รัฐสภา · ครั้งที่ ๔ · ๔ เมษายน ๒๕๕๖

สมชาย แสวงการ วิพากษ์วิจารณ์กระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ไม่ครอบคลุมและไม่สอดคล้องกับความต้องการของประชาชน โดยเรียกร้องให้รัฐสภาตรวจสอบและแก้ไขปัญหาที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจและสังคม และยังวิพากษ์วิจารณ์การกระทำของรัฐสภาในเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา ๖๘ และเรียกร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญตัดสินในเรื่องนี้

นายสมชาย แสวงการ สมาชิกวุฒิสภา ภาควิชาชีพ

ขอบคุณครับท่านประธาน สมชาย แสวงการ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ก่อนอื่นคงต้องตั้งคำถามและฝาก ไปยังพี่น้องประชาชนที่ติดตามอยู่ด้วยว่าประชาชนได้ประโยชน์อะไรจากการแก้ไข รัฐธรรมนูญครั้งนี้ ผมถามไปยังพี่น้องประชาชนท่านทราบดีครับว่าท่านไม่ได้ประโยชน์อะไรเลย และถามกลับมายังสมาชิกสภาแห่งนี้ว่าท่านกำลังทำเพื่อประโยชน์ประชาชนหรือประโยชน์ ของตัวเอง ผมกราบเรียนครับว่าเอแบค โพลล์ (ABAC Poll) ล่าสุดเป็นสถิติที่น่ารับฟังครับ ๘๕.๔ เปอร์เซ็นต์ ไม่เชื่อว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญจะลดความขัดแย้งให้จบลง ๘๕.๙ เปอร์เซ็นต์ ระบุว่ารัฐบาลควรเดินหน้าแก้ปัญหาค่าครองชีพ ๘๔.๒ เปอร์เซ็นต์ ระบุรัฐบาล ควรจริงจังกับการแก้ปัญหาทุจริตคอร์รัปชัน ปัญหาความรุนแรงในหมู่เด็ก เยาวชนก่อนจะมี การแก้รัฐธรรมนูญ สุดท้ายครับ ๘๙.๖ เปอร์เซ็นต์ บอกว่าควรแก้นิสัยและพฤติกรรมไม่ดี ของนักการเมืองก่อนแก้ไขรัฐธรรมนูญ ผมมาอยู่ในสภาแห่งนี้ก็ต้องยอมรับโพลล์ที่ตัดสินเรา เหมือนกัน คำถามว่ารัฐธรรมนูญแก้ได้ไหม แก้ได้ครับ แต่แก้แล้วทำไมไม่เลือกในส่วนที่ เป็นปัญหาตรงจุดอ่อน รัฐธรรมนูญปี ๒๕๕๐ เป็นรัฐธรรมนูญถึงแม้ไม่ดีที่สุด ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ เพราะในโลกนี้ไม่มีอะไรสมบูรณ์ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ แต่ก็ปรับปรุงมาจากรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ที่มีช่องว่างช่องโหว่เยอะแยะมากมาย มีหลายมาตราเขียนไปแล้วไม่มีบทบังคับลงโทษ วันนี้เราไม่เห็นกฎหมายหลายฉบับที่ออกมา ไม่ว่าจะเป็นมาตรา ๖๑ เรื่องคุ้มครองผู้บริโภค มาตรา ๖๗ เรื่องสิ่งแวดล้อม หรือแม้กระทั่งบังคับให้รัฐบาลดำเนินนโยบายเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง หรือแม้กระทั่งบังคับให้รัฐบาลมาแถลงนโยบายต่อรัฐสภาก็เป็นปัญหาว่าไม่มีบทลงโทษ เรากลับไม่แก้ไข เราเลือกที่จะแก้ไขเฉพาะในบางประเด็นที่เราอยากได้และเราอ้าง ๖ ข้อ ของคณะกรรมการสมานฉันท์ ผมกราบเรียนท่านประธานครับ นี่เป็นงานที่นักวิชาการ เมื่อปี ๒๕๕๒ ของกลุ่มนักวิชาการที่อาจจะเลือกสีเดียวกับรัฐบาลก็ได้ พูดถึงบางประการ รองศาสตราจารย์สิริพรรณ นกสวน จากคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย บอกว่า ข้อเสนอของคณะกรรมการสมานฉันท์เป็นเรื่องเลื่อนลอย จอมปลอม ขัดแย้ง และไร้ทิศทาง รองศาสตราจารย์ประภาส ปิ่นตบแต่ง บอกว่าข้อเสนอทั้งหมดเป็นการปฏิรูปการเมืองที่แคบมาก มองปัญหาแบบหมาไล่กัดหางตัวเอง วนเวียนมองแต่เรื่องระบบการเลือกตั้ง โดยข้อจำกัด อยู่ที่ว่าควรจะคิดอย่างไรทำให้ได้คนดี ดอกเตอร์พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ บอกว่าการตั้งโจทย์ เรื่องสมานฉันท์เป็นเรื่องตั้งโจทย์ที่ใหญ่มาก การแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น ที่สำคัญยังไม่มีคำนิยามว่าสมานฉันท์คืออะไร ผมกราบเรียนอย่างนี้เพราะอะไรครับ เพราะสิ่งเหล่านี้มันสะท้อนครับว่ารัฐธรรมนูญไม่ว่าท่านจะแก้มาตรา ๑๙๐ ซึ่งแก้ไปแล้ว แต่ท่านยังไม่ดำเนินการในเรื่องกฎหมาย ความจริงไม่ได้ยากอะไร รัฐบาลมีอำนาจอยู่ กระทรวงการต่างประเทศนั่นละครับเสนอกฎหมายขั้นตอน วิธีการเข้าสู่สภาก็ดำเนินการได้แล้ว นี่ท่านกำลังจะตัดอะไรครับ จะตัดในเรื่องทางเศรษฐกิจ สนธิสัญญาที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจ และสังคมรวมถึงงบประมาณอย่างมีนัยสำคัญหมายความว่าทำอะไรครับ คาดหมายก็ได้ครับ จินตนาการก็ได้ครับว่าจะไปแอบเซ็นอะไร ด้านพลังงานไหมกับประเทศกัมพูชา กับประเทศพม่า หรือจะทำเรื่องข้าวกับประเทศจีน รถไฟความเร็วสูงกับประเทศจีน หรืออะไรก็แล้วแต่ที่เกี่ยวข้องกับทางเศรษฐกิจ เราเคยมีบทเรียนจากเอฟทีเอจีน เอฟทีเอออสเตรเลีย แล้วเราก็ทำให้พืชผลการเกษตรพี่น้องชาวไร่หอม กระเทียม ทางภาคเหนือเสียหาย พี่น้องเกษตรกรโคนมเสียหาย เราจึงต้องมีบทบัญญัตินี้ไว้ใน รัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๐ เพื่อให้รัฐสภาช่วยตรวจสอบ ขณะนี้ท่านกำลังจะตัดทิ้งไป

