ถวิล ไพรสณฑ์ พูดถึงการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยเน้นย้ำถึงมาตรา 68 ที่เกี่ยวข้องกับการใช้สิทธิและเสรีภาพของบุคคล เพื่อพิทักษ์รัฐธรรมนูญ และเรียกร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญมีส่วนร่วมในการพิทักษ์รัฐธรรมนูญของประชาชน นอกจากนี้ยังหารือเรื่องการให้อำนาจเด็ดขาดแก่อัยการสูงสุดในการยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ และการปฏิบัติหน้าที่ของอัยการ โดยเรียกร้องให้ไม่ให้อัยการได้รับตำแหน่งในบอร์ดของรัฐวิสาหกิจ
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ กระผม ถวิล ไพรสณฑ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมได้พิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้ง ๓ ฉบับแล้ว ผมเองอยากจะขอเน้นหนักในประเด็นที่มีการแก้ไขเพิ่มเติมในมาตร ๖๘ เป็นสำคัญ ดูหลักการ ของผู้ร่างแล้วได้เขียนไว้ชัดเจนว่า แก้ไขเพิ่มเติมเกี่ยวกับการใช้สิทธิและเสรีภาพของบุคคล เพื่อพิทักษ์รัฐธรรมนูญ การเสนอเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญ โดยมีเหตุผลประกอบว่า สมควร กำหนดการใช้สิทธิและเสรีภาพของบุคคลเพื่อพิทักษ์รัฐธรรมนูญให้มีความชัดเจนเพื่อ ประโยชน์ในการปฏิบัติหน้าที่ขององค์กรที่เกี่ยวข้อง กระผมถือว่ารัฐธรรมนูญ มาตรา ๖๘ นั้น มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง ประเด็นหลักก็คือในวรรคหนึ่ง ที่ได้บัญญัติไว้ชัดเจนเกี่ยวกับการที่มีผู้คิดล้มล้างรัฐธรรมนูญ โดยที่มิได้เป็นไปตามกฎหมาย แล้วก็บัญญัติให้ผู้ทราบการกระทำดังกล่าวได้เสนอเรื่องต่อ อัยการสูงสุดเพื่อดำเนินการต่อไป แล้วผู้ร่างได้เพิ่มเติมคำว่า เมื่ออัยการสูงสุดตรวจสอบ ข้อเท็จจริงแล้วเห็นว่าการกระทำดังกล่าวขัดต่อวรรคหนึ่ง ผมอยากเรียนท่านประธานว่า ในมาตรานี้ศาลรัฐธรรมนูญเคยมีคำวินิจฉัย เมื่อวันที่ ๑๓ เดือนกรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๕๕ ชี้ว่า การมีอยู่ของรัฐธรรมนูญ มาตรา ๖๘ และมาตรา ๖๙ เพื่อเป็นการพิทักษ์รัฐธรรมนูญนั้น เท่ากับว่าเป็นการตอกย้ำให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการพิทักษ์รัฐธรรมนูญ เพราะฉะนั้นศาล จึงวินิจฉัยว่าประชาชนสามารถยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญโดยตรงได้ ประเด็นที่ผมจะพิจารณา ในมาตรานี้มีอยู่ ๒ ประเด็นด้วยกัน
ประเด็นที่ ๑ เรื่องของการตัดสิทธิการพิทักษ์รัฐธรรมนูญของประชาชน ในฐานะเจ้าของประเทศ ถึงแม้จะสามารถเสนอต่ออัยการสูงสุดได้ตามร่างก็ตาม แต่ว่า ในเมื่อศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยไว้อย่างนี้แล้ว กระผมถือว่าการร่างออกมาในลักษณะเช่นนี้ เป็นการตัดสิทธิของประชาชนโดยตรง
