธิปไตยครับท่านประธาน ๗๖ คนมาจากการเลือกตั้ง จากพี่น้องประชาชนทั้งประเทศ ๗๔ คนมาจากการสรรหาของคณะกรรมการที่บัญญัติเอาไว้ ในรัฐธรรมนูญ ๗ ท่าน หมายความว่าคน ๗ คนเลือกสมาชิก ส.ว. ๗๔ คนเท่ากับพี่น้องประชาชน ทั้งประเทศ ๗๐ ล้านคน อธิบายให้ผมเข้าใจอย่างไรครับว่านี่คือหลักการของประชาธิปไตย ประเด็นนี้ต้องดูถึงบทบาทหน้าที่ของสมาชิกวุฒิสภาด้วยครับ มีหลายคนพูดว่าท่านจะไป รังเกียจสมาชิกวุฒิสภาที่เขามาจากการสรรหาทำไม ลองดูประเทศเช่นประเทศอังกฤษสิ ลองดูประเทศโน้นประเทศนี้สิเขาไม่เห็นจะมี ส.ว. ที่มาจากการเลือกตั้งเลย ส.ว. เขามาจาก การแต่งตั้ง ถูกครับ แต่ต้องดูบริบทด้วย ดูเนื้อหาด้วยว่าบทบาทหน้าที่ของ ส.ว. ของประเทศ นั้น ๆ ที่ท่านอ้างถึงเขามีบทบาทหน้าที่อย่างไร หน้าที่ของเขาเหมือนกับเราหรือไม่ เอาละ หน้าที่กลั่นกรองกฎหมาย หน้าที่เป็นสภาสูง เป็นสภาพี่เลี้ยงอาจจะเหมือนกันครับ แต่หน้าที่ ในการแต่งตั้ง ในการถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง แต่งตั้งถอดถอนตัวแทนของ องค์กรอิสระ อย่างนี้ครับ นี่คือบทบาทหน้าที่ที่ต่างกัน บทบาทหน้าที่ของ ส.ว. ของประเทศนี้ มีมหาศาลครับ อย่างที่ผมบอก แต่งตั้ง ถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง องค์กรอิสระ หน้าที่มากมหาศาลครับ อำนาจมีล้นฟ้าล้นแผ่นดิน แล้วท่านจะตอบได้อย่างไรครับ ตรงนี้ ไม่มีความยึดโยงกับพี่น้องประชาชนเลย แต่มาจากการสรรหา มาจาก ๗ ท่านไปสรรหากัน แล้วก็มาถอดถอน ๗ ท่านที่เลือกกันมา ก็วนกันเป็นงูกินหางอย่างนี้ละครับ แล้วใครล่ะครับ ที่จะถูกถอดถอนจากสมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการสรรหา ใครล่ะครับที่จะไปกล้าถอดถอน คนที่แต่งตั้งตัวเองขึ้นมาเป็นสมาชิกวุฒิสภา นี่คือสิ่งที่ผมบอกว่ามันขัดต่อหลักการของ ประชาธิปไตย และโดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของบทบาทหน้าที่ ซึ่งอย่างที่ผมบอกคือ ขอบเขตอำนาจของเขาค่อนข้างที่จะมหาศาลแต่ไม่มีความยึดโยงกับพี่น้องประชาชนเลย ผมว่ามันขัดครับ เพราะฉะนั้นดีที่สุดเมื่ออำนาจมากอย่างนี้ ดีที่สุดครับโยนกลับไปให้ประชาชน เขาเถอะครับ ให้ประชาชนเขาตัดสินแล้วเขาก็เลือกคนที่เขาคิดว่าเหมาะสมที่จะมาทำหน้าที่ ดังกล่าวตามรัฐธรรมนูญนี้ ก็โยนกลับไปให้ประชาชนเขาเลือกกัน นี่คือความคิดเห็นที่ผมถือ โอกาสตรงนี้แสดงความคิดเห็นต่อท่านประธานครับ

ในท้ายที่สุดครับ ผมขอเวลาท่านประธานแค่นาทีเดียว ผมอยากจะเห็น บรรยากาศของสภาเป็นไปอย่างที่เรากำลังประชุมกันอยู่ขณะนี้ คือมีทั้งผู้สนับสนุนญัตติ แล้วก็ มีทั้งผู้คัดค้านต่อญัตติ เอาเหตุเอาผลมาพูดคุยมาถกกันครับ แต่เหตุการณ์ ๒ วันที่ผ่านมา ท่านประธานก็เห็นครับ บางช่วงบางจังหวะก็มีการอภิปรายสนับสนุน บางช่วงก็มีการอภิปราย คัดค้าน แต่บางช่วงเพื่อนสมาชิกจากฝ่ายค้านได้ตัดสินใจที่จะไม่ร่วมประชุมในขณะที่ประธาน อีกท่านหนึ่งทำหน้าที่ ผมเข้าใจในการตัดสินใจของพรรคท่าน แต่ท่านประธานครับ ที่นี่เป็น รัฐสภา พวกเราเป็นตัวแทนของพี่น้องประชาชน ท่านแสดงจุดยืนของท่าน ท่านแสดงจุดยืน ต่อสาธารณะไปแล้ว เช่นเดียวกันท่านประธานวุฒิสภาก็ได้แสดงจุดยืนต่อสาธารณะไปแล้ว สุดท้ายแล้วประชาชนเขาตัดสินกันเองละครับว่าใครถูก ใครผิด ประชาชนจะเชื่อใครเขาก็ ตัดสินกันเองละครับ แต่การทำหน้าที่ผมไม่อยากให้ขาดตอนและไม่อยากให้ขาดช่วง ผมอยากให้ ท่านตัดสินใจเถอะครับ กลับมาร่วมกันอภิปรายอีกครั้งหนึ่ง ยังมีวันพรุ่งนี้อีกวันหนึ่งที่เราจะมี โอกาสร่วมมือกันแล้วก็ช่วยกันอภิปรายในเรื่องที่สำคัญนี้ กราบขอบพระคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เชิญท่านอรรถพร พลบุตร ๑๒ นาทีครับ

นายอรรถพร พลบุตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เพชรบุรี 🔗

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภา กระผม อรรถพร พลบุตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเพชรบุรี พรรคประชาธิปัตย์ ผมขอทำหน้าที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรฝ่ายค้านด้วยจุดยืนของ การเคารพจริยธรรมในการทำหน้าที่ประธานรัฐสภาและประธานที่ประชุมที่ไม่เป็นทาสรับใช้ ใคร ขอบคุณท่านประธานที่กรุณาให้โอกาสได้อภิปรายร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติมทั้ง ๓ ร่าง ผมจะใช้เวลาที่จำกัดตั้งข้อสังเกตกับท่านประธานในเบื้องต้นว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญในประเทศไทยครั้งนี้ไม่ใช่ครั้งแรก เรามีรัฐธรรมนูญมาแล้ว ๑๘ ฉบับ และครั้งนี้เป็นการแก้ไขครั้งที่ ๑๗ เราแก้ไขครั้งแรกตั้งแต่ปี ๒๔๘๒ เปลี่ยนชื่อประเทศจาก สยามมาเป็นประเทศไทย แต่ท่านประธานสังเกตไหมครับว่า ทำไมการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่เกิดขึ้นในปีนี้ไม่ว่าจะเป็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญตามมาตรา ๒๙๑ คือแก้ไขทั้งร่างหรือการแก้ไขเป็นรายมาตรา จึงได้เกิดปัญหาและอาจจะโน้มนำไปสู่วิกฤตการณ์ ทางการเมืองได้ในอนาคตอันใกล้ จุดนี้เป็นจุดที่น่าสังเกตเป็นอย่างยิ่ง ผมขออนุญาตตั้งข้อสังเกต ผ่านไปยังผู้เสนอร่างแก้ไขทั้ง ๓ ฉบับและเพื่อนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในรัฐสภาแห่งนี้ว่า ปัญหาที่มันเกิดขึ้นอาจจะเกิดจากกลุ่มอำนาจเก่า อาจจะเกิดจากกลุ่มอำมาตย์ หรือกลุ่มใดก็ตามแต่ ก็สุดแต่มุมมอง แต่ปัจจัยสำคัญอย่างยิ่งที่ทำให้เกิดวิกฤตการณ์ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญในปีนี้ ทั้ง ๒ ครั้งเกิดจากความหวาดระแวง เกิดจากความหวาดระแวงว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่มีความพยายามอย่างยิ่งยวดเร่งด่วนตลอดเวลาที่ผ่านมานั้นมันเพื่อประโยชน์ของประชาชน หรือประโยชน์ของใคร ด้วยเหตุนี้ครับ ความหวาดระแวงที่เกิดขึ้นทำให้เมื่อเราได้พิจารณา การเสนอแก้ไขร่างทั้ง ๓ ร่าง เราห้ามไม่ได้เลยที่ให้ประชาชนจำนวนมากมายในประเทศนี้ หลายภาคส่วนตั้งข้อสังเกตเกิดความหวาดวิตก อย่างเช่น มาตรา ๑๙๐ ที่ร่างแก้ไขได้ไปตัด ส่วนอันสำคัญอย่างยิ่ง ซึ่งเป็นอำนาจของพี่น้องประชาชนคนไทยที่ใช้ผ่านสภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้ ก็คืออำนาจในการที่จะพิจารณาร่างพระราชบัญญัติที่เป็นหนังสือสัญญาหรือมีผลกระทบ ต่อความมั่นคงทางด้านเศรษฐกิจหรือสังคมของประเทศอย่างกว้างขวางหรือมีผลผูกพัน ด้านการค้า การลงทุน หรืองบประมาณของประเทศอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งตรงนี้เป็นสิทธิที่ชอบธรรม เป็นสิทธิที่ยิ่งใหญ่ของพี่น้องประชาชนที่ใช้ผ่านรัฐสภาแห่งนี้ การตัดประโยเหล่านี้ออกไป ผมนึกไม่ออกว่าบ้านเมืองจะเป็นประชาธิปไตยมากขึ้นแค่ไหน แต่นี่คือการรอนสิทธิ ของพี่น้องประชาชน ตรงนี้เราจึงไม่สามารถจะห้ามความหวาดระแวงของพี่น้องประชาชน ได้ว่าการตัดข้อความอันสำคัญอย่างยิ่งของมาตรา ๑๙๐ มันนำไปสู่เรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน เรื่องสัมปทานในอ่าวไทยในพื้นที่ทับซ้อนประเทศไทย ประเทศกัมพูชาหรือไม่ บทเรียน จากเทมาเส็ก บทเรียนจากการขายสัมปทานของชาติ บทเรียนจากการปล่อยเงินกู้ให้ประเทศพม่า มันทำให้คนเขาหวาดระแวงอย่างนั้นครับ นั่นผมให้ข้อสังเกต และมาตรา ๖๘ ซึ่งเป็น การไปตีความไปตัดประโยคซึ่งศาลรัฐธรรมนูญได้ตีความวินิจฉัยออกมาในเชิงที่ขยายอำนาจ ของศาลและอำนาจของประชาชน นั่นคือไม่ปิดกั้นสิทธิพี่น้องประชาชนซึ่งได้เห็นการล้มล้าง การปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ซึ่งเป็นสิทธิ อันชอบธรรมตามรัฐธรรมนูญ เขามีสิทธิจะระงับยับยั้งด้วยการยื่นเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญ โดยไม่จำเป็นต้องผ่านอัยการสูงสุด ซึ่งหลายกรณีเราเคลือบแคลงพิศวงสงสัยในจุดยืน และการมุ่งหน้ารับใช้ภาคใดภาคหนึ่งบางคน เราห้ามความหวาดระแวงสิ่งนี้ไม่ได้ หรือการแก้ไข มาตรา ๑๑๑ ที่ให้ ส.ว. มาจากการเลือกตั้งทั้งหมด เราก็อดหวาดระแวงไม่ได้ว่านั่นจะนำไปถึง ระบบรัฐสภาที่มีความแอบอิงกับพรรคการเมืองกับกลุ่มการเมืองเพื่อให้เกิดสภาซึ่งเหมือน ดังเคยเกิดขึ้นในปี ๒๕๔๔ ที่เรียกว่าสภาทาสหรือไม่ เราไม่สามารถจะห้ามความหวาดระแวง ของพี่น้องประชาชนจำนวนมากมายมหาศาลในประเทศนี้ได้ และห้ามความหวาดระแวง ของฝ่ายค้านไม่ได้ ท่านประธานครับ หลายท่านได้กล่าวถึงประโยคหนึ่งซึ่งเหมือนเป็นประโยคอมตะ ที่บอกว่า รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ที่เราดำรงชีวิตกันอยู่ ณ ขณะนี้เป็นผลไม้พิษจากต้นไม้พิษ คือการปฏิวัติเมื่อวันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ แล้วเราก็กล่าวสืบโยงสืบทอดเป็นคาถาประจำตัว กันมาจนถึงขณะนี้ ไม่ใช่ครับ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ไม่ใช่ผลไม้พิษจากเหตุการณ์ปฏิวัติ เมื่อปี ๒๕๔๙ ผมกลับมองว่าการปฏิวัติปี ๒๕๔๙ นั่นละคือผลไม้พิษ แต่ต้นไม้พิษมันคือ ระบบทุนสามานย์ที่เกิดขึ้นก่อนหน้านั้นมา ๕ ปีเต็ม ๆ นั่นคือต้นไม้พิษ แล้วก็เกิดผลไม้พิษ คือการปฏิบัติเมื่อปี ๒๕๔๙ เกิดรัฐธรรมนูญที่เรียกว่าผลไม้พิษ และส่วนนี้ประชาชน ก็ดื่มพิษเหล่านี้อยู่จนบ้านเมืองเกือบจะลุกเป็นไฟอยู่แล้วครับ ฉะนั้นเราจึงไม่สามารถจะห้าม ความหวาดระแวงที่มาที่ไปของเรื่องต่าง ๆ เหล่านี้ได้ ท่านประธานที่เคารพในสภาแห่งนี้ ในหลายเวทีของประชาธิปไตยเราได้ยกย่องเชิดชูรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ เปรียบประดุจ เป็นรัฐธรรมนูญที่ดีที่สุดตั้งแต่ประเทศไทยเคยมีมา เรื่องจริงครับ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ เกิดจากความเจ็บปวด เกิดจากซากศพชีวิตของพี่น้องประชาชนที่รักประชาธิปไตย ในปี ๒๕๓๕ ผมและพี่น้องเพื่อนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในสภาแห่งนี้ก็ร่วมอยู่ในเหตุการณ์ได้เลือดได้เนื้อ กันมาทั้งสิ้น ความเจ็บปวดจากอำนาจเผด็จการในยุคสมัยนั้นเราจึงสร้างรัฐธรรมนูญขึ้นมา ที่เรียกกันได้เลยว่าเป็นรัฐธรรมนูญภาคพลเมืองซึ่งเน้นสาระสำคัญอย่างน้อยก็ ๓ ด้าน คือการสร้างเสถียรภาพรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งให้มีความเข้มแข็งสู้กับเผด็จการได้ สร้างอำนาจการตรวจสอบของสภานิติบัญญัติแห่งชาติและองค์กรอิสระให้มีความเข้มแข็ง อย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน จึงมี ป.ป.ช. จึงมี กกต. จึงมีผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา เกิดขึ้นในยุคสมัยนั้น และเน้นการมีส่วนร่วมของพี่น้องประชาชน แต่ถ้าเราอยู่ในโลก แห่งความเป็นจริงประวัติศาสตร์มันชี้ชัด เพราะตลอดเวลาที่เรายกย่องเชิดชูรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ก็มีกลุ่มทุนสามานย์ที่ไปทำลายเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ มาโดยตลอด จนย่อยยับ ไปทำลายองค์กรอิสระ ไปสร้างวุฒิสภาเป็นสภาซึ่งเหมือนสภาทาส แล้วก็เป็น กลุ่มที่ทำคลอดองค์กรอิสระที่ชี้นิ้วใช้งานได้ มันจึงเกิดเหตุการณ์ที่องค์กรอิสระ บางคน ต้องไปตายในคุก เป็นที่น่าเสียดายว่าเสียงที่เคยยกย่องเชิดชูรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ดังกึกก้องว่า ดีที่สุด แล้วตอนที่มีการทำลายเจตนารมณ์ของปี ๒๕๔๐ ตลอด ๕ ปีเต็ม ผมไม่เคยได้ยินเสียง เหล่านี้ไปคัดค้าน ลิ้นที่ควรจะคัดค้านการทำลายเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญที่มาจากเลือดเนื้อ ของประชาชน ลิ้นไม่ได้ทำหน้าที่ตรงนั้น ลิ้นไปทำหน้าที่อย่างอื่น จะมีขนหน้าแข้งติดปลายลิ้น หรือไม่ผมไม่ยืนยันครับ ท่านประธานที่เคารพเห็นที่มาที่ไปของความหวาดระแวงที่เกิดขึ้น และอาจจะนำไปสู่ปัญหาความขัดแย้ง ความรุนแรง หรืออะไรที่เกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้ นั่นก็ เป็นเรื่องที่เราต้องติดตามต่อไป ประวัติศาสตร์ก็จะชี้ชัดให้เราเห็น แต่สิ่งเหล่านี้ครับมันจึงทำให้ ถูกตีความออกไปในเชิงที่เชื่อถือได้ เช่น การแก้ไขมาตรา ๖๘ ที่ไปจำกัดสิทธิพี่น้องประชาชน ในการที่พิทักษ์รัฐธรรมนูญที่เป็นสมบัติสูงสุด กฎหมายสูงสุดของเขาก็ถูกตีความ ถูกมอง เจตนารมณ์ได้ว่าที่แท้จริงก็เพราะศาลรัฐธรรมนูญเป็นองค์กรที่การเมืองมันแทรกไม่ได้ มันซื้อไม่ได้ จึงต้องถอนเสี้ยนหนามอันนี้ออกไป จะได้แก้ไขรัฐธรรมนูญแบบยกร่างและยกเลิกมาตรา ๓๐๙ ได้โดยไม่มีใครมาขัดขวางอีกต่อไป ห้ามเขาคิดอย่างนี้ไม่ได้ครับ มาตรา ๑๙๐ ห้ามเขาคิด ไม่ได้ว่าสาระสำคัญที่ให้สิทธิประชาชนเขาไปร่วมตรวจสอบในนามของสภาผู้แทนราษฎร ในพระราชบัญญัติซึ่งมีผลผูกพันต่อเศรษฐกิจ การค้า การลงทุนที่ เป็นนัยสำคัญ ท่านจะต้องกู้ ๒.๒ ล้านบาทจากแหล่งเงินในต่างประเทศมันจะต้องให้ผ่านสภาแห่งนี้อย่างไรละครับ หรือกู้แล้วมันไปไม่รอดต้องกู้ไอเอ็มเอฟก็ไม่ต้องผ่านสภาแห่งนี้ใช่หรือไม่ เราห้ามเขาคิดได้หรือครับ ก็ทำกันมาอย่างนี้มันเป็นผลไม้พิษจากต้นไม้พิษอย่างนี้ครับ หรือการแก้ไขมาตรา ๑๑๑ ให้วุฒิสมาชิกมาจากการเลือกตั้งทั้งหมด ๒๐๐ คน เราจะห้ามเขาคิดได้หรือว่าก็เพราะ ส.ว. ที่มาจากการสรรหามันเป็นเสี้ยนหนามใช่ไหมล่ะ มันซื้อไม่ได้ มันเป็นอิสระ มันไม่ยอมอยู่ใต้อาณัติ หรือรับเงินเดือนใครใช่ไหมล่ะ ก็ต้องกวาดล้างมันออกไปให้มีแต่การเลือกตั้งซึ่งสามารถแทรกแซงได้ ซื้อได้ เหมือนในบริษัทหรือไม่ เราห้ามเขาไม่ได้ครับท่านประธานผมจึงบอกว่าผู้ที่เสนอร่างแก้ไข ทั้ง ๓ ฉบับคงต้องยอมรับความจริงตรงนี้ และเดินหน้าที่จะพิสูจน์ให้เห็นว่านี่คือการแก้ไข ได้มีเจตจำนงที่จะสร้างประชาธิปไตยที่สมบูรณ์แบบอย่างแท้จริง ไม่ใช่ประชาธิปไตย ที่เมื่อเรายกตัวบทกฎหมายที่เป็นการแก้ไขมันรอนสิทธิของพี่น้องประชาชนที่เราบอกว่า เราเป็นประชาธิปไตยอย่างสมบูรณ์แบบด้วยเลือดเนื้อและวิญญาณ

สุดท้ายท่านประธานครับ จากหัวใจของผม ๑๔ ตุลา ตายไปเท่าไร ผลผลิต จากความเจ็บปวด จากเลือดเนื้อและหยดเลือดของ ๑๔ ตุลา สร้างคนในวงการการเมือง มากมายหลายคนมีอำนาจวาสนาเป็นอำมาตย์อยู่จนทุกวันนี้ เหตุการณ์ ๖ ตุลา ตายเท่าไร ผมเองและเพื่อนสมาชิกหลายคนหนีหัวซุกหัวซุน หลายคนได้ใช้ลมหายใจอยู่ในป่า เดือนพฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๓๕ โดนเตะ โดนกระทืบ โดนไล่ยิงกันไปทั้งนั้นละ เมื่อ ๒ ปีก่อน ตายไปเท่าไรที่ราชประสงค์ ประชาธิปไตยในประเทศไทยมันเป็นอะไรมันจะมีได้มันต้องตาย เป็นร้อยเป็นพัน มันถูกสาบหรือมันเพราะอะไร เจตนา จิตใจ หรือเพราะอะไรสักอย่างหนึ่ง ตายไปก็เยอะครับ ผมอาจจะมองแต่ละเหตุการณ์ด้วยมุมมองที่แตกต่างออกไปตามที่เป็นอิสรทัศน์ แต่เราก็ไม่อยากเห็นแล้วเราก็เศร้าสลดใจ ผมจึงไม่อยากให้ชีวิตและเลือดเนื้อที่เสียไปเป็นร้อยเป็นพัน ได้รัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตยแบบแอบแฝง ประชาธิปไตยที่ใช้งานได้ เสียเปล่าครับ

สุดท้ายครับท่านประธาน ผมเกลียดชังเผด็จการ ต่อสู้กับเผด็จการ และต่อสู้ ด้วยชีวิตมาพร้อมกับพวกเราหลายคนไม่เคยนิยมชมชอบเผด็จการ แต่ความจริงอันหนึ่ง ที่เราต้องยอมรับปฏิเสธไม่ได้ครับ เผด็จการเลวระยำอย่างไรมันไม่เคยชาติ แต่ทุนสามานย์ ผมไม่แน่ใจ เผด็จการเลวระยำชาติชั่วอย่างไรมันไม่เคยทำลายสถาบันหลักของบ้านเมือง แต่ทุนสามานย์ผมไม่แน่ใจ ด้วยเหตุนี้ ผม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเพชรบุรีทั้ง ๔ คน และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรฝ่ายค้านทุกคนจึงมิอาจรับร่างพระราชบัญญัติแก้ไขรัฐธรรมนูญ ทั้ง ๓ ฉบับได้ กราบขอบพระคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ขอเลื่อนไปประชุมต่อพรุ่งนี้ครับ เวลา ๐๙.๓๐ นาฬิกา พักการประชุมครับ

พักประชุมเวลา ๒๒.๐๓ นาฬิกา

เริ่มประชุมต่อเวลา ๐๙.๓๑ นาฬิกา

ของวันอังคารที่ ๓ เมษายน พุทธศักราช ๒๕๕๖

(การประชุมดำเนินมาถึงตอนนี้ นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา ได้ลงจากบัลลังก์ โดยมอบให้ นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา ปฏิบัติหน้าที่แทน)
นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ท่านสมาชิกครับ เมื่อวานนี้ เราได้มีการประชุมแล้วก็พิจารณากันไปจนถึง ๔ ทุ่ม ท่านประธานก็สั่งพักประชุม วันนี้ ผมขอที่จะดำเนินการประชุมต่อนะครับ ซึ่งก็มีผู้ที่จะต้องอภิปรายท่านแรกเป็นของ พรรคร่วมรัฐบาล ก็คือนายแพทย์ชลน่าน ศรีแก้ว จะให้เวลาท่าน ๒๐ นาที และจะสลับไปที่ สมาชิกวุฒิสภานะครับ เชิญคุณหมอชลน่าน ๒๐ นาทีครับ เดี๋ยวครับ เชิญท่านประเสริฐครับ

นายประเสริฐ พงษ์สุวรรณศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ยะลา

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพครับ กระผม นายประเสริฐ พงษ์สุวรรณศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดยะลา พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานครับ เนื่องจากวันนี้เป็นวันประชุมวันสุดท้าย แล้วฝ่ายค้านยังมีเวลาเหลือในการอภิปรายมากกว่า ๖ ชั่วโมง ทีนี้อยากจะถามความชัดเจน ของท่านประธานว่าท่านประธานจะทำหน้าที่ช่วงไหน และใช้เวลาทั้งวันนี้กี่ชั่วโมง ท่านประธานสมศักดิ์จะขึ้นทำงานช่วงไหนและใช้เวลากี่ชั่วโมง เพราะท่านก็ทราบว่าพวกผม จะต้องอภิปรายแสดงความคิดเห็นต่อกรณีการแก้ไขรัฐธรรมนูญนี้เฉพาะตอนที่ท่านประธาน สมศักดิ์ขึ้นปฏิบัติหน้าที่ ผมจึงอยากจะดูกรอบเวลาว่าเพียงพอต่อการให้พวกผมปฏิบัติหน้าที่ หรือไม่นะครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ท่านประเสริฐครับ ขณะนี้ เวลาที่จะอภิปรายของพรรคร่วมฝ่ายค้านจะต้องใช้เวลาอีกประมาณ ๖ ชั่วโมง ๕๕ นาที หรือ ๗ ชั่วโมง เวลาที่ท่านอภิปรายไปแล้วใช้เวลาไป ๖ ชั่วโมง ๕๕ นาที ๔๖ วินาที ท่านใช้ไปแล้วนะครับ ตามข้อตกลงผมไม่ทราบว่าตามวิปตกลงหรือเปล่า ก็คือ ๑๑-๑๒ ชั่วโมง สำหรับพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งอันนี้รวมพรรคร่วมฝ่ายค้านด้วยนะครับ ท่านไปหักออก ก็จะเหลือเวลา เพราะฉะนั้นผมจะทำหน้าที่ตั้งแต่ ๐๙.๐๐ นาฬิกา ช่วงแรก ๓ ชั่วโมง แล้วต่อไปผมจะแจ้งให้ทราบอีกทีหนึ่งนะครับ เชิญท่านประเสริฐครับ

นายประเสริฐ พงษ์สุวรรณศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ยะลา

ขออนุญาต อย่างนี้ครับท่านประธาน เป็นที่เข้าใจตรงกันครับ คือเวลาของซีกฝ่ายค้านรวมกันทั้งหมด จะเหลือเวลาประมาณ ๗ ชั่วโมง ก็ขาดไป ๕ นาที ๑๐ นาทีประมาณนี้ครับ ก็ตรงกับที่ ท่านประธานได้นำเรียน ทีนี้วันนี้เราจะประชุมกันประมาณ ๑๒ ชั่วโมงครึ่ง ถ้าพูดถึงว่า ตามข้อตกลงไปเลิกตอน ๔ ทุ่ม เรายังไม่ได้หักเวลาลงมติ ซึ่งที่ท่านประธานเข้าใจตรงกันว่า จะต้องใช้เวลาในการลงมติประมาณ ๒ ชั่วโมง ถ้า ๑๒ ชั่วโมงครึ่ง หักออก ๒ ชั่วโมง ก็จะเหลือ ๑๐ ชั่วโมงครึ่ง ๑๐ ชั่วโมงครึ่ง ถ้าพวกผมใช้เวลา ๗ ชั่วโมง ก็เหลือเวลาให้ท่าน ทำหน้าที่ประมาณ ๔ ชั่วโมงครึ่งถึง ๕ ชั่วโมง ไม่เกินนะครับ ผมขอความกรุณาท่านประธาน ช่วยประสานกับท่านประธานสมศักดิ์ เพราะว่าจะได้จบตามกรอบเวลา มิฉะนั้นกรอบเวลานี้ ก็เข้าใจตรงกันไม่มีใครมาขัดขวางอะไรหรอกครับ แต่เป็นด้วยเหตุด้วยผลก็ต้องขยายเวลา ออกไปนะครับ ขอบคุณครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

อย่างนี้ครับ ผมขอเรียนให้ ท่านประเสริฐและท่านสมาชิกได้ทราบนะครับว่าเราจะใช้เวลาอภิปรายจนถึง ๔ ทุ่ม แล้วก็ จะใช้ลงมติ ลงมตินั้นก็คือลงมติทีเดียว ๓ ร่างนะครับ ขานชื่อทีเดียวแล้วก็ลงมติ เราจะจบ ตอน ๔ ทุ่ม เพื่อให้เป็นไปตามที่เรามีข้อตกลงกัน เลยเรียนให้ทราบนะครับ เราจะอภิปรายจนถึง ๔ ทุ่ม หลังจากนั้นจะลงมติ จะบวกลบ จะเร็วหน่อย จะช้าหน่อย คงไม่เป็นไรนะครับท่านประเสริฐ อะลุ่มอล่วยกันได้นะครับ เชิญคุณหมอชลน่านครับ

นายชลน่าน ศรีแก้ว รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข 🔗

ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายชลน่าน ศรีแก้ว สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย เขตเลือกตั้งจังหวัดน่าน ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ต้องขออนุญาตท่านประธาน ที่จะใช้สิทธิในฐานะของสมาชิกรัฐสภาที่จะได้แสดงความคิดเห็นต่อท่านประธานผ่านไปยัง เพื่อนสมาชิกที่เคารพทุกท่าน ต่อกรณีที่ท่านประธานได้กรุณาบรรจุร่างรัฐธรรมนูญแก้ไข เพิ่มเติม ๓ ฉบับที่เสนอโดยสมาชิกรัฐสภา ซึ่งหนึ่งในนั้นก็มีท่านประธานอยู่ในการที่จะ ใช้สิทธิของท่าน ผมกราบเรียนท่านประธานด้วยความเคารพว่าใน ๓ ร่างที่เข้าสู่การพิจารณา ในวาระรับหลักการในชั้นนี้

กระผมขอกราบเรียนท่านประธานด้วยความเคารพว่าในร่างที่เกี่ยวกับที่มา ของสมาชิกวุฒิสภาที่จะมีการแก้ไขให้มาจากการเลือกตั้งโดยตรงของพี่น้องประชาชนนั้น กระผมเองเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง แล้วก็ขออนุญาตที่จะไม่ใช้เวลาของสภาในการที่จะให้ ข้อคิดเห็น เพราะว่าเพื่อนสมาชิกหลาย ๆ ท่านได้แสดงเหตุแสดงผลไปในสิ่งที่เป็นประโยชน์ ยิ่งแล้ว

ร่างที่ ๒ เกี่ยวกับแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๐ ที่ว่าด้วยการทำ หนังสือสัญญากับต่างประเทศหรือองค์กรระหว่างประเทศ ผมเองก็กราบเรียนท่านประธาน ด้วยความเคารพครับ เห็นด้วยในเรื่องนี้ เพราะจะได้มีความชัดเจน มีขั้นตอนวิธีการ ที่ฝ่ายบริหารจะใช้กลไกทางการบริหารไปทำหน้าที่ในการที่จะทำเรื่องที่เป็นประโยชน์ กับประเทศชาติโดยไม่ได้ปราศจากการตรวจสอบนะครับ กระบวนการการตรวจสอบ ไม่ได้หมายความว่านำกรอบ นำข้อตกลงมาสู่รัฐสภา แล้วก็ถือว่าเป็นการตรวจสอบ กลไกการตรวจสอบของฝ่ายนิติบัญญัติ ขององค์กรที่เกี่ยวข้องมีอย่างมากมาย สามารถที่จะ ตรวจสอบติดตามได้อยู่ตลอดเวลาอยู่แล้ว ข้อนั้นไม่ได้เป็นห่วงครับ ผมเห็นด้วยในการที่จะนำ เรื่องนี้มาแก้ไขเพิ่มเติม

ประเด็นที่ผมจะขออนุญาตท่านประธานที่จะให้ความเห็นต่อกรณีร่างแก้ไข เพิ่มเติมมาตรา ๖๘ ซึ่งเป็นประเด็นที่มีความจำเป็นอย่างยิ่งนะครับ ผมเองขออนุญาต ท่านประธานที่จะมาพูดในเช้าวันนี้ก่อนเวลา ๑๕.๐๐ นาฬิกา ด้วยเหตุผลการเสนอ ร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม มาตรา ๖๘ มีเพื่อนสมาชิกได้ให้ความเห็นต่อสภาแห่งนี้ หลาย ๆ ท่านล้วนเป็นประโยชน์ยิ่งโดยเฉพาะประเด็นของสาระหรือตัวบทบัญญัติที่มี การแก้ไข ท่านประธานที่เคารพครับ ผมขออนุญาตท่านประธานที่จะดูตัวหลักการ แล้วก็ ตัวเหตุผล แล้วก็ตัวสาระที่แก้ไข ผมสรุปคร่าว ๆ ครับ ร่างแก้ไขเพิ่มเติม มาตรา ๖๘ มี ๒ ส่วนเท่านั้นเองที่มีการแก้ไขเพิ่มเติม ส่วนที่ ๑ เป็นมาตรา ๖๘ วรรคหนึ่ง โดยเติมคำว่า ตามหมวด ๓ แห่งรัฐธรรมนูญนี้ จากข้อความเดิมที่ไม่มีคำว่า ตามหมวด ๓ ทำไมต้องเติม คำว่า ตามหมวด ๓ ผมจะได้ให้เหตุผลท่านประธานต่อไป เพราะว่าในร่างเดิมในบทบัญญัติเดิม ที่เขียนไว้ มาตรา ๖๘ เขียนเพียงแต่บอกว่า บุคคลจะใช้สิทธิและเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญนี้ เพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ตามรัฐธรรมนูญนี้ หรือเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองโดยวิธีการที่ไม่เป็นไปตาม บทบัญญัติรัฐธรรมนูญ ท่านประธานครับ มันจำเป็นต้องเติมคำนี้เข้าไปจริง ๆ เพราะว่าสิ่งที่ เป็นปรากฏการณ์ขึ้นมาขณะนี้มันเป็นเหตุที่ผมต้องมานำเรียนท่านประธานว่าทำไมต้องเติม

ประเด็นที่ ๒ ครับท่านประธาน ผู้เสนอร่างได้เติมในวรรคสอง เพื่อให้มี ความชัดเจนมากยิ่งขึ้นในการดำเนินการตามขั้นตอนในการเสนอ และการร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ ผมใช้คำว่า เสนอเรื่องและร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ เพราะถ้อยคำเดิมเขียนไม่ชัดในตัว บทบัญญัติ ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตท่านประธานที่จะอ่านตัวบท ถ้อยคำเดิมใช้คำว่า ในกรณีที่บุคคลหรือพรรคการเมืองใดกระทำตามวรรคหนึ่ง ผู้ทราบ ผู้ทราบนะครับ การกระทำดังกล่าวย่อมมีสิทธิ สิทธิในการเสนอนะครับ ย่อมมีสิทธิเสนอเรื่อง ผมขีดเส้นใต้ ๑๐๐ ครั้ง ขออนุญาตนำเอาถ้อยคำหลาย ๆ ท่านมาใช้ เสนอเรื่องให้อัยการสูงสุด ตรวจสอบข้อเท็จจริงและยื่นคำร้อง สังเกตนะครับมีถ้อยคำ ๒ คำอยู่ในวรรคนี้ ยื่นคำร้อง ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยสั่งการ ยื่นเสนอเรื่องให้อัยการและยื่นคำร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัยสั่งการให้เลิกการกระทำดังกล่าว ท่านประธานที่เคารพครับ เพราะมีความไม่ชัดเจน อย่างนี้มันเกิดการนำไปใช้ในการคาบเกี่ยวระหว่างอำนาจหน้าที่ ท่านประธานที่เคารพครับ ในเหตุผลที่ผู้ร่างได้เสนอ กราบเรียนท่านประธานด้วยความเคารพ ใช้เหตุผลที่ดีมาก เคารพ ทุกฝ่ายนะครับ ใช้เหตุผลบอกว่า สมควรกำหนดการใช้สิทธิและเสรีภาพของบุคคลเพื่อพิทักษ์ รัฐธรรมนูญให้มีความชัดเจน เพื่อประโยชน์ในการปฏิบัติหน้าที่ขององค์กรที่เกี่ยวข้อง องค์กร ที่เกี่ยวข้องนะครับ นั่นหมายถึงสถาบันที่เป็นตัวแทนอำนาจของพี่น้องประชาชนด้วย นั่นคือ สถาบันนิติบัญญัติซึ่งเป็นอำนาจของพี่น้องประชาชนที่จะใช้ด้านนิติบัญญัติ อำนาจตุลาการ ที่ฝ่ายตุลาการทางศาลเขาจะใช้อำนาจทางตุลาการ แล้วก็อำนาจทางด้านบริหารที่จะมี การนำไปบังคับใช้ ท่านประธานที่เคารพครับ ด้วยเหตุนี้จากความไม่ชัดเจนในตัวบทเกิดมี การนำไปใช้ซึ่งขัดกับการถ่วงดุลของแต่ละสถาบัน ท่านประธานที่เคารพครับ สภานิติบัญญัติ หรือรัฐสภา จะเรียกอะไรก็แล้วแต่ สมัยเราถ้าเป็นไปตามระบอบประชาธิปไตยเราเรียก รัฐสภา มีหน้าที่เป็นทางผ่านที่องค์พระมหากษัตริย์จะทรงใช้อำนาจนิติบัญญัติผ่านทาง ฝ่ายนิติบัญญัติ องค์พระมหากษัตริย์ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๓ จะใช้อำนาจบริหารผ่านทาง คณะรัฐมนตรี และที่สำคัญ ใช้อำนาจทางศาลผ่านองค์กรที่เป็นทางศาลเป็นอำนาจตุลาการ ซึ่งแต่ละอำนาจจะมีการถ่วงดุลตรวจสอบซึ่งกันและกัน ทำไมผู้ตรากฎหมายไม่เป็นผู้วินิจฉัย กฎหมายเสียเอง เพราะมันต้องตรวจสอบถ่วงดุลกัน ประเด็นนี้ละครับที่ผมต้องการเน้นย้ำ กับท่านประธานว่ารัฐสภามีหน้าที่ในการตรากฎหมาย ออกบทบัญญัติของกฎหมาย รวมทั้ง รัฐธรรมนูญ ศาลมีหน้าที่นำกฎหมายที่ออกจากรัฐสภาแล้วไปวินิจฉัย ไปตีความเพื่อนำไปสู่ การบังคับใช้ ฝ่ายบริหารมีหน้าที่นำการตีความ การวินิจฉัยของศาลไปสู่การบังคับใช้ในเชิง การบริหาร ลักษณะอย่างนี้มันถ่วงดุลกันตลอดครับ เพราะฉะนั้นสิ่งที่ผมจะต้องกราบเรียน ท่านประธานในเรื่องแรกที่เป็นเหตุผลประการแรกสุดที่ผมจำเป็นต้องขออนุญาต ท่านประธานว่าผมเห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรานี้ เนื่องจากว่าต้องการสร้าง ความชัดเจนในการดุลอำนาจระหว่างฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายตุลาการ จากคำวินิจฉัยของ ศาลรัฐธรรมนูญเมื่อวันที่ ๑๕ เดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ในคำวินิจฉัยที่ ๑๘-๒๒/๒๕๕๕ กรณีที่มีการยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยการแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๙๑ ถ้าทุกท่าน จำได้ ตรงนั้นละครับเป็นเหตุที่ผมจำเป็นต้องนำมากราบเรียนท่านประธานเป็นเหตุเป็นผลว่า มันมีความจำเป็นที่จะต้องแก้ไขมาตรา ๖๘ โดยเฉพาะคำวินิจฉัยนั้นได้สร้างภาระหรือสร้าง สิ่งที่ปรากฏว่าจะต้องผูกพันกับทุกองค์กรในเรื่องคำวินิจฉัย โดยเฉพาะประเด็นของการที่จะ รับคำวินิจฉัยจากบุคคลที่ส่งโดยตรงกับศาลรัฐธรรมนูญได้ ถ้าไม่แก้ไขภาระนี้ก็จะผูกพัน ไปเรื่อย ๆ เพราะฉะนั้นถ้ามองในมุมดีผมเองไม่ได้ตำหนิศาลรัฐธรรมนูญนะครับท่านประธาน ด้วยความเคารพจริง ๆ เพราะถือว่าแต่ละฝ่ายมีอำนาจ ผมใช้คำว่าอำนาจวินิจฉัยตีความ ถ้าท่านตีความวินิจฉัยอย่างนั้นจะต้องกลับมาดูว่าเจตนารมณ์ที่แท้จริงของรัฐธรรมนูญ ของผู้ยกร่าง ของฝ่ายตรากฎหมายรัฐธรรมนูญ ผู้ออกรัฐธรรมนูญ และที่สำคัญครับ พี่น้องประชาชนที่ศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยว่าเป็นผู้สถาปนารัฐธรรมนูญ เป็นถ้อยคำที่สละสลวยมากครับ ผู้สถาปนารัฐธรรมนูญย่อมมีอำนาจเหนือองค์กรใด ๆ ที่อยู่ ในรัฐธรรมนูญ อันนี้ผมยอมรับครับ โดยเฉพาะการสถาปนานั้นท่านได้ยึดเอาวิธีการทำประชามติ เป็นการสถาปนารัฐธรรมนูญ เพราะฉะนั้นเจตนารมณ์ของผู้ร่างที่เขียนไว้ในรัฐธรรมนูญ เมื่อผ่านการทำประชามติแล้วย่อมเป็นเจตนารมณ์ของพี่น้องประชาชนผู้เป็นเจ้าของอำนาจ อธิปไตยที่แท้จริงด้วย ต้องถือเป็นอย่างนั้นนะครับท่านประธาน ไม่ถือเป็นอย่างนั้นไม่ได้ มาตรา ๖๘ เจตนารมณ์ที่ผู้ร่างเขียนไว้ในมาตรา ๖๘ ต้องการให้สิทธิของบุคคลที่ทราบ การกระทำ ที่ทราบการกระทำว่าจะมีการล้มล้าง ว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ว่าจะมีการได้มาซึ่งอำนาจการปกครองที่ไม่ชอบด้วยบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ ให้เสนอเรื่องต่อ อัยการสูงสุด จากคำอภิปรายของเพื่อนสมาชิกหลาย ๆ ท่านบอกว่าเป็นการจำกัดสิทธิ ของพี่น้องประชาชนกรณีถ้าไม่ปฏิบัติตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ท่านประธาน ที่เคารพครับ เจตนารมณ์ที่เขียนอย่างนี้เราต้องมองคำว่าผู้ใดโดยรวมทั้งหมดด้วย ไม่ใช่ จะมองผู้ใดเป็นกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเท่านั้น เพราะฉะนั้นการที่เขียนอย่างนี้เป็นการปกป้อง ศาลรัฐธรรมนูญโดยชอบด้วยนะครับว่าการที่ท่านจะร้องศาลรัฐธรรมนูญโดยตรง ถ้าท่านปราศจากข้อมูล ข้อเท็จจริงใครจะสอบสวนให้ท่าน ใครจะสอบ กระบวนการการไต่สวน ของศาลรัฐธรรมนูญใช้องค์คณะในการไต่สวน แต่ข้อเท็จจริงล่ะครับ ถ้ามีผู้ร้องโดยตรง ไปที่ศาลรัฐธรรมนูญ ถ้าร้องโดยตรงใช้ว่า คำร้อง ศาลรัฐธรรมนูญจะเอาเวลาที่ไหนมา ในการที่จะพิจารณารายละเอียดในการตรวจสอบ จริงอยู่ครับคำวินิจฉัยในครั้งนั้น ศาลรัฐธรรมนูญบอกว่ามีกระบวนการที่จะต้องยับยั้งซึ่งเป็นอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญ โดยตรงจะต้องร้องโดยตรงต่อศาลรัฐธรรมนูญ ท่านประธานที่เคารพครับ สิ่งที่ศาลรัฐธรรมนูญ ได้เสนอคำวินิจฉัยมาอย่างนั้นมันก็ผูกพัน มันจำเป็นต้องแก้จริง ๆ ผมกราบเรียนท่านประธาน ด้วยความเคารพครับ เจตนารมณ์ของผู้ร่างต้องการให้ผู้ร้องไปร้องต่ออัยการสูงสุด ซึ่งแน่นอนครับกระบวนการการร้องสามารถเข้าถึงได้ทุกหน่วยงานที่มีสำนักงานอัยการอยู่ ไม่ว่าจังหวัด ไม่ว่าเขต ไม่ว่าภาค หรือส่วนกลาง เข้าได้ทุกแห่ง ในขณะที่ศาลรัฐธรรมนูญ มีที่เดียว เพราะฉะนั้นผู้ร้องสามารถเข้าถึงได้ในทุกที่ทุกกระบวนการถ้าท่านพบ

ประเด็นสำคัญอีกประเด็นหนึ่งที่ผมต้องกราบเรียนท่านประธานครับว่า มันจำเป็นต้องให้ความชัดเจน ที่ผมได้นำเรียนท่านประธานไว้ว่าทำไมต้องเติมคำว่า หมวด ๓ ไว้ในร่างแก้ไข ที่เติมไว้เพราะต้องการเน้นย้ำให้ชัดเจนว่าบุคคลที่จะใช้สิทธิและเสรีภาพ ในการที่จะล้มล้างการปกครองหรือให้ได้มาซึ่งอำนาจการปกครองที่ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญนั้น ต้องใช้สิทธิตามที่บทบัญญัติรัฐธรรมนูญกำหนดให้เท่านั้น และสิทธิเสรีภาพในการที่ รัฐธรรมนูญกำหนดให้เขียนไว้ในบทสิทธิเสรีภาพของพี่น้องประชาชน เขียนไว้ชัดเจนครับ ในหมวด ๓ โดยข้อเท็จจริงถ้าไม่มีการวินิจฉัยคลาดที่จะต้องให้แก้อย่างนี้ไม่จำเป็นต้องเขียนครับ เพราะอ่านก็รู้ว่าคำว่าสิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญฉบับนี้คือปี ๒๕๕๐ คือหมวด ๓ เท่านั้น ถ้าใช้สิทธิตรงนั้นไปเป็นการล้มล้าง เสนอเรื่องอัยการมาพิจารณาข้อเท็จจริงแล้วส่งให้ ศาลรัฐธรรมนูญยับยั้งได้ สั่งยุบพรรคได้ ท่านประธานครับ นี่คือสิ่งที่จำเป็นต้องเขียนจริง ๆ เพราะว่าในการร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ ผมต้องขออนุญาตท่านประธานครับ ในครั้งที่มี การแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๙๑ และครั้งนี้ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติก็ได้เข้าชื่อร้องต่อ ศาลรัฐธรรมนูญโดยใช้มาตรา ๖๘ เช่นกัน คำร้องเหมือนกันครับ ให้มีการระงับฉุกเฉิน ยับยั้งคุ้มครองฉุกเฉิน ให้มีการยุบพรรค สั่งให้ยกเลิกหรือยับยั้งการแก้ไข รัฐธรรมนูญแล้วสั่งให้มีการยุบพรรค คำร้องเหมือนกันครับท่านประธาน โดยอาศัยช่อง มาตรา ๖๘ โดยกล่าวหาว่าเป็นการละเมิดรัฐธรรมนูญ ละเมิดสิทธิพี่น้องประชาชน ท่านประธานที่เคารพครับ ในเรื่องนี้เองผมจำเป็นต้องกราบเรียนท่านประธาน ด้วยความเคารพครับว่าเหตุแห่งการล้มล้าง ถ้าเป็นไปตามสิทธิของรัฐธรรมนูญที่เขียนไว้ ร้องได้ทันทีครับ แต่สิ่งที่ผมกำลังจะกราบเรียนท่านประธานก็คือว่าดุลแห่งอำนาจที่ ศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยเข้ามาในฐานะศาลรัฐธรรมนูญเป็นองค์กรตุลาการ ทำงานภายใต้ พระปรมาภิไธย หมายถึงว่าพระมหากษัตริย์ทรงใช้อำนาจนี้ผ่านทางตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ เช่นกันครับ พวกผมทำหน้าที่สมาชิกรัฐสภาก็ทำภายใต้พระองค์ทรงใช้อำนาจผ่านทางสภา ภายใต้พระปรมาภิไธยเช่นกัน ท่านประธานที่เคารพครับ ในตรงนี้เองบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ เขียนให้ฝ่ายนิติบัญญัติมีอำนาจหน้าที่ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพราะฉะนั้นการกระทำ ของฝ่ายนิติบัญญัติ ถึงแม้ท่านจะร้องเป็นบุคคลนะครับ ร้องประธานรัฐสภา ร้องสมาชิกที่เข้าชื่อ แต่ว่าพฤติกรรมแห่งการทำงานขณะนี้เป็นการทำหน้าที่ของสมาชิกรัฐสภา ทำตามอำนาจ หน้าที่ที่เขียนไว้ในรัฐธรรมนูญ หรือข้อเท็จจริงครับ ถ้าสมมุติดูเหตุแห่งการร้องแล้ว ไม่ได้ใช้สิทธิเลยเป็นการทำหน้าที่ ผมก็หวังว่าบ่ายนี้ศาลรัฐธรรมนูญเองจะได้กรุณามา พิจารณาประเด็นนี้ด้วยเพราะคราวก่อนไม่ได้นำประเด็นนี้มาพิจารณา ไม่ได้แตะ พิจารณา ประเด็นอื่น ขณะผู้ถูกร้องได้แก้ไขบอกว่าเขาทำตามอำนาจหน้าที่ ก็เลยเป็นเหตุให้ ฝ่ายตุลาการสามารถมายับยั้งกระบวนการทางนิติบัญญัติได้ ถึงจะไม่โดยตรงนะครับ ไม่พูดโดยตรง แต่ก็เป็นกระบวนการที่หลายฝ่ายบอกว่าถ้าทำไปแล้วมีอะไรเกิดขึ้น เกิดถอดถอนขึ้นมาจะทำอย่างไร ไม่ใช่คุ้มครองชั่วคราวครับ เป็นข้อเสนอ เพราะฉะนั้น ท่านประธานลองดูนะครับ ถ้า ๒ ฝ่ายนี้ไม่เป็นด้วยกัน ฝ่ายตุลาการสามารถยับยั้ง ฝ่ายนิติบัญญัติในกระบวนการของการทำหน้าที่ ความหมายคืออะไรท่านประธานครับ ระบบการถ่วงดุล ระบบการใช้อำนาจที่บทบัญญัติตามรัฐธรรมนูญมันถูกทำลายไปทันที จริงอยู่ครับ รัฐธรรมนูญเขียนบอกว่าบทบัญญัติใดของร่างกฎหมายที่จะส่งทูลเกล้าฯ เพื่อลงพระปรมาภิไธยประกาศใช้เป็นกฎหมาย ถ้ามีบทบัญญัติขัดต่อรัฐธรรมนูญ แย้งต่อ รัฐธรรมนูญสามารถส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยได้ นั่นคือสิ่งที่รัฐธรรมนูญกำหนดให้ นั่นคือกระบวนการครับ เป็นกระบวนการที่ชอบ แต่เขียนว่าการตราพระราชบัญญัติใด ถ้าเป็นพระราชบัญญัติที่ประกอบรัฐธรรมนูญ ส่งโดยตรงไม่ต้องเขียนตรงนี้ ต้องส่งเลย อันนี้ เป็นกระบวนการครับ เพราะฉะนั้นสิ่งที่ผมนำเรียนท่านประธานตรงนี้เป็นสิ่งที่ต้องนำเรียนว่า มาตรา ๖๘ สมควรต้องแก้ไขอย่างยิ่งเพราะมันมีการคาบเกี่ยว ไม่มีการถ่วงดุลของการใช้ อำนาจอธิปไตย โดยเฉพาะสิ่งที่ผมเองคลางแคลงเป็นอย่างยิ่งท่านประธานครับ ศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยว่าพี่น้องประชาชนเจ้าของอำนาจอธิปไตยเป็นผู้สถาปนา รัฐธรรมนูญ ผมย้ำบอกว่าเพราะฉะนั้นเจตนารมณ์ของการร่างการผ่านรัฐธรรมนูญ ของสภาไปย่อมเป็นเจตนารมณ์ของผู้สถาปนารัฐธรรมนูญด้วย แต่ว่าสิ่งที่ปรากฏ ในคำวินิจฉัย ผมไม่ได้โต้แย้งครับ แต่ผมเอาเหตุตรงนั้นมาเพื่อเป็นแนวทางที่จะต้องแก้ไข ท่านบอกว่าเจตนารมณ์ในหลักที่อยู่ในตัวบทบัญญัติเช่นมาตรา ๖๘ วรรคสอง ย่อมสำคัญ เหนือกว่าเจตนารมณ์ของผู้ร่าง ผมไม่เข้าใจท่านประธานครับ ย่อมเหนือกว่าเจตนารมณ์ ของผู้ร่าง นั่นหมายความว่าคำวินิจฉัยตรงนี้สามารถไปแก้ไขรัฐธรรมนูญให้แย้งกับ เจตนารมณ์ของผู้ร่าง ก็คือพี่น้องประชาชนผู้สถาปนารัฐธรรมนูญเช่นนั้นใช่ไหมครับ ท่านประธาน ซึ่งไม่ควรเป็นอย่างนั้น เพราะคำวินิจฉัยบอกเองว่าพี่น้องประชาชน เป็นผู้สถาปนารัฐธรรมนูญ ย่อมมีอำนาจเหนือองค์กรใด ๆ ที่อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ จะแก้ไข เปลี่ยนแปลงใด ๆ โดยเฉพาะการยกร่างทั้งฉบับต้องไปผ่านประชามติ ท่านพูดอย่างนั้น เพราะฉะนั้นผมกราบเรียนท่านประธานด้วยความเคารพนะครับว่าถ้าเราไม่แก้ไขเปลี่ยนแปลง มาตรา ๖๘ จะมีปัญหาในการนำสู่ปฏิบัติอย่างแน่นอน และสิ่งที่สำคัญท่านประธานครับ ในบ่ายวันนี้เวลา ๑๓.๐๐ นาฬิกา ศาลจะวินิจฉัยคำร้องของท่านสมาชิกผู้ยื่น ถามว่าผมเอง ในฐานะสมาชิกรัฐสภากังวลไหม ผมกราบเรียนท่านประธานด้วยความเคารพครับ ผมไม่กังวลเลยว่าศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัยว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา ๖๘ จะเป็นการล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตย เป็นเหตุให้มีการระงับและเป็นเหตุให้มี การยุบพรรค เพราะอะไรท่านประธานครับ เพราะมีคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่วินิจฉัย ไว้ตั้งแต่วันที่ ๑๕ กรกฎาคมที่ผ่านมา กรณียื่นแก้มาตรา ๒๙๑

ประเด็นที่ ๓ นี่ชัดเจนครับ บอกว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๙๑ ไม่เป็นเหตุให้จะมีการล้มล้างรัฐธรรมนูญเพราะเป็นการคาดการณ์ของผู้ร้อง กระบวนการ ก็ยังไม่เกิดขึ้น เช่นกันครับ คำร้องเป็นการคาดการณ์ว่าถ้าแก้มาตรา ๖๘ แล้วจะเป็นเหตุ ให้เป็นการแก้รัฐธรรมนูญทั้งฉบับ ยกร่างรัฐธรรมนูญทั้งฉบับได้ เป็นการคาดการณ์ คำวินิจฉัย ของศาลรัฐธรรมนูญเขียนไว้ชัดเจนตรงนี้ ผมไม่เป็นข้อกังวล ผมก็มั่นใจในศาลรัฐธรรมนูญ หลักหลาย ๆ หลักศาลรัฐธรรมนูญดีครับ ท่านประธานที่เคารพครับ แต่ผมเองก็แปลกใจว่า ในการที่จะไปรักษาสิทธิของพี่น้องประชาชนในการยื่น ศาลรัฐธรรมนูญบอกว่าเป็นการขยายสิทธิ แต่สิ่งที่เป็นข้อเปรียบเทียบชัดเจนว่าสิทธิของพี่น้องประชาชนได้รับการขยายสิทธิ เท่าเทียมกันหรือไม่ ตรงนี้คือคำตอบครับ ผมยกตัวอย่าง เมื่อวันที่ ๑๕ พฤศจิกายน มีการยื่น ต่อศาลรัฐธรรมนูญร้องว่าปฏิบัติการแช่แข็งประเทศไทยและมีการชุมนุมเพื่อไล่รัฐบาล นั่นคือ การใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญในการชุมนุมที่จะโต้ จะแย้ง จะขับไล่รัฐบาล แต่การไล่รัฐบาล ที่มาจากการเลือกตั้งผู้ร้องบอกว่านี่อย่างไรคือการล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตย ที่ได้มาโดยอำนาจอันชอบธรรม ไม่รับคำร้องครับ ท่านประธานครับ ตอบได้อย่างไร เพราะฉะนั้นสิ่งที่ผมนำเรียนท่านประธานในวันนี้เลยมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องทำให้ บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญมีความชัดเจน ไม่ต้องตีความ เจตนารมณ์เป็นอย่างไรให้เป็น อย่างนั้นไป ถ้าไม่แก้ต่อไปศาลรัฐธรรมนูญจะลำบากมาก เพราะกระบวนการการร้องที่ไม่ชอบ ด้วยเหตุด้วยผลถ้าไม่มีหลักความจริง ท่านอย่าคิดว่าร้องแล้วเป็นประโยชน์อย่างเดียวครับ ผู้ร้องอาจจะมีเจตนาที่จะไปทำลายศาลรัฐธรรมนูญ ทำให้ศาลรัฐธรรมนูญทำงานไม่ได้เลยก็ได้ เพราะฉะนั้นระบบการกลั่นกรอง ระบบการตรวจสอบมันต้องมีเข้ามาตรวจสอบ หลายท่าน บอกว่าพี่น้องประชาชนถูกละเมิดสิทธิโดยเฉพาะกระบวนการการยื่นที่ผ่านอัยการสูงสุด ท่านประธานที่เคารพครับ ผมชอบใจที่ ต้องขออนุญาตเอ่ยนามท่าน ท่านผู้อาวุโสไตรรงค์ สุวรรณคีรี ท่านบอกว่าองค์กรอัยการมีอำนาจอยู่ภายใต้รัฐบาล มีผู้ประท้วง ท่านยินดีถอน ขออนุญาตถอนคำว่า บาล ออก องค์กรอัยการเป็นองค์กรของรัฐ ท่านพูดอย่างนั้น ไม่ใช่ของ รัฐบาล เพราะฉะนั้นจากบทบัญญัติของกฎหมายที่รองรับว่าด้วยองค์กรอัยการ รัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๕๕ เขียนไว้ชัดเจนว่า พนักงานอัยการมีอิสระในการพิจารณาสั่งคดีและการปฏิบัติ หน้าที่ให้เป็นไปโดยเที่ยงธรรม และองค์กรอัยการมีหน่วยงานธุรการที่เป็นอิสระปราศจาก การครอบงำจากรัฐบาล ผมขีดเส้นใต้เลยครับ รัฐบาล แต่อัยการเป็นองค์กรของรัฐแน่นอน และเป็นองค์กรที่อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญที่เขียนบอกว่าเป็นองค์กรตามรัฐธรรมนูญมีความเป็นอิสระ ยากที่อำนาจรัฐบาลหรืออำนาจรัฐใด ๆ จะไปบังคับหรือกำหนดให้อัยการเป็นไปอย่างที่ ตัวเองตั้งใจได้ นี่คือการประกันของความเป็นอิสระในการตรวจสอบ ท่านประธานที่เคารพครับ สิ่งที่ผมนำเรียนกับท่านประธานในวันนี้ผมก็มั่นใจว่าถ้าเรามอง อนาคตไปในสถานการณ์ปกติอย่างใจเป็นธรรม ทุกองค์กรต้องทำหน้าที่ของตัวเองไม่ก้าวก่าย ซึ่งกันและกัน เจตนารมณ์ของผู้ตรากฎหมายเป็นอย่างไรก็ควรเป็นไปอย่างนั้น ผู้มีอำนาจ วินิจฉัยตีความก็ต้องตีความตามเจตนารมณ์ ไม่ใช่เอาเจตนารมณ์ของตัวเองขึ้นมาตี และนำไปสู่การบังคับใช้ กระบวนการเหล่านี้มันต้องได้รับการดูแลครับ โดยเฉพาะอำนาจ ที่แท้จริงคือพี่น้องประชาชน หลายท่านบอกว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้ไม่มีประโยชน์ ต่อพี่น้องประชาชน แม้กระทั่งนักวิชาการ ผมฟังแล้วผมเองเศร้าใจท่านประธานครับ นักวิชาการที่เกี่ยวข้องกับรัฐธรรมนูญบอกว่าไม่ได้มีประโยชน์กับพี่น้องประชาชน ผมถามท่านประธานครับ อำนาจอธิปไตยเป็นของใครครับ อำนาจอันยิ่งใหญ่เป็นของ พี่น้องประชาชนในการที่จะเอาอำนาจยิ่งใหญ่นั้นมาใช้จัดการเป็นอำนาจรัฐ การเข้าสู่ เพื่อมาใช้อำนาจรัฐ การตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ และการใช้อำนาจรัฐมันต้องเขียนไว้ใน รัฐธรรมนูญซึ่งมีผลโดยตรงกับพี่น้องประชาชน ไม่เกี่ยวอย่างไรครับ ทุกตัวอักษรที่เขียนไว้ใน รัฐธรรมนูญ นี่คืออำนาจของประชาชนทุกตัวอักษร แต่ต้องมาบัญญัติไว้ให้ชัดเจนว่าจะเข้าสู่ อำนาจอย่างไร ใช้อำนาจอย่างไร ตรวจสอบอำนาจอย่างไร การได้มาซึ่ง สว. มาจาก การเลือกตั้งตรงไหมครับ ก็ประชาชนเขามอบอำนาจมาให้ การทำหนังสือสัญญากับ ต่างประเทศ รัฐธรรมนูญก็เขียนในสิ่งที่จำเป็นเรื่องเขตอำนาจอธิปไตย เรื่องเขตอำนาจรัฐ เรื่องที่จะต้องตราเป็นกฎหมาย ผลกระทบเรื่องความมั่นคงต่อเศรษฐกิจและสังคม ภาระ ผูกพันต่องบประมาณ การค้า การลงทุน มันเขียนได้ครับท่านประธานแต่นำสู่การปฏิบัติ ยากมาก และส่วนใหญ่แล้วหนังสือสัญญาต่าง ๆ ถ้าไม่มีกฎหมายภายในรองรับก็ต้อง ตรากฎหมายมารองรับ มันก็เข้าสู่ข้อที่จะต้องตรากฎหมายได้ด้วย ส่วนใหญ่จะเป็นอย่างนั้น ส่วนน้อยมากครับที่ไม่ต้องตรากฎหมายรองรับซึ่งเราก็สามารถตรวจสอบได้ รวมความแล้ว ผมขอสรุปในตรงนี้ว่ามันจำเป็นจริง ๆ ท่านประธานครับที่จะรักษาดุลอำนาจของฝ่ายนิติบัญญัติ ฝ่ายตุลาการ และฝ่ายบริหารไว้ เพื่อให้อำนาจสูงสุดที่เป็นของพี่น้องประชาชนเมื่อนำมา ใช้แล้วได้สะท้อนกลับคืนต่อพี่น้องประชาชนโดยรวม ลักษณะของมหาชน ไม่ใช่เพื่อคน กลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง นั่นละครับคืออำนาจอธิปไตยอย่างแท้จริง เป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริง ผมกราบขอบคุณท่านประธานผ่านไปยังเพื่อนสมาชิกที่จะได้กรุณาลงคะแนนเห็นชอบ ต่อร่างแก้ไขทั้ง ๓ ร่าง เพื่อที่เราจะได้กลับมาสู่ความเป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริงในโอกาส ข้างหน้าอันใกล้นี้ ขอบคุณท่านประธานครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

คุณหมอใช้เวลาเกินไป ๗ นาที ๔๕ วินาทีนะครับ ต่อไปท่านชรินทร์ หาญสืบสาย ท่านมีเวลา ๘ นาทีนะครับ

นายชรินทร์ หาญสืบสาย สมาชิกวุฒิสภา ตาก 🔗

กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ กระผม นายชรินทร์ หาญสืบสาย สมาชิกวุฒิสภาจังหวัดตาก ในฐานะสมาชิกรัฐสภา วันนี้กระผมเองก็ใคร่ขอมีส่วนร่วมในการอภิปรายการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๕๐ ด้วยเช่นเดียวกันนะครับ ที่จริงเรามีกำหนดที่คณะผู้ขอยื่นแก้ไขรัฐธรรมนูญเพิ่มเติมนี้ ๓ ฉบับด้วยกัน แต่ว่าที่กระผมสนใจอยากอภิปรายคือฉบับที่ ๒ การแก้ไขเพิ่มเติมมาตรา ๑๙๐ คือกำหนดให้หนังสือสัญญาที่มีบทเปลี่ยนแปลงอาณาเขตไทย หรือเขตอำนาจรัฐ หรือจะต้อง ออกพระราชบัญญัติเพื่อให้การเป็นไปตามสัญญาจะต้องนำเสนอรัฐสภาเพื่อขอความเห็นชอบ แต่เดิมในรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๐ นี้ได้ระบุข้อความซึ่งยาวมากไม่ใช่สั้น ๆ อย่างที่ผมได้อ่าน เมื่อสักครู่นี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในวรรคสองของมาตรา ๑๙๐ ซึ่งมีใจความที่เป็นปัญหา ผมขออนุญาตอ่านดังนี้นะครับ หนังสือสัญญาที่มีผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจหรือสังคมของประเทศอย่างกว้างขวาง หรือมีผลผูกพันด้านการค้า การลงทุน หรืองบประมาณของประเทศอย่างมีนัยสำคัญ ต้องได้รับความเห็นชอบของรัฐสภา ในการนี้ รัฐบาลจะต้องพิจารณาให้แล้วเสร็จภายใน หกสิบวันนับแต่วันที่ได้รับเรื่องดังกล่าว ท่านประธานที่เคารพ ถ้อยคำดังกล่าวข้างต้น นี่ละครับที่บุคคลทั่วไปอ่านแล้วก็งงเหมือนกันว่าหมายความว่าอย่างไร ในการที่บอกว่า มีนัยสำคัญหรือมีผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจและสังคมของประเทศอย่างกว้างขวาง เพราะว่าเป็นเรื่องที่ในแต่ละคนก็จะมีความเห็นแตกต่างกันไปนะครับ เพราะฉะนั้น เป็นความหมายที่กว้างแล้วก็ไม่ชัดเจนก็เกิดปัญหาในการตีความ เพราะในที่สุดแล้วทำให้ ประเภทของกฎหมายสนธิสัญญาต่าง ๆ ที่จะต้องมาขอความเห็นชอบในสภาไม่มีใครที่จะ กล้าเสี่ยงว่าฉบับไหนควรจะนำมาเข้าสู่รัฐสภา หรือฉบับไหนควรจะต้องเสนอรัฐสภาก่อน หรือว่าไม่ต้อง ดำเนินการได้เลย กระทรวงการต่างประเทศก็ไม่กล้าเช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้น ผลที่เกิดขึ้นก็คือไม่ว่าจะเป็นข้อตกลงเอ็มโอยู เรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่เป็นข้อตกลงระหว่างประเทศ ซึ่งเขาดำเนินการมาเป็นสิบ ๆ ปีแต่ไม่เคยมาสู่รัฐสภาเลยต้องนำมาเข้ารัฐสภาด้วย ตรงนี้ ก็ทำให้ฝ่ายบริหารคือกระทรวง ทบวง กรมต่าง ๆ นั้นต้องเสียเวลาในการที่จะต้อง เสนอกรอบความตกลงมาให้รัฐบาลให้ความเห็นชอบก่อน แล้วก็เป็นเวทีที่จะให้สมาชิกวุฒิสภา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้งหลายได้แสดงภูมิรู้ให้ความเห็น มีข้อดี ข้อเสียอย่างไร และในที่สุดทุกครั้งเลย ผมว่าทุกครั้งเลยก็ต้องให้ความเห็นชอบมาตลอด เป็นการเสียเวลา อย่างมาก ประเทศไทยทุกวันนี้เราต้องแข่งขันกับต่างประเทศมากมายเพื่อที่จะช่วงชิง ความได้เปรียบเสียเปรียบในเวทีการค้าระหว่างประเทศ แต่ว่าเรื่องบางอย่างถ้าต้องการ ความเร่งด่วนเช่นการจะทำเอฟทีเอกับบางประเทศ เราก็ต้องมาเสียเวลาในการที่จะต้องมา ตีความว่าจะต้องนำหนังสือสัญญาต่าง ๆ มาขอความเห็นชอบจากสภาก่อนทำให้เสียเวลา ไปมากนะครับ นอกจากนี้ในวรรคสามเองก็ยังกำหนดว่า ก่อนดำเนินการเพื่อทำหนังสือสัญญา กับนานาประเทศตามวรรคสองดังกล่าว คณะรัฐมนตรีต้องจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็น ของประชาชนรวมถึงการเสนอกรอบการเจรจาต่อรัฐสภาเพื่อขอความเห็นชอบให้ การดำเนินการเพื่อทำหนังสือสัญญา ท่านประธานที่เคารพ ประเทศไทยเราคงไม่สามารถ จะกำหนดระยะเวลาดำเนินการไว้ล่วงหน้าได้ว่าอยากจะทำสัญญากับใคร แล้วจะได้มา ขอเสนอกรอบให้รัฐบาลก่อน เพราะว่าเราเองนั้นต้องมีความสัมพันธ์ทางการค้าการลงทุน กับนานาประเทศมากมาย รวมทั้งองค์การระหว่างประเทศ เช่น ดับเบิลยูทีโอ (WTO) หรือการทำเอฟทีเอกับบางประเทศที่เขาขอมา ถ้าเรามัวแต่ยื่นกรอบแล้วก็รับฟังความคิดเห็น จากประชาชนก่อน บางทีทำแล้วก็บอกว่าอันนี้ไม่ใช่ ไม่ใช่การรับฟังความคิดเห็น จากประชาชนที่ถูกต้องก็เสียเวลาอีก อันนี้เองก็จะทำให้เรามีกับผลกระทบต่อการดำเนินการ ทางเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน แทนที่เราจะได้ทำเอฟทีเอกับบางประเทศแล้วเราก็จะได้รับ ประโยชน์ในการที่จะได้เสียภาษีในอัตราต่ำ แต่เนื่องจากว่าเราล้าหลังคนอื่น ประเทศอื่น เขาทำเอฟทีเอก่อนเขาก็ได้สิทธิประโยชน์เสียภาษีนำเข้าในราคาที่ต่ำกว่าได้ครับ เพราะฉะนั้นเรื่องนี้เป็นเรื่องที่รัฐบาลเองก็ควรจะต้องตระหนักให้มาก แม้ในเรื่องการลงนาม ในสัญญาหรือสนธิสัญญาความตกลงต่าง ๆ นั้นนะครับ โดยทั่วไปแล้วนานาประเทศที่เขา ถือปฏิบัติกันมาก็คือว่า ในการเจรจาทำความตกลงเขาจะมีการตกลงกันว่าให้ลงนาม กันไปก่อนโดยที่ยังไม่มีผลบังคับใช้ ทั้งนี้ก็เพื่อให้แต่ละประเทศนำความตกลงนั้นกลับมา ดำเนินการตามกระบวนการในประเทศแล้วจึงให้สัตยาบันเพื่อให้ข้อตกลงหรือหนังสือสัญญา ต่าง ๆ มีผลบังคับใช้ในภายหลังครับ อันนี้ต่างประเทศเขาใช้หลักการนี้กันทั้งนั้น แต่ประเทศไทยไม่ได้ ก่อนจะลงนามต้องมาให้รัฐสภาให้ความเห็นชอบก่อน แต่ปรากฏว่า เรามีกันเป็นร้อย ๆ ฉบับแล้วเมื่อไรจะให้ความเห็นชอบกันสักที ตรงนี้เกิดความเสียหาย ที่บางคนอาจจะไม่ตระหนัก และผมจะขอเรียนท่านประธานแล้วก็สมาชิกผู้ทรงเกียรติ ทุกท่านครับว่าข้าราชการของกระทรวงพาณิชย์มีความรู้สึกทันทีเลยว่าเขาเสียเวลาอย่างมาก แต่ละฉบับที่เข้ามาเขาต้องมารอตั้งแต่เช้าจนบางครั้งก็ ๔ ทุ่ม ๕ ทุ่ม แล้วก็ไม่เคยปรากฏ เลยว่าเราไม่เห็นชอบ เราเห็นชอบหมดเลย ---------- เงินเดือนข้าราชการแต่ละคน ๓๐,๐๐๐-๔๐,๐๐๐ บาท แต่ต้องมาอยู่กัน อธิบดี รองอธิบดี ผอ. มาอยู่นะครับ ต้องมาให้กำลังใจรัฐมนตรีหรือคอยตอบคำถาม เราเสียเวลาพวกนี้ ไปเท่าไร ไม่ทราบว่าพวกเราตระหนักกันหรือเปล่านะครับ เพราะฉะนั้นผมคิดว่าเรื่องนี้ การที่รัฐบาลมีการแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๐ นี้โดยจำกัดว่าเรื่องที่สำคัญจริง ๆ และจะต้องมีการออกพระราชบัญญัติ ออกกฎหมายเพื่อปฏิบัติการให้เป็นไปตามข้อตกลงนั้น เรื่องเช่นนั้นจึงจะนำมาสู่รัฐสภาได้ถูกต้อง ท่านประธานที่เคารพ เรื่องความคล่องตัวในการ ปฏิบัติราชการต่าง ๆ นั้นเป็นเรื่องสำคัญนะครับ นับวันทุกประเทศต่างก็พยายามช่วงชิง ความเป็นหนึ่งในเวทีโลก เราเองนั้นเป็นหนึ่งของอาเซียน ปี ๒๕๕๘ นั้นอาเซียนก็จะก้าวเข้าสู่ ความเป็นประชาคมอาเซียนหรือเออีซี เราก็เป็นประเทศที่ทุกคนบอกว่าเราเป็นผู้นำอาเซียน เราอยากจะยิ่งใหญ่ เราจะให้ทุกประเทศเป็นศูนย์กลางการค้า เป็นฮับ (Hub) อะไรต่าง ๆ แต่ว่ามาตรา ๑๙๐ ผมจะบอกเลยครับว่ามันเป็นสิ่งที่คอยฉุดคอยถ่วงความเจริญก้าวหน้า ทางเศรษฐกิจของไทยเรา เพราะฉะนั้นผมว่ายกเลิกได้นี่ผมอนุโมทนาสาธุจริง ๆ เพราะรู้สึก ตั้งแต่หลายปีมาแล้วว่าไม่น่าจะมีเลย คนที่เสนอร่างฉบับนี้ไม่ทราบว่ามีวิสัยทัศน์ขนาดไหน หลายท่านก็บอกว่าเป็นการจำกัดสิทธิของประชาชน เราต้องให้ความไว้วางใจต่อรัฐบาล เราต้องให้ความไว้วางใจต่อข้าราชการที่เขารับราชการมา ๓๐-๔๐ ปีเขาก็รักประเทศไทย เช่นเดียวกัน แล้วในการประชุมเจรจาเขามีการหารืออย่างใกล้ชิดทั้งภาครัฐ กระทรวงต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งเอกชน ไม่ว่าจะเป็นสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรม แห่งประเทศไทย รวมทั้งสมาคมธนาคารไทย เรื่องเกษตรก็เอากระทรวงเกษตรและสหกรณ์เข้ามา เพราะฉะนั้นมีการดูแลประชาชนแล้ว แต่ถ้าเราให้ประชาชนมาวุ่นวายมาก ๆ จะต้องไป รับฟังความคิดเห็นของประชาชนก่อน เรื่องเช่นนี้เป็นการเหนี่ยวรั้งความเจริญของประเทศไทย โดยแท้ ขอบพระคุณมากครับท่านประธาน

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

นายแพทย์เชิดชัย ตันติศิรินทร์ คุณหมอมีเวลา ๑๐ นาทีนะครับ

นายเชิดชัย ตันติศิรินทร์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ 🔗

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายแพทย์เชิดชัย ตันติศิรินทร์ ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ผมสนับสนุนร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ทั้ง ๓ ฉบับเลยนะครับ เพราะเป็นขั้นตอนที่จะนำไปสู่การเป็นประชาธิปไตยที่แท้จริง ท่านประธานครับ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ เป็นประชาธิปไตยของประชาชน เลยทำให้ บ้านเมืองเจริญรุ่งเรือง ทำให้มีคนเก่งที่มีความสามารถมาบริหารบ้านเมือง ดังเช่น พันตำรวจโท ดอกเตอร์ทักษิณ ชินวัตร เห็นไหมครับ แก้หนี้ ทำให้บ้านเมืองเจริญรุ่งเรือง ประชาชนมีความสุข ทำให้ประชาธิปไตยกินได้ แต่เมื่อมีรัฐประหารเกิดขึ้นในวันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ บ้านเมืองล่มจม เศรษฐกิจถดถอย นี่ละครับเป็นที่มาที่ว่าทำไมต้องแก้ รัฐธรรมนูญ ท่านประธานครับ เพื่อไม่ให้เสียเวลานะครับ เราพยายามแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาแล้วนะครับ ขนาดวาระที่สามยังค้างอยู่ในสภา เพราะอะไรครับ เพราะรัฐธรรมนูญฉบับนี้ มันเป็นพิษจริง ๆ บอกว่าให้รับก่อนแก้ทีหลังมันแก้ไม่ได้เลยต้องมาแก้รายมาตราเช่นนี้ครับ ท่านประธานครับ การแก้กฎหมายนี้ท่านอาจารย์ใหญ่บอกว่าต้องยึดหลักอยู่ ๓ ประการ ก็คือ

หลักที่ ๑ หลักประชาธิปไตย หลักประชาธิปไตยคืออะไรครับ ก็คืออำนาจ อธิปไตยเป็นของประชาชน หรือภาษาชาวบ้านเรียกว่าประชาชนต้องเป็นใหญ่ในแผ่นดิน เพราะฉะนั้นทุกอย่างทุกประการในรัฐธรรมนูญนี้แม้กระทั่งองค์กรต่าง ๆ ต้องยึดโยงกับ ประชาชน ท่านประธานครับ แล้วก็ต้องคำนึงถึงสิทธิความเสมอภาค ๑ คนมีสิทธิ ๑ เสียง เท่ากัน เพราะฉะนั้นผมพูดไว้นิดหนึ่ง การเลือก ส.ว. ที่มาจากการเลือกตั้งนี้ก็ชอบด้วย หลักประชาธิปไตยนะครับ ท่านประธานครับ มีคนชอบอ้างว่าการเลือกตั้งไม่ใช่เป็น ประชาธิปไตย ผมไม่ว่าครับ แต่ในระบอบประชาธิปไตย การเลือกตั้งถือว่าเป็นพื้นฐาน ที่สำคัญที่สุดอย่างหนึ่งที่ประชาชนจะได้แสดงออกในการมีส่วนร่วมทางตรงเลยนะครับ ยิ่งมาใช้สิทธิยิ่งดีมากครับ บ่งบอกถึงเสรีภาพของประชาชน นั่นคือหลักที่ ๑ นะครับ

หลักที่ ๒ ก็คือต้องแยกอำนาจให้ออกนะครับ ก็คือฝ่ายนิติบัญญัติ ฝ่ายบริหาร ฝ่ายตุลาการ ท่านประธานครับ ฝ่ายนิติบัญญัติต้องเป็นหลักแต่ไม่ได้ใหญ่กว่า ชาวบ้านเขาครับ เป็นหลักอย่างไรครับ ต้องออกกฎหมายทุกระดับตั้งแต่รัฐธรรมนูญ กฎหมายอื่น ๆ ทั้งนี้เพื่อที่จะให้ฝ่ายบริหารนำไปปฏิบัติ ให้ฝ่ายตุลาการนำไปใช้ ฝ่ายนิติบัญญัติสามารถตรากฎหมายได้ทุกอย่างแม้กระทั่งเกี่ยวกับศาล เห็นไหมครับ ท่านประธานจะเห็นว่า พ.ร.บ. เกี่ยวกับการจัดตั้งศาลต้องเข้ามาในสภาของเราแม้กระทั่ง ยุบศาลก็ยังทำได้นะครับ แต่เราไม่ทำกันยกเว้นพวกรัฐประหาร ท่านประธานครับ ฝ่ายบริหารต้องทำตามกฎหมายที่บัญญัติตามนโยบายที่ตัวเองแถลงไว้ ทีนี้ปัญหาก็คือ อำนาจตุลาการ อันนี้ครับท่านต้องปฏิบัติหน้าที่ไปตามกฎหมายที่ตราโดยรัฐสภา ท่านอย่าไป ทำตามกฎหมายนอกระบบหรือของอื่นที่ไม่ยึดโยงกับประชาธิปไตยเช่นทำตามคำสั่ง คณะปฏิวัติซึ่งเขาถือว่าเป็นกบฏ ยิ่งไปสนับสนุนว่าการรัฐประหารได้เป็นองค์รัฏฐาธิปัตย์ ยิ่งเข้าป่าไปเลยอย่างนี้ไม่ดีครับ มันทำให้กระบวนการประชาธิปไตยแย่ครับ ผู้พิพากษา ท่านเป็นคนดีผมเชื่อ

หลักที่ ๓ ก็คือหลักนิติธรรม บ้านเมืองต้องปกครองด้วยกฎหมาย เป็นนิติรัฐ แล้วทุกอย่างต้องดำเนินการไปอย่างยุติธรรมเป็นนิติธรรมไม่ต้องมี ๒ มาตรฐาน ต้องสันนิษฐานว่าบุคคลเขาเป็นคนดี กฎหมายไม่ย้อนหลัง ใครทำผิดก็ลงโทษเฉพาะคนผิด เพราะฉะนั้นในกรณีมาตรา ๖๘ ส่วนหลัง ๆ กับมาตรา ๒๓๗ ที่ไปยุบพรรคแล้วก็ไปเพิกถอน สิทธิเลือกตั้งของกรรมการพรรค ตลอดจนผมคิดว่าไปตัดสิทธิประชาชนที่เป็นสมาชิกด้วย ท่านประธานครับ ใครทำผิดก็ต้องได้รับการลงโทษ พรรคการเมืองเป็นเครื่องมืออย่างหนึ่ง ที่ทำให้ประชาชนมีส่วนร่วม แล้วก็เป็นกลไกหนึ่งที่ทำให้การปกครองในระบอบประชาธิปไตย เข้มแข็ง แต่บังเอิญในมาตรา ๖๘ วรรคสอง มีปัญหาครับ เป็นเรื่องเกี่ยวกับขั้นตอนในการ ใช้สิทธิที่ให้ยื่นผ่านอัยการสูงสุดก่อนเพื่อให้อัยการตรวจสอบข้อเท็จจริง หากมีมูลอัยการ ถึงจะยื่นรับคำร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญเพื่อวินิจฉัย ท่านประธานครับ เหตุมันเกิดเรื่องก็คือ ความไม่ชัดเจน ศาลรัฐธรรมนูญท่านกลับไปวินิจฉัยว่าสามารถรับเรื่องร้องเรียนได้โดยตรง ปรากฏอย่างไรครับ มีนักกฎหมายส่วนใหญ่ออกมาออกความเห็น ประชาชนก็งงครับว่าอันนี้ ละครับเป็นการขยายอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญ ท่านประธานครับ บ้านเมืองเลยโกลาหล แล้วเป็นปัญหาที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ได้มีสมาชิกอภิปรายว่าเจตนารมณ์ของมาตรา ๖๘ นี้ ต้องเป็นอย่างที่ผมได้เรียน ถ้าไม่แก้ไขให้ชัดเจนประชาชนสับสนจะเกิดภาวะร้องเรียน ไม่มีสิ้นสุด เพราะฉะนั้นคนที่บอกว่าข้อนี้ประชาชนไม่ได้ประโยชน์ อันนี้ละครับได้ประโยชน์ จริง ๆ เพราะเขาจะได้เลิกกังวลเรื่องพวกนี้เสียทีนะครับ ท่านประธานครับ ศาลรัฐธรรมนูญ ยังได้กำหนดวิธีการชั่วคราวก่อนพิพากษาอีก โดยการสั่งให้หยุดขบวนการ หยุดกระทำ ซึ่งอันนี้ไม่มีกฎหมายบัญญัติรับรองไว้ ถ้ามาตรา ๖๘ ไม่ชัดเจนแล้วมันจะเกิดเรื่องทำนอง เดียวกันอย่างนี้ขึ้นมาอีก ท่านประธานครับ อันนี้ถือว่าเป็นการแทรกแซงอำนาจ นิติบัญญัติ เพราะว่าพวกเราทำหน้าที่ในฐานะเป็นส่วนหนึ่งขององค์กรก็คือรัฐสภาครับ ท่านประธานครับ การกระทำอย่างนี้ขัดรัฐธรรมนูญ มีความผิด มีคนไปร้องศาลรัฐธรรมนูญแล้วท่านก็บอกว่าท่านไม่ทำผิด เห็นไหมครับมันจะเกิดภาวะ วุ่นวายอย่างนี้ขึ้นมา ท่านประธานครับ การแก้ไขเพิ่มเติมครั้งนี้เป็นการเพิ่มความชัดเจน โดยเฉพาะมาตรา ๖๘ อยู่ในหมวด ๓ เพราะฉะนั้นในร่างแก้ไขจึงระบุว่าหมวด ๓ เพราะเวลาอ่านกฎหมายไปนี่เพลินลืมดูว่ามันอยู่ที่ไหน แล้วอีกอย่างหนึ่ง บุคคล หรือพรรคการเมืองที่ถูกกล่าวหานี้ไม่ได้เกี่ยวกับรัฐสภา วันนี้ท่านประธานรัฐสภาครับ ได้มีกลุ่ม ส.ว. ที่ไปยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญเมื่อวานนี้ ท่านก็ไวครับรับว่าวันนี้ บ่ายสามโมงจะพิจารณาว่าจะรับเรื่องหรือไม่ ท่านประธานครับ ผมอยากจะแจ้งผ่าน ท่านประธานไปยังท่านศาลรัฐธรรมนูญทั้งหลายบอกว่าพวกเราปฏิบัติหน้าที่ในฐานะเป็น ส่วนหนึ่งของรัฐสภา ทำตามอำนาจหน้าที่ที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ เป็นอำนาจหนึ่งนะครับ ไม่ใช่ทำในฐานะบุคคลหรือพรรคการเมืองอย่างที่กล่าวหา ท่านประธานครับ ศาลรัฐธรรมนูญ ต้องเป็นกลาง แล้วต้องเป็นผู้หลักผู้ใหญ่ ต้องมีเหตุมีผล ต้องทำตามกฎหมายที่บัญญัติไว้ อย่าไปทำกฎหมายเพิ่มเติม ไปออกความเห็นในเชิงบัญญัติเพิ่มเติมอันนี้บ้านเมืองจะวุ่นวาย ท่านประธานครับ ผมมีเวลาน้อยพยายามพูดให้กระชับ ผมอยากจะเรียกร้องไปยัง ศาลรัฐธรรมนูญ ท่านกำลังอยู่ในสายตาของประชาชนนะครับ ผมเชื่อว่าท่านเป็นผู้หลักผู้ใหญ่ การที่ท่านจะตัดสินตามที่ ส.ว. ๔๐ คนนั้นได้ขอไป ๓ เรื่อง คือ

อันที่ ๑ ขอให้ยกเลิกการแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา ๖๘ และมาตรา ๒๓๗

อันที่ ๒ ขอให้ยุบพรรคการเมืองที่มีส่วนเกี่ยวข้อง ก็คือพรรครัฐบาล และพรรคร่วมรัฐบาล

อันที่ ๓ ขอให้มีการคุ้มครองชั่วคราวเป็นกรณีฉุกเฉิน เป็นการชั่วคราวจนกว่า ศาลจะพิจารณาคดีเสร็จ ท่านต้องดูให้ดีนะครับ

อย่างที่ผมได้เรียนแล้วครับ สิ่งที่ท่านเคยทำมาในอดีตมันเป็นบทเรียนแล้วก็ มีคนวิจารณ์มากมายท่านต้องหลักให้ได้ ทำใจให้ปลอดโปร่งให้ท่านตัดสินพิจารณาไปตาม บทบัญญัติในรัฐธรรมนูญ ท่านประธานครับ มาตรา ๖๘ นี้หากไม่แก้ไขบ้านเมืองวุ่นวายนะครับ แต่การที่คิดต่างในเวทีรัฐสภาเป็นสิ่งที่ดีต้องแสดงเหตุและผล ข้อดี ข้อเสีย เราทนได้ครับ ดีกว่าที่จะมีการรัฐประหาร หรือมีการไปเตรียมการที่จะขัดขวางการทำงานของรัฐสภา ซึ่งหากเกิดเช่นนั้นแล้วประชาชน โดยเฉพาะคนเสื้อแดงเขาจะออกมาต่อต้าน ต่อต้าน อย่างสันตินะครับ และหากมันรุนแรงขึ้นไปอีกมีรัฐประหารก็ยิ่งจะมีคนออกมาต่อต้าน อย่างสันติ แล้วผมก็จะเป็นส่วนหนึ่งในการต่อต้านเช่นเดียวกัน ท่านประธานครับ เพราะฉะนั้นผมหวังว่าสมาชิกรัฐสภาพวกเราคงจะร่วมกันแก้ไขรัฐธรรมนูญให้ผ่านไปได้ด้วยดี เพราะอันนี้ละครับคืออำนาจหน้าที่ของพวกเราครับ ขอบคุณครับท่านประธาน

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ท่านสิงห์ชัย ทุ่งทอง ท่านมี เวลา ๘ นาทีนะครับ

นายสิงห์ชัย ทุ่งทอง สมาชิกวุฒิสภา อุทัยธานี 🔗

กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติครับ ผม ส.ว. จากจังหวัดอุทัยธานี สิงห์ชัย ทุ่งทอง ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ วันนี้เป็นอีกครั้งหนึ่งที่ผมจะพยายามทำหน้าที่สมาชิกวุฒิสภาที่มาจาก การเลือกตั้งจากประชาชน ตลอดหลายเดือนก็ไม่มีโอกาสที่จะได้พูด ประเทศชาติมีปัญหา มากมาย แต่วันนี้เป็นอีกครั้งหนึ่งในเรื่องของการแก้รัฐธรรมนูญ และผมก็ยอมรับว่า ผมเป็นบุคคลหนึ่งที่มีส่วนเกี่ยวข้องและพยายามผลักดันให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญในครั้งนี้ และตลอด ๒ วันที่ผ่านมาได้รับฟังการอภิปรายทั้งผู้ที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย แต่สิ่งหนึ่ง ที่ผมฟังได้ความรู้ครับ ได้ความรู้มากมายเหลือเกิน แต่คิดในใจอยู่อย่างหนึ่งว่านักกฎหมาย มากมายเหลือเกินที่อยู่ในรัฐสภาแห่งนี้ ทั้งเกียรติคุณ ทั้งผู้พิพากษา จบมาก็หลากหลายสถาบัน ก็พยายามอธิบายความว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้ชอบธรรมบ้าง ไม่ชอบธรรมบ้าง ไม่มีประโยชน์กับประชาชนบ้าง ก็พูดกันไป เพราะทุกคนมีหางที่จะต้องถือกันอยู่ ดังนั้น ในวันนี้ผมคิดว่า ๒ วันมันน่าจะพอแล้วสำหรับผมในประเด็นของเหตุและผลที่จะมาพูด ในทางกฎหมายที่จะมาสนับสนุนในส่วนที่ตัวเองเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย แต่ในวันนี้ผมในฐานะ ที่ไม่ใช่นักกฎหมายเลย คือสถาปนิก ประชาชนคนธรรมดานะครับ ผมพยายามจะพูดง่าย ๆ พูดไปทำไมมี เอากันจริง ๆ วันนี้ก็มีอยู่ ๒ ฝ่ายที่เราเห็นกันอยู่ในสื่อตลอดก็คือฝ่ายที่เห็นด้วย ไม่เห็นด้วย ก็คือฝ่ายรัฐบาลแล้วก็ฝ่ายค้าน ต่างฝ่ายต่างเอาเหตุและผล แต่คนวงนอกก็คือ กองเชียร์ประเภทรักเพราะชอบ เกลียดเพราะชัง ส่วนใหญ่ไม่ได้มีเหตุผลรองรับว่าจะเกิด อะไรขึ้น มันจะเกิดอะไรขึ้นกับประเทศนี้ สำหรับวันนี้ผมบอกตรง ๆ ฟันธงว่าเห็นด้วยกับ การแก้รัฐธรรมนูญครั้งนี้เพียง ๓ มาตรานะครับ

ประเด็นที่ ๑ นั้นประกอบด้วยมาตรา ๖๘ มาตรา ๒๓๗ ผมจะไม่อธิบายความ เพราะว่ามีคนอธิบายในเหตุและผลครบถ้วน

ประเด็นที่ ๒ มาตรา ๑๙๐ เป็นเรื่องของสนธิสัญญา

ประเด็นที่ ๓ เรื่องของที่มาและวาระการดำรงตำแหน่งของ ส.ว. ประกอบด้วย มาตรา ๑๑๑ มาตรา ๑๑๗ มาตรา ๑๑๘ มาตรา ๑๒๐ มาตรา ๑๒๔ รายละเอียดข้อมูล ทุกแง่ทุกมุมพูดกันครบถ้วน แต่วันนี้ผมจะไม่พูดแล้ว พอแล้วส่วนตัวผม

เอากันง่าย ๆ เลยครับงานนี้ที่มันเกิดขึ้น เกิดปัญหาขึ้นกับประเทศชาติวันนี้ เป็นเพราะว่ามีประชาชนคนไทยกลุ่มหนึ่งไม่เห็นด้วย มองว่านักการเมืองมันเลว มันคอร์รัปชัน ทำให้ประเทศนี้ล่มจม มันก็เลยเกิดมีวันที่ ๑๙ กันยายน ปฏิวัติ นั่นคือปัจจัยหลักเลย ส่วนเหตุผลนี่ก็อธิบายกันไป ว่ากันไป จริง ไม่จริง ไม่รู้ แต่ไม่เชื่อเพราะไม่ชอบ เพราะฉะนั้น เอากันตรง ๆ นะครับ เรื่องทั้งหมดมาถึงวันนี้ผมก็พยายามที่สุดแล้ว ๓ มาตรานี่คิดว่า มันไม่น่าจะมีอะไรแต่มันก็มีจนได้ และวันนี้ก็มีผู้ยื่นศาลรัฐธรรมนูญอีกแล้วว่าสิ่งที่เราทำ ไม่ถูกต้อง ผมถามว่าถ้าพวกผมไม่ทำแล้วใครจะทำ และคราวที่แล้วก็มีการยื่นกัน นั่นผม ไม่เกี่ยว บอกว่าจะแก้กันทั้งฉบับ แล้วผมเป็นคนออกสื่อเลยว่าผมไม่เห็นด้วยที่จะแก้ทั้งฉบับ เพราะผมเป็นคนชอบอะลุ่มอล่วยนะครับ ผมมีความเชื่ออยู่อย่างหนึ่งว่าในโลกนี้มันไม่มี อะไรดีที่สุด ทุกคนไม่มีใครดีสุดขั้ว ชั่วสุดโต่ง แต่ทำอย่างไรที่จะให้สังคมมันเดินไปได้ ทำอย่างไรจะให้ประเทศไทยมันเดินไปได้ ประชาชนส่วนใหญ่ไม่ใช่ประชาชนที่นั่งอยู่ในสภานี้ ประชาชนส่วนใหญ่ทั้งประเทศจะขับเคลื่อนอย่างไร วันนี้ผมบอกเลยว่าเหมือนกับการขับเคลื่อนฝ่ายนิติบัญญัติ การขับเคลื่อนประเทศนี้ขึ้นอยู่กับ ศาลรัฐธรรมนูญเท่านั้น มันน่ากังวลเหลือเกิน ผมไม่ได้รังเกียจ ผมมองว่าทุกคน ทุกองคาพยพ ขณะนี้รักประเทศชาติเหมือนกัน แต่มุมมองที่ต่างกัน วันนี้เป็นอีกครั้งหนึ่ง เมื่อวานผมตกใจ ผมเตรียมข้อมูลมาครบถ้วนในเรื่องการอภิปราย หวังว่าไม่ใช่นักกฎหมายก็ต้องอ่านเยอะ ๆ ไปดูสิว่ามีมุมประเด็นใดที่จะอธิบายได้บ้าง แต่พอเห็นเมื่อวานนี้มีการยื่นศาลรัฐธรรมนูญ ผมตกใจแล้ว ผมบอกเอาอีกแล้วหรือนี่ เพราะฉะนั้นอย่าเลย ขนาดนักกฎหมาย เนติบัณฑิต อธิบาย ทุกคนยังบอกว่ามีการสนับสนุนเพื่อให้ได้ประโยชน์ของตัวเอง เพราะฉะนั้น เราแค่สถาปนิกจะไปจดจำบทกฎหมายต่าง ๆ มาอธิบายผมว่ามันไร้ประโยชน์ เอาความจริง มาพูดกัน ทั้งหลายทั้งมวลที่มันเกิดขึ้นเกิดจากการปฏิวัติ และคนกลุ่มนี้ก็ว่านักการเมืองชั่วเลว ทำไม่ดี ก็พยายามทำทุกอย่างเพื่อจะคิดว่ากลุ่มตัวเองเท่านั้นดีที่สุด เลิศที่สุด แต่ผม ก็พยายามว่ามันจะเอาอะไรมาอิงได้ เพราะวันนี้สังคมโลกประเทศเราคิดว่าระบอบประชาธิปไตย อันเป็นเสียงส่วนใหญ่ของประชาชนน่าจะเหมาะสมที่สุด แต่วันนี้บ้านเมืองเรามันจะไม่ใช่หรือครับ วันนี้ผมจะรอดูช่วงบ่ายว่าศาลรัฐธรรมนูญท่านจะออกมาอย่างไร แต่ผมคนบ้านนอกท่านรู้ไหมครับ พอพูดถึงศาลผมก็ตัวสั่นแล้ว ในอดีตผมอยู่ต่างจังหวัด สมัยผมวัยรุ่นพ่อแม่ผมพอพูดถึงศาล ท่านเข่าอ่อนเลยเพราะมีความรู้สึกว่าท่านคือสิ่งที่สูงที่สุด ท่านมีความที่เราจะน่าเคารพมากที่สุด วันนี้ผมก็ยังจะเคารพ ผมว่าท่านก็มีมุมมองการรักชาติเหมือนกันทุกคนในบรรดาคนไทย แต่ท่านอาจจะมองต่างไปหน่อยว่าคนที่มันคิดว่าการเมือง นักการเมืองมันน่าจะเลว เพราะฉะนั้นท่านก็เลยต้องหาบุคคลที่มาจากเทวดาลงมาจากสวรรค์ตกลงมาเกิดว่า คนเหล่านี้น่าจะเป็นคนที่ดีที่สุด เก่งที่สุดที่จะมาปกครองประเทศแห่งนี้ได้ และอะไรไม่อะไรครับ มามาตรา ผมเอาสักนิดหนึ่งส่วนของสิทธิการเป็นสมาชิกวุฒิสภาของผมนะครับ ของที่ผม เป็นอยู่ทุกวันนี้ ผมเป็น ส.ว. ๑ สมัยไม่สามารถจะเป็นต่อได้ แต่กลุ่ม ส.ว. ที่มาจากการสรรหา สามารถเป็นต่อได้ ทำไมครับ ส.ว. เลือกตั้งมาจากนรกขุมไหนของอเวจีหรือครับ ถึงไม่สามารถ ที่จะดำรงตำแหน่งทางการเมืองต่อไปได้ มันเป็นอะไรหรือครับ และความคิดที่ท่านบอกว่า นักการเมืองเลวโดยจะมีการตัดตอน และวันนี้มันเป็นอย่างไรครับ มันแก้ปัญหาตรงนั้น ได้ไหมครับ ไม่ได้ครับ เพราะฉะนั้นผมก็อยากจะกราบเรียนครับ วันนี้ผมยังเคารพนับถือ และผมคิดว่าศาลนั้นเป็นที่พึ่งสุดท้าย และท่านทั้งหลายเหล่านั้นผ่านทั้งประสบการณ์ชีวิต การศึกษาครบถ้วน เพราะฉะนั้นในสติปัญญานั้นน่าจะมีการตกผลึกครับ ท่านลองมองครับ มองสูง ๆ ครับ มองประเทศนี้มองให้สูงมองมันโน่นเลยครับ มองลงมาจะเห็นหัวคนเท่ากันหมด และท่านดูสิครับว่าคนกลุ่มนี้จะเดินไปมุมไหน ท่านอย่ามองลงมาข้างล่างแล้วมองว่าคนนี้ จะวิ่งไปทางไหน ๆ ไม่ได้ครับ เพราะฉะนั้นผมยังขอฝากความหวังไว้กับท่านศาลรัฐธรรมนูญครับ ถ้าหากท่านคิดว่าประเทศนี้ไม่ใช่นักการเมืองที่อยู่ที่นี่ ไม่ใช่พวกท่านที่คิดว่าดีที่สุด แต่ประชาชนคนทั้งประเทศ และอะไรละครับที่จะการันตีว่าประชาชน คนทั้งประเทศเห็นด้วย ก็ต้องย้อนกลับไปผลการเลือกตั้ง เพราะวันนี้เรายังปกครองในระบอบประชาธิปไตย แต่ถ้าหากท่านมีความคิดที่ดีกว่าว่านี่นะครับอีก ๑๐ ปีจะมีเทวดาจุติลงมาเกิดในประเทศไทย มาบริหารประเทศ และผมพิสูจน์ได้ว่านั่นคือเทวดาจริง วันนั้นผมจะไม่เอาอีกเลย ระบอบประชาธิปไตยที่ผมก็ไม่ค่อยชอบนักเพราะมันมีปัญหามากมาย ผมจะตัดสินใจทันที เลยครับว่าผมจะเลือกเทวดาคนนั้นหนึ่งเดียวมาบริหารประเทศแห่งนี้ครับ ขอบพระคุณครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ท่านนิยม เวชกามา ครับ ท่านมีเวลา ๑๐ นาทีนะครับ

นายนิยม เวชกามา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สกลนคร 🔗

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นิยม เวชกามา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสกลนคร พรรคเพื่อไทย เขต ๒ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ผมในฐานะสมาชิกรัฐสภาแห่งนี้ ขอแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญทั้ง ๓ ฉบับ ผมขอยืนยัน ณ ที่นี้ว่า ผมต้องให้การสนับสนุนอย่างแน่นอน ท่านประธาน เพียงแต่ว่าการแก้ร่างกฎหมายรัฐธรรมนูญ ทั้ง ๓ ฉบับในวันนี้ รัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๕๐ ไม่ใช่รัฐธรรมนูญธรรมดา ท่านประธาน เป็นการแก้ไขที่ยากมากสำหรับพรรคเพื่อไทยและสำหรับรัฐบาลนี้ แต่ ๒ ครั้งที่ผ่านมา ในการแก้ไขในสมัยรัฐบาลท่านอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ง่ายครับ เพียงการแก้เขตเลือกตั้ง ประชาชนไม่ได้อะไรหรือได้อะไรก็แล้วแต่ นิดเดียวทำไปเลยไม่ใช่เรื่องยาก เพราะฉะนั้นวันนี้ ผมในฐานะที่เป็น ส.ส. คนหนึ่งซึ่งเป็นสมาชิก ณ รัฐสภาแห่งนี้ ต้องขอบอกว่าเป็นเรื่องยาก ผมจึงต้องบอกกล่าวว่าวันนี้การแก้ไขรัฐธรรมนูญซึ่งมีปีศาจที่คุ้มครองอยู่ ผมต้องอัญเชิญ จิตวิญญาณของนักสู้ประชาธิปไตยในอดีต ท่านอดีตหัวหน้าขบวนการเสรีไทยภาคอีสาน อดีต ส.ส. จังหวัดสกลนครคนแรก อดีตรัฐมนตรีหลายกระทรวง ขุนพลภูพาน เตียง ศิริขันธ์ ได้รับทราบว่าวันนี้ลูกหลานและคณะจะทำการแก้ไขรัฐธรรมนูญแล้วครับ เพราะท่านคือ จิตวิญญาณที่ต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย ผมถึงกราบเรียนว่าลูกหลานต่อสู้แล้วขอให้สำเร็จ วันนี้ ศาลรัฐธรรมนูญเป็นที่ทราบกันดี มีกลุ่มคณะ ส.ว. ท่านก็ยื่นไป ผมเห็นหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ลงข่าวแล้วตกใจครับ ผมอ่านให้ฟังก็ได้ท่านประธาน ฉบับวันที่ ๓ บอกว่า ศาลรัฐธรรมนูญเด้งรับ เรียกประชุมทันควัน ท่านประธานครับ ยื่นเมื่อช่วงบ่ายสามโมงวันนี้ถกกันทันที ผมเอาความจริง มาอ่านในสภาแห่งนี้ ท่านประธานครับ ต้องขออนุญาตนายชวนะ ไตรมาส เลขาธิการ สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญเปิดเผยว่าหลังจากที่นายสมชาย แสวงการ ส.ว. สรรหาใช้สิทธิ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๖๘ ยื่นคำร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาให้ยกเลิกการแก้ไข รัฐธรรมนูญ มาตรา ๖๘ และมาตรา ๒๓๗ เสนอให้ยุบพรรคการเมืองที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับ การดำเนินการดังกล่าวเพื่อพรรครัฐบาล คือพรรครัฐบาลและพรรคร่วมรัฐบาลขอให้มี การคุ้มครองชั่วคราวเป็นกรณีฉุกเฉิน เพื่อให้รัฐสภาระงับการพิจารณาแก้ไขรัฐธรรมนูญไว้ เป็นการชั่วคราวจนกว่าศาลจะพิจารณาเสร็จสิ้น เจ้าหน้าที่สำนักงานได้ตรวจสอบข้อมูล ของคำร้องเป็นที่ถูกต้องเรียบร้อยแล้ว และเตรียมที่จะนำเสนอคำร้องดังกล่าวเข้าสู่ วาระการประชุมของคณะตุลาการในวันที่ ๓ เวลา ๑๖.๐๐ นาฬิกา ท่านประธานครับ นี่เป็นการยืนยันให้เห็นชัดเจนว่ายื่นปั๊บดำเนินการเลย ผมเองคนหนึ่งต้องบอกว่ามันเจ็บปวด มาหลายครั้งแล้วครับ ผมเกิดจากพรรคพลังประชาชน ตอนพรรคพลังประชาชนถูกยุบ อีกหลายพรรคก็ยุบด้วยกันละครับ เคว้งคว้างไม่รู้จะไปไหน วันนี้ก็ยังหวาดเสียวอยู่ว่า ศาลท่านจะคิดอย่างไร แต่ผมกราบเรียนว่าจากการที่ท่านนายแพทย์ชลน่านรัฐมนตรีช่วยว่าการ กระทรวงสาธารณสุขพูดแล้วเมื่อเช้านี้บอกว่าไม่ตกใจ แต่ผมเองตกใจอยู่ครับ เพราะความ เป็นมาตรฐานของศาลรัฐธรรมนูญครับ ไม่ตกใจไม่ได้ พอเห็นข่าวก็ตกใจแล้ว ถ้ายุบพรรค ผมจะไปอยู่ไหน เป็น ส.ส. ปี ๒๕๕๐ ครับ ปีนี้ปี ๒๕๕๖ ก็ ๖ ปีแล้วครับถ้าว่ากันไป แต่ขอบอกว่าก็ยังตกใจ ความเป็น ส.ส. มันยืดหยุ่นกับพี่น้องประชาชน ท่านประธาน ถ้าวันหนึ่งยุบพรรคเคว้งคว้างครับ ผมไม่รู้จะอยู่พรรคไหนแล้วครับ พรรคพลังประชาชน ยุบมาอยู่พรรคเพื่อไทยไม่รู้จะอยู่ได้กี่วันถ้าแบบนี้ ถ้าโดยข้อกฎหมายผมไม่กลัวครับ มันไม่ใช่ โดยข้อกฎหมาย แต่ผมก็ยืนยันว่าศาลรัฐธรรมนูญไม่มีสิทธิที่จะมาบอกว่าออกกฎหมาย รองรับอย่างนั้นอย่างนี้ โดยเฉพาะการวินิจฉัยข้อกฎหมายที่เป็นกฎหมาย ศาลรัฐธรรมนูญ มีหน้าที่ทำตามกฎหมายที่รัฐสภาเป็นผู้ออกกฎหมาย อันนี้คือโดยหลักของรัฐธรรมนูญแต่วันนี้มันไม่ใช่ครับ เพราะฉะนั้นศาลรัฐธรรมนูญต้องคิดว่า มาตรา ๖๘ ที่เขาจะแก้ไขนี่ไม่ใช่แก้ไขเพื่อใครหรอกครับ ไม่มีใครจะอยู่ค้ำฟ้าหรอก ในสภาแห่งนี้ครับ เมื่อแก้เสร็จแล้วหลายพรรคการเมืองก็ดำเนินการต่อไป ทำไมผมถึงว่า อย่างนั้นไม่ได้แก้ไข จริง ๆ แล้วเป็นแค่ยืนยันให้เห็นว่าการยื่นครั้งนี้ขอให้กฎหมายรัฐธรรมนูญ ฉบับนี้ชัดเจนในเรื่องอำนาจ เพราะมาตรา ๖๘ เขียนไว้ค่อนข้างชัดเจนจริง ๆ แล้วว่า ให้อัยการเป็นคนรับเรื่องและพิจารณา เขาใช้คำว่า และ แต่วันนี้ไม่ใช่ครับ ศาลรัฐธรรมนูญ บอกใช้คำว่า และ เป็นหรือไปเลยครับ มันผิดหลักการ เพราะฉะนั้นวันนี้ไม่มีหลักการ ผมจึงบอกว่าหวาดเสียวครับ ถ้าบ่ายสามโมงบอกมาหยุดไปไม่ได้ผมยังเห็นว่าเอามาเลย ที่สั่งไว้คราวก่อนวาระที่สาม เอามาลงมติกันเลยสู้กันในสภาให้รู้ดำรู้แดงกันไปเลย วันนี้มันถึง เวลาแล้วพวกผมมันเลือดเข้าตาแล้วครับท่านประธาน มันจำเป็นต้องบอกอย่างนั้นครับ ผมจึงกราบ เรียนว่าศาลไม่มีอำนาจในการออกกฎหมาย มีหน้าที่ทำตามกฎหมาย แต่วันนี้มันไม่ใช่ครับ เพราะที่ว่านี่คือความมาตรฐานของศาลรัฐธรรมนูญ ไม่ได้ว่าท่านนะแต่ว่าด้วยข้อเท็จจริง ที่ผมอ่านหนังสือพิมพ์ไทยรัฐรับแล้วประชุมทันทีไม่มีใครทำหรอกครับในโลกนี้ทำไม มันรวดเร็วปานนั้น ผมเห็นทางท่าน ส.ว. ท่านบอกว่ายื่นแล้วผมยังสบายใจอยู่นะยื่นได้ยื่นไป เดี๋ยวอีก ๒ เดือนค่อยมาว่ากัน แต่ไม่ใช่ครับ บ่ายสามโมงก่อนที่พวกผมจะลงมติ ถ้าเกิดสั่งตูม ออกไป ได้ยุบพรรคอะไรมันจะเกิดขึ้นครับท่านประธาน อันนี้ด้วยความเคารพ

อีกเรื่องหนึ่ง ผมต้องบอกว่าผมคิดในใจตลอด ๒ วันที่ผ่านมาท่านประธาน ท่านสมาชิกอีกซีกหนึ่งก็บอกพวกเราว่าประชาชนได้อะไรในการแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้ง ๓ ฉบับ เขาบอกได้อะไร ถามกันมาตลอดอีกซีกหนึ่ง พี่น้องบ้านผมโทรศัพท์มาบอกครับบอกว่า ท่านผู้ทรงเกียรติในสภาเขาไม่รู้หรืออย่างไรว่าประชาชนได้อะไร นี่ผมพูดถึงมาตราที่ต้อง บอกว่าที่มาของวุฒิสภาด้วย ทำไมว่าได้อะไร ถามได้อะไร พี่น้องผมที่อยู่บ้านผมยังตอบได้ว่า ได้อะไร เขาบอกถ้าหากประชาชนต้องเลือก ส.ว. ตามที่แก้ไขในมาตรา ๑๑๑ ถึงมาตรา ๑๒๐ ผมต้องกราบเรียนว่าเป็นเรื่องที่ประชาชนได้ประโยชน์ชัดเจน นอกจากมาตรา ๖๘ ที่ผมพูดมาอันนี้ ในส่วนการยื่นหนังสือ ซึ่งความจริงมาตรฐานตรงนี้มันหายไปแล้วละท่านประธานผมไม่ค่อยคิด อะไรนักหนา วันนี้หวาดเสียวอยู่ ผมก็เรียนถามว่าประชาชนได้อะไร ถ้าแก้ว่าให้ประชาชน มีสิทธิเลือก เพราะวันนี้เราไม่ได้กำหนดว่า ส.ว. มาจากการคัดสรรอย่างเดียว ให้มาจาก การเลือกตั้งจากประชาชนโดยตรง ท่านกลัวอะไรกับประชาชนถ้าท่านมั่นใจว่าประชาชน รักท่าน เลือกท่านเลือกเลยครับ พอดีผมได้ยินท่าน ส.ว. ท่านหนึ่งอภิปรายในวันแรก ท่านเป็น ส.ว. จากการสรรหาหลายคนก็มีความสามารถ ท่านบอกถ้าการเลือกตั้งคราวนี้ วันนี้ท่านสรรหาท่านจะลงไปสู่กระบวนการให้ประชาชนเลือก ผมดีใจนะครับ ท่านบอก ท่านไม่กลัวหรอก ท่านมาจากการสรรหาแต่ท่านไม่รู้จักใครเลยในกรรมการสรรหา ถูกเท็จจริงอย่างไรผมไม่รู้แต่ท่านพูดอย่างนี้ผมดีใจ อันนี้บุคคลหนึ่งเขามีความสามารถครับ ลงมาสู่สนามเลือกตั้งครับ ผมนี่เกิดจากประชาชน ประชาชนเลือกผมเข้ามา เพราะฉะนั้น ผมจึงกราบเรียนว่าให้ประชาชนเขาเลือกเถอะครับ ท่านอย่าไปกลัว ได้ประโยชน์แน่นอน เพราะท่านจะรู้ว่าเขาคิดอะไร ท่านยังนั่งอยู่ในห้องประชุมกลัวอะไรนักหนาในสนามเลือกตั้ง จะเป็นจะตายครับ วันนี้บอกว่าถ้า ส.ว. ไปสู่กระบวนการเลือกตั้ง ผมไม่ได้ว่าว่า ส.ว. จากการสรรหาไม่ดีนะครับ ดี แต่ว่าให้ประชาชนเขาเลือกเถอะครับ วันนี้ประชาชนเขาคิด อะไรจะได้เห็นความรู้สึกเขา ผมว่าในกระบวนการของรัฐสภา หรือสภาผู้แทนราษฎร หรือวุฒิสภาก็ตาม จะได้เห็นความรู้สึกของพี่น้องประชาชนว่านี่คือการเลือกตั้ง ออกไปพบเขา เห็นน้ำตาเขา เห็นเหงื่อเขา ทุกอย่างแล้วมันจะผูกพัน การยืดหยุ่นระหว่างประชาชนมาจาก การเลือกตั้งมันเป็นเรื่องดี ผมจึงกราบเรียนวันนี้ว่าไปคิดอะไร ไม่เป็นไม่ตายหรอกครับ เพราะผมเห็นพูดมา ๒ วันเศษ ๆ จะเป็นจะตายทุกคนเลยถ้าบอกว่าให้เลือกตั้งนี่อะไร กันนักกันหนาครับ ๒๐๐ ชีวิต แล้วมันก็มีกำหนดครับ ผมเห็นด้วยเลยจะเป็นกี่ครั้งก็ไม่เป็นไร ส.ว. นี่ถ้าประชาชนเขายังรักอยู่ วันนี้ผมเป็น ๒ สมัย ถ้าสมัยหน้าเขาไม่เลือกก็ไม่เป็นไร ก็แล้วกันไป แต่ว่าถ้าพี่น้องประชาชนยังรักยังอยากได้ผมก็เลือกผมไป ผมก็เป็นจนตายเลยครับ ท่านประธาน ขอบคุณมากครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ท่านมงคล ศรีคำแหง ครับ ท่านมีเวลา ๘ นาทีนะครับ

นายมงคล ศรีคำแหง สมาชิกวุฒิสภา จันทบุรี 🔗

กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ กระผม นายมงคล ศรีคำแหง สมาชิกวุฒิสภาจากจังหวัดจันทบุรี ในฐานะสมาชิก รัฐสภา ต้องขอบคุณท่านประธานที่มีความเป็นธรรมและเที่ยงตรง ท่านประธานครับ วันนี้ เป็นวันที่ผมรอคอยมานาน ๕ ปีกว่า วันนี้สมใจแล้วครับที่อยากเป็น ส.ว. เพราะต้องการ เข้ามาแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เป็นประชาธิปไตยนะครับ หลายท่านที่พูดมาบอกว่าการแก้ไข รัฐธรรมนูญครั้งนี้พี่น้องประชาชนได้ประโยชน์อะไร หลายท่านก็บอกไปแล้ว ผมก็อยาก บอกให้พี่น้องประชาชนได้ทราบว่าท่านได้ประโยชน์ครับพี่น้องทั้งประเทศ ไม่ว่าจะเป็น มาตรา ๒๓๗ มาตราที่เกี่ยวกับการยุบพรรค ตัดสิทธิกรรมการบริหารพรรค มาตรานี้ ถ้าหากว่าที่ผ่านมาจะเป็นการบั่นทอนความมั่นคง ความเข้มแข็งของพรรคการเมือง ถ้าหากว่าพรรคการเมืองไม่มีความเข้มแข็ง รัฐบาลไม่มีเสถียรภาพ ท่านดูสิครับรัฐบาล ไม่มีเสถียรภาพหุ้นก็ตกแล้วประชาชนได้อะไร ถ้าประเทศชาติมีความเข้มแข็งมั่นคง เศรษฐกิจก็จะดีขึ้น การลงทุนก็จะมีนักลงทุนจากต่างชาติเข้ามาลงทุนมากมายนะครับ แล้วก็คนดี ๆ กล้าเข้ามาเป็นกรรมการบริหารพรรคก็เกิดความเป็นธรรม แล้วก็มาตรา ๑๙๐ ผมจะไม่พูดมากหลายท่านพูดไปแล้ว แต่อยากบอกว่าถ้ามาตรานี้ผมก็เห็นด้วยเพราะว่าจะได้ สร้างความชัดเจนในทุกระดับ เรื่องไหนที่ควรให้รัฐสภาพิจารณา เรื่องไหนที่หน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องได้ดำเนินการเพื่อความรวดเร็วอย่างนี้ประชาชนก็ได้ประโยชน์ประเทศชาติเดินไปได้ สิ่งที่อยากจะพูดก็คือว่าที่มาของ ส.ว. ที่มีการแก้ไขเพิ่มเติม แล้วก็มาตรา ๖๘ มันเกี่ยวโยงกัน เกี่ยวโยงอย่างไรครับ วันนี้ผมต้องกราบขออภัยเพื่อนสมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการสรรหา หลาย ๆ ท่านเป็นคนที่มีความรู้ความสามารถ เป็นคนดี เป็นคนที่ผมนั้นให้ความเคารพนับถือ แต่ว่าผมยอมรับที่ท่านมาตามกติกาในครั้งนี้ แต่ท่านประธานครับ ผมบอกว่ามันมีความจำเป็น จะต้องแก้ไข เพราะว่าพี่น้องประชาชนเลือกผมเข้ามาแต่อีก ๖๐-๗๐ กว่าท่าน มีคณะกรรมการสรรหา เข้ามา ๗ ท่านเท่านั้นเองนะครับ ก็อย่างที่เห็นบางคนเข้ามาไม่ได้ทำหน้าที่ ส.ว. อย่างเต็มที่ อำนาจหน้าที่ของ ส.ว. นอกจากกลั่นกรองกฎหมายแล้ว ให้ความเห็นชอบองค์กรอิสระ นี่ละคือประเด็นให้ความเห็นชอบ แต่คนที่ให้ความเห็นชอบเหล่านั้นมาเลือกพวกท่านนะครับ นี่ ๑. คือไม่เป็นประชาธิปไตย ต้นทุนทางประชาธิปไตยของท่านมีแค่ ๗ คน กรรมการ พวกผมพี่น้องประชาชนทั้งจังหวัดเลือกเข้ามา อันนี้คือข้อแตกต่างแต่ว่ามันไม่ใช่ความผิด ของท่าน รัฐธรรมนูญเขียนไว้นะครับ และอะไรอีกไหมครับ ส.ว. มีอำนาจหน้าที่ถ่วงดุล สนับสนุนการทำงานของรัฐบาลถ้าหากเห็นว่าสิ่งนั้นเป็นประโยชน์ต่อพี่น้องประชาชน และประเทศชาติบ้านเมือง ถ้าหากว่ามีสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่มันไม่ชอบมาพากล ส.ว. มีหน้าที่ ให้คำแนะนำท้วงติง แต่หลายท่านและโดยเฉพาะบางท่านมีเหตุอันควรให้สงสัยว่าทำหน้าที่ ฝ่ายค้านในวุฒิสภาหรือเปล่า หลายท่านก็เห็นแล้ว มาตรา ๖๘ ทำไมผมถึงเห็นด้วยว่า จะต้องแก้ไขและเชื่อมโยงกัน เพราะว่ามาตรา ๖๘ บางท่านบอกว่าตัดสิทธิพี่น้องประชาชน ในการยื่นเรื่องต่อศาล ผมว่าถ้าหากเราไม่ผ่านอัยการสูงสุดให้กลั่นกรองแล้ว ทุกคนถ้าเห็นต่างก็สามารถที่จะไปยื่น โดยตรงได้ จะสร้างความวุ่นวาย ตุลาการมีกี่ท่าน ถ้าหากมีคนไปยื่นเป็นร้อยเป็นพัน แล้วจะทำอย่างไร แล้วมีโทษระบุไหมว่าถ้าไปร้องเท็จศาลรัฐธรรมนูญจะลงโทษได้ ลงโทษ ไม่ได้ครับ แล้วก็อาจจะมีการเลือกที่รักมักที่ชัง ส่งศาลแล้วอาจจะรับของใครคนใดคนหนึ่ง ก็ได้ ถ้าหากว่าส่งผ่านอัยการผมเชื่อว่านั่นเป็นวิถีทางที่ถูกต้อง พอพูดถึง ส.ว. หลายท่าน บอกว่าพี่น้องประชาชนทางบ้านก็โทรศัพท์มาถามผมว่าทำไมเขาทำ อย่านั่งหลับนะ ส.ว. อยู่ในสภา เดี๋ยวโดน ส.ว. ด้วยกันส่งตีความ อย่างนี้ถูกเขาล้อเลียนมาทุกเรื่องทำตัว เหมือนฝ่ายค้าน เรื่องไหนที่มีคนเห็นต่าง ที่ท่านเห็นต่างกับรัฐบาล ไม่ว่าเรื่องนั้นจะเป็น ประโยชน์ต่อชาติบ้านเมืองหรือยังไม่ได้ทำก็แล้วแต่ท่านก็จะส่งศาลรัฐธรรมนูญตีความ ผมยังสงสัยว่าแล้วอย่างนี้ท่านกินเงินเดือนที่ศาลรัฐธรรมนูญด้วยหรือเปล่า วัน ๆ ไม่ต้อง ทำอะไรกัน วัน ๆ ไม่ทำอะไร คอยจ้องหาแต่เรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความ อย่างนี้ แล้วจะทำอย่างไร ผมว่าถ้าเราไม่แก้ต่อไปบ้านเมืองเดินไปไม่ได้ ประชาชนเสียประโยชน์ อย่างเช่นเรื่องรัฐบาลที่จะกู้เงิน ยังไม่รู้อะไรเลย นี่ก็จะส่งตีความอีกแล้ว เรื่องวันนี้ที่จะแก้ ก็ส่งตีความอีกแล้ว แล้วตอนก่อนนี้พรรคประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาลก็แก้ ผมก็เห็นด้วย มันเป็น อำนาจที่เราจะแก้ได้ สิ่งไหนที่มนุษย์ทำขึ้นมาเห็นว่ามันไม่ดี มันมีข้อบกพร่อง แก้ไขให้ดีขึ้น ผมคิดว่าเราต้องเห็นด้วย พรรคประชาธิปัตย์ทำอะไรเดี๋ยวจะบอกว่าผมเป็นพวกของ พรรคเพื่อไทย ผมเป็น ส.ว. ผมไม่สังกัดพรรค ตอนเลือกตั้งไม่มีพรรคไหนไปช่วยเหลือผมเลย มีแต่พี่น้องประชาชนเลือกผมมา ผมชี้ให้เห็นว่าตอนพรรคประชาธิปัตย์เป็นแกนนำรัฐบาล แก้ไขรัฐธรรมนูญรายมาตราก็ไม่เห็นมีปัญหา ผมก็เห็นด้วย ท่านมีอำนาจแก้ เราใช้ตัวแทน เข้ามาในสภามาแก้ไขกันในสภา เราไม่จำเป็นที่คิดว่าเราจะต้องไปทำอย่างอื่นอย่างหนึ่งอย่างใดเลย เรามาโต้เถียงกันในนี้ มาอภิปรายกันในนี้ พี่น้องประชาชนได้เห็น ได้ทราบ วันนี้ต้องกราบ ขออภัยจริง ๆ ว่าหลายท่านอาจจะทำไมท่านมงคลพูดเหมือนรังเกียจ ไม่ใช่ครับ ผมพูด ในหลักการประชาธิปไตยว่าควรจะต้องแก้ไข แล้วพวกผมอย่างที่ ส.ว. สิงห์ชัยได้พูด เมื่อสักครู่ว่าพวกผมผิดอะไรให้ประชาชนเลือกสิครับ ให้ประชาชนเลือกผม ถ้าผมอยากจะได้ เป็นต่อมันอยู่ที่ประชาชน ไม่ได้อยู่ที่พวกผมหรอก อยากเป็นแค่ไหนก็ไม่มีทางได้เป็นหรอก ถ้าพี่น้องประชาชนไม่ให้การสนับสนุนหรือเลือกเข้ามา ผมก็ให้การสนับสนุนว่าการแก้ไข รัฐธรรมนูญในวันนี้คงจะผ่านไปได้ด้วยดี ผมอยากวิงวอนว่าท่านไหนที่เห็นแก่ประชาธิปไตย และประเทศชาติบ้านเมืองก็ควรจะให้ความเห็นชอบ แต่อยากเรียนว่าท่านประธานควรดำรง ความเป็นกลาง ท่านไม่จำเป็นต้องลงคะแนน แต่การที่ท่านลงถือว่าชอบธรรมแล้ว เป็นสิทธิ ของท่าน ขอบพระคุณครับ สวัสดีครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ท่านจตุพร เจริญเชื้อ ครับ ๑๐ นาทีนะครับ

นายจตุพร เจริญเชื้อ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ขอนแก่น 🔗

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม จตุพร เจริญเชื้อ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากจังหวัดขอนแก่น พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมขออภิปรายเพื่อสนับสนุนและเห็นด้วยกับการแก้ไข รัฐธรรมนูญแบบรายมาตราทั้ง ๓ ฉบับในวันนี้ ผมอยากกราบเรียนท่านประธานว่ารัฐธรรมนูญนั้น สามารถแก้ไขได้หรือไม่ คำตอบก็อยู่ในตัวรัฐธรรมนูญเอง ในหมวด ๑๕ มาตรา ๒๙๑ เขาได้ อธิบายถึงหลักเกณฑ์และวิธีการสำหรับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ผู้ที่จะยื่นญัตติสำหรับการแก้ไข รัฐธรรมนูญนั้นประกอบไปด้วย ๑. คณะรัฐมนตรี และ ส.ส. ลงลายมือชื่อกันไม่น้อยกว่า ๑ ใน ๕ ของ ส.ส. และกลุ่มที่ ๒ ก็คือ ส.ส. และ ส.ว. ลงลายมือชื่อกันไม่น้อยกว่า ๑ ใน ๕ และนอกจากนั้นก็ยังเปิดโอกาสให้พี่น้องประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวน ๕๐,๐๐๐ คน ก็สามารถที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญได้ เพราะฉะนั้นผมจึงกราบเรียนต่อท่านประธานว่า ผมขอยืนยันว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้นสามารถแก้ไขได้ตามมาตรา ๒๙๑ แต่ว่ากระบวนการแก้ไขนั้น เขาก็มีเงื่อนไขว่าถ้าเป็นการแก้ไขในลักษณะของการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการปกครอง จากระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขนั้นจะกระทำไม่ได้ ที่ผ่านมานั้น รัฐธรรมนูญฉบับนี้มีการแก้ไขมาบ้างแล้วหรือยัง คำตอบคือมีการแก้ไขมาแล้วครับ ในปี ๒๕๕๓ ขณะนั้นรัฐบาลของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ยื่นแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นการยื่นแก้ไข ในลักษณะเป็นแบบรายมาตรา ขณะนั้นยื่นแก้ไข ๒ มาตราตามข้อเสนอของคณะกรรมการ สมานฉันท์เพื่อการปฏิรูปทางการเมือง ซึ่งเขากำหนดมาให้ ๖ มาตรา แต่ว่ารัฐบาลขณะนั้น เลือกแก้ไขเพียง ๒ มาตรา คือมาตราในหมวดที่บอกถึงกระบวนการแล้วก็การเลือกตั้ง ส.ส. แบ่งจากระบบเขตที่เรียกว่า เขตใหญ่เรียงเบอร์มาเป็นระบบวัน แมน วัน โหวต จำนวน ส.ส. แบบเขตลดลงจาก ๔๐๐ เหลือ ๓๗๕ คน และเพิ่มบัญชีรายชื่ออีก ๑๒๕ คน อีกมาตราหนึ่ง ที่ถูกแก้ไขก็คือมาตรา ๑๙๐ อันนั้นคือการแก้ไขเมื่อปี ๒๕๕๓ เพราะฉะนั้นรัฐธรรมนูญฉบับนี้ จึงสามารถแก้ไขได้ตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญเอง วันนี้พวกเราเสนอขอแก้ไขทั้งหมด ๓ เรื่อง อันที่จริงตัวรัฐธรรมนูญฉบับนี้ที่มีการร่างมาเมื่อปี ๒๕๕๐ หลาย ๆ มาตรานั้นก็ถือว่าร่างออกมาได้ดี แต่หลายมาตรานั้นก็ขัดต่อหลักที่เรียกว่าหลักของประชาธิปไตย หลายมาตราก็ขัดต่อหลัก ที่เรียกว่าหลักนิติธรรมและอีกหลายมาตราก็ขัดต่อการบริหารราชการแผ่นดิน เพราะฉะนั้น กระบวนการแก้ไขครั้งนี้จึงเป็นการแก้ไขเพื่อให้เป็นไปตามหลักของประชาธิปไตยและหลักนิติธรรม นิติรัฐ เป็นหลัก สำหรับประเด็นในเรื่องที่มีการพูดคุยกันมากก็คือประเด็นของมาตรา ๖๘ เมื่อวานนี้กลุ่มที่เรียกว่ากลุ่ม ๔๐ ส.ว. ก็ได้ไปยื่นเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อที่จะคัดค้าน แล้วก็ให้ระงับกระบวนการเหล่านี้ไว้ หลักที่เขาไปยื่นก็คือเขาเห็นว่ากระบวนการ แก้ไขรัฐธรรมนูญตามมาตรา ๖๘ นั้นจะนำมาซึ่งการล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ซึ่งผมถือว่าข้อกล่าวหานี้รุนแรงมาก รุนแรงเหลือเกิน ท่านขอให้ศาลรัฐธรรมนูญนั้นยกเลิกการกระทำดังกล่าวนี้เสีย แล้วก็ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญนั้น ได้ยุบพรรคการเมืองที่เกี่ยวข้อง ๖ พรรคการเมือง คือ พรรคเพื่อไทย พรรคชาติไทยพัฒนา พรรคชาติพัฒนา พรรคพลังชล พรรคมหาชน และพรรคประชาธิปไตยใหม่ด้วย ผมอยากจะ กราบเรียนต่อท่านประธานว่าอันที่จริงมาตรา ๖๘ที่มีการขอแก้ไขครั้งนี้ไม่ได้มีอะไรเลยนะครับ เราแก้ไขเพื่อให้เกิดความชัดเจนในเรื่องของการตีความ เพราะที่ผ่านมานั้นมาตรา ๖๘ จริง ๆ ก็เขียนชัดเจน เพียงแต่ว่าคนก็สามารถตีความไปได้อีกหลายแบบมาก ของเดิมเขาเขียน ผมไม่อ่านทั้งหมดนะครับ ผมจะอ่านหลักสำคัญของมาตรา ๖๘ ของเดิมเขาเขียนว่า ในกรณีที่บุคคลหรือพรรคการเมืองใดกระทำตามวรรคหนึ่ง ผู้ทราบการกระทำดังกล่าว ย่อมมีสิทธิเสนอเรื่องให้อัยการสูงสุดตรวจสอบข้อเท็จจริงและยื่นคำร้องขอให้ ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย อันนี้คือของเดิม ของใหม่แก้ไขคำว่า และ เพราะว่ามีคนไป ตีความหมายของคำว่า และ เป็นคำว่า หรือ เราก็แก้ไขให้ชัดเจนขึ้นว่า ในกรณีที่บุคคล หรือพรรคการเมืองใดกระทำการตามวรรคหนึ่ง ผู้ทราบการกระทำดังกล่าวย่อมมีสิทธิ เสนอเรื่องให้อัยการสูงสุดตรวจสอบข้อเท็จจริง เมื่ออัยการสูงสุดตรวจสอบข้อเท็จจริงแล้ว เห็นว่าการกระทำดังกล่าวขัดต่อวรรคหนึ่ง ให้อัยการสูงสุดยื่นคำร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัยสั่งการ ก็เพียงแต่ว่าเพิ่มข้อความเพื่อให้เกิดความชัดเจนจะได้ไม่ต้องมาถกเถียงกัน จะได้ไม่ต้อง มาตีความกันว่าแท้ที่จริงแล้วกระบวนการในการยื่นศาลรัฐธรรมนูญนั้นเป็นอย่างไร เพราะเมื่อปีที่ผ่านมามีการขอแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๙๑ จากพวกเราเหมือนเดิม นี่ละครับ แล้วก็มีการยื่นไป แต่ว่าก็มีกระบวนการในการไปยื่นคัดค้านต่อศาลรัฐธรรมนูญ ศาลรัฐธรรมนูญเองท่านก็วินิจฉัยบอกว่าท่านสามารถตีความได้ว่าการคัดค้านการยื่นมานั้น สามารถยื่นทั้งต่ออัยการก็ได้ ต่อศาลรัฐธรรมนูญโดยตรงก็ได้ เราก็ทำให้เกิดความชัดเจน ว่าต่อไปนี้กระบวนการยื่นคัดค้านต่อศาลรัฐธรรมนูญนั้นจะต้องไปสู่กระบวนการ คือยื่นไป ที่อัยการสูงสุดเสียก่อน หลังจากอัยการสูงสุดพิจารณาแล้วมีมูลก็ส่งมาที่ศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อพิจารณาวินิจฉัยสั่งการต่อไป นี่คือมาตรา ๖๘ ที่มีการแก้ไขในครั้งนี้ แต่ก็น่าแปลกใจว่า เมื่อวานมีคนไปยื่นตอนเช้า แต่พอตอนบ่ายเลขาธิการสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญก็ออกมา ให้สัมภาษณ์ทันทีนะครับ เร็วมากเลยนะครับ ท่านชวนะ ไตรมาส เลขาธิการสำนักงาน ศาลรัฐธรรมนูญ ท่านก็บอกว่าได้ดำเนินการตรวจสอบข้อคำร้องเป็นที่ถูกต้องเรียบร้อยแล้ว และเตรียมที่จะนำเสนอคำร้องดังกล่าวเข้าสู่วาระการประชุมของคณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ในวันที่ ๓ เดือนเมษายน ก็คือวันนี้นะครับ เวลา ๑๕.๐๐ นาฬิกา ผมรู้สึกแปลกใจมาก ว่ากระบวนการรับคำร้องและกระบวนการในการวินิจฉัยนั้นใช้เวลาอย่างรวดเร็วทันใจ ซึ่งมันก็มีกรณีที่เทียบเคียงกัน สมัยนั้นท่านจำได้ไหมครับ สมัยม็อบ (Mob) เสธ. อ้าย ขณะนั้นมีการเตรียมการในการที่จะชุมนุมใหญ่ แล้วก็ให้เหตุผลว่าต้องการที่จะแช่แข็งประเทศ ต้องการที่จะล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง แล้วก็มีการนัดชุมนุมกันในวันที่ ๒๔ เดือนพฤศจิกายน ก่อนการชุมนุมก็มีคนไปยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญนะครับ ในวันที่ ๑๕ เดือนพฤศจิกายน ก่อนการชุมนุมตั้ง ๙ วัน แต่ศาลรัฐธรรมนูญก็รับเรื่องไว้นะครับ แต่บอกว่าขอตรวจสอบ ความถูกต้องครบถ้วนของเอกสารเสียก่อน ๙ วันนะครับ ไปยื่นวันที่ ๑๕ แล้วในที่สุด วันที่ ๒๔ พฤศจิกายน ก็มีการชุมนุม ในที่สุดศาลก็ยกคำร้อง ทั้ง ๆ ที่เจตนาของการชุมนุมครั้งนั้น เป็นการต้องการที่จะแช่แข็งประเทศไทย เพราะฉะนั้นผมจึงเห็นว่ากระบวนการแก้ไข รัฐธรรมนูญนั้น รัฐสภาคือสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภานั้นสามารถ แก้ไขได้ตามบทบัญญัติของมาตรา ๒๙๑ ในรัฐธรรมนูญเอง ศาลรัฐธรรมนูญนั้น ไม่ควรที่จะต้องเข้ามาก้าวล่วงอำนาจกระบวนการเหล่านี้ ซึ่งเป็นกระบวนการปกติมาก ของรัฐสภาในการที่จะแก้ไขกฎหมาย อันที่จริงรัฐสภาสามารถแก้ไขได้เยอะแยะไปหมดเลยนะครับ แม้กระทั่งเพิ่มอำนาจให้ศาลรัฐธรรมนูญก็สามารถทำได้ ก่อตั้งศาลขึ้นมาใหม่ก็สามารถทำได้ หรือแม้กระทั่งยุบเลิกศาลก็สามารถทำได้ เพราะมันเป็นอำนาจหน้าที่ของสมาชิกรัฐสภา ที่กฎหมายรัฐธรรมนูญให้อำนาจไว้ เพราะฉะนั้นผมจึงกราบเรียนต่อท่านประธาน แล้วก็ ขอยืนยันอีกครั้งหนึ่งว่ากระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญตามมาตรา ๖๘ ในครั้งนี้ที่เรา ขอยื่นแก้ไขนั้น ไม่มีอะไรเลยที่จะเป็นตัวบ่งชี้ว่าจะเป็นการล้มล้างการปกครองในระบอบ ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข มันเป็นเพียงการเขียนถ้อยคำ ให้เกิดความชัดเจนสำหรับกระบวนการดำเนินการของศาลเท่านั้นเองนะครับ ผมขอยืนยัน อีกครั้งหนึ่ง แล้วก็ขอรอดูว่าวันนี้บ่ายสามโมง ศาลรัฐธรรมนูญท่านจะมีคำวินิจฉัยออกมาอย่างไร ผมคิดว่าพี่น้องประชาชนคนทั้งประเทศก็คงจะไม่สบายใจนักกับเรื่องราวที่เกิดขึ้นในขณะนี้ และส่วนหนึ่งเองก็ค่อนข้างที่จะมีความโต้แย้งกับศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งมีคอนฟลิคท์ (Conflict) อะไรกันเดิมอยู่แล้วนะครับ ผมจึงขอกราบเรียนยืนยันกับท่านประธาน แล้วก็ขอสนับสนุน การแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้ง ๓ เรื่อง สำหรับการแก้ไขครั้งนี้ด้วยครับ ขอบพระคุณครับท่านครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ท่านอนุรักษ์ นิยมเวช ครับ ท่านมีเวลา ๘ นาที นะครับ

นายอนุรักษ์ นิยมเวช สมาชิกวุฒิสภา ภาควิชาชีพ 🔗

เรียนท่านประธาน ที่เคารพครับ กระผม นายอนุรักษ์ นิยมเวช สมาชิกวุฒิสภา ในส่วนของการแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญ ๓ ฉบับนะครับ ผมมีข้อสังเกตดังต่อไปนี้นะครับประธาน

คือข้อสังเกตประการแรกในการนำเสนอแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญในส่วนของ มาตรา ๑๙๐ นะครับท่านประธาน ก็คือถ้าดูจากตัวกฎหมายมาตรา ๑๙๐ จริง ๆ มาตรา ๑๙๐ เคยมีการแก้ไขมาแล้วครั้งหนึ่งในสมัยของรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ก็คือ มีการแก้ไข รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติมฉบับที่ ๒ คือพยายามที่จะปรับปรุงว่าใน ส่วนที่เป็นปัญหาอุปสรรคของตัวมาตรา ๑๙๐ เอง ซึ่งโดยการแก้ไขก็มีการเพิ่มอีกมาตราหนึ่ง ในส่วนที่ว่าให้มีกฎหมายว่าด้วยกำหนดประเภทกรอบเจรจา ขั้นตอน วิธีการจัดทำหนังสือสัญญา ที่มีผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจและสังคมของประเทศอย่างกว้างขวาง เจตนารมณ์ ในการแก้ไขตรงนั้นก็คือเพื่อต้องการจะแก้ปัญหา ไม่อย่างนั้นทุกเรื่องเข้ามาสู่สภาทั้งหมด จึงเป็นเหตุในการแก้ไข ฉบับที่ ๒ เมื่อวันที่ ๔ มีนาคม ๒๕๔๔ แต่เมื่อมีการแก้ไขแล้ว ผมคิดว่า ในการดำเนินการจัดทำกฎหมายลูกที่จะต้องดำเนินการภายใน ๑ ปี ก็ไม่มีการดำเนินการ ที่จะออกรายละเอียดตรงนั้นมา ซึ่งเนิ่นนานมา ๒ ปีทำให้เป็นปัญหาในทางปฏิบัติว่าทุก ๆ เรื่อง นำเข้าสู่สภา อันนั้นผมว่านั่นคือปัญหาของหัวใจ แต่ขณะเดียวกันพอมามีการนำเสนอแก้ไขครั้งนี้ ซึ่งจะเป็นครั้งที่ ๓ แทนที่จะเป็นการแก้ไขที่ถูกจุดดันไปแก้ไขปรับปรุงก็คือว่าตัดทิ้งมันหมดเลย ตัดทิ้งในลักษณะที่ว่าถ้าดูนะครับท่านประธาน ในการแก้ไขปัจจุบันเดิมเรามีอยู่ ๒ กลุ่ม กลุ่มที่เรียกว่าหนังสือสัญญาที่มีการเปลี่ยนแปลงอาณาเขตหรือเขตพื้นที่นอกอาณาเขต ซึ่งประเทศไทยมีสิทธิอำนาจอธิปไตย เขตอำนาจตามหนังสือสัญญาหรือตามกฎหมาย ระหว่างประเทศ กรณีนี้ในร่างฉบับใหม่ที่เสนอมาตัดทิ้งนะครับ ก็คือเรื่องเขตพื้นที่นอกอาณาเขต ซึ่งประเทศไทยมีสิทธิอำนาจอธิปไตยหรือเขตอำนาจหน้าที่ตามหนังสือสัญญาตามกฎหมาย ระหว่างประเทศ เพราะฉะนั้นตรงนี้เป็นจุดที่สำคัญที่สุดก็คือว่าในตัวฉบับแก้ไขตรงนี้ ไม่ได้มีการใส่ส่วนนี้เข้ามาทำให้มีปัญหาว่าถ้าเป็นในเรื่องส่วนนี้ก็ไม่ต้องเข้ามาสู่ในการพิจารณา ของตัวสภา หลักการของมาตรา ๑๙๐ ง่าย ๆ ก็คือในเรื่องของการที่จะทำหนังสือสัญญาใด ๆ ซึ่งเป็นอำนาจของฝ่ายบริหารจำเป็นต้องให้ฝ่ายนิติบัญญัติดำเนินการตรวจสอบตรวจทาน อำนาจหรือเปล่า ตรงนี้เป็นสิ่งที่ผมให้ความสำคัญประการแรกอย่างยิ่งยวดนะครับว่า ขาดในประเด็นดังกล่าว

อีกประเด็นหนึ่งก็คือว่าในร่างที่นำเสนอในส่วนที่มีผลกระทบต่อความมั่นคง ทางเศรษฐกิจ สังคมอย่างกว้างขวางตัดทิ้งหมดไม่เอาเข้ามาเลย ซึ่งในหลักการตรงนี้ก็ตัดทิ้ง อะไรก็ตามที่เกี่ยวข้องกับสาระสำคัญโดยเฉพาะเศรษฐกิจหรือความมั่นคงตัดทิ้งไปเลย ผมคิดว่าเป็นหลักการที่ย้อนกลับไปว่าไม่ได้ให้มีสภาสามารถจะตรวจสอบได้ ผมคิดว่าตรงนี้ เป็นเรื่องควรจะต้องพิจารณาอย่างยิ่งยวดว่าสามารถที่จะให้ความเห็นชอบในส่วนนี้ ได้หรือเปล่า

อีกประการหนึ่งนะครับท่านประธาน ประเด็นที่ ๒ มาตรา ๑๙๐ ผมคิดว่า เป็นการที่ไม่ได้ให้อำนาจกระบวนการการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน ถ้าเราจากตัวกฎหมายเดิม ก็คือว่าอย่างน้อยการที่จะนำเสนอไม่ว่าในส่วนกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับดินแดนหรือเกี่ยวกับ ความมั่นคง ในรัฐธรรมนูญเดิมไม่ว่าจะเป็นในวรรคสามหรือวรรคสี่มันจะมีกระบวนการ ขั้นตอนให้ชัดเจนเลยนะครับว่าก่อนการดำเนินการเพื่อทำหนังสือสัญญากับนานาประเทศ หรือองค์กรระหว่างประเทศ คณะรัฐมนตรีต้องให้ข้อมูลหรือจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็น ภาคประชาชนชี้แจงต่อรัฐสภาเกี่ยวข้องกับหนังสือนั้น หรือขั้นตอนวรรคสี่ เมื่อลงนาม ในสัญญาตามวรรคสอง ก่อนแสดงความเจตนาผูกพันคณะรัฐมนตรีต้องมีให้ประชาชนเข้าถึง รายละเอียดหนังสือสัญญานั้น ในฉบับแก้ไขตัดทิ้งหมดเลยนะครับ ไม่มีกระบวนการที่จะให้ ประชาชนเขามีส่วนร่วมทั้งก่อนและช่วงหลังลงนาม เพียงแต่มีรายละเอียดบอกว่าจะให้มี กฎหมายว่าด้วยประชาชนสามารถเข้าถึงรายละเอียดของหนังสือสัญญาการแก้ไขเยียวยา ผู้รับผลกระทบนะครับ ก็คือต้องออกกฎหมายฉบับนี้ภายใน ๑ ปี ปัญหาคือว่าก่อนที่จะมี กฎหมายย่อย ๑ ปี ก็คือเท่ากับไม่มีสภาพบังคับนะครับ ตรงนี้ก็มีผลหรือว่าเมื่อไรกฎหมาย ตรงนี้จะออกมามันก็ทำให้ปัญหาความคุ้มครองประชาชนในเรื่องก่อนและหลังการบันทึก ข้อตกลงตรงนี้ไม่มี นี่คือของมาตรา ๑๙๐ ที่ผมมีข้อสังเกต ในแก้ไขฉบับที่ ๒ ในเรื่องของ มาตรา ๒๓๗ กับมาตรา ๖๘ นะครับท่านประธาน ในปัญหาของมาตรา ๒๓๗ ท่านประธาน ผมมีข้อสังเกตดังต่อไปนี้ โดยหลักการแล้วมีการแก้ไขนะครับ เดิมใครที่เป็นกรรมการบริหารพรรค หรือหัวหน้าพรรคถ้ากระทำความผิดโดนใบแดง ปกติก็คือก็จะตัดสิทธิทางการเมืองในเรื่อง ของสิทธิเลือกตั้งทั้งหมดยกเข่ง และขณะเดียวกันก็ยุบพรรคด้วย ในหลักการมาตรา ๒๓๗ ผมเห็นด้วยกับการแก้ไข แต่เสียดายนะครับว่ามีเสนอญัตติรวมกัน มากับมาตรา ๖๘ ในมาตรา ๒๓๗ ก็คือพยายามที่จะบอกว่าคนใดคนหนึ่งผิดคนนั้น ก็ดำเนินการถูกตัดสิทธิทางการเมือง ไม่มีการยุบพรรค มีการแก้ไขมาตรา ๒๓๗ วรรคสอง ในขณะเดียวกันสมมุติถ้ามีการแก้มาตรา ๒๓๗ ได้ ในข้อเสนอก็มีการนิรโทษกรรม ซึ่งผม ก็เห็นด้วยว่าถ้าปัจจุบันกฎหมายนี้สามารถผ่านไปได้แล้วก็ได้รับอานิสงส์จากกฎหมายฉบับนี้ ที่มีการแก้ไข คนที่เคยถูกตัดสิทธิทางการเมืองก็ไม่เคยต้องถูกตัดสิทธิทางการเมืองต่อไป เขาก็ได้รับประโยชน์จากกฎหมายฉบับนี้ ผมเห็นด้วยนะครับ แต่สิ่งหนึ่งที่เกิดจาก การขาดความชัดเจนของมาตรา ๒๓๗ ก็คือว่า เมื่อตัดมาตรา ๒๓๗ วรรคสองไปแล้ว ยังมี มาตรา ๒๓๗ วรรคหนึ่ง ยังขาดความชัดเจนว่าการตัดสิทธิทางการเมืองจะเป็นระยะเวลา เท่าไร อย่างไร เพราะจริง ๆ แล้วเดิมไปเขียนรายละเอียดของ ๕ ปีไว้ในวรรคสอง ผมคิดว่า ตรงนี้ในหลักการเห็นด้วยแต่ควรจะต้องทำให้เรียบร้อย ในส่วนของมาตรา ๖๘ ผมคิดว่า การที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยของมาตรา ๖๘ ผมคิดว่าศาลรัฐธรรมนูญพยายามตีความ ในเรื่องของการให้สิทธิของประชาชนเพื่อสอดคล้องกับมาตรา ๖๙ ในกรณีการแก้ไขตรงนี้ เป็นการแก้ไขเฉพาะมาตรา ๖๘ แต่ไม่ได้มีการแก้ไขมาตรา ๖๙ ซึ่งอยู่ในส่วนสิทธิพิทักษ์ รัฐธรรมนูญ ถ้าคนอ่านคำวินิจฉัยดี ๆ การตีความตรงนี้เพื่อให้สอดคล้องกับมาตรา ๖๙ การแก้ไขคราวนี้ไม่ได้แก้ไขมาตรา ๖๙ ก็คือบุคคลย่อมมีสิทธิต่อต้านโดยสันติวิธี ซึ่งการกระทำใด ๆ ที่เป็นไปเพื่อได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการ ซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ เวลาศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตรงนี้วินิจฉัย ประกอบคู่นะครับ ทั้งมาตรา ๖๘ มาตรา ๖๙ บอกว่าสิทธิในการพิทักษ์ของคนสามารถ ใช้สิทธิได้ทั้งอัยการและตัวที่ศาลรัฐธรรมนูญ คือไม่ตัดสิทธิประชาชน ใช้ด้านใดด้านหนึ่ง เพราะฉะนั้นโดยหลักการแล้วเป็นการคุ้มครองสิทธิของประชาชนที่จะดำเนินการ เพราะฉะนั้นโดยหลักการแล้วผมคิดว่าก็เป็นสิ่งที่ควรจะต้องดูว่าสิทธิตรงนี้เป็นสิทธิพื้นฐาน ของประชาชนหรือเปล่าที่จะดำเนินการเรื่องนี้

อีกประการหนึ่ง ผมคิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อน ซึ่งผมมองว่า การที่ศาลรัฐธรรมนูญเขาวินิจฉัยไว้แล้วก็เป็นเรื่องที่มีคำวินิจฉัยไปแล้ว เพราะฉะนั้นการที่จะ โหวตวาระที่สามตรงนั้นอย่างไรก็ไม่มีผลกระทบเพราะว่าศาลมีคำวินิจฉัยไปแล้ว เพราะฉะนั้น ต่อให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ต่อให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ การโหวตวาระที่สาม ก็ต้องเป็นไปตามคำพิพากษาที่ศาลเคยวินิจฉัยไว้แล้วเพราะเป็นการผูกพันองค์กร แต่เป็นเรื่องที่จะต้องดำเนินการในวันหน้าภายหน้านะครับ อันนั้นก็เป็นประเด็นหนึ่ง

อีกประเด็นหนึ่งนะครับท่านประธานที่จะเรียนนำเสนอก็คือว่า ในประเด็น การเว้นวรรคของตัว ส.ว. กับปัญหาในเรื่องของ ส.ว. สรรหา ผมสรุปอย่างนี้นะครับว่า ในปัญหาเรื่องการเว้นวรรคโดยหลักการผมสนับสนุนเพราะว่ามีความจำเป็น เพราะถ้าเรา เปรียบเทียบจากปี ๒๕๔๐ กับปัจจุบันนี้อำนาจของ ส.ว. ทั้งในระบบของปัจจุบัน อำนาจ ของ ส.ว. มันน้อยกว่าระบบของตัวรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ เพราะเดิมอำนาจของ ส.ว. มีลักษณะของการที่จะเข้าไปในเรื่องของการแต่งตั้งและให้ความเห็นชอบในองค์กรอิสระ แต่ปัจจุบันเรามีอำนาจเฉพาะในเรื่องของการให้ความเห็นชอบ แต่การแต่งตั้งส่วนใหญ่ อยู่ที่กรรมการ เพราะฉะนั้นโดยบทบาทหน้าที่มันจะแตกต่างกัน ฉะนั้นโดยสรุปแล้วผมคิดว่า ในเรื่องของการที่จะไม่เว้นวรรคเพื่อเปิดโอกาสให้เขามีโอกาสอีกครั้งหนึ่งผมคิดว่า ก็มีความเป็นไปได้ แต่สุดท้ายในกระบวนการของการมี ส.ว. สรรหาผมคิดว่าเป็นระบบผสม เพราะว่าระบบผสมถ้าเราเปรียบเทียบแล้วจะดูว่าระบบสรรหาเป็นประชาธิปไตย หรือไม่เป็นประชาธิปไตย ถ้าดูจากระบบของในประเทศอังกฤษแล้วเขาก็เป็นประชาธิปไตย แต่ ส.ว. ของเขามาจากระบบของการสรรหา เราก็เรียกว่าเป็นประชาธิปไตย คือถ้าย้อนหลัง ก่อนปี ๒๕๔๐ ส.ว. ก็ใช้ระบบของการที่จะมีการแต่งตั้งขึ้นมาแล้วก็เป็นประชาธิปไตย เพราะฉะนั้นระบบผสมผสานเป็นระบบของการเรียนรู้ในวัฒนธรรมของประเทศไทย เพราะฉะนั้นโดยหลักการแล้วผมเห็นว่าควรจะต้องมีเพื่อจะได้มีบุคลากรหลาย ๆ ฝ่ายเข้ามา เกี่ยวข้อง แล้วในส่วนของผมเองผมก็ไม่ได้มีส่วนได้เสีย เพราะว่าถ้าการแก้ไขฉบับนี้ ในส่วนวาระการดำรงตำแหน่งของผมเท่าที่ดูแก้ไขก็ไม่ได้มีผลกระทบ เพราะฉะนั้น สิ่งที่ผมชี้แจงผมคิดว่าก็ให้ความเป็นกลาง ๆ กราบขอบพระคุณครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ขณะนี้คณะครูและนักเรียน โรงเรียนศรีสุวิช จังหวัดชลบุรี ได้มาเยี่ยมชมการประชุมร่วมกันของ ๒ สภานะครับ ขณะนี้ เป็นการประชุมเพื่อพิจารณาร่างกฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับแก้ไขเพิ่มเติม ต่อไปท่านวิทยา ท่านมีเวลา ๑๕ นาทีนะครับ เชิญครับ

นายวิทยา บุรณศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พระนครศรีอยุธยา 🔗

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายวิทยา บุรณศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ใคร่ขอแสดงความคิดเห็นเบื้องต้น ต่อร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติมทั้ง ๓ ฉบับ ซึ่งประกอบไปด้วย ร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา ๖๘ และมาตรา ๒๓๗ ที่ใช้สิทธิในฐานะที่ผมเป็นสมาชิกฝ่ายนิติบัญญัติ ผมภูมิใจครับ ท่านประธาน สิ่งแรกที่ผมต้องกล่าวต่อที่ประชุมแห่งนี้ตลอดระยะเวลาที่ผมได้รับฟังมา ๒ วัน แล้วก็วันนี้ท่านสมาชิกในฐานะท่านเป็นฝ่ายนิติบัญญัติ อำนาจของฝ่ายนิติบัญญัติผมถือว่า เป็นอำนาจที่สำคัญที่สุด เป็นอำนาจที่ได้มาโดยระบอบประชาธิปไตย โดยพี่น้องประชาชน ได้คัดสรรบุคคลที่เขาต้องการให้มาทำหน้าที่ในฐานะฝ่ายนิติบัญญัติ ไม่ว่าจะเป็น สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในนามของพรรคการเมืองต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นสมาชิกวุฒิสภาให้มา ทำหน้าที่ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ การพิจารณาการแก้ไขหรือการตรากฎหมายใด ๆ ก็แล้วแต่ ในฐานะที่ท่านเป็นรองประมุขของฝ่ายนิติบัญญัติ สมาชิกรัฐสภามีหน้าที่ในการตรากฎหมาย กฎหมายที่ผ่านจากรัฐสภาแห่งนี้เมื่อเช้าผมก็ได้ฟังน้องของผมนายแพทย์ชลน่านอภิปราย อธิบายไว้ก็ชัดเจนครับ สมาชิกของพรรคเพื่อไทยอภิปรายไว้ก็ชัดเจนว่าที่มาของกฎหมาย ที่ผ่านสภาแห่งนี้ก่อนที่จะนำไปสู่หน่วยงานหรือองค์กรต่าง ๆ นำไปปฏิบัติ มันไปจากเรา ทั้งสิ้นครับท่านประธาน องค์กรตามรัฐธรรมนูญก็ไปจากสภาแห่งนี้ ไปจากรัฐสภา เราทำหน้าที่ ในการตรากฎหมาย และหน่วยงานหรือองค์กรนำไปปฏิบัติอันไหนถ้าเป็นหน้าที่ของฝ่ายบริหาร ฝ่ายบริหารก็เอาไปปฏิบัติ อันไหนถ้าเป็นหน้าที่ขององค์กรไม่ว่าจะเป็นศาลหรือองค์กรอิสระ รัฐสภาแห่งนี้ก็เป็นผู้ที่พิจารณาแล้วก็ตรากฎหมายออกไป ผมได้รับฟังมา ๒ วันบางท่านก็ยัง ไม่เข้าใจ ผมต้องขอยกครับเพราะว่าถ้าเป็นอย่างนี้ไปเรื่อย ๆ ท่านอาจจะไม่เข้าใจบทบาท ของฝ่ายนิติบัญญัติในฐานะที่ท่านได้รับการเลือกตั้งมาจากพี่น้องประชาชนครับท่านประธาน เพราะฉะนั้นการแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยที่เป็นการยื่นเข้ามา เป็นการแก้ไขเพิ่มเติมในมาตรา ๖๘ และมาตรา ๒๓๗ เป็นการกระทำอันงดงาม เป็นการกระทำที่ใช้อำนาจของตนเองที่มีอยู่และบัญญัติในรัฐธรรมนูญ แม้รัฐธรรมนูญ ฉบับที่เรานำมาตรงนี้เราอาจจะไม่ชอบ แต่นั่นเป็นคัมภีร์หนึ่งที่สมาชิกในฐานะเป็นฝ่ายนิติบัญญัติ พึงจะต้องปฏิบัติ ผมเองเป็นส่วนหนึ่งที่ได้ร่วมลงชื่อ และสมาชิกในห้องนี้ก็ร่วมลงชื่อ เป็นไปตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๙๑ สมาชิกรัฐสภา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และวุฒิสมาชิกเข้าชื่อ ๑ ใน ๕ เขาปฏิบัติถูกต้องครับ แต่ฟังรัฐสภาได้ทราบการอภิปราย บางเรื่องท่านก็ไม่เข้าใจ ผมจึงต้องขออนุญาตรงนี้อภิปรายให้ท่านประธานรัฐสภาได้ทราบ บางท่านกล่าวว่าแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้ประชาชนได้อะไร ทำไมไม่ไปแก้เรื่องมันสำปะหลัง ทำไมไม่ไปแก้เรื่องข้าว ทำไมไม่ไปแก้เรื่องแรงงาน ซึ่งเมื่อสักครู่นี้ผมก็ตกใจได้ฟังมา ๒ วันแล้ว แก้ปัญหาความแห้งแล้ง แก้ปัญหาเรื่องต่าง ๆ เรื่องยางพารา ทำไมไม่ไปแก้ตรงนั้น มาแก้กฎหมายทำไม หน้าที่ของฝ่ายบริหารเขามีหน้าที่ครับ ปัญหาเรื่องมันสำปะหลัง ปัญหาเรื่องข้าว เรื่องอะไรเป็นหน้าที่ของ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรีทำหน้าที่ในฐานะฝ่ายบริหาร เรามีหน้าที่ทำอะไรครับ บทบัญญัติ รัฐธรรมนูญเขียนไว้ชัดครับ หน้าที่ของสมาชิกฝ่ายนิติบัญญัติทำอะไร เวลาอภิปราย ผมมองแล้วว่าพี่น้องประชาชนจะเข้าใจผิดว่า ส.ส. ทำหน้าที่อะไร ส.ส. เห็นแก่ตัว ต้องแยกให้ออกครับ หน้าที่รัฐบาล หน้าที่ฝ่ายนิติบัญญัติ ผมต้องพูดสิ่งเหล่านี้เพราะผมฟังมา ผมไม่สบายใจ แม้กระทั่งในส่วนหนึ่งของสาระสำคัญในการแก้ไขตามมาตรา ๖๘ และมาตรา ๒๓๗ ท่านประธานก็คงทราบดีตลอดระยะเวลาในวังวนแห่งความขัดแย้ง ที่มาของความขัดแย้งเห็นได้ชัดครับ การปฏิบัติหน้าที่ของศาลรัฐธรรมนูญที่พวกเราใจตุ๊ม ๆ ต่อม ๆ บ่ายวันนี้จะเกิดเหตุการณ์ขึ้น สมาชิกรัฐสภาบางคนถึงขนาดบอกว่าไปไม่รอด ไม่ถามหา ตัวเองบ้างครับในฐานะเป็นฝ่ายนิติบัญญัติว่าท่านมีหน้าที่ทำอะไร การตรากฎหมาย หน่วยงานหรือองค์กรจะต้องนำกฎหมายเหล่านี้ไปปฏิบัติเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาความขัดแย้ง หรือการตีความซึ่งจะนำไปสู่กระบวนการของความไม่สงบในประเทศ มีครั้งหนึ่งผมพอใจครับ สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินก็เป็นองค์กรตามรัฐธรรมนูญได้ยื่นกฎหมายของเขาเข้ามา สมาชิกฝ่ายนิติบัญญัติพิจารณาแล้วเป็นการที่จะรวบอำนาจตั้งแต่พนักงานจับกุมจนกระทั่ง พนักงานสอบสวน จนกระทั่งตัดสินรัฐสภาแห่งนี้ก็ไม่ยอม ถูกครับ แต่บัดนี้กฎหมาย ถ้าเขียนไว้ไม่ชัดบทบัญญัติรัฐธรรมนูญตามมาตรา ๖๘ หลายท่านได้อภิปราย ผมคงไม่ต้องบอก แต่ผมกำลังบอกว่าความชัดเจนมันจะต้องมี เราเป็นฝ่ายนิติบัญญัติ ถ้าเราไม่ทำเรากลับไปเชื่อ หรือไปบอกว่า เอ๊ะ องค์กรที่รองจากเราในฐานะที่เป็นเราเป็นผู้กำหนดให้เขาได้เกิดขึ้น เรากลับบอกต้องไปฟังเขา ทำไมเราไม่ทำรายละเอียดของบทบัญญัติในรายละเอียด การตรากฎหมายให้ชัดเจนเพื่อที่จะนำไปสู่กระบวนการพิจารณาแล้วไม่เกิดปัญหากับสังคม อันนี้ละผมอยากจะฝาก เมื่อวานนี้ท่านผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรพูดผมฟังจดประเด็น บางคนก็กล่าวหาเสียรุนแรง เจ้าอาวาสทำไม่ถูกต้องยุบวัด ผมว่ามันไม่รุนแรงหรือครับ รองเจ้าอาวาสซึ่งเราสามารถที่จะให้ปฏิบัติหน้าที่ต่อเราอยากเห็น เมื่อวานตลอดระยะเวลา มีการอภิปรายผมจดประเด็นไว้หมดสิ่งอย่างนี้ยังเกิดขึ้นกับท่านผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ที่ท่านพูด เราเขียนให้มันชัดเจนเพื่อไม่ให้เกิดการตีความและเกิดกระบวนการคานอำนาจกัน ไม่ได้หรือ เมื่อเช้านี้ผมก็ฟังน้องชลน่านได้กล่าวไว้ ขออนุญาตเอ่ยนามเขาเพื่อที่จะไม่ต้อง อภิปรายในรายละเอียด องค์กรอัยการรัฐสภาแห่งนี้ได้ผ่านกฎหมายไปก็เพื่อให้องค์กรอัยการนั้น เป็นอิสระมีอำนาจในการบริหารราชการในส่วนที่เขาสามารถกระทำได้ ท่านลืมแล้วหรือครับ ว่าเขาได้รับเป็นกฎหมายไปแล้วในเรื่องของอำนาจเขาตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ แต่ท่านอภิปรายฟังดูแล้วเสมือนว่ารัฐบาลจะไปครอบงำ รัฐบาลจะไปสั่งการได้ ถ้าสั่งการได้ ผมก็ว่าท่านอัยการสูงสุดใช้ไม่ได้ เพราะเมื่อเราต้องการกฎหมาย ต้องการให้องค์กรอัยการ เป็นอิสระขาดจากการครอบงำรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ บัญญัติไว้ว่าเราต้องทำให้องค์กร อัยการนั้นเป็นอิสระ รัฐสภาแห่งนี้ก็ทำให้แล้ว แต่ท่านก็อภิปรายเหมือนกับว่าองค์กรอัยการนั้น ซึ่งจะทำหน้าที่หลักในบทบัญญัติที่เราขอแก้ไขเพิ่มเติมว่าให้ไปผ่านช่องอัยการก่อน เพื่อจะได้ เกิดการตรวจสอบ ทุกวันนี้บางคนก็บอกว่าอัยการไปเป็นบอร์ด ไปเป็นโน่นเป็นนี่ เขาเอาเป็นนักกฎหมาย เพื่อที่จะได้ใช้ชี้นำหรือเวลาองค์กรปฏิบัติหน้าที่ต้องการคำปรึกษาเขาก็ทำได้ ไปมองว่า เขามีประโยชน์ซ้ำซ้อน เมื่อวานผมได้ฟังผู้อภิปรายของพรรคฝ่ายค้านพูดผมก็ไม่สบายใจ เรามามองว่าศาลรัฐธรรมนูญเป็นส่วนหนึ่ง ทุกศาลเกิดขึ้นเพราะสภานิติบัญญัติคือสภาแห่งนี้ ผมดูนะครับอยากจะให้ท่านสมาชิกฝ่ายนิติบัญญัติทั้งหมดที่อยู่ในห้องประชุมและอยู่ข้างนอก และพี่น้องประชาชนได้เข้าใจว่าในมาตรา ๑๙๗ หมวด ๑๐ ว่าด้วยศาล มาตรา ๑๙๗ ผมขออนุญาตอ่านในวรรคสอง ผู้พิพากษาและตุลาการมีอิสระในการพิจารณาอรรถคดี ให้เป็นไปโดยถูกต้อง รวดเร็ว และเป็นธรรม ตามรัฐธรรมนูญและกฎหมาย เขาต้องปฏิบัติตาม รัฐธรรมนูญและกฎหมาย ทำไมเราไม่เขียนให้ชัด ผมไม่ได้โทษว่าวันนี้ศาลรัฐธรรมนูญ จะตัดสินหรือวินิจฉัยออกมาเป็นอย่างไร แต่ผมโทษว่าคนที่เอาไปยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญนั่น ไม่มีความคิดครับ นี่เป็นวาระที่หนึ่งที่พวกเรายื่นกันเข้ามาทั้ง ๓ ฉบับ ก็เพื่อจะให้สมาชิก ที่มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมาย บัญญัติกฎหมายให้ชัดเจนเพื่อที่ศาลต่าง ๆ ศาลรัฐธรรมนูญ ต้องทำหน้าที่ก็จะได้เอาไปปฏิบัติได้ถูก จะได้ไม่วินิจฉัยเข้ารกเข้าป่า เหมือนอย่างที่บอกครับ ที่ผ่านมาเชื่อได้ว่าเป็นอย่างไรครับท่านประธาน รับไปก่อนแก้ได้ เหมือนกันไหมครับ อำนาจ หน้าที่ของฝ่ายนิติบัญญัติไม่ว่าจะเป็นสมาชิกรัฐสภาทั้งหมดทั้งวุฒิสภาและ ส.ส. เราทำ ถูกต้องครับท่านประธาน ทำไมไม่ใช้กระบวนการรับวาระที่หนึ่งไปแล้ว วาระที่สอง แปรญัตติ อย่างไร เห็นต่างก็แปรญัตติไปสิ นี่บ้านของเรานะครับ เป็นองค์กรที่ประชาชนเขาศรัทธา และผมคิดว่าถ้าฝ่ายนิติบัญญัติวันนี้ไม่เชื่อมั่นในตัวเอง ท่านก็ไม่น่าจะสมัครมาเป็นทั้ง ผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา อันนี้ผมกล้าบันทึกไว้นะครับท่านประธาน ผมเรียกร้องนะครับว่า ให้ทำหน้าที่ตามกระบวนการและเป็นไปตามขั้นตอน วาระที่หนึ่งเสร็จ ลงมติเสร็จ ขั้นตอนที่ ๒ ต่อไป แปรญัตติอย่างไร แล้วก็วาระที่สาม ขอให้ท่านประธานได้ปฏิบัติไปตามนั้น และพวกผม คิดว่าผมมีวิจารณญาณดีขอทำหน้าที่ตรงนี้ แต่จะไม่มอบอำนาจหน้าให้ใคร และเชื่อมั่น ในองค์กรของตัวเองคือสภานิติบัญญัติ อื่น ๆ นั้นผมไม่เชื่อ ถ้าท่านอยากให้อื่น ๆ ปฏิบัติ ให้ถูกต้องท่านก็ต้องตรากฎหมายตรงนี้ให้มันไม่ต้องไปตีความเป็นอย่างอื่นครับ

เรื่องที่ ๒ ที่ผมขอแสดงความคิดเห็นเกี่ยวข้องกับมาตรา ๑๙๐ ท่านประธานครับ ตลอดระยะเวลาที่ผมได้มีโอกาสดำรงตำแหน่งเป็นรัฐมนตรีที่ผ่านมาใน ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ผมเห็นแล้วว่าสิ่งที่เราไม่สามารถทัดเทียมหรือก้าวทันเขาได้ส่วนหนึ่งก็คือ มาตรา ๑๙๐ บทบัญญัติรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ทำไมผมต้องพูดอย่างนั้นว่าในส่วนการเจรจา การค้าหลาย ๆ กระทรวงได้พบประเด็นเกิดความไม่เชื่อมั่นในการบริหารราชการ เพราะว่า เขียนไว้เริ่มกระบวนการขั้นตอนมันมีมากครับท่านประธาน กรอบก็ต้องไปดำเนินการก่อน ได้เรื่องกรอบเสร็จไปเจรจา ได้การเจรจากว่าจะมาเป็นสัญญาก็ต้องมาบอกสภาแห่งนี้ พอเป็น สัญญาเสร็จท่านจะต้องดำเนินการต่อไปก็ต้องมาบอกรัฐสภา ท่านประธานครับ ผู้ทำหน้าที่เป็นคณะรัฐมนตรีนั้นกฎหมายบังคับอยู่แล้ว กระบวนการตรวจสอบ มีครับ ยื่นถอดถอนถ้าเขากระทำความผิด ถ้ากระทำความผิดกฎหมายท่านบอกว่ามาตรา ๑๙๐ จะเป็นมาตราที่ตัดสิทธิการตรวจสอบ ท่านอภิปรายผมว่าอันนั้นเป็นแค่ส่วนหนึ่ง แต่ผม อยากบอกพี่น้องประชาชนครับว่าทุกครั้งที่ไปเจรจาขาไปเราตั้งใจไปเจรจา ขากลับมันก็ต้อง มีคำตอบ เพราะฉะนั้นในวงเจรจาไม่ว่าจะเป็นเออีซีในอาเซียนก็แล้วแต่หรือแม้กระทั่งในโลกใบนี้ ถ้าประเทศไทยจะไปตกลงกับใครคณะรัฐมนตรีควรจะต้องมีอำนาจไว้ส่วนหนึ่ง ส่วนกระบวนการ ของการตรวจสอบที่เราว่าขาดการตรวจสอบเราตรวจสอบได้โดยสภาแห่งนี้ตั้งแต่ติดตาม งบประมาณ ตรวจสอบตามรายละเอียดที่เขาได้ดำเนินการ จนกระทั่งถ้าเขากระทำความผิด เราสามารถตรวจสอบโดยกระบวนการของการยื่นถอดถอนได้ อันนี้เป็นส่วนหนึ่งที่ผมอยากจะบอกว่า ผมสนับสนุนให้มีการแก้ไขมาตรา ๑๙๐ อีกนิดเดียวท่านประธานครับ ที่มาของวุฒิสมาชิก ซึ่งเป็นร่างหนึ่งเพิ่มเติมที่มีการแก้ไขโดยสมาชิกวุฒิสภามาจากการเลือกตั้ง ผมได้ฟัง การวิพากษ์วิจารณ์การอภิปรายมาทั้ง ๒ วันนั้นดูเสมือนว่าเรามีความหวาดกลัว อำนาจ ทางการเมืองจะมีส่วน พรรคการเมืองจะมีส่วนสนับสนุนให้วุฒิสมาชิกเป็นพวกของตัวเอง ได้รับการเลือกตั้ง ท่านเชื่อหรือไม่ว่าในห้องนี้มีเพื่อนเรียนห้องเดียวกับผมเป็นวุฒิสมาชิก มาจากการแต่งตั้ง เขาไม่ได้เคยลงมติตามที่ผมต้องการหรือผมอยากจะให้เป็นหรือตรงกับ ใจผมเลยครับ มีคนเป็นวุฒิสมาชิกรักษาพยาบาลผมตั้งแต่เด็กได้มีโอกาสอยู่ในห้องนี้ ท่านถามครับ ผมไม่เคยร้องขออะไรให้เขาช่วยเลยถ้ารัฐบาลต้องการอะไร และที่สำคัญที่สุด บางทีจังหวัดเดียวกันยังสวนมติกับเสียงส่วนใหญ่ที่เป็นไปได้ในวุฒิสมาชิกเลย ผมว่าท่านมี อคติเกินไป ท่านสมาชิกที่บอกว่าการเมืองจะเข้าไปแทรกแซงโปรดเห็นใจพี่น้องประชาชนครับ ท่านประธาน เขามีวิจารณญาณดีว่าเขาจะตัดสินใจเลือกผู้ทรงคุณวุฒิท่านใดมาเป็น วุฒิสมาชิก เพราะฉะนั้นผมจึงเห็นด้วยนะครับว่าการที่ประชาชนได้มีโอกาสใช้สิทธิ ในการเลือกวุฒิสมาชิกเข้ามาทำหน้าที่ในกระบวนการตรวจสอบยังเป็นอำนาจที่บริสุทธิ์ อย่างแท้จริงในระบอบประชาธิปไตย เพราะฉะนั้นวันนี้ผมขอใช้เวลาในส่วนนี้ได้กราบเรียน ต่อสมาชิกรัฐสภาทุกท่านว่าความเห็นต่างนั้นเห็นได้ แต่ความเห็นคล้อยหรือเห็นตามก็เห็นได้ แต่ความเห็นที่สำคัญที่สุดก็คือความเห็นว่าตัวเองนั้นมีอำนาจหน้าที่อะไร เรามีอำนาจ ในการตรากฎหมาย มีอำนาจที่จะสามารถหยุดยั้งความขัดแย้งของประเทศชาติ มีอำนาจ จะให้ความเป็นธรรม เราได้โปรดกระทำเถอะครับท่านสมาชิกครับ ขอบคุณครับท่านประธาน

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

กระผมขอต้อนรับ ท่านสมาชิกกองพันราษฎรอาสารักษาหมู่บ้าน จังหวัดสงขลา วันนี้ได้มาเยี่ยมชมการประชุม ร่วมกันของรัฐสภา เป็นการประชุมเพื่อพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญ แก้ไขเพิ่มเติมนะครับ ต่อไป ท่านไพบูลย์ ซำศิริพงษ์ ท่านมีเวลา ๘ นาทีนะครับ

นายไพบูลย์ ซำศิริพงษ์ สมาชิกวุฒิสภา ปทุมธานี 🔗

กราบเรียนท่านประธาน ผู้หนักแน่น มั่นคง สง่างาม อดทน ใจดี ที่เคารพ กระผม ไพบูลย์ ซำศิริพงษ์ สมาชิกวุฒิสภา จากจังหวัดปทุมธานี ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ผมกราบเรียนท่านว่าผมรอ โอกาสนี้มานานแล้ว รอมา ๖ ปีแล้วครับ และผมเรียนว่าผมไม่เคยเห็นด้วยกับรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ และผมเป็นคนหนึ่งที่โหวตไม่รับรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๕๐ นี้ แม้ว่าตอนนั้นรัฐบาล จะพยายามประกาศและชักชวนให้พี่น้องประชาชนบอกว่ารับ ๆ ไปก่อนเถิดแล้วมาแก้กันวันหลัง พอต่อมาวันนี้ถึงวันที่ถึงจังหวะที่จะแก้ก็เกิดการคัดค้านขึ้นมา ก็ไม่ทราบว่าเพราะอะไรนะครับ ผมกราบเรียนว่าเมื่อวันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ ที่เกิดการรัฐประหารนั้น ด้วยวัตถุประสงค์และเหตุผล ๔ ข้อนั้นไม่ได้เกี่ยวกับ ส.ว. เลย แล้ว ส.ว. ในปี ๒๕๔๙ ขณะนั้น ๒๐๐ คนที่เกิดตามรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ที่เกิดจากการเลือกมาจากโดยตรงของพี่น้องประชาชน เข้ามาด้วยความสง่าภาคภูมิและสง่าผ่าเผย ถูกฉีกรัฐธรรมนูญและถูกยกเลิกไปด้วย กระผมเองตอนนั้นก็เป็น ส.ว. ปี ๒๕๔๙ และได้รับเลือกเป็นประธานชมรม ส.ว. ปี ๒๕๔๙ ได้พาเพื่อน ๒-๓ คนไปพบหัวหน้าคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดินในขณะนั้นบอกว่าท่านทำไม่ถูก ท่านกำลังสร้างอริทั่วประเทศ ท่านก็ยอมรับฟัง ผมบอกว่าทีองค์กรต่าง ๆ ท่านคืนให้หมด ไม่ว่าจะเป็นองค์กรอิสระใด ๆ แต่ท่านไม่คืนให้กับ ส.ว. ปี ๒๕๔๙ เดี๋ยวนี้ ส.ว. ปี ๒๕๔๙ มาเป็น ส.ส. ส.ว. บ้างประมาณ ๖๐ คน อีกประมาณเกือบ ๑๔๐ คนอยู่บ้านเลี้ยงหลาน เขาลาออกจากราชการมาบ้าง แล้วก็เขาเป็นผู้อาวุโสสมัครเข้ามาด้วยความยากลำบาก ได้รับฉันทานุมัติจากพี่น้องประชาชน แต่กลับเข้ามาแล้วมาถูกยกเลิกไปเฉย ๆ แล้วในสังคม ไม่เคยคิดจะเยียวยาให้กับ ส.ว. ปี ๒๕๔๙ ชุดนั้นเลย คำว่า สภาผัวเมียมันไม่จริง ถ้าจะพูดไป มีแค่ ๑๑ ท่าน คิดเป็นเปอร์เซ็นต์ก็ ๐.๕ เปอร์เซ็นต์ของ ๒๐๐ คนเท่านั้น เพราะฉะนั้น การที่มาปรามาสว่าเป็นสภาผัวเมียนั้นดูจะไม่ยุติธรรม สำหรับการแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญนี้ที่มา ของ ส.ว. ผมกราบเรียนท่านประธานด้วยความเคารพว่าเราปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขนั้น ก็ควรจะเป็นอำนาจโดยเต็มของพี่น้องประชาชน ดังนั้นที่มา ส.ว. ผมย้ำแน่น ๆ ว่าควรจะมาจากการเลือกตั้งโดยพี่น้องประชาชน แล้วจำนวน ๒๐๐ คนนี้ถูกต้องแล้ว ตามรัฐธรรมนูญที่ประชาชนร่างกันขึ้นมาเมื่อปี ๒๕๔๐ ควรเป็น ๒๐๐ คน แล้วมาจากการเลือกตั้งเท่านั้น สำหรับการสรรหา ส.ว. นั้นผมกราบเรียนแล้วขออภัย เพื่อน ส.ว. สรรหาด้วย โดยส่วนตัวรักเคารพกันเกือบจะทุกท่าน แต่ที่มาไม่สง่างาม พี่น้องประชาชน เวลาผมออกพื้นที่เขาเรียกไม่ถูกหรอกว่า ส.ว. อะไร เขาเรียก ส.ว. คัดสรรบ้าง แต่งตั้งบ้าง และที่สำคัญขออภัยที่ผมเอาคำพูดประชาชนเขาบอกว่า ส.ว. ลากตั้ง แต่ผมเองไม่เคยหลุด จากปากตัวกระผมเองที่จะโจมตี ส.ว. สรรหาซึ่งเป็นเพื่อนผม ผมจะพูดเสมอกับพี่น้องประชาชนว่า พวกเขาก็เข้ามาตามครรลองของประชาธิปไตยนะครับ แต่จริง ๆ แล้วผมในความรู้สึกส่วนตัว รู้สึกว่าเป็นประชาธิปไตยครึ่งใบ แล้วมี ส.ส. ที่เป็นเพื่อนสมาชิกรัฐสภาหลายท่านคัดค้าน เรื่องจะให้ ส.ว. มาจากการเลือกตั้งล้วน ๆ นั้น ผมก็แปลกใจว่าทำไมท่านชอบประชาธิปไตย ครึ่งใบหรือครับ แล้วถ้าเป็นอย่างนั้นแล้ว ส.ส. ล่ะ ที่มาลองเอามาสักครึ่งหนึ่งไหมที่บอกว่า มาจากเขต มาจากประชาชนโดยตรงและมาจากบัญชีรายชื่อ เปลี่ยนบัญชีรายชื่อมาเป็นสรรหาเอาไหม ในเมื่อท่านชอบนักหนา ท่านมี ๕๐๐ คนก็ลองเอาเลือกตั้งสัก ๒๕๐ คน สรรหาสัก ๒๕๐ คน เป็นอย่างไร ท่านจะได้รู้สึกว่าประชาชนเขาจะไม่ยอม ท่านประธานที่เคารพครับ กระผมเอง ได้รับข่าวข้อมูลจากพี่น้องประชาชนผู้อาวุโสที่เขาเป็นอดีตข้าราชการตุลาการเขาเล่าให้ผมฟัง แต่ไม่รู้จริงหรือเปล่า ส.ว. เลือกตั้งโดนโจมตีมาเยอะแยะ แต่ ส.ว. สรรหามีคนกระซิบบอกว่า ถ้าใครรู้จักอย่างชนิดสนิทสนมกับ ๑ ใน ๗ อรหันต์สักคน แล้วเขาก็ถ้อยทีถ้อยอาศัยกันใน ๗ คน เขาแลกกันไปเปลี่ยนกันมา แล้วถ้ามีผู้หลักผู้ใหญ่ฝากกับ ๗ อรหันต์ด้วยจะเป็นโอกาส อย่างยิ่ง เพื่อน ส.ว. สรรหาของผมบางท่านกระซิบกับผมด้วยซ้ำว่าเขามีโอกาสกลับมา นี่ผม ไม่ได้โจมตีนะครับ แต่ประชาชนเล่าสู่ให้กระผมฟัง กระผมก็จึงเรียนไว้ตรงนี้ว่าถ้าว่า ส.ว. เลือกตั้ง มาจากอิทธิพลทางการเมืองจะต้องไปพักซุกปีกใต้พรรคการเมืองแล้วละก็ไม่อย่างนั้น ส.ว. สรรหา มันจะต่างอะไรกัน พี่น้องประชาชนเขากระซิบบอกผมมานะครับ ไม่ใช่เป็นความคิด ของกระผมเอง ท่านประธานครับ มาตรา ๖๘ กับมาตรา ๒๓๗ มันโยงกันเรื่องการยุบพรรค และเรื่องตัดสิทธิ กรรมการบริหารพรรคให้ต้องเว้นวรรคทางการเมือง ผมก็กราบเรียนว่าพรรคการเมืองหลายพรรค ที่ไม่โดนยุบนั่นก็ร้อน ๆ หนาว ๆ มาหลายรอบแล้ว และในขณะที่หนาว ๆ ร้อน ๆ นั้น บางพรรคการเมืองก็มีการประชุมพรรคแล้วก็ไปลดจำนวนของกรรมการบริหารพรรคอันนั้น ไม่ใช่กลัวมาตรานี้หรือครับ เพราะฉะนั้นผมจะบอกเลยว่าโดยเฉพาะครั้งสุดท้ายฝนตก ที่จังหวัดชัยภูมิ แต่ฟ้าผ่าหลาย ๆ จังหวัดรวมทั้งจังหวัดปทุมธานีด้วย ส.ส. จังหวัดปทุมธานี ที่ประชาชนเขาเคารพรัก ประชาชนเขาร้องห่มร้องไห้ และเขาก็พูดว่าเขารักคนคนนี้ แต่ในที่สุดก็ต้องรอถึง ๕ ปี ผมจึงคิดว่ามีการแก้ไขมาตรา ๖๘ และมาตรา ๒๓๗

(การประชุมดำเนินมาถึงตอนนี้ นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา ได้กลับมาขึ้นบัลลังก์เพื่อดำเนินการประชุมต่อไป)
(นายอนุรักษ์ นิยมเวช สมาชิกวุฒิสภาภาควิชาชีพ ได้ยืนและยกมือขึ้น)
นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

มีผู้ประท้วงครับ

นายอนุรักษ์ นิยมเวช สมาชิกวุฒิสภา ภาควิชาชีพ

กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ กระผม นายอนุรักษ์ นิยมเวช สมาชิกวุฒิสภา จะขอประท้วงผู้อภิปรายนะครับ ในข้อ ๔๕ เป็นการพูดในลักษณะของการใส่ร้าย โดยไปอ้างว่าได้ฟังจากประชาชนมาว่า กระบวนการสรรหาไม่ชอบ ผมคิดว่าเป็นกระบวนการที่เป็นการใส่ร้าย ผมคิดว่าต้องให้ ท่านประธานวินิจฉัยว่าผู้อภิปรายกระทำผิดตามข้อบังคับ ผมคิดว่าไม่ถูกต้อง เหตุผลก็คือว่า ในกระบวนการการสรรหามีคณะกรรมการสรรหาที่ถูกต้องมี ๗ ท่าน มาจากท่านประธานศาลฎีกา ประธานศาลรัฐธรรมนูญ ประธานศาลปกครอง และขณะเดียวกันมีกระบวนในแง่ของการจะคัดค้าน ในแง่กระบวนการสรรหา ฉะนั้นการที่ผู้อภิปรายไปอ้างบุคคลภายนอกว่าได้ยินมา ทั้งที่จริง ก็คือเป็นความคิดของท่านเองหรือเปล่าโดยไปอ้างอย่างนั้น ผมคิดว่าไม่ชอบ ผมขอให้ ท่านประธานวินิจฉัยว่าสิ่งที่เขาพูดขออนุญาตให้ถอนนะครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ก็เอาเป็นความเห็นแล้วก็เอาว่า ให้ระมัดระวังคำพูดก็แล้วกันคงไม่ถึงขั้นถอนนะครับ เชิญต่อครับ จะจบอยู่แล้ว ๑ นาทีเศษ ๆ เชิญครับ

นายไพบูลย์ ซำศิริพงษ์ สมาชิกวุฒิสภา ปทุมธานี

ท่านประธานที่เคารพครับ มันเป็นความรู้สึกของประชาชนจริง ๆ ผมว่าท่านผู้ประท้วงถ้าลงไปที่พื้นที่แล้วท่านไปรับฟังดู โดยท่านไม่บอกว่าท่านเป็นใครแล้วท่านจะเจอข้อมูลที่ชัดเจน ท่านไม่เคยลงพื้นที่อย่างกระผม ที่มาจากการเลือกตั้ง

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านต่อของท่านเลยครับ ต่อของท่านเถอะครับ

นายไพบูลย์ ซำศิริพงษ์ สมาชิกวุฒิสภา ปทุมธานี

มาตรา ๖๐

(นายวรงค์ เดชกิจวิกรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพิษณุโลก ได้ยืน และยกมือขึ้น)
นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

พอแล้วกระมังครับ เชิญครับ

นายวรงค์ เดชกิจวิกรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พิษณุโลก

ท่านประธาน ที่เคารพครับ ผม นายแพทย์วรงค์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพิษณุโลก พรรคประชาธิปัตย์ ผมขออนุญาตใช้สิทธิในการประท้วงตามข้อ ๔๓ กับเพื่อนสมาชิก ส.ว. เลือกตั้งจากจังหวัดปทุมธานี เพราะว่าท่านไม่มีสิทธิที่จะมากล่าวหาคนภายนอกที่บอกว่ามีคณะกรรมการ ๗ คน แล้วก็ ใช้กระบวนการสรรหาที่ไม่ชอบ เพราะทุกอย่างเป็นไปตามกระบวนการรัฐธรรมนูญ และเป็น การกล่าวหาว่ามีการวิ่งเต้นสั่งการ ผมว่าไม่ถูกต้องครับท่านประธาน ท่านต้องเอาหลักฐาน มาโชว์สิครับคือใครสั่งท่าน ประชาชนคนไหนพูด แล้วหลักฐานคืออะไรอย่างนี้กล่าวหา กันลอย ๆ ครับท่านประธานมันเสียหายต่อสภา ถ้าอย่างไรชี้แจงหลักฐานไม่ได้ก็คงจะต้อง ให้ถอน ขอบคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

มันก็เหมือนกับกล่าวหา พรรคการเมืองและเป็นความเห็น ความคิด มุมมอง เพราะฉะนั้นผมก็วินิจฉัยให้ท่านระมัดระวังคำพูด ไม่ถึงขั้นต้องถอนนะครับ พอแล้วกระมังครับ เชิญครับ

นายวรงค์ เดชกิจวิกรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พิษณุโลก

ท่านประธาน ที่เคารพครับ ผม นายแพทย์วรงค์ เดชกิจวิกรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพิษณุโลก พรรคประชาธิปัตย์ อันนี้ผมจะประท้วงท่านประธานตามข้อ ๕ เพราะว่าท่านอยู่ ๆ จะมาบอกว่า เป็นการกล่าวหาทั่ว ๆ ไปเหมือนพรรคการเมืองไม่ได้ครับ เพราะการเมืองอย่างพรรคประชาธิปัตย์ พรรคเพื่อไทยเราอยู่ด้วยกัน เขากล่าวหาผมสามารถชี้แจงได้ แต่บุคคลภายนอกซึ่งผมถือว่า เป็นบุคคลที่สังคมให้ความเคารพนับถือ เช่น ท่านประธานศาล หรือว่าประธานหน่วยงาน ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ๗ ท่าน ไม่ว่าจะเป็น กกต. หรือ ป.ป.ช. ก็แล้วแต่ เพราะเขาไม่มีสิทธิ มานั่งชี้แจงตรงนี้ เพราะฉะนั้นจะปล่อยให้สมาชิกท่านใดท่านหนึ่งมากล่าวหาเขาลอย ๆ ไม่ได้ ท่านต้องให้เขาถอนครับท่านประธาน

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

อย่างนั้นเอาว่าท่านไพบูลย์ ถอนเถอะครับตรงที่ประเด็นไปพาดพิง ๗ อรหันต์

นายไพบูลย์ ซำศิริพงษ์ สมาชิกวุฒิสภา ปทุมธานี

ด้วยความเคารพ ท่านประธานครับ ผมพูดได้หรือยังครับ

(นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร ได้ยืน และยกมือขึ้น)
นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ไม่เป็นไรครับ ผมวินิจฉัย ให้ท่านได้ถอนตรงนั้นจะได้จบท่านจะได้ต่อจะได้ไม่ต้องเสียเวลา เชิญท่านจิรายุ

นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร

ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม จิรายุ ห่วงทรัพย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ประท้วงท่านประธานตามข้อบังคับ ข้อ ๕ ท่านประธานช่วยควบคุมด้วย ๑. เป็นสิทธิที่ท่านประธานพูดอยู่เป็นประจำนะครับว่าใครพูด พาดพิงถึงใครนี่มีสิทธิอำนาจที่จะไปฟ้องร้องกันเอง เดี๋ยวท่านประธานวินิจฉัยอย่างหนึ่ง ท่านประธานไม่ต้องกังวลนะครับว่าซีกฝ่ายค้านจะมาบอกว่าท่านประธานไม่เป็นกลาง แล้วเวลาท่านนั่งและเขาจะออกไป และที่สำคัญครับท่านผู้อภิปรายก็สะท้อนความคิดเห็น ของผู้ที่ลงไปพบปะประชาชนเขามีสิทธิรับผิดชอบตัวของเขาเองครับท่านประธาน โปรดวินิจฉัยครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เข้าใจครับ เมื่อสักครู่ผมไม่ได้พูด อย่างที่ท่านว่านะครับ ที่พาดพิงแล้วก็ไปฟ้องร้องกันเองอะไรพวกนั้น เพราะฉะนั้นในกรณีนี้ เอาว่าอย่างนี้ท่านไพบูลย์ครับ ที่ไปพาดพิงทำให้ ๗ อรหันต์เสียหายถอนเฉพาะประเด็นนั้นนะครับ

นายไพบูลย์ ซำศิริพงษ์ สมาชิกวุฒิสภา ปทุมธานี

ท่านประธานครับ ผมเองก็สงสัย ประชาชนบอกผมแต่ผมก็ไม่ค่อยเชื่อนะครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เอาละครับ เอาว่าถอน ตรงที่ทำให้

นายไพบูลย์ ซำศิริพงษ์ สมาชิกวุฒิสภา ปทุมธานี

ถอนตรงไหนครับ ท่านประธาน

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ที่ไปกล่าวพาดพิงทำให้ ๗ อรหันต์เขาเสียหาย ท่านก็ถอนตรงนี้เท่านั้นละครับ

นายไพบูลย์ ซำศิริพงษ์ สมาชิกวุฒิสภา ปทุมธานี

มันก็ไม่ยากครับ ถ้าจะถอน แต่ผมรับฟังมาจริง ๆ นะท่านประธาน

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ไม่เป็นไร ก็ถอนตรงนี้ครับ จะได้ต่อ

นายไพบูลย์ ซำศิริพงษ์ สมาชิกวุฒิสภา ปทุมธานี

เพื่ออะไรครับท่านประธาน

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เชิญครับ

นายอนุรักษ์ นิยมเวช สมาชิกวุฒิสภา ภาควิชาชีพ

คือถ้าไม่ถอนนะครับ ผมก็จะบอกว่าผมได้ยินจากคนจังหวัดปทุมธานี

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

คงไม่ครับ อย่างนั้นคงไม่ ท่านไพบูลย์ครับ เพื่อจะได้อภิปรายต่อและไม่ต้องเสียเวลาครับ ผมว่าท่านถอนดีกว่าครับ

นายไพบูลย์ ซำศิริพงษ์ สมาชิกวุฒิสภา ปทุมธานี

ถอนคำไหนครับท่านประธาน เอาเป็นว่าอย่างนี้ท่านประธาน ผมเองผมไม่เชื่อและผมคิดว่าที่พูดมานั้นอาจจะจริงหรือไม่จริง ก็ไม่ทราบ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เอาอย่างนี้ เอาประเด็นชัด ๆ คุณหมอวรงค์ให้ถอนตรงไหน คำไหน เอาชัด ๆ เลยครับ

นายวรงค์ เดชกิจวิกรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พิษณุโลก

ท่านประธาน ที่เคารพครับ ผม นายแพทย์วรงค์ เดชกิจวิกรม พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดพิษณุโลก ด้วยความเคารพกับเพื่อนสมาชิกเพราะผมถือว่าท่านคือผู้ทรงคุณวุฒินะครับ เพราะโดยปกติแล้ว ผมไม่มีความจำเป็นก็ไม่ค่อยอยากจะประท้วงครับ เพราะท่านกล่าวหาการคัดสรร ส.ว. มีที่ไปที่มาไม่ชอบ มีการวิ่งเต้นและท่านก็อ้างว่าประชาชนบอกท่าน ซึ่งภาษาพวกนี้ปล่อยให้ ฝ่ายการเมืองระดับ ส.ส. ใช้กันดีกว่าเพราะมันเป็นเกมการเมือง ผมคิดว่าผู้ทรงคุณวุฒิของผม ไม่ควรจะมาเล่นเกมพวกนี้ครับ ท่านแค่ถอนเฉย ๆ ผมว่าก็จบแล้วครับ เป็นการให้เกียรติ ซึ่งกันและกันครับ ขอบคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านไพบูลย์ครับ ถอนตรง ที่ว่านี่ครับ

นายไพบูลย์ ซำศิริพงษ์ สมาชิกวุฒิสภา ปทุมธานี

เอาอย่างนี้ครับท่านประธาน ด้วยความเคารพท่านประธานครับ ท่านอยากให้ผมถอนตรงไหน ผมถอนให้หมดเลยครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ก็ถอนเท่านี้ขอเมื่อสักครู่นี้ครับ

นายไพบูลย์ ซำศิริพงษ์ สมาชิกวุฒิสภา ปทุมธานี

เอาเถอะผมถอนให้ หมดครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

สรุปถอนนะครับ

นายไพบูลย์ ซำศิริพงษ์ สมาชิกวุฒิสภา ปทุมธานี

ตกลงผมถอนทั้งหมด เลยครับ เฉพาะตรงที่คิดว่าผมพูดผิดนะครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ครับ ก็ที่เขาขอนี่ละครับ ขอบคุณมากครับ

นายไพบูลย์ ซำศิริพงษ์ สมาชิกวุฒิสภา ปทุมธานี

แล้วผมอภิปรายต่อ ได้หรือยังท่านประธาน

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ต่อเลยครับ เชิญครับ

นายไพบูลย์ ซำศิริพงษ์ สมาชิกวุฒิสภา ปทุมธานี

เดี๋ยวผมลืมหมดนะครับ มาตรา ๖๘ ไปโยงมาตรา ๒๓๗ ท่านประธานครับ ผมเรียนว่ามันเป็นการเหมือนกับประหาร ๙ ชั่วโคตรในหนังจีน ซึ่งคนที่ไม่ได้ทำผิดเลยก็เดือดร้อนไปด้วย อย่างที่ผมเห็นอย่างใกล้ชิดที่สุด ก็ที่จังหวัดปทุมธานีนะครับ ประชาชนเขาร้องห่มร้องไห้ ส.ส. นักร้องที่เขารักถูกตัดสิทธิ เพราะเป็นกรรมการบริหารพรรค แล้วจะเยียวยาอะไรเขาได้อันนี้ ผมว่ามาตรา ๖๘ และมาตรา ๒๓๗ ที่แก้ไขนี่ถูกต้องแล้วครับ และกราบเรียนว่าทำไมค้านกันจัง ในเมื่อมี ผู้หลักผู้ใหญ่ ผู้อาวุโสบางท่านพูดเสมอว่าท่านรักในระบอบรัฐสภา ท่านเชื่อมั่นในระบอบรัฐสภา ผมเรียนต่อไปอีกว่ามาตรา ๑๙๐ นี่สำคัญอย่างยิ่งครับ พี่น้อง รัฐมนตรี หรือผู้หลักผู้ใหญ่ ในวงราชการไปประสานอะไร ตกลงอะไร จะทำสัญญาอะไรแล้วต้องกลับมาหารือกันก่อน อย่างนี้เสียหน้าครับ และอีกประการหนึ่งเอกสารที่จัดให้เวลาเรียกประชุมร่วมนี่ปึกใหญ่นะครับ เรียกประชุม ๓-๔ วันล่วงหน้า แล้วเอกสารมานี่บางทีล่วงหน้าวันเดียวอ่านยังอ่านไม่ทันเลย ต่อให้อ่านยันสว่างก็ไม่ทัน ก็ต้องจับประเด็นแล้วก็จะตัดสินใจโหวต ไม่โหวต เห็นด้วย ไม่เห็นด้วยนั้น ก็ไปตามที่เชื่อมั่นในข้าราชการประจำว่าคงจะศึกษาดูมาดีแล้ว แต่ผมก็ยังคิดว่าเป็นข้ออันตรายมาก เพราะฉะนั้นต้องแก้ครับ ผมขอสรุปเลยนะครับท่านประธาน กระผมเห็นด้วยที่จะมีการแก้ไขที่มา ส.ว. ให้เป็น ๒๐๐ คน แล้วเรื่องที่บอกว่าจะเป็นผลประโยชน์ทับซ้อนนั้นอย่าเพิ่งคิดอย่างนั้น ผมว่าบางคนไม่ตัดสินใจ จะลงด้วยซ้ำ หรือลงไม่ลงก็ยังไม่รู้เลย เพราะฉะนั้นไม่มีเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน แล้วบอกว่า เสพติดทางอำนาจ ไม่ใช่หรอกครับ เข้ามานี่ก็เพื่อที่จะทำงานเพื่อชาติและประชาชน ผมเอง รณรงค์การเมืองสีขาวมาโดยตลอด ใช้เวลาวันศุกร์ วันเสาร์ วันอาทิตย์ ในฐานะผู้แทนปวงชนชาวไทย ออกไปรณรงค์กับนักเรียน กับเยาวชน กับชุมชน แล้วก็กับ กศน. ทำมาโดยตลอดครับ ๓๐ กว่าจังหวัดแล้ว คนเขารู้การเมืองสีขาวเขาจะร่วมมือไม่ต่ำกว่า ๑๕ ล้านคนแล้วครับ

และนอกเหนือจากนั้นก็มาตรา ๑๙๐ ต้องแก้ไข มาตรา ๖๘ มาตรา ๒๓๗ ต้องแก้ไข แล้วผมคิดว่าทั้ง ๓ ร่างนี้เป็นการคืนอำนาจให้กับประชาชนเพราะเราอยู่ในระบอบประชาธิปไตย กระผมจึงเห็นด้วยกับร่างแก้ไขทั้ง ๓ ฉบับและทุกมาตราครับ ขอบคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านอภิชาต ศักดิเศรษฐ์ ๑๕ นาทีครับ

นายประเสริฐ พงษ์สุวรรณศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ยะลา

ถามนิดหนึ่งครับ ท่านประธาน

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านประเสริฐมีอะไรครับ

นายประเสริฐ พงษ์สุวรรณศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ยะลา

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพครับ กระผม นายประเสริฐ พงษ์สุวรรณศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดยะลา พรรคประชาธิปัตย์ครับ ขออนุญาตเรียนถามท่านประธานถึงความชัดเจน ในการปฏิบัติหน้าที่ว่าท่านประธานจะขึ้นปฏิบัติหน้าที่ช่วงไหนถึงไหน ใช้เวลาเท่าไรครับ เพื่อซีกฝ่ายค้านจะได้เตรียมงานได้ถูกต้องครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เอาง่าย ๆ ครับ วันนี้ทั้งวัน ท่านนิคม ๒ ชั่วโมง ผม ๓ ชั่วโมง สลับกัน ชัดนะครับ ท่านนิคม ๐๙.๓๐-๑๑.๓๐ นาฬิกา แล้วผม ๑๑.๓๐ นาฬิกา ๓ ชั่วโมงก็บ่ายสองโมงครึ่ง สรุปแล้วท่านนิคมทีละ ๒ ชั่วโมง ผมทีละ ๓ ชั่วโมง โอเคนะครับ

นายประเสริฐ พงษ์สุวรรณศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ยะลา

ครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เชิญท่านอภิชาต ๑๕ นาทีครับ

นายอภิชาต ศักดิเศรษฐ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นครศรีธรรมราช 🔗

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายอภิชาต ศักดิเศรษฐ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จากจังหวัดนครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา กระผมได้อดทน นั่งฟังเหตุผลที่เพื่อนสมาชิกในฝั่งที่เสนอร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญทั้ง ๓ ฉบับ มาตลอดเวลา ๒ วันที่ผ่านมา มีการพูดมีการย้ำกันมากว่าแก้ไขทั้งฉบับก็ไม่เอา พอจะมาแก้ไข รายมาตราก็มาคัดค้านอีก ฝ่ายที่คัดค้านเช่นพวกกระผมซึ่งรวมทั้งพรรคฝ่ายค้านต้องการ อะไรกันแน่ กราบเรียนท่านประธานด้วยความเคารพว่าเราไม่ได้คัดค้านกระบวนการ แก้ไขรัฐธรรมนูญเพราะรัฐธรรมนูญแก้ไขได้ และการแก้ไขรายมาตรานั้นเป็นเจตนาเดียวกัน ที่เราต้องการจะปรับปรุงรัฐธรรมนูญให้ดีขึ้น แต่ที่เราไม่เห็นด้วยก็คือเราไม่เห็นด้วยในเนื้อหา สาระของการแก้ไขในแต่ละมาตราที่ท่านได้หยิบยกออกมาต่างหาก ทั้ง ๓ มาตรานะครับ มีปัญหาทั้ง ๓ มาตรา และจะส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่ออนาคตของบ้านเมืองในวันข้างหน้า ท่านประธานที่เคารพครับ ผมไม่สบายใจกับ ๒ เรื่องที่เพื่อนสมาชิกในฝั่งโน้นได้พยายามหยิบยก ขึ้นมาก็คือว่า ๑. ไม่สบายใจกับคำว่าประชาธิปไตย อ้างคำว่า ประชาธิปไตยกันตลอดเวลา ในการแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญทั้ง ๓ ฉบับ แต่ท่านประธานที่เคารพครับ การเป็นประชาธิปไตยนั้น ไม่ใช่เพียงแค่การเลือกตั้งเท่านั้น การเป็นประชาธิปไตยต้องคำนึงถึงการแสดงออกซึ่งสิทธิ การคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน และบนพื้นฐานของความรับผิดชอบต่อสังคม และประเทศชาติด้วย ความเป็นประชาธิปไตยต้องหมายถึงการพิทักษ์รักษาผลประโยชน์ ของประชาชน ความเป็นประชาธิปไตยต้องเคารพกฎหมายบ้านเมือง และความเป็นประชาธิปไตย ต้องเคารพต่อสิทธิและความเห็นที่แตกต่างกัน วันนี้ในรัฐสภาแห่งนี้มีความเห็นแตกต่างกัน ๒ ด้านแน่นอน ผมรับฟังความเห็นของท่าน ท่านก็ต้องรับฟังความเห็นของผมด้วย นี่คือประเด็นแรกที่ผมไม่สบายใจ

ประเด็นที่ ๒ ครับท่านประธาน มีเพื่อนสมาชิกบางคนได้พูดว่าการที่พวกเรา มาคัดค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญในวันนี้ เป็นเสมือนหนึ่งการพิทักษ์และรักษาไว้ซึ่งของโจร บอกว่ารัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๕๐ เป็นมรดกเผด็จการ เป็นมรดกของโจรที่เรารับไว้ กราบเรียน ท่านประธานด้วยความเคารพ รัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่ใช่รัฐธรรมนูญของโจรครับ รัฐธรรมนูญฉบับนี้ มีบทถ้อยคำในอารัมภบทเขียนไว้ชัดเจนว่า ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติได้นำความ กราบบังคมทูลพูดถึงรายละเอียดของที่มาของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฉบับนี้ว่า รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฉบับชั่วคราว ปี ๒๕๔๙ ได้บัญญัติให้มีสภาร่างรัฐธรรมนูญ และคณะกรรมการยกร่างรัฐธรรมนูญขึ้นมา มีหน้าที่จัดทำ มีกระบวนการจัดทำที่ครบถ้วน สมบูรณ์ และที่สำคัญเมื่อจัดทำร่างรัฐธรรมนูญเสร็จแล้วสภาร่างรัฐธรรมนูญได้เผยแพร่ให้ประชาชนทราบ และจัดให้มีการออกเสียงประชามติเพื่อให้ความเห็นชอบแก่ร่างรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ การออกเสียงลงประชามติปรากฏผลว่าประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งโดยเสียงข้างมาก ของผู้มาออกเสียงประชามติเห็นชอบให้นำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่มาใช้บังคับ ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติจึงนำร่างรัฐธรรมนูญขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อทรงลงพระปรมาภิไธย ให้ประกาศใช้เป็นรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยสืบไป ทรงพระราชดำริว่าสมควรพระราชทาน พระบรมราชานุมัติตามมติของมหาชน ตรงไหนล่ะครับที่เป็นมรดกของโจร ความศักดิ์สิทธิ์ ของกฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับนี้เราพึงที่จะต้องให้การเคารพ และในมาตรา ๑๒๓ ก่อนเข้ารับหน้าที่ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภาก็ปฏิญาณตนกันแล้วว่า ข้าพเจ้าจะปฏิบัติหน้าที่ ด้วยความซื่อสัตย์สุจริตเพื่อประโยชน์ของประเทศและประชาชนทั้งจะรักษาไว้และปฏิบัติตาม ซึ่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยทุกประการ ทำตามนี้หรือเปล่าล่ะครับ ท่านประธาน ที่เคารพครับ ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้ง ๓ ฉบับมี ๔ ประเด็นที่เป็นสาระสำคัญของการแก้ไข

ประเด็นแรก คือมาตรา ๖๘ สาระสำคัญของมาตรา ๖๘ นี้ก็คือเรื่องของสิทธิ ในการพิทักษ์รัฐธรรมนูญ กฎหมายให้บทบัญญัตินี้ไว้เพื่อให้สิทธิของประชาชนชาวไทย ในการปกป้องการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ตามรัฐธรรมนูญนี้ นี่คือเนื้อหาสาระของสิทธิของการพิทักษ์รัฐธรรมนูญ แต่ว่าหัวใจในการแก้ไข ของร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ที่ผมไปอ่านในรายละเอียดแล้วก็พบว่าท้ายที่สุดแล้วก็คือ การเปิดทางที่จะให้ไปแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับนั่นละครับ เพราะอะไรครับ เพราะว่า ในบทบัญญัติที่ท่านแก้ไขนั้นบอกว่าไม่ได้แก้ไขเพียงแต่ทำให้กระชับชัดเจนเท่านั้น ไม่จริงหรอกครับ ไม่ได้กระชับชัดเจนหรอกครับ กฎหมายในมาตรา ๖๘ เขียนชัดว่า การร้องเรียนในเรื่อง การกระทำความผิดของบุคคลหรือพรรคการเมืองที่ล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขนั้นสามารถยื่นร้องได้ ๒ ทาง ก็คือผ่านอัยการสูงสุด และส่งตรงไปยังศาลรัฐธรรมนูญ ถามว่าถ้าจะเกิดความกระชับชัดเจนจริง ๆ และเป็นการค้ำประกัน สิทธิเสรีภาพของประชาชนก็ต้องเขียนให้ชัดว่าเส้นทางในการไปสู่ศาลรัฐธรรมนูญนั้นมี ๒ เส้นทาง อย่างนั้นต่างหากถึงเป็นความชัดเจน แต่ท่านไปทำให้เกิดความชัดเจนด้วยการบอกว่าต่อไปนี้ มีเส้นทางเดียวเท่านั้นก็คือการผ่านไปทางอัยการสูงสุดแบบนี้จะเป็นการเพิ่มอำนาจให้ประชาชน ได้อย่างไรครับ นี่ละคือการลดอำนาจของประชาชน และที่สำคัญประเด็นนี้ผมคิดว่าในหลาย ๆ ชุด ของคณะกรรมการศึกษาของรัฐสภาเราก็ไม่เคยมีประเด็นนี้อยู่ในสารบบ ชุดของท่านดิเรก ถึงฝั่ง ขออภัยที่เอ่ยนาม ก็ไม่เคยมีระบุถึงประเด็นนี้แล้ววันดีคืนดีท่านเองกลับไปเสนอประเด็นนี้ ไปลงชื่อในประเด็นนี้ นี่มันคืออะไรครับ ที่สำคัญที่สุดสำหรับมาตรา ๖๘ นั้นได้เรียนกับท่านประธาน แล้วว่าเป็นการเปิดล็อกว่าต่อไปนี้จะไปร้องอะไรต้องไปร้องผ่านอัยการสูงสุดเท่านั้น ต่อไปนี้ เมื่อมีการกระทำใด ๆ ก็ตามที่จะเกิดขึ้นในวันข้างหน้า เช่นจะมีการลงมติในวาระที่สามของร่างรัฐธรรมนูญทั้งฉบับที่คาอยู่ในสภานี้ ประชาชนจะไปร้องตรง กับศาลรัฐธรรมนูญไม่ได้แล้วครับ ต้องร้องผ่านอัยการสูงสุด ซึ่งเชื่อแน่เหลือเกินว่าไม่มีทาง จะถึงศาลรัฐธรรมนูญ การไปแก้ไขในอีกประเด็นหนึ่งซึ่งผมคิดว่ามีความสำคัญ ในมาตรา ๖๘ ก็คือไปบอกว่า บุคคลจะใช้สิทธิและเสรีภาพตามหมวด ๓ แห่งรัฐธรรมนูญนี้ เพื่อล้มล้าง การปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญนี้ หรือเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติ ไว้ในรัฐธรรมนูญนี้มิได้ ฟังดูคล้าย ๆ กับว่าความในวรรคแรกของมาตรา ๖๘ นี้เหมือนเดิม แต่ท่านประธานครับ ความในวรรคแรกของมาตรา ๖๘ เดิมนั้นเขาบอกว่าบุคคลจะใช้สิทธิ เสรีภาพตามรัฐธรรมนูญเพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตย เขาไม่ได้ระบุหมวด หรอกครับ คำถามของผม ก็คือว่าในวันข้างหน้าถ้ามีการล้มล้างระบอบประชาธิปไตย ในหมวดอื่นล่ะครับ เช่น หมวด ๑๐ ว่าด้วยเรื่องศาล หมวด ๒ ว่าด้วยสถาบันพระมหากษัตริย์ จะร้องที่ใครครับ ท่านไปเขียนล็อกไว้ทำไมว่าเฉพาะหมวด ๓ นี่ท่านต้องตอบ ท่านประธานที่เคารพ ในมาตรา ๒๓๗ ซึ่งเป็นเรื่องของการเว้นโทษให้กับพรรคการเมือง หัวหน้าพรรคการเมือง กรรมการบริหารพรรคการเมืองที่ไปร่วมรู้เห็นการกระทำผิดของผู้สมัครรับเลือกตั้ง เจตนารมณ์ของการแก้ไขกฎหมายฉบับนี้แท้จริงแล้วก็คือการนิรโทษกรรมให้ผู้ที่เคยกระทำผิด ประชาชนไม่ได้ประโยชน์อะไรเลย เขาตัดวรรคสองของมาตรา ๒๓๗ ออกไป มาตรา ๒๓๗ ก็คือเรื่องของที่เราทราบกันนะครับ เรื่องของการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติการเลือกตั้ง แล้วก็ ต้องถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง มาตรา ๒๓๗ วรรคสองทั้งวรรคก็คือการยกความผิดให้ ผลที่เกิดขึ้น ก็คือว่าต่อไปนี้การกระทำความผิดเกี่ยวกับเรื่องนี้ไม่ถือว่าเป็นโทษสำหรับพรรคการเมืองอีกต่อไป แล้วต่อไปนี้ก็จะเกิดการให้ท้ายกัน หัวหน้าพรรคการเมือง กรรมการบริหารพรรคการเมืองก็ให้ท้าย ผู้สมัครรับเลือกตั้งในการกระทำความผิดในกฎหมายเลือกตั้งโดยที่ตัวเองไม่ต้องรับโทษ ต่อไปนี้ ก็จะเกิดคำถามละว่ากรรมการบริหารพรรคการเมืองจะต้องมีความรับผิดชอบอะไรหรือ ท่านประธานที่เคารพครับ ท่านประธานไปดูในพระราชบัญญัติพรรคการเมือง มาตรา ๑๘ คณะกรรมการบริหารพรรคการเมืองมีหน้าที่ต้องควบคุมไม่ให้สมาชิกกระทำการ อย่างใดอย่างหนึ่ง อันเป็นการฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญ กฎหมาย ระเบียบ หรือประกาศ ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง เมื่อได้มีประกาศพระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกตั้ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรคณะกรรมการบริหารพรรคการเมืองมีหน้าที่ต้องควบคุมไม่ให้ผู้ซึ่ง พรรคการเมืองส่งเข้าสมัครรับเลือกตั้งกระทำการอย่างใดอย่างหนึ่งอันเป็นการฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญ พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และการได้มา ซึ่งวุฒิสภา ระเบียบ หรือประกาศของคณะกรรมการการเลือกตั้ง ซึ่งอาจทำให้การเลือกตั้ง มิได้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม นี่คือหน้าที่ของคณะกรรมการบริหารพรรคการเมืองโดยแท้ และถามว่าเมื่อตัดวรรคสองของมาตรา ๒๓๗ ไปแล้ว หน้าที่ตรงนี้มันจะเหลืออะไรอยู่ครับ ท่านประธานที่เคารพครับ มีคนมาโอดครวญบอกว่าไม่ได้ทำผิดก็ต้องถูกลงโทษไปด้วย ไม่จริงหรอกครับ ถ้าไม่ทำผิดก็ไม่ถูกลงโทษ ถ้าไม่อยากถูกลงโทษก็ไม่ต้องทำผิด กฎหมาย เขาเขียนไว้ชัดครับ ทำความผิดในกรณีนี้อย่างไร กฎหมายเขาเขียนไว้ล่วงหน้าแล้ว ให้อ่านกัน ทั่วบ้านทั่วเมืองแล้ว แต่ยังไปกระทำความผิดตรงนี้สมควรจะได้รับการยกเว้นโทษอย่างนั้นหรือครับ ท่านประธานที่เคารพครับ นี่คือมาตรา ๒๓๗ ซึ่งผมคิดว่าไม่ได้ทำให้พรรคการเมืองเข้มแข็ง ขึ้นมาหรอกครับ ซ้ำร้ายยิ่งจะเป็นความอ่อนแอ และจะเป็นความไม่รับผิดชอบต่อการทำหน้าที่ ของตัวเอง ของพรรคการเมืองด้วยซ้ำ ในมาตรา ๑๙๐ กฎหมายมาตรานี้คือหัวใจสำคัญในการให้อำนาจประชาชนในการควบคุม ฝ่ายบริหารในการทำสัญญาเป็นการลงนามอะไรกับต่างประเทศ เพื่อการเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร เพื่อการมีส่วนร่วมในการรับรู้ว่าจะไปทำสัญญาและจะมีผลกระทบอะไรกับประเทศชาติ และประชาชนบ้าง แต่ว่าร่างแก้ไขที่ท่านทั้งหลายเห็นว่าเป็นประชาธิปไตยไปตัดอำนาจ ของประชาชนตรงนี้ทิ้งทั้งหมด ไปตัดในวรรคสอง วรรคสามแล้วไปแก้เกี้ยว บอกว่าต่อไปนี้ ให้ไปออกกฎหมายให้ประชาชนเข้าถึงรายละเอียด ไปออกกฎหมายให้ประชาชนที่ได้รับผลกระทบ ได้รับการเยียวยา ท่านประธานที่เคารพครับ ผมคิดว่าเป้าหมายที่แท้จริงในการทำเรื่องนี้ ไม่ใช่เรื่องนั้นหรอกครับ เป้าหมายที่แท้จริงก็คือการที่จะส่งผลว่าต่อไปนี้การไปทำสัญญา ไปเจรจาความอะไรกันข้างนอกนั้นไม่ต้องมีประชาชนเข้ามาเกี่ยวข้อง ไม่ต้องถามความเห็น ของประชาชน และไม่ต้องคำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศชาติว่าจะได้รับผลกระทบหรือไม่ อย่างไร ถ้าผลประโยชน์ส่วนตัวของตัวเองบรรลุผล นี่คือข้อกังวลที่คนทั้งประเทศเขากังวล กับการแก้ไขรัฐธรรมนูญในมาตรานี้ แท้ที่จริงแล้วมาตรา ๑๙๐ ก็มีการแก้ไขมาแล้วรอเพียงว่า ให้ท่านไปออกกฎหมายลูก ไปเขียนรายละเอียดถึงขั้นตอนวิธีการในการไปทำสัญญาต่าง ๆ เพื่อให้มีความสะดวกในการไปทำสัญญาโดยที่ไม่จำเป็นต้องเอาทุกเรื่องมาเข้าสู่ที่ประชุมรัฐสภาแห่งนี้ แต่ท่านก็ไม่ทำกัน

ท่านประธานที่เคารพครับ ในประเด็นสุดท้ายคือเรื่องที่มาของ ส.ว. กราบเรียนท่านประธานด้วยความเคารพว่าข้ออ้างในการใช้คำว่า ประชาธิปไตย ก็คือ ให้ประชาชนเลือกทั้ง ๒๐๐ คนนั้นแท้จริงแล้วก็เป็นเพียงต้องการขจัด ส.ว. บางส่วนที่มาจาก การสรรหา ต้องการสกัดคนเหล่านั้นไม่ให้เข้ามาทำหน้าที่เป็นก้างขวางคอในการที่จะครอบงำ วุฒิสภาต่างหาก ท่านประธานที่เคารพครับ การออกแบบให้มีวุฒิสภา ๒๐๐ คนมาจาก การเลือกตั้งของประชาชนนั้นแท้จริงแล้วคืออะไร ผู้ที่จะมาจากการเลือกตั้งของ ส.ว. ๒๐๐ คน มาจากฐานของพรรคการเมือง พรรคการเมืองผู้มีอำนาจทางการเมืองสามารถเข้าไปครอบงำ และสามารถเข้าไปดลบันดาลชี้ผลการเลือกตั้งได้ การที่สามารถชี้ผลการเลือกตั้งได้ นั่นหมายความว่าเขาสามารถที่จะครอบคลุมครอบงำคนที่จะเข้ามาทั้ง ๒๐๐ คนนี้ได้ ไม่ยากหรอกครับ ท่านประธานที่เคารพครับ บทบาทของ ส.ว. ในช่วงที่ผ่านมานั้นต้องเข้าใจว่า ความคาดหวังของคนก็คืออยากเห็น ส.ว. เป็นสภาสูง อยากเห็น ส.ว. เป็นสภากลั่นกรอง อยากเห็น ส.ว. เป็นกลาง แต่หลายปีที่ผ่านมานี้ต้องยอมรับครับท่านประธานว่าผู้คนสิ้นหวัง ผู้คนไม่สบายใจ ไม่สบายใจกับข่าว ส.ว. บางกลุ่ม บางพวกรับเงินเดือนจากรัฐบาล ส.ว. บางคน ไปมีผลประโยชน์กับฝ่ายรัฐบาลในเชิงธุรกิจการค้า ส.ว. หลายคนมีพฤติกรรมแสดงออกโจ่งแจ้งว่า ยืนอยู่ข้างรัฐบาลแบบนี้จะเป็นกลางได้อย่างไร แบบนี้จะเป็นสภาสูงได้อย่างไร และวันนี้ มาขอแก้ไขมาจากการเลือกตั้ง ๒๐๐ คนมาโดยอยู่ในวาระตำแหน่ง ๖ ปี เรียกว่าลงทุนทีเดียว ก็กินยาวนานเลยครับ และลงสมัครกี่ครั้งก็ได้ เอาอย่างนี้ไหมล่ะครับ ถ้าต้องการจะมาจาก การเลือกตั้งจากประชาชน วาระการดำรงตำแหน่งจาก ๖ ปีเหลือ ๓ ปี ให้ประชาชนได้ตรวจสอบ ทุก ๓ ปีว่าคุณเป็นกลางจริงหรือไม่ คุณทำหน้าที่เป็นผู้กลั่นกรองจริงหรือไม่ คุณไม่แอบอิง กับอำนาจรัฐจริงหรือไม่ ๓ ปีให้ประชาชนตรวจสอบครั้งหนึ่ง และอำนาจของท่านต้องถูก ตัดลงไปอยู่ในเรื่องของการกลั่นกรองกฎหมาย และแถมท้ายว่าให้ท่านสามารถออกกฎหมายได้ด้วย แล้วแลกกันระหว่างสภาสูงกับสภาล่างในการพิจารณากฎหมายระหว่างกัน ที่สำคัญที่สุด ท่านต้องกำหนดคุณสมบัติพิเศษของท่านว่าท่านมีคุณสมบัติพิเศษเฉพาะที่จะทำหน้าที่ วุฒิสภาอย่างไร ไม่เช่นนั้นแล้วเราเพียงแต่จะได้นักการเมืองกลุ่มใหม่เข้ามาอีกกลุ่มหนึ่ง ที่มาจากการเลือกตั้ง ๒๐๐ คนโดยที่ประชาชนไม่ได้ประโยชน์อะไรเลย กระผมจึงไม่เห็นด้วย กับการแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญทั้ง ๓ ฉบับดังกล่าวมาแล้ว กราบขอบพระคุณครับ

(นางนฤมล ศิริวัฒน์ สมาชิกวุฒิสภาจังหวัดอุตรดิตถ์ ได้ยืนและยกมือขึ้น)
นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เมื่อสักครู่ก็ไปกล่าวถึง ส.ว. กระทบเขาเหมือนที่ประท้วงเขาเมื่อสักครู่นี้ แต่ผมก็ถือว่าเป็นเรื่องเล็กน้อยก็ไม่เป็นไร ท่านประท้วงหรือครับ เชิญครับ

นางนฤมล ศิริวัฒน์ สมาชิกวุฒิสภา อุตรดิตถ์

ท่านประธานที่เคารพคะ ดิฉัน นางนฤมล ศิริวัฒน์ สมาชิกวุฒิสภาจากจังหวัดอุตรดิตถ์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ดิฉันคิดว่าดิฉันฟังไม่ผิดนะคะ ขอประท้วงท่านผู้อภิปรายสักครู่นี้ค่ะว่าท่านกล่าวหาใส่ร้าย ในข้อบังคับ ข้อ ๔๕ ดิฉันคิดว่าท่านพูดว่า ส.ว. ไปรับเงินเดือนฝ่ายรัฐบาล เป็นเรื่องที่รุนแรงมาก และต้องการให้ถอนนะคะ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ผมได้เตือนไปแล้วครับ ก็ถือว่าได้ตักเตือนนะครับ ก็คงไม่ต้องถอนหรอกครับ เพื่อจะได้ไม่ต้องเสียเวลา เชิญครับ

นางนฤมล ศิริวัฒน์ สมาชิกวุฒิสภา อุตรดิตถ์

ท่านประธานคะ ดิฉัน นางนฤมล ศิริวัฒน์ สมาชิกวุฒิสภาจากจังหวัดอุตรดิตถ์ อีกครั้งหนึ่งนะคะ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ดิฉันคิดว่าคำวินิจฉัยของท่านประธานนั้นยังไม่มีเหตุผลเพียงพอนะคะ โดยทั่วไปแล้วดิฉันคิดว่า ดิฉันเชื่อฟังท่านประธาน แต่ครั้งนี้เป็นไปไม่ได้ค่ะ เรื่องที่ท่านสมาชิกได้อภิปรายจะถูกบันทึก ไว้ในบันทึกของสภานี้ มันเป็นการทำลายสถาบันวุฒิสภาค่ะ ท่านประธานคะ มันเป็นการทำลาย สถาบันรัฐสภาของเราด้วย เราทำงานในนี้ท่านแยกแยะได้ว่าใครทำกันอย่างไร ท่านวิเคราะห์ ท่านวิจารณ์ ท่านพูดมาเลยว่าใคร ไม่ใช่กล่าวลอย ๆ เช่นนี้ ดิฉันไม่ยอมรับการตัดสินของท่านค่ะ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

อย่างนั้นขอกลับคำวินิจฉัย ให้ท่านถอนครับ คำที่บอกว่า ส.ว. ไปรับเงินของอะไรนั่น ก็ถอนเถอะครับ จะได้ว่ากันต่อ

นายอภิชาต ศักดิเศรษฐ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นครศรีธรรมราช

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายอภิชาต ศักดิเศรษฐ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จากจังหวัดนครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ การวินิจฉัยของท่านประธานในครั้งแรก ผมคิดว่าชอบแล้ว และถ้าต้องการ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านครับ ผมวินิจฉัยใหม่ ให้ท่านถอนเพื่อจะได้ดำเนินการต่อ ขอความกรุณาท่านถอนเถอะครับ

นายอภิชาต ศักดิเศรษฐ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นครศรีธรรมราช

กราบเรียนท่านประธานด้วยความเคารพว่า การกลับคำวินิจฉัยของท่านนั้นก็สะท้อนให้เห็นว่า ท่านไม่ได้ฟังคำพูดของผม คำพูดของผมก็คือว่าผมไม่สบายใจกับข่าวในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ว่ามี ส.ว. ไปรับเงินเดือนรัฐบาล มี ส.ว. บางคนไปมีผลประโยชน์ในเรื่องธุรกิจการค้า โดยการเอื้อประโยชน์จากรัฐบาล ถ้าท่านประธานเห็นว่าถ้อยคำนี้เป็นปัญหากรุณาชี้แนะ ผมด้วยว่าผมควรจะถอนคำว่าอะไรครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ถอนประเด็นที่ทำให้เสียหาย ก็คือที่บอกว่าไปรับเงินจากรัฐบาล ถอนตรงนั้นเถอะครับ ท่านจะได้อภิปรายต่อ กรุณาเถอะครับ คิวของท่านอภิปรายท่านจะได้อภิปรายต่อ ถอนเถอะครับจะได้ไม่ต้องเสียเวลา

นายอภิชาต ศักดิเศรษฐ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นครศรีธรรมราช

กระผมไม่ได้กล่าวหาบุคคลใดบุคคลหนึ่ง กระผมไม่สบายใจกับข่าวที่ปรากฏทางสื่อสารมวลชน ตลอดเวลาหลายปีที่ผ่านมาว่ามี ส.ว.

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ผมเข้าใจครับ แต่เพื่อที่ จะได้ประหยัดเวลา คิวต่อไปท่านจะได้อภิปรายต่อไม่ต้องเสียเวลา ท่านถอนเถอะครับ จะได้จบครับ

นายอภิชาต ศักดิเศรษฐ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นครศรีธรรมราช

ถอนคำว่าอะไรครับท่านประธานครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ก็ย้ำหลายทีแล้วครับ ที่บอกว่า ส.ว. ไปรับเงินรัฐบาล

นายอภิชาต ศักดิเศรษฐ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นครศรีธรรมราช

หมายความว่าไม่ให้ผมไม่สบายใจว่ามีข่าวนี้ใช่ไหมครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ครับ

นายอภิชาต ศักดิเศรษฐ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นครศรีธรรมราช

ถ้าอย่างนั้นผมก็ถอนด้วยความเคารพครับ แล้วเพื่อความสบายใจของท่านประธาน แต่ผม ไม่สบายใจครับ ขอบคุณครับ

(นายวรงค์ เดชกิจวิกรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพิษณุโลก ได้ยืน และยกมือขึ้น)
นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

คุณหมอมีอะไร ผมว่า จบแล้วกระมังครับ

นายวรงค์ เดชกิจวิกรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พิษณุโลก

ท่านประธาน ที่เคารพครับ ผม นายแพทย์วรงค์ พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดพิษณุโลก ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมประท้วงท่านประธานตามข้อ ๕ ผมเชื่อว่าท่านประธานไม่ได้ตั้งใจฟังเพื่อนสมาชิก คือท่าน อภิชาต ขออนุญาตเอ่ยนามครับ บังเอิญผมตั้งใจฟังตลอด ผมจับประเด็นได้ว่าท่านอภิชาต ได้พูดถึงเป็นข่าวคราวในอดีตที่ผ่านมา ผมเข้าใจดีว่าอดีตที่ผ่านมาก็คงไม่ได้หมายถึง ส.ว. ชุดนี้นะครับ ก็คืออาจจะเป็น ส.ว. ชุดก่อนหน้านั้นซึ่งมันเป็นข่าวเกิดขึ้นมาจริง ๆ ที่มี การกล่าวหาว่าเป็น ส.ว. ทาส ส.ว. รับเงินรัฐบาลในอดีตที่ผ่านมา มันไม่ใช่ชุดปัจจุบันนะครับ ท่านประธาน ฉะนั้นผมว่าทุกอย่างก็ตรงไปตรงมาครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ไม่เป็นไรครับ เรื่องเล็กน้อย ผมว่าไม่เป็นไรกระมังครับ จะได้ไม่ต้องเสียเวลา ท่านจะได้ใช้เวลาอภิปรายต่อ

นายวรงค์ เดชกิจวิกรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พิษณุโลก

ผมไม่อยากให้ เพื่อนสมาชิก ผมเข้าใจว่าเพื่อนสมาชิกของผมไม่ได้กล่าวหา ส.ว. ชุดนี้ เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นในอดีต ถ้าท่านต้องการข้อเท็จจริงท่านให้เอา

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ไม่เป็นไรท่าน ถือว่า ได้ชี้แจงแล้วไม่เป็นไรหรอกครับ ท่านอภิปรายต่อดีกว่า เชิญครับ ท่านวิรัตน์ กัลยาศิริ ๑๕ นาทีนะครับ

นายวิรัตน์ กัลยาศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สงขลา

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภา กระผม นายวิรัตน์ กัลยาศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสงขลา พรรคประชาธิปัตย์ เขตเลือกตั้งที่ ๓ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ขออนุญาตใช้สิทธิอภิปราย ต่อต้านกระบวนการกินรวบประเทศไทย ผมจั่วหัวว่าเป็นกระบวนการกินรวบประเทศไทย ผมมีรายละเอียดกราบเรียนท่านประธาน ด้วยข้อเท็จจริงแล้วต้องกราบเรียนท่านประธานว่า พวกผมไม่ได้ขัดขวาง พวกผมไม่ได้ตีรวน พวกผมไม่ได้เห็นการพัฒนาความก้าวหน้า ของประเทศ แต่มันเป็นกระบวนการกินรวบซึ่งเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นก่อนปี ๒๕๔๙ ถ้าผม พูดเองเดี๋ยวหาว่าใส่ร้าย ผมขออนุญาตเอาคำพิพากษาของศาลจังหวัดมีนบุรี ซึ่งพิพากษา เมื่อวันที่ ๒๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๖ ที่มีการฟ้องอาจารย์สมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของพรรคประชาธิปัตย์ ศาลวินิจฉัยว่าการที่คุณสมเกียรติ กับพวกไปกล่าวหาโจทก์ในคดีนั้นว่าบริหารประเทศไม่โปร่งใส มีการทุจริตคอร์รัปชัน มีการออกแบบนโยบายที่เอื้อประโยชน์ต่อตนเองและพวกพ้อง ทำให้พวกพ้องและตัวเอง ร่ำรวยยิ่งขึ้น มีการกดขี่ข่มเหงและเข่นฆ่าประชาชน ไม่จงรักภักดีต่อสถาบันเบื้องสูง ใช้นโยบายประชานิยมเพื่อให้ได้มาซึ่งคะแนนเสียงโดยหลอกลวงประชาชนว่าจะแก้ไขปัญหา ความยากจนของประชาชนให้หมดไปภายใน ๖ ปี ปัจจุบันความยากจนก็ไม่ได้หมด แต่

(นายวรชัย เหมะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสมุทรปราการ ได้ยืน และยกมือขึ้น)
นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านมีผู้ประท้วงครับ

นายวรชัย เหมะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมุทรปราการ

ท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพ กระผม วรชัย เหมะ พรรคเพื่อไทย จังหวัดสมุทรปราการ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ผมใช้ข้อบังคับ ข้อ ๔๓ ครับ ท่านประธานครับ ผู้อภิปรายถือว่าเป็นผู้ใหญ่ ที่ผมนับถือท่านหนึ่ง วันนี้ท่านก็น่าจะรู้ว่าวันนี้เราพูดเรื่องอะไร ประเด็นเรื่องอะไร แต่ท่าน ไปพูดนอกประเด็นครับท่านประธาน ผมว่าควรพิจารณาด้วย ถ้าอย่างนี้ก็ไม่จบครับ เอาเรื่องอดีต มาพูดถ้าอย่างนั้นพวกผมก็พูดเรื่องอดีตทางโน้นที่ท่านทำอะไรไว้ผมก็พูดได้สิครับถ้าอย่างนั้น ผมก็ยกเรื่องนี้มาพูดได้ตลอดสิครับท่านประธาน ท่านต้องพิจารณาอย่าให้มีเรื่องอย่างนี้ เกิดขึ้นอีกครับ ผมไม่อยากประท้วงเลย ผมต้องการนั่งฟังเนื้อหาสาระว่าทำไมจึงค้านในการที่ จะแก้รัฐธรรมนูญ ขอบคุณครับท่านประธาน

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เข้าใจครับ ขอวินิจฉัยครับ ท่านวิรัตน์ครับ อย่าไปไกลขนาดนั้นเลยครับ เอาเข้าประเด็นตรงนี้ดีกว่า ถ้าไปรื้อความเก่ามา มันก็อย่างที่ท่านผู้ประท้วงได้พูดถึงต่างคนต่างว่ากันมันก็จะเป็นไปคนละเรื่องเลย มันไม่ใช่ เรื่องรัฐธรรมนูญแล้วครับ เพราะฉะนั้นเข้าประเด็นดีกว่านะครับ อย่างไปยาวถึงขนาดนั้น

นายวิรัตน์ กัลยาศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สงขลา

ผมไม่ถือสา ท่านที่ประท้วงครับ กันเอง แล้วก็เคารพประธาน เพราะฉะนั้นผมสรุปประเด็นก่อนนิดเดียว ว่ากระบวนการกินรวบประเทศไทยสมัยก่อน ท่าน ส.ว. นั่งฟังใจเย็น ๆ ๑. ถ้ายึด ป.ป.ช. ได้ ๒. ถ้ายึด กกต. ได้ ๓. ถ้าซื้อ ส.ว. ได้ คนคนนั้นก็สามารถกินรวบประเทศไทย สภาทาส อย่างที่เพื่อนสมาชิกอภิปรายไปหลายรอบ ป.ป.ช. ไม่ยอมชี้ว่ามีการทุจริต กกต. ก็เลือกตั้ง ทุจริตคดโกงอย่างไรก็ไม่ชี้ว่าเป็นการทุจริตการเลือกตั้ง ส.ว. ซึ่งมีหน้าที่ถอดถอนไม่ถอดถอน เสียอย่าง เพราะฉะนั้นใครยึด ๓ องค์กรนี้ได้ในสมัยก่อนก็สามารถยึดประเทศไทยได้ เพราะฉะนั้นที่ผมกราบเรียนเรื่องนี้เพราะเพื่ออยากจะเรียนว่ามีกรณีการกินรวบประเทศไทย ในสมัยก่อน ตอนนี้ก็เกิดขึ้นอีกครับ เหตุผลที่ผมกราบเรียนท่านประธานว่าตอนนี้ก็เกิด ขึ้นแล้ว เรื่องแรกผมกับท่าน ส.ว. ไพบูลย์ กับคณะประมาณ ๘๐ ท่าน มี ส.ส. มี ส.ว. ประมาณเท่ากัน ๔๐ : ๔๐ โดยประมาณ ก็คือ พ.ร.บ. ร่วมทุนรัฐเอกชน ถามว่า พ.ร.บ. นี้ สมัยท่านอภิสิทธิ์เป็นนายกรัฐมนตรี ใช่ครับ มีร่างนะครับ แต่ว่ามีการปรับแก้ในสาระสำคัญยกเลิกไป ๒ มาตรา ผมไม่พูดมากนะครับ คงแก้ขึ้นมาใหม่ ว่าถ้าคณะรัฐมนตรีอนุมัติท่านประธานครับ ให้ถือว่าเป็นการอนุมัติตาม พ.ร.บ. งบประมาณ แปลว่าอะไร แปลว่าสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและ ส.ว. อนุมัติ เป็นการอนุมัติตาม พ.ร.บ หนี้สาธารณะ แปลว่าคณะกรรมการบริหารสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะอนุมัติ นี่คือ การวางแผนไว้ล่วงหน้า ซึ่งจะสรุปอีกทีว่ากินรวบประเทศไทยอย่างไร

(จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุรินทร์ ได้ยืนและยกมือขึ้น)
นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

มีผู้ประท้วงครับ

นายวิรัตน์ กัลยาศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สงขลา

เชิญครับ

จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุรินทร์

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดสุรินทร์ พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมต้องประท้วงผู้อภิปรายตามข้อ ๔๓ อภิปรายนอกประเด็น วันนี้มันเป็นเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ไม่ใช่เรื่องของงบประมาณ และนำเรื่องที่ยังไม่เกิดขึ้นเป็นเรื่องที่คาดการณ์มาพูดให้คนอื่นเข้าใจผิด ท่านประธาน โปรดวินิจฉัยด้วยครับ ขอบคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านวิรัตน์ครับ อย่าโยงไปไกลเลย เอาเข้าประเด็นว่ารัฐธรรมนูญที่เขาขอแก้ไขมันส่งผลเสียต่อประเทศชาติอย่างไร ชี้ตรงนี้ ชี้ให้เห็นเลยไม่ต้องไปเรียบเรียง หรือดึงเรื่องอดีต หรืออะไรต่าง ๆ มา

นายวิรัตน์ กัลยาศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สงขลา

ไม่ไกล ท่านประธานไม่ไกล

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

อยากให้เข้าประเด็นเลย

นายวิรัตน์ กัลยาศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สงขลา

ให้เกียรติจ่าประสิทธิ์ แล้วก็เคารพประธาน ไม่ไกลครับ ผมเพิ่งไปยื่นศาลรัฐธรรมนูญ เรื่องกรณี พ.ร.บ. ร่วมทุนนะครับ อีกเรื่องเดียวก่อนที่จะมาถึงรัฐธรรมนูญ กรณีเงินกู้ ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท นิดเดียวครับ ใจเย็น ๆ ฟัง เงินกู้ ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท จริง ๆ สามารถใช้ปีละ ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านครับ เอาประเด็น รัฐธรรมนูญดีกว่าครับ เอาเรื่องรัฐธรรมนูญดีกว่าครับ ชี้เลยครับรัฐธรรมนูญไม่ดีตรงไหน ที่จะขอแก้ที่เขาขอแก้ไม่ดีอย่างไร

นายวิรัตน์ กัลยาศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สงขลา

แก้มาตรา ๖๘ ถ้าแก้มาตรา ๖๘ ผ่านครับท่านประธาน นายจาตุรนต์ ฉายแสง ซึ่งเป็นกรรมการยุทธศาสตร์ ของพรรคเพื่อไทย บอกว่าถ้าผ่านมาตรา ๖๘ คือล้มมาตรา ๖๘ ได้ จะโหวตวาระที่สาม ของมาตรา ๒๙๑ ที่คาอยู่แล้ว ซึ่งประธานก็ตอบคำถามเพื่อนสมาชิกแล้วว่ามาตรา ๒๙๑ การแก้รัฐธรรมนูญยังคงอยู่ คุณจาตุรนต์ในฐานะกรรมการยุทธศาสตร์พรรคเพื่อไทยชี้ ให้สัมภาษณ์อย่างนี้ นั่นคือ ๑. ที่ผมกล่าวหา ๒. ถ้ามีการแก้มาตรา ๑๙๐ สำเร็จอาจจะมีใคร บางคน นาย ก นาย ข นายฮิตเลอร์อะไรก็ไม่ทราบอาจจะไปลงนามแก๊สกับประเทศมาเลเซีย ไปลงนามเรื่องแก๊สกับประเทศกัมพูชา ถ้ามาตรา ๑๙๐ ผ่านนะครับรายละเอียด เดี๋ยวผมลงมา ถ้าแก้มาตรา ๒๓๗ ผ่านครับ โกงได้โกงเอาครับ ถ้าแก้มาตรา ๒๓๗ ผ่านโกงได้โกงเอา ท่านประธานไปดูในหลักการไม่อยากยุบพรรคผมเห็นด้วย แต่ปรากฏว่าโกงได้โกงเอา โกงโดยชอบด้วยกฎหมายไม่ตัดสิทธิ ไม่ทำอะไรทั้งสิ้น คนที่โกงกรรมการบริหารพรรคไม่ทำอะไร ทั้งสิ้น แปลว่าเรากำลังส่งเสริมให้มีการโกงการเลือกตั้ง ผมกราบเรียนท่านประธาน ผมลงไป ช่วยผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครรอบที่แล้ว มีการใช้งบประมาณของกระทรวงกระทรวงหนึ่ง เป็นพันล้านบาท ออกไปแจกใบเอกสารให้ประชาชน ประชาชนลงชื่อก็จะได้หัวละ ๑,๐๐๐ บาท เงินนั้นเป็นเงินภัยแล้ง ภัยหนาว ภัยน้ำท่วม ภัยทั้งปวง แต่รอบนี้เป็นภัยเลือกตั้งท่านประธาน แต่ว่าจ่ายเงินทันทีไม่ได้ เดี๋ยว กกต. จับจะไปจ่ายเดือนเมษายนคือเดือนนี้ เห็นหรือยังครับว่า มันพัฒนาการโกงไปจนถึงขั้นใช้งบประมาณของประเทศ โกงโดยเจ้าหน้าที่ของรัฐ เพราะว่า ผมโวยขึ้นมา ๒ รอบท่านประธานครับ (นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ สมาชิกสภาผู้แทน ราษฎรกรุงเทพมหานคร ได้ยืนและยกมือขึ้น)

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านจิรายุเชิญครับ

นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร

ท่านประธานครับ กระผม จิรายุ ห่วงทรัพย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร เขต ๑๘ เขตคลองสามวา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านวิรัตน์ กัลยาศิริ ขออภัยที่เอ่ยนามท่านนะครับ นักข่าวให้ฉายาว่าเป็นมือกฎหมายอันดับหนึ่งของพรรคประชาธิปัตย์ แต่ที่ท่านพูดมา มีแต่อากาศธาตุ ชี้คนนั้นโกง ชี้คนโน้นโกง คิดว่าอย่างนั้น คิดว่าอย่างนี้ อะไรครับที่เป็น รูปธรรมสำหรับนักกฎหมายของพรรคประชาธิปัตย์อันดับหนึ่ง เช่น มาตรา ๖๘ ที่ท่าน จะแก้ไขว่าอย่างไร เดี๋ยวรอร่าง พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายครับ เดี๋ยวรอร่าง พ.ร.บ. ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งของ ประเทศ พ.ศ. .... ค่อยไปว่ากันครับ ไม่อยากจะให้เสียเชิงอันดับหนึ่งของพรรคประชาธิปัตย์ ขอบพระคุณท่านประธานครับ

นายวิรัตน์ กัลยาศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สงขลา

ผมเสียหาย ท่านประธาน

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านวิรัตน์ครับ ที่โกง ๆ ทั้งหลายให้ระมัดระวังด้วย อย่าไปกล่าวลอย ๆ อย่างนั้นเลย มันเข้าข่ายใส่ร้ายนะครับ ผมไม่ให้ถอน แต่เตือนว่าช่วยระมัดระวังด้วยครับ เข้าประเด็นเถอะครับ

นายวิรัตน์ กัลยาศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สงขลา 🔗

กำลังเข้าประเด็นเลย อันนี้คือมาตรา ๒๓๗ วรรคสอง จิรายุน้องรัก คือในหลักการบอกว่าไม่ยุบพรรค โอเค ผมเห็นด้วย เพราะเป็นข้อเสนอของ คอป. คณะกรรมการสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูปการเมือง และศึกษา การแก้ไขรัฐธรรมนูญ เห็นด้วย แต่เวลาพรรคท่านเสียงข้างมากไปทำยกเลิกการโกงทุกประเภท ลบมาตรา ๒๓๗ ไปเลย ท่านไปดูมาตราสิน้องจิรายุ ไม่ติดใจอะไรว่ากันไปครับ แต่ว่าก่อนจะประท้วง ต้องดูรายละเอียด เพราะฉะนั้น ๑. ท่านบอกว่ายกเลิกการยุบพรรค ผมเห็นด้วย เพราะว่า เป็นข้อเสนอของ คอป. แต่ปรากฏว่ายกเลิกการตัดสิทธิทางการเมือง หัวหน้ากรรมการบริหาร ทั้งหลายทั้งปวง ผมถึงบอกว่าในรอบที่แล้วมันมีการโกง ประธานก็บอกว่าท่านวิรัตน์พูดจามีเหตุมีผล มีหลักฐาน มีหลักฐานท่านประธาน อะไรคือหลักฐาน ท่านธนิตพล ไชยนันทน์ ขอเอ่ยนาม เรียกกระทรวงที่ว่านี้ไปสอบถามในคณะกรรมาธิการ อธิบดีของกรมนั้นทำหนังสือขอยกเลิกโครงการ แต่ว่าก่อนที่ยกเลิกโครงการที่ว่านั้นนะครับ วางแผนจ่ายแบบพิมพ์เพื่อซื้อไปมากมายมหาศาล แล้วไม่ใช่กระทรวงเดียวครับ กระทรวงบางกระทรวงเอาเงิน พ.ร.บ. เลขสวยไปซื้อของกลุ่ม บางกลุ่มอีกมากมาย นี่คือตัวอย่างที่อยู่ในรัฐธรรมนูญที่ผมอยากจะกราบเรียนว่ารัฐธรรมนูญ มีนัยเป็นการกินรวบประเทศไทยซึ่งผมจะลงรายละเอียดดังต่อไปนี้ ท่านขอแก้มาตรา ๖๘ ท่านบอกว่าพรรคประชาธิปัตย์ก็แก้ ใช่ครับ แต่เราแก้ตามข้อเสนอของ คอป. ของท่านดิเรก ถึงฝั่ง ของท่านคณิต ณ นคร คอป. ไม่ได้พูดถึงแก้ไขมาตรา ๖๘ เลย ท่านก็มาแก้ ซึ่งเรื่องนี้ ผมเชื่อว่ามีนัย เพราะอะไรที่มีนัย เพราะ ส.ว. ที่ระลึกถึงความถูกต้อง ความดีงามได้ขอถอนชื่อ เห็นแล้วหรือยังว่ากรณีมาตรา ๖๘ จึงเป็นเรื่องที่ยัดเข้ามาใหม่ ใส่เข้ามาใหม่ ท่านครับ ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยคดีที่ ๑๘-๒๒ ปี ๒๕๕๕ ก็เป็นคดีที่ผมนายวิรัตน์ กัลยาศิริ ในฐานะ ผู้ร้องอยู่ในหน้าที่ ๒๔ ท่านประธานครับ ท่านประธานดูได้ คำวินิจฉัยเขียนไว้ชัดเจนว่า กรณีการมีอยู่ของมาตรา ๖๘ และมาตรา ๖๙ เป็นไปเพื่อรักษาหรือคุ้มครองตัวรัฐธรรมนูญเอง ตลอดจนหลักการที่รัฐธรรมนูญได้รับรองหรือกำหนดกรอบไว้เป็นเจตนารมณ์หลักการ ทางการเมืองของชาติ และป้องกันการกระทำเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศ โดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญนะครับ เพราะฉะนั้นการมีเจตนา ร่วมกันศาลเขียนต่อครับในหน้า ๒๔ ท่านไปดูได้คำวินิจฉัยที่ผมเป็นผู้ร้อง การมีเจตนาร่วมกัน อยู่ที่การจะให้ประชาชนสามารถใช้สิทธิพิทักษ์รัฐธรรมนูญผ่านกลไกของศาลรัฐธรรมนูญ ตามมาตรานี้ สำคัญยิ่งกว่าเรื่องของตัวบุคคลผู้มีสิทธิเสนอคำร้องท่านก็ว่าไป ท่านย้ำไปถึง กรณีอัยการสูงสุด เพื่อนสมาชิกโปรดฟังนะครับ กรณีอัยการสูงสุดตรวจสอบข้อเท็จจริง ตามมาตรา ๖๘ วรรคสองแล้ว แต่ยังไม่มีคำสั่งประการใดจากอัยการสูงสุด หากปล่อยให้ กระบวนการลงมติในวาระที่สามลุล่วงไปแล้ว แม้ต่อมาอัยการสูงสุดจะยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ ให้วินิจฉัยว่ากระบวนการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญดังกล่าวเป็นไปโดยไม่ชอบด้วยมาตรา ๖๘ วรรคหนึ่ง ให้เลิกการกระทำนี้ก็จะไม่สามารถบังคับตามคำวินิจฉัยในทางใดได้อีก รวมทั้งไม่อาจ ย้อนคืนแก้ไขผลที่อาจเกิดขึ้นจากการกระทำดังกล่าว ก่อนที่ผมจะไปศาลรัฐธรรมนูญ ท่านประธาน ผมไปยื่นอัยการสูงสุดก่อน ผมไปพบอธิบดีวินัย มารับแทนท่านจุลสิงห์ ข้อความหนึ่งที่ผมพูดกับ ท่านวินัยก็บอกว่าอัยการสูงสุดอย่าละเลยเพิกเฉยนะท่านวินัย บ้านเมืองจะฉิบหายนะ ท่านหน้าเสียครับ ผมพูดตรงกับท่าน แล้วก็ผมสอบถามคนที่ไปยื่นก่อน อย่างเช่นคุณบวร ยสินทร อย่างเช่นคุณวันธงชัย ชำนาญกิจ และหลายคนว่าคุณไปยื่นแล้วเป็นอย่างไร คุณวันธงชัย คุณบวร บอกว่าผมไปยื่น นานแล้วท่านวิรัตน์แล้วไปสอบถามอัยการสูงสุดบ่อย อัยการสูงสุดบอกว่ารอคำร้องรายอื่น ผมก็ตกใจว่าแล้วจะรู้ได้อย่างไรว่ามีคำร้องรายอื่นจะมายื่นหรือไม่ จะมายื่นเมื่อใด ในเรื่อง ของที่ท่านประธานสภาเองท่านเองเป็นผู้แต่งตั้งนายประสพ บุษราคัม เป็นประธาน คณะกรรมการพัฒนาปรับปรุงกฎหมายให้ทันสมัย และได้มีการแต่งตั้งนายโสภณ เพชรสว่าง ประธานคณะอนุกรรมการพิจารณาศึกษาแก้ไขรัฐธรรมนูญ ท่านประธานจำได้นะครับ หนึ่งในจำนวนนั้นก็คือยุบศาลรัฐธรรมนูญให้เป็นตุลาการรัฐธรรมนูญ มีหน้าที่แค่ไหนครับ ตีความกฎหมายที่ขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญ ตุลาการมาจากไหนครับ ตุลาการมาจาก การเลือกตั้งของรัฐสภา เหตุผลครับ เพราะว่าศาลรัฐธรรมนูญใช้อำนาจมากเกินไป นี่คือคนที่ ประธานตั้งขึ้นนะครับ ไม่ได้พาดพิงผู้ใด

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านครับ อันนั้นเป็น ความเห็นส่วนตัวของท่านโสภณไม่ใช่ความเห็นของคณะกรรมการที่ผมตั้ง เอาเข้าประเด็นที่ ชี้ชัด ๆ

นายวิรัตน์ กัลยาศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สงขลา

นั่นละครับ ชัดไหมครับ นี่คือสิ่งถ้อยแถลงของคนของท่านเอง ๑. ยุบศาลรัฐธรรมนูญเปลี่ยนเป็นตุลาการ รัฐธรรมนูญที่ว่า มีหน้าที่ตีความกฎหมายที่ขัดหรือแย้ง แล้วที่มาของศาลรัฐธรรมนูญมาจาก รัฐสภา เห็นหรือยัง ยกเลิกศาลฎีกาแผนกคดีการเมืองซึ่งมี ๙ ท่าน ศาลเดียว ให้เป็น ศาลอาญาทำแทน ๓ ชั้นศาล ศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ ศาลฎีกา ต่อไปอีกครับ ลดอำนาจ ป.ป.ช. ให้ไม่สามารถฟ้องเองได้ต้องฟ้องผ่านอัยการสูงสุด ผมโยงเรื่องมาแล้วครับ กรณีจะผ่านอัยการสูงสุดมีอยู่เป็นจำนวนมากคดีสำคัญที่อัยการสูงสุดไม่เห็นด้วย ถ้าเรา ไม่มีกฎหมายเปิดให้ ป.ป.ช. ฟ้องเอง ผลประโยชน์ของชาติจะเสียหายอีกยับเยิน ผมไม่ได้ กล่าวหาอัยการสูงสุด ไม่ได้กล่าวหาว่าอัยการทั้งหมดเป็นคนไม่ดีนะครับ อัยการที่ดี อัยการ ที่รักชาติ ศาสนา สถาบัน มีอีกเป็นจำนวนมาก แต่ต้องยอมรับความจริงนะครับว่าอัยการ ที่ประพฤติตนไม่เหมาะ ไม่สม ไม่ควร มีจริง ประวิงเวลา เราเอาความผิดไม่ได้หรอกครับ กำลังศึกษา กำลังดูรายละเอียด แต่ว่าบ้านเมืองเสียหายใครจะรับผิดชอบ เพราะฉะนั้นการที่ ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยชี้ขาดไว้อย่างชัดเจนในคำวินิจฉัยที่ ๑๘-๒๒ ปี ๒๕๕๕ คำวินิจฉัย ของศาลรัฐธรรมนูญผูกพันทุกองค์กร ท่านประธานก็ทราบ เมื่อศาลบอกว่าไปได้ ๒ ทาง ตรงไปที่ศาลหรือผ่านอัยการสูงสุด เป้าหมายของท่านก็คือว่าต้องตัดไม่ให้ตรงไปที่ศาล ให้ผ่านอัยการสูงสุด ถ้าคุยกับ อสส. รู้เรื่อง แน่นอน อสส. ก็ไม่ส่งไปที่ศาลครับ และไม่ต้อง กลัวว่าศาลจะงานล้นเพราะว่าใช้เฉพาะกรณีล้มล้างการปกครองหรือกรณีให้ได้มาซึ่งอำนาจ โดยวิธีการซึ่งไม่ได้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ คนไทยทั่วไปไม่คิดนอกจากคนแบบฮิตเลอร์ คิดเท่านั้นเอง มีไม่กี่คนที่คิดชั่วแบบนี้ เพราะฉะนั้นท่านประธาน เพื่อนสมาชิกไม่ต้องไป คิดแทนศาลรัฐธรรมนูญว่างานท่านเยอะ เพราะว่าจากกรณีมาตรา ๖๘ ต้องเพื่อล้มล้าง เพราะฉะนั้นกรณีการแก้รัฐธรรมนูญถามว่าแก้ได้ไหม แก้ได้ แต่ว่าเมื่อแก้แล้วจะต้องเพิ่มสิทธิ พี่น้องประชาชนให้เพิ่มขึ้นไม่ใช่ไปตัดสิทธิให้ลดลง นี่คือสิทธิขั้นพื้นฐานในการพิทักษ์ รัฐธรรมนูญ ท่านประธานครับ เพราะฉะนั้นถ้าท่านตัดสิทธิพื้นฐานแล้วสามารถไปซูเอี๋ย กับองค์กรบางองค์กรได้ สิทธิของประชาชนถูกละเลย ถูกเพิกเฉย ถูกลิดรอน เพราะฉะนั้น ผมจึงเห็นว่าการกระทำเช่นว่านี้ไปสอดรับกับถ้อยแถลงของคุณจาตุรนต์บอกว่าถ้าแก้ มาตรา ๖๘ ได้แน่นอนเขาจะโหวตวาระที่สาม โหวตวาระที่สามอะไรครับ ก็จะมี สสร. ตามที่ เตรียมการไว้แล้ว ก็จะมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ นั่นคืออะไรครับ นั่นคือการล้มล้าง รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ทั้งฉบับ นี่คือสิ่งที่อยากจะกราบเรียนท่านประธาน

ประการต่อไป ผมขออนุญาตเวลาจากวิปนะครับ ผมแจ้งวิปไว้ ๒๐ นาที

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

อันนี้แจ้งไว้ ๑๕ นาทีนะครับ คงใช้เวลาอย่าเกินมากครับ ผมให้สักนาทีหนึ่งครับ

นายวิรัตน์ กัลยาศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สงขลา

วิปบอกว่าพูดไป เลยครับ วิปทำมือว่าพูดไปเลย ได้นะครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านครับ ท่านพูดทีละ ๒ ท่าน ทีนี้ถึงมาทางพรรคเพื่อไทย ๑ ท่าน แล้วท่านอีก ๒ ท่าน แล้วค่อยไปวุฒิสมาชิกอีก ๑ ท่าน เท่ากับท่านพูด ๔ ท่าน รัฐบาลถึงได้พูด ๑ ท่าน ทีนี้ถ้าท่านยังต่อเวลาอีก ผมว่า สมควรแล้วกระมังครับ สักนาทีหนึ่งครับ เชิญท่านจุรินทร์ครับ

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตท่านประธานต่อเวลาท่านวิรัตน์ ๕ นาทีครับ แล้วก็เดินไป ตามกติกาปกติต่อไปครับ ขอท่านกรุณาอนุญาตด้วยครับ ขอบคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านครับ ด้วยเหตุผลที่จะ ได้ชี้แจงนะครับ ๔ : ๑ ทีนี้ถ้ายังจะมาเพิ่มเวลาอีกผมว่ามันคงจะไม่เหมาะสม

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธานครับ ก็คลาดเคลื่อนบ้าง ของพวกกระผมบางท่านที่ใช้สิทธิ ๒ บางท่านก็พูด ๑๐ นาทีก็มีครับ ก็ถัวเฉลี่ยกันไป กรณีนี้ขอเพิ่มอีก ๕ นาทีเท่านั้นละครับ ซึ่งก็เป็นเวลาที่ พวกกระผมใช้สิทธิของพวกกระผมเองครับ

(นายวรชัย เหมะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสมุทรปราการ ได้ยืน และยกมือขึ้น)
นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เชิญท่านวรชัย

นายวรชัย เหมะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมุทรปราการ

ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพครับ ผมขอประท้วงท่านประธานตามข้อ ๕ ครับ ท่านต้องรักษา วินัยในการประชุมครับ แล้วข้อ ๔๓ ครับท่านประธาน ท่านอย่าปล่อยให้คนพูดวนเวียน ซ้ำซากนะครับ ประเด็นเดิม ๆ ทั้งนั้นครับ ขอให้ท่านดูแลเรื่องนี้ให้เรียบร้อยด้วยครับ ท่านประธาน เพราะว่าพูดขึ้นมาแต่ละท่านก็ซ้ำซาก ๆ ข้อ ๔๓ นี่เขาบอกว่า

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านครับ ผมฟังอยู่ไม่เป็นไร เชิญท่านวิรัตน์ เชิญครับ

นายวิรัตน์ กัลยาศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สงขลา

ขอบคุณ ท่านประธานวิปนะครับที่อนุญาตอีก ๕ นาที เหตุผลในการที่ท่านเสนอร่างแก้ไขมาตรา ๒๓๗ อ้างว่ารัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๓๗ บัญญัติให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของหัวหน้าพรรคและ กรรมการบริหารพรรค ในกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งยุบพรรคการเมืองเป็นบทบัญญัติ ที่ไม่สอดคล้อง ท่านว่า แต่ว่าพอไปดูในรายมาตราครับ ในมาตรา ๔ ให้ยกเลิกวรรคสองของ มาตรา ๒๓๗ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา ๒๓๗ พูดถึงอะไรครับ ๑. ยุบพรรค ๒. ตัดสิทธิกรรมการบริหาร คอป. เสนอว่าอย่างไรนะครับ คอป. เสนอบอกว่า ที่ประชุม เห็นชอบให้ยกเลิกการยุบพรรคเฉพาะมาตรา ๒๓๗ แต่คงไว้ซึ่งการเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง เฉพาะผู้สมัครหรือกรรมการบริหาร ถ้าผู้กระทำผิดเป็นหัวหน้าพรรคหรือกรรมการบริหาร บุคคลนั้นควรได้รับโทษสูงกว่า ตรงประเด็นเลยครับ ไม่อ้อมไม่ค้อม เป็นอย่างไรครับ ท่านเสนอบอกไม่ยุบพรรค เอ้า เราก็ดูแล้วใช้ได้ แต่ปรากฏว่าท่านมาเปิดศักราชให้โกงได้โกงเอา ตรงนี้น่าเกลียดที่สุด ผมยกตัวอย่างตั้งแต่เป็นนิกเขปบทเบื้องต้นเมื่อสักครู่ว่าใช้งบประมาณ ของประเทศโกงกันแล้ว ใช้อำนาจรัฐ ใช้อำนาจเงินอย่างไม่อยากจะพูดคำว่า ทุเรศ ขอถอนครับ ไม่พูด

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ที่จริงก็ต้องถอนคำว่า โกง ด้วยครับ

นายวิรัตน์ กัลยาศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สงขลา

โกงจะพูดว่าอย่างไร ท่านประธาน ทุจริตนะครับ เป็นทุจริต

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านครับ ไม่ใช่อยาก กล่าวหาใครว่าโกงก็กล่าวหาได้ง่าย ๆ นะครับ ระมัดระวังคำพูดด้วยครับท่าน ต่อเถอะครับ

นายวิรัตน์ กัลยาศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สงขลา

เป้าหมายนะครับ เมื่อ คอป. เสนอบอกให้ยุบพรรค แต่ให้เพิ่มการตัดสิทธิ แล้วสิ่งที่เสียงข้างมากเสนอมา เป็นอย่างไรครับ ไม่มีข้อความเรื่องการตัดสิทธิ ให้ผมคิดอย่างไร ผมต้องคิดว่านี่คือการส่งเสริม ให้โกงการทุจริตโดยชอบด้วยกฎหมาย โกงได้โกงเอานะสิ เพราะฉะนั้นกราบเรียน ท่านประธานครับว่าถ้าปัจจุบันนี้ประเทศไทยโกงกันถึงขนาดนี้ ใช้งบประมาณในการโกง โกงโดยเจ้าหน้าที่ของรัฐ ใช้เงินมากกว่ามาทุจริตการเลือกตั้ง

(จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุรินทร์ ได้ยืนและยกมือขึ้น)
นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านครับ คำก็โกง ๒ คำก็โกง กล่าวหาลอย ๆ นี่ผมว่ามันไม่ได้นะครับ พูดเอาสาระดีกว่ากระมังครับ คงไม่ต้องประท้วง กระมังครับ เชิญครับ

จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุรินทร์

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุรินทร์ พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมเพิ่งเป็น ส.ส. สมัยแรก การศึกษาน้อย ความรู้น้อย ท่านไม่ต้องเตรียมมือที่ปุ่มหรอกครับ ผมไม่พูดอะไรหนักหรอกครับ แต่ผมกำลังจะบอกท่านประธานว่าตามข้อบังคับ ข้อ ๕ และ ข้อ ๔๓ ถ้าท่านประธานปล่อยให้เขาพูดอยู่อย่างนี้และผู้อภิปรายขืนมาอภิปรายอย่างนี้ มันผิดกฎ ข้อบังคับไปหมด ท่านก็เป็นผู้ใหญ่ท่านเก่ง แต่การกระทำของท่านวันนี้

(นายสุกิจ อัถโถปกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง ได้ยืน และยกมือขึ้น)
นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เอาละครับพอแล้ว เข้าใจ ผมวินิจฉัยไปแล้ว หมอสุกิจเชิญครับ

นายสุกิจ อัถโถปกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตรัง

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ ผม สุกิจ อัถโถปกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ ผมขอประท้วงจ่าประสาทตามข้อ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ถอนคำว่า ประสาท ครับ ไม่อย่างนั้นผมจะไม่อนุญาตให้ประท้วงครับ

นายสุกิจ อัถโถปกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตรัง

ท่านประธานครับ วันก่อนเขาเรียกชื่อผมผิด

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านถอนคำว่า ประสาท

นายสุกิจ อัถโถปกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตรัง

วันก่อน เขาเรียกชื่อผมผิด

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านถอนคำว่า ประสาท ครับ ไม่อย่างนั้นผมไม่อนุญาตให้พูดครับ

นายสุกิจ อัถโถปกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตรัง

ท่านประธานครับ คำว่า ประสาท ไม่ดีตรงไหน

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านถอนครับ ถอนเถอะครับ

นายสุกิจ อัถโถปกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตรัง

แล้วเวลาเขา เรียกชื่อผม

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านถอนเถอะครับ

นายสุกิจ อัถโถปกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตรัง

ท่านต้องมีเหตุผล สิครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ก็ประธานวินิจฉัยให้ท่าน ถอนคำว่า ประสาท ถอนเถอะครับ

นายสุกิจ อัถโถปกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตรัง

เมื่อสักครู่ ท่านประธานยังเปลี่ยนคำวินิจฉัยได้ ตอนนี้ท่านฟังเหตุผลผมสิครับว่าวันก่อนเขาพูดชื่อผมผิด

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ไม่ครับ ท่านถอนเถอะครับ แล้วท่านจะประท้วงว่าอย่างไรก็ค่อยว่ากัน

นายสุกิจ อัถโถปกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตรัง

ท่านประธานครับ ถ้าอย่างนั้นผมไม่ถอนและไม่ประท้วง ผมจะนั่งลงครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ จ่าประสิทธิ์ พอแล้วกระมัง ไม่เป็นไรหรอกครับ พอแล้ว เชิญต่อเถอะครับ

นายวิรัตน์ กัลยาศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สงขลา

ขอบคุณนะครับ เพราะฉะนั้นเมื่อหลักการเขียนบอกว่าไม่ยุบ แต่ไปยกเลิกการตัดสิทธิของการทุจริต คดโกง การเลือกตั้ง สุภาพขึ้นนิดหนึ่งนะครับ ก็ได้ยินอย่างนี้จึงไม่สอดคล้องกับแนวที่กรรมการ สมานฉันท์หรือ คอป. เสนอ แล้วก็ไม่เป็นการให้การเลือกตั้งเป็นไปโดยบริสุทธิ์ เที่ยงธรรม เพราะต้องยอมรับว่าข้อเท็จจริงมันมีอยู่จริง ที่ประชุมบอกไม่มี ๆ ท่านพูดไปเถอะครับ แต่ว่า พี่น้องประชาชนรู้อยู่ว่ามีหรือไม่มีนะครับ ผมมีเวลาอยู่จำกัดครับ ก็กราบเรียนว่าสมัยท่านอภิสิทธิ์ เป็นนายกรัฐมนตรีเราได้แก้มาตรา ๑๙๐ มา ๑ รอบ บอกว่าขอให้มีการออกกฎหมาย แค่นั้นเอง แล้วพอเลือกตั้งท่านก็เป็นรัฐบาลไม่เป็นไรครับ ท่านมีเวลาอยู่ปีกว่าที่จะ ออกกฎหมายลูกของมาตรา ๑๙๐ ได้ นอกจากท่านไม่ออกกฎหมายลูกท่านยกเลิกรื้อทิ้ง ไปเลยครับ ไม่ว่าเกี่ยวกับเรื่องเศรษฐกิจ เกี่ยวกับเรื่องการลงทุน เกี่ยวกับเรื่องสังคม ทำให้ พี่น้องประชาชนเริ่มสงสัยว่าเป็นการเอื้อให้ใครไปเซ็นสัญญากับประเทศมาเลเซีย เอื้อให้ใคร ไปเซ็นสัญญากับประเทศกัมพูชาเรื่องก๊าซในทะเล เลิกพูดถึงอาณาเขต เพราะฉะนั้น ก็กราบเรียนว่าแม้กระทั่งสมาชิกวุฒิสภามุมมันยากที่จะพูดว่าสมาชิกวุฒิสภามาจากการสรรหา แต่ผมบอกกับพี่น้องประชาชนผ่านท่านประธานไปว่าสิ่งที่เกิดขึ้นตามมาผมเชื่อว่า ๑. จะต้องมีการถอดถอน ป.ป.ช. ๒. จะต้องมีการถอดถอนรัฐธรรมนูญเพื่อขัดขวาง เสี้ยนหนามของระบอบการฮุบประเทศไทย ขอบคุณท่านประธานครับ

(นายก่อแก้ว พิกุลทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ ได้ยืน และยกมือขึ้น)
นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เชิญท่านชวลิต วิชยสุทธิ์ ท่านประท้วงหรือครับ เชิญครับ

นายก่อแก้ว พิกุลทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

กราบเรียน ท่านประธานครับ กระผม ก่อแก้ว พิกุลทอง ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ผมเองต้องขออนุญาตประท้วงท่านประธานตามข้อ ๕ ผมนั่งฟังพูดไปคนเมื่อสักครู่อภิปรายตลอดเวลา ๒๐ นาทีนั้นมีการใส่ร้าย ป้ายสีตลอดเวลา มีการยกมุมมอง ความคิดเห็นส่วนบุคคลขึ้นมากล่าวอ้างในสภา แล้วก็ต่อเรื่องราว จิกซอว์ (Jigsaw) ให้เป็นเรื่องที่ทำนองใส่ร้ายนะครับ ผมอยากให้ท่านประธานกรุณาควบคุมผู้อภิปรายท่านอื่น ขออย่าให้มีกรณีแบบนี้อีกนะครับ เพราะฉะนั้นจะทำให้พวกผมเองต้องประท้วงผู้อภิปราย ขอความกรุณาท่านช่วยควบคุมด้วยนะครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ผมก็พยายาม ควบคุมอยู่แล้วครับ เชิญท่านชวลิตครับ ๑๕ นาทีครับ

นายชวลิต วิชยสุทธิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม

(นายวิรัตน์ กัลยาศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสงขลา ได้ยืน และยกมือขึ้น)
นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านชวลิตเชิญครับ

นายวิรัตน์ กัลยาศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สงขลา

ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม วิรัตน์ กัลยาศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสงขลา พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมเสียหายครับ เสมือนว่าผมเอาข้อความจริงมาอภิปราย ทั้งหมด ที่อภิปรายนะครับถ่ายทอดสด ถ้าไม่จริงฟ้องได้อยู่แล้ว และผมยืนยันว่าทุกเรื่องที่พูด เป็นเรื่องจริง มีหลักมีเกณฑ์อธิบายได้ตลอดเวลา ขอบคุณท่านประธาน

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

พอเถอะครับ ผมดูแลอยู่ แล้วก็ได้ทักท้วงตลอดอยู่แล้ว ท่านก่อแก้วครับ จะได้จบครับ ท่านก่อแก้วครับ พอแล้วกระมัง จะได้ต่อ เชิญท่านชวลิตครับ เชิญครับ

นายชวลิต วิชยสุทธิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ 🔗

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายชวลิต วิชยสุทธิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย จากจังหวัดนครพนม ในฐานะสมาชิกรัฐสภา วันนี้เป็นวันที่ ๓ ของการพิจารณาร่างแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญ เมื่อเช้าผมนั่งรถมาสภา ตาอ่านหนังสือพิมพ์ หูฟังวิทยุ เห็นข่าวพาดหัวตัวเป้งว่ามีการยื่นยุบ ๖ พรรคที่เสนอแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญ หนังสือพิมพ์ลงข่าวว่าศาลรัฐธรรมนูญเร่งรัดเรียกประชุมทันควัน นี่จะเอากันอีกครั้งหนึ่งแล้วหรือ ที่พวกกระผมเสนอแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญก็เพื่อให้กติกาเป็นประชาธิปไตย ท่านประธาน ที่เคารพครับ ผมเข้ามาอยู่ในสภาแห่งนี้เปรียบเสมือนเกลียดปลาไหลแต่กินน้ำแกง ทำไมกระผมเปรียบเปรยหรือยกคำพังเพยว่า เกลียดปลาไหลแต่กินน้ำแกง ขออธิบาย ให้เห็นภาพว่าพวกกระผมเป็นสมาชิกพรรคการเมือง มีสมาชิกซึ่งอยู่ในแนวทางประชาธิปไตย เลือกตั้งครั้งใดก็มีประชาชนสนับสนุน ๑๐ ล้านคนขึ้น ฆ่าก็ไม่ตาย พอได้น้ำทิพย์จากประชาชน ก็ฟื้นขึ้นมา จากไทยรักไทยมาเป็นพลังประชาชน แล้วก็มาเป็นเพื่อไทยในปัจจุบัน พวกกระผม รักประชาธิปไตยครับท่านประธาน ไม่ชอบเผด็จการ ทำไมพวกกระผมไม่ชอบเผด็จการ ไม่ชอบการปฏิวัติรัฐประหาร ก็เพราะว่าการปฏิวัติรัฐประหารหรือเผด็จการนั้นเป็นตัวฉุดรั้ง การพัฒนาประเทศ แต่พวกกระผมก็จำเป็นจะต้องมาอยู่ในเวทีสภาแห่งนี้ ภายใต้กติกา กฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๕๐ ที่คณะปฏิวัติรัฐประหารได้ทิ้งมรดกอัปยศไว้ จึงเปรียบเปรยว่า เกลียดปลาไหลแต่กินน้ำแกง พวกกระผมกินน้ำแกงเพื่ออะไรท่านประธาน พวกกระผม กินน้ำแกงก็เพื่อเห็นว่าเวทีสภาแห่งนี้เป็นเวทีเดียวในทางการเมืองที่นักการเมืองที่มีหัวใจ ประชาธิปไตยนั้นจะมีโอกาสแก้ไขกติกาของบ้านเมืองให้เป็นประชาธิปไตย แก้ไขโดยไม่ใช้ กำลังครับท่านประธาน ที่อธิบายกันอย่างกว้างขวาง ๒ วันที่ผ่านมาประชาชนเขาดูครับ เขาดูอยู่ทางบ้าน เขาดูว่าใครรักษารากเหง้าเผด็จการและใครต้องการให้บ้านเมือง เป็นประชาธิปไตย ไม่ว่าจะใช้โวหารอย่างใดแต่พฤติกรรมมันฟ้องครับท่านประธานว่า ใครแอบจิตเผด็จการ ท่านประธานที่เคารพครับ พวกกระผมเสนอแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญ ใน ๓ ประเด็น มีประเด็นหนึ่งที่ให้สมาชิกวุฒิสภามาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชน เหตุผลก็เพื่อส่งเสริมหลักประชาธิปไตยและการมีส่วนร่วมของประชาชน ผมมีเหตุผลและตัวอย่างที่จะอธิบายให้เห็นว่าคณะบุคคลนั้นน้ำหนักทางการเมืองไม่เท่า ประชาชนทั้งประเทศ ท่านประธานที่เคารพครับ มาตรา ๑๑๓ แห่งกฎหมายรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ได้บัญญัติให้คณะกรรมการสรรหาวุฒิสมาชิกมีอยู่ด้วยกัน ๗ ท่าน ประกอบด้วย ๑. ประธานศาลรัฐธรรมนูญ ๒. ประธาน กกต. ๓. ประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน ๔. ประธาน ป.ป.ช. ๕. ประธานกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน ๖. ผู้พิพากษาในศาลฎีกาที่ที่ประชุมใหญ่ ศาลฎีกามอบหมาย ๑ คน ๗. ตุลาการในศาลปกครองสูงสุดที่ที่ประชุมใหญ่มอบหมาย ๑ คน ท่านประธานครับ ใน ๗ ท่านจะเห็นได้ว่าเป็นศาลเกือบทั้งสิ้น เป็นผู้ทรงคุณวุฒิรอบรู้งาน ด้านกฎหมาย จนอาจกล่าวได้ว่าเป็นปราชญ์ด้านกฎหมาย แต่พลาดได้ไหมครับท่านประธาน พลาดได้ โบราณมีคำพังเพยว่า สี่เท้ายังรู้พลาด นักปราชญ์ยังรู้พลั้ง กระผมขอยกตัวอย่าง ให้เห็นชัด ๆ ครับท่านประธาน เมื่อวันที่ ๑ สิงหาคม ๒๕๕๕ ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งได้มี คำพิพากษากรณีคณะกรรมการเลือกตั้งหรือ กกต. ยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนสิทธิ การสรรหาอดีต ส.ว. ท่านหนึ่ง ขออนุญาตไม่เอ่ยนาม เพราะเขาไม่มีโอกาสมาชี้แจง เพิกถอน สิทธิการสรรหาจากการเป็น ส.ว. เพราะมีลักษณะต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๑๕ (๙) กล่าวคือผู้ได้รับการสรรหาให้เป็น ส.ว. ท่านนั้น ได้พ้นจากตำแหน่ง ส.ว. ชุดเลือกตั้ง ปี ๒๕๔๓ มายังไม่ถึง ๕ ปี จนถึงวันได้รับการเสนอชื่อเข้ารับการสรรหา คดีนี้ศาลฎีกา พิจารณาแล้วเห็นว่าผู้ได้รับการสรรหาท่านนั้นขาดคุณสมบัติจริง จึงเห็นควรให้สรรหา ส.ว. ใหม่ ถามว่าคณะกรรมการสรรหา ส.ว. ทั้ง ๗ ท่านพลาดไหม พลาด และมีโอกาสพลาดอีกไหม มี เพราะเคยมีมาแล้วท่านประธาน แต่ผมไม่ได้โทษท่านเลย ผมโทษระบบครับท่านประธาน ถ้ายึดหลักประชาธิปไตยก็ยึดโยงประชาชนทั้งประเทศ อย่าดูถูกพี่น้องประชาชน เฉพาะอย่างยิ่งกรณีที่ศาลได้รับอำนาจตามกฎหมายเข้ามาทำงานเกี่ยวข้องกับการเมือง ทำให้องค์กรตุลาการต้องแปดเปื้อนถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักอย่างไม่เคยมีปรากฏมาก่อน ในประวัติศาสตร์ จากเดิมที่องค์กรนี้ได้รับการเคารพศรัทธาอย่างสูงสุดกว่าทุกองค์กร ท่านประธานที่เคารพครับ ผมมีพี่ มีเพื่อนอยู่ในแวดวงตุลาการจำนวนมาก เขารักองค์กรของเขา บรรพชนตุลาการของเขาสั่งสมวัฒนธรรมองค์กร ที่มีทั้งภูมิวุฒิ ภูมิธรรม เขาอยากให้รุ่นพี่ ๆ ที่อยู่ในองค์กรอิสระปัจจุบันนี้ถอยห่างจากคุณูปการให้องค์กรได้รับการยอมรับศรัทธา เหมือนเช่นในอดีต ท่านประธานที่เคารพครับ กระผมมิได้ไม่ให้ความสำคัญกับ ส.ว. สรรหา ชุดปัจจุบัน ท่านได้รับการสรรหามาท่านก็ทำหน้าที่ของท่านตามที่ได้รับมอบหมายมา และตามที่กฎหมายให้อำนาจไว้ ส.ว. สรรหา บางท่านเป็นอดีตผู้บังคับบัญชาผมที่ผมเคารพ ศรัทธา บางท่านเป็นอาจารย์สอนหนังสือผม ที่มีความรู้ มีเมตตาธรรมสูง หลายท่านเป็นพี่ เป็นเพื่อนที่เคยคบหากันมาช้านานและทำหน้าที่ได้เป็นอย่างดี แต่ละท่านที่ผมกล่าวมานั้น ล้วนเป็นคนที่มีคุณภาพ แต่อย่างไรก็ตามครับท่านประธาน ในแต่ละก็ย่อมมีบุคลากรพิเศษ ที่จะต้องทำหน้าที่อย่างเต็มกำลังเพื่อรักษาอำนาจขององค์กร หรือผู้ที่มีอำนาจเหนือ องค์กรนั้น ๆ ขณะนี้พวกกระผมกำลังถูกพยายามฆ่าทางการเมืองอีกครั้ง อย่างที่ได้ กราบเรียนในตอนต้นว่าวันนี้มีข่าวพาดหัวตัวเป้ง ยื่นยุบ ๖ พรรคที่เสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่ขอเรียนว่าการฆ่าผู้ที่รักประชาธิปไตยฆ่าอย่างไรก็ไม่ตายครับท่านประธาน เดี๋ยวก็ฟื้น ขึ้นมาด้วยพลังประชาชนที่รักประชาธิปไตย แต่อยากจะขอฝากข้อคิดว่าการผลักประชาชน ๑๐ กว่าล้านคน ถ้าบวกครอบครัวเข้าไปด้วยอย่างน้อย ๓ คน ก็ ๓๐ กว่าล้านคนขึ้นไป เป็นบาปกรรมครับ เป็นบาปกรรมที่ทำกับประเทศ ความจริงต้องชื่นชมบุคลากรพิเศษที่ต้อง ทำหน้าที่ปกป้องรัฐธรรมนูญที่ยกร่างโดยคณะบุคคลที่เห็นชอบโดยคณะรัฐประหาร ผมไม่ได้ติเตียนเขาเลยครับท่านประธาน เขาทำหน้าที่ของเขาตามที่ได้รับมอบหมายมา ถ้าไม่ทำสิเป็นเรื่องที่น่าแปลกมากกว่า แต่ที่ผมแปลกใจและเศร้าใจระคนกันก็คือ ฝ่ายสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ฝ่ายพรรคการเมือง ซึ่งเป็นองค์กรประชาธิปไตยต้องรัก และศรัทธาประชาธิปไตยอย่างแท้จริง ปากบอกเป็นประชาธิปไตย แต่หัวใจและการกระทำ เป็นเผด็จการร่วมมือกับอำนาจนิยมขอเพียงให้ตัวเองได้อำนาจรักษาอำนาจของตัวเองไว้

ท่านประธานที่เคารพครับ อีกประเด็นหนึ่งที่เป็นเหตุผลสนับสนุนการแก้ไข กฎหมายรัฐธรรมนูญเพื่อให้เป็นประชาธิปไตยส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน ท่านประธานครับ บ้านเมืองจะเป็นประชาธิปไตยหรือไม่กฎกติกามันฟ้องสังคมโลก ถ้ายัง ไม่เป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริงเดินไปไม่ได้แล้วครับ สักพักหนึ่งเดี๋ยวก็ขลุกขลัก มันลุ่ม ๆ ดอน ๆ เดินไม่ทันเพื่อนบ้าน เดินไม่ทันสังคมโลก อำนาจนิยมนั้นเป็นตัวฉุดรั้งการพัฒนาประเทศ ผมอภิปรายครั้งใดครับท่านประธานผมก็จะยกตัวอย่างให้เห็นภาพเอากันสั้น ๆ ใกล้ ๆ ภายหลัง การปฏิวัติรัฐประหารเมื่อปี ๒๕๔๙ รายได้ของประเทศเอาสาขาเดียวครับท่านประธาน สาขา ท่องเที่ยว หลังการปฏิวัติรัฐประหารปีนั้นมีรายได้เพียง ๕๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท แต่หลังจาก นายกรัฐมนตรีในรัฐบาลนี้คือท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร เข้ามาบริหารประเทศได้ เพียงปีเศษ ท่านประธานครับ ปี ๒๕๕๕ สาขาเดียวนะครับ สาขาท่องเที่ยว เรามีรายได้ ๙๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท เกือบ ๑,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ได้มาลอย ๆ หรือเปล่า เปล่าเลยครับ ท่านประธาน ได้มาเพราะบ้านเมืองเป็นประชาธิปไตย ได้มาเพราะนายกรัฐมนตรีไม่ได้ตอบโต้ ทางการเมือง ทำหน้าที่บริหารประเทศ อดทน ขยัน ไม่ตอบโต้ ในขณะเดียวกันมีวิสัยทัศน์ เชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้าน เป็นมิตรกับประเทศเพื่อนบ้าน คนเขาก็มาเที่ยว รายได้ก็เข้าประเทศ เศรษฐกิจก็มั่นคง นี่เห็นได้ชัด ชี้ให้เห็นชัดสั้น ๆ เอาระยะยาว ท่านประธาน ผมชอบยกตัวอย่างเปรียบเทียบประเทศไทยกับประเทศญี่ปุ่นเรามีการเปลี่ยนแปลง การปกครองใกล้เคียงกับประเทศญี่ปุ่น ประเทศญี่ปุ่นเปลี่ยนแปลงการปกครองสมัยราชวงศ์ เมจิ ปี ๒๔๗๕ เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบันครับท่านประธาน เราฉีกรัฐธรรมนูญกันกี่ฉบับ เดี๋ยวนี้ เป็นฉบับที่ ๑๘ ประเทศญี่ปุ่นมีรัฐธรรมนูญ ๑ ฉบับไม่เปลี่ยนแปลงเลยการเมืองเขาต่อเนื่อง ของประเทศไทยเราเป็นอย่างไร ปฏิวัติกี่ครั้ง ประเทศที่เป็นประชาธิปไตยมันไม่ต่อเนื่อง เราจะเจริญเทียบทันเขาได้อย่างไร ไม่ต้องไปเทียบกับประเทศญี่ปุ่น ประเทศมาเลเซีย ประเทศสิงคโปร์ การเมืองเขานิ่ง เมื่อการเมืองเขานิ่งบ้านเมืองก็พัฒนาใครจะมาเป็นรัฐบาล ประชาชนเขาเลือก ไม่เห็นว่าพรรคเพื่อไทยจะต้องอยู่ยั่งยืนสถาพรตลอดไป ถ้าทำไม่ดี ประชาชนเขาก็ไม่เลือก นี่คือสิ่งที่ผมอยากจะชี้ให้เห็นว่าประชาธิปไตยเท่านั้นที่จะรักษาชาติ บ้านเมืองและทำให้บ้านเมืองเจริญเติบโต

ประเด็นถัดมาครับท่านประธาน กระผมมีเหตุผลสนับสนุนการแก้ไข รัฐธรรมนูญให้เป็นประชาธิปไตยในประเด็นสำคัญที่สุด หรือเป็นหัวใจในการอภิปรายของผม ในวันนี้ ผู้ที่ค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญนี้อ้างอยู่เสมอ ก็คือว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้ไม่เป็น ประโยชน์แก่ประชาชน แต่เป็นประโยชน์แก่พวกพ้อง และจะนำไปสู่การแก้ไขเพื่อประโยชน์ ของคนคนเดียว ประเด็นการแก้ไขที่อ้างว่าไม่เป็นประโยชน์แก่ประชาชนนั้นผมเห็นต่างครับ ท่านประธาน

ประการแรก หลักกฎหมายทั่วไปใช้บังคับกับคนทุกคน ไม่เฉพาะเจาะจง กับคนใดคนหนึ่ง ทุกคนได้ประโยชน์ เมื่อประเทศมีกติกาที่เป็นประชาธิปไตย

ประการที่ ๒ ครับท่านประธาน ทั้ง ๓ ประเด็นที่ขอแก้ล้วนเป็นการส่งเสริม สิทธิเสรีภาพของประชาชน และผลประโยชน์ของประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งตรงตาม เจตนารมณ์ของผู้ร่าง ซึ่งเพื่อนสมาชิกได้อภิปรายกันอย่างกว้างขวางแล้ว ผมไม่ขออภิปรายซ้ำ

ประการที่ ๓ กรณีที่ว่าการแก้รัฐธรรมนูญเป็นประโยชน์แก่พวกพ้อง และจะนำไปสู่การแก้ไขเพื่อประโยชน์ของคนคนเดียว กระผมวิเคราะห์ว่าประเด็นที่ถูก ต่อต้านแรงสุด คือการกล่าวอ้างว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อเป็นประโยชน์ของคนคนเดียว ผมมีความเห็นต่างครับท่านประธาน กระผมเคยถามผู้ใหญ่ท่านหนึ่งกรณีคนคนเดียวถูกข้อหา ว่าทุจริตซื้อที่ดินรัชดา ถูกลงโทษจำคุก ๒ ปี ถูกเรียกร้องให้มารับโทษ ผู้ใหญ่ท่านนั้น ตอบผมว่าศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์สำคัญที่สุด ถ้ากระบวนการยุติธรรมที่นำไปสู่การตัดสิน ลงโทษจำคุก ๒ ปีแก่คนคนเดียวนั้นเป็นกระบวนการยุติธรรมปกติเฉกเช่นนานา อารยประเทศสามารถยอมรับได้ แต่นี่เป็นกระบวนการยุติธรรมที่เกิดขึ้นภายหลังการปฏิวัติ รัฐประหาร เพิ่มองค์กรขึ้นมาอีกองค์กรหนึ่ง เป็นหนึ่งในกระบวนการยุติธรรมชั้นต้น คือ คตส. เมื่อต้นทางมันเป็นพิษ ปลายทางจะให้มันยุติธรรมได้อย่างไร ผมถามทางออก ได้รับคำตอบว่าหากถอยกันคนละก้าว ถ้าเห็นว่าท่านผิดก็เข้ากระบวนการยุติธรรมปกติ ซึ่งผมเห็นว่าแฟร์ (Fair) คนที่เห็นเป็นอย่างอื่นก็ต้องพึ่งเผด็จการเป็นตัวช่วย ซึ่งมีตัวอย่างให้เห็น

ผมขอสรุปเป็นประเด็นสุดท้ายครับท่านประธาน ทางออกของบ้านเมืองผมยัง เห็นแสงสว่างปลายอุโมงค์เปรียบเสมือนน้ำทิพย์หยดลงมา เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้มีพระบรมราโชวาทสำคัญถึง ๒ ครั้งในเวลาไล่เลี่ยกัน คือเมื่อวันที่ ๕ ธันวาคม วันเฉลิมพระชนมพรรษา และวันที่ ๓๑ ธันวาคม ทรงพระราชทานพรปีใหม่ ทรงขอให้ คนไทยมีเมตตาและปรารถนาดีต่อกัน ในหลวงของเราทรงค้นพบหัวใจของปัญหา ของบ้านเมือง ปัญหาของบ้านเมืองมีมากมายครับท่านประธานตั้งแต่เล็กไปจนใหญ่ เช่น มะพร้าวราคาตกต่ำ ยาเสพติดรุนแรง เป็นปัญหาไหม เป็นปัญหาครับ ต้องแก้ไหม ต้องแก้ แต่หัวใจของปัญหาคืออะไร เมื่อแก้แล้วจะแก้ไขปัญหาอื่น ๆ ได้สะดวกขึ้น นั่นก็คือปัญหา ความขัดแย้งในบ้านเมือง ในหลวงของเราทรงอัจฉริยะ ทรงค้นพบหัวใจของปัญหา คือความขัดแย้ง ในบ้านเมืองเป็นปัญหาสำคัญสูงสุด เป็นตัวฉุดรั้งการพัฒนาประเทศ สมควรที่ทุกฝ่าย จะสนองพระบรมราโชวาทถ้ามีความจงรักภักดีและต้องการให้บ้านเมืองสงบร่มเย็น ในฝ่ายของผมฝ่ายรัฐบาลท่านนายกรัฐมนตรีตั้งหลักแน่นไม่ตอบโต้ให้เป็นประเด็นการเมือง ตั้งหน้าตั้งตาบริหารราชการแผ่นดินตามที่ผมได้กราบเรียนไว้แล้ว ในอีกฝั่งหนึ่งมีสัญญาณ ที่ดีครับท่านประธานที่ผมและหลายฝ่ายพอใจ มีการเสนอว่าควรมีการปฏิรูปวัฒนธรรม ของพรรค ไม่หมกมุ่นกับการเมืองเกินไป นี่คือสิ่งที่ผมอยากจะเห็นทุกฝ่ายเข้ามามีส่วนร่วม ในการพัฒนาชาติบ้านเมือง ขออนุญาตกราบเรียนสรุปเพียงเท่านี้ครับ ขอบพระคุณครับ ท่านประธาน

(นายสาธิต ปิตุเตชะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดระยอง ได้ยืน และยกมือขึ้น)
นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านประท้วงหรือครับ เชิญครับ

นายสาธิต ปิตุเตชะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ระยอง

ท่านประธานที่เคารพ ผม สาธิต ปิตุเตชะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดระยองครับ ด้วยความเคารพท่านผู้อภิปรายนะครับ แต่ว่าผมยึดถือคำวินิจฉัยท่านประธานว่าการอภิปรายนี้ ต้องอยู่ในประเด็น แล้วก็ไม่พูดย้อนไปข้างหลังไม่เกี่ยวข้องกับการแก้รัฐธรรมนูญ เพื่อนสมาชิก กำลังอภิปรายเมื่อสักครู่นี้ก็อภิปรายเรื่องไม่ตรงประเด็น เพราะฉะนั้นก็อยากจะหารือ ท่านประธานว่านอกจากประท้วงแล้วถ้ามาตรฐานเป็นแบบนี้ ถ้าเพื่อนสมาชิกฝั่งนี้ อภิปรายแล้วก็โยงไปถึงเหตุการณ์ในอดีต หรือเหตุการณ์ในอนาคต ในปัจจุบันอย่างนี้ ก็ทำได้ ใช่ไหมครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านครับ ก็อภิปราย ถ้าอยู่ในประเด็นรัฐธรรมนูญอาจจะย้อนอดีตหรืออะไรต่าง ๆ ไม่มีปัญหาแต่ต้องไม่กระทบ ทำให้คนอื่นเสียหาย

นายสาธิต ปิตุเตชะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ระยอง

ซึ่งเวลาฝั่งนี้ อภิปราย

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ต้องไม่กระทบให้คนอื่น เสียหาย

นายสาธิต ปิตุเตชะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ระยอง

นั่นสิครับ ท่านประธานต้องชัดเจนนะครับว่าท่านประธานจะเอามาตรฐานไหน

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ก็ได้นะครับ หมายถึง อย่ากระทบทำให้คนอื่นเสียหาย แต่ต้องอยู่ในประเด็นเรื่องของรัฐธรรมนูญ

นายสาธิต ปิตุเตชะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ระยอง

ก็ให้ประธานรักษา มาตรฐานด้วยครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ครับ เชิญท่านเทพไท เสนพงศ์ ๑๕ นาทีครับ

นายเทพไท เสนพงศ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นครศรีธรรมราช 🔗

