รัฐสภา · ครั้งที่ ๔ · ๔ เมษายน ๒๕๕๖

วิชาญ มีนชัยนันท์ อภิปรายเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะมาตรา 68 ซึ่งเกี่ยวข้องกับการตรวจสอบข้อเท็จจริงและการยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ และอ้างเหตุผลว่ามาตรา 68 ในรัฐธรรมนูญปี 2550 เป็นมาตรา 63 ในรัฐธรรมนูญปี 2540 ที่มีการเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อย

นายวิชาญ มีนชัยนันท์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร

ขอบคุณครับ ก็เป็นข่าวนะครับ ดังนั้นในการที่เราเองจะดำเนินการใด ๆ ก็ตามมันก็ต้องผ่าน ความเห็นชอบจากพี่น้องประชาชน เพราะเราเองเป็นคนที่ดำเนินการในเรื่องของการเลือกตั้ง เข้ามาเป็นตัวแทนในระบอบประชาธิปไตย แต่ที่มันผิดแผกแตกต่างกันในเรื่องของระบบ และความคิดเราคงบังคับไม่ได้ เพราะพี่น้องประชาชนเองจะเป็นคนที่บอกกล่าว ผมเอง ขออนุญาตกราบเรียนครับว่า สภาแห่งนี้มีอำนาจในการที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญหรือจะยกเลิก สิ่งต่าง ๆ ที่เป็นอุปสรรคขวากหนามในการบริหารประเทศตามข้อกฎหมาย มาตรา ๒๙๑ นั้น ได้ระบุไว้ในหมวด ๑๕ และผมบอกได้เลยครับว่าใน ๑๕ หมวดแห่งรัฐธรรมนูญนี้มีการระบุไว้ ชัดเจนว่าแบ่งสรรอำนาจหน้าที่ของพี่น้องประชาชนหรืออำนาจหน้าที่ในการบริหารอย่างไร ท่านประธานครับ แต่วันนี้ที่เราต้องลุกขึ้นมาอภิปรายเพื่อต้องการให้รัฐธรรมนูญในส่วนของ การยกร่างทั้ง ๓ ฉบับแต่ละรายมาตรานั้นได้มีความสมบูรณ์ และพี่น้องประชาชนเองที่ฟังอยู่ ทางบ้านจะได้สบายใจว่าพวกเราเองนั้นในฐานะผู้หยิบยกร่างรัฐธรรมนูญทั้ง ๓ ฉบับนั้น ไม่มีใครหรอกครับที่จะหมกเม็ด ไม่มีใครหรอกครับที่จะมาบอกกล่าวว่าเป็นรัฐธรรมนูญโจร เป็นรัฐธรรมนูญที่เอาไปใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับประเทศไม่ได้ ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตนะครับว่าผมเองมีความเห็นที่จะขออนุญาตแบ่งปันให้กับเพื่อนสมาชิก ในเรื่องของการเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญในส่วนของมาตรา ๖๘ ซึ่งหลายคนมองว่ามาตรา ๖๘ ของรัฐธรรมนูญนั้นถ้าพูดไปแล้วความชัดเจนต้องเกิดความชัดเจนในการตีความ ดังนั้น ในมาตรา ๖๘ ไม่มีอะไรมากครับท่านประธาน มีการเพิ่มเติมเพียงเล็กน้อยจากในส่วนเดียว คือการเพิ่มเติมในเรื่องของการให้อัยการสูงสุดตรวจสอบข้อเท็จจริง แล้วเห็นว่าการกระทำ ดังกล่าวขัดต่อวรรคหนึ่งให้อัยการสูงสุดนั้นยื่นคำร้องขอให้กับศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย สั่งการให้เลิกการกระทำดังกล่าว ตรงนี้เท่านั้นเองครับ แต่ปรากฏว่าเพื่อนสมาชิกไปพูด เสียใหญ่โตบอกว่าถ้าไปทำอย่างนี้ขัดต่อหมวด ๓ ว่าด้วยสิทธิและเสรีภาพของชนชาวไทย จริง ๆ แล้วไม่ได้ขัดหรอกครับ สิทธิตรงนั้นทุกคนเองยังมีคงอยู่ แต่ถ้าไม่ทำตรงนี้ให้กระจ่าง มันจะยุ่งอย่างนี้ครับ ผมขออนุญาตกราบเรียนว่ามันมีเหตุและมูลที่เกิดขึ้น ผมจะยกตัวอย่างเปรียบเปรยให้ท่านประธานได้ฟังว่าสิ่งที่ผมพบเห็นแล้วก็ปรากฏอยู่นั้นมีอะไรบ้าง ในบทบัญญัติมาตรา ๖๘ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ปี ๒๕๕๐ แตกต่างกับปี ๒๕๔๐ อย่างไร มาตราเหมือนกันหมดครับ ผิดกันก็คือรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ นั้น มาตรา ๖๓ เขียนไว้ เพียงแต่ถ้อยคำว่า ผู้รู้เห็นการกระทำดังกล่าว เท่านั้นละครับ แต่ในลักษณะของมาตรา ที่เราใช้อยู่คือมาตรา ๖๘ ในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ นั้นเป็นเพียงแต่ผู้ทราบการกระทำ มันมีต่างกันแค่นี้ครับ ผู้รู้เห็นกับผู้ทราบ แต่ส่วนอื่นนั้นเหมือนกันหมด เราเพียงแต่ระบุไว้ เท่านั้นเองครับว่าตรงนี้สมควรที่จะไปผ่านให้กับอัยการสูงสุดเป็นผู้พิจารณา ทีนี้ท่านประธานครับ ได้มีคำวินิจฉัยซึ่งเป็นเรื่องแปลก ผมเองคงขออนุญาตนะครับว่า เมื่อวันที่ ๒๕ พฤษภาคม ๒๕๔๙ โดยศาลรัฐธรรมนูญได้รับคำพิจารณา เรื่องที่พิจารณาคือเรื่องที่ ๑๒/๒๕๔๙ ขออนุญาตเอ่ยนามครับ โดยนายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล ในขณะนั้นเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ได้ขอให้ศาลพิจารณายุบพรรคประชาธิปัตย์ตามรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๔๐ ในมาตรา ๖๓ ศาลบอกอย่างนี้ว่าไปยื่นตรงไม่ได้ เนื่องจากการกระทำการเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครอง ในระบอบประชาธิปไตยโดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตามบทบัญญัติว่าในมาตรา ๖๓ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ ว่ามาตรา ๖๓ มิได้เป็นบทบัญญัติให้ผู้ร้องมีสิทธิยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อขอให้ยุบพรรคการเมืองได้โดยตรง แต่จะต้องดำเนินการตามรัฐธรรมนูญในมาตรา ๖๓ วรรคสอง โดยเสนอเรื่องให้กับอัยการสูงสุดตามการตรวจสอบข้อเท็จจริงและยื่นคำร้อง ต่อศาลรัฐธรรมนูญ ท่านประธานครับ แสดงว่าการที่นายสุรพงษ์ยื่นไปในขณะนั้น เพื่อยุบพรรคประชาธิปัตย์นั้นไม่เป็นผลครับ เขาบอกว่าให้ไปผ่านในส่วนของอัยการสูงสุด