ประเด็นที่ ๒ การให้อำนาจเด็ดขาดแก่อัยการสูงสุดแต่เพียงองค์กรเดียว ที่สามารถยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญได้นั้น ผมคิดว่าเป็นการเสี่ยงเป็นอย่างมากต่อการรักษาไว้ ซึ่งรัฐธรรมนูญ เหมือนกับเป็นการมอบชีวิตไว้ให้กับองค์การอัยการเพียงองค์กรเดียวเท่านั้นเอง ในการเสนอเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญ เพราะฉะนั้นผมอยากเรียนท่านประธานว่าระบอบ ประชาธิปไตยในปัจจุบันนั้นเป็นระบอบประชาธิปไตยที่ประชาชนจะต้องมีส่วนร่วม ไม่ใช่เป็น ระบอบประชาธิปไตยเหมือนกับอดีตที่ผ่านมา ในยุคโลกาภิวัตน์ปัจจุบันนี้ประชาชนย่อมต้อง มีส่วนร่วมในทางการเมือง ย่อมมีส่วนร่วมในระบอบประชาธิปไตย ไม่ใช่ว่าเลือกตัวแทน เข้าไปแล้วความเป็นประชาธิปไตยจะยุติตรงนั้น ความเป็นตัวแทนของผู้ที่ได้รับเลือกจะต้อง ไม่ฟังเสียงของประชาชนอีกต่อไป ไม่ใช่เช่นนั้น เพราะฉะนั้นทุกระยะเวลาที่มีการเลือกตั้ง เข้าไปแล้วประชาชนจะต้องมีสิทธิตรวจสอบตัวแทนของตัวเอง เพราะฉะนั้นผมจึงถือว่า การที่ผู้ร่างได้ไปตัดสิทธิไม่ให้ประชาชนสามารถยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญโดยตรงได้นั้นเป็นการ ลิดรอนสิทธิของประชาชน มาตรา ๖๘ เป็นมาตราสำคัญของรัฐธรรมนูญ เพราะเป็นหัวใจ ในการตรวจสอบความชอบธรรมของการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยไว้แล้วว่า ประชาชนสามารถยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญโดยตรงได้ เพราะเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานในการ พิทักษ์รัฐธรรมนูญ การเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้ในมาตรา ๖๘ นี้ผมเชื่อว่าเป็นที่ น่าสงสัยได้ว่าเป็นการปูทางให้มีการล้มล้างรัฐธรรมนูญเพื่อแก้ไขทั้งฉบับได้หรือไม่ ซึ่งอาจจะ มีผู้คนสงสัยไปแล้วแต่มันก็เป็นไปได้ เพราะฉะนั้นถ้ายังคงถือร่างที่เสนอนี้เป็นหลัก แล้วก็มี การพิจารณาผ่านไปแล้วผมเชื่อว่าปัญหาต่าง ๆ จะเกิดขึ้นมากมาย และที่สำคัญที่สุดก็คือว่า ประชาชนจะมีสิทธิรักษาระบอบประชาธิปไตยเขาได้อย่างไร ในเมื่อการเสนอเรื่องไปยัง อัยการสูงสุดนั้นผมไม่แน่ใจว่าอัยการสูงสุดซึ่งเป็นองค์เดียวที่รับเรื่องเสนอต่อศาลรัฐธรรมนูญได้นั้น สิทธิเด็ดขาดอาจจะอยู่ที่องค์กรอัยการก็ได้ ถ้าเป็นเช่นนั้นแล้วเราจะไปพึ่งพาอัยการได้อย่างไร เราจะไว้ใจได้อย่างไรในเมื่อในปัจจุบันนี้ต้องยอมรับว่าสังคมยังกังวลใจในการปฏิบัติหน้าที่ ของอัยการเป็นอย่างมาก
ประเด็นที่ ๒ ที่ผมอยากจะเรียนเป็นรายละเอียดก็คือว่าเหตุผลประการสำคัญ ที่ผมไม่ค่อยมั่นใจในการปฏิบัติหน้าที่ของอัยการก็คือว่าได้มีตัวอย่างหลายครั้งหลายคราว ที่อัยการได้วินิจฉัยไปในทิศทางที่เป็นที่น่าเคลือบแคลงใจต่อมหาชน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ สินบนถุงขนม ๒,๐๐๐,๐๐๐ บาท ไม่ว่าเรื่องถอนฟ้องคดีพระวัดดังวัดหนึ่งซึ่งศาลฎีกากำลัง จะพิพากษา แต่อัยการก็ไปอ้างว่าเพื่อความปรองดองและจำเลยได้เอาของคืนไปแล้ว นั่นก็ หมายถึงว่าเป็นการสร้างมาตรฐานใหม่ ถ้ามีคนกระทำความผิดและเอาสิ่งของที่ลักขโมยไป กลับคืนมา และนั่นหมายถึงว่าคดีต่าง ๆ ได้สิ้นสุดไปแล้วอย่างนั้นหรือ อัยการไม่ฎีกาคดีซุกหุ้น ของขวัญแต่งงาน อัยการไม่ฎีกาคดีบริษัท ทีพีไอ (TPI) และที่สำคัญคือว่าอัยการทำเรื่องล่าช้า ในกรณีมีผู้ร้องว่ามีการกระทำที่ไม่ชอบรัฐธรรมนูญ มาตรา ๖๘ จนเมื่อศาลรัฐธรรมนูญ รับคำร้องแล้วจึงกลับมาพิจารณา ประเด็นเหล่านี้อาจจะกล่าวได้ว่าประชาชนจะไว้วางใจอัยการ ให้มีอำนาจถึงกับตัดรอนสิทธิของประชาชนเจ้าของประเทศได้อย่างไร