อภิวันท์ วิริยะชัย หารือเรื่องร่างกฎหมาย รัฐธรรมนูญฉบับแก้ไขเพิ่มเติม โดยเฉพาะมาตรา 68 และมาตรา 237 และเรียกร้องการสนับสนุนร่างกฎหมายดังกล่าว และยืนยันว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อให้ประชาชนได้รับอำนาจมากขึ้น และให้ศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจในการพิจารณาคดีมากขึ้น
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม พันเอก อภิวันท์ วิริยะชัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ขออภิปรายสนับสนุนร่างกฎหมาย รัฐธรรมนูญฉบับแก้ไขเพิ่มเติมทั้ง ๓ ร่าง แต่จะขออภิปรายเฉพาะร่างที่ ๓ ในเรื่องที่เกี่ยวข้อง กับมาตรา ๖๘ และเรื่องที่เกี่ยวข้องกับมาตรา ๒๓๗ และก็จะอภิปรายถึงเรื่องที่มาและจำนวน ของวุฒิสมาชิกด้วย ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพครับ มาตรา ๓ ของร่างแก้ไขนั้นระบุให้ยกเลิก ข้อความในมาตรา ๖๘ เดิม หลายท่านอาจจะคิดว่าเป็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่แท้ที่จริงแล้ว ไม่ใช่การแก้ไขครับ เป็นการทำให้เจตนารมณ์เดิมของมาตรา ๖๘ นั้นชัดเจนขึ้น ก็ขอให้เราดู มาตรา ๖๘ เดิมเขียนไว้ว่าอย่างไร บุคคลจะใช้สิทธิและเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญล้มล้าง การปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุขหรือเพื่อให้ได้มา ซึ่งการปกครองประเทศด้วยวิธีการที่ไม่ได้บัญญัติไว้ในกฎหมายรัฐธรรมนูญ มิได้ อันนี้คือมาตรา ๖๘ วรรคหนึ่ง มาตรา ๖๘ วรรคสอง เขียนต่อไปอีกครับว่า บุคคลหรือพรรคการเมืองใดกระทำตาม วรรคหนึ่ง ผู้ทราบเหตุการณ์นั้นย่อมมีสิทธิเสนอเรื่องต่ออัยการสูงสุดเพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริง และยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย สั่งการให้เลิกการกระทำนั้นเสีย เจตนารมณ์เดิมคืออะไร ผู้ทราบเหตุการณ์ดังกล่าวจะต้องร้องเรียนหรือยื่นเรื่องต่ออัยการสูงสุด แล้วให้อัยการสูงสุด ทำหน้าที่ตรวจสอบว่ามีมูลหรือไม่ เมื่อมีมูลก็ให้อัยการสูงสุดยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพครับ การตีความกฎหมายใด ๆ นั้นมันมีหลักในการตีความอยู่ ๒ วิธีครับ วิธีแรก ให้กลับไปดูบันทึกการประชุมของสมาชิกสภาผู้ร่างกฎหมายนั้น ๆ วิธีที่ ๒ ก็คือการตีความตามลายลักษณ์อักษร ผมจะขออนุญาตชี้แจงถึงเรื่องการตีความโดยดูบันทึก การประชุมของสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ เมื่อวันที่ ๑๘ มิถุนายน เป็นการประชุม ครั้งที่ ๒๗/๒๕๕๐ มีท่านสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญท่านหนึ่ง