ซึ่งคำวินิจฉัยดังกล่าวเป็นคำวินิจฉัยที่เป็นความชัดเจน แต่ในขณะเดียวกันเมื่อวันที่ ๑๓ ผมเปรียบเทียบให้ฟังนะครับ เมื่อวันที่ ๑๓ กรกฎาคม ๒๕๕๕ ได้มีคำร้อง แต่เปลี่ยน รัฐธรรมนูญแล้วนะครับ อันนั้นปี ๒๕๔๙ อันนี้ปี ๒๕๕๐ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ กับปีที่ถัดมา คือปี ๒๕๕๐ เขาบอกว่า ในคำวินิจฉัย ที่ ๑๘-๒๒/๒๕๕๕ วันที่ ๑๓ กรกฎาคม ๒๕๕๕ คำร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๖๘ กรณีเสนอแก้ไข รัฐธรรมนูญ โดยศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตามมาตรา ๖๘ วรรคสอง ซึ่งบัญญัติไว้ในลักษณะ เดียวกับมาตรา ๖๓ ในปี ๒๕๔๐ เหมือนกันนะครับ ในขณะนั้นผู้ทราบการกระทำจะใช้สิทธิ ยื่นคำร้องให้อัยการสูงสุดตรวจสอบข้อเท็จจริงและยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ หรือจะยื่นคำร้อง ให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยสั่งการโดยตรงก็ได้ เป็นคำวินิจฉัยที่มันดูแปลกแตกต่างจากในปี ๒๕๔๙ ซึ่งท่านสุรพงษ์เป็นผู้ยื่น ดังนั้นคำวินิจฉัยทั้ง ๒ อันนี้ ปี ๒๕๔๙ ก็ขัดแย้งกับปี ๒๕๕๕ ดังนั้นผมมองว่าความสับสนวุ่นวายในขณะนี้เกิดขึ้นแล้วครับท่านประธาน ยังมีตัวอย่างอีก ซึ่งผมมองว่าในกรณีมาตรา ๖๘ อันเดียวกันอีกครับ มีคำวินิจฉัยในขณะที่นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ได้ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ เมื่อวันที่ ๕ พฤศจิกายน ๒๕๕๕ ขอให้เสธ. อ้าย เสธ. อ้ายก็คือ พลเอก บุญเลิศได้เลิกการกระทำนัดประชาชนล้มรัฐบาลที่จะก่อให้เกิดปัญหา ในวันที่ ๒๔-๒๕ เมษายน ในลักษณะของการขัดต่อเสรีภาพการชุมนุมดังกล่าว ก็เลยมีคำวินิจฉัย ออกมาครับว่า คำวินิจฉัยแทนที่จะได้ดำเนินการโดยเร็ว ๑๗ วันในการยื่นคำร้องออกมา ปรากฏว่าไม่เป็นเหตุ เมื่อไม่เป็นเหตุก็ยกครับ แต่ผมกำลังมองว่าในขณะวันนี้ที่พวกเรา กำลังพิจารณามันก็มีเรื่องที่ผิดปกตินะครับ เพราะว่าครั้งที่แล้วเมื่อวันที่ ๒๙ พฤษภาคม ๒๕๕๕ ขออนุญาตนะครับ พลเอก สมเจตน์ บุญถนอม ท่าน ส.ว. นี่ละครับกับคณะก็ไปยื่น เช่นเดียวกันครับ ยื่นตีความรัฐธรรมนูญว่าผิดหรือขัดหรือเปล่าในมาตรา ๒๙๑ ก็เป็นเหตุให้มี การพิจารณาออกมา แล้วผมถามว่าอันนี้ยื่นตรงได้ แล้วก็ยื่นได้เร็วในการพิจารณา เช่นเดียวกันกับเมื่อสักครู่เพื่อนสมาชิกคุณสมชาย แสวงการ กับคณะไปยื่นอีกละครับ ยื่นเมื่อ วันที่ ๒ เมษายน วันนี้วันที่ ๓ ขณะนี้เวลา ๑๖.