รัฐสภา · ครั้งที่ ๔ · ๔ เมษายน ๒๕๕๖

ชลน่าน ศรีแก้ว หารือเรื่องรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม โดยเห็นด้วยในเรื่องการแก้ไขมาตรา 190 เกี่ยวกับการทำหนังสือสัญญากับต่างประเทศหรือองค์กรระหว่างประเทศ และเห็นด้วยในการที่จะนำร่างนี้มาแก้ไขเพิ่มเติม นอกจากนี้ยังหารือเรื่องการแก้ไขมาตรา 68 เพื่อสร้างความชัดเจนในการถ่วงดุลอำนาจระหว่างฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายตุลาการ และเพื่อแก้ไขภาระที่เกิดขึ้นหลังจากคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ นอกจากนี้ยังหารือเรื่องการแก้ไขมาตรา 68 เพื่อแก้ไขปัญหาการใช้อำนาจที่ไม่สมดุลระหว่างฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายตุลาการ และยังหารือเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 291 โดยอ้างว่าไม่เป็นเหตุให้ล้มล้างรัฐธรรมนูญ และเรียกร้องให้บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญมีความชัดเจน เพื่อหลีกเลี่ยงการขยายสิทธิของพี่น้องประชาชนให้เท่าเทียมกัน

นายชลน่าน ศรีแก้ว รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข

ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายชลน่าน ศรีแก้ว สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย เขตเลือกตั้งจังหวัดน่าน ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ต้องขออนุญาตท่านประธาน ที่จะใช้สิทธิในฐานะของสมาชิกรัฐสภาที่จะได้แสดงความคิดเห็นต่อท่านประธานผ่านไปยัง เพื่อนสมาชิกที่เคารพทุกท่าน ต่อกรณีที่ท่านประธานได้กรุณาบรรจุร่างรัฐธรรมนูญแก้ไข เพิ่มเติม ๓ ฉบับที่เสนอโดยสมาชิกรัฐสภา ซึ่งหนึ่งในนั้นก็มีท่านประธานอยู่ในการที่จะ ใช้สิทธิของท่าน ผมกราบเรียนท่านประธานด้วยความเคารพว่าใน ๓ ร่างที่เข้าสู่การพิจารณา ในวาระรับหลักการในชั้นนี้

กระผมขอกราบเรียนท่านประธานด้วยความเคารพว่าในร่างที่เกี่ยวกับที่มา ของสมาชิกวุฒิสภาที่จะมีการแก้ไขให้มาจากการเลือกตั้งโดยตรงของพี่น้องประชาชนนั้น กระผมเองเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง แล้วก็ขออนุญาตที่จะไม่ใช้เวลาของสภาในการที่จะให้ ข้อคิดเห็น เพราะว่าเพื่อนสมาชิกหลาย ๆ ท่านได้แสดงเหตุแสดงผลไปในสิ่งที่เป็นประโยชน์ ยิ่งแล้ว

ร่างที่ ๒ เกี่ยวกับแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๐ ที่ว่าด้วยการทำ หนังสือสัญญากับต่างประเทศหรือองค์กรระหว่างประเทศ ผมเองก็กราบเรียนท่านประธาน ด้วยความเคารพครับ เห็นด้วยในเรื่องนี้ เพราะจะได้มีความชัดเจน มีขั้นตอนวิธีการ ที่ฝ่ายบริหารจะใช้กลไกทางการบริหารไปทำหน้าที่ในการที่จะทำเรื่องที่เป็นประโยชน์ กับประเทศชาติโดยไม่ได้ปราศจากการตรวจสอบนะครับ กระบวนการการตรวจสอบ ไม่ได้หมายความว่านำกรอบ นำข้อตกลงมาสู่รัฐสภา แล้วก็ถือว่าเป็นการตรวจสอบ กลไกการตรวจสอบของฝ่ายนิติบัญญัติ ขององค์กรที่เกี่ยวข้องมีอย่างมากมาย สามารถที่จะ ตรวจสอบติดตามได้อยู่ตลอดเวลาอยู่แล้ว ข้อนั้นไม่ได้เป็นห่วงครับ ผมเห็นด้วยในการที่จะนำ เรื่องนี้มาแก้ไขเพิ่มเติม