ชื่อท่านสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย ท่านได้กล่าวไว้ ในบันทึกการประชุมหน้า ๗ ชัดเจนว่า ผมจะพยายามพูดคำพูดของท่านทุกคำพูดนะครับ “ผู้ทราบเหตุการณ์นั้นควรที่จะต้องมีสิทธิยื่นคำร้องร้องเรียนต่ออัยการสูงสุด เพื่อทำการพิสูจน์ ตรวจสอบแล้ว แล้วที่จะมาร้องเรียนนั้นนี่เป็นหน้าที่ของอัยการสูงสุดครับ” หยุดนิดหนึ่งครับ แล้วก็ต่อว่า “ท่านประธานครับ ที่จะตรวจสอบพิจารณาเรื่องนั้นว่ามีมูลหรือไม่มีมูลก่อนที่ท่าน จะเสนอให้อัยการ ให้ศาลรัฐธรรมนูญดำเนินการในขั้นต่อไป” เผอิญท่านสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย ท่านเป็นนักกฎหมายครับ ท่านพูดไว้ค่อนข้างชัดเจนไม่ต้องตีความครับ ท่านพูดหมายความว่า อย่างไรครับ ผู้ทราบเหตุการณ์ดังกล่าวย่อมมีสิทธิ มีสิทธิอะไรครับ มีสิทธิที่จะร้องเรียน ร้องเรียนต่อใครครับ ร้องเรียนต่ออัยการสูงสุด ร้องเรียนเพื่อทำไมครับ เพื่อให้อัยการสูงสุดนั้น ตรวจสอบแล้ว ส่วนขั้นตอนที่จะมีการร้องเรียนนั้นให้เป็นหน้าที่ของอัยการสูงสุด อัยการสูงสุด ทำอะไรครับ อัยการสูงสุดก็จะต้องตรวจสอบว่าเรื่องร้องนั้นมีมูลหรือไม่มีมูล ถ้าหากว่ามีมูล ก็ให้ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญทำการวินิจฉัยตามขั้นตอนต่อไป ชัดเจนครับ ผมต้อง ขอขอบคุณท่านสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย ท่านพูดไว้ชัดเจน ไม่ต้องตีความภาษาไทยแต่อย่างใด เป็นประการแรก
ประการที่ ๒ ในเอกสารของศาลรัฐธรรมนูญ ท่านศาสตราจารย์ดอกเตอร์บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ซึ่งเป็นท่านหนึ่งที่ท่านให้ความสนใจในการร่างรัฐธรรมนูญ ท่านรับฟังการถ่ายทอด การอภิปรายในสภาร่างรัฐธรรมนูญโดยตลอด ท่านพูดไว้อย่างนี้ครับว่า มีการพูดกันมาก ในตอนร่างรัฐธรรมนูญนั้นว่าหากจะให้ประชาชนร้องโดยตรงต่อศาลรัฐธรรมนูญ ๑๕ ท่าน คงจะไม่พอครับ ศาลรัฐธรรมนูญจะต้องมีตุลาการศาลรัฐธรรมนูญนับเป็นจำนวนร้อยคน ทีเดียว เพราะว่าคดีจะหลั่งไหลมามากมาย ท่านพูดไว้ชัดเจนเหมือนกัน พูดไว้ก็แสดงให้เห็นว่า เจตนารมณ์นั้นต้องการให้อัยการสูงสุดทำหน้าที่กลั่นกรองคดีเพื่อให้ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ๙ คนสามารถวินิจฉัยคดีได้อย่างรอบคอบ ได้อย่างเที่ยงธรรม ทีนี้มาดูการตีความตามลายลักษณ์ อักษรครับ ก็จะต้องให้ผู้ที่มีความรู้ ความชำนาญ มีความรู้ลึกซึ้งทางด้านไวยากรณ์มาเป็น ผู้ตีความ ครั้งนี้เขียนไว้ชัดเจนครับ วรรคแรกเขียนไว้ตามที่ผมกราบเรียนไปเมื่อสักครู่ บุคคล จะใช้สิทธิและเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมี พระมหากษัตริย์เป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญฉบับนี้ หรือเพื่อให้ได้มาซึ่งการปกครองประเทศ ด้วยวิธีการที่มิได้บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญมิได้ วรรคสองเขียนว่า บุคคลหรือพรรคการเมืองใด กระทำการตามวรรคหนึ่ง ผู้ทราบเหตุการณ์นั้นย่อมมีสิทธิที่จะเสนอเรื่องให้อัยการสูงสุด พิจารณาข้อเท็จจริงและยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยสั่งการให้หยุดการกระทำนั้น หลักไวยากรณ์ไทยชัดเจนครับ คำสำคัญของประโยคอยู่ที่คำว่า และ คำว่า และ เป็นคำ สันธานครับ แปลว่า ด้วยกันหรือทั้ง ๒ อย่าง หลักของประโยคนี้ก็คือว่าประธานที่อยู่หน้าคำว่า และ จะต้องทำกริยา ๒ ประการจึงจะครบองค์ประกอบของประโยค ก็กลับมาดูครับ ผู้ทราบเหตุการณ์นั้นย่อมมีสิทธิเสนอเรื่องต่ออัยการสูงสุด อันนี้ประธานแล้วครับ ก็แสดงว่า อัยการสูงสุดจะต้องทำหน้าที่ ๒ ประการ ประการแรกคืออะไรครับ เขาบอกว่าอัยการสูงสุด พิจารณาตรวจสอบข้อเท็จจริง อันนี้คือกริยาอันแรกจะต้องตรวจสอบข้อเท็จจริง และจะต้อง ทำต่อไปคือกริยาหลังคำว่า และ เขาเขียนว่าอย่างไร และยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย นั่นก็หมายความว่าเจตนารมณ์ตามการตีความตามลายลักษณ์อักษรหมายความว่าจะต้องยื่น เรื่องให้อัยการสูงสุดเมื่อพิจารณาในขั้นต้น เมื่ออัยการสูงสุดพิจารณาเห็นว่ามีมูลก็ให้อัยการสูงสุด ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อให้วินิจฉัยสั่งการ อันนี้คือเจตนารมณ์ครับ ทำอย่างไร ๆ เจตนารมณ์ก็ต้องเป็นอย่างนี้ มาตรา ๓ ของรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เขียนไว้ให้การตีความชัดเจนขึ้น ป้องกันคนที่ไม่มีความถนัดหรือคนที่ไม่มีความเข้าใจในเรื่องไวยากรณ์ไทยอย่างลึกซึ้งตีความ ผิดพลาดได้ ทีนี้เรามาดูครับ เหตุผลของการมีเจตนารมณ์อย่างนี้มันเพราะอะไร หลายท่านบอกว่าถ้าเปิดโอกาสให้ยื่นคำร้องได้ต่ออัยการสูงสุดแต่เพียงอย่างเดียวจะเป็นการ ลดอำนาจ เป็นการปิดกั้นอำนาจของประชาชน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพครับ การจะดูว่า เป็นการเพิ่มอำนาจหรือลดอำนาจ เขาให้ดูจากผลของการกระทำครับ ถ้าหากผลของการกระทำดีขึ้น นั่นคือการเพิ่มอำนาจ ถ้าหากว่าผลของการกระทำเลวลง นั่นคือการลดอำนาจของพี่น้องประชาชน ขอกราบเรียนอย่างนี้ ถ้าหากว่าเราให้คนทราบเรื่องร้องเรียนต่อศาลรัฐธรรมนูญได้โดยตรง คดีศาลรัฐธรรมนูญก็จะหลั่งไหลเข้ามามากมายอย่างที่ท่านบวรศักดิ์พูด ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ก็จะต้องใช้เวลาเกือบ ๗๐ เปอร์เซ็นต์ของเวลาที่ท่านมีอยู่มาใช้ในการกลั่นกรองคดี ท่านก็จะ เหลือเวลาแค่เพียง ๓๐ เปอร์เซ็นต์ในการวินิจฉัยคดี ด้วยเวลาที่จำกัดนี่ละครับก็จะทำให้ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญนั้นวินิจฉัยคดีล่าช้าครับ วินิจฉัยคดีด้วยความไม่รอบคอบเพราะว่ามีเวลาน้อย ซึ่งท่านประธานศาลรัฐธรรมนูญ ท่านวสันต์ สร้อยพิสุทธิ์ ท่านออกมาพูดเองครับว่าในบางครั้ง ถ้าหากว่ามีเวลาจำกัดในการเขียนคำวินิจฉัยอาจจะไม่รอบคอบ ชัดเจนครับ ผมเองผมเชื่อมั่น ในความบริสุทธิ์ยุติธรรมของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญทั้ง ๙ ท่าน แต่ผมก็เชื่ออีกละครับ ถ้าหากว่ามีเวลาอันจำกัด มีเวลาไม่เพียงพอในการรวบรวมข้อมูลหลักฐาน ไม่มีเวลาเพียงพอ ในการพิจารณาคดี ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญอาจจะวินิจฉัยไม่รอบคอบได้ เพราะฉะนั้น เห็นเลยว่าถ้าหากว่าเราให้ตุลาการกลั่นกรองคดีได้เองจะเกิดผลเสียตรงที่ว่าการพิจารณาคดี จะล่าช้า การพิจารณาคดีจะไม่รอบคอบหรืออาจจะไม่เที่ยงธรรม อันนี้คือการปิดกั้นอำนาจ ของประชาชนไปโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ แต่ถ้าหากว่าให้อัยการสูงสุดเป็นคนกลั่นกรองครับ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญทั้ง ๙ ท่านก็ใช้เวลาทั้งหมดที่มีอยู่ไปทำการวินิจฉัย การทำการวินิจฉัย ก็จะเร็วขึ้นเป็นประโยชน์ต่อประชาชน การทำการวินิจฉัยก็จะรอบคอบเพราะมีเวลาเพียงพอ ก็จะเป็นประโยชน์ต่อประชาชน ก็อาจจะมีคำถามต่อไปว่าแล้วทำไมอัยการสูงสุดคนเดียว จะมากลั่นกรองคดีได้ดีกว่าตุลาการทั้ง ๙ ท่าน เป็นความเข้าใจผิดอย่างมหันต์ สำนักงานอัยการสูงสุด เป็นองค์กรตามรัฐธรรมนูญ มีอธิบดีภาค มีอธิบดีอัยการพิเศษ มีอัยการจังหวัด รองอัยการจังหวัด มีอัยการที่มีความรู้ความชำนาญในการสั่งคดีหลายร้อยท่าน เมื่อมอบหมายให้อัยการสูงสุด ทำหน้าที่ในการกลั่นกรองคดี อัยการสูงสุดมีอำนาจในการสั่งการ ให้อัยการที่มีความรู้ ความสามารถหลายสิบท่านมาร่วมทำหน้าที่ในการ กลั่นกรอง มีคดีมากก็ตั้งอัยการมาร่วม หลายคณะ เพราะฉะนั้นการกลั่นกรองคดีก็จะเป็นไปอย่างรวดเร็ว หลักการที่สำคัญ อีกหลักการหนึ่งในกระบวนการยุติธรรมทั่วโลกเขาแบ่งงานกันทำครับ กระบวนการยุติธรรมมีต้นน้ำ มีกลางน้ำ มีปลายน้ำ ต้นน้ำคือตำรวจจับกุม สอบสวน กลางน้ำคืออัยการสอบสวนเพิ่มเติมและสั่งคดี ปลายน้ำคือศาลมีหน้าที่วินิจฉัยและพิจารณาคดี ไม่มีประเทศไหนในโลกหรอกที่เขาเขียนกฎหมาย ให้ผู้พิพากษามาทำหน้าที่จับกุมและสอบสวน ไม่มีประเทศไหนในโลกหรอกที่เขาเขียนกฎหมาย