รัฐสภา · ครั้งที่ ๔ · ๔ เมษายน ๒๕๕๖

นิติภูมิ นวรัตน์ หารือเรื่องการแก้ไขมาตรา 190 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 เพื่อให้การเจรจาต่อรองระหว่างประเทศมีความยุติธรรมและสมดุล

ร้อยตำรวจเอก นิติภูมิ นวรัตน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

เรียนท่านประธานรัฐสภา ผม ร้อยตำรวจเอก นิติภูมิ นวรัตน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานรัฐสภาครับ ตั้งแต่ พุทธศักราช ๒๕๓๘ ผมได้เป็นอาจารย์วิชาเจรจาต่อรองระหว่างประเทศของคณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ แล้วก็สอนวิชานี้ให้กับนักศึกษาไทย นักศึกษาต่างประเทศมาเป็นเวลา มากกว่า ๑๕ ปี แล้วหลังจากนั้นผมก็มีโอกาสไปเจรจาระหว่างประเทศให้กับภาครัฐ ให้กับ ภาคเอกชนอีกไม่ต่ำกว่า ๑๐ ปี แล้วก็ในการเจรจาแต่ละครั้ง ผมอยากจะเรียนท่านประธานรัฐสภา ว่าสิ่งที่ผมกลัวที่สุด เกรงที่สุด แล้วก็ประหวั่นพรั่นพรึงที่สุดก็คือผมเกรงว่า ไอดีอาร์ เฟิร์สท ปาร์ตี้ (IDR first party) หรือว่าคู่เจรจาของผมจะทราบเรื่องราวต่าง ๆ ที่เราจะไปเจรจาต่อรองกับเขา ดังนั้นในหลายประเทศเขาจึงมีความพยายามอย่างมากในการที่จะปิดบังข้อมูล ซึ่งข้อมูลต่าง ๆ อย่างนี้มันจะกลายเป็นอาวุธที่สำคัญที่ทำให้การเจรจาต่อรองนั้นมันไม่ได้เสียเปรียบ แต่ผม ไม่ทราบว่าเหตุผลกลใดในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ จึงกำหนดให้ สนธิสัญญาหรือข้อตกลงระหว่างประเทศจะต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภาเสียก่อน แล้วก็ที่จะเข้าไปเจรจาไม่ว่าจะเป็นสนธิสัญญาที่มีการเปลี่ยนแปลงอาณาเขตของประเทศ สนธิสัญญาที่เปลี่ยนแปลงพื้นที่นอกอาณาเขตซึ่งประเทศไทยมีสิทธิอธิปไตย หรือว่าเขตอำนาจ ตามหนังสือสัญญาหรือตามกฎหมายระหว่างประเทศ หรือสนธิสัญญาที่ต้องมีการตรา พระราชบัญญัติหรือว่าอนุวัติการสนธิสัญญาที่มีผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจ หรือสังคมของประเทศอย่างกว้างขวาง หรือสนธิสัญญาที่มีผลผูกพันด้านการค้าการลงทุน หรืองบประมาณของประเทศอย่างมีนัยสำคัญ จากประสบการณ์ทั้งในภาคทฤษฎีแล้วก็ ในภาคปฏิบัตินะครับ ถ้าเรานำกรอบการเจรจามาขออนุมัติจากรัฐสภาแล้วจึงค่อยไปเจรจา คือผมอยากจะเรียนว่าอันนี้ผิดหลักการเจรจามากพอสมควร เพราะพอเรื่องเข้ามาในทาง รัฐสภา ความลับ ข้อมูลต่าง ๆ มันก็ไม่ใช่เป็นความลับอีกต่อไป แล้วถ้าหากว่าผมเป็นคู่เจรจา ที่มี เดอะ เฟิร์สท (The first) ถ้าเกิดผมเป็น เฟิร์สท ปาร์ตี้ แล้วผมมีคู่เจรจาอีกฝ่ายที่เรียกว่า เป็น ดิ ออเธอร์ ปาร์ตี้ (The other party) เอากรอบการเจรจาต่าง