ประวัติ ทองสมบูรณ์ หารือเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญรายมาตราทั้ง 3 ร่าง และสนับสนุนการแก้ปัญหาด้วยความสมานฉันท์ โดยชี้ให้เห็นปัญหาความขัดแย้งและเสนอให้สมาชิกวุฒิสภาทำหน้าที่เป็นกลางเพื่อหาทางออกร่วมกัน
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ท่านสมาชิกรัฐสภาผู้ทรงเกียรติ ผม นายประวัติ ทองสมบูรณ์ สมาชิกวุฒิสภาจากจังหวัดมหาสารคาม ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมเป็นผู้หนึ่งที่ลงชื่อ สนับสนุนในญัตติแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นรายมาตราทั้ง ๓ ร่างด้วยกัน ซึ่งในหมวดว่าด้วย เรื่องของ ส.ว. หรือในส่วนของการแก้ไขเพิ่มเติม มาตรา ๑๙๐ และแก้ไขเพิ่มเติม มาตรา ๖๘ และมาตรา ๒๓๗ ซึ่งจริง ๆ แล้ววันนี้เราก็ได้มีการอภิปรายตั้งแต่ช่วงเช้าจนถึงขณะนี้ ๑๐ กว่าชั่วโมง ผมก็คงจะเป็นคนสุดท้ายถ้าหากได้มีข้อตกลงในวิปแต่ละฝ่าย ๔ ทุ่มหรือจะ ต่อไปก็แล้วแต่ท่านประธาน วันนี้พวกผมก็ให้กำลังใจท่านประธานวุฒิสภาของพวกเรา ที่จะทำหน้าที่ประธานรัฐสภา เสียใจครับที่อีกฝ่ายหนึ่งไม่ได้มานั่งร่วมด้วยและอภิปราย เพื่อจะได้รับฟัง จริง ๆ แล้วการแก้ไขรัฐธรรมนูญน่าจะเป็นบรรยากาศของความสมานฉันท์ เป็นบรรยากาศของการที่จะพูดคุยกันด้วยหลักการ ด้วยเหตุด้วยผล แต่สิ่งที่เราเห็นตั้งแต่ ช่วงเช้ามาหลายบรรยากาศติดต่อกันมาก็เกิดความไม่สบายใจนะครับ อยากจะให้สมาชิก รัฐสภาพวกเราได้ร่วมกันมาแก้ปัญหาหาทางออกให้กับบ้านเมือง ผมก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน ถ้าพูดถึงเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญทำไมเราจะต้องมีความคิดเห็นขัดแย้ง คือแตกต่างกันได้นะครับ แต่ถ้าจะนำไปซึ่งความรุนแรงอะไรต่าง ๆ นั้นผมก็ไม่เห็นด้วย ซึ่งจริง ๆ แล้วการแก้ไข รัฐธรรมนูญในรัฐบาลที่แล้ววุฒิสภาเราก็ให้การสนับสนุนการแก้ไข อย่างเพื่อนสมาชิก หลายท่านที่ได้มีการอภิปราย เราก็สนับสนุนในสิ่งที่จะเป็นประโยชน์กับประชาชน ในครั้งที่ผ่านมา และในครั้งนี้ผมก็คิดว่าการแก้ไขรายมาตราตามที่ศาลรัฐธรรมนูญท่านให้ คำแนะนำมา ถ้าเราจะพิจารณามาตรา ๒๙๑ ที่จะนำมาซึ่งการแก้ไขทั้งฉบับนั้น ท่านก็บอกว่า ทำไม่ได้นะครับ ฉะนั้นเมื่อเป็นมาตราจริง ๆ มันก็มีอยู่ ๓ ร่างด้วยกัน มันก็ไม่ได้มีอะไรมากมาย ท่านจะบอกว่ามันไม่มีความสำคัญเลยนั้นก็คงจะไม่ได้ ผมคิดว่าจากการที่เป็นสมาชิกวุฒิสภา ผ่านมา ๕ ปีเศษ ๆ ซึ่งพวกผมก็เหลือเวลาเพียงแค่อีกปีเดียว หรือไม่ถึงปีด้วยซ้ำหากคิดตาม เวลาที่จะครบในต้นเดือนมีนาคม ปี ๒๕๕๗ ฉะนั้นในส่วนตรงนี้ผมคิดว่าถ้าพวกเราได้มา พูดคุยกันมาแก้ปัญหา จากมาตรา ๑๙๐ หลายท่านก็ได้อภิปรายผมก็เห็นด้วยว่ามันมีปัญหา จริง ๆ ว่าใครจะมาเป็นรัฐบาลเวลาไปเจรจากับต่างประเทศ เราก็จะต้องมาใช้เวลาของ รัฐสภาแห่งนี้ แล้วเรื่องก็ค้างอยู่มากมาย ผมว่าเห็นตรงกันไม่ว่าท่านจะซีกไหนเป็นรัฐบาล เราก็รู้ซึ่งปัญหา ซึ่งในการแก้ครั้งที่แล้วมันก็ไม่มีความชัดเจน ถ้าแก้ครั้งนี้ผมคิดว่าจากที่เราได้ดูแล้วคิดว่ามัน น่าจะแก้ปัญหาได้ดีขึ้นมา ส่วนในเรื่องของการยุบพรรคการเมืองก็ดี มาตรา ๒๓๗ หรือการจะส่งศาลรัฐธรรมนูญโดยผ่านอัยการสูงสุดก็ได้มีการพูดคุยกัน ผมคิดว่ามันก็ไม่ได้ มีปัญหาอะไรมากมาย เราอย่ามาเสียเวลากับเรื่องเหล่านี้เลย ผมคิดว่าจากเรื่องของวุฒิสภา จะมาจากการเลือกตั้งหรือสรรหาเราก็ผ่านมา ๕ ปี เห็นแล้วนะครับ ในชุดแรก ๓ ปี แล้วก็มา ต่ออีก ๖ ปีครั้งหลัง ทั้งท่านใหม่ท่านเก่าที่มา เราก็เป็นเพื่อนพ้องน้องพี่กันทั้งนั้น ได้ทำงาน ร่วมกันมาก็ไปด้วยดีมันก็ไม่มีปัญหาอะไร ถึงแม้ว่าเราจะมีความเห็นที่แตกต่างก็ไม่ได้ทะเลาะ อะไรกัน เป็นความคิดเห็นพูดกันด้วยหลักการและเหตุผลอะไร ผมคิดว่าพวกเราก็ยอมรับ กันได้ ดังนั้นจากสมาชิกวุฒิสภา ผมคิดว่าจากที่ผ่านมาเรามีการแต่งตั้งจนมีรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ที่จะต้องมาจากการเลือกตั้ง ๒๐๐ คน ซึ่งในครั้งแรกผมก็ได้ลงรับสมัคร แต่ตรงนั้น ต้องยอมรับครับว่ากว่าจะผ่านมาได้อะไรต่าง ๆ ต้องมีการเลือกตั้งซ้ำแล้วซ้ำอีก มีความเชื่อ ได้ว่าจะมีการทุจริต มีการโกงอะไรต่าง ๆ ท่านก็บอกให้เลือกตั้งใหม่ไปเรื่อย ๆ บางจังหวัด ตั้ง ๖-๗ ครั้ง จังหวัดมหาสารคามของผมตั้ง ๔ ครั้ง ผมก็ได้รับการเลือกตั้งทุกครั้ง ท่านก็บอกว่า ถ้าได้ใบเหลือง ๒ ครั้งเป็น ๑ ใบแดง กติกาอะไรท่านก็ตั้งมา ผมก็สู้มาตลอด ผมก็หยุดพัก แล้วก็มาลงเลือกตั้งใหม่อีกครั้งหนึ่ง มันก็ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าการเลือกตั้งเมื่อปี ๒๕๕๑ ที่ผ่านมาในระยะเวลาที่ผมกราบเรียนว่าผมก็ได้ทำงาน หลายท่านอาจจะมองบอกว่าเลือกตั้ง ในส่วนของ ส.ว. ต้องใกล้ชิดกับพรรคการเมือง ต้องใกล้ชิดกับผู้นำอะไรต่าง ๆ ของการเลือกตั้ง มันปฏิเสธไม่ได้หรอกครับว่าเราจะต้องรู้จักตั้งแต่ผู้นำท้องถิ่น รู้จักนักการเมืองระดับชาติ เราก็เพื่อนกันทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายค้าน ฝ่ายรัฐบาล จะให้เรา ทำอย่างไรในเมื่อเราไปเลือกตั้งประชาชนเขาก็รู้ ถ้าเราไปลงเลือกตั้งแล้วถ้าพรรคการเมือง เขาบอกว่าคนนี้เป็นคนดี จะบอกว่าอยู่ภายใต้พรรคการเมืองนั้นมันก็คงจะพูดสรุปอย่างนั้น ไม่ได้ เพราะว่าเราก็มีศักดิ์ศรี เมื่อเข้ามาทำงานแล้วทุกท่านก็เห็นว่าเราไม่ได้อยู่ภายใต้ของ พรรคการเมือง แต่เรามาพูดกันด้วยเหตุด้วยผล สิ่งไหนที่ดีเราก็สนับสนุน