ประเด็นที่ผมจะขออนุญาตท่านประธานที่จะให้ความเห็นต่อกรณีร่างแก้ไข เพิ่มเติมมาตรา ๖๘ ซึ่งเป็นประเด็นที่มีความจำเป็นอย่างยิ่งนะครับ ผมเองขออนุญาต ท่านประธานที่จะมาพูดในเช้าวันนี้ก่อนเวลา ๑๕.๐๐ นาฬิกา ด้วยเหตุผลการเสนอ ร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม มาตรา ๖๘ มีเพื่อนสมาชิกได้ให้ความเห็นต่อสภาแห่งนี้ หลาย ๆ ท่านล้วนเป็นประโยชน์ยิ่งโดยเฉพาะประเด็นของสาระหรือตัวบทบัญญัติที่มี การแก้ไข ท่านประธานที่เคารพครับ ผมขออนุญาตท่านประธานที่จะดูตัวหลักการ แล้วก็ ตัวเหตุผล แล้วก็ตัวสาระที่แก้ไข ผมสรุปคร่าว ๆ ครับ ร่างแก้ไขเพิ่มเติม มาตรา ๖๘ มี ๒ ส่วนเท่านั้นเองที่มีการแก้ไขเพิ่มเติม ส่วนที่ ๑ เป็นมาตรา ๖๘ วรรคหนึ่ง โดยเติมคำว่า ตามหมวด ๓ แห่งรัฐธรรมนูญนี้ จากข้อความเดิมที่ไม่มีคำว่า ตามหมวด ๓ ทำไมต้องเติม คำว่า ตามหมวด ๓ ผมจะได้ให้เหตุผลท่านประธานต่อไป เพราะว่าในร่างเดิมในบทบัญญัติเดิม ที่เขียนไว้ มาตรา ๖๘ เขียนเพียงแต่บอกว่า บุคคลจะใช้สิทธิและเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญนี้ เพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ตามรัฐธรรมนูญนี้ หรือเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองโดยวิธีการที่ไม่เป็นไปตาม บทบัญญัติรัฐธรรมนูญ ท่านประธานครับ มันจำเป็นต้องเติมคำนี้เข้าไปจริง ๆ เพราะว่าสิ่งที่ เป็นปรากฏการณ์ขึ้นมาขณะนี้มันเป็นเหตุที่ผมต้องมานำเรียนท่านประธานว่าทำไมต้องเติม

ประเด็นที่ ๒ ครับท่านประธาน ผู้เสนอร่างได้เติมในวรรคสอง เพื่อให้มี ความชัดเจนมากยิ่งขึ้นในการดำเนินการตามขั้นตอนในการเสนอ และการร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ ผมใช้คำว่า เสนอเรื่องและร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ เพราะถ้อยคำเดิมเขียนไม่ชัดในตัว บทบัญญัติ ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตท่านประธานที่จะอ่านตัวบท ถ้อยคำเดิมใช้คำว่า ในกรณีที่บุคคลหรือพรรคการเมืองใดกระทำตามวรรคหนึ่ง ผู้ทราบ ผู้ทราบนะครับ การกระทำดังกล่าวย่อมมีสิทธิ สิทธิในการเสนอนะครับ ย่อมมีสิทธิเสนอเรื่อง ผมขีดเส้นใต้ ๑๐๐ ครั้ง ขออนุญาตนำเอาถ้อยคำหลาย ๆ ท่านมาใช้ เสนอเรื่องให้อัยการสูงสุด ตรวจสอบข้อเท็จจริงและยื่นคำร้อง สังเกตนะครับมีถ้อยคำ ๒ คำอยู่ในวรรคนี้ ยื่นคำร้อง ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยสั่งการ ยื่นเสนอเรื่องให้อัยการและยื่นคำร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัยสั่งการให้เลิกการกระทำดังกล่าว ท่านประธานที่เคารพครับ เพราะมีความไม่ชัดเจน อย่างนี้มันเกิดการนำไปใช้ในการคาบเกี่ยวระหว่างอำนาจหน้าที่ ท่านประธานที่เคารพครับ ในเหตุผลที่ผู้ร่างได้เสนอ กราบเรียนท่านประธานด้วยความเคารพ ใช้เหตุผลที่ดีมาก เคารพ ทุกฝ่ายนะครับ ใช้เหตุผลบอกว่า สมควรกำหนดการใช้สิทธิและเสรีภาพของบุคคลเพื่อพิทักษ์ รัฐธรรมนูญให้มีความชัดเจน เพื่อประโยชน์ในการปฏิบัติหน้าที่ขององค์กรที่เกี่ยวข้อง องค์กร ที่เกี่ยวข้องนะครับ นั่นหมายถึงสถาบันที่เป็นตัวแทนอำนาจของพี่น้องประชาชนด้วย นั่นคือ สถาบันนิติบัญญัติซึ่งเป็นอำนาจของพี่น้องประชาชนที่จะใช้ด้านนิติบัญญัติ อำนาจตุลาการ ที่ฝ่ายตุลาการทางศาลเขาจะใช้อำนาจทางตุลาการ แล้วก็อำนาจทางด้านบริหารที่จะมี การนำไปบังคับใช้ ท่านประธานที่เคารพครับ ด้วยเหตุนี้จากความไม่ชัดเจนในตัวบทเกิดมี การนำไปใช้ซึ่งขัดกับการถ่วงดุลของแต่ละสถาบัน ท่านประธานที่เคารพครับ สภานิติบัญญัติ หรือรัฐสภา จะเรียกอะไรก็แล้วแต่ สมัยเราถ้าเป็นไปตามระบอบประชาธิปไตยเราเรียก รัฐสภา มีหน้าที่เป็นทางผ่านที่องค์พระมหากษัตริย์จะทรงใช้อำนาจนิติบัญญัติผ่านทาง ฝ่ายนิติบัญญัติ องค์พระมหากษัตริย์ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๓ จะใช้อำนาจบริหารผ่านทาง คณะรัฐมนตรี และที่สำคัญ ใช้อำนาจทางศาลผ่านองค์กรที่เป็นทางศาลเป็นอำนาจตุลาการ ซึ่งแต่ละอำนาจจะมีการถ่วงดุลตรวจสอบซึ่งกันและกัน ทำไมผู้ตรากฎหมายไม่เป็นผู้วินิจฉัย กฎหมายเสียเอง เพราะมันต้องตรวจสอบถ่วงดุลกัน ประเด็นนี้ละครับที่ผมต้องการเน้นย้ำ กับท่านประธานว่ารัฐสภามีหน้าที่ในการตรากฎหมาย ออกบทบัญญัติของกฎหมาย รวมทั้ง รัฐธรรมนูญ ศาลมีหน้าที่นำกฎหมายที่ออกจากรัฐสภาแล้วไปวินิจฉัย ไปตีความเพื่อนำไปสู่ การบังคับใช้ ฝ่ายบริหารมีหน้าที่นำการตีความ การวินิจฉัยของศาลไปสู่การบังคับใช้ในเชิง การบริหาร ลักษณะอย่างนี้มันถ่วงดุลกันตลอดครับ เพราะฉะนั้นสิ่งที่ผมจะต้องกราบเรียน ท่านประธานในเรื่องแรกที่เป็นเหตุผลประการแรกสุดที่ผมจำเป็นต้องขออนุญาต ท่านประธานว่าผมเห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรานี้ เนื่องจากว่าต้องการสร้าง ความชัดเจนในการดุลอำนาจระหว่างฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายตุลาการ จากคำวินิจฉัยของ ศาลรัฐธรรมนูญเมื่อวันที่ ๑๕ เดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ในคำวินิจฉัยที่ ๑๘-๒๒/๒๕๕๕ กรณีที่มีการยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยการแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๙๑ ถ้าทุกท่าน จำได้ ตรงนั้นละครับเป็นเหตุที่ผมจำเป็นต้องนำมากราบเรียนท่านประธานเป็นเหตุเป็นผลว่า มันมีความจำเป็นที่จะต้องแก้ไขมาตรา ๖๘ โดยเฉพาะคำวินิจฉัยนั้นได้สร้างภาระหรือสร้าง สิ่งที่ปรากฏว่าจะต้องผูกพันกับทุกองค์กรในเรื่องคำวินิจฉัย โดยเฉพาะประเด็นของการที่จะ รับคำวินิจฉัยจากบุคคลที่ส่งโดยตรงกับศาลรัฐธรรมนูญได้ ถ้าไม่แก้ไขภาระนี้ก็จะผูกพัน ไปเรื่อย ๆ เพราะฉะนั้นถ้ามองในมุมดีผมเองไม่ได้ตำหนิศาลรัฐธรรมนูญนะครับท่านประธาน ด้วยความเคารพจริง ๆ เพราะถือว่าแต่ละฝ่ายมีอำนาจ ผมใช้คำว่าอำนาจวินิจฉัยตีความ ถ้าท่านตีความวินิจฉัยอย่างนั้นจะต้องกลับมาดูว่าเจตนารมณ์ที่แท้จริงของรัฐธรรมนูญ ของผู้ยกร่าง ของฝ่ายตรากฎหมายรัฐธรรมนูญ ผู้ออกรัฐธรรมนูญ และที่สำคัญครับ พี่น้องประชาชนที่ศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยว่าเป็นผู้สถาปนารัฐธรรมนูญ เป็นถ้อยคำที่สละสลวยมากครับ ผู้สถาปนารัฐธรรมนูญย่อมมีอำนาจเหนือองค์กรใด ๆ ที่อยู่ ในรัฐธรรมนูญ อันนี้ผมยอมรับครับ โดยเฉพาะการสถาปนานั้นท่านได้ยึดเอาวิธีการทำประชามติ เป็นการสถาปนารัฐธรรมนูญ เพราะฉะนั้นเจตนารมณ์ของผู้ร่างที่เขียนไว้ในรัฐธรรมนูญ เมื่อผ่านการทำประชามติแล้วย่อมเป็นเจตนารมณ์ของพี่น้องประชาชนผู้เป็นเจ้าของอำนาจ อธิปไตยที่แท้จริงด้วย ต้องถือเป็นอย่างนั้นนะครับท่านประธาน ไม่ถือเป็นอย่างนั้นไม่ได้ มาตรา ๖๘ เจตนารมณ์ที่ผู้ร่างเขียนไว้ในมาตรา ๖๘ ต้องการให้สิทธิของบุคคลที่ทราบ การกระทำ ที่ทราบการกระทำว่าจะมีการล้มล้าง ว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ว่าจะมีการได้มาซึ่งอำนาจการปกครองที่ไม่ชอบด้วยบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ ให้เสนอเรื่องต่อ อัยการสูงสุด จากคำอภิปรายของเพื่อนสมาชิกหลาย ๆ ท่านบอกว่าเป็นการจำกัดสิทธิ ของพี่น้องประชาชนกรณีถ้าไม่ปฏิบัติตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ท่านประธาน ที่เคารพครับ เจตนารมณ์ที่เขียนอย่างนี้เราต้องมองคำว่าผู้ใดโดยรวมทั้งหมดด้วย ไม่ใช่ จะมองผู้ใดเป็นกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเท่านั้น เพราะฉะนั้นการที่เขียนอย่างนี้เป็นการปกป้อง ศาลรัฐธรรมนูญโดยชอบด้วยนะครับว่าการที่ท่านจะร้องศาลรัฐธรรมนูญโดยตรง ถ้าท่านปราศจากข้อมูล ข้อเท็จจริงใครจะสอบสวนให้ท่าน ใครจะสอบ กระบวนการการไต่สวน ของศาลรัฐธรรมนูญใช้องค์คณะในการไต่สวน แต่ข้อเท็จจริงล่ะครับ ถ้ามีผู้ร้องโดยตรง ไปที่ศาลรัฐธรรมนูญ ถ้าร้องโดยตรงใช้ว่า คำร้อง ศาลรัฐธรรมนูญจะเอาเวลาที่ไหนมา ในการที่จะพิจารณารายละเอียดในการตรวจสอบ จริงอยู่ครับคำวินิจฉัยในครั้งนั้น ศาลรัฐธรรมนูญบอกว่ามีกระบวนการที่จะต้องยับยั้งซึ่งเป็นอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญ โดยตรงจะต้องร้องโดยตรงต่อศาลรัฐธรรมนูญ ท่านประธานที่เคารพครับ สิ่งที่ศาลรัฐธรรมนูญ ได้เสนอคำวินิจฉัยมาอย่างนั้นมันก็ผูกพัน มันจำเป็นต้องแก้จริง ๆ ผมกราบเรียนท่านประธาน ด้วยความเคารพครับ เจตนารมณ์ของผู้ร่างต้องการให้ผู้ร้องไปร้องต่ออัยการสูงสุด ซึ่งแน่นอนครับกระบวนการการร้องสามารถเข้าถึงได้ทุกหน่วยงานที่มีสำนักงานอัยการอยู่ ไม่ว่าจังหวัด ไม่ว่าเขต ไม่ว่าภาค หรือส่วนกลาง เข้าได้ทุกแห่ง ในขณะที่ศาลรัฐธรรมนูญ มีที่เดียว เพราะฉะนั้นผู้ร้องสามารถเข้าถึงได้ในทุกที่ทุกกระบวนการถ้าท่านพบ