ๆ มานั่งเล่าให้บรรดา ผู้คนฟัง ให้บรรดาสื่อมวลชนต่าง ๆ ทราบ รายละเอียดตั้งแต่ ก ข ค ง ตั้งแต่ ก-ฮ อะไร ทำนองนี้ เขาก็ดักทางได้ถูกหมดเลยนะครับ ฝ่ายที่เปิดเผยข้อมูลก่อนทั้งหมดทั้งปวงก็จะเป็น ฝ่ายเสียเปรียบอย่างมโหฬาร ท่านประธานรัฐสภาครับ ดังนั้นทั่วโลกไม่ว่าจะแต่ไหนแต่ไรมา เขาก็พยายามที่จะสร้างนักจารกรรม สร้างผู้คนที่เป็นสายลับ สร้างนักล็อบบี้ (Lobby) สร้างเอาไว้ทำไมครับ ไปค้นคว้าหาข้อมูลเพื่อทำให้ฝ่ายของตนเองนั้นเป็นฝ่ายได้เปรียบ แล้วการลงทุนในเรื่องนักจารกรรม สายลับ นักล็อบบี้ของแต่ละประเทศเขาใช้เงินกันจำนวน มากมายมหาศาลแล้วก็ทำกันอย่างต่อเนื่อง แล้วถ้าประเทศใดชาติไหนก็ตามมีทรัพยากรมนุษย์ ด้านจารกรรม สายลับอย่างพอเพียง เขาไปเจรจาอะไรที่ไหนเขาได้เปรียบตลอด แล้วก็ไม่เคย แพ้ใครครับ แต่ผมอยากจะเรียนท่านประธานรัฐสภาครับ ไม่ทราบว่าอะไรเกิดขึ้นกับประเทศไทย นอกจากจะไม่สร้างนักจารกรรมสายลับไปล้วงตับเอาความลับมาใช้เป็นเครื่องมือในการเจรจา เพื่อให้การเจรจามันชนะคะคานแล้วนี่นะครับ เรายังทำตรงกันข้ามเปิดเผยข้อมูลทุกอย่าง ให้คณะรัฐมนตรีเสนอกรอบการเจรจาต่อรัฐสภาเพื่อขอความเห็นชอบ เอามาเล่นกันในสภา พูดกันทุกตรอกซอกมุมของข้อมูล ได้เปรียบเสียเปรียบกันอย่างไรฝ่ายตรงข้ามเขาทราบหมด รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ มาตรา ๑๙๐ ผมอยากจะขออนุญาต เรียนท่านประธานรัฐสภานะครับว่าไม่ต้องใช้ความรู้ขั้นสูง ใช้แค่สามัญสำนึกของผู้คนค้าขาย ธรรมดานี่ละครับ เราก็ทราบเลยว่านี่เป็นมาตราที่มัดมือมัดเท้านักเจรจาต่อรองไม่ให้สามารถ จะไปชกกับคู่ต่อสู้ได้ ไม่ให้สามารถจะป้องกันตนเองได้ และผมอยากจะเรียนถามครับ นี่เป็นมาตราอะไรครับที่จะใช้คนเข้าไปทำงานใช้เขาไปเจรจาเพื่อจะให้ชนะ แต่กลับปรากฏว่า ไม่ให้อาวุธเขาเลยสักชิ้น ไม่ให้อาวุธยังไม่พอยังไปมัดมือมัดเท้าเขาอีกไม่ให้นักเจรจาของเรานั้น สามารถจะป้องกันตนเองได้ ดังนั้นผมจึงเห็นด้วยกับข้อเสนอที่จะให้แก้ไขเพิ่มเติมบทบัญญัติ มาตรา ๑๙๐ ให้แคบลงไปเหลือแต่เพียงว่า หนังสือสัญญาใดมีบทเปลี่ยนแปลงอาณาเขตไทย หรือเขตอำนาจรัฐ หรือจะต้องออกพระราชบัญญัติเพื่อให้การเป็นไปตามสัญญาจะต้อง นำเสนอรัฐสภาเพื่อขอความเห็นชอบ แล้วในกรณีที่มีปัญหาว่าหนังสือสัญญาใดเป็นหนังสือ สัญญาดังกล่าวหรือไม่ก็ให้เสนอต่อศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยแบบเด็ดขาด แต่ถ้าเป็นเรื่องอื่นแล้วนี่ ผมก็ไม่เห็นด้วยที่จะเอามาเปิดเผยเอามาแก้ผ้าให้ประชาชนคนทั้งโลกดู ท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพครับ ตั้งแต่พุทธศักราช ๒๕๔๙ ผมลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกวุฒิสภา ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ ผลของการเลือกตั้งจากผู้สมัคร หลายร้อยคนของกรุงเทพมหานครผมได้รับคะแนนเป็นลำดับ ๑ ของกรุงเทพมหานคร แล้วจากผู้สมัครทั้งหลายทั้งปวงทั้งประเทศไทยนี่ผมก็ได้คะแนนเป็นที่ ๑ ของประเทศไทย แล้วจนกระทั่งมีการปฏิวัติรัฐประหารเมื่อวันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ พอปฏิวัติรัฐประหารปุ๊บ สถานะว่าที่สมาชิกวุฒิสภาอันดับ ๑ ของกรุงเทพฯ อันดับ ๑ ของประเทศไทยของผม ก็หายไป แต่จะหายไปอย่างไรก็ตามผมก็มีความภูมิใจว่าทุกคะแนนของผมมาจากประชาชน ผมเป็น ส.ว. ที่มีที่ยึดโยงกับประชาชน ไม่ว่าผมจะเดินทางไปตรอกซอกมุมใด หรือไม่ว่า จะเดินทางไปประเทศไหนของโลกผมก็เงยหน้าอ้าปากพูดได้อย่างเต็มภาคภูมิว่าผมเป็นนักการเมือง เป็นว่าที่สมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน แล้วพอมีการปฏิวัติรัฐประหารแล้วนี่ ทาง คมช. เขาก็ประกาศชื่อให้ผมเป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ แล้วผมก็เป็นอยู่พักหนึ่ง แล้วบั้นปลายท้ายที่สุดผมก็ตัดสินใจลาออกแล้วก็ไปลงสมัครรับเลือกตั้งเพื่อให้เป็นตัวแทน ของประชาชนอย่างสมบูรณ์ ในช่วงที่ผมเป็น สนช. ผมก็มีโอกาสได้รับเชิญไปรับประทานอาหาร กับผู้คนในต่างประเทศ กับบรรดาสถานทูตต่าง ๆ ไปพูดจาปราศรัยในงานเลี้ยงกับสถานทูต อะไรพวกนี้ ท่านประธานรัฐสภาก็คงจะทราบว่า สนช. หรือว่าสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ก็เป็นสมาชิกรัฐสภาประเภทหนึ่ง แต่เวลาเราไปตามงานในงานระหว่างประเทศเราก็มักจะ ได้รับคำถามว่าเป็นตัวแทนของประชาชนมาจากเขตไหน พอถามอย่างนี้ตูมปั๊บนี่ตอบไม่ถูกเลยนะ มันอายมันชาไปทั้งตัวนะครับ เพราะความที่ไม่ยึดโยงกับประชาชนหลังจากที่ทานงานเลี้ยง นั่งรถกลับบ้านผมต้องถามตัวเอง ท่านประธานรัฐสภาครับ ถามซ้ำ ๆ ซาก ๆ ว่าผมเป็นผู้แทน ของปวงชนชาวไทยแบบไหนกันแน่ แล้วใครเลือกผมมา ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพครับ ก็อย่างที่ผมเรียนกับท่านแล้วนะครับว่า สนช. ก็เป็นสมาชิกรัฐสภาประเภทหนึ่ง แล้วก็มีสมาชิกสหภาพรัฐสภา มีกลุ่มมิตรภาพรัฐสภา ผมเองในตอนนั้นก็เป็นทั้งสมาชิกไอพียู (IPU) เป็นประธาน เป็นกรรมการบริหารกลุ่มมิตรภาพรัฐสภาของบางประเทศ ท่านประธานรัฐสภา ก็ทราบนะครับว่าการเป็นประธาน เป็นกรรมการบริหารก็ต้องมีการไปงานเลี้ยง มีการต้อนรับขับสู้ สมาชิกรัฐสภาจากต่างประเทศ มีการไปเยือนรัฐสภาในต่างประเทศ ผมนี่นะครับเคยเสนอผ่าน เอกอัครราชทูตของบางประเทศว่าผมขอไปเยือน ท่านทูตฟังแล้วเขาก็เฉย ๆ ทูตตะวันตกชาติหนึ่ง พูดกับผมตรง ๆ ว่าทางโน้นเขาไม่สะดวก ส.