พีระ มานะทัศน์ หารือเรื่องรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะมาตรา 237 และมาตรา 68 ที่เกี่ยวข้องกับการยุบพรรคการเมือง และเรียกร้องให้ตัดข้อความบางส่วนออกเพื่อให้สมเหตุสมผล นอกจากนี้ยังหารือเรื่องการแก้ไขมาตรา 190 ของรัฐธรรมนูญ โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการแก้ไขเพื่อให้สอดคล้องกับยุคสมัยใหม่
ผมอยากจะเรียนว่า ผมเป็น ๑ ในผู้ที่ลงชื่อรับรองร่างพระราชบัญญัติทั้ง ๓ ร่างด้วยกัน เหตุผลที่ผมลงชื่อ เนื่องจากว่ารัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๕๐ นั้นโดยหลักแล้วส่วนใหญ่เป็นรัฐธรรมนูญที่ดี แต่ว่า มีบางมาตราไม่เป็นไปตามระบอบประชาธิปไตย ซึ่งทำให้เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนา ทางด้านการเมืองในระบอบประชาธิปไตยเป็นอย่างยิ่ง แล้วก็นำมาสู่ปัญหาความขัดแย้ง ปัญหาที่จะพัฒนาประเทศ ปัญหาของเรื่องตุลาการภิวัตน์ก็ดี หรือสองมาตรฐาน อันนี้ เป็นที่มาที่ผมตัดสินใจจะต้องร่วมกันแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้เพื่อให้มันดีขึ้น จะเห็นได้ว่า ในช่วงผ่านมานั้นโดยเฉพาะตั้งแต่ปี ๒๕๕๐ เป็นต้นมา ประเทศไทยต้องประสบปัญหา ในหลาย ๆ ด้าน ความขัดแย้งเกิดขึ้นมากมาย แม้กระทั่งเมื่อวานนี้ก็เป็นภาพที่ พี่น้องประชาชนรู้สึกห่วงใย เพราะฉะนั้นผมเองต้องขอเรียนกับพี่น้องว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ครั้งนี้มีความสำคัญ ในมาตราที่ผมเห็นว่ามีความสำคัญต่อการแก้ไขในครั้งนี้โดยเฉพาะ มาตรา ๒๓๗ ก็อยากจะเรียนว่าในมาตรานี้ได้มีการกำหนดให้มีการยุบพรรคโดยผู้ที่ กระทำความผิดถูกลงโทษนั้นผมเห็นด้วย แต่กรณีที่ยุบพรรคแล้วส่งผลไปถึงหัวหน้าพรรค และกรรมการบริหารพรรคนั้นถือว่าไม่เป็นธรรม ไม่เป็นไปตามหลักนิติธรรม ไม่เที่ยงธรรม ดังนั้นการที่มีการยกร่างแล้วก็ตัดข้อความในวรรคสองที่พูดถึงการกระทำของบุคคล ตามวรรคหนึ่ง แต่วรรคหนึ่งเราเห็นด้วยที่ว่าใครทำผิดก็ลงโทษคนนั้น แต่ในวรรคสอง ที่ลงโทษทั้งหัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารพรรคโดยการตัดสิทธิ ๕ ปีนั้นถือว่า ไม่เป็นธรรม แล้วการยุบพรรคนั้นผมเชื่อว่าหลายท่านในที่ประชุมที่ผ่านมาแล้วไม่มีใคร คัดค้านในเรื่องของการยุบพรรค เพราะว่าการยุบพรรคนั้นเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนา การปกครองในระบอบประชาธิปไตยเป็นอย่างยิ่ง อย่าลืมว่าในพรรคการเมืองไม่ใช่จะมี เฉพาะหัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารพรรค หรือ ส.ส. เท่านั้น ยังมีพี่น้องประชาชน อีกหลายล้านคน ยกตัวอย่างเช่นในพรรคเพื่อไทยก็มีสมาชิกพรรคเป็นสิบ ๆ ล้านคน พรรคประชาธิปัตย์ก็มีเป็นสิบล้านคน แล้วพรรคเล็กพรรคน้อยอื่นอีกก็มีสมาชิก เพราะฉะนั้น พรรคการเมืองนั้นเป็นเหมือนบ้านที่อยู่อาศัยเขา การที่จะไปรื้อบ้านของเขาผมคิดว่า ไม่เป็นธรรม ตรงนี้เองที่ผมเห็นว่าการแก้ไขในมาตรา ๒๓๗ นั้นจึงมีเหตุผลและมีความจำเป็น ที่จะต้องดำเนินการ โดยเฉพาะการตัดข้อความในวรรคสองออก ส่วนในมาตรา ๖๘ ซึ่งเกี่ยวข้องกับมาตรา ๒๓๗ ในมาตรา ๖๘ นั้นอยู่ในส่วนที่เรียกว่าสิทธิพิทักษ์รัฐธรรมนูญ ถ้าดูในตัวบทกฎหมายรัฐธรรมนูญจะเห็นได้ว่ามีสี่วรรคด้วยกัน วรรคหนึ่งนั้นพูดถึงบุคคล