วราภรณ์ ตั้งภากรณ์ หารือเรื่องร่างรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะมาตราที่เกี่ยวข้องกับอำนาจในการทำหนังสือสัญญาและผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ เธอเรียกร้องให้รัฐสภาแก้ไขรัฐธรรมนูญภายใน 60 วัน และสนับสนุนการแก้ไขมาตรา 237 ที่มีผลกระทบต่อเธอ
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ดิฉัน นางวราภรณ์ ตั้งภากรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย จังหวัดนครสวรรค์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภาค่ะ สำหรับ ร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ .. ) พุทธศักราช .... ที่ได้มีการอภิปรายในวันนี้ ทีแรกดิฉันนึกว่าจะเลิกตอน ๔ ทุ่ม ยังเดาว่าตัวเองจะเป็น เดอะ ลาสท์ (The last) ของวันนี้หรือเป็นเดอะ เฟิร์สท (The first) ของพรุ่งนี้เลยนะคะ นั่งรอลุ้นอยู่ ก็ต้องขอบคุณท่านประธานรัฐสภาที่ได้มีการขยายเวลาให้ได้มีการอภิปราย ต่อนะคะ ซึ่งทั้ง ๓ ร่างที่มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญในวันนี้ดิฉันก็เห็นด้วยทั้ง ๓ ร่าง ซึ่งดิฉัน จะได้อภิปรายเป็นรายมาตราว่าทำไมดิฉันถึงเห็นด้วย แล้วก็มีการฝากข้อพิจารณา หรือข้อเสนอแนะประกอบในการอภิปรายในครั้งนี้ของดิฉันนะคะ ดิฉันคงเริ่มในมาตรา ๑๙๐ เพราะว่าในมาตรา ๑๙๐ ถือว่าเป็นความสำคัญของประเทศชาติในลำดับต้น ๆ แต่ในความเป็นจริงแล้วในปี ๒๕๕๔ ที่ผ่านมาที่จำได้ได้มีการแก้ไขในรัฐบาลที่ผ่านมา ครั้งหนึ่งแล้ว แต่ว่าการแก้ไขในครั้งนั้นก็จะเห็นว่าไม่ได้ช่วยแก้ไขปัญหาแต่อย่างใด เพราะมิได้มีการดำเนินการอย่างใด ๆ เพิ่มเติมเลย และเท่าที่ดูตั้งแต่มีการใช้รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ที่ผ่านมาประมาณ ๖ ปี เราจะเห็นว่าการใช้รัฐธรรมนูญฉบับนี้มีเหตุผลที่เราต้องมาแก้ไข เพราะว่าเป็นอุปสรรคในการบริหารงานของรัฐบาลในบางมาตรา แล้วก็มีความเสียเปรียบ ในการบริหารประเทศด้วย โดยเฉพาะในด้านเศรษฐกิจหรือด้านสังคม แล้วก็มีผลกระทบ ต่อการค้าหรือการลงทุน ดิฉันคงต้องกล่าวอ้างถึงนักวิชาการท่านหนึ่ง ซึ่งดิฉันได้ไปอ่าน เนื้อหาสาระของท่านแล้ว ดิฉันต้องขอชื่นชมโดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับมาตรา ๑๙๐ ซึ่งประเด็นที่ดิฉันจะฝากพิจารณาในรัฐสภาวันนี้ในเรื่องประเด็นที่ ๑ ในประเด็นของอำนาจ ในการทำหนังสือสัญญาควรจะเป็นอำนาจของฝ่ายบริหารหรือฝ่ายนิติบัญญัติ เพราะเท่าที่ทราบ จากการที่เรามีรัฐธรรมนูญมาตั้งแต่ในอดีตจนถึงรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ที่ผ่านมา เราจะเห็นว่า รัฐธรรมนูญที่ผ่านมาจะมีบัญญัติในเรื่องอำนาจการทำสนธิสัญญาในหมวดว่าด้วยคณะรัฐมนตรี ก็เป็นการรับรองไปโดยปริยายว่าคณะรัฐมนตรีมีอำนาจในการบริหารประเทศ ซึ่งการบริหารประเทศ ของคณะรัฐมนตรีนี้ก็สอดคล้องกับกฎหมายระหว่างประเทศอื่น ๆ ดิฉันขอยกตัวอย่างเช่นอนุสัญญากรุงเวียนนาว่าด้วยสนธิสัญญา ค.ศ. ๑๙๖๙ ที่รับรองว่า มีบุคคลอยู่ ๓ ประเภทที่โดยตำแหน่งไม่ต้องแสดงตนให้เป็นหนังสือผู้มีอำนาจเต็มก็คือมีอยู่ ๓ ประเภทที่สามารถกระทำการได้เลยก็คือ ประมุขของรัฐ ประมุขของรัฐบาล แล้วก็ รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งบุคคลทั้งสามเราจะเห็นว่าเป็นฝ่ายบริหารทั้งสิ้นไม่ใช่ ฝ่ายนิติบัญญัติเลยนะคะ
ในประเด็นที่ ๒ ที่ดิฉันให้ความสำคัญในมาตรา ๑๙๐ โดยเฉพาะวรรคสอง ซึ่งได้มีเพื่อนสมาชิกได้อภิปรายไปแล้ว แต่ดิฉันให้ความสำคัญในเรื่องที่ระบุว่าสัญญาใด ที่มีผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจ สังคมของประเทศอย่างกว้างขวาง หรือมีผลผูกพัน ทางการค้า การลงทุน หรืองบประมาณของประเทศต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภา ซึ่งในมาตรานี้มีผลกระทบอย่างมาก และโดยเฉพาะข้อความที่ระบุว่าต้องพิจารณาให้แล้วเสร็จ ภายใน ๖๐ วัน ซึ่งถือว่าอันนี้เป็นการก้าวล่วงอำนาจของฝ่ายบริหารหรือเปล่าเราต้องมาดู ในรายละเอียดว่ามันมีผลกระทบ แต่ดิฉันก็ยอมรับนะคะในมาตรา ๑๙๐ ถ้าเราจะมีการแก้ไข ในวรรคสองซึ่งดิฉันก็เห็นด้วย เพราะว่าถ้าหนังสือสัญญาที่มีบทเปลี่ยนแปลงอาณาเขตไทย หรือเขตอำนาจแห่งรัฐ หรือจะต้องออกพระราชบัญญัติเพื่อให้การเป็นไปตามสัญญา ต้องได้รับความเห็นของรัฐสภาในส่วนนี้ดิฉันเห็นด้วยนะคะ เพราะว่าการทำหนังสือสัญญาใด ๆ ทั้งหลาย จริง ๆ แล้วมีผลกระทบกับประเทศเป็นอย่างยิ่ง และในประเด็นที่ดิฉันพูดถึง เรื่องต้องพิจารณาให้แล้วเสร็จภายใน ๖๐ วัน ซึ่งสมควรที่จะต้องตัดออกไป เพราะการที่สภาเรา กำหนดระยะเวลาใน ๖๐ วัน มันเหมือนกันเป็นการเร่งหรือเป็นการบังคับไปหรือเปล่า เพราะการเร่งหรือการบังคับในสนธิสัญญาแต่ละฉบับเราต้องยอมรับว่าบางสัญญามีความรีบร้อน เร่งทำไปอาจจะเกิดผลเสียหายในอนาคต แต่บางสัญญามีความละเอียดอ่อนซึ่งเราต้อง พิจารณาให้รอบคอบว่าจะสร้างความเสียหายต่อนโยบายที่รัฐบาลกำหนดไว้ หรือความเสียหาย ต่อเศรษฐกิจที่เราจะต้องมีการปรับตัวด้านเศรษฐกิจให้ดีขึ้น เพราะฉะนั้นในการกำหนด ระยะเวลาอันนี้ดิฉันเห็นด้วยที่จะต้องให้ตัดออกไป