มาตรา ๒๓๗ เขียนเพื่อลงโทษเฉพาะกรรมการบริหารพรรคและยุบพรรคการเมือง ที่โกงการเลือกตั้งเท่านั้น ท่านก็กำลังจะตัดทิ้งเสีย มาตราที่เกี่ยวข้องกับที่มาของ ส.ว. ความ จริงผมไม่อยากพูดเรื่องนี้แต่จำเป็น เพราะว่าเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญตั้งแต่ ปี ๒๕๔๐ ชัดเจนครับว่าเขาให้มี ส.ว. เป็นได้ ๑ วาระ หากท่านจะดำรงวาระที่ ๒ ก็ต้อง เว้นไป ๑ วาระแล้วก็ต้องป้องกันไม่ให้ ส.ว. ไปเป็น ส.ส. จากรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ที่แก้ไว้ เพราะเคยมี ส.ว. ที่ถูกเรียกว่าสภาทาสไปเป็นรัฐมนตรีในภายหลัง มีการรับจ๊อบ (Job) รับงานกันในสภามากมาย ก็กราบเรียนว่ามีเจตนารมณ์ประการหนึ่ง

อีกประการหนึ่ง ก็คือว่าทำไมถึงให้มี ส.ว. เลือกตั้งและ ส.ว. สรรหาอย่างละ ครึ่ง ๆ จำนวนอาจจะน้อยกว่าเล็กน้อยไม่เป็นอะไร แต่เพราะคิดว่าเมื่อประเทศไทยจะมี ๒ สภา ควรมีสภาผู้แทนราษฎรซึ่งท่านมาจากสภาผู้แทนราษฎรอยู่แล้ว แบ่งตามเขตเลือกตั้ง ไปอยู่แล้ว แต่สมาชิกวุฒิสภาไม่ได้มาจากผู้แทนราษฎร แต่มาจากผู้ทรงคุณวุฒิประจำจังหวัด จึงมีจังหวัดละ ๑ คน ขณะเดียวกันก็มีการสรรหามาจากภาควิชาชีพเข้ามาผสมปนเปทำงาน ด้วยกัน ซึ่งก็ถือว่าเป็นการแบ่งกันทำหน้าที่

