เกียรติคุณตรึงใจ บูรณสมภพ หารือเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย และการลดอำนาจของประชาชนและศาลรัฐธรรมนูญ โดยมองว่าเป็นความพยายามที่จะเสริมอำนาจฝ่ายบริหาร นอกจากนี้ยังหารือเรื่องรับผิดชอบกรรมการบริหารพรรคการเมืองที่รู้เห็นหรือปล่อยให้การกระทำทุจริตเกิดขึ้น และเรียกร้องการทำโทษหัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารพรรคที่รู้เห็นเป็นใจกับการทุจริต
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน ศาสตราจารย์เกียรติคุณตรึงใจ บูรณสมภพ สมาชิกวุฒิสภาสรรหา ภาควิชาการ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ดิฉันมีข้อสังเกตว่าการยื่นแก้ไข รัฐธรรมนูญในครั้งนี้ซึ่งเป็นการยื่นของ ส.ส. และ ส.ว. ร่วมกันนั้น ยื่นโดยคนกลุ่มเดียวกัน แต่ลงชื่อไขว้กันไปมาและการกระทำในครั้งนี้เป็นขบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ไม่ชอบด้วย รัฐธรรมนูญตามมาตรา ๑๒๒ ซึ่งระบุว่า ส.ส. และ ส.ว. จะต้องไม่อยู่ใต้อาณัติที่ได้มอบหมาย หรือถูกครอบงำใด ๆ และต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริตเพื่อประโยชน์ส่วนรวม ของปวงชนชาวไทย โดยปราศจากการขัดกันแห่งผลประโยชน์ การยื่นแก้ไขรัฐธรรมนูญ ในครั้งนี้ดิฉันเกรงว่า ส.ว. อาจจะถูกเป็นเครื่องมือของ ส.ส. ฝ่ายรัฐบาล ดิฉันจึงไม่เห็นด้วย กับการแก้ไขรัฐธรรมนูญในครั้งนี้ค่ะ
การแก้ไขมาตรา ๖๘ ซึ่งของเดิมประชาชนสามารถยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญ โดยตรงก็ได้หรือยื่นผ่านอัยการสูงสุดก็ได้ แต่การแก้ไขนี้การยื่นคำร้องนี้จะต้องผ่านอัยการสูงสุด เพียงอย่างเดียวเท่านั้น ซึ่งดิฉันคิดว่าเป็นการลดอำนาจประชาชนที่จะร้องตรงกับ ศาลรัฐธรรมนูญและลดอำนาจศาลรัฐธรรมนูญที่จะรับเรื่องตรงจากประชาชน แต่กลับเป็น การยกอำนาจในเรื่องสำคัญให้กับอัยการสูงสุดเพียงผู้เดียว ถ้าหากอัยการสูงสุดขาด ความเป็นอิสระแต่ถูกครอบงำโดยใครก็ตาม เรื่องคอขาดบาดตาย เช่น การล้มล้าง การปกครอง การได้มาซึ่งอำนาจที่ไม่ได้มาตามวิถีทางรัฐธรรมนูญ การหาวิถีทางซึ่งอำนาจ การให้อำนาจกับอัยการสูงสุดแต่เพียงผู้เดียวเป็นเรื่องที่น่ากลัวมาก แม้แต่กฎหมายอาญา ยังให้ผู้เสียหายส่งฟ้องผ่านอัยการหรือฟ้องเองก็ได้ เช่น กรณีของหมอผัสพรซึ่งอัยการไม่ฟ้อง แต่บิดามารดาของหมอผัสพรก็ฟ้องเองได้
ในมาตรา ๒๓๗ เป็นมาตราที่ต้องการให้กรรมการบริหารพรรคการเมือง ต้องร่วมกันรับผิดชอบ จึงระบุว่า ถ้าการกระทำของบุคคลตามวรรคหนึ่ง ปรากฏหลักฐาน อันควรเชื่อได้ว่าหัวหน้าพรรคการเมืองหรือกรรมการบริหารของพรรคการเมืองผู้ใดมีส่วน รู้เห็น หรือปล่อยปละละเลย หรือทราบถึงการกระทำนั้นแล้ว มิได้ยับยั้งหรือแก้ไขเพื่อให้ การเลือกตั้งเป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม ให้ถือว่าพรรคการเมืองนั้นกระทำการเพื่อให้ ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ใน รัฐธรรมนูญนี้ตามมาตรา ๖๘ และในกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งให้ยุบพรรคการเมืองนั้น ให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของหัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารพรรคดังกล่าวมีกำหนดเวลา ห้าปีนับแต่วันที่มีคำสั่งให้ยุบพรรคการเมือง จึงเป็นเรื่องของการทำโทษหัวหน้า พรรคการเมืองและกรรมการบริหารพรรคเมืองที่รู้เห็นเป็นใจกับการทุจริต เพราะทั้ง ๒ กลุ่มนี้ จะมีผลประโยชน์หากพรรคของเขาได้รับเลือกตั้งเป็นรัฐบาลก็จะมีโอกาสเป็นนายกรัฐมนตรี กฎหมายอื่นก็มีหลักการและเหตุผลเดียวกัน เช่นสถานบันเทิงมียาเสพติด กรรมการบริหาร พรรคการเมืองก็ต้องรับผิดชอบด้วยค่ะ