ประเด็นที่ ๓ ในส่วนของภาคประชาชน การที่ให้ประชาชนสามารถเข้าถึง รายละเอียดของหนังสือสัญญา และได้มีการแก้ไขเยียวยากับผู้ที่ได้รับผลกระทบจาก การปฏิบัติตามหนังสือสัญญาอันนี้ดิฉันเห็นด้วย แต่ก็คงฝากเป็นประเด็นเพิ่มเติมว่าสัญญา บางประเภทมีขอบเขตในสัญญากว้างขวาง เพราะเราต้องดูในรายละเอียดและองค์ประกอบด้วย ดิฉันอยากให้มีการพิจารณาให้ถี่ถ้วน เพราะบางอย่างเป็นความลับของประเทศไม่สามารถ เปิดเผยได้จะเป็นผลกระทบ โดยเฉพาะอย่างเช่นนโยบายที่เราเคยกล่าวถึงกันในเรื่อง นโยบายข้าวเราควรเปิดเผยหรือไม่ ซึ่งในส่วนนี้ดิฉันอยากให้ทางรัฐสภาร่วมกันพิจารณา ให้ความสำคัญว่าในความลับทางการค้ามีผลกระทบในการกำหนดราคาสินค้าภาคการเกษตร ของประเทศไทย เพราะถือว่าเป็นผู้ที่เพาะปลูกมากที่สุดในประเทศไทย ดิฉันคงทิ้งท้ายอีก ๒ มาตราที่เกี่ยวข้อง ในมาตรา ๑๑๗ ในกรณีสมาชิกวุฒิสภาที่จะดำรงตำแหน่งติดต่อกันเกิน ๑ วาระไม่ได้ ดิฉันคงพูดเป็นประเด็นสั้น ๆ ว่าในเมื่อถ้าเรามีความคิดเห็นว่า ส.ว. หรือสมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการเลือกตั้งไม่ควรดำรงตำแหน่ง ๒ วาระ และเรามีการแก้ไข ในวันนี้ ซึ่งดิฉันเห็นด้วย เพราะถ้าหากว่า ส.ว. ไม่ควรดำรงตำแหน่งเกิน ๑ วาระ ในกรณี ส.ว. เลือกตั้งนะคะ ส.ว. สรรหาก็ควรจะดำรงตำแหน่ง ๑ วาระเช่นกัน เพื่อไม่เป็น การจำกัดสิทธิและเสรีภาพ เพราะทุกคนอยู่ในอำนาจอธิปไตยด้วยกันก็ไม่ควรจะจำกัด เหมือนกัน
ในประเด็นที่ ๓ ดิฉันคงพูดในเรื่องมาตรา ๒๓๗ เพราะในมาตรานี้เกี่ยวข้อง กับดิฉันโดยตรง เนื่องจากรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ดิฉันคือผลพวงหนึ่งที่ได้รับผลกระทบในการ ยุบพรรคการเมืองไม่แตกต่างจากดิฉันเพื่อนสมาชิกที่นั่งอยู่แถวหน้าดิฉันทั้ง ๔ ท่าน ดิฉันขออนุญาตพูดพาดพิงถึงนะคะ ซึ่งจริง ๆ แล้วบทบาทดิฉัน ความรู้ความสามารถในการทำ ธุรกิจหรือดูแลครอบครัว นั่นเป็นเรื่องที่ ๑ แต่ความรู้ความสามารถที่เราต้องมาทำ หรือปฏิบัติหน้าที่เพิ่มขึ้นในรัฐสภาแห่งนี้เนื่องจากผลพวกของมาตรา ๒๓๗ ดิฉันอยากเรียนถามว่า ผู้ที่ไม่ได้กระทำผิดกฎหมายเลือกตั้งทำไมจะต้องรับผลกระทบอันนี้ด้วย ดิฉันจึงเห็นด้วยกับ การแก้ไขในมาตรานี้เป็นอย่างยิ่ง แล้วก็ขอสนับสนุนการแก้ไขทั้ง ๓ ฉบับที่เข้าสู่สภาในวันนี้ ขอบคุณค่ะ