๑๕ นาฬิกา ออกมาแล้วครับคำพิพากษา ผมถึงมองว่าคำวินิจฉัยต่าง ๆ ของศาลรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นศาลที่ทุกคนเองเชื่อมั่นว่าถ้าเกิด เหตุการณ์ในบ้านเมืองไม่สามารถที่จะหาทางออกได้ ศาลนี่ละครับจะเป็นที่พึ่งในการ ดำเนินการต่าง ๆ แต่ปรากฏออกมาแต่ละส่วนมีคำพิพากษาที่ดูเหมือนว่าผิดแผกแตกต่าง ออกไป การรับสำนวน การดำเนินการ ผมจึงขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานครับว่า ในลักษณะอย่างนี้ถ้าบอกว่าศาลต่าง ๆ ที่ใช้อยู่คือศาลสถิตยุติธรรมมันมีขั้นตอนต่าง ๆ จะไป ส่งยื่นกับศาลเองคงไม่ได้ จะไปส่งฟ้องเองคงไม่ได้ถ้าเป็นเรื่องอาญา เป็นเรื่องที่ผิดปกติ ก็จะต้องมีอัยการซึ่งทำหน้าที่ในการที่จะส่งฟ้อง แต่ถ้าเป็นเรื่องปกติทางแพ่งก็สามารถ ส่งฟ้องเป็นปกติได้แล้วมีการนำสืบสวนต่าง ๆ แต่ขณะนี้การบังคับใช้หรือวิธีการปฏิบัติของศาล ดูเหมือนว่ามันจะยุ่งยากหรือวุ่นวาย ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตครับ ในส่วนหนึ่ง ผมต้องยอมรับว่ากระบวนการของทางศาลเราคงไม่ไปแตะหรือก้าวล่วงในวิธีการ แต่เราเอง ก็จะต้องมองว่าในส่วนวิธีการต่าง ๆ เหล่านี้สภาแห่งนี้เป็นคนพิจารณา สภาเป็นแหล่งกำเนิด แต่มีหลายคนที่เป็นเพื่อนสมาชิกมักจะบอกกล่าวว่าเอาคำพิพากษาของศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งพวกเราเป็นคนตั้งองค์กรนี้ละครับเป็นตัวบุคคล จะมาด้วยชอบหรือไม่ชอบ แต่เขาเป็น คนพิจารณาไปบอกกล่าวว่าจะต้องเอาคำวินิจฉัยมาเขียนเป็นข้อกฎหมาย มีใครล่ะครับดูถูก ภูมิปัญญาสมาชิกรัฐสภาหรือครับ ฝ่ายค้านผมฟังมาบอกว่าควรจะเอามาเป็นบรรทัดฐาน ผมกำลังเสนอครับว่าบรรทัดฐานของศาลเองในเรื่องรับหรือไม่รับในเรื่องของเวลาก็ต่างกัน ออกไป เพราะฉะนั้นจะเอาตัวนี้เป็นตัวตั้งไม่ได้ ผมขออนุญาตครับท่านประธาน มีบางส่วน ซึ่งก็เป็นประโยชน์ในการพิจารณาในเรื่องของรัฐธรรมนูญในบางตอนซึ่งผมมองว่าเป็นเรื่องสำคัญ ผมเองคงขออนุญาตท่านประธานว่าจะอัญเชิญพระราชดำรัสตอนหนึ่งในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในวโรกาสพระราชทานให้กับประธานศาลปกครองสูงสุด นำตุลาการศาลปกครองสูงสุด เข้าเฝ้าเพื่อถวายสัตย์ปฏิญาณก่อนเข้าดำรงตำแหน่ง เมื่อวันอังคารที่ ๒๕ เมษายน ๒๕๔๙ ความหนึ่ง “ข้าพเจ้ามีความเดือดร้อนมากที่เอะอะก็มาขอพระราชทานนายกรัฐมนตรีพระราชทาน ซึ่งไม่ใช่การปกครองในระบอบประชาธิปไตย ถ้าไปอ้างมาตรา ๗ ของรัฐธรรมนูญเป็นการอ้างที่ผิด มันอ้างไม่ได้ ในส่วนของมาตรา ๗ มี ๒ บรรทัดว่า อะไรที่ไม่มีในรัฐธรรมนูญก็ให้ปฏิบัติ ตามประเพณีหรือตามที่เคยทำมา เขาอยากจะได้นายกรัฐมนตรีพระราชทาน