ผมอยากให้ท่าน ประธานคิดว่าถ้าหากว่าประชาชนมีความเห็นว่าได้มีการล้มล้างรัฐธรรมนูญซึ่งมิได้เป็นไปตาม บทบัญญัติของกฎหมายนั้นและไปสิ้นสุดแค่เพียงอัยการ นั่นก็เท่ากับว่าอัยการนั้นสามารถ ชี้อะไรก็ได้โดยที่ไม่สามารถที่จะให้องค์กรอื่นเข้ามาตรวจสอบอัยการ ที่จริงแล้วอัยการนั้น เป็นองค์กรตามรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ และยังบัญญัติให้มีอิสระในการพิจารณาสั่งคดี และการปฏิบัติหน้าที่ให้เป็นไปโดยเที่ยงธรรม และมีอยู่มาตราหนึ่งในรัฐธรรมนูญเขียนไว้ ชัดเจนว่าอัยการต้องไม่เป็นกรรมการในรัฐวิสาหกิจหรือกิจการอื่นในทำนองเดียวกันเว้นแต่ จะได้รับอนุมัติจากคณะกรรมการอัยการ ตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการฝ่ายอัยการ พ.ศ. ๒๕๕๓ คณะกรรมการอัยการหรือเรียกว่า กอ. โดยมีอัยการสูงสุดเป็นประธาน กรรมการ มาจากอัยการ ๑๗ คน อีก ๔ คนมาจากคนภายนอก นั่นก็หมายถึงว่าคณะกรรมการอัยการ มีอำนาจเด็ดขาดในการที่จะอนุมัติให้อัยการไปเป็นบอร์ด (Board) รัฐวิสาหกิจหรือเป็นบอร์ด อะไรก็ได้ ปัจจุบันมีอัยการประมาณ ๓,๐๐๐ กว่าคน มีอัยการอาวุโสประมาณ ๒๗๐ คน มีอัยการระดับผู้ใหญ่จำนวนถึง ๑๙ คน ที่เป็นกรรมการในบอร์ดรัฐวิสาหกิจ นับตั้งแต่ อัยการสูงสุด ๑ ท่าน อัยการอาวุโส ๒ คน รองอัยการสูงสุด ๔ คน อธิบดีอัยการ ๕ คน รองอธิบดีอัยการ ๒ คน อัยการพิเศษ ๑ คน อัยการผู้เชี่ยวชาญ ๓ คน และอัยการที่เป็น เลขานุการรองอัยการสูงสุด ๑ คน มีถึง ๑๙ คนที่ได้รับอนุมัติจากคณะกรรมการอัยการ ให้เข้าไปเป็นบอร์ดรัฐวิสาหกิจ ซึ่งข้อมูลอันนี้ผมได้มาเมื่อต้นปี ๒๕๕๕ การเข้าไปเป็นบอร์ด รัฐวิสาหกิจนั้นทำให้มีผลประโยชน์ทั้งเบี้ยประชุม เงินโบนัส และค่าตอบแทนอื่น ๆ บางท่าน ได้รายได้ปีละเป็นจำนวนหลักล้านบาท ข้อเสียจะเห็นได้ชัดก็คือว่าได้ใช้เวลาราชการในหน้าที่ ของอัยการไปให้กับบอร์ดรัฐวิสาหกิจ บางคนหลายคณะเวลาต้องสูญเสียไปมากด้วย เพราะฉะนั้นการที่อัยการในระดับอาวุโสถึง ๑๙ คนไปเป็นบอร์ดรัฐวิสาหกิจ ทำให้อัยการเหล่านั้น ต้องไปเสียเวลากับการทำงานนอกเหนือหน้าที่ที่ตัวเองเป็นอยู่ เพราะฉะนั้นทำให้การพิจารณาคดี ต่าง ๆ ในขั้นอัยการจึงค่อนข้างจะล่าช้า แล้วที่สำคัญที่สุดก็คือว่าการที่อัยการเหล่านี้ได้รับแต่งตั้ง จากรัฐบาลซึ่งก็คือนักการเมืองให้ดำรงตำแหน่งในบอร์ดของรัฐวิสาหกิจนั้น ทำให้อัยการ ที่ได้รับแต่งตั้งเหล่านั้นมีความรู้สึกว่าตัวเองนั้นเป็นหนี้บุญคุณหรือไม่ เพราะทุกท่านที่ไปเป็น บอร์ดนั้นมีทั้งเบี้ยประชุม ค่าตอบแทน และโบนัส เพราะฉะนั้นการที่เราจะให้ความไว้วางใจ ให้อัยการเป็นองค์กรที่ทำหน้าที่กลั่นกรอง ประเด็นที่พี่น้องประชาชนได้ยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญ เมื่อเขาเห็นว่ามีการกระทำที่จะไปล้มล้างรัฐธรรมนูญแล้วผมยิ่งไม่ไว้ใจใหญ่เลย เพราะโดยวัฒนธรรมไทย โดยระบบอุปถัมภ์ของคนไทย ใครก็ตามที่มีบุญคุณกับตัวเราเองนั้นเรามักจะทดแทนบุญคุณ นี่เป็นลักษณะสำคัญอันหนึ่งของสังคมไทย ผมอยากจะยกตัวอย่างท่านอัยการสูงสุดท่านปัจจุบัน ซึ่งผมไม่ได้พาดพิงเป็นเรื่องเสียหายว่าท่านเป็นอย่างโน้นอย่างนี้ ไม่ใช่ครับ ผมเพียงแต่ยกตัวอย่าง