ประเด็นสำคัญอีกประเด็นหนึ่งที่ผมต้องกราบเรียนท่านประธานครับว่า มันจำเป็นต้องให้ความชัดเจน ที่ผมได้นำเรียนท่านประธานไว้ว่าทำไมต้องเติมคำว่า หมวด ๓ ไว้ในร่างแก้ไข ที่เติมไว้เพราะต้องการเน้นย้ำให้ชัดเจนว่าบุคคลที่จะใช้สิทธิและเสรีภาพ ในการที่จะล้มล้างการปกครองหรือให้ได้มาซึ่งอำนาจการปกครองที่ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญนั้น ต้องใช้สิทธิตามที่บทบัญญัติรัฐธรรมนูญกำหนดให้เท่านั้น และสิทธิเสรีภาพในการที่ รัฐธรรมนูญกำหนดให้เขียนไว้ในบทสิทธิเสรีภาพของพี่น้องประชาชน เขียนไว้ชัดเจนครับ ในหมวด ๓ โดยข้อเท็จจริงถ้าไม่มีการวินิจฉัยคลาดที่จะต้องให้แก้อย่างนี้ไม่จำเป็นต้องเขียนครับ เพราะอ่านก็รู้ว่าคำว่าสิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญฉบับนี้คือปี ๒๕๕๐ คือหมวด ๓ เท่านั้น ถ้าใช้สิทธิตรงนั้นไปเป็นการล้มล้าง เสนอเรื่องอัยการมาพิจารณาข้อเท็จจริงแล้วส่งให้ ศาลรัฐธรรมนูญยับยั้งได้ สั่งยุบพรรคได้ ท่านประธานครับ นี่คือสิ่งที่จำเป็นต้องเขียนจริง ๆ เพราะว่าในการร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ ผมต้องขออนุญาตท่านประธานครับ ในครั้งที่มี การแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๙๑ และครั้งนี้ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติก็ได้เข้าชื่อร้องต่อ ศาลรัฐธรรมนูญโดยใช้มาตรา ๖๘ เช่นกัน คำร้องเหมือนกันครับ ให้มีการระงับฉุกเฉิน ยับยั้งคุ้มครองฉุกเฉิน ให้มีการยุบพรรค สั่งให้ยกเลิกหรือยับยั้งการแก้ไข รัฐธรรมนูญแล้วสั่งให้มีการยุบพรรค คำร้องเหมือนกันครับท่านประธาน โดยอาศัยช่อง มาตรา ๖๘ โดยกล่าวหาว่าเป็นการละเมิดรัฐธรรมนูญ ละเมิดสิทธิพี่น้องประชาชน ท่านประธานที่เคารพครับ ในเรื่องนี้เองผมจำเป็นต้องกราบเรียนท่านประธาน ด้วยความเคารพครับว่าเหตุแห่งการล้มล้าง ถ้าเป็นไปตามสิทธิของรัฐธรรมนูญที่เขียนไว้ ร้องได้ทันทีครับ แต่สิ่งที่ผมกำลังจะกราบเรียนท่านประธานก็คือว่าดุลแห่งอำนาจที่ ศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยเข้ามาในฐานะศาลรัฐธรรมนูญเป็นองค์กรตุลาการ ทำงานภายใต้ พระปรมาภิไธย หมายถึงว่าพระมหากษัตริย์ทรงใช้อำนาจนี้ผ่านทางตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ เช่นกันครับ พวกผมทำหน้าที่สมาชิกรัฐสภาก็ทำภายใต้พระองค์ทรงใช้อำนาจผ่านทางสภา ภายใต้พระปรมาภิไธยเช่นกัน ท่านประธานที่เคารพครับ ในตรงนี้เองบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ เขียนให้ฝ่ายนิติบัญญัติมีอำนาจหน้าที่ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพราะฉะนั้นการกระทำ ของฝ่ายนิติบัญญัติ ถึงแม้ท่านจะร้องเป็นบุคคลนะครับ ร้องประธานรัฐสภา ร้องสมาชิกที่เข้าชื่อ แต่ว่าพฤติกรรมแห่งการทำงานขณะนี้เป็นการทำหน้าที่ของสมาชิกรัฐสภา ทำตามอำนาจ หน้าที่ที่เขียนไว้ในรัฐธรรมนูญ หรือข้อเท็จจริงครับ ถ้าสมมุติดูเหตุแห่งการร้องแล้ว ไม่ได้ใช้สิทธิเลยเป็นการทำหน้าที่ ผมก็หวังว่าบ่ายนี้ศาลรัฐธรรมนูญเองจะได้กรุณามา พิจารณาประเด็นนี้ด้วยเพราะคราวก่อนไม่ได้นำประเด็นนี้มาพิจารณา ไม่ได้แตะ พิจารณา ประเด็นอื่น ขณะผู้ถูกร้องได้แก้ไขบอกว่าเขาทำตามอำนาจหน้าที่ ก็เลยเป็นเหตุให้ ฝ่ายตุลาการสามารถมายับยั้งกระบวนการทางนิติบัญญัติได้ ถึงจะไม่โดยตรงนะครับ ไม่พูดโดยตรง แต่ก็เป็นกระบวนการที่หลายฝ่ายบอกว่าถ้าทำไปแล้วมีอะไรเกิดขึ้น