จะใช้สิทธิและเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญเพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญนี้ หรือเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจ ในการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญนี้มิได้ อันนี้คงไว้ เห็นด้วยนะครับ แต่ในส่วนที่บัญญัติไว้ในวรรคสอง ในกรณีที่บุคคลหรือพรรคการเมืองใดกระทำตาม วรรคหนึ่ง ผู้ทราบการกระทำดังกล่าวย่อมมีสิทธิเสนอเรื่องให้อัยการสูงสุดตรวจสอบ ข้อเท็จจริง ร่างเก่าในตัวรัฐธรรมนูญที่ได้ระบุว่า และยื่นคำร้อง ส่วนนี้เป็นปัญหามาก ในทางปฏิบัติ โดยเฉพาะในช่วงที่ผ่านมาจะเห็นได้ว่าตรงนี้เองที่เป็นอุปสรรคสำคัญ เพราะฉะนั้นในร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้จึงได้ตัดข้อความออกไป โดยให้ผู้ที่จะยื่นคำร้อง ให้ยื่นคำร้องได้ที่สำนักงานอัยการสูงสุด เพื่ออะไร เพื่อทำหน้าที่ในการตรวจสอบข้อเท็จ แล้วก็ข้อจริง เพราะผู้ที่ยื่นมันต้องตรวจสอบครับ จริงหรือไม่จริง เพราะฉะนั้นตรงนี้ เป็นอำนาจหน้าที่ในการที่จะรับเรื่องโดยกำหนดให้อัยการสูงสุด ทีนี้ถ้าหากว่าไปยื่น ต่อศาลรัฐธรรมนูญโดยตรงก็จะมีปัญหาว่าแล้วทำไมต้องระบุให้อัยการสูงสุด โดยข้อเท็จจริง ถ้าบุคคลยื่นศาลรัฐธรรมนูญได้ก็ไม่ควรจะมีข้อบัญญัติในเรื่องเกี่ยวกับอำนาจของ อัยการสูงสุดไว้ในที่นี้ เพราะฉะนั้นการที่รัฐธรรมนูญได้บัญญัติไว้ในเรื่องให้อัยการสูงสุด ตรวจสอบข้อเท็จจริงนั้นจึงน่าจะเป็นความชัดเจนถ้าหากว่าตัดข้อความในส่วนที่ต้องยื่น ต่อศาลรัฐธรรมนูญออกไป ส่วนในวรรคสามนั้นก็คงไว้ ในกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย สั่งการให้พรรคการเมืองใดเลิกกระทำการตามวรรคสอง ศาลรัฐธรรมนูญอาจสั่ง ยุบพรรคการเมืองดังกล่าวได้ถ้าปรากฏว่าเป็นการล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตย ต่าง ๆ เหล่านี้ถือว่าไม่ได้ วรรคสามนี้ยังคงไว้ ส่วนในวรรคสี่ ก็เกี่ยวข้องกับที่ผมได้เรียน ให้ทราบแล้วว่าการสั่งยุบพรรคการเมืองก็ดี หรือการเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของหัวหน้า พรรคการเมืองก็ดี รวมทั้งกรรมการบริหารพรรคด้วยนั้น ไม่เป็นประชาธิปไตยแล้วก็ ไม่สอดคล้องกับหลักนิติธรรม ไม่เที่ยงธรรม เพราะฉะนั้นจึงสมควรจะต้องตัดวรรคนี้ออก เพราะฉะนั้นในเรื่องของกรณียุบพรรคก็ดี การตัดสิทธิทางการเมือง ๕ ปีก็ดี ซึ่งบัญญัติไว้ใน ทั้งมาตรา ๖๘ และมาตรา ๒๓๗ นั้นเป็นเรื่องที่มีความสำคัญ ผมเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง ที่จะต้องมีการแก้ไข
ส่วนมาตรา ๑๙๐ ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องสำคัญอีกเรื่องหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับ ประชาชนคนไทยทั้งประเทศ คือจะเห็นได้ว่ามาตรา ๑๙๐ ในอดีตนั้นเราไม่เคยบัญญัติไว้ แต่ว่าในรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๒๔ ของรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๔๐ นั้นได้บัญญัติไว้มี ๒ ส่วน ด้วยกัน ส่วนมาตรา ๑๙๐ ในปี ๒๕๕๐ นั้นได้ขยายขอบเขตออกไปซึ่งทำให้เป็นปัญหา ในทางปฏิบัติแก่ฝ่ายบริหาร ทำให้ความไม่ชัดเจนเกิดขึ้นเป็นภาระแก่รัฐสภาอย่างมาก ทำให้ฝ่ายบริหารทำงานล่าช้าแล้วก็ต้องเปิดเผยข้อมูลจำนวนมาก จึงไม่สอดคล้องกับ การบริหารในยุคสมัยใหม่นี้นะครับ ก็เห็นด้วยอย่างยิ่งที่จะต้องมีการแก้ไขในส่วนนี้ ขอบคุณครับ