ว่าท่านเป็นรองประธานกรรมการบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ท่านเป็นประธานกรรมการ ตรวจสอบบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ท่านเป็นกรรมการบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ท่านเป็นประธานกรรมการอิสระ ประธานกรรมการตรวจสอบ และกรรมการสรรหา และกำหนด ค่าตอบแทน บริษัท ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) กรรมการสภาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นายกสมาคมศิษย์เก่าจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กรรมการบริหารทรัพย์สินจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นี่เป็นหน่วยงานที่ท่านประธานอัยการสูงสุดท่านปัจจุบันได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งเหล่านี้ เพราะฉะนั้นท่านประธานจะเห็นได้ชัดเจนว่าท่านจะต้องใช้เวลาส่วนหนึ่งนั้นให้กับการเป็นกรรมการบอร์ด การเป็นกรรมการอย่างอื่น นี่เป็นเพียงตัวอย่างเดียว และที่สำคัญก็คือว่าการที่ผมเรียนไปครั้งหนึ่งแล้ว ว่าการที่อัยการในระดับอาวุโสไปดำรงตำแหน่งสำคัญ ๆ ของบอร์ดรัฐวิสาหกิจนั้น ความผูกพัน ที่มีอยู่กับองค์กรรัฐวิสาหกิจซึ่งมีนักการเมืองเป็นผู้กำกับดูแลอยู่นั้นทำให้มีความผูกพันกับนักการเมือง ส่วนหนึ่ง แล้วเวลาที่จะมาปฏิบัติหน้าที่ในฐานะอัยการจริง ๆ จึงลดน้อยลงไป จึงเป็นที่ทราบกันดี อยู่ว่าขณะนี้การทำงาน การปฏิบัติหน้าที่ของอัยการจึงเป็นไปด้วยความล่าช้า สาเหตุหนึ่งในหลาย ๆ สาเหตุก็เป็นเพราะว่าท่านอัยการในระดับอาวุโส ตั้งแต่อัยการสูงสุด รองอัยการสูงสุด อธิบดี ใช้เวลาส่วนหนึ่งไปทำหน้าที่เหล่านั้น จึงทำให้การปฏิบัติหน้าที่ในฐานะเป็นอัยการซึ่งเป็นทนาย ของแผ่นดินนั้นมีเวลาจำกัดลงไป เพราะฉะนั้นกระผมจึงไม่เห็นด้วยกับการที่ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ฉบับนี้ได้บัญญัติเพิ่มเติมว่าเมื่ออัยการสูงสุดได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงแล้วอัยการเท่านั้นที่จะเป็น ผู้มีอำนาจเด็ดขาดในการยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญหรือไม่ นั่นเท่ากับว่าการล้มล้างรัฐธรรมนูญนั้น จะเป็นไปจริงหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับอัยการที่จะพิจารณา และในเมื่ออัยการมีความผูกพันโดยตำแหน่ง กับองค์กรที่มีฝ่ายการเมืองเข้าไปมีบทบาทเป็นผู้กำกับดูแลแล้ว ผมเชื่อว่าความผูกพันเหล่านี้ จะส่งผลให้การปฏิบัติหน้าที่ของอัยการนั้นเป็นที่น่าสงสัยว่าจะทำหน้าที่เป็นทนายแผ่นดิน ทำหน้าที่สอดคล้องกับกฎหมายหรือไม่ อย่างไร โดยสรุปแล้วกระผมคงไม่อภิปรายในประเด็นอื่นนอกจากประเด็นในมาตรา ๖๘ ที่ผมกล่าวไปแล้ว ผมยังยืนยันว่าการที่ศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำวินิจฉัยไปแล้วนั้น ถึงแม้จะมีการแก้ไขเพิ่มเติม อะไรก็ตาม ผมก็ยังเห็นว่าคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญยังมีผลผูกผันกับทุกองค์ของรัฐ เพราะฉะนั้นผมจึงไม่เห็นด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ แล้วก็ผมไม่รับหลักการทั้ง ๓ ฉบับ พร้อมกันไปด้วย ขอบพระคุณท่านประธานครับ