มาตรา ๑๙๐ ประเด็นเรื่องสำคัญที่มีผลกระทบเขตแดนหรือกระทบต่อ ความมั่นคงทางเศรษฐกิจหรือสังคมของประเทศอย่างกว้างขวาง หรือมีผลผูกพันด้านการค้า การลงทุน หรืองบประมาณของประเทศอย่างมีนัยสำคัญ ต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภา ดิฉันมีความเห็นว่าควรจะคงไว้สำหรับการลงทุนที่มีนัยสำคัญเพื่อเป็นการเปิดเผย ต่อสาธารณชนและรัฐสภา และไม่ให้ผู้ใดในฝ่ายบริหารไปแอบทำสัญญาทางการค้าและการลงทุนกับต่างประเทศ โดยเพื่อไม่ให้เกิดความผิดพลาดซ้ำยังเป็นการช่วยฝ่ายบริหารให้มีอำนาจต่อรองกับต่างชาติ อาจจะอ้างว่าถ้าทำสัญญาอย่างนี้อาจไม่ผ่านรัฐสภาถ้าเงื่อนไขไม่ดี หรือถ้าเกิดการผิดพลาด ระหว่างเซ็นรับหลักการก็กลับตัวได้โดยบอกว่ารัฐสภาไม่เห็นชอบด้วย หากตัดเรื่องเศรษฐกิจ ออกไปจะทำให้ฝ่ายบริหารไปร่วมหาผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจจากต่างชาติได้โดยง่าย หรือแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ซึ่งกันและกัน เช่นที่ประชาชนกำลังกังวลกับทรัพยากรประเทศ ที่อ่าวไทย และที่ทวายของประเทศเมียนมาร์ โดยประชาชนไม่มีโอกาสได้รับรู้ในรายละเอียดเลย
สำหรับมาตราที่เกี่ยวกับที่มาของ ส.ว. ให้มีเฉพาะ ส.ว. เลือกตั้ง ๒๐๐ คน ดิฉันขอให้ความเห็นว่าการเลือกตั้งหรือสรรหา ส.ว. ก็คือการเลือกผู้ทรงคุณวุฒิไม่ใช่เลือก ผู้แทน การสรรหาตามกลุ่มอาชีพและความเชี่ยวชาญที่แบ่งออกเป็นกลุ่มบุคคลถึง ๕ กลุ่ม ถ้ามีการเลือกตั้งอย่างเดียวบางคนเช่นคนพิการก็อยากที่จะได้รับการเลือกตั้ง การที่มี ส.ว. สรรหาถือว่าเป็นการประนอมอำนาจ ในประเทศอื่นเช่นประเทศอังกฤษและหลาย ๆ ประเทศก็เป็นเช่นนี้ ถ้ามีการเลือกตั้งทั้งหมดเหมือนรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ดิฉันขอให้ ข้อสังเกตว่ามันจะไม่ต่างจากการเลือก ส.ส. ที่มาจากฐานเสียงเดียวกัน น้อยคนที่จะ เป็นอิสระ เพราะฉะนั้นมีสภาเดียวก็พอเพื่อประหยัดงบประมาณ ไม่ต้องเสียงบประมาณ เป็นพันล้านต่อปี แล้วก็วุฒิสภาอาจจะถูกครอบงำกลายเป็นสภาทาส ผู้มีอำนาจจะใช้วุฒิสภา ให้ความเห็นชอบสรรหาองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญเช่น กกต. ป.ป.ช. ศาลรัฐธรรมนูญ จะถูกครอบงำตามมา การตรวจสอบถอดถอนฝ่ายบริหารจะเป็นไปไม่ได้เลย สุดท้ายดิฉัน ขอสรุปว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้จะทำลายการตรวจสอบถ่วงดุลตามรัฐธรรมนูญ ของประชาชนขององค์กรอิสระ ศาล และวุฒิสภา ดิฉันจึงมีความเห็นว่าจากการแก้ไข รัฐธรรมนูญประจวบกับการกู้เงิน ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาทเป็นความพยายามทุกวิถีทางที่จะ เสริมอำนาจฝ่ายบริหารคือรัฐบาลในปัจจุบัน ดิฉันจึงขอไม่เห็นด้วยในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ในครั้งนี้ค่ะ ขอบคุณค่ะ