ท่านประธานที่เคารพ กระผม เทพไทย เสนพงศ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดนครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ต้องเรียนกับท่านประธานเป็นเบื้องต้นก่อนว่า ผมเป็นคนหนึ่งที่ไม่ยอมรับและไม่รับร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้ง ๓ ฉบับ และผมก็ต้องเรียน กับท่านประธานว่าจุดยืนของพรรคประชาธิปัตย์ทั้งหมดที่ได้แสดงออกถึงการไม่ยอมรับ ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้ง ๓ ฉบับ ซึ่งเป็นสิทธิของพวกเราพรรคประชาธิปัตย์ แต่อย่างน้อย ท่านประธานก็คงจะเห็นข่าวเห็นฝ่ายตรงกันข้ามพยายามที่จะออกมากล่าวหาใส่ร้ายว่า พวกผมเป็นคนขัดขวางการแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญ ถ้าท่านประธานดูสื่อในหน้าหนังสือพิมพ์ อย่างน้อย ๓ ฉบับในวันนี้พยายามพูดถึงการไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ รวมไปถึง การพยายามที่จะพูดว่าพวกผมพยายามขัดขวางตีรวนกระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญในสภา ผมอยากจะเรียนกับท่านประธานนะครับว่าพวกผมไม่เจตนาที่จะไปตีรวนหรือขัดขวางใด ๆ ทั้งสิ้น พวกผมเห็นด้วยมาโดยตลอดว่ารัฐธรรมนูญที่แก้ไขได้และเห็นด้วยสำหรับการแก้ไข เป็นรายมาตรา และในรัฐบาลของพรรคประชาธิปัตย์ก็ได้มีการแก้ไขเป็นรายมาตรามาแล้ว ข้อกล่าวหาว่าพวกผมตีรวนในสภา ผมต้องเรียนกับท่านประธานผ่านไปยังสื่อยักษ์ใหญ่ ๒-๓ สำนักที่พยายามพาดพิงมายังพรรคประชาธิปัตย์เมื่อเช้า กรณีการไม่ยอมรับคุณนิคม ไวยรัชพานิช ต้องเรียนกับท่านประธานอย่างตรงไปตรงมาครับว่าท่านไม่เหมาะสมที่จะมา นั่งในตำแหน่งประธานที่ประชุม และท่านก็ให้สัมภาษณ์เมื่อสักครู่ว่าท่านอยากจะถอนชื่อ ออกจากร่างแก้ไขของท่านแต่เกรงว่าจะเสียเวลา ซึ่งผมคิดว่าเป็นการให้เหตุผลที่ไม่สมเหตุสมผลนะ ท่านประธาน จริง ๆ ถ้าหากว่าท่านมีเจตนาที่จะเสนอตัวหรือว่าจะถอนชื่อออกจากร่างแก้ไข รัฐธรรมนูญที่ท่านเสนอใช้เวลาไม่เกิน ๕ นาที ๑๐ นาที ขออนุมัติจากที่ประชุมพวกเราก็อนุมัติ ก็แค่นั้นเองครับ เพราะฉะนั้นขอชี้แจงมายังสื่อมวลชนและทุกฝ่ายที่พยายามจะพาดพิงมายัง พรรคประชาธิปัตย์ว่าเป็นคนขัดขวางการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ต้องเรียนกับท่านประธานนะครับ ว่ารัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๕๐ พวกผมไม่ได้หวงแหนหรือไม่ได้แสดงความเป็นเจ้าของใด ๆ ทั้งสิ้นครับประธาน แต่ว่าเมื่อเราเป็นคนไทยและกฎหมายรัฐธรรมนูญได้ประกาศใช้มีการลง พระปรมาภิไธยเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศแล้ว พวกผมก็ยอมรับครับ แล้วก็ปฏิบัติตาม สุดท้ายมีการลงพระปรมาภิไธยเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศแล้ว พวกผมก็ยอมรับแล้วก็ ปฏิบัติตามกฎหมายครับ แต่ว่ามันมีคนบางคนหรือบางพวกบางกลุ่มที่พยายามที่จะใส่ร้ายว่า รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ มาจากเผด็จการตัวเองไม่ยอมรับ พูดถึงต้นไม้พิษ ผลไม้พิษ ก็ต้อง เรียนกับท่านประธานว่าคนเหล่านี้รังเกียจรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ เป็นรัฐธรรมนูญเผด็จการ แต่ว่าในทางตรงกันข้ามคนเหล่านี้หาเศษหาเลยกับรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ถ้าไม่ยอมรับ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ จริงตามที่ปากว่านี่ต้องทำเหมือนกับนักการเมืองในอดีตคนหนึ่ง ที่ผมชื่นชม คือคุณอุทัย พิมพ์ใจชน ท่านขนานนามรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๒๒ ว่ารัฐธรรมนูญ ฉบับหมาเมิน แล้วท่านก็ไม่ลงเลือกตั้งเป็นการประท้วงรัฐธรรมนูญ อันนี้เขาเรียกว่าคนจริงครับ ท่านประธาน แต่ว่าด่ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ แล้วตัวเองก็มาเป็น ส.ส. นั่งหน้าสลอน ในสภาเสพอำนาจเป็นรัฐบาลแล้วก็มากล่าวหาทุกวันว่าเป็นรัฐธรรมนูญโจร ผมต้องเรียนกับ ท่านประธานอย่างตรงไปตรงมาอย่างนี้ละครับท่านประธานเพื่อให้มันมีความชัดเจนขึ้น ผมอยากจะเรียนกับท่านประธานว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญในรายมาตราที่พวกเราทำกันมา ในอดีตมันมีที่มาครับท่านประธาน อย่างน้อยก็ต้องมีข้อเสนอจากคณะกรรมการ ที่ทุกฝ่ายเสนอ เช่นคณะกรรมการสมานฉันท์เพื่อปฏิรูปการเมืองและศึกษาการแก้ไข รัฐธรรมนูญที่สภาตั้ง ๓ ฝ่ายขึ้นมา มีคุณดิเรก ถึงฝั่ง เป็นประธาน แล้วก็มีข้อเสนอแนะ มากมาย ในข้อเสนอแนะนั้นพวกผมเห็นด้วยในบางข้อเสนอด้วยซ้ำไป แต่ว่ามันเป็น ผลประโยชน์ทับซ้อนกับพรรคประชาธิปัตย์เราก็ไม่ทำครับท่านประธาน หรือแม้แต่ คณะกรรมการพิจารณาแนวทางแก้ไขรัฐธรรมนูญที่มีนายสมบัติ ธำรงธัญวงศ์ เป็นประธาน ศึกษาชุดนี้ ได้เสนอความเห็นหรือข้อแก้ไขจำนวนหนึ่ง เราก็เอามาปฏิบัติแล้วก็มาร่างแก้ไข รัฐธรรมนูญในยุคของรัฐบาลอภิสิทธิ์ แต่ว่าในวันนี้ร่างทั้ง ๓ ร่างนี้ผมยังไม่ทราบเลยว่า ต้นสายปลายเหตุมาจากไหน จากผลการศึกษาของใคร หรือจากการมุบมิบของฝ่ายหนึ่ง ฝ่ายใดที่ตกลงแล้วมันสมผลประโยชน์กัน หรือที่เขาบอกว่าผลัดกันเกาหลังท่านประธาน แล้วก็มาเป็นร่างรัฐธรรมนูญฉบับแก้ไข ๓ ฉบับ ผมได้รับการยืนยันจากเพื่อนสมาชิก ฝ่ายรัฐบาลบางท่านว่าจริง ๆ ก็ไม่อยากที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญในขณะนี้ด้วยซ้ำไป แต่ว่า มีบางฝ่ายเข้ามาขอร้องก็อยากจะให้มีการแก้ไขโดยเร็ว จึงเป็นที่มาของร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ท่านประธานก็รู้นี่ครับว่าทำไมต้องรีบเร่งแก้ไข และในบางประเด็นมันไม่มีอยู่ในผลการศึกษาใด ๆ ทั้งสิ้นแม้แต่ชุดเดียวท่านประธาน การร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญผมต้องเรียนกับท่านประธานว่า เราแก้ไขได้ถ้าหากว่าเป็นการแก้ไขเพื่อให้เกิดประชาธิปไตย แต่การแก้ไขเพื่อลิดรอนสิทธิ พี่น้องประชาชนไม่เป็นประชาธิปไตย อันนี้ก็ต้องคุยกันครับ ผมเชื่อว่าร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ฉบับแรกที่ผมอยากจะอภิปรายครับท่านประธาน คือมาตรา ๖๘ มาตรา ๖๘ มีการพูดว่า ไม่มีอะไรที่ไปลิดรอนสิทธิเสรีภาพของพี่น้องประชาชน เพียงแต่ว่าไม่มีความชัดเจนในตัว เนื้อหาของรัฐธรรมนูญ มาตรา ๖๘ เราแก้ปัญหาง่ายนิดเดียวครับท่านประธาน ถ้าไม่มี ความชัดเจนก็เขียนให้ชัดเจน ก็แค่นั้นครับ แต่มาตรา ๖๘ ไม่มีอยู่ในผลการศึกษา ของคณะกรรมการศึกษาใด ๆ ทั้งสิ้น เพิ่งมามีก็ต่อเมื่อตอนที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ร่างแก้ไขมาตรา ๒๙๑ เท่านั้นละครับ เป็นประเด็นหยิบเรื่องนี้ขึ้นมาครับ ถ้าไม่ได้วินิจฉัย เรื่องนี้ก็ไม่ได้หยิบเรื่องนี้ขึ้นมาแก้ไขหรอกครับท่านประธาน ประเด็นก็คือว่าร่างมาตรา ๖๘ ที่จะมีการแก้ไข โดยอ้างว่าช่องทางที่นำไปสู่ศาลรัฐธรรมนูญต้องการที่จะเขียนให้ชัดเจน นั่นก็คือใช้ช่องทางเดียวก็คือผ่านอัยการสูงสุด ทั้งที่ความชัดเจนศาลรัฐธรรมนูญเขาวินิจฉัยว่า ช่องทางที่พี่น้องประชาชนยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญก็เป็นช่องทางหนึ่งที่ทำได้ และคำวินิจฉัย ของศาลรัฐธรรมนูญก็ผูกมัดกับทุกองค์กรอยู่แล้วครับท่านประธาน แต่ถ้าหากว่าคนที่แก้ไข ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้บอกว่าเพื่อเป็นการเปิดโอกาสหรืออ้างว่าเป็นประชาธิปไตยตามที่ กล่าวอ้าง ผมคิดว่าไม่ได้เขียนแบบรวบรัดหรือปิดช่องเฉพาะช่องทางอัยการสูงสุดเท่านั้น ถ้าผู้เสนอร่าง มีความจริงใจบอกว่าควรจะเปิดหนทางไปสู่ศาลรัฐธรรมนูญได้หลายช่องทาง ผมเสนอเลย ในวันนี้ ทำไมท่านไม่เขียนบรรจุเกี่ยวกับผู้ตรวจการแผ่นดิน ให้ยื่นผ่านผู้ตรวจการแผ่นดิน เข้าไปสู่ศาลรัฐธรรมนูญได้อีก หรืออีกช่องทางหนึ่งท่านก็เขียนต่อไปเลยว่าสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จำนวนหนึ่งในห้าเข้าชื่อยื่นต่อประธาน ประธานก็นำยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญ หรือท่านสมาชิกวุฒิสภา จำนวนเท่าไรก็ตามเพื่อเปิดช่องทางให้มีทางเลือกมากขึ้นที่นำไปสู่ศาลรัฐธรรมนูญ ไม่ใช่ว่า ในขณะนี้มีช่องทาง ๒ ช่องทางคือช่องทางของประชาชนทั่วไปกับช่องทางของอัยการสูงสุด และสุดท้ายท่านก็ปิดช่องทางประชาชนเพื่อผ่านอัยการสูงสุดครับ และท่านก็รู้ว่าอัยการสูงสุด ที่ผ่านมามีพฤติกรรมเช่นไรครับ ต่อกรณีมาตรา ๒๙๑ ท่านเห็นไหมล่ะครับ สำนักงานอัยการสูงสุด มีจุดยืนอย่างไรและทำงานล่าช้าเพียงใดครับท่านประธาน มาตรานี้ผมเรียนกับท่านประธานว่า มีการเขียนแบบลุกลี้ลุกลนและมีข้อบกพร่องอย่างเห็นได้ชัดยังไม่มีเพื่อนสมาชิกคนไหน อภิปราย แต่ผมจะชี้ให้ท่านประธานเห็นนะครับ ซึ่งมาตรา ๖๘ เป็นมาตราสำคัญที่จะนำไปสู่ การแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการลงมติในวาระที่สามเกี่ยวกับ มาตรา ๒๙๑ ซึ่งหลายคนก็บอกว่ามันเป็นธงที่ต้องการที่จะแก้ไขหรือจะลงมติอยู่แล้ว ผมเรียนกับท่านประธานอย่างตรงไปตรงมาเลยครับ วันนี้ถ้ามีความจริงใจว่ารัฐธรรมนูญวาระที่สาม จะไม่มีการลงมติเหมือนกับฝ่ายยุทธศาสตร์ของพรรคเพื่อไทยพูด ถอนเลยครับท่านประธาน เพื่อพิสูจน์ความจริงใจถอนออกจากสภาแห่งนี้เพื่อให้สังคมได้สบายใจ แต่นี่ไม่มีครับ มันเป็นการปิดช่องทางนี้ เมื่อเช้าผมได้ฟังท่านนายกรัฐมนตรีได้ให้สัมภาษณ์ครับ สื่อมวลชน ถามท่านนายกรัฐมนตรีว่าการเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา ๖๘ เป็นการลิดรอน สิทธิประชาชนหรือไม่ ผมไม่ทราบว่าท่านประธานได้ดูหรือเปล่านะครับ ผมทั้งขำ ทั้งสงสาร ท่านมึนงงกับมาตรา ๖๘ แล้วท่านก็ถามนักข่าวว่าลิดรอนสิทธิประชาชนตรงไหนบ้าง คือผมก็ ไม่แน่ใจว่าความเห็นของผู้นำสูงสุดของประเทศและให้ความเห็นเกี่ยวกับการแก้ไข รัฐธรรมนูญซึ่งเป็นครั้งแรกและทุกคนก็มึนงงกับท่าทีของท่านนายกรัฐมนตรีมากเลยครับ ประเด็นที่ผมอยากจะชี้ให้ท่านประธานเห็นว่าการเขียนมาตรานี้ลุกลี้ลุกลน ก็คือการเขียน มาตรานี้ใน ๓ วรรค วรรคแรก ต้องเรียนท่านประธานว่าเป็นการคัดลอกมาจากมาตราเดิม วรรคสอง มีการแก้ไข ตัดสิทธิของประชาชนออก แต่ด้วยความลุกลี้ลุกลน ท่านประธาน ดูวรรคสามสิครับ ในกรณีที่ศาลวินิจฉัยสั่งการให้พรรคการเมืองใดเลิกกระทำการใดตามวรรคสอง ศาลรัฐธรรมนูญอาจสั่งยุบพรรคการเมืองได้ นี่ไม่ได้รับการแก้ไขเลยครับ จริง ๆ แล้ววรรคนี้ ไม่ควรมีครับ เพราะท่านแก้มาตรา ๒๓๗ ไปแล้วเกี่ยวกับกรณียุบพรรคว่าไม่มีการยุบพรรค และผมถามท่านประธานแล้วมาโผล่อยู่ในมาตรา ๖๘ ได้อย่างไรครับท่านประธาน อันนี้แสดงว่า มีความบกพร่องในการเขียน ในการเสนอร่างฉบับนี้อย่างเห็นได้ชัดว่ามีการลุกลี้ลุกลน ถ้าหากว่ามีการตรวจสอบตรวจทานและให้สอดคล้องกับคำแก้ไขทั้งหมด วรรคนี้ต้องตัดออกครับ เมื่อท่านเสนอยกเลิกมาตรา ๒๓๗ เกี่ยวกับการยุบพรรค ถามว่ามาโผล่โทษการยุบพรรค ในมาตรานี้ได้อย่างไรครับ อันนี้ชัดครับท่านประธาน

ส่วนที่ ๒ ที่ผมจะพูดก็คือว่าในกรณีของการเสนอเรื่องเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา ผมต้องเรียนว่านี่คือประเด็นหัวใจของการเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้ นี่คือแรงบันดาลใจ ที่มีการขับเคลื่อนที่จะให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้ง ๓ ฉบับ พูดง่าย ๆ เวลามันสั้นท่านประธานครับ ช่องทางเดียวที่เสนอให้สมาชิกวุฒิสภาลงสมัครรับเลือกตั้งได้อย่างต่อเนื่อง ท่านประธาน ดูตรงไหนครับ ดูมาตรา ๖ เป็นการเขียนแก้ไขข้อความที่น่าละอายเป็นอย่างยิ่งครับ “บุคคลเคยดำรงตำแหน่งสมาชิกวุฒิสภาและสมาชิกภาพสิ้นสุดลงมาแล้ว ยังไม่เกินสองปี จะเป็นรัฐมนตรีหรือผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองซึ่งมิใช่สมาชิกวุฒิสภา มิได้” คือเปิดช่อง ให้สมัครวุฒิสภาต่อเพียงอย่างเดียวท่านประธานครับ และผมถามท่านประธานแล้วพวก ส.ส. อย่างผมล่ะครับ ทำไม (๗) บอกว่าถ้าหากว่าหมดสมาชิกสภาพจาก ส.ส. แล้วต้องเว้นวรรค ๕ ปีท่านประธาน ทำไมพวกผมไม่สามารถสมัครสมาชิกวุฒิสภาได้อีก สมาชิกพรรคการเมือง ซึ่งเป็นพื้นฐานของพี่น้องประชาชนธรรมดาแท้ ๆ ยังกำหนดเว้นวรรคไว้ ๕ ปีท่านประธาน ใน (๖) ท่านประธานเห็นไหม เป็นการเขียนเอารัดเอาเปรียบอย่างเห็นได้ชัดเจน ถ้าผมเป็น วุฒิสมาชิกผมอายครับ วุฒิสมาชิกที่มาจากการเลือกตั้งและลงชื่อในร่างแก้ไขฉบับนี้ผมอาย เพราะเป็นการทำเพื่อตัวเองโดยแท้ แล้วก็ชัดเจนครับ ถ้าหากว่าจะทำเพื่อคนอื่นต้องยกเลิก ทั้งวรรคครับ วรรคนี้ไม่ใช่ไม่ยกเลิกเลยแล้วเว้นไว้เฉพาะสมาชิกวุฒิสภาครับ ผมต้องเรียน กับท่านประธานครับ จริง ๆ ผมมีอยู่หลายประเด็นแต่ด้วยเวลาจำกัด ผมอยากจะเรียนว่า มีสิ่งที่ลุกลี้ลุกลนที่จะทำรัฐธรรมนูญฉบับนี้เห็นได้ชัด

๑. เป็นการเขียนรัฐธรรมนูญฉบับร่างขึ้นมาเห็นได้ชัดว่าไม่สมบูรณ์แล้วก็ เป็นปัญหา

๒. ผมต้องเรียนกับท่านประธานว่ามีการบรรจุร่างนี้ท่านประธานก็เห็นว่า อย่างรวดเร็ว

๓. ท่านประธานก็เห็นว่าการเสนอตั้งคณะกรรมาธิการแยกเป็น ๓ คณะ เพื่อที่จะทำให้รวดเร็ว ทั้ง ๆ ที่ ๓-๔ มาตรานี้ใช้คณะกรรมาธิการชุดเดียวก็ได้ครับ และ

๔. เห็นได้ชัดว่าจะมีการเร่งรีบให้ทำโดยเร็ว โดยอาจจะมีการขยาย สมัยประชุม หรือเปิดสมัยประชุมวิสามัญโดยการที่มีคำสั่งให้คณะกรรมาธิการอย่างพวกผมนี่ ให้อยู่ไม่ไปดูงานในต่างประเทศ นี่ทั้งหมดเป็นเรื่องที่พยายามเร่งรัดร้อนรนเพื่อที่จะนำไปสู่ การแก้ไขเพื่อนำไปสู่การกินรวบประเทศไทย และทำเพื่อคนบางกลุ่มเท่านั้นท่านประธานครับ ขอบคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านบุญเลิศ ไพรินทร์ ๑๕ นาทีครับ

นายบุญเลิศ ไพรินทร์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ฉะเชิงเทรา

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ผม นายบุญเลิศ ไพรินทร์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดฉะเชิงเทรา พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมอยากจะกราบเรียน ท่านประธานว่าถ้าประเทศชาติเป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริงรัฐบาลจะต้องเป็นของประชาชน โดยประชาชน และเพื่อประชาชนจริง ๆ แต่ประเทศไทย

(นายมณเฑียร บุญตัน สมาชิกวุฒิสภาภาคอื่น ได้ยืนและยกมือขึ้น)
นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านบุญเลิศครับ มีผู้ประท้วง ที่จริงท่านมณเฑียรครับ คิวต่อไปก็เป็นของท่าน ถ้าเป็นเรื่องนี้ก็แจ้งให้ทราบเลย

นายมณเฑียร บุญตัน สมาชิกวุฒิสภา ภาคอื่น

ท่านประธานครับ ผมต้อง ขออนุญาตท่านประธานจริง ๆ คือผมไม่ทราบว่าท่านจะถือว่าเป็นการหารือก็ได้ แต่ผมไม่ทราบว่า ทางวิป ๓ ฝ่ายได้มีการตกลงกันอย่างไร ผมได้รับการบอกกล่าวว่าให้รอคิวจะถึง ผมนี่มา เมื่อชั่วโมงก่อนแล้วผมก็ยังไม่ได้ทานข้าว

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ขอคิวต่อไปครับ หลังจากนี้ ก็ท่านเลยครับ

นายมณเฑียร บุญตัน สมาชิกวุฒิสภา ภาคอื่น

คือผมอยากทราบความชัดเจน เพราะว่าผมได้รับการบอกมาเป็นชั่วโมงแล้วครับ ผมไม่ได้ติดใจการอภิปรายใด ๆ ทั้งสิ้นครับ อยากจะทราบความชัดเจน ขอบพระคุณมากท่านประธานครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ถ้าในระหว่างที่ผมทำหน้าที่ ก็จะเป็นฝ่ายค้าน ๒ คน แล้วมาที่พรรคเพื่อไทย ๑ คน แล้วก็ฝ่ายค้านอีก ๒ คน แล้วก็มาที่ วุฒิสมาชิก ๑ คน จะเป็นอย่างนี้ แต่ถ้าท่านนิคมทำหน้าที่ก็จะเป็นของวุฒิสมาชิกกับรัฐบาล เท่านั้น พรรคประชาธิปัตย์เขาสละสิทธิ ชัดเจนนะครับ เชิญท่านบุญเลิศต่อครับ

นายบุญเลิศ ไพรินทร์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ฉะเชิงเทรา 🔗

กระผม ได้กราบเรียนแล้วว่าถ้าประเทศเราเป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริงนี่รัฐบาลจะต้องเป็นของประชาชน โดยประชาชน และเพื่อประชาชน อย่างแท้จริง แต่ประเทศไทย ท่านประธานที่เคารพครับ การเมืองยังไม่เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ หรือเป็นเพียงประชาธิปไตยจอมปลอมเท่านั้น อย่าหวัง ว่าจะเป็นโน่นเป็นนี่เลย เพราะฉะนั้นรัฐบาลจึงเป็นของเงินตรา โดยเงินตรา และเพื่อเงินตรานั่นเอง ประเทศไทยขณะนี้เป็นอย่างนี้ หรือไม่ยอมรับความจริงกัน ไหนผมอยากจะมองเห็นเหมือนกัน ว่าใครจะปฏิเสธบ้าง การได้มาซึ่งอำนาจ การใช้อำนาจ การตรวจสอบการใช้อำนาจ ต้องพึ่งพา เงินตราที่ได้มาจากการทุจริตคอร์รัปชันของผู้มีอำนาจทั้งสิ้น การได้มาซึ่งอำนาจของฝ่ายการเมือง ก็ได้มาโดยการซื้อสิทธิ ขายเสียง และโกงการเลือกตั้งซึ่งก็ต้องใช้เงินตรา ผมไม่ได้ว่า พรรคไหนทั้งสิ้นไม่ต้องร้อนตัว การใช้อำนาจของฝ่ายการเมืองก็เป็นไปโดยทุจริตคอร์รัปชัน เพื่อสะสมเงินตราไว้ซื้อเสียงต่อไป การตรวจสอบการใช้อำนาจแม้จะมีฝ่ายตุลาการ ที่เข้มแข็งแล้ว ยังมีองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ เช่น ป.ป.ช. คตง. ศาลรัฐธรรมนูญก็ยัง ไม่สามารถจะตรวจสอบการเมืองฉ้อฉลได้อย่างมีประสิทธิภาพ จึงเข้าทำนองหากตรวจสอบไป ก็ร่ำรวยไป ดังนี้เป็นต้น ซึ่งก็ต้องใช้เงินตราเพื่อยับยั้งการตรวจสอบอีกนั่นเอง ผมขอคัดค้าน การแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันทุกมาตราและทุกร่างที่นำเสนอต่อที่ประชุมรัฐสภาแห่งนี้ โดยเหตุผลดังต่อไปนี้ ท่านประธานที่เคารพ

ประการที่ ๑ รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันยังไม่ได้สร้างปัญหาหรือเป็นอุปสรรค ต่อการบริหารราชการแผ่นดิน เน้นนะครับ ที่สุจริตและเที่ยงธรรมเพื่อประเทศชาติ และประชาชนแต่อย่างใด ปัญหานั้นไม่ได้เกิดจากรัฐธรรมนูญ แต่ที่เป็นปัญหามาจากพฤติกรรมเลว ของนักการเมือง และนโยบายประชานิยมผสมการทุจริตคอร์รัปชันของผู้มีอำนาจมากกว่าครับ ขออย่าได้ไปโทษรัฐธรรมนูญแต่อย่างใดเลย รัฐธรรมมันอยู่บนหิ้งเฉย ๆ ถ้าพฤติกรรมไม่เลว ไม่ทุจริต ไม่คอร์รัปชัน ได้มาซึ่งอำนาจโดยไม่ต้องซื้อสิทธิขายเสียงใครเขาจะไปยุบพรรค มาตรา ๒๓๗ มันอยู่ของมันเฉย ๆ เขาเอาไว้ป้องกันการเมืองน้ำเน่า

ประการที่ ๒ รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันมีเนื้อหาสาระที่ดี ๆ มากมาย ที่ผู้ร่างรัฐธรรมนูญได้นำมาจากเนื้อหาสาระของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ซึ่งเราถือว่าเป็น รัฐธรรมนูญของประชาชนอย่างแท้จริง และได้เพิ่มมาตรการต่าง ๆ ที่เปรียบเสมือนยาแรงไว้ เพื่อป้องกันปัญหาการเมืองน้ำเน่าที่เป็นรัฐบาลของเงินตรา โดยเงินตรา และเพื่อเงินตรา ถ้านักการเมืองมีพฤติกรรมที่สุจริตและเที่ยงธรรมก็จะไม่มีปัญหาใด ๆ เลยจากรัฐธรรมนูญ ฉบับนี้ เช่นมาตรา ๑๙๐ ผู้ร่างมีเจตนาให้รัฐบาลมีแผนระยะยาวในการทำนิติธรรมสัญญา หรือข้อตกลงใด ๆ ระหว่างประเทศไทยกับต่างประเทศ และเคารพตัวแทนของประชาชน คือรัฐสภา และประชาชนทั่วไปได้ช่วยกันปกป้องสิทธิผลประโยชน์ของชาติ ป้องกันปัญหา ผลประโยชน์ทับซ้อนของฝ่ายบริหารบนผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชน แม้จะช้า ไปบ้างก็ยังดีกว่าจะเกิดความเสียหายอย่างใหญ่หลวงแก่ประเทศชาติและประชาชนตามมา ทั้งนี้เพราะประเทศของเรายังคงเป็นการเมืองของเงินตรา โดยเงินตรา และเพื่อเงินตรานั่นเอง จึงจำเป็นต้องมียาแรงคอยสกัดกั้นพวกเปรตทั้งหลายทางการเมือง หรือมาตรา ๒๓๗ เป็นมาตรการเสมือนยาแรงที่ต้องการสร้างภูมิคุ้มกันให้กับประชาธิปไตยของประเทศ แบบความรับผิดชอบร่วมกันของคณะกรรมการบริหารพรรคการเมืองหรือที่เรียกคอร์เรคทีฟ เรสพอนซิบิลิตี (Corrective responsibility) ก็ปล่อยปละละเลยให้มีการทุจริตการเลือกตั้ง ก็ต้องรับผิดชอบร่วมกัน ยุบพรรคก็ดีแล้ว ถ้าไม่ทุจริตการเลือกตั้งใครเขาจะไปยุบ มาตรา ๒๓๗ มันนั่งอยู่เฉย ๆ ถ้าพรรคการเมืองไม่มีการทุจริตในการได้มาซึ่งอำนาจ การใช้อำนาจ และการตรวจสอบการใช้อำนาจ มาตรา ๒๓๗ ก็ไร้ความหมาย นั่นก็คือจะไม่มีการยุบพรรค และตัดสิทธิทางการเมืองของคณะกรรมการพรรคแต่อย่างใด ตกลงมาตรา ๒๓๗ เป็นปัญหา หรือพฤติกรรมเลวของนักการเมืองกันแน่ ใครเป็นเหตุและใครเป็นผลกัน อยากจะถาม สภาแห่งนี้เหมือนกัน

ประการที่ ๓ ประเทศไทยนำเอาการปกครองระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา หรือพาร์ลิเมนทารี ซิสเท็ม (Parliamentary system) มาจากประเทศอังกฤษ ประเทศอังกฤษ เขาเป็นอย่างไรครับท่านประธานที่เคารพ สมาชิกวุฒิสภาเขามาจากการแต่งตั้งเฮาส์ ออฟ ลอร์ดส (House of Lords) สภาสูง สภาขุนนางเขามาจากการแต่งตั้งทั้งนั้นเลยครับ แหมอวดประชาธิปไตยต้องมายึดโยงประชาชน คุณไปลอกเลียนแบบของประเทศอังกฤษ มาแท้ ๆ เขาไม่ได้เลือกตั้งวุฒิสภา สมาชิกวุฒิสภาก็มาจากการแต่งตั้งต้องการคนที่มีความรู้ หลากหลาย หลายอาชีพ มีความรู้ มีภูมิธรรม มีภูมิปัญญา มีภูมิความดีทั้งหลายทั้งปวง เอามาคานอำนาจการเมืองน้ำเน่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเมืองน้ำเน่าอย่างประเทศไทย ควรจะมีคนที่มีภูมิปัญญา ภูมิธรรมเข้ามาคานอำนาจน้ำเน่าไม่ให้เน่าต่อไปอย่างที่เป็นอยู่ ในปัจจุบันและอนาคตอันใกล้นี้ ประชาธิปไตยต้องยึดโยงประชาชน ต้องให้อำนาจประชาชน อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชน แต่เรากำลังจะลิดรอนสิทธิของประชาชนไม่ให้ยื่นโดยตรง ต่อศาลรัฐธรรมนูญ ต้องยื่นผ่านทนายแผ่นดินซึ่งเป็นลูกน้องของรัฐบาล เออแปลก ไหนว่า เป็นประชาธิปไตย ไหนว่าประชาชนเป็นใหญ่ นี่จะไปจำกัดสิทธิประชาชนเสียอีกแล้ว มันเป็น เรื่องที่น่าขำ

(จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุรินทร์ ได้ยืนและยกมือขึ้น)
นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

มีผู้ประท้วงครับ

จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุรินทร์

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ กระผม จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดสุรินทร์ พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมต้องประท้วงผู้อภิปรายตามข้อ ๔๓ ไปพูดพาดพิงกล่าวหาว่าอัยการเป็นลูกน้องรัฐบาล ไม่ใช่ครับ อัยการเขาเป็นองค์กรของเขา ไม่ใช่ลูกน้องรัฐบาล ที่นี่เป็นสภา

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เอาอย่างนี้ครับ ขอเป็นว่า เป็นองค์กรภาครัฐก็แล้วกันนะครับ

นายบุญเลิศ ไพรินทร์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ฉะเชิงเทรา

อัยการ เป็นทนายของแผ่นดินครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เชิญต่อครับ

นายบุญเลิศ ไพรินทร์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ฉะเชิงเทรา

ประเทศอังกฤษ ใช้ระบบการแต่งตั้งสมาชิกวุฒิสภา ไม่ใช่มาจากการเลือกตั้ง แต่ประเทศอังกฤษก็เป็นประชาธิปไตย สมบูรณ์กว่าประเทศไทยเราอย่างมองไม่เห็นฝุ่นเลยครับ อย่ามาอ้างกันหน่อยเลยจะแก้โน่นแก้นี่ ผมจึงไม่รังเกียจเดียดฉันท์สมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการสรรหาแต่อย่างใดครับ ผมกลับเห็นว่า สมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการสรรหาก็ทำหน้าที่ของตนเองได้อย่างสมศักดิ์ศรีที่เป็นทั้งคนเก่ง และคนดีไม่แตกต่างจากสมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการเลือกตั้งแต่อย่างใด บางครั้งดูเสมือนว่า อาจจะสุจริตเที่ยงธรรม และรักษาผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนได้มากกว่า ด้วยซ้ำไป

ประการที่ ๔ ไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขมาตรา ๖๘ ถ้าแก้ไขให้ประชาชนยื่นได้ เฉพาะอัยการสูงสุด ต้องถือว่าเป็นการจำกัดสิทธิอันชอบของประชาชนที่จะเข้าถึงศาลรัฐธรรมนูญ ได้โดยตรงในการที่จะปกป้องและพิทักษ์รัฐธรรมนูญและการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุขได้อย่างทันท่วงที การจำกัดสิทธิและเสรีภาพ ในการเข้าถึงศาลรัฐธรรมนูญโดยตรงของประชาชนอาจขัดต่อมาตรา ๒๖ มาตรา ๒๗ มาตรา ๒๘ และมาตรา ๒๙ แห่งรัฐธรรมนูญฉบับนี้อีกด้วย มาตรา ๒๗ บอกว่า สิทธิและเสรีภาพ ที่รัฐธรรมนูญนี้รับรองไว้โดยชัดแจ้ง โดยปริยาย หรือโดยคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ย่อมได้รับความคุ้มครองและผูกพันรัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล รวมทั้งองค์กรตามรัฐธรรมนูญ และหน่วยงานของรัฐโดยตรงในการตรากฎหมาย การใช้บังคับกฎหมายและการตีความ กฎหมายทั้งปวง ท่านประธานที่เคารพครับ เพราะฉะนั้นการจำกัดสิทธิและเสรีภาพ ในการเข้าถึงศาลรัฐธรรมนูญโดยตรงของประชาชน จึงขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๖ มาตรา ๒๗ มาตรา ๒๘ มาตรา ๒๙ ด้วยครับ นอกจากนี้การเสนอขอให้แก้ไขมาตรา ๖๘ อาจทำให้เชื่อได้ว่าผู้เสนอมีเจตนาแอบแฝงเพื่อนำไปสู่การจัดตั้ง สสร. ขึ้นมาเพื่อยกร่าง รัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับ ก็เท่ากับมีเจตนาล้มล้างรัฐธรรมนูญฉบับนี้นั่นเอง ผมขอเรียนว่า ผมไม่ชอบวิธีการเผด็จการ ไม่ว่าจะเป็นเผด็จการรัฐสภา หรือเผด็จการรูปแบบใด ๆ ก็ตาม ผมจึงไม่เห็นด้วยกับการเสนอให้แก้ไขรัฐธรรมนูญทุกมาตราในขณะนี้ สิ่งที่เร่งด่วนที่สุด ที่ต้องการให้แก้ไขขณะนี้ก็คือโครงการรับจำนำข้าวที่ทำร้ายชาวนาซึ่งเป็นบรรพบุรุษของผม อยู่ในขณะนี้ ผมขอเรียนว่าท้องฟ้าเหนือประเทศไทยดูมืดมน ขอให้พระสยามเทวาธิราช ได้โปรดดลบันดาลให้คนที่คิดจะกินรวบประเทศไทยจงเปลี่ยนใจเสียเถิด เพราะถ้าทำเช่นนั้น ได้ก็จริงจะต้องเกิดกลียุคอย่างแน่นอน เพราะฉะนั้นผมคิดว่าประชาชนที่เขานิ่งอยู่เฉย ๆ นี่ พลังเงียบของประเทศเขาเฝ้ามองเราอยู่อย่างไม่กระพริบตาครับท่านประธานที่เคารพ เขาห่วงใยประเทศไทยเหมือนกับคนทั้งหลายที่ห่วงประเทศไทย ห่วงชาติ ห่วงศาสนา ห่วงสถาบันพระมหากษัตริย์ว่าพวกเนรคุณจะทำร้าย ทำลายชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ให้ย่อยยับไป ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นจุดแข็งของประเทศไทย แต่พวกวายร้ายทั้งหลายที่กำลังคิดจะ ทำลายสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ เพราะว่าพวกนี้พวกเนรคุณชาติ เพราะสถาบัน ทั้ง ๓ สถาบันเหล่านั้นมีบุญคุณต่อประเทศชาติและประชาชนมาตั้งแต่สุโขทัย กรุงศรีอยุธยา ธนบุรี รัตนโกสินทร์ เป็นจุดแข็งของประเทศ ใยจะไปทำลายจุดแข็งให้เป็นจุดอ่อนเสีย ผมขอกราบเรียนว่ากลียุคจะต้องเกิดในปี ๒ ปีนี้อย่างแน่นอน ท่านประธานที่เคารพครับ ขอขอบพระคุณครับ

(จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุรินทร์ ได้ยืนและยกมือขึ้น)
นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านประสิทธิ์มีอะไรครับ

จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุรินทร์

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย จังหวัดสุรินทร์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมประท้วงผู้อภิปรายตามข้อ ๔๓ สภานี้ไม่ใช่ที่ดูหมอดูนะครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เอาที่เป็นสาระสักนิดเถอะครับ ท่านมณเฑียร บุญตัน ๘ นาทีครับ

นายมณเฑียร บุญตัน สมาชิกวุฒิสภา ภาคอื่น

กราบเรียนท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพ

(นายฉัตรพันธ์ เดชกิจสุนทร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดกาญจนบุรี ได้ยืนและยกมือขึ้น)
นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านฉัตรพันธ์มีอะไรครับ

นายฉัตรพันธ์ เดชกิจสุนทร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กาญจนบุรี

ท่านประธานครับ ผม ฉัตรพันธ์ เดชกิจสุนทร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดกาญจนบุรี พรรคประชาธิปัตย์ ผมขอประท้วงท่านผู้ประท้วงเมื่อสักครู่ครับ ขออนุญาตที่เอ่ยนาม จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ เพราะผมเห็นท่านประท้วงตั้งแต่

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านครับ มันจบไปแล้ว และผมก็ได้ตักเตือนไปแล้วด้วยมันไม่มีอะไรแล้วครับ พอเถอะ

นายฉัตรพันธ์ เดชกิจสุนทร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กาญจนบุรี

ท่านวินิจฉัยคำประท้วงที่ตกไปครับ เพราะว่าผมไม่อยากให้ท่านประสิทธิ์ประท้วงเป็นอย่างนี้ ตลอดเวลา และท่านประธานก็ให้โอกาสทุกครั้ง และคำวินิจฉัยของท่านประธานก็ถือว่า คำประท้วงนั้นตกไป ผมไม่ทราบว่าท่านจ่าประสิทธิ์ประท้วงเพื่อสิ่งใด หรือว่าท่านประสิทธิ์ เป็นผู้ทรยศชาติ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

มีเจตนาแค่นี้ใช่ไหมครับ ไม่อยากให้มีปัญหาท่านครับ ไม่ใช่พาดพิงไปพาดพิงกันมาแล้วทำให้เสียเวลาของสภา ท่านมณเฑียรต่อเถอะครับ

นายมณเฑียร บุญตัน สมาชิกวุฒิสภา ภาคอื่น 🔗

ขอบพระคุณครับท่านประธาน กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายมณเฑียร บุญตัน สมาชิกวุฒิสภาสรรหา ภาคอื่น ในฐานะสมาชิกรัฐสภาครับ เมื่อปีที่แล้วกระผมได้อภิปรายไม่เห็นด้วยกับการพิจารณา ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๙๑ เพราะกระผมเชื่อว่าการแก้ไขมาตรา ๒๙๑ ในขณะนั้น มีหนทางไปสู่การยกร่างรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ ซึ่งโดยวิธีคิดของผมแล้วผมไม่เห็นด้วยนะครับ เพราะผมคิดว่าประเทศที่จะเป็นประชาธิปไตยอย่างสมบูรณ์นั้นจะต้องมีวุฒิภาวะ และการเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญทั้งฉบับไม่ได้แสดงวุฒิภาวะทางประชาธิปไตย ไม่ว่าจะ โดยการฉีกทิ้งโดยคณะรัฐประหาร หรือการแก้ไขทั้งฉบับโดยเสียงข้างมากในสภาก็ตาม นั่นเป็นความเห็นส่วนตัวผมครับ วันนี้ผมก็ขออนุญาตแสดงความเห็นไม่เห็นด้วยกับการแก้ไข รัฐธรรมนูญเป็นรายมาตรา ไม่ได้หมายความว่าโดยรูปแบบแล้วท่านทำไม่ได้นะครับ โดยรูปแบบท่านทำได้รัฐธรรมนูญให้อำนาจสามารถทำได้ แต่ที่กระผมไม่สามารถเห็นด้วย เป็นที่เนื้อหาสาระ ไม่ได้เป็นที่รูปแบบของการแก้ไขครับ

ท่านประธานที่เคารพครับ อันดับแรกกระผมขอให้เวลากับการแก้ไขในร่าง ฉบับที่ขอแก้ไขมาตรา ๖๘ ซึ่งผู้เสนอขอให้มีการแก้ไขนั้นได้ยกเอาเหตุผลมาอ้างว่าเพื่อความชัดเจน ซึ่งกระผมคิดว่าความชัดเจนหรือไม่นั้นอยู่ในบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญเรียบร้อยแล้ว แต่เมื่อ สภาแห่งนี้ เมื่อสังคมมีความเห็นแตกต่างโดยอำนาจหน้าที่แล้วศาลมีอำนาจในการวินิจฉัย ความเห็นที่แตกต่าง ซึ่งก็เป็นข้อยุติแล้วศาลท่านได้วินิจฉัยในทางที่จะเป็นการเคารพ เป็นการคุ้มครองสิทธิของประชาชนในการเข้าถึงศาลรัฐธรรมนูญกรณีที่ทราบว่ามีการกระทำ อันเป็นการล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือเป็นการได้มาซึ่งอำนาจที่ไม่เป็นไปตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญนะครับ กรณีที่ ศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยไปแล้วก็มีความชัดเจนอยู่แล้วครับ จึงไม่มีเหตุผลใดที่จะทำให้ ชัดเจนไปยิ่งกว่าคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ เพราะฉะนั้นมีผลผูกพันอย่างแน่นอน เหมือนที่ท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรท่านที่ได้กรุณาอภิปรายไปแล้วเมื่อข้างต้นนะครับ เพราะฉะนั้นจึงไม่มีเหตุผล ไม่มีน้ำหนัก ไม่มีหลักฐานใดที่จะบอกว่าการแก้ไขมาตรา ๖๘ เป็นไปเพื่อก่อให้เกิดความชัดเจนนอกเสียจากว่าเป็นการลดทอนสิทธิซึ่งศาลรัฐธรรมนูญ ได้วินิจฉัยไปแล้ว สิทธิที่ประชาชนมีศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยไว้อย่างชัดแจ้งว่ามีอยู่ ๒ ทางคือ เสนอเรื่องต่ออัยการสูงสุดเป็นประการหนึ่ง และยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ เมื่อศาลได้วินิจฉัยเป็นเช่นนั้น สิทธิหากมีการลดทอนเหลือช่องทางเดียวก็เท่ากับว่า เป็นการตัดรอน เป็นการลดทอนสิทธิเสรีภาพของประชาชน ซึ่งต้องถือว่าไม่ว่ารัฐธรรมนูญ ฉบับนี้จะดีหรือไม่อย่างไรก็เป็นความเห็นที่แตกต่างกันครับ ประเทศญี่ปุ่นซึ่งสมาชิกเมื่อไม่นานมานี้ ก็ได้ยกตัวอย่างว่าไม่เคยมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ รัฐธรรมนูญก็ไม่ได้ยกร่างโดยชาวญี่ปุ่นครับ ยกร่างโดยกองทัพสัมพันธมิตร เขาก็ใช้กันมา ๖๐ ปีแล้วครับ เพราะฉะนั้นจุดแข็ง ของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ที่ดีก็คือเรื่องของการให้สิทธิเสรีภาพของประชาชน เวลาเราพูดคำว่า ประชาธิปไตย หลายท่านให้น้ำหนักกับการได้มาซึ่งอำนาจ แต่ว่าเท่าที่กระผมซึ่งมีความรู้ อันน้อยนิดนี่เข้าใจ ประชาธิปไตยในโลกสมัยใหม่ไม่ได้พูดถึงเฉพาะเรื่องการได้มาซึ่งอำนาจ เพราะฉะนั้นการได้มาซึ่งอำนาจนี่ใช่ครับเป็นสิ่งที่ชัดเจน การเลือกตั้งโดยพี่น้องประชาชน เป็นสิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้และเป็นหัวใจสำคัญครับ แต่ประชาธิปไตยที่เห็นกันอยู่ซึ่งมีวิวัฒนาการ ประชาธิปไตยไม่ได้แช่แข็งครับ ให้น้ำหนักกับการใช้อำนาจและการตรวจสอบถ่วงดุลการใช้ อำนาจด้วย เพราะฉะนั้นการจรรโลงประชาธิปไตยหรือพัฒนาประชาธิปไตยนั้นจะต้องมี ดุลยภาพระหว่างการได้มาซึ่งอำนาจและการใช้อำนาจ ตลอดจนการตรวจสอบถ่วงดุล การใช้อำนาจครับ กระผมจะไม่มีปัญหาและจะให้การสนับสนุนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นไปได้อยู่แล้วตามมาตราต่าง ๆ หากว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้นเป็นไปเพื่อเพิ่มอำนาจ ให้กับประชาชนและลดอำนาจรัฐ อันนี้ก็เป็นกระแสวิวัฒนาการของประชาธิปไตยทั่วโลกครับ สิ่งที่เพิ่มประชาธิปไตยก็คือเพิ่มอำนาจประชาชน ลดอำนาจรัฐครับ อำนาจของประชาชนนั้น นอกจากจะกำหนดแนวทางการเข้าสู่อำนาจรัฐโดยผ่านตัวแทนแล้ว ยังเป็นการมีส่วนร่วม ในยุโรปนั้นองค์กรภาคประชาชนหรือภาคประชาสังคมนั้นมีโอกาสเข้ามามีส่วนร่วม ในหลายช่องทาง ในเรื่องของการกำหนดนโยบาย การตรวจสอบการใช้อำนาจ ตลอดจน มีการตรวจสอบอำนาจของฝ่ายการเมือง ในอเมริกานั้นใช้ระบบเช็ก แอนด์ บาลานซ์ (Check and balance) ซึ่งก็อาจจะแตกต่างระหว่างยุโรปกับอเมริกาบ้าง อย่างไรก็ตามครับ การเพิ่ม ช่องทางการใช้สิทธิของประชาชนจึงเป็นหัวใจสำคัญนะครับ และเป็นที่น่าเสียดายครับ แม้ว่าผมจะเห็นด้วยกับสาระสำคัญบางประการในเรื่องการยุบพรรคตามมาตรา ๒๓๗ แต่เมื่อท่านนำมาผูกโยงกับมาตรา ๖๘ และเมื่อท่านได้ตัดวรรคสองออกไปทั้งหมด กระผม จึงไม่สามารถให้การสนับสนุนในร่างฉบับนี้ได้ครับ

กรณีมาตรา ๑๙๐ กระผมเห็นด้วยครับว่ามาตรา ๑๙๐ เท่าที่เป็นอยู่ ยังมีปัญหาครับ มีเรื่องที่ค้างคาในสภาเป็นจำนวนมาก และกระผมก็เห็นด้วยเหมือนกันครับ ว่าที่มาของมาตรา ๑๙๐ นั้นเป็นไปเนื่องจากประสบการณ์ที่ไม่ดีก่อนปี ๒๕๕๐ ครับ เราได้มี การทำข้อตกลงเอฟทีเอซึ่งผมเป็นคนเหนือนะครับ และผมก็รู้สึกเศร้าใจเสียใจแทนพี่น้อง ชาวเหนือ โดยเฉพาะอย่างยิ่งท่านที่เป็นชาวไร่ ชาวสวนปลูกกระเทียม ผลของเอฟทีเอนั้น ทำความเสียหายให้พี่น้องเกษตรกรชาวภาคเหนือครับ เพราะฉะนั้นมาตรา ๑๙๐ มีประโยชน์ ในแง่ของการตรวจสอบถ่วงดุลโดยสภาผู้แทนราษฎร โดยรัฐสภาครับ และยังเป็นการเคารพสิทธิ ในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารของพี่น้องประชาชน เคารพสิทธิในการที่จะได้รับการเยียวยาครับ ปัญหาที่มีอยู่แท้ที่จริงแล้วได้รับการแก้ไขโดยรัฐธรรมนูญแล้วเมื่อเดือนมีนาคม ปี ๒๕๕๔ ถ้าจะให้ดีจริงก็คือต้องรีบคลอดกฎหมายตามมาตรา ๑๙๐ วรรคห้า ถ้าปัญหายังคงหลงเหลืออยู่ ค่อยมาพูดกันครับว่าจะต้องแก้ส่วนใดอีก แต่ที่เสนอเข้ามานี้เป็นการตัดรอน เป็นการยกเอา วรรคสอง วรรคสาม ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญนะครับ พูดถึงผลกระทบต่อระบบสังคม เศรษฐกิจ อย่างกว้างขวาง มีผลกระทบต่อการค้า การลงทุน ต่องบประมาณอย่างมีนัยสำคัญครับ เพราะฉะนั้นในการเมืองระหว่างประเทศแผนใหม่คงไม่ได้พูดถึงแต่การเจริญเติบโต ทางเศรษฐกิจแบบจีดีพี (GDP) ก้าวกระโดดเท่านั้น แต่จะต้องพูดถึงผลกระทบที่พี่น้องประชาชน ได้รับเนื่องจากระบบทุนข้ามชาติซึ่งมีพลังมหาศาลแล้วเข้าครอบงำประเทศต่าง ๆ ครับ

อันดับสุดท้ายผมจะพูดไม่มากในเรื่องนี้เรื่องที่มาของวุฒิสภาครับ หลายท่าน ได้พูดไปแล้วว่าคงไม่มีกล้าปฏิเสธว่าประเทศสหราชอาณาจักรหรือประเทศอังกฤษนั้น เป็นต้นแบบ เป็นแม่บทประชาธิปไตยประเทศหนึ่ง ประเทศข้างเราประเทศมาเลเซีย ซึ่งก็เจริญรุดหน้าก็เป็นประชาธิปไตยครับ แต่สมาชิกวุฒิสภาก็ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง ตัวกระผมเองแม้จะมาจากการสรรหาครับ ไม่ได้มีปัญหาต่อการที่วุฒิสภาจะมาจากการเลือกตั้งเลยครับ ถ้าจะเป็นเช่นนั้นผมก็พร้อม ตัวผมเองผ่านสนามการเลือกตั้งทั้งในและต่างประเทศมา นับไม่ถ้วนแล้ว ไม่เคยกลัวการเลือกตั้งครับ แต่ท่านช่วยบอกหน่อยครับว่าท่านจะสร้างกลไก หลักเกณฑ์วิธีการใดที่จะนำประชาธิปไตยของเรานั้นไปสู่ประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วม มากไปกว่ามิติของพื้นที่ครับ เพราะคำว่า พี่น้องประชาชน นั้น ขณะนี้กลไกที่เข้าสู่อำนาจ ไม่ว่าจะเป็นอำนาจนิติบัญญัติหรือบริหารนั้นถูกกำหนดโดยกลไกเชิงพื้นที่เท่านั้น กรรมการ สรรหาวุฒิสภาได้ดำเนินการสรรหาสมาชิกวุฒิสภาในลักษณะที่เป็นการกระจายการมีส่วนร่วม โดยแบ่งตามภาคส่วนต่าง ๆ ของสังคมครับ ถ้าเราจะเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาเราจะมีหลักประกันใด ว่าพี่น้องประชาชนในมิติที่ซับซ้อนยิ่งขึ้นของสังคมที่มีความซับซ้อน ตามสาขาอาชีพก็ดี ตามกลุ่มประชากรก็ดี โดยเฉพาะคนตัวเล็กตัวน้อย คนด้อยโอกาส คนเสียเปรียบ คนพิการ หรือคนมากกลุ่มในสังคมว่าเขาจะมีช่องทางใดที่จะเข้ามาสู่อำนาจในลักษณะที่เป็นประชาธิปไตย อย่างที่ท่านพูดครับ แต่เป็นประชาธิปไตยที่ไม่ได้มองเฉพาะการมีส่วนร่วมเฉพาะเชิงพื้นที่เท่านั้น ผมก็ขอเรียนฝากไว้ด้วยครับ ผมไม่ได้มีปัญหาในเรื่องนี้นะครับ อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาแล้ว กระผมยังเห็นว่าข้อเสนอทั้ง ๓ ร่างที่มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญเข้ามานะครับ ยังไม่มีหลักฐาน ยังไม่มีน้ำหนัก ยังไม่มีข้อโต้แย้งที่มีน้ำหนักเพียงพอที่เชื่อได้ว่าจะทำให้สังคมเป็นประชาธิปไตย มากขึ้น แต่ยังมีข้อสงสัยที่จะต้องรอการอธิบายอีกมากมายแล้วผมยินดีที่จะฟังครับ ขอบพระคุณมากครับท่านประธานครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

รัฐสภายินดีต้อนรับคณะครู นักเรียน โรงเรียนบ้านโคกยามู จังหวัดนราธิวาส ด้วยความยินดียิ่งนะครับ เชิญท่านนริศ ขำนุรักษ์ ๑๕ นาทีครับ

นายนริศ ขำนุรักษ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พัทลุง 🔗

ท่านประธานที่เคารพ กระผม นริศ ขำนุรักษ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพัทลุง พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา ผมขออนุญาตทำความเข้าใจกับประธานแล้วก็เพื่อนสมาชิกสักเล็กน้อย ก่อนนะครับว่าพวกกระผมอภิปรายกันมาตั้งแต่เมื่อวาน วันนี้ แม้จะมีคำให้สัมภาษณ์ ของบางท่านออกไปก่อนหน้านี้ว่าพวกเราพรรคประชาธิปัตย์ขัดขวางการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ไม่จริงนะครับ เราไม่เคยขัดขวางการแก้ไขรัฐธรรมนูญ และโดยเฉพาะรายมาตราเราก็ไม่เคย คิดขัดขวาง แล้วก็เห็นด้วยในการแก้ไขรัฐธรรมนูญรายมาตรา เพียงแต่ว่ามาตราที่เพื่อน วุฒิสมาชิกส่วนหนึ่งได้เสนอเข้ามาแก้ไขเราไม่เห็นด้วยในเนื้อหาของทั้ง ๓ ร่างเท่านั้นนะครับ เพราะว่าจากการตรวจสอบทั้ง ๓ ร่างจำนวนไม่กี่มาตรานั้นเราพบว่าไม่ได้แก้เพื่อประชาชน ไม่ได้แก้เพื่อให้เป็นประชาธิปไตยมากขึ้น และเมื่อไม่ได้ตอบโจทย์ประชาชน ตอบโจทย์ ประชาธิปไตย ก็เหลือว่าเป็นการแก้ไขเพื่อรวบอำนาจประเทศไทยแล้วก็มีผลประโยชน์ แอบแฝง ผมจึงขออนุญาตท่านประธานที่จะอภิปรายลงในรายละเอียดของร่างรัฐธรรมนูญ แก้ไขเพิ่มเติม ในมาตรา ๑๑ มาตรา ๑๒ มาตรา ๑๓ มาตรา ๑๔ เป็นต้นไปนะครับ คือเรื่องที่มาของ ส.ว. โจทย์ก็คือ ส.ว. ขณะนี้มาจากเลือกตั้งส่วนหนึ่ง และมาจากการแต่งตั้ง ส่วนหนึ่ง การแก้ไขก็คือแก้ให้มีจำนวน ๒๐๐ คน และให้มาจากการเลือกตั้งทั้งหมด แต่ว่า แก้เฉพาะเท่านี้ที่มากับจำนวน แต่ว่าหน้าที่กับบทบาทยังไม่แก้ บทบาทของวุฒิสมาชิก โดยสรุปก็กลั่นกรองกฎหมาย ถอดถอน และแต่งตั้งผู้ดำรงตำแหน่งในทางการเมือง ท่านประธานที่เคารพครับ ถ้าบทบาทหน้าที่ยังไม่เปลี่ยน เพียงเปลี่ยนเฉพาะจำนวน และที่มาของวุฒิสมาชิกผมคิดว่าไม่ตอบโจทย์การแก้ไขปัญหารัฐธรรมนูญในครั้งนี้ เพราะการเปลี่ยนแปลงเฉพาะที่มาวุฒิสมาชิกต้องมีบทบาทในการกลั่นกรองกฎหมาย ต้องใช้ผู้ทรงคุณวุฒิในเรื่องกฎหมาย และต้องใช้คนที่มีคุณวุฒิและคุณธรรมในเรื่องถอดถอน และแต่งตั้งผู้ดำรงตำแหน่งในทางการเมือง คนเลือกตั้งไม่ใช่ไม่ดีครับ อาจจะดีและอาจจะดีกว่า คนที่มาจากการแต่งตั้ง แต่วิธีการผมคิดว่าถ้าเลือกตั้งแล้วก็มีวาระมันจะทำให้บุคคลคนนั้น ส.ว. คนนั้นไปผูกพันกับพรรคการเมือง อันนี้เป็นข้อเท็จจริงของประเทศไทยว่าการเลือกตั้ง หลายครั้งจะต้องไปผูกพันกับพรรคการเมือง ไปผูกพันกับนักการเมือง ทีนี้ครับ เมื่อผูกพันกับ นักการเมืองจึงทำให้ ส.ว. กลุ่มนั้นก็จะเป็นกลุ่มเดียวกับเสียงส่วนใหญ่ในสภา นี่เป็นข้อที่ ปฏิเสธไม่ได้ และกราบเรียนท่านประธานครับว่าสำหรับคนบางคน สำหรับกลุ่มบางกลุ่ม ในทางการเมือง และสำหรับพรรคบางพรรค ประชาธิปไตยเป็นเพียงวิธีการและเครื่องมือ เท่านั้น ไม่ได้เป็นเป้าหมายและไม่ได้เป็นเนื้อหาแต่อย่างใด เพียงหวังที่จะชนะการเลือกตั้ง เพียงหวังที่จะมีเสียงในสภาหรือในวุฒิสภา เพียงหวังที่จะเวลาสรรหานายกรัฐมนตรีให้ได้รับ ชัยชนะในการสรรหานายกรัฐมนตรี เพียงหวังว่าจะผ่านกฎหมายบางกฎหมายให้สะดวกเท่านั้น นี่คือเขาคิดว่าเป็นประชาธิปไตยแล้ว ที่จริงไม่ใช่ครับ ประชาธิปไตยมันเป็นเรื่องเนื้อหา มันเป็นเรื่องเป้าหมาย ไม่ใช่เป็นวิธีการ และไม่ใช่เป็นเครื่องมือเหมือนกับคนบางคน กลุ่มบางกลุ่ม และพรรคบางพรรค คิดได้เพียงเท่านี้ ทีนี้ข้อเสนอของผมก็คือถ้าจะมีเลือกตั้งคุณวุฒิ ของวุฒิสมาชิกต้องสูงกว่าสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ๒. วาระต้องสั้นลง เพื่อได้รับการพิสูจน์ว่า มีความเป็นกลางสามารถกลั่นกรองกฎหมายได้อย่างแท้จริงลงมา ๓ ปีครึ่งหนึ่ง ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และจากการศึกษาก็ไม่เห็นว่าประเทศที่มีการเลือกตั้ง นายกรัฐมนตรีแบบเราจะมีวุฒิสมาชิกที่มาจากการเลือกตั้งอย่างเดียว ท่านประธานที่เคารพครับ ผมจึงคิดว่าผมไม่เห็นด้วยต่อร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมที่มาของ ส.ว. เพราะผมคิดว่า ถ้า ส.ว. มีบทบาทหน้าที่กลั่นกรองกฎหมายและถอดถอนแต่งตั้งผู้ดำรงตำแหน่งในทาง การเมืองเป็นใครก็ได้ที่มีคุณสมบัติและมีคุณธรรม ไม่จำเป็นต้องมาจากการเลือกตั้งก็ได้ครับ เพราะว่าการเลือกตั้งไม่ได้ตอบโจทย์ว่าจะได้คนที่สามารถกลั่นกรองกฎหมาย ถอดถอน ผู้ดำรงตำแหน่งในทางการเมือง และเป็นคนที่มีคุณธรรม

ส่วนเรื่องมาตรา ๖๘ กราบเรียนท่านประธานว่าผู้แก้ไขรัฐธรรมนูญ ปิดช่องทางประชาชนลง ๑ ช่องทาง ที่จริงแล้วโลกในยุคปัจจุบันประชาชนควรจะมีช่องทาง ในการแก้ไขในการต่อสู้เพื่อตัวเอง เพราะว่าบุคคลหรือพรรคการเมืองใดที่ใช้สิทธิและเสรีภาพ เพื่อล้มล้างระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขและให้ได้มาซึ่งการปกครอง โดยวิธีการที่ไม่ชอบโดยวิถีที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ มันเป็นความผิดที่รุนแรงมันสมควร แก่การยุบพรรคเสียด้วยซ้ำไป ท่านประธานครับ ความผิดระดับนี้ แต่ว่าผู้ที่รับทราบเรื่องนี้ ไม่สามารถใช้ช่องทางยื่นศาลโดยตรง มีแต่ช่องทางอัยการเปิด แล้วก็ท่านกลับไปดูการสัมภาษณ์ ของอัยการหลายครั้งที่มีท่าทีต่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ผมคิดว่าประชาชนจะพบความมืดมน หากมาตรา ๖๘ นี้ผ่านการพิจารณาของพวกเราไป เพราะว่าเราไม่มีหลักประกันในเรื่องอัยการ ถ้าจะมีกฎหมายอัยการขึ้นมาอีกสักฉบับเพื่อให้สามารถที่จะให้ประชาชนได้ส่งเรื่องนี้ต่อไปยัง ศาลได้สะดวกขึ้นอันนี้พอรับได้ แต่ว่าถ้าบัญญัติไว้แค่นี้ผมคิดว่ารับไม่ได้ครับท่านประธาน

ส่วนเรื่องที่กระผมจะกราบเรียนกับท่านประธานซึ่งเป็นเรื่องใหญ่มากเรื่องหนึ่ง ก็คือร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมมาตรา ๑๙๐ ซึ่งร่างมาตรา ๑๙๐ มีอยู่ทั้งหมด ๖ วรรคด้วยกัน แล้วบัญญัติไว้อย่างดุลยภาพ วรรคหนึ่ง ว่าด้วยพระราชอำนาจอันนี้ไม่มีการแก้ไขนะครับ วรรคสอง ว่าด้วยอำนาจรัฐสภา วรรคสาม ว่าด้วยหน้าที่ของ ครม. และสิทธิของประชาชน วรรคสี่ ว่าด้วยหน้าที่ ครม. และสิทธิของประชาชนอีก วรรคห้า ว่าด้วยการเยียวยาหรือสิทธิประชาชนอันพึงมีพึงได้ และวรรคหก ว่าด้วยอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญที่จะวินิจฉัย ท่านประธานที่เคารพครับ ในร่างรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๐ วรรคหนึ่งคงไว้ แต่วรรคสองถูกตัดออกทั้งสิ้น วรรคสาม วรรคสี่ตัดออกเกือบหมดเลยครับ นั่นโดยสรุปก็คืออำนาจของรัฐสภาถูกทอนออกไป โดยเอาคำว่า เขตพื้นที่นอกอาณาเขตซึ่งประเทศไทยมีสิทธิอธิปไตย หรือมีเขตอำนาจตามหนังสือสัญญา ตามกฎหมายระหว่างประเทศ ออก แล้วใช้คำว่า เขตอำนาจรัฐ แทน ซึ่งพื้นที่เดิมพื้นที่ไหล่ทวีป หรือพื้นที่เขตเศรษฐกิจจำเพาะหากมีการเปลี่ยนแปลงใด ๆ ต้องขอความเห็นชอบรัฐสภา การแก้ไขมาเป็นเขตอำนาจแห่งรัฐไม่แน่ใจครับ ต้องไปตีความกันอีก ถ้อยคำเดิมชัดเจน ไม่ต้องตีความอีกแล้วทำไมถึงแก้ ถ้ากลับไปดูในรายละเอียดพบว่าในเขตเศรษฐกิจจำเพาะ และไหล่ทวีปแม้ไม่ใช่เป็นอธิปไตย แต่ว่าประเทศไทยก็มีสิทธิในการสำรวจหาประโยชน์ จากทรัพยากรธรรมชาติ ทั้งที่มีชีวิตและไม่มีชีวิต สามารถสร้างปะการังเทียม ทำวิจัยทางทะเล อนุรักษ์สิ่งแวดล้อมได้ สิ่งนี้เป็นประโยชน์มหาศาลต่อประเทศทั้งวันนี้และในอนาคต สิ่งนี้ เป็นประโยชน์ในทางเศรษฐกิจของประเทศ การเปลี่ยนแปลงถ้อยคำนี้ ใช้คำว่า เขตอำนาจรัฐ แทนนี่จำเป็นจะต้องกลับไปตีความกันอีกมาก ผมสรุปครับท่านประธาน สรุปว่าหนังสือที่ต้อง ผ่านรัฐสภามีทั้งหมด ๘ ประเภท ๑. หนังสือที่มีบทบัญญัติให้เปลี่ยนแปลงอาณาเขต ๒. หนังสือสัญญาที่หมุดนอกอาณาเขตของประเทศไทย ที่มีสิทธิอธิปไตยหรือมีเขตอำนาจ ๓. ต้องออกเป็น พ.ร.บ. ๔. หนังสือที่มีผลต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ๕. มีผลทางสังคม ๖. มีผลผูกพันทางการค้า ๗. มีผลผูกพันทางการลงทุน และ ๘. มีผลผูกพันทางด้านงบประมาณ ตัดออกข้อ ๔ ข้อ ๕ ข้อ ๖ ข้อ ๗ ข้อ ๘ ในทั้งหมด ๘ ประเภทนี่ตัดออกไป ๕ ประเภท เหลือเพียง ๓ ประเภทเท่านั้นที่จะต้องขอความเห็นชอบจากรัฐสภา อันนี้ครับลดอำนาจ ของประชาชน ลดอำนาจของสภาออกไป เพราะอย่างนี้นะครับ ถ้าลดทั้ง ๕ ข้อออกไป ต่อไปหนังสือสัญญาระหว่างประเทศ ข้อตกลงระหว่างประเทศแทบไม่จำเป็นจะต้องเข้าสภา อีกแล้ว มาตรานี้อาจจะต้องไม่ใช้เลยก็ได้ครับ แต่ว่ากราบเรียนท่านประธานครับ ที่มาของหนังสือ ๘ ประเภทนี้ ก็คือผลกระทบที่ประเทศไทยที่ได้รับจากข้อตกลงระหว่างประเทศ โดยเฉพาะ เอฟทีเอที่ผ่านมานะครับ นอกนั้นท่านประธานครับ ในวรรคสามก่อนการลงนาม รัฐบาลต้องให้ข้อมูล ให้รับฟังความคิดเห็น ให้มีการชี้แจงต่อสภา อันนี้ถูกตัดออก แล้วก็ กำหนดให้ไปมีหนังสือให้มีกฎหมายที่จะให้ออก เพื่อให้ประชาชนได้รับทราบข้อมูลข่าวสาร ท่านประธานครับ หวังอะไรไม่ได้เลยนะครับ เพราะว่ากฎหมายที่กำหนดให้ถูกออก ตามรัฐธรรมนูญบางฉบับ ๒ ปีแล้วยังไม่ออก เช่น พ.ร.บ. องค์กรอิสระ ร่วม ๓ ปีแล้ว ยังไม่ออก พ.ร.บ. กำหนดประเภทหนังสือที่รัฐบาลอภิสิทธิ์ได้ออกไว้แล้วตั้งแต่วันที่ ๔ มิถุนายน ๒๕๕๔ ๒ ปีแล้วครับ ขณะนี้ยังไม่ออก จึงมีปัญหาสำหรับมาตรา ๑๙๐ อยู่ในขณะนี้ และเหตุนี้ที่รัฐบาลชุดนี้ไม่ออกพระราชกำหนดหนังสือหรือประเภทในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ครั้งก่อนจึงเอาเหตุมาที่จะล้มมาตรา ๑๙๐ ในวันนี้ ในวรรคสี่ ครม. ต้องให้ประชาชนเข้าถึง รายละเอียดของสัญญา อันนี้ก็ถูกตัดออก วรรคห้า กรณีเกิดผลกระทบประชาชน อันนี้เขียนไว้ เล็กน้อยว่าต้องเยียวยา แต่ว่าท่านประธานที่เคารพครับ มาตรา ๑๙๐ มันเป็นมาตราที่ปกป้อง อธิปไตย ปกป้องรายได้ ปกป้องเศรษฐกิจ ปกป้องผลประโยชน์ประชาชน ปกป้องสิทธิของประชาชน และไม่เกิด ความยุ่งยากเลย รัฐบาลชุดที่ผ่านมาแล้วก็บางรัฐบาลในช่วงที่ผ่านมาพูดเสมอว่ามาตรา ๑๙๐ นี้ เป็นอุปสรรคในการบริหารประเทศต้องใช้เวลาในการขอความเห็นชอบอย่างมากมาย แต่ผมเรียนท่านประธานว่าการผ่านมาตรา ๑๙๐ ในรัฐบาลเสนอเท่าไร ผ่านเท่านั้นนะครับ ในสมัยสามัญนิติบัญญัติ ปีที่ ๑ ขอมา ๙ ผ่าน ๙ สมัยนิติบัญญัติ ปีที่ ๑ ขอ ๒๑ ผ่าน ๒๑ ในปีที่ ๒ สมัยสามัญ ขอ ๑๑ ผ่าน ๑๑ และในสมัยนิติบัญญัติ ปีที่ ๒ ขอมา ๘ ผ่านทั้ง ๘ และพรรคฝ่ายค้านสนับสนุนทุกข้อตกลง ยกเว้นมีข้อตกลงเดียวคือกรอบเจรจาอนุสัญญา หรือความตกลงเพื่อการยกเว้นการเก็บภาษีซ้อนเท่านั้นละครับที่พรรคฝ่ายค้านงดออกเสียงนะครับ ผมจึงเรียนท่านประธานครับว่าสำหรับกรณีที่เพื่อนสมาชิกหลายคนกลัวว่ามาตรา ๑๙๐ จะเป็นมาตราที่ทำให้ประเทศได้รับความเสียหายเพราะความลับจากการเจรจาจะถูกเปิดเผย ถ้ายังคงมาตรา ๑๙๐ ไว้ ไม่จริงครับท่านประธาน มาตรา ๑๙๐ นั่นละครับจะเป็นตัวปกป้อง การเจรจา เพราะข้อตกลงระหว่างประเทศที่ผ่านห้องประชุมแห่งนี้ข้าราชการเขาฟังอยู่ ผู้เกี่ยวข้องเขาฟังอยู่ สมาชิกรัฐสภาได้สะท้อนปัญหาแต่ละปัญหาให้ผู้เกี่ยวข้อง ผู้เจรจา รับไปทำอยู่ ข้อตกลงที่ไม่ผ่านสภาต่างหากครับท่านประธานที่มีปัญหา ผมจึงคิดว่ามาตรา ๑๙๐ เขียนไว้ตั้ง ๖ วรรคนี้อย่างมีดุลยภาพ เพราะเป็นพระราชอำนาจไว้ในวรรคหนึ่ง ให้อำนาจ ของรัฐสภาไว้วรรคถัดมา ให้หน้าที่ ครม. และสิทธิประชาชนในวรรคถัดมา แล้วก็ให้สิทธิ ประชาชนอันพึงมีพึงได้ในวรรคหก และสุดท้าย ให้อำนาจศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยความถูกต้อง ของการใช้มาตรา ๑๙๐ นี้นี่เป็นดุลยภาพ แต่ว่าการแก้ไขครั้งนี้จึงไม่สามารถตอบโจทย์อะไร ได้เลยทั้งมาตรา ๖๘ ทั้งมาตรา ๒๓๗ ทั้งมาตรา ๑๙๐ เพราะประชาชนไม่ได้ประโยชน์ทั้ง ๓ ร่าง และไม่ทำให้บ้านเมืองเป็นประชาธิปไตยขึ้นมาเลย เมื่อไม่สามารถตอบโจทย์ประชาชนว่า ประชาชนดีขึ้นอย่างไร ได้ประโยชน์อย่างไร และประชาธิปไตยดีขึ้นอย่างไร โจทย์เดียวครับ สำหรับการแก้ไขก็คือกินรวบประเทศไทยและมีผลประโยชน์แอบแฝงจากการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ครั้งนี้ ขอบคุณท่านประธานครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เชิญคุณหมอวรงค์ครับ ๑๕ นาทีครับ

นายวรงค์ เดชกิจวิกรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พิษณุโลก 🔗

ท่านประธาน ที่เคารพครับ ผม นายแพทย์วรงค์ เดชกิจวิกรม พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดพิษณุโลก ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมเชื่อว่าท่านประธานคงมีโอกาสได้ฟังเพื่อนสมาชิกได้พูดถึงคำว่า ประชาธิปไตย เยอะมาก จนกระทั่งผมรู้สึกว่าเหมือนจะสำลักประชาธิปไตย ซึ่งของพวกนี้ มันรู้อยู่แก่ใจครับท่านประธานว่าใครมีจิตใจที่เป็นประชาธิปไตยจริง ๆ หรือไม่ เราคงจะได้ยิน อดีตที่ผ่านมามีนักการเมืองบางคนบอกว่าประชาธิปไตยเป็นเพียงเครื่องมือ สำคัญครับท่านประธาน บางคนบอกว่าประชาธิปไตยเป็นเพียงเครื่องมือ ก็เท่ากับว่าคนคนนั้นเอาเส้นทางประชาธิปไตย กระบวนการเลือกตั้งเพื่ออำนาจและผลประโยชน์ของพวกตัวเอง ประชาชนจะเป็นอย่างไร ก็ช่าง แต่บางครั้งผมเห็นใจพี่น้องประชาชนครับประธาน ความไม่รู้ ความไม่เข้าใจทำให้เขา โดนหลอกแล้วก็ยัดเยียดคำว่า ประชาธิปไตย ให้เขาไป ผมกล้ายืนยันว่าพวกเรา และพรรคประชาธิปัตย์เรารังเกียจเผด็จการทหาร ผมกล้ายืนยันจากจิตและวิญญาณของพวกเรา ทุกคน แต่จุดที่ต้องย้ำกับท่านประธานว่าสิ่งที่เรารังเกียจมากกว่าการเผด็จการทหาร คือเผด็จการทุนนิยมสามานย์ เพราะเผด็จการทหารจับง่ายมีรถถังขับออกมา มีทหารออกมา ยึดสถานที่ต่าง ๆ รู้เลยนี่คือเผด็จการทหาร แต่ทุนนิยมสามานย์ที่เป็นเผด็จการในรูปแบบใหม่ พวกนี้ผ่านการเลือกตั้งเข้ามาอันนี้น่ากลัวท่านประธาน ดังนั้นผมคิดว่าวันนี้จะต้องเคลียร์ (Clear) ให้ชัดว่าเรากำลังแก้ไขเพื่อประชาธิปไตย เพื่อประโยชน์ของพี่น้องประชาชนจริงจัง หรือไม่หรือว่านี่คือกระบวนการหลอกลวงประชาชน มีคนพยายามอ้างบอกว่าประชาธิปไตย ประชาธิปไตย ผมอยากจะเคลียร์ประเด็นนิดหนึ่ง ท่านประธานว่า คนบางกลุ่มกับพวกเราพรรคประชาธิปัตย์ เราเข้าใจคำว่า ประชาธิปไตย ตรงกันหรือไม่ คำถามถามว่าประชาธิปไตยของท่านคือการโกหกหรือ เพราะผมจำได้ว่า อดีตที่ผ่านมาเวลารัฐมนตรีโกหกอยู่ไม่ได้ครับท่านประธาน สื่อมวลชนเอาจนตาย แต่วันนี้ มีรัฐมนตรีบางคนโกหกหน้าตาเฉยไม่เป็นไรครับ นี่หรือคือประชาธิปไตย อดีตที่ผ่านมา ผมจำได้ว่าเวลามีการอภิปรายไม่ไว้วางใจ เมื่อมีรัฐมนตรีคนที่ถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจ ไม่สามารถชี้แจงสภาได้ อยู่ไม่ได้ครับ ถูกสื่อถูกประชาชนบี้จนตาย อยู่ไม่ได้ครับ แต่วันนี้ เฉย ๆ ครับท่านประธาน วิธีการของเขาก็คือการไม่ตอบคำถามใด ๆ ทั้งสิ้นและหายหน้าไป จากวงการสื่อในประเด็นที่ถูกฝ่ายค้านซักฟอก และนี่หรือครับคือประชาธิปไตย คำถาม ที่จะถามต่อว่าประชาธิปไตยที่บางคนเข้าใจหมายถึงว่าเวลามีหัวหน้าพรรคฝ่ายค้าน หรือพรรคฝ่ายตรงข้ามไปในพื้นที่บางพื้นที่เอามวลชนคนเสื้อแดงไปขับไล่หรือ นี่หรือครับ คือประชาธิปไตย หรือแม้แต่จุดที่สำคัญและเลวร้ายที่สุดคือใช้ข้าราชการเป็นเครื่องมือ ในการไล่บี้นักการเมืองฝ่ายตรงข้าม มันเหมือนประชาธิปไตยสมัยฮิตเลอร์ท่านประธาน ผมก็เลยไม่แน่ใจว่าคำจำกัดความที่ทุกคนบอกว่าเรียกร้องประชาธิปไตย รักประชาธิปไตยนั้น ความเข้าใจเราตรงกันหรือไม่ ผมชักจะไม่แน่ใจว่าเราเข้าใจตรงกัน แล้วหลายคนพยายาม บ่งบอกว่ารัฐธรรมนูญชุดนี้เป็นผลพวงเผด็จการ ก่อนหน้านี้ก็มีประโยคคำว่า ต้นไม้พิษ ผลไม้พิษ เราอย่าเอาแต่ได้นะครับท่านประธาน อยากจะกราบเรียนพี่น้องประชาชนทุกท่านเลย ว่าผมทำข้อมูลการศึกษาในการพูดครั้งนี้ค่อนข้างจะนอนคิดหลายคืนครับ อยากจะบอก พี่น้องประชาชนว่าถ้ามีโอกาสตั้งใจฟังผมสักนิดหนึ่งจะเข้าใจว่าขณะนี้กำลังเกิดอะไรขึ้น ในสภาผู้แทนราษฎร วันนี้มันมีนักการเมืองเอาแต่ได้ อะไรที่ตัวเองต้องการ อะไรที่ตัวเอง ถูกต้อง อะไรที่ตัวเองพอใจก็โอเค อะไรที่ตัวเองไม่ชอบก็จะหาศัพท์ต่าง ๆ มาวิพากษ์วิจารณ์ เช่น ผลไม้พิษ ต้นไม้พิษ แต่ตัวท่านประธาน ตัวพวกเรา ส.ส. สภาแห่งนี้มักจะเป็นผลพวง ของรัฐธรรมนูญฉบับเผด็จการที่ท่านกำลังกล่าวหากัน ฉะนั้นเวลากล่าวหาผลพวงต่าง ๆ ที่เกิดจากรัฐธรรมนูญฉบับนี้ก็ต้องตำหนิรัฐบาลชุดนี้ด้วยว่าเป็นผลพวงของเผด็จการเช่นกัน สภาพวกเราทุกคนก็เป็นผลพวงเผด็จการทุกคนเช่นกัน ฉะนั้นต้องแฟร์ครับ ถ้าด่าคนอื่น ก็ต้องด่าตัวเอง ถ้าคิดว่าพวกเราถูกต้องก็ควรจะให้เกียรติคนอื่นว่าเขาก็ถูกต้องเหมือนกัน

ประเด็นถัดมา เมื่อวานได้ฟังทั้งวันที่บอกว่ารัฐประหารเป็นการยึดอำนาจ และวันนี้กำลังจะมาทวงอำนาจให้กับประชาชน จริงหรือเปล่าครับท่านประธาน ผมทราบ มาว่าหัวหน้าคณะรัฐประหารกำลังไปจูบปากกับคนบางกลุ่มคนบางคน ผมรู้ว่ามีหัวหน้า คณะรัฐประหารอดีตที่ผ่านมาเขาปฏิวัติจริงครับ เขายึดอำนาจจริง แต่ผมก็แฟร์กับเขา แล้วผม ก็เชื่อว่าเขาคืนอำนาจให้ประชาชนแล้ว แล้วมีการเลือกตั้งแล้ว รัฐบาลที่ชนะการเลือกตั้ง จากพรรคเพื่อไทยก็มาเป็นรัฐบาลแล้ว แล้วบอกว่าจะมายึดอำนาจเพื่อมอบให้กับประชาชน ผมว่ามอบอำนาจให้กับประชาชนหรือหลอกประชาชน แล้วถ้าอยากจะรู้ความรู้สึกของคนไทย รับทราบมาว่าขณะนี้หัวหน้าคณะรัฐประหารกำลังไปจูบปากกับคนบางกลุ่มคนบางคน ลองไปถามเขาดูสิว่าขณะนี้ทางกลุ่มรัฐประหารที่ได้รัฐประหารมาเมื่อปี ๒๕๔๙ ได้คืนอำนาจ ให้กับประชาชนและให้รัฐบาลหมดแล้วหรือยัง ไม่อยากให้มาหลอกประชาชนไปวัน ๆ ผมเห็นใจครับ เพราะพี่น้องประชาชน คนจน ชาวนาชาวไร่ ไม่มีโอกาสได้รับรู้ข้อมูลลึกซึ้ง บางครั้งฟังแต่รัฐบาลพูดฝ่ายเดียวพี่น้องประชาชนก็ไม่เข้าใจเท่ากับประชาชนก็โดนหลอกครับ แล้วมีประเด็นที่คนพยายามบอกว่าแก้ทั้งฉบับ รื้อทั้งฉบับก็มาห้าม จะมาแก้รายมาตราก็จะ ไม่ให้แก้อีก ไม่แฟร์นี่ ผมอยากจะกราบเรียนท่านประธานว่า ในกระบวนการประชาธิปไตย ท่านทำได้ทุกอย่างถ้าถูกต้องตามกฎหมาย แต่ท่านอย่าลืมสาระนะครับ ไม่ใช่ว่าให้สิทธิในการแก้ รายมาตราแล้วอยากจะทำอะไรก็ได้ โดยสาระของก็ต้องเป็นประโยชน์เพื่อพี่น้องประชาชน เป็นประโยชน์เพื่อสังคมและคนส่วนรวมทั้งหมด ไม่ใช่ว่าอยากจะแก้ อยากจะเอาแต่ได้ อย่างนี้คนก็คัดค้านครับ วันนี้ ๓ ร่าง ๔ ประเด็นเดี๋ยวผมจะเคลียร์ ให้ท่านประธานฟังว่าเพราะเหตุใด พวกผมถึงจะ คัดค้าน และประเด็นที่จะต้องชี้แจงต่อไปก็คือวันนี้ฟังตอนเช้าแล้วไม่สบายใจ มีเพื่อนสมาชิก หลายคนพยายามจะวิพากษ์วิจารณ์ว่าจะยุบพรรค ๖ พรรค จะใช้อำนาจของกลุ่มอำมาตย์บ้าง ในการที่จะยับยั้งการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เราต้องใจกว้างครับท่านประธาน ทุกอย่างต้องเป็นไปตาม กระบวนการก็ในเมื่อรัฐธรรมนูญกำหนดไว้อย่างนี้ให้ท่านทำได้ แต่ถ้าอะไรก็แล้วแต่ที่มันขัด หลักนิติรัฐ นิติธรรมเพื่อนสมาชิกก็มีสิทธิที่จะร้องศาล และการร้องศาลก็ต้องใจกว้างพอ ในการที่จะรับฟัง สิ่งไหนที่ศาลวินิจฉัยแล้วที่ท่านได้ประโยชน์ท่านก็ต้องพอใจ ขณะเดียวกัน สิ่งไหนที่ศาลวินิจฉัยแล้วท่านเสียประโยชน์ท่านก็ต้องรับฟังศาล ไม่ใช่อันไหนได้ก็เงียบ แต่อันไหนเสียประโยชน์ก็กล่าวหาว่าศาล ๒ มาตรฐาน อย่างนี้หรือคือประชาธิปไตย ท่านประธานที่เคารพครับ ผมย้ำว่าสิ่งที่พวกผมไม่สบายใจและกำลังจะตีแผ่เป็นประเด็นชัด ๆ ให้พี่น้องประชาชนทุกภาคส่วนได้เข้าใจและร่วมกันต่อต้านคัดค้านการแก้ครั้งนี้ เพราะอะไรครับ

ในประเด็นแรกคือประเด็นเรื่องที่มา ส.ว. ทุกคนต้องไม่ปฏิเสธว่าอดีตที่ผ่านมา แม้แต่ท่านนิพนธ์ซึ่งท่านเป็น ส.ส. บัญชีรายชื่อของพรรคประชาธิปัตย์ท่านเคยเป็นรองประธาน วุฒิสภาในยุคที่มีการซื้อ ส.ว. ครับ ทุกคนต้องไม่ปฏิเสธว่าอดีตที่ผ่านมาหลังจากรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ว่า ส.ว. มาจากการเลือกตั้งมันมีการซื้อ ส.ว. เยอะ ส.ว. ถูกครอบงำจากคนมีอำนาจ เมื่อ ส.ว. ถูกครอบงำจากคนมีอำนาจจังหวะที่ผ่านมาต้องเข้าใจว่ารัฐบาลก็ต้องสร้างปัญหาด้วย ถึงบอกให้ทหารเขาเอาอาวุธออกมายึดอำนาจ ถ้าท่านไม่ได้สร้างปัญหาอะไรผมไม่เชื่อว่า หัวหน้าคณะรัฐประหารคงไม่กล้าออกมาครับ มันคงต้องสร้างปัญหาบางสิ่งบางอย่างมาเยอะ พอสมควรครับ จนกระทั่งหัวหน้าคณะรัฐประหารเขายึดอำนาจและเขาก็ต้องดีไซน์ (Design) ระบบออกมา ผมย้ำว่า ส.ว. อดีตที่ผ่านมาถูกซื้อ ระบบที่ถูกสร้างออกมาในการเลือกตั้ง รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ เขาก็หวังว่า ส.ว. ๑. ต้องเป็นผู้ทรงคุณวุฒิมีความรู้ความสามารถ ไม่ใช่อย่างพวกผม ส.ส. เราทำงานอีกแบบหนึ่ง ความเป็นตัวแทนประชาชนของเราจะอีกแบบหนึ่ง เราใกล้ชิดประชาชนอีกแบบหนึ่ง ดังนั้น ส.ส. อย่างพวกผมต้องไปหัดร้องเพลงลูกทุ่ง กินเหล้าขาว นี่คือ ส.ส. พวกผมก็ต้องหัดร้องเพลงลูกทุ่ง ผมหัดกินเหล้าขาว แต่ถ้า ส.ว. ไม่ใช่ครับ เพราะระบบเขาวางแผนมาว่า ๑. ส.ว. ต้องเป็นผู้ทรงคุณวุฒิเพราะ ส.ว. เอามากลั่นกรอง กฎหมาย ๒. ส.ว. ต้องมีความหลากหลายทางอาชีพ จะเป็นอาชีพเกษตรกร จะเป็นอาชีพ ของแพทย์ เป็นนักกฎหมาย นักธุรกิจ เป็นกรรมกร ต้องมีความหลากหลายในอาชีพ และ ๓. จุดที่สำคัญที่สุดก็คือ ส.ว. ต้องเป็นกลางทางการเมือง อย่าให้มีการแทรกแซง ทางการเมือง อันนี้คือหัวใจของ ส.ว. ท่านประธาน อยู่ ๆ วันดีคืนดีมีความขัดแย้ง เมื่อเช้า ผมฟังแล้วก็ไม่สบายใจ ส.ว. ด้วยกันเองยังไม่ให้เกียรติกันเลยครับ บางคนมีความรู้สึกว่า ตัวเองผ่านการเลือกตั้งมาเหนือกว่า ส.ว. ที่มาจากการสรรหา ผมว่าในระบอบประชาธิปไตย หัวใจคือสาระในการทำหน้าที่ให้กับพี่น้องประชาชน ไม่ว่าท่านจะเป็น ส.ว. สรรหาหรือ ส.ว. เลือกตั้ง ใครที่ทำประโยชน์ให้กับพี่น้องประชาชนสังคมชื่นชมครับ ไม่ได้หมายความว่า ส.ว. ที่มาจากการเลือกตั้งจะแน่กว่า ส.ว. ที่มาจากการสรรหา ใครก็แล้วแต่ที่ทำประโยชน์ให้กับ ประชาชน ปกป้องประโยชน์ประเทศชาติอันนั้นเราจะต้องชื่นชม เพราะฉะนั้นปัญหาอยู่ที่ วันดีคืนดีจะแก้ไขบอกว่า ส.ว. ที่มาจากการสรรหา มาจาก ๗ อรหันต์ ท่านประธานเชื่อไหม ว่าเมื่อเช้านี้เราอยู่ด้วยกันในระหว่างที่มีการวิพากษ์วิจารณ์ว่าคนนั้นมาจาก ๗ อรหันต์ มีความไม่ชอบธรรมในการที่มาจากประชาชนไม่ได้ ในขณะที่พวกผมนั่งมีเมสเสจ (Message) ผมให้ดูได้ ท่านประธาน มีข้อความสั้นจากประชาชนบอกว่าคนที่มาจาก ๗ อรหันต์ก็ดี มาจาก ๑ ทรราชครับ อันนี้ประชาชนเขารู้สึกอย่างนั้น ๗ อรหันต์ตั้ง ส.ว. ขึ้นมาก็ดีกว่า ๑ ทรราชที่ตั้ง ส.ว. ขึ้นมา อันนี้แล้วแต่จะคิดว่าใครเป็นทรราช แต่ประเด็นที่ผมต้องการ จะย้ำกับท่านประธานว่าในเมื่อระบบต้องการ ส.ว. อย่างนี้จึงทำให้บางคนต้องการจะคุม ส.ว. มันคุมไม่ได้ วันนี้เราต้องคุยตรง ๆ เลยว่า ส.ว. คุมไม่ได้ครับ แล้วผมก็ชื่นชมไม่ว่าจะเป็น ส.ว. จากการเลือกตั้ง หรือ ส.ว. สรรหา คนที่มีอำนาจหวังจะครอบงำ ส.ว. เขาทำหน้าที่ของเขาได้ไม่เต็มที่ เพราะเขา ไม่สามารถจะซื้อ ส.ว. ได้ ก็เลยมีการออกแบบว่าวิพากษ์วิจารณ์ ส.ว. จากการสรรหาและกำหนดว่า ส.ว. จะต้องมาจากการเลือกตั้งทั้งหมด ผมย้ำท่านประธานนะครับ ย้ำพี่น้องประชาชน ย้ำเพื่อนสื่อมวลชนว่าประเด็นที่ให้ ส.ว. มาจากการเลือกตั้งนี่เรากำลังถูกเขาหลอก ตรงนี้ เป็นหัวใจสำคัญนะครับ สังคมกำลังถกกันระหว่าง ส.ว. จากการสรรหา หรือ ส.ว. จากการเลือกตั้ง แต่ประเด็นที่เขาหลอก ก็คือประเด็นที่เขาต้องการให้ ส.ว. มีวาระติดต่อกันได้ครับ อันนี้ คือหัวใจสำคัญครับท่านประธาน จะสรรหา จะเลือกตั้ง จะแต่งตั้งอย่างไรก็แล้วแต่อันนั้น ไม่ใช่ประเด็นที่น่ากลัวแล้วท่านประธาน จะเลือกตั้งอย่างไรก็แล้วแต่ผมไม่ได้กังวลตรงนั้น แต่ประเด็นที่จะทำให้เกิดปัญหาในอนาคตจดจำไว้เลยว่ามันคือประเด็นที่เขียนไว้ว่าวาระ ไม่จำเป็นต้องแค่สมัยเดียว สามารถต่อ ๒ สมัยได้ ๓ สมัยได้ อันนี้คือหัวใจสำคัญครับ ท่านประธาน และย้ำกับพี่น้องประชาชนให้จับตาดูประเด็นนี้ เพราะว่าถ้า ส.ว. สามารถ หมดวาระแล้วลงสมัครต่อได้อีกก็เท่ากับว่า ส.ว. ก็ต้องหาเสียงกับพี่น้องประชาชนเหมือน ส.ส. ก็คือต้องควบคุมฐานเสียง เมื่อ ส.ว. ต้องควบคุมฐานเสียง ส.ว. ก็ต้องวิ่งเต้นหน่วยราชการ วิ่งเต้นรัฐบาลเพื่อหางบประมาณไปสะท้อนตอบสนองกับพี่น้องประชาชน การที่ ส.ว. จะต้อง ตอบสนองพี่น้องประชาชนก็ต้องวิ่งไปหารัฐบาลมันจึงเป็นช่องทางที่ถูกพรรคการเมือง ครอบงำได้ง่าย และสิ่งเหล่านี้ก็เพราะว่าประโยคนี้ที่ ส.ว. สามารถต่อวาระของตัวเองได้ มันจะต้องเป็นที่มาของสภาทาสในอนาคต ผมใช้คำว่า ส.ว. ทาสในอนาคต เพราะวันนี้ ผมได้ยินเพื่อน ส.ส. บางคนบอกเป็นขี้ข้า วันนี้มี ส.ส. ขี้ข้า ถ้ารัฐธรรมนูญตรงนี้ผ่านโดยให้ สามารถต่อวาระได้ อนาคตจะเกิด ส.ว. ทาสขึ้นมาแน่นอนครับ ผมท้าเดิมพันเท่าไรก็เกหมดตัว ระบบการแก้นี้ดูว่าเหมือนประชาธิปไตยให้มีการเลือกตั้ง แต่ถูกหมกเม็ดด้วยการให้ ส.ว. ลงเลือกตั้งแบบต่ออายุได้ ตรงนี้ทำให้ ส.ว. ต้องหาเสียง ต้องวิ่งเต้น ก็ต้องวิ่งไปหาพรรคการเมือง วิ่งไปหารัฐบาล วิ่งไปหาคนมีอำนาจ สุดท้ายแล้ว ส.ว. จะกลายเป็น ส.ว. ทาสทันที เพราะฉะนั้น ประเด็นนี้ผมต้องย้ำกับพี่น้องประชาชน แล้วเมื่อ ส.ว. เกิดสภาพ ส.ว. ทาส ท่านประธาน ทราบว่า ส.ว. เขามีหน้าที่ในการถอดถอน แต่งตั้งองค์กรอิสระรัฐบาลก็จะคุม ส.ว. ได้ทั้งหมด เมื่อคุม ส.ว. ได้ทั้งหมดก็มีโอกาสที่จะคุมที่มาที่ไปขององค์กรอิสระต่าง ๆ ได้ ผมย้ำกับท่านประธาน ว่าพี่น้องประชาชนคนไทยมักจะถูกบิดเบือนจากคนที่อ้างว่าประชาธิปไตย เมื่อเช้ามีโอกาส ได้คุยกับคนที่ศึกษาระบบรัฐสภาของประเทศอังกฤษ เขายังพูดยืนยันเลยว่าขณะนี้สภาขุนนาง ของประเทศอังกฤษก็คือคล้าย ๆ ส.ว. เรายังสืบทอดจากพ่อสู่ลูกท่านประธาน ขณะที่เขา เป็นต้นแบบประชาธิปไตยท่านประธานครับ แต่ระบบของประเทศอังกฤษยังมีการสืบจากพ่อ ไปสู่ลูก และขณะนี้ประเทศอังกฤษเองยังไม่มีบทสรุปว่า ส.ว. เขานั้นควรจะมาจากการสรรหา หรือจากการเลือกตั้ง ช้า ๆ นะครับ ประเทศอังกฤษเองที่เป็นประเทศต้นแบบประชาธิปไตย ยังสรุปไม่ได้เลยว่า ส.ว. ของเขานั้นควรจะมาจากการเลือกตั้งหรือจากการสรรหา และการเลือกตั้ง ส.ว. ของเขานี่เขามีความชัดเจนเลยว่าถ้าจะต้องเลือกตั้งให้เลือกตั้งจาก ลิสท์ (List) ของผู้ทรงคุณวุฒิตามวิชาชีพ ไม่ใช่เลือกตั้งจากจังหวัดต่าง ๆ เพราะมันเป็นฐาน เดียวกัน และผมถือว่าถ้า ส.ว. มาจากการเลือกตั้งท่านเอาวาระ ๖ ปีไม่แฟร์ครับท่านประธาน ท่านก็ต้องลดวาระเหลือแค่ ๔ ปี เหมือน ส.ส. ธรรมดา คำถามคือ ส.ว. อิงฐานเสียงเลือกตั้ง ทุก ๔ ปี เหมือน ส.ส. มันจะต่างอะไรจาก ส.ส. สุดท้ายมีแค่สภาเดียวก็พอ เพราะทุกอย่าง มันเหมือนกันหมดครับ และจุดที่ผมจะต้องย้ำคือผมขอย้ำว่าประเด็นที่พวกเราต้องอย่าหลงประเด็น เรื่องการเลือกตั้งที่ต้องคัดค้านให้ถึงที่สุดคือการต่ออายุหรือต่อวาระ ส.ว. ได้ ท่านประธาน อย่าเพิ่งนะครับ ผมจะขออนุญาตเนื่องจากว่าผมคุยกับเพื่อนผมเรียบร้อยแล้วว่าถ้าเกินเวลา เดี๋ยวจะหักเวลาจากเพื่อนครับ ผมย้ำต่อว่าวาระของ ส.ว. เป็นประเด็นที่สำคัญที่สุด ซึ่งเราอย่าหลงประเด็นตรงนี้ อันนี้คือประเด็นที่มาของ ส.ว. บทสรุปของการเลือกตั้ง ส.ว. หรือการแก้ไขเรื่อง ส.ว. มันก็คงหนีไม่พ้นเรื่องการเอื้อประโยชน์ ซึ่งกันและกัน มันคือประโยชน์ทับซ้อนที่ผมเชื่อว่ารัฐบาลต้องการอย่างหนึ่งให้ ส.ว. เซ็นให้ ส.ว. ท่านต้องการอย่างนี้ รัฐบาลก็ตอบสนองให้ มันเป็นการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ ซึ่งกันและกันเท่านั้นเอง ประเด็นที่ผมจะต้องข้ามไปเลยก็คือมาตรา ๖๘ จริง ๆ แล้วเตรียมไว้ หลายประเด็นครับ มาตรา ๖๘ เป็นเรื่องสิทธิพิทักษ์รัฐธรรมนูญ สภาก็ถกเถียงกันเรื่องว่าปกติแล้ว รัฐธรรมนูญ มาตรา ๖๘ ของเล่มนี้ศาลรัฐธรรมนูญเคยวินิจฉัยแล้วว่าให้อำนาจประชาชน จะยื่นผ่านอัยการสูงสุด แล้วอัยการสูงยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญก็ได้ หรือประชาชนสามารถ ยื่นตรงศาลรัฐธรรมนูญก็ได้ในกรณีที่จะพิทักษ์รัฐธรรมนูญ ซึ่งในมาตรา ๖๘ ของปี ๒๕๕๐ เขียนไว้ชัดเจนว่า บุคคลจะใช้สิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญเพื่อล้มล้างการปกครอง ในระบอบประชาธิปไตยไม่ได้ แต่จุดที่ผมจะต้องย้ำคือผมมีความรู้สึกเขากำลังหมกเม็ด ให้เราหลงประเด็นไปเถียงกันว่าจะต้องผ่านอัยการหรือไม่ผ่านอัยการ แต่ถ้าท่านประธาน ดูในวรรคหนึ่งของร่างที่เสนอขึ้นมา วรรคหนึ่งเขาแยบยลมากท่านประธาน ผมเพิ่งค้นพบสิ่งนี้ กับท่านผู้อาวุโสในพรรคประชาธิปัตย์ เขาไปเขียนว่าบุคคลจะใช้สิทธิและเสรีภาพตามหมวด ๓ ของรัฐธรรมนูญเพื่อล้มล้างการปกครองไม่ได้ ก็เท่ากับว่าบุคคลจะใช้สิทธิตามหมวด ๓ ไม่ได้ ก็เท่ากับว่าถ้าใช้สิทธิตามหมวดอื่น เช่นตามหมวด ๑๕ มันว่าด้วยการแก้ไขรัฐธรรมนูญได้ ช้า ๆ นะครับท่านประธาน แล้วพี่น้องประชาชน เพื่อนสื่อมวลชนผมว่านี่คือการหมกเม็ด ที่น่ากลัวที่สุดของเผด็จการทุนนิยมสามานย์ ที่ปล่อยให้เราสับสนไปถกเถียงกันระหว่าง จะผ่านอัยการหรือไม่ผ่านอัยการ ย้ำว่าในวรรคหนึ่งเขาหมกเม็ดว่าบุคคลจะใช้สิทธิเสรีภาพ ตามรัฐธรรมนูญ อันนั้นคือของเก่า แต่ของใหม่เขาเติมคำว่า หมวด ๓

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

คุณหมอครับ ไม่อยาก ทักท้วงเลยนะครับ นี่มันจะเข้า ๔ นาทีแล้ว แล้วมันก็เป็นการกินเวลาฝั่งทางนี้เขา มันไม่ใช่ ทดตรงของเรา มันไปกินเวลาฝั่งตรงนี้ เอาพอสมควรครับ ไม่ใช่ครับ มันกินเวลาของเขา ไม่ใช่ไปทดของเราได้ ไม่ใช่ เอาพอสมควรครับ

นายวรงค์ เดชกิจวิกรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พิษณุโลก

ท่านประธานครับ ตัดเวลาในภาพรวมของพวกผม ของพรรคประชาธิปัตย์

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

มันไม่ได้ตัดเวลาอย่างนั้น มันพูด ๒ ท่าน ท่าน ๔ ท่านนะทางนี้ถึงได้ ๑ ท่าน

นายวรงค์ เดชกิจวิกรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พิษณุโลก

อย่างนี้ครับ ท่านประธาน ประเด็นผมยังต่อเนื่องอยู่

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เอาพอสมควรครับ อีกสัก ๑ นาที

นายวรงค์ เดชกิจวิกรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พิษณุโลก

ยังไม่พอเลย ท่านประธาน ตรงนี้คือหัวใจที่จะต้องย้ำครับ เพราะว่าให้ผมจบประเด็นนะท่านประธาน ผมย้ำตรงนี้ว่านี่คือการหมกเม็ดที่น่ากลัวที่สุด พี่น้องประชาชนที่รัก ต้องย้ำว่าคนไปสนใจ เถียงกันระหว่างว่าจะให้ผ่านอัยการสูงสุดหรือไม่ผ่าน แต่ประเด็นก็คือในวรรคหนึ่งที่กำหนด ไว้ว่า บุคคลจะใช้สิทธิและเสรีภาพตามหมวด ๓ ของรัฐธรรมนูญเพื่อล้มล้างการปกครองไม่ได้ ถ้าเขาใช้สิทธิในหมวดอื่น เช่นใช้สิทธิในหมวด ๑๕ ในเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญเท่ากับว่า เขาสามารถล้มล้างได้ และถ้าดูในหมวด ๓ มันเป็นเรื่องหมวดของสิทธิเสรีภาพ ซึ่งในหมวด สิทธิเสรีภาพมันแทบจะไม่มีสิทธิอะไรมาล้มล้างรัฐธรรมนูญเลย เขาจะล้มล้างได้ต่อเมื่อ การแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ชัดที่สุดก็คือหมวด ๑๕ การแก้ไขครั้งนี้ก็เท่ากับว่าเป็นการตัด มาตรา ๖๘ ทิ้ง จริง ๆ นะท่านประธาน ผมต้องเรียนพี่น้องประชาชนซึ่งอาจจะเข้าใจยาก นิดหนึ่งครับ มันเป็นการซับซ้อนแยบยลที่ทำให้รู้สึกว่าเหมือนจะมีมาตรา ๖๘ ให้เราไปถกกัน ระหว่างว่าจะผ่านอัยการหรือไม่ผ่านอัยการ แต่พูดถึงเรื่องการล้มล้างการปกครอง ตามรัฐธรรมนูญ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

คุณหมอครับ ไม่อยากขัด จริง ๆ นะครับ อย่างน้อย ๆ ท่านต้องมีการบริหารจัดการเรื่องเวลาในการพูด นี่มันเกินกว่า ๕ นาทีแล้ว เอาพอสมควรครับ

นายวรงค์ เดชกิจวิกรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พิษณุโลก

ท่านประธานครับ ผมกำลังจะสรุป แล้วผมก็บอกท่านประธานแล้วว่าเพื่อนสมาชิกของผมเขายินดีให้ตัดเวลาเขา ซึ่งเรื่องนี้เดี๋ยวในวิปของผมเขา

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

มันไม่ใช่ตัดเวลาเขา มันกิน เวลาฝั่งนี้ต่างหาก ท่านเอาพอสมควรครับ

นายวรงค์ เดชกิจวิกรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พิษณุโลก

ท่านประธานครับ ผมพูดต่อนะครับ ขนาดผมตัดประเด็นที่ผมจะพูดเยอะแยะเลย เพื่อจะเอาเข้าสู่ประเด็น ที่สำคัญ วันนี้ต้องย้ำพี่น้องประชาชน ท่านสื่อมวลชนที่เคารพรักทุกท่านครับ ให้ท่านไปดู ร่างพระราชบัญญัติในวรรคหนึ่ง เป็นการหมกเม็ดที่น่ากลัวที่สุดของเผด็จการครับท่านประธาน เท่ากับว่าถ้ามีการผ่านร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ออกมาแล้วเราไม่สามารถจะร้องศาลได้เลย ไม่มีใครจะใช้หมวด ๓ มาล้มล้างรัฐธรรมนูญได้ จะล้มรัฐธรรมนูญได้ส่วนใหญ่จะใช้หมวด ๑๕ แต่เวลาแก้แล้วแก้หมวด ๓ เท่ากับว่าเป็นวิธีการที่หมกเม็ดที่แยบยลที่สุด ท่านประธาน ที่เคารพครับ ผมกำลังจะชี้ให้ท่านเห็นว่า

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

พอหรือยังครับ ท่านครับ ผมว่าพอสมควรแล้วครับ คงไม่อนุญาตแล้วครับ มันต้องมีความพอเหมาะพอสม ไม่เคยให้ เวลาใครเกินถึง ๕-๖ นาทีอย่างนี้ อย่างมากก็ ๒-๓ นาที เอาพอสมควรครับ

(จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุรินทร์ ได้ยืนและยกมือขึ้น)

จ่าประสิทธิ์อย่าประท้วง เลยครับ คงจะจบอยู่แล้วอย่าประท้วงเลยครับ นั่งเถอะครับ อย่างประท้วงเลยครับ คงใช้ เวลาอีกพอสมควรอย่าเกิน ๑ นาทีนะครับ เชิญ

จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุรินทร์

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิก สภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุรินทร์ พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมไม่ได้ประท้วง เรื่องเวลาครับ ถ้าเป็นผมผมจะมีมารยาทเรื่องเวลา

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

นั่งเถอะครับ ไม่อนุญาต แล้วครับ ไม่เสียหาย นั่งเถอะครับ ผมไม่อนุญาตใครทั้งนั้นนะครับ คุณหมอใช้เวลาสักไม่เกิน ๑ นาที คุณหมอต่อเลยครับ พอแล้วครับ คุณหมออย่าเกิน ๑ นาที เชิญต่อเลยครับ

(นายประเสริฐ พงษ์สุวรรณศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดยะลา ได้ยืน และยกมือขึ้น)

คุณประเสริฐอย่าประท้วง เลยครับ

นายวรงค์ เดชกิจวิกรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พิษณุโลก

ท่านประธาน ฟังวิปหน่อยสิครับท่านประธาน

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เชิญครับ

นายประเสริฐ พงษ์สุวรรณศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ยะลา

ท่านประธานครับ ประเสริฐ พงษ์สุวรรณศิริ จากจังหวัดยะลา พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานครับ ทางวิปฝ่ายค้าน อนุญาตให้คุณหมอพูดในรอบนี้เป็นคนสุดท้ายของรอบนี้เลยต่อเวลาให้คุณหมอจะได้จบ อีกสัก ๕ นาทีจะได้เสร็จภารกิจไป แล้วท่านก็ได้เปลี่ยนกะแล้วรอบหน้าท่านมาใหม่พวกผม ก็ค่อยมาว่ากันใหม่อีกตั้ง ๒ ชั่วโมง

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ผมเข้าใจประเด็นนั้น แต่มัน ไม่ใช่เป็นเวลาของพวกเรา มันเป็นเวลาฝั่งทางนี้แล้วเราไปกินเวลาเขา แต่ไม่เป็นไรครับ เชิญครับ คุณหมอจะใช้กี่นาที

นายวรงค์ เดชกิจวิกรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พิษณุโลก

ท่านประธานครับ ผมจะขอใช้เวลาอีก ๕ นาที ทางวิปให้ผมมาเพิ่มอีก ๕ นาทีครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

อีก ๕ นาทีนะครับ นี่มัน ๖ นาที เกิน ๑๑ นาทีนะครับ

นายวรงค์ เดชกิจวิกรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พิษณุโลก

ท่านประธาน คุยไม่เข้าใจหรือครับ ผมบอกขอวิป

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

คุณหมอครับ ผมเข้าใจ แต่คุณหมอไม่เข้าใจ ไม่เป็นไรครับเอาให้ครบ ๑๐ นาทีใช่ไหม เอาครับ แต่ถ้าฝั่งนี้บ้าง ก็อย่าไปว่าเขานะ

นายวรงค์ เดชกิจวิกรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พิษณุโลก

ท่านประธาน ที่เคารพครับ ผมจำเป็นจะต้องย้ำในมาตรา ๖๘ ที่มีการแก้ไข เวลาเถียงไม่มาก และวิธีการ หมกเม็ดมันอธิบายยาก การหมกเม็ดเป็นการหมกเม็ดที่น่ากลัวที่สุดของพวกเผด็จการ คือคนที่รักประชาธิปไตยต้องไม่มีการหมกเม็ด ๒ วันมานี้มัวเถียงกันแต่เรื่องไปผ่านอัยการ หรือไม่ผ่านอัยการ สุดท้ายแล้วมันไม่ได้ประโยชน์อะไรเลย

(นายเกียรติ์อุดม เมนะสวัสดิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุดรธานี ได้ยืน และยกมือขึ้น)
นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

มีผู้ประท้วงครับ

นายเกียรติ์อุดม เมนะสวัสดิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อุดรธานี

ท่านประธาน ที่เคารพครับ ผม นายเกียรติ์อุดม เมนะสวัสดิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุดรธานี พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมนั่งฟังผู้อภิปรายมานาน ผิดข้อบังคับ ข้อ ๔๓ ชัดเจน วรรคสอง วรรคหนึ่งก็ผิดนะครับ ห้ามผู้อภิปรายแสดงกิริยาท่าทางหรือใช้วาจาอันไม่สุภาพ ใส่ร้าย เสียดสี ชัดเจน เผด็จการที่ไหนครับ อันนี้คือรัฐสภานะครับไม่ใช่เผด็จการ ให้ผู้อภิปราย ได้อภิปรายในประเด็น อย่าไปเสียดสีผู้อื่นนะครับท่านประธาน อันนี้ชัดเจน ท่านประธาน นั่งฟังอยู่ได้อย่างไรล่ะครับ ท่านต้องใช้มาตรา ๔๔ ให้ชัดเจนนะครับ เมื่อผู้อภิปราย ขออนุญาตนะครับ ประธานเห็นว่าถ้าผู้ใดอภิปรายพอสมควรแล้วก็ให้หยุดอภิปรายได้นะครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ผมเข้าใจแล้วครับ คุณหมอครับ เวลาก็เหลือไม่ถึง ๔ นาที ท่านใช้เวลาตรงนี้ให้เป็นประโยชน์เอาที่เป็นสาระ พยายามอย่าให้ มีการประท้วง

นายวรงค์ เดชกิจวิกรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พิษณุโลก

ท่านประธาน ที่เคารพ ผม นายแพทย์วรงค์ พรรคประชาธิปัตย์

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

คุณหมอครับ พยายามพูด อย่าให้มีการประท้วง ท่านจะได้พูดของท่านอย่างเต็มที่ ขอความกรุณานะครับ

นายวรงค์ เดชกิจวิกรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พิษณุโลก

ท่านประธาน ที่เคารพครับ กระผม นายแพทย์วรงค์ พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดพิษณุโลก ต้องย้ำนะครับ ท่านประธาน คือต้องย้ำถึงเรื่องมาตรา ๖๘ ครับ เรียนพี่น้องสื่อมวลชนที่รักทุกท่าน พี่น้องประชาชนนะครับว่ามาตรา ๖๘ เป็นการหมกเม็ด เพราะเท่ากับว่าหลังจากแก้ไข ในวรรคหนึ่งซึ่งเขาหลงให้เราไปเถียงกันเรื่องให้ผ่านอัยการหรือไม่ผ่านอัยการ แต่สุดท้าย เขาหมกเม็ดในวรรคหนึ่ง เมื่อหมกเม็ดในวรรคหนึ่งก็เท่ากับมาตรา ๖๘ จะไม่มีผลบังคับใช้ทันที เท่ากับว่าการล้มล้างรัฐธรรมนูญนี้สามารถเกิดขึ้นได้ ถ้าอย่างนั้นการแก้ตรงนี้ไม่มีผลใด ๆ เลย เท่ากับเป็นการตัดมาตรา ๖๘ ทิ้งโดยที่พวกเราไม่รู้ตัว นี่เรียกว่าหมกเม็ด นักประชาธิปไตย เขาไม่ทำกันครับ มีแต่เผด็จการทุนนิยมสามานย์เท่านั้นที่จะต้องทำสิ่งเหล่านี้ เป็นวิธีการ หมกเม็ด อย่าคิดว่าพวกเราจะตามไม่ทันครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เอาอย่างนี้ครับ เขากล่าวหาว่า มาตรา ๖๘ ไปหมกเม็ด เดี๋ยวพวกเราก็ต้องอภิปรายว่าไม่ได้หมกเม็ดอย่างไร เอาอย่างนั้นดีกว่าครับ

นายวรงค์ เดชกิจวิกรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พิษณุโลก

ท่านประธาน ที่เคารพครับ ผมเชื่อว่าการแก้ไขมาตรา ๖๘ แล้ว

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

คุณหมอครับ ผมอนุญาต ให้ท่านเกินเวลาจาก ๕ นาทีแล้วก็มาเป็น ๑๐ นาที ผมให้เกียรติมากแล้วนะครับ ท่านกรุณา ให้เกียรติผมด้วยนะครับ เอาพอสมควรครับ อย่าไปขนาดนั้นเลยครับ เอาเข้าสาระ อย่าไปตั้ง เจตนาจะไปกล่าวหาเขาถึงขนาดนั้น ไม่อย่างนั้นก็ประท้วงกันอยู่อย่างนี้ ผมมีอำนาจนะครับ ที่จะให้หยุดพูดครับ โดยชอบด้วยข้อบังคับด้วยนะครับ เอาพอสมควรครับคุณหมอ ผมให้ เกียรติท่านแล้วครับ ท่านให้เกียรติผมด้วยสิ เอาพอสมควรครับ อย่าประท้วงเลยครับ พอแล้วครับ พอเถอะครับ

นายวรงค์ เดชกิจวิกรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พิษณุโลก

ท่านประธานครับ ผมถูกฝึกมาการพูดต้อง

(นายครูมานิตย์ สังข์พุ่ม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุรินทร์ ได้ยืนและยกมือขึ้น)
นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ถ้าอย่างนั้นใครก่อน เชิญครับ ครูมานิตย์ครับ

นายครูมานิตย์ สังข์พุ่ม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุรินทร์

ท่านประธาน ที่เคารพครับ กระผม ครูมานิตย์ สังข์พุ่ม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุรินทร์ พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา จริง ๆ ผมขอประท้วงท่านประธานก่อนนะครับ ข้อ ๕ ในเรื่องของ การควบคุมข้อบังคับการประชุม พวกผมนี่ไม่ได้ตั้งใจมาประท้วงเลยท่านประธานครับ และโดยเฉพาะผมนี่ก็ไม่ได้ด้อยปัญญาไปมากหรอกครับท่านประธาน ก็จะมาฟัง มานั่งวินิจฉัย แต่ว่ามันไม่ไหวแล้วประธานก็ไม่ติง สักครู่นี้ก็ยังใช้คำว่า ล้มล้างรัฐธรรมนูญ คำว่า ล้มล้าง คือพวกปฏิวัติ ไม่ใช่พวกผม แล้ววันก่อนที่เขาแก้ล่ะ ใครเคยว่าเขา

(นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงใหม่ ได้ยืน และยกมือขึ้น)
นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เอาละครับ อย่าไป ย้อนกลับครับเดี๋ยวก็ไม่จบ พอแล้วครับ ไม่ได้ก็ไม่เป็นไร ก็ยืนอยู่อย่างนั้น ให้พูดอีกนิดเดียว เพื่อกล่าวหาเขา พาดพิงเขาอีก มันก็ไม่จบ จะจบ ท่านนั่งแล้วจบเลยครับ เอาไว้ให้เขาตั้ง ก่อนครับแล้วค่อยมานั่น เชิญคุณจุลพันธ์ครับ

นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เชียงใหม่

ท่านประธานที่เคารพ กระผม จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงใหม่ จากพรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมต้องขอประท้วงท่านผู้อภิปรายตามข้อบังคับ การประชุม ข้อ ๔๓ วรรคสอง ซึ่งเป็นการกล่าวหาเสียดสี ผมต้องกราบเรียนว่าท่านผู้อภิปรายท่านหมอวรงค์ ขออภัยที่เอ่ยนาม ได้พูดถึงคำว่า เป็นเผด็จการ ทุนนิยม มีการแฝงเข้ามาในร่างรัฐธรรมนูญฉบับแก้ไข ผมต้องกราบเรียนว่าผมและเพื่อน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรรวมถึงสมาชิกวุฒิสภาหลายท่านเป็นผู้ร่วมยื่นร่างนะครับ ลงชื่อยื่นร่างเข้าไปพวกผมเสียหาย ท่านประธานต้องให้ผู้อภิปรายถอนคำพูดคำว่า เผด็จการ ก่อนครับ

(นายสุรเชษฐ์ แวอาแซ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนราธิวาส ได้ยืน และยกมือขึ้น)
นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

คุณหมอครับ เพื่อให้ คุณหมอได้ใช้เวลาที่เหลือให้เป็นประโยชน์ อย่าประท้วงเลยครับ ผมอนุญาตให้พูดก็เห็นว่า พอสมควรแล้วครับ เชิญครับ

นายสุรเชษฐ์ แวอาแซ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นราธิวาส

ท่านประธาน ที่เคารพ ผม สุรเชษฐ์ แวอาแซ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากจังหวัดนราธิวาส พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมขอประท้วงท่านประธาน ข้อ ๕ ในการควบคุมการประชุม โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่ประท้วง ผมอยากจะให้ท่านประธานเคร่งครัดข้อบังคับ ข้อ ๔๕ ผู้ประท้วงแสดงตนที่จะประท้วงท่านให้สิทธิเขาพูด แต่พูดแล้วประธานจะต้องวินิจฉัยให้เด็ดขาด ไม่ใช่ปล่อยให้อภิปราย อภิปรายเสร็จแล้วก็ไม่มีที่จบ ท่านประธานก็ขอ ขอ ขอ อยู่อย่างนี้ เมื่อไรจะควบคุมให้มันเกิดความเรียบร้อยล่ะ เคร่งครัด ข้อ ๔๕ ท่านประธานครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ถ้าผมต้อง เคร่งครัดนะครับคุณหมอก็คงไม่ได้พูด แล้วผู้ประท้วงฝั่งนี้ประท้วงมีเหตุผลนะครับ แล้วผม ให้เกียรติคุณหมอนะครับ แต่คุณหมอกลับไม่ให้เกียรติผม พูดในประเด็นที่มันไม่ทำให้คนอื่น เสียหาย อย่าให้คนอื่นประท้วงในเวลาที่ผมให้เกียรติต่อเวลาให้นะครับ เชิญครับ เวลาที่เหลือ ไม่ถึง ๓ นาที อย่าให้คนอื่นเสียหายนะครับ คุณหมอครับ เพื่อจะได้พูดต่อนะครับ ถอนตรงนี้ เถอะครับ ใช้เผด็จการอำนาจสามานย์ ถอนเถอะครับ คุณหมอครับ ถ้าถอนได้พูดต่อ ถ้าไม่ถอน ผมไม่อนุญาตให้พูด ไม่มีใครผิดข้อบังคับครับ

(นายศุภชัย ศรีหล้า สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุบลราชธานี ได้ยืน และยกมือขึ้น)

ท่านใช้สิทธิประท้วง เชิญ

นายศุภชัย ศรีหล้า สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อุบลราชธานี

ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม ศุภชัย ศรีหล้า สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุบลราชธานี พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมประท้วงการทำหน้าที่ของท่านประธาน ด้วยความเคารพต่อ ท่านประธานนะครับ ตำแหน่งนี้มีความสำคัญ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่าน ผมผิดข้อบังคับข้อไหน ต้องชี้ข้อบังคับก่อน

นายศุภชัย ศรีหล้า สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อุบลราชธานี

ต่อคำวินิจฉัย ของท่านประธานที่พูดกับผมเมื่อสักครู่ว่าท่านประธานผิดข้อบังคับข้อไหน ผมอยากจะให้ ท่านประธานทำอย่างนี้ทุกครั้งที่มีเพื่อนสมาชิกลุกขึ้นพูดให้ทำกับผมเหมือนทำกับท่านอื่น

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ทุกท่านที่ประท้วงผมจะใช้ อย่างนี้ตลอด เมื่อสักครู่ก็ใช้ครับ เขาอ้างข้ออะไรเขาก็อ้างชัดเจน แต่ท่านน่ะคนแรกเลย ผิดข้อไหนครับ

นายศุภชัย ศรีหล้า สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อุบลราชธานี

ท่านอย่าเพิ่ง ตัดไมโครโฟนผมสิครับ ผมกำลังจะกราบเรียนต่อท่านประธานว่าท่านผิดข้อบังคับข้อไหน ท่านประธานที่เคารพครับ ท่านวางตัวไม่เป็นกลาง

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ผมผิดข้อบังคับข้อไหนครับ

นายศุภชัย ศรีหล้า สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อุบลราชธานี

ท่านผิด ข้อบังคับ ข้อ ๕ และท่านวางตัวไม่เป็นกลาง ท่านถอดเทปเวลา ๑๔.๓๕ นาฬิกา เวลา ๑๔.๓๕ นาฬิกา ท่านพูดถึงการอภิปรายของเพื่อนสมาชิกว่าพวกเขาหมายถึงคุณหมอวรงค์ ท่านพูดถึงผู้ประท้วงซีกโน้นว่าพวกเรา ที่นี่การทำหน้าที่ของท่านมีพวกเขา มีพวกเรา ด้วยหรือครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านครับ นี่เรากำลังพิจารณา ญัตติสำคัญร่างรัฐธรรมนูญนะครับ อย่าเอาเรื่องแค่นี้มาเป็นปัญหาเลยครับ มันเสียเวลาของสภา

นายศุภชัย ศรีหล้า สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อุบลราชธานี

ท่านประธาน ที่เคารพครับ ท่านอดทนฟังต่อสักนิดหนึ่งครับ ท่านนั่งอยู่ตรงกลางใต้เบื้องพระพักตร์ของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ถ้าท่านนั่งอยู่ตรงนั้นแล้วท่านแบ่งแยกพวกเขา พวกเราในการ อภิปราย แล้วท่านยังพูดต่อไปอีกว่าพวกเราค่อยชี้แจง ผมบันทึกไว้เวลา ๑๔.๓๕ นาฬิกา ต่อจากนั้นท่านให้ซีกฝ่ายโน้นลุกขึ้นท้วงการทำหน้าที่โดยสุจริตใจของคุณหมอวรงค์ ที่ผ่านมา เขาอภิปรายอยู่ในประเด็น มีเหตุผลประกอบชัดเจน เพื่อนสมาชิกลุกขึ้นมาพูดบอกขอให้ถอน คำว่า เผด็จการ ท่านประธานที่เคารพครับ ถ้าท่านติดตามการอภิปรายของคุณหมอวรงค์ โดยตลอดโดยทุกถ้อยกระทงความ ผมไม่เห็นจะมีใครเดือดร้อนเลยครับ ไม่ผิดข้อบังคับด้วยครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านครับ จบหรือยังครับ

นายศุภชัย ศรีหล้า สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อุบลราชธานี

ผมขอให้ ท่านประธานวินิจฉัยการทักท้วงของกระผมต่อความเป็นกลางของท่าน ๑๔.๓๕ นาฬิกา การที่ท่านบ่งชี้ฝ่ายเขา ฝ่ายเรา เป็นกลางเพียงพอหรือไม่ครับ ขอบพระคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เรียนท่านด้วยสุจริตใจนะครับ ถ้าจะถามความเป็นกลางในกรณีเรื่องนี้นะครับ ถ้าไม่เป็นกลางนี่น่าจะเอียงเข้าข้างฝั่งฝ่ายค้าน มากกว่า เรียนตรง ๆ เลยนะครับ ท่านมีสิทธิอะไรครับ เวลาอภิปราย ๑๕ นาที แล้วใช้เวลา เพิ่มเกินอีกตั้ง ๑๐ นาที แล้วมากินเวลาฝั่งทางนี้เขามันไปหักเวลาอย่างไร มันกินเวลาเขา ไม่ใช่เรื่องการหักเวลา แค่นี้ผมก็เอียงแล้วครับ สมควรแล้วกระมัง

(นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพัทลุง ได้ยืน และยกมือขึ้น)

ท่านนิพิฏฐ์เชิญ

นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พัทลุง

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ กระผม นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ พรรคประชาธิปัตย์ จากจังหวัดพัทลุงครับ ผมขออนุญาตประท้วงท่านประธานตามข้อบังคับ ข้อ ๕ และข้อ ๔๓ ขออภัยที่เอ่ยนาม ท่านดอกเตอร์ศุภชัย ท่าน ส.ส. ได้กรุณาบอกว่าท่านประธานไม่เป็นกลางที่จะให้คุณหมอวรงค์ ถอนคำพูดคำว่า เผด็จการ ผมยืนยันว่าถ้าท่านประธานให้คุณหมอวรงค์ถอนคำว่า เผด็จการ นั้น ท่านประธานไม่เป็นกลางจริง ๆ ด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้ครับ ท่านประธานครับ เมื่อตอนเช้า ท่าน ส.ส. ชวลิต ท่านฟังผมนะครับ ถ้าท่านไม่ฟังผม ท่านวินิจฉัยไม่ถูกครับ เมื่อตอนเช้า ท่าน ส.ส. ชวลิต ได้อภิปรายและผมจดไว้ ขออภัยเอ่ยนามท่านนะครับ ท่าน ส.ส. ชวลิต จากจังหวัดนครพนมได้อภิปรายว่าพวกที่คัดค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นพวกแอบจิต เป็นเผด็จการ ผมจดไว้ครับ ผมไม่ประท้วงตอนนั้นเพราะผมคิดว่าท่านประธานอนุญาตให้พูดคำพูดเหล่านี้ได้ เพราะเป็นการคาดการณ์สถานการณ์ ที่คุณหมอวรงค์พูดเมื่อสักครู่นี้ว่าจะมีการแก้มาตรา ๖๘ ท่านคาดการณ์ว่าจะเป็นเผด็จการทางรัฐสภาก็เป็นความคิดของท่าน เมื่อท่านประธานไม่ได้ ทักท้วงให้ท่าน ส.ส. ชวลิตถอนคำว่า เผด็จการ ถามท่านประธานเถอะครับ ทำไมท่านประธาน บังคับให้คุณหมอวรงค์ถอนคำว่า เผด็จการ ครับ ถ้าท่านประธานให้คุณหมอวรงค์ถอนคำว่า เผด็จการ นั่นละครับท่านไม่เป็นกลางครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ท่านสมาชิกครับ พอแล้วครับ ผมว่าพอแล้วครับ ท่านประเสริฐพอแล้วครับ พอเถอะครับ อย่างนั้นเชิญอธิบาย ให้ดีนะครับ เพราะผมต้องชี้แจงด้วย

นายประเสริฐ พงษ์สุวรรณศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ยะลา

ครับผม กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพครับ กระผม นายประเสริฐ พงษ์สุวรรณศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดยะลา พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานครับ ที่ท่านประธาน พูดย้ำเสมอว่าคุณหมอวรงค์ไปกินเวลาซีกทางโน้น ซึ่งความเป็นจริงท่านก็เข้าใจดีอยู่แล้วว่า คุณหมอวรงค์ใช้เวลาการอภิปรายของพรรคประชาธิปัตย์ที่มีข้อตกลงกับวิป เพียงแต่ว่าเวลา เนื่องจากมันติดพันแล้วเป็นเจตนาของวิปครับที่จะให้คุณหมอวรงค์ต่ออายุเวลาไปได้อีก ๑๐ นาที แล้วท่านก็ย้ำตลอดว่าไม่ใช่เวลาของวิป ไปกินเวลาของทางโน้น เมื่อวานนี้นะครับ จะอธิบายกราบเรียนท่านประธานให้เข้าใจ เมื่อคืนนี้ได้ตกลงกับวิปครับว่าท่านประธานสมศักดิ์ จะขึ้นปฏิบัติหน้าที่ตอน ๐๙.๓๐ นาฬิกา แล้วอยู่ ๆ เมื่อเช้านี้นะครับท่านนิคมก็ขึ้นมาปฏิบัติหน้าที่ อย่างนี้พวกผมซีกฝ่ายค้านเตรียมตัว ต้องเลื่อนเวลาออกไปไม่รู้กี่ชั่วโมง พวกผมก็รอได้เพราะว่ารอท่านประธานขึ้นมาปฏิบัติหน้าที่ ผมคิดว่าคำพูดอย่างนี้จะทำให้คนเข้าใจผิดคิดว่าซีกฝ่ายค้านไปกินเวลาคนอื่น ไม่ใช่เลยครับ ซีกฝ่ายค้านคุณหมอวรงค์กำลังใช้เวลาของซีกฝ่ายค้านอภิปราย ใช้เวลาของซีกฝ่ายค้าน ในการทำหน้าที่ ไม่ได้ไปเบียดเบียนเวลาของรัฐบาลหรือของ ส.ว. แม้แต่นาทีเดียวเลยครับ เพียงแต่เมื่อสาระมันติดพัน แล้วทางเราก็อนุญาตให้คุณหมอวรงค์ขยายเวลาออกไปเป็น ๑๐ นาที ทางซีกฝ่ายรัฐบาลก็รออีก ๑๐ นาที แล้วค่อยอธิบายก็ได้ ไม่ได้เสียหายอะไรครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านประเสริฐพูดจบแล้ว ผมต้องชี้แจงด้วยจะอนุญาตให้ผมชี้แจงไหม ถ้าอนุญาตท่านนั่งลงก่อน ผมจะชี้แจง ท่านประเสริฐ

ประเด็นแรก ที่บอกว่าผมจะขึ้นมาทำหน้าที่เวลา ๐๙.๓๐ นาฬิกา ไม่มีครับ วันแรกที่ผมขึ้นทำหน้าที่ก่อนเวลา ๐๙.๓๐ นาฬิกา แล้ววันที่ ๒ วันที่ ๓ กำหนดการ ท่านประธานนิคมขึ้นมาทำหน้าที่ก่อนทั้ง ๒ วัน มีกำหนดการล่วงหน้า แล้วผมก็ไม่เคย บอกว่าผมจะขึ้นมาเวลา ๐๙.๓๐ นาฬิกา ในวันที่ ๒ กับวันที่ ๓ อันนี้ชัดเจน ท่านนิคมก็นั่ง อยู่ที่นี่ เราทำตามกำหนดการที่กำหนดไว้ล่วงหน้า แต่ที่มาเปลี่ยนแปลงในทีหลังครับ ทีแรก กำหนดคนละ ๓ ชั่วโมง แต่มาเปลี่ยนแปลงตอนหลังกลายเป็นว่าผม ๓ ชั่วโมง ท่านนิคม เหลือ ๒ ชั่วโมง ซึ่งฝ่ายค้านได้เปรียบ เพราะเวลาผมขึ้นเป็นเวลาของฝ่ายค้านได้พูด ท่านนิคมขึ้นเป็นเวลาของรัฐบาลได้พูด ไปลดเวลาของท่านนิคมฝ่ายค้านได้เปรียบอยู่แล้ว อันนี้คือข้อเท็จจริงนะครับ ได้เวลามากกว่า เพราะเวลาของผม ๓ ชั่วโมง ฝ่ายค้านของท่านนิคม ก็เหลืออยู่ ๒ ชั่วโมงเป็นเวลาของรัฐบาลนะครับ แล้วประเด็นที่ท่านประเสริฐได้พูดว่า กินเวลาของฝ่ายค้านเอง เราไม่ได้ตกลงเวลาว่าจะคุยกันฝ่ายละกี่นาที ยังไม่มีข้อยุติ แต่ข้อยุติ ของวิปก็คือเวลาผมขึ้นทำหน้าที่ฝ่ายค้าน ๒ คน รัฐบาล ๑ คน แล้วฝ่ายค้าน ๒ คน ไปวุฒิสมาชิก ๑ คน เพราะฉะนั้นการเพิ่มเวลาในขณะนี้มันไม่ใช่ไปกินเวลาของฝ่ายค้านเอง ไม่ใช่ เป็นการไปกินเวลาของฝ่ายรัฐบาลต่างหาก แต่ถ้าวิปมีข้อตกลงว่าฝ่ายละ ๑๑ ชั่วโมง ก็อย่างนี้อีกเรื่องหนึ่งครับ เป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่ไม่มีข้อตกลงว่าจะต้องใช้เวลาฝ่ายละเท่าไร แต่ใช้ ๒ แล้วก็ ๑ เพราะฉะนั้นประเด็นนี้ชัดเจนครับ มันชัดเจนอยู่แล้วครับ อย่าเสียเวลาเลยครับ เชิญท่านจุรินทร์

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธานที่เคารพ กระผม จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ พรรคประชาธิปัตย์ สมาชิกรัฐสภา ขออนุญาตกราบเรียนกับท่านประธานว่าข้อมูลที่ท่านประธานกราบเรียนกับที่ประชุม เมื่อสักครู่กับข้อมูลที่กระผมมีไม่ตรงกัน ไม่ตรงกันในประเด็นที่ท่านประธานบอกว่าไม่มี ข้อตกลงว่าวันนี้เวลา ๐๙.๓๐ นาฬิกา ท่านประธานจะขึ้นมาทำหน้าที่ประธานด้วยตนเอง ขอกราบเรียนว่ากระผมได้รับแจ้งจากประธานวิปรัฐบาลเมื่อคืนครับ พวกกระผมหารือกัน ๓-๔ ท่านที่นั่งอยู่ใกล้ผมทั้งหมดนี่ครับ ท่านประเสริฐ คุณหมอสุกิจ ท่านนริศ แล้วก็อีก หลายท่านเจรจากันกับประธานวิปรัฐบาล ได้รับแจ้งยืนยันว่าเช้าวันนี้เวลา ๐๙.๓๐ นาฬิกา ท่านประธานสมศักดิ์จะทำหน้าที่เป็นประธานในที่ประชุม ก็แปลว่าพวกกระผม พรรคประชาธิปัตย์จะต้องเตรียมตัวสำหรับจัดลำดับผู้มาอภิปราย เพราะถ้าท่านประธานนิคม ทำหน้าที่พวกกระผมไม่อภิปราย ยืนยันชัดเจนแล้ว แต่ปรากฏว่าพอเอาเข้าจริงกลายเป็นว่า ท่านรองประธานนิคมเป็นผู้ทำหน้าที่ ๒ ชั่วโมงเต็ม ทำให้พวกกระผมที่ต้องมารออภิปราย ต้องรอ ๒ ชั่วโมงเต็ม ๆ กว่าจะได้ทำหน้าที่เวลา ๑๑.๓๐ นาฬิกา อันนี้ก็คือการที่ทำให้พวกกระผมต้องเลื่อนเวลารอการอภิปราย ซึ่งก็ไม่แตกต่างกับปรากฏการณ์ ที่เกิดขึ้นในขณะนี้ คุณหมอวรงค์พูดต่อไปอีก ๑๐ นาทีไม่ได้ใช้เวลาของรัฐบาลแต่อย่างใด ใช้เวลาของพวกกระผมฝ่ายค้านที่จะต้องใช้ให้คุณหมอวรงค์ไป ๑๐ นาทีใน ๑๒ ชั่วโมง ที่พรรคประชาธิปัตย์มีสิทธิที่จะอภิปราย เพียงแต่ผลที่จะเกิดขึ้นก็คือว่าจะทำให้ ส.ส. รัฐบาล ได้พูดช้าไปอีก ๑๐ นาทีแค่นั้นเอง แต่ไม่ได้ใช้เวลาของ ส.ส. รัฐบาลแต่อย่างใด เพราะฉะนั้น ขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานเพื่อจะได้ทำความเข้าใจให้เกิดความชัดเจนแล้วก็ไม่หลง ประเด็นออกไป ขอบคุณครับท่านประธาน

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เอาว่านั่งอยู่ด้วยกัน ๒ ท่าน ผมก็กระซิบถามว่ามีใครประสานกับท่านประธานนิคมไหมว่าจะให้ผมขึ้นก่อนวันนี้ ท่านก็ บอกว่าไม่มี ผมก็ยืนยันว่าผมก็ไม่มีเหมือนกันครับ เชิญครับท่านอำนวย

นายอำนวย คลังผา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ลพบุรี

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายอำนวย คลังผา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดลพบุรี พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา จากการที่ผมได้หารือกับทางซีกฝ่ายค้านเมื่อวานนั้น ผมก็รับปากเองว่าจะให้ท่านได้ขึ้นในช่วงเช้า แต่ช่วงเช้าผมโทรศัพท์ไปแล้วก็ไปหาท่านพอดี ท่านยังมาไม่ถึง แต่ว่ากำหนดการของท่านนิคมขึ้นมา ตรงนี้ผมก็ต้องยอมรับว่าผมประสาน ในส่วนนี้เห็นว่าให้เวลาของท่านในส่วน ๓ ชั่วโมง ให้ทางซีกฝ่ายค้าน ๓ ชั่วโมงช่วงเวลาท่านขึ้นมา ของท่านนิคมขึ้นมาช่วงแรก ๒ ชั่วโมงก็คิดว่าเป็นเวลาที่เหมาะสมที่จะให้ทางซีก ฝ่ายค้านได้อภิปรายให้เต็มที่ ผมจึงได้ทำกำหนดการนำเสนอให้กับท่านประธานนิคมได้ขึ้น ในช่วงแรกเป็นเวลา ๒ ชั่วโมง ช่วง ๓ ชั่วโมงของท่านก็ถือว่าอยากจะให้ท่านทางซีกฝ่ายค้าน ได้อภิปรายให้เต็มที่ ส่วนเวลานั้นผมขออนุญาตให้ท่านดำเนินการแล้วผมจะไปประสานกัน อีกครั้งหนึ่งครับท่านประธาน เพื่อเป็นการไม่เสียเวลาครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เอาอย่างนี้นะครับ ประเด็นนี้ ไม่ต้องถอน แต่ขอเตือนให้ระมัดระวังคำพูดสักนิดนะครับ อย่าให้มันกระทบจนต้องมีการประท้วง เวลาที่เหลืออีกไม่ถึง ๓ นาทีท่านใช้ให้เกิดประโยชน์เต็มที่ เชิญครับ

นายวรงค์ เดชกิจวิกรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พิษณุโลก

ท่านประธานที่เคารพ ผม นายแพทย์วรงค์ พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดพิษณุโลก ผมจะย้ำ พี่น้องประชาชนเพื่อนสื่อมวลชนอีกครั้งหนึ่งว่าการแก้ไขมาตรา ๖๘ ครั้งนี้ของผู้เสนอแก้ไข เป็นการหมกเม็ดเพื่อจะอาศัยให้ประชาชนสับสนระหว่างจะต้องผ่านอัยการหรือไม่ผ่านอัยการ แต่ที่แท้แล้วในวรรคหนึ่งหมกไว้เมื่อผ่านเรียบร้อยแล้วมันจึงมีค่าเท่ากับว่าตัดมาตรา ๖๘ ทิ้ง โดยที่พวกเราไม่รู้ตัว เมื่อมีการตัดทิ้งไปแล้วการปู้ยี่ปู้ยำหรือการล้มล้างรัฐธรรมนูญ มันจึง เกิดขึ้นได้อย่างสบายใจ และสิ่งที่ผมไม่อยากเห็นคือบันได ๓ ขั้น ท่านประธานครับ เมื่อมี การแก้ไขครั้งนี้เสร็จเรียบร้อยแล้วเป็นบันไดขั้นที่ ๑ บันไดขั้นที่ ๒ มีการลงมติในมาตรา ๒๙๑ และบันไดขั้นที่ ๓ ก็คือรื้อรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ คำถามถามว่าการรื้อรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ เรากลัวอะไรครับ ผมไม่อยากจะจินตนาการให้ท่านประธานฟัง แต่เนื่องจากผมอ่าน หนังสือพิมพ์แล้วไม่สบายใจ ผมกลัวภาพที่เกิดขึ้นคือมีการยุบศาลฎีกาแผนกคดีอาญา นักการเมืองเพื่อให้นักการเมืองที่โกงทั้งหลายเวลามีความผิดขึ้นศาลธรรมดากว่าจะตัดสิน ๒๐ ปีตายเสียก่อน และอันที่ ๒ ไม่อยากเห็นคือมีการยุบศาลปกครองที่เป็นที่พึ่งของ ประชาชนและเพื่อนข้าราชการ อันที่ ๓ คือกลัวมีการยุบศาลรัฐธรรมนูญเอาไปเป็นแผนก เล็ก ๆ ในศาลฎีกา อันที่ ๔ คือผมกลัวว่าจะมีการยุบผู้ตรวจการแผ่นดินที่เป็นที่พึ่งของ ประชาชนทั้งประเทศในความทุกข์ความเดือดร้อนต่าง ๆ อันที่ ๕ และอันที่ ๖ ข้อกังวล คือ ป.ป.ช. และ กกต. มาจากรัฐสภา ซึ่งประเด็นนี้เองฝ่ายการเมืองก็จะครอบงำองค์กรอิสระได้ และสุดท้ายที่มีการพูดคุยกันหนาหูในห้องกาแฟ ห้องอาหารคือกังวลว่าประธานศาลฎีกา จะต้องผ่านการรับรองจากที่ประชุมรัฐสภา กระบวนการที่เกิดขึ้นทั้งหมดการแก้ไข ส.ว. ทำให้เกิด ส.ว. ทาสบวกกับ ส.ส. ขี้ข้า มีการครอบงำ ส.ว. ทั้งหมด มีการแก้ไขมาตราเหล่านี้ ก็มีการครอบงำศาลและองค์กรอิสระ ท่านประธานนึกภาพนะครับว่าเมื่อคุมฝ่ายบริหาร คุมนิติบัญญัติ คุมข้าราชการ คุมสื่อ คุม ส.ว. คุมศาล คุมองค์กรอิสระ ผมจึงบอกกับ พี่น้องประชาชนว่านี่คือการปฏิวัติในรูปแบบใหม่ เป็นการยึดอำนาจในรูปแบบใหม่ และสุดท้ายจริง ๆ ท่านประธานครับ คาร์ล มาร์กซ นักปฏิวัติ ผู้ยิ่งใหญ่ในอดีตเขาเคยเตือนนักปกครองและนักการเมืองไว้ว่า เมื่อได้ชัยชนะระวังจะอหังการ เพราะเมื่ออหังการสิ่งที่ตามมาคือความยุติธรรม เมื่อครบองค์ประกอบทั้ง ๓ ข้อแล้วสิ่งที่ตามมา นั่นคือความหายนะ ผมเตือนนะครับ ขอบคุณครับ

(นายวิชาญ มีนชัยนันท์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร ได้ยืน และยกมือขึ้น)
นายสมศักดิ์ เกียรติสุนนท์ ประธานรัฐสภา

เชิญท่านวิชาญครับ

นายวิชาญ มีนชัยนันท์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร

ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ผม วิชาญ มีนชัยนันท์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ผมคอยประท้วงในข้อบังคับ ข้อ ๔๓ โดยไม่อยากจะไป ขัดจังหวะเพื่อนสมาชิกคุณหมอวรงค์นะครับ เพราะว่าเห็นว่าท่านอภิปรายไปก็ปล่อยก่อน ก็ใช้เวลาตรงนี้นะครับ เมื่อสักครู่นี้มีเพื่อนสมาชิกรัฐสภาในอดีตเขาได้บอกแล้วก็ตอบผม

นายสมศักดิ์ เกียรติสุนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านวิชาญครับ ท่านประท้วงใคร และผิดข้อบังคับข้อไหน

นายวิชาญ มีนชัยนันท์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร

ขออนุญาตท่านประธานครับ ผมประท้วงท่านผู้ที่อภิปรายจบไปข้อบังคับ ข้อ ๔๓ กำลัง ใส่ร้ายป้ายสีกับบุคคลที่ไม่มีโอกาสมาพูดตรงนี้ แต่เขาแจ้งมาในขณะนี้ว่าที่คุณหมอวรงค์ พูดไปว่ามี ส.ว. ในอดีตถูกซื้อตัว เขาบอกว่าใครพูดให้ชัด เพราะว่าเขาเองเป็นกลุ่มคนที่อยู่ ในอดีต ส.ว. เขาไม่สบายใจ คุณหมอวรงค์ครับ ช่วยกรุณาบอกด้วยว่าบุคคลที่ท่านว่านั้น เป็นใคร แล้วก็มีการพูดว่า ส.ว. ถ้าในอนาคตจะมีผลประโยชน์ถ้ามีการแก้ไขในส่วนของ รัฐธรรมนูญ ตรงนี้ท่านพูดอย่างนี้แสดงว่าสภาแห่งนี้ถูกใส่ร้ายป้ายสีก่อนเลย และสุดท้าย เมื่อสักครู่นี้คุณหมอวรงค์ยังพูดว่า ส.ส. ก็จะถูกซื้อตัวอีก เป็นขี้ข้าแล้วถูกซื้อตัวอีก ผมเรียนว่า ตรงนี้เป็นการที่จะกล่าวร้ายป้ายสี คนที่ฟังอยู่ทางบ้านก็คงจะมีความรู้สึกว่าสภาในการแก้ไข ครั้งนี้จะเกิดปัญหาอย่างใหญ่หลวงต่อบ้านเมือง เพราะฉะนั้นผมขอให้ท่านประธานได้โปรด วินิจฉัยคำพูดของเพื่อนสมาชิกใน ๓ ประเด็นดังกล่าวครับ ขอบพระคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุนนท์ ประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ผมก็พยายาม ที่จะทักท้วงอยู่โดยตลอดนะครับ ก็ฟังการอภิปรายมาโดยตลอดนะครับ คุณหมอมีอะไรครับ

นายวรงค์ เดชกิจวิกรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พิษณุโลก

ท่านประธาน ที่เคารพครับ ผม นายแพทย์วรงค์ พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดพิษณุโลก บังเอิญเพื่อนสมาชิก ที่ได้พาดพิงถึงผมในประเด็นต่าง ๆ ผมเรียนอย่างนี้ว่า พูดถึง ส.ส. ขี้ข้ามันมีจริง ๆ ครับ ท่านประธาน ผมกล้าระบุตัวคือท่านเฉลิมเป็นคนพูดเองว่าเขาเป็นขี้ข้า แล้วในส่วนของ ส.ว. ทาส ที่รับเงิน ผมขออนุญาตโยงไปที่ท่านนิพนธ์ครับ ท่านเป็นคนเล่าให้พวกผมฟังว่าอดีตที่ผ่านมา มีการจ่ายเงิน เดี๋ยวท่านนิพนธ์สามารถชี้แจงได้ครับ ผมไม่ได้พูดลอย ๆ นะครับ ผมขออนุญาต พาดพิงไปท่านนิพนธ์ เพราะท่านพูดให้พวกผมฟังครับ ท่านเคยเป็นรองประธานวุฒิสภาครับ ขอบคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุนนท์ ประธานรัฐสภา

เชิญครับ

นายนิพนธ์ วิสิษฐยุทธศาสตร์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธานที่เคารพ ผม นิพนธ์ วิสิษฐยุทธศาสตร์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา เรื่องทั้งหมดนี้ที่ถูกตั้งฉายาเป็นสภาทาส ในวุฒิสภาชุดที่ผมเป็นสมาชิกอยู่นั้นถึงเวลาอภิปรายผมจะแฉเองทั้งหมดนะครับ ความจริง เป็นอย่างไร ไม่ต้องกลัวหรอกครับ แล้วก็ทั้งหมดนี้ผมพร้อมที่จะรับผิดชอบคำพูดของผม ทั้งหมดในเวลาที่ผมอภิปราย ขอบคุณมากครับ

(ร้อยโท ปรีชาพล พงษ์พานิช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดขอนแก่น ได้ยืนและยกมือขึ้น)
นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

พอแล้วกระมังครับ เสียเวลามา ๔๐ นาทีแล้วนะครับ ท่านวิชาญครับ ผมว่าพอสมควร อะไรเป็นอะไรประชาชน เขาฟังอยู่ เขาเข้าใจ ผมว่าพอสมควรครับมันจะได้เดินต่อท่านวิชาญ เชิญท่านปรีชาพล

ร้อยโท ปรีชาพล พงษ์พานิช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ขอนแก่น

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ เพื่อนสมาชิกผู้ทรงเกียรติ กระผม ร้อยโท ปรีชาพล พงษ์พานิช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคเพื่อไทยจากจังหวัดขอนแก่น ในฐานะสมาชิก รัฐสภา กระผมขอประท้วงเพื่อนสมาชิกแล้วก็ผู้ที่ลุกขึ้นมาเมื่อสักครู่นี้ที่ใช้สิทธิในการพาดพิง ตามข้อ ๔๓ ซึ่งจริง ๆ ทั้ง ๒ ท่านเป็นบุคคลที่ผมให้ความเคารพนับถือ แต่เมื่อวันนี้มีการอภิปรายออกอากาศไปท่านพาดพิงถึงสมาชิกวุฒิสภาในลักษณะที่มี ความเสื่อมเสียมีการรับเงิน แล้วยังบอกว่าจะใช้ในการอภิปรายในการให้ข้อเท็จจริงกับสภา ต่อไป วันนี้เพื่อนพี่น้องประชาชนฟังอยู่ครับ ผมเองในฐานะที่เป็นทายาทของบุคคลที่เคย ดำรงตำแหน่งเป็นสมาชิกวุฒิสภารู้สึกว่าไม่เป็นธรรม ขอให้ท่านประธานให้เพื่อนสมาชิก ได้ถอนด้วยครับ ไม่เช่นนั้นก็ต้องชี้แจงแล้วระบุมาเลยครับว่าใครรับ ใครไม่รับ ไม่อย่างนั้น วุฒิสภาเสียหายครับ กราบขอบพระคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เมื่อสักครู่ผมได้เรียนแล้วนะครับ เพื่อให้การประชุมดำเนินการต่อไปได้ประเด็นนั้นประชาชนเขาดูอยู่ อะไรเป็นอะไรประชาชน เขาเข้าใจอย่าไปกังวลเลยครับ เอาเรื่องรัฐธรรมนูญดีกว่าครับ ท่านวิชาญเชิญครับ