เกิดถอดถอนขึ้นมาจะทำอย่างไร ไม่ใช่คุ้มครองชั่วคราวครับ เป็นข้อเสนอ เพราะฉะนั้น ท่านประธานลองดูนะครับ ถ้า ๒ ฝ่ายนี้ไม่เป็นด้วยกัน ฝ่ายตุลาการสามารถยับยั้ง ฝ่ายนิติบัญญัติในกระบวนการของการทำหน้าที่ ความหมายคืออะไรท่านประธานครับ ระบบการถ่วงดุล ระบบการใช้อำนาจที่บทบัญญัติตามรัฐธรรมนูญมันถูกทำลายไปทันที จริงอยู่ครับ รัฐธรรมนูญเขียนบอกว่าบทบัญญัติใดของร่างกฎหมายที่จะส่งทูลเกล้าฯ เพื่อลงพระปรมาภิไธยประกาศใช้เป็นกฎหมาย ถ้ามีบทบัญญัติขัดต่อรัฐธรรมนูญ แย้งต่อ รัฐธรรมนูญสามารถส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยได้ นั่นคือสิ่งที่รัฐธรรมนูญกำหนดให้ นั่นคือกระบวนการครับ เป็นกระบวนการที่ชอบ แต่เขียนว่าการตราพระราชบัญญัติใด ถ้าเป็นพระราชบัญญัติที่ประกอบรัฐธรรมนูญ ส่งโดยตรงไม่ต้องเขียนตรงนี้ ต้องส่งเลย อันนี้ เป็นกระบวนการครับ เพราะฉะนั้นสิ่งที่ผมนำเรียนท่านประธานตรงนี้เป็นสิ่งที่ต้องนำเรียนว่า มาตรา ๖๘ สมควรต้องแก้ไขอย่างยิ่งเพราะมันมีการคาบเกี่ยว ไม่มีการถ่วงดุลของการใช้ อำนาจอธิปไตย โดยเฉพาะสิ่งที่ผมเองคลางแคลงเป็นอย่างยิ่งท่านประธานครับ ศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยว่าพี่น้องประชาชนเจ้าของอำนาจอธิปไตยเป็นผู้สถาปนา รัฐธรรมนูญ ผมย้ำบอกว่าเพราะฉะนั้นเจตนารมณ์ของการร่างการผ่านรัฐธรรมนูญ ของสภาไปย่อมเป็นเจตนารมณ์ของผู้สถาปนารัฐธรรมนูญด้วย แต่ว่าสิ่งที่ปรากฏ ในคำวินิจฉัย ผมไม่ได้โต้แย้งครับ แต่ผมเอาเหตุตรงนั้นมาเพื่อเป็นแนวทางที่จะต้องแก้ไข ท่านบอกว่าเจตนารมณ์ในหลักที่อยู่ในตัวบทบัญญัติเช่นมาตรา ๖๘ วรรคสอง ย่อมสำคัญ เหนือกว่าเจตนารมณ์ของผู้ร่าง ผมไม่เข้าใจท่านประธานครับ ย่อมเหนือกว่าเจตนารมณ์ ของผู้ร่าง นั่นหมายความว่าคำวินิจฉัยตรงนี้สามารถไปแก้ไขรัฐธรรมนูญให้แย้งกับ เจตนารมณ์ของผู้ร่าง ก็คือพี่น้องประชาชนผู้สถาปนารัฐธรรมนูญเช่นนั้นใช่ไหมครับ ท่านประธาน ซึ่งไม่ควรเป็นอย่างนั้น เพราะคำวินิจฉัยบอกเองว่าพี่น้องประชาชน เป็นผู้สถาปนารัฐธรรมนูญ ย่อมมีอำนาจเหนือองค์กรใด ๆ ที่อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ จะแก้ไข เปลี่ยนแปลงใด ๆ โดยเฉพาะการยกร่างทั้งฉบับต้องไปผ่านประชามติ ท่านพูดอย่างนั้น เพราะฉะนั้นผมกราบเรียนท่านประธานด้วยความเคารพนะครับว่าถ้าเราไม่แก้ไขเปลี่ยนแปลง มาตรา ๖๘ จะมีปัญหาในการนำสู่ปฏิบัติอย่างแน่นอน และสิ่งที่สำคัญท่านประธานครับ ในบ่ายวันนี้เวลา ๑๓.๐๐ นาฬิกา ศาลจะวินิจฉัยคำร้องของท่านสมาชิกผู้ยื่น ถามว่าผมเอง ในฐานะสมาชิกรัฐสภากังวลไหม ผมกราบเรียนท่านประธานด้วยความเคารพครับ ผมไม่กังวลเลยว่าศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัยว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา ๖๘ จะเป็นการล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตย เป็นเหตุให้มีการระงับและเป็นเหตุให้มี การยุบพรรค เพราะอะไรท่านประธานครับ เพราะมีคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่วินิจฉัย ไว้ตั้งแต่วันที่ ๑๕ กรกฎาคมที่ผ่านมา กรณียื่นแก้มาตรา ๒๙๑