ให้ผู้พิพากษานั้นมาสอบสวนเพิ่มเติมและสั่งคดี อันนี้คือหลักการของการแบ่งงานกันทำครับ ถามว่าพี่น้องประชาชนได้รับประโยชน์หรือเปล่า พี่น้องประชาชนได้รับประโยชน์อย่างชัดเจน ในการได้การเพิ่มอำนาจ รับประโยชน์จากการวินิจฉัยคดีที่เร็วขึ้น รับประโยชน์จากการวินิจฉัยคดี ที่เป็นธรรม มีความละเอียดรอบคอบมากขึ้น เพราะฉะนั้นผมจึงสนับสนุนมาตรา ๓ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ฉบับแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ดังนี้ ท่านประธาน ที่เคารพครับ นอกจากนั้นในวรรคสองยังเขียนเพิ่มเติมไว้อีกครับ ให้อำนาจศาลรัฐธรรมนูญ สั่งยุบพรรคการเมืองได้ โดยเขียนไว้ว่า ในกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยสั่งการให้พรรคการเมืองใด เลิกการกระทำดังกล่าว ศาลรัฐธรรมนูญอาจจะสั่งการให้ยุบพรรคการเมืองนั้นได้ นั่นก็ หมายความว่าอำนาจในการยุบพรรคการเมืองของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญยังมีอยู่ แต่มีอยู่ใน ๒ กรณีที่สำคัญคือการล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ ทรงเป็นพระประมุข กลับทำการซึ่งให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศตามวิถีทาง ที่ไม่ได้บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ ๒ กรณีเท่านั้น ท่านประธานครับ นอกจากนั้นมาตรา ๔ และมาตรา ๕ เป็นข้อความที่เกี่ยวเนื่องกับมาตรา ๒๓๗ เดิม ให้ยกเลิกข้อความ ในวรรคสองของมาตรา ๒๓๗ ออกทั้งหมด เราก็ต้องมาดูก่อนครับว่ามาตรา ๒๓๗ วรรคแรก เขาว่าอย่างไร ผู้สมัครรับเลือกตั้งใดก่อหรือให้การสนับสนุนให้เกิดการผิดต่อกฎหมายลูกว่า ด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. และ ส.ว. ผู้นั้นจะต้องถูกตัดสินลงโทษตัดสิทธิทางการเมือง อันนี้คือวรรคแรก กำหนดฐานความผิด วรรคสองบอกต่อไปครับว่า ถ้าหากว่ามีเหตุผลอันสมควรอันเชื่อได้ว่า พรรคการเมืองใดโดยหัวหน้าพรรคหรือกรรมการบริหารพรรคท่านใดร่วมรู้เห็นเป็นใจ รู้เห็น เป็นใจแล้ว รู้แล้วไม่ยับยั้งให้เกิดการกระทำผิดนั้น ๆ ให้ถือว่าพรรคการเมืองนั้นทั้งพรรค ทำความผิดตามมาตรา ๖๘ วรรคหนึ่ง คือให้ถือว่าพรรคการเมืองนั้นทำการเพื่อให้ได้มาซึ่ง การปกครองของประเทศ โดยที่ไม่ได้บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ เป็นความผิดตามมาตรา ๖๘ วรรคหนึ่ง ให้ทำการยุบพรรคการเมืองนั้น และตัดสิทธิกรรมการบริหารพรรคทั้งหมด ๕ ปี ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพครับ ผมได้รับเกียรติจากรัฐสภาไทยเราให้เป็นตัวแทนของรัฐสภาไทย ไปร่วมประชุมรัฐสภาโลกซึ่งเป็นที่ประชุมของผู้ออกกฎหมาย