นายวิชาญ มีนชัยนันท์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร

ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ วิชาญ มีนชัยนันท์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ เมื่อสักครู่ผมขอให้ท่านประธานได้วินิจฉัย ปรากฏว่าคุณหมอวรงค์โยนไปเพื่อจะไปบอก กล่าวว่าอ้างถึงท่านนิพนธ์ ท่านนิพนธ์เป็นคนพูด ท่านนิพนธ์บอกเดี๋ยวอภิปรายแล้วจะบอก ผมขออนุญาตท่านประธานครับ ให้มันเป็นจังหวะทีละขั้นตอนครับท่านประธาน ผมกำลัง ขอให้ถอนตรงนี้ท่านไปอ้างอีกคนหนึ่ง แล้วท่านเฉลิมเองท่านก็ไม่ได้มีเจตนาที่บอกว่าเป็นขี้ข้า ทุกคนรู้เหมือนกันครับ คนที่ทำหน้าที่เป็น ส.ส. คือขี้ข้าประชาชน เพราะฉะนั้นคำพูดอย่างนี้ อย่าเอามาอ้างตรงนี้ครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เอาละครับ พอแล้วครับ

นายวิชาญ มีนชัยนันท์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร

ท่านประธานช่วยวินิจฉัยตรงนี้ก่อนครับ เพราะคนที่เขาเป็นสมาชิกรัฐสภาเป็นอดีตเขาไม่มี โอกาสครับ ท่านประธานวินิจฉัยในประเด็นดังกล่าวด้วยครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

นั่งก่อนครับ เมื่อสักครู่ ผมวินิจฉัยแล้วครับ แล้วก็พูดจบไปหมดแล้ว จบแล้วครับ ท่านประสาท ตันประเสริฐ ๑๐ นาที เชิญครับ

นายประสาท ตันประเสริฐ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นครสวรรค์ 🔗

ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายประสาท ตันประเสริฐ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดนครสวรรค์ พรรคชาติพัฒนา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ กระผมเป็น ผู้หนึ่งที่เข้าชื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้ง ๓ ร่าง ก่อนที่ผมจะได้อภิปรายเพื่อสนับสนุนใน ๓ ร่าง ขออนุญาตท่านประธานนิดหนึ่งครับ คือผมเองผมก็เป็นผู้แทนราษฎรมานาน แต่ผมก็ไม่เคย เบื่อนะครับที่จะต่างความคิดกันบ้าง ต่างความเห็นกันบ้าง ผมรับได้ คนไทยเราเคยมีคำพังเพย พูดว่า ยามศึกเรารักกัน ยามสงบเราตีกัน เพราะฉะนั้นวันนี้บ้านเมืองเราคงจะสงบ แต่ผม ก็เรียนท่านประธานนะครับว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญนี้ถ้าเป็นการล้มล้างการปกครอง ในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ไม่มีใครทำ ทุกคนทำ เพื่อพี่น้องประชาชนทั้งนั้น มันเป็นอย่างนั้น เพราะฉะนั้นต่างคนต่างความคิดก็ไม่เป็นไร ไปด้วยกันสองคนยังมองเห็นไม่เหมือนกันเลยครับ มองผ่านรูเดียวกันคนหนึ่งมองเห็นดวงดาว อีกคนหนึ่งมองเห็นโคลนทั้ง ๆ ที่มองไปที่เดียวกันมันเป็นอย่างนั้น เพราะฉะนั้นผมขออนุญาต อภิปรายรวมทั้ง ๓ ร่าง ท่านประธานครับ พรรคการเมืองถูกยุบ กรรมการบริหารพรรค ถูกตัดสิทธิ ผมได้ยินมาตลอดผิดหลักนิติธรรม ผมมีความคิดเห็นว่าผิดหลักนิติธรรมจริง ๆ คนที่ ทำผิดก็ควรจะได้รับผิดถ้าทำร่วมกันหลายคนก็ได้รับผิดหลายคน พรรคการเมืองถูกยุบ พรรคไทยรักไทยถูกยุบ พรรคพลังประชาชนถูกยุบ พรรคชาติไทยถูกยุบ พรรคมัชฌิมาธิปไตย ถูกยุบ พรรคประชาธิปัตย์เกินไป ๑๕ วันหมดอายุความ ไม่อย่างนั้นผมอาจจะต้องเสียใจ เพราะว่าพรรคประชาธิปัตย์เป็นพรรคที่อยู่มายืนยาวมากกว่าพรรคอื่น ๆ พรรคชาติไทยเกือบ ๔๐ ปีถ้าผมจำไม่ผิด วันนี้ท่านประธานดูสิครับ ต้องต่อหน้าเติมท้าย ผม พรรคชาติพัฒนา พรรคชาติไทยพัฒนา ผมนี่ประชาชนเข้าใจผิดเรียกผมว่าพรรคชาติไทยพัฒนา อยู่ตลอด เพราะฉะนั้นชื่อเพราะ ๆ ทั้งหลายเขาควรจะได้อยู่ ทำผิดก็ต้องได้รับผิด แต่ไม่ควร จะยกเข่ง เหมาเข่ง มันเป็นอย่างนั้น เพราะฉะนั้นผมมีความเห็นด้วยที่จะต้องแก้ตรงนี้ เพราะฉะนั้นทุกคนที่เห็นด้วยก็ไม่ผิด เรามาทำหน้าที่นิติบัญญัติออกกฎหมาย แก้ไขกฎหมาย ผมเคยเป็นกรรมาธิการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ผมก็เคยเป็น ผมก็แสดงความคิดเห็น และกรรมาธิการ ก็ยอมรับ เพราะฉะนั้นในส่วนตรงนี้ผมก็เห็นด้วยกับผู้ที่ลงชื่อแก้ไขว่าไม่ควรที่จะยุบพรรคการเมือง ให้ผู้ที่กระทำผิดได้รับผิด เป็นบุคคล ๆ ไป ไม่ใช่เหมาเข่ง ท่านประธานครับ ในส่วนของ มาตรา ๖๘ ล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ท่านประธานครับ ผมก็อ่าน เหมือน ๆ เพื่อนสมาชิกที่เห็นด้วย ทำไมจะมาบอกว่าลิดรอนสิทธิเสรีภาพของพี่น้องประชาชน ท่านประธานครับ เมื่อวานท่านสมาชิกวุฒิสภาไปยื่นศาลรัฐธรรมนูญ ว่าคณะบุคคลที่ลงชื่อแก้ไข ลิดรอนสิทธิเสรีภาพของพี่น้องประชาชน น่าจะมีความผิดด้วยซ้ำไป ผมก็ไม่เข้าใจนะครับว่า ท่านคิดได้อย่างไร แต่ก็ต่างคนต่างความคิดไม่เป็นไร วันนี้ถ้าศาลรัฐธรรมนูญรับเรื่อง จะเกิดอะไรขึ้นผมก็ไม่ทราบ แต่ผมเชื่อว่าไม่เป็นไปอย่างที่หลายคนคิด ในส่วนของอัยการสูงสุด ท่านประธานครับ มีความรู้ทางกฎหมายมากมายน่าจะเทียบเท่าศาลด้วยซ้ำไป ทนายแผ่นดิน มันเป็นอย่างนั้น เพราะฉะนั้นช่องทางที่จะไปสู่ศาลรัฐธรรมนูญ อย่างกรณีเมื่อวานนี้ ก็ศาลรัฐธรรมนูญเลย ถ้ามีการผ่านอัยการสูงสุดผมรับรองว่าอย่างไรก็ไม่ถึงศาลรัฐธรรมนูญ เพราะศาลรัฐธรรมนูญเมื่อคราวที่ถูกยื่นไปเรายังไม่ได้ลงวาระที่สาม ศาลรัฐธรรมนูญก็วินิจฉัย ออกมาว่าให้แก้ไขเป็นรายมาตรา วันนี้เรายอมรับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญแก้ไข เป็นรายมาตรา มันก็ถูกต้องแล้ว ทั้ง ๆ ที่จริง ๆ ใจผมคิดว่าทำได้ด้วยซ้ำไปคราวที่แล้ว แต่ผมก็ยอมรับในคำวินิจฉัยของศาล เพราะฉะนั้นผมก็มีความเห็นเช่นเดียวกับเพื่อนสมาชิก ที่ลงชื่อว่าสมควรที่จะแก้ไขตรงนี้เพื่อให้เป็นหลักนะครับว่าช่องทางที่จะไปสู่ศาลรัฐธรรมนูญนั้น เราไม่ได้กีดกันสิทธิเสรีภาพของพี่น้องประชาชน แต่เพื่อความเป็นหลักเป็นระเบียบเรียบร้อย นะครับ เรื่องต่าง ๆ จะได้ไม่ต้องไปสู่ศาลรัฐธรรมนูญมากมาย ท่านประธานครับ ในส่วนของ สมาชิกวุฒิสภาผมมีความเห็นอย่างนี้ครับท่านประธาน ทุกคนที่มาจากการเลือกตั้งจะรู้ตัวเอง มีความรู้สึกกับตัวเอง มีเกียรติยศ มีศักดิ์ศรี หน้าที่ของเรามันเป็นอย่างนั้น ผมไม่เชื่อเรื่องสภาทาส สภาขี้ข้าอะไรผมไม่มีความรู้สึกอย่างนั้นทั้งนั้น ผมอยากเห็นรัฐธรรมนูญทุกมาตรา มีความเกี่ยวพันกับพี่น้องประชาชนทั้งนั้น เพราะฉะนั้นถ้าใครมาบอกว่าแก้ไม่มีประโยชน์กับประชาชน พี่น้องประชาชนเขาไม่เชื่อ ทุกมาตราเกี่ยวพันถึงพี่น้องประชาชนทั้งนั้น รัฐบาลวันนี้แก้ไขสิ่งต่าง ๆ ที่ท่านบอกว่าทำไม ไม่ทำเรื่องนั้นไม่ทำเรื่องนี้ ตกลงแก้ครั้งนี้พี่น้องประชาชนได้ประโยชน์อะไร ผมยืนยันครับ ได้ประโยชน์ ได้ประโยชน์เยอะด้วย การทำงานของรัฐบาลราบรื่น ส.ว. พี่น้องประชาชน ได้ตัดสินให้มาทำหน้าที่ในการกลั่นกรองกฎหมายต่าง ๆ ท่านประธานครับ ในส่วนความรู้สึกลึก ๆ อีกความรู้สึกหนึ่งก็คือวุฒิสภามีหน้าที่ถอดถอน ผมเองผมเรียนกับท่านประธานว่าผมจะมี ความรู้สึกที่ไม่ยินดีถ้าจะให้สมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการสรรหามาถอดถอนผม แต่ผมยินดี ถ้าสมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการเลือกตั้งมีสิทธิถอดถอนผมผมเต็มใจ มันเป็นอย่างนั้นครับ อย่าไปดูถูกพี่น้องประชาชนว่าเขาเลือกไม่ได้ ทำงานกันคนละส่วนอยู่แล้ว เพราะฉะนั้น สมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการเลือกตั้งทุกคนในอนาคตข้างหน้าผมคิดว่าทุกท่านมีวุฒิภาวะที่จะ คิดได้ในสิ่งที่เขาได้รับว่าพี่น้องประชาชนนั้นคือนายของเขา พี่น้องประชาชนเป็นนายของ พวกเรา เราทำงานให้กับพี่น้องประชาชน เราคือตัวแทนของปวงชนชาวไทย เพราะฉะนั้น เราทุกคนรู้สึกมีความรักในสิ่งที่เรียกว่าปวงชนชาวไทย ท่านประธานครับ ผมขอสนับสนุน ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้ง ๓ ร่าง ขอบพระคุณครับ

(การประชุมดำเนินมาถึงตอนนี้ นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา ได้ลงจากบัลลังก์ โดยมอบให้ นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา ปฏิบัติหน้าที่แทน)
นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

คุณหมอสุรพงษ์ ตันธนศรีกุล ท่านมีเวลา ๘ นาทีนะครับ

นายสุรพงษ์ ตันธนศรีกุล สมาชิกวุฒิสภา กาญจนบุรี 🔗

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายแพทย์สุรพงษ์ ตันธนศรีกุล สมาชิกวุฒิสภา จังหวัดกาญจนบุรี ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานที่เคารพครับ รัฐธรรมนูญนั้นถือเป็น กฎหมายสูงสุด ถือเป็นกติกาสังคมที่ทุกคนต้องปฏิบัติ และเมื่อรัฐธรรมนูญนั้นก็เปรียบ เหมือนกับเครื่องมือที่ใช้งาน วันนี้เราใช้มาหลายปีตั้งแต่ปี ๒๕๕๐ แล้วเราพบข้อบกพร่อง เราก็สามารถที่จะแก้ไขมันได้ และตามที่รัฐบาลได้ส่งร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ฉบับแก้ไขเข้ามา ๓ ร่างนั้นเพื่อพิจารณาในครั้งนี้ ผมขอแสดงความคิดเห็นดังนี้ครับ ร่างที่ ๑ ร่างที่ ๑ นั้นเป็นการแก้ไขใน ๘ มาตรา และยกเลิก ๒ มาตราเกี่ยวข้องกับเรื่องของวุฒิสภา เนื้อหาสาระสำคัญก็คือการได้มาซึ่ง ส.ว. ท่านประธานครับ เวลานี้กฎหมายฉบับที่ใช้อยู่ขณะนี้ ส.ว. มาจากการเลือกตั้งจังหวัดละคน กรุงเทพมหานคร จังหวัดนครราชสีมา จังหวัดระนอง ก็ ๑ คน ซึ่งเป็นที่สงสัยครับว่าเป็นตัวแทนของคนกี่คนกันแน่ ซึ่งต่างจากรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ปี ๒๕๔๐ ซึ่งใช้ประชากรเป็นสัดส่วนแล้วก็ ๓๐๐,๐๐๐ : ๑ คน จังหวัดไหนมีประชากรมาก ก็มีผู้แทนที่เป็น ส.ว. มาก ส่วนการได้มาซึ่ง ส.ว. สรรหานั้นท่านก็ได้มาจากการคัดเลือกจาก คน ๗ คน เพียงท่านส่งเอกสารแนะนำตัวเท่านั้นเอง สัมภาษณ์ยังไม่มีเลย ดูตัวก็ไม่ต้องดู แล้วกรรมการ ๗ คนก็เลือกได้ว่าคนไหนดีกว่าใคร ก็เป็นที่ครหา เป็นที่สงสัยของประชาชนทั่วไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งเวลาผมลงพื้นที่นั้นชาวบ้าน ก็จะพูดเรื่องนี้เพราะเขารู้ว่าผมเป็น ส.ว. เขาจะพูดเรื่อง ส.ว. แล้วก็จะพาดพิงไปถึง ส.ว. สรรหาว่า เลือกมาจากคน ๗ คนนั้นไม่น่าจะชอบว่าคนสมัครเป็นพันคนรู้ได้อย่างไร ใครดีกว่าใคร แค่เอกสารเท่านั้นเอง ผมก็บอกว่าเขาก็มาตามรัฐธรรมนูญกัน เขาบอกว่าไม่สง่างามเพราะท่านก็แค่ ไม่ได้ลงเลือกตั้ง ผมก็บอกเขามาตามรัฐธรรมนูญ แล้วก็แต่ละคนท่านก็มีความสามารถ ท่านก็เป็น ทั้งคนเก่ง คนดี เขาบอกว่าเขาไม่ได้ติดใจตรงนั้น แต่เขารังเกียจวิธีการได้มาว่ามันมาไม่ชอบ เพราะว่ามันมีครหาว่าต้องใช้คนเลือกคนใกล้ชิดแน่นอน เพราะเป็นไปไม่ได้ที่กรรมการ ๗ คน จะรู้จักคนเป็นพันกว่าคน มันก็เป็นที่มาของคำพูดที่มันเสียดแทง ไม่ว่าในสื่อ การพูดจาในวงต่าง ๆ ก็จะบอกว่าพวกสรรหานี้คือพวกลากตั้ง พวกสรรหานี้คือผลผลิตของรัฐประหาร ผมฟังแล้วก็ อยากแก้ต่างแทนท่านว่าท่านก็มาตามรัฐธรรมนูญ เขาบอกรัฐธรรมนูญมันบกพร่อง ผมก็ฉุกใจ คิดเหมือนกัน ท่านประธานที่เคารพครับ ผมเป็น ส.ว. จากการเลือกตั้งจังหวัดกาญจนบุรี ผมได้รับ คะแนนเสียงอีกไม่กี่ร้อยเสียงก็ ๒๐๐,๐๐๐ คะแนน แม้ว่าตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา ๑๒๒ จะบัญญัติไว้ว่า ส.ส. ส.ว. คือผู้แทนปวงชนชาวไทย ผมเองยังตะขิดตะขวงใจ ที่จะใช้คำนี้เลย ผมคิดว่าผมคงเป็นผู้แทนของคนจังหวัดกาญจนบุรี จะใช้ คำว่า ปวงชนชาวไทย ผมยังละอาย แต่ท่าน ส.ว. สรรหา ท่านมาจากคนเพียง ๔ คน ๕ คน ๖ คน หรือ ๗ คน เท่านั้นท่านมีสิทธิใช้คำว่า ผู้แทน ผมเป็นผู้แทนของคน ๔ คน ๕ คน ๖ คน หรือ ๗ คน เท่านั้น เราจะใช้ผู้แทนปวงชนชาวไทยนั้นผมว่ารัฐธรรมนูญต้องบัญญัติให้ดี ท่านประธาน ที่เคารพครับ ประชาธิปไตยนั้นคือระบบตัวแทนใช่ไหมครับ เมื่อเป็นระบบตัวแทนนี่ผมเรียนถาม ท่านประธานสิครับมันมีวิธีไหนที่ดีกว่าการเลือกตั้ง ดูแต่ท่าน จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ ส.ส. จังหวัดสุรินทร์ ขออนุญาตเอ่ยนามท่าน ท่านสนใจการเมืองท่านก็อาสา มาลงสมัครเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แต่ท่านบุญน้อยหน่อยเท่านั้นที่รูปไม่หล่อ ตัวก็ดำหัวก็ล้าน ผมไม่ได้ด่าท่านครับ ในข้อเท็จจริงให้ท่านยืนก็ได้ท่านยืนข้างหลังผมครับ ตัวก็ดำหัวก็ล้านท่านดูได้ครับ ท่านบุญน้อย ท่านรูปไม่หล่อ ทางออกครับ ทางออกในเรื่องนี้ ก็อยากจะเรียนท่านประธานอย่างนี้ช่วงเวลา ๒ วันที่ผ่านมาก็มีการพูดกันเหลือเกินว่า ส.ว. สายเลือกตั้งจะต้องอิงการเมือง ต้องอยู่ใต้ร่มเงาของ ส.ส. ในจังหวัด ประทานโทษท่านประธานครับ ผมพูดจาไม่ได้ยโส ผมพูดจาไม่ได้โอหัง เพื่อน ส.ส. ที่จังหวัดผมจังหวัดกาญจนบุรี ๕ คนอยู่ที่นี่ ท่านไปถามสิครับว่าผมซุกปีกใครมา อย่าปรามาสกันอย่างนั้น ท่านกับผมผู้อภิปรายที่แสดงความเห็น ที่เป็นผู้แทน ท่านกับผมเปรียบก็เหมือนนักกีฬา เราเล่นสนามเดียวกัน แต่คนละกีฬา คนละประเภท ผมมีวุฒิภาวะ ผมรู้ว่าหน้าที่ผมต้องทำอะไร ประชาชนก็รู้ว่าผมมีหน้าที่ทำอะไร เขาก็รู้ว่า เขาจะมาพึ่งพาผมได้ในสิ่งใด ฉะนั้นเราต่างคนต่างบทบาท ฉะนั้นทางออกในการเลือก ส.ว. นั้น ถ้าหากว่าจะมีการคงแบบเดิมนี้ ท่านต้องหลบคำว่า สรรหา ให้ได้ กำหนดสาขาวิชาชีพเข้าไปให้ทั่วถึงกำหนดโควตาจำนวนคนไป แล้วก็สมัครกันเอง เลือกตั้งกันเอง อย่างนี้ประชาชนรับได้ ขออย่างเดียวอย่าสรรหา ท่านเลือกตั้งมาความสง่างามก็จะเกิดขึ้นร่วมกัน แล้วก็จะทำงานร่วมกัน วันนี้ท่านบอกว่า ส.ว. ไม่ดีอย่างโน้นอย่างนี้ มันไม่ได้หรอกครับ คนเรามาต่างกัน มาจากคนละกอ แล้วท่านก็ บอกว่าแล้วก็มาใช้อำนาจเดียวกันไม่ได้ ฉะนั้นยังมีทางออกอีกทางก็คือว่าเลือกตั้งหมด หรือไม่ก็สรรหาให้หมด หรือไม่ก็มีสภาเดียว ซึ่งประเทศไทยก็เคยมีมาแล้ว ไม่ใช่ไม่เคยมี ถ้าหากเลือกสรรหาให้หมด กำหนดหน้าที่ให้ดี กำหนดอำนาจ ท่านไม่มีสิทธิจะไปถอดถอนผู้ใด นักการเมืองผู้ใด ท่านไม่ได้มีอำนาจของประชาชน เพราะฉะนั้นกำหนดกันใหม่ ส.ว. เลือกตั้ง ก็กำหนดกันใหม่ กำหนดหน้าที่ไปนะครับ

ท่านประธานที่เคารพครับ ผมขอเวลานิดหนึ่งพูดไปถึงร่างที่ ๒ เรื่องของ มาตรา ๑๙๐ ซึ่งเราก็พบปัญหาว่ามันล่าช้า มันก็จำเป็นที่จะต้องแก้ไขนะครับ แล้วก็หนังสือ สัญญานี่นะครับ ในประโยคที่ว่าหนังสือสัญญามีผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ทางสังคม เขียนแบบนี้มันกว้างเกินไป มันตีความยาก ต้องแก้ไขให้มันกระชับว่าจะเป็น การกระทบทางตรงหรือทางอ้อม

ส่วนมาตรา ๒๓๗ การยุบพรรคนั้นก็มีการอภิปรายกันหลายคน ก็เป็นเรื่อง ที่ต้องแก้ไข ใครผิดก็ว่าไปตามผิด ไม่ควรที่จะลงโทษกันให้รุนแรงไปนะครับ ไม่ควรจะต้อง ไปเอาคนไม่ผิดไปรับผิดชอบด้วย

ส่วนมาตรา ๖๘ นั้นก็เป็นเรื่องของการยื่น ขอนิดเดียวครับท่านประธาน ขอ ๑ นาที คือถ้าหากมาตรา ๖๘ วรรคสอง บอกว่า หากประชาชนพบเห็นผู้ใดกระทำความผิด กระทำการอันเป็นการล้มล้างระบอบประชาธิปไตยนั้นให้เสนอต่ออัยการสูงสุด และศาลรัฐธรรมนูญ ก็อ่านหลายรอบนะครับ ผมเข้าใจว่าเขียนก็น่าจะถูก แต่ถ้าเมื่อมันมีปัญหา ของนักกฎหมายที่ตีความก็ต้องแก้ไขเขียนให้มันชัดเจน จะเอาอย่างไร จะยื่นทั้ง ๒ ทาง หรือยื่นทางเดียวก็ให้ชัดเจนครับ ท่านประธานที่เคารพครับ วันนี้เรากำลังทำอะไร เราทำวันนี้เพื่อวันพรุ่งนี้ เรากำลังทำอะไรให้ลูกหลาน ขอให้ท่านทั้งหลายสมาชิกรัฐสภาได้ใช้สติ และปัญญาเพื่อลูกเพื่อหลานด้วยครับ ขอบคุณครับ

(จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุรินทร์ ได้ยืนและยกมือขึ้น)
นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

จ่าประสิทธิ์ เขาไม่ได้พาดพิง เลยนะครับ เมื่อสักครู่ท่านยืนอยู่ผมไม่ได้เตือน ความจริงผมไม่ได้อนุญาตท่านยืนได้อย่างไร มีอะไรครับ

จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุรินทร์

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดสุรินทร์ พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมขอประท้วงผู้อภิปราย คุณหมอสุรพงษ์ เมื่อสักครู่

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ประท้วงข้อไหนครับ

จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุรินทร์

จริง ๆ รักษามารยาทนะครับ พอดีท่านพาดพิงผมตามข้อบังคับ ข้อ ๔๓ ความจริงแล้วคุณหมอท่าน เป็นคนดี คนขยัน ทราบมาว่าพี่น้องชาวกาญจนบุรี

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

เดี๋ยวประท้วงข้อบังคับ ข้อ ๔๓ เพราะอะไรครับ บอกเหตุผลมาครับ

จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุรินทร์

พาดพิงว่าผมตัวดำหัวล้าน จริง ๆ มันสะเทือนถึงประธานด้วยเหมือนกันครับตรงนี้

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ไม่เป็นไรครับ ยอมรับในสัจธรรม นั่งเถอะประสิทธิ์ เราเกิดมารูปตัวดำก็เอาเถอะนะครับ

จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุรินทร์

ผมกำลังจะพูดต่อว่าถึงผมตัวจะดำหัวจะล้าน แต่พี่น้องชาวจังหวัดสุรินทร์แล้วก็พี่น้อง ชาวเมืองกาญจน์ก็ภาคภูมิใจในพวกเรา ๒ คน ขอบคุณครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ท่านอนุรักษ์ ท่านมีเวลา ๘ นาที เชิญครับ

นายอนุรักษ์ ตั้งปณิธานนท์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร มุกดาหาร 🔗

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภา ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ผม อนุรักษ์ ตั้งปณิธานนท์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดมุกดาหาร พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ วันนี้ผมต้องขอบคุณ ผู้ที่ยื่นขอแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญ เพราะว่าผมเองรอให้แก้ตั้งนานแล้ว แล้วก็ถามว่าทำไมถึงต้องแก้ ผมเรียนว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่ชอบธรรม เหตุที่ไม่ชอบธรรม เพราะว่าเป็นการยกร่างจากบุคคล โดยความเห็นชอบของคณะรัฐประหาร แม้จะมีการผ่านมติของประชาชน ๑๔ ล้านเสียง แต่ในมตินั้นเหมือนเป็นลักษณะข่มขู่ ก็คือว่าหากรัฐธรรมนูญไม่ผ่าน คณะรัฐประหารจะหยิบ รัฐธรรมนูญฉบับไหนในอดีตขึ้นมาแก้ก็ได้ ในบรรยากาศช่วงนั้นพี่น้องประชาชนไม่ว่าสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรก็เห็นพ้องต้องกันว่ารับไปก่อน แม้กระทั่งผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ท่านอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ก็ยังเคยให้สัมภาษณ์ไว้ว่า รับไปก่อนแล้วค่อยแก้ ในประเด็นนี้ผมเห็นว่าถึงเวลาจะต้องแก้แล้ว และสมาชิกเราได้เคย เสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเข้ามาสภาแห่งนี้แล้วในมาตรา ๒๙๑ คือแก้ทั้งฉบับ ก็มีบุคคล ไปยื่นร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญว่าจะเป็นการล้มล้างรัฐธรรมนูญโดยใช้สิทธิพิทักษ์รัฐธรรมนูญ ตามมาตรา ๖๘ ฉะนั้นตามรัฐธรรมนูญฉบับนี้แล้วก็ระบุชัดเจนว่าสามารถที่จะแก้ได้โดยผ่าน คณะบุคคล ๔ กลุ่ม กลุ่มแรก ก็คือกลุ่มจากคณะรัฐมนตรี กลุ่มที่ ๒ ก็คือจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ไม่น้อยกว่าหนึ่งในห้าของจำนวนสมาชิกทั้งหมด กลุ่มที่ ๓ ก็คือสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และสมาชิกวุฒิสภาไม่น้อยกว่าหนึ่งในห้าของจำนวนสมาชิกทั้งหมดทั้งสองสภา กลุ่มที่ ๔ ก็คือประชาชนเข้าชื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญห้าหมื่นคน ฉะนั้นผมขอทำความเข้าใจผ่านท่านประธานสภา ไปถึงพี่น้องประชาชนว่ารัฐธรรมนูญนั้นสามารถแก้ได้ แต่ก็มีบุคคลบางกลุ่มไม่อยากให้แก้ ฉะนั้นผมยืนยันว่าตามที่ซีกฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้นก็พยายามจะอภิปราย ในหัวข้อหลาย ๆ หัวข้อหลายมาตรา แต่ในวันนี้ผมขออภิปรายในมาตราเดียวก็คือมาตรา ๖๘ ซึ่งมีการพูดกันหลายคนตั้งแต่เช้ามานี้ ทางพรรคฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยหลายคนผมไม่อยากเอ่ย ชื่อท่านหรอกครับ ส.ส. วิรัตน์บ้าง ส.ส. เทพไทบ้าง โดยเฉพาะ ส.ส. วรงค์อ้างว่าไปตัดสิทธิ พี่น้องประชาชนบ้าง ไปตัดสิทธิมาตรา ๖๘ ออกทั้งหมดบ้าง เป็นการกระทำเพื่อหมกเม็ด รัฐธรรมนูญบ้าง สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ผมถือว่าเป็นการพูดทำให้พี่น้องประชาชนสับสนว่า รัฐธรรมนูญที่เรายื่นเข้ามานั้นจะเป็นการหมกเม็ดทำให้ประชาชนขาดสิทธิของประชาชน ออกไป ที่จริงไม่ใช่ครับ ที่จริงแล้วมาตรา ๖๘ หากศาลรัฐธรรมนูญไม่ไปวินิจฉัยว่าสามารถ รับเองได้เราก็คงจะไม่เสนอแก้มาตรา ๖๘ แต่ในเมื่อศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าสามารถรับเอง ได้แล้วนั้นเราจึงจำเป็นต้องแก้ให้ชัดเจน ผมยกตัวอย่างในคดีอาญาของประเทศไทย ในระบบกระบวนการคดีอาญานั้นจะมีการสอบสวนจากตำรวจเสนอให้อัยการแล้วก็ ส่งฟ้องไปที่ศาลให้ศาลตัดสิน หากศาลรัฐธรรมนูญมารับเองในเรื่องนี้ได้จะเป็นการที่ทาง ศาลรัฐธรรมนูญนี้ดำเนินการเองตั้งแต่สืบสวน สอบสวน แล้วก็ตัดสิน ฉะนั้นมันขัดต่อระบบ กระบวนการของประเทศไทย ฉะนั้นในมาตรา ๖๘ ผมขออนุญาตอ่านในวรรคท้ายนะครับ วรรคสองที่เราคิดว่ามีปัญหาก็คือในกรณีที่บุคคลหรือพรรคการเมืองใดกระทำการตามวรรคหนึ่ง ผู้ทราบการกระทำดังกล่าวย่อมมีสิทธิเสนอเรื่องให้อัยการสูงสุดตรวจสอบข้อเท็จจริง และยื่นคำร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยสั่งการให้เลิกการกระทำดังกล่าว แต่ทั้งนี้ ไม่กระทบกระเทือนการดำเนินคดีอาญาต่อผู้กระทำการดังกล่าว ผมเรียนว่าสมมุติว่า ศาลรัฐธรรมนูญรับเองได้แล้วก็การล้มล้างรัฐธรรมนูญนั้นเป็นคดีอาญาเป็นความผิดต่อแผ่นดิน ฉะนั้นหากศาลรัฐธรรมนูญรับได้เองแล้วและในคดีอาญาทางอัยการสูงสุดยังไม่ได้สอบสวนเลย จะไปดำเนินคดีอาญาเขาอย่างไร ฉะนั้นผมเชื่อว่าในการเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา ๖๘ เข้ามานั้นเป็นการทำให้ชัดเจนว่าต่อไปนี้หากจะมีการใช้สิทธิพิทักษ์รัฐธรรมนูญตามมาตรา ๖๘ แล้วก็ควรจะให้อัยการสูงสุดตรวจสอบข้อเท็จจริงเสียก่อนว่ามีการกระทำดังกล่าวหรือไม่ หากมีการกระทำดังกล่าวแล้วถึงจะเสนอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยต่อไป อันนี้ผมถือว่า เป็นขั้นตอนทางกฎหมายไม่ใช่ไปตัดสิทธิพี่น้องประชาชนอย่างที่ทางพรรคผู้ไม่เห็นด้วย ไปกล่าวอ้าง ผมเชื่อว่าพี่น้องประชาชนคงเข้าใจในประเด็นนี้มากขึ้น ผมอยากทำความเข้าใจ ในประเด็นมาตรา ๖๘ ว่าสามารถกระทำได้นะครับ ฉะนั้นอีกฟากฝ่ายที่ไม่เห็นด้วย กับการแก้ไขรัฐธรรมนูญบอกว่า รัฐธรรมนูญโจร ถ้าไม่เห็นด้วยแล้วใช้ทำไม ผมกราบเรียนอย่างนี้ครับว่าพรรคเพื่อไทยเรานี่ดำเนินการทางการเมืองโดยยึดถือ ระบอบประชาธิปไตยเป็นหลัก แล้วเราก็ถือว่าในขณะนี้เราทำหน้าที่ของเราในสภาเพื่อแก้ไข รัฐธรรมนูญให้เป็นไปตามระบอบประชาธิปไตยนะครับ ฉะนั้นผมเชื่อว่าในการแก้ไข รัฐธรรมนูญ มาตรา ๖๘ นั้นเพื่อให้ความชัดเจนขึ้นโดยไม่ได้ตัดสิทธิของพี่น้องประชาชน แต่อย่างใด เป็นการทำให้ชัดเจนขึ้นในข้อกฎหมายเพื่อจะได้ดำเนินการ และจะไม่มีใครนำ มาตรา ๖๘ ไปใช้เพื่อประโยชน์ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ในขณะนี้ก็ทราบว่ามีกลุ่มคณะ ส.ว. กลุ่มหนึ่ง ไปยื่นโดยใช้อ้างมาตรา ๖๘ เพื่อให้ยุบพรรค ๕-๖ พรรคที่กำลังเสนอกฎหมายในวันนี้ ฉะนั้น ผมเรียนว่าพี่น้องประชาชนที่สนับสนุนการแก้ไขรัฐธรรมนูญในครั้งนี้ ขอความกรุณาใจเย็น ๆ พรรคเพื่อไทยเรายืนยันที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เป็นไปตามระบอบประชาธิปไตย ที่พี่น้องประชาชนให้ความศรัทธาแล้วก็เลือกพรรคเพื่อไทยมา แล้วพรรคเพื่อไทยเองเราก็ยืนยัน ในการหาเสียงว่าหากชนะการเลือกตั้งแล้วเป็นรัฐบาลนั้นเราก็จะดำเนินการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ผมเองกราบเรียนว่าผมเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสมัยแรกในจังหวัดมุกดาหาร ผมได้ คะแนน ๖๔,๐๐๐ คะแนนในเขตเลือกตั้ง ฉะนั้นถือว่าเป็นคะแนนสูงสุดในจังหวัดมุกดาหาร ที่มีการเลือกโดยการแบ่งเขตมา พี่น้องประชาชนที่เลือกผมมา ๖๔,๐๐๐ คะแนนนี้ก็สอบถาม ผมอยู่เป็นประจำ เพราะผมกลับไปจัดรายการที่สถานีวิทยุที่พบปะพี่น้องประชาชน ทุกอาทิตย์ พี่น้องประชาชนชาวจังหวัดมุกดาหารถามว่าที่รับปากไว้ว่าจะแก้รัฐธรรมนูญนั้น ดำเนินการถึงไหน ผมยืนยันว่าเรากำลังดำเนินการแก้ไขรัฐธรรมนูญในมาตราที่เห็นว่าไม่เป็นธรรม แล้วก็ไม่เป็นไปตามระบอบประชาธิปไตยให้พี่น้องประชาชนตามที่รับปากไว้ครับ ผมจึงสนับสนุนการแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้ง ๓ ร่างครับ ขอบคุณครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

อาจารย์วรวิทย์ บารู ครับ อาจารย์วรวิทย์ ๘ นาทีนะครับ

ผู้ช่วยศาสตราจารย์วรวิทย์ บารู สมาชิกวุฒิสภา ปัตตานี 🔗

ขอบคุณ ท่านประธานครับ ผม วรวิทย์ บารู สมาชิกวุฒิสภาจังหวัดปัตตานี ท่านประธานที่เคารพครับ เรากำลังพูดถึงแล้วก็พิจารณาถึงการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ นะครับ การแก้ไข รัฐธรรมนูญครั้งนี้ก็เพื่อที่จะให้กระบวนการประชาธิปไตยให้มีความสมบูรณ์มากขึ้น มีความเป็นธรรม เป็นกลาง ผมในฐานะที่เป็นคนหนึ่งที่ได้ลงชื่อ แน่นอนสนับสนุนการแก้ไข รัฐธรรมนูญทุกฉบับที่เสนอไป ซึ่งการขอแก้ไขรัฐธรรมนูญก็อนุญาตให้กระทำได้ แล้วก็เชื่อ เหลือเกินว่าตลอดเวลาที่ ส.ว. ที่ลงชื่อก็กระทำด้วยความบริสุทธิ์ใจ รัฐธรรมนูญ ฉบับปี ๒๕๕๐ ก็ไม่มีความสมบูรณ์ ทุกคนก็คงจะยอมรับเช่นเดียวกันว่ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ก็มีอีกหลายประเด็นที่จะต้องแก้ไข เพราะฉะนั้นเราในฐานะสมาชิกรัฐสภา ก็สามารถที่จะกระทำได้ ท่านประธานที่เคารพครับ ด้วยวุฒิภาวะของ ส.ว. ที่ลงชื่อเสนอชื่อ ทั้งหมด ผมเชื่อเหลือเกินเขาพร้อมที่จะรับผลจากการที่ได้กระทำลงไป ในการปฏิบัติหน้าที่ ของตนเองในการเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญนะครับ ตลอดเวลา ๓ วันที่ผ่านมานี้เราก็คง ได้ยินได้ฟังบุคคลในสภานี้พูดว่าการเลือกตั้งมิใช่ประชาธิปไตย การเลือกตั้งมิใช่ทั้งหมดของ ประชาธิปไตย และผมคิดว่าท่านเหล่านั้นก็คงปฏิเสธไม่ได้ว่าการเลือกตั้งเป็นกระบวนการ ที่สำคัญของประชาธิปไตย และเชื่อว่า ส.ส. ที่อยู่ในระบบรัฐสภา แล้วก็อยู่ใน ระบอบประชาธิปไตยนี่ก็ยังต้องการการเลือกตั้งอยู่ดี คงไม่ปฏิเสธการเลือกตั้งเพื่อจะสู่สภาแห่งนี้ แล้วก็คงไม่ยอมให้ใครในการที่จะออกแบบให้ใคร ให้คณะใดเลือกท่านเข้ามาทำหน้าที่ในสภานี้ เพราะเชื่อว่าอำนาจของท่านต้องโยงใยกับประชาชน ท่านประธานที่เคารพครับ ผมจะลอง ยกประเด็นความไม่สมบูรณ์ของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ให้ท่านประธานทราบ เพื่อที่จะเป็น เหตุผลหนึ่งในการที่จะเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญในประเด็นที่มาของ ส.ว. นะครับ ท่านประธานครับ เราคงจำได้ว่า ส.ว. สรรหาที่มีอยู่ในขณะนี้เป็น ส.ว. สรรหารุ่นที่ ๒ ที่ผ่านการสรรหา ซึ่ง ส.ว. แต่ละท่านก็มีวุฒิภาวะ มีความโปรไฟล์ (Profile) ของตัวเองที่ดีในการที่จะได้เข้ามาที่ตรงนี้ เราไม่ได้รังเกียจ ส.ว. เหล่านั้น แต่ด้วยตัวแทนจากองค์กร ๗ คน ตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้เป็นผู้เลือกตรงนี้เป็นประเด็น เพราะว่าหลายท่าน ส.ว. ที่อยู่กับเราเรารู้ถึงบทบาท เรารู้ถึงภารกิจของท่านเหล่านั้นในการที่ ดำเนินการตลอดระยะเวลา ๓ ปีที่ผ่านมา หลายท่านเป็นคนซึ่งโดดเด่นมาก ทำหน้าที่อย่าง โดดเด่นมากก็ไม่ได้รับการคัดเลือกเข้ามา ในขณะอีกหลายท่านก็มีประเด็นที่เรากังขา ในกฎเกณฑ์ที่ใช้ในกระบวนการคัดสรรเข้ามาว่าคนเหล่านี้ทำไมจึงหลุดไป และคนเหล่านี้ ทำไมจึงไม่ได้รับการคัดสรรเข้ามา แต่ในอีกจำนวนหนึ่งได้รับการคัดสรรเข้ามา เหล่านี้ก็เป็น ความตระหนักของ ส.ว. ที่อยู่ด้วยกันตลอดระยะเวลา ๓ ปีที่ผ่านมา ท่านประธาน ที่เคารพครับ ผมคิดว่าสังคมการเมืองไทยขณะนี้สิ่งที่เราจะต้องช่วยกันกระทำอย่างเต็มที่ก็คือ การพยายามสร้างการเมืองทางสายกลาง โดยเฉพาะทางสายกลางทางการเมือง และพยายามสร้างรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตยให้มากที่สุด ท่านประธานครับ การที่จะ สามารถธำรงไว้ซึ่งทางสายกลางทางการเมืองก็คือการเปิดโอกาสให้มีการแข่งขันต่อสู้บนเวที ที่ประชาชนมีส่วนร่วมภายในกรอบและกฎเกณฑ์ที่ชัดเจนและรัดกุม นั่นก็คือรัฐธรรมนูญ ที่เป็นธรรมนะครับ ท่านประธานครับ เราทุกคนต่างยอมรับว่าอำนาจรัฐต้องเป็นอำนาจ ที่ได้มาจากประชาชน อยู่ได้ด้วยการตรวจสอบของประชาชน และจะต้องผ่านการคัดสรร โดยกระบวนการที่โปร่งใสโดยประชาชน ท่านประธานครับ บทบาทหน้าที่ของ ส.ว. โดยหลักใหญ่ ๆ แล้วก็มี ๔ อย่างด้วยกันก็คือ กลั่นกรองกฎหมาย ควบคุมการบริหารของ รัฐบาล เห็นชอบแต่งตั้งองค์กรอิสระ ถอดถอนองค์กรอิสระ ท่านประธานครับ ตลอดระยะเวลา ๕ ปีที่ผ่านมาของการทำหน้าที่ในฐานะ ส.ว. ก็มีเรื่องของการถอดถอน บุคคลในองค์กรอิสระเป็นตัวอย่างนะครับ ซึ่งจะถอดถอนได้ก็จะต้องใช้เสียง ๓ ใน ๕ ซึ่งรวม ความแล้วก็จะต้องมากกว่า ๙๐ เสียงขึ้นไป ท่านประธานครับ ในลักษณะโครงสร้างของ รัฐธรรมนูญที่เป็นอยู่วันนี้ถึงแม้ว่ารัฐธรรมนูญจะระบุอย่างชัดเจนว่าเมื่อปรากฏความผิด สามารถที่จะถอดถอนได้ แต่ว่าแน่นอนองค์กรเหล่านั้นก็เป็นองค์กรซึ่งเลือกแล้วก็คัดสรร ท่านเข้ามา ที่เรากลัวว่าอัยการเป็นตัวแทนของรัฐบาลอันนี้ก็เช่นเดียวกันนะครับ สิ่งที่มันไม่น่า ที่จะเป็นที่กังขาของสังคมมันก็เกิดขึ้นนะครับว่าสิ่งเหล่านี้เมื่อไรเขาจะถอดถอนได้ ถึงแม้ว่า จะปรากฏความผิดอย่างชัดเจนดังกรณีตัวอย่างที่ผ่านมาแล้วในรอบ ๓ ปีที่ผ่านมา ท่านประธานครับ เรากลัวเหลือเกินว่าถ้าหากมีการเลือกตั้ง ส.ว.ทั้งหมด วุฒิสภาก็จะ กลายเป็นสภาผัวสภาเมีย สภาพี่สภาน้อง และที่ร้ายไปกว่านั้นก็คือสภาทาส ด้วยโครงสร้าง ที่ผมกล่าวไปเมื่อสักครู่แล้วก็ที่มีอยู่ขณะนี้ แล้วก็จากประสบการณ์ที่ผ่านมา ๕ ปี ภายใต้ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ได้ก่อให้เกิดสภาพของสภาทาสซ่อนรูปขึ้นมานะครับ ซึ่งหากคงไว้ ในลักษณะเช่นนี้ต่อไปมันจะเป็นสิ่งซึ่งไม่ดีต่อกระบวนการประชาธิปไตย หลายอย่างเราคิดว่า ใส่เสื้อหน้าตาดีนะครับ สวมสูท (Suit) สวมอะไรออกมาเราคิดว่าสิ่งเหล่านั้นคือรูปแบบ ของประชาธิปไตย แต่ภายใต้ตรงนั้นมันเป็นสภาทาสซ่อนรูปที่กำหนดไว้ มีการเชื่อมโยงกับ สิ่งต่าง ๆ ที่สามารถจะเชื่อมโยงเข้ามา อย่างที่ผมบอกว่าโครงสร้างเช่นนี้มันจะอยู่ต่อไปไม่ได้ โครงสร้างของการเลือกกันไปเลือกกันมาแล้วก็ถอดถอน ลองคิดดูนะครับ ๓ ใน ๕ ต้องใช้ ๙๐ กว่าเสียง ส.ว. เลือกตั้งมี ๗๖ เสียง อย่างไรก็ไม่สามารถที่จะถอดถอนได้ สิ่งเหล่านี้ มีประโยชน์อะไร เพราะฉะนั้นเขียนในสิ่งที่ดีซึ่งทำไม่ได้ เพราะฉะนั้นเราก็ชื่นชอบในสิ่งซึ่งมัน ปฏิบัติไม่ได้ มันเป็นจริงไม่ได้ สิ่งเหล่านี้คือสิ่งซึ่งผมจะเรียนให้ท่านประธานได้ทราบว่าการที่ เราเสนอให้มีการเลือกตั้งเข้ามานั้นเพราะจะยึดโยงท่านกับประชาชน เราเชื่อใน ความสามารถของ ส.ว. สรรหาทุกท่านมีความสามารถ และผมเชื่อว่าประชาชนฉลาดพอ ในการที่จะเลือก การเลือก ส.ว. ไม่ใช่เลือกอย่าง ส.ส. แน่นอนประชาชนก็ทราบนะครับ เลือก ส.ว. นี่เขาจะใช้งานอย่างไร เพราะฉะนั้นคงไม่ได้ อย่างที่อาจารย์วรวิทย์ วงษ์สุวรรณ์ หรือว่าคุณหมอสุรพงษ์ เขารู้นะครับว่าเขาจะเลือก ส.ว. เพื่อไปทำหน้าที่อะไร ไม่ต้องเกรงกลัวว่าท่านจะไม่ได้รับการเลือกตั้งถ้าท่านมีความรู้ ความสามารถนะครับ เพราะว่าเขาแยกแยะอย่างชัดเจนว่าอันนี้คือ ส.ว. อันนี้คือ ส.ส. ไม่ใช่ว่าซุกใต้ปีกแล้วมันจะได้ ไม่ใช่นะครับ อันนั้นเป็นการมองหรือว่าคำที่อาจารย์สุริยา ใช้เมื่อวานคือการจินตนาการมากเกินไป มันก็จะเกิดภาพซึ่งเป็นการจินตนาการมากไป เช่นเดียวกันนะครับ ขอขอบคุณครับท่านประธานครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ท่านชาดา ไทยเศรษฐ์ เมื่อสักครู่ยังเห็นแวบ ๆ อยู่ไหน ถึงคิวท่านครับ ถ้าท่านไม่อยู่ผมข้ามเลยนะครับ ท่านสุรจิตร ยนต์ตระกูล ท่านสุรจิตรท่านมีเวลา ๑๐ นาทีนะครับ

นายสุรจิตร ยนต์ตระกูล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร มหาสารคาม 🔗

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภา กระผม สุรจิตร ยนต์ตระกูล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดมหาสารคาม พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ วันนี้สิ่งที่ รัฐสภาแห่งนี้กำลังดำเนินการอยู่ในช่วงเวลา ๓ วัน เรากำลังจะสร้างสิ่งที่เราเรียกว่า เป็นการเดินหน้าประเทศไทย แก้ไขข้อผิดพลาดของประเทศนี้ครับ ผมต้องกราบเรียนท่านว่า รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุด รัฐธรรมนูญนั้นเกิดขึ้นมาด้วยประชาชนครับ ในนามของ รัฐสภาแห่งนี้เป็นผู้ที่ใช้อำนาจของประชาชน ในฐานะที่พวกเราเรียกตัวเราเองว่าเราเป็น ฝ่ายนิติบัญญัติครับ วันนี้รัฐสภาได้ทำหน้าที่ของตัวเองโดยสมบูรณ์นั่นก็คือกำลังจะแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ มีผู้อภิปรายก่อนหน้านี้หลายคนบอกว่าพวกเราใช้ รัฐธรรมนูญที่ผ่านมา ปี ๒๕๕๐ แต่เราก็ต้องยอมรับมัน หลายคนมาตำหนิพวกเราว่า เกลียดตัวกินไข่ จำเป็นครับท่านครับ ในเมื่อภาวะบ้านเมืองตอนนั้นเราต้องเข้าสู่สนาม การเลือกตั้ง แล้วเราก็รอวันนี้อย่างไรครับ วันที่เราจะร่วมกันแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อให้เป็น ประชาธิปไตยอย่างแท้จริง ท่านประธานครับ ๖ ปีเศษที่ผ่านมาตั้งแต่มีการปฏิวัติ ผมเชื่อว่า ผลพวงของการปฏิวัติหรือบางท่านใช้คำว่า รัฐประหาร ยังมีอิทธิพล ยังมีควันหลงและกระจาย อยู่ในหลายองค์กรในประเทศนี้ยังไม่หมดครับ วันนี้ผู้คนในประเทศนี้บอกว่าประเทศเรา บอบช้ำมาก เราเดินไปไหนไม่ได้เลยครับ เพราะความขัดแย้งเป็นผลพวงของการปฏิวัติทั้งสิ้น ผมคิดว่าถึงเวลาแล้วนะครับที่การปฏิวัติหรือผลพวงจะได้หมดไปจากประเทศนี้ครับ ๖ ปีเศษนี่ผมว่าเวลานานเกินไปแล้วนะครับ เรากำลังจะมาออกแบบประเทศไทยกันใหม่ ผมขออนุญาตใช้คำของท่านประธานรัฐสภาว่า พอเถอะครับ นั่งลงเถอะครับ การปฏิวัติรัฐประหาร หยุดได้แล้วครับ วันนี้พวกเรายื่นแก้ไขรัฐธรรมนูญใน ๓ มาตรา ท่านประธานครับ ที่ผ่านมา การยุบพรรคการเมืองสร้างความเจ็บปวดให้กับผู้คนและสมาชิกของพรรคการเมืองเป็นล้าน ๆ คน หลายคนอาจจะโห่ร้องด้วยความดีใจว่าวันที่ศาลรัฐธรรมนูญมีการตัดสินทุกคนหลายคนดีใจ แต่มีหลายคนที่ต้องร้องไห้ครับ คนที่ถูกตัดสิทธิทางการเมืองทั้งที่ไม่ได้ทำอะไรผิดเลย การเลือกตั้งหลายครั้งถูกตัดสินว่าเป็นโมฆะแค่หันหน้าออก หันหน้าเข้าคูหาแค่นั้นเอง นายกรัฐมนตรีทำกับข้าวก็ผิด มีอะไรอีกไหมครับที่จะเกิดขึ้นในประเทศนี้ได้ ในโลกนี้ผมว่า มีประเทศเดียว ศาลรัฐธรรมนูญเป็นส่วนหนึ่งนะครับ ล่าสุดท่านก็บอกว่าบางครั้งท่านก็ ยอมรับว่าการตัดสินของท่านตัดสินเพราะว่าเป็นการแก้ไขสถานการณ์ของบ้านเมือง วันนี้ผมว่าบางครั้งในมุมมองของหลายคนบอกว่าท่านเองเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของสถานการณ์ ของบ้านเมืองครับ เรื่องที่มาของ ส.ว. เราพูดกันมา ๒ วันเศษ ๆ มาจากการสรรหาของ ๗ ท่าน ๗ คนที่หลายคนใช้คำว่า ๗ อรหันต์ ผมไม่กล้าเรียกท่าน ๗ อรหันต์ครับ ท่านเป็น ปุถุชน ท่านมีรัก โลภ โกรธ หลง ท่านเป็นมนุษย์เดินดินเหมือนกันกับพวกเราทั้งหลายครับ ท่านได้ให้กำเนิดสมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการสรรหาผมก็เฝ้าดูครับว่าผลผลิตของท่าน เป็นอย่างไร ต้องกราบเรียนท่านว่าผมชื่นชมมากเพราะว่าท่านได้สร้างสมาชิกวุฒิสภา ที่ผมอยากจะใช้คำว่ามีความเป็นเอกภาพเป็นที่สุด เอกภาพอย่างไรครับ ไปด้วยกันทั้งหมด รวมกลุ่มกันเป็นกลุ่มใหญ่ ๆ มีอุดมการณ์ประชาธิปไตยที่สูงส่งมาก อุดมการณ์ประชาธิปไตย ที่สูงส่งนั้นก็คือรัฐบาลพรรคเพื่อไทยไปทางไหนท่านไปตรงข้ามหมดเลย หลายคนบอกว่าที่มา ของท่านผมไม่แน่ใจนะครับว่าเมื่อสักครู่ช่วงเช้าท่าน ส.ว. หลายท่านก็ได้พูดว่าไม่รู้ว่า ๗ ท่าน นั่นเลือกกันอย่างไร มีวิธีการเลือกอย่างไร หรือมีการแบ่งโควตากันอย่างไร ท่านครับ เราใช้ เวลากัน ๓ วันมานี้เพื่อที่จะทำให้รัฐธรรมนูญโดยเฉพาะอย่างยิ่งมาตรา ๖๘ ที่มีการตีความกัน ไม่ชัดเจนเพื่อให้เกิดความชัดเจนสิทธิของประชาชนไม่ได้ถูกเบียดบัง ไม่ได้ถูกจำกัด แม้แต่น้อยครับ ผมว่าที่ผ่านมาความพยายามครั้งนี้เพื่อให้เห็นว่าประเทศนี้จะไม่ตีความ เข้าข้างใดข้างหนึ่ง ต้องชัดเจน เมื่อชัดเจนแล้วจะเป็นการปกป้ององค์กรที่พวกเราถือว่าเป็น องค์กรที่พิเศษที่สุด องค์กรที่สำคัญที่สุดนั่นคือตุลาการศาลรัฐธรรมนูญครับ ผมว่าสิ่งที่เราทำ วันนี้ก็เพื่อปกป้ององค์กรแห่งนี้ครับ กกต. ทำหน้าที่จัดการเลือกตั้ง เลือกตั้งเสร็จแล้วเกิดมี ผู้กระทำความผิดกฎหมายเลือกตั้ง กกต. ก็จะบอกว่าสมควรจะได้ใบเหลือง ใบแดง แต่สุดท้ายก็ต้องส่งให้ศาลเป็นผู้ตัดสินในขั้นตอนสุดท้าย นั่นหมายถึงว่าต้องมีการตรวจสอบ และดับเบิล เช็ก (Double check) ๒ ครั้งครับ แล้วผู้ที่ถูกศาลตัดสินก็จะยอมรับโดยดุษณีว่า นี่คือความยุติธรรม บ่ายวันนี้ผมได้ทราบว่าศาลรัฐธรรมนูญกำลังจะพิจารณาว่าจะรับเรื่องที่มี ท่านสมาชิกวุฒิสภาบางส่วนไปยื่นหนังสือ ยื่นคำร้องว่าสิ่งที่พวกเรากำลังกระทำกันอยู่นี้ เป็นการขัดต่อรัฐธรรมนูญ ถ้าเกิดศาลท่านบอกว่าผิด ผมเชื่อว่าก็จะมีการยุบพรรคการเมือง ๖ พรรค และสมาชิกอีก ๓๐๐ กว่าคนที่ร่วมลงชื่อก็เก็บกระเป๋ากลับบ้าน แต่ผมเชื่อครับ เชื่อด้วยความบริสุทธิ์ใจว่าตุลาการศาลรัฐธรรมนูญท่านจะตรงไปตรงมา ผมเชื่อว่าท่านจะมี ความยุติธรรม เพราะการแก้ไขรัฐธรรมนูญไม่ใช่สิ่งที่เพิ่งเกิดขึ้นครั้งแรก เคยทำแล้ว แก้ทั้งฉบับไม่ได้ ให้มี สสร. ไม่ได้ สุดท้ายวันนี้เราก็จะเสนอแก้เป็นรายมาตราครับ นี่คือ การใช้อำนาจของฝ่ายนิติบัญญัติ ผมเชื่อว่าสมาชิกรัฐสภา ๓๐๐ กว่าคนที่ร่วมลงชื่อ เสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ผมว่าทุกคนมีวุฒิภาวะ อ่านกฎหมายรู้ครับ ดูกฎหมายเป็น แต่ถ้าสิ่งที่ผมไม่คิดว่าจะเกิดขึ้นแล้วเกิดขึ้นนี่นะครับ ถ้าศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยวันนี้ว่า จะรับเรื่องนี้ก็แสดงว่าผมคิดว่าท่านกำลังจะเล่นเป็นผู้ที่แก้ไขรัฐธรรมนูญเอง ท่านจะกำหนดรัฐธรรมนูญด้วยตัวท่านเอง แล้วท่านก็ตัดสินรัฐธรรมนูญด้วยตัวท่านเอง เท่ากับว่าท่านทำหน้าที่เป็นทั้งตำรวจ อัยการ และศาล ในตัวท่านเองทั้งหมด ซึ่งผมคิดว่า เป็นไปไม่ได้ ถ้าเป็นอย่างนั้นผมอาจจะใช้คำว่าไม่ใช่ตุลาการภิวัฒน์ละครับ เป็นตุลาการ ปฏิวัติไปแล้ว ท่านครับ วันนี้สิ่งที่รัฐสภาแห่งนี้กำลังดำเนินการอยู่เป็นการปกป้องท่านเพื่อให้ สถาบันแห่งนี้เป็นสถาบันที่เป็นเสาหลักของบ้านเมือง เป็นเสาหินที่แข็งแกร่งหยั่งรากลึกลงใน แผ่นดินนี้ไม่ต้องไปขึ้นอยู่กับอำนาจอิทธิพลใด ๆ เราต้องการเห็นครับ เพราะว่าท่านเป็นผู้ที่ ตัดสินในสิ่งที่เป็นความขัดแย้งของรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นสุพรีม ลอว์ (Supreme law) กฎหมายสูงสุดของประเทศนี้ ผมเชื่อว่าทุกท่านรักบ้านเมืองนี้ครับ ผมขอเรียกร้องให้ การแก้ไขรัฐธรรมนูญใน ๓ มาตรานี้เป็นจุดเริ่มต้นของการกำหนดอนาคตของประเทศนี้ เรากำลังจะเดินทางไกลไปตามหาประชาธิปไตยที่หายไปขอให้ทุกท่านร่วมมือกันครับ ผมขอสนับสนุนการแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้ง ๓ มาตรานี้ด้วยเหตุผลดังกล่าว ขอบพระคุณครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ท่านประสงค์ นุรักษ์ ๘ นาทีนะครับ

นายประสงค์ นุรักษ์ สมาชิกวุฒิสภา ภาคอื่น 🔗

กราบเรียนท่านประธาน วุฒิสภาที่เคารพ กระผม นายประสงค์ นุรักษ์ สมาชิกวุฒิสภา ปฏิบัติหน้าที่ปวงชนชาวไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานที่เคารพครับ ไม่มีรัฐธรรมนูญที่ไหนที่ไม่สามารถจะแก้ไขได้ ผมสนับสนุนแนวทางของการแก้ไขรัฐธรรมนูญด้วยครับ ผมเห็นว่าถ้าหากมีความจำเป็น ที่จะแก้ไขเพื่อผลประโยชน์ของประชาชนของประเทศผมว่าแก้ไขได้เสมอ รัฐธรรมนูญ ไม่ใช่คัมภีร์อัลกุรอานในศาสนาอิสลาม รัฐธรรมนูญไม่ใช่คัมภีร์ไบเบิลในศาสนาคริสต์ และรัฐธรรมนูญไม่ใช่พระไตรปิฎกในศาสนาพุทธ ซึ่งผู้บัญญัติไว้ได้ล่วงลับไปนานแล้ว รัฐธรรมนูญสร้างขึ้นมาโดยผู้ซึ่งส่วนมากยังมีชีวิตอยู่ในขณะนี้โดยเฉพาะรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ซึ่งกำลังอภิปรายกันอยู่ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมได้ฟังสมาชิกในสภาแห่งนี้พูดถึง การแก้ไขรัฐธรรมนูญที่มีการนำเสนอมาในวันนี้หลัก ๆ ๓ เรื่องดังกล่าวที่พูดกันมาแล้ว ผมมีความเห็นอย่างไร ผมไม่สามารถจะบอกได้ในวันนี้ แต่ผมมีความตั้งใจครับว่าช่วงเวลาที่ ยังมีเหลืออยู่ในระหว่างการที่จะมีการลงมตินั้น ผมจะขอรับฟังความเห็นของพี่น้องประชาชน ซึ่งผมถือว่าผมได้ยึดโยงกับประชาชนและมีความผูกพันกับประชาชนมาตลอด ถึงแม้ว่า ผมจะเป็นสมาชิกวุฒิสภาซึ่งมาจากการสรรหา แต่การเป็นสมาชิกวุฒิสภาจากการสรรหานั้น ไม่ได้หมายความว่าจะเป็นผู้ซึ่งไม่มีความยึดโยงไม่มีความเกี่ยวข้องกับประชาชน ท่านครับ สมาชิกวุฒิสภาจากการสรรหาแตกต่างอย่างไรกับ ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ ซึ่งมาจากการเลือก ของพรรคเข้าไปในบัญชี ประชาชนเคยเลือกบุคคลเหล่านี้มาให้เป็น ส.ส. ในสภานี้หรือไม่ครับ ไม่ใช่ครับ ประชาชนเลือกพรรคครับ นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบันนี้ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง โดยตรงจากประชาชน มาจากบัญชีรายชื่อของพรรคเพื่อไทยซึ่งเป็นพรรคที่มีเสียงข้างมาก ในรัฐบาล ผมฟังมาตลอดเวลาว่าสภาแห่งนี้จำนวนมากตำหนิ ส.ว. ซึ่งมาจากการสรรหาว่า ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชน ท่านประธานครับ ถ้ามองให้ซึ้งในหลักรัฐศาสตร์ ผมก็เรียนมาครับแล้วก็หลายท่านในสภานี้เรียนมา การเลือกตั้งนั้นในระบอบประชาธิปไตย ไม่ได้มีอย่างเดียวครับ การเลือกตั้งทางตรงอย่างหนึ่งและมีการเลือกตั้งทางอ้อมอีกอย่างหนึ่ง อะไรคือการเลือกตั้งทางอ้อม ซึ่งผมและหลายคนในสภานี้คงจะเข้าใจว่าให้ประชาชนเขายินยอม ให้บุคคลกลุ่มหนึ่งหรือคนหนึ่งเป็นผู้เลือกตั้งแทนเขาให้มาทำหน้าที่อย่างใดอย่างหนึ่ง แทนเขา นั่นละครับเป็นการเลือกตั้งทางอ้อม ผมเห็นว่า ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อก็มาโดยการ เลือกตั้งทางอ้อมเช่นเดียวกับสมาชิกวุฒิสภาซึ่งมาจากการสรรหา ท่านเลิกสิครับ ส.ส. ที่มาจากแบบบัญชีรายชื่อทั้งหมด ๑๒๕ คนที่อยู่ในสภาแห่งนี้ จะได้สาสมว่าผู้ซึ่งมาจาก การเลือกตั้งทางอ้อมนั้นไม่สามารถจะมีคุณค่าในระบอบประชาธิปไตยของประชาชนชาวไทย ต่อไปอีกแล้ว ท่านประธานครับ ผมได้รับฟังในสภานี้มาตลอดเวลาตั้งแต่วันแรกที่มีการอภิปรายกันว่ารัฐธรรมนูญ ฉบับปี ๒๕๕๐ ซึ่งผมเองในขณะนั้นที่มีการเลือกตั้งนั้นผมอยู่ต่างประเทศครับ ผมไม่มีโอกาส ได้มีส่วนร่วมในการเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ พี่น้องประชาชนชาวไทย ที่อยู่ต่างประเทศทั้งหมดไม่มีโอกาสในการเข้าไปมีส่วนร่วมในการเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบ ในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ แต่ท่านประธานครับ กระบวนการต่าง ๆ ที่ได้มาในรัฐธรรมนูญ ฉบับดังกล่าวนั้นเป็นกระบวนการปฏิรูปการเมืองของประเทศไทย ซึ่งล้มเหลวมาตลอดครับ ไม่ว่ารัฐธรรมนูญนั้นจะได้มาโดยการปฏิวัติ โดยการร่างรัฐธรรมนูญที่มาจากการเลือกตั้ง ล้มเหลวมาตลอด จนกระบวนการที่จะให้มีการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ขึ้นมาเป็นรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ นั้นเป็นกระบวนการการพัฒนาอย่างหนึ่งของประเทศไทยในระบอบประชาธิปไตย เราไม่ต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลงของประเทศไทยในทางการเมืองต่อไปหรือครับ ที่ต้องการ จะดึงรัฐธรรมนูญกลับมาสู่สภาพเดิมซึ่งเหลวแหลกมาตลอด ผมและคนไทยในต่างประเทศ ได้มีความสนใจในบ้านเมืองมาตลอด เห็นว่าถึงเวลาแล้วครับ ทำไมมาอ้างถึงความเหลวแหลก ซึ่งจะสร้างประวัติศาสตร์ของการเมืองไทยเพียงระยะเวลา ๕-๖ ปี จากวันที่ ๑๙ กันยายน มาถึงปัจจุบันนี้ ก่อนหน้านั้นครับท่านทราบไหมครับท่านประธาน ประเทศไทยตกอยู่ใน ความบอบช้ำอย่างไรบ้าง ผมไม่อยากจะบรรยาย ผมอยากจะให้พลเอก สนธิ บุญยรัตกลิน เป็นผู้ให้คำบรรยายความชัดเจนในประเด็นที่เกิดขึ้นก่อนวันที่ ๑๙ กันยายนว่าบ้านเมืองเรา อยู่ตรงไหน จุดปวดของประชาชนอยู่ตรงไหน ท่านประธานครับ การฆ่าคนเป็นสิ่งที่ ผิดกฎหมายครับผมยอมรับ แต่ถ้าหากว่าเข้าสู่กระบวนการพิจารณาที่มีความเป็นธรรมแล้ว ท่านประธานครับ เคยเห็นไหมครับว่าฆ่าคนแล้วไม่ติดคุกครับ เพราะมีเหตุผลในการฆ่า ผมไม่สนับสนุนการฆ่าครับ ถ้าหากว่าท่านสนธิ บุญยรัตกลิน ไม่ได้นำบุคคลซึ่งมีอาวุธ ในขณะนั้นขึ้นมาที่จะทำการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครอง หรือล้มรัฐธรรมนูญฉบับนั้น อะไรจะเกิดขึ้นในประเทศไทยหลังจากวันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ ครับ ผมอยากให้ท่านได้มี โอกาสพูดให้ประชาชนชาวไทยซึ่งอยู่ที่บ้านได้มีโอกาสรับรู้เหตุการณ์ความเป็นจริงทั้งหมด ในการที่จะช่วยกับสมาชิกรัฐสภาในวันนี้ในการตัดสินใจ ชะตากรรมของรัฐธรรมนูญ ของประเทศไทยทั้งหมด ท่านประธานครับ

ท่านประธานครับ รัฐธรรมนูญฉบับนี้เกิดขึ้นด้วยความแคลงใจของประชาชน ชาวไทยมาตลอด จะมากหรือน้อยก็อีกส่วนหนึ่ง ผมเห็นว่าการก้าวหน้าไปสู่การเมือง ระบอบประชาธิปไตยนั้น การที่จะให้มีการพัฒนาย่อมมีขั้นตอนในการที่จะให้มีการพัฒนา ตัวเองครับ เห็นความเหลวแหลกแล้วจะกลับสู่ที่เดิมอีกหรือครับ ท่านยอมสัก ๑๐ ปีสิครับ ให้รัฐธรรมนูญฉบับที่ใช้อยู่นี้มีผลบังคับและดูว่าผลที่ออกมามันจะดีกว่ารัฐธรรมนูญฉบับเก่า ซึ่งท่านเรียกร้องอยู่ ด้วยวิธีการซึ่งท่านเรียกร้องอยู่หรือไม่ ผมมีเหตุผลเป็น ๒๐ ประการ แต่เวลาผมมีแค่ ๘ นาที ผมจึงไม่สามารถที่จะนำเหตุผลทั้งหมดที่ผมจะนำมาเรียนต่อประชาชน ซึ่งฟังอยู่ทั่วประเทศในขณะนี้ ผมอยากจะให้ประชาชนมีส่วนร่วมกับผมด้วย กระผมจะเปิดเวลา และเปิดโอกาสให้พี่น้องประชาชนทั่วประเทศไทย ขออนุญาตผ่านทางท่านประธานรัฐสภาครับว่า นับแต่วันที่ผมอธิบายหรืออภิปรายจบลงไปในสภาแห่งนี้ ผมอยากฟังเสียงของพี่น้องประชาชนด้วย ผมต้องการจะให้มีส่วนร่วมกับประชาชน ให้ประชาชนได้มีโอกาสแสดงความเห็นร่วมกับผม เพื่อประกอบการตัดสินใจในการลงมติที่จะเกิดขึ้นใน ๖-๗ ชั่วโมงข้างหน้านี้ ขณะนี้ส่วนตัวผม มีแนวความคิดว่าจะเห็นอย่างไรในเรื่องของการลงมติ แต่ผมจะอุบไว้ก่อน ผมจะรอให้ พี่น้องประชาชนได้โทรศัพท์เข้ามาหาผมครับ ผมจะยึดถือยึดโยงกับประชาชน ผมไม่ได้อ้าง อย่างเดียว ผมจะปฏิบัติด้วย ผมลงพื้นที่มาเป็นเวลานาน ในกรณีที่มีเหตุการณ์เกิดขึ้น ผมถามว่าแล้วพี่น้อง ส.ส. ส.ว. ของท่านในพื้นที่อยู่ไหน เขาบอกว่าไม่มีครับ นี่ละครับ เป็นปัญหาอยู่ว่าการยึดโยงของประชาชนนั้นจริงเท็จขนาดไหน ท่านประธานครับ โทรศัพท์ ของผม ๐๘ ๓๑๓๑ ๑๐๒๔ ครับ ประชาชนโทรศัพท์เลยครับ ผมจะใช้ความเห็นของท่าน ประกอบการพิจารณาของผมในการลงมติวันนี้ และอีกช่องทางหนึ่งครับท่านประธานครับ สถานีวิทยุรัฐสภาสื่อกลางการมีส่วนร่วมของการเมืองไทย เบอร์โทรศัพท์ ๐ ๒๒๔๑ ๐๐๕๕ ขอให้โทรศัพท์เข้ามาที่เบอร์นั้น ผมจะไปรวบรวมข้อมูลที่โทรศัพท์จากวิทยุรัฐสภาก่อนที่ผมจะลงมติในวันนี้ว่าประชาชน มีความเห็นอย่างไรในการเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ผมจะยึดโยงกับประชาชน ผมเป็น ส.ว. สรรหา แต่ผมจะยึดประชาชนและปฏิบัติอย่างชัดเจนครับท่านประธานที่เคารพ ไม่แตกต่างไปจาก ส.ส. ซึ่งมาจากบัญชีรายชื่อเช่นกันครับ ขอขอบพระคุณท่านประธาน เป็นอย่างสูงครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ท่านวิชาญ มีนชัยนันท์ ท่านมีเวลา ๑๕ นาทีครับ

นายวิชาญ มีนชัยนันท์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร

ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ผม วิชาญ มีนชัยนันท์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ วันนี้เป็นวันที่ ๓ ที่พวกเราเอง รัฐสภาแห่งนี้กำลังพิจารณา แก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งถือว่าเป็นกฎหมายที่สำคัญและเป็นกฎหมายที่พี่น้องประชาชน ส่วนใหญ่แล้วกำลังจับตามองอยู่ ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตนะครับ ผมฟังแล้ว ไม่สบายใจ หลายคนที่อยู่ในซีกของฝ่ายค้านเองพยายามบอกกล่าวว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้น ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ ผมขออนุญาตเรียนว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้น รัฐธรรมนูญนั้นเป็น สิ่งที่กำเนิดของทุกอย่างในประเทศแห่งนี้ ท่านจะเห็นว่าเราเลือกตั้งเข้ามา ณ สภาแห่งนี้ เราเป็นสมาชิกแห่งรัฐสภา การเกิดของฝ่ายบริหาร ไม่ว่าตำแหน่งต่าง ๆ ฝ่ายบริหาร นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี หรือตำแหน่งในส่วนขององค์กรอิสระ ก็จะเกิดในนี้เนื่องจากว่า เราเป็นคนร่างกฎหมาย และสิ่งต่าง ๆ ที่บอกว่าทำไมไม่ไปดูแลปากท้องพี่น้องประชาชน ก็เราต้องทำรัฐธรรมนูญต่าง ๆ ให้มันเข้มแข็งแข็งแรงก่อน พี่น้องประชาชนถึงจะได้ประโยชน์ ในส่วนต่าง ๆ ผมขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

เดี๋ยวครับท่านวิชาญ ท่านวรชัย มีอะไรครับ

นายวรชัย เหมะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมุทรปราการ

ขอโทษครับ ท่านผู้อภิปรายอยู่ครับ พอดีผมได้ข่าวมาว่าศาลไม่รับคำร้องของ ส.ว. ที่ยื่นไปเมื่อวานครับ ท่านประธาน ขอบคุณครับ แค่นี้ครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

เชิญท่านวิชาญว่าต่อไปครับ

นายวิชาญ มีนชัยนันท์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร 🔗

ขอบคุณครับ ก็เป็นข่าวนะครับ ดังนั้นในการที่เราเองจะดำเนินการใด ๆ ก็ตามมันก็ต้องผ่าน ความเห็นชอบจากพี่น้องประชาชน เพราะเราเองเป็นคนที่ดำเนินการในเรื่องของการเลือกตั้ง เข้ามาเป็นตัวแทนในระบอบประชาธิปไตย แต่ที่มันผิดแผกแตกต่างกันในเรื่องของระบบ และความคิดเราคงบังคับไม่ได้ เพราะพี่น้องประชาชนเองจะเป็นคนที่บอกกล่าว ผมเอง ขออนุญาตกราบเรียนครับว่า สภาแห่งนี้มีอำนาจในการที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญหรือจะยกเลิก สิ่งต่าง ๆ ที่เป็นอุปสรรคขวากหนามในการบริหารประเทศตามข้อกฎหมาย มาตรา ๒๙๑ นั้น ได้ระบุไว้ในหมวด ๑๕ และผมบอกได้เลยครับว่าใน ๑๕ หมวดแห่งรัฐธรรมนูญนี้มีการระบุไว้ ชัดเจนว่าแบ่งสรรอำนาจหน้าที่ของพี่น้องประชาชนหรืออำนาจหน้าที่ในการบริหารอย่างไร ท่านประธานครับ แต่วันนี้ที่เราต้องลุกขึ้นมาอภิปรายเพื่อต้องการให้รัฐธรรมนูญในส่วนของ การยกร่างทั้ง ๓ ฉบับแต่ละรายมาตรานั้นได้มีความสมบูรณ์ และพี่น้องประชาชนเองที่ฟังอยู่ ทางบ้านจะได้สบายใจว่าพวกเราเองนั้นในฐานะผู้หยิบยกร่างรัฐธรรมนูญทั้ง ๓ ฉบับนั้น ไม่มีใครหรอกครับที่จะหมกเม็ด ไม่มีใครหรอกครับที่จะมาบอกกล่าวว่าเป็นรัฐธรรมนูญโจร เป็นรัฐธรรมนูญที่เอาไปใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับประเทศไม่ได้ ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตนะครับว่าผมเองมีความเห็นที่จะขออนุญาตแบ่งปันให้กับเพื่อนสมาชิก ในเรื่องของการเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญในส่วนของมาตรา ๖๘ ซึ่งหลายคนมองว่ามาตรา ๖๘ ของรัฐธรรมนูญนั้นถ้าพูดไปแล้วความชัดเจนต้องเกิดความชัดเจนในการตีความ ดังนั้น ในมาตรา ๖๘ ไม่มีอะไรมากครับท่านประธาน มีการเพิ่มเติมเพียงเล็กน้อยจากในส่วนเดียว คือการเพิ่มเติมในเรื่องของการให้อัยการสูงสุดตรวจสอบข้อเท็จจริง แล้วเห็นว่าการกระทำ ดังกล่าวขัดต่อวรรคหนึ่งให้อัยการสูงสุดนั้นยื่นคำร้องขอให้กับศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย สั่งการให้เลิกการกระทำดังกล่าว ตรงนี้เท่านั้นเองครับ แต่ปรากฏว่าเพื่อนสมาชิกไปพูด เสียใหญ่โตบอกว่าถ้าไปทำอย่างนี้ขัดต่อหมวด ๓ ว่าด้วยสิทธิและเสรีภาพของชนชาวไทย จริง ๆ แล้วไม่ได้ขัดหรอกครับ สิทธิตรงนั้นทุกคนเองยังมีคงอยู่ แต่ถ้าไม่ทำตรงนี้ให้กระจ่าง มันจะยุ่งอย่างนี้ครับ ผมขออนุญาตกราบเรียนว่ามันมีเหตุและมูลที่เกิดขึ้น ผมจะยกตัวอย่างเปรียบเปรยให้ท่านประธานได้ฟังว่าสิ่งที่ผมพบเห็นแล้วก็ปรากฏอยู่นั้นมีอะไรบ้าง ในบทบัญญัติมาตรา ๖๘ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ปี ๒๕๕๐ แตกต่างกับปี ๒๕๔๐ อย่างไร มาตราเหมือนกันหมดครับ ผิดกันก็คือรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ นั้น มาตรา ๖๓ เขียนไว้ เพียงแต่ถ้อยคำว่า ผู้รู้เห็นการกระทำดังกล่าว เท่านั้นละครับ แต่ในลักษณะของมาตรา ที่เราใช้อยู่คือมาตรา ๖๘ ในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ นั้นเป็นเพียงแต่ผู้ทราบการกระทำ มันมีต่างกันแค่นี้ครับ ผู้รู้เห็นกับผู้ทราบ แต่ส่วนอื่นนั้นเหมือนกันหมด เราเพียงแต่ระบุไว้ เท่านั้นเองครับว่าตรงนี้สมควรที่จะไปผ่านให้กับอัยการสูงสุดเป็นผู้พิจารณา ทีนี้ท่านประธานครับ ได้มีคำวินิจฉัยซึ่งเป็นเรื่องแปลก ผมเองคงขออนุญาตนะครับว่า เมื่อวันที่ ๒๕ พฤษภาคม ๒๕๔๙ โดยศาลรัฐธรรมนูญได้รับคำพิจารณา เรื่องที่พิจารณาคือเรื่องที่ ๑๒/๒๕๔๙ ขออนุญาตเอ่ยนามครับ โดยนายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล ในขณะนั้นเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ได้ขอให้ศาลพิจารณายุบพรรคประชาธิปัตย์ตามรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๔๐ ในมาตรา ๖๓ ศาลบอกอย่างนี้ว่าไปยื่นตรงไม่ได้ เนื่องจากการกระทำการเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครอง ในระบอบประชาธิปไตยโดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตามบทบัญญัติว่าในมาตรา ๖๓ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ ว่ามาตรา ๖๓ มิได้เป็นบทบัญญัติให้ผู้ร้องมีสิทธิยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อขอให้ยุบพรรคการเมืองได้โดยตรง แต่จะต้องดำเนินการตามรัฐธรรมนูญในมาตรา ๖๓ วรรคสอง โดยเสนอเรื่องให้กับอัยการสูงสุดตามการตรวจสอบข้อเท็จจริงและยื่นคำร้อง ต่อศาลรัฐธรรมนูญ ท่านประธานครับ แสดงว่าการที่นายสุรพงษ์ยื่นไปในขณะนั้น เพื่อยุบพรรคประชาธิปัตย์นั้นไม่เป็นผลครับ เขาบอกว่าให้ไปผ่านในส่วนของอัยการสูงสุด ซึ่งคำวินิจฉัยดังกล่าวเป็นคำวินิจฉัยที่เป็นความชัดเจน แต่ในขณะเดียวกันเมื่อวันที่ ๑๓ ผมเปรียบเทียบให้ฟังนะครับ เมื่อวันที่ ๑๓ กรกฎาคม ๒๕๕๕ ได้มีคำร้อง แต่เปลี่ยน รัฐธรรมนูญแล้วนะครับ อันนั้นปี ๒๕๔๙ อันนี้ปี ๒๕๕๐ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ กับปีที่ถัดมา คือปี ๒๕๕๐ เขาบอกว่า ในคำวินิจฉัย ที่ ๑๘-๒๒/๒๕๕๕ วันที่ ๑๓ กรกฎาคม ๒๕๕๕ คำร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๖๘ กรณีเสนอแก้ไข รัฐธรรมนูญ โดยศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตามมาตรา ๖๘ วรรคสอง ซึ่งบัญญัติไว้ในลักษณะ เดียวกับมาตรา ๖๓ ในปี ๒๕๔๐ เหมือนกันนะครับ ในขณะนั้นผู้ทราบการกระทำจะใช้สิทธิ ยื่นคำร้องให้อัยการสูงสุดตรวจสอบข้อเท็จจริงและยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ หรือจะยื่นคำร้อง ให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยสั่งการโดยตรงก็ได้ เป็นคำวินิจฉัยที่มันดูแปลกแตกต่างจากในปี ๒๕๔๙ ซึ่งท่านสุรพงษ์เป็นผู้ยื่น ดังนั้นคำวินิจฉัยทั้ง ๒ อันนี้ ปี ๒๕๔๙ ก็ขัดแย้งกับปี ๒๕๕๕ ดังนั้นผมมองว่าความสับสนวุ่นวายในขณะนี้เกิดขึ้นแล้วครับท่านประธาน ยังมีตัวอย่างอีก ซึ่งผมมองว่าในกรณีมาตรา ๖๘ อันเดียวกันอีกครับ มีคำวินิจฉัยในขณะที่นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ได้ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ เมื่อวันที่ ๕ พฤศจิกายน ๒๕๕๕ ขอให้เสธ. อ้าย เสธ. อ้ายก็คือ พลเอก บุญเลิศได้เลิกการกระทำนัดประชาชนล้มรัฐบาลที่จะก่อให้เกิดปัญหา ในวันที่ ๒๔-๒๕ เมษายน ในลักษณะของการขัดต่อเสรีภาพการชุมนุมดังกล่าว ก็เลยมีคำวินิจฉัย ออกมาครับว่า คำวินิจฉัยแทนที่จะได้ดำเนินการโดยเร็ว ๑๗ วันในการยื่นคำร้องออกมา ปรากฏว่าไม่เป็นเหตุ เมื่อไม่เป็นเหตุก็ยกครับ แต่ผมกำลังมองว่าในขณะวันนี้ที่พวกเรา กำลังพิจารณามันก็มีเรื่องที่ผิดปกตินะครับ เพราะว่าครั้งที่แล้วเมื่อวันที่ ๒๙ พฤษภาคม ๒๕๕๕ ขออนุญาตนะครับ พลเอก สมเจตน์ บุญถนอม ท่าน ส.ว. นี่ละครับกับคณะก็ไปยื่น เช่นเดียวกันครับ ยื่นตีความรัฐธรรมนูญว่าผิดหรือขัดหรือเปล่าในมาตรา ๒๙๑ ก็เป็นเหตุให้มี การพิจารณาออกมา แล้วผมถามว่าอันนี้ยื่นตรงได้ แล้วก็ยื่นได้เร็วในการพิจารณา เช่นเดียวกันกับเมื่อสักครู่เพื่อนสมาชิกคุณสมชาย แสวงการ กับคณะไปยื่นอีกละครับ ยื่นเมื่อ วันที่ ๒ เมษายน วันนี้วันที่ ๓ ขณะนี้เวลา ๑๖.๑๕ นาฬิกา ออกมาแล้วครับคำพิพากษา ผมถึงมองว่าคำวินิจฉัยต่าง ๆ ของศาลรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นศาลที่ทุกคนเองเชื่อมั่นว่าถ้าเกิด เหตุการณ์ในบ้านเมืองไม่สามารถที่จะหาทางออกได้ ศาลนี่ละครับจะเป็นที่พึ่งในการ ดำเนินการต่าง ๆ แต่ปรากฏออกมาแต่ละส่วนมีคำพิพากษาที่ดูเหมือนว่าผิดแผกแตกต่าง ออกไป การรับสำนวน การดำเนินการ ผมจึงขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานครับว่า ในลักษณะอย่างนี้ถ้าบอกว่าศาลต่าง ๆ ที่ใช้อยู่คือศาลสถิตยุติธรรมมันมีขั้นตอนต่าง ๆ จะไป ส่งยื่นกับศาลเองคงไม่ได้ จะไปส่งฟ้องเองคงไม่ได้ถ้าเป็นเรื่องอาญา เป็นเรื่องที่ผิดปกติ ก็จะต้องมีอัยการซึ่งทำหน้าที่ในการที่จะส่งฟ้อง แต่ถ้าเป็นเรื่องปกติทางแพ่งก็สามารถ ส่งฟ้องเป็นปกติได้แล้วมีการนำสืบสวนต่าง ๆ แต่ขณะนี้การบังคับใช้หรือวิธีการปฏิบัติของศาล ดูเหมือนว่ามันจะยุ่งยากหรือวุ่นวาย ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตครับ ในส่วนหนึ่ง ผมต้องยอมรับว่ากระบวนการของทางศาลเราคงไม่ไปแตะหรือก้าวล่วงในวิธีการ แต่เราเอง ก็จะต้องมองว่าในส่วนวิธีการต่าง ๆ เหล่านี้สภาแห่งนี้เป็นคนพิจารณา สภาเป็นแหล่งกำเนิด แต่มีหลายคนที่เป็นเพื่อนสมาชิกมักจะบอกกล่าวว่าเอาคำพิพากษาของศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งพวกเราเป็นคนตั้งองค์กรนี้ละครับเป็นตัวบุคคล จะมาด้วยชอบหรือไม่ชอบ แต่เขาเป็น คนพิจารณาไปบอกกล่าวว่าจะต้องเอาคำวินิจฉัยมาเขียนเป็นข้อกฎหมาย มีใครล่ะครับดูถูก ภูมิปัญญาสมาชิกรัฐสภาหรือครับ ฝ่ายค้านผมฟังมาบอกว่าควรจะเอามาเป็นบรรทัดฐาน ผมกำลังเสนอครับว่าบรรทัดฐานของศาลเองในเรื่องรับหรือไม่รับในเรื่องของเวลาก็ต่างกัน ออกไป เพราะฉะนั้นจะเอาตัวนี้เป็นตัวตั้งไม่ได้ ผมขออนุญาตครับท่านประธาน มีบางส่วน ซึ่งก็เป็นประโยชน์ในการพิจารณาในเรื่องของรัฐธรรมนูญในบางตอนซึ่งผมมองว่าเป็นเรื่องสำคัญ ผมเองคงขออนุญาตท่านประธานว่าจะอัญเชิญพระราชดำรัสตอนหนึ่งในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในวโรกาสพระราชทานให้กับประธานศาลปกครองสูงสุด นำตุลาการศาลปกครองสูงสุด เข้าเฝ้าเพื่อถวายสัตย์ปฏิญาณก่อนเข้าดำรงตำแหน่ง เมื่อวันอังคารที่ ๒๕ เมษายน ๒๕๔๙ ความหนึ่ง “ข้าพเจ้ามีความเดือดร้อนมากที่เอะอะก็มาขอพระราชทานนายกรัฐมนตรีพระราชทาน ซึ่งไม่ใช่การปกครองในระบอบประชาธิปไตย ถ้าไปอ้างมาตรา ๗ ของรัฐธรรมนูญเป็นการอ้างที่ผิด มันอ้างไม่ได้ ในส่วนของมาตรา ๗ มี ๒ บรรทัดว่า อะไรที่ไม่มีในรัฐธรรมนูญก็ให้ปฏิบัติ ตามประเพณีหรือตามที่เคยทำมา เขาอยากจะได้นายกรัฐมนตรีพระราชทาน เป็นต้น จะขอนายกรัฐมนตรีพระราชทานไม่ใช่เป็นเรื่องการปกครองในระบอบประชาธิปไตย เป็นการปกครองแบบ ขอโทษ พูดแบบมั่ว ๆ ไม่มีเหตุไม่มีผล” นี่คือพระราชดำรัส เพราะฉะนั้นอะไรก็ตามในสภาแห่งนี้ที่เป็นกฎหมายที่เคยปฏิบัติมาเราอย่าไปทำให้มันผิดต่อวิธีการ เพราะรัฐธรรมนูญเขียนไว้ในส่วนต่าง ๆ ที่ผมมองว่าสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ละที่เป็นพระราชดำรัส ทรงดำรัสให้กับศาลทั้งหลายที่เข้าเฝ้าปฏิญาณตนในขณะนั้น ท่านประธานครับ สภานี่เป็น ตัวอย่าง ถ้าสภาแห่งนี้ไม่ทำตัวอย่างที่ดีที่เหมาะสมให้กับประชาชนโดยไปหยิบยกหยิบโยง สิ่งต่าง ๆ ที่กล่าวอ้างว่าถ้าแก้ไขรัฐธรรมนูญแล้วเกิดความยุ่งยาก เกิดความเดือดร้อน ผมว่าสภาแห่งนี้ต้องไปฟังบุคคลหรือกลุ่มคนที่มาจากไหนก็ไม่ทราบ และผมขออนุญาตกราบเรียน ท่านประธานว่าบางสิ่งบางอย่างนี้เราเองกำลังงงตัวเองครับว่าสิ่งที่ถูกไม่ทำ ไม่เดิน สิ่งที่ไม่ถูก เราก็มาเสียดสี ใส่ร้ายป้ายสีกันในสภาอ้างว่า ส.ว. เป็นสภาทาสบ้าง อ้างว่า ส.ส. เป็นลูกจ้าง เป็นขี้ข้าบ้าง นี่เข้าตัวเองหมดนะครับ แล้วรัฐสภาแห่งนี้จะมีศักดิ์ศรีอย่างไรครับท่านประธาน รวมถึงท่านประธานเองครับที่ถูกกล่าวร้ายป้ายสีมาโดยตลอด ผมขออนุญาตกราบเรียน ท่านประธานต่อสักนิดหนึ่งว่าขณะนี้สภาของเรากำลังทำเรื่องที่ดี การแก้ไขรัฐธรรมนูญ มันชอบด้วยกฎหมาย แต่ถ้าเมื่อไรท่านยื่นลงไปแล้วคนอื่นก็ยื่นตาม ถ้าเราไม่แก้ไขในมาตรา ๖๘ ที่ผมได้อภิปรายมันก็จะเป็นการยุ่งยากในการที่จะยื่นกฎหมายต่อไปในอนาคตและเป็นเรื่อง ของการตีความที่ผมได้หยิบยกตัวอย่างต่าง ๆ เหล่านี้ ท่านประธานครับ ผมขออนุญาต กล่าวลึกลงไปหน่อยเป็นความคิดเห็นส่วนตัว เรื่องความโปร่งใส ไม่โปร่งใสในการพิจารณา ของศาลรัฐธรรมนูญ หรือศาลใด ๆ ก็ตามเราคงไม่ไปใช้คำวินิจฉัย เพราะว่าคำวินิจฉัย ที่แตกต่างกันในแต่ละส่วน แต่ละองค์คณะนั้นแตกต่างกันครับ เมื่อสักครู่ผมยกตัวอย่างแล้ว แต่ขณะเดียวกันนี้วันนี้ท่านประธานครับ การครอบงำของสภา สภาแห่งนี้เท่ากันหมดครับ มือเหมือนกันกดได้เหมือนกัน อย่าไปแอบอ้างว่าคนโน้นอาวุโสคนนี้อาวุโส ความอาวุโส มีเพราะว่าท่านเลือกก่อน ท่านมาก่อน คนที่เลือกน้อยกว่า สมัยประชุมน้อยกว่า หรือเป็น คนเข้ามาใหม่ แต่ศึกษาเรียนกันทันครับ บางคนน้อง ๆ เพิ่งเข้ามาเก่งกว่าผมอีกครับ ผมก็ ยอมรับมีความรู้ความสามารถ แต่อย่าไปแอบอ้างบอกว่าคนนี้เป็นคนอาวุโสแล้วต้องทำตาม ปฏิบัติตามผมไม่เชื่อหรอกครับ คนอาวุโสบางทีก็หลุด ๆ บ้าง ท่านประธานครับ ผมจึง ขออนุญาตว่าในขณะนี้ภายใต้ศาลรัฐธรรมนูญ ถ้าแปรญัตติได้ผมอยากจะแปรญัตติครับ ศาลรัฐธรรมนูญที่เลือกขึ้นมา ๗ คนที่เป็นอรหันต์ชี้โน่นชี้นี่ ยุบพรรคการเมือง ยุบเสียจน ผมไปนั่งฟังตอนพรรคไทยรักไทยนั่งอยู่ ๑๒ ชั่วโมง ฟังพรรคประชาธิปัตย์เสร็จไม่ยุบ ฟังของเราถูกยุบมันรู้สึกแค้นครับ แค้นในที่นี้หมายถึงอะไรครับ คือนั่งฟังแล้วดูเหมือนจะดี แต่สุดท้ายบอกว่ายุบ ฟังแล้วมันงงครับ แต่ไม่เป็นไรครับเป็นคำวินิจฉัยของศาล แต่ทำให้ มวลสมาชิกต่าง ๆ ของพรรคไทยรักไทยเดิม ๑๒ กว่าล้านคนในขณะนั้นขาดโอกาส การเมือง เปลี่ยนทันที นอกจากเปลี่ยนแล้วมายุบตอนหลังพรรคพลังประชาชนเปลี่ยนหนักเข้าไปใหญ่ คนที่เป็นฝ่ายค้านได้เป็นฝ่ายรัฐบาล คนที่ได้รับการเลือกตั้งส่วนหนึ่งที่เข้ามาอยู่กับพรรคพลังประชาชน ในขณะนั้นท่านประธานทราบไหมครับ เขาเลือกคนนั้นมาอยู่กับพรรคพลังประชาชน แต่พอ ยุบพรรคแล้วนี่มันกระจัดกระจายครับ ไปอยู่พรรคโน้นพรรคนี้เลือกตั้งกันใหม่เปิดโอกาสครับ เปิดโอกาสให้เกิดการเมืองใหม่ เปิดโอกาสที่ทำให้เกิดความวุ่นวายยุ่งเหยิงในประเทศในขณะนี้ ผมจึงขออนุญาตครับว่าที่ผมกล่าวมานี่ผมมีวัตถุประสงค์อันหนึ่งว่าถ้าจะแปรญัตติ หรือจะเปลี่ยนแปลงนี่ขอเปลี่ยนอย่างนี้ครับ องค์คณะของศาลที่มาจากโดยตำแหน่ง การคัดสรรของ ส.ว. เปลี่ยนเสียเถอะครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ท่านวิชาญครับ มันไม่ได้ อยู่ในประเด็นของการแก้รัฐธรรมนูญ

นายวิชาญ มีนชัยนันท์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร

มีครับท่านประธาน

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ในร่างมีหรือเปล่า ถ้าไม่มี ท่านอย่าไปกล่าวถึงนะครับ

นายวิชาญ มีนชัยนันท์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร

เพียงแต่เสนอความคิดเห็นที่เกิดความวุ่นวายผมว่าใช้องค์คณะจากศาลฎีกา ศาลอุทธรณ์ เป็นตำแหน่งดีกว่าเพื่อที่จะให้เกิดความรอบคอบแล้วไม่ต้องสรรหาครับ ขออนุญาตครับ สุดท้ายผมเห็นด้วยกับการยกร่างของกฎหมายทั้ง ๓ ฉบับ ถึงแม้ว่าจะไม่มีโอกาสมีเวลา ได้อภิปรายทั้ง ๓ ฉบับด้วยเวลาอันจำกัด ผมก็มีความเห็นว่ากฎหมายทั้ง ๓ ฉบับนั้น เป็นกฎหมายที่มีความเหมาะสม และเป็นกฎหมายที่จะต้องบังคับใช้เพื่อให้ประเทศของเรานั้น สามารถเดินหน้าและรุดหน้าต่อไปครับ กราบขอบพระคุณครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ถึงท่านธานี อ่อนละเอียด ๘ นาทีนะครับ

นายธานี อ่อนละเอียด สมาชิกวุฒิสภา ภาคอื่น

กราบเรียนท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพ กระผม นายธานี อ่อนละเอียด สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ผมจะขอเสนอความคิดเห็นใน ๒ ประเด็นสั้น ๆ ใช้เวลารัฐสภาไม่มาก

ในประเด็นแรกเลย คือประเด็นเรื่องการขอแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา ๖๘ ซึ่งมาตรา ๖๘ นี้บัญญัติไว้ในหมวด ๓ ของรัฐธรรมนูญว่าด้วยสิทธิและเสรีภาพของปวงชนชาวไทย สิทธิเสรีภาพของประชาชนเป็นหลักการที่สำคัญ เพราะสิทธิเสรีภาพของประชาชนนั้น ก่อให้เกิดพลังแห่งการสร้างสรรค์ พลังในการสร้างสรรค์นั้นจะทำให้เกิดผลดีต่อวิถีชีวิต ของประชาชน ฉะนั้นหลักการที่สำคัญในระบอบประชาธิปไตยจะต้องส่งเสริมและให้ หลักประกันในเสรีภาพของประชาชน บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญจึงเห็นความสำคัญ บัญญัติไว้อยู่ในมาตราต้น ๆ ของรัฐธรรมนูญ ในเมื่อรัฐธรรมนูญให้ความสำคัญเช่นนี้นะครับ บทบัญญัติของมาตรา ๒๖ ซึ่งบัญญัติไว้ว่า สิทธิเสรีภาพของประชาชนย่อมได้รับการคุ้มครอง การใช้อำนาจโดยองค์กรของรัฐทุกองค์กร ต้องคำนึงถึงศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิ และเสรีภาพ ตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้ นอกจากนี้ในมาตรา ๒๗ ก็บัญญัติไว้ โดยชัดเจนว่า สิทธิและเสรีภาพที่รัฐธรรมนูญนี้รับรองไว้โดยชัดแจ้ง โดยปริยายหรือโดย คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ ย่อมได้รับความคุ้มครองและผูกพันรัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล รวมทั้งองค์กรตามรัฐธรรมนูญและหน่วยงานของรัฐโดยตรงในการตรากฎหมาย การใช้บังคับ กฎหมาย และการตีความกฎหมายทั้งปวง ฉะนั้นเมื่อศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัย ที่ ๑๘-๒๒/๒๕๕๕ วินิจฉัยว่าสิทธิในการร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญในกรณีพบเห็นการกระทำ ความผิดตามมาตรา ๖๘ นั้น ประชาชนสามารถยื่นตรงต่อศาลรัฐธรรมนูญได้หรือจะใช้สิทธิ ผ่านอัยการ การขอแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญโดยตัดช่องทางในการที่ประชาชนจะยื่นตรง ต่อศาลรัฐธรรมนูญโดยอ้างเหตุผลว่าเพื่อให้เกิดความชัดเจน ผมก็ไม่ทราบว่าชัดเจนอย่างไร ชัดเจนก็คือว่าตัดช่องทาง ๒ ช่องทาง เหลือช่องทางเดียวที่ประชาชนจะใช้สิทธิในการร้องต่อ ศาลรัฐธรรมนูญผ่านทางอัยการเท่านั้น ในเมื่อหมวด ๓ ว่าด้วยสิทธิและเสรีภาพของชนชาวไทยนั้น บัญญัติไว้โดยชัดแจ้งอย่างที่กล่าวมาข้างต้นนี้ การที่ไปยื่นญัตติขอแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ มาตรา ๖๘ จำกัดสิทธิประชาชน ด้วยความเคารพ กระผมไม่เห็นด้วย

สำหรับในประเด็นเรื่องที่มาของสมาชิกวุฒิสภาซึ่งมีประเด็นที่ถกเถียงกันอยู่ ๒ ประเด็นก็คือว่า ให้สมาชิกวุฒิสภาไม่ต้องเว้นวรรคทางการเมือง แล้วก็ตัดสิทธิสมาชิก วุฒิสภาแบบสรรหา เพราะไม่ได้ยึดโยงกับประชาชน เป็นการเลือกโดยบุคคล ๗ คน ไม่เป็น ประชาธิปไตย ๒ เหตุผลดังที่ได้กราบเรียนมาแล้วก็มีการอภิปรายมา ๒ วันเศษนี้ ก็จะเห็นได้ว่า ผมจะขอเสนอเป็นทางออกอันหนึ่งก็คือว่า ต้องยอมรับว่าการเลือกตั้งแต่ละครั้งจะได้ กลุ่มบุคคลเพียงไม่กี่กลุ่มเข้ามาในสภา แต่บทบาทหน้าที่ของวุฒิสภาจำเป็นจะต้องมี ความหลากหลายของความรู้ความสามารถ การที่ได้บุคคลซึ่งมีความหลากหลายถึง ๕ ประเภท อย่างกรณี ส.ว. สรรหาผมคิดว่ายังมีประโยชน์และน่าจะต้องดำเนินการต่อ แต่แทนที่จะมาจากการสรรหาโดย ๗ คน ก็อาจจะเปลี่ยนมาเป็นมาจากการเลือกตั้ง แบบบัญชีรายชื่อโดยให้ ๕ กลุ่มวิชาชีพเหมือนเดิม กลุ่มละ ๑๕ คน รวม ๗๕ คน ท่านใด จะสมัครกลุ่มใดก็สมัครไป แล้วให้ประชาชนเลือกทั้งประเทศโดยเอาเขตประเทศเป็นเขต เลือกตั้ง ก็จะได้ ส.ว. ซึ่งมาจากความหลากหลายของวิชาชีพถึง ๕ กลุ่ม กลุ่มละ ๑๕ คน รวม ๗๕ คน แล้วก็มี ส.ว. แบบแบ่งเขตอีก ๑๒๕ คน ประสมประสานกัน รวมทั้งหมด ๒๐๐ คน ก็จะแก้ปัญหาได้ แก้ปัญหาเดิมที่ว่าสมาชิกวุฒิสภาเป็นสภาตรายาง เป็นสภาข้างหมอน พอหลังจากปี ๒๕๕๐ ข้อครหานั้น ๆ ก็หมดไป ความดีอันนี้ยังคงอยู่ แต่เปลี่ยนจากระบบ การสรรหามาเป็นระบบเลือกตั้งโดยเอาเขตประเทศเป็นเขตเลือกตั้งก็จะแก้ปัญหาได้ดี ผมก็ขอกราบเรียนเสนอเพื่อให้กรรมาธิการที่จะพิจารณาในวาระที่สองได้พิจารณาในการที่จะ แปรญัตติ ท้ายนี้กระผมเองกราบเรียนมาโดยที่ให้ความเห็น ไม่ได้มีอคติหรือมีความลำเอียง แต่ประการใด ให้ความคิดเห็นอย่างตรงไปตรงมาซึ่งอาจจะเป็นประโยชน์ต่อสมาชิกรัฐสภา ในการพิจารณาตามความเหมาะสมเพื่อประโยชน์ เพื่อความสุขแก่ประชาชนและประเทศชาติ สืบไปครับ ขอบพระคุณครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ท่านพงศกร อรรณนพพร ครับ ท่านมีเวลา ๑๕ นาทีนะครับ เชิญครับ

นายพงศกร อรรณนพพร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ 🔗

ขอบคุณ ท่านประธานครับ กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายพงศกร อรรณนพพร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย จากจังหวัดขอนแก่น ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา ก่อนอื่นต้องขออนุญาตท่านประธานและเพื่อนสมาชิกด้วยความเคารพนะครับว่า วันนี้พวกเราได้ลงชื่อในการที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้ง ๓ ร่าง แต่สิ่งสำคัญที่เราฟังกันมา ๒ วัน๓ วันนี้ ก็อยากให้พี่น้องประชาชนซึ่งรับฟังแล้วก็ดูทีวีทางบ้านได้รับทราบปัญหาต่าง ๆ ในการที่ เพื่อนสมาชิกรัฐสภาได้วิพากษ์วิจารณ์กฎหมายรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ในวันนี้ ก่อนอื่นต้อง ขออนุญาตที่จะเรียนประธานรัฐสภาถึงพี่น้องประชาชน แล้วก็อยากถามเพื่อนสมาชิกรัฐสภา ทุกท่านว่าระหว่างกฎหมายของคณะปฏิวัติแล้วก็กฎหมายของระบอบประชาธิปไตย อันไหนมันดีกว่ากัน ย้ำอีกคำหนึ่งนะครับว่า กฎหมายจากการปฏิวัติและกฎหมายที่มาจาก พี่น้องประชาชนหรือระบอบประชาธิปไตยอันไหนดีกว่ากัน บางคนพูดว่าปฏิวัติรัฐประหาร อาจจะสะใจแต่ไม่ถูกต้อง แต่ระบบประชาธิปไตยนั้นถูกต้องแต่อาจจะไม่ถูกใจ เพราะฉะนั้น สิ่งที่พวกเราได้รับฟังเพื่อนสมาชิกในสภาแห่งนี้อภิปรายกันโดยวาทะทางการเมือง การพูดดี การพูดซ้ำแล้วซ้ำอีกในสิ่งที่ไม่ถูกต้องฟังแล้วก็เคลิบเคลิ้มเหมือนกับพระที่ท่านได้พร่ำสอนนะครับ สวดมนต์ศีล ๑ ถึงศีล ๕ ฟังกันอยู่ทุกวัน แต่มีบางคนเพื่อน ๆ ชวนไปเสพเมถุนบอกว่า เมถุนนี่ดีจังเลยก็เคลิ้มไปในตรงนั้น เพราะฉะนั้นสิ่งนี้ผมถึงต้องได้เริ่มต้นอารัมภบท ให้พี่น้องประชาชนทางบ้านได้รับทราบ จริง ๆ แล้วขออนุญาตที่จะต้องเรียนถึงกฎหมาย รัฐธรรมนูญตั้งแต่ปี ๒๕๔๐ ซึ่งถือว่าเป็นรัฐธรรมนูญที่ดีที่สุดฉบับหนึ่งของประเทศไทย มาจาก สสร. ลงไปฟังความคิดเห็นของพี่น้องประชาชน กฎหมายรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ นั้น ได้เริ่มใช้จริง ๆ ก็คือปี ๒๕๔๔ ในการเลือกตั้งครั้งแรกใช้มาถึงปี ๒๕๔๙ เกิดการปฏิวัติรัฐประหาร นี่คือรัฐธรรมนูญที่ดีที่สุดฉบับหนึ่งของประเทศไทยที่มาจากพี่น้องประชาชน ในครั้งนั้น พวกเราพี่น้องประชาชนคนไทยและแม้แต่สมาชิกรัฐสภาเอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเอง คงปฏิเสธไม่ได้ว่าเป็นกฎหมายที่ดีที่สุด แต่การมีกฎหมายที่ดีที่สุดนั้นก็ไม่ใช่ว่าจะไม่มี ข้อบกพร่อง จริง ๆ แล้วพวกเราก็จะมีการเตรียมในการที่จะแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ แต่เกิดการปฏิวัติรัฐประหารในปี ๒๕๔๙ เกิดขึ้นมาก่อน หลังจากเกิดการปฏิวัติรัฐประหาร เราก็ได้รัฐธรรมนูญจากชุดของคณะปฏิวัติรัฐประหารก็คือรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ซึ่งถือว่า เป็นปีที่พวกเราใช้อยู่ ณ ปัจจุบันนี้ ณ วันนี้พี่น้องประชาชนหรือแม้แต่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกรัฐสภาเองก็คงจะเห็นข้อบกพร่องในกฎหมายรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ในฉบับนี้แล้ว อย่างมากมาย แต่วันนี้การแก้ไขทั้ง ๓ ร่างนั้นผมยังถือว่าเป็นการแก้ไขเพียงน้อยนิด ยังมีอีก หลายมาตราในการที่จะต้องแก้ไขในกฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับนี้ให้สมบูรณ์แบบ และวันนี้นั้น ทั้ง ๓ ร่างที่ผมจะต้องหยิบยกและหยิบขึ้นมาพูดก็คือร่างที่ ๓ เกี่ยวกับมาตรา ๖๘ แล้วก็ มาตรา ๒๓๗ ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องที่สำคัญ ในมาตรา ๖๘ นั้นหลายท่านอภิปรายอย่างมากมายเกี่ยวกับสิทธิพิทักษ์รัฐธรรมนูญ ของประชาชน ถ้าเห็นการกระทำความผิด หรือมีการริเริ่มก่อตั้งในการได้มาซึ่งอำนาจ การปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขโดยมิถูกต้อง ตามรัฐธรรมนูญฉบับนี้แล้วนั้น ให้คนที่เห็นเหตุการณ์นั้นได้ไปแจ้งต่อ อสส. ก็คืออัยการสูงสุด และศาลรัฐธรรมนูญ นี่คือมาตรา ๖๘ ที่เขียนไว้ ผมเองก็อยากสอบถามไปถึงเพื่อนสมาชิกว่า ที่เราอภิปรายกันทั้งหมดนั้นเคยคิดถึงคนที่โดนร้องไปหรือเปล่า สิทธิในการพิทักษ์ผู้ถูกร้อง พวกเราไม่พูดถึงเลย ณ วันนี้คนร้องแค่ ๑ คน วันนี้ก็ร้องอีกแล้วครับ ร้องถึงศาลรัฐธรรมนูญ ว่าผิดกฎหมายรัฐธรรมนูญที่พวกเราทั้งหมด ๓๐๐ กว่าคนลงชื่อในการแก้ไขทั้ง ๓ ร่าง บอกว่าผิดตามมาตรา ๖๘ ก็เป็นความโชคดี เห็นเพื่อนสมาชิกบอกว่าศาลรัฐธรรมนูญ ได้วินิจฉัยไปแล้วก็ดีใจ ก็ต้องขอขอบคุณ แต่สิ่งที่สำคัญ ถ้าเกิดศาลรัฐธรรมนูญไม่ได้ตัดสิน หรือวินิจฉัยแบบนี้อะไรจะเกิดขึ้น สิทธิของผู้ถูกร้องก็คือสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา ทั้ง ๓๐๐ กว่าท่าน พรรคการเมืองอีกหลายพรรคการเมืองซึ่งโดนร้อง เข้าไปนั้น ถ้าเกิดศาลรัฐธรรมนูญรับร้องในเรื่องนี้แล้วมีการวินิจฉัยออกมาว่าเป็นการขัดต่อ มาตรา ๖๘ ยุบพรรคการเมือง ตัดสิทธิผู้ที่เป็นกรรมการบริหารพรรค ตัดสิทธิผู้ที่ลงชื่อ ไปทั้งหมด อะไรเกิดขึ้น ความวุ่นวายของประเทศนี้เกิดขึ้นอย่างมากมาย ท่านประธาน ที่เคารพครับ สิทธิที่ผมอยากเรียกร้องในการที่ผู้ถูกร้องอย่างกรณี ๑ คนไปร้อง แล้วบอกว่า พรรคการเมืองนี้ละ แล้วก็กลุ่มสมาชิกของพรรคการเมืองนี้ละทำผิดกฎหมายรัฐธรรมนูญ ทำผิดมาตรา ๖๘ ได้มาซึ่งอำนาจที่ไม่ถูกต้อง จะต้องตัดสิทธิกลุ่มคนเหล่านี้ ผมอยากถาม ต่อเนื่องไปว่าถ้าเกิดสมมุติว่ามีประชาชนส่วนหนึ่งไปร้องกลุ่มบุคคลอีกกลุ่มหนึ่ง ซึ่งไม่ใช่ พรรคการเมือง ซึ่งไม่ใช่สมาชิกพรรคการเมือง สิ่งที่ผู้ถูกร้องจะได้รับการตอบสนองโดย ความถูกต้องนั้นคืออะไร เพราะว่าถ้าเกิดศาลรัฐธรรมนูญได้ชี้ลงมานั้นเป็นอาญาแผ่นดิน เป็นกบฏของแผ่นดิน ผมถึงต้องเรียกร้องในเรื่องนี้ว่ากระบวนการของความถูกต้องนั้น ประชาชนทุกคนมีสิทธิพิทักษ์รัฐธรรมนูญ แต่ต้องร้องผ่านกระบวนการก่อนที่จะถึง ศาลรัฐธรรมนูญ ก็คือต้องมีการไต่สวน พิพากษา ไต่สวนหาพยานหลักฐานทั้งหลายทั้งปวงก่อน ก็ต้องผ่านอัยการสูงสุด แล้วก็ต้องขออนุญาตเรียนกับท่านประธานด้วยความเคารพ ถึงพี่น้องประชาชนว่าอัยการสูงสุดนั้นเป็นองค์กรอิสระ ไม่ได้ขึ้นตรงต่อกระทรวงยุติธรรม สมัยก่อนขึ้นตรงต่อกระทรวงมหาดไทย แต่ ณ วันนี้เป็นองค์กรอิสระ แล้วไม่ใช่ตัวบุคคล เป็นองค์กร เป็นสถาบัน ซึ่งจะต้องรับเรื่องการพิจารณากลั่นกรองก่อนสำหรับประชาชน ผู้ซึ่งจะพิทักษ์รัฐธรรมนูญฉบับนี้ กลั่นกรองเรียบร้อย อัยการสูงสุดพร้อมองค์คณะทั้งหมด ส่งเรื่องถึงศาลรัฐธรรมนูญ ศาลรัฐธรรมนูญก็ต้องไต่สวนตามที่อัยการได้นำส่งเรื่องมา ซึ่งเรื่องนี้เป็นกระบวนการยุติธรรมซึ่งให้ความเป็นธรรมกับทุกส่วน ทั้งผู้ร้องที่จะพิทักษ์ รัฐธรรมนูญ ทั้งผู้ถูกร้องในทุกภาคส่วน กลุ่มบุคคลนี้หรือพรรคการเมืองนี้กระทำผิด ซึ่งการชี้ขาดลงมานั้นมันมีผลกระทบอย่างมากมาย ไม่ใช่เฉพาะตัดสิทธิพรรคการเมือง ยุบพรรคการเมือง ตัดสิทธิกรรมการบริหารพรรค หัวหน้าพรรค แต่สิ่งที่สำคัญ สมาชิกพรรค อีกเป็นล้าน ๆ คนซึ่งจะต้องเสียสิทธิตามไปด้วย เพราะฉะนั้นสิ่งนี้ผมถึงต้องขออนุญาต กราบเรียนว่าในร่างที่ ๓ มาตรา ๖๘ ยึดโยงไปถึงมาตรา ๒๓๗ มาตรา ๒๓๗ ก็เช่นเดียวกัน การกระทำผิดกฎหมายการเลือกตั้งซึ่งผิดต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย หรือผิดต่อ รูปแบบกติกาของคณะกรรมการการเลือกตั้ง ซึ่งได้ตราไว้ว่าการได้มาซึ่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร การได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา ถ้าทำผิดกฎหมายของคณะกรรมการการเลือกตั้ง และผู้ที่ กระทำความผิดนั้นต้องถูกเพิกถอนสิทธิในการเลือกตั้งนั้นไป แต่ถ้าเกิดกรรมการ บริหารพรรค หัวหน้าพรรค ซึ่งอาจจะรู้เห็นหรือปล่อยปละละเลยให้สมาชิกผู้ซึ่งลงสมัคร รับเลือกตั้ง ส.ส. หรือ ส.ว. ทำผิดเลือกตั้งนั้น ถ้าคณะกรรมการการเลือกตั้งได้รับ การร้องเรียนและมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่า ท่านประธานที่เคารพครับ แค่ควรเชื่อได้ว่านั้น คณะกรรมการการเลือกตั้งสามารถที่จะยุบ สามารถที่จะตัดสิทธิหัวหน้าพรรค สามารถที่จะตัดสิทธิกรรมการบริหารพรรคการเมือง และผู้ลงสมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แล้วก็ตัดสิทธิยุบพรรคการเมือง พร้อมกับตัดสิทธิในการดำรงตำแหน่งทางการเมืองอีก ๕ ปี ซึ่งถือว่าร้ายแรงที่สุด เราคงจำได้ที่ผ่าน ๆ มาตั้งหลายยุคหลายสมัยก่อนจะถึงรัฐธรรมนูญ ฉบับนี้ เราพูดกันมาโดยตลอดว่าบ้านเมืองนี้ ประเทศไทยของเรานี้จริง ๆ ด้านเศรษฐกิจเดินได้ ด้วยตัวของเขาเอง เดินได้ด้วยดีมาก แต่สิ่งหนึ่งที่ฉุดรั้งเขามาโดยตลอดเขาบอกว่าการเมือง การเมือง เศรษฐกิจ สังคม เขาบอกเศรษฐกิจประเทศนี้ไปไหนมาไหนไม่ได้หรอกเนื่องจากว่า การเมืองของพวกเราวุ่นวายเหลือเกิน ถ้าการเมืองไม่ฉุดรั้งประเทศไทยของเรานี้ผมคิดว่า ไม่แพ้ประเทศอื่นใดในโลกในการแข่งขันทางด้านการค้า เคยมีนักธุรกิจหลายท่านได้มา บอกว่าขอเถอะในส่วนของการเป็น ส.ส. ขอเถอะในส่วนของการเป็น ส.ว. หรือแม้แต่ การเป็นรัฐบาลเอง ขอว่าถ้าไม่ช่วยภาคเอกชนอย่าฉุดรั้งเขาเลย นี่คือสิ่งหนึ่งที่เรารับรู้ รับทราบมาโดยตลอด และสิ่งที่สำคัญยิ่ง การก่อเกิดเศรษฐกิจที่ไม่มั่นคงก็เนื่องจากว่า การเมืองของเราอ่อนแอเหลือเกิน สมัยก่อนพวกเรากว่าจะเลือกตั้งมาเป็นสมาชิก สภาผู้แทนราษฎรได้นั้นลำบากเหลือเกิน ลำบากในการที่จะต้องมาขอคะแนนเสียง จากพี่น้องประชาชน หลังจากเข้ามาแล้วพี่น้องที่เคารพครับ ท่านประธานที่เคารพครับ การเลือกตั้งนายกรัฐมนตรีสมัยก่อนนั้นนายกรัฐมนตรีไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง จะเลือกใคร ก็ได้ขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรี นี่คือส่วนหนึ่งที่เป็นประชาธิปไตยไม่เต็มใบ หลายสิ่งหลายอย่าง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอยากมาพูดในวงกลมแห่งนี้ อยากเอาความจริงมาเผยแพร่มาเปิดให้ พี่น้องประชาชนรับทราบ แต่สิ่งที่ได้รับจากผู้หลักผู้ใหญ่มานั้นบอกว่าอย่างไร พูดไม่ได้ เรื่องนี้พูดไม่ได้ พูดไปสภาแห่งนี้อยู่ไม่ได้ ขนาดสภาแห่งนี้ไม่เป็นประชาธิปไตยแล้วก็ อยากเรียนถามว่าประชาชนซึ่งเลือกเรามานี่จะเป็นประชาธิปไตยได้อย่างไร อันนี้แค่หยิบยก ทั้ง ๒ มาตรา ความมั่นคงของการเมือง และโดยเฉพาะอย่างยิ่งพรรคการเมืองจะยุบง่าย ๆ ไม่ได้ ทุกส่วนทุกภาคตั้งแต่เป็นประเทศไทยมา พรรคประชาธิปัตย์เอง ต้องขออนุญาต ที่จะเอ่ยนาม ซึ่งเป็นพรรคเก่าแก่หมายเลขก็ ๐๐๑ ท่านเองก็ต้องการสร้างพรรคของท่าน เป็นสถาบัน เช่นเดียวกันพรรคพลังประชาชน มาเป็นพรรคไทยรักไทย มาเป็นพรรคเพื่อไทย พวกเราก็ต้องการสร้างพรรคของพวกเรา ของพวกผมซึ่งรวมกันอยู่ตรงนี้ให้เป็นสถาบัน การเมือง ให้เป็นที่พึ่งที่พิงของพี่น้องประชาชน แต่ ณ วันนี้สิ่งที่มันเกิดขึ้นก็เนื่องจากว่า นักกฎหมายซึ่งเป็นคนเก่งทั้งนั้นในประเทศไทยของเรา แต่ใช้วิธีคิด ใช้วิธีการเป็นนักกฎหมาย ใช้ความคิดแบบศรีธนญชัย ใช้การแปลความและ/หรือแค่นั้น และในการที่จะทำลาย หรือทำร้ายพรรคที่ไม่ใช่เป็นพรรคพวกของตัวเอง สิ่งนี้มันไม่น่าจะเกิดขึ้น ใครทำผิดคนนั้น ต้องรับผิดไป แต่พรรคการเมืองยังต้องคงอยู่ หัวหน้าพรรคการเมืองกระทำผิดหัวหน้าพรรค การเมืองก็ต้องโดนตัดสิทธิไป ผู้ลงสมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ผู้ลงสมัครสมาชิกวุฒิสภา ถ้าทำผิดต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง ต่อกฎหมายการเลือกตั้งคนนั้นก็ตัดสิทธิไป ไม่ใช่ว่า พ่อทำผิดมาตัดสินประหารชีวิตลูก อย่างนี้มันเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง ณ วันนี้เราต้องเอาความจริง มาพูดกัน และในอีกหลาย ๆ มาตราที่ผมอยากพูดถึง แม้แต่มาตรา ๑๙๐ ก็เช่นเดียวกัน ในเมื่อเรามอบหมาย ณ ประเทศไทยแห่งนี้มีอำนาจหลักอยู่ ๓ หลัก อำนาจนิติบัญญัติ อำนาจบริหาร อำนาจตุลาการ ฝ่ายบริหารก็รับมอบอำนาจไปในการบริหารชาติบ้านเมือง การทำสิ่งใดที่ฝ่ายบริหารกระทำความผิดหรือไม่ถูกต้องก็มีองค์กรอิสระตรวจสอบ อย่างมากมาย หรือแม้แต่การที่จะให้ไปเอ็มโอยูหรือเซ็นสัญญากับต่างประเทศก็เช่นเดียวกัน แต่ถ้ารัฐบาลที่ได้รับมอบหมายมาแล้วเป็นฝ่ายบริหารถ้าไปทำให้ประเทศเสียหาย ประเทศชาติล่มจม ก็คงต้องโดนฟ้องจากองค์กรต่าง ๆ และสิ่งที่สำคัญ ก็คงจะโดนฟ้องจากพี่น้องประชาชน ประชาชนก็คงจะไม่เลือกฝ่ายบริหารนั้น หรือพรรคการเมืองนั้นมาบริหารชาติบ้านเมืองนี้ ต่อไป สิ่งนี้เราต้องแยกอำนาจกันอย่างชัดเจน

และอีกส่วนหนึ่งที่อดจะต้องพูดถึงไม่ได้ เราต้องเอาความจริงมาเผยแพร่ มาพูดกันให้มันตรง ๆ แห่งนี้ว่าอย่างการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภาก็เช่นเดียวกัน ผมไม่ได้ดูถูก ไม่ได้ดูแคลนว่าท่านสมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการสรรหานั้นไม่มีความรู้ ไม่มีความสามารถ แล้วก็เช่นเดียวกันผมก็ไม่ดูถูกสมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการเลือกตั้งว่าไม่มีความรู้ ไม่มี ความสามารถ แต่ต้องถามว่าประเทศของเรานี้ปกครองโดยระบอบอะไร ถ้าบอกว่าปกครอง โดยระบอบประชาธิปไตยครึ่งใบ โอเคเรารับได้ แต่ ณ วันนี้เราพูดกันมาโดยตลอดว่าเราเป็นการปกครองโดยระบอบประชาธิปไตยอันมี พระมหากษัตริย์เป็นประมุข แล้วก็มีรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดในการปกครอง ประเทศไทย กฎหมายสูงสุดถ้าไม่แก้ไขให้ถูกต้อง ประชาชนทั้ง ๖๔ ล้านคนจะอยู่กัน ได้อย่างไร ถ้าเราไม่ยึดกฎหมายที่มันเป็นธรรมที่สุด ส่วนไหนที่ไม่เป็นธรรม ส่วนไหนที่ ก่อให้เกิดการแตกแยกเราก็ต้องแก้กฎตรงนั้นให้มันถูกต้อง การได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา เช่นเดียวกัน ผมเองอยากฝาก ในเมื่อพวกเราเองก็คงผ่านการเลือกตั้งมา เคยมาเป็น สมาชิกวุฒิสภาแล้ว แต่ด้วยกฎหมายรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ เพื่อต้องการให้อีกกลุ่มบุคคลหนึ่ง มามีบทบาท และผมก็มั่นใจเหลือเกินว่าสมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการสรรหานั้น ถ้าลงไป เลือกตั้งผมก็มั่นใจว่าท่านเองก็คงจะได้รับการเลือกตั้งจากพี่น้องประชาชน วันนั้นพวกเรา จะมีความสุขกันว่าทุกคนมาจากพี่น้องประชาชน ทุกคนไม่ได้มาจากอภิสิทธิ์ชนหรือมาจาก กลุ่มบุคคลใดบุคคลหนึ่ง การที่พวกท่านจะอภิปราย การที่พวกท่านจะแสดงความคิดเห็น อะไรต่าง ๆ พวกเรารับกันได้ แล้วก็ขออนุญาตที่จะต้องฝากถึงกรรมาธิการในการร่าง ในส่วนนี้ว่าในการกำหนดคุณสมบัติของสมาชิกวุฒิสภาก็เช่นเดียวกัน จริง ๆ แล้วเราบอกว่า เรามาจากระบอบประชาธิปไตยทำไมเราต้องจำกัดสิทธิเบื้องต้นแม้แต่การดำรงตำแหน่ง มันเป็นสิทธิที่เขาจะต่อเนื่องในสิ่งที่เขากระทำ ถ้าเขากระทำไม่ดีประชาชนคงไม่เลือกเขามา เราอย่าไปคิดก่อนล่วงหน้าว่าสิ่งที่จะเกิดขึ้นนั้นจินตนาการเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ไป เพราะฉะนั้นสิ่งที่พวกท่านจินตนาการไปก็คือการดูถูกพี่น้องประชาชน และอีกส่วนหนึ่ง การกำหนดคุณสมบัติที่จะต้องมาจำกัดสิทธิเขาอย่างมากมายนั้นเป็นสิ่งไม่ถูกต้อง ต้องตัด ออกให้หมด แล้วก็ร่างออกมาให้เป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริง ผมและคณะเพื่อน ๆ สมาชิก ซึ่งอยู่รอบข้างทั้งหมดขออนุญาตที่จะต้องกราบเรียนผ่านถึงท่านประธานรัฐสภาว่าเรามี ความประสงค์อย่างแท้จริงในการที่จะแก้ไขทั้ง ๓ ร่างเพื่อพี่น้องประชาชน เพื่อความอยู่เย็น เป็นสุข เพื่อความสงบสุขของสังคมของประเทศไทยต่อไปครับ กราบขอบพระคุณครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ท่านวิชาญ ศิริชัยเอกวัฒน์ ๘ นาทีครับ เดี๋ยวครับท่านวิชาญ คุณหมอสุกิจมีอะไรครับ

นายสุกิจ อัถโถปกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตรัง

เรียนท่านประธาน ที่เคารพ ผม สุกิจ อัถโถปกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ วันนี้ตามที่ท่านประธานสมศักดิ์ได้พูดไว้นะครับว่าท่านจะขึ้น ๓ ชั่วโมง แล้วก็สลับกับ ท่านรองประธาน ๒ ชั่วโมง ตอนนี้ผมคิดว่าเวลา ๒ ชั่วโมงที่ท่านนั่งอยู่หมดแล้วนะครับ ก็น่าจะเป็นเวลาที่ท่านประธานสมศักดิ์ควรจะขึ้นได้แล้วพวกผมจะได้อภิปราย เพราะว่า ตอนนี้สมาชิกฝ่ายผมที่ยังไม่ได้อภิปรายเหลือมากเหลือเกินครับ ถ้าไม่อย่างนั้นแล้วผมเชื่อว่า เวลาของคืนนี้ก็จะต้องดึกดื่นมากทีเดียวถ้าท่านประธานสมศักดิ์ยังไม่ขึ้นมาทำหน้าที่ในตอนนี้

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ความจริงแล้ว ผมขึ้นตอนบ่ายสามโมง ผมมีเวลาเหลืออีกประมาณสัก ๑๐ นาทีนะครับ เพราะฉะนั้น เดี๋ยวท่านประธานสมศักดิ์จะขึ้นห้าโมงเย็น ท่านวิชาญเชิญครับ ๘ นาทีครับ

นายวิชาญ ศิริชัยเอกวัฒน์ สมาชิกวุฒิสภา ภาควิชาชีพ 🔗

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม นายวิชาญ ศิริชัยเอกวัฒน์ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ในเรื่องของการแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันนี้ ผมเอง มีความเห็นว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้นสามารถดำเนินการได้ เมื่อปีที่แล้วก็ได้มีโอกาส สนับสนุนการแก้ไขทั้งฉบับด้วย สิ่งที่เป็นเหตุผลนะครับว่าทำไมถึงเห็นว่าแก้ไขได้ เพราะว่า ตลอดระยะเวลา ๕ ปีที่ผ่านมาเห็นข้อบกพร่องของการใช้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ ในครั้งนี้ สนับสนุนการแก้ไขนะครับ เพราะบนพื้นฐานที่ได้เรียนท่านประธานไปก็คือว่ารัฐธรรมนูญ ฉบับนี้แก้ไขได้ แล้วทั้ง ๓ ฉบับก็ขอเห็นด้วยในหลักการแต่ไม่เห็นด้วยในรายละเอียด

ในฉบับที่ ๑ ซึ่งเป็นร่างที่แก้ไขในส่วนของมาตรา ๖๘ และมาตรา ๒๓๗ อยากจะกราบเรียนว่าในประเด็นของมาตรา ๖๘ นั้นมีบทบัญญัติว่าด้วย ๒ ประเด็นนะครับ

ประเด็นแรก ก็คือมีการแก้ไขบทบัญญัติในวรรคสองเพื่อต้องการให้เกิด ความชัดเจนนั้นผมเห็นด้วย แต่จะขอแปรญัตติเพิ่มเติมเพื่อขอลดข้อโต้แย้งในเรื่องของ การตัดสิทธิประชาชน แล้วเหตุที่เห็นด้วยเพราะเห็นว่าการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ในช่วงที่ผ่านมานั้นเป็นการใช้อำนาจเกินกว่ารัฐธรรมนูญกำหนดที่บอกว่าประชาชนใช้สิทธิ ได้ ๒ ทาง ทั้ง ๆ ที่เป็นไปไม่ได้นะครับเรื่องของการใช้สิทธิ ๒ ทาง อยากจะกราบเรียน ท่านประธานอย่างนี้ครับ เพราะว่าถ้าเป็นเช่นนั้นก็จะไม่มีใครใช้สิทธิในช่องทางที่ต้องใช้เวลา เพราะถ้ารัฐธรรมนูญเขียนว่าใช้ได้ ๒ ทาง ทางหนึ่งคือไปศาลรัฐธรรมนูญโดยตรง อีกทางหนึ่ง ก็คือต้องไปที่อัยการสูงสุดก่อนแล้วถึงจะไปศาลรัฐธรรมนูญในภายหลัง ถามว่าทุกคนที่ไป ร้องศาลนั้นต้องการความรวดเร็ว มีใครที่จะใช้ช่องทางที่ต้องเดินอ้อม ฉะนั้นกฎหมายเขียนไว้ ไม่ชัดเจนจึงต้องทำให้เกิดความชัดเจน ซึ่งจะสามารถทำได้ก็คือว่าอาจจะเป็นการให้ร้องต่อ อัยการสูงสุดก่อน แล้วถ้าอัยการสูงสุดสั่งประการใดก็ไปถึงศาลรัฐธรรมนูญ แต่ถ้าอัยการ ไม่สั่งก็อาจจะเปิดโอกาสให้ผู้ร้องสามารถใช้สิทธิร้องกับศาลโดยตรงได้ในภายหลัง อันนั้น ก็เป็นทางออกที่อาจจะเกิดความชัดเจนมากขึ้น

ประเด็นที่ ๒ ที่มีการขอแก้ไขให้ตัดวรรคสี่ออก โดยไม่ให้มีการตัดสิทธิ ทางการเมืองของกรรมการบริหารพรรคนั้นกระผมเห็นว่าไม่เห็นด้วย เพราะว่าถ้าพรรค ถูกศาลรัฐธรรมนูญสั่งให้เลิกการกระทำที่เห็นว่าเป็นการล้มล้างระบอบประชาธิปไตยแล้ว พรรคนั้นมีความผิด ฉะนั้นกรรมการควรจะต้องรับผิดชอบ เพราะฉะนั้นในส่วนนี้ก็คงจะต้อง แปรญัตติให้มีการนำกลับมา

ส่วนมาตรา ๒๓๗ นั้นมีประเด็นเดียว คือการยกเลิกการยุบพรรคในกรณีที่ กรรมการหรือสมาชิกพรรคซึ่งเป็นการกระทำส่วนบุคคลที่กระทำผิดต่อกฎหมายเลือกตั้ง ในประเด็นนี้ที่วรรคสองจะให้มีการยุบพรรคนั้นก็ไม่เห็นด้วย ฉะนั้นการตัดออกไปในส่วนของ มาตรา ๒๓๗ นั้นก็เห็นชอบ

ฉบับที่ ๒ ว่าด้วยมาตรา ๑๙๐ คือเห็นด้วยที่จะมีการแก้ไข แต่ก็ไม่เห็นด้วย กับการแก้ไขทั้งหมด เพราะว่าตามร่างนั้นก็ยังมีประเด็นปัญหาที่เป็นข้อกังวลของ พี่น้องประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่อยู่ห่างไกล ก็คือเรื่องของผลกระทบที่เกิดจาก การทำข้อตกลงทางการค้าทั้งหลาย ซึ่งตามร่างได้ตัดส่วนนี้ออกไป ก็มีความเห็นว่าจะต้อง นำกลับมา แล้วก็จะมีรายละเอียดบางส่วนที่อาจจะต้องแปรญัตติเพิ่มเติมในภายหลัง

ฉบับที่ ๓ ซึ่งเป็นฉบับที่สำคัญ ว่าด้วยจำนวนที่มาและวาระการดำรงตำแหน่ง ของสมาชิกวุฒิสภา ซึ่งประกอบด้วยมาตรา ๑๑๑ ถึงมาตรา ๑๑๕ แล้วก็มาตรา ๑๑๗ มาตรา ๑๑๘ มาตรา ๑๒๐ มาตรา ๒๔๑ คือเห็นด้วยกับการแก้ไขในหลักการของกลุ่มนี้ แต่ไม่เห็นด้วยซึ่งมีรายละเอียดอยู่ ๔ ประเด็น

ประเด็นแรก มีการเพิ่ม ส.ว. จาก ๑๕๐ คน เป็น ๒๐๐ คน กระผมไม่เห็นด้วย คือที่ไม่เห็นด้วยเพราะว่าจะเป็นการสิ้นเปลืองงบประมาณโดยใช่เหตุ ในปัจจุบันเรามีจำนวน อยู่ประมาณ ๑๕๐ คน แต่ที่ทำงานจริง ๆ ไม่ถึงจำนวนดังกล่าว ถ้าเราเพิ่มเข้ามาก็จะเป็น การเพิ่มภาระงบประมาณมากขึ้น ฉะนั้นควรจะคงไว้จำนวนเดิมคือ ๑๕๐ คน

ประเด็นที่ ๒ ในกรณีการยกเลิก ส.ว. สรรหา เปลี่ยนที่มาจากการเลือกตั้ง ทั้งหมดแทน ไม่เห็นด้วย เพราะมีประสบการณ์มาทั้งจากรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ และปี ๒๕๕๐ ที่เป็นเช่นนั้นเพราะว่าถ้าเรามองย้อนกลับไปรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ที่กำหนดให้ ส.ว. มาจาก การเลือกตั้งทั้งหมด แต่ประเด็นปัญหาก็คือว่า ส.ว. ที่มาจากการเลือกตั้งส่วนใหญ่จะต้องอิง นักการเมือง ไม่ว่าจะเป็นนักการเมืองระดับชาติหรือนักการเมืองท้องถิ่น แล้วบางคนก็เป็น วงศาคณาญาติของนักการเมือง เรามีประสบการณ์มาแล้วทั้งฉบับปี ๒๕๔๐ แล้วปี ๒๕๕๐ เราก็จะเห็นว่ายังมีส่วนหนึ่งที่เป็น ส.ว. จากการเลือกตั้งก็อยู่ในลักษณะเช่นนี้ ในขณะเดียวกัน รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ซึ่งกล่าวถึงการสรรหาวุฒิสภา เราก็มีประสบการณ์มา ๒ ครั้ง คือเมื่อปี ๒๕๕๑ และปี ๒๕๕๔ ในฐานะที่ผมเองเป็นคนหนึ่งซึ่งมาจากการสรรหา ก็ต้องยอมรับว่าการสรรหาทั้ง ๒ ครั้งไม่ได้ ตอบโจทย์อยู่หลายประการ เรื่องของความหลากหลาย ของที่มา เรื่องของความเป็นกลาง อย่างที่รัฐธรรมนูญอยากจะเห็น อย่างที่เรารู้ว่ามี ส.ว. บางกลุ่มก็พยายามที่จะยึดโยงกับ กลุ่มอำนาจต่าง ๆ ผมเองในช่วงเวลา ๕ ปีเห็นว่าการสรรหานั้นก็ไม่ได้ตอบโจทย์ประชาชน

ประเด็นที่ ๓ ให้ ส.ว. ลงสมัครเลือกตั้งโดยไม่มีวาระ ผมไม่เห็นด้วยครับ คือเนื่องจากหลักคิดที่ให้ ส.ว. มี ๖ ปีนั้น เพราะว่าต้องการที่จะไม่ให้เป็นการเพิ่มอำนาจหรือว่า สืบทอดอย่างต่อเนื่อง เพราะรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ และปี ๒๕๕๐ ที่มีกำหนดให้ ส.ว. ๖ ปีนั้น ก็เป็นเพราะว่ามีการเพิ่มอำนาจให้กับ ส.ว. ในการที่จะมีอำนาจหน้าที่ในการแต่งตั้ง และถอดถอน ฉะนั้นถ้าให้มีการยืดอายุไปก็จะเป็นการยืดอำนาจ เป็นการใช้อำนาจซึ่งจะเกิด ปัญหาได้

ประเด็นที่ ๔ ให้มีบทเฉพาะกาลให้ ส.ว. สรรหาอยู่ต่อไปและเลือกตั้งใหม่ ๒๐๐ คน ท่านประธานครับ ท่านประธานลองคิดดูว่าขณะนี้เรามีอยู่ ๑๕๐ คน เพิ่มเป็น ๒๐๐ คน บวกกับที่จะมีอยู่อีก ๗๓ คน เป็น ๒๗๓ คน เพิ่มจากปัจจุบันอีก ๑๒๓ คน ถ้าเราเอา ตัวเลขนี้คูณด้วยค่าใช้จ่ายต่อปีที่ ส.ว. จะได้ก็ประมาณ ๓,๐๐๐,๐๐๐ บาท ใน ๓ ปีนี้ เราจะต้องใช้งบประมาณเพิ่มขึ้นอีก ๑,๑๐๐ ล้านบาท และท่านประธานลองดูนะครับที่นั่ง ในสภาแห่งนี้ ท่านประธานครับ ขออีกนิดเดียวจบแล้วครับ ก็คือว่าที่นั่งในสภาแห่งนี้ขณะนี้ ๖๕๐ คนแล้ว ถ้ามีการเพิ่มอีก ๑๒๓ คน ท่านประธานลองดูนะครับเราจะเอาที่ไหนนั่งในกรณี ประชุมร่วมกัน

สุดท้าย ผมคิดว่าการที่จะหาทางออกในกรณี ๑๕๐ คน ก็คือว่าให้คง ๗๗ คน ที่มาจากเขตจังหวัดต่อไป แล้วก็ ๗๓ คนมาจากการเลือกตั้งโดยใช้เขตประเทศเป็นเกณฑ์ แล้วก็เลือกตั้งจากสาขาอาชีพต่าง ๆ โดยให้ประชาชนที่อยู่ในสาขาอาชีพนั้น ๆ มาลงทะเบียน เพื่อจะเลือกตั้ง ถ้าเป็นอย่างนี้เราก็จะพ้นการครหาว่าการที่ ส.ว. สรรหามาจากกลุ่มคน เพียงไม่กี่คน

สุดท้ายก็คือว่าผมรับหลักการร่างพระราชบัญญัติทั้ง ๓ ฉบับโดยมีเงื่อนไข ที่จะนำไปสู่การแปรญัตติต่อไป จึงฝากท่านประธานและท่านสมาชิกพิจารณาต่อไป ขอบพระคุณครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ท่านสันต์ศักย์ จรูญ งามพิเชษฐ์ เวลาของท่านรวมทั้งหมด ๒๑ นาทีนะครับ

นายสันต์ศักย์ จรูญ งามพิเชษฐ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ 🔗

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายสันต์ศักย์ จรูญ งามพิเชษฐ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคพลังชล กระผมมีความยินดีที่มาร่วมประชุม กับพี่ เพื่อน และน้อง ของสภาแห่งนี้อันทรงเกียรติ ซึ่งผมเองเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร มาตั้งแต่ปี ๒๕๒๖ และมีความคลุกคลี มีความรัก มีความผูกพันกับพี่ เพื่อน และน้อง ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภาเกือบทุกท่าน เดี๋ยวนี้มาถึงลูกหลานด้วย เพราะฉะนั้นก็ถือว่าทุก ๆ ท่านที่เข้ามาในสภาแห่งนี้นั้นล้วนแล้วแต่ถูกเลือกสรรมาจากปวงชนชาวไทย ซึ่งเราก็มาทำหน้าที่เพื่อรักษาประโยชน์ของประชาชนและประเทศชาติ วันนี้เราถกกันเป็นวันที่ ๓ แล้วในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ๓ มาตรา ซึ่งจริง ๆ แล้วทุก ๆ พ.ร.บ. นั้นก็มีสิทธิที่จะแก้ไขได้ ถ้าหากว่าเป็นในแนวทางที่ดีขึ้น ซึ่งในครั้งนี้นั้นร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม มี ๓ มาตรา มาตรา ๑๑๑ มาตรา ๑๑๒ มาตรา ๑๑๕ มาตรา ๑๑๖ และมาถึง ร่างรัฐธรรมนูญ แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พุทธศักราช .... แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา ๑๙๐ อีกร่างหนึ่ง ก็คือร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พุทธศักราช .... มาตรา ๖๘ และมาตรา ๒๓๗ อย่างมาตรา ๖๘ ก็เป็นที่มาของการที่จะต้องมีการแก้ไขกัน ในการมีทำผิดเพียงท่านเดียวในคณะกรรมการบริหารพรรคการเมืองก็ถูกยุบพรรคการเมือง ขณะนี้เราเสียบุคลากรทางการเมืองถึงหลายร้อยท่าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งพรรคพลังประชาชน หรือพรรคเพื่อไทยเดี๋ยวนี้ ๑๑๑ คน พรรคชาติไทย ๑๐๙ คน และพรรคมัชฌิมาธิปไตย ล้วนแล้วแต่เป็นบุคลากรที่สำคัญของประเทศชาติ ซึ่งช่วยเหลือประโยชน์ประเทศชาติ อย่างใหญ่หลวง ถูกเว้นวรรคไป ๕ ปี แม้กระทั่งหัวหน้าพรรคพลังชลของท่านสนธยา คุณปลื้ม ก็ได้อยู่ในวาระนี้ทั้ง ๆ ที่ไม่ได้มีความผิดอะไรอย่างนี้เป็นต้นนะครับ อันนี้ก็เห็นสมควรต้องแก้ไข มาตรา ๒๖๘ และมาตรา ๒๓๗ มีข้อสำคัญอย่างยิ่งที่ผมเองในฐานะที่เป็นคณะกรรมการ ๑๑ ท่าน ที่พยายามพิจารณาอย่างรอบคอบในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ๓ มาตรานี้เป็น ๑ ปีมาแล้วนะครับ ได้มีการพูดและเค้นกับนักกฎหมายทุกฝ่าย ก็เห็นว่าส่วนหนึ่งในพระราชบัญญัติ มาตรา ๒๙๑ ข้อที่สำคัญที่สุดนะครับ ญัตติขอแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญที่มีผลเป็นการเปลี่ยนแปลง การปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือเปลี่ยนแปลง รูปแบบของรัฐ จะเสนอมิได้ พวกเราจึงดำเนินการในการที่จะต้องถือยึดเป็นหลักนะครับ ผมเองก็จะพูดใกล้ตัวว่าผมเองได้เป็นสมาชิกวุฒิสภาในปี ๒๕๔๙ พร้อม ๆ กับเพื่อน สมาชิกวุฒิสภามาจำนวนหลายท่านซึ่งมีทั้งเลือกใหม่ก็ได้เข้ามา แล้วบางท่านก็มีผู้ทรงคุณวุฒิ ได้ถูกคัดสรรออกมาเป็นสัดส่วนนะครับ อันนี้ก็ล้วนแล้วแต่ทุกท่านมาด้วยความชอบธรรม ของกฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๕๐ แต่สำหรับปี ๒๕๔๐ นั้นก็มีเกือบจะสมบูรณ์ ผมถูก รสช. ยึดอำนาจไปพร้อมกับเพื่อนสมาชิกวุฒิสภา ปี ๒๕๔๙ ในขณะนั้นเราได้รับเลือก เข้ามาวันที่ ๑๙ เมษายน ๒๕๔๙ แล้วท่านประธานรัฐสภาเวลานั้นก็คือ ท่านสุชน ชาลีเครือ ท่านก็ได้มีการจัดปฐมนิเทศขึ้นที่พัทยาอย่างสมเกียรติ เพื่อที่ในกฎหมายรัฐธรรมนูญนั้น จะต้องมีสมาชิกวุฒิสภาครบ ๒๐๐ ท่านถึงจะเปิดสภาได้ แต่ท่านก็ให้เกียรติไปปฐมนิเทศกัน ตอนเช้าพวกเราก็ไปร่วมประชุมปรึกษาหารือกัน แต่พอตอนเกือบเที่ยงคืนเรากลายเป็น ปัจฉิมนิเทศครับ พวกเราต้องหิ้วกระเป๋ากลับกันเพราะว่าถูก รสช. ยึดอำนาจไป ครั้งแรก เราก็คิดว่าอาจจะแก้ไขเป็นบางมาตราในกฎหมายรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ แต่ปรากฏว่า ถูกฉีกไปทั้งฉบับ แล้วก็มาร่างเป็นกฎหมายรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ในฉบับปี ๒๕๔๐ นั้น วิธีการเลือกสรรก็คือว่าสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรต่อประชากรพลเมือง ๑๕๐,๐๐๐ คน ต่อ ส.ส. ๑ คนของแต่ละจังหวัด อย่างเช่นจังหวัดชลบุรี ประมาณ ๑,๒๐๐,๐๐๐ คน ก็จะมี ส.ส. ๘ คน ประชากร ๓๐๐,๐๐๐ คนต่อสมาชิกวุฒิสภา ๑ คน เพราะฉะนั้นบวกลบแล้ว จังหวัดชลบุรีได้ ๔ คน ซึ่งเป็นวาระสุดท้ายแห่งการเลือกตั้ง แต่กฎหมายรัฐธรรมนูญ ของปี ๒๕๕๐ นั้นไม่เป็นเช่นนั้นนะครับ กำหนดเขตจังหวัดของแต่ละจังหวัดมีเพียง สมาชิกวุฒิสภาเพียงหนึ่งเดียว กรุงเทพมหานคร สมาชิกวุฒิสภา ๑๘ คน ก็เหลือ ๑ คน จังหวัดตราด ๑ คน ก็เหลือ ๑ คน จังหวัดระนอง ๑ คน ก็เหลือ ๑ คน โคราช ๘ คน ก็ ๑ คน หรือจังหวัดชลบุรี ๔ คน ก็ ๑ คน อย่างนี้เป็นต้น อันนี้เป็นความไม่สมดุลกันอย่างยิ่งที่จะให้พ่อแม่พี่น้องประชาชนเป็นที่พึ่ง ในการที่จะมาเป็นตัวแทนในสภาผู้แทนราษฎร เพราะฉะนั้นการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ในมาตรา ๑๑๑ มาตรา ๑๑๒ นั้นก็เห็นว่าได้ร่างไว้อย่างเหมาะสมแล้วว่าต่อไปจะมี สมาชิกวุฒิสภามาจากการเลือกตั้ง ๒๐๐ คน จาก ๒๐๐ คนนี้ก็คือตามสัดส่วนอย่างที่ ผมพูดไปเมื่อสักครู่นี้ ก็คืออาจจะประมาณประชากร ๓๐๐,๐๐๐ คนต่อ ส.ว. ๑ คน อันนี้ก็เป็นสัดส่วนเรายอมรับกันได้แล้วก็มาอย่างสมเกียรติ ส่วนวุฒิสมาชิกที่สรรหา อยู่ในขณะนี้ท่านก็เป็นเหมือนพี่ เหมือนเพื่อน เหมือนน้องนะครับ เราก็ได้ร่างให้คงไว้ จนกระทั่งหมดอายุของวุฒิสภา ส่วนเรื่อง ส.ว. ที่มาจากการเลือกตั้งก็ถือว่าหมดวาระ เพื่อที่จะมาเลือกตั้งกันใหม่ ผมเองได้ปรึกษาหารือกับเพื่อน ๆ พี่ ๆ น้อง ๆ ของสมาชิกวุฒิสภา ที่มาจากการสรรหาหลายท่าน ผมต้องยกย่องชมเชยท่าน ส.ว. วันชัย ขออภัยที่ต้องเอ่ยนาม คุณวันชัย สอนศิริ ท่านบอกว่าผมมาจากสรรหา แต่ยินดีครับถ้าหากว่ากฎหมายฉบับนี้ ผ่านไปไม่ต้องอยู่ครบวาระ ผมลาออกเลยเพื่อจะมาลง ส.ว. นี่น่าที่จะยกย่องชมเชยอย่างยิ่ง เพราะต้องยอมรับตามวาระของการที่จะต้องมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญนะครับ สิ่งนี้เป็น ความภาคภูมิใจของพวกเราที่มาจากการเลือกตั้ง ผมเองอยู่สภาแห่งนี้ ๓๐ ปี เพราะฉะนั้น ผมมีแต่พี่ เพื่อน และน้อง เดี๋ยวนี้ลูกหลานเข้ามาอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นขอให้สภาแห่งนี้เรามี ความรัก มีความปรองดองกันโดยเฉพาะอย่างยิ่งเดี๋ยวนี้พรรคพลังชล คุณสนธยา คุณปลื้ม ก็เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ผมเองก็อยู่ในตำแหน่งประธานคณะกรรมาธิการ การศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรม ปีนี้เป็นปีพุทธชยันตี ๒,๖๐๐ ปีแห่งพระพุทธเจ้าตรัสรู้ธรรม พระพุทธองค์ทรงตรัสไว้ว่า ไม่มีความสุขใดเหนือการให้อภัยแล้วก็สามัคคีกัน ขอให้สภานี้ อยู่ยืนยาวต่อไปเถอะครับ ขอบพระคุณทุกท่านครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