ประเด็นที่ ๓ นี่ชัดเจนครับ บอกว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๙๑ ไม่เป็นเหตุให้จะมีการล้มล้างรัฐธรรมนูญเพราะเป็นการคาดการณ์ของผู้ร้อง กระบวนการ ก็ยังไม่เกิดขึ้น เช่นกันครับ คำร้องเป็นการคาดการณ์ว่าถ้าแก้มาตรา ๖๘ แล้วจะเป็นเหตุ ให้เป็นการแก้รัฐธรรมนูญทั้งฉบับ ยกร่างรัฐธรรมนูญทั้งฉบับได้ เป็นการคาดการณ์ คำวินิจฉัย ของศาลรัฐธรรมนูญเขียนไว้ชัดเจนตรงนี้ ผมไม่เป็นข้อกังวล ผมก็มั่นใจในศาลรัฐธรรมนูญ หลักหลาย ๆ หลักศาลรัฐธรรมนูญดีครับ ท่านประธานที่เคารพครับ แต่ผมเองก็แปลกใจว่า ในการที่จะไปรักษาสิทธิของพี่น้องประชาชนในการยื่น ศาลรัฐธรรมนูญบอกว่าเป็นการขยายสิทธิ แต่สิ่งที่เป็นข้อเปรียบเทียบชัดเจนว่าสิทธิของพี่น้องประชาชนได้รับการขยายสิทธิ เท่าเทียมกันหรือไม่ ตรงนี้คือคำตอบครับ ผมยกตัวอย่าง เมื่อวันที่ ๑๕ พฤศจิกายน มีการยื่น ต่อศาลรัฐธรรมนูญร้องว่าปฏิบัติการแช่แข็งประเทศไทยและมีการชุมนุมเพื่อไล่รัฐบาล นั่นคือ การใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญในการชุมนุมที่จะโต้ จะแย้ง จะขับไล่รัฐบาล แต่การไล่รัฐบาล ที่มาจากการเลือกตั้งผู้ร้องบอกว่านี่อย่างไรคือการล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตย ที่ได้มาโดยอำนาจอันชอบธรรม ไม่รับคำร้องครับ ท่านประธานครับ ตอบได้อย่างไร เพราะฉะนั้นสิ่งที่ผมนำเรียนท่านประธานในวันนี้เลยมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องทำให้ บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญมีความชัดเจน ไม่ต้องตีความ เจตนารมณ์เป็นอย่างไรให้เป็น อย่างนั้นไป ถ้าไม่แก้ต่อไปศาลรัฐธรรมนูญจะลำบากมาก เพราะกระบวนการการร้องที่ไม่ชอบ ด้วยเหตุด้วยผลถ้าไม่มีหลักความจริง ท่านอย่าคิดว่าร้องแล้วเป็นประโยชน์อย่างเดียวครับ ผู้ร้องอาจจะมีเจตนาที่จะไปทำลายศาลรัฐธรรมนูญ ทำให้ศาลรัฐธรรมนูญทำงานไม่ได้เลยก็ได้ เพราะฉะนั้นระบบการกลั่นกรอง ระบบการตรวจสอบมันต้องมีเข้ามาตรวจสอบ หลายท่าน บอกว่าพี่น้องประชาชนถูกละเมิดสิทธิโดยเฉพาะกระบวนการการยื่นที่ผ่านอัยการสูงสุด ท่านประธานที่เคารพครับ ผมชอบใจที่ ต้องขออนุญาตเอ่ยนามท่าน ท่านผู้อาวุโสไตรรงค์ สุวรรณคีรี ท่านบอกว่าองค์กรอัยการมีอำนาจอยู่ภายใต้รัฐบาล มีผู้ประท้วง ท่านยินดีถอน ขออนุญาตถอนคำว่า บาล ออก องค์กรอัยการเป็นองค์กรของรัฐ ท่านพูดอย่างนั้น ไม่ใช่ของ รัฐบาล เพราะฉะนั้นจากบทบัญญัติของกฎหมายที่รองรับว่าด้วยองค์กรอัยการ รัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๕๕ เขียนไว้ชัดเจนว่า พนักงานอัยการมีอิสระในการพิจารณาสั่งคดีและการปฏิบัติ หน้าที่ให้เป็นไปโดยเที่ยงธรรม และองค์กรอัยการมีหน่วยงานธุรการที่เป็นอิสระปราศจาก การครอบงำจากรัฐบาล ผมขีดเส้นใต้เลยครับ รัฐบาล แต่อัยการเป็นองค์กรของรัฐแน่นอน และเป็นองค์กรที่อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญที่เขียนบอกว่าเป็นองค์กรตามรัฐธรรมนูญมีความเป็นอิสระ ยากที่อำนาจรัฐบาลหรืออำนาจรัฐใด ๆ จะไปบังคับหรือกำหนดให้อัยการเป็นไปอย่างที่ ตัวเองตั้งใจได้ นี่คือการประกันของความเป็นอิสระในการตรวจสอบ ท่านประธานที่เคารพครับ สิ่งที่ผมนำเรียนกับท่านประธานในวันนี้ผมก็มั่นใจว่าถ้าเรามอง อนาคตไปในสถานการณ์ปกติอย่างใจเป็นธรรม ทุกองค์กรต้องทำหน้าที่ของตัวเองไม่ก้าวก่าย ซึ่งกันและกัน เจตนารมณ์ของผู้ตรากฎหมายเป็นอย่างไรก็ควรเป็นไปอย่างนั้น ผู้มีอำนาจ วินิจฉัยตีความก็ต้องตีความตามเจตนารมณ์ ไม่ใช่เอาเจตนารมณ์ของตัวเองขึ้นมาตี และนำไปสู่การบังคับใช้ กระบวนการเหล่านี้มันต้องได้รับการดูแลครับ โดยเฉพาะอำนาจ ที่แท้จริงคือพี่น้องประชาชน หลายท่านบอกว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้ไม่มีประโยชน์ ต่อพี่น้องประชาชน แม้กระทั่งนักวิชาการ ผมฟังแล้วผมเองเศร้าใจท่านประธานครับ นักวิชาการที่เกี่ยวข้องกับรัฐธรรมนูญบอกว่าไม่ได้มีประโยชน์กับพี่น้องประชาชน ผมถามท่านประธานครับ อำนาจอธิปไตยเป็นของใครครับ อำนาจอันยิ่งใหญ่เป็นของ พี่น้องประชาชนในการที่จะเอาอำนาจยิ่งใหญ่นั้นมาใช้จัดการเป็นอำนาจรัฐ การเข้าสู่ เพื่อมาใช้อำนาจรัฐ การตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ และการใช้อำนาจรัฐมันต้องเขียนไว้ใน รัฐธรรมนูญซึ่งมีผลโดยตรงกับพี่น้องประชาชน ไม่เกี่ยวอย่างไรครับ ทุกตัวอักษรที่เขียนไว้ใน รัฐธรรมนูญ นี่คืออำนาจของประชาชนทุกตัวอักษร แต่ต้องมาบัญญัติไว้ให้ชัดเจนว่าจะเข้าสู่ อำนาจอย่างไร ใช้อำนาจอย่างไร ตรวจสอบอำนาจอย่างไร การได้มาซึ่ง สว. มาจาก การเลือกตั้งตรงไหมครับ ก็ประชาชนเขามอบอำนาจมาให้ การทำหนังสือสัญญากับ ต่างประเทศ รัฐธรรมนูญก็เขียนในสิ่งที่จำเป็นเรื่องเขตอำนาจอธิปไตย เรื่องเขตอำนาจรัฐ เรื่องที่จะต้องตราเป็นกฎหมาย ผลกระทบเรื่องความมั่นคงต่อเศรษฐกิจและสังคม ภาระ ผูกพันต่องบประมาณ การค้า การลงทุน มันเขียนได้ครับท่านประธานแต่นำสู่การปฏิบัติ ยากมาก และส่วนใหญ่แล้วหนังสือสัญญาต่าง ๆ ถ้าไม่มีกฎหมายภายในรองรับก็ต้อง ตรากฎหมายมารองรับ มันก็เข้าสู่ข้อที่จะต้องตรากฎหมายได้ด้วย ส่วนใหญ่จะเป็นอย่างนั้น ส่วนน้อยมากครับที่ไม่ต้องตรากฎหมายรองรับซึ่งเราก็สามารถตรวจสอบได้ รวมความแล้ว ผมขอสรุปในตรงนี้ว่ามันจำเป็นจริง ๆ ท่านประธานครับที่จะรักษาดุลอำนาจของฝ่ายนิติบัญญัติ ฝ่ายตุลาการ และฝ่ายบริหารไว้ เพื่อให้อำนาจสูงสุดที่เป็นของพี่น้องประชาชนเมื่อนำมา ใช้แล้วได้สะท้อนกลับคืนต่อพี่น้องประชาชนโดยรวม ลักษณะของมหาชน ไม่ใช่เพื่อคน กลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง นั่นละครับคืออำนาจอธิปไตยอย่างแท้จริง เป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริง ผมกราบขอบคุณท่านประธานผ่านไปยังเพื่อนสมาชิกที่จะได้กรุณาลงคะแนนเห็นชอบ ต่อร่างแก้ไขทั้ง ๓ ร่าง เพื่อที่เราจะได้กลับมาสู่ความเป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริงในโอกาส ข้างหน้าอันใกล้นี้ ขอบคุณท่านประธานครับ