ที่ประชุมของสมาชิกรัฐสภาของโลก ๑๓๐ กว่าประเทศ เมื่อปลายปี ๒๕๕๓ ต้นปี ๒๕๕๔ หลังจากที่มีการยุบพรรคการเมือง ตัดสิทธิกรรมการบริหารพรรคในประเทศไทยจำนวนมากมาย มีผู้ส่งเรื่องนี้ไปร้องเรียนต่อ สหภาพรัฐสภาโลก สหภาพรัฐสภาโลกเขาส่งเรื่องนี้ให้คณะกรรมาธิการสิทธิมนุษยชน ของสหภาพรัฐสภาโลกนำไปพิจารณา เขาพิจารณาใช้เวลาเกือบ ๒ ปีครับ ได้ผลออกมา ในการประชุมครั้งหนึ่งในปี ๒๕๕๕ ปลายปีที่นครเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เผอิญครั้งนั้น ผมเป็นหัวหน้าคณะผู้แทนไทยไปร่วมประชุมสหภาพรัฐสภาโลก คณะกรรมาธิการสิทธิมนุษยชน เขามีมติว่าอย่างไร เขามีมติส่งเรื่องไปให้สหภาพรัฐสภาโลกทำหนังสือส่งมายังรัฐสภาไทย ประณามประเทศไทย ประณามเรื่องอะไรครับ ประณามเรื่องการยุบพรรคการเมือง การตัดสิทธิ กรรมการบริหารพรรคว่าเป็นการกระทำที่ขัดต่อหลักประชาธิปไตยโดยสิ้นเชิง เขาบอกว่า อย่างไรครับ ในการปกครองระบอบประชาธิปไตยนั้นพรรคการเมืองถือว่าเป็นองค์กรที่สำคัญ สมควรที่จะต้องทำนุบำรุงให้พรรคการเมืองนั้นเข้มแข็ง สมควรที่จะต้องทำนุบำรุง ให้นักการเมืองนั้นเดินไปในทางที่ถูกต้อง ไม่สมควรอย่างยิ่งที่จะมีการยุบพรรคการเมือง เพราะว่าพรรคการเมืองไม่ใช่ของหัวหน้าพรรค ไม่ใช่ของกรรมการบริหารพรรค แต่เป็นของ พี่น้องประชาชนที่เป็นสมาชิกจำนวนนับล้าน ๆ คน เพราะฉะนั้นการยุบพรรคการเมือง ถือว่าเป็นการกระทำที่ขัดต่อหลักประชาธิปไตยโดยสิ้นเชิง นอกจากนั้นในกรณีที่มีคนผิด เพียงคนเดียวแต่เหมารวมว่าพรรคการเมืองนั้นทำผิด เหมารวมว่ากรรมการบริหารพรรคทุกคน ร่วมกระทำความผิด เป็นการออกกฎหมายที่ขัดต่อหลักนิติธรรมโดยสิ้นเชิงเช่นเดียวกัน เขาจึงมีหนังสือแจ้งมาถึงรัฐสภาไทยว่าเขาจะไม่ยอมหรือไม่เห็นด้วยกับประเทศใดก็ตาม ที่เป็นสมาชิกสหภาพรัฐสภาโลกที่มีกฎหมายที่ขัดต่อหลักของการประชาธิปไตยโดยสิ้นเชิง อย่างนี้ จะไม่ยอมให้ประเทศที่เป็นสมาชิกสหภาพรัฐสภาโลกออกกฎหมายที่ขัดต่อหลักนิติธรรม โดยสิ้นเชิงอย่างนี้ หมายความว่าคนที่ไม่ได้ทำผิดแต่ถูกลงโทษ เพราะฉะนั้นการแก้ไขมาตรานี้ ก็เป็นการแก้ไขให้กฎหมายรัฐธรรมนูญของบ้านเมืองของเราเป็นประชาธิปไตยตามมาตรฐานสากล มากยิ่งขึ้น เป็นการแก้ไขให้กฎหมายรัฐธรรมนูญของเราเป็นกฎหมายที่ชอบด้วยหลักนิติธรรม มากยิ่งขึ้น ถามว่าใครได้รับประโยชน์ พี่น้องประชาชนได้รับประโยชน์ ประเทศไทยได้รับประโยชน์ ได้รับการยอมรับจากนานาอารยประเทศว่ากระบวนการกฎหมายของไทยเราเป็นกระบวนการ ตรากฎหมายที่มีความเป็นมาตรฐานสากล นอกจากนั้นมาตรา ๕ ในเมื่อกำหนดว่าการกระทำผิดนี้ ไม่ผิดก็ยกเลิกโทษของผู้ที่ได้ถูกตัดสินกระทำผิดตัดสิทธิการเลือกตั้งเสีย ก็เป็นการให้ความเป็นธรรม แก่ผู้กระทำความผิดที่ถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดนั้นเสีย ก็เป็นเรื่องของร่างรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ๓) ชัดเจนครับ พี่น้องครับ ท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพครับ จะขออภิปรายถึงเรื่องจำนวนและที่มาของวุฒิสมาชิกเพิ่มเติมพอสังเขปครับ เพื่อนสมาชิก ทุกท่านครับ ในโลกนี้มีประเทศอยู่ทั้งหมด ๒๒๓ ประเทศ มีประเทศที่มีวุฒิสภาอยู่เพียง ๕๑ ประเทศ แล้วใน ๕๑ ประเทศนี่ส่วนใหญ่เป็นประชาธิปไตยในระบบรัฐสภา วุฒิสภาหรือวุฒิสมาชิก มีหน้าที่เป็นสภาพี่เลี้ยง เป็นสภากลั่นกรองกฎหมาย แล้วก็สมาชิกวุฒิสภาส่วนใหญ่มาจาก การเลือกตั้ง มีเพียง ๒ หรือ ๓ ประเทศที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง
ประการที่ ๒ วุฒิสมาชิกที่มีอำนาจในการให้ความเห็นชอบหรือสามารถถอดถอน บุคลากรที่ดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้ ทุกประเทศล้วนปกครองในระบอบประชาธิปไตย ซึ่งเป็นระบบประธานาธิบดีทั้งสิ้น กฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับปี พ.ศ. ๒๕๕๐ ของไทยเรา เลือกที่จะใช้ทั้ง ๒ ระบบ คือ ระบบรัฐสภาและผสมกับระบบประธานาธิบดี โดยไม่เข้าใจ เจตนารมณ์ โดยไม่เข้าใจที่มาว่าทำไมถึงเป็นอย่างนี้ เพราะฉะนั้นมันก็เกิดปัญหา ท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพครับ หลักการหรือตรรกะของการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ผู้ใดยิ่งมีอำนาจผู้นั้น จะต้องได้รับมอบอำนาจจากประชาชน ประเทศที่เขาเป็นประชาธิปไตยเขาให้ว่าอำนาจที่สูง ที่สุดคืออำนาจของประชาชน เพราะฉะนั้นผู้ที่จะเข้ามาทำหน้าที่รับอำนาจจากประชาชน จะต้องได้รับการเลือกตั้งจากประชาชน ไม่มาคิดไร้สาระแบบบ้านเมืองของเราหรอกครับ ที่บอกว่าหากวุฒิสมาชิกมาจากการเลือกตั้งแล้วจะเกิดสภาพ่อสภาลูก จะเกิดสภาผัวสภาเมีย จะเกิดสภาพี่สภาน้อง ผมยกตัวอย่างอย่างนี้ครับท่านประธาน ประเทศสหรัฐอเมริกา เป็นประเทศต้นแบบของประชาธิปไตย มีความเป็นประชาธิปไตยมากที่สุดในโลก บุชผู้พ่อ เป็นประธานาธิบดีครับ อีกไม่ถึง ๒๐ ปี บุชผู้ลูกเป็นประธานาธิบดี อย่างนี้สภาพ่อลูกหรือเปล่าครับ บิล คลินตัน เป็นประธานาธิบดี ในขณะที่ฮิลลารี คลินตัน เป็นวุฒิสมาชิก ปัจจุบันเป็น รัฐมนตรีต่างประเทศ สภาผัวสภาเมียหรือเปล่าครับ จอห์น เอฟ. เคนเนดี เป็นประธานาธิบดี โรเบิร์ต เคนเนดี เอ็ดเวิร์ด เคนเนดี เป็นวุฒิสมาชิก อย่างนี้เป็นสภาพี่สภาน้องหรือเปล่าครับ เขาไม่คิดหรอกครับ เขาคิดว่าถ้าเป็นคนดีสามารถทำประโยชน์ให้กับชาติบ้านเมืองได้ และที่สำคัญที่สุดต้องได้รับการเลือกตั้งจากประชาชน ถือว่าถูกต้องตามหลักการของประชาธิปไตย เพราะฉะนั้นผมจึงสนับสนุนครับว่าที่มาของวุฒิสมาชิกที่มีอำนาจจะต้องมาจากการเลือกตั้ง ของประชาชนทั้งหมด ๒๐๐ ท่าน โดยแบ่งเอาพื้นที่เขตจังหวัดเป็นพื้นที่เลือกตั้ง นอกจากนั้น ตรรกะอีกต่างหากมีอำนาจครับ วุฒิสมาชิกที่มาจากการสรรหามาจากใคร มาจากคน ๗ คน ซึ่งเป็นประธานองค์กรตามรัฐธรรมนูญ แต่หน้าที่อันนี้ขัดกันชัดเจนครับ ขัดประโยชน์กัน ชัดเจนครับ หน้าที่ของวุฒิสมาชิกคือต้องไปถอดถอนท่านทั้งหลายที่เลือกวุฒิสมาชิกสรรหามา เพราะฉะนั้นต่อให้อีก ๒๐ ปี หรือ ๓๐ ปี ถ้ายังเป็นอย่างนี้ ไม่มีการที่จะถอดถอนผู้นำ หรือประธานองค์กรตามรัฐธรรมนูญได้เลย เพราะว่าตรรกะมันขัดประโยชน์กันชัดเจน อย่างนี้ละเป็นกฎหมายรัฐธรรมนูญที่ขัดต่อหลักนิติธรรมอย่างชัดเจนครับ ท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพครับ ด้วยเหตุผลดังกล่าว ผมจึงให้ความเห็นชอบรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติมทั้ง ๓ ฉบับ ด้วยเหตุผลดังกล่าว แล้วก็ด้วยเหตุผลเพิ่มเติมที่จะกราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาและเพื่อนสมาชิกว่าแท้ที่จริงแล้วกฎหมายรัฐธรรมนูญทั้ง ๓ ฉบับนั้น คนได้ประโยชน์คือพี่น้องประชาชน คนได้ประโยชน์คือประเทศชาติ ได้ประโยชน์จากอะไรครับ ได้ประโยชน์จากการที่จะได้มีกฎหมายรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตยมากยิ่งขึ้น ได้ประโยชน์ จากการที่จะมีกฎหมายรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตยตามมาตรฐานสากลมากยิ่งขึ้น พี่น้อง จะได้การขยายอำนาจครับ ได้รับประโยชน์จากการที่ศาลรัฐธรรมนูญสามารถวินิจฉัยคดีได้เร็วขึ้น พี่น้องประชาชานจะได้รับประโยชน์จากการที่ได้ขยายอำนาจในการที่ได้รับประโยชน์ จากการที่ศาลรัฐธรรมนูญสามารถใช้เวลาพิจารณาคดีอย่างรอบคอบ แล้วคดีก็จะได้รับ การพิจารณาอย่างความเป็นธรรมมากที่สุด นอกจากนั้นประโยชน์สูงสุดที่ประชาชนจะได้รับ การปกครองระบอบประชาธิปไตยอำนาจสูงสุด คืออำนาจของประชาชน หลายปีที่ผ่านมาอำนาจของประชาชนขาดหายไปหลังจากการทำ รัฐประหารเมื่อปี ๒๕๔๙ อำนาจของประชาชนขาดหายไปหลังจากกฎหมายรัฐธรรมนูญ ฉบับปี ๒๕๕๐ ใช้บังคับ ถ้าหากว่าการแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญทั้ง ๓ ฉบับนี้ประสบความสำเร็จ นั่นก็คือการนำอำนาจของพี่น้องประชาชนที่ขาดหายไปเป็นเวลานานกลับมาคืนให้กับ เจ้าของอำนาจคือประชาชนได้อย่างสมบูรณ์ ขอขอบพระคุณครับ