เชิญท่านบุญยอดครับ

นายบุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาครับ ผม บุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกรัฐสภา ขออนุญาต ท่านประธานสั้น ๆ นะครับว่าเมื่อสักครู่มีสมาชิกได้แจ้งมติของศาลรัฐธรรมนูญคลาดเคลื่อน เมื่อสักครู่มีการแจ้งในที่ประชุมแห่งนี้ว่ามติของศาลรัฐธรรมนูญในเรื่องของ ส.ว. สมชาย และพวกไปยื่นคำร้องนั้น

นายนิคม ไวยรัชพานิช ประธานรัฐสภา

ไม่เป็นไร ท่านจะแจ้งก็เอา เพื่อเป็นข่าวให้กับท่านสมาชิก

นายบุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

เมื่อสักครู่สมาชิกท่านหนึ่งแจ้งไว้เขาก็ใช้สิทธิไปแล้วนะครับ ผมขออนุญาตที่จะแจ้งข่าวสาร ที่ถูกต้องครับ ผมอ่านจากคม ชัด ลึก ศาลรัฐธรรมนูญมีมติ ๓ ต่อ ๒ รับคำร้องที่กรณี นายสมชาย แสวงการ ส.ว. สรรหา และพวก ส.ว. ยื่นเรื่องร้องศาลรัฐธรรมนูญให้มีคำสั่ง คุ้มครองชั่วคราวเป็นกรณีฉุกเฉิน

(นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร ได้ยืน และยกมือขึ้น)
นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ท่านบุญยอดเดี๋ยวนะครับ ขอโทษครับ มีคนประท้วงท่าน ท่านจิรายุครับ เชิญประท้วงเรื่องอะไรครับ

นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร

ประธานครับ ผม จิรายุ ห่วงทรัพย์ สมาชิกรัฐสภา ท่านประธานต้องควบคุมนะครับ ไม่อย่างนั้นใครออกมาพูดอะไรก็ได้ ศาลจะมีมติรับอย่างไรเป็นเรื่องของศาลเขา แต่ว่าไม่ใช่ อยู่ดี ๆ ท่านจะลุกขึ้นมาแล้วท่านก็บอก ทุกคนมีเอสเอ็มเอส (SMS) ท่านประธานครับ ผมก็ ได้รับครับ ในนี้มีโทรศัพท์ทุกคน ท่านจะพูดเพื่ออะไรครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

พอแล้วครับ ได้แล้วครับ ท่านบุญยอดไม่ต้องอ่านแล้วครับ ผมไม่อนุญาต ท่านเอาเอกสารมาอ่านไม่อนุญาตแล้วครับ พอแล้วครับ ไม่อนุญาต

นายบุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธานครับ เมื่อสักครู่นี้ในสภาแห่งนี้มีการพูดความเท็จด้วยซ้ำไป ทำไมสมาชิกท่านนี้ ไม่ลุกขึ้นท้วงว่าเป็นความเท็จล่ะครับถ้าท่านได้ข้อมูลที่ถูกต้อง ผมลุกขึ้นใช้สิทธิในการพูด ความจริงในสภาแห่งนี้ลบล้างความเท็จที่เกิดขึ้น เพราะว่ามตินั้นรับคำร้อง ๓ ต่อ ๒ เพียงแต่ ไม่คุ้มครองชั่วคราวเท่านั้นเอง

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

รับทราบแล้วครับ ทุกคน รับทราบจากเอสเอ็มเอสหมดแล้วครับ

นายบุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

แล้วประท้วงเพื่ออะไร หยุดยั้งการทำหน้าที่ที่ถูกต้องเพื่ออะไรครับ ท่านประธานครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ไม่ต้องครับ ท่านนั่งลงครับ ท่านบุญยอดท่านนั่งลงครับ พอเถอะครับ

นายบุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ผมสงสัย จริง ๆ ว่าทำไมกลัวอะไรกับความจริงครับว่ามตินั้นรับคำร้องและจะมีการสอบสวนภายใน ๑๕ วัน แต่คนที่ถูกร้องทั้งหมด ๓๑๒ คน กลัวความจริงอะไรเรื่องนี้ครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

พอครับ หยุดแล้วครับ ไม่ต้องแล้วครับ ไม่ประท้วงแล้วครับ อย่างนี้ครับ ไม่ต้องครับ ถ้าผมขอดำเนินการตามหน้าที่ ก็คือตามข้อบังคับ ข้อ ๕ นะครับ ท่านจิรายุนั่งลงครับ เชิญท่านไพบูลย์ นิติตะวัน ท่านมีเวลา ๘ นาทีนะครับ

นายไพบูลย์ นิติตะวัน สมาชิกวุฒิสภา ภาคอื่น 🔗

กราบเรียนท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพ ผม นายไพบูลย์ นิติตะวัน สมาชิกวุฒิสภาแบบสรรหา ในฐานะสมาชิก รัฐสภา ท่านประธานครับ ในส่วนของการแก้ไขรัฐธรรมนูญรายมาตราที่ศาลรัฐธรรมนูญ ท่านได้มีคำวินิจฉัยไว้นั้น รัฐสภาสามารถแก้ไขรัฐธรรมนูญได้เป็นรายมาตรา ชอบแล้วครับ ผมเห็นด้วย แต่การแก้ไขรัฐธรรมนูญก็เหมือนกับการแก้ไขเพิ่มเติมร่างพระราชบัญญัติ ต่าง ๆ เป็นสิ่งที่ทำได้ เป็นอำนาจของรัฐสภา แต่การแก้ไขเป็นรายมาตราโดยรัฐธรรมนูญนั้น จะไม่ใช่เป็นการแก้ไขอย่างไรก็ได้ตามใจชอบ เช่น ผู้แก้ไขที่ได้รับโทษก็จะแก้ไขให้โทษนั้น หมดไป หรือแก้ไขออกนิรโทษกรรมให้กับตนเอง พร้อมทั้งแก้ไขเพื่อให้ตนมีอำนาจมากขึ้น สิ่งเหล่านี้ทำไม่ได้ครับ ท่านประธานครับ การแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้นก็มีกระบวนการตรวจสอบ ความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ เป็นอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งพระราชบัญญัติหรือกฎหมาย จะใช้อำนาจรัฐธรรมนูญตามมาตรา ๑๕๔ ส่วนการตรวจสอบการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้น จะใช้อำนาจตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๖๘ ครับท่านประธาน ในคราวนี้การเสนอร่างแก้ไข รายมาตราถือว่าเป็นการแก้ไขครั้งที่ ๒ มีการแก้ไขมา ๓ ร่าง ท่านประธานครับ ผมได้ ตรวจสอบพบแล้วมีปัญหา ๒ ประการ ในประการแรก สาระในการร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ขัดต่อหลักการและเจตนารมณ์แห่งรัฐธรรมนูญ และในประการที่ ๒ ปัญหาเกี่ยวกับ การกระทำของสมาชิกรัฐสภาที่ดำเนินการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้นโดยไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ

ประการแรก เกี่ยวกับสาระในการร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้ง ๓ ฉบับ มีการแก้ไข รัฐธรรมนูญ มาตรา ๖๘ มาตรา ๑๙๐ และมาตราที่เกี่ยวข้องกับที่มาของ ส.ว. สรรหา การแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้ง ๓ ฉบับนั้นล้วนแล้วแต่ขัดต่อหลักการและเจตนารมณ์แห่งรัฐธรรมนูญ ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำวินิจฉัยที่ ๑/๒๕๐๔ ปรากฏข้อความดังนี้ครับ รัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ มีเจตนารมณ์ดังที่ปรากฏในคำปรารภว่า เพื่อการกำหนดกลไกสถาบันทางการเมืองทั้งฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายบริหารให้มีดุลยภาพ และประสิทธิภาพตามวิถีการปกครองแบบรัฐสภา รวมทั้งให้สถาบันศาลและองค์กรอื่น สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้โดยสุจริตและเที่ยงธรรม นี่เป็นคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ที่วินิจฉัยว่าร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญฉบับหนึ่งบางมาตราต้องสิ้นผลไป เพราะขัดหลักการและเจตนารมณ์แห่งรัฐธรรมนูญ แสดงว่าการดำเนินการต่าง ๆ นั้นจะต้อง ไม่ขัดกับหลักการแห่งรัฐธรรมนูญ ดังนั้นการที่รัฐธรรมนูญบัญญัติว่า กำหนดกลไกสถาบัน การเมืองทั้งฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายบริหารให้มีดุลยภาพและประสิทธิภาพตามวิถี การปกครองแบบรัฐสภา จึงออกแบบให้มีสมาชิกวุฒิสภาสรรหาและสมาชิกวุฒิสภา จากการเลือกตั้งให้มีดุลยภาพซึ่งกันและกัน ส.ว. สรรหาถ่วงดุล ส.ว. เลือกตั้งในวุฒิสภา วุฒิสภาถ่วงดุลกับสภาผู้แทนราษฎร ฝ่ายนิติบัญญัติถ่วงดุลกับคณะรัฐมนตรีหรือฝ่ายบริหาร แต่ท่านไปแก้ไขเรื่องที่มาของ ส.ว. ก็จะเป็นการไปทำลายดุลยภาพนี้ จึงขัดต่อหลักการ และเจตนารมณ์แห่งรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ เป็นการขยายอำนาจ เป็นการได้มาซึ่งอำนาจ การปกครองซึ่งไม่ได้บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ นอกจากนั้นการแก้ไขที่มาของ ส.ว. ที่มี ส.ส. ท่านหนึ่งสนับสนุนร่างการแก้ไขในวันแรกนะครับ ได้อภิปรายว่าต้องการแก้ไขให้ไม่มี ส.ว. สรรหา ให้มีแต่ ส.ว. เลือกตั้ง เพื่อท่านจะถอดถอนองค์กรอิสระ เพราะตอนนี้ท่านถอดถอน ไม่ได้ครับ ทำไมต้องไปถอดถอนองค์กรอิสระ ก็เพราะท่านกลัวว่าองค์กรอิสระซึ่งตอนนี้ ตรวจสอบรัฐบาลกระทำผิดแต่ไม่อยากให้ตรวจสอบ จึงอยากจะถอดถอนองค์กรอิสระ องค์กรอิสระนั้น ป.ป.ช. ครับ การกระทำในลักษณะข่มขู่คุกคามสถาบันศาล องค์กรอิสระ ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่โดยอิสระเป็นการขัดต่อหลักการและเจตนารมณ์แห่งรัฐธรรมนูญ ด้วยเช่นเดียวกัน แล้วนอกจากนั้นในคำส่วนที่เป็นหลักการที่ปรากฏในคำปรารภนั้น การยึดถือระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขเป็นวิธีการในการ ปกครองประเทศ การคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชนให้ประชาชนมีบทบาท มีส่วนร่วม ในการปกครองและตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐอย่างเป็นรูปธรรม เป็นหลักการและเจตนารมณ์ แห่งรัฐธรรมนูญฉบับนี้ด้วย ดังนั้นรัฐธรรมนูญ มาตรา ๖๘ ให้สิทธิประชาชนในการตรวจสอบ การใช้อำนาจรัฐอย่างเป็นรูปธรรม ฟ้องไปศาลโดยตรงได้ แต่ก็มีการที่จะแก้ไขให้ไม่ฟ้อง ฟ้องไม่ได้ ให้ไปทางอ้อมครับ แต่ทางอ้อมนั้นเป็นเขาวงกตครับชาตินี้ก็ไม่มีวันถึงศาลรัฐธรรมนูญ ดังนั้นเป็นการขัดต่อหลักการและเจตนารมณ์แห่งรัฐธรรมนูญ ส่วนรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๐ ก็เช่นเดียวกันเนื่องจากเวลาผมมีน้อยมาก ผมขอเรียนเพียงแค่ว่าก็เป็นการต้องการสกัด ไม่ให้เอาเรื่องเอฟทีเอซึ่งกระทบต่อประชาชน ไม่ต้องการเรื่องการขายข้าวจีทูจีที่ขาดทุน ตั้งหลายแสนล้านบาทเอาเข้าสภา ท่านประธานครับ ผมยังตามเรื่องเอกสารข้าวจีทูจี ท่านก็ยัง หลบอยู่ไม่ยอมเอามาให้ผม ซึ่งถ้าเอามาให้ผมจะได้ฟ้องไปตามมาตรา ๑๙๐ เสียที แล้วนอกจากนั้นการสร้างหนี้ ๒ ล้านล้านบาทให้ประชาชนรับจ่ายหนี้ไปตลอดชาตินั้นก็จะเอาเข้า มีหลายสัญญาเข้าข่ายตามมาตรา ๑๙๐ ท่านก็เลยจะแก้เสียเลยไม่จำเป็นจะต้องเอาเข้าสภา จะได้ให้ประชาชนติดหนี้กันไปจนตลอดชาติได้

ส่วนประการที่ ๒ เรื่องความไม่ถูกต้องของการดำเนินการแก้ไขรัฐธรรมนูญ มีบุคคลหนึ่งครับ ผมไม่ขอเอ่ยนาม ซึ่งอยู่ต่างประเทศได้สไกป์มาสั่งสมาชิกรัฐสภาพรรคหนึ่ง ผมก็ไม่เอ่ยนามเช่นเดียวกัน ให้ดำเนินการแก้ไขรัฐธรรมนูญรายมาตรา ผู้ที่สั่งไม่มีอำนาจ ตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ แต่เมื่อสั่งแล้วมีสมาชิกรัฐสภานำไปดำเนินการเพื่อแก้ไข รัฐธรรมนูญนั้น ทำให้ผู้ที่สไกป์มีอำนาจปกครองประเทศโดยวิธีการที่ไม่ได้เป็นไปตามวิถีทาง ที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญครับ ดังนั้น

(นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร ได้ยืน และยกมือขึ้น)
(การประชุมดำเนินมาถึงตอนนี้ นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา ได้กลับมาขึ้นบัลลังก์เพื่อดำเนินการประชุมต่อไป)
นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

มีผู้ประท้วงครับ

นายไพบูลย์ นิติตะวัน สมาชิกวุฒิสภา ภาคอื่น

มีท่านประท้วงใช่ไหมครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เชิญครับ

นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร

ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม จิรายุ ห่วงทรัพย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร คือท่านไม่ต้อง อ้อมค้อมครับ ท่านเป็นผู้ทรงคุณวุฒิแม้ว่าท่านจะเบิ้ลมา ๒ รอบ ท่านพูดไปตรง ๆ เลยครับ คือท่านพูดอย่างนี้มันเลียบค่ายไปเรื่อย ๆ เดี๋ยวเสียฟอร์ม (Form) สมาชิกวุฒิสภา ท่านประธานครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ไม่เป็นไรผมเข้าใจ ท่านไพบูลย์ครับ อภิปรายที่จะให้เขาประท้วงไม่ได้ดีกว่านะครับ

นายไพบูลย์ นิติตะวัน สมาชิกวุฒิสภา ภาคอื่น

ก็ลำบากใจอยู่เหมือนกัน การกระทำของสมาชิกรัฐสภาคณะดังกล่าวเป็นการกระทำที่ขัดรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๒๒ ซึ่งบัญญัติไว้ว่า สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรย่อมเป็นผู้แทนปวงชนชาวไทยโดยไม่อยู่ใน ความผูกมัดแห่งอาณัติมอบหมายหรือความครอบงำใด ๆ ก็ขอเรียนเพียงเท่านี้ก่อนครับ เดี๋ยวถูกประท้วงอีก นอกจากนั้นในประการแรกแต่ส่วนที่ ๒ พบว่าการยื่นแก้ไขรัฐธรรมนูญ ในครั้งนี้ท่านสมาชิกรัฐสภา ซึ่งผมต้องเรียนก่อนครับ เป็นทั้งเพื่อน ๆ และพี่ ๆ ของผม ซึ่งรักชอบกันมาก เป็นการยื่นโดยที่ท่านทราบว่าการยื่นครั้งนี้ขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๒๒ เป็นการกระทำที่ขัดกันแห่งผลประโยชน์มีผลประโยชน์ทับซ้อน ซึ่งมาตรา ๑๒๒ บัญญัติไว้ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภาจะต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต เพื่อเป็นประโยชน์ส่วนรวมของปวงชาวไทยโดยปราศจากการขัดกันแห่งผลประโยชน์ ดังนั้น ท่านก็ทราบ ท่านก็ระวังตัวว่าจะขัดกันแห่งผลประโยชน์ ก็เลยมีการเปลี่ยนกันยื่นครับ โดยท่านที่มาจากสมาชิกวุฒิสภาก็ไปยื่นเรื่องที่มาของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ท่านที่มาจาก สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรก็ไปยื่นเรื่องที่มาของสมาชิกวุฒิสภา การกระทำดังกล่าวนั้นเป็นการยื่น ต่อหน้าสื่อมวลชนครับ แต่จริง ๆ แล้วในซองที่ยื่นเป็นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ๓ ร่างที่เรา พิจารณากันในวันนี้ละครับ ปรากฏว่าก็มีชื่อท่าน ส.ส. และ ส.ว. ทุกท่านอยู่ในร่างทั้งหมด ซึ่งเพียงแค่สลับชื่อกัน ในร่างที่ท่าน ส.ส. ยื่นก็เป็นท่าน ส.ส. ขึ้นก่อน ท่าน ส.ว. อยู่ข้างหลัง ในร่างที่ท่าน ส.ว. ยื่นก็เป็นท่าน ส.ว. ขึ้นก่อน ท่าน ส.ส. อยู่ข้างหลัง เป็นการแบ่งหน้าที่กันทำ แล้วก็เป็นการแบ่งหน้าที่กันทำเพื่อเป็นประโยชน์ร่วมกันในฐานะตัวการร่วม เป็นการกระทำ ที่ขัดรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๒๒ ท่านประธานครับ โดยสรุปการแก้ไขรัฐธรรมนูญในครั้งนี้ ผมเห็นว่ามีปัญหาอยู่ทั้งประการที่ ๑ และประการที่ ๒ ดังนั้นผมก็เลยจำเป็นที่จะต้องเสนอ คำร้องไปยังศาลรัฐธรรมนูญเพื่อขอให้ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยเพื่อเป็นบรรทัดฐาน ของการปฏิบัติหน้าที่ครับ แล้วจะต้องเป็นไปตามหลักนิติธรรมของรัฐสภาตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๓ ท่านประธานผมไม่มีความประสงค์ที่จะให้มีการยุบพรรคไหนทั้งสิ้นนะครับ

(นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร ได้ยืน และยกมือขึ้น)
นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านไพบูลย์ครับ มีผู้ประท้วงครับ

นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร

ท่านประธานครับ ประท้วงครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

จบแล้วครับ

นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร

ประท้วงท่านประธานครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เชิญครับ

นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร

ประท้วงท่านประธานในข้อบังคับ ข้อ ๕ แล้วก็ประท้วงผู้อภิปรายครับ พูดจาโกหก เป็นสมาชิกวุฒิสภา คือท่านดูหนังมากไป

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เอาละครับ โกหก ไม่โกหก เดี๋ยวเวลาเราอภิปรายเราก็พูดข้อเท็จจริงแล้วกันนะครับ

นายไพบูลย์ นิติตะวัน สมาชิกวุฒิสภา ภาคอื่น

ผมประท้วงขอให้ ถอนครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เชิญท่านจิรายุ

นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร

ท่านประธานฟังครู่เดียวครับ ผมใช้สิทธิพาดพิงด้วยในฐานะผมเป็นผู้ลงชื่อในการแก้ไข รัฐธรรมนูญ แต่ท่านเก็บรายละเอียดถึงขนาดใครยืนหลัง ใครยืนหน้า ใครเซ็นในซองอะไร อย่างไร ผมว่ามันเกินหน้าที่สมาชิกวุฒิสภาแบบลากตั้งท่านประธานครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เอาละ ท่านก็อยู่ในกรอบที่ จะอภิปรายตรงนี้ท่านมีสิทธิชี้แจงได้ เวลาท่านอภิปรายท่านก็พูดได้นี่ข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร

(นายวัชระ เพชรทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ ได้ยืน และยกมือขึ้น)

เชิญท่านวัชระ

นายวัชระ เพชรทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายวัชระ เพชรทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมประท้วงนายจิรายุ ห่วงทรัพย์ ซึ่งได้อภิปราย ผิดข้อบังคับ ข้อ ๔๓ วรรคสอง ทั้งใส่ร้าย และเสียดสี กล่าวหาว่าท่านสมาชิกวุฒิสภาโกหก ท่านประธานครับ ผมไม่แปลกใจเลยว่าทำไมถูกปลดจากรองโฆษกพรรคเพื่อไทย

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านอย่าไปลามปามครับ เอาแค่นี้พอแล้วครับมันเสียเวลา มันจะเสียเวลาที่ประชุม เมื่อสักครู่ผมก็ได้ทักท้วง ไปแล้วครับ ไม่มีอะไรแล้ว ไม่เป็นไรครับ ผมวินิจฉัยแล้วผมได้เตือนไว้แล้ว ไม่มีอะไร

(นายสุนัย จุลพงศธร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ ได้ยืน และยกมือขึ้น)

ท่านสุนัยเชิญครับ

นายสุนัย จุลพงศธร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธานครับ ผม สุนัย น้องวัชระพี่บ้างครับ พี่ไม่กระทบใคร ๆ ท่านประธานครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ผมวินิจฉัยแล้ว จบแล้วครับ ท่านวัชระคนรักกันเอาละ เชิญท่านสุนัยครับ

นายสุนัย จุลพงศธร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธานครับ ผม สุนัย จุลพงศธร ขออนุญาตประท้วงท่าน ส.ว. ไพบูลย์ ท่านได้กล่าวพาดพิงถึง บุคคลภายนอก แล้วก็ผิดข้อบังคับ ข้อ ๔๓ ที่มีการให้ร้ายป้ายสี โดยเฉพาะผมเป็นผู้เสียหาย ท่านได้กล่าวว่าผู้ที่ยื่นทำผิดรัฐธรรมนูญอย่างนั้น ๆ ประทานโทษท่านครับ ผมเองขออนุญาต ท่านเองอาจจะเพิ่งมาเป็นสมาชิกรัฐสภา เราสองสภานี่ครับ อย่างสภาผู้แทนราษฎรว่ากันไป ว่ากันมาก็เป็นเพื่อนกันไม่ถือโทษโกรธกันมาก แต่ว่าถ้าข้ามสภาผมว่าขอความกรุณาเถอะครับ อยากให้เป็นแบบฉบับว่าเราอย่าว่ากล่าวกันข้ามสภา โดยเฉพาะ ส.ส. กับ ส.ว. โดยมารยาท ต่างคนต่างไม่ว่ากันดีกว่า ถ้าท่านว่าอย่างนี้ผมว่าท่านได้อีกเยอะเลยแต่ผมไม่พูด เหมือนกันครับ ท่านพูดถึงบุคคลภายนอกระบุคนนั้นคนนี้ ถ้าผมจะระบุบ้างว่าคนคนนั้นใช่คนที่ตั้งท่าน หรือเปล่าที่ศีรษะเหมือนผมอย่างนี้ท่านก็จะโกรธผมอีก ดังนั้นผมว่าขอให้เรารักษาประเพณี เถอะครับ ถ้าไม่ก้ำเกินกันจริง ๆ เราจะได้ไม่ตำหนิกัน ขอความกรุณานะครับ ขอบคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านไพบูลย์มีอะไรครับ

นายไพบูลย์ นิติตะวัน สมาชิกวุฒิสภา ภาคอื่น

ขอบคุณท่านประธาน ผมต้องขออนุญาตชี้แจงเพราะผมถูกกล่าวหาพอสมควร ท่านประธานครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านไพบูลย์ครับ ไพบูลย์ ข้างหลังโน่นครับ ท่านไพบูลย์ ซำศิริพงษ์

นายไพบูลย์ ซำศิริพงษ์ สมาชิกวุฒิสภา ปทุมธานี

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม ไพบูลย์ ซำศิริพงษ์ สมาชิกวุฒิสภาจากจังหวัดปทุมธานี ในฐานะสมาชิกรัฐสภา กระผมขออนุญาตโดนพาดพิง พอท่านประธานเรียกชื่อไพบูลย์ ไพบูลย์ ท่านไม่ระบุนามสกุล ผมเกรงว่าผู้ชมทางบ้านจะเข้าใจผิด กระผม ไพบูลย์ ซำศิริพงษ์ ส่วนท่านที่กำลังอภิปราย ท่านไพบูลย์ นิติตะวัน ครับ

นายไพบูลย์ นิติตะวัน สมาชิกวุฒิสภา ภาคอื่น

โอเคนะครับท่านประธาน

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านไพบูลย์จบแล้ว กระมังครับ

นายไพบูลย์ นิติตะวัน สมาชิกวุฒิสภา ภาคอื่น

ผมขออนุญาตชี้แจงสั้น ๆ เท่านั้นเองครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

จบแล้วกระมังครับ ไม่ต้อง ชี้แจงอะไร ไม่มีอะไร ผมได้วินิจฉัยไปแล้ว ไม่มีอะไรแล้วครับ

นายไพบูลย์ นิติตะวัน สมาชิกวุฒิสภา ภาคอื่น

ผมแค่ครึ่งนาทีเท่านั้นเอง

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เชิญครับ

นายไพบูลย์ นิติตะวัน สมาชิกวุฒิสภา ภาคอื่น

ครับท่านประธาน ผมถูก ต่อว่ามาเยอะก็เลยอยากจะเรียนครับว่าส่วน ส.ว. สรรหามาจาก ๗ องค์กร เลือกกันโดย เสียงข้างมาก ผมมาอย่างสง่างามกว่าหลายท่านมาจากคนคนเดียวสไกป์เข้ามา ขอบคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เมื่อสักครู่นี้ผมฟังไม่ถนัด ว่าอย่างไรนะครับ

(นายสุนัย จุลพงศธร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ ได้ยืน และยกมือขึ้น)

เชิญท่านสุนัย

นายสุนัย จุลพงศธร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ผมก็ยัง พยายามจะรักษาวัฒนธรรมสำหรับคนที่เป็นน้องใหม่ ผมถือว่าเสียงเท่ากันจริงครับ แต่มารยาทรู้สึกจะ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านครับ อย่าอย่างนั้นเลย

นายสุนัย จุลพงศธร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

คือท่าน ไปบอกว่าดีกว่าคนสไกป์มาคนเดียวแล้วสั่งการ ถ้าถามอย่างนี้ ๗ องค์กรท่านเชื่อหรือว่า คนอยู่ข้างหลังท่านมีอยู่คนหนึ่งหัวหงอกเหมือนผม

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เดี๋ยวไม่จบครับ เอาละ ผมไปต่อเลยนะครับ ท่านสุทัศน์ เงินหมื่น ๑๕ นาทีครับ

นายสุทัศน์ เงินหมื่น สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธานที่เคารพ ผม สุทัศน์ เงินหมื่น สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ๒ วันครึ่งเกือบจะ ๓ วัน ผมได้รับการแจ้งข่าวและโทรศัพท์จากพี่น้องประชาชนเกือบทั่วประเทศที่รู้จักกัน เพราะผม ก็รู้จักคนเยอะ เป็น ส.ส. มาตั้งแต่ปี ๒๕๑๘ รู้จักคนเยอะเป็นธรรมดา ในส่วนหนึ่งที่ ประชาชนงงก็คือไม่ค่อยได้ติดตามอย่างต่อเนื่อง และบางครั้งก็สับสนว่าทำไมพรรคประชาธิปัตย์ จึงไม่เข้ามานั่งในห้องประชุมเมื่อท่านนิคมนั่งเป็นประธาน และขอให้ผมช่วยกรุณาสรุป อธิบายใช้ภาษาง่าย ๆ ให้เข้าใจง่าย ๆ ภายในระยะเวลา ๑๕ นาที เรื่องใหญ่มากครับ ท่านประธานที่จะสรุปแบบนี้ได้

เรื่องแรก ที่พรรคประชาธิปัตย์ไม่เข้านั่งในห้องประชุมเมื่อท่านนิคมมานั่ง เป็นประธาน เพราะท่านนิคมเป็นประธานวุฒิสภา แต่มาลงชื่อรับรองในสาระสำคัญ ของกฎหมาย ๒ ฉบับ ซึ่งเราถือว่าผิดจริยธรรมและผิดมารยาท

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา 🔗

ท่านสุทัศน์ ด้วยความเคารพครับ หมายถึงท่านจะใช้เวลา ๑๕ นาทีพูดเรื่องนี้ทั้งหมดเลยอย่างนั้นหรือครับ ต้องแก้เป็นรายมาตรา ประเด็นนี้จบแล้วครับ ประเด็นว่าอัยการหรือประชาชนมีสิทธิยื่น จบแล้วครับ เพราะศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยแล้วว่าประชาชนก็ยื่นได้ หรือยื่นต่ออัยการก็ได้ ยื่นโดยตนเองก็ได้ จบแล้วครับ การเสนอกฎหมายฉบับนี้เป็นความพยายามที่จะไปลบล้าง คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญดังกล่าว ซึ่งความจริงจะต้องใช้คำว่าเป็นการเสนอกฎหมาย เพื่อไปกลับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ เหตุการณ์เช่นนี้เคยเกิดขึ้นตั้งแต่ปี ๒๔๘๙ คำวินิจฉัยคำพิพากษาของศาลฎีกา ฉบับที่ ๑/๒๔๘๙ วินิจฉัยว่า พ.ร.บ. อาชญากรสงคราม ไม่มีผลย้อนหลัง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรขณะนั้นก็มาประชุมเพื่อแก้รัฐธรรมนูญ เพื่อที่จะไปกลับคำวินิจฉัยของศาลฎีกา ท่านประธานครับ ประเด็นนี้ยังไม่จบครับ ประเด็นนี้ ยังไม่จบเพราะถือว่าจะต้องนำไปสู่การวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญอีกครั้งว่าการยื่น รัฐธรรมนูญฉบับนี้ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่จึงมีการยื่นและมีการลงรับ ๓ เสียง ต่อ ๒ เสียง ในวันนี้ครับ เรื่องนี้เป็นหนังยาวต้องดูกันต่อไป ท่านประธานครับ สาระสำคัญของการแก้ รัฐธรรมนูญ ๓ ฉบับวันนี้นั้น มีอยู่ ๒ ฉบับซึ่งเป็นลักษณะสมยอม ฮั้ว ถ้าเป็นประโยชน์ ของ ส.ว. สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นคนเสนอ ถ้าเป็นประโยชน์ของ ส.ส. สมาชิกวุฒิสภา เป็นคนเสนอจะไม่เรียกอย่างอื่นไปได้เลยครับถ้าไม่เรียกว่าสมยอม ฉบับที่ ๑ แก้มาตรา ๑๙๐ มาตรานี้ไม่ต้องแก้ก็ได้ ผมจะพยายามใช้คำอภิปรายที่ธรรมดาที่สุดเพราะดำเนินงานได้ แต่ที่แก้เพราะอยากจะง่ายในการไปเจรจากับต่างประเทศและองค์กรระหว่างประเทศ โดยไม่ต้องมาผ่านวุฒิสภา ไม่ต้องมาผ่านสภา เมื่อไม่มาผ่านสภาประชาชนก็ไม่สามารถ ตรวจสอบได้ไปงุบงิบกันเองแล้วมาแจ้งเราทีหลังใครจะตามได้ไล่ทันล่ะครับ นกเหยียบไม้ ไม่มีรอย สอดคล้องกันกับความพยายามที่จะไปกู้เงิน ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เราก็เลยสงสัยว่า จะไปตกลงอะไรกันเพื่อที่จะทำอะไรกันหรือไม่ ถามว่าประชาชนได้อะไรครับ ถามว่า เป็นประชาธิปไตยหรือไม่แก้มาตรานี้ ไม่มีเลย ประชาชนเสียสิทธิด้วยซ้ำในการที่จะไปตรวจสอบ การทำงานในการไปลงนามตามสนธิสัญญาต่าง ๆ คำอภิปรายของท่านหัวหน้าพรรคผม และท่านดอกเตอร์รัชดาอภิปรายในเรื่องนี้ชัดเจนสมบูรณ์ที่สุด

เรื่องที่ ๒ การแก้ไขให้สมาชิกวุฒิสภามีระยะเวลาการดำรงตำแหน่งได้อีก หมายความว่าสมาชิกวุฒิสภาปัจจุบันนี้สมัยหน้าสมัครได้อีก แน่นอนที่สุดครับเป็นการสืบทอด อำนาจและเป็นการเอื้อประโยชน์ต่อกัน เพราะสมาชิกวุฒิสภาส่วนหนึ่งที่มาจากการเลือกตั้ง ต้องไปอาศัยเครือข่ายของนักการเมืองเป็นเรื่องตลกครับ ตามต่างจังหวัดเดี๋ยวนี้สมาชิกวุฒิสภา ที่เตรียมตัวจะลงอีกสมัยหน้าติดป้ายออกรถโฆษณาติดป้ายขอบคุณ สวัสดีปีใหม่ ซึ่งแต่ก่อน ๔ ปี ๕ ปีที่ผ่านมาไม่เคยทำอะไรเลย ก็ไม่เป็นอะไรครับ แต่ทำไมล่ะครับผมจึงไปรังเกียจที่มา จากการเลือกตั้ง ไม่ได้รังเกียจเลย ระบอบประชาธิปไตยไม่ได้หมายถึงการเลือกตั้งแต่เพียง อย่างเดียวครับ ระบอบประชาธิปไตยคือการฟังเสียงคนส่วนน้อยและการฟังสังคมด้วย ผมไม่ได้รังเกียจการเลือกตั้งครับ แต่ผมก็ไม่สบายใจเพราะประวัติศาสตร์ของการเลือกตั้ง ที่ผ่านมาของสมาชิกวุฒิสภาปี ๒๕๔๐ นั้น เมื่อเข้ามาในสภาเกิดข้อครหาต่าง ๆ นานา จนได้ชื่อว่าเป็นสภาทาสซึ่งท่านสมาชิกหลายคนก็พูดถึง ท่านนิพนธ์ วิสิษฐยุทธศาสตร์ จะแฉออกมาว่าใครทำอะไร แต่คนที่รู้เรื่องนี้ดีที่สุดก็คือ ขอประทานโทษ ท่านศรีเมือง เจริญศิริ และท่านสุชน ชาลีเครือ ท่านจะรู้เรื่องนี้ดีมากครับ บังเอิญท่านไม่อยู่ในนี้ ผมก็เลยเอ่ยเฉพาะชื่อท่านไม่ทำให้เสียหาย เพราะท่านสุชน ชาลีเครือ จากประธานวุฒิสภาขณะนี้ลดตัวเองมาเป็นที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการ กระทรวงยุติธรรม ผมไม่เข้าใจครับ ท่านครับ มาตรานี้นั้นหากมีการควบคุมวุฒิสภาได้ หากมีการคุมเสียงสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรส่วนมากได้ สามารถกำหนดบทบาททุกอย่างได้ ในประเทศไทย ทำไมจึงพยายามแก้รัฐธรรมนูญ เพราะรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุด ที่กำหนดอำนาจของฝ่ายต่าง ๆ เป็นกฎหมายที่จำแนกแบ่งแยกอำนาจและเป็นกฎหมาย ที่จะนำไปสู่การครอบครองทุกประการ ท่านประธานครับ ผมได้เห็นผู้ใหญ่ของพรรคการเมือง บางพรรคพูดถึงการที่จะไปกำกับประธานศาลฎีกา พูดถึงการที่จะไปยกเลิกศาลรัฐธรรมนูญ พูดถึงการที่เอาศาลปกครองไปอยู่ในแผนกหนึ่งของศาลยุติธรรม พูดถึงการยกเลิกศาลฎีกา แผนกคดีอาญาของนักการเมือง ถามท่านสมชาย วงศ์สวัสดิ์ สิครับ เพราะศาลหลาย ๆ ศาล เหล่านี้ทำมาด้วยกันกับผม อดีตนายกรัฐมนตรีสมชายเห็นด้วยไหมเมื่อทำมากับมือแล้วจะมา ลบด้วยเท้า ถามหน่อยครับท่านประธาน ขอประทานโทษเอ่ยนามท่าน เพราะทำมากับมือด้วยกัน ท่านเป็นปลัดกระทรวงสมัยนั้น ตรงนี้ละครับผมจึงมีความเห็นว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญนี้นั้น ไม่ได้ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อประชาชนเลย มาตรา ๖๘ ท่านประธานที่เคารพ เป็นมาตราที่ให้สิทธิ ของประชาชนในการยื่น แต่การแก้กฎหมายฉบับนี้ไปตัดสิทธิของประชาชนดังกล่าวนั้น สิทธิในการที่จะเรียกร้องตามมาตรา ๖๘ นั้นเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชน ถ้าแก้บอกว่า เพื่อประชาธิปไตย และทำไมจึงไปตัดสิทธิของประชาชน ท่านประธานครับ ในมาตรา ๒๓๗ นั้น เช่นเดียวกัน เป็นการแก้เพื่อตนเอง คือเพื่อบุคคลที่จะถูกเพิกถอนไปแล้วให้กลับมา มีสิทธิเหมือนเดิม และประชาชนคนยากคนจนชาวบ้านทำไมไม่ไปนิรโทษกรรมให้เขาละครับ ทำไมจึงมานิรโทษกรรมให้เฉพาะกลุ่มนักการเมืองที่ถูกลงโทษเพราะการกระทำความผิด กฎหมายเลือกตั้ง ท่านประธานครับ นับจากนี้ต่อไปใครจะเถียงผม เถียงมาเลย เมื่อผ่าน รัฐธรรมนูญฉบับนี้แล้วขั้นตอนต่อไปคือจะไปแก้ยกมาตรา ๒๙๑ ซึ่งอยู่ในวาระการประชุม ของสภาขึ้นมาลงมติ ลงมติเพื่ออะไร เพื่อให้มี สสร. แล้วก็จะไปลงคะแนน แล้วก็จะไปเลือกตั้ง สสร. มาร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แต่ต้องชิงแก้มาตรา ๖๘ นี้ก่อน เพราะถ้าหากไม่แก้ตรงนี้แล้ว จะไม่สามารถไปลงมติในวาระที่สามได้ หรือสามารถลงก็กลัวว่าจะถูกร้องให้มีการเพิกถอน ท่านประธานเห็นหรือยังครับ เมื่อสามารถกำจัดหรือจำกัดอำนาจขององค์กรอิสระได้ เมื่อสามารถที่จะควบคุมสมาชิกวุฒิสภาได้ เมื่อสามารถมีเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรได้ อะไรจะเกิดขึ้นครับ นั่นคือการพยายามกระชับอำนาจเพื่อที่จะบริหารประเทศโดยเบ็ดเสร็จเด็ดขาด และแน่นอนที่สุดถ้าร่างกฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เสร็จแล้ว แน่นอนที่สุดครับจะต้อง มีการยกเลิกมาตรา ๓๐๙ การยกเลิกมาตรา ๓๐๙ จะมีผลให้คนที่ถูกศาลฎีกาแผนกคดีอาญา นักการเมืองลงโทษพ้นโทษ จะทำให้บุคคลที่ถูกยึดทรัพย์ได้ทรัพย์คืน พี่น้องประชาชนที่เคารพ ท่านพร้อมที่จะยอมรับ

(จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุรินทร์ ได้ยืนและยกมือขึ้น)

ท่านครับมี ผู้ประท้วงครับ

จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุรินทร์

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ กระผม จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดสุรินทร์ พรรคเพื่อไทย ผมประท้วงผู้อภิปรายตามข้อ ๔๓ อภิปรายนอกประเด็น และการแก้กฎหมายรัฐธรรมนูญไม่ได้แก้เพื่อใครแล้วก็คืนทรัพย์ใคร นอกประเด็นครับ ท่านประธาน

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านสุทัศน์ครับ ช่วยให้อยู่ ในกรอบประเด็นครับ อย่าไปพาดพิงทำให้เกิดความเสียหาย และที่สำคัญอย่างที่

นายสุทัศน์ เงินหมื่น สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธานครับ ผมต้องถามท่านประธานคืนเหมือนกัน ผมพูดถึงการแก้รัฐธรรมนูญ แล้วก็จะไปยกเลิก มาตรา ๓๐๙ นอกประเด็นอะไรท่านชี้แจงผมด้วยสิครับ

(นายสุรเชษฐ์ แวอาแซ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนราธิวาส ได้ยืน และยกมือขึ้น)
นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เรื่องที่แก้เพื่อที่จะไปให้ คืนทรัพย์อะไรต่าง ๆ มันจะเข้าข่าย เอาว่าท่านระมัดระวังหน่อยอย่าเลยไปถึงขนาดนั้นเลยครับ เอาเข้าประเด็น เชิญครับ

นายสุรเชษฐ์ แวอาแซ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นราธิวาส

ท่านประธาน ที่เคารพ ผม นายสุรเชษฐ์ แวอาแซ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากจังหวัดนราธิวาส พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมลุกขึ้นมาประท้วงท่านประธานในข้อ ๕ ผมจำได้ว่า ๓-๔ ครั้ง แล้วก็อยากจะให้ท่านประธานเคร่งครัดต่อข้อบังคับ ข้อ ๔๕ เมื่อมี ผู้ประท้วงท่านก็ทราบอยู่แล้วผู้ประท้วงซ้ำซากอย่างนี้ท่านไม่วินิจฉัยหรือ ใช่หรือที่เขาประท้วง ลักษณะอย่างนี้และบุคคลคนเดียวอย่างนี้ท่านต้องวินิจฉัยไม่ใช่ว่าฟังให้เขาอภิปรายเสร็จแล้ว มาตำหนิผู้อภิปรายมันไม่ใช่ ท่านประธานต้องเคร่งครัด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ข้อ ๔๕ ให้สิทธิ กับผู้ประท้วงเสร็จแล้วท่านประธานต้องใช้อำนาจเด็ดขาดในการวินิจฉัย แล้วก็ต้องเป็นธรรม ผมขอท้วงติงท่านประธานในการใช้อำนาจ แล้วก็ในคำวินิจฉัยของท่านประธาน ขอบคุณครับ

(นายบุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ ได้ยืน และยกมือขึ้น)
นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ขอบคุณท่านสุรเชษฐ์ครับ ผมก็ทำอย่างที่ท่านบอกไม่เห็นต่างเลยทุกประการ เชิญท่านบุญยอด

นายบุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาครับ บุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกรัฐสภา ผมเห็นว่าท่านเป็นผู้ที่เปิดทาง ให้กับสมาชิกฝ่ายรัฐบาลใช้เหตุผลที่ว่าเป็นการอภิปรายนอกประเด็น ผมเห็นท่านตั้งแต่ ที่ท่านให้ผมพูดตั้งแต่เมื่อวานนี้ครับ ท่านบอกเอาอย่างนี้เอาอย่างคุณบุญยอดนี่ละนอกประเด็น หลังจากนั้นมาตั้งแต่เมื่อคืนจนถึงขณะนี้มีสมาชิกลุกขึ้นใช้เหตุผลนี้ซ้ำแล้วซ้ำอีกว่านอกประเด็น สุดท้ายท่านไม่วินิจฉัยครับ แต่ท่านมาอัดหรือว่ามากำกับผู้ที่อภิปรายอยู่ในขณะนี้ เข้าประเด็นนะครับ อย่าออกนอกเรื่องเลยครับ ผมเห็นท่านกับสมาชิกรัฐบาลสมคบคิดกันครับ ขอบพระคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ที่จริงสมคบคิดกันไม่เหมาะ ไม่ควรนะครับ แต่ไม่เป็นไร ท่านสุทัศน์ครับ เอาว่าอภิปรายในแนวที่ท่านจะได้อภิปราย อย่างต่อเนื่องและไม่มีใครมารบมากวนผมเชื่อว่าท่านทราบ ท่านก็อยู่ในสภามาด้วยกันนานแล้ว เพราะฉะนั้นเพื่อให้การประชุมดำเนินไปอย่างเรียบร้อยผมว่าท่านทำได้อยู่แล้วนะครับ อย่าให้มีคนประท้วงไปขัดจังหวะในการพูดของท่านเลยครับท่านจะได้พูดอย่างสะดวก สบายนะครับ

นายสุทัศน์ เงินหมื่น สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธานครับ ผมพูดในประเด็นเพราะการแก้รัฐธรรมนูญจะนำไปสู่การร่างรัฐธรรมนูญหรือยกเลิกมาตรา ๓๐๙ ท่านประธานทำไมไม่ห้ามคนประท้วงว่าให้ประท้วงถูกหน่อย แล้วผมถามท่านประธานว่า ผมไม่อยู่ในประเด็นอย่างไร

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านครับ อย่างที่เมื่อสักครู่ ผมพูดเกี่ยวกับเรื่องคืนทรัพย์อะไรพวกนี้ผมก็ไม่เห็นมันจะไปเกี่ยวข้องอะไรตรงไหน อย่าเลยเถิดไปถึงนั่นเลยครับ อยู่ในกรอบตรงนี้ดีกว่า

นายสุทัศน์ เงินหมื่น สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธาน อย่าคิดมากครับ เรื่องการยึดทรัพย์คนเสพยาเสพติด คนค้ายาบ้าเขาก็ยึด คนติดคุกก็มี อีกมากมายผมไม่ได้หมายถึงใครเลยท่านประธาน ผมขออนุญาตต่อนิดเดียวครับ อีกไม่เกิน ๒ นาที ท่านประธานครับ มาตรา ๖๘ การแก้ตามร่างนี้เป็นการตัดสิทธิของประชาชนอ้างว่า เพื่อไม่ให้มีการคลุมเครือ

(นายสุรเชษฐ์ แวอาแซ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนราธิวาส ได้ยืน และยกมือขึ้น)
นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านสุรเชษฐ์นั่งเถอะครับ ท่านสุทัศน์จะได้อภิปรายต่อ จบเถอะครับ พอแล้วกระมังท่านจะได้อภิปรายต่อ พอแล้วครับ เชิญต่อเลยครับ

นายสุทัศน์ เงินหมื่น สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธานครับ ถ้าไม่ถือว่าเจตนาจะตัดสิทธิของประชาชนแล้วท่านจะต้องแก้ให้มีความชัดเจนเพื่อให้ ประชาชนได้มีสิทธิในการยื่นคำร้องเพื่อให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ข้อความมีอย่างนี้ครับ จะต้องเพิ่มข้อความไปเลยว่า ในกรณีที่บุคคลหรือพรรคการเมืองใดกระทำการตามวรรคหนึ่ง ผู้ทราบการกระทำดังกล่าวย่อมมีสิทธิเสนอเรื่องให้อัยการสูงสุดตรวจสอบข้อเท็จจริง เพื่อพิจารณายื่นคำร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยสั่งการให้เลิกการกระทำดังกล่าว โดยอัยการสูงสุดต้องพิจารณาเพื่อคำร้องโดยเร็วภายในเวลาไม่เกิน ๑๐ วัน หากล่วงเลยเวลา ดังกล่าวอัยการสูงสุดยังไม่มีคำวินิจฉัยเกี่ยวกับคำร้องที่ยื่นดังกล่าวนั้น ให้ผู้ยื่นคำร้องมีสิทธิ ยื่นคำร้องโดยตรงต่อศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยสั่งการให้เลิกการกระทำดังกล่าวนั้นได้ แต่ทั้งนี้ ไม่กระทบกระเทือนต่อการดำเนินคดีอาญาต่อผู้กระทำการดังกล่าว นี่ผมยังอนุโลมที่จะให้ อัยการยื่นแต่ก็ไม่ถึงกับตัดสิทธิประชาชนเลย แต่ร่างของรัฐบาลเป็นการตัดสิทธิของประชาชน โดยสิ้นเชิงครับท่านประธาน ผมไม่ได้รังเกียจอัยการสูงสุด ผมไม่ได้ตำหนิสำนักงานอัยการ สูงสุดเพราะเป็นองค์กรอิสระ แต่ประวัติศาสตร์นั้นทำให้ผมต้องคิดมาก อัยการมีคณะกรรมการ อัยการกำกับดูแล ท่านประธานครับ ลองถามท่านประพันธ์ นัยโกวิท ดูสิ ท่านจ่อคิว จะขึ้นเป็นอัยการสูงสุด แต่ท่านผิดหวังและเสียใจจนทุกวันนี้เพราะถูกแซงคิวอันเป็นผลงาน ของคณะกรรมการอัยการขณะนั้น ผมจึงไม่เห็นด้วยในการที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านเฉลิมมีอะไรครับ มีอะไรหรือเปล่าครับ ขออภิปราย เดี๋ยวให้วิปเขาส่งชื่อ ไม่เป็นไรครับ ยังไม่ถึงคิว ต้องฝ่ายค้าน อีกคนหนึ่งครับ ฝ่ายค้านอีกคนหนึ่งค่อยมาถึงของพรรคเพื่อไทยคิวต่อไป ท่านมีอะไรครับ

ร้อยตำรวจเอก เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี

ท่านประธานครับ ที่ยกมือเพราะวิปเขาบอกผมว่าคิวผม แต่เมื่อยังไม่ถึงก็ไม่เป็นไรรอได้ครับ ผมต่อจากนี่ ใช่ไหมครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

คิวต่อจากนี่ครับ

ร้อยตำรวจเอก เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี

ขอบคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เชิญท่านวิรัช ร่มเย็น ครับ ๑๕ นาทีเชิญครับ

นายวิรัช ร่มเย็น สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ระนอง 🔗

ท่านประธานที่เคารพ วิรัช ร่มเย็น สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากจังหวัดระนอง พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา การอภิปรายวันนี้ของผมนับว่าเป็นประวัติศาสตร์ ท่านประธานครับ สมัยก่อนผมอภิปราย ก่อนหน้านี้ผมอภิปราย ไม่จำเป็นต้องพิจารณาว่าใครนั่งเป็นประธานรัฐสภา แต่วันนี้ ต้องพิจารณาอย่างถ้วนถี่ ดูหน้าดูตา ดูซ้ายดูขวาว่าชื่อสมศักดิ์หรือนิคม เผอิญเป็นท่านสมศักดิ์ ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตท่านประธานว่าทราบว่าสุขภาพท่านไม่ค่อยดี ช่วยกรุณา รักษาสุขภาพท่านด้วยอย่าให้เป็นอะไรไปตอนนี้ เวลาขึ้นบัลลังก์มันมีทางยกระดับระวังหน่อย เพราะถ้าท่านเป็นอะไรไปพวกผมไม่ได้พูด ท่านประธานครับ กราบเรียนท่านประธานนะครับ ผมเรียนว่าการเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญในครั้งนี้ ๓ ฉบับ ผมฟันธงก่อนหน้าดีกว่าก่อนที่จะ อภิปรายต่อไป ผมไม่เห็นชอบและไม่รับรอง ไม่เห็นด้วยกับการแก้ไข ใช่ว่าการแก้ไข รัฐธรรมนูญจะทำไม่ได้ ทำได้ สมัยรัฐบาลท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ก็ทำมาแล้ว แต่ทำ ด้วยเหตุด้วยผล พรรคฝ่ายค้านขณะนั้นก็คัดค้านเราก็ไม่ได้ว่าอะไร เพราะเราทำด้วยเหตุด้วยผล สามารถตอบสังคมได้ ตอบประชาชนได้ แต่วันนี้ท่านประธานครับ การเสนอแก้ไขตอบสังคม ตอบประชาชนไม่ได้จริง ๆ ท่านประธานครับ มาตรา ๖๘ ที่เป็นปัญหา แล้วมีการพูดจากันมาก ขอประทานอภัย ท่านหัวหน้ารัฐบาล ท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน อันนี้เป็นหลักเป็นฐาน มีหลักมีฐาน ผู้สื่อข่าวเขาถามว่าเป็นอย่างไร มาตรา ๖๘ ท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ก็บอกว่าประชาชนไม่ได้เสียหาย ไม่ได้เสียประโยชน์ แต่ประการใด ประชาชนได้รับประโยชน์ด้วยซ้ำไป ผมไม่เข้าใจเลยท่านประธาน เป็นคำตอบ ที่ไร้เดียงสา แต่ผมไม่บังอาจแม้จะคิดว่าท่าน ขอประทานอภัย เป็นคำไทย ๆ ผมไม่คิดนะ ผมไม่บังอาจคิดท่านประธานว่าท่านโง่หรือแกล้งโง่ ท่านประธานครับ มาตรา ๖๘ หลายท่าน พูดมาแล้ว ผมขอประทานอภัยถ้าจะต้องพูดซ้ำ ก็มันมีอยู่เท่านี้ เขาบอกว่าเวลาอภิปราย อย่าซ้ำ อย่าซ้อน แต่วันนี้จำเป็นท่านประธานที่เคารพ มาตรา ๖๘ ขออนุญาต ผมเห็นด้วย กับกฎหมายเดิม รัฐธรรมนูญเดิม มาตรา ๖๘ ท่านประธานครับ อาจจะพูดไปพูดมาแล้ว พี่น้องประชาชนที่อยู่ทางบ้านก็โทรศัพท์มาถามเหมือนกันว่าเขาหมายความว่าอะไร ขอประทานอภัยท่านประธาน มาตรา ๖๘ บุคคลจะใช้สิทธิและเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ เพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ตามรัฐธรรมนูญนี้ หรือเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งมิได้ เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญนี้มิได้ วรรคสองครับ ผมอ่านแค่ ๒ วรรคนะครับ ในกรณีที่บุคคลหรือพรรคการเมืองใดกระทำการตามวรรคหนึ่ง ผู้ทราบ ก็หมายถึงคนทั่วไป ผู้ทราบการกระทำดังกล่าวย่อมมีสิทธิเสนอเรื่องให้อัยการสูงสุดตรวจสอบข้อเท็จจริงและยื่นคำร้อง ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยสั่งการให้เลิกการกระทำดังกล่าว แต่ทั้งนี้ไม่กระทบกระเทือน การดำเนินคดีอาญาต่อผู้กระทำการดังกล่าว ท่านประธานครับ ขออธิบายดังนี้ เมื่อมีผู้คิด จะล้มล้างหรือจะเปลี่ยนแปลงการปกครองซึ่งไม่เป็นไปตามวิธีการที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ ใครทราบก็สามารถจะร้องได้ ยื่นคำร้องได้ ตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ มาตรา ๖๘ ที่ใช้อยู่ ตอนนี้ครับ อันนี้ก็ยังไม่รู้ว่าจะแก้ได้หรือไม่ได้ สำเร็จหรือไม่สำเร็จ ปัจจุบันนี้ประชาชนยื่นได้ ๒ ทาง มีตัวอย่างให้เห็น มีข้อขัดแย้งในสังคม แต่ในที่สุดศาลรัฐธรรมนูญก็ตัดสินว่าประชาชน สามารถยื่นได้ ๒ ทาง ทางที่ ๑ ไปยื่นที่อัยการ ดูแล้วมันช้าไม่ทันการ หรือไม่พอใจ ไม่ว่าด้วย เหตุผลกลใดก็สามารถไปยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญได้ ตัวอย่างมีให้เห็นแล้ว คำวินิจฉัยมีให้เห็นแล้ว ท่านประธานครับ ผมนำเรียนท่านประธานครับ มีการพูดจากันประหนึ่งว่าอัยการน่าจะเป็นกลาง อัยการเป็นส่วนราชการของรัฐ อัยการเป็นผู้ที่จะให้ความเป็นธรรมกับสังคม ผมเรียน ท่านประธานครับ จากประสบการณ์ของผม ผมว่าความมา ๓๑ ปี ผมเป็นผู้แทนราษฎรมา ๒๑ ปี ผมว่าความในศาลผมรู้ดีแต่ไม่พูด แต่ว่าในศาลรัฐธรรมนูญนั้นพรรคประชาธิปัตย์ ได้กรุณามอบหมายให้ผมเป็นหนึ่งในทีมกฎหมายในการต่อสู้คดียุบพรรคเมื่อปี ๒๕๕๐ ท่านประธาน ผมทราบดีว่าอัยการแต่ละท่านแต่ละคนนั้นมีพฤติการณ์เป็นประการใด ผมไม่เอ่ยชื่อ ณ ที่นี้ แต่ใครที่อยู่ในศาลทราบดี ท่านประธานครับ นี่คือเหตุผลหนึ่ง แต่ผมนำเรียนท่านประธานว่าที่เขาพยายามจะบอกว่าให้ยื่นไปที่อัยการทางเดียว กฎหมายใหม่นี่นะครับที่เขาร่างขึ้นมา ขอประทานอภัย ร่างกฎหมายใหม่ วรรคสองนะครับ วรรคแรกเหมือน ๆ กัน วรรคสองเขาบอกว่า ในกรณีที่บุคคลหรือพรรคการเมืองใด กระทำการตามวรรคหนึ่ง ผู้ทราบการกระทำดังกล่าวย่อมมีสิทธิเสนอชื่อให้อัยการสูงสุด ตรวจสอบข้อเท็จจริง เมื่ออัยการสูงสุดตรวจสอบข้อเท็จจริงแล้วเห็นว่าการกระทำนั้น ขัดต่อวรรคหนึ่ง ให้อัยการสูงสุดยื่นคำร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญ แปลว่าตัดสิทธิตัดหนทางจากประชาชนเดินได้ ๒ ทาง ทำได้ ๒ ทาง วันนี้ถ้าร่างกฎหมาย ฉบับนี้ผ่าน ท่านประธานครับ ประชาชนทำได้ทางเดียว ทีนี้มาดูหลายท่านสงสัยอัยการ เป็นทนายแผ่นดิน อัยการดูประหนึ่งว่าน่าจะประสิทธิประสาทความยุติธรรมให้ประชาชน ท่านประธานครับ เถียงกันแต่ไม่มีคำตอบผมจะให้คำตอบ ทำไมเขาร่างอย่างนี้ ทำไมเขาตัดสิทธิ ไม่ให้ประชาชนไปถึงศาลรัฐธรรมนูญ ท่านประธานครับ อัยการสูงสุดเป็นหน่วยงานอิสระ ฟังดูดีนะครับ ไม่สังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี กระทรวง หรือทบวงใด ถ้าเขียนไว้เท่านี้บันทึกไว้เท่านี้ ท่านที่ดีใจก็บอกว่าเอาละอันนี้แน่นอนเป็นหลักประกัน เพราะเป็นหน่วยงานอิสระ แต่ท่านประธานครับ ไม่ใช่ฟูลสต็อป (Full stop) แค่นั้นครับ เขาต่อไปครับ แต่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ นายกรัฐมนตรีโดยตรง หาได้ที่ไหนครับคำจำกัดความเหล่านี้ ใครที่มีไอแพด ใครที่มีคอมพิวเตอร์ ใครที่มีไอโฟนทั้งหลายดำเนินการได้ เพราะฉะนั้นคำตอบที่พูดกันเกือบ ๓ วัน ท่านประธาน ก็เคยบอกข้างล่างเขาถกเถียงกัน ท่านประธานก็บอกว่าเอาละอัยการสูงสุดก็คือหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐก็เป็นอันจบไป แต่วันนี้เห็นไหมครับ คำจำกัดความนี่ละแปลว่าอัยการสูงสุด เป็นหน่วยงานอิสระไม่อยู่ภายใต้การครอบงำของใคร แต่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ นายกรัฐมนตรี ไม่ต้องบอกว่าชื่ออะไร ท่านประธานครับ นี่อย่างไรครับน่าจะถึงบางอ้อแล้วว่า ทำไมเขาแก้กฎหมายตัดหนทางประชาชนไม่ให้เดินไปตรงที่ศาลรัฐธรรมนูญ และพฤติการณ์ ที่ผ่านมาของนายกรัฐมนตรีบางท่านก็แล้วกันก็น่าจะทราบดีว่าเพราะอะไร อย่างไร ท่านประธานที่เคารพครับ นี่คือมาตรา ๖๘ ซึ่งฝ่ายผู้ยื่นเสนอพยายามเหลือเกินจะต้องแก้ให้ได้ ผมเรียนท่านประธานว่ามาตรา ๖๘ เป็นมาตราสำคัญที่จะทำให้ประเทศไทยมีการเปลี่ยนแปลง ผมก็ภาวนาว่าประเทศไทยเรามีพระสยามเทวาธิราช มิฉะนั้นแล้วเราจะพบกับความยากลำบาก ไปทั่วประเทศ ผมเรียนท่านประธานว่ามาตรา ๖๘ นี่ละครับผมอยากให้คงเดิมและเขียนให้ ชัดขึ้นเหมือนท่านอาวุโสสุทัศน์ เงินหมื่น พูดเมื่อสักครู่นี้ เขียนไปเลยนะครับ ผู้ทราบยื่นได้ ๒ ทางเอาให้ชัด ทางที่ ๑ ยื่นอัยการ ไม่พอใจจะยื่นอัยการก็ไปยื่นที่ศาลรัฐธรรมนูญเขียนให้ชัด ไม่ต้องไปตีความกันอีก แม้ว่าวันนี้บทสรุปจะเป็นที่เข้าใจกันแล้ว เพราะศาลรัฐธรรมนูญได้มี คำวินิจฉัยเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ท่านประธานครับ ขอนำเรียนอีกข้อหนึ่งครับท่านประธาน นั่นก็คือความเด่นชัดในเรื่องของมาตรา ๖๘ ที่พูดกันหลายท่านเหลือเกินว่ามีการแก้ไข ให้ชัดเจนขึ้น ชัดเจนในแง่ไหนครับ ชัดเจนในลบ นั่นก็คือทอนอำนาจหรือว่าลิดรอนอำนาจ ประชาชนหรือจะพูดให้เป็นภาษากฎหมายหน่อย นั่นก็คือรอนสิทธิพี่น้องประชาชน

ท่านประธานที่เคารพ มาตรา ๖๘ เสร็จแล้วก็ต้องไปดูที่มาตรา ๒๓๗ ผมอาจจะมีความเห็นต่างจากเพื่อนสมาชิกไม่ว่าจากท่านสมาชิกวุฒิสภาหรือสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นั่นก็คือมาตรา ๒๓๗ ผมคิดว่าเป็นมาตราที่ดีที่สุดตั้งแต่เราร่างรัฐธรรมนูญกันมา คนที่จะทำผิด หรือคิดวางแผนจะทำผิดหรือมีเถยจิตไม่ดีเท่านั้นละครับที่จะกลัว คนดี คนเก่ง คนกล้า คนที่ไม่คิดจะทำผิดไม่ต้องไปกลัว ท่านประธานครับ มาตรา ๒๓๗ ผมสรุปง่าย ๆ นั่นก็คือ เขาบอกว่า ผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ใดกระทำการก่อหรือสนับสนุนให้ผู้อื่นกระทำการอันเป็นการฝ่าฝืน พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. และการได้มาของ ส.ว. หรือไปขัดกับระเบียบ หรือประกาศของคณะกรรมการการเลือกตั้ง เขาบอกว่ามีผลทำให้ การเลือกตั้งมิได้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม ให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของบุคคลดังกล่าว นี่กรณีที่เป็นผู้สมัคร แต่เขาบอกต่อไปครับ เขาบอกว่าถ้าการกระทำอันนั้นของผู้สมัคร หรือผู้สมัครไปหาหัวคะแนนแล้วไปดำเนินการที่ผิดกฎหมาย ๒-๓ ประการที่ผมพูดเมื่อสักครู่นี้ ผิดกฎหมายเลือกตั้ง ส.ส. สว. ผิดระเบียบ ผิดประกาศ ท่านประธานครับ เขาบอกว่า ถ้ากรรมการบริหารพรรคการเมือง หรือหัวหน้าพรรคการเมืองรู้เห็นเป็นใจหรือปล่อยปละละเลย คือรู้แล้วทำไม่รู้ อันนี้มีเยอะในสังคมการเมืองไทย รู้ทำเป็นไม่รู้ ยิ่งกว่านั้นสนับสนุนด้วยซ้ำไป ไม่ต้องบอกครับท่านประธานว่าสนับสนุนอะไร เขาบอกว่าอย่างนี้ของเก่าบอกว่าให้เพิกถอน สิทธิเลือกตั้งหัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารพรรคการเมือง ในขณะเดียวกันยุบพรรคการเมือง ท่านประธาน เขาบอกอย่างนี้ครับ พฤติการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างนี้กฎหมายเขียนไว้เลย เป็นข้อสันนิษฐาน ของกฎหมายจะเรียกว่ากฎหมายบังคับหรือกฎหมายปิดปากก็ได้ เขาบอกว่าถ้าการกระทำ ดังนั้นแล้วหัวหน้าพรรคการเมือง กรรมการบริหารพรรคการเมืองมิได้ยับยั้งช่างใจ ปล่อยปละละเลย เขาบอกว่าให้ถือว่าอันนี้เป็นภาษากฎหมาย ให้ถือว่าพรรคการเมืองนั้นกระทำการเพื่อให้ ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศ โดยวิธีการซึ่งไม่ได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ ในรัฐธรรมนูญตามมาตรา ๖๘ มาตรา ๖๘ ก็ยุบ แล้วเขาบอกเลยว่าถ้าพฤติการณ์ของมาตรา ๒๓๗ ของผู้ที่เกี่ยวข้องในมาตรา ๒๓๗ ตั้งแต่ผู้สมัคร หัวคะแนน หัวหน้าพรรคการเมือง กรรมการบริหารพรรคการเมือง เป็นดังที่มาตรา ๒๓๗ กำหนดไว้ ท่านประธานครับ ให้ยุบพรรค เป็นเรื่องที่กฎหมายปิดปาก อันนี้นักกฎหมายก็พอเข้าใจนะครับ ขอนำเรียน ท่านประธานว่าเรื่องแบบนี้เป็นเรื่องดีครับ ขนาดที่เขาให้ขาแรงขนาดนี้นะครับ มาตรา ๒๓๗ หลายคนบอกยาแรง ขนาดยาแรงก็ยังหลุดรอดไปเป็นร้อย ผมพูดว่าเป็นร้อยก็แล้วกัน เอากันจริง ๆ สิครับ เพื่อให้บ้านเมืองสะอาดไม่ใช่พูดแต่ปาก เราพูดกันแต่ปากว่าอยากให้ การเลือกตั้งบริสุทธิ์ยุติธรรม มันจะยุติธรรมได้อย่างไรครับ ถ้าผู้มีพละกำลังมากมาย ใช้ช่องว่างเหล่านี้ดำเนินการ ใครไปสู้ กี่พรรคไปสู้ก็แพ้ ท่านประธานครับ กฎหมายมาตรา ๒๓๗ ที่เขาเขียนใหม่นี้เขาตัดหมดเลยครับ เขาบอกอย่างไรครับ เขาบอกให้ยกเลิกวรรคสอง มาตรา ๒๓๗ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย คือฉบับที่ใช้ปัจจุบันนี้ ยกเลิกไปเลย เรื่องยุบพรรคการเมือง ยิ่งกว่านั้นเขาบอกอีก เขาบอกว่ากรรมการก็ดี หัวหน้าพรรคการเมืองก็ดี ไม่ผิด หลายท่านในพรรคของผมนี่นะครับมีความรู้สึกว่าน่าจะยอมรับได้ถ้าไม่ยุบพรรคการเมือง แต่สำหรับผมผมยอมรับไม่ได้

สุดท้ายจริง ๆ ท่านประธานครับ มาตรา ๕ เขาเขียนอย่างนี้ครับ ให้การเพิกถอน สิทธิเลือกตั้งตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. และ สว. หัวหน้าพรรคการเมือง กรรมการบริหารพรรคการเมือง เพราะเหตุมีคำวินิจฉัยให้ยุบพรรคการเมือง ตามมาตรา ๖๘ หรือมาตรา ๒๓๗ วรรคสอง เป็นอันสิ้นสุด และให้ถือว่าบุคคลผู้นั้น ไม่เคยเป็นผู้ถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง นี่น่าเกลียดท่านประธาน ขอประทานอภัยนะครับ มันเป็นเรื่องที่โจ๋งครึ่มเกินไป โป๊เกินไปทำให้มันแนบเนียนหน่อยเถอะ อีกแค่ไม่กี่วันแล้วไม่ใช่หรือ เดือนธันวาคมแล้วนี่อยู่ขณะนี้ก็ไม่ได้เดือดร้อนอะไร ก็ยังไปเปิดงานตรุษจีนได้ทุกปี ๆ แล้วจะไปกลัวอะไร บัญญัติอย่างนี้ไม่มีประเทศไหนเขาทำหรอก เอาใจกันขนาดนี้ ท่านประธานครับ ผมรักษากติกานะครับ เพราะเพื่อนรออยู่หลายคน ผมไม่สามารถรับรองได้ ทั้ง ๓ ร่าง และจะไม่เห็นด้วยและจะต่อสู้เรื่องนี้จนในที่สุดครับ ขอบพระคุณครับ

(นางสาวมาลินี อินฉัตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ ได้ยืน และยกมือขึ้น)
นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านมีอะไรครับ

นางสาวมาลินี อินฉัตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธานคะ ดิฉัน มาลินี อินฉัตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ดิฉันขอประท้วงผู้อภิปรายที่เพิ่งจบไปนะคะ ในข้อ ๔๓ ใช้วาจา ไม่สุภาพ ใส่ร้าย เสียดสีท่านนายกรัฐมนตรี ท่านให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าว แต่ผู้อภิปรายบอกว่า ท่านโง่หรือแกล้งโง่ ขอให้ถอนคำพูดนี้ค่ะ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ประเด็นไหนนะครับ

นางสาวมาลินี อินฉัตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านผู้อภิปราย ช่วงที่ดิฉันไม่อยากจะขัดตรงกลางเพราะว่าอยากให้ท่านอภิปรายให้สบายใจไปก่อน แต่ในช่วง ที่ท่านบอกว่าท่านนายกรัฐมนตรีได้ให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าว สัมภาษณ์ถึงการแก้รัฐธรรมนูญตัวนี้ ท่านนายกรัฐมนตรีให้สัมภาษณ์ดิฉันจำคำพูดท่านไม่ได้ แต่คำหนึ่งที่ท่านบอกว่า ท่านนายกรัฐมนตรี ที่สัมภาษณ์ตรงนั้นไม่แน่ใจว่าโง่หรือว่าแกล้งโง่ ขอให้ถอนคำพูดนี้ค่ะ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

คงไม่เป็นไรครับ เอาว่า เราดำเนินการต่อดีกว่านะครับ เอาละครับ พอแล้วกระมังครับ ผมฟังอยู่ไม่ได้เสียหายอะไร ท่านไม่ได้เสียหายหรอกครับ เชิญครับ

นายวิรัช ร่มเย็น สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ระนอง

ท่านประธานที่เคารพ วิรัช ร่มเย็น สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากจังหวัดระนอง พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิก รัฐสภา พูดเพื่อที่จะให้ผู้ประท้วงได้รับทราบ ผมใช้คำนี้ครับ ผมบอกว่าสัมภาษณ์อย่างนั้น ดูเหมือนไร้เดียงสา แต่จะคิดก็ไม่กล้าคิด แค่คิดเพียงคิดผมยังไม่กล้าเลยว่าโง่หรือแกล้งโง่ ผมพูดอย่างนี้ ผมไม่ได้บอกจริง ๆ แล้วไม่ได้เล่นลิ้น ท่านประธานฟังให้ดี คิดยังไม่กล้าคิดเลย แล้วจะพูดได้อย่างไร คิดยังไม่กล้าคิดเลยท่านประธาน

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เอาละครับท่านวิรัช ท่านสมาชิกครับ ผมว่าเอาเวลามาพิจารณาเรื่องรัฐธรรมนูญน่าจะดีกว่า อย่าไปเล่นคำเล่นลิ้น อะไรต่าง ๆ มันไม่ดีหรอกครับ เสียเวลาครับ ผมเชิญท่านเฉลิมดีกว่าครับ เชิญครับ เชิญท่านรองนายกรัฐมนตรีเฉลิม อยู่บำรุง ครับ

ร้อยตำรวจเอก เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี

ท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพ กระผม ร้อยตำรวจเอก เฉลิม อยู่บำรุง ส.ส. บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านประเสริฐมีอะไรครับ

นายประเสริฐ พงษ์สุวรรณศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ยะลา

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพครับ กระผม นายประเสริฐ พงษ์สุวรรณศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดยะลา พรรคประชาธิปัตย์ ถามท่านประธานนิดหนึ่งครับว่าท่านเฉลิมจะใช้เวลา ในการพูดกี่นาทีครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ไม่ได้จำกัดเวลาครับ

นายประเสริฐ พงษ์สุวรรณศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ยะลา

ท่านประธานครับ เมื่อสักครู่เราคุยกัน ยกตัวอย่างกลับไปตอนที่ท่านหมอวรงค์พูดท่านก็บอกว่าไม่ได้ เกินไป ๕ นาที พวกผมบวกให้เป็น ๑๐ นาทีเพื่อจะให้ลงตัว ท่านก็บอกว่าไม่ได้วันนี้ท่านต้องใช้ มาตรฐานเดียวกันครับ ทางวิปฝ่ายรัฐบาลมาตกลงกับพวกผมวิปฝ่ายค้านว่าฝ่ายค้านจะพูด ๒ ท่าน ท่านละ ๑๕-๒๐ นาที แล้วฝ่ายรัฐบาลจะพูด ๑ ท่าน ท่านหนึ่ง ๘-๑๐ นาที วันนี้ถ้าท่านเฉลิมจะพูดในช่วงเวลาที่ท่านเป็นประธานก็ต้องเป็นไปตามข้อตกลง เพราะฉะนั้น ท่านเฉลิมจะพูดได้ไม่เกิน ๑๐ นาทีครับ ถ้าจะใช้เกินจาก ๑๐ นาทีเป็นสิทธิของท่าน แต่ไปใช้ในช่วงเวลาช่วงอื่นไม่ใช่ช่วงที่ประธานสมศักดิ์ปฏิบัติหน้าที่ครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านเฉลิมใช้เวลาสักเท่าไรครับ

ร้อยตำรวจเอก เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี

ก็ทางพรรคกรุณา มอบหมายให้ชี้แจงหลายประเด็น อาจจะสั้นก็ได้ครับ หรืออาจจะยาว แต่ว่าเราใช้สิทธิเวลา ของฝ่ายพรรคเพื่อไทย จะไม่ลิดรอนสิทธิอย่างอื่น

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เอาว่าน่าจะใช้เวลาสักเท่าไร ท่านจะพูดประเด็นอะไรท่านพอจะรู้ จะใช้เวลาสักประมาณเท่าไร

ร้อยตำรวจเอก เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี

เดี๋ยวใกล้ ๆ จบแล้ว ผมบอกท่านประธาน เอาละครับ เสียเวลาครับ ท่านประธานที่เคารพครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านเฉลิมครับ เดี๋ยวก็มี ประท้วงอย่างนี้ ผมว่าท่านน่าจะกำหนดเวลาว่าใช้เวลาสักเท่าไร ท่านรองนายกรัฐมนตรีเฉลิมครับ ด้วยความเคารพอย่างนี้ครับ เราได้ตกลงคุยกันไว้นะครับ ไม่อย่างนั้นการประชุมมันก็ไม่สามารถ ดำเนินการต่อไปได้ ทีนี้เวลาที่ผมขึ้นมาทำหน้าที่ก็เป็นช่วงที่ฝ่ายค้านเขาจะใช้สิทธิตรงนี้ อภิปราย เวลาผมไม่ได้มาทำหน้าที่ทางฝ่ายค้านก็จะสละสิทธิไม่อภิปรายนะครับ เพราะฉะนั้น สรุปแล้วช่วงที่ผมขึ้นมาทำหน้าที่มันเป็นเวลาของฝ่ายค้านที่เขาจะได้อภิปรายเท่านั้น ถ้าผมไม่ขึ้นมาเขาก็ไม่ได้ใช้สิทธิตรงนี้ เพราะฉะนั้นเพื่อให้ดำเนินการไปอย่างเรียบร้อยนะครับ ถ้าท่านจะใช้เวลาโดยไม่จำกัดก็ไม่ขัดข้องครับ แต่ขอเป็นช่วงของท่านนิคมขึ้นมาทำหน้าที่ จะได้ไหมครับ เพื่อให้ดำเนินไปอย่างเรียบร้อยนะครับ แต่ถ้าจะใช้สิทธิสัก ๑๕ นาที

ร้อยตำรวจเอก เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี

ขออนุญาตเรียน ท่านประธานอย่างนี้ ท่านประธานจะนั่งสักกี่ชั่วโมงครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

จะขึ้นมาเปลี่ยนผม ๒ ทุ่ม ๑๕ นาที

ร้อยตำรวจเอก เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี

ถ้าจะให้ดีที่สุดท่านประธาน ก็ลงเสียตอนนี้แล้วให้ท่านนิคมมา

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ว่าอย่างไรนะครับ

ร้อยตำรวจเอก เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี

ท่านประธานก็สลับสับเปลี่ยน เสียตอนนี้ ให้ท่านนิคมขึ้นมาแล้วผมจะได้อภิปราย

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

มันไม่ใช่อย่างนั้นครับ มันเป็นเวลาที่เป็นของเขาอยู่แล้ว เป็นเวลาของเขาครับ มันไม่ใช่ว่าผมสลับไม่ใช่ครับ เป็นช่วงเวลาของเขา ทราบแล้วครับ เดี๋ยวกำลังคุย กำลังทำความเข้าใจ ท่านนิคมจะขึ้นมา เปลี่ยนตอน ๒ ทุ่ม ๑๕ นาที เวลาที่เหมาะก็อาจจะเป็นสัก ๒ ทุ่มครึ่งก็ได้ครับ

ร้อยตำรวจเอก เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี

ท่านประธานครับ ผมก็อยู่สภามานาน ผมไม่ขัดคำสั่งครับ ๒ ทุ่ม ๑๕ นาที ก็ ๒ ทุ่ม ๑๕ นาที ผมขึ้น แล้วผม ก็ไม่เข้าใจนะ ไปตกลงกฎเกณฑ์อย่างนี้ใช้ไม่ได้

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เป็นเรื่องของวิปครับ วิปเขาคุยกันครับ มันไม่ถึงขนาดใช้ไม่ได้ครับ เขาเป็นข้อตกลงร่วมกันครับ

ร้อยตำรวจเอก เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี

หรือกลัวว่าผมจะได้สิทธิ เขากำลังถ่ายทอดพอดี

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

๒ ทุ่มครึ่งก็ถ่ายทอดครับ ไม่ต่างกัน

ร้อยตำรวจเอก เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี

ผมไม่ขัดข้องครับ ท่านครับ เดี๋ยวผมก็ไปทำการบ้านต่อ แต่ว่าสั้น ๆ นิดเดียวเพื่อให้ต่อเนื่อง

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านครับ เดี๋ยวก็เป็นปัญหา ท่านมาใช้ทีเดียวเลยดีกว่า ผมอยากจะอนุญาตให้ท่านนะครับแต่กลัวจะมีปัญหา ท่านครับ ท่านมาว่าทีเดียวตอนนั้นดีกว่าครับ เอาทีเดียวตอนนั้นครับ ท่านปรีชาพลเชิญครับ วิปรัฐบาลว่าอย่างไร

ร้อยโท ปรีชาพล พงษ์พานิช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ขอนแก่น

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ เพื่อนสมาชิกผู้ทรงเกียรติ กระผม ร้อยโท ปรีชาพล พงษ์พานิช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากจังหวัดขอนแก่น พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา จากการที่ เราได้มีการหารือกันนะครับ มีการสลับกันไปสลับกันมาเพื่อที่จะให้เพื่อนสมาชิกทั้งฝั่งของรัฐบาล ส.ว. และฝ่ายค้าน ได้ทำหน้าที่ได้อย่างเต็มที่ ก็ต้องกราบเรียนว่าขณะนี้เป็นคิวที่เป็นคิว ของทางสมาชิกฝ่ายรัฐบาลที่จะได้อภิปราย ทีนี้ถ้ามาดูในเรื่องของเวลาที่เราใช้ ขณะนี้ฝ่ายรัฐบาล ใช้ไปเพียง ๙ ชั่วโมง ทางฝ่ายค้านเองก็ใช้ไป ๙ ชั่วโมง เกือบ ๒๐ นาที ฉะนั้นในเรื่องของ การใช้เวลาในการอภิปรายก็ถือว่าใกล้เคียงกัน ผมก็คิดว่าท่าน ร้อยตำรวจเอก ดอกเตอร์เฉลิม อยู่บำรุง ขณะนี้ก็มีสิทธิที่จะอภิปราย ก็คิดว่าอยู่ในเวลาที่พอไปกันได้ เฉลี่ยไปนะครับ ใกล้เคียงกัน ไม่ได้เป็นการเอาเปรียบซึ่งฝั่งใดฝั่งหนึ่งนะครับ ท่านประธานครับ ก็หารือ ท่านประธานครับว่าเรื่องนี้ผมว่าน่าจะพอไปกันได้นะครับ เพราะว่าเวลาก็ไม่ได้แตกต่างกัน ท่านประธานครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เชิญท่านประเสริฐ

นายประเสริฐ พงษ์สุวรรณศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ยะลา

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายประเสริฐ พงษ์สุวรรณศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดยะลา พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานก็ไม่เข้าใจครับ ไม่ทราบเป็นวิปอย่างไร เขามาตกลงกันอย่างนี้ ตกลงกันว่าแบบเมื่อสักครู่ผมกราบเรียนท่านประธาน แล้วท่านประธาน ปฏิบัติหน้าที่มา ๓ วันแล้ววันนี้เป็นวันที่ ๓ แล้วทุกอย่างก็เป็นอย่างนี้ละครับ เวลาท่าน ปฏิบัติหน้าที่ฝ่ายค้านก็อภิปราย ๒ ท่าน ฝ่ายรัฐบาล ๑ ท่าน ฝ่ายค้านก็ครั้งละ ๑๕-๒๐ นาที ต่อท่าน แล้วก็ฝ่ายรัฐบาล ๘-๑๐ นาที แล้ววันนี้พอมาอย่างนี้ต่อไปก็ตกลงอะไรกันไม่ได้ แล้วถ้าอย่างนี้ขอให้วิปปฏิบัติตามข้อตกลงนะครับ เรามาพูดเรื่องนี้ฝ่ายค้านเสียเวลาไป ๑๕ นาทีแล้วครับ รบกวนเวลาของฝ่ายค้านมิฉะนั้นฝ่ายค้านก็พูดไปได้อีก ๑ คนแล้วครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ผมอย่างนี้ดีกว่านะครับ ไม่อย่างนั้นจะเสียเวลา เอาว่าวิปประสานอะไร อย่างไร เขาก็แจ้งผมทราบทั้งหมด แล้วผม ก็ดำเนินการประชุมมาตลอด ๓ วันแล้ว อะไรเป็นอะไรก็ทราบดี ผมก็ไม่มีอะไรครับ ทำหน้าที่อย่างเป็นกลางอยู่แล้วครับเพื่อให้การประชุมดำเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพ ที่จริงแล้วถ้าท่านรองนายกรัฐมนตรีจะพูดตอนนี้หรือไปพูดเอาตอน ๒ ทุ่มครึ่งมันก็ไม่มีอะไรต่าง ก็ถ่ายทอดสดเหมือนกัน แต่ถ้าพูดตอน ๒ ทุ่มครึ่งก็สามารถใช้สิทธิได้เต็มที่ไม่จำกัดเวลา แต่ถ้าจะพูดตอนนี้ ๑๕ นาทีทางฝั่งนี้ก็คงไม่ขัดข้อง แต่เพื่อให้ได้ใช้สิทธิเต็มที่ผมก็แนะนำว่า น่าจะเป็น ๒ ทุ่มครึ่งแล้วท่านรองนายกรัฐมนตรีเมื่อสักครู่ก็เห็นด้วยแล้ว มันก็น่าจะจบ ถ้ายังดันไปอย่างนี้มันก็จะไม่จบครับ

(ร้อยโท ปรีชาพล พงษ์พานิช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดขอนแก่น ได้ยืนและยกมือขึ้น)

เชิญท่านปรีชาพลครับ

ร้อยโท ปรีชาพล พงษ์พานิช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ขอนแก่น

กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพ เพื่อนสมาชิกผู้ทรงเกียรติ กระผม ร้อยโท ปรีชาพล พงษ์พานิช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากจังหวัดขอนแก่น พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา กระผมขอประท้วงผู้ที่อภิปรายเมื่อสักครู่นี้ผิดข้อบังคับ ข้อ ๔๓ บอกว่าพูดไม่รู้เรื่อง จริง ๆ ผมเป็นคนที่ประนีประนอมนะครับ ที่มีการสับการอภิปราย ๑ คนต่อ ๒ คน ในช่วงที่ท่านประธานสมศักดิ์ขึ้นทำหน้าที่นั้นก็เพื่อที่จะให้สัดส่วนการใช้เวลานั้นใกล้เคียงกัน ผมกราบเรียนว่าวันนี้เมื่อสักครู่นี้ผมเพิ่งจะอัพเดท (Update) เวลาให้ท่านฟังว่าฝ่ายรัฐบาล ใช้ไป ๙ ชั่วโมง ฝ่ายค้านใช้ไป ๙ ชั่วโมง ๒๐ นาที เวลาที่พวกเราได้ ๑๕ ชั่วโมง อีก ๖ ชั่วโมง ที่เรายังไม่ได้ใช้ ส่วนของท่านท่านได้ ๑๓ ชั่วโมง ท่านใช้ไป ๙ ชั่วโมง ๒๐ นาที ท่านเหลือเวลา ๓ ชั่วโมง ๔๐ นาที ฉะนั้นท่านอย่ามาพูดว่าใครพูดไม่รู้เรื่องหรืออย่างไรก็ตามเราพูดกัน ด้วยเหตุด้วยผล ก็หารือท่านประธานครับว่าถ้าจะมาพูดกันลักษณะนี้ผมเองก็พยายาม ทำหน้าที่ด้วยความประนีประนอมครับท่านประธาน แต่ถ้าพูดกันอย่างนี้ก็คิดว่าคงจะ ไม่มีเหตุมีผลกันครับ กราบขอบพระคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านประเสริฐครับ ผมว่า ไม่มีอะไรเสียหาย ท่านชี้แจงในส่วนที่ท่านโดนพาดพิง เอาอย่างนี้ครับ ผมชี้ขาดเองครับ ให้ท่านขจิตร ๑๕ นาทีเชิญครับ พอแล้วครับ ไม่นิดละครับ เชิญท่านขจิตร ๑๕ นาทีครับ

นายขจิตร ชัยนิคม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อุดรธานี 🔗

ท่านประธานครับ ผม ขจิตร ชัยนิคม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุดรธานี พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ขออภิปรายเรื่องในการเสนอกฎหมายแก้รัฐธรรมนูญ ๓ ฉบับ โดยเฉพาะผมจะเริ่มต้นด้วย การแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา ๖๘ มาตรา ๖๘ พูดกันตรง ๆ ชัด ๆ ก็คือว่าไม่ได้มีแก้ไขอะไรมาก สาเหตุที่เราแก้ไขเพราะว่ามีปัญหา มาตรา ๖๘ แห่งรัฐธรรมนูญ ฉบับปี ๒๕๕๐ กำหนดไว้ บัญญัติไว้เหมือนกันกับมาตรา ๖๓ ในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ท่านประธานครับ เพื่อให้ชัดเจน ขอความกรุณาอ่านมาตรานี้อีกครั้งหนึ่งเพื่อให้ประชาชนได้ทราบด้วย มาตรา ๖๘ ในรัฐธรรมนูญ เขาเขียนไว้ว่า บุคคลจะใช้สิทธิและเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญเพื่อล้มล้างการปกครอง ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญนี้ หรือเพื่อให้มาซึ่งอำนาจการปกครองประเทศไทย โดยวิธีการที่มิได้เป็นไปตามวิถีทาง ที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญนี้มิได้ ท่านประธานครับ เฉพาะวรรคนี้ก็มีปัญหาในการตีความ ในการดำเนินการ วรรคสองที่เรามุ่งที่จะแก้ไขก็คือว่า ในกรณีที่บุคคลหรือพรรคการเมือง ได้กระทำการตามวรรคหนึ่ง ผู้ที่ทราบการกระทำดังกล่าวย่อมมีสิทธิเสนอเรื่องให้อัยการสูงสุด ตรวจสอบข้อเท็จจริงและยื่นคำร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยสั่งการให้เลิกการกระทำดังกล่าว แต่ทั้งนี้ไม่กระทบกระเทือนการดำเนินการคดีอาญาต่อผู้กระทำดังกล่าว ที่ผมอ่านมานี่ หมายความว่านี่คือข้อความเดิม ข้อความเดิมในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ มันเป็นมาตรา ๖๓ รัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นมาตรา ๖๘ ทีนี้ศาลรัฐธรรมนูญในรัฐธรรมนูญข้อความแบบเดียวกัน ศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยแล้ว เมื่อปี ๒๕๔๙ วินิจฉัยกรณีท่านสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล ยื่นคำร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญสั่งยุบพรรค ทีนี้ศาลก็วินิจฉัยแล้ว ศาลบอกว่าศาลรัฐธรรมนูญ พิจารณาแล้วเห็นว่ารัฐธรรมนูญ มาตรา ๖๓ มิได้บัญญัติให้ผู้ร้องมีสิทธิยื่นคำร้องต่อ ศาลรัฐธรรมนูญเพื่อขอให้ยุบพรรคการเมืองโดยตรง แต่จะต้องดำเนินการตามรัฐธรรมนูญ วรรคสอง โดยให้เสนอเรื่องให้อัยการสูงสุดตรวจสอบข้อเท็จจริง แล้วก็ยื่นคำร้องต่อ ศาลรัฐธรรมนูญ กรณีตามคำร้องรัฐธรรมนูญนี้ไม่อาจจะรับไว้พิจารณาวินิจฉัยให้ได้ ท่านประธานครับ นี่คือข้อความเดียวกันหมด นี่คือศาลรัฐธรรมนูญชุดก่อนได้มีคำพิพากษา ได้มีความเห็นไว้ ต่อมาเมื่อมีการร่างรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ก็เอาข้อความนี้มาใส่ไว้ ในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ แต่เปลี่ยนมาตราไปเป็นมาตรา ๖๘ ข้อความเดียวกันหมดเลย กับที่ผมอ่าน นี่ข้อความเดียวกันเลยไม่มีการเปลี่ยนแปลงอะไร ต่อมาเมื่อปี ๒๕๕๕ มีการยื่นศาลรัฐธรรมนูญซึ่งศาลรัฐธรรมนูญก็เปลี่ยนบุคคลไปเป็นชุดใหม่ แต่ก็ยังเป็น ศาลรัฐธรรมนูญเหมือนเดิม ต่อมาก็มีการวินิจฉัยว่าศาลรัฐธรรมนูญสามารถรับคำร้องได้ โดยไม่ต้องผ่านอัยการสูงสุด ท่านประธานที่เคารพครับ อันนี้คือเป็นประเด็นปัญหาเพราะว่า เป็นคำสั่งหรือคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในประเทศไทยเหมือนกัน เพราะฉะนั้น เมื่อเป็นปัญหานี้พวกกระผมจึงเห็นว่าเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาต่อไปก็เลยแก้เขียนเสีย เพราะการที่ศาลรัฐธรรมนูญหรือว่าอะไรต่าง ๆ ถ้าจะรับได้ ๒ ทาง รัฐธรรมนูญนี้ก็จะเขียนไว้ ให้รับ ๒ ทาง ถ้ารับไว้ทางเดียวก็จะเขียนทางเดียว

อย่างรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๑๒ ก็จะเขียนไว้ว่าถ้าบุคคลถูกละเมิดสิทธิเสรีภาพ ที่รัฐธรรมนูญนี้รับรองไว้ให้มีสิทธิยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ เขาเขียนไว้ชัดถ้าจะให้ ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ แล้วก็กรณีตามมาตรา ๒๗๕ ถ้ายื่นได้หลายทางเขาก็เขียนไว้ ที่บัญญัติไว้ผู้เสียหายในคดีอาญากระทำความผิดผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองอาจยื่นคำร้อง ต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. หรือจะยื่นคำร้องต่อที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา ถ้าเขาระบุให้ยื่นได้ ๒ ทาง เขาก็จะเขียนไว้ชัดเจน อันนี้เขาเจตนารัฐธรรมนูญมาตรานี้ เจตนาก็ชัดเจน มีผู้อภิปรายไปเยอะมากแล้ว ที่บอกว่าเจตนามีคนอภิปรายไว้ มีชื่อ มีเสียง อยู่ในสภานี้ด้วย เจตนาก็คือมาตรานี้ให้ร้องผ่านอัยการ อัยการสูงสุดแล้วอัยการจะได้ตรวจสอบความถูกต้อง ได้พิจารณาเสนอศาลรัฐธรรมนูญ นี่คือกระบวนการที่เขียนไว้ พอมี ๒ ครั้งศาลรัฐธรรมนูญ เหมือนกันวินิจฉัยต่างกัน พวกเราก็มีความเห็นไม่ได้มีอะไรซับซ้อนหรอกครับ ผมนี่ลงชื่อไม่ได้มีเจตนาตามที่ใคร ๆ กล่าวหามา ๒-๓ วันหรอกครับ ผมต้องการให้ชัดเจน แล้วทำไม ไม่ใช่เป็นเรื่องตัดสิทธิของประชาชนแต่ประการใดเลย เพราะประชาชนได้ทราบดี ไม่ต้องบิดเบือนกระบวนการ ท่านประธานครับ เราวินิจฉัยพิจารณาแล้วที่เสนอแก้นี้ เพื่อศาลรัฐธรรมนูญจะได้รับความเชื่อถือ เพื่อกระบวนการยุติธรรมของประเทศไทย จะได้ศักดิ์สิทธิ์ต่อไป ท่านประธานครับ เมื่อมีคนกระทำผิดคดีอาญาในประเทศเรานี้ หลักกระบวนการในการพิจารณาความ การดำเนินคดีอาญาตามประมวลกฎหมายอาญา และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ขั้นตอน ๑. มีการไปกล่าวโทษ ๒. มีการสืบสวน สอบสวนโดยตำรวจ ๓. มีการพิจารณาและสั่งคดีโดยอัยการ ๔. ศาลถึงจะพิจารณาพิพากษา กระบวนการมันเป็นอย่างนี้ กระบวนการยุติธรรมทางอาญาเป็นหลักสากลอย่างนี้ แล้วท่านไปอ้าง อะไรว่าเราตัดสิทธิประชาชน กระบวนการในคดีอาญาเป็นอย่างนี้ นี่ท่านเล่นเห็นด้วยว่า ศาลรัฐธรรมนูญเป็นทั้งตำรวจ เป็นทั้งอัยการ เป็นทั้งศาลเอง นี่หรือบิดเบือน นี่หรือบอกว่า เราตัดสิทธิประชาชน กระบวนการพิจารณาของประเทศไทยเป็นกระบวนการแบบนี้ เพื่อถ่วงอำนาจ แล้ววันนี้ศาลรัฐธรรมนูญทำหน้าที่แทนตำรวจ แทนอัยการ แล้วก็เป็นศาลตัดสิน แล้วก็ยังจะเขียนรัฐธรรมนูญเองด้วย แล้วผมจะพูดในตอนต่อไป ท่านประธานครับ ด้วยเหตุผลนี้ เราอยู่ในประเทศนี้เราก็ต้องอาศัยกระบวนการของกฎหมายประเทศนี้เราก็เลยเขียนให้ชัด ไม่ได้ว่าคิดขึ้นเองจินตนาการ ศาลรัฐธรรมนูญชุดก่อนพิพากษาไว้ แล้วก็พิพากษาสอดคล้อง กับตัวบทที่เขียนไว้ในรัฐธรรมนูญนี้ แต่คำสั่งศาลรัฐธรรมนูญชุดปัจจุบันนี้มีปัญหา มีข้อโต้แย้งจากนักวิจารณ์เยอะมาก ผมก็ย่อมมีความเห็นนะครับ เพราะฉะนั้นคดีนี้ เป็นการล้มล้างการปกครองที่อ้างว่าเป็นสิทธิของประชาชนโดยตรง เป็นการส่งเสริมเสรีภาพ ท่านประธานครับ ถ้าแก้ไขหรือเป็นไปตามศาลรัฐธรรมนูญนี้ก็แสดงว่าการให้อัยการสูงสุด พิจารณาก่อนไม่ได้มีความหมาย ถ้าสมมุติว่ากรณีอย่างนี้เกิดขึ้น ถ้าเรายังไม่แก้รัฐธรรมนูญ ก็ยังจะพิจารณาครั้งที่ ๑ พิจารณาอีกทางหนึ่งว่าไม่ได้ต้องผ่านอัยการ ครั้งที่ ๒ มาว่าผ่าน ครั้งที่ ๓ วันนี้ก็รับไปอีกแล้ว ไม่ผ่านก็ได้ แล้วครั้งนี้ยิ่งร้าย เพราะอะไร เพราะว่าในกระบวนการ พิจารณาองค์ประกอบในวรรคหนึ่งใครอ่านใครก็รู้ ในวรรคหนึ่งเขาเขียนไว้ชัดว่าองค์ประกอบ ในมาตรา ๖๘ วรรคหนึ่ง ๑. บุคคล ๒. ใช้สิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญนี้ ๓. เพื่อล้มล้าง การปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญนี้ เพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจการปกครองของประเทศโดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีที่บัญญัติไว้ ในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ท่านประธานครับ ผมเป็นบุคคลไหม เป็น ผมเสนอแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญ เป็นการใช้สิทธิหรือเสรีภาพไหม ไม่ใช่ ผมกำลังทำหน้าที่ตามอำนาจที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๒๑๙ บอกว่าให้ผมลงชื่อแก้รัฐธรรมนูญได้ มันไม่ใช่เฉพาะบางส่วนของมาตรา ๖๘ ผมจะเสนอ เอามาตรา ๖๘ ออกหมดมันจะผิดอะไรในเมื่อประชาชนมอบอำนาจให้ผมมาว่าบัญญัติกฎหมาย ผมเป็นสมาชิกรัฐสภามีอำนาจหน้าที่ ผมไม่ได้ให้สิทธิเสรีภาพ แต่ว่าข้อความองค์ประกอบ ในวรรคหนึ่งของมาตรา ๖๘ ๑. เขาบอกว่าบุคคล ๒. ใช้สิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญนี้ ก็แปลว่าตามหมวด ๓ แล้วผมแก้ให้ชัดมันผิดอะไร อำนาจก็อำนาจผมประชาชนให้มา ไม่ใช่ว่ามีอำนาจแต่พวกท่านที่เห็นแย้งกับผม ผมก็มีอำนาจเหมือนกัน เพราะฉะนั้น ผมก็มีศักดิ์และสิทธิที่จะเสนอแก้รัฐธรรมนูญ ผมไม่ใช่บุคคลภายนอก ไม่ใช่ไม่มีหน้าที่ ท่านประธานครับ ผมอยากกราบเรียนท่านประธานว่าถ้าหากเราปล่อยให้รัฐธรรมนูญเป็นอย่างนี้ แล้วศาลรัฐธรรมนูญก็พิจารณาตัวเองว่ารับคำร้องได้ในขณะที่เราไม่แก้ไขข้อความมันก็กำกวมได้ ท่านประธานครับ อะไรจะเกิดขึ้นถ้าหากว่าศาลรัฐธรรมนูญได้ใช้อำนาจหรือใช้ความเห็น ของตัวเองแตกต่างจากคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญชุดก่อน เสร็จแล้วจะให้ประชาชน ได้เข้าใจอย่างไร เพราะฉะนั้นเราจึงเขียนเรามีความเห็นว่ากระบวนการที่ผ่านอัยการ เป็นกระบวนการของกฎหมายประเทศไทย แล้วการกระทำครั้งนี้เป็นการกระทำเป็นความอาญา เป็นความผิดต่อแผ่นดิน การไปชักชวนคนมาใช้สิทธิเสรีภาพเพื่อล้มล้างการปกครอง อย่างเช่นไปชวนคนมาชุมนุมแช่แข็งประเทศไทย ใช้กำลังบุกเข้าไปยึดทำเนียบ บุกเข้าไป ยึดสนามบิน อันนี้มันใช่เป็นกบฏข้อหาเยอะแยะไปหมด เป็นความอาญา อัยการซึ่งเป็น ทนายของรัฐเขามีหน้าที่ร้องเขามีหน้าที่ฟ้องแล้วบุคคลไปฟ้องอย่างไร เพราะฉะนั้นเรื่องนี้ ก็ต้องให้ชัดเจนไป ก็ต้องกราบเรียนประชาชนว่าเราไม่ได้ตัดสิทธิอะไรเพียงแต่ว่ากฎหมาย เขียนไว้อย่างนี้ แล้วถ้าเกิดช่องทางประชาชนก็ยื่นได้ ก็ทำลายกระบวนการที่เป็นกฎหมายอาญา ขั้นตอนอะไรทั้งหมดไม่ถูกใช่ไหม สภาแห่งนี้ถ้าเอาตามความเห็นของบางท่านก็แปลว่า หลักนิติธรรมหลักของกระบวนการกฎหมายอาญาประเทศนี้ไม่เอาเลยใช่ไหม ไม่ต้องมี เจ้าหน้าที่ตำรวจก็ได้ ไม่ต้องมีอัยการก็ได้ มีแต่ศาลเลย นี่หรือการส่งเสริมสิทธิประชาชน แล้วการไต่สวนประชาชนจะได้รับความยุติธรรมอย่างไร ผู้ถูกกล่าวหาจะได้รับความยุติธรรม อย่างไรเมื่อมันไม่มีกระบวนการถ่วงดุลกัน ท่านประธานที่เคารพครับ ผมอยากกราบเรียน ท่านประธานว่าศาลรัฐธรรมนูญจะทำอะไรก็ต้องทำตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ ศาลรัฐธรรมนูญจะบัญญัติจะกำหนดเองไม่ได้ นี่ลงทุนให้ความเห็นถึงขนาดว่าเจตนา ของผู้ร่างไม่สำคัญเท่าความเห็นของข้าพเจ้า มันคืออะไร นี่เขียนด้วยในคำวินิจฉัยบอกว่า เจตนาของผู้ร่างไม่ได้สำคัญมาก สิทธิของประชาชนสำคัญกว่า จริงหรือเปล่า เพราะฉะนั้น ถ้าหากไม่มีกำหนดในรัฐธรรมนูญศาลใช้อำนาจตามมาตรา ๓ แห่งรัฐธรรมนูญ มาตรา ๓ เขาเขียนว่าอย่างไร เขาบัญญัติไว้ในวรรคสุดท้าย มาตรา ๓ แห่งรัฐธรรมนูญปกครอง ประเทศไทยพูดไว้ชัดบอกว่าอำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย พระมหากษัตริย์ ผู้ทรงเป็นประมุขทรงใช้อำนาจทั้งทางรัฐสภา คณะรัฐมนตรีและศาล ตามบทบัญญัติ แห่งรัฐธรรมนูญนี้ ไปคิดเอาเองไม่ได้ วรรคสอง มาตรา ๓ เขาบอกว่า การปฏิบัติหน้าที่ของรัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล รวมทั้งองค์กรตามรัฐธรรมนูญและหน่วยงานของรัฐต้องเป็นไปตาม หลักนิติธรรม แล้วศาลมาพิจารณาตัวเองเท่ากับเขียนรัฐธรรมนูญขึ้นมาใหม่ก็เท่ากับเขียนว่า การร้องศาลในกรณีมาตรา ๖๘ วรรคสองนี้เสนอผ่านอัยการสูงสุดก็ได้จะยื่นโดยตรงต่อ ศาลรัฐธรรมนูญก็ได้ ไม่มีการตีความ ไม่มีการเขียนกฎหมายรัฐธรรมนูญใหม่ กฎหมายรัฐธรรมนูญ เป็นกฎหมายสูงสุด มาตรา ๖ เขียนไว้ว่ากฎหมายรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายปกครองสูงสุด ไม่ได้มีตีความตามใครเลย ต้องอ่านตามนั้น ต้องชัดเจนตามนี้ ท่านประธานครับ ผมมีเวลา เหลือไม่มาก เฉพาะกรณีนี้ก็อยากจะกราบเรียนท่านประธานว่ารัฐธรรมนูญบัญญัติอย่างไร ถ้าสงสัยก็ให้ไปดูเจตนาของผู้ร่างไม่ใช่คิดเอา เมื่อดูเจตนาของผู้ร่างไม่ว่าใครต่อใครอภิปรายไว้ มีคนอภิปรายแล้วเขาชัดเจนแล้วว่าต้องผ่านอัยการสูงสุด ในเว็บไซต์ในคำแนะนำของ สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ เปิดเข้าไปก็บอกว่าผู้มีสิทธิยื่นตามมาตรา ๖๘ คืออัยการสูงสุด ก็เขียนไว้ชัดเจนนี่ครับกระบวนการทั้งหลาย พวกผมก็เขียนให้มันชัดเจนมา แล้วทำไมจะต้อง มากล่าวหากัน มาบิดเบือนว่ามีความเจตนาร้าย มันไม่ใช่ อันนี้กำลังผดุงไว้ซึ่งความยุติธรรม ตามกระบวนการของกฎหมายไทย ท่านประธานครับ ผมขอเพิ่มประเด็นที่มีการเลือกตั้ง ส.ว. แล้วเพิ่มไม่จำกัดวาระ ท่านประธานครับ แล้วก็ให้ ส.ว. หาเสียง ผมเห็นด้วยเพราะทุกวันนี้ ขออนุญาต เมื่อเขียนไว้ให้ ส.ว. เป็นสมัยเดียว โอกาสที่จะพบประชาชน ท่านก็ไม่ไปพบมาก เพราะว่าท่านทำหน้าที่แล้วท่านก็จะจบไป ส่วนมากพอได้เป็นก็จะถือว่าเป็นเกียรติยศของชื่อเสียง แล้วก็มาทำหน้าที่ในสภาให้ดีที่สุด แต่การพบปะประชาชนนี่ห่างหน่อย ท่านประธานครับ ใครจะเก่งอย่างไร ถ้าไม่ลงไปสัมผัสปัญหาประชาชนทุกวัน ๆ ไม่ชัดเจนหรอก คนที่เคยทำนา ถ้าเว้นไม่ทำนาไป ๑๐ ปีจะไปรู้ความเดือดร้อนของชาวนาสมัยนี้ไม่ได้ เพราะฉะนั้นผมจึงเห็นด้วย ที่ประชาชนจะได้รับประโยชน์ เขาบอกว่าการคืนอำนาจให้ประชาชนเป็นการลุแก่อำนาจ ใครจะคิดได้ ทำไมสร้างวาทกรรมทางความคิดที่เลวร้ายจริง ๆ ก็การมอบอำนาจคืนให้ประชาชน ก็ประชาชนเขาได้สิทธิคืน ก็ตอนปี ๒๕๔๐ สมาชิกวุฒิสภาเขามาจากการเลือกตั้งโดยอำนาจ ของประชาชน สมาชิกวุฒิสภาเป็นของประชาชน ๒๐๐ คน ต่อมาก็เกิดการใช้อาวุธยึดอำนาจ ยึดอำนาจใช้ปืน ใช้อาวุธ ภาษาบ้านผมเขาเรียก ปล้น มีคนปล้นสิทธิประชาชนไปพร้อมกัน โดยคณะอะไรก็ตามใส่ชื่อแล้วแต่สะดวก แต่ว่าเอาอำนาจประชาชนไป ความเป็นประชาธิปไตยจบ สภาจบ แล้วเขาก็เอาไปหมดกวาดเกลี้ยงไปครั้งเดียว เสร็จแล้ววันนี้จะเอาคืนมา จะเอาคืนมา มันก็กำเริบเสิบสานกับอำนาจอย่างไร หรือคนพูดคิดว่าชาตินี้ทั้งชาติไม่มีโอกาสชนะการเลือกตั้ง หรืออย่างไร ยอมรับสภาพสิว่าประชาชนไม่ศรัทธา

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านขจิตรครับ จะ ๓ นาที กว่าแล้วครับ เกินมามากแล้ว

นายขจิตร ชัยนิคม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อุดรธานี

เพราะฉะนั้น ผมจึงกราบเรียนท่านประธานว่าการเลือกตั้ง ส.ว. เป็นการคืนอำนาจให้ประชาชนตามสิ่งที่ เขาเคยมีในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ มันไม่ใช่ไม่เคยมี แล้วเพิ่งมาเขียนตอนนี้ ไม่ใช่ เราตามไปเอามา คนปล้นไปแล้วตามเอามา แล้วบอกว่าลุแก่อำนาจ คิดได้อย่างไร เพราะฉะนั้นเรื่องนี้ ผมยืนยันต่อพี่น้องประชาชน การเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาจะมาทำอะไร ส.ส. จะมาทำอะไร ประชาชนเขารู้ครับ โปรดอย่าดูถูกประชาชน วันนี้ประชาชนประเทศไทยเข้าใจ เข้าใจมาก ในเรื่องต่อต้านเผด็จการและส่งเสริมประชาธิปไตย เข้าใจมาก ๆ แล้วมากกว่าผมด้วย ประชาชนผม ผมยืนยัน ขอบคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เชิญท่านอภิชาติ สุภาแพ่ง จะให้ใครก่อน แต่ชื่อของท่านอภิชาติก่อน ๑๐ นาที

นายอภิชาติ สุภาแพ่ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เพชรบุรี

ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม อภิชาติ สุภาแพ่ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดเพชรบุรี ในฐานะสมาชิกรัฐสภา วันนี้ก็คงเป็นอีกครั้งหนึ่งที่ได้มีโอกาสมารับฟังจากที่ฟังมาแล้ว ๒ วัน จนวันที่ ๓ ประเด็นสำคัญกลายไปอยู่ที่มาตรา ๖๘ ท่านประธานครับ จริง ๆ แล้วผมเอง มีความรู้สึกว่าวันนี้มันน่าจะเป็นวันที่เราทั้ง ส.ว. ส.ส. ได้มีโอกาสมาประชุมร่วมกัน หารือกัน แก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องประชาชน ไม่ว่าปัญหาราคายางพารา ราคาปาล์มตกต่ำ ปัญหาน้ำมันแพง ก๊าซแพง ช่วยเหลือพี่น้องประชาชน แต่กลับผิดหวัง ผิดหวังที่พวกท่านนั้นต้องมาแสดง ความกตัญญูกตเวทิตาคุณต่อบุพการีที่ไม่ได้ให้กำเนิดเหมือนผู้อยู่เหนือเมฆทำตามใบสั่ง ปัญหาที่มันเกิดทุกวันนี้

(จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุรินทร์ ได้ยืนและยกมือขึ้น)
นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านอภิชาติ มีผู้ประท้วง เชิญครับ

จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุรินทร์

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ กระผม จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุรินทร์ พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมต้องประท้วง ผู้อภิปรายตามข้อ ๔๓ การอภิปรายต้องอยู่ในประเด็นไม่ใช่มาอุปโลกน์แล้วพูดเอามัน ไม่ใช่

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

พอแล้วครับ ท่านอภิชาติครับ เอาว่าเข้าประเด็นดีกว่าแล้วก็อย่าไปกล่าวหาเลยครับ ไม่อยากให้ไปกล่าวหาครับ เอาสาระ เนื้อหาในประเด็นดีกว่าท่านมีเวลา ๑๐ นาทีเท่านั้นเองครับ

นายอภิชาติ สุภาแพ่ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เพชรบุรี 🔗

ครับ ท่านประธานครับ ผมนี่ละครับกำลังเข้าประเด็น ประเด็นตรงที่ว่าทำไมเราไม่รวมตัวกันแก้ไข ปัญหาของชาวบ้านซึ่งกำลังเดือดร้อน แต่กลับมาแก้รัฐธรรมนูญ มีประชาชนโทรศัพท์เข้าหา ผมมากเหลือเกินว่า เฮ้ย อ้ายเล็กที่มันทำกันอยู่นี่พวกกูได้อะไร ผมตอบไม่ได้ครับ เขาบอก เขาไม่ได้อะไรเลยตรงกันข้ามกับเป็นการลิดรอนสิทธิของเขาด้วยซ้ำไป บ้างก็บอกว่า อยากจะให้เลือกตั้ง ส.ว. ทั้งหมดเพื่อให้ประชาชนมีสิทธิเสรีภาพในประชาธิปไตย แต่ตรงกันข้าม มาตรา ๖๘ กลับไปห้ามประชาชนร้องตรง อย่างนี้หรือครับอะไรที่เป็นประโยชน์ต่อท่าน ท่านบอกว่าประชาชนเป็นใหญ่ อะไรที่ไม่เป็นประโยชน์ต่อท่านท่านบอกว่าไม่ได้ต้องไป ร้องผ่านอัยการ แล้วเมื่อสักครู่ผมฟังผู้อภิปรายหลายท่านหลายคนเหลือเกินพูดตรงที่ว่า มาตรา ๖๘ ท่านสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล ไปยื่นศาลรัฐธรรมนูญเมื่อปี ๒๕๔๙ ท่านครับ ปีนั้นใช้รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ แต่ตอนที่ทางฝ่ายเราไปยื่นศาลรัฐธรรมนูญนั้นเราใช้รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ท่านผู้อภิปรายหลายท่านพูดไม่หมด ท่านพูดจริงว่าตอนนั้นทำไมศาลรัฐธรรมนูญ ไม่รับต้องให้ไปผ่านอัยการ แต่ทำไมพอเวลาทางฝ่ายเราไปยื่นทำไมถึงรับ ประเด็นที่ ๑ ครับ รัฐธรรมนูญคนละฉบับ แล้วรายละเอียดที่ว่าเขียนเหมือนกัน เขียนเหมือนกันจริงครับ แต่บังเอิญว่าปี ๒๕๕๐ นั้นมันมีหมวดสิทธิพิทักษ์รัฐธรรมนูญอยู่ในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ท่านครับ ท่านที่อภิปรายกันมาหลายท่าน หลายคนท่านเอาปี ๒๕๔๐ มาให้ดูหน่อยสิครับว่า มันมีหมวดพิทักษ์รัฐธรรมนูญหรือไม่ ฉะนั้นการที่ท่านพูดแต่ว่าเหมือนที่ว่าผมละครับ พูดเอามัน มันไม่ใช่เอามันหรอกครับ ท่านพูดไปแล้วทำให้ประดุจหนึ่งเหมือนว่า ศาลรัฐธรรมนูญนั้นเอนเอียง ทำลายความเชื่อมั่นในศาล แต่ว่าการพูดพูดไม่หมด พูดกันมา หลายคนแล้วครับ ถ้าแน่จริงท่านเอารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ มาดูสิว่ามันมีหมวดที่บรรจุไว้ไหม เขียนไว้ไหมว่าสิทธิพิทักษ์รัฐธรรมนูญ ตรงนี้ละครับที่ศาลรัฐธรรมนูญเขารับ พอเขารับ เขาต้องปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ อย่างนี้ละครับ แต่พอเวลาเลือกตั้ง ส.ว. ท่านบอกว่าดี คืนอำนาจให้กับประชาชน แก้รัฐธรรมนูญคราวนี้ประชาชนจะได้ จะทวงคืนสิทธิประชาชน แต่ทำไมไปลิดรอนสิทธิประชาชนในมาตรา ๖๘ ล่ะครับมันขัดกันนะครับ ท่านประธานครับ เมื่อสักครู่ท่านขจิตร ชัยนิคม ก็พูดมาว่าในศาลอาญา ในคดีความอาญาต้องผ่านตำรวจ ผ่านอัยการ ถ้าตำรวจก็เหมือนย้อนคำพูดไปละครับเหมือนต้นน้ำ อัยการก็กลางน้ำ ท่านขจิตร ชัยนิคม พูดอย่างนี้จริง ๆ ว่าตำรวจ อัยการ แล้วก็ไปสู่ศาล ท่านก็พูดไม่หมดอีก ถ้าประชาชน ที่ไม่รู้กฎหมายก็มองว่าทำไมถึงลำเอียงกันแบบนั้น ศาลอาญาเขายังระบุไว้เลยว่าตำรวจสั่งไม่ฟ้อง อัยการสั่งไม่ฟ้องก็ยังเปิดช่องทางให้โจทก์หรือผู้เสียหายฟ้องตรงได้โดยการรวบรวมหลักฐาน ทำไมท่านขจิตร ชัยนิคม ไม่พูดล่ะครับ แล้วผมสามารถยืนยันยกคดีความ คนอื่นบอกว่า ยกคดีความตัวอย่างของหมอผัสพร จังหวัดเชียงใหม่ ไกลตัวเกินไปและไม่ชัดเจน ถ้าผม ยกตัวอย่างให้ฟังแล้วผมเชื่อว่าท่านสมาชิกหรือว่าผู้ฟังทางบ้านโดยเฉพาะคนจังหวัดเพชรบุรี จะรู้ดีเลยครับว่าเป็นเรื่องน่าเวทนาที่สุด จะรู้ดีเลยครับว่าเป็นเรื่องที่สุดน่าเวทนา แต่โชคดีครับที่เขาเปิดช่องให้ฟ้องตรง มีคดีใหญ่ครับ หลานชายของอดีตเลขาธิการพรรคผม ท่านวรวุฒิ อนันตกูล ปลัดอำเภอพร้อมกับลูกน้อง อ.ส. อีก ๕ คน ถูกยิงเสียชีวิตพร้อมกันโดยตำรวจ ตำรวจสั่งไม่ฟ้อง อัยการสั่งไม่ฟ้อง ท่านคิดสิครับว่า ครอบครัวเขาจะคิดอย่างไรทั้ง ๆ ที่เห็นเด่นชัด แต่เขาโชคดีครับ เขาโชคดีตรงที่ว่ามีช่องทาง ที่รวบรวมพยานหลักฐานส่งฟ้องด้วยตัวเอง เหนื่อยนะครับ ตำรวจก็ไม่ทำงาน อัยการก็ไม่ทำงาน เครื่องดับหมดเขาต้องมาสตาร์ท (Start) เครื่องเอง การรวบรวมพยานหลักฐานลำบากเหลือเกิน ในที่สุดครับศาลพิพากษาติดคุกตลอดชีวิตและประหารชีวิตทุกคนเลย ๓ ศาลยืนหมดเลยครับ น่าเวทนาไหมครับ โชคดีครับที่มีช่องทางในการฟ้องเอง ครอบครัวเขาก็คลายความทุกข์ ได้คืนความยุติธรรม แต่ตรงกันข้ามครับ มาตรา ๖๘ ท่านลองคิดสิว่าถ้าเกิดมันมีช่องทางเดียว แล้วไม่สามารถร้องตรงได้ จะด้วยประการใดก็แล้วแต่ผมคงไม่ก้าวล่วง ถ้าเกิดความเสียหาย ยิ่งใหญ่กับประเทศล่ะครับ มันไม่ยิ่งกว่าครอบครัวของหลานชายท่านอนันต์ อนันตกูล หรือครับ ความยิ่งใหญ่ใหญ่หลวงที่จะเกิดขึ้นเมื่อถึงเวลานั้นใครรับผิดชอบ ใครจะย้อนกลับมาช่วยได้ ตรงนี้ต่างหาก ฉะนั้นผมขอยืนยันว่าที่ศาลรัฐธรรมนูญสามารถรับโดยตรงได้เพราะมี บทพิทักษ์รัฐธรรมนูญ ต้องพูดให้หมดครับ และผมอยากจะบอกว่าผู้รู้หลายท่านเหลือเกิน ในฝ่ายของท่านบอกว่าเกรงเรื่องจะไหลเข้าศาลรัฐธรรมนูญจนไม่สามารถทำหน้าที่ได้ ไม่จริงหรอก ไม่จริงครับ เพราะอะไรครับ ในประเทศเยอรมนีท่านครับ มีศาลรัฐธรรมนูญ มา ๖๔ ปี รัฐธรรมนูญร่างโดยการบังคับบัญชาของกองทัพพันธมิตรที่ชนะสงคราม บังคับ เลยว่าต้องร่างรัฐธรรมนูญขึ้นมาใช้ก่อนจะประกาศใช้ต้องให้พันธมิตรเป็นคนตรวจสอบก่อน แล้วก็มีศาลรัฐธรรมนูญ ไม่ต้องเกรงกลัวหรอกครับว่างานจะล้นมือ เพราะเขาระบุไว้เลยว่า ถ้ากรณีร้องเรียนเข้าสู่ศาลรัฐธรรมนูญมาก ให้ศาลรัฐธรรมนูญนั้นตั้งคณะกรรมการกลั่นกรอง ขึ้นมาเป็นชุด ๆ ในการรับกลั่นกรอง ร้องเข้ามามากก็ตั้งคณะกรรมการมากชุด ชุดละ ๓ ปี อยู่ในวาระ ๓ ปีและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการกลั่นกรองของศาลรัฐธรรมนูญประเทศเยอรมนี เป็นที่สิ้นสุดไม่สามารถนำไปฟ้องร้องได้ ทำไมล่ะครับ ทำไมเราไม่ทำแบบนั้น และทำไม กลับไปอ้างว่าศาลรัฐธรรมนูญจะรับมือไม่ไหว ท่านไม่คิดบ้างหรือครับว่าอัยการก็ไม่สามารถ รับมือไหวเหมือนกัน ไหนอัยการจะต้องพิจารณาคดีความที่มาจากทั่วประเทศ ไหนจะต้องไป ว่าความให้เป็นทนายแผ่นดินให้กับรัฐบาล และที่สำคัญต้องไปนั่งประชุมบอร์ดรัฐวิสาหกิจ ที่ตัวเองได้รับแต่งตั้งจากรัฐบาลเต็มหมดเลยครับ งานล้นมือหมดแล้วครับ รับทุกเรื่อง แต่ศาลรัฐธรรมนูญรับเรื่องเดียวครับ เรื่องเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญ เวลาพูดพูดไม่จบ พูดไม่สุด ถ้าผมจะบอกว่าฉี่ไม่สุดก็คงจะน่าเกลียดเกินไป ถ้าพูดให้กระจ่างแบบผมนี้ และท่านผู้ฟัง ท่านผู้ชม สมาชิกในที่นี้ต้องเอาเหตุเอาผลครับ ไม่ใช่ว่าเหมือนจะมาบอกกับผมว่าพูดเอามัน ไม่ใช่ครับ ฉะนั้นผมอยากจะเรียนท่านว่าทำไมรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ กับปี ๒๕๔๐ ทำไม ถึงเขียนเหมือนกันแต่เพิ่มบทพิทักษ์รัฐธรรมนูญ ท่านครับ เพราะอะไรทราบไหมครับ เพราะคณะผู้ร่างรัฐธรรมนูญในปี ๒๕๕๐ นั้นเขายกข้อความจากปี ๒๕๔๐ มา และเขาต้อง เพิ่มบทพิทักษ์รัฐธรรมนูญไปเพราะเขารู้ว่าลูกนาซีมาเกิดที่เมืองไทยเยอะแยะหมดเลยครับ เขาเลยต้องพิทักษ์รัฐธรรมนูญไว้

(จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุรินทร์ ได้ยืนและยกมือขึ้น)
นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านประสิทธิ์เชิญครับ

จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุรินทร์

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ กระผม จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ ครับ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุรินทร์ พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมขอประท้วง ผู้อภิปรายตามข้อ ๔๓ อภิปรายไม่ตรงประเด็น กฎหมายมันจะอยู่ในหมวดไหน แต่ให้มาดู ในเนื้อความว่ามันจะอยู่มาตราไหนก็ช่าง แต่เนื้อความมันอันเดียวกันเมื่อสมัยที่ท่านสุรพงษ์ กับสมัยนี้ เนื้อความเดียวกันไม่มีตัวไหนเปลี่ยนเลยแม้แต่คำเดียว

(นายก่อแก้ว พิกุลทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ ได้ยืน และยกมือขึ้น)
นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เอาละครับ ผมเข้าใจประเด็นแล้ว ไม่เป็นไรครับ ก็ถือว่ายังอยู่ในประเด็นอยู่ครับ เชิญท่านก่อแก้วครับ

นายก่อแก้ว พิกุลทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม ก่อแก้ว พิกุลทอง ส.ส. บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมขอประท้วงท่านผู้อภิปรายตามข้อ ๔๓ ท่านกล่าวเท็จ ท่านประธานครับ ผู้อภิปรายได้ยกกรณีรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ มาตรา ๖๓ กับรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ มาตรา ๖๘ ท่านบอกว่ามีความแตกต่างกันนะครับ เรื่องนี้เป็นการกล่าวเท็จ อย่างชัดเจน เป็นการโกหกพี่น้องประชาชนทั่วทั้งประเทศอย่างหน้าด้าน ๆ ท่านประธานครับ ผมขออ่านรัฐธรรมนูญ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านก่อแก้วครับ ประท้วง ในประเด็นไหน

นายก่อแก้ว พิกุลทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านกล่าว เท็จว่ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ และปี ๒๕๕๐

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ข้อไหนครับ ข้อบังคับข้อไหน ทีนี้ถ้าอย่างนี้ท่านครับ เท็จไม่เท็จเดี๋ยวประชาชนเขาตัดสิน เดี๋ยวเวลาเราพูดเราก็ต้อง ท่านก่อแก้วครับ อย่างนี้นะครับ ถ้าจะใช้กรณีอย่างนี้เวลาฝ่ายเราอภิปรายฝ่ายนี้ก็จะใช้สิทธิ เหมือนกัน ก็จะอยู่อย่างนี้ไม่ไปไหนครับ เพราะฉะนั้นอยู่ที่ดุลยพินิจของประชาชน เขาจะใช้ ดุลยพินิจในการฟัง เอาไว้เราอภิปรายครับ ไม่อย่างนั้นมันจะไม่จบครับ ช่วงเวลาเราอภิปราย เราก็สามารถชี้แจงไปในนี้ได้ไม่เป็นไร คงไม่ได้ครับ ผมไม่อนุญาตครับ ใช้สิทธิประท้วงต้องมี คนผิดข้อบังคับ ท่านก่อแก้วครับ ถ้าจะประท้วงต้องมีคนผิดข้อบังคับ แต่ทีนี้ถ้าจะบอกว่า เขากล่าวเท็จแล้วใช้สิทธิอย่างนี้มันก็ไม่จบไม่สิ้นนะครับ ก็อยู่ที่พรรค ท่านก็ประสานกับวิปเลย ก็อธิบายได้ ไม่ได้ขัดขวางอะไรนี่ครับ ใช้สิทธิอภิปรายได้ครับ แล้วประชาชนจะใช้ดุลยพินิจตัดสิน ประท้วงมันไม่เข้าประเด็น มันไม่เข้าข่ายประท้วง ท่านใช้สิทธิอภิปรายได้ไม่มีปัญหานี่ครับ มันไม่เข้าข่ายประท้วงครับ เอาครับพอเถอะครับ ท่านครับ พอเถอะครับ ขอบคุณครับ จบกระมังครับ ท่านอภิชาติจบแล้วใช่ไหมครับ

นายอภิชาติ สุภาแพ่ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เพชรบุรี

ท่านประธาน ต้องต่อนะครับ ตั้งสติไม่ค่อยถูก ไม่รู้ว่าลูกนาซีมาโผล่เมืองไทยเยอะเหลือเกิน ท่านประธานครับ ผมอยากจะเรียนอย่างนี้ครับว่า จริง ๆ แล้วที่ประเทศเยอรมนีตอนนี้เขาเป็นประชาธิปไตย หมดแล้วเพราะมันหนีมาอยู่เมืองไทยอย่างไรครับ เขาถึงได้กำหนดบทพิทักษ์ นี่ละครับ ท่านประธาน ส่วนที่ ๑๓ สิทธิพิทักษ์รัฐธรรมนูญ มาตรา ๖๘ ชัดเจนเลยครับ ฉะนั้นผมต้อง อภิปราย อธิบายให้ทุกคนได้รับทราบว่าทำไมความแตกต่างของปี ๒๕๔๐ กับปี ๒๕๕๐ นั้น เพราะอะไร ทำไมปี ๒๕๔๐ เขาไม่รับ ทำไมปี ๒๕๕๐ ถึงรับ เพราะหมวดพิทักษ์รัฐธรรมนูญ นี่ละครับ มันทำให้ต้องรับ ท่านประธานครับ ผมเองก็จะจบนะครับ เอาละครับ ไหน ๆ พวกนาซีอยู่กันเยอะไม่เป็นอะไร เวลาผมก็จะหมด ผมอยากจะขอยืมคำพูดของแกนนำ ของท่านที่ออกมาข่มขู่ ป.ป.ช.

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านอย่าขนาดนั้นเลยครับ

นายอภิชาติ สุภาแพ่ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เพชรบุรี

ผมจะจบแล้วครับ จริง ๆ แล้วพูดอีกเยอะ แต่ว่าเกรงใจท่านจุรินทร์นาน ๆ จะให้ผมพูดทีหนึ่งก็ต้องเกินเวลานิดหน่อย แล้วเกรงใจเพื่อนจะว่านะครับ ผมขอยืมคำพูดของแกนนำของท่านไม่เอ่ยชื่อนะครับ ที่ข่มขู่ คุกคาม ท้าทาย ป.ป.ช. มึงอยากจะชี้ชี้ไปเลย มึงอยากจะสั่งสั่งไปเลย แล้วมึงจะรู้ว่านรกมีจริง อันนี้เป็นคำพูดของเขาครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

อย่าเอาคำพูดบนเวที ปราศรัยมาพูดกันเลยครับ นี่เวทีสภา

นายอภิชาติ สุภาแพ่ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เพชรบุรี

ท่านครับ ท่านอยากทำอะไรทำไปเลยครับ ท่านอยากจะแก้ อยากจะอะไรเต็มที่เลยครับ แล้วท่านจะได้ รู้ว่านรกมีจริง พอไหมครับ และทุกสิ่งทุกอย่างที่ท่านกำลังทำอยู่ทุกวันนี้ให้ท่านคำนึงถึง คำทางพุทธว่ามันเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ขอบคุณครับ

(นายขจิตร ชัยนิคม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุดรธานี ได้ยืน และยกมือขึ้น)
นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านขจิตรครับ ผมฟังอยู่ ไม่ได้เสียหายหรอกครับ เชิญครับ

นายขจิตร ชัยนิคม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อุดรธานี

ผม ขจิตร ชัยนิคม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุดรธานี เขต ๔ พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ไม่มีอะไรมากเพียงแต่ว่าท่านบอกเรื่องกฎหมายเยอรมนีแล้วก็พิทักษ์รัฐธรรมนูญ ท่านก็คง มีอาจารย์คืออาจารย์ไตรรงค์ ทีนี้กฎหมายเยอรมนีผมมีอาจารย์ดอกเตอร์จารุพรรณคนรุ่นใหม่ สำเร็จมา มาตรา ๖๘ ไม่มีในกฎหมายเยอรมนี ถ้ามีไปเอามา กฎหมายเยอรมนี

(นายวิชาญ มีนชัยนันท์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร ได้ยืน และยกมือขึ้น)
นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านครับ ท่านขจิตรครับ ผมคงไม่อนุญาตแล้วละครับ ท่านขจิตรครับ ผมฟังแล้วไม่ได้เสียหายหรอกครับ ท่านขจิตรครับ ขอความกรุณาเถอะครับ ผมมีหน้าที่ควบคุมการประชุมให้ดำเนินไปได้ด้วยความเรียบร้อย ผมฟังอยู่ไม่เสียหายอะไรหรอกครับ ท่านนั่งเถอะครับ ไม่เป็นอะไรครับ ไม่เสียหายหรอกครับ ไม่มีปัญหาหรอกครับ ท่านขจิตรครับ มันไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไรนี่ครับ เดี๋ยวก็มีมันก็ไม่จบ ผมว่าพอเถอะครับท่าน ท่านขจิตรนั่งเถอะครับ ผมไม่เป็นอะไรผมยอมให้ท่านด่า ผมฟังอยู่ ผมก็วินิจฉัยแล้วว่ามันไม่เสียหายอะไรหรอกครับ ท่านนั่งเถอะครับ พอเถอะครับ ท่านวิชาญ มีอะไร ผมว่ามันพอสมควรจะได้ต่อ

(นายวิชาญ มีนชัยนันท์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร ได้ยืน และยกมือขึ้น)
นายวิชาญ มีนชัยนันท์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร

ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ วิชาญ มีนชัยนันท์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ในนามของ สมาชิกรัฐสภา ผมประท้วงท่านประธานข้อบังคับการประชุม ข้อ ๕ ท่านประธานต้องดูแล้วก็ ควบคุมให้เป็นไปตามข้อบังคับการประชุม ขณะนี้เพื่อนสมาชิกกำลังใช้สิทธิในการพาดพิง ซึ่งทุกคนก็รู้ครับ เมื่อสักครู่ท่านสมาชิกทางฝ่ายค้านอภิปรายแล้วพาดพิงถึงตัวบุคคล ท่านประธานไม่ให้ชี้แจง เขาเสียหาย ผมขออนุญาตให้ท่านประธานอนุญาตให้ท่านขจิตร ได้ชี้แจงสักนิดหนึ่งและผมเองจะขออนุญาตชี้แจงต่อครับ เพราะเมื่อสักครู่นี้เพื่อนสมาชิกเอง ได้สอบถามกลับมาว่าคำอภิปรายของผมเองส่วนหนึ่งในมาตรา ๖๘ นั้นมันเกี่ยวโยงในปี ๒๕๕๐ แต่มาตรา ๖๓ นั้นมันอยู่ในปี ๒๕๔๐ ของรัฐธรรมนูญ แต่มาตรา ๖๓ นั้นมันอยู่ในปี ๒๕๔๐ ของรัฐธรรมนูญ มันขัดแย้งกันแล้วก็ไปอ้างถึงสิทธิในส่วนหนึ่ง พิทักษ์รัฐธรรมนูญ ผมจะได้ ชี้แจงครับ ขออนุญาตท่านประธานครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ถ้าจะใช้สิทธิกันอย่างนี้ คงไม่มีใครได้อภิปรายต่อหรอกครับ ก็ใช้อย่างนี้ทั้งคืน นาทีเดียวมันจบผมก็ไม่ว่าอะไร นาทีเดียวแล้วมันก็จะไม่จบ เชิญท่านขจิตรครึ่งนาทีใช่ไหม เอาเฉพาะข้อกฎหมายนะครับ

นายขจิตร ชัยนิคม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อุดรธานี

ท่านประธานครับ ผม ขจิตร ชัยนิคม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดอุดรธานี พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ กระบวนการกฎหมายอาญานี่ถ้าบุคคลเสียหาย อัยการไม่ฟ้องบุคคลก็ฟ้องได้ อันนี้กฎหมายเขาเขียน แต่เรื่องการเป็นกบฏทำลายการปกครองระบอบประชาธิปไตย มันเป็นอาญาแผ่นดิน มันเป็นความเสียหายต่อรัฐ อัยการเท่านั้นที่จะฟ้อง บุคคลธรรมดา ฟ้องไม่ได้ครับ ขอบคุณครับ

(นายวิชาญ มีนชัยนันท์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร ได้ยืน และยกมือขึ้น)
นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านวิชาญเชิญครับ

นายวิชาญ มีนชัยนันท์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร

ท่าน ประธานรัฐสภาที่เคารพ วิชาญ มีนชัยนันท์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ เมื่อ สักครู่นี้เพื่อนสมาชิกนะครับ ท่านอภิชาติได้กล่าวอ้างว่าการอภิปรายในเรื่องของรัฐธรรมนูญ ในปี ๒๕๔๐ มีความแตกต่างกับปี ๒๕๕๐ ในมาตรา ๖๓ ของปี ๒๕๔๐

(ผู้ช่วยศาสตราจารย์จารุพรรณ กุลดิลก สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ ได้ยืนและยกมือขึ้น)
นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

อย่างนี้ครับ ท่านวิชาญครับ การประท้วงมันต้องมีคนผิดข้อบังคับ แต่ถ้าประท้วงเพราะคนอื่นพูดไม่ตรงตามข้อเท็จจริงนี่ มันประท้วงกันทั้งคืนนะครับ ใครจะพูดตรงไม่ตรงถึงเวลาเราอภิปรายเราก็อภิปรายหักล้างสิครับ เป็นเรื่องที่ประชาชนเขาฟังแล้วเขาจะตัดสินใจ เชิญท่านจารุพรรณ

นายวิชาญ มีนชัยนันท์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร

ท่าน ประธานครับขออนุญาตนิดเดียวครับ ที่กล่าวอ้างในมาตรา ๖๓ ของปี ๒๕๔๐ นี่

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เอาอย่างนี้ครับ ท่านวิชาญ ใช้สิทธิประท้วงใช่ไหมครับ พาดพิงทำให้เสียหายใช่ไหมครับ ฉะนั้นขอประเด็นชัด ๆ นะครับ เสียหายตรงไหนนะครับ

นายวิชาญ มีนชัยนันท์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร

คือกรณีที่เพื่อนสมาชิกได้กล่าวอ้างว่า

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านสมาชิกครับ เขาใช้สิทธิ ประท้วง ผมอนุญาต ท่านนั่งก่อนครับ ให้เขาใช้สิทธิก่อนสิครับ ไม่เป็นไรเดี๋ยวท่านวิชาญ ใช้สิทธิประท้วงพาดพิงประเด็นไหนครับ

นายวิชาญ มีนชัยนันท์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร

คือประเด็นที่เพื่อนสมาชิกบอกว่าการอภิปรายทำให้สับสน แล้วก็คนอื่นอาจจะไม่เข้าใจ คือพูดไม่หมด ประเด็นในเรื่องของหมวด ๑๓

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

แล้วเขาระบุท่านใช่ไหม เขาไม่ได้ระบุนี่ครับ อย่าดื้อเลยครับ ท่านพอเถอะครับ เขาไม่ได้ระบุท่านเลยก็อภิปราย กันหลายคนนะครับ พอเถอะครับ อย่าดื้อเลยครับ คงไม่ได้หรอกครับ มันแล้วแต่กรณี ผมใช้ดุลยพินิจอยู่ สมาชิกฝ่ายเรายังมีสิทธิอภิปรายอีกหลายท่าน เพราะฉะนั้นเราสามารถ อภิปรายหักล้างได้ ประชาชนเขาก็ฟังอยู่ เอาเรื่องรัฐธรรมนูญดีกว่ากระมังครับ เชิญครับ ท่านจารุพรรณ

ผู้ช่วยศาสตราจารย์จารุพรรณ กุลดิลก สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ดิฉัน จารุพรรณ กุลดิลก สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา ดิฉันขอประท้วงท่านประธานในข้อ ๕ นะคะ ขอให้ช่วยตักเตือนเพื่อนสมาชิกด้วย ขอให้ควบคุมการอภิปรายอย่าให้ผิดข้อบังคับ ข้อ ๔๓ เสียดสี ใส่ร้ายสภาว่าเป็นลูกหลาน นาซีหรือนาซีมาเกิดใหม่ จริง ๆ ไม่ต้องให้ท่านถอนคำพูดหรอกค่ะ แต่ว่าไม่อยากจะให้เกิด เหตุการณ์อย่างนี้แล้วค่ะ ทำให้ประชาชนคนไทยเสียชื่อมาก และประเทศเยอรมนีเขาถือมาก เรื่องนาซี เพราะนาซีนี้คือพวกคลั่งชาติ แล้วก็เผด็จการทหาร แล้วก็เป็นฆาตกร เพราะฉะนั้น ท่านประธานช่วยตักเตือนท่านเพื่อนสมาชิกด้วยค่ะ ขอบพระคุณค่ะ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ต่อดีกว่านะครับ เชิญท่านธนา ๑๕ นาทีครับ

นายธนา ชีรวินิจ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร 🔗

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ผม นายธนา ชีรวินิจ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานที่เคารพครับ เมื่อปี ๒๕๕๐ ผมได้รับ เลือกตั้งเข้ามาทำหน้าที่ในฐานะผู้แทนปวงชนชาวไทยเป็นครั้งแรก ผมจำได้ครับท่านประธาน ความรู้สึกแรกที่นั่งอยู่ในที่ประชุมแห่งนี้ภาคภูมิใจครับที่ได้ทำหน้าที่เพื่อพี่น้องประชาชน และผลประโยชน์ของประเทศชาติ และผมจำได้ครับว่าก่อนทำหน้าที่ของผมท่านประธาน ได้ขอให้สมาชิกทุกคนลุกขึ้นปฏิญาณตน ผมขออนุญาตอ่านคำปฏิญาณตนอีกครั้ง ให้ท่านประธานและเพื่อนสมาชิกได้รับฟังครับ ข้าพเจ้าขอปฏิญาณว่าข้าพเจ้าจะปฏิบัติ หน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริตเพื่อประโยชน์ของประเทศและประชาชน ทั้งจะรักษาไว้ และปฏิบัติตามซึ่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยทุกประการ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมภูมิใจที่ได้เป็น ส.ส. ในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข เพราะผม เชื่อมั่นว่าระบอบประชาธิปไตยเป็นระบบการเมืองการเลือกตั้งที่ดีที่สุดในปัจจุบัน หรือถ้าจะเลว ก็เลวน้อยที่สุด ผมภูมิใจที่ได้เป็นตัวแทนของพี่น้องประชาชนมาทำหน้าที่เพื่อปกป้องผลประโยชน์ ของประชาชนและประเทศชาติ วันนี้และตลอด ๓ วันที่ผ่านมาผมเริ่มไม่มั่นใจแล้วครับ ท่านประธานว่าพวกเราได้ทำหน้าที่ตามที่เราได้ให้คำปฏิญาณไว้ต่อหน้าพระพักตร์ ต่อห้องประชุมรัฐสภาแห่งนี้หรือไม่ หลักการในระบอบประชาธิปไตยสำคัญมีอยู่ ๓ เรื่อง ปกป้องและรักษาสิทธิของประชาชน เคารพและเห็นประโยชน์ของส่วนรวมมากกว่าประโยชน์ส่วนตัว ประโยชน์ของประเทศชาติมากกว่าประโยชน์ของพรรคการเมือง และสำคัญที่สุดที่ทำให้ ระบอบประชาธิปไตยอยู่ได้คือมีระบบตรวจสอบซึ่งกันและกัน และเรามีหน้าที่ต้องส่งเสริม ให้มีการตรวจสอบอย่างเข้มข้น นิติบัญญัติ บริหาร ตุลาการ ในอดีตเคยเพียงพอ แต่พอวิวัฒนาการ ทางการเมืองมีขึ้นวันนี้เราถึงต้องมีองค์กรอิสระ ท่านประธานที่เคารพครับ การเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา ประเด็นที่พรรคการเมืองนำสู่การเลือกตั้งคือการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ท่านได้โน้มน้าวพี่น้องประชาชน ถึงรัฐธรรมนูญฉบับนี้ หลายท่านลุกขึ้นว่ารัฐธรรมนูญฉบับหน้าแหลมฟันดำที่มีความเลวร้าย ต้องแก้ไข ประชาชนต้องร่วมมือกันสนับสนุนท่านจนกระทั่งท่านได้อำนาจรัฐในการปกครอง ประเทศ และท่านพูดว่าท่านจะแก้รัฐธรรมนูญเพื่อพี่น้องประชาชนและประเทศชาติ วันนี้มีร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเข้ามา ๓ ฉบับ ๔ เรื่องสำคัญ ๆ ถ้าพี่น้องประชาชนได้ติดตาม การอภิปรายตลอด ๓ วันที่ผ่านมา ท่านคงตอบตัวเองได้ว่าสิ่งที่ได้มีการรับปากกับพี่น้องประชาชน และวาดภาพรัฐธรรมนูญฉบับนี้อย่างเลวร้ายนั้นมันเป็นจริงอย่างนั้นหรือไม่ และ ๓ เรื่อง ๔ เรื่อง ที่เข้ามาแก้ไขวันนี้ต้องถือว่านั่นคือสัญญาประชาคมที่ท่านไปรับปากกับพี่น้องประชาชน และนี่คือวาระแรกที่ท่านเข้ามาแล้วสามารถแก้ไขรัฐธรรมนูญได้ มีเรื่องอะไรครับท่านประธาน มาตรา ๖๘ บทพิทักษ์รัฐธรรมนูญ หลายคนพูดครับ ผมจะใช้เวลาสั้น ๆ ในประเด็นนี้ ชี้ให้ท่านประธานเห็นครับว่าที่เขาต้องแยกระหว่างอัยการสูงสุดให้ตรวจสอบข้อเท็จจริง กับให้ยื่นคำร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยสั่งการให้เลิกการกระทำดังกล่าว ๒ ข้อ ความหมายนี้แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง ที่ต้องยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญให้วินิจฉัยสั่งการ ให้เลิกการกระทำดังกล่าว นั่นหมายถึงอะไรครับท่านประธาน หมายถึงว่าพบเห็นการกระทำ ที่จะเป็นการล้มล้างรัฐธรรมนูญ กำลังจะทำครับท่านประธาน ถึงขออำนาจศาลรัฐธรรมนูญ ในการใช้หมวดเรื่องของคำสั่งฉุกเฉินชั่วคราวเพื่อระงับเหตุที่จะเกิดขึ้น แต่อัยการไม่มีอำนาจ ในการสั่งฉุกเฉินชั่วคราวครับท่านประธาน นี่คือสิ่งที่ผมจะชี้ให้ท่านประธานเห็นว่าความแตกต่าง ในการที่จะพิทักษ์รัฐธรรมนูญ ถ้าท่านให้อัยการ เหตุการณ์กำลังดำเนินการที่จะล้มล้างรัฐธรรมนูญ อัยการพิจารณาตามปกติของท่าน ไม่มีอำนาจในการส่งเสริมให้อัยการมาใช้อำนาจในเรื่อง ของการฉุกเฉิน การกระทำนั้นเสร็จสิ้นแล้ว ความเสียหายของชาติบ้านเมืองเกิดขึ้นแล้วไม่มีใคร ระงับยับยั้งได้ เพราะฉะนั้นมาตรานี้เขียนไว้ชัดเจนแต่พยายามที่จะอ่านเข้าข้างตัวเอง ผมกราบเรียนท่านประธานครับว่ากรรมเป็นเครื่องชี้เจตนา ผมก็สงสัยครับว่าตอนพิจารณา รัฐธรรมนูญทั้งฉบับที่ผมถืออยู่ในมือครับท่านประธาน ที่เกิดความวุ่นวาย ความขัดแย้ง ในบ้านเมืองหลายสิบวันเป็นเดือน ผมก็ย้อนกลับมาดูครับท่านประธาน มันมีมาตรา ๒๙๑/๑๓ ท่านประธานจำได้ไหมครับ ที่ผมลุกขึ้นซักถามท่านประธานว่าท่านประธานจะใช้อำนาจ ของท่านประธานคนเดียวแทนศาลรัฐธรรมนูญหรือครับ เพราะท่านจะเป็นคนวินิจฉัยว่า สิ่งที่สมาชิกรัฐสภาร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นั้นขัดต่อบทบัญญัติรัฐธรรมนูญหรือไม่ พวกท่านไปเขียนว่าให้ท่านประธานรัฐสภาเป็นคนวินิจฉัย เพราะฉะนั้นผมเชื่อครับว่า เจตนาของท่านมันมีมาตั้งแต่ตอนที่ท่านร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับแล้ว แต่ผมก็ยังสงสัยว่า วันที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าการดำเนินการที่ผ่านมาของรัฐสภาไม่ชอบแล้วให้ยุติการกระทำ ถือว่าการกระทำนั้นไม่มีอยู่เลย เพราะมันเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่ท่านประธาน ย้ำเสมอว่าเรื่องนี้ยังคาอยู่ในระเบียบวาระการประชุมของรัฐสภา กรรมเป็นเครื่องชี้เจตนา วันนี้ท่านเอาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้ง ๓ ฉบับนี้เข้ามาแล้วท่านแก้ไขมาตรา ๖๘ เพราะท่านถือว่า นี่คือเรื่องจำเป็นเร่งด่วน ทำไมจำเป็นเร่งด่วนครับ เพราะถ้าท่านแก้วันนี้ท่านก็สามารถ เอามาตรา ๒๙๑ ที่ค้างอยู่มาลงมติให้ความเห็นชอบในวาระที่สาม แล้วเดินหน้าแก้รัฐธรรมนูญต่อไป ตอนที่คาอยู่พวกเราก็สงสัยว่าคาเพื่ออะไร แต่วันนี้ภาพมันชัดเจน และผมขออนุญาตกราบเรียนว่า ประเด็นมาตรา ๖๘ เป็นเรื่องสิทธิของประชาชน เรามาจากประชาชน มาในระบอบประชาธิปไตย ถ้าประชาชนจะช่วยเราในการพิทักษ์รัฐธรรมนูญ ไปกลัวทำไมครับท่านประธาน ถ้ากลัวว่า ศาลรัฐธรรมนูญจะไม่มีคนทำงานก็เพิ่มอัตรากำลังให้เขาไปสิครับ แต่ตั้งแต่มีศาลรัฐธรรมนูญ และบทพิทักษ์รัฐธรรมนูญมามีคนยื่นเรื่องไม่เกิน ๕ เรื่องครับท่านประธาน กลัวทำไมครับว่า เขาทำงานไม่ได้ เพราะฉะนั้นนั่นไม่ใช่เหตุผลที่ท่านมายกอ้างในวันนี้ นั่นคือเรื่องที่ ๑ ครับ ท่านประธานที่ผมกราบเรียนว่าท่านไม่ได้ทำงานเพื่อผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชน แต่ท่านมุ่งเน้นที่จะเดินหน้าเพื่อแก้ไขปัญหาของพรรคการเมืองของท่าน โดยไม่สนใจ ว่าจะเกิดความขัดแย้งหรือความรุนแรงในบ้านนี้เมืองนี้อีกครั้งหนึ่ง

ประเด็นที่ ๒ ท่านประธานครับ ท่านแก้มาตรา ๒๓๗ ผมก็ไม่มั่นใจครับว่า วันนี้เรากล้าทำกันได้ถึงขนาดนี้ เราตรวจสอบออกกฎหมายมากมายเพื่อควบคุมคนทำผิด ในบ้านเมือง เพื่อให้สังคมได้อยู่ได้อย่างมีความผาสุก แล้วเรายอมรับว่าการเข้าสู่อำนาจรัฐในการบริหารประเทศเป็นเรื่องสำคัญ คนที่เป็นนักการเมือง เป็นรัฐมนตรี เป็นนายกรัฐมนตรี จะต้องมีคุณธรรมจริยธรรมมากกว่าคนธรรมดา แต่ทำไม พอเรื่องที่เกี่ยวกับตัวเองผลประโยชน์ของตัวเอง การเสียสิทธิของตัวเอง ท่านถือเอาเป็น เรื่องสำคัญของประเทศชาติล่ะครับ ถ้ากฎหมายจะดำเนินการกับคนที่ทำผิดทางการเมือง ทุจริตเลือกตั้ง ถ้าเราไม่หยุดกระบวนการที่จะทำให้วงจรของประเทศวนเวียนอยู่กับการทุจริต คอร์รัปชันกฎหมายเหล่านี้ต้องมีอยู่ กฎหมายไม่ใช่เพิ่งเกิดครับ แต่เกิดการวิวัฒนาการ ด้วยตัวมันเองมาตลอด เพราะการทุจริตคอร์รัปชันของนักการเมืองมันเปลี่ยนรูปโฉมไป จนกระทั่งกฎหมายตามไม่ทัน และที่หลายคนพูดว่านี่คือการใช้ยาแรงที่สุดที่เราจะทำได้ แต่ว่าท่านก็เลือกครับ ถ้ามันขัดผลประโยชน์กับตัวเองกับพรรคของตัวเองท่านกล้าถึงขนาด เขียนว่า การดำเนินการในการกระทำความผิดเกี่ยวกับการเลือกตั้งนั้นไม่ต้องส่งผลกระทบ แม้กระทั่งกรรมการบริหารหรือหัวหน้าพรรค หรือแม้แต่พรรคการเมือง ท่านไปดูสิครับ กฎหมายที่รัฐสภาแห่งนี้ออกหลายฉบับ ไม่ว่ากฎหมายลิขสิทธิ์สิทธิบัตรยังมีการโยงไปถึง กรรมการผู้มีอำนาจ แต่พอเรื่องของตัวเองท่านไม่เอา สิ่งที่ท่านทำท่านตอบสังคมสิครับว่า ท่านทำเพื่อผลประโยชน์ของพี่น้องประชาชนหรือไม่ หรือท่านทำเพราะพรรคของท่าน คนของท่านถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง ผมพูดตรงนี้ได้ครับท่านประธานเพราะผมเป็นหนึ่ง ในกรรมการบริหารที่เคยถูกศาลรัฐธรรมนูญฟ้องให้ยุบพรรคและเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง เมื่อปี ๒๕๔๙ เพราะผมเป็นประธานสภากรุงเทพมหานคร เป็นกรรมการบริหาร พรรคประชาธิปัตย์โดยตำแหน่ง ผมถึงพูดได้อย่างไรครับ เพราะผมเจอสภาพนั้นมาแล้ว ผมยอมรับครับถ้าศาลจะตัดสินอย่างไรก็ตามเราอยู่ในระบอบประชาธิปไตย ถ้าเราไม่มี บรรทัดฐาน ไม่มีกฎ กติกา เราจะเอาความถูกต้องเอาไว้ที่ไหนล่ะครับ นั่นคือเรื่องที่ ๒ ที่ผมเรียนว่าท่านไม่ได้ทำเพื่อพี่น้องประชาชนและประเทศชาติเลย

เรื่องที่ ๓ ผมเสียใจที่อาจจะต้องพาดพิงท่านวุฒิสมาชิก ท่านอาจจะบอกว่า การเลือกตั้งเป็นทางออกที่ดีที่สุดของประเทศ ผมไม่เถียงท่านครับ แต่การเลือกตั้งไม่ได้ทำให้ คนไม่ดีกลายเป็นคนดีเพราะผ่านการเลือกตั้ง วันนี้ที่ประชุมในรัฐสภาแห่งนี้พูดเหมารวมกัน เลยว่าทุกคนที่นั่งอยู่ในที่นี้ผ่านการเลือกตั้งมาเสมือนหนึ่งว่าเป็นคนดีทั้งหมด การเลือกตั้ง ไม่ได้ฟอกตัวให้ท่านจากคนไม่ดีเป็นคนดีหรือคนดีเป็นคนไม่ดี แต่เป็นการมอบอำนาจ ของประชาชนให้ท่านมาทำหน้าที่แทน แต่ท่านไม่มีสิทธิเหมารวมครับว่าสิ่งที่ท่านทำนั้น คือความต้องการของประชาชน ถึงถามท่านอย่างไรครับว่าถ้าท่านมั่นใจว่าสิ่งที่ท่านทำ คือความต้องการของประชาชน ทำไมไม่ไปทำประชามติล่ะครับ ท่านทำประชามติพวกผม ไม่ขัดเลยครับ เพราะถ้าเสียงส่วนใหญ่ของประเทศต้องการอะไรพวกผมขัดไม่ได้ครับ แต่เรา ยอมไม่ได้ที่จะให้คนบางกลุ่มบางพวกที่ผ่านกระบวนการเลือกตั้งมาแล้วเหมารวมว่าตัวเอง คือคนส่วนรวมหรือคนทั้งประเทศไม่ได้ครับ รัฐสภาแห่งนี้จะมีสมาชิกพรรคใดพรรคหนึ่ง เต็ม ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ก็ไม่ได้หมายความว่าท่านจะทำทุกสิ่งทุกอย่างได้ ถ้าสิ่งนั้นไม่ถูกต้อง ด้วยจริยธรรม คุณธรรม กฎหมาย และรัฐธรรมนูญ ผมเรียนท่านครับว่าท่าน ส.ว. ที่ผ่าน จากการเลือกตั้งมาท่านมาด้วยเงื่อนไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ก่อนที่ท่านจะลงเลือกตั้ง ท่านทราบดีว่าท่านดำรงตำแหน่งได้เพียง ๑ สมัย แล้วท่านก็เลือกที่จะใช้สิทธิมาทำหน้าที่ เป็นสมาชิกวุฒิสภา แต่พอใกล้จะหมดวาระท่านก็บอกไม่เอาท่านขอเป็นอีก แล้ววิธีการ เป็นอีกของท่าน ท่านไปร่วมกระบวนการ เพราะท่านเสนอเองไม่ได้ท่านถึงต้องให้ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเสนอแทน ผมกราบเรียนท่านประธานครับว่าสมาชิกวุฒิสภา ในความเห็นผมนั้นเป็นผู้ทรงเกียรติ เป็นผู้ซึ่งดำรงไว้ซึ่งความเป็นกลาง เป็นผู้ใหญ่ที่จะชี้แนะ สังคม แต่ว่าการที่ท่านลงมาเล่นเรื่องนี้ด้วยตัวเองโดยท่านไม่สนใจเลยครับว่าสังคมจะมอง อย่างไร วันนี้ท่านได้ประโยชน์จากการแก้ไขสิ่งที่ท่านกำลังทำอยู่ท่านจะตอบสังคมว่าอย่างไร ผมไม่แปลกใจว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ทำไมถึงเข้ามาฉุกละหุก พวกเราได้รับร่าง ท่านประธาน บรรจุวันเสาร์ประชุมวันจันทร์และประชุม ๓ วันติดต่อ เพราะว่าวุฒิสมาชิกเลือกตั้งจะหมดวาระ ในอีกไม่กี่เดือนนี้อย่างไรครับ ท่านต้องการเร่งรัฐธรรมนูญฉบับนี้เพื่อให้ทันการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาในครั้งหน้า ท่านเห็น หรือยังครับ ผมจะไม่ลุกขึ้นอภิปรายเลยถ้าสมาชิกวุฒิสภาลุกขึ้นมาแก้ไขว่าสามารถลงเลือกตั้งได้อีก ไม่จำกัด แต่ยกเว้นสมาชิกวุฒิสภาชุดนี้ ถ้าอย่างนั้นผมจะสรรเสริญท่านว่าท่านทำเพื่อบ้านเพื่อเมือง จริง ๆ แล้วใครก็ตำหนิท่านไม่ได้ แต่เพราะท่านเลือกที่จะแก้ไขแล้วท่านมีผลประโยชน์ ท่านต้องตอบสังคมให้ได้ครับว่าท่านเข้ามาท่านทำหน้าที่เพื่อพี่น้องประชาชนประเทศชาติ หรือเมื่อต้องเลือกท่านเลือกทำเพื่อท่านเพื่อตัวท่านเองก่อนแล้วท่านจะเกิดความสง่างาม ได้อย่างไร ผมกราบเรียนท่านประธานว่าเวลาจำกัด

ผมมีเรื่องสุดท้ายที่จะกราบเรียนท่านประธาน มาตรา ๑๙๐ ตามรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ เขียนไว้ว่าหนังสือสัญญาใดมีบทเปลี่ยนแปลงอาณาเขต หรือเขตพื้นที่นอกอาณาเขต ซึ่งประเทศไทยมีสิทธิอธิปไตยเขียนไว้ชัดเจน แต่มาตรา ๑๙๐ ที่ท่านมาแก้ ท่านตัดคำว่า หรือเขตพื้นที่นอกอาณาเขตซึ่งประเทศไทยมีสิทธิอธิปไตย ออกไป ท่านทำเพื่ออะไรครับ สิ่งที่เขียนกำกับควบคุมผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนไว้อย่างชัดเจนที่สุด เพราะวันนี้สิทธิประโยชน์ไม่ได้มีเฉพาะในประเทศ มันมีนอกประเทศด้วย แต่ท่านไปตัด คำนี้ออกเหลือแต่เพียง อาณาเขตไทยและเขตอำนาจแห่งรัฐ ท่านทำเพื่ออะไรครับ ประชาชนได้ประโยชน์ตรงไหนจากการที่ท่านไปตัด แต่ท่านได้ประโยชน์ เพราะเวลาท่านไป เจรจาความ ไปเจรจาผลประโยชน์ทับซ้อน ไม่ว่าทางทะเล ทางอากาศ ทางพื้นดินท่านไม่ต้อง ขอความเห็นชอบจากรัฐสภา ท่านจะเจรจาอย่างไรก็ได้ ท่านจะมีผลประโยชน์ที่รัฐจะเสียหายหรือไม่ ไม่มีใครตรวจสอบและตรวจทาน ท่านประธานที่เคารพครับ แค่เขียนร่างมาอย่างนี้ผมก็เรียนว่า ผมอายครับท่านประธาน เราจะตอบสังคมได้อย่างไรว่าเรากำลังทำหน้าที่เพื่อประโยชน์ ของพี่น้องประชาชน เพราะฉะนั้นผมกราบเรียนด้วยเวลาจำกัดครับท่านประธาน ท่านได้บอก พี่น้องประชาชนว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ต้องแก้ไขความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน พี่น้องประชาชนถูกแบ่งแยก มีอำมาตย์ มีไพร่ ไพร่เดือดร้อนเพราะรัฐธรรมนูญไม่เป็นประชาธิปไตย แล้ววันที่ท่านแก้รัฐธรรมนูญไพร่ไปไหนล่ะครับ พี่น้องประชาชนที่เดือดร้อนไปไหนล่ะครับ คนที่เข้ามาเรียกร้องที่ทำเนียบรัฐบาล มาเรียกร้องที่สภา ราคาพืชผลเกษตรกรรมตกต่ำ ข้าราชการ พยาบาล ลูกจ้าง มาเรียกร้องให้แต่งตั้งเป็นข้าราชการเขามีสิทธิที่จะทำอย่างเราไหมครับ แก้ไขกฎหมายให้ตัวเองดำรงอำนาจเลือกตั้งต่อไป แก้ไขอำนาจให้ไปดำเนินการในสิ่งที่ ไม่ถูกไม่ต้อง แก้ไขความผิดอาญาที่ทำไปแล้วก็ไม่ต้องรับโทษ แก้ไขไปเจรจาความเมือง มีผลประโยชน์แสน ๆ ล้านบาท ข้างนอกไม่ให้ประชาชนรับรู้เขาเหล่านี้มีสิทธิไหมครับ เพราะฉะนั้นผมถึงกราบเรียนว่าผมไม่มั่นใจว่าวันนี้ระบอบประชาธิปไตยที่พวกเรากำลัง ทำหน้าที่อยู่จะสามารถปกป้องผลประโยชน์ให้กับพี่น้องประชาชนและประเทศชาติได้อย่างแท้จริง ถ้าระบอบประชาธิปไตยที่กำลังเดินอยู่ในวันนี้ เป็นระบอบเผด็จการที่อยู่ในคราบของประชาธิปไตย และผมเชื่อว่าความเสียหายของชาติบ้านเมืองรออยู่แล้วครับท่านประธาน ถ้าเรามุ่งเน้น ที่จะทำเพื่อประโยชน์ของตังเอง พรรคพวก พรรคการเมือง พวกพ้อง สักวันหนึ่งเราก็จะ ไม่มีแผ่นดินจะอยู่ครับท่านประธาน เพราะฉะนั้นผมขอทบทวนในสิ่งที่เราได้ให้คำปฏิญาณไว้ ต่อรัฐสภาแห่งนี้ว่าท่านยังจะทำหน้าที่เพื่อผลประโยชน์ของประชาชนและประเทศชาติต่อไป อยู่หรือไม่ กราบขอบพระคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านจิตติพจน์ วิริยะโรจน์ ๘ นาที

นายจิตติพจน์ วิริยะโรจน์ สมาชิกวุฒิสภา ศรีสะเกษ 🔗

กราบเรียน ท่านประธานครับ กระผม นายจิตติพจน์ วิริยะโรจน์ สมาชิกวุฒิสภาจังหวัดศรีสะเกษ ท่านประธานครับ จากการที่เราได้รับฟังเพื่อนสมาชิกรัฐสภาอภิปรายในช่วง ๓ วันที่ผ่านมา ผมคิดว่าพวกเราคงจะได้ข้อสรุปแล้วว่าประเด็นที่อยู่ในร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม ทั้ง ๓ ฉบับ เป็นประเด็นที่อยู่ในความสนใจของประชาชน เป็นประเด็นที่มีความแตกต่างกันในความคิดของเพื่อนสมาชิกรัฐสภา เป็นประเด็นที่ได้มีการพูดคุย ในการชุมนุมทางการเมืองทั้ง ๒ ฝ่าย จึงเป็นเรื่องที่รัฐสภาแห่งนี้สมควรที่จะได้รับหลักการ ในวาระที่หนึ่ง ทั้ง ๓ ร่างเข้ามาพิจารณาในรัฐสภา เพื่อหาทางออกเกี่ยวกับเรื่องนี้ เพื่อหาข้อยุติ เกี่ยวกับเรื่องนี้ด้วยกระบวนการทางรัฐสภาโดยไม่จำเป็นต้องใช้กระบวนการทางมวลชน หรือกระบวนการนอกรัฐธรรมนูญอื่น ๆ แม้ผมเองจะไม่เห็นด้วยกับทุกวาจา ทุกคำ ทุกตัวอักษร หรือทุกประโยคในทั้ง ๓ ร่างนี้ แต่ผมเห็นว่าสมควรอย่างยิ่งที่รัฐสภาแห่งนี้จะได้รับร่าง ทั้ง ๓ ร่าง แล้วมาแปรญัตติแก้ไขในส่วนที่แตกต่างกันในรัฐสภาแห่งนี้ทั้งวาระที่สอง และวาระที่สาม ผมขออนุญาตอภิปรายบางประเด็นที่เกี่ยวข้อง แต่จะพยายามไม่พูดให้ซ้ำกับท่านอื่น ๆ

ประเด็นที่ ๑ ก็คือประเด็นเรื่องที่ว่าการยื่นรัฐธรรมนูญในครั้งนี้เป็นการยื่น ที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เป็นการยื่นที่มีการขัดกันแห่งผลประโยชน์หรือไม่ ถ้าหากว่า ดูมาตรา ๒๙๑ ของรัฐธรรมนูญจะเห็นว่าการปฏิบัติหน้าที่ของสมาชิกรัฐสภาในครั้งนี้ เป็นการปฏิบัติหน้าที่ครบถ้วนถูกต้องทุกตัวอักษรของมาตรา ๒๙๑ และมาตราต่าง ๆ ที่จะต้องมีการแก้ไข ไม่ว่าจะเป็นมาตรา ๖๘ มาตรา ๑๑๑ ถึงมาตรา ๑๒๐ มาตรา ๑๙๐ มาตรา ๒๓๗ ทุกมาตราไม่มีข้อห้าม ตั้งแต่มาตรา ๑ ถึงมาตรา ๓๐๙ ไม่มีข้อห้ามใด ๆ ที่บอกว่าไม่สามารถแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตราดังกล่าวได้ ไม่มีแม้แต่มาตราเดียว ดังนั้น การแก้ไขรัฐธรรมนูญจึงทำได้ ที่สงสัยกันว่าเป็นการขัดแย้งกันของผลประโยชน์หรือไม่ ผมขออนุญาตเรียนอย่างนี้ครับ รัฐธรรมนูญเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับประชาชนทุก ๆ คน ทุก ๆ ท่าน สมาชิกรัฐสภาก็เป็นประชาชนเช่นเดียวกัน การแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้นทุกคนย่อมมีส่วนได้เสียทั้งสิ้น ถ้าหากจะตีความว่าต้องเอาบุคคลที่ไม่มีส่วนได้เสียคงจะต้องไปเอาบุคคลที่อยู่ต่างประเทศ หรือแม้แต่บุคคลที่อยู่ต่างประเทศก็อาจจะยังไม่สามารถทำได้ จะต้องใช้บุคคลใด มาร่างรัฐธรรมนูญแห่งนี้จึงจะไม่มีผลประโยชน์ที่เกี่ยวเนื่องกับรัฐธรรมนูญซึ่งก็เป็นไปไม่ได้ หลักการของรัฐธรรมนูญที่แท้จริงในเรื่องของระบอบประชาธิปไตยนั้นจริง ๆ แล้วเป็นเรื่อง ของประชาชน การมีส่วนร่วมของประชาชนนั้นมีความสำคัญยิ่งกว่าการขัดกันของผลประโยชน์ ถ้าหากว่าพวกเราตีความในเรื่องของการขัดกันแห่งผลประโยชน์จนกระทั่งทำให้บุคคล ที่สมควรมีส่วนร่วม บุคคลที่สมควรมีส่วนได้เสียต้องออกจากการพิจารณาผมคิดว่า เป็นการตีความที่ขัดกับหลักประชาธิปไตยสากล หากเราจะดูรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ เราจะพบว่ามีการระบุอย่างนี้ว่า ศาลและองค์กรตามรัฐธรรมนูญสามารถยื่นพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญ ร่างพระราชบัญญัติที่เกี่ยวข้องกับศาลและองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญได้ สามารถที่จะมีกรรมาธิการอยู่ในคณะกรรมาธิการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติได้ ก็แสดงให้เห็น ชัดเจนอยู่แล้ว ถ้าหากว่าเราตีความเรื่องของการขัดกันแห่งผลประโยชน์ ศาลหรือองค์กรอิสระ ย่อมไม่สามารถที่ยื่นร่างพระราชบัญญัติเหล่านั้นเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภาได้ หรือแม้แต่ เป็นกรรมาธิการก็ไม่น่าจะได้เช่นเดียวกัน แต่ที่ผ่านมารัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้ให้โอกาสองค์กรอิสระ ไม่ว่าจะเป็น ป.ป.ช. สตง. หรือแม้แต่ศาลรัฐธรรมนูญก็ตาม ได้ยื่นร่างพระราชบัญญัติเข้าสู่ การพิจารณาของสภาแห่งนี้ ทั้ง ๆ ที่ศาลและองค์กรอิสระเหล่านั้นต่างเป็นผู้ที่มีส่วนได้เสีย เกี่ยวข้องกับเรื่องดังกล่าวทั้งสิ้น ดังนั้นโดยส่วนตัวของผมผมเห็นว่าการกระทำหน้าที่ของสมาชิก รัฐสภาในครั้งนี้ไม่ถือว่าเป็นการกระทำที่ขัดกันแห่งผลประโยชน์ แต่เป็นการปฏิบัติหน้าที่ตาม รัฐธรรมนูญและเป็นการดำเนินการตามหลักประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วมของประชาชนครับ

อีกประเด็นหนึ่งเป็นประเด็นเรื่องของมาตรา ๖๘ ถ้าหากว่าท่านประธานจะได้ พิจารณาโดยละเอียดตามผมมาก็คือว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้แต่บอกว่า ผู้ที่พบเห็นการกระทำ ดังกล่าวสามารถยื่นเรื่องต่ออัยการสูงสุดเพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริง และยื่นเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญ ให้มีการวินิจฉัยสั่งการได้ ถ้าหากตีความตามที่เพื่อนสมาชิกกลุ่มหนึ่งพยายามตีความบอกว่า ต้องตีความว่ายื่นให้อัยการสูงสุดตรวจสอบข้อเท็จจริงเท่านั้น ต้องตีความว่ายื่นให้อัยการสูงสุดตรวจสอบข้อเท็จจริงเท่านั้น แต่ว่าสามารถยื่นเรื่องต่อ ศาลรัฐธรรมนูญเพื่อวินิจฉัยสั่งการได้ ก็แสดงว่าอัยการสูงสุดท่าน อสส. มีหน้าที่เพียงแค่ ไต่สวนข้อเท็จจริง หลังจากนั้นจะดำเนินการอย่างไรต่อไปครับ เก็บไว้เฉย ๆ หรือดำเนินการ อย่างไรต่อไป จึงเห็นได้ว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ถ้าตีความอย่างนั้นก็ไม่น่าจะถูกต้อง ตามความหมาย ถ้าหากว่าได้พิจารณาให้ลึกลงไปอีกท่านประธานครับ ศาลรัฐธรรมนูญ ประกอบด้วยตุลาการประมาณ ๙ ท่าน ถ้าหากว่าเราสามารถ ประชาชนคนใดคนหนึ่ง ก็สามารถยื่นเรื่องต่อศาลได้โดยตรง วันนี้ นาย ก ไปยื่น พรุ่งนี้ นาย ข ไปยื่น มะรืน กลุ่มนาย ค ไปยื่นอีก ๑๐ คน ถัดไปอีก ๑,๐๐๐ คน ๒,๐๐๐ คน แล้วเราจะเอาสำนวน ฉบับใดเป็นสำนวนฉบับหลักที่ศาลรัฐธรรมนูญจะมาพิจารณา จะใช้ฉบับไหนครับ แล้วจะมี วิธีการให้ประชาชนยื่นเรื่องได้ถึงเมื่อไร หรือว่าจะถือว่าบุคคลที่ยื่นเป็นคนแรกถือว่าเป็น บุคคลที่จะต้องได้รับการพิจารณา แล้วบุคคลที่ยื่นต่อ ๆ มาจะตัดสิทธิเขาอย่างไร หรือว่า จะให้สิทธิเขาอย่างไรรัฐธรรมนูญฉบับนี้มิได้มีการเขียนไว้ ข้อกำหนดการพิจารณาของ ศาลรัฐธรรมนูญก็ไม่ได้มีการกำหนดไว้เช่นเดียวกัน ในทางปฏิบัติย่อมไม่สามารถกระทำได้ การพิจารณาของศาลยุติธรรมในบางครั้งที่กรุณาอนุญาตให้ประชาชนยื่นเรื่องได้โดยตรง ส่วนหนึ่งก็เนื่องจากคดีเหล่านั้นเป็นคดีเฉพาะบุคคล และอีกส่วนหนึ่งก็เนื่องจากว่า ศาลยุติธรรมนั้นเป็นศาลที่มีบุคลากรนับพันคน มีตุลาการนับพันท่าน ท่านย่อมสามารถ พิจารณาคดีได้จำนวนมาก แต่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญนั้นมีเพียง ๙ ท่าน การที่ท่านจะมา พิจารณาคดีเป็นร้อยเรื่องพันเรื่องถ้าหากเปิดช่องให้ยื่นได้โดยตรงนั้นย่อมเป็นไปไม่ได้ จึงเป็น เหตุที่การตีความในเรื่องของมาตรา ๖๘ นั้นจึงควรที่จะตีความว่าเป็นการให้อัยการสูงสุด ไต่สวนข้อเท็จจริง หลังจากนั้นจึงส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัย ซึ่งก็คงเป็นที่มา ที่เพื่อนสมาชิกอีกกลุ่มหนึ่งได้ยื่นเรื่องต่อรัฐสภาแห่งนี้เพื่อให้มีการพิจารณาหาข้อยุติเพื่อให้ การเขียนหรือการปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญนั้นไม่มีปัญหาในทางปฏิบัติ ซึ่งถ้าหากว่าเราได้ วิเคราะห์ลึกลงไปกว่านั้นอีก ในมาตรา ๒๑๖ ของรัฐธรรมนูญได้มีการกำหนดในวรรคท้ายนะครับ ว่าวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญนั้นให้กำหนดอยู่ในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยวิธีการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ ท่านประธานครับ แต่จนถึงทุกวันนี้เรายังไม่มี พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญที่จะมาใช้ กับกรณีตามมาตรา ๖๘ ซึ่งเป็นวิธีการพิจารณาซึ่งมิได้เกี่ยวข้องกับสิทธิของประชาชนแต่อย่างใด เนื่องจากว่าสิทธิประชาชนยังมีอยู่เช่นเดิม แต่การกำหนดวิธีการพิจารณา ซึ่งเป็นกระบวนการ ทางวิธีสบัญญัตินั้นมีการเขียนอยู่ในวรรคสอง และควรที่จะได้มีการบรรจุไว้ใน พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ จึงจะสามารถดำเนินการตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๖๘ ได้อย่างถูกต้อง การที่เพื่อนสมาชิก ได้พยายามหาข้อยุติในประเด็นนี้โดยการนำเข้าสู่ที่ประชุมของรัฐสภา จึงเป็นที่สมควรอย่างยิ่ง เพื่อลดปัญหาข้อขัดแย้ง การโต้แย้ง หรือการฟ้องร้องกันโดยไม่จำเป็นในอนาคตครับ ด้วยเหตุผลดังกล่าวข้างต้นผมคิดว่าสมาชิกรัฐสภาควรที่จะได้ร่วมกันรับร่างรัฐธรรมนูญ ทั้ง ๓ ฉบับแล้วไปแก้ไขกันในชั้นแปรญัตติต่อไป ขอบพระคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เชิญท่านวัชระ เพชรทอง ๑๕ นาทีครับ

นายวัชระ เพชรทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม นายวัชระ เพชรทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ผมขอกราบขอบพระคุณพรรค ที่ได้ให้เวลาผมถึง ๑๕ นาที แต่ถ้าพี่น้องประชาชนได้ฟังคำอภิปรายของท่านหัวหน้าพรรค ของกระผมเมื่อวานนี้ก็จะเข้าใจกระจ่างแจ้งถึงหลักการและเหตุผลของการไม่รับร่าง รัฐธรรมนูญทั้ง ของท่านหัวหน้าพรรคของกระผมเมื่อวานนี้ก็จะเข้าใจกระจ่างแจ้งถึงหลักการและเหตุผลของ การไม่รับร่างรัฐธรรมนูญทั้ง ๓ ฉบับ จริง ๆ แล้วผมอยากจะให้พี่น้องประชาชนทั้งประเทศ ได้ฟังคำอภิปรายของท่านหัวหน้าพรรคของกระผมซ้ำอีกครั้งหนึ่ง แต่ก็ไม่อาจเป็นไปได้ใน ณ ที่นี้ ท่านประธานครับ ผมไม่รับร่างรัฐธรรมนูญทั้ง ๓ ฉบับด้วยเหตุที่ว่าเพราะการแก้ไข รัฐธรรมนูญในขณะนี้ ท่านประธานครับ มีการสั่งการมาจากต่างประเทศและมีหนังสือพิมพ์ ได้ลงอย่างชัดเจนบอกว่ามีบุคคลได้สไกป์สั่งไปยังรัฐมนตรี ส.ส. ที่มาประชุมพรรคให้แก้ไข รัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นการแก้ไขเพื่อทำลายกลไกการตรวจสอบถ่วงดุลของประชาชน องค์กรอิสระ ศาล และวุฒิสภา เป็นการขยายอำนาจให้รัฐบาลเพิ่มมากขึ้น

(จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุรินทร์ ได้ยืนและยกมือขึ้น)
นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านวัชระ มีผู้ประท้วงครับ

จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุรินทร์

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิก สภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย จังหวัดสุรินทร์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมต้องประท้วง ผู้อภิปรายตามข้อบังคับ ข้อ ๔๓ อภิปรายนอกประเด็นและใส่ร้าย ให้ท่านประธานวินิจฉัย ด้วยครับ

นายวัชระ เพชรทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ขอให้ ท่านประธานวินิจฉัยด้วยความเที่ยงธรรมครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านวัชระครับ ถ้าจะ อภิปรายให้ไม่ได้มีการประท้วงก็จะดีที่สุดนะครับ ทีนี้อะไรที่มันเลี่ยงได้ก็พยายามเลี่ยง แล้วก็จะได้ไม่มีใครมาขัดจังหวะ ท่านจะได้อภิปรายอย่างสบายใจครับ รวดเดียวจบเลยน่าจะ เป็นประโยชน์มากกว่านะครับ ขอความร่วมมือนะครับ ด้วยความรักครับ

นายวัชระ เพชรทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ขอกราบ ขอบพระคุณท่านประธาน ท่านประธานที่เคารพ ผมเป็นลูกพ่อขุนรามคำแหงมหาราช เป็นบัณฑิตจากมหาวิทยาลัยรามคำแหง มหาวิทยาลัยของประชาชน เมื่อเห็นความไม่เป็นธรรม ผมไม่เคยที่จะอยู่นิ่งเฉยตั้งแต่เป็นนักศึกษา เมื่อมาเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ท่านประธานครับ สิ่งที่ผมได้กล่าวไปแล้วนั้นเป็นความจริงทุกประการ เพราะหนังสือพิมพ์ได้ พาดหัวไว้ว่าแก้รัฐธรรมนูญตามบัญชาทักษิณ ท่านประธานครับ นี่คือความจริงที่ปฏิเสธไม่ได้

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านวัชระครับ ก็เป็นข่าวที่ คนเขารู้

นายวัชระ เพชรทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

จริงไหมครับ ท่านประธาน

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เป็นข่าวที่คนรู้กัน ทั้งประเทศ แต่ทีนี้ถ้าจะเลี่ยงพูดอย่างที่ผมพูดเมื่อสักครู่เพื่อท่านจะได้ไม่ต้องมาสะดุด ผมว่า จะเป็นประโยชน์มากกว่า อะไรที่มันไม่ต้องเอ่ยเพื่อไม่เปิดช่องให้เขาประท้วงนี่ ตรงนั้นนะ ครับมันก็จะทำให้ราบรื่น ผมเชื่อว่าจะเป็นประโยชน์กับท่านมากกว่า ขอความร่วมมือเถอะ ครับ บรรยากาศเรามาดีโดยตลอดแล้วครับ ช่วยรักษาบรรยากาศให้มันดีต่อไป ด้วยความรัก จริง ๆ ครับ

(จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุรินทร์ ได้ยืนและยกมือขึ้น)

ท่านประสิทธิ์ครับ ท่านประสิทธิ์นั่งเถอะครับ ผมตักเตือนไปแล้ว พอแล้วครับ เอาละครับ พอแล้วครับ ผมวินิจฉัยไปแล้วพอเถอะครับ ขอความร่วมมือครับท่านวัชระครับ จะได้ไม่ต้องสะดุดครับ

นายวัชระ เพชรทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธานที่เคารพ ขอขอบคุณท่านประธาน สิ่งที่ผมได้กล่าวไปแล้วนั้นเป็นความจริง ทุกประการ และปัญหาที่เกิดขึ้นในทุกวันนี้ในบ้านเมืองของเรา ท่านประธานครับ พ่อแม่ พี่น้องประชาชนในชนบทอันกว้างใหญ่ไพศาลได้ประสบทุกขเวทนาแสนสาหัสในเรื่องต่าง ๆ หลายเรื่องนานัปการ ปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นเพราะแรงอาฆาตจากต่างประเทศ ปัญหาจึงไม่จบ และนำมาซึ่งการแก้รัฐธรรมนูญใน ๓ ร่างในวันนี้ ท่านประธานครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านครับ ถ้าพูดอย่างนี้ คงไปได้นะครับ ผมขอความร่วมมือท่านวัชระครับ ย้ำอีกทีด้วยความรักจริง ๆ ครับมันจะได้ ไม่ต้องสะดุด เอาสาระดีกว่าอย่าไปแขวะเลยครับ ถ้าไม่แขวะเขาก็ฟังเข้าใจครับ แล้วท่าน จะได้ไม่ต้องสะดุดในการอภิปราย ด้วยความกรุณาครับ

นายวัชระ เพชรทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธานครับ การที่ผมได้กล่าวเกริ่นนำมานั้นท่านประธานก็ได้ทักท้วงก็ไม่เป็นไรครับ ผมยินดีรับฟัง และผมก็เชื่อตามท่านประธานว่าพี่น้องประชาชนรับรู้กันทั้งประเทศ ท่านประธานครับ ในเรื่องของการที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา ๖๘ เพื่อนสมาชิกหลายท่าน ก็ได้กล่าวไปแล้ว ซึ่งท่าน ส.ส. ฝ่ายค้านก็ได้บอกว่ามีการหมกเม็ดโดยเพิ่มเข้าไปว่า บุคคลจะ ใช้สิทธิและเสรีภาพตามหมวด ๓ แห่งรัฐธรรมนูญนี้ ท่านประธานครับ รัฐบาลแก้ไขเพื่อที่จะ จำกัดไว้เฉพาะแค่หมวด ๓ เท่านั้น ถ้าเป็นอย่างนี้ผมอยากจะถามท่านประธานว่าในหมวด อื่น ๆ อีก ๑๔ หมวด ถ้ามีคนจะล้มล้างการปกครองหรือกระทำความผิดตามมาตรา ๖๘ ไม่มีสิทธิจะยื่นหรืออย่างไร ยกตัวอย่างเช่น ในมาตรา ๑ ประเทศไทยเป็นราชอาณาจักร อันหนึ่งอันเดียว จะแบ่งแยกมิได้ ท่านประธานครับ ถ้ามีคนจะแบ่งแยกดินแดนใช้สิทธิตาม มาตรานี้ได้ไหมครับ หรือในหมวด ๒ พระมหากษัตริย์ ถ้ามีกลุ่มบุคคลจะเปลี่ยนแปลง สถาบันพระมหากษัตริย์กษัตริย์ของประเทศไทยไปเป็นแบบประเทศอื่นดังที่เขาได้ประกาศ กันกลางอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยอย่างนี้ประชาชนจะไปร้องได้ไหมครับ ท่านประธานครับ เพราะฉะนั้นการที่เขียนหมกเม็ดไว้ดังกล่าวจึงเป็นการจำกัดเฉพาะแค่หมวด ๓ เท่านั้น ซึ่งเป็นสิ่งที่พี่น้องประชาชนทั้งประเทศท่านก็ควรที่จะพินิจพิจารณา ท่านประธานที่เคารพ พี่น้องประชาชนคนไทยมีความจงรักภักดีต่อชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ ปัจจุบันเรามี ภัยร้ายแรงเกิดขึ้นต่อสถาบันพระมหากษัตริย์อันเป็นที่เคารพรักของพวกเรา แล้วจะไปร้อง ตามช่องทางนี้ไม่ได้หรืออย่างไร เพราะอะไรครับ เพราะในกฎหมายที่ท่านกำลังจะเขียนใหม่นี้ ท่านได้จำกัดสิทธิของพี่น้องประชาชนในการที่จะยื่นเรื่องร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ ท่านประธานครับ โดยท่านจะให้ไปยื่นได้เฉพาะที่อัยการสูงสุด เมื่อเรามาดูอัยการ ท่านประธานครับ อัยการสูงสุดในปัจจุบันเป็นอย่างไร เราก็ต้องดูตั้งแต่อดีต อัยการในอดีต มีคำสั่งไม่ฟ้อง ไม่ฟ้องใครครับ ไม่ฟ้อง พันตำรวจโท ทักษิณ ชินวัตร ในหลายคดี นี่คือ ข้อเท็จจริงครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านวัชระครับ ถ้าไปอย่างนั้น เดี๋ยวก็ไม่จบ ผมว่าเอาเข้าประเด็นที่ท่านไม่เห็นด้วยมันดี ไม่ดีอย่างไรครับ ถ้าไปรื้อเรื่องเก่า ๆ มาพูดไม่จบหรอกครับ เอาตรงสาระดีกว่านะครับ

นายวัชระ เพชรทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธานครับ นี่เป็นพฤติกรรมที่เราจะไว้วางใจอัยการหรือไม่ไว้วางใจอัยการ และผม กราบเรียนท่านประธานว่าอัยการสูงสุดท่านที่แล้วได้รับการตอบแทนตำแหน่งหลายตำแหน่ง และมีบันทึกไว้ในวิกิพีเดียระบุชัดเจนว่าอัยการสูงสุดท่านนี้ได้รับตำแหน่งตอบแทนให้ เนื่องจากสมัยที่ท่านดำรงตำแหน่งมีคำสั่งไม่ฟ้องในคดีที่คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำ ที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐฟ้องร้อง

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านครับ พูดอย่างนั้น มันใส่ร้ายแล้วครับ ถ้าอย่างนี้ผมไม่อนุญาตครับ มันเป็นการใส่ร้ายแล้วก็ไม่ควรจะต้อง

นายวัชระ เพชรทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ความจริง ชัดเจนครับ ไม่ได้ใส่ร้าย

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ก็ใส่ร้ายตรงที่ว่าอัยการไป ยกฟ้องแล้วทำให้เขาได้ผลตอบแทนอะไรพวกนี้ใส่ร้ายชัด ๆ ท่านวัชระครับ อย่าแย้งเลยครับ ผมวินิจฉัยแล้วครับ ผมไม่อนุญาตให้พูดครับ ขอความกรุณาเถอะครับ ท่านเข้าประเด็น อย่าไปกล่าวหาอย่างนั้นมันเป็นการใส่ร้ายไม่อย่างนั้นไม่จบครับ ท่านนิพนธ์เชิญครับ

นายนิพนธ์ วิสิษฐยุทธศาสตร์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธานที่เคารพครับ ผม นิพนธ์ วิสิษฐยุทธศาสตร์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ด้วยความเคารพจริง ๆ ผมไม่อยากประท้วงท่าน คือการที่จะแก้กฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับนี้ให้อำนาจอัยการสูงสุดมันมีความสำคัญอย่างยิ่งยวด มีผลกระทบต่อประเทศชาติอย่างร้ายแรงเลย เพราะฉะนั้นการที่จะพิจารณาบุคคลที่ดำรง ตำแหน่งตรงนี้มันต้องพูดถึงพฤติการณ์และเป็นความจริงที่พิสูจน์ได้ อันนี้ต้องพูดครับ ประกอบการอภิปรายของสมาชิก ถ้าไม่เอาความจริงมาพูดกันในสภาและจะเอาเรื่องโกหก หรือครับ เพราะฉะนั้นมันต้องพิสูจน์ให้เห็นว่าตำแหน่งตรงนี้มันมีประโยชน์ มันเอื้อประโยชน์ ในการทำหน้าที่ซึ่งอาจจะไม่เป็นกลางตามเจตนารมณ์ที่แก้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ก็เป็นได้ เพราะฉะนั้น ต้องให้โอกาสสมาชิกอภิปรายนะครับ ท่านประธานอย่าตัดสิทธิครับ ขอบพระคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านนิพนธ์ครับ ด้วยความเคารพนะครับ ถ้าไปพูดอะไรที่มันไปกล่าวใส่ร้ายตรง ๆ ผมว่ามันไม่ควรและมันยัง ไม่มีอะไรพิสูจน์ว่ามันเป็นอย่างนั้นนะครับ ถึงเขาได้รับการแต่งตั้งอะไรก็แล้วแต่ ถึงมี การแต่งตั้งจริงก็ไม่ได้หมายความว่าเป็นการตอบแทนนะครับ เพราะฉะนั้นพยายามเลี่ยง ที่จะใส่ร้ายครับ ท่านครับไม่อย่างนั้นไม่จบครับ ผมว่าพอแล้วกระมังครับ ท่านวัชระต่อเถอะครับ ขอความร่วมมือนะครับ เชิญครับ

นายนิพนธ์ วิสิษฐยุทธศาสตร์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธานที่เคารพครับ คืออย่างนี้ครับ การอภิปรายในสภานี่สมาชิกรัฐสภาต้องตระหนัก ถึงความเป็นจริง ความถูกต้องเป็นสำคัญ เพราะฉะนั้นเรื่องที่จะประกอบการอภิปรายของ สมาชิกเขาต้องรับผิดชอบครับ ในเรื่องนี้ถ้าไม่เป็นเรื่องจริงนะครับ ผู้ที่ถูกพาดพิงนี่ ฟ้องค่าเสียหายได้เป็นร้อยล้านบาทเลยในเรื่องกรณีอย่างนี้ เพราะฉะนั้นนี่เป็นการประกอบ การอภิปรายด้วยเหตุด้วยผลนะครับ ผมเชื่อว่าสมาชิกจะต้องรับผิดชอบ ถ้าเรื่องไม่จริง ในชีวิตนี้จ้างผมกี่ร้อยล้านบาทผมก็ไม่กล้าพูด ผมเรียนตรง ๆ ครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านนิพนธ์ครับ ด้วยความเคารพ จริง ๆ ถ้าใช้หลักของท่านที่ว่านี่มันประชุมไม่ได้แน่นอน แล้วเรื่องทำนองเดียวกัน ถ้าฝั่งนี้พูด นี่มันก็เป็นปัญหาเหมือนกัน มันก็จะมีการประท้วงอยู่ตลอด ผมมีหน้าที่ควบคุมตามข้อบังคับครับ ส่วนจะไปฟ้องไม่ฟ้องมันไม่เกี่ยวกับผม ที่เกี่ยวกับผมโดยตรง ผมต้องควบคุมการประชุม ตามข้อบังคับเป็นหน้าที่ของผม ท่านจะมาอ้างว่าเป็นความจริงแล้วไปใส่ร้ายคนอื่นไม่ได้ครับ ผมไม่ยอมครับ ขอความกรุณานะครับท่านวัชระ ด้วยความเคารพนะครับ

นายวัชระ เพชรทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธาน ผม วัชระ เพชรทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ผมได้ กราบเรียนความจริงให้ท่านประธานฟัง ท่านประธานครับ อัยการไม่ฟ้องจริงไหม ประชาชน ก็ดูอยู่และตัดสิน อัยการสูงสุดได้รับตำแหน่งต่าง ๆ จริงไหม ประชาชนก็ดูอยู่และประชาชน ก็ตัดสิน ท่านประธานครับ แล้วเรามาดูครับ อัยการสูงสุดยังเป็นประธานคณะทำงาน ท่านประธานครับ เป็นประธานคณะทำงานทางราชการ มีตำแหน่งทางราชการที่ชัดเจน เป็นประธานคณะทำงาน ชุดติดตามตัวผู้ร้ายข้ามแดน ผมไม่ระบุชื่อนะครับ ท่านประธานครับ ถามว่าเมื่ออัยการสูงสุด เป็นประธานคณะทำงานติดตามตัวผู้ร้ายข้ามแดน... และ... ท่านได้ทำหน้าที่ไหมครับ แล้วประชาชนจะไว้วางใจได้อย่างไรถ้าอำนาจไปอยู่ที่อัยการสูงสุดแต่เพียงผู้เดียว ท่านประธานครับ มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์มากเหลือเกินครับต่อการทำงานของอัยการ ผมคิดว่า น่าจะถึงเวลาที่จะปฏิรูปอัยการและรวมถึงตำรวจ เพราะประชาชนหาความเป็นธรรมไม่ได้ เด็ก ๆ ท่านประธานอาจจะรู้จักการวิ่งเปี้ยว แต่ท่านประธานครับ ชีวิตของพี่น้องประชาชน ทั้งประเทศรู้จักกันครับว่าวิ่งอัยการ วิ่งอัยการครับ วิ่งตำรวจ แล้วความยุติธรรมกับ พี่น้องคนจน ๆ นั้นอยู่ที่ไหน เพราะฉะนั้นท่านประธานครับ การที่จะไปปิดกั้นพี่น้องประชาชน ที่จะไปร้องเรียนต่อศาลรัฐธรรมนูญตามมาตรา ๖๘ ที่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัย ไว้แล้วนั้น เป็นเรื่องที่ไม่ควรที่จะแก้ไขกฎหมายเพื่อเอื้อประโยชน์ให้กับคนบางคนเป็นอย่างยิ่ง เพราะในคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ คำวินิจฉัยที่ ๑๘-๒๒/๒๕๕๕ ในหน้าที่ ๒๓ ซึ่งสมาชิก หลายท่านได้อ่านไปแล้ว แต่ผมขออนุญาตอ่านสั้น ๆ ขออนุญาตท่านประธาน ในคำวินิจฉัยนี้ ท่านตุลาการได้เขียนคำวินิจฉัยไว้ว่าในกรณีที่ผู้ร้องใช้สิทธิพิทักษ์รัฐธรรมนูญตามมาตรา ๖๘ วรรคสองนี้ เป็นอำนาจหน้าที่ของศาลรัฐธรรมนูญ อัยการสูงสุดเพียงแต่มีหน้าที่ตรวจสอบ ข้อเท็จจริงเบื้องต้นและยื่นคำร้องขอต่อศาลรัฐธรรมนูญได้เท่านั้น หาได้ตัดสิทธิของผู้ร้อง ที่จะยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญโดยตรงไม่ นี่ครับ ๓ บรรทัดแรกในหน้าที่ ๒๓ และ ๒ บรรทัดสุดท้าย ท่านเขียนไว้ว่า เช่นนี้แล้วประชาชนผู้ทราบเหตุตามมาตรา ๖๘ วรรคสอง ย่อมสามารถยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญได้โดยตรง ทั้งนี้ เพื่อให้ประชาชนได้ใช้สิทธิของตน ต่อต้านการกระทำนั้นได้โดยสันติวิธี ท่านประธานครับ คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ตามกฎหมายรัฐธรรมนูญเป็นที่สุดครับ เพราะกฎหมายรัฐธรรมนูญได้บัญญัติรองรับอำนาจ ของศาลธรรมนูญไว้อย่างชัดเจน ผูกพันสภาผู้แทนราษฎร ผูกพันรัฐบาล ผูกพันทุกองค์กร ของรัฐ แล้วเมื่อเป็นดังนี้ท่านจะมาปิดกั้นหรือจะมากลับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ได้อย่างไร และปิดกั้นพี่น้องประชาชนไม่ให้ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ ถือว่าเป็นเรื่องที่ปิดกั้น สิทธิเสรีภาพของพี่น้องประชาชนทั่วทั้งประเทศ ต่อไปพี่น้องประชาชนในภาคอีสาน ได้พบเห็นคนที่กระทำความผิด จะเปลี่ยนแปลงสถาบันพระมหากษัตริย์ไปแบบประเทศอื่น ก็ร้องไม่ได้ครับ เพราะท่านเขียนปิดไว้แล้วว่าต้องผิดเฉพาะในหมวด ๓ เท่านั้น เพราะในหมวดพระมหากษัตริย์อยู่หมวด ๒ หรือวันดีคืนดีจะยกจังหวัดบางจังหวัดให้กับ บางองค์กร ประชาชนก็ร้องไม่ได้ครับ เพราะอยู่ในหมวด ๑ บททั่วไป ไม่สามารถร้องต่อ ศาลรัฐธรรมนูญได้ แล้วถามว่าประชาชนจะไปร้องกับใคร ปล่อยให้มีการละเมิด หรือเปลี่ยนแปลงสถาบันพระมหากษัตริย์ไปก่อนหรือแล้วจึงจะมาร้อง แล้วไปร้องได้ที่ไหน ท่านประธานครับ นี่คือข้อกังวลและความห่วงใยจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่ได้เห็นว่า เขากำลังจะกระทำการดังกล่าว ท่านประธานครับ ผมคงจะไม่อภิปรายทั้ง ๓ ร่าง แต่อยากเน้นย้ำว่าในมาตรา ๖๘ นี้จะนำมา ซึ่งหายนะของประเทศ และการที่ท่านไปปิดกั้นศาลรัฐธรรมนูญไม่ให้รับคำร้องจากประชาชน โดยตรงดังกล่าว ท่านประธานครับ ผมอยากจะกราบเรียนต่อท่านประธานว่าตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ยังเคยถูกข่มขู่ คุกคาม และแบลคเมล์ (Blackmail) ถึงขั้นที่ได้โทรศัพท์ไปข่มขู่ตุลาการศาล รัฐธรรมนูญโดยมีผู้หญิงคนหนึ่งให้พูดกับทนายของอดีตผู้นำสูงสุดคนหนึ่ง ท่านประธานครับ และได้ส่งโทรศัพท์ให้ทนายดังกล่าวได้พูดกับท่านจรูญ อินทจาร ขออภัยที่เอ่ยนาม

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

มันเป็นเรื่องพิสูจน์ไม่ได้ครับท่าน

(นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ ได้ยืน และยกมือขึ้น)

มีผู้ประท้วง เชิญครับ

นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมขอประท้วงผู้อภิปรายว่าเป็นการทำผิดข้อบังคับ ข้อ ๔๓ รวมถึง การอภิปรายไปกระทบในคดีที่เขาถอนฟ้องไปแล้วโดยที่มีลักษณะที่ไม่มีการสืบพยาน ไม่มี การพิสูจน์ข้อเท็จจริง แล้วผมขอปฏิเสธว่าไม่มีใครไปข่มขู่หรอกครับ แล้วการอ้างโดยเฉพาะ เป็นการจินตนาการไปทำให้ผู้ที่ถูกกล่าวหาเสียหาย ผมนะครับ ที่มีการฟ้องคดีหมิ่นประมาท โดยเฉพาะท่านตุลาการท่านก็ได้ถอนฟ้องไม่มีการสืบพยานใด ๆ เพราะฉะนั้นผมขอให้ ผู้อภิปรายควรใช้ข้อเท็จจริงอย่าจินตนาการและกล่าวหาคนอื่น ขอให้ถอนนะครับ ท่านประธานครับ เสียหายครับ ถ้าไม่อย่างนั้นผมจะกล่าวหาบ้างนะครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

พอครับ ท่านวัชระมีเวลา เหลือชั่วโมงเศษ ๆ ท่านขอความกรุณานะครับ

นายวัชระ เพชรทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธานที่เคารพ ผมได้พูดความจริง

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านพร้อมพงศ์ครับ ผมได้ กล่าวตักเตือนไปก่อนหน้านั้นแล้วครับ ทีนี้เหลือเวลาอีกไม่มากให้ท่านต่อจะได้จบ ผมได้ กล่าวตักเตือนไปแล้วครับ ไม่เป็นอะไรหรอกครับ ให้ท่านได้พูดต่อเถอะ ไม่เป็นอะไร ผมทักท้วงไปแล้ว ได้เตือนไปแล้ว ไม่เป็นอะไร เชิญครับ

นายวัชระ เพชรทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธานที่เคารพ ผมไม่ใส่ใจนะครับในสิ่งที่เกิด

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านต่อของท่านเหลือเวลา นิดเดียวครับ

นายวัชระ เพชรทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ครับ ท่านประธานครับ เขาได้ประกาศขอขมาตุลาการแล้ว ขอขอบคุณ ท่านประธานครับ สิ่งที่ เกิดขึ้นผมจึงกราบเรียนท่านประธานว่าแม้กระทั่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญท่านนี้ยังถูกไปข่มขู่ ให้ยุบพรรคประชาธิปัตย์ ถ้าไม่ยุบพรรคจะเปิดคลิป ท่านประธานครับ นี่คือความจริง ที่ผมกราบเรียนท่านประธานและผู้หญิงคนดังกล่าวที่โทรศัพท์มานั้น

(นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ ได้ยืน และยกมือขึ้น)
นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านครับ ได้ขอความกรุณา หลายครั้งแล้วนะครับ จะจบแล้วครับ ท่านอย่าให้มีปัญหาเลย ขอความร่วมมือเถอะครับ ไม่อย่างนั้นก็ประท้วงไม่จบ เชิญครับ

นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธานครับ ผม นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมเห็นว่าผู้อภิปรายกำลังทำผิดข้อบังคับซ้ำซากโดยไป กล่าวพาดพิงบุคคลอื่น แล้วคดีที่มีการฟ้องหมิ่นประมาทของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญก็มี การถอนฟ้องไปแล้วไม่มีการสืบพยาน ไม่มีข้อเท็จจริง ผมยืนยันนะครับ และที่สำคัญถ้าผม กล่าวกลับไปบ้างว่ามันมีคลิปของ ส.ส. พรรคประชาธิปัตย์

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เดี๋ยวก็ไม่จบครับ ท่านวัชระครับ เหลือเวลานิดเดียวผมว่าท่านจบให้มันดูจบดี ๆ น่าจะดีกว่า อย่าไปกระทบเลยครับ ไม่อย่างนั้นก็อย่างนี้ก็จะมีคนประท้วงขัดจังหวะอยู่ตลอด ขอความกรุณาครับจะจบอยู่แล้ว เชิญครับ ผมเตือนแล้วครับ

นายวัชระ เพชรทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ขอบคุณครับ ท่านประธาน

(นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ ได้ยืน และยกมือขึ้น)
นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ผมเตือนแล้วครับ

นายวัชระ เพชรทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธานครับ สถานที่นี้เป็นสถานที่อันศักดิ์สิทธิ์ ท่านผู้มีเกียรติทั้งหลายได้มาอภิปรายในสภาผู้แทนราษฎร ต่างคนต่างอ้างว่าเพื่อประโยชน์ของประชาชน ท่านประธานครับ ต่างคนต่างอ้างว่าประชาชน คำก็ประชาชน สองคำก็ประชาชน แล้วประชาชนนั่นละครับจะเป็นผู้ตัดสินอย่างแท้จริง เพราะว่าใครโกหก ใครพูดเท็จ ใครพูดจริง กาลเวลาจะพิสูจน์ การแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้ ท่านประธานครับ มีการสร้างภาพให้ประชาชนเห็น นึกว่าเป็นมังกร แต่แท้ที่จริงแล้วเมื่อไปดูใกล้ ๆ กลับกลายเป็นตัวเงินตัวทองที่หน้าสภา ท่านประธานที่เคารพครับ ผมไม่อาจที่จะรับหลักการในร่างรัฐธรรมนูญทั้ง ๓ ร่างนี้ได้เลย แม้แต่ตัวอักษรเดียว และกราบเรียนท่านประธานว่าผู้หญิงคนดังกล่าวนั้นลงสมัคร ส.ส.

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ก็เอาจนได้นะครับ เชิญท่านอิสสระ สมชัย ครับ ๑๕ นาทีครับ

(พันเอก อภิวันท์ วิริยะชัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ ได้ยืน และยกมือขึ้น)

มีผู้ประท้วง ท่านอภิวันท์ เชิญครับ

พันเอก อภิวันท์ วิริยะชัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานครับ ผมไม่ได้ประท้วง แต่จะขอใช้สิทธิพาดพิงที่ทำให้เกิด ความเสียหายครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

พาดพิงอะไรนะครับ

พันเอก อภิวันท์ วิริยะชัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

เมื่อสักครู่นี้ท่านผู้อภิปรายได้กล่าวว่ามีสมาชิกรัฐสภาต้องการแก้ไขรัฐธรรมนูญตามที่มี คนสไกป์สั่งการ ผมขอเรียนชี้แจงอย่างนี้ครับ ผมเป็นประธานที่ประชุม

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เชิญครับ ท่านครับ ขอเวลา กระชับนิดหนึ่งครับ เชิญเลยครับ

พันเอก อภิวันท์ วิริยะชัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ผมขออนุญาต ชี้แจงอย่างนี้ครับ ผมในฐานะที่เป็นประธานที่ประชุมของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย สื่อมวลชนที่เอาข่าวไปลงนั้นลงโดยคลาดเคลื่อน เพราะว่าการประชุม ของสมาชิกพรรคเพื่อไทยไม่ได้เชิญสื่อมวลชนเข้าร่วมประชุมด้วย ข้อเท็จจริงก็คือว่ามีผู้สไกป์ จริงครับ แต่ผู้สไกป์ท่านบอกว่าเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้นขอให้บรรดาสมาชิกพรรคเพื่อไทย พิจารณาอย่างรอบคอบว่าจะแก้ไขหรือไม่แก้ไข แต่ถ้าหากว่าจะแก้ไขต้องพิจารณาว่า เป็นประโยชน์ต่อประชาชนเท่านั้นจึงจะเสนอร่างแก้ไข ถ้าหากจะพิจารณาแก้ไข ต้องพิจารณาว่าแก้ไขแล้วเป็นประชาธิปไตยมากยิ่งขึ้นจึงสมควรจะแก้ไข ท่านก็พูดแค่นี้ครับ ก็เป็นสิทธิของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือสมาชิกรัฐสภาของพรรคเพื่อไทย เราดำเนินการตามหน้าที่และสิทธิเสรีภาพของเราครับ ขอขอบคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เชิญท่านอิสสระ สมชัยครับ ๑๕ นาทีครับ

นายอิสสระ สมชัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ 🔗

ท่านประธาน ที่เคารพครับ กระผม อิสสระ สมชัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ วันนี้เป็นวันที่ ๓ แล้วครับท่านประธานที่รัฐสภาแห่งนี้ได้ทำการพิจารณา ญัตติขอแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ รวม ๓ ฉบับ ผมได้ติดตามฟังผู้อภิปรายมาโดยตลอด บางท่านก็พูดดูประหนึ่งว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้นมันจะทำไม่ได้ ถึงขั้นเรียกร้องไปยัง ศาลรัฐธรรมนูญบอกว่าที่เราแก้นี้แก้เรียงมาตราแล้ว ไม่ใช่แก้ทั้งพวงเหมือนที่เคยขอแก้ มาตรา ๒๙๑ ท่านประธานครับ รัฐธรรมนูญที่แก้ไขวันนี้ ฉบับปี ๒๕๕๐ นั้นไม่ใช่ครั้งแรกที่มี การแก้ แก้ไปครั้งหนึ่งแล้วครับสมัยรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ตอนนั้นแก้ไป ๒ ประเด็นครับ

ประเด็นที่ ๑ ก็คือแก้ไขเขตเลือกตั้งจากเขตใหญ่มาเป็นเขตเล็ก เขตละ ๑ คน และอีกเรื่องหนึ่งที่แก้ไข ก็คือแก้ไขในมาตรา ๑๙๐ เพราะเห็นว่ามาตรา ๑๙๐ ของรัฐธรรมนูญนั้นมันเป็นอุปสรรคในการทำงานของรัฐบาลมากพอสมควร เนื่องจากว่า ในมาตรา ๑๙๐ ที่แก้ครั้งนั้นมันเป็นผลพวงมาจากว่าการทำงานของรัฐบาลเวลาไปติดต่อ ต่างประเทศ กรอบการเจรจาก็ดี การทำสัญญาก็ดี ได้ถูกทักท้วงจากสภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้ ว่าข้อตกลงทั้งหลายกรอบการเจรจาทั้งหลายนั้นจะต้องได้รับความเห็นชอบผ่านรัฐสภา เสียก่อน ซึ่งสภาสมัยนั้นก็ได้ให้ความเห็นชอบจึงได้มาทำการแก้ไขนะครับ ได้กำหนดไว้ ในรายละเอียดซึ่งเราก็ใช้มาจนถึงทุกวันนี้ ก่อนหน้านี้ไม่มีการแก้เราคงจะจำได้นะครับ สมัยนั้นได้มีการไปทำเอฟทีเอ ระบบเสรีการค้าหลาย ๆ ประเทศ แต่ประเทศที่ทำให้เรา เสียเปรียบมากที่สุดคือประเทศจีน ระบบเสรีทางการค้า ท่านประธานครับ จากการไปทำเอฟทีเอกับประเทศจีน หลังจากทำเสร็จปรากฏว่า พืชผลทางการเกษตรจากประเทศจีนเข้ามาตีตลาดในเมืองไทย ทำให้เกษตรกรในประเทศไทย เสียหายอย่างมาก โดยเฉพาะทางภาคเหนือไม่ว่าจะเป็นหัวหอมหรือกระเทียมนี่ละครับ เพราะฉะนั้นจึงได้มีความคิดว่าต่อไปนี้จะต้องมีการแก้ไขบังคับว่ารัฐบาลจะไปทำสัญญา เรื่องการค้าก็ดีหรือเรื่องต่าง ๆ ก็ดี จะต้องกำหนดกรอบเจรจา โดยรัฐสภาจะต้องให้ ความเห็นชอบด้วยนะครับ นั่นแก้ไขไปแล้ว ๒ ครั้ง ท่านประธานครับ ผมอยากจะกราบเรียน ท่านประธานว่าในการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ยื่นมา ๓ ฉบับในวันนี้ผมได้มาดูแล้วว่ารัฐธรรมนูญ ฉบับปัจจุบันนี้มันไม่ได้เป็นอุปสรรคในการบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาลเลยครับ ทำไม ผมถึงกล่าวเช่นนั้น เพราะว่าการเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญนะครับมันมีทำมาได้ ๔ ทาง ทางที่ ๑ โดยคณะรัฐมนตรี ทางที่ ๒ โดยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ๑ ใน ๕ ของจำนวนสมาชิกที่มีอยู่ ทางที่ ๓ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา ๑ ใน ๕ ของจำนวนสมาชิกสองสภารวมกัน และทางที่ ๔ เสนอโดยประชาชนจำนวน ๕๐,๐๐๐ คนขึ้นไปลงชื่อเสนอเข้ามาแก้ จะแก้ มาตราไหนก็แก้เข้ามา แต่ปรากฏว่าทั้ง ๓ ฉบับที่เสนอเข้ามานี้ ท่านประธานครับ ที่ผมบอกว่า ไม่ได้เป็นอุปสรรคในการบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาล ไม่ปรากฏว่ามีฉบับใดรัฐบาล เป็นผู้เสนอเลย เช่น ฉบับแรกแก้ไขในมาตรา ๖๘ มาตรา ๒๓๗ คนเสนอคือใครครับ คือ คุณดิเรก ถึงฝั่ง วุฒิสมาชิกฉบับที่ ๒ แก้ไขในมาตรา ๑๙๐ คนเสนอคือ นายประสิทธิ์ โพธสุธน เป็นสมาชิกวุฒิสภา ฉบับที่ ๓ แก้เรื่องวุฒิสมาชิกครับ เรื่องการดำรงอยู่ของสมาชิก วาระ การเป็นสมาชิก หรือที่มาของวุฒิสมาชิก อันนี้แปลกนะครับแทนที่จะเป็นวุฒิสภาขอเสนอขอแก้ กลายเป็นว่าผู้แทนราษฎรเป็นคนขอแก้คือ นายอุดมเดช รัตนเสถียร แทนที่เรื่องของตัวเอง แท้ ๆ ส.ว. กลับไม่แก้ กลับไปให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นคนแก้ให้ ผมก็เลยอยากจะ เรียกว่าเป็นรัฐธรรมนูญแก้ไขฉบับสมยอมกันหรือเปล่าครับ วนไปเวียนมา ท่านประธานครับ ไม่ปรากฏว่ามีฉบับใดรัฐบาลเป็นผู้เสนอ ก็แสดงว่ารัฐธรรมนูญฉบับที่ใช้ปัจจุบันนี้ไม่ได้เป็น อุปสรรคในการบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาลเลย จะมีก็เพียงบางมาตราครับที่มันเป็น อุปสรรครัฐบาลเวลานี้ก็คือมาตรา ๗๕ มาตรา ๗๕ ซึ่งรัฐบาลไม่ยอมรายงานผลการดำเนินงาน ภายใน ๑ ปี ตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ มาตรา ๗๕ อ้ายตรงนี้ละครับถ้าว่าจะเป็นอุปสรรค ก็คือมาตรานี้ ถ้ารัฐบาลอยากจะแก้ก็คงอยากจะแก้มาตรานี้ เพราะว่าหลีกเลี่ยงมาเกือบ ๒ ปี แล้วยังไม่รายงานต่อสภาผู้แทนราษฎร ท่านประธานที่เคารพครับ ผมอยากจะเรียนให้ทราบว่า การแก้เป็นรายมาตรานั้นสามารถแก้ได้ แต่ว่าในประเด็นที่แก้ไขนั้นรัฐสภาจะให้ความเห็นชอบ หรือไม่ นั่นเป็นอีกเรื่องหนึ่งถือว่าแก้แล้วไม่มีการขัดรัฐธรรมนูญในมาตรา ๒๙๑ แต่ประการใด ผมอยากจะกราบเรียนว่าหลังจากได้มีการยื่นเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญเข้ามาทั้ง ๓ ฉบับแล้วนะครับ การอภิปรายหลายท่านพยายามพาดพิงไปถึงศาลรัฐธรรมนูญตลอดเวลา ผมก็ขอเรียน ให้ท่านประธานได้ทราบนะครับว่าผู้อภิปรายหลายท่านได้มีการพาดพิงไปถึงศาลรัฐธรรมนูญ บางครั้งลักษณะพูดข่มขู่ด้วยซ้ำไป ท่านประธานครับ เช่นนี้นะครับผมได้รับเมสเสจนี่ครับ เมื่อเวลา ๑๐.๔๔ นาฬิกา พท. ขู่ศาลรัฐธรรมนูญรับคำร้องปมแก้รัฐธรรมนูญประเทศวุ่น เขาบอกประเทศวุ่น คือถ้าไปรับพิจารณาประเทศวุ่นแน่ ต่อมาอีกนะครับ บอกว่าดิเรก บอกนองเลือดแน่ ดิเรกนี้คงจะเป็นคนเดียวนี่กระมังครับ คนที่เสนอขอแก้ไขรัฐธรรมนูญนี่ครับ คงเป็น ดิเรก ถึงฝั่ง นี้หรือเปล่าไม่ทราบนะครับ แต่ข่าวบอกอย่างนี้ว่า ดิเรกบอกว่า นองเลือดแน่ เอากันขนาดนั้นหรือครับท่านประธาน ถ้าเป็นดิเรกคนที่เสนอแก้ไข รัฐธรรมนูญนี้ก็เป็นเรื่องที่น่าเสียใจอย่างยิ่งนะครับ โดยความเป็นวุฒิสมาชิกท่านน่าจะมี วุฒิภาวะที่สูงกว่านี้ แม้กระทั่งการแก้รัฐธรรมนูญนะครับ ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับที่มาที่ไป ของวุฒิสมาชิก มันใกล้จะสิ้นอายุก็มีการเคลื่อนไหวให้มีการแก้ แก้เพื่อจะให้ตนเองมีโอกาส ได้มาสมัครอีกต่อหนึ่งหรืออย่างไร ผมฟังวุฒิสมาชิกนะครับ วันนี้หรือตั้งแต่วันที่ ๑ มาจนถึง วันนี้ ไม่ว่าจะเป็นสายเลือกตั้งหรือสายสรรหา ผมเห็นใจฝ่ายสายสรรหานะครับ ผมร่วมงาน กับท่านมาในสภานี้ตลอด ผมเห็นท่านขยันขันแข็งไม่มีจุดใดที่ท่านได้ทำความเสียหายให้กับ สภาแห่งนี้ ท่านประธานครับ แต่ก็ถูกเสียดสี เหน็บแนมตลอดเวลา ที่แก้ไขเรื่องวุฒิสมาชิก เรื่องการครบวาระแล้วจะมีโอกาสสมัครต่ออีก ผมบอกว่าทำไมท่านไม่ทำอย่างองค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่นครับ สมัยหนึ่งซึ่งพรรคประชาธิปัตย์เคยทำเรื่องกระจายอำนาจ ท่านประธานครับ เรื่องการดำรงตำแหน่งของผู้ใหญ่บ้าน กำนัน เมื่อจะลดอายุผู้ใหญ่บ้าน กำนันว่าให้มาอยู่ในวาระ ๕ ปี เขาบอกว่าคนที่ดำรงอยู่ครบวาระให้อยู่ต่อไป แต่คนที่ จะมาใหม่นั้นต้องมาเริ่มนับ ๑ ใหม่ เพราะฉะนั้นถ้าจะมีการแก้ไขเรื่องวุฒิสมาชิกนี้ ให้ท่านแสดงสปิริต (Spirit) นะครับ จะเป็นสรรหาก็ดี หรือจะเป็นเลือกตั้งก็ดี ท่านไม่ควร จะใช้กฎหมายฉบับนี้ให้เป็นประโยชน์กับตัวเองในการเลือกตั้งครั้งต่อไป บอกว่ากฎหมาย ฉบับนี้ถ้าแก้ได้ทุกท่านจะต้องไม่ได้รับประโยชน์จากกฎหมายฉบับนี้ ต้องไปนับ ๑ ใหม่ เหมือนคนอื่นครับ นี่ครับท่านประธานครับ มีการพูดกันมากในมาตรา ๖๘ ผมกราบเรียน กับท่านประธานว่าผมก็มีความรู้สึกไม่แตกต่างจากเพื่อนสมาชิกหลายท่านที่ได้อภิปราย เรื่องนี้ ท่านประธานครับ โดยมาตรา ๖๘ นี้ว่าด้วยหมวดเรื่องสิทธิพิทักษ์รัฐธรรมนูญ ผมอยากจะกราบเรียนว่าสิทธิพิทักษ์รัฐธรรมนูญนั้นเขาเขียนไว้ ๒ ช่องทาง ช่องทางที่ ๑ บอกว่าบุคคลใดจะใช้สิทธิและเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญเพื่อล้มล้างการปกครองระบอบ ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญนี้ หรือเพื่อให้ได้มา ซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ ในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เขาบอกว่ากรณีดังกล่าวนี้ถ้าใครพบเห็นใครรู้ก็ต้องไปแจ้ง เขาบอกว่า ให้ผู้ทราบการกระทำดังกล่าวย่อมมีสิทธิเสนอเรื่องให้อัยการสูงสุดตรวจสอบข้อเท็จจริง ถามว่าถ้ามายื่นให้อัยการสูงสุดหรือยื่นแล้วมันไม่มีความคืบหน้า เรื่องมันจบอย่างนั้น ใช่ไหมครับ ก็ไม่ได้จบนะครับ ก็ยังมีข้อความต่อมาอีกนะครับ และยื่นคำร้องขอให้ ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ศาลรัฐธรรมนูญเคยวินิจฉัยไว้แล้ว ถ้าจะไปฝากไว้เฉพาะอัยการ ถ้าเกิดอัยการไม่ทำงานล่ะครับ ไม่รับวินิจฉัยให้ ปล่อยเอาไว้อย่างนั้น แช่เอาไว้อย่างนั้น เมื่อเหตุการณ์มันบานปลายไปใหญ่โตจะแก้ไขปัญหานี้ได้หรือครับท่านประธาน เพราะฉะนั้น ศาลรัฐธรรมนูญถึงบอกว่าเมื่อประชาชนเองพบเห็นแล้วแจ้งอัยการสูงสุดแล้ว แต่อัยการ สูงสุดไม่ดำเนินการให้ก็เป็นสิทธิอันชอบธรรมตามรัฐธรรมนูญในมาตรา ๖๘ ที่จะยื่นต่อ ศาลรัฐธรรมนูญโดยตรง และศาลรัฐธรรมนูญก็ได้ตัดสินอย่างนี้มาแล้ว แล้วทีนี้การแก้ครั้งนี้ ถ้าไม่แก้ตัดออกเลยครับ เพราะว่าต่อไปนี้ให้ใช้อัยการสูงสุดอย่างเดียว มีหลายท่าน ได้อภิปรายถึงว่าการทำงานของอัยการสูงสุดทุกวันนี้ ผมกราบเรียนกับท่านทั้งหลายนะครับ ไม่ใช่เฉพาะผม ไม่ใช่เฉพาะหลาย ๆ ท่านหรอก แม้กระทั่งชาวบ้านเขาก็บอกว่าอัยการดี ๆ ก็มีเยอะ แต่บางคนเขาเรียกว่าเป็นอัยการพาณิชย์ก็มี เขาบอกว่าเป็นบางคนนะครับ แล้วประชาชนจะมาหวังพึ่งได้อย่างไรกรณีอย่างนี้ ท่านเคยจำคดีสำคัญคดีหนึ่งได้ไหมครับ คดีหมอผัสพรถูกฆ่า หมอผัสพรถูกสามีซึ่งเป็นนายแพทย์ฆ่า ทั้งพยานต่าง ๆ ทั้งเอกสาร ต่าง ๆ จนกระทั่งกองพิสูจน์หลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ไปสอบสวนหลักฐานข้อเท็จจริง หมดแล้วนำเสนออัยการสูงสุด ปรากฏว่าอัยการสูงสุดมีความเห็นสั่งไม่ฟ้องครับ สั่งไม่ฟ้อง สามีหมอผัสพร ฝ่ายญาติของหมอผัสพรเห็นว่าตนเองไม่ได้รับความเป็นธรรม ทำอย่างไรครับ เขาจ้างทนายความ ฟ้องคดีเอง ดำเนินคดีเอง หาพยานหลักฐานเอง ในที่สุดศาลตัดสินประหารชีวิตครับ เห็นไหมครับ กรณีอย่างนี้ชัดเจนครับ ถ้าหากว่าญาติหมอผัสพรไม่ไปจ้างทนายให้ฟ้องคดีแล้ว แน่นอนที่สุดครับฆาตกรก็ต้องลอยนวล ตัวหมอผัสพรเองก็ตายฟรี เพราะฉะนั้นแม้กระทั่ง ในคดีอาญาทั่วไป ผมอยากจะกราบเรียนว่าแม้สิทธิของอัยการจะทำหน้าที่เป็นโจทก์แทน ผู้เสียหายทั้งหลายแล้วเขายังไม่ตัดสิทธิให้กับผู้เสียหายที่จะจ้างทนายความเข้ามาว่าความ เป็นทนายโจทก์ร่วม เพราะเขาไม่ไว้วางใจการทำงานของอัยการบางกลุ่มอย่างนี้ละครับ ผมจึงอยากจะกราบเรียนว่าการที่ท่านไปตัดสิทธิในการที่ประชาชนจะยื่นคำร้องต่อ ศาลรัฐธรรมนูญโดยตรงแล้วเท่ากับว่าท่านปิดปากประชาชน ท่านตัดสิทธิที่ประชาชน จะพึงมีตามรัฐธรรมนูญ เพราะฉะนั้นผมจึงไม่เห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง ท่านประธานครับ และนอกจากนั้นแล้วกรณีเรื่องมาตรา ๑๙๐ ผมขอกราบเรียนว่าผมก็ไม่เห็นด้วย เนื่องจากว่า ในมาตรานี้ได้มีการแก้ไขไปแล้วครั้งหนึ่ง แก้ไขไปโดยสมัยนั้นรัฐบาลอภิสิทธิ์เป็นคนแก้ เพิ่มความละเอียดมากขึ้น วางกรอบในการเจรจามากขึ้น และยิ่งไปกว่านั้นยังกำหนดว่า ให้ออกกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญเพื่อให้กฎหมายในมาตรานี้ทำงานได้อย่างมี ประสิทธิภาพ แต่จนถึงบัดนี้ก็ไม่ปรากฏว่ารัฐบาลไม่เอาใจใส่ในการทำเรื่องนี้เลยอยู่เฉย ๆ กลับไปตัดออกเกือบทั้งหมดเลยครับ เหลืออยู่เพียง ๒-๓ วรรคแค่นั้นเอง สิ่งซึ่งพวกเราเป็นห่วง ท่านประธานครับ เนื่องจากว่าประเทศเรากำลังจะเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน การคบหาสมาคมกับประเทศเพื่อนบ้าน ไม่ว่าด้านเศรษฐกิจ ด้านความมั่นคง หรือตลอดจน ด้านประเพณี วัฒนธรรมต่าง ๆ ที่สำคัญที่สุดเรื่องทรัพยากรธรรมชาติ มันมีผลประโยชน์ ทับซ้อนกันค่อนข้างจะมาก ถ้าหากว่าท่านไปตัดส่วนสำคัญในมาตรา ๑๙๐ แล้วเราจะมี หลักประกันอะไรที่จะทำให้พี่น้องประชาชนไว้ใจให้รัฐบาลได้ไปทำการเจรจาในนามคนไทย ในนามประเทศไทย ถ้าสิ่งซึ่งท่านจะไปเจรจานั้นไม่ได้มาผ่านความเห็นชอบของรัฐสภาแห่งนี้ การที่มีสมาชิกรัฐสภาหลายคนหลายฝ่ายมาแสดงความคิดเห็นเพื่อพิทักษ์ประโยชน์ของ ประเทศชาติ ผมว่ามันเป็นสิ่งที่ดี ดีกว่าที่จะมอบให้เฉพาะรัฐบาลไปเจรจาเพียงลำพังแล้ว ค่อยมารายงาน หลังจากลงนามไปแล้วมารายงานไปแล้วก็เท่ากับว่าโอกาสมันผ่านไปแล้ว จึงอยากจะเรียนให้ท่านประธานได้ทราบว่าผมคงไม่สามารถจะรับร่างพระราชบัญญัติแก้ไข รัฐธรรมนูญทั้ง ๓ ฉบับนี้ ขอคัดค้าน ขอกราบขอบพระคุณครับท่านประธาน

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เชิญครับ ท่านรองนายกรัฐมนตรีเฉลิม อยู่บำรุง ครับ

ร้อยตำรวจเอก เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี 🔗

ท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพ กระผม ร้อยตำรวจเอก เฉลิม อยู่บำรุง ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา เบื้องต้นผมต้องขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานรัฐสภาและให้ พี่น้องประชาชนได้เกิดความเข้าใจ หลายคนที่อภิปรายซ้ำแล้วซ้ำเล่าแล้วก็ซ้ำซาก บอกว่า การแก้ไขมาตรา ๖๘ จะนำไปสู่การแก้ไขบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ มาตรา ๓๐๙ อ้างแม้กระทั่งว่า จะทำให้คดีความที่ศาลตัดสินแล้วต้องยกเลิก อ้างแม้กระทั่งว่าจะมีการคืนทรัพย์สิน ผมขอ อนุญาตกราบเรียนท่านประธานว่ามาตรา ๓๐๙ เขาเขียนไว้ชัด อ่านหนังสือไทยรู้ก็เข้าใจ บอกว่า บรรดาการใด ๆ ที่ได้รับรองไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) คือรัฐธรรมนูญฉบับคณะปฏิวัติ พุทธศักราช ๒๕๔๙ ว่าเป็นการชอบด้วยกฎหมาย และรัฐธรรมนูญ รวมทั้งการกระทำที่เกี่ยวเนื่องกับกรณีดังกล่าวไม่ว่าก่อนหรือหลัง วันประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้ ให้ถือว่าการนั้นและการกระทำนั้นชอบด้วยรัฐธรรมนูญนี้ ไม่ได้ มีสาระอะไรเลยท่านประธานที่เคารพ เสียเวลาสภา มาตรา ๓๐๙ รับรองรัฐธรรมนูญ คณะปฏิวัติฉบับชั่วคราวและรับรองการกระทำทั้งหมดว่าไม่ผิด ฉีกทิ้งอีก ๑๐๐ ครั้งก็ไม่มีใคร ได้ประโยชน์ คดีที่ศาลฎีกาตัดสินแล้วก็ไม่เกี่ยว เงินทองก็ไม่ได้ นี่เรื่องแรกที่ผมต้อง กราบเรียนท่านประธาน

เรื่องที่ ๒ เดี๋ยวมันช้าไปแก้รัฐธรรมนูญเพื่อโกงการเลือกตั้ง ถามว่า การเลือกตั้ง ๒ ครั้งที่ผ่านมา เมื่อวันที่ ๓ กรกฎาคม ๒๕๕๔ และเมื่อปี ๒๕๕๐ ๒ ครั้ง เลือกตั้งพวกผมเป็นฝ่ายค้าน พูดจาย่ำยีจิตใจ ไม่เกรงใจ กกต. วันนี้ใครเป็นคนดูแล การเลือกตั้ง รัฐบาลไม่เกี่ยวข้องเป็นหน้าที่ของ กกต. ผมย้ำอีกครั้งหนึ่ง ปี ๒๕๕๐ พวกผมได้ ๒๓๓ ที่นั่ง เป็นฝ่ายค้านเลือกตั้งท่ามกลางรัฐบาลภายใต้คณะปฏิวัติแต่ ๒๓๓ ที่นั่ง พอมา วันที่ ๓ กรกฎาคม ๒๕๕๕ ได้ ๒๖๕ ที่นั่ง เป็นรัฐบาล ปี ๒๕๕๓ เป็นรัฐบาลก็มีการยุบพรรค จึงเป็นตำนานที่มาของงูเห่าภาค ๒ งูเห่าภาคแรก ปี ๒๕๔๐ เอาเสียงจาก พรรคประชากรไทยไปตั้งรัฐบาล พอปีที่มีการยุบพรรคพลังประชาชนก็เอา ๕๒ อสูรออกไป จากพรรคผม ผมชนะเลือกตั้งและไม่ได้เป็นรัฐบาลเป็นฝ่ายค้าน กกต. กำหนดการเลือกตั้ง แล้วพวกผมจะโกงได้อย่างไร อันนี้ไร้สาระไม่เกรงใจ กกต. เขา ผมมีประเด็นที่จะกราบเรียน ท่านประธานต่อไปว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้มี ๓ ฉบับ ๔ ประเด็นรู้หมดว่าข้อเท็จจริง พิสูจน์ทราบเป็นอย่างไร แต่ไม่อยากพูด อยากวิจารณ์ อยากทำลาย เผลอหน่อยก็ ท่านทักษิณ ๆ จนกระทั่งเมื่อสักครู่ยังบอกว่าเฉลิมบอกเป็นขี้ข้าท่านทักษิณ ครับ ผมบอก ผมเป็นก็รักเคารพกันจะทำอย่างไร ผมไม่ผิด นี่มันเป็นเรื่องการเมืองโยงกันไปโยงกันมา ก็ท่านทักษิณสั่งโน่นสั่งนี่แล้วมันก็สั่งได้ไหมครับ มันก็มีวิจารณญาณของผู้แทนราษฎรเขา ท่านขอแก้ไขทั้งหมดนี่ง่าย ๆ แก้ไขมาตรา ๑๑๑ มาตรา ๑๑๒ มาตรา ๑๑๕ มาตรา ๑๖๖ วรรคสอง มาตรา ๑๑๗ มาตรา ๑๑๘ มาตรา ๑๒๐ และมาตรา ๒๔๑ วรรคหนึ่ง ยกเลิก มาตรา ๑๑๓ และมาตรา ๑๑๔ เกี่ยวกับที่มาของ ส.ว. เสนอโดย ส.ส. และ ส.ว. รวม ๓๐๘ คน ผิดตรงไหนล่ะครับ ส.ว. สรรหาก็ไม่ผิด เพราะรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ เขียนไว้ แต่พวกผมรณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง บอกถ้าพรรคพลังประชาชนได้เสียงข้างมากเป็นรัฐบาล ผมจะแก้บทบัญญัติรัฐธรรมนูญ บอกก่อนครับ บอกก่อนเลือกตั้ง พอเอาคนของผมไป ไปตั้งรัฐบาลกันก็แก้รัฐธรรมนูญแต่ผมไปว่าอะไรไหม ก็ไม่ว่า เป็นสิทธิของเสียงข้างมาก ถ้าผมถามบ้างว่าทำไมต้องเปลี่ยนวิธีการเลือกตั้งก็เป็นสิทธิของรัฐบาลชุดนั้น ถ้าพวกผม จะถามบ้างว่าทำไมต้องลดจำนวนสมาชิกวุฒิสภาให้เป็นเศษเป็นส่วนก็เป็นสิทธิ แต่ถึงวันนี้ พวกผมไม่เอา เพราะรัฐธรรมนูญมาจากคณะปฏิวัติเป็นกากเดนเผด็จการ หาเสียงไว้ครับ ผมนี่ปราศรัยมากที่สุดแต่ไม่อยากแสดงเห็นว่า ๒ วันที่ผ่านมามันค่อนข้างไม่ตรงประเด็น ถามว่ามาตรา ๑๙๐ ท่านประธานจะแลเห็นเวลาเข้ามาอภิปรายในสภาเรื่องไร้สาระทั้งนั้น ถ้าเป็นประเด็นที่สำคัญพวกผมทำไมจะไม่เห็นด้วย ท่านประธาน ถ้าหากว่าแก้มาตราเรื่องวุฒิสภามาจากการเลือกตั้งและคนคัดค้าน ขอให้ พี่น้องประชาชนจำอ้ายคนพูดไว้ ผมย้ำอีกครั้ง ผมไม่รังเกียจ ท่านก็เป็นนักปราชญ์ราชบัณฑิต เป็นผู้มีความรู้ความสามารถ แต่พวกผมคิดว่าในระบอบประชาธิปไตยมาจากการเลือกตั้ง ดีกว่ามันสง่างาม แบบใส่สูทมันติดกระดุมไม่สลับ มันติดแน่นเดินไปไหนสง่างาม แต่ที่เป็นอยู่ ทุกวันนี้ก็ไม่ถึงขนาดไม่สง่างาม แต่ว่าเราแก้ครั้งนี้ก็บอกว่าไปเอาใจวุฒิสมาชิกที่มาจาก การเลือกตั้ง ถูกต้องครับ เอาใจสิครับ เพราะเขามาจากระบอบประชาธิปไตย เลือกตั้งใหม่ ไม่ต้องเว้น มีทฤษฎีที่ไหนที่ต้องเว้น วุฒิสมาชิกสรรหาเป็นอยู่เป็นไปเลยพ่อคูณทูนหัว มีบทเฉพาะกาลให้อยู่ ต่อไปมีการเลือกตั้ง สรรหาไม่มี พูดไปก็กระทบใจกัน ท่านประธาน ลองนึกสิครับที่บอกจะมาจากการสรรหา ๗ องค์กรมันไม่ใช่ มันมี ๗ คน ๗ คน ให้ ๔ คน เป็นแล้ว บางครั้งมันไม่ได้ ๗ คน พูดลงลึกก็บอกว่าแหม เป็นรองนายกรัฐมนตรีไม่เสงี่ยม เจียมตน ไม่ใช่ผม ผมเล่นตามบท ผมไม่ได้รักท่านประธาน แต่ผมอยากจะให้ความเป็นธรรม พอดีผมก็เรียนหนังสือมาด้านนี้โดยตรง กรณีประธานวุฒิสภาร่วมลงชื่อในญัตติขอแก้ไข รัฐธรรมนูญจะขัดต่อสถานะความเป็นกลางหรือไม่ เรียนท่านประธานไม่ได้เอาใจ แต่อยากให้ รู้หลักกฎหมาย ภาษิตลาตินบอกว่า ยูบี โซเซียตัส ไอบี จุส (Ubi societas ibi jus) มีรัฐที่ไหน ต้องมีกฎหมายที่นั่น ประธานวุฒิสภาเป็นสมาชิกวุฒิสภาคนหนึ่ง แต่ท่านได้รับเลือกจากสมาชิก ให้ทำหน้าที่ประธานวุฒิสภาประชุมรัฐสภา รองประธานสภาผู้แทนราษฎรไม่มีบทบาท ประธานสภาผู้แทนราษฎรทำหน้าที่ประธานรัฐสภา ประธานวุฒิสภาทำหน้าที่รองประธาน รัฐสภา เพราะฉะนั้นที่ด่ากันมา ๒ วันให้จำเอาไว้ มันไม่ใช่ ท่านเป็นสมาชิกวุฒิสภาคนหนึ่ง รัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๒๒ รับรองว่าท่านเป็นผู้แทนปวงชนชาวไทย ไม่ได้อยู่ในความผูกมัด แห่งอาณัติมอบหมายหรือความครอบงำใด ๆ และต้องทำหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต เพื่อประโยชน์ส่วนรวมของปวงชนชาวไทยโดยปราศจากการขัดกันแห่งผลประโยชน์ กรณี ท่านลงนามไม่ใช่ขัดแย้งเรื่องผลประโยชน์ ข้อที่ ๒ เหตุผล สนับสนุนญัตติขอแก้ไขรัฐธรรมนูญ มีอยู่ ๓ ฉบับ ๔ ประเด็น นายนิคมประธานวุฒิสภาร่วมลงนามยื่นญัตติขอแก้ไขรัฐธรรมนูญ ในฐานะวุฒิสมาชิก จำนวน ๒ ฉบับ คือฉบับที่ ๒ ขอแก้ไขมาตรา ๑๙๐ และฉบับที่ ๓ ขอแก้ไขมาตรา ๖๘ และมาตรา ๒๓๗ ท่านไม่ได้แกล้งเรื่องวุฒิสภา นี่คือสปิริตของคน ที่เคยเป็นอดีตข้าราชการชั้นผู้ใหญ่แล้วมาเล่นการเมืองรู้กฎเกณฑ์ กติกา ท่านเว้น ท่านควร ที่จะทำอย่างไร ส่วนฉบับที่ ๑ นายนิคมไม่ได้ร่วมลงนาม ซึ่งสาระขอแก้ไขรัฐธรรมนูญ ฉบับที่ ๑ เกี่ยวข้องโดยตรงกับนายนิคม คือให้ราษฎรเลือกตั้ง ส.ว. ทั้งหมด ๒๐๐ คน นายนิคมไม่ได้ลงนามด้วย ความจริงนายนิคมจะลงนามด้วยก็ได้ เพราะนายนิคมเป็น ส.ว. มาจากการเลือกตั้ง ท่านสง่างามมาจากการตัดสินใจของพี่น้องประชาชน ระบอบประชาธิปไตย หัวใจสำคัญคือ ต้องเอาประชาชนเป็นศูนย์กลางและให้ประชาชนเป็นคนตัดสินใจ ท่านไม่ได้ลงนาม ไม่ได้มีประโยชน์หรือได้รับประโยชน์จากการแก้ไขให้เป็น ส.ว. เลือกตั้งทั้งหมด ส.ว. สรรหา ต่างหากที่มีประโยชน์ขัดกับรัฐธรรมนูญ ถ้าไม่แก้ก็สรรหากันต่อไป กรรมการ ๗ : ๔ ได้แล้ว ผมเรียนอีกนิดว่าการกระทำของนายนิคม ส.ว. เลือกตั้ง ถือไม่ได้หรือจะกล่าวหาไม่ได้ว่า มีผลประโยชน์ขัดกัน แต่นายนิคมไม่ได้ลงชื่อ จึงควรชื่นชมสปิริตของนายนิคม ไม่ใช่มาประท้วงเอาเรื่องเกี่ยวกับการกระทำที่ถูกต้องของ นายนิคม อภิปรายไม่ได้นะนิคม นั่งข้างบนมันไม่เป็นธรรม มันไม่เป็นธรรมตรงไหน ยกมือก็ได้พูด

(การประชุมดำเนินมาถึงตอนนี้ นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา ได้ลงจากบัลลังก์ โดยมอบให้ นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา ปฏิบัติหน้าที่แทน)
(นายวัชระ เพชรทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ ได้ยืน และยกมือขึ้น)
นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ท่านรองนายกรัฐมนตรีครับ ท่านวัชระประท้วงอะไรครับ เชิญท่านบอกข้อด้วยครับ

นายวัชระ เพชรทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ได้ครับ ท่านประธาน ต้องขออภัยท่านเฉลิมนะครับ ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายวัชระ เพชรทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิก รัฐสภา ขอประท้วงท่านประธานตามข้อบังคับ ข้อ ๕ ขอให้ท่านประธานควบคุมให้อยู่ ในประเด็นเพราะไม่ใช่รายการยอวาที ท่านประธานครับ ให้อยู่ในประเด็นเถอะครับ และผม เชื่อว่าท่านอภิปรายได้ครับ มีอาจารย์มาติวให้หลายท่านทีเดียว ขอบคุณครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ท่านรองนายกรัฐมนตรีครับ ประเด็นผมพอแล้วนะครับ ความจริงแล้วก็เกี่ยวเนื่องจาก ๒ วันที่ผ่านมานะครับ

(จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุรินทร์ ได้ยืนและยกมือขึ้น)

ท่านประสิทธิ์ไม่ต้อง หรอกครับ เชิญท่านรองนายกรัฐมนตรีว่าต่อไปครับ เรื่องตัวผมไม่ต้องพูดไม่ต้องเอ่ยนะครับ

ร้อยตำรวจเอก เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี

ท่านประธานที่เคารพ กระผมยังอยู่ในกฎเกณฑ์เพราะด่าท่านมา ๒ วันว่าท่านทำผิดรัฐธรรมนูญ ท่านไม่เป็นกลาง ท่านก็มีศักดิ์ศรีเหมือนคนอภิปราย ผมก็บอกว่ามันไม่ใช่ ท่านทำถูกกฎหมาย ผมจะมาด่า คนดีได้อย่างไร ผมต้องชื่นชมคนดี ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๒๕ วรรคสอง บัญญัติว่า ประธานวุฒิสภาต้องวางตัวเป็นกลางในการปฏิบัติหน้าที่ ท่านประธานวุฒิสภา เป็นรองประธานรัฐสภาโดยตำแหน่งตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๘๙ ประกอบกับญัตติการขอแก้ไข

(นายสุกิจ อัถโถปกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง ได้ยืนและยกมือขึ้น)
นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ท่านรองนายกรัฐมนตรีครับ คุณหมอสุกิจประท้วงนะครับ คุณหมอสุกิจประท้วงด้วยข้อบังคับไหนครับ เรื่องอะไรครับ

นายสุกิจ อัถโถปกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตรัง

เรียนท่านประธาน ที่เคารพ กระผม สุกิจ อัถโถปกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ ประท้วงข้อ ๔๓ ครับ เป็นประเด็นที่วนเวียน ซ้ำซาก ซ้ำกับผู้อื่น เพราะว่าเรื่องนี้เขาพูดกัน มามากแล้ว แล้วเขาสรุปกันแล้ว เขาตกผลึกกันแล้ว ท่านจะมาพูดอะไรอีกครับ แล้วคำพูด ของท่านเข้ากับวรรคสองก็คือเสียดสี ใส่ร้ายฝ่ายค้านด้วย ขอให้ท่านประธานได้ช่วยวินิจฉัย

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ผมขอวินิจฉัยก่อนนะครับ ตามข้อบังคับ ข้อ ๔๓ ซึ่งบอกว่าท่านพูดซ้ำซาก ความจริงแล้วตามข้อตกลงเวลาผมนั่ง เป็นประธานที่ประชุม ทางพรรคประชาธิปัตย์บอกว่าจะไม่อยู่ห้องประชุม แต่นี่ผมก็อนุญาต ให้อยู่นะครับ เพราะฉะนั้นท่านรองนายกรัฐมนตรีท่านไม่ต้องเอ่ยถึงผมอีกการประชุมจะได้ ราบรื่นนะครับ เชิญครับคุณหมอสุกิจ

(นายวัชระ เพชรทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ ได้ยืน และยกมือขึ้น)

ท่านวัชระไม่ต้องประท้วง แล้วครับ ผมไม่ได้เสียดสีท่านนะครับ อันนี้เป็นข้อเท็จจริงเป็นข้อตกลงกันนะครับ ได้ ท่านวัชระครับ ด้วยความเคารพนะครับ

นายวัชระ เพชรทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธานถอนคำพูดเถอะครับ ที่ท่านบอกว่าอนุญาตให้พรรคประชาธิปัตย์ อยู่ในห้องประชุมท่านกรุณาถอนคำพูดด้วย เพราะผมไม่เคยว่าท่านประธานเลยนะครับ เป็นสิทธิของสมาชิกครับท่านประธาน

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

อนุญาต ท่านวัชระครับ อยู่ได้ครับ ไม่เป็นไรครับ

นายวัชระ เพชรทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธานกรุณาถอนคำพูดดังกล่าวเถอะครับ ขออนุญาตถอนให้กับสมาชิก พรรคประชาธิปัตย์เถอะครับท่านประธาน

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

เอาละครับ ถือว่าผมไม่ได้ พูดแล้วกันนะครับ

นายวัชระ เพชรทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านถือว่า ท่านประธานไม่ได้พูดนะครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

นี่ผมปฏิบัติตามข้อตกลงนะครับ เพราะทุกคนเวลาพูดก็บอกว่าเวลาผมอยู่ปั๊บก็จะไม่อภิปราย ผมก็พูดตามข้อตกลงนะครับ

นายวัชระ เพชรทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธานครับ ด้วยความเคารพ ท่านประธานกรุณาถอนสักนิดเถอะครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ได้นะครับ ถือว่าผมถอน คำพูดแล้วกันนะครับ

นายวัชระ เพชรทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

กราบขอบพระคุณท่านประธานครับ

(นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง ได้ยืน และยกมือขึ้น)
นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

โอเคครับ ท่านวิรัตน์นั่งลง เถอะครับ ทุกคนนั่งลงนะครับ ท่านสาทิตย์เชิญครับ

นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตรัง

ท่านประธานครับ ผม สาทิตย์ วงศ์หนองเตย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา ผมขอประท้วงแล้วก็ใช้สิทธิพาดพิง ที่ท่านประธานพูดไปสักครู่นี้มันมี การถ่ายทอดสดไปทั่วประเทศ ถ้าเกิดผมไม่ชี้แจงพรรคฝ่ายค้านก็เสียหาย ความจริงไม่มีอะไร เลยนะครับ จุดยืนของฝ่ายค้านก็คือเมื่อท่านประธานทำหน้าที่พวกเราจะไม่อภิปราย ฉะนั้นเมื่อพวกเรา ไม่อภิปรายก็เป็นสิทธิของเราที่จะไม่อภิปรายแล้วเราก็สงวนสิทธินั้นเอาไว้ แต่ท่านประธาน พูดว่าจะไม่อยู่ในห้องประชุม คำนั้นความจริงเสียดสี แต่ผมก็ขอบคุณที่ท่านประธานรู้ว่าคำนั้น เสียดสี แล้วท่านประธานก็ถอนคำพูดของท่านประธานไป แต่เพื่อให้ตรงกันนะครับ ถ้าท่านทำหน้าที่ ฝ่ายค้านจะไม่อภิปราย เพราะฉะนั้นนี่คือจุดยืนที่เราทำ เพราะไม่เห็นด้วย กับการกระทำของท่าน และเรียกร้องความเป็นกลางจากท่าน นี่คือจุดยืนของเราครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ไม่ต้อง ประท้วงแล้วครับ ไม่ต้อง ท่านรองนายกรัฐมนตรีเฉลิมต่อเลยครับ ผมก็ถอนไปแล้วนะครับ

ร้อยตำรวจเอก เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี 🔗

ท่านประธานที่เคารพครับ ที่ผมต้องอภิปรายข้อเท็จจริงเรื่องนี้ผมอยากให้พี่น้องประชาชนคนทางบ้านได้รับรู้ รับทราบ ว่าการทำหน้าที่รองประธานรัฐสภาในการประชุมและลงนามใน ๓ เรื่อง ๓ ราว แต่เรื่องที่มา วุฒิสภาท่านไม่ยอมลงนาม นั่นเป็นสิ่งที่น่าชื่นชม ก่อนด่าทำไมไม่อ่านกฎหมายเสียก่อนล่ะ และ ณ วันนี้ยังไม่เห็นตรงไหนที่ท่านประธานในฐานะรองประธานรัฐสภาได้กระทำตัวไม่เป็นกลาง เข้าข้างใคร ก็ยังไม่มี ก็คะแนนยังไม่ได้ลง เวลาด่าเขาเพลิน เวลาคนมาย้อนหน่อย ก็ทำเป็นหงุดหงิด ผมไม่ฟัง ผมจะอภิปรายต่อไป ท่านประธานครับ ๑. วุฒิสมาชิกมาจาก การเลือกตั้ง ๒. แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา ๑๙๐ เกี่ยวกับเรื่องการทำสัญญาระหว่างประเทศ ถ้าเป็นรัฐบาลที่ไม่กล้าเมกกิง ดีซิซัน (Making decision) ไม่กล้าตัดสินใจ จะชอบมาตรา ๑๙๐ เจ้าหญิงเรไร พวกผมมันไม่ใช่เจ้าชายลังเล พวกผมเป็นคนตัดสินใจ แต่เราก็อนุรักษ์ไว้ว่า หนังสือสัญญาใดมีบทเปลี่ยนแปลงอาณาเขตไทยหรือเขตอำนาจแห่งรัฐ หรือจะต้องออก เป็นพระราชบัญญัติเพื่อให้เป็นตามสัญญาต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภาตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๐ แต่ถ้าถามว่าผมจะเดินทางไปประเทศมาเลเซียจะไปพบนาจิบส่วนตัว จะไปพบ มหาเธร์ส่วนตัว แล้วก็บอกต้องมาขอแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๐ ให้อนุมัติ สมช. ศอ.บต. เขาไปเจรจากับคนไทย แต่ว่าในประเทศมาเลเซียมันเกี่ยวกับบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๐ ที่ไหน ขอบพระคุณพรรคเพื่อไทยที่ให้โอกาสผมได้อภิปราย แต่เดิม เขาไม่มีเวลา เขาบอกมีเวลาเข้ามาก็ผิดช่อง ท่านสมศักดิ์เป็นประธาน อ้ายพวกประท้วงไม่ให้ผมพูด คิดผิด ผมบอกว่า ๒๐ นาฬิกา ๑๕ นาที แฟนการเมืองก็รอเวลา ขณะนี้เต็มหมด เดี๋ยวจะได้รู้ ว่าการแก้ไขบทบัญญัติรัฐธรรมนูญขณะนี้เป็นอย่างไร แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา ๖๘ มาตรา ๒๓๗ การพิจารณาร้องเรียนตามมาตรา ๖๘ ให้อัยการมีอำนาจรับเรื่องไว้โดยไม่ให้ศาลรัฐธรรมนูญ รับเรื่องร้องเรียนโดยตรงอย่างที่ผ่านมา และมาตรา ๒๓๗ เรื่องการยุบพรรค ผมจะอภิปราย แบบก้าวกระโดด เรียนท่านประธานและเพื่อนสมาชิก โลกนี้ผมรีเสิร์ช (Research) ยังหา ไม่เจอว่าไปยุบพรรคการเมือง พรรคมันเป็นซิมโบล (Symbol) เป็นสัญลักษณ์ พรรคเป็นนิติบุคคล การยุบพรรคไม่ถูกต้องในมุมมองของผม ส่วนการลงโทษผู้กระทำความผิดถูกต้อง จะมีโทษานุโทษโทษทัณฑ์ลงไป แต่การยุบพรรคไม่ถูกต้อง ต้องยกเลิก กฎหมายโบราณ กฎหมายเผด็จการ ผมเรียนท่านประธานต่อว่าสำหรับมาตรา ๖๘ คนเรียนกฎหมายนี่ครับ ไม่ต้องอธิบายเลย ผมขออนุญาตท่านประธานได้อ่านมาตรา ๖๘ วรรคสอง บอกว่า ในกรณี ที่บุคคลหรือพรรคการเมืองใดกระทำการตามวรรคหนึ่ง คือจะล้มล้างการปกครองระบอบ ประชาธิปไตยให้ได้มาซึ่งอำนาจประชาธิปไตยโดยขัดบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ ผมจะไปเอา อำนาจที่ไหนมาไว้ตรงไหน วันนี้ท่านยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี พรรคเพื่อไทย เป็นรัฐบาล คนอภิปรายยืนอยู่นี่ ทำหน้าที่ นายกรัฐมนตรีไม่อยู่ก็แอบรักษาการแทน ๖ ชั่วโมง ๘ ชั่วโมง ผมมีอำนาจอยู่แล้วครับ พรรคเพื่อไทยเป็นรัฐบาลมาจากการเลือกตั้งถูกต้องตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญทั่วโลก เขายอมรับ คิดไม่เป็นหรือครับพวกผมกินแกลบหรือ อยู่ ๆ จะไปดำเนินการใช้สิทธิ และเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญเพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีองค์พระมหากษัตริย์ เป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญนี้ และให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการ ซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญมิได้ ผมขอแก้ไขบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ ในมาตรา ๖๘ เพื่อขอความชัดเจนว่าศาลรัฐธรรมนูญเอาอย่างไรแน่ ในอดีตที่ผ่านมายุบพรรคโน้น ยุบพรรคนี้ ยุบพรรคนั้น โน่น นี่ นี่ นั่น ร้องผ่านอัยการทั้งนั้นแล้วเกิดอะไรขึ้น เมื่อผมแก้ มาตรา ๒๙๑ ถึงบอกว่าลงมติไม่ได้ ถ้าจะลงมติต้องไปขอประชามติหรือไม่แก้เป็นรายมาตรา แล้วนี่ก็มีอีกแล้ว ไอ้ ๔๒ ส.ว. ไปร้องว่าขัดรัฐธรรมนูญ ผมยื่นแก้ไขภายใต้คำแนะนำ ของศาลรัฐธรรมนูญ พอมาวรรคสองท่านประธานครับ ในกรณีที่บุคคลหรือพรรคการเมืองใด กระทำการตามวรรคหนึ่ง ผู้ทราบการกระทำผิดดังกล่าวย่อมมีสิทธิเสนอเรื่องให้อัยการสูงสุด ตรวจสอบข้อเท็จจริงและยื่นคำร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยสั่งการให้เลิกการกระทำ ดังกล่าว แต่ทั้งนี้ ไม่กระทบกระเทือนการดำเนินคดีอาญาต่อผู้กระทำการดังกล่าว คำว่า และ มันต้อง ๒ ท่อนรวมกัน เขาไม่ได้บอกว่าหรือ และ กับ หรือ แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง ย้ำกับท่านประธานอีกนิดหนึ่ง

(นายวัชระ เพชรทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ ได้ยืน และยกมือขึ้น)
นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ท่านวัชระประท้วงข้อไหน เชิญครับ

นายวัชระ เพชรทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธานกรุณาเปิดหน้า ๑๙๕ ข้อ ๔๓ วรรคสอง ซึ่งบัญญัติว่า ห้ามผู้อภิปรายแสดงกิริยา หรือใช้วาจาอันไม่สุภาพ ใส่ร้าย หรือเสียดสีบุคคลใด และห้ามกล่าวถึงพระมหากษัตริย์ หรือออกชื่อสมาชิกรัฐสภาหรือบุคคลใดโดยไม่จำเป็น ท่านรองนายกรัฐมนตรี ท่านเรียก ไอ้ ๔๒ ส.ว. คำว่า ไอ้ ไม่สุภาพครับ กรุณาให้ท่านถอน

นายนิยม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ท่านรองนายกรัฐมนตรีถอน ถ้าพูด อ้าย ไม่เป็นไรอย่าพูด ไอ้ นะครับ

ร้อยตำรวจเอก เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี

ท่านประธานครับ นี่แสดงไม่เคยไปเมืองเหนือ อ้ายเขาแปลว่าพี่

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

เชิญท่านวัชระครับ

นายวัชระ เพชรทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ผมเข้าใจครับ

ร้อยตำรวจเอก เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี

ผมเพิ่งกลับมาจาก จังหวัดเชียงใหม่

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

อ้ายนะครับ

ร้อยตำรวจเอก เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี 🔗

อ้ายครับ ท่านประธานครับ ผมเพิ่งกลับมาจากจังหวัดเชียงใหม่ไปดูแลเรื่องหมอก ควัน ไปไหนคนก็ อ้าย ๆ ผมก็ติดมาเมื่อวานนี้พอมานี่ก็อ้ายบ้าง ไม่ใช่ไปเรียกไอ้ อ้าย ท่านประธานครับ ผมย้ำ กับท่านประธานอีกครั้งนะครับเพื่อให้เสร็จสิ้นกระแสความ ในมาตรา ๖๘ วรรคสอง ในกรณี ที่บุคคลหรือพรรคการเมืองใดกระทำการตามวรรคหนึ่ง ผู้ทราบการกระทำดังกล่าวย่อมมี สิทธิเสนอเรื่องให้อัยการสูงสุดตรวจสอบข้อเท็จจริงและยื่นคำร้อง และ เขาไม่ได้บอกว่า หรือ ชัดเจนนะครับ ถามเมื่อไรก็ยังบอกเธออย่างนี้ ไม่มีประเด็นอื่นที่ให้แปรเปลี่ยน ผมอยากจะ เรียนท่านประธานด้วยเหตุผลสนับสนุนการยกร่างกฎหมาย การเขียนดุษฎีนิพนธ์ การเขียน วิทยานิพนธ์เขาจะมีเจตนารมณ์ ตอนผมจบปริญญาเอกเขียนดุษฎีนิพนธ์เสร็จ ๖ เดือน เขาต้องบอกว่าต้องดูเจตนารมณ์สิว่าเป็นอย่างไร ผมไปดูบันทึกการประชุมและอ่านข่าว หนังสือพิมพ์เมื่อ ๕ มิถุนายน ๒๕๕๕ เปิดบันทึกการประชุม สสร. ปี ๒๕๕๐ เจตนารมณ์ มาตรา ๖๘ ผมสรุปสั้น ๆ เขามีเจตนารมณ์ ถ้าพบการกระทำผิดตามมาตรา ๖๘ ให้ยื่น อัยการ แล้วอัยการทำการรวบรวม เรียบเรียง สืบสวน สอบสวน แล้วส่งศาลรัฐธรรมนูญ แล้วที่ผ่านมายุบพรรคชาติไทย ยุบใครต่อใคร แม้กระทั่งพรรคไทยรักไทย แม้กระทั่ง พรรคพลังประชาชนก็ยื่นผ่านศาลรัฐธรรมนูญเท่านั้น ทำไมเพิ่งมาไม่เข้าใจ ผมต้องยืนยันกับ ท่านประธานว่าสิ่งที่เราขอแก้ไขถูกแล้ว ความเห็นอัยการสูงสุดก็บอกต้องยื่นผ่านอัยการสูงสุด แต่อัยการสูงสุดก็ไม่ได้บอกว่าไม่ให้ศาลรัฐธรรมนูญรับหรือไม่รับ ผมเรียนท่านประธาน เพื่อตอกย้ำแนวคิดแนวทางของพรรคเพื่อไทย พรรคเพื่อไทยก่อนหน้านั้นเป็นพรรคพลังประชาชน ผมพูดมากกว่าคนอื่นเพราะผมไปปราศรัย ผมบอกพี่น้องประชาชนคนไทยทั่วประเทศ พวกเราไม่รับบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๕๐ เพราะมันมาจากการปฏิวัติ มาจากการรัฐประหาร ไม่เป็นประชาธิปไตย ถึงแม้จะไปโหวตได้ ๑๔ ล้านเสียง รวมหมดฝ่ายไม่เห็นด้วย ๒๕ ล้านเสียง เราไม่เห็นด้วย และสวดมนต์ไหว้พระถ้าอยากให้บ้านเมืองเป็นประชาธิปไตยขอให้เลือก พรรคพลังประชาชนเยอะ ๆ ได้มา ๒๓๓ ก็ถูกยุบพรรค ก็ถูกปล้น ส.ส. ไป ผมก็เป็นฝ่ายค้าน นั่ง ๒ ปี ๖ เดือน ไม่เดือดร้อน ปราศรัยหาเสียงเลือกตั้งซ่อมที่จังหวัดสกลนคร ผมก็ประกาศ ขอให้ชนะก่อนเพื่อเตรียมตัวสู้ศึกใหญ่ เราก็ชนะในนามพรรคเพื่อไทยจากจังหวัดสกลนคร ใครก็บอกไม่มีแต้มต่อ สุดท้ายชนะด้วยคะแนนท่วมท้น ผมเป็นผู้อำนวยการเลือกตั้ง พอผมขายจุดขายตรงนี้ชนะเลือกตั้ง มาจังหวัดศรีสะเกษ ผมประกาศอีกพี่น้องครับ ได้เวลาแล้วที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญขอให้เลือกพรรคเพื่อไทยชนะอีกครับ ต่อมาจากจังหวัดศรีสะเกษ มาทำศึกจังหวัดมหาสารคามชนะอีก แต่มาแพ้ที่จังหวัดนครราชสีมา ผมก็บอกแพ้ เพราะประชาชนไม่เลือก และถ้าบอกว่ามีการเลือกตั้งใหม่ครั้งต่อไปซึ่งเลือกมาแล้วเมื่อวันที่ ๓ กรกฎาคม ปี ๒๕๕๔ ผมบอกจะแก้ไขมาตรา ๒๙๑ เหตุผลเพราะต้องการยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ทั้งฉบับ เลียนแบบเติ้งเสี่ยวหาร บรรหาร ศิลปะอาชา เมื่อแก้ไขปี ๒๕๓๘ ปี ๒๕๓๙ แล้วมาเป็น รัฐธรรมนูญปี ๒๕๔๐ ท่านบรรหารท่านอาจจะไม่หล่อ ท่านอาจจะไม่สูง แต่ท่านเป็นคนคิดค้น ผมเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมก็มีส่วนพิจารณาแล้วเสนอในที่ประชุม ครม. จึงมี การแก้ไขให้มีที่มาของ สสร. ๙๙ เรียกว่า ๙๙ อรหันต์ เราลอกเลียนแบบอะไรดีเราเอา ก็จะแก้มาตรา ๒๙๑ ผ่านวาระที่หนึ่ง ผ่านวาระที่สองมีคนไปยื่นศาลรัฐธรรมนูญก็บอกว่ารับได้ ผมยังยืนยันไม่มีสิทธิรับ ต้องผ่านอัยการสูงสุดเท่านั้น เมื่อศาลรัฐธรรมนูญยืนยันว่ารับแล้วแจ้งมา หากจะลงมติให้ทำประชามติ ผมนี่พูดในพรรค ๓ รอบ ๙ รอบ บอกถ้าลงประชามติต้องผู้มีสิทธิ เกินกึ่งหนึ่งของผู้ใช้สิทธิมาลงคะแนนซึ่งมันเป็นไปไม่ได้ต้องผู้มีสิทธิเกินกึ่งหนึ่ง ผู้มาใช้สิทธิ ต้องเกินกึ่งหนึ่งของผู้มีสิทธิก็โดยประมาณ ๒๕ ล้านเสียง ผมบอกกับเพื่อนของผมบอก เป็นไปไม่ได้อย่าไปริ และเมื่อมาใช้สิทธิเกินกึ่งหนึ่งของผู้มีสิทธิจึงนับคะแนนมากน้อย อ้ายตรงนั้นเราชนะ สุดท้ายก็เป็นที่มาของการแก้รายมาตรา มาตรา ๒๙๑ ศาลรัฐธรรมนูญบอก อย่าลงนะ ลงตรงทำประชามติเราก็ฟัง ศาลรัฐธรรมนูญบอกว่าถ้าอย่างนั้นให้แก้เป็นรายมาตรา เราแก้คราวนี้ท่านประธานก็แลเห็น ๑. เราแก้มาตรา ๖๘ เอาอย่างไรให้ชัด ศาลรัฐธรรมนูญ รับจากชาวบ้านได้ไหม พวกเราบอกไม่ได้ ก็บอกมาสิให้ชัด เราบอกมาตรา ๑๙๐ ต้องแก้ เราบอกวุฒิสภาต้องมาจากการเลือกตั้งแล้วเราบอกว่าการยุบพรรคไม่มีที่ไหนเขาทำกัน รายมาตราไหมครับ ก็เป็นรายมาตรา เสร็จเรียบร้อยก็มีการไปร้อง ไปร้องทำไม ก็มีสิทธิ ผมเรียนท่านประธานครับ ผมก็นั่งฟังข่าว ข่าวสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ เลขข่าวที่ ๗/๒๕๕๖ วันพุธที่ ๓ เมษายน ๒๕๕๖ เนื้อหาของข่าวมี ๓ ข้อ อ้ายพวกยินดีปรีดาก็เอาแล้ว เขารับแล้ว ท่านประธานรู้ไหมครับ ศาลรัฐธรรมนูญที่มีความเห็นว่ารับ ๓ คน ไม่รับ ๒ คน ไปต่างประเทศต่างหาก เอาละเป็นสิทธิท่านจะคิดอย่างไรเรื่องของท่านผมไม่สนใจ แต่ผม จะเล่าให้ท่านประธานฟังและให้พี่น้องประชาชนได้รับรู้ ๑. เท้าความว่าผู้ร้อง นายนี้ นามสกุลนี้ กล่าวหาผู้ถูกร้องที่ ๒ ถึง ๓๑๒ คน กล่าวหาว่าเข้าชื่อเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา ๖๘ มีเนื้อความใหม่เป็นการยกเลิกสิทธิของชนชาวไทย ยกเลิกตรงไหน เราบอกเราเห็นอย่างนี้ เป็นสิทธิทางความเห็น ยกเลิกอย่างไร ถ้าต่อไป ศาลรัฐธรรมนูญฟันธงว่าได้ ๒ ช่องทางก็แล้วไป ละเมิดสิทธิตรงไหน ไม่ใช่ครับ บอกว่า มีเนื้อหาข้อความใหม่เป็นการยกเลิกสิทธิของปวงชนชาวไทย ขอยืนยันกับท่านประธาน และพี่น้องประชาชนทางบ้าน ไม่มีเนื้อหาสาระนี้ นี่เป็นความเห็นของผู้ร้อง และกล่าวหาว่า ผมไปสกัดกั้นผู้ที่ใช้สิทธิและเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญอันเป็นการลิดรอนสิทธิพิทักษ์ รัฐธรรมนูญของปวงชนชาวไทย ศาลก็บอกว่ากรณีนี้มีมูลเดี๋ยวจะไต่สวน ก็ต้องให้ ๓๐๐ กว่าคนไปชี้แจง ผู้ร้องจะใช้สิทธิยื่นคำร้องเพื่อให้ศาลรัฐธรรมนูญตรวจสอบ ตามมาตรา ๖๘ วรรคสอง ศาลรัฐธรรมนูญท่านจึงรับไว้วินิจฉัย แต่ไปขอคุ้มครองชั่วคราว ท่านไม่ให้ก็ยกคำร้อง ผมฟันธง สุดท้ายศาลรัฐธรรมนูญก็ไต่สวนแล้วก็บอกไม่ผิด มันไปอื่น ไม่ได้ ก็เรียนตำรามาเล่มเดียวกัน ก็มาตรา ๖๘ วรรคสอง เขาบอกว่า และ ต่อไปนะครับ ท่านประธาน มันมีปัญหาตรงที่ศาลวินิจฉัยที่ ๑๘/๒๒/๒๕๕๕ ในประเด็นที่ ๑ ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่ามีอำนาจรับคำร้องไว้พิจารณาและวินิจฉัยตามมาตรา ๖๘ วรรคสอง ได้โดยตรงไม่จำเป็นต้องยื่นผ่านอัยการสูงสุดก็ได้ ก็ศาลวินิจฉัยอย่างนี้ แต่พวกผม เห็นว่าวินิจฉัยอย่างนี้ไม่ถูกต้อง ผมจึงมาแก้ แก้ว่าให้ผ่านอัยการสูงสุดอย่างเดียว เขียนสั้น ๆ ในคณะกรรมาธิการ บ้านเมืองมันจะได้เรียบร้อย แค่ผมคิดแก้นี่ครับล้มล้างการปกครองหรือ ที่ผมคิดแก้นี่จะฉกชิงวิ่งราวเอาอำนาจรัฐมาอยู่ที่ผมหรือ มันไม่ใช่ พรรคเพื่อไทยเป็นรัฐบาล มาจากการเลือกตั้ง ถูกต้องตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ แล้วเป็นรัฐบาลที่สง่างามทั่วโลก ยอมรับ ไปไหนทูตขรตรีเศียรเกรียวกราว ท่านนายกรัฐมนตรีได้รับการยอมรับ พรรคฝ่ายค้านไม่ยอมไม่เป็นไร แต่ผมพูดถึงหลักกฎหมาย หากประชาชนยื่นได้โดยไม่ผ่าน อัยการสูงสุดมันจะเป็นอันตรายต่อระบอบประชาธิปไตย และต่อไปนี้ศาลรัฐธรรมนูญไม่ต้อง ทำงานแล้ว ๒๐ ยื่น ๑๕ ยื่น ๓๐ ยื่น และผมยื่นครั้งนี้เพื่อเป็นบรรทัดฐาน ไม่ได้บอกว่า ใครผิดใครถูก ทีนี้ก็มีการอภิปรายบอกว่าถ้าแก้ไขมาตรา ๖๘ แล้วจะทำให้มีการเปลี่ยนแปลง ผมถามว่าเปลี่ยนแปลงอะไร เปลี่ยนแปลงประเด็นเดียวคือประชาชนต้องยื่นต่ออัยการสูงสุด เท่านั้นละครับ แหมวิพากษ์วิจารณ์ ๒ วัน ๒ คืน บางคนก็ไปไกลบอกว่าอัยการสูงสุด อยู่ภายใต้การกำกับของรัฐบาล เคยเปิดกฎหมายอ่านไหม บทบัญญัติรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ อัยการสูงสุดเป็นองค์กรตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ คำว่า องค์กรอิสระ ไม่ได้อ่าน เป็นองค์กรตามรัฐธรรมนูญ วันนี้อัยการสูงสุดเป็นองค์กรที่แข็งแกร่งแข็งแรง อัยการต้องจบ นิติศาสตร์บัณฑิต ต้องจบเนติบัณฑิต ต้องสอบหลักสูตรอัยการได้ แล้วก็ไปฝึกมา ก่อนปฏิบัติ หน้าที่ต้องถวายสัตย์ปฏิญาณเบื้องพระพักตร์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว นั่นอัยการเด็ก ๆ ต้องทำ พอมาถึงอัยการสูงสุดจะได้รับโปรดเกล้าฯ เป็นอัยการสูงสุดได้ ต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการอัยการเขาเรียกว่า กอ. กอ. เห็นด้วยเสนอ วุฒิสมาชิก วุฒิสมาชิกต้องเป็นคนเลือกทั้งวุฒิสภาได้เสียงข้างมากนำความกราบบังคมทูล ถวายสัตย์ปฏิญาณ ผมยืนยันกับท่านประธานตรงนี้ ผมไม่มีคดีความอะไรที่จะต้องไปพึ่งพา อาศัยอัยการ แต่อัยการสูงสุดซึ่งชื่อย่อว่า อสส. เป็นตำแหน่งที่มีกระบวนการอันยาก เป็นตำแหน่งที่จะได้ถือว่ามีเกียรติวุฒิสภาเห็นด้วย ถึงแม้วุฒิสภาบางส่วนมาจากการสรรหา ท่านก็มีจุดเชื่อมโยงและวุฒิสภาส่วนใหญ่มาจากการเลือกตั้ง นั่นแปลว่าอัยการสูงสุดดำรง ตำแหน่งมีจุดเชื่อมโยงกับพี่น้องประชาชนคนเสียภาษี มีเกียรติครับ ผ่านอัยการสูงสุดถูกต้องแล้ว ถ้าใครจะบอกอัยการสูงสุดใครสั่งได้อะไรได้เขาเรียกมีปากดีแต่พูด รัฐบาลชุดผม ผมเป็นรองนายกรัฐมนตรีดูแลตำรวจ ดูแลดีเอสไอ (DSI) เรียนกับท่านประธานไม่เคยเรียก อัยการไปทำเนียบ ไม่สนใจ ไม่เหมือนบางรัฐบาลคดีฟิลลิป มอร์ริส ผมอภิปรายในนี้ ๒ ชั่วโมงครึ่งวันนี้คดีไม่เสร็จยังไม่ยุติสั่งฟ้องหรือสั่งไม่ฟ้อง อัยการคนหนึ่งรู้จักกันเขาบอกว่า ผู้คนในแวดวงรัฐบาลเรียกเขาไปที่ทำเนียบรัฐบาล ส่วนคุยอะไรผมไม่ทราบ พฤติกรรม อย่างนั้นใช้ไม่ได้ ท่านนายกรัฐมนตรีมอบหมายงานผมแล้ว ท่านนายกรัฐมนตรีไม่มาเกี่ยวข้อง ผมก็ดำเนินงานไปตามกฎเกณฑ์กติกา ผมไม่เคยเรียกอัยการที่จะมาพูดจาอะไรที่ก่อให้เกิด ความเสียหายต่อบ้านเมือง ทีนี้มีการบอกว่าการแก้ไขมาตรา ๖๘ จะมีคนได้เปรียบเสียเปรียบ ผมยืนยันกับท่านประธานไม่ทำให้ใครได้เปรียบเสียเปรียบ แต่ทำให้มีความรอบคอบมากขึ้น หลักประกันในความเป็นกลางของอัยการสูงสุดเชื่อถือได้ ความน่าเชื่อถือของอัยการสูงสุด เชื่อถือได้ เรียนท่านประธานที่เคารพ ศาลรัฐธรรมนูญ แม้จะเป็นองค์กรตามรัฐธรรมนูญ ที่พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งตามคำแนะนำของวุฒิสภาและจะต้องถวายสัตย์ปฏิญาณต่อ ในหลวงเช่นเดียวกับอัยการสูงสุด แต่โดยที่รัฐธรรมนูญได้มอบความไว้วางใจให้ ศาลรัฐธรรมนูญชี้ขาดความเป็นความตายของบ้านเมืองและรัฐธรรมนูญยังรับรองคำวินิจฉัย ของศาลรัฐธรรมนูญให้เป็นเด็ดขาด มีผลผูกพันรัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล และองค์กรอื่น ตามมาตรา ๒๑๖ ศาลรัฐธรรมนูญจึงมีอำนาจมาก ถ้าหากได้อัยการช่วยกลั่นกรองและทำ ความเห็นมันจะเกิดความรอบคอบมากขึ้น คดียุบพรรคที่ผ่านมาแล้ว ท่านประธานที่เคารพ ผมต้องบอกท่านประธานและฟ้องพี่น้องประชาชนคดียุบพรรคที่ผ่าน ๆ มาแล้ว อัยการสูงสุด ต้องพิจารณาก่อนทั้งสิ้นไม่ว่ายุบพรรคการเมืองที่มาจากการเลือกตั้ง ๒ เมษายน ๒๕๔๙ เป็นคดีประวัติศาสตร์ที่พรรคไทยรักไทย พรรคพัฒนาชาติไทย พรรคแผ่นดินไทย ในคดี กลุ่มที่ ๑ พรรคประชาธิปัตย์และพรรคประชาธิปไตยก้าวหน้าในคดีกลุ่มที่ ๒ แต่พรรคประชาธิปัตย์ ไม่ถูกยุบก็เป็นสิทธิของพรรคประชาธิปัตย์ แต่เรื่องทั้งหมดต้องผ่านอัยการสูงสุดเท่านั้น กกต. เขามีความเห็นว่าทั้ง ๕ พรรคกระทำผิดตามมาตรา ๖๖ ของพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. ๒๕๔๑ และได้ส่งสำนวนต่ออัยการสูงสุด เพื่อให้ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งยุบพรรคการเมืองที่เกี่ยวข้องทั้ง ๕ พรรค ทุกคนโดนหมด แต่พรรคประชาธิปัตย์ไม่โดนก็เป็นเรื่องของพรรคประชาธิปัตย์ ต่อมาไม่นานมานี้ ผมเป็นคนอภิปรายเองคดี ๒๕๘ ล้านบาท คดี ๒๙ ล้านบาท ผมไปให้การต่อ กกต. โยนติ้ว อย่างไรก็นึกว่ายุบ ก็ปรากฏว่า กกต. เสนอเหตุและผลผมไม่อยากพูดเดี๋ยวประท้วงกัน ผมไม่อิจฉาครับวันนี้ถ้ายุบพรรคเพื่อไทยก็ตั้งใหม่ไม่มีปัญหา แต่ต้องเอาความจริงมากราบเรียนท่านรองประธานรัฐสภา ซึ่งทำหน้าที่ประธานรัฐสภาวันนี้ ในฐานะประธานวุฒิสภา และให้พี่น้องประชาชนคนทางบ้านได้รับรู้รับทราบว่าเวลา ได้เปรียบเอาอย่างหนึ่ง เวลาถูกต้องตรงไปตรงมาก็เอาอีกอย่างหนึ่ง คดียุบพรรคชาติไทย เมื่อไม่นานมานี้ครับ พรรคมัชฌิมาธิปไตยหลังการเลือกตั้งปี ๒๕๕๐ ที่คณะกรรมการเลือกตั้ง พบการทุจริตมีการให้ใบแดง และพิจารณาเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของนายมณเฑียร สงฆ์ประชา ผู้สมัครรับเลือกตั้ง และรองเลขาธิการพรรคชาติไทย กับนายสุนทร วิลาวัลย์ ผู้สมัครรับเลือกตั้งและรองหัวหน้าพรรคมัชฌิมาธิปไตย ในวันที่ ๑๖ เมษายน ๒๕๕๑ คณะกรรมการการเลือกตั้งมีมติด้วยคะแนนเสียง ๔ ต่อ ๑ มติเสียงข้างน้อย ๑ เสียงใน ๒ คดี คือนายสมชาย จึงประเสริฐ เห็นชอบตามที่นายอภิชาต สุขัคคานนท์ ประธาน กกต. ในฐานนะนายทะเบียนพรรคการเมืองเสนอความเห็นให้ส่งสำนวนเรื่องการยุบพรรค โดยให้ อัยการสูงสุดเป็นคนพิจารณา ท่านประธานคงจำได้ กกต. พิจารณาเสร็จมีความเห็นยุบพรรค กกต. ส่งอัยการสูงสุด อัยการสูงสุดก็ส่งศาลรัฐธรรมนูญ แล้วทำไมบ้านเมืองมันไม่ตื่นเต้นครับ ก็เป็นกันมาอย่างนั้น คดียุบพรรคพลังประชาชน ผมเรียนท่านประธาน หยิกเล็บก็เจ็บเนื้อ ประธานศาลรัฐธรรมนูญออกมาพูดในวันสัมมนาศาลรัฐธรรมนูญว่าอย่างไรพี่น้องประชาชน รู้หมดแล้วผมไม่ติดใจ แต่สังคมไทยจะตัดสิน วันนี้ไม่มีพรรคพลังประชาชนมาเป็นพรรคเพื่อไทย เรียนผู้เกี่ยวข้องเลิกคิดที่จะมีงูเห่าภาค ๓ หมดแล้ว จะยุบอย่างไรพวกผม ๒๖๕ คน เผลอ ๆ มีเพิ่ม อย่าไปทำให้บ้านเมืองวุ่นวายเลยครับ ไม่มีประโยชน์ใดเลยที่จะเอากรณีนี้มาเป็นประเด็น แล้วยุบพรรคเพื่อไทย เพื่อหวังว่าส้มหล่น ส้มหมดแล้วครับ ไม่เหลือแล้วครับ พวกผมกินหมด และไม่มีงูเห่า วันนี้พรรคเพื่อไทยมีแต่งูเขียวครับ ถ้าหากยุบพรรคแล้วไม่เกิดปฏิกิริยาเชิงลบ เขาก็ไม่คิดยุบ ผมฟันธง งานนี้สุดท้ายศาลรัฐธรรมนูญจะบอกว่าต้องยื่นผ่านอัยการสูงสุดเท่านั้น แล้วถามว่าถ้าเป็นอย่างนี้ผมสูงอีก ๓ นิ้วหรือ ก็ไม่ ก็ ๑๖๘ เซนติเมตรเท่าเดิม แต่มันเป็นที่มา ที่ไปถ้าแก้มาตรา ๖๘ จะล้มล้างการปกครอง ถ้าแก้มาตรา ๖๘ มีเสียงเปรียบนั่นเปรียบนี่ จะไปมาตรา ๓๐๙ ไปนั่นไปนี่ไม่มีครับ และโดยหลักการก็ไปไม่ได้ ต่อมาไม่อยากว่า เป็นข้อผิดพลาด ต้องขอบพระคุณท่านประธานวสันต์ สร้อยพิสุทธิ์ ผมเป็นรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงยุติธรรม ท่านเป็นอธิบดีภาค ๘ ท่านชัช ชลวร รองประธาน ขออนุญาตครับ รองปลัดกระทรวง ท่านบุญส่ง กุลบุปผา ท่านอุดมศักดิ์ นิติมนตรี นักเรียนรุ่นน้องโรงเรียนวัดสิงห์ รู้จักกันหมดนะครับ ไม่ได้เป็นคนอื่นเลย ผมไม่เคยไปขอร้อง อาจารย์จรัญ ภักดีธนากุล เป็นรองเลขาธิการส่งเสริมงานตุลาการตอนผมเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ผมไม่เคยขอร้อง เพราะผมรู้ว่าพรรคเพื่อไทยทำถูกต้อง พี่น้องประชาชนสนับสนุน ถ้าเกิด มีใครไปยุบใคร ถ้าบอกยุบอีกทีคราวนี้จะเปลี่ยนขั้วการเมืองประกาศตรงนี้ ประกาศที่นี่ ไม่มีครับ พรรคเพื่อไทยแน่นสมัครสมานสามัคคี แต่บางครั้งไม่รู้ทะเลาะกับใคร ก็เอากันหน่อยเหมือนกันในพรรค ก็เป็นสิทธิธรรมดาของพรรคการเมือง บางคนบอก พรรคเพื่อไทยแตก พรรคเพื่อไทยร้าว แล้วก็มาบอกว่าพรรคผมเผด็จการ พรรคผม เป็นประชาธิปไตยในที่ประชุมพรรคมันไม่มีใครกลัวใคร ผมเป็นรองนายกรัฐมนตรีกว่าจะได้พูด ขออนุญาตอยู่ ๒ วัน ทีแรกไม่ให้พูดหาว่าผมพูดยาว จะให้ผมพูด ๑๕ นาที ผมบอกไม่เอา ผมจะพูดตามใจเสร็จเมื่อไรก็เรื่องของผม เขาก็เลยอนุญาต มีคำกล่าวตอนยุบพรรคนะครับ จริง ๆ แล้วผมเคยพูดกับผู้สื่อข่าวไว้ว่าการตัดสินว่าทุจริตเลือกตั้งองค์กรอื่นมีอำนาจตัดสิทธิ ถ้าให้ใบแดงก่อนรับรองผล กฎหมายเขียนว่าคำวินิจฉัยของ กกต. เป็นที่สุด

(นายวิรัช ร่มเย็น สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดระนอง ได้ยืนและยกมือขึ้น)
นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

มีผู้ประท้วงครับ เชิญครับ

นายวิรัช ร่มเย็น สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ระนอง

ท่านประธานที่เคารพ วิรัช ร่มเย็น พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดระนอง ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมขอประท้วงอ้ายเฉลิม

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

เชิญประท้วงด้วยข้อใดครับ

นายวิรัช ร่มเย็น สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ระนอง

วกวน ผมฟังแล้ว ไม่เข้าใจจริง ๆ พูดเรื่องอะไร เวลาพวกผมพูดอยู่ในประเด็นฝ่ายท่านบอกว่าไม่เข้าประเด็น แต่ตรงนี้ชัดเจนเลย ทุกคนเป็นพยาน นี่พูดเหมือนขอโทษนะ เหมือนคนเมาจริง ๆ เมาหรือเปล่า คนคนนี้เคยมีประวัติเมาในสภา ไม่ใช่ ก็วกวนครับ ผมประท้วง

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

เดี๋ยวผมจะได้วินิจฉัย แล้วก็ เตือนบอกให้ท่านเฉลิมพูดอยู่ในประเด็นนะครับ ไม่ละครับ เดี๋ยวท่านเฉลิมชี้แจงเอง ไม่ต้องแล้วครับ เชิญนั่งครับ ท่านเฉลิมต่อครับ คนฟังกำลังมีอรรถรสนะครับ

ร้อยตำรวจเอก เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี

ไม่ครับ ไม่เสียหายครับ เพราะคนประท้วงเป็นใคร ใคร ๆ ก็รู้

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

เชิญท่านเฉลิมครับ ท่านให้อยู่ในประเด็น เชิญต่อครับ

ร้อยตำรวจเอก เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี

ไม่ถือสาและไม่ใส่ใจ นอกจากจะบอกว่าโดนกลางใจใช่ไหม ไม่ครับ ผมเป็นคนหนักแน่น ผมไม่ใช่คนแผ่วเบา เล่นการเมืองมานานครับท่านประธาน ไม่อย่างนั้นจะตั้งฉายาหรือไปทะเลเจอฉลาม มาสภา เจอเฉลิม เห็นไหมครับพวกนี้จะตีตั๋วข้ามชั้นไม่ได้หรอกประชาชนเขาดู เขารู้ว่าใครเป็นใคร เอาถามว่า

(นายวิรัช ร่มเย็น สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดระนอง ได้ยืนและยกมือขึ้น)
นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

เดี๋ยวท่านเฉลิมครับ ถ้าท่านพูดอย่างนี้ ท่านวิรัชประท้วงต่ออีกนะครับ เชิญท่านวิรัชประท้วง

นายวิรัช ร่มเย็น สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ระนอง

วิรัช ร่มเย็น พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดระนอง ในฐานะสมาชิกรัฐสภา นี่เป็นเรื่องระดับชาติเป็นเรื่องสำคัญ ไม่ใช่เรื่องมาทำเล่น ๆ ท่านประธานวินิจฉัยเถอะครับ ถ้าปล่อยพูดอย่างนี้และพูดนอกประเด็น อย่างนี้วกเวียนจริง ๆ ปกติผมไม่อยากจะประท้วง ท่านจำได้คนอื่นผมไม่ค่อยประท้วง

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

จำได้ครับ

นายวิรัช ร่มเย็น สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ระนอง

แต่ผมประท้วง มันมีเหตุมีผล จะปล่อยอย่างนี้หรือครับท่านประธาน

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ได้ครับท่านวิรัช ท่านเฉลิมครับ ท่านอย่าได้ไปพูดเสียดสีและกระแนะกระแหนนะครับ ท่านเอาประเด็นของท่านครับ เชิญครับ

ร้อยตำรวจเอก เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี

ท่านประธานครับ ไม่มีเลยไปเสียดสีกระแนะกระแหน ผมเอาหลักกฎหมายปรับเข้าข้อเท็จจริงในสภา นี่ถ้ามาพูด เลอะ ๆ เทอะ ๆ เสียคนนะครับ เลือกตั้งเมื่อไรก็แพ้หมด มันต้องมีหลักมีเกณฑ์คนฟังแล้ว ก็เชื่อถือศรัทธาปสาทะ ไม่ใช่มาพูดด้วยอารมณ์ไม่มีทาง ผมไม่มีอารมณ์

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ท่านวิรัชมีอะไรครับ

นายวิรัช ร่มเย็น สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ระนอง

วิรัช ร่มเย็น พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดระนอง ในฐานะสมาชิกรัฐสภา อย่างนี้ดูถูกัน ตัวเองเคย เป็นหัวหน้าพรรคมวลชนตอนนี้พรรคมวลชนอยู่ไหน ทำไมต้องมาอาศัยพรรคเขาอยู่ล่ะ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

เอาละครับ ท่านวิรัชครับ ผมขอเตือนนะครับ ท่านเฉลิมท่านไม่ต้องแล้วครับ

ร้อยตำรวจเอก เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี

ท่านประธาน ผมรับสารภาพกลางสภาว่าอยู่พรรคมวลชนมันไม่มีบารมี ประชาชนก็ไม่ศรัทธาผม กระผมไม่อาย ก็ได้ ๕ ที่นั่ง ก็มาเป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ก็เป็นหัวหน้าพรรคได้ ๕ ที่นั่ง ต่อมาสถานการณ์การเมืองมันพัฒนามากและพรรคไทยรักไทยคนชอบเขา คนชอบ พันตำรวจโท ทักษิณ ท่านไม่ให้ผมอยู่กับคนชนะ ผมจะอยู่กับคนแพ้หรือ ไม่เห็นเสียหายก็เป็นสิทธิของผม ทักษิณคิดเพื่อไทยทำ ยิ่งลักษณ์นายก ผมก็คิด คิดพา พันตำรวจโท ทักษิณกลับบ้าน ผมก็คิด แต่มันยังไม่มีจังหวะ ผมไม่อับอายครับ ผมสารภาพ ลำพังผมไปตั้งพรรคได้ ๒ คนครับ ตัวผมกับเงา แล้วผมจะไปทำ ผมอยู่อย่างนี้ละจะอยู่เป็น สร. ๒ สนุก ๆ อย่างนี้ละ ท่านประธานครับ ผมเรียนท่านประธานต่อนะครับ ทำไมพวกผมถึงบอกว่าวุฒิสมาชิกต้องมาจากการเลือกตั้ง มันต้องมีเหตุผลสนับสนุน ทำไมผมจึงบอกว่ายื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญตามมาตรา ๖๘ ต้องผ่าน อัยการสูงสุด ก็ที่ผ่านมามันเป็นอย่างนั้นทั้งนั้น เพิ่งมาคราวหลังนี่ละ มาตรา ๒๙๑ ทำไม ผมต้องบอกว่ารองประธานวุฒิสภาสามารถลงชื่อในญัตติได้เพราะกฎหมายมันไม่ขัด แล้วผมไปบอกอย่างนี้ท่านก็ถูกด่ามา ๒ วัน แล้วคนด่ามันรู้สำนึกไหมว่าด่าท่านผิด

(นายวัชระ เพชรทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ ได้ยืน และยกมือขึ้น)
นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

เดี๋ยวท่านเฉลิมครับ ท่านวัชระประท้วงอะไรครับ

นายวัชระ เพชรทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม นายวัชระ เพชรทอง ไปทะเลไม่กลัวฉลาม ไปที่ไหนก็ไม่กลัวเฉลิม ท่านประธานครับ ขอประท้วงตามข้อบังคับ ข้อ ๔๓ ท่าน ร้อยตำรวจเอก เฉลิม อยู่บำรุง ท่านอภิปรายวนเวียน ซ้ำซาก ท่านประธานต้องควบคุมครับ คือสิ่งที่ท่านพูดไปแล้วกรุณา ผ่านไปแล้วไปสู่ประเด็นใหม่ ด้วยความเคารพทั้งท่านผู้อภิปรายและเคารพท่านประธานครับ ได้โปรดกำชับท่านรองนายกรัฐมนตรีด้วยครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณท่านวัชระครับ ท่านเฉลิมอภิปรายให้อยู่ในประเด็นนะครับ แล้วท่านเรียกตำแหน่งผมให้ถูกนะครับ ผมเป็นประธานวุฒิสภา ไม่ใช่รองประธานวุฒิสภาครับ เชิญครับ

ร้อยตำรวจเอก เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี

ท่านประธานครับ มันมีที่มาที่ไปที่ทำไมพวกกระผมถึงเห็นว่าวุฒิสมาชิกต้องมาจากการเลือกตั้ง เราไปศึกษา ประเทศที่ใช้วิธีการเลือกตั้งโดยตรง เช่น ประเทศสหรัฐอเมริกา ประเทศอิตาลี ประเทศญี่ปุ่น และประเทศไทย เมื่อรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ มันมีที่มาที่ไป เราถึงบอกว่าควรให้วุฒิสมาชิก มาจากการเลือกตั้ง ต่อไปผมเรียนท่านประธานอีกนิดนะครับ มาตรา ๑๙๐ ชัด การทำ หนังสือสัญญาระหว่างประเทศเปลี่ยนแปลงเขตแดนอันนี้เรียบร้อย ต่อมาสุดท้าย ผมสรุป อีกนิดหนึ่งเพื่อความชัดเจนของมาตรา ๖๘ เราเห็นแล้วว่าที่ผ่านมานี้ก็ใช้การยื่นผ่านช่องทาง อัยการแล้วงานก็เดินมาด้วยดี และที่สำคัญที่สุดการดำเนินการนี้มันต้องดำเนินคดีอาญา ตามประมวลกฎหมายอาญาและประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาคล้ายกับว่า กรณีเทียบเคียง ต้องมีการไปแจ้งความกล่าวโทษ มีการสืบสวนสอบสวนโดยตำรวจ มีการพิจารณาและสั่งคดีโดยอัยการ มีการพิจารณาและพิพากษาโดยศาล นี่กระบวนการ ยุติธรรมทางอาญาที่เป็นหลักสากล กรณีเทียบเคียงศาลรัฐธรรมนูญก็เช่นเดียวกัน ไม่ได้คิด เป็นอย่างอื่น รัฐธรรมนูญ มาตรา ๖๘ วรรคสอง วรรคสาม ได้เปิดโอกาสให้บุคคลมีสิทธิ เสนอเรื่องให้อัยการสูงสุดตรวจสอบข้อเท็จจริง และถ้า อสส. เห็นว่ามีการกระทำที่ขัดต่อ วรรคหนึ่งก็ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อสั่งห้ามการกระทำ สั่งยุบพรรคการเมือง ชัดครับ เรามีที่มา ผมใช้เวลาของพรรคเขามานานแล้ว ก็ขออนุญาตยืนยันกับท่านประธานว่า ๑. ท่านประธานทำหน้าที่ได้อย่างสง่างาม ๒. พรรคเพื่อไทยไม่มีเจตนาเป็นอย่างอื่น อยากจะให้มันอยู่ในรูปในรอย ในหลักเกณฑ์ที่แท้จริง ถ้าเกิดศาลรัฐธรรมนูญสั่งมาว่าต่อไปนี้ ถ้ายื่นตามมาตรา ๖๘ รับจากบุคคลภายนอกได้ ผมก็ไม่เห็นจะเป็นจะตาย ก็ยังอยู่กันได้ หน้านวล หน้านวลหมดนะนี่ ไม่มีใครวิตกทุกข์ร้อน ผมไม่เห็นด้วยที่จะมาคัดค้าน ผมเห็นด้วย ที่จะสนับสนุนในการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้ ขอบพระคุณท่านประธานครับ และย้ำกับ ท่านประธานอีกครั้งหนึ่ง ผมไม่ได้มาเอาใจท่านประธาน แต่ผมเห็นว่าความเป็นธรรม มันอยู่ตรงไหนผมก็นำเสนอ ถ้าผมพูดไม่ดีเลือกตั้งรอบหน้าไม่มีใครเลือกผม ขอบพระคุณ ท่านประธานครับ

(นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพัทลุง ได้ยืน และยกมือขึ้น)
นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ท่านใช้เวลาไป ๔๕ นาที ๒๖ วินานะครับ ท่านนิพิฏฐ์มีอะไรครับ

นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พัทลุง

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ กระผม นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดพัทลุง ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานนะครับ ใช้ข้อบังคับ ข้อ ๔๓ ท่านสมาชิกได้กรุณากล่าวพาดพิงถึงพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวโดยรวมก็คือท่านได้อธิบายถึง การยุบพรรคที่ผ่านมาว่าพรรคนั้นพรรคนี้ถูกยุบ แล้วก็มาสรุปที่ผมจับใจความได้ว่าท้ายที่สุด ท่านก็สรุปว่าพรรคประชาธิปัตย์ไม่ถูกยุบ ถ้าฟังทั้งหมดโดยรวมแล้วมันคล้าย ๆ กับว่า พรรคประชาธิปัตย์

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

เดี๋ยวท่านนิพิฏฐ์ครับ ท่านจะประท้วงหรือว่าท่านจะอภิปรายครับ

นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พัทลุง

ผมขออนุญาต ท่านประธานครับ ผมขอใช้สิทธิพาดพิงครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

เพราะฉะนั้นอย่างนี้ได้ไหมครับ คือผมนับเวลาไปด้วย ขณะนี้เวลา ๒ ฝ่ายเกือบเท่ากันแล้ว

นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พัทลุง

ผมอภิปราย ไปแล้วท่านครับ แต่ว่าผมจำเป็นต้องใช้สิทธิพาดพิงตรงนี้ครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ท่านอย่าใช้เวลาเยอะนะครับ เชิญครับ

นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พัทลุง

ไม่นานครับ ผมขออนุญาตสั้น ๆ อย่างนี้ครับท่านประธานว่า ทั้งหมดพรรคประชาธิปัตย์เองก็เคยถูก ร้องว่ากระทำความผิดแล้วก็ขอให้ยุบพรรคมาประมาณสัก ๓ ครั้งแล้ว แต่ผมกราบเรียน ท่านประธานว่าบุคคลที่ยื่นคำร้องให้ยุบพรรคประชาธิปัตย์นั้นนะครับก็คือสมาชิก

(นายสุนัย จุลพงศธร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ ได้ยืน และยกมือขึ้น)
นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ท่านนิพิฏฐ์ครับ ท่านสุนัย ประท้วงท่านนะครับ

นายสุนัย จุลพงศธร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธานครับ ผม สุนัย จุลพงศธร ขออนุญาตประท้วงท่านนิพิฏฐ์ เท่าที่ผมติดตาม การอภิปรายมาตลอดและติดตามการเจรจา พรรคประชาธิปัตย์ได้มีมติแล้วว่าเมื่อท่านนิคม ขึ้นมาเป็นประธานก็จะวอล์ก เอาท์ ไม่ใช้สิทธิ แล้วก็จะสงวนสิทธิเวลาต่าง ๆ อยู่ในช่วงเวลา ของทางพรรคประชาธิปัตย์ นี่ผมเห็นเข้ามาอย่างนี้ผมคิดว่ามันจะเสียเวลาของท่าน ส.ว. ที่เขาจะต้องอภิปรายต่อ ท่านนิพิฏฐ์ครับ หรือเลิกประท้วงแล้วก็จะได้สามัคคีกันเสียเลยครับ ท่านประธานครับ ท่านวินิจฉัยด้วยครับจะเอาอย่างไร

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ท่านสุนัย ให้ท่านนิพิฏฐ์ สักนาทีหรือสองนาทีได้ไหมครับ อนุญาตครับ เชิญครับ

นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พัทลุง

ผมไม่นาน ผมกราบเรียนท่านประธานผมไม่ได้ใช้สิทธิอภิปรายนะครับ ผมอภิปรายไปแล้ว แต่ว่า กล่าวโดยรวมว่าท่านรองนายกรัฐมนตรีเฉลิมได้พูดพาดพิงซึ่งทำให้เข้าใจได้ว่าท่านหมายถึง พรรคประชาธิปัตย์ ผมกราบเรียนท่านประธานอย่างนี้ครับว่าพรรคประชาธิปัตย์ถูกร้องว่า กระทำความผิดและถูกร้องให้ยุบพรรคมาแล้วอย่างน้อย ๓ ครั้งด้วยกัน แล้วก็บุคคลที่ไปร้อง ให้ยุบพรรคประชาธิปัตย์นั้นก็คือสมาชิกของพรรคเพื่อไทยทั้งสิ้นไม่ใช่คนอื่นเลยนะครับ พรรคเพื่อไทยที่รองนายกรัฐมนตรีเฉลิมบอกว่าไม่สนับสนุนการยุบพรรคนี่ละครับ สมาชิกท่านไปร้องให้ยุบพรรคประชาธิปัตย์ทุกครั้ง ผมไม่เอ่ยชื่อว่าท่านไหนบ้างที่ไปร้อง ให้ยุบพรรคประชาธิปัตย์ ผมเรียนท่านประธานว่าพรรคประชาธิปัตย์เองเราก็ยืนยันว่า เราไม่เห็นด้วยกับการยุบพรรค เพราะฉะนั้นกราบเรียนว่าที่ท่านบอกว่าพรรคประชาธิปัตย์ ไม่ถูกยุบพรรค มันหมายถึงว่ามีอะไรมาช่วยเหลือพรรคประชาธิปัตย์ ไม่มีหรอกครับ ผมเรียน ท่านประธานว่าความจริงเท่านั้นครับที่พรรคประชาธิปัตย์ไม่ถูกยุบ เพราะความจริงว่า เราไม่เคยกระทำความผิดเลย และกราบเรียนท่านประธานอีกข้อหนึ่งครับว่า พรรคประชาธิปัตย์วันเวลาที่เราถูกฟ้องนั้นเราไม่เคยวิ่งเต้นเลยครับ แต่ว่ามีพรรคการเมือง บางพรรค

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

เอาละครับ ไม่ต้องแล้วครับ พอทราบว่าท่านไม่ถูกยุบเลยครับ

นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พัทลุง

พยายาม ที่จะร้อง พยายามที่จะวิ่งเต้นเพื่อยุบพรรคประชาธิปัตย์

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ท่านนิพิฏฐ์ครับ เดี๋ยวมีคน ประท้วงท่านนะครับ

นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พัทลุง

ผมเรียนท่าน แค่นี้ครับว่าที่ไม่ถูกยุบนั้นเพราะเราไม่ได้กระทำความผิดครับ ขอบคุณท่านประธานครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ พอแล้วครับ ท่านก่อแก้วไม่ต้องนะครับ จะมีคนประท้วง ใคร ๒ คนนั้น ท่านเฉลิมก่อนครับ

ร้อยตำรวจเอก เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี

ท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพ กระผมขอยืนยันท่านประธานรัฐสภา ที่พรรคประชาธิปัตย์ไม่ถูกยุบเพราะ พรรคประชาธิปัตย์ไม่ได้ทำผิด โปร่งใส สะอาดสะอ้าน แล้วใครจะไปยุบ แล้วผมไม่ได้ว่าอะไร เพราะพรรคประชาธิปัตย์เป็นพรรคการเมืองเดียวที่ไม่เคยทำผิด ขอบพระคุณครับ

(นายวัชระ เพชรทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ ได้ยืน และยกมือขึ้น)
นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

โอเคนะครับ เอาละ ท่านวัชระครับ ก็ถูกต้องครับ ถ้าท่านขึ้นมาเดี๋ยวคนอื่นขึ้นมาอีก พอแล้วครับ ผมจะให้ท่าน ส.ว. อีก ๓ ท่านเพราะว่าตอนนี้เสียเวลา พอครับ ไม่ได้มีอะไร ต่อไปผมจะให้ท่านสมาชิก วุฒิสภา ๓ ท่านเลยคนละ ๘ นาที ท่านวัชระขออภัยเถอะครับ ผมขอให้ท่าน ส.ว. ได้อภิปราย ประเด็นอะไรท่าน อนุญาต เชิญครับ

นายวัชระ เพชรทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ไม่เกิน นาทีครึ่งครับท่านประธานด้วยความเคารพ ผม วัชระ เพชรทอง แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ท่านรองนายกรัฐมนตรี ท่านได้พาดพิงถึงพรรคประชาธิปัตย์กล่าวหาว่าพรรคประชาธิปัตย์นั้นปล้น ส.ส. ของท่าน ถ้าท่านเป็นร้อยตำรวจเอกท่านยังถูกปล้นแล้วพี่น้องประชาชนจะอยู่อย่างไรครับ ท่านก็ดูแล ประชาชนไม่ได้ครับ เราไม่ได้ปล้นครับท่านประธาน

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

เอาอย่างนี้ พอแล้วครับ ต่อไปผมจะให้ท่านสุนัยครับ ก็อยากจะให้การประชุมเดินหน้าไปนะครับ ท่านสุนัยมีอะไร เชิญครับ

นายสุนัย จุลพงศธร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธานครับ วันนี้ก็เป็นวันที่ ๓ แล้ว แล้วก็ผมคิดว่าบรรยากาศต่าง ๆ ถ้าจะดีก็ขอให้ มันปรับดีเถอะครับ นั่นก็คือขอให้มันชัดเจน ผมเป็นวิปครับท่านประธานว่าถ้าพรรคประชาธิปัตย์ จะเข้ามานั่งและใช้สิทธิในขณะที่ท่านนิคมเป็นประธาน ถ้าท่านประธานนิคมเห็นว่า ให้สิทธิพร้อมกันก็จะได้เข้าสู่กระบวนการปกติถือว่าจะได้แฮปปี้ เอนดิ้ง (Happy ending) เมื่อเลิกงอนแล้วก็อยู่ด้วยกันนะครับ เอาอย่างไรครับท่านประธาน

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ

นายสุนัย จุลพงศธร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

เพราะว่า มีส่วนได้ส่วนเสียในเรื่องของเวลาครับท่านประธาน

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ท่านสุนัยขอบคุณมาก ความจริงผมดีใจนะครับที่พรรคประชาธิปัตย์อยู่นี่ผมดีใจมาก นี่พูดด้วยความสัตย์จริงนะครับ ท่านไม่ต้องหรอกครับ เพราะว่านี่คือสิ่งที่ผมคิดว่านี่คือบรรยากาศที่ดีครับ แล้วก็ผมต้อง ขอบคุณที่ให้เกียรติผม ท่านไม่ต้องหรอกครับ ท่านบุญยอดไม่ต้องแล้วครับ ต่อไป ท่านสมาชิกวุฒิสภาท่านคำนูณ สิทธิสมาน แล้วก็ท่านเจริญ ภักดีวานิช คนละ ๘ นาที เชิญท่านคำนูณครับ ขออภัยท่านบุญยอดครับ ผมขอให้ท่านคำนูญเลยครับ รอมานานมาแล้วเชิญท่านคำนูณครับ คืออย่างนี้ คือผมมีโผ อยู่ในมือหมดแล้วนะครับว่าจะถึงเมื่อไร เพราะฉะนั้นผมขอดำเนินการประชุมนะครับ เชิญท่านคำนูณครับ

นายคำนูณ สิทธิสมาน สมาชิกวุฒิสภา ภาควิชาการ

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ จบหรือยังครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ท่านประธานวิปฝ่ายค้านเชิญครับ

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธานที่เคารพ กระผม จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ พรรคประชาธิปัตย์ สมาชิกรัฐสภา เพื่อยืนยันสั้น ๆ เท่านั้นเองครับว่าพวกกระผมยังไม่ได้เปลี่ยนจุดยืนแต่อย่างใดต่อท่าที ของการทำหน้าที่ในสภา นั่นก็คือพวกกระผมยืนยันกับท่านประธานชัดเจนว่าขอสงวนสิทธิ ที่จะไม่อภิปรายเมื่อท่านประธานขึ้นทำหน้าที่ประธานในที่ประชุม แต่การที่เข้ามาอยู่ ในห้องประชุมเพื่อติดตามการอภิปรายนั้นเป็นสิทธิโดยชอบของพวกกระผมในฐานะสมาชิก รัฐสภา ขอทำความเข้าใจครับท่านประธาน

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณมากครับ ที่ได้ทำ ความเข้าใจ เชิญท่าน ไม่ต้องแล้วครับ ท่านสุนัยครับ เชิญท่านคำนูณ ๘ นาทีนะครับ

นายคำนูณ สิทธิสมาน สมาชิกวุฒิสภา ภาควิชาการ 🔗

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ กระผม คำนูณ สิทธิสมาน สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ คำที่ได้ยินบ่อยถึงเหตุผลในการแก้รัฐธรรมนูญครั้งนี้ตลอด ๓ วันที่ผม เฝ้านั่งรอมาก็คือ คำว่า ประชาธิปไตย แก้รัฐธรรมนูญเพื่อให้เป็นประชาธิปไตยยิ่งขึ้น คำว่า ประชาชนคืนอำนาจให้แก่ประชาชน คำว่า การเลือกตั้งประชาธิปไตยต้องมาจากการเลือกตั้ง และสุดท้าย คำว่า ผลไม้พิษ หรือของโจร ก็คือที่มาของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ท่านประธานครับ กระผมยอมรับว่าการเลือกตั้งเป็นปัจจัยสำคัญที่จะขาดเสียมิได้ของระบอบประชาธิปไตย แต่กระผมก็มีความเชื่อว่าการเลือกตั้งไม่ใช่ทั้งหมดของประชาธิปไตย ยังมีปัจจัยอื่น ที่มีความสำคัญที่เป็นองค์ประกอบสำคัญของระบอบประชาธิปไตย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ระบอบประชาธิปไตยยุคใหม่ กล่าวคือการควบคุมตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐและการมี ส่วนร่วมโดยตรงของประชาชนและรวมถึงสิทธิเสรีภาพของประชาชน ท่านประธานครับ ในบรรดาร่างรัฐธรรมนูญ ๓ ประเด็นที่กระผมเห็นว่าไม่ตอบโจทย์ระบอบประชาธิปไตย มากที่สุด ก็คือร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... มาตรา ๑๙๐ เพราะว่าเมื่อดูโดยรวมทั้งหมดแล้วเปรียบเสมือนเป็นการยึดอำนาจจากรัฐสภา เปรียบเสมือนเป็นการยึดอำนาจจากประชาชนเพื่อเพิ่มความเข้มแข็งให้แก่ฝ่ายบริหาร ท่านประธานครับ เนื้อหาของมาตรา ๑๙๐ ที่แก้ใหม่นี้จะมีผลเป็นการให้ตัดหนังสือสัญญา ออกไป ๒ ประเภทที่ไม่ต้องนำเข้ามาขอความเห็นชอบจากรัฐสภา ก็คือ

๑. หนังสือสัญญาที่มีผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจ หรือสังคม ของประเทศอย่างกว้างขวาง

๒. หนังสือสัญญาที่มีผลผูกพันด้านการค้า การลงทุน หรืองบประมาณ ของประเทศอย่างมีนัยสำคัญ ตัดหนังสือสัญญาเกี่ยวกับเศรษฐกิจออกไปทั้งหมด เหลือเพียง หนังสือสัญญาที่มีบทเปลี่ยนแปลงอาณาเขตไทย หรือเขตอำนาจแห่งรัฐซึ่งเป็นคำ ของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ มาตรา ๒๒๔ ซึ่งปรากฏขึ้นมาครั้งแรกในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๓๔ กล่าวคือ ๒๐ ปีมาแล้วครับ เรากำลังจะเดินหน้าประเทศ แต่เรากำลังจะย้อนยุคกลับไป ๒๐ ปี ท่านประธานครับ ถ้าตัดหนังสือสัญญา ๒ ประเภทใหญ่นี้ออกไปผลที่จะเกิดขึ้น คืออะไรครับ ผลที่จะเกิดขึ้นก็คือว่าสถานการณ์ปัจจุบันนั้นเป็นสถานการณ์ที่รัฐบาลตั้งเป้า จะมีการลงทุนขนานใหญ่ภายใน ๗-๑๐ ปี อาจจะมีการให้สัมปทานต่างชาติเข้ามา ประกอบการ อาจจะมีการร่วมทุนกับต่างชาติ อาจจะต้องมีการกู้เงินจากต่างชาติ ผลที่เกิดขึ้นแน่ ๆ ก็คือสัญญากู้เงินต่อจากนี้ไม่ต้องผ่านรัฐสภา ก่อนหน้านี้เราเคยพิจารณา สัญญากู้เงินจากธนาคารโลก จากธนาคารเอดีบี (ADB) ท่านประธานครับ ผมไม่เห็นด้วยที่สัญญากู้เงินจะไม่ต้องผ่านรัฐสภา และสมาชิกที่ยื่น ขอแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรานี้เมื่อปี ๒๕๕๒ ท่านก็ไม่เคยเห็นด้วยครับ ในขณะนั้นรัฐบาล พรรคประชาธิปัตย์ได้เสนอร่างพระราชบัญญัติและวิธีการจัดทำหนังสือสัญญา พ.ศ. .... มาตรา ๔ วรรคสอง ยกเว้นว่าสัญญากู้เงินตามพระราชบัญญัติการบริหารหนี้สาธารณะ ไม่อยู่ในข่ายหนังสือสัญญาที่ต้องขอความเห็นชอบจากรัฐสภา เพื่อนสมาชิกพรรคเพื่อไทย อภิปรายจนรัฐบาลในขณะนั้นไปไม่เป็น ต้องถอนร่างพระราชบัญญัติฉบับนั้นออกไป เหตุการณ์ ผ่านไป ๓ ปีเกิดอะไรขึ้นครับ ทำไมท่านถึงเปลี่ยนใจที่จะมาแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๐ ซึ่งไม่เพียงแต่จะทำให้หนังสือสัญญากู้เงินไม่ต้องผ่านสภา แต่ยังทำให้หนังสือสัญญาเกี่ยวกับ เศรษฐกิจทั้งหมดไม่ต้องผ่านสภา ท่านประธานครับ สาเหตุที่รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ เขาต้อง บัญญัติมาตรา ๑๙๐ เอาหนังสือสัญญา ๒ ประเภทเข้ามาขอความเห็นชอบจากสภา ก็เพราะ สถานการณ์การใช้รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ นั้นมีการทำหนังสือสัญญาเศรษฐกิจที่ผูกพัน การลงทุนของประเทศอย่างมหาศาลหลายครั้งแต่ไม่เคยต้องผ่านสภา รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ใช้บังคับมา ๑๐ ปี มีหนังสือสัญญาที่ผ่านเข้ามาตามมาตรา ๒๒๔ เพียง ๑๐ ฉบับ เป็นฉบับเล็ก ๆ เอฟทีเอแต่ละฉบับไม่เคยผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภา ท่านประธานครับ เพราะฉะนั้น ในการแก้ไขหรือการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ปี ๒๕๕๐ นั้นจึงได้มีการบัญญัติเอาไว้ เพราะเห็นว่า เป็นภาระสำคัญของประเทศชาติ สถานการณ์จากนี้ไป ๗ ปี การลงทุนครั้งใหญ่สัญญาทาง เศรษฐกิจจะมีความหมายต่อประเทศไทยอย่างยิ่งยวด ยิ่งเมื่อพิจารณาจากร่างพระราชบัญญัติ ร่วมทุนฉบับใหม่ ยิ่งเมื่อพิจารณาจากร่างพระราชบัญญัติกู้ ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท จะเห็นได้ว่า ถ้ามีการแก้ไขมาตรา ๑๙๐ เป็นไปตามร่างที่เสนอมานี้ ผมเชื่อว่ามันเสมือนจิกซอว์ตัวสุดท้าย ที่จะทำให้การลงทุนครั้งใหญ่ที่ต้องร่วมทุนกับต่างชาติในขณะนี้นั้นรอดหูรอดตารัฐสภา และที่สำคัญครับท่านประธาน เมื่อรอดหูรอดตารัฐสภาไปแล้วก็จะไม่ผ่านความรับรู้ ของประชาชน เพราะเป็นการตัดขั้นตอนตามมาตรา ๑๙๐ ที่กำหนดไว้ให้ประชาชนมีส่วนร่วม ๔ ขั้นตอน คือ ๒ ขั้นตอนก่อนทำหนังสือสัญญา และอีก ๒ ขั้นตอนหลังทำหนังสือสัญญา ออกไปด้วย ท่านประธานครับ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ มาตรา ๑๙๐ มีขึ้นเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ใน ๓ ประการ ก็คือเพิ่มเติมบทบาทการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน เพิ่มเติม ความโปร่งใสในกระบวนการทำหนังสือสัญญาและเพิ่มเติมการตรวจสอบและถ่วงดุลกัน ระหว่างฝ่ายบริหารกับฝ่ายนิติบัญญัติ ท่านประธานครับ นอกจากตัดหนังสือสัญญา ๒ ประเภท ออกไปแล้ว สิ่งที่สำคัญอีกประการหนึ่งก็คือว่าการกลับไปใช้แต่เพียงคำว่า หนังสือสัญญาที่มีบท เปลี่ยนแปลงอาณาเขตไทยหรือเขตอำนาจแห่งรัฐนั้น คำว่า เขตอำนาจแห่งรัฐ เป็นคำที่มีปัญหาครับ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ใช้คำว่า หนังสือสัญญาที่มีบทเปลี่ยนแปลงเขตพื้นที่นอกอาณาเขต ซึ่งประเทศมีสิทธิอธิปไตย หรือมีเขตอำนาจตามหนังสือสัญญาหรือตามกฎหมายระหว่างประเทศ ให้ความหมายที่ครอบคลุมมากกว่า ท่านประธานครับ คำว่า เขตอำนาจแห่งรัฐ นั้นเคยเป็นคดีความ ขึ้นศาลรัฐธรรมนูญในยุคก่อนหน้านี้ในคดีคำวินิจฉัยที่ ๓๓/๒๕๔๓ วันที่ ๕ ตุลาคม ๒๕๔๓ เพราะว่าคณะกรรมการกฤษฎีกามีความเห็นไปทางหนึ่ง กระทรวงการต่างประเทศมีความเห็น ไปทางหนึ่งเรื่องเขตอำนาจของรัฐ และศาลรัฐธรรมนูญในขณะนั้นก็ไม่ได้ชี้ขาดชัดเจนว่า เขตอำนาจแห่งรัฐมีความหมายว่าอย่างไร ถ้าเผื่อเรากลับไปใช้ตามร่างแก้ไขในมาตรานี้ ก็จะเป็นปัญหาที่ทำให้เกิดความไม่ชัดเจนตามมา ท่านประธานครับ ผมรอมา ๓ วัน ขออีก ๑ นาทีครึ่ง ท่านประธานครับ ประเด็นสำคัญที่สุดที่ผมจะบอกก็คือว่าในเมื่อเราอ้างประชาชน เราอ้างประชาธิปไตย เราบอกว่ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ เป็นผลไม้พิษ เป็นของโจรที่พวกเรา ไม่ควรจะรักษาไว้ ผมอาจจะเห็นด้วยครับ และกลับมาคิดดูหลายครั้งหลายครา แต่ท่านประธานครับ มันน่าแปลกนะครับว่าโจร ถ้าใช่ที่ร่วมกันเขียนรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ นั้น ทำไมโจรคนนั้นจงใจที่จะให้สิทธิแก่ประชาชน ให้อำนาจแก่ประชาชนในการตรวจสอบ เรื่องราวของเขาที่จะมีผลกระทบไปชั่วลูกชั่วหลานในเรื่องหนังสือสัญญา ๒ ประเภทนั้น แล้วทำไมการที่จะทำลายผลไม้พิษ การที่จะทำลายของโจร ไม่รักษาของโจรเอาไว้นั้น เรากลับไปยึดอำนาจที่ประชาชนเคยมีเคยได้ตามมาตรา ๑๙๐ กลับมาไว้กับฝ่ายบริหาร ท่านประธานครับ เป็นไปได้ไหมครับว่าโจรที่ร่างรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ถ้าใช่ก็เป็นโจรที่ยึด อำนาจมาจากนักการเมือง เป็นโจรที่ยึดอำนาจมาจากกลุ่มทุนเจ้าของพรรคการเมือง บังเอิญ โจรคนนั้นไม่ฉลาดครับ ยึดอำนาจมาแล้วทำไม่เป็น แล้วไม่ดำเนินการปฏิรูปประเทศ อย่างกว้างขวาง ก็เลยทำให้นักการเมืองหรือกลุ่มทุนเจ้าของพรรคการเมืองนั้นสามารถฟื้นฟูพลัง ขึ้นมาอย่างเข้มแข็งมากกว่าเดิมอีก ๑๐๐ เท่า ท่านประธานครับ พอจะกล่าวได้ไหมครับ ท่านประธาน สุดท้ายแล้วครับท่านประธาน ด้วยความเคารพจริง ๆ ครับ พอจะกล่าวได้ไหมว่า การแก้รัฐธรรมนูญครั้งนี้ที่เป็นการยึดอำนาจไปจากประชาชนเฉพาะตัวอย่างที่กระผมพูด ในเรื่องมาตรา ๑๙๐ นั้น ถ้าจะมีคนเขากล่าวว่ามันน่าจะเปรียบเทียบว่าเป็นโจรอีกประเภทหนึ่ง ได้หรือไม่ครับ และโจรทั้ง ๒ ประเภทหรือโจรทั้ง ๒ คนนี้ใครร้ายแรงกว่ากันเราควรจะต้อง ตัดสินใจอย่างไร ผมขอฝากความเห็นนี้ผ่านไปยังสมาชิกทุกท่านที่กำลังจะต้องตัดสินใจในอีก ไม่กี่นาทีข้างหน้า กราบขอบพระคุณครับ

(นายสุนัย จุลพงศธร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ ได้ยืน และยกมือขึ้น)
นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

อาจารย์เจริญ ภักดีวานิช ๘ นาทีอาจารย์ครับ ท่านสุนัยประท้วงอะไรครับ เชิญครับ

นายสุนัย จุลพงศธร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธานครับ ผมประท้วงผู้อภิปรายเมื่อสักครู่นี้ที่เป็นสมาชิกวุฒิสภานะครับ ใช้ภาษา ที่ส่อเสียด ผิดข้อบังคับ ข้อ ๔๓ แต่ผมยังจะรักษาวัฒนธรรมความสัมพันธ์ระหว่าง ๒ สภาไว้ แต่ขอความกรุณาว่าการที่ท่านพูดกล่าวอ้างว่าโจรกลับมาชนะอย่างนั้นอย่างนี้ เสียดสีอย่างนี้ ผมว่าบางทีโจรที่ตั้งท่านน่าเกลียดมากกว่า ขออย่าได้พูดถึงเรื่องนี้อีกเลยครับ ขอบคุณครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

เอาละครับ ไม่ต้องครับ เชิญอาจารย์เจริญครับ

นายเจริญ ภักดีวานิช สมาชิกวุฒิสภา พัทลุง 🔗

กราบเรียนท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพ กระผม เจริญ ภักดีวานิช สมาชิกวุฒิสภาจังหวัดพัทลุง กระผมขอกราบเรียน ท่านประธานนะครับ ทุกครั้งที่มีการเสนอรัฐธรรมนูญที่เกิดจากการรัฐประหารกระผมจะ ยกมือให้ทุกครั้ง กระผมไม่กลัวจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม กระผมมีเหตุผลนะครับท่านประธาน กระผมโนโหวต (No vote) ตอนรับร่างประชามติ ท่านประธานครับ ครูครอง จันดาวงศ์ ได้ถูกจับ ๓ ครั้ง ปี ๒๔๙๑ ปี ๒๔๙๕ และปี ๒๕๐๔ มาเจอ พลเอก สฤษดิ์ ถามว่าทำไม พวกมึงขายชาติ ขอโทษนะครับท่านประธานต้องใช้คำนี้ ครูครอง จันดาวงศ์ ได้ตอบว่า อย่างไรครับ ได้ตอบว่าในที่สุดประชาชนต้องเป็นฝ่ายชนะอธรรม พวกเผด็จการจะต้องพินาศ จอมพล สฤษดิ์ก็เลยสั่งประหารชีวิตทันที เหตุการณ์สด ๆ ร้อน ๆ ผมมีจดหมายของ นายนวมทอง ไพรวัลย์ ท่านประธานครับ นายนวมทอง ไพรวัลย์ คือใคร ขับแท็กซี่ไปชนรถถัง แล้วก็ผูกคอตายหลังจากนั้น เขาเขียนจดหมาย ผมมีจดหมายแต่เวลาผมจำกัด สุดท้ายขอให้ ลูก ๆ และภรรยาจงภูมิใจในตัวพ่อไม่ต้องเสียใจ ชาติหน้าเกิดมาคงไม่ได้พบเจอการปฏิวัติอีก ท่านประธานครับ นี่คือเหตุผลที่ผมจะต้องยกมือให้ทุกครั้งที่มีการเสนอการแก้รัฐธรรมนูญ

ประเด็นที่ ๒ ที่กระผมกราบเรียนท่านประธานครับ ผมก็แปลกใจ ๒-๓ วัน ถ้าเราไม่วางใจประชาชนแล้วระบอบประชาธิปไตยจะเกิดขึ้นได้อย่างไร ได้ยินคณะกรรมการ การเลือกตั้งไม่ใช่เป็นประชาธิปไตยหรือเป็นประชาธิปไตยส่วนหนึ่ง ได้พูดถึงว่าประเทศอังกฤษ เขามีสภาขุนนาง ท่านประธานครับ มิถุนายนปีกลายนายกรัฐมนตรีคนใหม่ได้เสนอแผนปฏิรูปว่าต้องการให้มี สมาชิกวุฒิสภาจากการเลือกตั้ง ท่านประธานครับ ได้เสนอแผนนะครับ ลดสภาขุนนางลงมา เป็นเลือกตั้ง แค่นั้นไม่พอครับท่านประธาน ให้มีวาระ ๑๕ ปี ผมกราบเรียนข้อมูลเป็นพื้นฐาน เพื่อกราบเรียนท่านประธานว่าความเสียหายจากการรัฐประหาร ปี ๒๕๔๙ เราแตกแยกกัน หาที่สิ้นสุดไม่ได้ เราจำเป็นต้องมีรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตย กระผมกราบเรียนครับ ผมมีเวลาจำกัด ก็จะเจาะไปถึงประเด็นเรื่องการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา กระผมขอกราบเรียน ท่านประธานต่อสภาแห่งนี้ว่าเลือกตั้งจะเป็นสภาทาส พรรคต่าง ๆ สามารถที่จะซื้อได้ ผมเจ็บปวดนะ ถ้าท่านประธานติดตามดูการทำงาน ผมเข้าใจสมาชิกวุฒิสภาที่จากเลือกตั้ง จำนวนมากที่สามารถทำงานให้เกิดประโยชน์กับบ้านเมือง กระผมไม่มีข้อมูล ท่านติดตาม เรื่องสมุดพก ส.ว. ก็จะเห็นชัด หรือเวลาแก้กฎหมายในสภาก็เห็นชัด ทีนี้กลับมาทำไม ท่านประธาน หลายคนบอกว่าถ้ามีการเลือกตั้งจะเกิดอะไรขึ้น ๑. ตั้งองค์กรอิสระ ๒. การถอดถอน ผมเจาะ ๒ ประเด็นนี้เพื่อในเวลาที่จำกัด ทุกคนไม่ได้อ่านรัฐธรรมนูญให้จบครับท่านประธาน ขณะนี้วุฒิสภาเหมือนตรายางเท่านั้นละ ไม่มีอำนาจแต่งตั้งเลย ท่านประธานครับ มีกรรมการ สรรหา ๕ คน หรือ ๗ คน กระผมไม่กราบเรียนรายละเอียดในมาตรานะครับ สรรหาเสร็จ ท่านประธานเป็นประธานอยู่ข้างบน เราคัดเลือกหรือเราสรรหา ป.ป.ช. ก็ดี หรือไม่ก็ตุลาการ ศาลรัฐธรรมนูญก็ดี ถ้าเราเห็นชอบเสียงเกินกึ่งหนึ่งก็โปรดเกล้าฯ เลย ถ้าไม่เห็นชอบส่งคืนครับ ถ้ากรรมการสรรหายืนยันก็สามารถใช้ได้ทันที แล้วใครที่สรรหา ก็ศาลครับ ตุลาการ ศาลปกครองสูงสุด ประธานศาลฎีกา ท่านประธานครับ เพราะฉะนั้นถ้าเราไม่แก้รัฐธรรมนูญ มาตราอื่นสมาชิกวุฒิสภาไม่สามารถที่จะสรรหาได้ตามที่มีการกล่าวอ้างเลยครับ

ประการที่ ๒ การถอดถอน ท่านประธานครับ รัฐธรรมนูญออกแบบ คือถ้าเราจะ รื้อทั้งหมดลำบาก ในการถอดถอนมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ๑ ใน ๔ ขอถอดถอน ป.ป.ช. ท่านหนึ่ง ใช้เสียงเท่าไร ท่านประธานครับ ๑๑๒ เสียง เพราะฉะนั้นโอกาสที่จะถอดถอน ค่อนข้างยากมาก หรือไม่ก็ถอดประธานศาลฎีกา ประธานศาลปกครองสูงสุดใช้ ๙๐ เสียง สมาชิกรัฐสภาหลายคนก็กราบเรียนท่านประธานว่ามันยากแสนเข็ญที่จะถอดถอนได้ เพราะอะไรครับ เพราะท่านเหล่านี้สรรหาสมาชิกวุฒิสภาในการสรรหา เพราะฉะนั้นความขัดแย้งในเรื่องของ โครงสร้างในการที่ออกแบบรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ จำเป็นต้องแก้ไข ท่านประธานครับ กระผม กราบเรียนท่านประธานว่ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ตัดอำนาจประชาชนไปหลายส่วน หลายคน พูดถึงตัดอำนาจสิทธิของประชาชนในการเลือก ส.ว. กรุงเทพฯ ๑๖ คนเหลือคนเดียวนะครับ ผมไม่ขยายความเพราะเวลาของผมจำกัด แต่ไปตัดสิทธิอำนาจ ท่านประธานครับ เดิม กรรมการสรรหา ป.ป.ช. ก็ดี ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญก็ดี จะมีตัวแทนอธิการบดีมหาวิทยาลัย จะมีตัวแทนของ ส.ส. ทุกพรรคเลือกกันเองเหลือ ๔ คน ตัวแทนของพรรคการเมืองนั้น ก็คือตัวแทนประชาชน เพราะฉะนั้นเราจะพูดว่าองค์กรอิสระเหล่านี้ไม่ยึดโยงกับประชาชน เพราะไปออกแบบไม่เชื่อใจประชาชน ผมก็แปลกใจในสภาแห่งนี้ หลายคนจะพูดถึงเรื่อง ดูถูกประชาชนในการเลือกตั้ง ถ้าเราไม่วางใจ ไม่เชื่อมั่นประชาชน ผมคิดว่าประชาธิปไตย ของประเทศเราก็เดินไปได้ยาก ท่านประธานครับ กระผมมีประเด็นหลายประเด็นที่จะ กราบเรียน แต่เนื่องจากเวลากระผมจำกัด กระผมได้อ่านข่าวและติดตาม ถ้าเผื่อมีการแก้ไข รัฐธรรมนูญในโอกาสต่อไป ถ้ามีการเสนอ ผมอยากให้สภาแห่งนี้กล้าหาญ ที่ประเทศตุรกี ท่านประธานครับ เขาเพิ่งลงโทษนักรัฐประหารเมื่อปี ๒๕๔๖ นายทหาร ๒๐๐ กว่าคนที่ปฏิวัติ ที่ประเทศอาร์เจนตินา นายพลที่ปฏิวัติมาตั้ง ๔๐ กว่าปี อายุ ๘๖ ปีก็จำคุกตลอดชีวิต ทำไมเขาทำได้ เพราะรัฐบาลก็ดี สภานี่ได้แก้กฎหมายการนิรโทษกรรม กระผมคิดว่าเราถูก ปฏิวัติกันมาหลายครั้ง ผู้ปฏิวัติไม่เคยเข็ดหลาบนะครับท่านประธาน สภาแห่งนี้ควรจะ กล้าหาญเพื่อหยุดยั้งความเสียหายที่จะเกิดขึ้นกับระบอบประชาธิปไตย เพื่ออะไรครับ ท่านประธาน เพื่อเวลารัฐประหารทีหนึ่งความเสียหายทางเศรษฐกิจ เพื่อนสมาชิกรัฐสภา หลายคนก็กราบเรียนท่านประธานนะครับ บอบช้ำ ความเสียหาย ๕-๖ ปีที่ผ่านมายากที่จะ หามูลค่าที่วัดได้ เราไม่คิดถึงนักท่องเที่ยวหายไปตามที่เพื่อนสมาชิกรัฐสภาได้กราบเรียน ท่านประธาน เพราะฉะนั้นถึงเวลากระผมคิดว่าเพื่อเป็นบทเรียนว่าประเทศของเราต่อไปนี้ ไม่ต้องไปฉีกรัฐธรรมนูญ ไม่ต้องมีการรัฐประหาร ก็จะตอบคำถามของผมว่าทำไมที่ผมเรียกร้อง ให้มีการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา เพราะต้องการให้อำนาจอยู่กับประชาชนจริง ๆ เราได้ยิน เรื่องการจินตนาการจากท่านสมาชิกวุฒิสภาจังหวัดสตูลเมื่อวานว่าขณะนี้ลองนึกว่าถ้าให้ ประชาชนเลือกท่านอิงกับพรรคการเมือง ใช้ฐานการเมือง หรือท่าน ส.ว. จากจังหวัดปัตตานี ก็บอกว่า เอ๊ะ บางทีสรรหาก็อาจจะเป็นสภาซ่อนรูป ซึ่งกระผมไม่ขยายความเวลาจำกัด โอกาสสุดท้ายท่านประธานครับ ๑ มือของผมจะต้องต่อสู้ ผมไม่เหมือนกับคนที่เป็นแท็กซี่ ที่เขากล้ามากกว่าผมเสียอีกนะครับ ผมยังอับอาย ผมยังทำได้น้อยกว่า แต่ผมพร้อมที่จะใช้มือของ ผมนี่ยกมือสำหรับต่อต้านแสดงให้เห็นว่าผมไม่เห็นด้วยกับรัฐธรรมนูญที่ร่างโดยคณะรัฐประหาร กราบขอบพระคุณมากครับท่านประธาน

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ท่านณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ นะครับ ท่านมีเวลา ๓๐ นาที เชิญครับ

นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ 🔗

ท่านประธาน ที่เคารพครับ กระผม นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมกราบเรียนท่านประธานว่าผมใช้สิทธิอภิปรายวันนี้ เพื่อที่จะบอกกล่าวต่อท่านประธานและที่ประชุม ตลอดจนพี่น้องประชาชนผู้ติดตาม การอภิปรายว่าผมเห็นด้วยและยินดีสนับสนุนการยื่นร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พุทธศักราช .... ที่กำลังพิจารณาอยู่นี้ทุกร่างทุกฉบับ แล้วก็ต้องพูด ให้ชัดกันไปถึงจุดยืนว่าโดยส่วนตัวผมสนับสนุนการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ทั้งฉบับอย่างแน่นอน เป็นแต่เพียงว่าเมื่อรัฐสภาได้ยื่นร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พุทธศักราช .... มาตรา ๒๙๑ แล้วกระบวนการขับเคลื่อนเกิดไปมีประเด็นอยู่ที่ ศาลรัฐธรรมนูญจนการลงมติวาระที่สามค้างคาอยู่จนเวลานี้ เพื่อนสมาชิกกลุ่มหนึ่งทั้ง ส.ส. ส.ว. ก็ยื่นร่างกฎหมายที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นรายมาตรา ผมเองก็เห็นว่าเมื่อทั้งฉบับยังเดิน ไม่ได้รายมาตราเราก็ควรจะเดินหน้า จึงเป็นที่มาของการอภิปรายสนับสนุนในวันนี้ ท่านประธานครับ เมื่อสักครู่เพื่อนสมาชิกท่านหนึ่งได้ยกตัวอย่างด้วยความเคารพนะครับ ผมไม่ได้ กล่าวหาใครเป็นโจร เป็นผู้ร้าย แต่หยิบยกเอาคำกล่าวของเพื่อนสมาชิกท่านหนึ่งบอกว่า ถ้ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ร่างขึ้นโดยโจร ถ้าเป็นโจรจริงไม่ใช่การกล่าวหาครับ ถ้าเป็นโจรจริง ๆ ร่างมาทำไมโจรกลุ่มนั้นถึงให้สิทธิให้เสรีภาพกับประชาชนในการตรวจสอบการใช้อำนาจ ผมเรียนท่านประธานอย่างนี้ครับ ถ้าใครก็ตามที่มีสถานะเป็นโจรเอาอะไรมาให้ประชาชน ประชาชนเขาไม่รับล่ะครับ ที่รับคงเป็นเพราะกล้ำกลืนไม่มีทางเลือก แต่เมื่อมีโอกาสประชาชน จะปฏิเสธการรับของโจรแล้วก็ลุกขึ้นแก้ไขให้มันถูกต้อง ผมกราบเรียนท่านประธานอย่างนี้ว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้มีปัญหาต้องพิจารณาแก้ไขด้วยเหตุผลสำคัญ ๓ ประการ คือที่มา เนื้อหา สาระ และการบังคับใช้ ในส่วนของที่มาท่านประธานครับ รัฐธรรมนูญฉบับนี้มาจาก การรัฐประหาร ฉีกรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๔๐ ของประชาชน แล้วคณะรัฐประหารก็ตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญ โดยให้มีสมัชชาประชาชน ๒,๕๐๐ คน ๒,๕๐๐ คนลงคะแนนเลือกกันเองให้เหลือ ๒๐๐ คน แล้วก็ส่งให้คณะรัฐประหารเลือกเหลือ ๑๐๐ คน มาทำหน้าที่สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ใน ๒,๕๐๐ คน มีมากกว่า ๕๐๐ คนไม่ได้แม้แต่คะแนนเดียว หมายความว่าไม่เลือกแม้แต่ กระทั่งตัวเอง สันนิษฐานได้พื้น ๆ ครับท่านประธานว่าคะแนนของ ๕๐๐ กว่าคนนั้นก็จะต้อง ไปลงให้กับ ๑๐๐ คนที่เป็นบุคคลเป้าหมาย เพื่อให้ ๑๐๐ คนนั้นไปอยู่ใน ๒๐๐ คน ในมือ ของคณะรัฐประหารแล้วนำมาสู่การคัดสรรเป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ มีการแต่งตั้ง คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ก็ปรากฏว่ามีบุคคลหลายแวดวงโดยเฉพาะในวงกฎหมาย วงตุลาการเข้าไปอยู่ในนั้น ภายหลังสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญชุดดังกล่าวก็มาอยู่ในองค์กรอิสระ หลายองค์กร มาอยู่ในศาลรัฐธรรมนูญก็ ๓ ท่าน มีไปอยู่ใน ป.ป.ช. อยู่ใน กกต. อย่างนี้เป็นต้น ท่านประธานที่เคารพครับ นี่คือที่มาของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เมื่อร่างเสร็จให้ประชาชนทำ ประชามติโดยมีกฎอัยการศึกประกาศอยู่หลายจังหวัด แล้วพูดอีกว่าถ้าหากไม่รับฉบับนี้ คณะยึดอำนาจจะเอาฉบับไหนมาบังคับใช้ก็ได้ แล้วก็บอกกันอีกว่ารับไปก่อนแล้วค่อยแก้ทีหลัง นี่คือข้อเท็จจริง ในท้ายที่สุดรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ก็มีผลบังคับใช้ แล้วปรากฏว่าคนที่อยู่ใน คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญนั่นละครับกลายเป็นผู้มีบทบาทอย่างสำคัญในการถือ และบังคับใช้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมจึงเรียนว่าการบังคับใช้ รัฐธรรมนูญเป็นเหตุสำคัญประการหนึ่งที่นำมาสู่การยื่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ณ ปัจจุบัน เพราะว่าตอนที่รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ออกมาแม้ว่าเราจะไม่ยอมรับที่มา แม้ว่าเราจะพูดถึง เนื้อหา แต่โดยส่วนใหญ่ทั่วไปเนื้อหาที่เราพูดถึงก็เป็นมาตรา ๓๐๙ มาตรา ๒๓๗ เป็นประเด็นใหญ่ ๆ ที่วิพากษ์วิจารณ์กันเวลานั้น สังคมส่วนใหญ่ทั่วไปไม่ได้รับรู้และไม่ได้นึกไปถึงเลยว่าคนที่รู้แจ้ง แทงตลอดกับเนื้อหาสาระในทุกบทบัญญัติมาตราของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ก็คือคนที่ทำหน้าที่ ยกร่างเปรียบเหมือนสถาปนิกที่ทำหน้าที่ออกแบบและถือพิมพ์เขียวรัฐธรรมนูญฉบับนี้ มาโดยตลอด เราไม่เคยนึกครับว่าวันหนึ่งมาตรา ๑๙๐ ก็เป็นปัญหา เราไม่เคยนึกว่าวันหนึ่ง มาตรา ๖๘ ก็เป็นปัญหา เราไม่เคยนึกว่ามาตราอื่น ๆ อีกหลายมาตราเป็นปัญหา แต่คนที่เขา ยกร่างมานี่เขาเห็นหมดครับ แล้วสุดท้ายก็เกิดการตีความ เกิดความบังคับใช้ ทีนี้ผมจะลงไป ทีละประเด็นสำหรับร่างแก้ไข ๔ ประเด็น ๓ ร่าง ที่เรากำลังหารือกันวันนี้ท่านประธานครับ มาตรา ๑๙๐ เดิมไม่ได้มีใครนึกว่าจะเป็นประเด็นครับ แต่เหตุนี่มันมีที่มาเป็นเพราะว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสมัยรัฐบาลนายกรัฐมนตรีสมัคร สุนทรเวช นายนพดล ปัทมะ ไปลงนามในการบันทึกความตกลงร่วมกับทางการกัมพูชา สุดท้ายมีคนไปยื่น ศาลรัฐธรรมนูญ ท่านประธานที่เคารพครับ ก่อนที่นายนพดลจะไปลงนาม มีการหารือกัน ในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี ผมเป็นรองโฆษกรัฐบาลนั่งอยู่ในนั้น คณะกรรมการกฤษฎีกา ที่ปรึกษากฎหมายรัฐบาลบอกว่าทำได้ กรมสนธิสัญญาระหว่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศ บอกว่าทำได้ กรมแผนที่ทหารสังกัดกระทรวงกลาโหมบอกว่าทำได้ แต่ไปยื่นศาลรัฐธรรมนูญ ศาลรัฐธรรมนูญใส่คำว่า อาจจะ ลงไปในคำวินิจฉัย ทำให้มาตรา ๑๙๐ นี้เกิดผลขึ้นมา รัฐมนตรีนพดลต้องลาออกจากตำแหน่งแล้วก็เป็นเรื่องราวเป็นคดีความอยู่จนปัจจุบัน ตั้งแต่ วันนั้นมาผลที่เกิดขึ้นจากการตีความและบังคับใช้มาตรา ๑๙๐ กรณีคุณนพดลเป็นผลให้รัฐบาล ในเวลานั้นและชุดต่อ ๆ มาโดยเฉพาะชุดที่อยู่ในเครือข่ายของพรรคเพื่อไทย พรรคพลังประชาชน ไม่กล้าแม้แต่จะตัดสินใจเดินหน้าทุกประเด็นที่จะต้องไปติดต่อสัมพันธ์ทำความตกลงกับ ต่างประเทศ ไม่ว่าจะเรื่องเล็ก เรื่องกลาง เรื่องใหญ่ ไม่มีใครกล้า นายกรัฐมนตรีนั่งอยู่หัวโต๊ะ ถามกฤษฎีกาว่าทำได้ไหม กฤษฎีกาบอกว่าทำได้ ถามหน่วยงานที่มาชี้แจงบอกว่าทำได้ไหม หน่วยงานบอกว่าทำได้ แต่จะมีรัฐมนตรีบางคนพูดขึ้นมาบอกว่าผมว่าไม่แน่ แล้วสุดท้าย ทุกอย่างก็ออกจากห้องประชุมคณะรัฐมนตรีเข้าสู่ที่ประชุมรัฐสภา มาอย่างนี้ครับ เราก็เลย มีเพื่อนสมาชิกยื่นแก้ไขใหม่ว่าประเด็นเกี่ยวกับเขตแดน เกี่ยวกับเอกราชอธิปไตยต้องให้ รัฐสภาตรวจสอบและให้ความเห็นชอบ แต่ประเด็นอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการใช้ดุลยพินิจ ใช้กลไกทางการบริหาร ถ้าทุกเรื่องต้องเอามาเข้าสภาหมด ด้วยเพราะมีเหตุมีที่มาดังกล่าว มันก็ทำให้เราเสียโอกาสในหลายความตกลง ในหลายความร่วมมือกับต่างประเทศ ท่านประธานก็ทราบนะครับ ในเวทีธุรกิจ เวทีเศรษฐกิจปัจจุบัน ความเร็วหรือสปีด (Speed) เป็นข้อได้เปรียบเสียเปรียบในทางการค้า ในทางการทำความตกลงเจรจาระหว่างประเทศ จึงมีการยื่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ให้พูดถึงกันเฉพาะประเด็นที่เกี่ยวกับเอกราช อธิปไตย ดินแดน ที่ต้องเข้ารัฐสภา แล้วผมก็เห็นด้วยและจะยกมือสนับสนุน

ท่านประธานที่เคารพครับ ประการต่อมาคือมาตรา ๒๓๗ ว่าด้วยการยุบพรรค และตัดสิทธิกรรมการบริหารพรรคการเมือง ๕ ปี เรื่องนี้ก็มีที่มาครับ การยุบพรรคการเมือง มีในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ แต่ก็มีเท่านั้น ไม่มีเรื่องการตัดสิทธิกรรมการบริหารพรรคการเมือง ๕ ปี ปรากฏว่าหลังการยึดอำนาจ คดีความที่มีการยื่นร้องยุบ ๒ พรรคใหญ่ ทั้งพรรคไทยรักไทย และพรรคประชาธิปัตย์เดินหน้ามาอยู่ในระหว่างเวลานั้นพอดี อยู่ ๆ คณะยึดอำนาจก็ใช้ อำนาจที่ยึดไปจากประชาชนนั่นละครับประกาศออกมาเพิ่ม บอกว่าถ้าพรรคการเมืองไหนถูกยุบ ก็ต้องตัดสิทธิกรรมการบริหารด้วย แล้วก็ไปมีผลเอากับคดียุบพรรคไทยรักไทยพอดีเป๊ะครับ ท่านประธาน ประกาศฉบับนั้นออกมาเดือนเศษ ๆ ถ้าผมจำไม่ผิดก็มีการตัดสิน ยุบพรรคไทยรักไทย แล้ว ๑๑๑ กรรมการบริหารพรรคไทยรักไทยก็ตายเป็นเบือทางการเมือง แตกกระสานซ่านเซ็นกันคนละทิศคนละทาง ท่านประธานครับ การยุบพรรคก็ดี การตัดสิทธิ กรรมการบริหารพรรคก็ดี ในทางกฎหมายเขาเรียกว่าเป็นบทลงโทษ แล้วโดยหลักการ บทลงโทษต้องมีสำหรับผู้กระทำความผิดครับท่านประธาน แต่นี่กรรมการบริหารพรรค ถ้าเกิดว่ามีการทำผิดจริง จะทำผิด ๑ คน ๒ คน หรือกี่คนก็ตาม แต่ว่าคนอื่น ๆ ที่เขาไม่รู้เรื่องด้วย ต้องรับโทษด้วย รับโทษโดยไม่มีความผิด รับโทษโดยไม่ได้รู้เรื่อง รู้เห็นเกี่ยวข้อง และที่ น่าเจ็บปวดมาก ๆ คือหลายคนรับโทษโดยไม่มีโอกาสแม้แต่จะชี้แจง ปัดป้อง ต่อสู้ นี่ละครับ เป็นเหตุให้เราต้องยื่นแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้เพื่อดำรงความเป็นนิติรัฐและรักษาหลัก นิติธรรมในการเดินไปข้างหน้าของประเทศ เวลานี้เพื่อนสมาชิกหลายคนโดยเฉพาะอย่างยิ่ง พรรคเพื่อไทย และพรรคที่เคยประสบชะตากรรมมา ไม่ว่าพรรคมัชฌิมา พรรคชาติไทย ขออนุญาตเอ่ยนามเถอะครับ ผมว่าเขาเห็นด้วยกับมาตรานี้ ส.ว. หลายคนก็เห็นด้วย โดยเฉพาะ ผมนี่ผมมาอยู่พรรคเพื่อไทย ท่านประธานครับ ผมไม่เห็นด้วยกับการยุบพรรคเลย แต่ผมเห็น รำไร ๆ ตลอดครับเรื่องโดนยุบพรรค นี่เมื่อบ่ายท่านตุลาการศาลรัฐธรรมนูญท่านก็บอกว่า รับเรื่องไว้ไม่คุ้มครองชั่วคราว แต่ว่าไม่รู้เกิดอะไรต่อ นี่คือความเป็นจริงที่เกิดขึ้นในพรรคเพื่อไทย ท่านประธานที่เคารพครับ ให้ใครทำอะไรกันพี่น้องผมเพื่อนร่วมพรรคมีทีมสปิริตทำให้พรรค ได้หมดยกเว้นเป็นกรรมการบริหาร เป็นกรรมการบริหารพรรคเพื่อไทยไม่เท่ห์ ไม่ใหญ่ แต่เสียวครับ บางคนใครไปติดต่อให้เป็นกรรมการบริหารพรรค ถามคนไปติดต่อเลยว่าผมทำ ผิดอะไร นี่คือความเป็นจริงที่เจ็บปวดของคนที่เคยประสบชะตากรรมอย่างอยุติธรรมทางการเมือง ผมจึงเห็นด้วยและจะยกมือสนับสนุนร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญในมาตรานี้ คนไม่ผิดต้องไม่ได้รับโทษ และกระบวนการในการหาข้อเท็จจริงจากการทำความผิดต้องชัดเจนแล้วก็ตรงไปตรงมา ท่านประธานที่เคารพครับ อีกเรื่องหนึ่งที่ต้องพูดกันเพราะมีเพื่อนสมาชิกเสนอร่างเข้ามาไว้ ก็คือที่มาของสมาชิกวุฒิสภาประเด็นนี้ถ้าแก้แก้มากกว่า ๑ มาตรา แต่ผมเห็นว่ามีความจำเป็น เพราะรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ให้มีการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาจากทั่วประเทศจำนวนไม่เท่ากัน เล็กใหญ่มากน้อยแล้วแต่พื้นที่จังหวัดแล้วแต่จำนวนประชากร แล้วหลังจากการรัฐประหาร คณะยึดอำนาจก็มีรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ บอกว่าให้เลือกตั้งมาเท่าจำนวนจังหวัดแล้วก็สรรหามา อีกส่วนหนึ่งจนครบ ๑๕๐ คน ท่านประธานครับ ใครเป็นคนสรรหา ส.ว. เป็นกรรมการ องค์กรอิสระมาเป็นผู้สรรหา แล้ว ส.ว. สรรหาด้วยความเคารพนะครับ ผมไม่เอ่ยนาม แต่จะ พูดถึงบทบาทจำนวนหนึ่งในสภานี้มีจุดยืนอย่างแน่นอนในการเป็นปฏิปักษ์ทางการเมืองกับ พรรคการเมืองในเครือข่ายของพรรคเพื่อไทยปัจจุบัน มีบทบาทไปเคลื่อนไหวชุมนุม มีบทบาทไป ขับเคลื่อนต่าง ๆ สังคมเขาทราบ แต่น่าแปลกใจครับว่าทำไมคณะกรรมการสรรหา ส.ว. ไม่ทราบ แล้วจะน่าแปลกใจมากกว่านั้นอีกถ้าท่านทราบแล้วยังสรรหามาให้ทำหน้าที่ ท่านประธานครับ ผมไม่ได้ปฏิเสธหรือรังเกียจรังงอนคนที่มีจุดยืนทางการเมืองชัดเจนหรือคนที่ไม่เป็นกลาง ทางการเมืองเข้ามานั่งในสภา ผมไม่ได้รังเกียจครับ เพราะผมก็เป็นคนหนึ่งที่มีจุดยืน ทางการเมืองชัดเจนแล้วผมไม่เป็นกลาง แต่ถ้าท่านมีจุดยืนเช่นนั้น มีบทบาททางการเมือง อย่างนั้น ท่านจะเข้ามาทำหน้าที่ท่านต้องผ่านการตัดสินใจของประชาชนครับ ต้องให้ประชาชน ตัดสินใจมาว่านายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ มีบทบาทเคลื่อนไหวร่วมกับประชาชนคนเสื้อแดงลงสมัคร ประชาชนเลือกไหม ถ้าเลือกก็มา ไม่เลือกก็ไม่มา ว่าใครก็ตามที่มีบทบาททางการเมืองแจ่มชัด เช่นนั้นต้องผ่านดุลยพินิจของประชาชน แต่นี่กรรมการสรรหาคัดสรรมาจำนวนหลายท่าน แล้วบทบาททางการเมืองก็ขาดความชัดเจนจนทำให้ผมเข้าใจได้ว่ากรรมการสรรหามีจุดยืน ทางการเมืองแบบเดียวกันหรืออย่างไร

(นายวัชระ เพชรทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ ได้ยืน และยกมือขึ้น)
นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ท่านณัฐวุฒิครับ มีผู้ประท้วง ท่านครับ ท่านวัชระประท้วงเรื่องอะไรครับ ช่วยบอกข้อที่ประท้วงด้วยครับ

นายวัชระ เพชรทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายวัชระ เพชรทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ขอความกรุณาท่านประธานเปิดข้อบังคับหน้า ๑๙๕ ข้อ ๔๓ วรรคสอง ท่านรัฐมนตรีเผาไปเลยพี่น้องผมได้เป็นรัฐมนตรี ท่านใส่ร้าย ส.ว. กลุ่มหนึ่งและท่านอภิปราย ใส่ร้าย ส.ว. ผมไม่อยากเห็นท่านรัฐมนตรีจะมาหาเศษหาเลยใส่ร้าย ส.ว. ในเวทีแห่งนี้ ขอให้ ท่านได้ถอนคำพูดที่ท่านได้ใส่ร้าย ส.ว. กลุ่มหนึ่ง ท่านประธานครับ เพราะท่านนั้นเป็นถึง เสนาบดี การมาใส่ร้าย ส.ว. ในเวทีแห่งนี้ไม่น่าจะพึงกระทำ และท่านก็ได้เป็นรัฐมนตรีแล้ว จากผลงานของท่าน เผาไปเลยพี่น้องผมรับผิดชอบเอง

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ท่านวัชระครับ คำอภิปราย แล้ว ส.ว. ก็นั่งอยู่เต็มไปหมด ท่านก็เป็น ส.ส. ท่านณัฐวุฒิต่อนะครับ เดี๋ยวถ้าเขาพาดพิง ส.ว. ประท้วงเอง เชิญครับ

นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์

ขอบคุณ ท่านประธานที่กรุณาวินิจฉัยครับ ผมไปต่อนะครับท่านประธาน ผมคงไม่ไปต่อความยาว สาวความยืด มวยหลักครับท่านประธาน ท่านประธานที่เคารพครับ จากกรณีนี้มันก็ทำให้ ประชาชนที่เขาแลเห็นความเป็นไปของบ้านเมือง นี่อดวิตกกังวลไม่ได้ เพื่อนสมาชิกก็วิพากษ์วิจารณ์ว่านักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้ง ไม่ว่า จะเป็น ส.ส. ไม่ว่าจะเป็น ส.ว. ถ้าให้เลือกกันมาทั้งหมดเดี๋ยวก็เป็นสภาทาส เดี๋ยวก็เป็นสภาผัวเมีย ผมอยากเรียกร้องให้ท่านให้เกียรติกับประชาชนที่เขาเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยด้วย ให้ความเคารพกับการตัดสินใจของประชาชนผู้เป็นเจ้าของประเทศด้วย นักการเมือง ที่มาจากการเลือกตั้งชั่วดีถี่ห่างก็ยังต้องรับผิดชอบต่อประชาชน มาทำบทบาทอะไรไม่เข้าท่า ไม่เข้าทางกลับไปพื้นที่ประชาชนเขาก็มาสัมผัสได้ ต่อว่า ด่าทอ อบรม สั่งสอน เพราะอยู่กัน มาแบบนี้ แต่ถ้าท่านจะอธิบายว่าคนที่เข้ามานั่งในสภานี้ทำหน้าที่ฝ่ายนิติบัญญัติแล้วมาจาก การเลือกตั้ง มาจากการแต่งตั้ง มาจากการสรรหา จะทำหน้าที่ได้ดีกว่า ผมก็มีตัวอย่างครับ หลังการยึดอำนาจคณะรัฐประหารตั้ง สนช. สภานิติบัญญัติแห่งชาติ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ ออกกฎหมายมาบังคับใช้ทั้งสิ้น ๒๑๑ ฉบับ ใน ๒๑๑ ฉบับมี ๑๗๗ ฉบับที่องค์ประชุมไม่ถึง ๑๒๕ คน ไม่ถึงกึ่งหนึ่งไม่ถือเป็นองค์ประชุม แต่ก็ผ่านกฎหมายออกไปแล้วมีผลบังคับใช้ เรื่องเหล่านี้จะไม่เกิดขึ้นกับสภาที่มาจากการเลือกตั้ง เพราะนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้ง เขารับผิดชอบต่อประชาชน แล้วสิ่งที่มันเกิดขึ้นใครรับผิดชอบต่อประชาชนบ้าง ที่จะต้องใช้ กฎหมายที่ผ่านกระบวนการของสภาโดยมิชอบ เรื่องนี้ถ้าเกิดขึ้นในสภาเลือกตั้งไม่มีใคร เขายอมได้ละครับ ผมคนหนึ่งไม่ยอมแน่ ๆ แต่ก็อย่างไรครับที่ท่านอธิบายว่าแบบแต่งตั้ง หรือแบบสรรหาคัดสรรมามันดีกว่ามันน่ายกย่องเสียกว่าแบบเลือกตั้ง ท่านประธานที่เคารพครับ ผมกราบเรียนท่านประธานอีกเรื่องหนึ่ง จริง ๆ เรื่องนี้สำคัญที่สุด ผมเหลือเวลาอีก ๑๑ นาทีเศษ ก็จะใช้อธิบายความเรื่องนี้เป็นเรื่องหลัก

(นายประเสริฐ พงษ์สุวรรณศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดยะลา ได้ยืน และยกมือขึ้น)
นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

เดี๋ยวครับ ท่านประเสริฐ ประท้วงนะครับ เชิญท่านประเสริฐครับ

นายประเสริฐ พงษ์สุวรรณศิริ สมาขิกสภาผู้แทนราษฎร ยะลา

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพครับ กระผม นายประเสริฐ พงษ์สุวรรณศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดยะลา พรรคประชาธิปัตย์ ท่านไม่ทราบความเป็นจริง ท่านบอกว่าผ่านกฎหมายไม่ชอบท่านก็รับไม่ได้ แล้วท่านกลับไปดูสิครับที่กดบัตรแทนกัน ยังคาอยู่เลยครับ แล้วเป็นอย่างไรครับอย่างนี้ ลงมติยังเท็จเลยครับ ยังโกง

(จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุรินทร์ ได้ยืนและยกมือขึ้น)
นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ท่านประเสริฐครับ อย่างนี้ มีผู้ประท้วงท่านนะครับ ท่าน จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ครับ

จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุรินทร์

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมต้องประท้วงผู้ลุกขึ้นมาประท้วงตามข้อ ๔๓ ใส่ร้าย กล่าวเท็จ พรรคตัวเองเคยทำประจำเลยมองคนอื่นไม่ดีครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

อย่างนี้ครับ คือเรื่องนี้ ท่านประเสริฐไม่ต้องครับ เดี๋ยวผมวินิจฉัยครับ คือท่านประธานรัฐสภาได้มีคำสั่งแต่งตั้ง คณะกรรมการขึ้นมาเพื่อสอบสวนเรื่องของการเสียบบัตรแทนกันนะครับ เพราะฉะนั้น เรื่องยังไม่ได้เปิดเผยออกมา ยังไม่ปรากฏผลการสอบสวนออกมา อย่าได้กล่าวเรื่องพวกนี้นะครับ เชิญท่านณัฐวุฒิต่อเลยครับ

นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์

มาตรา ๖๘ ท่านประธานครับ ไม่มีใครนึกไม่มีใครสังเกตสนใจมาก่อนว่ามาตรานี้จะเป็นประเด็น เป็นเรื่องราวใหญ่โตได้

(นายวัชระ เพชรทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ ได้ยืน และยกมือขึ้น)
นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

เดี๋ยวครับ ท่านวัชระครับ ไม่ต้องหรอกครับ

นายวัชระ เพชรทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธานครับ กรุณาฟังเหตุผลสักนิดครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ได้ครับ เชิญครับ

นายวัชระ เพชรทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายวัชระ เพชรทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ ได้กล่าวหาว่าพรรคประชาธิปัตย์ทำประจำ ท่านประธานครับ เป็นการผิดข้อบังคับ ข้อ ๔๓ อย่างชัดเจนครับ เสียดสี ใส่ร้าย พรรคประชาธิปัตย์ไม่เคยทำในสิ่งที่พรรคท่านทำ และท่านได้ ลุกขึ้นประท้วงท่านยืนอยู่หน้าท่านรัฐมนตรี ผมก็เลยไม่ทราบว่าคนไหนเป็นจ่าประสิทธิ์ครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

เอาอย่างนี้ครับ ผมได้ วินิจฉัยแล้วครับว่าผลการสอบสวนยังไม่ออกมานะครับ เพราะฉะนั้นท่านอย่าเพิ่งกล่าวถึง เรื่องนี้นะครับ เชิญท่านณัฐวุฒิอภิปรายต่อครับ

นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ 🔗

ท่านประธาน ที่เคารพครับ มาตรา ๖๘ ที่กำลังมีเพื่อนสมาชิกยื่นแก้ไขนี่ พอมีการยื่นแก้ไขรัฐธรรมนูญ ตามมาตรา ๒๙๑ ซึ่งเขาเปิดว่าถ้ายื่นแก้รัฐธรรมนูญก็แก้ไขมาตรานี้เข้าไปดำเนินการได้ คนที่มีบทบาทอยู่ในองค์กรตุลาการที่เป็นองค์กรอิสระก็ตาม หลายต่อหลายท่านก็ตามก็พูด ตรงกันว่าถ้าแก้อย่างนั้นก็แก้กันตามช่องนี้ละครับ ปรากฏว่าพอสภาชุดนี้เดินหน้าแก้ไขมีคน ไปยื่นศาลรัฐธรรมนูญ ทั้งยื่นผ่านอัยการสูงสุดแล้วก็มีพี่น้องกลุ่มหนึ่งละครับไปยื่นโดยตรงต่อ ศาลรัฐธรรมนูญ ปรากฏว่าศาลรัฐธรรมนูญรับเรื่องไปพิจารณาเข้า แล้วหลังจากนั้นก็มีคำวินิจฉัย มีข้อแนะนำสร้างความสับสนเกิดการวิพากษ์วิจารณ์ เกิดการเห็นด้วย เห็นต่างขึ้นมากมาย ในที่สุดการแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๙๑ ซึ่งเป็นกระบวนการปกติ การใช้อำนาจหน้าที่ของ ฝ่ายนิติบัญญัติในการสถาปนากฎหมายเป็นอำนาจโดยชอบ ก็กลายเป็นเรื่องลักลั่น วาระที่สาม คาอยู่ในสภาเวลานี้ เรื่องนี้เลยเป็นประเด็นขึ้นมาอีก นักวิชาการหลายคน ตัวแทนประชาชน หลายท่าน ผู้สังเกตการณ์หลายกลุ่มชี้ตรงกันว่าศาลรัฐธรรมนูญทำเกินอำนาจหน้าที่ เพราะมาตรา ๖๘ นี้ชี้ชัดว่าถ้าผู้ใดพบเห็นการกระทำที่จะเป็นการล้มล้างการปกครองให้ยื่น ผ่านอัยการสูงสุด ท่านประธานครับ ไม่ใช่เท่านั้น จริง ๆ เพื่อนสมาชิกตลอด ๓ วันมาก็พูด หลายคน แต่ผมพูดอีกหนเถอะครับท่านประธาน ว่าถ้าไปดูเจตนารมณ์ของการร่างกฎหมาย ในบันทึกรายงานการประชุม สสร. ครั้งที่ ๒๗/๒๕๕๐ ก็มีคนพูดชัดแล้วไม่มีใครโต้แย้ง ในนั้นนะครับว่าถ้ายื่นตามมาตรานี้ต้องยื่นผ่านอัยการสูงสุด ศาลรัฐธรรมนูญจะอธิบายว่า ถ้ายื่นผ่านอัยการสูงสุดอย่างเดียวเป็นการตัดสิทธิประชาชน มันก็มีมาตราตัวอย่างครับ ว่าถ้าหาก เจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญประสงค์จะให้ประชาชนยื่นโดยตรงกับศาลรัฐธรรมนูญแล้วเขาจะ บัญญัติเอาไว้ชัด นั่นก็คือรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๑๒ บอกว่า บุคคลซึ่งถูกละเมิดสิทธิ หรือเสรีภาพที่รัฐธรรมนูญนี้รับรองไว้และไม่อาจใช้สิทธิโดยวิธีการอื่นได้แล้วให้มีสิทธิยื่นคำร้อง ต่อศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อมีคำวินิจฉัยว่าบทบัญญัติแห่งกฎหมายขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญได้ นี่เป็นกรณีเทียบเคียงครับว่าถ้าเจตนารมณ์ต้องการให้ยื่นตรงกับศาลรัฐธรรมนูญเขาเขียนชัด ไม่ต้องแปล ไม่ต้องอธิบาย แต่พอมีการตีความกันแบบนี้ก็กลายเป็นปัญหาใหญ่ครับ แล้วทำท่าว่า จะเป็นปัญหาขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง หลังจากที่มีคนไปยื่นศาลรัฐธรรมนูญ ศาลรัฐธรรมนูญ ก็รับตรงอีก แล้ววันนี้ก็บอกว่ารับเรื่องไว้ดีแต่ว่าไม่คุ้มครองชั่วคราวได้เดินหน้าโหวตวาระที่หนึ่ง กันวันนี้ครับท่านประธาน ผมจึงเห็นว่าเรื่องนี้มีความจำเป็นที่จะต้องมีการแก้ไข แล้วการแก้ไข ไม่ต้องไปตกอกตกใจเลยนะครับ แก้มาตรานี้ตามร่างที่เสนอสาระไม่เปลี่ยนแปลงยังคงเดิม คือสิทธิของประชาชนหากรับทราบการกระทำดังกล่าวยื่นได้กับอัยการสูงสุด อัยการสูงสุดพิจารณา ถ้าเห็นว่าเข้าข้อกฎหมายยื่นตรงต่อศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาต่อ เห็นไม่เข้าข้อกฎหมาย ก็เป็นอันยกเลิก เพิกถอน ท่านประธานครับ ผมรับฟังไม่ใช่รับฟังข้อสังเกตของเพื่อนสมาชิก บอกว่าถ้าแก้แบบนี้จะเป็นการตัดสิทธิประชาชนผู้มีสิทธิยื่นร้อง ทั้ง ๆ ที่ผมยืนยันว่าไม่ใช่ เพราะเจตนารมณ์เดิมก็ให้สิทธิอยู่แล้ว แล้วแก้ไขแบบนี้ประชาชนต้องมีสิทธิอยู่ เป็นแต่เพียงว่า ถ้าเอาแบบที่ศาลรัฐธรรมนูญตีความมันจะเป็นการตัดสิทธิสำนักงานอัยการสูงสุดไปโดย ปริยายทันที ก็ถ้าบอกว่าให้ยื่นได้ ๒ ทาง ยื่นอัยการสูงสุดได้ด้วย ยื่นศาลได้ด้วย ใครจะไปยื่น อัยการละครับท่านประธาน สำนักงานอัยการสูงสุดก็สิ้นสภาพในทางปฏิบัติ คนก็ไปยื่นตรงกับ ศาลรัฐธรรมนูญหมด ผมไม่ได้เป็นห่วงตุลาการศาลรัฐธรรมนูญละครับ ท่านเป็นผู้มีความรู้ ความสามารถท่านทำงานของท่านได้ แต่ผมเป็นห่วงกลไกยุติธรรมที่จะอำนวยความยุติธรรม ให้กับทุกผู้ทุกนามอย่างเท่าเทียม ท่านประธานครับ ในเรื่องนี้มันไม่ได้มีแต่ประชาชนผู้ยื่น แต่ท่านต้องไม่ลืมว่ามันมีผู้ถูกกล่าวหา แล้วข้อกล่าวหาที่ไปยื่นคือบอกว่าล้มล้างการปกครอง ในระบอบประชาธิปไตยอันมีองค์พระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ก็เท่ากับทำความผิด ฐานกบฏตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๑๓ ความผิดสูงสุดคือประหารชีวิต ท่านบอกว่า ท่านจะรักษาสิทธิประชาชนผู้ไปยื่น แล้วให้ยื่นตรงศาลเลยไม่ต้องให้อัยการสูงสุดพิจารณา หมายความว่าผู้ถูกกล่าวหาไม่มีสิทธิไปชี้แจงต่อสู้ในชั้นอัยการ พาส (Pass) ชั้นข้ามไปที่ ศาลรัฐธรรมนูญเลย ตกลงผู้ถูกกล่าวหาไม่ใช่ประชาชนหรือครับ เราไม่ต้องปกป้องคุ้มครอง สิทธิในการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมของเขาหรือครับ แล้วในกฎหมายก็บัญญัติชัดว่า บุคคลจะใช้สิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญนี้ไปล้มล้างการปกครองไม่ได้ นั่นก็หมายความว่า คนที่มีสิทธิจะถูกกล่าวหานี้ไม่ใช่แค่พรรคการเมือง ไม่ใช่แค่คนในกลไกรัฐ จะเป็นนายมี นายมา นายกา นายไก่ ก็มีโอกาสถูกร้องได้ แล้วท่านบอกว่าอัยการสูงสุดไม่ต้อง แล้วท่าน บอกว่าศาลรัฐธรรมนูญทำเอง แล้วสิทธิของผู้ถูกกล่าวหาล่ะครับอยู่ตรงไหน คดีแบบนี้ ท่านประธาน ศาลยังไม่ต้องตัดสินหรอกครับ ถูกใครไปยื่นแล้วศาลรัฐธรรมนูญรับเรื่องไว้ ครอบครัว ญาติมิตร วงศ์ตระกูล ก็ได้รับความเดือดร้อน ได้รับผลกระทบ คนพวกนี้เราไม่ต้อง คุ้มครองสิทธิเขาหรืออย่างไร แล้วในคดีอาญาทั่วไปก็เริ่มต้นจากตำรวจแล้วก็ไปชั้นอัยการ ไปชั้นศาล ชั้นศาลเสร็จก็ไปราชทัณฑ์ มันก็เป็นแบบนี้ครับ เพื่อนสมาชิกหลายท่านพูดกัน เหมือนกับว่าอัยการสูงสุดหรือสำนักงานอัยการสูงสุดไร้แล้วซึ่งความน่าเชื่อถือ ตรงนี้ ผมเจ็บปวด แล้วผมเองก็เคยถูกดำเนินคดีจากสำนักงานอัยการสูงสุดหลายคดี แต่วันนี้ ผมต้องปกป้องเกียรติยศศักดิ์ศรีของสถาบันอัยการ เพราะท่านพูดและมีข้อสรุปเช่นนั้นไม่ได้ แน่นอนครับ อัยการเป็นองค์กรของรัฐ เรียกกันเป็นภาษากฎหมายว่าทนายแผ่นดิน แต่เขาก็ มีศักดิ์มีศรี เขาก็มีจิตวิญญาณในการทำหน้าที่ ถ้าข้อเท็จจริงเป็นอย่างที่เพื่อนสมาชิกหลายท่าน อธิบายว่าสำนักงานอัยการสูงสุดเชื่อยาก บางคนบอกว่าไปทำงานเป็นบอร์ดนั่นบอร์ดนี่ แล้วได้ค่าตอบแทน ได้สวัสดิการอย่างนั้นอย่างนี้ก็อาจจะโอนเอนไปทางอำนาจรัฐ ถ้าเป็นแบบนี้ในคดีอาญาก็เชื่อใจอัยการไม่ได้นะครับท่านประธาน มันจะเอาอะไรมาเป็น ข้อสรุปล่ะครับว่าถ้ารับผลประโยชน์จากรัฐแล้วมีจิตใจโอนเอนอยุติธรรมจะไม่เปิด รับผลประโยชน์จากบุคคลอื่นแล้วโอนเอนอยุติธรรมไปกันด้วย ผมจึงเรียนว่าเราจะตั้ง ข้อกล่าวหาไม่มีใครว่าครับ เราจะอภิปรายเป็นเหตุเป็นผลผมเคารพ แต่ผมแสดงเหตุผล ของผมแล้วผมแน่ใจว่านี่เป็นข้อเท็จจริงที่สังคมรับฟังได้ ท่านประธานครับ สิ่งที่เรากำลัง พูดกันอยู่ในมาตรา ๖๘ นี้ไม่ได้หมายแค่ว่าจะป้องกันไม่ให้พรรคเพื่อไทยถูกยุบ จะป้องกัน ไม่ให้รัฐบาลถูกล้มจากการยื่นในมาตรานี้ ไม่ใช่ครับ แต่เราต้องปกป้องหลักนิติธรรม และสถาปนานิติรัฐให้เกิดขึ้นในบ้านเมืองนี้ให้ได้ เราไปไหนมาไหน ถามประชาชนคนไทย ทั่วประเทศเขาบอกว่าเบื่อแล้วความขัดแย้ง เขาบอกว่าเจ็บปวดแล้วกับความแตกแยกในสังคม ประชาชนบอกว่าไม่ต้องการสงครามแต่เขาอยากเห็นสันติภาพ เมื่อเราต้องการสันติภาพ เราต้องให้มีความยุติธรรมอย่างเสมอภาค ถ้าไร้ซึ่งความยุติธรรมก็ป่วยการที่จะถามหา สันติภาพ แล้วความขัดแย้งแตกแยกทางการเมืองที่ผ่านมาเป็นความเสียหายของคน ทั้งประเทศ มีเสื้อแดง มีเสื้อเหลือง มีเสื้อสีต่าง ๆ แต่มีคนไทยที่หัวใจไม่มีสีเสื้ออีกจำนวนมาก ที่เขาตกอยู่ในวิกฤติความขัดแย้งนี้ด้วย เขาต้องการให้ประเทศออกจากความขัดแย้ง แต่มันจะ ออกได้อย่างไรในเมื่อกติกาสูงสุดในการปกครองประเทศยังมีความอยุติธรรมปรากฏให้เห็น อยู่หลายเรื่อง ท่านประธานที่เคารพครับ ผมจึงเรียนท่านประธานว่าท่านกล่าวหาองค์กรอัยการ ผมก็พยายามอธิบายความ แต่ถ้าถามผมนี่ทุกสังคมมีทั้งคนดี มีทั้งคนไม่ดี อัยการก็อาจจะมี คนบวกคนลบ ในรัฐสภาก็อาจจะมีคนบวกคนลบ ด้วยความเคารพ ในวงตุลาการก็อาจจะมี คนบวกคนลบ นี่เป็นธรรมดาของปุถุชน ท่านไม่เห็นหรือครับ วันหนึ่งมีคนเอาคลิป ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญนั่งปรึกษาหารือกันเรื่องอะไรก็ไม่ทราบแต่น่าตกอกตกใจ อย่างนั้นคนที่ มีคดีเข้าไปอยู่ในศาลรัฐธรรมนูญเขาไม่มีสิทธิหวั่นไหวต่อความยุติธรรมที่จะพึงได้รับ หรืออย่างไรครับท่านประธาน เพราะฉะนั้นผมจึงเรียนท่านประธานว่าสำคัญคือต้องรักษา กระบวนการ ไม่กี่วันก่อนบุคคลสำคัญในตุลาการศาลรัฐธรรมนูญออกมาพูดสังคมเขาใจหาย บอกว่า การพิจารณาคดีนายกรัฐมนตรีสมัครมีลักษณะสุกเอาเผากิน บอกว่าการตัดสินคดียุบพรรค เห็นว่าตอนนั้นบ้านเมืองมันไปไม่ได้ก็เลยตัดสินใจยุบพรรค บอกว่าการตัดสินใจรับเรื่องตาม รัฐธรรมนูญ มาตรา ๖๘ กรณีสภานี้ยื่นแก้มาตรา ๒๙๑ เป็นการกัดฟันรับเรื่อง ท่านประธานครับ กลไกตุลาการผมคิดว่าต้องไม่มีคดีไหนเลยที่ถึงขนาดต้องกัดฟันรับเรื่อง แต่ท่านบอกว่ามี คือเรื่องนี้ ท่านประธานที่เคารพครับ ถ้าองค์กรตุลาการถึงขนาดกัดฟันรับเรื่องแล้วท่าน ไม่นึกถึงหัวอกประชาชนต้องกัดฟันรับความอยุติธรรมบ้างเชียวหรือ ท่านบอกว่าคดีอดีต นายกรัฐมนตรีสมัครสุกเอาเผากิน แต่ผมดู ๆ เรื่องแก้รัฐธรรมนูญจะกินดิบไม่ทันสุก เสียด้วยซ้ำไปครับ คือหมายความว่าไม่มีอะไรขัดกฎหมาย ไม่มีอะไรล้มล้างการปกครอง ท่านก็เอามาเป็นประเด็นได้ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมจะขอใช้เวลาเพิ่มเติมอีกเล็กน้อย ผมเชื่อว่าวิปรัฐบาลจะกรุณา ท่านประธานครับ ผมเรียนท่านประธานอย่างนี้ว่าหลักกฎหมาย เขาบอกว่าในคดีอาญาการปรักปรำตนเองศาลต้องรับฟัง แล้วนี่บุคคลสำคัญในตุลาการ ศาลรัฐธรรมนูญท่านพูดเช่นนี้ไม่ฟังไม่ได้นะครับ นี่จึงเป็นตัวสะท้อนอธิบายว่าคนทำหน้าที่ บังคับใช้กฎหมายก็เป็นปุถุชนหัวใจทำด้วยเนื้อ มีรัก โลภ โกรธ หลง ธรรมดาครับ

(นายวัชระ เพชรทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ ได้ยืน และยกมือขึ้น)
นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

เดี๋ยวท่านณัฐวุฒิครับ ท่านหยุดเถอะครับ ท่านวัชระประท้วงเรื่องอะไรครับ

นายวัชระ เพชรทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายวัชระ เพชรทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมขอประท้วงท่านผู้กำลังอภิปรายซึ่งได้อภิปราย ถึงบุคคลภายนอกและได้กล่าวถึงท่านอาจารย์วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์ ท่านประธานครับ คำอภิปรายของท่านนั้นท่านพูดไม่หมดในสิ่งที่ท่านอาจารย์วสันต์ได้พูดเอาไว้และเป็นการพูด กล่าวร้ายต่อประธานศาลรัฐธรรมนูญ คือท่านประธานครับ ถ้าท่านรัฐมนตรีจะใช้นิสัยเดิม ที่เคยใช้ แต่กรุณาอย่ามาใช้ในสภาแห่งนี้ครับ เพราะการกล่าวหาประธานศาลรัฐธรรมนูญนั้น ไม่สง่างามครับ และท่านบอกว่าพี่น้องประชาชนต้องการสันติภาพ แล้วใครล่ะครับที่พูดว่า เผาไปเลยพี่น้องผมรับผิดชอบเอง เผาไปเลยพี่น้องผมได้เป็นรัฐมนตรี และแย่งตำแหน่ง รัฐมนตรีจากจตุพร พรหมพันธุ์ มา เพื่อนรักผมผมยอมไม่ได้ครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

เดี๋ยวผมวินิจฉัยครับ ท่านณัฐวุฒิพยายามอย่ากล่าวถึงบุคคลที่ ๓ โดยไม่จำเป็นนะครับ ท่านพยายามนะครับ และถ้าความเสียหายเกิดขึ้นท่านณัฐวุฒิต้องรับผิดชอบอยู่แล้วถูกไหมครับ เชิญท่านอภิปรายต่อครับ

นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์

ขอบคุณ ที่ท่านประธานกรุณาวินิจฉัยครับ ผมรักษาสมาธิในการทำหน้าที่ กรณีที่เพื่อนสมาชิกพูดจา เมื่อสักครู่นี้ถ้าเป็นเวทีข้างนอกก็คงต้องอธิบายความกัน แต่วันนี้ผมทำหน้าที่ตัวแทนของ ประชาชนจะขับเคลื่อนการยื่นแก้ไขรัฐธรรมนูญนี้ให้บรรลุผลให้จงได้ ผมไม่ตอบโต้ครับ ท่านประธาน มวยหลักครับ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมเรียนท่านประธานอย่างนี้ว่า การบังคับใช้กฎหมายภายใต้สถานการณ์จริงที่ผมยกตัวอย่าง

(นายวัชระ เพชรทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ ได้ยืน และยกมือขึ้น)
นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

เดี๋ยวท่านณัฐวุฒิ ท่านมวยหลัก เดี๋ยวมวยรองท่านวัชระเชิญครับ

นายวัชระ เพชรทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายวัชระ เพชรทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานครับ การที่ท่านรัฐมนตรีท่านได้อภิปรายว่าท่านเป็นมวยหลัก แต่ในเวทีสภาแห่งนี้ ท่านประธานครับ เป็นสภาอันทรงเกียรติ ท่านควรกลับไปไหว้พี่เขาเสียสิ ที่ให้ตำแหน่งรัฐมนตรีมา เพราะจตุพร พรหมพันธุ์ ได้เสียสละให้นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ได้เป็น รัฐมนตรี ท่านประธานครับ ถึงขั้นที่จตุพรไม่ลงจากบ้าน ๓ วัน ๓ คืน คนขับรถบอกผมอย่างนี้ครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

เอาละครับ ท่านประสิทธิ์ ไม่ต้องละครับ ปล่อยให้มวยหลักกับมวยรองเขาสู้กันครับ ท่านนั่งเถอะครับ มวยหลักต่อไปครับ

นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์

ท่านประธาน ที่เคารพครับ ก็ขออนุญาตผมทำหน้าที่ต่อเพราะว่าผมเป็นเด็กต่างจังหวัด สมัยก่อนชอบดู หนังกลางแปลง ผมชอบหนังจีนอยู่เรื่องหนึ่งครับ ผีกัดอย่ากัดตอบครับท่านประธาน ผมเรียน ท่านประธานอย่างนี้ครับว่าเรากำลังพูดถึง

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ไม่เอานะครับ คำพูด เมื่อสักครู่ท่านถอนไปเถอะครับ

นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์

มันเป็นชื่อ หนังจีนนะครับท่านประธาน

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ไม่ครับ หนังเรื่องอะไรก็แล้วแต่ ท่านถอนคำพูดเถอะครับ ไม่อย่างนั้นท่านก็ประท้วงอีก

นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์

ท่านไม่ชอบ เรื่องนี้หรือครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ผมอยากดูเหมือนกัน เอาเถอะครับวันนี้ไม่ดูครับ

นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์

ครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ถอนนะครับ

นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์

เพื่อความสบายใจ ของท่านประธานซึ่งผมให้กำลังใจท่านมาตลอด ๓ วัน เมื่อสักครู่นี้ผมพูดว่าผีกัดอย่ากัดตอบ ผมถอนคำว่า ผีกัดอย่ากัดตอบ ครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ถอนคำพูดนะครับ เชิญท่าน ต่อนะครับ ท่านวัชระนั่งนะครับ

นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์

ท่านประธานครับ ผมเรียนท่านประธานว่าการบังคับใช้กฎหมายสูงสุดในการปกครองประเทศคือรัฐธรรมนูญ เยี่ยงนี้ หมายความว่ามีองค์กรใดองค์กรหนึ่งหรืออาจจะมากกว่า ๑ องค์กรด้วยซ้ำ มีอำนาจ สูงกว่าบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ จึงเลือกที่จะตีความและบังคับใช้กฎหมายนี้ตามแต่ที่ ตัวเองปรารถนา ทั้ง ๆ ที่ขัดกับสายตา ขัดกับหลักวิชา และขัดกับหลักการประชาธิปไตย ท่านประธานครับ ถ้าหากเราไม่ทำมาตรา ๖๘ ให้ชัด ผมเห็นสัญญาณอันตรายของสังคมไทย เพราะเวลานี้มีประเด็นข้อกฎหมายที่ให้องค์กรอิสระอย่างศาลรัฐธรรมนูญตีความทีเป็นเรื่องใหญ่ ทุกทีครับ แล้วทุกครั้งที่ท่านตีความองค์กรที่ถูกตีความก็เล็กลง แต่องค์กรของท่านก็ใหญ่ขึ้น ท่านตีความบอกว่ารัฐสภาจะแก้รัฐธรรมนูญจะต้องถามกันอย่างนั้น จะต้องทำกันอย่างนี้ ทั้ง ๆ ที่แท้จริงแล้วเป็นอำนาจหน้าที่โดยชอบของฝ่ายนิติบัญญัติท่านก็ล้วงเข้ามาได้ จนรัฐสภาเอง ก็ยักแย่ยักยันไม่รู้จะเดินหน้าถอยหลังอยู่ปัจจุบันนี่ครับ รัฐบาลเขาเห็นชอบกันแล้วใน ครม. กฤษฎีกา กรมแผนที่ทหาร กรมสนธิสัญญาระหว่างประเทศไปตกลงกับประเทศกัมพูชาก็เป็น การใช้อำนาจในกลไกการบริหารครบถ้วน ท่านก็บอกว่าไม่ถูก ไม่ต้อง ไม่ชอบท่านก็เข้ามาได้ นี่เขาบอกว่าให้ยื่นอัยการสูงสุดตามมาตรา ๖๘ ท่านก็ยื่นมือข้ามอัยการมารับเรื่องตรงได้ มีพระราชบัญญัติความร่วมมือระหว่างประเทศบังคับใช้ตั้งแต่ปี ๒๕๓๕ ๒๐ ปีเศษแล้ว มาตรา ๔๑ ว่าด้วย ถ้ามีพยานปากสำคัญอยู่ต่างประเทศ ศาลมีอำนาจที่จะออกคำสั่งให้ พนักงานอัยการไปสืบพยานยังต่างประเทศ ปรากฏว่ามีคดีนักธุรกิจชาวซาอุดีอาระเบีย ฝ่ายจำเลยไปร้องศาลรัฐธรรมนูญให้ตีความ ศาลรัฐธรรมนูญตีความว่ามาตรา ๔๑ นี้เป็นโมฆะ ก็มีผลให้ความร่วมมือที่นับร้อยประเทศเขาตกลงกันตั้งแต่ปี ๒๕๓๕ ก็มีอันยุ่งเหยิงไปด้วย

(นายวัชระ เพชรทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ ได้ยืน และยกมือขึ้น)
นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

หยุดก่อนครับ เวลาหยุดด้วย เชิญท่านวัชระประท้วง เชิญครับ

นายวัชระ เพชรทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม นายวัชระ เพชรทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมขอประท้วงมวยหลักแห่งสภาโจ๊ก ท่านประธานที่เคารพ การที่ท่านได้ อภิปรายนั้นขอให้ท่านประธานได้ควบคุมให้อยู่ในประเด็นคดีนักธุรกิจชาวซาอุดีอาระเบียนั้น ไม่ได้เกี่ยวข้องในการอภิปรายเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญในวันนี้ ท่านประธานครับ ผมเห็นว่าผู้อภิปรายนั้น ได้อภิปรายนอกประเด็น โปรดแนะนำมวยหลักให้อยู่ในประเด็นด้วยครับ ขอบคุณครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ไม่เป็นไรครับ ท่านณัฐวุฒิ ท่านพยายามสรุปได้แล้วเพราะท่านเป็นคนสุดท้ายของพรรคร่วมรัฐบาล ท่านสรุปได้นะครับ เพราะว่าเดี๋ยวจะมี ส.ว. เหลืออีก ๑ ท่านจะได้โยนให้ทางพรรคร่วมฝ่ายค้าน

นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์

ขอบคุณ ท่านประธานที่วินิจฉัย แต่ว่าผมรักษามารยาทผมไม่โยนนะครับ ผมจะค่อย ๆ ประคองไปให้

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณ ขอถอนคำพูด

นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์

ถอนครับ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมจึงเรียนท่านประธานว่านี่คือสัญญาณอันตรายของสังคมไทย บ้านเมืองใดก็ตามที่การบังคับใช้กฎหมายเป็นไปตามอำเภอใจของบุคคลหรือกลุ่มบุคคลใดแล้ว บ้านเมืองนั้นก็ยากที่จะถามหาความสงบสุขได้ กฎหมายต้องมีบังคับใช้อย่างเสมอภาคเท่าเทียม ถ้ามีบังคับใช้ไม่เสมอภาคเท่าเทียมเขาไม่เรียกกฎหมาย เขาเรียกกดหัวครับท่านประธาน แล้วมนุษย์ปุถุชนผู้มีเลือดเนื้อจิตวิญญาณโดยทั่วไปจะไม่ยอมให้ใครก็ตามมากดหัว ข่มเหง เอาได้ตลอดไป ผมจึงกราบเรียนท่านประธานว่าผมสนับสนุนการยื่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญในคราวนี้ทั้ง ๓ ฉบับ ๔ ประเด็น แล้วก็จะยกมือสนับสนุน แล้วก็กราบเรียนไปยังพี่น้องประชาชนว่านี่เป็นการทำ ให้บ้านเมืองเป็นนิติรัฐเดินหน้าด้วยหลักนิติธรรมและประชาชนจะได้ประโยชน์ เพราะมี กติกาที่ทั่วโลกเขายอมรับ ผมนี่คนชอบมวยครับท่านประธาน สมัยก่อนบ้านผม ทำค่ายมวย เราจะเอามวยไปชกเราต้องเลือกชกในเวทีมาตรฐานที่กรรมการเป็นกลางยุติธรรมฉันใดฉันนั้น เช่นเดียวกันครับ ต่างชาตินานาประเทศจะมาติดต่อค้าขาย จะมาลงทุน เขาก็ต้องเลือก ประเทศที่กติกาได้มาตรฐาน กรรมการมีความยุติธรรม ผมจะไม่พามวยผมไปชกในเวทีที่ กติกาก็เลื่อนเปื้อน กรรมการก็ลำเอียง ชกไปชกมานอกจากต้องระวังคู่ต่อสู้แล้วต้องระวัง กรรมการกัดหูนักมวยอีก นี่คือความเป็นจริงที่เกิดขึ้น ท่านประธานครับ

(นายวัชระ เพชรทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ ได้ยืน และยกมือขึ้น)
นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ท่านวัชระครับ ท่านประท้วงมา ผมจะได้วินิจฉัย เชิญครับ

นายวัชระ เพชรทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธานที่เคารพ ผม นายวัชระ เพชรทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ท่านณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ท่านได้ อภิปรายเสียดสีท่านประธาน อภิปรายเสียดสีท่านประธานครับว่ากรรมการต้องไม่ลำเอียง คือกล่าวหาท่านประธาน เป็นการเสียดสีท่านประธาน ขอให้ท่านประธานได้โปรดวินิจฉัยว่า มวยหลักอย่างคุณณัฐวุฒินั้นไม่ควรพูดอย่างนี้ครับ พูดไปพูดมาไปกล่าวร้ายท่านประธาน ถือเป็นการเสียดสีครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ไม่เป็นไรครับ ท่านวัชระครับ บังเอิญเหลือเกินผมนี่นักมวยเก่าก็เลยเข้าใจ เคยต่อยมวยอาชีพมาหลายครั้ง เชิญท่านณัฐวุฒิ ต่อครับ ไม่เป็นไรครับ

นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์

ท่านประธานครับ ท่านเดินดอกนั้นท่านเป็นต่อ ๓ : ๑ ทันทีครับ ผมเรียนท่านประธานอย่างนี้เป็นประเด็นสุดท้าย มีคนถามกันมากในสภานี้ว่าการยื่นแก้ไขรัฐธรรมนูญคราวนี้ประชาชนได้อะไร ผมเชื่อว่า พี่น้องประชาชนหากฟังด้วยเหตุด้วยผลน่าจะเข้าใจว่าท่านจะได้อะไรบ้างจากการเดินหน้าแก้ไข รัฐธรรมนูญที่กำลังเป็นอยู่ปัจจุบัน มีคำถามที่จะฝากทิ้งไว้เท่านั้นครับว่าผมจำได้รัฐบาลชุดที่แล้ว ก็แก้ไขรัฐธรรมนูญไม่ใช่หรือครับ สาระหลักที่แก้นอกจากมาตรา ๑๙๐ ซึ่งแก้ไว้นิดหน่อยก็คือ การแก้เขตเลือกตั้งให้มีบัญชีรายชื่อ จากเดิมรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ บอกเขตหนึ่งเป็นพวง พวงใหญ่ ๓ คน พวงเล็ก ๒ คน ก็เป็นเขตละคน เขตละคน เขาลือกันว่าแก้คราวนั้นก็เพื่อหวังว่า จะชนะเลือกตั้งกับพรรคเพื่อไทย ท่านอธิบายว่าท่านก็ไม่เห็นด้วย แต่ต้องทำตามกรรมการ หลายชุดเขาเสนอ แล้วไม่ได้เคยเห็นเลยหรือว่าการแก้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ที่เป็นอยู่กรรมการ หลายชุดหลายองค์กรเขาก็เสนอให้ทำ ช่วยอธิบายด้วยว่าประชาชนได้อะไรจากการแก้ไข รัฐธรรมนูญฉบับนั้น

(นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพัทลุง ได้ยืน และยกมือขึ้น)
(การประชุมดำเนินมาถึงตอนนี้ นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา ได้กลับมาขึ้นบัลลังก์เพื่อดำเนินการประชุมต่อไป)
นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

มีผู้ประท้วงครับ

นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พัทลุง

ท่านประธาน ที่เคารพ ผม นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดพัทลุง จริง ๆ ผมเข้าใจว่า ท่านผู้อภิปรายกำลังจะจบแล้ว แต่ผมขออนุญาตประท้วงท่านประธานตามข้อบังคับ ข้อ ๕ และข้อ ๔๓ เมื่อสักครู่ท่านผู้อภิปรายได้พูดพาดพิงถึงพรรคประชาธิปัตย์ว่ามีการแก้รัฐธรรมนูญ เกี่ยวกับเรื่องของเขตเลือกตั้ง และท่านได้พูดว่ามีการลือกันว่าแก้เพื่อหวังชนะการเลือกตั้ง ผมคิดไม่ได้เป็นอย่างนั้นหรอกครับ เราคิดว่าแก้เพื่อให้พี่น้องประชาชนใช้สิทธิ ๑ คน ๑ เสียง เท่าเทียมกัน ซึ่งก็เป็นไปตามที่รัฐสภาแห่งนี้ได้พิจารณาอนุมัติไปแล้ว เพราะฉะนั้นการที่ท่านพูดว่า รัฐบาลในขณะนั้นคือพรรคประชาธิปัตย์แก้เพื่อหวังชนะการเลือกตั้ง ผมคิดว่าเป็นการพูดที่เสียดสี เพราะฉะนั้นขอให้ท่านได้กรุณาถอนคำพูดนะครับ

ประเด็นต่อไป ท่านประธานครับ ท่านผู้ที่กำลังอภิปรายได้อภิปรายเปรียบเทียบ ซึ่งผมคิดว่าท่านประธานควรจะเตือนหลายครั้งแล้ว เช่นการเปรียบเทียบว่าการเอานักมวยไปชกนี่ กรรมการต้องมีความเป็นธรรมอะไรทำนองนี้ ท่านกำลังสื่อถึงศาลรัฐธรรมนูญว่าไม่มีความเป็นธรรม ซึ่งผมไม่ได้คิดอย่างนั้นเลย ท่านกำลังเสียดสีแล้วก็พาดพิงไปถึงศาลรัฐธรรมนูญ ท่านประธาน ควรจะเตือนนะครับ เราเข้าใจไปอย่างนั้นจริง ๆ ผมไม่อยากให้ท่านเสียสมาธิ แต่ว่าการที่ท่าน กระทำอย่างนั้นผมคิดว่าไม่เหมาะสมที่จะไปพูดพาดพิงถึงบุคคลภายนอก เพราะในส่วนที่ผม ลุกขึ้นประท้วงครั้งนี้ครับ ในส่วนที่ท่านบอกว่าพรรคประชาธิปัตย์แก้เพื่อหวังชนะการเลือกตั้ง ขอให้ถอนคำพูดครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านณัฐวุฒิครับ ไหน ๆ ก็ถอนมาโดยตลอดนะครับ เพื่อความสบายใจของท่านนิพิฏฐ์ถอนให้ท่านสักนิด

นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์

ท่านประธาน ท่านมีข้อวินิจฉัยเช่นไรครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ให้ถอนคำว่า แก้รัฐธรรมนูญเพื่อให้พรรคประชาธิปัตย์ชนะการเลือกตั้ง เชิญครับ

นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พัทลุง

ผมไม่สบายใจ ที่ท่านบอกว่าให้ถอนเพื่อให้ผมสบายใจ ไม่ใช่ครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

อย่างนั้นผมถอนเองครับ

นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พัทลุง

เดี๋ยวครับ ที่ให้ถอนเพราะเขาทำผิดข้อบังคับ ไม่ใช่ถอนเพราะผมสบายใจหรือไม่สบายใจนะครับ ท่านอย่าพูดว่าถอนเพื่อให้ผมสบายใจนะครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ถอนคำว่า แก้รัฐธรรมนูญ เพื่อให้พรรคประชาธิปัตย์ชนะเลือกตั้ง

นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์

ผมเรียน อย่างนี้นะครับท่านประธาน ผมพูดชัดว่า มีเสียงลือกันว่า

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ไม่เป็นอะไรหรอกครับ ผมเข้าใจ ทีนี้ไหน ๆ ก็ถอนมาโดยตลอดแล้วก็เอาสักทีหนึ่ง จะได้จบ

นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์

ผมเคารพ ท่านประธานนะครับ แล้วผมประสงค์ให้กระบวนการนี้เดินหน้า ถอนครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ท่านสมาชิกครับ ขออนุญาตหารือนิดหนึ่งครับ ที่เราได้พูดคุยกันไว้วิป ๓ ฝ่าย ที่บอกว่าวันนี้อภิปรายน่าจะใช้ เวลามาถึงสัก ๔ ทุ่มก็คงจะพอสมควร แล้วที่สำคัญเราต้องมีลงมติขานชื่อเป็นรายบุคคลด้วย น่าจะใช้เวลาอีกสักชั่วโมงสองชั่วโมงมันก็จะดึกพอสมควร ทีนี้ผมก็หารือว่าตกลงเราควรจะ อย่างไรดี เพราะเห็นมีรายชื่อผู้อภิปรายอีกหลายคน ท่านวันชัยเชิญครับ

นายวันชัย สอนศิริ สมาชิกวุฒิสภา ภาคเอกชน

ท่านประธานที่เคารพ กระผม วันชัย สอนศิริ สมาชิกวุฒิสภาสรรหา ท่านประธานที่เคารพครับ ผมขออนุญาตกราบเรียน ต่อท่านประธาน ผมอยากจะพูดเพราะถูกพาดพิงครับ และขออนุญาตท่านประธานชี้แจง พาดพิงแล้วทำให้เสียหาย แต่เผอิญว่าผมเห็นมวยหลักกำลังอภิปรายไม่อยากให้เสียหลัก เพราะฉะนั้นก็เลยอยากจะขออนุญาตชี้แจงในระยะเวลาเพียงเล็กน้อย เพราะจากการอภิปราย ของผู้อภิปรายดูเหมือนว่าพวกสรรหานั้นเลวร้าย มิได้ยึดโยงกับประชาชน ประเด็นที่ผม อยากจะขออนุญาตชี้แจงต่อท่านประธานและที่ประชุมรวมทั้งประชาชน ถ้าฟังการถ่ายทอด แล้วอาจจะเข้าใจผิดพลาด ผมอยากจะกราบเรียนต่อท่านประธานอย่างนี้เล็กน้อย

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านวันชัยครับ สัก ๑ นาที ก็พอไหวกระมังครับ เชิญครับ

นายวันชัย สอนศิริ สมาชิกวุฒิสภา ภาคเอกชน

นิดเดียวครับท่านประธาน ผมจะพยายามจะไม่ให้เยิ่นเย้อเพราะเข้าใจครับ ผมอยากจะกราบเรียนต่อท่านประธาน อย่างนี้ว่าเวลามีการกล่าวหา เวลามีการอภิปราย รัฐธรรมนูญจะมีที่มาที่ไปอย่างไรผมไม่โต้แย้ง แต่ผมกราบเรียนในส่วนตัวของผมก่อนคนอื่นจะอย่างไรไม่รู้ ผมได้พูดกับท่านประธานวันนั้น ไปแล้วว่าผมลงสมัครเพราะช่องรัฐธรรมนูญเปิด เมื่อเปิดแล้วผมกราบเรียนต่อท่านประธาน สาบานต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ว่าผมไม่รู้จักใครแม้แต่คนเดียวแล้วเขาเลือกผมมา เพราะฉะนั้น ผมกราบเรียนว่าภูมิใจ อันนี้กราบเรียนเบื้องต้นก่อน แต่ผมอยากจะกราบเรียนต่อ ท่านประธานอย่างนี้ว่าที่รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ เขากำหนดอย่างนั้นเพราะเขาเห็นมี ข้อบกพร่อง เห็น ส.ว. มาจากการเลือกตั้งปี ๒๕๔๐ แล้วอะไรเกิดขึ้นผมได้อภิปรายไปแล้ว คณะรัฐมนตรีผมกราบเรียนต่อท่านประธานแล้วว่านายกรัฐมนตรีต้องมาจากการเลือกตั้งแล้วก็ ผสมผสานกับ ครม. ซึ่งไม่จำเป็นต้องมาจากการเลือกตั้งก็ได้ ประการต่อมา ส.ส. นิติบัญญัติ มาจากการเลือกตั้ง ๓๗๕ คน แล้วก็

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านครับ ปล่อยโอกาส ให้ท่านสักเล็กน้อย ก็ทราบครับ ผมว่าให้ท่านพูดสักเล็กน้อยจะจบแล้วครับ มันก็จะได้ เดินหน้าต่อ ท่านน่าจะไม่เกิน ๑ นาทีจะได้จบครับ ท่านประสิทธิ์พอเถอะครับ มันดึกแล้ว เอาละ พอเถอะ ไม่ต้องครับ ขอความกรุณาเถอะครับ พอเถอะครับมันจะได้เดินต่อ ก็ใช้เวลาอีก ไม่เกิน ๑ นาที เชิญครับ

นายวันชัย สอนศิริ สมาชิกวุฒิสภา ภาคเอกชน

ท่านประธานที่เคารพครับ ขอบพระคุณมากครับ และผมกราบเรียนว่า ส.ส. นี่เขาก็กำหนดว่าให้มี ส.ส. เขต ๓๗๕ คน สัดส่วน ๑๒๕ คน ผมได้เรียนแล้วว่าเอามาผสมกัน ซึ่งก็ได้อธิบายในรายละเอียดว่า สัดส่วนมาอย่างไร ผมไม่อธิบายเพิ่มเติม ส.ว. ก็เหมือนกัน เขารู้ว่าถ้าเลือกตั้งทั้งหมดแล้วมี ข้อบกพร่องอย่างไร เขาจึงกำหนดให้มีเลือกตั้งส่วนหนึ่ง ๗๗ จังหวัด บวก ๗๓ คนจากการสรรหา ซึ่งผมกราบเรียนว่าสรรหานั้นมาตามรัฐธรรมนูญถ้าเห็นว่าระบบแบบนี้มีข้อบกพร่องก็แก้ไข ในระบบสรรหาเสียจะเอาอย่างไรก็ว่ากัน นั่นประการที่ ๑ ผมกราบเรียนว่าเขาเห็น ข้อบกพร่องของการเลือกตั้งทั้งหมดจึงแก้มาอย่างนี้ นั่นประการที่ ๑ อีกนิดเดียวครับ ท่านประธาน

ประการต่อมาหาว่า ส.ว. สรรหามิได้ยึดโยงจากประชาชน ผมขออนุญาต อ้างคำพูดของ ร้อยตำรวจเอก เฉลิม อยู่บำรุง พูดถึง อสส. นั้นก็ยึดโยงกับประชาชน เพราะ ส.ว. เป็นคนให้ความเห็นชอบ กกต. ก็เหมือนกันครับ ใครให้ความเห็นชอบครับ ส.ว. เหมือนกัน ป.ป.ช. ก็ ส.ว. เหมือนกัน ศาลรัฐธรรมนูญก็ ส.ว. เหมือนกัน รวมทั้งผู้ตรวจการ แผ่นดิน ผู้ตรวจเงินแผ่นดิน คนเหล่านี้มาเป็นองค์ประกอบในการสรรหายึดโยงกับประชาชน คือ ส.ว. เป็นคนให้ความเห็นชอบ เพราะฉะนั้นประเด็นตรงนี้ผมจึงกราบเรียนต่อ ท่านประธานผ่านไปยังผู้ชมให้พึงทราบว่ายึดโยงกับประชาชนและเป็นการอุดช่องว่างของ ข้อบกพร่องต่อปัญหาที่เกิดมีข้อกล่าวหาว่าเป็นสภาทาสดังที่ผมกราบเรียนครับ กราบขอบพระคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

พอนะครับ ทีนี้ท่านสมาชิกครับ เมื่อสักครู่ผมได้หารือค้างเอาไว้ครับ แล้วก็มีรายชื่อที่อยู่ในมือผมอีกหลายท่าน ถ้าดำเนินการ ตามนี้เฉพาะที่มีรายชื่ออยู่ในมือผมมานี่ก็น่าจะใช้เวลาอีกสัก ๒ ชั่วโมงกว่า นี่ยังไม่เผื่ออะไร ที่เสียเวลาน่าจะมีสัก ๓ ชั่วโมง ก็น่าจะเป็นสักตี ๒ ทีนี้ถ้าลงคะแนนก็น่าจะอีกสัก ๑-๒ ชั่วโมง ก็อาจจะตี ๔ หารือสมาชิก ผมไม่ขัดข้องนะครับ แต่ทีนี้เห็นใจว่าท่านผู้อาวุโสทั้งหลาย ผู้สูงอายุจะไหวไหม ถ้าไม่ไหวก็ต้องหาทางออกร่วมกันว่าควรจะต้องอย่างไร ท่านกฤชเชิญครับ

นายกฤช อาทิตย์แก้ว สมาชิกวุฒิสภา กำแพงเพชร

ท่านประธาน ที่เคารพครับ กฤช อาทิตย์แก้ว สมาชิกวุฒิสภาจังหวัดกำแพงเพชร ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมยกมือจนเมื่อยนะครับ ผมว่าท่านประธานเห็นนะครับ แกล้งไม่เห็นผม ท่านประธานครับ ผมกราบเรียนท่านประธานด้วยความเคารพว่าผมเป็นวิปของวุฒิสภา ผมได้มีโอกาสประชุมร่วม ในข้อตกลงว่าเราจะประชุมกันถึง ๔ ทุ่มทุกวัน แม้กระทั่งวันนี้ แต่เดิมนี่ท่านประธานครับ เราจะประชุมกัน ๒ วัน แต่ว่าด้วยความอนุเคราะห์จากทางพรรคประชาธิปัตย์ เราก็ได้รับ ความกรุณาจากทางรัฐบาลด้วย ประชุมกันเลยกลายเป็น ๓ วัน ผมก็กลับมาบอกบรรดา สมาชิกวุฒิสภาว่าเราจะประชุมกัน ๓ วัน แล้วในการประชุมกัน ๓ วันเราจะเลิก ๔ ทุ่ม วันแรก ๕ ทุ่ม วันที่ ๒ ๔ ทุ่ม เอาละถือว่าเป็นข้อตกลง วันนี้ผมอดทนรอมานี่จะ ๕ ทุ่มแล้ว ท่านประธานไม่ได้แสดงวี่แววว่าจะปิดการประชุมเมื่อไร ปิดการอภิปรายเมื่อไร ท่านพูดไปถึง ตีสี่โน่น ผมไม่เห็นด้วยท่านประธานครับ เพราะผมได้บอกบรรดาสมาชิกวุฒิสภาไว้ทั้งหมดแล้วว่า เราจะเลิกไม่เกิน ๔ ทุ่มทุกวัน ณ ตอนนี้ผมอยากจะหารือท่านประธานว่าจะเอากันอย่างไร ผมอยากจะให้ท่านประธานได้เสนอต่อที่ประชุมแห่งนี้ว่าจะเอาอย่างไร จะปิดเท่าไร ถ้าใจผมนะครับผมจะเสนอปิดอภิปราย ถ้าหากว่าท่านประธานยังไม่ชัดเจน ผมจะเสนอ ปิดอภิปราย ผมกราบเรียนท่านประธานผมรอคำตอบจากท่านประธาน ขอบคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

จะเอาอย่างไรผมไม่ขัดข้อง ทีนี้ผมเป็นห่วงอย่างที่ได้กราบเรียนเพราะหลายท่านก็สูงวัย เพราะฉะนั้นเอาเป็นว่าวิป ๓ ฝ่าย หารือกันดีไหมครับ บริหารเวลาที่เหลือตรงนี้ ท่านจุรินทร์เชิญครับ

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธานที่เคารพ กระผม จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ พรรคประชาธิปัตย์ สมาชิกรัฐสภา วิปได้มีข้อตกลงว่าวันแรกจะเลิก ๔ ทุ่ม วันที่ ๒ ก็จะเลิก ๔ ทุ่ม แล้วก็จะประชุมเบื้องต้น ๓ วัน แต่ข้อตกลงไม่ได้มีเท่านั้นนะครับ มีข้อตกลงอีกประการหนึ่งก็คือว่าแต่ละฝ่าย ใน ๓ ฝ่ายจะได้เวลาในการอภิปรายฝ่ายละกี่ชั่วโมง สมาชิกวุฒิสภาได้ ๘ ชั่วโมง รัฐบาลได้ ๑๕ ชั่วโมง ฝ่ายค้านได้ ๑๕ ชั่วโมง ขณะนี้พรรคประชาธิปัตย์จาก ๑๕ ชั่วโมงก็ต้องแบ่งให้ พรรคภูมิใจไทยแล้วก็พรรคฝ่ายค้านอื่น ๆ พรรคประชาธิปัตย์ได้ ๑๒ ชั่วโมง ช่วงระยะเวลา ที่ผ่านมาจนถึงนาทีนี้เราใช้เวลาไปประมาณ ๙ ชั่วโมง ยังเหลือเวลาอีกประมาณ ๓ ชั่วโมง พูดง่าย ๆ คือ ๒ ชั่วโมง ๔๗ นาที และยังมีผู้ที่รอการอภิปรายแล้วก็ได้เตรียมการมาตลอด ๓ วันอีกประมาณ ๑๓ ท่าน เพราะฉะนั้นข้อตกลงนี้ก็ควรได้รับการปฏิบัติให้เป็นไปตามนั้น พวกกระผมพร้อมที่จะปฏิบัติหน้าที่จนกระทั่งนาทีสุดท้าย แล้วก็เห็นว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เป็นเรื่องที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะนี่คือกติกาของประเทศ ส่วนการที่จะทำให้ พวกกระผมได้ปฏิบัติหน้าที่ให้ครบถ้วนด้วยวิธีอย่างไรพวกกระผมไม่ติดใจ เช่นจะให้อภิปราย ในวันนี้ไปจนกระทั่งจบหมดเวลาที่พวกกระผมสามารถใช้สิทธิทำหน้าที่แทนประชาชนได้ พวกกระผมก็ยินดี หรือวันนี้ถ้าคิดว่าถึงเวลาอันสมควรที่จะยุติจะไปต่อวันพรุ่งนี้พวกกระผม ก็ไม่ขัดข้องครับ ขอให้พวกกระผมได้ทำหน้าที่ให้ครบถ้วน สมบูรณ์ในฐานะตัวแทนประชาชน พวกกระผมพอใจและถือว่าเป็นไปตามข้อตกลง ขอบคุณครับท่านประธาน

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ขอให้ข้อมูลสมาชิกนะครับ เวลาของพรรคร่วมรัฐบาลใช้เวลาไป ๑๐ ชั่วโมงครึ่ง ก็ยังเหลือเวลาอยู่ ๔ ชั่วโมงครึ่ง เมื่อสักครู่ฝ่ายค้านก็บอกเหลืออยู่ ๒ ชั่วโมงกว่า รัฐบาลเหลืออยู่ ๔ ชั่วโมงกว่า ส่วนของ สมาชิกวุฒิสภาก็เหลืออยู่ ๑ ชั่วโมง ทีนี้ถ้าเอาตามนี้ก็อีก ๘ ชั่วโมง ก็แล้วแต่ครับ ท่านไพบูลย์เชิญครับ

นายไพบูลย์ ซำศิริพงษ์ สมาชิกวุฒิสภา ปทุมธานี

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม ไพบูลย์ ซำศิริพงษ์ สมาชิกวุฒิสภาจากจังหวัดปทุมธานี ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ในเรื่องของร่างรัฐธรรมนูญที่จะแก้ไข ๓ ร่างนี้ ๔ มาตรา ทุก ๆ ฝ่ายไม่ว่าจะเป็นฝ่ายรัฐบาล ฝ่ายค้าน แล้วก็ทาง ส.ว. ก็ได้พูดถึงเหตุผล ต่าง ๆ นานามาแล้ว แล้วก็ใน ๓ วันเต็ม ๆ เหตุผลก็ค่อนข้างที่จะคล้ายคลึงกัน ฉะนั้นกระผม คิดว่าวันนี้ก็ดึกพอสมควร กระผมขอเสนอระเบียบวาระการประชุมร่วมกันของรัฐสภา ข้อบังคับ ข้อ ๓๒ (๕) ขอเสนอให้ปิดอภิปรายแล้วทำการโหวตกันเลยครับ ขอผู้รับรอง ด้วยครับ

(มีสมาชิกยกมือขึ้นรับรอง)
นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านไพบูลย์ครับ ผมว่า หารือกันดีไหมครับ วิปหารือกันนิดหน่อยดีไหมครับ

นายไพบูลย์ ซำศิริพงษ์ สมาชิกวุฒิสภา ปทุมธานี

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพ กระผม ไพบูลย์ ซำศิริพงษ์ สมาชิกวุฒิสภาจากจังหวัดปทุมธานี ในฐานะสมาชิก รัฐสภา ก่อนที่กระผมจะยืนขึ้นมากราบเรียนท่านประธานรัฐสภานั้นได้ไตร่ตรองและหารือ หลายฝ่ายพอสมควรครับ โดยเฉพาะฝ่าย ส.ว. และฝ่ายรัฐบาล คิดว่าเป็นญัตตินี้และไม่ถอนครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านจุรินทร์เชิญครับ

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธานที่เคารพ กระผม จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ พรรคประชาธิปัตย์ สมาชิกรัฐสภา กระผมคิดว่าถ้าคำพูดของท่านสมาชิกวุฒิสภาเมื่อสักครู่จากจังหวัดปทุมธานีเป็นจริง สะท้อน ให้เห็นว่าสมาชิกวุฒิสภาบางส่วนกับรัฐบาลสมคบกันปิดปากฝ่ายค้าน ปิดหูปิดตาประชาชน หรือเปล่าครับ ข้อตกลงในช่วงระยะเวลาที่ผ่านมาผมคิดว่ามีความชัดเจน รัฐบาลก็ทราบ ฝ่ายค้านก็ทราบ ท่านวุฒิสมาชิกผู้ทรงเกียรติทุกท่านก็รับทราบข้อตกลงในช่วงระยะเวลา ที่ผ่านมา สื่อมวลชนก็ทราบ พี่น้องประชาชนที่ติดตามการอภิปรายทั่วทั้งประเทศก็รับทราบว่า เราแบ่งเวลาให้แต่ละฝ่ายเท่าไร ขณะนี้ฝ่ายค้านยังใช้เวลาไม่ครบ ยังเหลือเวลาอีกเกือบ ๓ ชั่วโมง พวกกระผมก็เตรียมการในการทำหน้าที่ แต่พอมาถึงนาทีนี้ยังไม่ทันทำหน้าที่ ได้ครบถ้วนสมบูรณ์ ท่านสมาชิกวุฒิสภาบางส่วนที่ท่านกล่าวอ้างถึงและรัฐบาลบอกว่า จะขอให้ยุติการอภิปรายแล้วก็เสนอเป็นญัตติที่จะให้ปิดการอภิปราย ผมคิดว่าเป็นเรื่องที่ ไม่สมควรอย่างยิ่ง เพราะถือว่าเป็นการละเมิดข้อตกลงที่ได้พูดจากันไว้ และสิ่งที่พวกกระผม ไม่เห็นด้วยและประสงค์จะร้องขอก็คือว่าไม่ได้ร้องขอในสิ่งที่เป็นประโยชน์ส่วนตัว แต่ต้องการร้องขอเพื่อให้ได้มาซึ่งเวลาที่เป็นสิทธิของพวกกระผมโดยชอบ เพื่อให้พวกกระผม ได้สามารถที่จะปฏิบัติหน้าที่แทนประชาชนได้ เพราะฉะนั้นขอความกรุณาท่านประธาน ได้เจรจาหรือพูดจากับท่านสมาชิกวุฒิสภาที่ได้เสนอญัตติเมื่อสักครู่ครับ ขอให้ปฏิบัติ ให้เป็นไปตามข้อตกลงที่เราได้ตกลงกันไว้ ขอบคุณครับท่านประธาน

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ผมขออย่างนี้ครับ เพื่อให้ การประชุมดำเนินไปด้วยความเรียบร้อยนะครับ ผมขอพักสัก ๕ นาทีครับ ให้วิปหารือกัน หาทางออกร่วมกันครับ พักสัก ๕ นาทีนะครับ

พักประชุมเวลา ๒๒.๕๑ นาฬิกา

เริ่มประชุมต่อเวลา ๒๓.๒๐ นาฬิกา

ท่านสมาชิกครับ ขอดำเนินการต่อเลยนะครับ ขอทุกท่านนั่งประจำที่ได้แล้วกระมังครับ ตกลงวิปคุยกันได้ ข้อสรุปอย่างไรครับ ท่านนิรันดร์มีอะไรครับ

นายนิรันดร์ ประดิษฐกุล สมาชิกวุฒิสภา ภาครัฐ

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายนิรันดร์ ประดิษฐกุล สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา ก่อนพักการประชุมผมได้ยกมือค้างไว้ ผมจึงขอเรียนท่านประธาน ด้วยความเคารพว่ากรณีที่มี ส.ว. ท่านหนึ่งผมไม่เอ่ยชื่ออ้างว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญคราวนี้ มีการแก้ไข ๓ มาตรา เป็นการกล่าวอ้างที่คลาดเคลื่อนหรือไม่เป็นความจริง เพราะว่า ร่างฉบับหนึ่ง ๘-๙ มาตรา ร่างอีกฉบับหนึ่ง ๒ มาตรา แล้วร่างอีกฉบับหนึ่ง ๑ มาตรา คือ มาตรา ๑๙๐ ๑ มาตรา โดยแก้ไข ส.ว. ๘-๙ มาตรา แล้วอีกอันหนึ่งแก้ไข อีกร่างหนึ่งร่างที่ ๒ ก็คือว่าแก้ไขมาตรา ๖๘ กับมาตรา ๒๓๗ นี่คือความคลาดเคลื่อน หรือความไม่จริง หรือเป็น ความหลงผิด ประการแรก

ส่วนประการที่ ๒ ที่อ้างว่าฝ่าย ส.ว. ได้ตกลงกันแล้วว่าจะเอาอย่างนี้ จึงเสนอ ปิดอภิปรายนั้น กระผม ส.ว. ข้างหลังที่นั่งกันอยู่นี่ไม่ได้รู้เห็นในเรื่องของการเสนอ ปิดอภิปรายครั้งนี้แต่ประการใด กราบเรียนด้วยความเคารพครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านไพบูลย์เชิญครับ

นายไพบูลย์ ซำศิริพงษ์ สมาชิกวุฒิสภา ปทุมธานี

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม ไพบูลย์ ซำศิริพงษ์ สมาชิกวุฒิสภาจากจังหวัดปทุมธานี ในฐานะสมาชิกรัฐสภา เมื่อสักครู่ก่อนที่ท่านประธานจะพักการประชุม ท่านประธานวิปฝ่ายค้าน ได้กรุณาให้โอวาทต่อกระผมว่ากระผมนั้นสมคบกับฝ่ายรัฐบาล แล้วก็เป็นการกระทำ ที่ไม่ถูกต้องเหมาะสม ผมขอกราบเรียนครับว่าถ้าท่านไปถาม ส.ส. ในพรรคของท่าน ที่จังหวัดปทุมธานีจะทราบว่าผมเป็นคนตรงไปตรงมา ส่วนมีเพื่อนสมาชิกจากซีก ส.ว. ท่านหนึ่งบอกว่าผมพูดมาตราผิด ผมขอเรียนว่าผมพูดชัดเจนว่า ๓ ร่าง ๔ มาตรา เอาเป็นว่า ๓ ร่างทุกมาตราก็แล้วกัน ผมยังยืนยันญัตติเดิมครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

พาดพิงจังหวัดปทุมธานี ไม่ได้เสียหายอะไรหรอกครับ มีผู้เสนอขอปิดการอภิปราย มีผู้รับรองถูกต้องครับ มีท่านใด เห็นเป็นอย่างอื่นหรือเปล่าครับ เชิญครับ เอ่ยชื่อจังหวัดทำให้เสียหายนะครับ เชิญครับ

นายเกียรติศักดิ์ ส่องแสง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ปทุมธานี

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายเกียรติศักดิ์ ส่องแสง สมาชิก สภาผู้แทนราษฎร เขตเลือกตั้งที่ ๕ อำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี พรรคประชาธิปัตย์ สมาชิกรัฐสภา ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพครับ ผมก็อยากจะหารือขอชี้แจงสักนิดหนึ่ง ท่านประธานรัฐสภา ผมกราบเรียนท่านสมาชิกวุฒิสภาผู้อาวุโสจากจังหวัดปทุมธานี จริง ๆ แล้วผมเคารพท่านนะครับ ผมเข้าไปกราบท่านถึงที่บ้าน ท่านนั้นเป็นนักการเมือง เป็นนักประชาธิปไตย ท่านเป็นผู้นำทางด้านการเมืองสีขาว ซึ่งท่านได้รณรงค์ มาโดยตลอด ไม่อยากให้การเมืองนั้นมีการใช้สิทธิ มีการซื้อเสียง ปราศจากการซื้อเสียง แล้วท่านก็เป็นผู้รณรงค์ ท่านได้บรรยายการเมืองในระบอบประชาธิปไตย ผมเชื่อว่าการเมือง ระบอบประชาธิปไตยนั้นจะต้องฟังเสียงทุกเสียง ฟังเสียงทุกฝ่าย ฟังเสียงส่วนน้อย เพราะฉะนั้นพรรคของเราพรรคประชาธิปัตย์เสียงส่วนน้อยก็ยังมีผู้อภิปรายที่จะอภิปราย ท่านอย่าปิดหูปิดตาเลย ผมขอกราบคารวะไปถึงท่านผู้อาวุโส ถึงผมจะก้าวร้าวท่านแต่ผม ก็จะขอกราบเท้าท่านขอให้พรรคประชาธิปัตย์เราได้ทำหน้าที่ อย่าปิดหูปิดตาประชาชน เลยครับ ขอบคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านสมาชิกครับ ในเมื่อ เจ้าของญัตติได้ยืนยันญัตติแล้วมีผู้รับรองถูกต้อง ผมคงดำเนินการเป็นอย่างอื่นไม่ได้ เชิญท่านชวนครับ

นายชวน หลีกภัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม นายชวน หลีกภัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ผมขออนุญาตกราบเรียน ท่านประธานอย่างนี้ครับ โดยหลักการแล้วกฎหมายรัฐธรรมนูญเราก็ถือว่าเป็นกฎหมาย ที่มีศักดิ์สูงสุดนะครับ กฎหมายใดขัดแย้งต่อรัฐธรรมนูญก็ต้องถือว่ากฎหมายนั้นก็เป็นโมฆะ บทบัญญัติรัฐธรรมนูญแก้ไขได้ แต่ว่าด้วยความสำคัญเช่นนี้เขาจึงได้เขียนบทบัญญัติ การแก้ไขไว้เป็นพิเศษต่างกับกฎหมายอื่น ๆ ที่กราบเรียนท่านประธานเรื่องนี้เพราะคิดว่า เมื่อกรรมการของ ๒ ฝ่ายได้หารือแล้วก็ตกลงเวลากัน กระผมไม่บังอาจที่จะไปขัดแย้ง ท่านสมาชิกวุฒิสภาผู้มีเกียรติ แต่กระผมคิดว่าถ้าเราจะหาทางทำความเข้าใจกันแล้วก็ใช้เวลา อีกระยะหนึ่งเพื่อแต่ละฝ่ายได้ทำหน้าที่โดยสมบูรณ์ ผมคิดว่าไม่มีใครแพ้ ไม่มีใครชนะ แต่ว่า ประโยชน์จะได้กับระบอบประชาธิปไตยและสภา ๒ สภาของเรา อยากขอความกรุณาว่า ให้ได้มีการอภิปรายต่อไปนะครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านไพบูลย์ว่าอย่างไรครับ

นายไพบูลย์ ซำศิริพงษ์ สมาชิกวุฒิสภา ปทุมธานี

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม ไพบูลย์ ซำศิริพงษ์ สมาชิกวุฒิสภาจากจังหวัดปทุมธานี ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ก่อนอื่นผมขออนุญาตน้องเกียรติศักดิ์ ส่องแสง ก่อนด้วยความรัก เคารพ ผมไม่ได้ปิดหูปิดตา แต่นี่มัน ๓ วัน ๓ คืนแล้วนะครับ เปิดโอกาสก็คุยกันมา ถกกันมาตลอดเวลานะครับ

อันที่ ๒ ผมกราบแทบเท้าท่านประธานที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ ขออนุญาตกราบเอ่ยชื่อท่าน ท่านชวน หลีกภัย ผมเคารพในความอาวุโสของท่านที่สุดเลย ให้ผมไปกราบท่านเดี๋ยวนี้ก็ยินดี แต่ผมขอยืนยันญัตติเดิมครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เพราะฉะนั้นผมขอ มติเลยนะครับ เชิญท่านชวนครับ สักเล็กน้อย ๑ นาทีนะครับ

นายชวน หลีกภัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธาน ที่เคารพครับ ก็ไม่รบกวนเวลามาก แต่ว่าด้วยความเคารพต่อความเห็นของท่านสมาชิก ผู้มีเกียรติเมื่อท่านได้เสนอไปแล้ว แต่อยากจะขอร้องสมาชิกท่านอื่นว่าถ้าจะกรุณาให้เวลา คือไม่ปิดอภิปราย ให้โอกาสกับสมาชิกอีกระยะหนึ่ง ผมคิดว่าเราจะได้ประโยชน์ร่วมกันครับ ผมขอยืนยันอีกครั้งหนึ่งว่าอันนี้เป็นความประสงค์ แล้วผมเองก็มีความประสงค์ที่จะกราบเรียน ท่านประธานเพื่ออภิปรายสั้น ๆ เพื่อเสริมจากที่เราได้พูดกันมา ขอบพระคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านผู้อาวุโสครับ ถ้าจะต่อ น่าจะใช้เวลาสักกี่นาที

นายชวน หลีกภัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธาน ที่เคารพครับ ท่านประธานอย่าเรียกว่าอาวุโสนะครับ ไม่ได้แก่ที่สุดหรอกครับในนี้ เดี๋ยวคำว่าอาวุโสจะกลายเป็นปัญหาไป เพราะผมถือหลักว่าอาวุโสหรือไม่อาวุโสสิทธิก็เท่าเทียมกัน แล้วก็ไม่ทำอะไรที่เกินกว่าคนอื่น ไม่ว่าจะเป็นอาวุโสน้อยหรือมากก็ตาม แต่ว่าที่เรียนอย่างนี้ เพราะผมมองประโยชน์ส่วนรวมของเพื่อนสมาชิกในสภานี้ทั้งหมดว่าเราจะมีโอกาสได้พูด สิ่งที่เป็นประโยชน์และทำความเข้าใจดีขึ้น และเป็นประโยชน์กับประชาชนที่เข้าใจดีขึ้นครับ และข้อสำคัญก็คือว่าเรามีผู้ควบคุมเสียง ๒ ฝ่าย ที่เขาได้ตกลงเรื่องเวลาไว้ล่วงหน้าครับ ไม่มีเหตุผลอย่างอื่นที่จะไปแถมพิเศษเลยครับ แต่เป็นเวลาที่เขากำหนดเอาไว้ ซึ่งความจริงแล้ว ก็ควรจะเคารพข้อตกลงอันนั้นครับท่านประธาน

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

อย่างนั้นผมขอมติเลยนะครับ

(นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุม ทราบก่อนทำการตรวจสอบองค์ประชุมและลงมติ)

เชิญสมาชิกเข้าห้องประชุม เพื่อลงมติครับ ผมขอมติเลยครับ ไม่อย่างนั้นก็ไม่จบหรอกครับ ประท้วงไปประท้วงมาไม่จบ หรอกครับ มันไม่มีใครผิดข้อบังคับอยู่แล้วครับ มีญัตติเดียว แต่มีผู้เสนอคัดค้านยังเห็น เป็นอย่างอื่นอยู่ อย่างนั้นผมถามก็ได้เพื่อความสบายใจ มีท่านใดเห็นเป็นอย่างอื่นไหมครับ เชิญท่านจุรินทร์ครับ

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธานที่เคารพ ผม จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ พรรคประชาธิปัตย์ สมาชิกรัฐสภา เพื่อป้องกัน ความสับสนในเรื่องของการเสนอญัตติปิดการอภิปราย ผมขอกราบเรียนกับท่านประธานว่า ในส่วนของพวกผมจะไม่เสนอญัตติขอให้เปิดการอภิปราย ที่ไม่เสนอญัตติเพราะเหตุว่า ณ เวลานี้เห็นว่าถึงอย่างไรก็จะไม่ช่วยให้การอภิปรายสามารถ ดำเนินการต่อไปได้ เนื่องจากว่าเป็นความประสงค์ที่ต้องการปิดการอภิปรายโดยชัดเจน อยู่แล้ว และถึงอย่างไรพวกกระผมมีเสียงข้างน้อยก็ไม่สามารถที่จะเอาชนะเสียงข้างมากได้ ทุกอย่างอนาคตประเทศก็คงต้องเป็นไปตามความประสงค์ของผู้ที่ถือเสียงข้างมาก เพราะฉะนั้นขอกราบเรียนกับท่านประธานครับว่าจึงเป็นเหตุผลที่พวกกระผมจะไม่เสนอ ให้เปิดการอภิปรายแล้วเพราะเห็นว่าก็ไม่มีประโยชน์อะไรครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ไม่มีท่านใดเห็นเป็นอื่น ถือว่าที่ประชุมมีมติเห็นชอบให้ปิดอภิปรายนะครับ อย่างนั้นในการลงมติวาระที่หนึ่ง ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๙๑ (๓) และข้อบังคับ ข้อ ๙๓ วรรคสองและวรรคท้าย กำหนดให้ การออกเสียงลงคะแนนในวาระที่หนึ่งขั้นรับหลักการ ให้ใช้วิธีเรียกชื่อและลงคะแนน โดยเปิดเผย และต้องมีคะแนนเสียงเห็นชอบด้วยในการแก้ไขเพิ่มเติมนั้นไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่ง ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของทั้งสองสภา และในกรณีที่ที่ประชุมรัฐสภามีมติให้ พิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมหลายฉบับรวมกันรัฐสภาจะลงมติรับหลักการ หรือไม่รับหลักการแห่งร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมแต่ละฉบับ หรือทั้งหมดรวมกันก็ได้ โดยการออกเสียงลงคะแนนนั้นผมจะให้เลขาธิการเรียกชื่อสมาชิกเรียงตามลำดับอักษร เมื่อเลขาธิการเรียกชื่อสมาชิกท่านใดก็ให้สมาชิกท่านนั้นยืนขึ้นและออกเสียงลงมติว่า รับหลักการ ไม่รับหลักการ หรืองดออกเสียงนะครับ เนื่องจากร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม มีผู้เสนอจำนวน ๓ ฉบับในการออกเสียงลงคะแนนเพื่อลงมติรับหลักการแห่งร่างรัฐธรรมนูญ แก้ไขเพิ่มเติม ผมจะให้ออกเสียงลงคะแนนด้วยวิธีการเรียกชื่อและลงคะแนนโดยเปิดเผย ในคราวเดียวกัน จะรับหลักการแห่งร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมแต่ละฉบับหรือไม่ เมื่อท่านเลขาธิการเรียกชื่อสมาชิกท่านใดแล้วท่านสมาชิกกรุณาออกเสียงลงคะแนนว่า ร่างที่ ๑ รับหลักการ หรือไม่รับหลักการ หรืองดออกเสียง แล้วร่างที่ ๒ ร่างที่ ๓ ก็ใช้ หลักการเดียวกันต่อเนื่องกันไป เพื่อความเข้าใจที่ตรงกันครับ

(นายชลน่าน ศรีแก้ว รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข ได้ยืน และยกมือขึ้น)

คุณหมอมีอะไรครับ จะอภิปรายสรุปหรือครับ

นายชลน่าน ศรีแก้ว รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข

ท่านประธาน ที่เคารพครับ ผมจำเป็นต้องยกมือขึ้นประท้วงท่านประธาน เพราะว่าตามข้อบังคับแล้ว การเสนอญัตติปิดอภิปราย

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ถ้าอย่างนั้นเชิญครับ ท่านที่ จะอภิปรายสรุปเชิญครับ

นายชลน่าน ศรีแก้ว รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข

ผมเพียงแต่ ต้องการจะประท้วงว่าท่านประธานน่าจะดูข้อบังคับเพื่อเป็นความชัดเจนในที่ประชุมแห่งนี้ ผมไม่อยากให้ใช้เป็นเงื่อนไขในการไปเสนอร้องว่ากระบวนการไม่ชอบในการที่จะแก้ไข รัฐธรรมนูญ ท่านประธานดูข้อบังคับนะครับ การอภิปรายเป็นการยุติ ข้อบังคับ ข้อ ๔๗ หน้า ๑๙๖ จริงอยู่ครับท่านประธานอาจจะใช้ข้อบังคับถามว่ามีใครเห็นเป็นอย่างอื่นไหม แต่ว่าญัตติของการเสนอปิดอภิปรายเป็นญัตติที่อยู่ในข้อบังคับ ข้อ ๓๒ เป็นญัตติเดียวครับ เมื่อมีการเสนอญัตติปิดอภิปราย แน่นอนครับสภาต้องลงมติ ทีนี้ถ้าสภาลงมติท่านประธาน อาจจะบอกว่าขออนุญาตใช้ข้อบังคับโดยอนุโลมโดยการถามว่ามีใครเห็นเป็นอย่างอื่นไหม แต่ขณะนี้ความเห็นเป็นอย่างอื่นของที่ประชุมจริงอยู่ไม่ปรากฏชัดแจ้ง แต่ว่าเป็นการคัดค้าน อยู่ในที่ว่าเป็นเสียงข้างน้อย ผมเองก็ไม่อยากจะให้เกิดเป็นประเด็นว่าการพิจารณาแก้ไข รัฐธรรมนูญนี้ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ก็เลยอยากให้มีความชัดเจนให้ประธานใช้ข้อบังคับ ข้อ ๔๗ ไปเลยครับ ให้ที่ประชุมลงมติไปเลย ก็จะได้เป็นว่าที่ประชุมรัฐสภามีมติให้ ปิดอภิปรายไปก็จะได้ไม่เป็นประเด็นครับ กราบขอบพระคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เรามีญัตติเดียวนะครับ มีผู้เสนอให้ปิดการอภิปรายและมีผู้รับรองถูกต้อง ถ้าไม่มีท่านใดเห็นเป็นอื่นถือว่าที่ประชุม มีมติตามนี้ แต่ถ้ามีเห็นเป็นอื่น ต่อให้เห็นเป็นอื่นแต่ไม่มีญัตติเสนอว่าเป็นอย่างอื่นก็ถือว่า ไม่มีความเห็นอื่น เพราะฉะนั้นก็ไม่จำเป็นต้องลงมติ ก็ถือว่าที่ประชุมเห็นชอบนะครับ เพราะฉะนั้นเมื่อสักครู่นี้ดำเนินการถูกต้องแล้วครับ ทีนี้เหลือประเด็นที่จะอภิปรายสรุป เท่านั้นเอง ถ้าท่านไม่ใช้สิทธิผมก็จะขอมติเลยเท่านั้นเอง ผมขอมติเลยอย่างที่ได้ชี้แจงนะครับ ทั้งร่างที่ ๑ ร่างที่ ๒ และร่างที่ ๓ รายละเอียดท่านทราบอยู่แล้วนะครับ เพราะฉะนั้น ก่อนออกเสียงลงคะแนน ผมขออนุญาตตรวจสอบองค์ประชุมครับ ถ้าพร้อมใช้สิทธิแสดงตน ได้เลยครับ

(สมาชิกทำการเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตน)

มีท่านใดยังไม่แสดงตน ไหมครับ ไม่มี ส่งผลได้เลยครับ ผู้เข้าประชุม ๔๒๘ ท่าน ครบองค์ประชุมนะครับ

ขอเชิญสมาชิกผู้มีรายชื่อต่อไปนี้เป็นกรรมการตรวจนับคะแนนครับ ฝ่ายวุฒิสภา ท่านจารุพงศ์ จีนาพันธ์ และท่านเพ็ญพักตร์ ศรีทอง ฝ่ายสภาผู้แทนราษฎร ท่านเทียบจุฑา ขาวขำ ท่านรังสิมา รอดรัศมี ท่านนาที รัชกิจประการ ท่าน พันโท สินธพ แก้วพิจิตร เชิญครับ ขออนุญาตอ่านรายชื่อกรรมการใหม่เพราะส่งชุดใหม่มา ตามนี้นะครับ ฝ่ายวุฒิสภา ท่านยุทธนา ยุพฤทธิ์ ท่านเพ็ญพักตร์ ศรีทอง ฝ่ายสภาผู้แทนราษฎร ท่านพลภูมิ วิภัติภูมิประเทศ ท่านรังสิมา รอดรัศมี ท่านนาที รัชกิจประการ แล้วก็ท่านฐนนท์ศรณ์ เลิศฤทธิ์ศิริกุล เชิญครับ ท่านรังสิมาเปลี่ยนใครครับ

นางสาวรังสิมา รอดรัศมี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมุทรสงคราม

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภา ดิฉัน นางสาวรังสิมา รอดรัศมี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดสมุทรสงคราม ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ใครเสนอชื่อดิฉันไปคะ ท่านบอกว่าเสนอขึ้นมา คือดิฉันมองว่าการที่เอาชื่อไปเป็นกรรมการ คราวที่แล้วก็เอาชื่อดิฉัน ไปเป็นกรรมการทีหนึ่งแล้วค่ะ นี่ก็ดิฉันอีกแล้ว ท่านประธานมีอะไรกับดิฉันคะ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

คงไม่กล้ามีหรอกครับ

นางสาวรังสิมา รอดรัศมี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมุทรสงคราม

ไม่ใช่ เห็นมีดิฉันทุกครั้งเลย ดิฉันไม่เต็มใจหรอกค่ะที่จะไปเป็นนะคะ เพราะฉะนั้นดิฉันขอสละสิทธิ ดิฉันไม่เป็นค่ะ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ก็เขาส่งมาให้ผมอย่างนี้ครับ

นางสาวรังสิมา รอดรัศมี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมุทรสงคราม

เขานั้นใครคะ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เขานั้นไม่ทราบ เจ้าหน้าที่ส่ง มาครับ ก็ไม่เป็นไรครับ เสนอใครมาแทน ฝ่ายสำรองนะครับ ท่านบุณย์ธิดา สมชัย เชิญครับ

นางสาวบุณย์ธิดา สมชัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อุบลราชธานี

ท่านประธานคะ บุณย์ธิดา สมชัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุบลราชธานี พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานคะ เนื่องด้วยดิฉันจะต้องประสาน กับวิปในส่วนของพรรคอยู่ ดิฉันขอสละสิทธิค่ะ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ถ้าอย่างนั้นขอตัวแทน พรรคประชาธิปัตย์ ส่งใครครับ วิปครับ เชิญเสนอได้เลยครับ ส่งใครครับ ส่งชื่อด้วยครับ ไม่ส่งก็ถือว่าเอาเท่าที่มีนะครับ เอาเท่าที่มีครับ ท่านจุรินทร์พยักหน้าเอาเท่าที่มี เชิญครับ กรรมการเชิญครับ

(คณะกรรมการตรวจนับคะแนนเข้าประจำที่)

ท่านเลขาธิการบอกว่า เวลานับคะแนนเขาจะจับคู่กันให้ครบครับ เพราะฉะนั้นของพรรคภูมิใจไทยสักท่าน ได้ไหมครับ เชิญท่าน

นางเพ็ญพักตร์ ศรีทอง สมาชิกวุฒิสภา ภาคเอกชน

ขอบคุณค่ะ ท่านประธาน ดิฉัน นางเพ็ญพักตร์ ศรีทอง สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ดิฉันต้อง ขอขอบคุณนะคะที่เสนอดิฉันให้เป็นกรรมการนับคะแนน แต่ดิฉันขอสละสิทธิค่ะ เพราะเนื่องจากว่าดิฉันได้ทำหน้าที่มา ๓ วันแล้วนะคะ แล้วพรุ่งนี้มีภารกิจตั้งแต่เช้ามืด จะต้องเดินทางไปต่างจังหวัดค่ะ ขอสละสิทธิค่ะ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

อย่างนั้นของวุฒิสมาชิก แทนสัก ๑ ท่านครับ ขออาสาสมัครเลยครับ สำรองนะครับ ท่านจิตร์ธนา ยิ่งทวีลาภา อยู่ไหมครับ เชิญครับท่านจิตร์ธนา แล้วเมื่อสักครู่พรรคภูมิใจไทยว่าอย่างไรครับ ครบหรือยังครับ ๖ ท่าน ที่ยังขาดอยู่ขอเจ้าหน้าที่ช่วยเติมให้เต็มจะได้จับคู่ ขาดอยู่กี่ท่านครับ คุณนันทนา สงฆ์ประชา เชิญครับ เดอะ ลาสท์ ครบหรือยังครับ กรรมการพร้อมแล้วนะครับ เชิญท่านเลขาธิการดำเนินการเลยครับ ท่านประเสริฐมีอะไรครับ

นายประเสริฐ พงษ์สุวรรณศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ยะลา

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพครับ กระผม นายประเสริฐ พงษ์สุวรรณศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดยะลา พรรคประชาธิปัตย์ ก่อนที่ท่านประธานจะดำเนินการ ลงมติด้วยวิธีการขานชื่อ เนื่องจากว่ากฎหมายที่เสนอเข้ามานี้เป็นร่างรัฐธรรมนูญ ๓ ฉบับ ซึ่งท่านประธานคงเข้าใจ สมาชิกก็คงเข้าใจว่าต้องขานทีละฉบับ อยากให้ท่านประธานแจ้ง ก่อนครับว่าขานชื่อครั้งที่ ๑ ร่างรัฐธรรมนูญฉบับอะไรครับ ครั้งที่ ๒ เป็นร่างไหน ครั้งที่ ๓ เป็นร่างไหน เพราะว่าพวกผมอาจจะต้องตรวจสอบในโอกาสต่อไปว่าจะขัดกับประโยชน์ ส่วนตนหรือไม่นะครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ร่างฉบับที่ ๑ ร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พุทธศักราช .... สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา จำนวน ๓๐๘ ท่าน เป็นผู้เสนอ ซึ่งเป็นการแก้ไขเพิ่มเติม มาตรา ๑๑๑ มาตรา ๑๑๒ มาตรา ๑๑๕ มาตรา ๑๑๖ มาตรา ๑๑๗ มาตรา ๑๑๘ มาตรา ๑๒๐ และมาตรา ๒๔๑ วรรคหนึ่ง ยกเลิกมาตรา ๑๑๓ และมาตรา ๑๑๔

ร่างฉบับที่ ๒ คือร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่..) พุทธศักราช .... แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา ๑๙๐ ซึ่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา จำนวน ๓๑๔ ท่าน เป็นผู้เสนอ

ร่างฉบับที่ ๓ คือร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่..) พุทธศักราช .... แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา ๖๘ และมาตรา ๒๓๗ ซึ่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และสมาชิกวุฒิสภา จำนวน ๓๑๑ ท่าน เป็นผู้เสนอ

และการโหวตเราโหวตครั้งเดียวและให้ขานทีละฉบับ ร่างฉบับที่ ๑ เห็นด้วย ไม่เห็นด้วย ร่างฉบับที่ ๒ เห็นด้วย ไม่เห็นด้วย ร่างฉบับที่ ๓ เห็นด้วย ไม่เห็นด้วย ตามนี้นะครับ ทีเดียวเลยแต่ละท่านครับ เชิญท่านเลขาธิการครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

๑. นายกนก ลิ้มตระกูล

นายกนก ลิ้มตระกูล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อุตรดิตถ์

รับหลักการ ทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

๒. นายกนก วงษ์ตระหง่าน

นายกนก วงษ์ตระหง่าน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ไม่รับ หลักการทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

๓. นายกรณ์ จาติกวณิช

(นายกรณ์ จาติกวณิช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ ไม่อยู่ใน ที่ประชุม)

๔. นายกรวีร์ ปริศนานันทกุล

นายกรวีร์ ปริศนานันทกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อ่างทอง

รับหลักการทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

๕. นายกฤช อาทิตย์แก้ว

นายกฤช อาทิตย์แก้ว สมาชิกวุฒิสภา กำแพงเพชร

รับหลักการ ทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

๖. นางสาวกฤษณา สีหลักษณ์

นางสาวกฤษณา สีหลักษณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

รับหลักการทั้ง ๓ ร่างค่ะ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

๗. นายกฤษดาภรณ์ เสียมภักดี

นายกฤษดาภรณ์ เสียมภักดี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เชียงใหม่

รับหลักการทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

๘. พลตรี กลชัย สุวรรณบูรณ์

พลตรี กลชัย สุวรรณบูรณ์ สมาชิกวุฒิสภา ชุมพร

รับหลักการทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

๙. นายกษิต ภิรมย์

นายกษิต ภิรมย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ไม่รับหลักการ ทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

๑๐. นายก่อเกียรติ สิริยะเสถียร

นายก่อเกียรติ สิริยะเสถียร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นครปฐม

รับหลักการทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

๑๑. นายก่อแก้ว พิกุลทอง

นายก่อแก้ว พิกุลทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

รับหลักการ ทั้ง ๓ ร่างด้วยความยินดียิ่งครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

๑๒. รองศาสตราจารย์กอบกุล พันธ์เจริญวรกุล

รองศาสตราจารย์กอบกุล พันธ์เจริญวรกุล สมาชิกวุฒิสภา ภาควิชาการ

ไม่รับหลักการทั้ง ๓ ร่างค่ะ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

๑๓. นางกันตวรรณ ตันเถียร กุลจรรยาวิวัฒน์

(นางกันตวรรณ ตันเถียร กุลจรรยาวิวัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพังงา ไม่อยู่ในที่ประชุม)

๑๔. นายกัมพล สุภาแพ่ง

นายกัมพล สุภาแพ่ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เพชรบุรี

ไม่รับหลักการ ทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

๑๕. นางสาวกัลยา รุ่งวิจิตรชัย

นางสาวกัลยา รุ่งวิจิตรชัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สระบุรี

ไม่รับหลักการ ทั้ง ๓ ร่างค่ะ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

๑๖. คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช

คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ไม่รับ หลักการทั้ง ๓ ร่างค่ะ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

๑๗. นายกานต์ กัลป์ตินันท์

นายกานต์ กัลป์ตินันท์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

รับหลักการทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

๑๙. นายกิตติ สมทรัพย์

นายกิตติ สมทรัพย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ร้อยเอ็ด

รับหลักการ ทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

๒๐. นายกิตติศักดิ์ หัตถสงเคราะห์

นายกิตติศักดิ์ หัตถสงเคราะห์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

รับหลักการทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

๒๑. นางกีระณา สุมาวงศ์

นางกีระณา สุมาวงศ์ สมาชิกวุฒิสภา ภาควิชาชีพ

ไม่รับหลักการ ทั้ง ๓ ร่างค่ะ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

๒๒. นายกุลเดช พัวพัฒนกุล

นายกุลเดช พัวพัฒนกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อุทัยธานี

ไม่รับ หลักการทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

๒๓. นางกุสุมาลวตี ศิริโกมุท

นางกุสุมาลวตี ศิริโกมุท สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร มหาสารคาม

กุสุมาลวตี ศิริโกมุท รับหลักการทั้ง ๓ ร่างค่ะ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

๒๔. นายกูอาเซ็ม กูจินามิง

นายกูอาเซ็ม กูจินามิง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นราธิวาส

ไม่รับ หลักการทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

๒๕. นายเกชา ศักดิ์สมบูรณ์

นายเกชา ศักดิ์สมบูรณ์ สมาชิกวุฒิสภา ราชบุรี

ร่างที่ ๑ งดออกเสียง ร่างที่ ๒ รับหลักการ ร่างที่ ๓ งดออกเสียงครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

๒๖. นายเกรียงศักดิ์ ฝ้ายสีงาม

นายเกรียงศักดิ์ ฝ้ายสีงาม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อุดรธานี

เกรียงศักดิ์ ฝ้ายสีงาม จังหวัดอุดรธานี รับหลักการทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