ในรัฐบาล พรรคประชาธิปัตย์ครั้งที่แล้วเราก็สนับสนุนกฎหมายมากมาย จนถึงรัฐบาล ท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์เราก็สนับสนุนครับ แต่สิ่งที่มันถูกต้องนะครับ ไม่ใช่ว่าตะพึดตะพือ ทุกเรื่อง สิ่งไหนที่มีเหตุมีผลเราก็สนับสนุนเพื่อให้งานสภามันเดินไปได้ ผมก็เห็นแล้วว่า ท่านประธานวุฒิสภาของเราที่ทำหน้าที่วันนี้ท่านก็สนับสนุนทุกรัฐบาลที่ผ่านมาในสิ่งที่ มันถูกต้อง เราไม่ใช่จะเอาชนะคะคาน หรือเราจะต้องเตะถ่วงอะไร หรือเล่นเกมทางการเมือง ผมคิดว่าไม่มีนะครับ เพราะว่าจากที่ผ่านมาเราก็ทำงานเห็นเป็นที่ประจักษ์ ฉะนั้นผมคิดว่า จะเป็น ส.ว. ที่มาจากการเลือกตั้งท่านก็อย่าไปปรามาสว่าจะต้องไปอยู่ภายใต้พรรคการเมือง ผมคิดว่าในส่วนสรรหาท่านก็ดี หลายท่านก็ต้องยอมรับความจริง มันก็มีที่ไปที่มากันทั้งนั้นละครับ ไม่ใช่ว่าอิสระจริง ๆ ทุกอย่าง บางครั้งท่านก็ต้องมีเพื่อน มีพวก มีคนที่รู้จักขอร้องกันมา แต่ท่านก็ต้องใช้วิจารณญาณของท่านว่าสิ่งไหนถูกสิ่งไหนผิดว่าท่านทำหน้าที่ของท่าน เพราะว่าสายตาประชาชนทั้งประเทศเขามองดูอยู่ว่าเราทำหน้าที่อะไร ฉะนั้นในการทำงาน ในการเลือกตั้งก็ไม่ใช่ว่าพวกผมเลือกตั้งในครั้งหน้ามีสิทธิที่จะลงไปได้ถ้าหากว่าการแก้ไข รัฐธรรมนูญนี้ผ่านพ้นไป หลายท่านที่ ส.ว. ก็สูงวัยหลายท่าน บางท่านก็อาจจะลง บางท่าน อาจจะไม่ลง แต่ส่วนใหญ่ไม่ลง ท่านก็เป็นผู้อาวุโสนะครับ เป็นผู้ว่าราชการจังหวัด เป็นนายทหาร ตำรวจ เป็นครูบาอาจารย์ มาจากหลากหลายอาชีพเหมือนกันท่านก็มา ของท่าน ฉะนั้นผมคิดว่าทุกท่านก็มีความรู้ ไม่ใช่ว่ามาจากการเลือกตั้งแล้วจะไปได้เฉพาะ พวกนายทุนหรือมาจากกลุ่มอาชีพใดอาชีพหนึ่ง มันก็มาจากหลากหลายเหมือนกัน ก็ไม่แพ้จากการสรรหาที่ท่านก็มีที่มาที่ไปจาก สมาคมโน้นสมาคมนี้ จากจังหวัดนั้นจังหวัดนี้ส่งเข้ามา มันก็เป็นมาตามกติกา ตามรัฐธรรมนูญ เราก็ไม่ได้ว่ากัน ฉะนั้นในสิ่งที่จะแก้ไขผมคิดว่าจะแก้ให้มันดีขึ้น ส่วน ส.ว. สรรหาผมคิดว่าเมื่อครบวาระซึ่งจริง ๆ แล้ว ส.ว. สรรหาท่านก็ต้องอยู่ต่ออีก ๓ ปี จากที่ว่า เลือกตั้งเข้ามาแล้ว ๒๐๐ คน ถ้าเป็นไปตามว่านะครับผ่านไปแล้วนี่ ผมคิดว่าจะได้มี ข้อเปรียบเทียบ ๒๐๐ คน บวก ๗๓ คนทำงานไปด้วยกันได้ ผมคิดว่ามันจะเป็นการออกแบบ อีกแบบหนึ่งที่จะให้ประชาชนได้เรียนรู้ได้เห็น ถ้าหากว่าทำดีต่อไป เอ๊ะ มันดีนี่ อาจจะมี สรรหาเหมือนเดิมก็ได้ ฉะนั้นผมคิดว่าในการที่เราได้มาพูดได้คุยกัน ผมอยากจะให้ บรรยากาศของการมาพูดคุยเรื่องรัฐธรรมนูญมีความปรองดองสมานฉันท์กันพูดกันด้วยเหตุ ด้วยผลในสิ่งที่คิดว่าเราทำเพื่อประเทศชาติ ทำเพื่อประชาชน แล้วทุกสิ่งทุกอย่างมันก็จะ เดินหน้าต่อไปได้ กราบขอบพระคุณครับ