อย่างไรก็ตาม ในประเด็นสำคัญที่อยากจะพูดก็คือท่านกำลังจะล้ำไปถึง การแก้รัฐธรรมนูญ มาตรา ๖๘ ซึ่งผมคิดว่าสำคัญอย่างยิ่งที่ควรจะตอกย้ำและเรียนต่อ ท่านประธานและที่ประชุม และเรียนไปยังประชาชนด้วยว่าศาลรัฐธรรมนูญได้พิจารณา เห็นว่ามาตรา ๖๘ วรรคสอง เป็นบทบัญญัติที่ให้สิทธิแก่ผู้ทราบการกระทำอันเป็นการฝ่าฝืน ข้อห้ามตามมาตรา ๖๘ วรรคหนึ่ง ที่จะใช้สิทธิให้มีการตรวจสอบการกระทำดังกล่าวให้มีสิทธิ ๒ ประการประการแรก คือส่งอัยการสูงสุดเพื่อตรวจสอบ และ ๒. ยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญ อัยการสูงสุดมีหน้าที่เพียงตรวจสอบข้อเท็จจริงเบื้องต้นและยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ ได้เท่านั้น หาได้จำกัดสิทธิของผู้ร้องที่จะยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญโดยตรงไม่ ผมกราบเรียน ท่านประธานว่า ท่านประธานและพวกเราหลายคนกำลังทำผิดรัฐธรรมนูญ ซึ่งผมต้องขอใช้สิทธิ ในฐานะผู้เคยยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญตามมาตรา ๖๘ และไปดำเนินการแล้วครับท่านประธาน ที่ศาลรัฐธรรมนูญเมื่อ ๑๐.๐๐ นาฬิกาวันนี้ ลงเลขรับคดีที่ ๐๔๒ วันที่ ๒ เมษายน ๒๕๕๖ เวลา ๑๐.๑๕ นาฬิกา วันนี้ เพื่อกล่าวโทษท่านประธานรัฐสภาและพวกรวม ๓๑๒ คน ผมกราบเรียนว่ามีความจำเป็นและจำใจที่ต้องกล่าวโทษท่าน เพราะประการแรกคือท่านได้ จำกัดสิทธิเสรีภาพตามมาตรา ๒๙ วรรคหนึ่ง ซึ่งกฎหมายรัฐธรรมนูญบอกว่าจะกระทำมิได้ แล้วก็ยังจำกัดสิทธิผมในอีกหลายมาตราในรัฐธรรมนูญ ซึ่งให้ไว้ในสิทธิเสรีภาพไม่ว่าจะเป็น มาตรา ๒๖ มาตรา ๒๗ ที่ระบุว่าสิทธิและเสรีภาพที่รัฐธรรมนูญนี้รับรองไว้โดยชัดแจ้ง โดยปริยาย หรือโดยคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ย่อมได้รับความคุ้มครองและผูกพัน รัฐสภา ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องการตรากฎหมาย การบังคับใช้กฎหมาย และการตีความกฎหมาย ทั้งปวง และเมื่อผมถูกกระทำในฐานะที่เป็นบุคคลตามมาตรา ๒๙ จึงต้องไปใช้สิทธิต่อศาล ในการต่อสู้คดีทางศาล ก็กราบเรียนท่านประธานเพื่อรับทราบ แล้วก็ฝากความห่วงใยว่าสิ่งที่ ผมทำนั้นผมคิดว่าเป็นการปกป้องตามสิทธิรัฐธรรมนูญ และผมได้ขอให้ศาลได้ดำเนินการ ในเรื่องที่ถูกที่ควรคือต้องห้ามการกระทำดังกล่าวโดยทั้ง ๓ ประการ ดังนี้ครับ ๑. ให้ผู้ถูกร้อง ทั้งหมดยกเลิกการแก้ไขรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ มาตรา ๖๘ และมาตรา ๒๓๗ ๒. ให้ยุบพรรคการเมืองที่ผู้ถูกร้องสังกัดอยู่ ผมไม่เอ่ยว่าพรรคไหนที่ท่าน ร่วมเซ็นกัน ๓. มีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวเป็นกรณีฉุกเฉิน โดยมีคำสั่งให้รัฐสภาระงับ การพิจารณาแก้ไขรัฐธรรมนูญไว้เป็นการชั่วคราวจนกว่าศาลจะพิจารณาคดีเสร็จ ผมกราบเรียน ด้วยความเคารพ ผมไม่อยากเห็นเรื่องการยุบพรรคอีก และผมไม่อยากเห็นสมาชิกไม่ว่า สภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาถูกเว้นวรรคอย่างใดอย่างหนึ่ง แต่ผมต้องใช้สิทธิตรงนี้ เพราะผมเห็นว่าเรื่องนี้มีการสมรู้ร่วมคิดร่วมแบ่งหน้าที่กันทำสลับกันทั้ง ส.ว. ผู้ยื่น ส.ส. ไปร่วม แต่ ส.ส. และ ส.ว. จะยื่นอย่างไรก็ตามท่านเป็นผู้ร่วมยื่นทั้งหมด ก็อยากจะเรียนว่า ร่างรัฐธรรมนูญฉบับแก้ไข ซึ่งผมอยากตั้งนามใหม่ครับว่าฉบับสมรู้ร่วมคิดแบ่งงานกันทำ ผมไม่รับทั้ง ๓ ร่าง ขอบพระคุณครับท่านประธาน