๒๗. นางสาวเกศสิณี แขวัฒนะ

(นางสาวเกศสิณี แขวัฒนะ สมาชิกวุฒิสภาจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ไม่อยู่ ในที่ประชุม)

๒๘. นายเกษม อุประ

นายเกษม อุประ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สกลนคร

รับหลักการ ทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

๒๙. พลเอก เกษมศักดิ์ ปลูกสวัสดิ์

พลเอก เกษมศักดิ์ ปลูกสวัสดิ์ สมาชิกวุฒิสภา ภาคอื่น

ไม่รับหลักการ ทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

๓๐. นายเกียรติ สิทธีอมร

นายเกียรติ สิทธีอมร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ไม่รับ หลักการทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

๓๑. นายเกียรติชัย ติรณศักดิ์กุล

นายเกียรติชัย ติรณศักดิ์กุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

รับหลักการทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

๓๒. นายเกียรติศักดิ์ ส่องแสง

นายเกียรติศักดิ์ ส่องแสง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ปทุมธานี

ไม่รับ หลักการทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

๓๓. นายเกียรติ์อุดม เมนะสวัสดิ์

นายเกียรติ์อุดม เมนะสวัสดิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อุดรธานี

เกียรติ์อุดม เมนะสวัสดิ์ รับหลักการทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

๓๔. นายเกื้อกูล ด่านชัยวิจิตร

นายเกื้อกูล ด่านชัยวิจิตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พระนครศรีอยุธยา

รับหลักการทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

๓๕. พลตำรวจเอก โกวิท ภักดีภูมิ

พลตำรวจเอก โกวิท ภักดีภูมิ สมาชิกวุฒิสภา อ่างทอง

รับหลักการ ทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

๓๖. นายโกวิทย์ ธารณา

นายโกวิทย์ ธารณา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ไม่รับ หลักการทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

๓๗. นายโกศล ปัทมะ

นายโกศล ปัทมะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นครราชสีมา

รับหลักการ ทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

๓๘. พลตำรวจตรี ขจร สัยวัตร์

พลตำรวจตรี ขจร สัยวัตร์ สมาชิกวุฒิสภา หนองคาย

รับหลักการทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

๓๙. นายขจิตร ชัยนิคม

นายขจิตร ชัยนิคม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อุดรธานี

รับหลักการ ทั้ง ๓ ฉบับครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

๔๐. นายขวัญชัย พนมขวัญ

นายขวัญชัย พนมขวัญ สมาชิกวุฒิสภา แพร่

รับหลักการทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

๔๑. นางสาวขัตติยา สวัสดิผล

นางสาวขัตติยา สวัสดิผล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

รับหลักการทั้ง ๓ ร่างค่ะ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

๔๒. นายคณวัฒน์ วศินสังวร

นายคณวัฒน์ วศินสังวร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

รับหลักการ ทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

๔๓. นายคมเดช ไชยศิวามงคล

นายคมเดช ไชยศิวามงคล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กาฬสินธุ์

รับหลักการ ทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

๔๔. นายครรชิต ทับสุวรรณ

นายครรชิต ทับสุวรรณ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมุทรสาคร

ไม่รับ หลักการทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

๔๕. นายครูมานิตย์ สังข์พุ่ม

นายครูมานิตย์ สังข์พุ่ม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุรินทร์

กระผม ครูมานิตย์ สังข์พุ่ม รับหลักการทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

๔๖. นายคำนูณ สิทธิสมาน

นายคำนูณ สิทธิสมาน สมาชิกวุฒิสภา ภาควิชาการ

ไม่รับหลักการ ทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

๔๗. นายคุณากร ปรีชาชนะชัย

นายคุณากร ปรีชาชนะชัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุรินทร์

รับหลักการ ทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

๔๘. พลตำรวจเอก จงรัก จุฑานนท์

พลตำรวจเอก จงรัก จุฑานนท์ สมาชิกวุฒิสภา ภาควิชาชีพ

รับหลักการ ทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

๔๙. นายจตุพร เจริญเชื้อ

นายจตุพร เจริญเชื้อ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ขอนแก่น

รับหลักการ ทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

๕๐. นายจตุรงค์ ธีระกนก

นายจตุรงค์ ธีระกนก สมาชิกวุฒิสภา ร้อยเอ็ด

รับหลักการทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

๕๑. นายจรัล จึงยิ่งเรืองรุ่ง

นายจรัล จึงยิ่งเรืองรุ่ง สมาชิกวุฒิสภา สระบุรี

ร่างที่ ๑ ไม่รับครับ ร่างที่ ๒ ร่างที่ ๓ รับหลักการครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

๕๒. นายจรัสฤทธิ์ จันทรสุรินทร์

นายจรัสฤทธิ์ จันทรสุรินทร์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ลำปาง

จรัสฤทธิ์ จันทรสุรินทร์ รับหลักการทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

๕๓. นายจรูญพงศ์ พันธุ์ศรีนคร

นายจรูญพงศ์ พันธุ์ศรีนคร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นครราชสีมา

รับหลักการทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

๕๔. นายจักรกฤษณ์ ทองศรี

นายจักรกฤษณ์ ทองศรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บุรีรัมย์

งดออกเสียง ทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

๕๕. นายจักรธรรม ธรรมศักดิ์

นายจักรธรรม ธรรมศักดิ์ สมาชิกวุฒิสภา ภาคอื่น

ฉบับที่ ๑ งดออกเสียง ฉบับที่ ๒ ฉบับที่ ๓ ไม่รับหลักการครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

๕๖. นายจักรพรรดิ ไชยสาส์น

นายจักรพรรดิ ไชยสาส์น สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อุดรธานี

รับหลักการ ทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

๕๗. นายจักรวาล ชัยวิรัตน์นุกูล

นายจักรวาล ชัยวิรัตน์นุกูล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุโขทัย

รับหลักการ ทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

๕๘. นายจักรัตน์ พั้วช่วย

นายจักรัตน์ พั้วช่วย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เพชรบูรณ์

รับหลักการ ทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

๕๙. นายจักริน พัฒน์ดำรงจิตร

นายจักริน พัฒน์ดำรงจิตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ขอนแก่น

จักริน รับหลักการทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

๖๐. นายจารุพงศ์ จีนาพันธ์

นายจารุพงศ์ จีนาพันธ์ สมาชิกวุฒิสภา ภาควิชาชีพ

ร่างที่ ๑ งดออกเสียง ร่างที่ ๒ และร่างที่ ๓ ไม่รับหลักการครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

๖๑. ผู้ช่วยศาสตราจารย์จารุพรรณ กุลดิลก

ผู้ช่วยศาสตราจารย์จารุพรรณ กุลดิลก สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

รับหลักการทั้ง ๓ ร่างค่ะ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

๖๒. พันตำรวจโท จิตต์ ศรีโยหะ มุกดาธนพงศ์

พันตำรวจโท จิตต์ ศรีโยหะ มุกดาธนพงศ์ สมาชิกวุฒิสภา มุกดาหาร

พันตำรวจโท จิตต์ ศรีโยหะ มุกดาธนพงศ์ ส.ว. มุกดาหาร รับหลักการทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

๖๓. นายจิตติพจน์ วิริยะโรจน์

นายจิตติพจน์ วิริยะโรจน์ สมาชิกวุฒิสภา ศรีสะเกษ

รับหลักการ ทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

๖๔. นางจิตร์ธนา ยิ่งทวีลาภา

นางจิตร์ธนา ยิ่งทวีลาภา สมาชิกวุฒิสภา ชัยนาท

รับหลักการทั้ง ๓ ร่างค่ะ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

๖๕. นายจิรวัฒน์ ศิริพานิชย์

นายจิรวัฒน์ ศิริพานิชย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร มหาสารคาม

รับหลักการทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

๖๖. นายจิรายุ ห่วงทรัพย์

นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร

จิรายุ ห่วงทรัพย์ รับทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

๖๗. นายจุติ ไกรฤกษ์

นายจุติ ไกรฤกษ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พิษณุโลก

ร่างที่ ๑ ไม่รับ หลักการครับ ร่างที่ ๒ ไม่รับหลักการครับ ร่างที่ ๓ ไม่รับหลักการครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

๖๘. นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ไม่รับ ทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

๖๙. นายจุฤทธิ์ ลักษณวิศิษฏ์

นายจุฤทธิ์ ลักษณวิศิษฏ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ไม่รับ หลักการทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

๗๐. นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์

นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เชียงใหม่

จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รับหลักการทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

๗๑. นายเจตน์ ศิรธรานนท์

นายเจตน์ ศิรธรานนท์ สมาชิกวุฒิสภา ภาควิชาการ

ไม่รับหลักการ ทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

๗๒. นายเจริญ คันธวงศ์

นายเจริญ คันธวงศ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ไม่รับ หลักการทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

๗๓. นายเจริญ จรรย์โกมล

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

รับหลักการทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

๗๔. นายเจริญ ภักดีวานิช

นายเจริญ ภักดีวานิช สมาชิกวุฒิสภา พัทลุง

รับหลักการทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

๗๕. นายเจะอามิง โตะตาหยง

นายเจะอามิง โตะตาหยง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นราธิวาส

ไม่รับ หลักการทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

๗๖. นางเจิมมาศ จึงเลิศศิริ

นางเจิมมาศ จึงเลิศศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร

ไม่รับหลักการทั้ง ๓ ร่างค่ะ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

๗๗. นายเจือ ราชสีห์

นายเจือ ราชสีห์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สงขลา

ไม่รับหลักการ ทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านเลขาธิการไม่ต้องระบุ ตัวเลขก็ได้ อ่านชื่อเลยจะได้เร็วขึ้น

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

ครับ นายฉลอง เรี่ยวแรง

นายฉลอง เรี่ยวแรง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นนทบุรี

รับหลักการ ทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายฉลาด ขามช่วง

นายฉลาด ขามช่วง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ร้อยเอ็ด

รับหลักการ ทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายฉัตรพันธ์ เดชกิจสุนทร

นายฉัตรพันธ์ เดชกิจสุนทร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กาญจนบุรี

ไม่รับหลักการทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

ร้อยตำรวจเอก เฉลิม อยู่บำรุง

ร้อยตำรวจเอก เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี

รับหลักการทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน

นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ประจวบคีรีขันธ์

ไม่รับ หลักการทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

พลอากาศตรี เฉลิมชัย เครืองาม

พลอากาศตรี เฉลิมชัย เครืองาม สมาชิกวุฒิสภา ภาควิชาการ

ไม่รับ หลักการทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายชนินทร์ รุ่งแสง

นายชนินทร์ รุ่งแสง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร

ชนินทร์ รุ่งแสง ไม่รับหลักการทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นางชมภู จันทาทอง

นางชมภู จันทาทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หนองคาย

รับหลักการ ทั้ง ๓ ร่างค่ะ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายชยุต ภุมมะกาญจนะ

นายชยุต ภุมมะกาญจนะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ปราจีนบุรี

รับหลักการทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายชรินทร์ หาญสืบสาย

นายชรินทร์ หาญสืบสาย สมาชิกวุฒิสภา ตาก

ไม่รับหลักการร่างที่ ๑ รับหลักการร่างที่ ๒ งดออกเสียง ร่างที่ ๓ ครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายชลน่าน ศรีแก้ว

นายชลน่าน ศรีแก้ว รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข

รับหลักการ ทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายชวน หลีกภัย

นายชวน หลีกภัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ไม่รับหลักการ ทั้ง ๓ ร่าง

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล

(นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ ไม่อยู่ใน ที่ประชุม)

นายชวลิต วิชยสุทธิ์

นายชวลิต วิชยสุทธิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

รับหลักการ ทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นางสาวชะวรลัทธิ์ ชินธรรมมิตร

นางสาวชะวรลัทธิ์ ชินธรรมมิตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ราชบุรี

ชะวรลัทธิ์ ชินธรรมมิตร รับหลักการทั้ง ๓ ร่างค่ะ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายชัย ชิดชอบ

(นายชัย ชิดชอบ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ ไม่อยู่ใน ที่ประชุม)

นายชัยวัฒน์ ไกรฤกษ์

นายชัยวัฒน์ ไกรฤกษ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

รับหลักการทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายชัยวุฒิ บรรณวัฒน์

นายชัยวุฒิ บรรณวัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตาก

ไม่รับหลักการ ทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายชัยวุฒิ ผ่องแผ้ว

นายชัยวุฒิ ผ่องแผ้ว สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สงขลา

ไม่รับหลักการ ทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายชาญชัย ชัยรุ่งเรือง

นายชาญชัย ชัยรุ่งเรือง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

รับหลักการทั้ง ๓ ฉบับครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายชาญชัย ประเสริฐสุวรรณ

นายชาญชัย ประเสริฐสุวรรณ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุพรรณบุรี

รับหลักการทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายชาดา ไทยเศรษฐ์

นายชาดา ไทยเศรษฐ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อุทัยธานี

ร่างที่ ๑ รับหลักการ ร่างที่ ๒ รับหลักการ ร่างที่ ๓ รับหลักการครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

พลอากาศเอก ชาลี จันทร์เรือง

(พลอากาศเอก ชาลี จันทร์เรือง สมาชิกวุฒิสภาภาครัฐ ไม่อยู่ในที่ประชุม)

นายชำนิ ศักดิเศรษฐ์

นายชำนิ ศักดิเศรษฐ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ไม่รับ หลักการทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ

นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นครศรีธรรมราช

ไม่รับหลักการทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายชินวัฒน์ หาบุญพาด

นายชินวัฒน์ หาบุญพาด สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ผม ชินวัฒน์ หาบุญพาด รับหลักการทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายชื่นชอบ คงอุดม

นายชื่นชอบ คงอุดม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร

ชื่นชอบ คงอุดม ไม่รับหลักการทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายชุมพล จุลใส

นายชุมพล จุลใส สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ชุมพร

ไม่รับหลักการ ทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายชูกัน กุลวงษา

นายชูกัน กุลวงษา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นครพนม

รับหลักการ ทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายชูชัย เลิศพงศ์อดิศร

นายชูชัย เลิศพงศ์อดิศร สมาชิกวุฒิสภา เชียงใหม่

รับหลักการทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายชูชาติ หาญสวัสดิ์

นายชูชาติ หาญสวัสดิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ปทุมธานี

รับหลักการ ทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

พลเอก ชูชาติ สุขสงวน

พลเอก ชูชาติ สุขสงวน สมาชิกวุฒิสภา ภาครัฐ

ร่างที่ ๑ ไม่รับหลักการ ร่างที่ ๒ ร่างที่ ๓ รับหลักการครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์

นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ไม่รับ หลักการทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายชูวิทย์ พิทักษ์พรพัลลภ

นายชูวิทย์ พิทักษ์พรพัลลภ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อุบลราชธานี

ผม ชูวิทย์ พิทักษ์พรพัลลภ รับหลักการทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายชูศักดิ์ แอกทอง

นายชูศักดิ์ แอกทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุรินทร์

รับหลักการ ทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายเชน เทือกสุบรรณ

นายเชน เทือกสุบรรณ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุราษฎร์ธานี

ไม่รับ หลักการทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายเชิดชัย ตันติศิรินทร์

นายเชิดชัย ตันติศิรินทร์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

รับหลักการทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายเชิดพงศ์ ราชป้องขันธ์

นายเชิดพงศ์ ราชป้องขันธ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บึงกาฬ

รับหลักการทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายไชยวัฒนา ติณรัตน์

นายไชยวัฒนา ติณรัตน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร มหาสารคาม

รับหลักการทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายไชยา พรหมา

นายไชยา พรหมา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หนองบัวลำภู

รับหลักการ ทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายฐนนท์ศรณ์ เลิศฤทธิ์ศิริกุล

นายฐนนท์ศรณ์ เลิศฤทธิ์ศิริกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

รับหลักการทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายฐานิสร์ เทียนทอง

นายฐานิสร์ เทียนทอง รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม

รับหลักการทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายณรงค์ ดูดิง

นายณรงค์ ดูดิง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ยะลา

ไม่รับหลักการทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายณัฏฐ์ บรรทัดฐาน

นายณัฏฐ์ บรรทัดฐาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร

ไม่รับ หลักการทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ

นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร

ไม่รับหลักการทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายณัฐพงษ์ สุปริยศิลป์

นายณัฐพงษ์ สุปริยศิลป์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร น่าน

รับหลักการ ทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ

นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์

รับหลักการ ทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายดนุพร ปุณณกันต์

นายดนุพร ปุณณกันต์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

รับหลักการทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นางดวงแข อรรณนพพร

นางดวงแข อรรณนพพร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ขอนแก่น

รับหลักการ ทั้ง ๓ ร่างค่ะ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายดิเรก ถึงฝั่ง

นายดิเรก ถึงฝั่ง สมาชิกวุฒิสภา นนทบุรี

รับหลักการทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายดิสทัต คำประกอบ

นายดิสทัต คำประกอบ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นครสวรรค์

รับหลักการทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายเดชอุดม ไกรฤทธิ์

นายเดชอุดม ไกรฤทธิ์ สมาชิกวุฒิสภา ภาควิชาการ

ไม่รับหลักการ ทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นางสาวตรีนุช เทียนทอง

นางสาวตรีนุช เทียนทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สระแก้ว

รับหลักการทั้ง ๓ ร่างค่ะ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

ศาสตราจารย์เกียรติคุณตรึงใจ บูรณสมภพ

ศาสตราจารย์เกียรติคุณตรึงใจ บูรณสมภพ สมาชิกวุฒิสภา ภาควิชาการ

ไม่รับหลักการทั้ง ๓ ร่างค่ะ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายตวง อันทะไชย

นายตวง อันทะไชย สมาชิกวุฒิสภา ภาควิชาชีพ

ไม่รับหลักการทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นางสาวตวงรัตน์ โล่ห์สุนทร

นางสาวตวงรัตน์ โล่ห์สุนทร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

รับหลักการทั้ง ๓ ร่างค่ะ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายต่วนอับดุลเล๊าะ ดาโอ๊ะมารียอ

นายต่วนอับดุลเล๊าะ ดาโอ๊ะมารียอ สมาชิกวุฒิสภา ยะลา

รับทั้งหมด ฉบับที่ ๑ ฉบับที่ ๒ และฉบับที่ ๓ ครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายตี๋ใหญ่ พูนศรีธนากูล

นายตี๋ใหญ่ พูนศรีธนากูล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุรินทร์

รับหลักการ ทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายตุ่น จินตะเวช

นายตุ่น จินตะเวช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อุบลราชธานี

รับหลักการ ทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายไตรรงค์ ติธรรม

นายไตรรงค์ ติธรรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บึงกาฬ

รับหลักการ ทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายไตรรงค์ สุวรรณคีรี

นายไตรรงค์ สุวรรณคีรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ไม่รับ หลักการทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายถนอม ส่งเสริม

นายถนอม ส่งเสริม สมาชิกวุฒิสภา อุบลราชธานี

รับหลักการทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายถวิล ไพรสณฑ์

นายถวิล ไพรสณฑ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ไม่รับหลักการ ทั้ง ๓ ร่าง

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายถาวร ตรีรัตน์ณรงค์

นายถาวร ตรีรัตน์ณรงค์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

รับหลักการทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายถาวร ลีนุตพงษ์

นายถาวร ลีนุตพงษ์ สมาชิกวุฒิสภา ภาควิชาการ

ไม่รับหลักการ ทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายถาวร เสนเนียม

นายถาวร เสนเนียม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สงขลา

ไม่รับหลักการ ทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายทนุศักดิ์ เล็กอุทัย

นายทนุศักดิ์ เล็กอุทัย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง

รับหลักการ ทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายทวีศักดิ์ คิดบรรจง

นายทวีศักดิ์ คิดบรรจง สมาชิกวุฒิสภา บุรีรัมย์

รับหลักการทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายทวีศักดิ์ อนรรฆพันธ์

นายทวีศักดิ์ อนรรฆพันธ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

รับหลักการทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายทองดี มนิสสาร

นายทองดี มนิสสาร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อุดรธานี

ทองดี มนิสสาร รับหลักการทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

รองศาสตราจารย์ทัศนา บุญทอง

รองศาสตราจารย์ทัศนา บุญทอง สมาชิกวุฒิสภา ภาควิชาชีพ

ไม่รับ หลักการทั้ง ๓ ร่างค่ะ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นางสาวทัศนีย์ บูรณุปกรณ์

นางสาวทัศนีย์ บูรณุปกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เชียงใหม่

รับหลักการทั้ง ๓ ร่างค่ะ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นางทัศนียา รัตนเศรษฐ

นางทัศนียา รัตนเศรษฐ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นครราชสีมา

รับหลักการทั้ง ๓ ร่างค่ะ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายทายาท เกียรติชูศักดิ์

นายทายาท เกียรติชูศักดิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นครสวรรค์

รับหลักการทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายเทพไท เสนพงศ์

นายเทพไท เสนพงศ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นครศรีธรรมราช

ไม่รับ หลักการทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายเทอดพงษ์ ไชยนันทน์

นายเทอดพงษ์ ไชยนันทน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ร่างที่ ๑ ไม่รับหลักการ ร่างที่ ๒ ไม่รับหลักการ ร่างที่ ๓ ไม่รับหลักการครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นางเทียบจุฑา ขาวขำ

นางเทียบจุฑา ขาวขำ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อุดรธานี

นางเทียบจุฑา ขาวขำ รับหลักการทั้ง ๓ ร่างค่ะ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายธนเทพ ทิมสุวรรณ

นายธนเทพ ทิมสุวรรณ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

รับหลักการทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายธนา ชีรวินิจ

นายธนา ชีรวินิจ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร

ไม่รับ หลักการทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายธนิก มาสีพิทักษ์

นายธนิก มาสีพิทักษ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

รับหลักการ ทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายธนิตพล ไชยนันทน์

นายธนิตพล ไชยนันทน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตาก

ท่านประธานครับ ธนิตพล ไชยนันทน์ ไม่รับหลักการทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายธเนศ เครือรัตน์

นายธเนศ เครือรัตน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ศรีสะเกษ

รับหลักการ ทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายธรรมวิชญ์ โพธิพิพิธ

นายธรรมวิชญ์ โพธิพิพิธ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ไม่รับ หลักการทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายธวัช บวรวนิชยกูร

นายธวัช บวรวนิชยกูร สมาชิกวุฒิสภา ภาคเอกชน

ไม่รับหลักการ ทั้ง ๓ ร่าง ครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายธวัชชัย บุญมา

นายธวัชชัย บุญมา สมาชิกวุฒิสภา นครนายก

นายธวัชชัย บุญมา รับหลักการทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายธวัชชัย สุทธิบงกช

นายธวัชชัย สุทธิบงกช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

รับหลักการทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายธวัชชัย อนามพงษ์

นายธวัชชัย อนามพงษ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จันทบุรี

ไม่รับหลักการ ทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นางธันยรัศม์ อัจฉริยะฉาย

นางธันยรัศม์ อัจฉริยะฉาย สมาชิกวุฒิสภา ภูเก็ต

รับหลักการทั้ง ๓ ร่างค่ะ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายธันว์ ออสุวรรณ

นายธันว์ ออสุวรรณ สมาชิกวุฒิสภา ประจวบคีรีขันธ์

รับหลักการ ทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายธานินทร์ ใจสมุทร

นายธานินทร์ ใจสมุทร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สตูล

รับหลักการ ทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายธานี เทือกสุบรรณ

นายธานี เทือกสุบรรณ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุราษฎร์ธานี

ไม่รับ หลักการทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายธานี อ่อนละเอียด

นายธานี อ่อนละเอียด สมาชิกวุฒิสภา ภาคอื่น

งดออกเสียงทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายธารา ปิตุเตชะ

นายธารา ปิตุเตชะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ระยอง

ไม่รับหลักการ ทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

พลเอก ธีรเดช มีเพียร

พลเอก ธีรเดช มีเพียร สมาชิกวุฒิสภา ภาครัฐ

ไม่รับทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายธีรภัทร พริ้งศุลกะ

นายธีรภัทร พริ้งศุลกะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุราษฏร์ธานี

ไม่รับ หลักการทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นางสาวธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์

นางสาวธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร

รับหลักการทั้ง ๓ ร่างค่ะ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายธีระ ไตรสรณกุล

นายธีระ ไตรสรณกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ศรีสะเกษ

รับหลักการ ทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายธีระ สลักเพชร

นายธีระ สลักเพชร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตราด

ไม่รับหลักการ ทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายธีระ สุวรรณกุล

(นายธีระ สุวรรณกุล สมาชิกวุฒิสภาภาคเอกชน ไม่อยู่ในที่ประชุม)

นายธีระชาติ ปางวิรุฬห์รักษ์

(นายธีระชาติ ปางวิรุฬห์รักษ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดชุมพร ไม่อยู่ ในที่ประชุม)

นายเธียรชัย สุวรรณเพ็ญ

นายเธียรชัย สุวรรณเพ็ญ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตาก

ไม่รับหลักการ ทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายนคร มาฉิม

นายนคร มาฉิม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พิษณุโลก

ไม่รับหลักการ ทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายนพคุณ รัฐผไท

นายนพคุณ รัฐผไท สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เชียงใหม่

รับหลักการ ทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายนพดล มาตรศรี

นายนพดล มาตรศรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุพรรณบุรี

รับหลักการ ทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายนพพล เหลืองทองนารา

นายนพพล เหลืองทองนารา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พิษณุโลก

รับหลักการทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายนภินทร ศรีสรรพางค์

นายนภินทร ศรีสรรพางค์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

รับหลักการทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายนราพัฒน์ แก้วทอง

นายนราพัฒน์ แก้วทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พิจิตร

ไม่รับหลักการ ทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายนริศ ขำนุรักษ์

นายนริศ ขำนุรักษ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พัทลุง

ไม่รับหลักการ ทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายนริศร ทองธิราช

นายนริศร ทองธิราช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สกลนคร

รับหลักการ ทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นางสาวนริศา อดิเทพวรพันธุ์

นางสาวนริศา อดิเทพวรพันธุ์ นครศรีธรรมราช

นริศา อดิเทพวรพันธุ์ ไม่รับหลักการทั้ง ๓ ร่างค่ะ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

รองศาสตราจารย์นรีวรรณ จินตกานนท์

รองศาสตราจารย์นรีวรรณ จินตกานนท์ สมาชิกวุฒิสภา ภาควิชาการ

ไม่รับหลักการทั้ง ๓ ร่างค่ะ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นางนฤมล ศิริวัฒน์

นางนฤมล ศิริวัฒน์ สมาชิกวุฒิสภา อุตรดิตถ์

รับหลักการทั้ง ๓ ร่างค่ะ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายนวัธ เตาะเจริญสุข

นายนวัธ เตาะเจริญสุข สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ขอนแก่น

รับหลักการ ทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นางนันทนา ทิมสุวรรณ

นางนันทนา ทิมสุวรรณ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เลย

รับหลักการ ทั้ง ๓ ร่างค่ะ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นางนันทนา สงฆ์ประชา

นางนันทนา สงฆ์ประชา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ชัยนาท

รับหลักการ ทั้ง ๓ ร่างค่ะ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นางนันทพร วีรกุลสุนทร

นางนันทพร วีรกุลสุนทร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร

ดิฉัน นางนันทพร วีรกุลสุนทร ไม่รับหลักการทั้ง ๓ ร่างค่ะ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นางนาถยา เบ็ญจศิริวรรณ

นางนาถยา เบ็ญจศิริวรรณ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร

ดิฉัน นางนาถยา เบ็ญจศิริวรรณ ไม่รับหลักการทั้ง ๓ ร่างค่ะ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นางนาที รัชกิจประการ

นางนาที รัชกิจประการ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

นางนาที รัชกิจประการ งดออกเสียงทั้ง ๓ ร่างค่ะ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายนิคม ไวยรัชพานิช

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

งดออกเสียงทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

ร้อยตำรวจเอก นิติภูมิ นวรัตน์

ร้อยตำรวจเอก นิติภูมิ นวรัตน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

รับหลักการทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายนิติรัฐ สุนทรวร

นายนิติรัฐ สุนทรวร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมุทรสาคร

ไม่รับ หลักการทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายนิติวัฒน์ จันทร์สว่าง

นายนิติวัฒน์ จันทร์สว่าง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

รับหลักการทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายนิทัศน์ ศรีนนท์

นายนิทัศน์ ศรีนนท์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นนทบุรี

รับหลักการ ทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายนิพนธ์ บุญญามณี

นายนิพนธ์ บุญญามณี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ไม่รับ หลักการทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายนิพนธ์ วิสิษฐยุทธศาสตร์

นายนิพนธ์ วิสิษฐยุทธศาสตร์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ไม่รับหลักการทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายนิพนธ์ ศรีธเรศ

นายนิพนธ์ ศรีธเรศ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กาฬสินธุ์

รับหลักการ ทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ

นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พัทลุง

ไม่รับ ทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายนิยม ช่างพินิจ

นายนิยม ช่างพินิจ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พิษณุโลก

รับทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายนิยม วรปัญญา

นายนิยม วรปัญญา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ผม นิยม วรปัญญา รับทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายนิยม วิวรรธนดิฐกุล

นายนิยม วิวรรธนดิฐกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แพร่

รับหลักการ ทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายนิยม เวชกามา

นายนิยม เวชกามา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สกลนคร

นิยม เวชกามา รับหลักการทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายนิรมิต สุจารี

นายนิรมิต สุจารี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ร้อยเอ็ด

นิรมิต สุจารี รับหลักการทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายนิรันดร์ นาเมืองรักษ์

นายนิรันดร์ นาเมืองรักษ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ร้อยเอ็ด

รับหลักการทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายนิรันดร์ ประดิษฐกุล

นายนิรันดร์ ประดิษฐกุล สมาชิกวุฒิสภา ภาครัฐ

ไม่รับหลักการ ทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นางนิลวรรณ เพชระบูรณิน

นางนิลวรรณ เพชระบูรณิน สมาชิกวุฒิสภา ภาคเอกชน

นิลวรรณ ไม่รับ หลักการทั้ง ๓ ร่างค่ะ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

พันตำรวจโท นุกูล แสงศิริ

พันตำรวจโท นุกูล แสงศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นครสวรรค์

รับหลักการทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายบรรชา พงศ์อายุกูล

นายบรรชา พงศ์อายุกูล สมาชิกวุฒิสภา พิจิตร

รับหลักการทั้ง ๓ ร่าง

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายบวรศักดิ์ คณาเสน

นายบวรศักดิ์ คณาเสน สมาชิกวุฒิสภา อำนาจเจริญ

นายบวรศักดิ์ คณาเสน จากจังหวัดอำนาจเจริญ รับหลักการทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายบัญญัติ เจตนจันทร์

นายบัญญัติ เจตนจันทร์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ระยอง

บัญญัติ เจตนจันทร์ ไม่รับหลักการทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายบัญญัติ บรรทัดฐาน

นายบัญญัติ บรรทัดฐาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ไม่หลักการทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายบุญแก้ว สมวงศ์

นายบุญแก้ว สมวงศ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ยโสธร

บุญแก้ว สมวงศ์ จังหวัดยโสธร รับหลักการทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์

(นายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครราชสีมา ไม่อยู่ ในที่ประชุม)

นายบุญชัย โชควัฒนา

(นายบุญชัย โชควัฒนา สมาชิกวุฒิสภาภาคเอกชน ไม่อยู่ในที่ประชุม)

นายบุญชู นิลถนอม

นายบุญชู นิลถนอม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมุทรสาคร

รับหลักการ ทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายบุญฐิณ ประทุมลี

นายบุญฐิณ ประทุมลี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร มุกดาหาร

รับหลักการ ทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายบุญดำรง ประเสริฐโสภา

(นายบุญดำรง ประเสริฐโสภา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดราชบุรี ไม่อยู่ในที่ประชุม)

นายบุญทรง เตริยาภิรมย์

นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์

รับหลักการ ทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายบุญยอด สุขถิ่นไทย

นายบุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

บุญยอด สุขถิ่นไทย ฉบับที่ ๑ ไม่รับหลักการ ฉบับที่ ๒ ไม่รับหลักการ ฉบับที่ ๓ ไม่รับหลักการ แล้วจะแปรญัตติทุกมาตราอย่างละเอียดครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นางบุญยิ่ง นิติกาญจนา

นางบุญยิ่ง นิติกาญจนา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ราชบุรี

บุญยิ่ง นิติกาญจนา รับหลักการทั้ง ๓ ร่างค่ะ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นางบุญรื่น ศรีธเรศ

นางบุญรื่น ศรีธเรศ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กาฬสินธุ์

รับหลักการ ทั้ง ๓ ร่างค่ะ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายบุญเลิศ ไพรินทร์

นายบุญเลิศ ไพรินทร์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ฉะเชิงเทรา

ไม่รับ หลักการทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายบุญส่ง โควาวิสารัช

นายบุญส่ง โควาวิสารัช สมาชิกวุฒิสภา แม่ฮ่องสอน

รับหลักการ ทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นางสาวบุณย์ธิดา สมชัย

นางสาวบุณย์ธิดา สมชัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อุบลราชธานี

ไม่รับ หลักการทั้ง ๓ ร่างค่ะ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายบุรณัชย์ สมุทรักษ์

นายบุรณัชย์ สมุทรักษ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ไม่รับ หลักการทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นางบุศริณธญ์ วรพัฒนานันน์

นางบุศริณธญ์ วรพัฒนานันน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

รับทั้ง ๓ ร่างค่ะ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายปกรณ์ มุ่งเจริญพร

นายปกรณ์ มุ่งเจริญพร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุรินทร์

งดออกเสียง ทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายปรเทพ สุจริตกุล

นายปรเทพ สุจริตกุล สมาชิกวุฒิสภา ภาควิชาการ

ไม่รับทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายปรเมศวร์ งามพิเชษฐ์

นายปรเมศวร์ งามพิเชษฐ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ชลบุรี

ปรเมศวร์ งามพิเชษฐ์ รับหลักการทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายประกอบ จิรกิติ

นายประกอบ จิรกิติ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ไม่รับ หลักการทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายประกอบ รัตนพันธ์

นายประกอบ รัตนพันธ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นครศรีธรรมราช

ไม่รับทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายประชา ประสพดี

นายประชา ประสพดี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย

รับหลักการ ทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายประชา โพธิพิพิธ

นายประชา โพธิพิพิธ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กาญจนบุรี

ไม่รับ หลักการทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายประดิษฐ์ ตันวัฒนะพงษ์

นายประดิษฐ์ ตันวัฒนะพงษ์ สมาชิกวุฒิสภา สกลนคร

รับหลักการ ทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์

นายประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

รับหลักการทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายประนอม โพธิ์คำ

(นายประนอม โพธิ์คำ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครราชสีมา ไม่อยู่ใน ที่ประชุม)

นายประพร เอกอุรุ

นายประพร เอกอุรุ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สงขลา

ไม่รับหลักการ ทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

ร้อยตรี ประพาส ลิมปะพันธุ์

ร้อยตรี ประพาส ลิมปะพันธุ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

รับหลักการทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายประมวล พงศ์ถาวราเดช

นายประมวล พงศ์ถาวราเดช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ประจวบคีรีขันธ์

ไม่รับหลักการทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายประวัฒน์ อุตโมท

นายประวัฒน์ อุตโมท สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

รับหลักการทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายประวัติ ทองสมบูรณ์

นายประวัติ ทองสมบูรณ์ สมาชิกวุฒิสภา มหาสารคาม

รับหลักการ ทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายประวิทย์ จันทราประภาวัฒน์

นายประวิทย์ จันทราประภาวัฒน์ สมาชิกวุฒิสภา ภาคเอกชน

งดออกเสียง ทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายประสงค์ ตันมณีวัฒนา

(นายประสงค์ ตันมณีวัฒนา สมาชิกวุฒิสภาภาครัฐ ไม่อยู่ในที่ประชุม)

นายประสงค์ นุรักษ์

นายประสงค์ นุรักษ์ สมาชิกวุฒิสภา ภาคอื่น

ยึดมั่นในเสียงส่วนมาก ของการมีส่วนร่วมของประชาชนทางโทรศัพท์ ๒๔๕ ราย ไม่รับหลักการทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายประสงค์ศักดิ์ บุญเดช

นายประสงค์ศักดิ์ บุญเดช สมาชิกวุฒิสภา ภาครัฐ

ไม่รับหลักการ ทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายประสาท ตันประเสริฐ

นายประสาท ตันประเสริฐ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นครสวรรค์

ประสาท ตันประเสริฐ รับหลักการทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายประสาร มฤคพิทักษ์

นายประสาร มฤคพิทักษ์ สมาชิกวุฒิสภา ภาควิชาชีพ

ไม่รับหลักการ ทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ

จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุรินทร์

จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ รับหลักการทั้ง ๓ ร่าง มีอีกรับอีกครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายประสิทธิ์ วุฒินันชัย

นายประสิทธิ์ วุฒินันชัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เชียงใหม่

รับหลักการ ทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายประสิทธิ์ โพธสุธน

นายประสิทธิ์ โพธสุธน สมาชิกวุฒิสภา สุพรรณบุรี

รับหลักการ ทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายประเสริฐ จันทรรวงทอง

นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม

รับหลักการทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายประเสริฐ ชัยกิจเด่นนภาลัย

นายประเสริฐ ชัยกิจเด่นนภาลัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมุทรปราการ

รับหลักการทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายประเสริฐ บุญชัยสุข

นายประเสริฐ บุญชัยสุข รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม

รับหลักการทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายประเสริฐ บุญเรือง

นายประเสริฐ บุญเรือง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กาฬสินธุ์

ประเสริฐ บุญเรือง รับหลักการทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายประเสริฐ ประคุณศึกษาพันธ์

นายประเสริฐ ประคุณศึกษาพันธ์ สมาชิกวุฒิสภา ขอนแก่น

รับหลักการ ทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายประเสริฐ พงษ์สุวรรณศิริ

นายประเสริฐ พงษ์สุวรรณศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ยะลา

ไม่รับ หลักการทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

รองศาสตราจารย์ประเสริฐ ชิตพงศ์

รองศาสตราจารย์ประเสริฐ ชิตพงศ์ สมาชิกวุฒิสภา สงขลา

ร่างที่ ๑ งดออกเสียง ร่างที่ ๒ และร่างที่ ๓ ไม่รับหลักการครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายปริญญา ฤกษ์หร่าย

นายปริญญา ฤกษ์หร่าย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กำแพงเพชร

รับหลักการทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายปรีชา มุสิกุล

นายปรีชา มุสิกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กำแพงเพชร

ไม่รับหลักการ ทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายปรีชา เร่งสมบูรณ์สุข

นายปรีชา เร่งสมบูรณ์สุข รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม

รับหลักการทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

ร้อยโท ปรีชาพล พงษ์พานิช

ร้อยโท ปรีชาพล พงษ์พานิช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ขอนแก่น

รับหลักการทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

หม่อมหลวงปรียพรรณ ศรีธวัช

หม่อมหลวงปรียพรรณ ศรีธวัช สมาชิกวุฒิสภา ภาคเอกชน

ร่างที่ ๑ งดออกเสียง ร่างที่ ๒ งดออกเสียง ร่างที่ ๓ ไม่รับหลักการ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายปวีณ แซ่จึง

นายปวีณ แซ่จึง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ศรีสะเกษ

รับหลักการ ทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายปัญญา จินตะเวช

นายปัญญา จินตะเวช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อุบลราชธานี

รับหลักการทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายปัญญา เบ็ญจศิริวรรณ

นายปัญญา เบ็ญจศิริวรรณ สมาชิกวุฒิสภา ภาคอื่น

รับหลักการ ทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นางปานหทัย เสรีรักษ์

นางปานหทัย เสรีรักษ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แพร่

รับหลักการ ทั้ง ๓ ร่างค่ะ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นางสาวปาริชาติ ชาลีเครือ

นางสาวปาริชาติ ชาลีเครือ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ชัยภูมิ

นางสาวปาริชาติ ชาลีเครือ รับหลักการทั้ง ๓ ร่างค่ะ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นางปารีณา ไกรคุปต์

นางปารีณา ไกรคุปต์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ราชบุรี

รับหลักการ ทั้ง ๓ ร่างค่ะ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายปิยพันธุ์ นิมมานเหมินท์

นายปิยพันธุ์ นิมมานเหมินท์ สมาชิกวุฒิสภา ภาครัฐ

ไม่รับหลักการ ทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายปิยวัฒน พันธ์สายเชื้อ

นายปิยวัฒน พันธ์สายเชื้อ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ยโสธร

รับหลักการ ทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นางปิยะดา มุ่งเจริญพร

นางปิยะดา มุ่งเจริญพร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุรินทร์

รับหลักการ ทั้ง ๓ ร่างค่ะ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

ร้อยตำรวจเอก ปุระชัย เปี่ยมสมบูรณ์

ร้อยตำรวจเอก ปุระชัย เปี่ยมสมบูรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ไม่รับหลักการทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นางเปล่งมณี เร่งสมบูรณ์สุข

นางเปล่งมณี เร่งสมบูรณ์สุข สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เลย

รับหลักการ ทั้ง ๓ ร่างค่ะ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายโปรดปราน โต๊ะราหนี

นายโปรดปราน โต๊ะราหนี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

รับหลักการทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายเผดิมชัย สะสมทรัพย์

นายเผดิมชัย สะสมทรัพย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นครปฐม

รับหลักการทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายไผ่ ลิกค์

นายไผ่ ลิกค์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กำแพงเพชร

รับหลักการ ทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายพหล วรปัญญา

นายพหล วรปัญญา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ลพบุรี

พหล วรปัญญา รับหลักการทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายพงศกร อรรณนพพร

นายพงศกร อรรณนพพร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

รับหลักการทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

ว่าที่ร้อยตรี พงศ์พันธ์ สุนทรชัย

ว่าที่ร้อยตรี พงศ์พันธ์ สุนทรชัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หนองคาย

รับหลักการทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายพงศ์เวช เวชชาชีวะ

นายพงศ์เวช เวชชาชีวะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จันทบุรี

ไม่รับหลักการ ทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

พลโท พงศ์เอก อภิรักษ์โยธิน

(พลโท พงศ์เอก อภิรักษ์โยธิน สมาชิวุฒิสภาจังหวัดพะเยา ไม่อยู่ในที่ประชุม)

นายพรชัย ศรีสุริยันโยธิน

นายพรชัย ศรีสุริยันโยธิน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บุรีรัมย์

รับทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นางพรทิพย์ โล่ห์วีระ จันทร์รัตนปรีดา

นางพรทิพย์ โล่ห์วีระ จันทร์รัตนปรีดา สมาชิกวุฒิสภา ชัยภูมิ

ร่างฉบับที่ ๑ งดออกเสียง ร่างฉบับที่ ๒ รับหลักการ ร่างฉบับที่ ๓ งดออกเสียงค่ะ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นางพรทิวา นาคาศัย

นางพรทิวา นาคาศัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ชัยนาท

รับหลักการ ทั้ง ๓ ร่างค่ะ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

รองศาสตราจารย์พรพันธุ์ บุณยรัตพันธุ์

รองศาสตราจารย์พรพันธุ์ บุณยรัตพันธุ์ สมาชิกวุฒิสภา ภาควิชาชีพ

ไม่รับ หลักการทั้ง ๓ ร่าง

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นางสาวพรพิมล ธรรมสาร

นางสาวพรพิมล ธรรมสาร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ปทุมธานี

รับหลักการ ทั้ง ๓ ร่างค่ะ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นางพรเพ็ญ บุญศิริวัฒนกุล

นางพรเพ็ญ บุญศิริวัฒนกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ชัยภูมิ

รับหลักการ ทั้ง ๓ ร่าง

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายพรศักดิ์ เจริญประเสริฐ

นายพรศักดิ์ เจริญประเสริฐ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

รับหลักการทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์

นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

รับหลักการ ทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายพลพีร์ สุวรรณฉวี

นายพลพีร์ สุวรรณฉวี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นครราชสีมา

รับหลักการ ทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายพลภูมิ วิภัติภูมิประเทศ

นายพลภูมิ วิภัติภูมิประเทศ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร

รับหลักการทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายพ้อง ชีวานันท์

นายพ้อง ชีวานันท์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พระนครศรีอยุธยา

รับหลักการทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นางพัชรินทร์ มั่นปาน

นางพัชรินทร์ มั่นปาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

รับหลักการ ทั้ง ๓ ร่างค่ะ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นางสาวพัชรี โพธสุธน

นางสาวพัชรี โพธสุธน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุพรรณบุรี

รับหลักการ ทั้ง ๓ ร่างค่ะ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายพัฒนา สัพโส

นายพัฒนา สัพโส สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สกลนคร

พัฒนา สัพโส จังหวัดสกลนคร รับหลักการทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายพันธุ์ศักดิ์ เกตุวัตถา

นายพันธุ์ศักดิ์ เกตุวัตถา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ชลบุรี

รับหลักการ ทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

พันตำรวจเอก พายัพ ทองชื่น

พันตำรวจเอก พายัพ ทองชื่น สมาชิกวุฒิสภา สระแก้ว

รับหลักการ ทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายพายัพ ปั้นเกตุ

นายพายัพ ปั้นเกตุ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

รับหลักการ ทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นางพิกุลแก้ว ไกรฤกษ์

(นางพิกุลแก้ว ไกรฤกษ์ สมาชิกวุฒิสภาจังหวัดพิษณุโลก ไม่อยู่ในที่ประชุม)

นายพิชัย เกียรติวินัยสกุล

นายพิชัย เกียรติวินัยสกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ลพบุรี

รับหลักการ ทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

พลตำรวจโท พิชัย สุนทรสัจบูลย์

พลตำรวจโท พิชัย สุนทรสัจบูลย์ สมาชิกวุฒิสภา อุดรธานี

รับหลักการ ทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายพิชิต ชื่นบาน

นายพิชิต ชื่นบาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

รับหลักการ ทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

พลตำรวจเอก พิชิต ควรเดชะคุปต์

พลตำรวจเอก พิชิต ควรเดชะคุปต์ สมาชิกวุฒิสภา ภาคอื่น

งดออกเสียง ทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายพิเชต สุนทรพิพิธ

นายพิเชต สุนทรพิพิธ สมาชิกวุฒิสภา ภาควิชาการ

ไม่รับทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เชียงราย

รับหลักการ ทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายพิเชษฐ พันธุ์วิชาติกุล

(นายพิเชษฐ พันธุ์วิชาติกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดกระบี่ ไม่อยู่ ในที่ประชุม)

พลตำรวจโท พิทักษ์ จารุสมบัติ

พลตำรวจโท พิทักษ์ จารุสมบัติ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ฉะเชิงเทรา

ไม่รับหลักการทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นางสาวพิมพ์ภัทรา วิชัยกุล

นางสาวพิมพ์ภัทรา วิชัยกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นครศรีธรรมราช

ไม่รับหลักการทั้ง ๓ ร่างค่ะ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นางพิไลพรรณ สมบัติศิริ

(นางพิไลพรรณ สมบัติศิริ สมาชิกวุฒิสภาภาคอื่น ไม่อยู่ในที่ประชุม)

นายพิษณุ หัตถสงเคราะห์

นายพิษณุ หัตถสงเคราะห์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หนองบัวลำภู

พิษณุ หัตถสงเคราะห์ จังหวัดหนองบัวลำภู รับหลักการทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายพิสิฐ เกตุผาสุข

นายพิสิฐ เกตุผาสุข สมาชิกวุฒิสภา ภาครัฐ

ไม่รับหลักการทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายพิสิษฐ์ สันตพันธุ์

นายพิสิษฐ์ สันตพันธุ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อุบลราชธานี

รับหลักการ ทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายพีรพันธุ์ พาลุสุข

นายพีรพันธุ์ พาลุสุข สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ยโสธร

รับหลักการ ทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

ผู้ช่วยศาสตราจารย์พีรยศ ราฮิมมูลา

ผู้ช่วยศาสตราจารย์พีรยศ ราฮิมมูลา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ไม่รับหลักการทั้ง ๓ ฉบับครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายพีระ มานะทัศน์

นายพีระ มานะทัศน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ลำปาง

รับหลักการ ทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค

นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ไม่รับ หลักการทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายพีระเพชร ศิริกุล

นายพีระเพชร ศิริกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กาฬสินธุ์

รับหลักการ ทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์

นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร

ไม่รับหลักการทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นางเพชรินทร์ เสียงเจริญ

นางเพชรินทร์ เสียงเจริญ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ปราจีนบุรี

งดออกเสียงทั้ง ๓ ร่างค่ะ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นางเพ็ญพักตร์ ศรีทอง

นางเพ็ญพักตร์ ศรีทอง สมาชิกวุฒิสภา ภาคเอกชน

ไม่รับหลักการ ทั้ง ๓ ร่างค่ะ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายไพจิต ศรีวรขาน

นายไพจิต ศรีวรขาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นครพนม

รับหลักการ ทั้ง ๓ ฉบับครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายไพฑูรย์ แก้วทอง

นายไพฑูรย์ แก้วทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ไม่รับ หลักการทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายไพบูลย์ ซำศิริพงษ์

นายไพบูลย์ ซำศิริพงษ์ สมาชิกวุฒิสภา ปทุมธานี

รับหลักการทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายไพบูลย์ นิติตะวัน

นายไพบูลย์ นิติตะวัน สมาชิกวุฒิสภา ภาคอื่น

ไม่รับหลักการทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายไพโรจน์ ตันบรรจง

นายไพโรจน์ ตันบรรจง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พะเยา

รับหลักการ ทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายไพโรจน์ อิสระเสรีพงษ์

นายไพโรจน์ อิสระเสรีพงษ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร

รับหลักการทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายภราดร ปริศนานันทกุล

นายภราดร ปริศนานันทกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อ่างทอง

รับหลักการทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นางภารดี จงสุขธนามณี

(นางภารดี จงสุขธนามณี สมาชิกวุฒิสภาจังหวัดเชียงราย ไม่อยู่ในที่ประชุม)

นายภิญโญ สายนุ้ย

นายภิญโญ สายนุ้ย สมาชิกวุฒิสภา กระบี่

ส.ว. จังหวัดกระบี่ เมืองน่าอยู่ ผู้คนน่ารัก รับทั้ง ๓ ฉบับครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายภิรพล ลาภาโรจน์กิจ

นายภิรพล ลาภาโรจน์กิจ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สงขลา

ไม่รับ ทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายภุชงค์ รุ่งโรจน์

นายภุชงค์ รุ่งโรจน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ไม่รับ ทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายภูมิ สาระผล

นายภูมิ สาระผล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ขอนแก่น

รับหลักการ ทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นางสาวภูวนิดา คุนผลิน

นางสาวภูวนิดา คุนผลิน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

รับหลักการ ทั้ง ๓ ร่างค่ะ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายมงคล ศรีคำแหง

นายมงคล ศรีคำแหง สมาชิกวุฒิสภา จันทบุรี

มงคล ศรีคำแหง รับทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายมณเฑียร บุญตัน

นายมณเฑียร บุญตัน สมาชิกวุฒิสภา ภาคอื่น

นายมณเฑียร บุญตัน ยังมองไม่เห็นเหตุผลพอที่จะรับหลักการได้ทั้ง ๓ ร่างเลยครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายมนต์ไชย ชาติวัฒนศิริ

(นายมนต์ไชย ชาติวัฒนศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดบุรีรัมย์ ไม่อยู่ ในที่ประชุม)

นายมนตรี ตั้งเจริญถาวร

นายมนตรี ตั้งเจริญถาวร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นนทบุรี

รับหลักการ ทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายมนตรี ปาน้อยนนท์

(นายมนตรี ปาน้อยนนท์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ไม่อยู่ในที่ประชุม)

นางมนพร เจริญศรี

นางมนพร เจริญศรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นครพนม

รับหลักการ ทั้ง ๓ ร่างค่ะ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายมนู พุกประเสริฐ

นายมนู พุกประเสริฐ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุโขทัย

รับหลักการ ทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายมหรรณพ เดชวิทักษ์

(นายมหรรณพ เดชวิทักษ์ สมาชิกวุฒิสภาภาควิชาการ ไม่อยู่ในที่ประชุม)

นางสาวมัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช

นางสาวมัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ลพบุรี

นางสาวมัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช งดออกเสียงทั้ง ๓ ร่างค่ะ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายมานพ จรัสดำรงนิตย์

นายมานพ จรัสดำรงนิตย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ศรีสะเกษ

รับหลักการทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายมานพน้อย วานิช

นายมานพน้อย วานิช สมาชิกวุฒิสภา พังงา

งดออกเสียง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายมานะ โลหะวณิชย์

นายมานะ โลหะวณิชย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ชัยภูมิ

รับหลักการ ทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายมานิต นพอมรบดี

นายมานิต นพอมรบดี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ราชบุรี

รับหลักการ ทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นางสาวมาลินี อินฉัตร

นางสาวมาลินี อินฉัตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

รับหลักการทั้ง ๓ ร่างค่ะ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

พลตำรวจโท มาโนช ไกรวงศ์

พลตำรวจโท มาโนช ไกรวงศ์ สมาชิกวุฒิสภา สุราษฎร์ธานี

รับหลักการ ทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์

นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

รับหลักการทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นางมุกดา พงษ์สมบัติ

นางมุกดา พงษ์สมบัติ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ขอนแก่น

รับหลักการ ทั้ง ๓ ร่างค่ะ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายมูหามะรอสดี บอตอ

(นายมูหามะรอสดี บอตอ สมาชิกวุฒิสภาจังหวัดนราธิวาส ไม่อยู่ในที่ประชุม)

นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร

นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี

รับหลักการทั้ง ๓ ร่างค่ะ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายยุคล ชนะวัฒน์ปัญญา

นายยุคล ชนะวัฒน์ปัญญา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จันทบุรี

ไม่รับ หลักการทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายยุทธจักร เรืองวรบูรณ์

นายยุทธจักร เรืองวรบูรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นครพนม

รับหลักการทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

พลตำรวจโท ยุทธนา ไทยภักดี

พลตำรวจโท ยุทธนา ไทยภักดี สมาชิกวุฒิสภา ภาคอื่น

รับหลักการ ฉบับที่ ๑ กับฉบับที่ ๓ ไม่รับหลักการฉบับที่ ๒ ครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายยุทธนา ยุพฤทธิ์

นายยุทธนา ยุพฤทธิ์ สมาชิกวุฒิสภา ยโสธร

ยุทธนา ยุพฤทธิ์ รับหลักการ ทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร

นายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

รับหลักการทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายยุทธพล อังกินันทน์

นายยุทธพล อังกินันทน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

รับหลักการทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายยุพราช บัวอินทร์

นายยุพราช บัวอินทร์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เพชรบูรณ์

ไม่รับ หลักการทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายยุรนันท์ ภมรมนตรี

นายยุรนันท์ ภมรมนตรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

รับหลักการทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นางยุวดี นิ่มสมบุญ

นางยุวดี นิ่มสมบุญ สมาชิกวุฒิสภา ภาคเอกชน

ไม่รับหลักการทั้ง ๓ ร่าง

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นางเยาวนิตย์ เพียงเกษ

นางเยาวนิตย์ เพียงเกษ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

รับหลักการ ทั้ง ๓ ร่างค่ะ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายรณเทพ อนุวัฒน์

นายรณเทพ อนุวัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ชลบุรี

รับหลักการ ทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายรส มะลิผล

นายรส มะลิผล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ฉะเชิงเทรา

รับหลักการ ทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นางสาวรสนา โตสิตระกูล

นางสาวรสนา โตสิตระกูล สมาชิกวุฒิสภา กรุงเทพมหานคร

ไม่รับ หลักการทั้ง ๓ ร่าง นางสาวรสนา โตสิตระกูล ค่ะ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นางระพิพรรณ พงศ์เรืองรอง

นางระพิพรรณ พงศ์เรืองรอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

รับหลักการทั้ง ๓ ร่างค่ะ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายรักพงษ์ ณ อุบล

นายรักพงษ์ ณ อุบล สมาชิกวุฒิสภา หนองบัวลำภู

รักพงษ์ ณ อุบล จังหวัดหนองบัวลำภู รับหลักการทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายรังสรรค์ มณีรัตน์

นายรังสรรค์ มณีรัตน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ลำพูน

รับหลักการ ทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายรังสรรค์ วันไชยธนวงศ์

นายรังสรรค์ วันไชยธนวงศ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เชียงราย

รับหลักการ ทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายรังสิกร ทิมาตฤกะ

(นายรังสิกร ทิมาตฤกะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดบุรีรัมย์ ไม่อยู่ ในที่ประชุม)

นางรังสิมา เจริญศิริ

นางรังสิมา เจริญศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

รับหลักการ ทั้ง ๓ ร่างค่ะ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นางสาวรังสิมา รอดรัศมี

นางสาวรังสิมา รอดรัศมี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมุทรสงคราม

ไม่รับหลักการทั้ง ๓ ร่างค่ะ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

พลเอก รัชกฤต กาญจนวัฒน์

พลเอก รัชกฤต กาญจนวัฒน์ สมาชิกวุฒิสภา ภาคอื่น

ไม่รับหลักการ ทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นางรัชฎาภรณ์ แก้วสนิท

นางรัชฎาภรณ์ แก้วสนิท สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ไม่รับ หลักการทั้ง ๓ ร่างค่ะ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

ผู้ช่วยศาสตราจารย์รัชดา ธนาดิเรก

(ผู้ช่วยศาสตราจารย์รัชดา ธนาดิเรก สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร ไม่อยู่ในที่ประชุม)

นายรัฐกร เจนกิจณรงค์

นายรัฐกร เจนกิจณรงค์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นครปฐม

รับหลักการ ทั้ง ๓ ร่าง

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายรำรี มามะ

นายรำรี มามะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นราธิวาส

ไม่รับหลักการ ทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายรุ่งโรจน์ ทองศรี

(นายรุ่งโรจน์ ทองศรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดบุรีรัมย์ ไม่อยู่ ในที่ประชุม)

นางสาวเรวดี รัศมิทัต

นางสาวเรวดี รัศมิทัต สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมุทรปราการ

งดออกเสียงทั้ง ๓ ร่างค่ะ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายเรวัต อารีรอบ

นายเรวัต อารีรอบ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ภูเก็ต

ไม่รับหลักการ ทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายเรืองเดช สุพรรณฝ่าย

นายเรืองเดช สุพรรณฝ่าย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ขอนแก่น

รับหลักการทั้ง ๓ ร่าง

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายเรืองศักดิ์ งามสมภาค

นายเรืองศักดิ์ งามสมภาค สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

รับหลักการทั้ง ๓ ร่าง

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นางสาวละออง ติยะไพรัช

นางสาวละออง ติยะไพรัช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เชียงราย

รับหลักการทั้ง ๓ ร่างค่ะ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นางสาวลีลาวดี วัชโรบล

นางสาวลีลาวดี วัชโรบล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร

รับหลักการทั้ง ๓ ร่างค่ะ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

พลเอก เลิศฤทธิ์ เวชสวรรค์

พลเอก เลิศฤทธิ์ เวชสวรรค์ สมาชิกวุฒิสภา ภาครัฐ

ไม่รับหลักการ ทั้ง ๓ ร่างนะครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

พลตำรวจเอก วงกต มณีรินทร์

พลตำรวจเอก วงกต มณีรินทร์ สมาชิกวุฒิสภา ภาควิชาชีพ

รับหลักการ ทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายวรงค์ เดชกิจวิกรม

นายวรงค์ เดชกิจวิกรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พิษณุโลก

ไม่รับหลักการ ทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายวรชัย เหมะ

นายวรชัย เหมะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมุทรปราการ

รับหลักการ ทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายวรรณรัตน์ ชาญนุกูล

นายวรรณรัตน์ ชาญนุกูล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นครราชสีมา

วรรณรัตน์ ชาญนุกูล รับหลักการทั้ง ๓ ร่าง

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล

นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

รับหลักการทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

ผู้ช่วยศาสตราจารย์วรวิทย์ บารู

ผู้ช่วยศาสตราจารย์วรวิทย์ บารู สมาชิกวุฒิสภา ปัตตานี

รับหลักการ ทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายวรวิทย์ วงษ์สุวรรณ์

นายวรวิทย์ วงษ์สุวรรณ์ สมาชิกวุฒิสภา ลพบุรี

รับหลักการทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายวรสิทธิ์ กัลป์ตินันท์

นายวรสิทธิ์ กัลป์ตินันท์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อุบลราชธานี

ผม วรสิทธิ์ กัลป์ตินันท์ รับหลักการทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นางวราภรณ์ ตั้งภากรณ์

นางวราภรณ์ ตั้งภากรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

รับหลักการ ทั้ง ๓ ร่างค่ะ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายวราวงษ์ พันธุ์ศิลา

นายวราวงษ์ พันธุ์ศิลา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ร้อยเอ็ด

รับหลักการ ทั้ง ๓ ร่าง

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นางวไลพร อัจฉริยะประสิทธิ์

นางวไลพร อัจฉริยะประสิทธิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นนทบุรี

รับหลักการทั้ง ๓ ร่างค่ะ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายวัชรพงศ์ คูวิจิตรสุวรรณ

นายวัชรพงศ์ คูวิจิตรสุวรรณ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สระบุรี

วัชรพงศ์ งดออกเสียงทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายวัชรพล โตมรศักดิ์

นายวัชรพล โตมรศักดิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นครราชสีมา

รับหลักการทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายวัชระ เพชรทอง

นายวัชระ เพชรทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธาน ที่เคารพ เห็นท่านนายกรัฐมนตรีอยู่ ผมไม่รับหลักการทรี ไทม์ (Three time) ไม่รับหลักการ ทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายวัชระ ตันตรานนท์

นายวัชระ ตันตรานนท์ สมาชิกวุฒิสภา ภาคเอกชน

ไม่รับหลักการ ทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายวัฒนา เมืองสุข

นายวัฒนา เมืองสุข สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

รับหลักการ ทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายวันชัย เจริญนนทสิทธิ์

นายวันชัย เจริญนนทสิทธิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นนทบุรี

วันชัย เจริญนนทสิทธิ์ รับหลักการทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายวันชัย บุษบา

นายวันชัย บุษบา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เลย

รับหลักการทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายวันชัย สอนศิริ

นายวันชัย สอนศิริ สมาชิกวุฒิสภา ภาคเอกชน

ไม่รับทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นางวันเพ็ญ พร้อมพัฒน์

นางวันเพ็ญ พร้อมพัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เพชรบูรณ์

รับทั้ง ๓ ร่างค่ะ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายวาสิต พยัคฆบุตร

นายวาสิต พยัคฆบุตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ลำปาง

รับทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายวิชัย ล้ำสุทธิ

นายวิชัย ล้ำสุทธิ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ระยอง

ไม่รับหลักการ ทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายวิชัย สามิตร

นายวิชัย สามิตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หนองบัวลำภู

รับหลักการ ทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายวิชัย ไพรสงบ

นายวิชัย ไพรสงบ สมาชิกวุฒิสภา ภาครัฐ

ร่างที่ ๑ งดออกเสียงครับ ร่างที่ ๒ ไม่รับ ร่างที่ ๓ รับหลักการครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายวิชาญ มีนชัยนันท์

นายวิชาญ มีนชัยนันท์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร

รับหลักการทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายวิชาญ ศิริชัยเอกวัฒน์

นายวิชาญ ศิริชัยเอกวัฒน์ สมาชิกวุฒิสภา ภาควิชาชีพ

รับหลักการ ทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

รองศาสตราจารย์วิชุดา รัตนเพียร

รองศาสตราจารย์วิชุดา รัตนเพียร สมาชิกวุฒิสภา ภาควิชาการ

ร่างที่ ๑ งดออกเสียง ร่างที่ ๒ และร่างที่ ๓ ไม่รับหลักการค่ะ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายวิเชียร คันฉ่อง

(นายวิเชียร คันฉ่อง สมาชิกวุฒิสภาจังหวัดตรัง ไม่อยู่ในที่ประชุม)

นายวิฑูรย์ นามบุตร

นายวิฑูรย์ นามบุตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธานครับ วิฑูรย์ นามบุตร ไม่รับหลักการทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายวิทยา แก้วภราดัย

นายวิทยา แก้วภราดัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นครศรีธรรมราช

ไม่รับ หลักการทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายวิทยา ทรงคำ

นายวิทยา ทรงคำ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เชียงใหม่

วิทยา ทรงคำ รับหลักการทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายวิทยา บุรณศิริ

นายวิทยา บุรณศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พระนครศรีอยุธยา

วิทยา บุรณศิริ รับหลักการทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายวิทยา อินาลา

นายวิทยา อินาลา สมาชิกวุฒิสภา นครพนม

รับหลักการทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายวิทวัส บุญญสถิตย์

นายวิทวัส บุญญสถิตย์ สมาชิกวุฒิสภา ภาควิชาการ

ไม่รับหลักการ ทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายวินัย ภัทรประสิทธิ์

นายวินัย ภัทรประสิทธิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พิจิตร

รับหลักการ ทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

พันเอก วินัย สมพงษ์

พันเอก วินัย สมพงษ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ไม่รับหลักการ ทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายวิบูลย์ คูหิรัญ

นายวิบูลย์ คูหิรัญ สมาชิกวุฒิสภา ภาคเอกชน

ไม่รับหลักการทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายวิภูแถลง พัฒนภูมิไท

นายวิภูแถลง พัฒนภูมิไท สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

รับหลักการทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายวิรัช ร่มเย็น

นายวิรัช ร่มเย็น สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ระนอง

ไม่รับหลักการ ทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายวิรัช รัตนเศรษฐ

นายวิรัช รัตนเศรษฐ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

รับหลักการ ทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายวิรัตน์ กัลยาศิริ

นายวิรัตน์ กัลยาศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สงขลา

ไม่รับหลักการ ทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายวิรัตน์ วิริยะพงษ์

นายวิรัตน์ วิริยะพงษ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุโขทัย

ไม่รับหลักการ ทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

ศาสตราจารย์วิรัติ พาณิชย์พงษ์

ศาสตราจารย์วิรัติ พาณิชย์พงษ์ สมาชิกวุฒิสภา ภาควิชาชีพ

ไม่รับ หลักการทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

พลตำรวจเอก วิรุฬห์ พื้นแสน

พลตำรวจเอก วิรุฬห์ พื้นแสน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

รับหลักการทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

พลตำรวจโท วิโรจน์ เปาอินทร์

พลตำรวจโท วิโรจน์ เปาอินทร์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

รับหลักการทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายวิลาศ จันทร์พิทักษ์

นายวิลาศ จันทร์พิทักษ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร

ไม่รับหลักการทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายวิวัฒน์ชัย โหตระไวศยะ

นายวิวัฒน์ชัย โหตระไวศยะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ศรีษะเกษ

รับหลักการทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นางสาววิสาระดี เตชะธีราวัฒน์

นางสาววิสาระดี เตชะธีราวัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เชียงราย

รับหลักการทั้ง ๓ ร่างค่ะ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายวิสิทธิ์ พิทยาภรณ์

นายวิสิทธิ์ พิทยาภรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นครราชสีมา

งดออกเสียง ทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ

นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

รับหลักการ ทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

พลอากาศเอก วีรวิท คงศักดิ์

พลอากาศเอก วีรวิท คงศักดิ์ สมาชิกวุฒิสภา ภาควิชาชีพ

ไม่รับหลักการ ทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายวีระชัย วีระเมธีกุล

นายวีระชัย วีระเมธีกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ไม่รับ หลักการทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายวีระพล จิตสัมฤทธิ์

นายวีระพล จิตสัมฤทธิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ศรีสะเกษ

รับหลักการ ทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายวีระวัฒน์ โอสถานุเคราะห์

นายวีระวัฒน์ โอสถานุเคราะห์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กาฬสินธุ์

รับหลักการทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายวุฒิชัย กิตติธเนศวร

นายวุฒิชัย กิตติธเนศวร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นครนายก

งดออกเสียง ทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายวุฒิพงษ์ นามบุตร

นายวุฒิพงษ์ นามบุตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อุบลราชธานี

ไม่รับ หลักการทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

รองศาสตราจารย์ หม่อมราชวงศ์วุฒิเลิศ เทวกุล

รองศาสตราจารย์ หม่อมราชวงศ์วุฒิเลิศ เทวกุล สมาชิกวุฒิสภา ภาควิชาการ

ไม่รับหลักการทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายเวียง วรเชษฐ์

นายเวียง วรเชษฐ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

รับหลักการ ทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายศรัณย์วุฒิ ศรัณย์เกตุ

นายศรัณย์วุฒิ ศรัณย์เกตุ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อุตรดิตถ์

รับหลักการ ทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายศราวุธ เพชรพนมพร

นายศราวุธ เพชรพนมพร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อุดรธานี

รับหลักการ ทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายศรีเรศ โกฏคำลือ

นายศรีเรศ โกฏคำลือ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เชียงใหม่

รับหลักการ ทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นางสาวศรีสกุล มั่นศิลป์

นางสาวศรีสกุล มั่นศิลป์ สมาชิกวุฒิสภา นครสวรรค์

ร่างที่ ๑ งดออกเสียง ร่างที่ ๒ และร่างที่ ๓ รับหลักการค่ะ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นางศรีสมร รัศมีฤกษ์เศรษฐ์

นางศรีสมร รัศมีฤกษ์เศรษฐ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กาญจนบุรี

ไม่รับหลักการทั้ง ๓ ร่างค่ะ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายศักดา คงเพชร

นายศักดา คงเพชร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ร้อยเอ็ด

รับหลักการ ทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายศิรสิทธิ์ เลิศด้วยลาภ

นายศิรสิทธิ์ เลิศด้วยลาภ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นครราชสีมา

รับหลักการทั้ง ๓ ร่าง ครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายศิริโชค โสภา

นายศิริโชค โสภา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สงขลา

ไม่รับหลักการ ทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นางศิริวรรณ ปราศจากศัตรู

นางศิริวรรณ ปราศจากศัตรู สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ไม่รับหลักการทั้ง ๓ ร่างค่ะ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายศิริวัฒน์ ขจรประศาสน์

นายศิริวัฒน์ ขจรประศาสน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

รับหลักการทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

พลเรือเอก ศิษฐวัชร วงษ์สุวรรณ

พลเรือเอก ศิษฐวัชร วงษ์สุวรรณ สมาชิกวุฒิสภา ภาควิชาชีพ

ไม่รับ หลักการทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายศุภชัย ใจสมุทร

นายศุภชัย ใจสมุทร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

งดออกเสียง ทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายศุภชัย ศรีหล้า

นายศุภชัย ศรีหล้า สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อุบลราชธานี

ไม่รับ หลักการทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายศุภวัฒน์ เทียนถาวร

นายศุภวัฒน์ เทียนถาวร สมาชิกวุฒิสภา สิงห์บุรี

รับหลักการทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายเศกสิทธิ์ ไวนิยมพงศ์

นายเศกสิทธิ์ ไวนิยมพงศ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ร้อยเอ็ด

รับหลักการ ทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายสงกรานต์ จิตสุทธิภากร

(นายสงกรานต์ จิตสุทธิภากร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครสวรรค์ ไม่อยู่ในที่ประชุม)

นายสงวน พงษ์มณี

นายสงวน พงษ์มณี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ลำพูน

รับหลักการ ทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

พันตำรวจเอก สนธยา แสงเภา

พันตำรวจเอก สนธยา แสงเภา สมาชิกวุฒิสภา ภาคเอกชน

พันตำรวจเอก สนธยา แสงเภา งดออกเสียงในร่างที่ ๑ ร่างที่ ๒ ร่างที่ ๓ รับหลักการครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

พลเอก สนธิ บุญยรัตกลิน

(พลเอก สนธิ บุญยรัตกลิน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ ไม่อยู่ ในที่ประชุม)

นายสนอง เทพอักษรณรงค์

(นายสนอง เทพอักษรณรงค์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดบุรีรัมย์ ไม่อยู่ใน ที่ประชุม)

ศาสตราจารย์สม จาตุศรีพิทักษ์

ศาสตราจารย์สม จาตุศรีพิทักษ์ สมาชิกวุฒิสภา ภาคเอกชน

ไม่รับ หลักการทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายสมคิด เชื้อคง

นายสมคิด เชื้อคง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อุบลราชธานี

รับหลักการ ทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายสมคิด บาลไธสง

นายสมคิด บาลไธสง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หนองคาย

สมคิด บาลไธสง จังหวัดหนองคาย รับหลักการทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

พลเอก สมเจตน์ บุญถนอม

(พลเอก สมเจตน์ บุญถนอม สมาชิกวุฒิสภาภาครัฐ ไม่อยู่ในที่ประชุม)

นายสมชัย อัศวชัยโสภณ

นายสมชัย อัศวชัยโสภณ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ฉะเชิงเทรา

รับหลักการทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายสมชาติ พรรณพัฒน์

นายสมชาติ พรรณพัฒน์ สมาชิกวุฒิสภา นครปฐม

รับหลักการทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายสมชาย โล่สถาพรพิพิธ

นายสมชาย โล่สถาพรพิพิธ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตรัง

ไม่รับ ทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

พลเอก สมชาย วิษณุวงศ์

พลเอก สมชาย วิษณุวงศ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กาญจนบุรี

รับหลักการ ทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายสมชาย แสวงการ

(นายสมชาย แสวงการ สมาชิกวุฒิสภาภาควิชาชีพ ไม่อยู่ในที่ประชุม)

นายสมบัติ ยะสินธุ์

นายสมบัติ ยะสินธุ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แม่ฮ่องสอน

ไม่รับหลักการ ทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายสมบัติ ศรีสุรินทร์

นายสมบัติ ศรีสุรินทร์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุรินทร์

รับหลักการ ทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายสมบูรณ์ งามลักษณ์

(นายสมบูรณ์ งามลักษณ์ สมาชิกวุฒิสภาภาครัฐ ไม่อยู่ในที่ประชุม)

นายสมบูรณ์ อุทัยเวียนกุล

นายสมบูรณ์ อุทัยเวียนกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตรัง

สมบูรณ์ อุทัยเวียนกุล ไม่รับหลักการทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นางสมพร จูมั่น

นางสมพร จูมั่น สมาชิกวุฒิสภา เพชรบูรณ์

รับหลักการทั้ง ๓ ร่างค่ะ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายสมพล เกยุราพันธุ์

นายสมพล เกยุราพันธุ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

สมพล เกยุราพันธุ์ รับหลักการทั้ง ๓ ร่าง

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายสมพล พันธุ์มณี

นายสมพล พันธุ์มณี สมาชิกวุฒิสภา ภาครัฐ

ไม่รับหลักการทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายสมเพชร แต่งงาม

นายสมเพชร แต่งงาม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ไม่รับ ทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายสมโภช สายเทพ

นายสมโภช สายเทพ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ลำปาง

รับหลักการ ทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายสมมุติ เบ็ญจลักษณ์

นายสมมุติ เบ็ญจลักษณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ปัตตานี

งดออกเสียง ทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

พลตำรวจโท สมยศ ดีมาก

พลตำรวจโท สมยศ ดีมาก สมาชิกวุฒิสภา ภาคอื่น

ร่างที่ ๑ งดออกเสียงครับ ร่างที่ ๒ รับหลักการ ร่างที่ ๓ งดออกเสียงครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

งดออกเสียงครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายสมศักดิ์ ใจแคล้ว

นายสมศักดิ์ ใจแคล้ว สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ปทุมธานี

สมศักดิ์ ใจแคล้ว รับหลักการทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายสมศักดิ์ บุญเปลื้อง

นายสมศักดิ์ บุญเปลื้อง สมาชิกวุฒิสภา ลำพูน

สมศักดิ์ บุญเปลื้อง ร่างที่ ๑ งดออกเสียง ร่างที่ ๒ ร่างที่ ๓ รับหลักการครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นางสมหญิง บัวบุตร

นางสมหญิง บัวบุตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อำนาจเจริญ

รับหลักการ ทั้ง ๓ ร่างค่ะ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายสมัคร เชาวภานันท์

นายสมัคร เชาวภานันท์ สมาชิกวุฒิสภา ภาคอื่น

ไม่รับหลักการ ทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายสรชัด สุจิตต์

นายสรชัด สุจิตต์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุพรรณบุรี

รับหลักการ ทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายสรรพภัญญู ศิริไปล์

นายสรรพภัญญู ศิริไปล์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

รับหลักการทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายสรรเสริญ สมะลาภา

นายสรรเสริญ สมะลาภา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร

ไม่รับทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายสรวงศ์ เทียนทอง

นายสรวงศ์ เทียนทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สระแก้ว

รับทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายสรวุฒิ เนื่องจำนงค์

(นายสรวุฒิ เนื่องจำนงค์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดชลบุรี ไม่อยู่ในที่ประชุม)

นายสราวุธ อ่อนละมัย

นายสราวุธ อ่อนละมัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ชุมพร

ไม่รับทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นางสลิลทิพย์ สุขวัฒน์

นางสลิลทิพย์ สุขวัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมุทรปราการ

รับหลักการทั้ง ๓ ร่างค่ะ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายสหรัฐ กุลศรี

นายสหรัฐ กุลศรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุพรรณบุรี

สหรัฐ กุลศรี รับหลักการทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายสัญชัย วงษ์สุนทร

นายสัญชัย วงษ์สุนทร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นครสวรรค์

รับหลักการทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายสันต์ศักย์ จรูญ งามพิเชษฐ์

นายสันต์ศักย์ จรูญ งามพิเชษฐ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

รับหลักการทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายสัมพันธ์ ตั้งเบญจผล

นายสัมพันธ์ ตั้งเบญจผล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุโขทัย

ไม่รับ หลักการทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายสัมภาษณ์ อัตถาวงศ์

นายสัมภาษณ์ อัตถาวงศ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นครราชสีมา

รับหลักการทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายสากล ม่วงศิริ

นายสากล ม่วงศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร

ไม่รับ หลักการทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายสาคร เกี่ยวข้อง

นายสาคร เกี่ยวข้อง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กระบี่

ไม่รับหลักการ ทั้ง ๓ ร่าง

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย

นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตรัง

ไม่รับหลักการ ทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายสาธิต ปิตุเตชะ

นายสาธิต ปิตุเตชะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ระยอง

ไม่รับหลักการ ทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายสามารถ แก้วมีชัย

นายสามารถ แก้วมีชัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เชียงราย

รับหลักการ ทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

พันตำรวจเอก สามารถ ม่วงศิริ

พันตำรวจเอก สามารถ ม่วงศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร

ไม่รับหลักการทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายสามารถ มะลูลีม

นายสามารถ มะลูลีม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร

รับไม่ได้สักร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายสามารถ ราชพลสิทธิ์

นายสามารถ ราชพลสิทธิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ไม่รับ หลักการทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายสาย กังกเวคิน

(นายสาย กังกเวคิน สมาชิกวุฒิสภาจังหวัดระยอง ไม่อยู่ในที่ประชุม)

นายสิงห์ชัย ทุ่งทอง

นายสิงห์ชัย ทุ่งทอง สมาชิกวุฒิสภา อุทัยธานี

สิงห์ชัย ทุ่งทอง รับหลักการ ทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายสิทธิศักดิ์ ยนต์ตระกูล

นายสิทธิศักดิ์ ยนต์ตระกูล สมาชิกวุฒิสภา กาฬสินธุ์

สิทธิศักดิ์ ยนต์ตระกูล รับหลักการทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

พันโท สินธพ แก้วพิจิตร

พันโท สินธพ แก้วพิจิตร สมาชิกวุฒิสภา นครปฐม

รับหลักการ ทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายสินิตย์ เลิศไกร

นายสินิตย์ เลิศไกร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุราษฎร์ธานี

ไม่รับ หลักการทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นางสิรินทร รามสูต

นางสิรินทร รามสูตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร น่าน

รับหลักการทั้ง ๓ ร่างค่ะ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายสิริวัฒน์ ไกรสินธุ์

นายสิริวัฒน์ ไกรสินธุ์ สมาชิกวุฒิสภา นครศรีธรรมราช

ร่างที่ ๑ รับหลักการ ร่างที่ ๒ ไม่รับหลักการ ร่างที่ ๓ รับหลักการครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายสุกิจ ก้องธรนินทร์

นายสุกิจ ก้องธรนินทร์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ไม่รับ หลักการทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายสุกิจ อัถโถปกรณ์

นายสุกิจ อัถโถปกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตรัง

ไม่รับทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นางสุกุมล คุณปลื้ม

นางสุกุมล คุณปลื้ม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ชลบุรี

รับหลักการ ทั้ง ๓ ร่างค่ะ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายสุโข วุฑฒิโชติ

นายสุโข วุฑฒิโชติ สมาชิกวุฒิสภา สมุทรปราการ

รับทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายสุชาติ ชมกลิ่น

นายสุชาติ ชมกลิ่น สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ชลบุรี

รับหลักการ ทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

ศาสตราจารย์สุชาติ ธาดาธำรงเวช

นายสุชาติ ธาดาธำรงเวช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

รับหลักการทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายสุชาติ ภิญโญ

นายสุชาติ ภิญโญ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นครราชสีมา

รับหลักการ ทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายสุชาย ศรีสุรพล

นายสุชาย ศรีสุรพล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ขอนแก่น

สุชาย ศรีสุรพล จากจังหวัดขอนแก่น รับหลักการทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายสุชีน เอ่งฉ้วน

นายสุชีน เอ่งฉ้วน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กระบี่

ไม่รับหลักการ ทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นางสาวสุณีย์ เหลืองวิจิตร

นางสาวสุณีย์ เหลืองวิจิตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

รับหลักการทั้ง ๓ ร่างค่ะ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายสุทธิ ปัญญาสกุลวงศ์

นายสุทธิ ปัญญาสกุลวงศ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร

ไม่รับหลักการทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายสุทธิชัย จรูญเนตร

นายสุทธิชัย จรูญเนตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อุบลราชธานี

รับหลักการทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายสุทัศน์ เงินหมื่น

นายสุทัศน์ เงินหมื่น สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ไม่รับ ทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายสุทัศน์ จันทร์แสงศรี

นายสุทัศน์ จันทร์แสงศรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เพชรบูรณ์

รับหลักการทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายสุทิน นพขำ

นายสุทิน นพขำ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ปทุมธานี

สุทิน นพขำ รับทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายสุเทพ เทือกสุบรรณ

นายสุเทพ เทือกสุบรรณ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุราษฎร์ธานี

ไม่รับ ทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายสุธรรม พันธุศักดิ์

นายสุธรรม พันธุศักดิ์ สมาชิกวุฒิสภา ภาคอื่น

สุธรรม พันธุศักดิ์ ไม่รับ ทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นางสาวสุนทรี ชัยวิรัตนะ

นางสาวสุนทรี ชัยวิรัตนะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

รับหลักการทั้ง ๓ ร่างค่ะ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นางสาวสุนันท์ สิงห์สมบุญ

นางสาวสุนันท์ สิงห์สมบุญ สมาชิกวุฒิสภา ภาคเอกชน

สุนันท์ สิงห์สมบุญ นายกรัฐมนตรีอยู่ที่นี่ค่ะ ดิฉันรับหลักการ ๓ หลักการค่ะ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายสุนัย จุลพงศธร

นายสุนัย จุลพงศธร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ผม สุนัย จุลพงศธร เพื่อให้ประชาธิปไตยไทยเดินหน้าต่อ รับทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายสุพจน์ เลียดประถม

นายสุพจน์ เลียดประถม สมาชิกวุฒิสภา ตราด

รับหลักการทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายสุพล ฟองงาม

นายสุพล ฟองงาม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อุบลราชธานี

รับหลักการ ทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นางสาวสุพัชรี ธรรมเพชร

นางสาวสุพัชรี ธรรมเพชร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พัทลุง

ไม่รับ หลักการทั้ง ๓ ร่างค่ะ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นางสาวสุมล สุตะวิริยะวัฒน์

นางสาวสุมล สุตะวิริยะวัฒน์ สมาชิกวุฒิสภา เพชรบุรี

ไม่รับหลักการ ทั้ง ๓ ร่างเด็ดขาด

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายสุเมธ ศรีพงษ์

นายสุเมธ ศรีพงษ์ สมาชิกวุฒิสภา นครราชสีมา

รับหลักการทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายสุรจิต ชิรเวทย์

นายสุรจิต ชิรเวทย์ สมาชิกวุฒิสภา สมุทรสงคราม

สุรจิต ชิรเวทย์ ไม่รับหลักการทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายสุรจิตร ยนต์ตระกูล

นายสุรจิตร ยนต์ตระกูล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร มหาสารคาม

สุรจิตร ยนต์ตระกูล รับหลักการทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย

นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย สมาชิกวุฒิสภา ภาคเอกชน

งดออกเสียง ทั้ง ๓ ฉบับครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายสุรชัย ชัยตระกูลทอง

นายสุรชัย ชัยตระกูลทอง สมาชิกวุฒิสภา ชลบุรี

รับหลักการทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายสุรชาติ ชาญประดิษฐ์

นายสุรชาติ ชาญประดิษฐ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ศรีสะเกษ

สุรชาติ ชาญประดิษฐ์ รับหลักการทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายสุรชาติ เทียนทอง

นายสุรชาติ เทียนทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร

สุรชาติ เทียนทอง รับหลักการทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายสุรเชษฐ์ มาศดิตถ์

นายสุรเชษฐ์ มาศดิตถ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นครศรีธรรมราช

ไม่รับ หลักการทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายสุรเชษฐ์ แวอาแซ

นายสุรเชษฐ์ แวอาแซ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นราธิวาส

ไม่รับ ทั้ง ๓ ร่างเลยครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายสุรเดช จิรัฐิติเจริญ

นายสุรเดช จิรัฐิติเจริญ สมาชิกวุฒิสภา ปราจีนบุรี

รับทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

พันตำรวจโท สุรทิน พิมานเมฆินทร์

พันตำรวจโท สุรทิน พิมานเมฆินทร์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อุดรธานี

รับหลักการทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล

นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการต่างประเทศ

รับหลักการทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายสุรพงษ์ ปิยะโชติ

นายสุรพงษ์ ปิยะโชติ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กาญจนบุรี

รับหลักการ ทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายสุรพงษ์ อึ้งอัมพรวิไล

นายสุรพงษ์ อึ้งอัมพรวิไล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ปทุมธานี

รับหลักการทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายสุรพงษ์ ตันธนศรีกุล

นายสุรพงษ์ ตันธนศรีกุล สมาชิกวุฒิสภา กาญจนบุรี

รับหลักการ ทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายสุรพล เกียรติไชยากร

นายสุรพล เกียรติไชยากร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เชียงใหม่

สุรพล เกียรติไชยากร รับทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

พลเรือเอก สุรพล จันทน์แดง

พลเรือเอก สุรพล จันทน์แดง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ชลบุรี

รับหลักการ ทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายสุรวิทย์ คนสมบูรณ์

นายสุรวิทย์ คนสมบูรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ชัยภูมิ

รับหลักการ ทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล

นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พระนครศรีอยุธยา

รับหลักการทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายสุรศักดิ์ อนรรฆพันธ์

นายสุรศักดิ์ อนรรฆพันธ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เพชรบูรณ์

รับหลักการทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

พลเรือเอก สุรศักดิ์ ศรีอรุณ

พลเรือเอก สุรศักดิ์ ศรีอรุณ สมาชิกวุฒิสภา ภาควิชาชีพ

ไม่รับหลักการ ทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายสุรสาล ผาสุข

นายสุรสาล ผาสุข สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สิงห์บุรี

สุรสาล ผาสุข รับหลักการทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายสุรสิทธิ์ เจียมวิจักษณ์

นายสุรสิทธิ์ เจียมวิจักษณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เชียงราย

สุรสิทธิ์ เจียมวิจักษณ์ รับหลักการทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายสุรันต์ จันทร์พิทักษ์

นายสุรันต์ จันทร์พิทักษ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร

ไม่รับทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

พลตำรวจตรี สุรินทร์ ปาลาเร่

พลตำรวจตรี สุรินทร์ ปาลาเร่ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สงขลา

ไม่รับ หลักการทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายสุริยา ปันจอร์

นายสุริยา ปันจอร์ สมาชิกวุฒิสภา สตูล

รับหลักการทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายสุวิศว์ เมฆเสรีกุล

นายสุวิศว์ เมฆเสรีกุล สมาชิกวุฒิสภา สมุทรสาคร

รับหลักการ ทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นางสุอำภา คชไกร

นางสุอำภา คชไกร สมาชิกวุฒิสภา สุโขทัย

รับหลักการทั้ง ๓ ร่างค่ะ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายเสนาะ เทียนทอง

นายเสนาะ เทียนทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

รับทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายเสรี สาระนันท์

นายเสรี สาระนันท์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สกลนคร

รับหลักการ ทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายโสภณ ซารัมย์

(นายโสภณ ซารัมย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดบุรีรัมย์ ไม่อยู่ในที่ประชุม)

นายโสภณ ศรีมาเหล็ก

นายโสภณ ศรีมาเหล็ก สมาชิกวุฒิสภา น่าน

กำนันโสภณ ศรีมาเหล็ก ส.ว. จังหวัดน่าน รับหลักการทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นางโสภา กาญจนะ

นางโสภา กาญจนะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุราษฎร์ธานี

ไม่รับทั้ง ๓ ร่างค่ะ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายหนูแดง วรรณกางซ้าย

นายหนูแดง วรรณกางซ้าย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บุรีรัมย์

หนูแดง วรรณกางซ้าย รับหลักการทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายเหวง โตจิราการ

นายเหวง โตจิราการ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

เหวง โตจิราการ รับทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายองอาจ คล้ามไพบูลย์

นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ไม่รับ ทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายองอาจ วงษ์ประยูร

นายองอาจ วงษ์ประยูร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สระบุรี

รับหลักการ ทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายองอาจ วชิรพงศ์

นายองอาจ วชิรพงศ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พระนครศรีอยุธยา

รับหลักการทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

พลตำรวจตรี องอาจ สุวรรณสิงห์

พลตำรวจตรี องอาจ สุวรรณสิงห์ สมาชิกวุฒิสภา เลย

รับหลักการ ทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายอโณทัย ฤทธิปัญญาวงศ์

นายอโณทัย ฤทธิปัญญาวงศ์ สมาชิกวุฒิสภา ภาคอื่น

ไม่รับหลักการทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายอดิศักดิ์ โภคกุลกานนท์

นายอดิศักดิ์ โภคกุลกานนท์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

อดิศักดิ์ โภคกุลกานนท์ รับทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายอธิรัฐ รัตนเศรษฐ

นายอธิรัฐ รัตนเศรษฐ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นครราชสีมา

อธิรัฐ รัตนเศรษฐ รับหลักการทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายอนันต์ ผลอำนวย

นายอนันต์ ผลอำนวย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กำแพงเพชร

นายอนันต์ ผลอำนวย รับทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายอนันต์ ลิมปคุปตถาวร

นายอนันต์ ลิมปคุปตถาวร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ชัยภูมิ

อนันต์ ลิมปคุปตถาวร รับทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายอนันต์ ศรีพันธุ์

นายอนันต์ ศรีพันธุ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อุดรธานี

เมื่อสักครู่ ท่านสมาชิกผู้มีเกียรติของพรรคประชาธิปัตย์บอกว่าท่านนายกรัฐมนตรีอยู่ ไม่รับหลักการ แต่ผม นายกรัฐมนตรีอยู่ ผมขอรับหลักการ และถ้ามีการแก้ไขอีกจะรับทุกมาตราครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายอนันต์ อริยะชัยพาณิชย์

นายอนันต์ อริยะชัยพาณิชย์ สมาชิกวุฒิสภา สุรินทร์

ร่างที่ ๑ งดออกเสียงครับ ร่างที่ ๒ ร่างที่ ๓ ไม่รับหลักการครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายอนุชา บูรพชัยศรี

นายอนุชา บูรพชัยศรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร

ไม่รับ หลักการทั้ง ๓ ฉบับครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายอนุชา สะสมทรัพย์

นายอนุชา สะสมทรัพย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นครปฐม

รับหลักการ ทั้ง ๓ ฉบับครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นาวาอากาศเอก อนุดิษฐ์ นาครทรรพ

นาวาอากาศเอก อนุดิษฐ์ นาครทรรพ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร

อนุดิษฐ์ นาครทรรพ รับทั้ง ๓ หลักการครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายอนุมัติ ซูสารอ

(นายอนุมัติ ซูสารอ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดปัตตานี ไม่อยู่ในที่ประชุม)

นายอนุรักษ์ ตั้งปณิธานนท์

นายอนุรักษ์ ตั้งปณิธานนท์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร มุกดาหาร

อนุรักษ์ ตั้งปณิธานนท์ รับทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายอนุรักษ์ นิยมเวช

นายอนุรักษ์ นิยมเวช สมาชิกวุฒิสภา ภาควิชาชีพ

งดออกเสียง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นางอนุรักษ์ บุญศล

นางอนุรักษ์ บุญศล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สกลนคร

อนุรักษ์ บุญศล รับทั้ง ๓ ร่างค่ะ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายอนุศาสน์ สุวรรณมงคล

นายอนุศาสน์ สุวรรณมงคล สมาชิกวุฒิสภา ปัตตานี

ไม่รับหลักการ ทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายอนุสรณ์ ปั้นทอง

นายอนุสรณ์ ปั้นทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร

นายอนุสรณ์ ปั้นทอง รับหลักการทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นางอนุสรา ยังตรง

นางอนุสรา ยังตรง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมุทรปราการ

อนุสรา ยังตรง รับหลักการทั้ง ๓ ร่างค่ะ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายอภิชาต การิกาญจน์

นายอภิชาต การิกาญจน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นครศรีธรรมราช

ไม่รับหลักการทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายอภิชาต ศักดิเศรษฐ์

นายอภิชาต ศักดิเศรษฐ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นครศรีธรรมราช

ไม่รับหลักการทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายอภิชาติ ตีรสวัสดิชัย

นายอภิชาติ ตีรสวัสดิชัย สกลนคร

อภิชาติ ตีรสวัสดิชัย พรรคเพื่อไทย รับหลักการทั้ง ๓ ฉบับ เพื่อยืนยันว่ากฎหมายรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายที่แก้ไขได้ครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายอภิชาติ สุภาแพ่ง

นายอภิชาติ สุภาแพ่ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เพชรบุรี

อภิชาติ สุภาแพ่ง ขอใช้สิทธิพิทักษ์รัฐธรรมนูญ ไม่รับหลักการทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

หม่อมหลวงอภิมงคล โสณกุล

หม่อมหลวงอภิมงคล โสณกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร

ไม่รับหลักการทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน

นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ไม่รับหลักการทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายอภิรัต ศิรินาวิน

นายอภิรัต ศิรินาวิน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

รับหลักการ ทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายอภิวัฒน์ เงินหมื่น

นายอภิวัฒน์ เงินหมื่น สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อำนาจเจริญ

ไม่รับหลักการทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

พันเอก อภิวันท์ วิริยะชัย

พันเอก อภิวันท์ วิริยะชัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

รับหลักการทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร

ไม่รับหลักการ ทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายอรรถกร ศิริลัทธยากร

นายอรรถกร ศิริลัทธยากร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

รับหลักการทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายอรรถพร พลบุตร

นายอรรถพร พลบุตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เพชรบุรี

คนเพชรบุรี สั่งให้ผมไม่รับหลักการทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายอรรถพล วงษ์ประยูร

นายอรรถพล วงษ์ประยูร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สระบุรี

รับหลักการ ทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี

นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร

ไม่รับหลักการทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นางสาวอรอนงค์ กาญจนชูศักดิ์

นางสาวอรอนงค์ กาญจนชูศักดิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร

ไม่รับหลักการทั้ง ๓ ร่างค่ะ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นางอรอนงค์ คล้ายนก

นางอรอนงค์ คล้ายนก สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร

ไม่รับหลักการทั้ง ๓ ร่างค่ะ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นางอรุณลักษณ์ กิจเลิศไพโรจน์

นางอรุณลักษณ์ กิจเลิศไพโรจน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมุทรปราการ

อรุณลักษณ์ กิจเลิศไพโรจน์ รับทั้ง ๓ ร่างค่ะ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นางสาวอรุณี ชำนาญยา

นางสาวอรุณี ชำนาญยา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พะเยา

อรุณี ชำนาญยา รับหลักการทั้ง ๓ ร่างค่ะ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายอลงกรณ์ พลบุตร

นายอลงกรณ์ พลบุตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ไม่รับ หลักการทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นางอัญชลี วานิช เทพบุตร

นางอัญชลี วานิช เทพบุตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ภูเก็ต

ไม่รับ หลักการทั้ง ๓ ร่างค่ะ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายอันวาร์ สาและ

นายอันวาร์ สาและ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ปัตตานี

ไม่รับหลักการ ทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายอับดุลการิม เด็งระกีนา

นายอับดุลการิม เด็งระกีนา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ยะลา

ไม่รับ หลักการทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายอัศวิน วิภูศิริ

นายอัศวิน วิภูศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ไม่รับหลักการ ทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายอัสนี เชิดชัย

นายอัสนี เชิดชัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

รับหลักการ ทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายอาคม เอ่งฉ้วน

นายอาคม เอ่งฉ้วน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ไม่รับ หลักการทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

พันตรี อาณันย์ วัชโรทัย

พันตรี อาณันย์ วัชโรทัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

พันตรี อาณันย์ วัชโรทัย รับหลักการทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นางอานิก อัมระนันทน์

นางอานิก อัมระนันทน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ไม่รับ หลักการทั้ง ๓ ร่างค่ะ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นางอารีญาภรณ์ ซารัมย์

(นางอารีญาภรณ์ ซารัมย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดบุรีรัมย์ ไม่อยู่ ในที่ประชุม)

นายอำนวย คลังผา

นายอำนวย คลังผา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ลพบุรี

รับหลักการ ทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายอำนาจ วิลาวัลย์

นายอำนาจ วิลาวัลย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ปราจีนบุรี

งดออกเสียง ทั้ง ๓ ฉบับครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายอิทธิเดช แก้วหลวง

นายอิทธิเดช แก้วหลวง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เชียงราย

รับหลักการ ทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายอิทธิรัตน์ จันทรสุรินทร์

นายอิทธิรัตน์ จันทรสุรินทร์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ลำปาง

รับหลักการ ทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายอิสมาแอล เบญอิบรอฮีม

นายอิสมาแอล เบญอิบรอฮีม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ปัตตานี

ไม่รับ หลักการทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายอิสรา สุนทรวัฒน์

นายอิสรา สุนทรวัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ไม่รับ หลักการทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายอิสสระ สมชัย

นายอิสสระ สมชัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ไม่รับ ทั้ง ๓ ฉบับครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายอุกฤษณ์ ตั๊นสวัสดิ์

นายอุกฤษณ์ ตั๊นสวัสดิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ชลบุรี

รับหลักการ ทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายอุดมเดช รัตนเสถียร

นายอุดมเดช รัตนเสถียร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นนทบุรี

รับหลักการ ทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นางอุดมรัตน์ อาภรณ์รัตน์

นางอุดมรัตน์ อาภรณ์รัตน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

อุดมรัตน์ อาภรณ์รัตน์ รับหลักการทั้ง ๓ ร่างค่ะ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นางอุดมลักษณ์ เพ็งนรพัฒน์

นางอุดมลักษณ์ เพ็งนรพัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ศรีสะเกษ

รับหลักการทั้ง ๓ ร่างค่ะ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายเอกธนัช อินทร์รอด

นายเอกธนัช อินทร์รอด สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

เอกธนัช อินทร์รอด รับหลักการทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์

นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร

ไม่รับหลักการทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นางเอมอร สินธุไพร

นางเอมอร สินธุไพร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ร้อยเอ็ด

เอมอร สินธุไพร รับหลักการทั้ง ๓ ร่างค่ะ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายเอี่ยม ทองใจสด

นายเอี่ยม ทองใจสด สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เพชรบูรณ์

ชาวเพชรบูรณ์ ให้รับทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

นายโอชิษฐ์ เกียรติก้องชูชัย

นายโอชิษฐ์ เกียรติก้องชูชัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ชัยภูมิ

งดออกเสียง ทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

และ นายฮอชาลี ม่าเหร็ม

นายฮอชาลี ม่าเหร็ม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สตูล

ไม่รับทั้ง ๓ ร่างครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

มีท่านใดยังไม่ใช้สิทธิไหมครับ ท่านใดยังไม่ลงมติมีไหมครับ ใช้สิทธิครบทุกท่านนะครับ กรรมการตรวจนับคะแนนเสร็จ ก็ส่งผลได้เลยนะครับ ต้องขอขอบคุณคณะกรรมการตรวจนับคะแนนนะครับ มติครับ ร่างที่ ๑ รับหลักการ ๓๖๗ คน ไม่รับหลักการ ๒๐๔ คน งดออกเสียง ๓๔ คน เสียงที่รับหลักการไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่ง ไม่น้อยกว่า ๓๒๓ คน ถือว่าที่ประชุมมีมติรับหลักการในร่างที่ ๑ นะครับ

ร่างที่ ๒ รับหลักการ ๓๗๔ คน ไม่รับหลักการ ๒๐๙ คน งดออกเสียง ๒๒ คน เสียงไม่น้อยว่ากึ่งหนึ่งครับ ถือว่าที่ประชุมมีมติรับหลักการในร่างที่ ๒ นะครับ

ร่างที่ ๓ รับหลักการ ๓๗๔ คน ไม่รับหลักการ ๒๐๖ คน งดออกเสียง ๒๕ คน ถือว่าที่ประชุมมีมติรับหลักการในร่างฉบับที่ ๓ นะครับ

ต่อไปตั้งคณะกรรมาธิการ เชิญครับ

ร้อยโท ปรีชาพล พงษ์พานิช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ขอนแก่น

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ เพื่อนสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ผม ร้อยโท ปรีชาพล พงษ์พานิช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดขอนแก่น พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมขอเสนอ จำนวนกรรมาธิการแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้ง ๓ คณะ คณะละ ๔๕ ท่าน ขอผู้รับรองด้วยครับ

(มีสมาชิกยกมือขึ้นรับรอง)
นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ไม่มีท่านใดเห็นเป็นอื่นนะครับ

(ไม่มีสมาชิกมีความเห็นเป็นอย่างอื่น)

ถือว่าที่ประชุมมีมติ ตั้งคณะกรรมาธิการ ๔๕ ท่าน มีอะไรครับ

นายณัฏฐ์ บรรทัดฐาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร

ท่านประธานที่เคารพครับ ผม ณัฏฐ์ บรรทัดฐาน กรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ เสนอกรรมาธิการ ๖๐ ท่าน ขอผู้รับรองด้วยครับ

(มีสมาชิกยกมือขึ้นรับรอง)
นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

รัฐบาลยังยืน ๔๕ ท่าน ใช่ไหมครับ ทีนี้ตามข้อบังคับเขาไม่ให้เกิน ๔๕ ท่านนะครับ

ร้อยโท ปรีชาพล พงษ์พานิช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ขอนแก่น

ถูกต้องครับท่านประธาน

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ว่าอย่างไรครับ ข้อบังคับ ไม่ให้เกิน ๔๕ ท่าน

นายสุรชัย ชัยตระกูลทอง สมาชิกวุฒิสภา จังหวัดชลบุรี

อย่างนั้นขอถอน ข้อเสนอญัตติครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ถือว่าไม่มีท่านใด เห็นเป็นอื่นนะครับ

(ไม่มีสมาชิกมีความเห็นเป็นอย่างอื่น)

ตั้งกรรมาธิการ ๔๕ ท่าน เป็นสัดส่วนสมาชิกวุฒิสภา ๑๐ ท่าน สภาผู้แทนราษฎรจำนวน ๓๕ ท่าน พรรคเพื่อไทย ๑๙ ท่าน พรรคประชาธิปัตย์ ๑๑ ท่าน พรรคภูมิใจไทย ๒ ท่าน พรรคชาติไทยพัฒนา ๑ ท่าน พรรคชาติพัฒนา ๑ ท่าน พรรคพลังชล ๑ ท่าน วุฒิสภา ๑๐ ท่าน เชิญครับ

นายสุรชัย ชัยตระกูลทอง สมาชิกวุฒิสภา จังหวัดชลบุรี

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ผม นายสุรชัย ชัยตระกูลทอง สมาชิกวุฒิสภาจังหวัดชลบุรี ในฐานะสมาชิกรัฐสภาและผู้ช่วยเลขานุการคณะกรรมการประสานงานรัฐสภา ขอเสนอ รายชื่อกรรมาธิการของรัฐสภาเพื่อพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พุทธศักราช .... ดังนี้ ร่างฉบับที่ ๑ รายชื่อกรรมาธิการของรัฐสภาเพื่อพิจารณา ร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พุทธศักราช .... (แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา ๑๑๑ มาตรา ๑๑๒ มาตรา ๑๑๕ มาตรา ๑๑๖ วรรคสอง มาตรา ๑๑๗ มาตรา ๑๑๘ มาตรา ๑๒๐ และมาตรา ๒๔๑ วรรคหนึ่ง และยกเลิกมาตรา ๑๑๓ และมาตรา ๑๑๔) ในสัดส่วนของวุฒิสภา ๑๐ ท่าน ดังรายนามต่อไปนี้ครับ ท่านแรก นายเจตน์ ศิรธรานนท์ รองศาสตราจารย์ทัศนา บุญทอง นายสุรชัย ชัยตระกูลทอง นายสุรเดช จิรัฐิติเจริญ นายเกชา ศักดิ์สมบูรณ์ นายมงคล ศรีคำแหง พลอากาศเอก วีรวิท คงศักดิ์ นายสิงห์ชัย ทุ่งทอง นายสุรจิต ชิรเวทย์ และ นายบุญส่ง โควาวิสารัช ขอผู้รับรองด้วยครับ

(มีสมาชิกยกมือขึ้นรับรอง)

ขอบคุณมากครับ ร่างฉบับที่ ๒ ผมเสนอ ๓ ฉบับเลยนะครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เอาทีละร่างครับ

นายสุรชัย ชัยตระกูลทอง สมาชิกวุฒิสภา ชลบุรี

ทีละร่างครับ ขอบคุณมากครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เอาอย่างนี้ ถ้าอย่างนั้น ผมถามทีเดียวเลยนะครับ ๓ ร่าง เป็น ๔๕ ท่านเหมือนกันนะครับ

(ไม่มีสมาชิกมีความเห็นเป็นอย่างอื่น)

ไม่มีท่านใดเห็นเป็นอื่น ถือว่าตามนี้นะครับ อย่างนั้นก็เชิญเลยครับ เอาทีเดียวเลย ต่อกันครับ ร่างที่ ๒ ร่างที่ ๓ จะได้จบ

นายสุรชัย ชัยตระกูลทอง สมาชิกวุฒิสภา ชลบุรี

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพ กระผม นายสุรชัย ชัยตระกูลทอง สมาชิกวุฒิสภาจังหวัดชลบุรี ในฐานะสมาชิกรัฐสภา และผู้ช่วยเลขานุการคณะกรรมการประสานงานรัฐสภา ขอเสนอร่างฉบับที่ ๒ และฉบับที่ ๓ ในสัดส่วนของสมาชิกวุฒิสภา ดังรายนามต่อไปนี้ ร่างฉบับที่ ๒ ท่านแรก นายประสิทธิ์ โพธสุธน พลโท พงศ์เอก อภิรักษ์โยธิน นายไพบูลย์ ซำศิริพงษ์ นายต่วนอับดุลเล๊าะ ดาโอ๊ะมารียอ นายกฤช อาทิตย์แก้ว นายวิชาญ ศิริชัยเอกวัฒน์ พลเรือเอก ศิษฐวัชร วงษ์สุวรรณ นายโสภณ ศรีมาเหล็ก นายถาวร ลีนุตพงษ์ และ นายสุริยา ปันจอร์ ขอผู้รับรองด้วยครับ

(มีสมาชิกยกมือขึ้นรับรอง)

ขอบคุณมากครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ผู้รับรองถูกต้อง เชิญต่อครับ

นายสุรชัย ชัยตระกูลทอง สมาชิกวุฒิสภา ชลบุรี

อันดับต่อไป เป็นร่าง ฉบับที่ ๓ ในสัดส่วนของสมาชิกวุฒิสภา ๑๐ ท่าน ดังรายนามต่อไปนี้ครับ ท่านแรก นายดิเรก ถึงฝั่ง พลตำรวจโท มาโนช ไกรวงศ์ พลตำรวจโท พิชัย สุนทรสัจบูลย์ นายพีระ มานะทัศน์ นายสมชาติ พรรณพัฒน์ นายประสงค์ นุรักษ์ นายจิตติพจน์ วิริยะโรจน์ นายธวัชชัย บุญมา นายสิริวัฒน์ ไกรสินธุ์ และ นายอนุรักษ์ นิยมเวช ขอผู้รับรองด้วยครับ

(มีสมาชิกยกมือขึ้นรับรอง)

ขอบคุณมากครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ถูกต้องครับ พรรคเพื่อไทย ๑๙ ท่าน เชิญครับ

นางสาวธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร

เรียนท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน ธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ขอเสนอรายชื่อกรรมาธิการวิสามัญเพื่อพิจารณา ร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พุทธศักราช .... (แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา ๑๑๑ มาตรา ๑๑๒ มาตรา ๑๑๕ มาตรา ๑๑๖ วรรคสอง มาตรา ๑๑๗ มาตรา ๑๑๘ มาตรา ๑๒๐ และมาตรา ๒๔๑ วรรคหนึ่ง และยกเลิกมาตรา ๑๑๓ และมาตรา ๑๑๔) ในสัดส่วนของพรรคเพื่อไทย จำนวน ๑๙ ท่าน ดังนี้ค่ะ ๑. นายสามารถ แก้วมีชัย ๒. นายสุนัย จุลพงศธร ๓. นายชวลิต วิชยสุทธิ์ ๔. นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน ๕. นายวรชัย เหมะ ๖. นายอำนวย คลังผา ๗. นางเปล่งมณี เร่งสมบูรณ์สุข ๘. นายสงวน พงษ์มณี ๙. นายแพทย์เหวง โตจิราการ ๑๐. นายครูมานิตย์ สังข์พุ่ม ๑๑. นายนิยม เวชกามา ๑๒. นายแพทย์เชิดชัย ตันติศิรินทร์ ๑๓. นายเกรียงศักดิ์ ฝ้ายสีงาม ๑๔. นายไตรรงค์ ติธรรม ๑๕. นายวิวัฒน์ชัย โหตระไวศยะ ๑๖. พลตำรวจเอก วิรุฬห์ พื้นแสน ๑๗. นายสุรสิทธิ์ เจียมวิจักษณ์ ๑๘. พันตรี อาณันย์ วัชโรทัย ๑๙. นายประวัฒน์ อุตโมท ขอผู้รับรองด้วยค่ะ

(มีสมาชิกยกมือขึ้นรับรอง)
นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ผู้รับรองถูกต้องครับ พรรคประชาธิปัตย์ ๑๑ ท่าน เมื่อสักครู่อีก ๒ ฉบับเอาให้จบเลยครับ

นางสาววิสาระดี เตชะธีราวัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เชียงราย

ท่านประธานคะ ดิฉัน นางสาววิสาระดี เตชะธีราวัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงราย พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ขอเสนอรายชื่อกรรมาธิการวิสามัญเพื่อพิจารณา ร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พุทธศักราช. .... (แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา ๑๙๐) ในสัดส่วนของพรรคเพื่อไทย จำนวน ๑๙ ท่าน ดังนี้ค่ะ ๑. นายอุดมเดช รัตนเสถียร ๒. นายพีรพันธุ์ พาลุสุข ๓. ผู้ช่วยศาสตราจารย์จารุพรรณ กุลดิลก ๔. ร้อยตำรวจเอก นิติภูมิ นวรัตน์ ๕. นายสุรวิทย์ คนสมบูรณ์ ๖. นายพีระเพชร ศิริกุล ๗. นายพายัพ ปั้นเกตุ ๘. นายสรวงศ์ เทียนทอง ๙. นายอนันต์ ศรีพันธุ์ ๑๐. นายนิยม ช่างพินิจ ๑๑. ร้อยโท ปรีชาพล พงษ์พานิช ๑๒. นางเยาวนิตย์ เพียงเกษ ๑๓. นางบุศริณธญ์ วรพัฒนานันน์ ๑๔. นางชมภู จันทาทอง ๑๕. นางรังสิมา เจริญศิริ ๑๖. นางวราภรณ์ ตั้งภากรณ์ ๑๗. นายณัฐพงษ์ สุปริยศิลป์ ๑๘. นายวิชาญ มีนชัยนันท์ ๑๙. นายคุณากร ปรีชาชนะชัย ขอผู้รับรองด้วยค่ะ

(มีสมาชิกยกมือขึ้นรับรอง)
นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ผู้รับรองถูกต้องครับ เชิญครับ

นางเปล่งมณี เร่งสมบูรณ์สุข สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เลย

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ดิฉัน นางเปล่งมณี เร่งสมบูรณ์สุข สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดเลย พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ดิฉันขอเสนอรายชื่อกรรมาธิการวิสามัญ เพื่อพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พุทธศักราช .... (แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา ๖๘ และมาตรา ๒๓๗) ๑๙ ท่าน ดังมีรายนามดังต่อไปนี้ ๑. พันเอก อภิวันท์ วิริยะชัย ๒. นายขจิตร ชัยนิคม ๓. นายวิทยา บุรณศิริ ๔. นายวิภูแถลง พัฒนภูมิไท ๕. นางเทียบจุฑา ขาวขำ ๖. นายธนิก มาสีพิทักษ์ ๗. นายอนันต์ ผลอำนวย ๘. นางบุญรื่น ศรีธเรศ ๙. นายอรรถกร ศิริลัทธยากร ๑๐.นางสาวทัศนีย์ บูรณุปกรณ์ ๑๑. นายสุรสาล ผาสุข ๑๒. นายพิชิต ชื่นบาน ๑๓. พลตำรวจโท วิโรจน์ เปาอินทร์ ๑๔. นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ ๑๕. นายสุพล ฟองงาม ๑๖. นางสาวสุณีย์ เหลืองวิจิตร ๑๗. นางสาวปาริชาติ ชาลีเครือ ๑๘. นายโกศล ปัทมะ ๑๙. นายอนุรักษ์ ตั้งปณิธานนท์ ขอผู้รับรองค่ะ

(มีสมาชิกยกมือขึ้นรับรอง)
นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ผู้รับรองถูกต้องครับ พรรคประชาธิปัตย์ ๑๑ ท่านครับ

นายสุชีน เอ่งฉ้วน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กระบี่

เรียนประธานรัฐสภา ที่เคารพ กระผม นายสุชีน เอ่งฉ้วน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดกระบี่ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ขอเสนอรายชื่อกรรมาธิการวิสามัญเพื่อพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พุทธศักราช .... (แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา ๑๑๑ มาตรา ๑๑๒ มาตรา ๑๑๕ มาตรา ๑๑๖ วรรคสอง มาตรา ๑๑๗ มาตรา ๑๑๘ มาตรา ๑๒๐ และมาตรา ๒๔๑ วรรคหนึ่ง และยกเลิกมาตรา ๑๑๓ และมาตรา ๑๑๔) ในสัดส่วน ของพรรคประชาธิปัตย์ ดังนี้ ๑. นายชำนิ ศักดิเศรษฐ์ ๒. นายเทพไท เสนพงศ์ ๓. นายธนา ชีรวินิจ ๔. นายนิพนธ์ วิสิษฐยุทธศาสตร์ ๕. นายอาคม เอ่งฉ้วน ๖. นายนิพนธ์ บุญญามณี ๗. นายสาธิต ปิตุเตชะ ๘. นางรัชฎาภรณ์ แก้วสนิท ๙. นายสุทัศน์ เงินหมื่น ๑๐. นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ ๑๑. นายประกอบ จิรกิติ ขอผู้รับรองด้วยครับ

(มีสมาชิกยกมือขึ้นรับรอง)
นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ผู้รับรองถูกต้องครับ ต่อเลยครับ

นายสุชีน เอ่งฉ้วน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กระบี่

แล้วก็กรรมาธิการวิสามัญ เพื่อพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พุทธศักราช .... (แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา ๑๙๐) ในสัดส่วนของพรรคประชาธิปัตย์ ดังนี้ ๑. นายเกียรติ สิทธีอมร ๒. นายอิสรา สุนทรวัฒน์ ๓. ผู้ช่วยศาสตราจารย์รัชดา ธนาดิเรก ๔. นายกษิต ภิรมย์ ๕. นายอรรถพร พลบุตร ๖. นายอภิชาต ศักดิเศรษฐ์ ๗. นายศิริโชค โสภา ๘. ดอกเตอร์ศุภชัย ศรีหล้า ๙. นายสรรเสริญ สมะลาภา ๑๐. นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ ๑๑. นายชนินทร์ รุ่งแสง ขอผู้รับรองด้วยครับ

(มีสมาชิกยกมือขึ้นรับรอง)
นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ผู้รับรองถูกต้องครับ เชิญต่อครับ

นายสุชีน เอ่งฉ้วน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กระบี่

สำหรับร่างที่ ๓ กรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พุทธศักราช .... (แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา ๖๘ และมาตรา ๒๓๗) ๑. นายวิรัตน์ กัลยาศิริ ๒. นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ ๓. นายวิรัช ร่มเย็น ๔. นายแพทย์วรงค์ เดชกิจวิกรม ๕. นายถวิล ไพรสณฑ์ ๖. นายเจะอามิง โตะตาหยง ๗. นายอิสสระ สมชัย ๘. นายถาวร เสนเนียม ๙. นางอานิก อัมระนันทน์ ๑๐. นายวิรัตน์ วิริยะพงษ์ ๑๑. ผู้ช่วยศาสตราจารย์พีรยศ ราฮิมมูลา ขอผู้รับรองด้วยครับ

(มีสมาชิกยกมือขึ้นรับรอง)
นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ผู้รับรองถูกต้องครับ พรรคภูมิใจไทย ๒ ท่าน เชิญครับ

นางสาวเรวดี รัศมิทัต สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมุทรปราการ

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน เรวดี รัศมิทัต สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสมุทรปราการ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ขอเสนอรายชื่อกรรมาธิการเพื่อพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พุทธศักราช .... ฉบับแรก ร่างที่ ๑ นายศุภชัย ใจสมุทร และนางสาวมัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช ร่างที่ ๒ นายสนอง เทพอักษรณรงค์ และนายโอชิษฐ์ เกียรติก้องชูชัย ร่างที่ ๓ ดอกเตอร์นาที รัชกิจประการ และนายวิสิทธิ์ พิทยาภรณ์ ขอผู้รับรองค่ะ

(มีสมาชิกยกมือขึ้นรับรอง)
นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ผู้รับรองถูกต้องครับ ครบทั้ง ๓ ชุดนะครับ พรรคชาติไทยพัฒนา ๑ ท่าน เชิญครับ

นายยุทธพล อังกินันทน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายยุทธพล อังกินันทน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคชาติไทยพัฒนา จังหวัดเพชรบุรี ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ขอเสนอ กรรมาธิการในส่วนของพรรคชาติไทยพัฒนา ร่างที่ ๑ นายกรวีร์ ปริศนานันทกุล ร่างที่ ๒ นายนิติวัฒน์ จันทร์สว่าง ร่างที่ ๓ นายภราดร ปริศนานันทกุล ขอผู้รับรองด้วยครับ

(มีสมาชิกยกมือขึ้นรับรอง)
นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ถูกต้องนะครับ พรรคชาติพัฒนา ๑ ท่าน เชิญครับ

นายประสาท ตันประเสริฐ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นครสวรรค์

ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายประสาท ตันประเสริฐ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดนครสวรรค์ พรรคชาติพัฒนา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ขอเสนอกรรมาธิการวิสามัญ ในสัดส่วนของพรรคชาติพัฒนา ในฉบับที่ ๑ ขอเสนอนายวัชรพล โตมรศักดิ์ ฉบับที่ ๒ นายชาญชัย ชัยรุ่งเรือง ฉบับที่ ๓ นายประสาท ตันประเสริฐ ขอผู้รับรองครับ

(มีสมาชิกยกมือขึ้นรับรอง)
นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ถูกต้องนะครับ พรรคพลังชล ๑ ท่าน เชิญครับ

นายพันธุ์ศักดิ์ เกตุวัตถา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ชลบุรี

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายพันธุ์ศักดิ์ เกตุวัตถา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดชลบุรี ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ขอเสนอกรรมาธิการในสัดส่วนของพรรคพลังชล ฉบับที่ ๑ คือนายสันตศักด์ จรูญ งามพิเชษฐ์ ฉบับที่ ๒ นางสุกุมล คุณปลื้ม ฉบับที่ ๓ นายรณเทพ อนุวัฒน์ ขอผู้รับรองด้วยครับ

(มีสมาชิกยกมือขึ้นรับรอง)
นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ครบนะครับ มีอะไรครับ เชิญท่านบุณย์ธิดามีอะไรครับ

นางสาวบุณย์ธิดา สมชัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อุบลราชธานี

ท่านประธานที่เคารพคะ บุณย์ธิดา สมชัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุบลราชธานี พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานคะ ดิฉันขอแก้ลำดับรายชื่อนิดหนึ่ง จากที่ท่านอานิก อัมระนันทน์ อยู่ในร่างมาตรา ๖๘ สลับกับอาจารย์รัชฎาภรณ์ แก้วสนิท ขอผู้รับรองด้วยค่ะ

(มีสมาชิกยกมือขึ้นรับรอง)
นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เชิญท่านเลขาธิการครับ

นางนรรัตน์ พิมเสน รองเลขาธิการรัฐสภา ปฏิบัติหน้าที่แทนเลขาธิการรัฐสภา 🔗

รายชื่อคณะกรรมาธิการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พุทธศักราช .... (แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา ๑๑๑ มาตรา ๑๑๒ มาตรา ๑๑๕ มาตรา ๑๑๖ วรรคสอง มาตรา ๑๑๗ มาตรา ๑๑๘ มาตรา ๑๒๐ และมาตรา ๒๔๑ วรรคหนึ่ง และยกเลิกมาตรา ๑๑๓ และมาตรา ๑๑๔) จำนวน ๔๕ คน ๑. นายเจตน์ ศิรธรานนท์ ๒. รองศาสตราจารย์ทัศนา บุญทอง ๓. นายสุรชัย ชัยตระกูลทอง ๔. นายสุรเดช จิรัฐิติเจริญ ๕. นายเกชา ศักดิ์สมบูรณ์ ๖. นายมงคล ศรีคำแหง ๗. พลอากาศเอก วีรวิท คงศักดิ์ ๘. นายสิงห์ชัย ทุ่งทอง ๙. นายสุรจิต ชิรเวทย์ ๑๐. นายบุญส่ง โควาวิสารัช ๑๑. นายสามารถ แก้วมีชัย ๑๒. นายสุนัย จุลพงศธร ๑๓. นายชวลิต วิชยสุทธิ์ ๑๔. นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน ๑๕. นายวรชัย เหมะ ๑๖. นายอำนวย คลังผา ๑๗. นางเปล่งมณี เร่งสมบูรณ์สุข ๑๘. นายสงวน พงษ์มณี ๑๙. นายเหวง โตจิราการ ๒๐. นายครูมานิตย์ สังข์พุ่ม ๒๑. นายนิยม เวชกามา ๒๒. นายเชิดชัย ตันติศิรินทร์ ๒๓. นายเกรียงศักดิ์ ฝ้ายสีงาม ๒๔. นายไตรรงค์ ติธรรม ๒๕. นายวิวัฒน์ชัย โหตระไวศยะ ๒๖. พลตำรวจเอก วิรุฬห์ พื้นแสน ๒๗. นายสุรสิทธิ์ เจียมวิจักษณ์ ๒๘. พันตรี อาณันย์ วัชโรทัย ๒๙. นายประวัฒน์ อุตโมท ๓๐. นายชำนิ ศักดิเศรษฐ์ ๓๑. นายเทพไพ เสนพงศ์ ๓๒. นายธนา ชีรวินิจ ๓๓. นายนิพนธ์ วิสิษฐยุทธศาสตร์ ๓๔. นายอาคม เอ่งฉ้วน ๓๕. นายนิพนธ์ บุญญามณี ๓๖. นายสาธิต ปิตุเตชะ ๓๗. นางอานิก อัมระนันทน์ ๓๘. นายสุทัศน์ เงินหมื่น ๓๙. นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ ๔๐. นายประกอบ จิรกิติ ๔๑. นายศุภชัย ใจสมุทร ๔๒. นางสาว มัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช ๔๓. นายกรวีร์ ปริศนานันทกุล ๔๔. นายวัชรพล โตมรศักดิ์ และ ๔๕. นายสันต์ศักด์ จรูญ งามพิเชษฐ์

ร่างที่ ๒ รายชื่อคณะกรรมาธิการเพื่อพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พุทธศักราช .... (แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา ๑๙๐) จำนวน ๔๕ คน ๑. นายประสิทธิ์ โพธสุธน ๒. พลโท พงศ์เอก อภิรักษ์โยธิน ๓. นายไพบูลย์ ซำศิริพงษ์ ๔. นายต่วนอับดุลเล๊าะ ดาโอ๊ะมารียอ ๕. นายกฤช อาทิตย์แก้ว ๖. นายวิชาญ ศิริชัยเอกวัฒน์ ๗. พลเรือเอก ศิษฐวัชร วงษ์สุวรรณ ๘. นายโสภณ ศรีมาเหล็ก ๙. นายถาวร ลีนุตพงษ์ ๑๐. นายสุริยา ปันจอร์ ๑๑. นายอุดมเดช รัตนเสถียร ๑๒. นายพีรพันธุ์ พาลุสุข ๑๓. ผู้ช่วยศาสตราจารย์จารุพรรณ กุลดิลก ๑๔. ร้อยตำรวจเอก นิติภูมิ นวรัตน์ ๑๕. นายสุรวิทย์ คนสมบูรณ์ ๑๖. นายพีระเพชร ศิริกุล ๑๗. นายพายัพ ปั้นเกตุ ๑๘. นายสรวงศ์ เทียนทอง ๑๙. นายอนันต์ ศรีพันธุ์ ๒๐. นายนิยม ช่างพินิจ ๒๑. ร้อยโท ปรีชาพล พงษ์พานิช ๒๒. นางเยาวนิตย์ เพียงเกษ ๒๓. นางบุศริณธญ์ วรพัฒนานันน์ ๒๔. นางชมภู จันทาทอง ๒๕. นางรังสิมา เจริญศิริ ๒๖. นางวราภรณ์ ตั้งภากรณ์ ๒๗. นายณัฐพงษ์ สุปริยศิลป์ ๒๘. นายวิชาญ มีนชัยนันท์ ๒๙. นายคุณากร ปรีชาชนะชัย ๓๐. นายเกียรติ สิทธีอมร ๓๑. นายอิสรา สุนทรวัฒน์ ๓๒. ผู้ช่วยศาสตราจารย์รัชดา ธนาดิเรก ๓๓. นายกษิต ภิรมย์ ๓๔. นายอรรถพร พลบุตร ๓๕. นายอภิชาต ศักดิเศรษฐ์ ๓๖. นายศิริโชค โสภา ๓๗. นายศุภชัย ศรีหล้า ๓๘. นายสรรเสริญ สมะลาภา ๓๙. นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ ๔๐. นายชนินทร์ รุ่งแสง ๔๑. นายสนอง เทพอักษรณรงค์ ๔๒. นายโอชิษฐ์ เกียรติก้องชูชัย ๔๓. นายนิติวัฒน์ จันทร์สว่าง ๔๔. นายชาญชัย ชัยรุ่งเรือง และ ๔๕. นางสุกุมล คุณปลื้ม

รายชื่อกรรมาธิการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พุทธศักราช .... (แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา ๖๘ และมาตรา ๒๓๗) จำนวน ๔๕ คน ๑. นายดิเรก ถึงฝั่ง ๒. พลตำรวจโท มาโนช ไกรวงศ์ ๓. พลตำรวจโท พิชัย สุนทรสัจบูลย์ ๔. นายพีระ มานะทัศน์ ๕. นายสมชาติ พรรณพัฒน์ ๖. นายประสงค์ นุรักษ์ ๗. นายจิตติพจน์ วิริยะโรจน์ ๘. นายธวัชชัย บุญมา ๙. นายสิริวัฒน์ ไกรสินธุ์ ๑๐. นายอนุรักษ์ นิยมเวช ๑๑. พันเอก อภิวันท์ วิริยะชัย ๑๒. นายขจิตร ชัยนิคม ๑๓. นายวิทยา บุรณศิริ ๑๔. นายวิภูแถลง พัฒนภูมิไท ๑๕. นางเทียบจุฑา ขาวขำ ๑๖. นายธนิก มาสีพิทักษ์ ๑๗. นายอนันต์ ผลอำนวย ๑๘. นางบุญรื่น ศรีธเรศ ๑๙. นายอรรถกร ศิริลัทธยากร ๒๐. นางสาวทัศนีย์ บูรณุปกรณ์ ๒๑. นายสุรสาล ผาสุข ๒๒. นายพิชิต ชื่นบาน ๒๓. พลตำรวจโท วิโรจน์ เปาอินทร์ ๒๔. นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ ๒๕. นายสุพล ฟองงาม ๒๖. นางสาวสุณีย์ เหลืองวิจิตร ๒๗. นางสาวปาริชาติ ชาลีเครือ ๒๘. นายโกศล ปัทมะ ๒๙. นายอนุรักษ์ ตั้งปณิธานนท์ ๓๐. นายวิรัตน์ กัลยาศิริ ๓๑. นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ ๓๒. นายวิรัช ร่มเย็น ๓๓. นายวรงค์ เดชกิจวิกรม ๓๔. นายถวิล ไพรสณฑ์ ๓๕. นายเจะอามิง โตะตาหยง ๓๖. นายอิสสระ สมชัย ๓๗. นายถาวร เสนเนียม ๓๘. นางรัชฎาภรณ์ แก้วสนิท ๓๙. นายวิรัตน์ วิริยะพงษ์ ๔๐. ผู้ช่วยศาสตราจารย์พีรยศ ราฮิมมูลา ๔๑. นายวิสิทธิ์ พิทยาภรณ์ ๔๒. นางนาที รัชกิจประการ ๔๓. นายภราดร ปริศนานันทกุล ๔๔. นายประสาท ตันประเสริฐ และ ๔๕. นายรณเทพ อนุวัฒน์

ร้อยโท ปรีชาพล พงษ์พานิช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ขอนแก่น

ท่านประธานครับ ปรีชาพลครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เชิญครับ

ร้อยโท ปรีชาพล พงษ์พานิช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ขอนแก่น

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ เพื่อนสมาชิกผู้ทรงเกียรติ กระผม ร้อยโท ปรีชาพล พงษ์พานิช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดขอนแก่น พรรคเพื่อไทย ขออนุญาตแก้ไขนะครับ ท่านประธาน เมื่อสักครู่นี้ตอนที่กระผมได้เสนอจำนวนกรรมาธิการนะครับ กระผมได้เรียกชื่อ กรรมาธิการเป็นกรรมาธิการวิสามัญ ซึ่งเข้าใจว่าชื่อที่ถูกต้องนั้นน่าจะเป็นกรรมาธิการ พิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... เพื่อความถูกต้องในการบันทึกในรายงานการประชุมครับ เพราะว่ามีเพื่อนสมาชิกหลายท่าน ได้เรียกตามเป็นอย่างนั้นครับ ขออนุญาตแก้ไขครับท่านประธาน

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

อย่างนั้นขอเป็นอย่างนี้ เป็นตั้งกรรมาธิการทั้งหมด ๓ ร่างเท่ากัน ๔๕ ท่าน ขอเสียงรับรองอีกทีทั้ง ๓ ร่างนะครับ

(มีสมาชิกยกมือขึ้นรับรอง)

ไม่มีท่านใดเห็นเป็นอื่นก็ตามนี้ครับ ระยะเวลาแปรญัตติก็ตามข้อบังคับนะครับ

(ไม่มีสมาชิกมีความเห็นเป็นอย่างอื่น)

ไม่มีท่านใดเห็นเป็นอื่น ก็ตามนี้ครับ

นายสุรชัย ชัยตระกูลทอง สมาชิกวุฒิสภา ชลบุรี

ท่านประธานครับ ต้องเสนอไหมครับ หรือไม่ต้องเสนอ ตามข้อบังคับ ต้องรับรองไหมครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

มันตามข้อบังคับโดยอัตโนมัติ อยู่แล้ว ถ้าไม่มีท่านใดเห็นเป็นอื่นก็ตามนี้นะครับ แล้วขอนัดประชุม

นายอรรถพร พลบุตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เพชรบุรี

ท่านประธานครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เชิญครับ

นายอรรถพร พลบุตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เพชรบุรี

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภา กระผม อรรถพร พลบุตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเพชรบุรี พรรคประชาธิปัตย์ ขอเสนอระยะเวลาการแปรญัตติ ๖๐ วัน ขอผู้รับรองครับ

(มีสมาชิกยกมือขึ้นรับรอง)
นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

๖๐ วันครับ

นายสุรชัย ชัยตระกูลทอง สมาชิกวุฒิสภา ชลบุรี

กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ กระผม นายสุรชัย ชัยตระกูลทอง สมาชิกวุฒิสภาจังหวัดชลบุรี ในฐานะสมาชิกรัฐสภา และผู้ช่วยเลขานุการคณะกรรมการประสานงานรัฐสภา อยากจะกราบเรียนทางวิป ๓ ฝ่าย ก็ได้มีการประชุมกันเมื่อวันที่ ๒๘ ที่ผ่านมา แล้วก็มีมติข้อตกลงว่าเราจะขอแปรญัตติกัน ภายใน ๑๕ วันตามข้อบังคับ ข้อ ๙๖ ด้วย จึงหารือว่าจะให้เป็นไปตามมติของวิปทั้ง ๓ ฝ่าย ได้ไหมครับ เพราะว่าเราได้พูดคุยกันนะครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

อย่างนี้ครับ ตามข้อบังคับ ข้อ ๙๖ มันโดยอัตโนมัติ ๑๕ วันตามข้อบังคับอยู่แล้ว นอกจากรัฐสภาเห็นเป็นอื่นเท่านั้น นอกจากเห็นเป็นอื่น เชิญคุณหมอสุกิจครับ

นายสุกิจ อัถโถปกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตรัง

ท่านประธานครับ ผม สุกิจ อัถโถปกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ ตามข้อตกลง ของวิป ๓ ฝ่ายยังไม่มีการตกลงเรื่องระยะเวลาการแปรญัตติครับ ผมขอยืนยันครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

วิปว่าอย่างไรครับ พูดไม่ตรงกัน ตกลงอย่างไรครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

เอาอย่างนี้ครับท่านประธาน ผมเป็นประธานประชุมครับ ผลการประชุมวิป ๓ ฝ่ายในวันนั้นเดิมผมบอกจะให้แปรญัตติ ๗ วัน แต่พอมีคนแย้งบอกว่าต้องเป็นไปตามข้อบังคับก็คือ ๑๕ วัน เป็นไปตามข้อบังคับ ข้อ ๙๖ เพราะฉะนั้นทำอย่างอื่นไม่ได้นะครับ ต้องเป็นไปตามข้อบังคับนะครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เชิญครับ

นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร

ท่านประธานครับ อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา คืออย่างนี้ครับท่านประธาน ท่านอรรถพร พลบุตร ท่านใช้ข้อบังคับ ข้อ ๙๖ เสนอญัตติเรื่องการแปรญัตติเป็น ๖๐ วัน แตกต่างจากข้อบังคับ ข้อ ๙๖ เพราะฉะนั้นเมื่อเสนอแล้วต้องให้รัฐสภาจัดการว่าเห็นเป็นอย่างไรครับ เพราะฉะนั้น ท่านประธานก็ต้องถามมติสิครับว่าเห็นด้วยกับท่านอรรถพรหรือเปล่าในกรณี ๖๐ วัน เพื่อจะได้เป็นไปตามข้อบังคับ ข้อ ๙๖ เท่านั้นละครับท่านประธาน ขอบพระคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ผมเข้าใจครับ แต่ทีนี้ยังถกเถียง กันอยู่ในส่วนมติของวิป ทีนี้ถ้ายังยืนยันจะเสนอตามนั้นผมก็จะขอมติครับ

นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร

ท่านประธานครับ นิดเดียวครับ

นายสุกิจ อัถโถปรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตรัง

ผมเป็นผู้ที่เข้าประชุม

นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร

ท่านประธานครับ อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี ครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เอาทีละคน อย่าแย่งกัน

นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร

ท่านประธานครับ อรรถวิชช์ พรรคประชาธิปัตย์ กทม. ในฐานะสมาชิกรัฐสภาครับ ท่านประธานครับ เมื่อสักครู่ก็แสดงให้เห็นแล้วว่าข้อตกลงเรื่องวิป เรื่องเวลาของพรรคฝ่ายค้าน ที่ยังเหลืออยู่ ท่าน ส.ว. ก็กรุณาที่จะปิดการประชุมไป เสนอการปิดอภิปราย เมื่อเสนอ การปิดอภิปรายก็เป็นการปิดหูปิดตาประชาชน มันผ่านไปแล้วนะครับ พอมาถึงวันนี้ ท่านจะอ้างข้อตกลงวิปอะไรอีกล่ะครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ไม่เป็นไรครับ ถ้ายืนยัน

นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร

ยืนยันสิครับ เพราะท่านอรรถพรบอกท่านประธานแล้ว เหลือทางเดียวท่านประธานก็ต้อง ดำเนินการ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ยืนยันก็ขอมติครับ คุณหมอ มีอะไรครับ

นายชลน่าน ศรีแก้ว รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข

ท่านประธาน ที่เคารพ ผม นายชลน่าน ศรีแก้ว พรรคเพื่อไทย จังหวัดน่าน ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ในข้อเสนอของท่านสมาชิกที่จะขอแปรญัตติให้เป็นอย่างอื่นนอกจากข้อบังคับ ข้อ ๙๖ กราบเรียนท่านประธานด้วยความเคารพครับว่าถ้าสภามีมติเป็นอื่นก็ให้เป็นไปตามที่มี การเสนอได้ แต่ถ้าสภาไม่มีมติเป็นอย่างนั้นก็เป็นไปตามข้อบังคับ ความหมายก็คือว่า ในการเสนอญัตติองค์ประชุมไม่ครบก็เป็นไปตามข้อบังคับ ท่านประธานครับ โดยการแปลความ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

โดยข้อบังคับชัดเจนครับ กำหนด ๑๕ วันตามข้อบังคับอยู่แล้ว แต่ทีนี้ถ้าเว้นแต่รัฐสภาเห็นเป็นอื่น ทีนี้มีผู้เห็นเป็นอื่นใช่ไหม ก็ต้องขอมติ แต่ทีนี้ถ้าขอมติแล้วต่อให้องค์ประชุมไม่ครบก็ถือว่าที่เป็นอื่น ขอมติก็ไม่มีผล เอาอย่างนี้ ผมอ่านข้อบังคับให้ทุกคนได้ฟังนะครับ ชัดเจนนะครับ ข้อ ๙๖ การพิจารณา ร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมขั้นคณะกรรมาธิการ สมาชิกรัฐสภาผู้ใดเห็นควรแก้ไขเพิ่มเติม ร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมก็ให้เสนอคำแปรญัตติล่วงหน้าเป็นหนังสือต่อประธานคณะกรรมาธิการ ภายในกำหนดสิบห้าวันนับแต่วันถัดจากวันที่รัฐสภารับหลักการแห่งร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม เว้นแต่รัฐสภาจะได้กำหนดเวลาแปรญัตติสำหรับร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมนั้นไว้เป็นอย่างอื่น ชัดเจนครับ ตอนนี้โดยอัตโนมัติตามข้อบังคับ ๑๕ วัน เว้นแต่จะเสนอเป็นอย่างอื่น เชิญครับ ใครก่อน เชิญครับ

นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตรัง

ท่านประธานครับ ผม สาทิตย์ วงศ์หนองเตย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ ผมคิดว่า ที่ท่านประธานวินิจฉัยเมื่อสักครู่นี้จะผิดไปจากข้อบังคับนะครับ ความจริงแล้ว ข้อ ๙๖ ของข้อบังคับการประชุมรัฐสภา จริงอยู่ตามข้อบังคับให้แปรญัตติภายใน ๑๕ วัน แต่ก็ยังมี บัญญัติว่าเว้นแต่รัฐสภาจะได้กำหนดเวลาแปรญัตติสำหรับร่างรัฐธรรมนูญเพิ่มเติมนั้นไว้ เป็นอย่างอื่น บัดนี้มีผู้เสนอคนหนึ่งว่าเป็นไปตามข้อบังคับ แล้วก็มีเพื่อนสมาชิกรัฐสภา เสนอเป็นอย่างอื่นก็คือเสนอ ๖๐ วัน ก็แปลว่ามีความเห็นที่ไม่ตรงกัน เมื่อมีความเห็นไม่ตรงกัน ประธานก็ต้องให้ลงมติครับ ในกรณีลงมติก่อนลงมติท่านประธานก็ต้องนับองค์ประชุมก่อน กรณีองค์ประชุมไม่ครบก็แปลว่าดำเนินการต่อไปไม่ได้ เมื่อดำเนินการต่อไปไม่ได้ก็ง่ายครับ ท่านประธานก็ต้องนัดลงมติกันอีกครั้งหนึ่ง จะตีความเป็นอย่างอื่นไม่ได้ครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เชิญคุณหมอ

นายชลน่าน ศรีแก้ว รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข

ท่านประธาน ที่เคารพ ผม ชลน่าน ศรีแก้ว สมาชิกรัฐสภา ด้วยความเคารพท่านประธานครับ ในเรื่องนี้ มันมีข้อบังคับระบุไว้ชัดเจน ต้องขออนุญาตกราบเรียนท่านประธาน ถ้ามีข้อบังคับระบุไว้ ชัดเจนในการที่จะเป็นอย่างอื่น ข้อบังคับก็เขียนไว้ครับ แต่ใช้คำว่า เว้นแต่รัฐสภาจะได้ กำหนดเวลาแปรญัตติสำหรับร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมนั้นไว้เป็นอย่างอื่นนอกเหนือจากที่ กำหนดไว้ ๑๕ วัน คำว่า รัฐสภา นั่นหมายความว่าจะต้องมีมติของรัฐสภากำหนดเป็นอย่างอื่น ถ้ารัฐสภามีองค์ประชุมและสามารถกำหนดได้ เช่นมีเพื่อนสมาชิกเสนอ ๖๐ วัน องค์ประชุม ที่นี่ครบแล้วเสนอญัตติตามนั้น มีความเห็นตามญัตตินั้นด้วยเสียงข้างมากว่า ๖๐ วัน อันนั้นละครับ แปลว่ารัฐสภากำหนดเป็นอย่างอื่น แต่ถ้ารัฐสภาไม่ได้กำหนด เช่น ๑. รัฐสภาไม่รับ คือไม่มี องค์ประชุมที่จะประชุมก็คือไม่รับญัตตินั้นเพราะมีญัตติ เพราะว่าข้อบังคับเดิมเขาเขียนไว้ เป็นปกติอยู่แล้วว่าต้อง ๑๕ วัน ไม่ได้เสนอญัตติแข่งกัน ท่านประธานครับ นั่นคือรัฐสภา กำหนดเป็นอย่างอื่น เพราะฉะนั้นต้องเอาประเด็นนี้ขึ้นมาเป็นบรรทัดฐานในการที่จะพิจารณา ไม่อย่างนั้นก็ต้องมาโหวตกันเพื่อจะเอา ๑๕ วัน หรือ ๖๐ วัน ซึ่งไม่ใช่อย่างนั้น ท่านประธานครับ โหวตเฉพาะ ๖๐ วัน ถ้า ๖๐ วันชนะถือว่า ๖๐ วัน แต่ถ้า ๖๐ วันไม่ชนะก็ต้อง ๑๕ วัน ก็ถือปฏิบัติอย่างนี้ ท่านประธานครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

อย่างนั้นผมขอมติก็แล้วกัน

(นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุมทราบ ก่อนทำการตรวจสอบองค์ประชุมและลงมติ)

คุณหมอมีอะไร

นายชลน่าน ศรีแก้ว รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข

ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม ชลน่าน ศรีแก้ว พรรคเพื่อไทย สมาชิกรัฐสภา ในประเด็นข้อเสนอข้อหารือ ของกระผมเอง ผมอยากให้ท่านประธานได้กำหนดวิธีการให้ชัดเจนก่อนที่จะมีการลงมติ เพื่อความชัดเจนในการที่จะเป็นองค์ประชุม แล้วก็การลงมติ เพราะข้อเสนอตามข้อบังคับ ที่ผมได้นำเรียนท่านประธานไป เป็นญัตติที่เสนอเพียงแต่ให้สภากำหนดเป็นอย่างอื่นเท่านั้นเอง กำหนดเป็นอย่างอื่นเท่านั้นเองนะครับ เหมือนกับญัตติว่าจะปิดอภิปราย ไม่ปิดอภิปรายเท่านั้นเอง ถ้าญัตติเช่นนี้นะครับมันเป็นญัตติเดียว แต่ความหมายมันมี ๒ นัย เช่น ญัตติปิดอภิปราย ถ้ามีคะแนนเสียงมากกว่าให้ปิดอภิปรายก็ถือว่าปิดอภิปราย แต่ถ้าคะแนนเสียงไม่ถึง ก็ดำเนินการต่อไป ก็คือไม่มีการปิดอภิปราย เช่นเดียวกันครับ เมื่อข้อบังคับกำหนดไว้ ๑๕ วัน ในการแปรญัตติ ถ้าจะให้สภากำหนดเป็นอย่างอื่นก็เสนอให้สภากำหนดเป็นอย่างอื่น ก็คือญัตติกำหนดเป็นอย่างอื่นเท่านั้นเองครับ ถ้าสภาไม่รับญัตตินั้นไม่ว่าจะด้วยวิธีการใด ๆ เช่น องค์ประชุมไม่ครบ เหมือนกับมีการวอล์กเอาท์ละครับ องค์ประชุมไม่ครบคือไม่รับญัตตินั้น ญัตติที่เสนอให้สภากำหนดเป็นอื่นมันก็ตกไป มันก็เหลือแค่ ๑๕ วัน ตามข้อบังคับ ผมอยากให้ ท่านประธานวินิจฉัยให้ชัด ๆ ก่อนที่เพื่อนสมาชิกจะได้ลงคะแนนครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

อย่างนี้ครับ มันไม่ต้อง ไปใช้ดุลยพินิจอะไรมากมาย ข้อความเขียนไว้ชัดเจนผมอ่านอีกทีนะครับ การพิจารณา ร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมขั้นคณะกรรมาธิการ สมาชิกรัฐสภาผู้ใดเห็นควรแก้ไขเพิ่มเติม ร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมก็ให้เสนอคำแปรญัตติล่วงหน้าเป็นหนังสือต่อประธานคณะกรรมาธิการ ภายในกำหนดสิบห้าวันนับแต่วันถัดจากที่รัฐสภารับหลักการแห่งร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม ตรงนี้ชัดเจนครับ มัน ๑๕ วัน ตามข้อบังคับชัดเจน เว้นแต่รัฐสภาจะได้กำหนดเวลาแปรญัตติ สำหรับร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมนั้นไว้เป็นอย่างอื่น เว้นแต่ เพราะฉะนั้นตอนนี้เป็น ๑๕ วันอยู่แล้ว แต่ถ้ามีคนเสนอ ๖๐ วัน ต้องมีเสียงมารองรับ ๖๐ วันเท่านั้น ถ้าไม่มีเสียงมารองรับ ๖๐ วัน ก็แปลว่า ๑๕ วัน ตามข้อบังคับชัดเจน ตรงนี้ชัดเจนครับ ข้อความไม่มีสับสน ซับซ้อนตรงไหนเลยง่าย ๆ ครับ ง่าย ๆ ครับ ไม่มีอะไรเลยครับ ตกลงยังเสนอ ๖๐ วันอยู่ใช่ไหม ถ้าอย่างนั้นผมขอมติ ก่อนขอมติผมตรวจสอบองค์ประชุมครับ เอาว่ายังยืนยัน ๖๐ วันก็ต้องขอมติ ขอมติเลยครับ ขออนุญาตตรวจสอบองค์ประชุมก่อน อย่างนั้นใช้สิทธิแสดงตนได้เลยครับ ใช้สิทธิแสดงตนก่อนครับ ใช้สิทธิแสดงตนได้เลยครับ

(สมาชิกทำการเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตน)

มีใครยังไม่ได้ใช้สิทธิบ้างครับ ไม่มีนะครับ อย่างนั้นส่งผลได้เลยครับ เสียงไม่พอ องค์ประชุมไม่ครบ เพราะฉะนั้นก็ถือว่า ๑๕ วันตามข้อบังคับ ขอนัดประชุมทั้ง ๓ ร่างพรุ่งนี้วันพฤหัสบดีที่ ๔ เมษายน เวลา ๑๑.๐๐ นาฬิกา วันและเวลาตรงกันนะครับ แต่สถานที่ร่างที่ ๑ ครับ ณ ห้องประชุมคณะกรรมาธิการ หมายเลข ๒๑๓-๒๑๔ องค์ประชุมไม่ครบก็ปิดประชุม แล้วผมก็ถือโอกาสแจ้งประชุม วันพรุ่งนี้เท่านั้นเอง แจ้งเพื่อทราบนะครับ ประชุมวันพรุ่งนี้วันที่ ๔ เมษายน เวลา ๑๑.๐๐ นาฬิกา พร้อมกัน ๓ คณะ แล้วงดประชุมวันพรุ่งนี้ครับ

เลิกประชุมเวลา ๐๒.๑๕ นาฬิกา

ของวันพฤหัสบดีที่ ๔ เมษายน ๒๕๕๖