ว. ส.ส. ทางโน้นเขาอยากจะรับเราแต่เขาไม่สะดวก ไม่สะดวกเพราะคุณไม่มีส่วนยึดโยงอะไรกับประชาชนเลย เป็นมาลอย ๆ ทั้งนั้นเลยนะครับ ท่านประธานรัฐสภาก็คงทราบนะครับว่าผมเป็นคนหนึ่งที่ชีพจรลงเท้าเดินทางไปไหนมาไหน ไปต่างประเทศตลอด มีหลายครั้งในสถานะ สนช. ผมไปต่างประเทศและผมไม่ได้รับการต้อนรับ ได้รับการดูหมิ่นถิ่นแคลนเสียด้วยซ้ำไป แล้วผมยังแปลกใจว่ารัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ ยังกำหนดที่มาของสมาชิกวุฒิสภาให้มาจากการเลือกตั้ง ๗๖ คน แล้วที่แย่ที่สุดก็คือมาจากการสรรหาของคณะกรรมการสรรหาอีก ๗๔ คน ท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพครับ ราชอาณาจักรไทยเป็นเนชัน สเตท (Nation state) เป็นชาติรัฐ มีเกียรติยศ มีศักดิ์ศรี เท่าเทียมกับชาติบ้านอื่น ๆ การกระดิกพลิกตัวของโลกในปัจจุบัน ทุกวันนี้ทุกอย่างมันต้องเป็น ยูนิเวอร์แซล (Universal) มันต้องเป็นแบบสากล มันต้องเหมือนกันทั้งโลกทั้งใบนี่นะครับ แล้วอยากจะเรียนว่าสิ่งที่ทำให้ประเทศชาติบ้านเมืองใดบ้านเมืองหนึ่งมีเกียรติยศเสมอทัดเทียม กับชาติบ้านเมืองอื่นเป็นอารยะทั้งหลายก็คือความเป็นประชาธิปไตย แล้วท่านประธานรัฐสภา ก็คงทราบว่าหัวใจของประชาธิปไตยไม่ว่าจะมองมุมไหน หรือไม่ว่าใครจะพยายามพูดจาบิดเบือน อย่างไรก็ไม่มีทางหนีพ้นหรอกครับกับคำว่าประชาชน เพราะคำว่าประชาชนของผมก็คือ คนทั้งหลายทั้งปวง เป็นผู้คนจำนวนมากที่มีความใฝ่ฝันและปรารถนา ต้องการจะมีสิทธิในการ ปกครองตนเอง มีสิทธิในการเลือกผู้แทนของตนเอง แล้วประชาชนผมอยากจะเรียนนะครับว่า ประชาชนไม่ใช่คณะกรรมการสรรหาเพียงไม่กี่คน ไม่กี่ท่าน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพครับ ผมจึงเห็นด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) .. พุทธศักราช .... ที่ให้แก้ไขที่มาของวุฒิสมาชิกว่าจะต้องมาจากการเลือกตั้งเท่านั้นนะครับ เหมือนกับที่มาของ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แล้วผมก็เห็นด้วยครับที่จะให้เพิ่มจำนวนสมาชิกวุฒิสภาจากเดิม ๑๕๐ คน มาเป็น ๒๐๐ คน แล้วผมก็เห็นด้วยต่อไปว่าวุฒิสมาชิกเมื่อเขาพ้นวาระไปแล้ว ท่านก็มีสิทธิที่จะได้รับเลือกตั้งใหม่ถ้าทำความดี และเลือกตั้งใหม่มาตามบัญชาของประชาชน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพครับ อยากจะเรียนท่านว่าประชาชนสำคัญที่สุด อยากจะเรียน กับท่านนะครับ โปรดให้สมาชิกรัฐสภาทุกประเภทที่เดินป้วนเปี้ยนเวียนไปเวียนมาในรัฐสภา แห่งนี้มาจากประชาชนอย่างแท้จริง ขอขอบพระคุณมากครับ