เป็นต้น จะขอนายกรัฐมนตรีพระราชทานไม่ใช่เป็นเรื่องการปกครองในระบอบประชาธิปไตย เป็นการปกครองแบบ ขอโทษ พูดแบบมั่ว ๆ ไม่มีเหตุไม่มีผล” นี่คือพระราชดำรัส เพราะฉะนั้นอะไรก็ตามในสภาแห่งนี้ที่เป็นกฎหมายที่เคยปฏิบัติมาเราอย่าไปทำให้มันผิดต่อวิธีการ เพราะรัฐธรรมนูญเขียนไว้ในส่วนต่าง ๆ ที่ผมมองว่าสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ละที่เป็นพระราชดำรัส ทรงดำรัสให้กับศาลทั้งหลายที่เข้าเฝ้าปฏิญาณตนในขณะนั้น ท่านประธานครับ สภานี่เป็น ตัวอย่าง ถ้าสภาแห่งนี้ไม่ทำตัวอย่างที่ดีที่เหมาะสมให้กับประชาชนโดยไปหยิบยกหยิบโยง สิ่งต่าง ๆ ที่กล่าวอ้างว่าถ้าแก้ไขรัฐธรรมนูญแล้วเกิดความยุ่งยาก เกิดความเดือดร้อน ผมว่าสภาแห่งนี้ต้องไปฟังบุคคลหรือกลุ่มคนที่มาจากไหนก็ไม่ทราบ และผมขออนุญาตกราบเรียน ท่านประธานว่าบางสิ่งบางอย่างนี้เราเองกำลังงงตัวเองครับว่าสิ่งที่ถูกไม่ทำ ไม่เดิน สิ่งที่ไม่ถูก เราก็มาเสียดสี ใส่ร้ายป้ายสีกันในสภาอ้างว่า ส.ว. เป็นสภาทาสบ้าง อ้างว่า ส.ส. เป็นลูกจ้าง เป็นขี้ข้าบ้าง นี่เข้าตัวเองหมดนะครับ แล้วรัฐสภาแห่งนี้จะมีศักดิ์ศรีอย่างไรครับท่านประธาน รวมถึงท่านประธานเองครับที่ถูกกล่าวร้ายป้ายสีมาโดยตลอด ผมขออนุญาตกราบเรียน ท่านประธานต่อสักนิดหนึ่งว่าขณะนี้สภาของเรากำลังทำเรื่องที่ดี การแก้ไขรัฐธรรมนูญ มันชอบด้วยกฎหมาย แต่ถ้าเมื่อไรท่านยื่นลงไปแล้วคนอื่นก็ยื่นตาม ถ้าเราไม่แก้ไขในมาตรา ๖๘ ที่ผมได้อภิปรายมันก็จะเป็นการยุ่งยากในการที่จะยื่นกฎหมายต่อไปในอนาคตและเป็นเรื่อง ของการตีความที่ผมได้หยิบยกตัวอย่างต่าง ๆ เหล่านี้ ท่านประธานครับ ผมขออนุญาต กล่าวลึกลงไปหน่อยเป็นความคิดเห็นส่วนตัว เรื่องความโปร่งใส ไม่โปร่งใสในการพิจารณา ของศาลรัฐธรรมนูญ หรือศาลใด ๆ ก็ตามเราคงไม่ไปใช้คำวินิจฉัย เพราะว่าคำวินิจฉัย ที่แตกต่างกันในแต่ละส่วน แต่ละองค์คณะนั้นแตกต่างกันครับ เมื่อสักครู่ผมยกตัวอย่างแล้ว แต่ขณะเดียวกันนี้วันนี้ท่านประธานครับ การครอบงำของสภา สภาแห่งนี้เท่ากันหมดครับ มือเหมือนกันกดได้เหมือนกัน อย่าไปแอบอ้างว่าคนโน้นอาวุโสคนนี้อาวุโส ความอาวุโส มีเพราะว่าท่านเลือกก่อน ท่านมาก่อน คนที่เลือกน้อยกว่า สมัยประชุมน้อยกว่า หรือเป็น คนเข้ามาใหม่ แต่ศึกษาเรียนกันทันครับ บางคนน้อง ๆ เพิ่งเข้ามาเก่งกว่าผมอีกครับ ผมก็ ยอมรับมีความรู้ความสามารถ แต่อย่าไปแอบอ้างบอกว่าคนนี้เป็นคนอาวุโสแล้วต้องทำตาม ปฏิบัติตามผมไม่เชื่อหรอกครับ คนอาวุโสบางทีก็หลุด ๆ บ้าง ท่านประธานครับ ผมจึง ขออนุญาตว่าในขณะนี้ภายใต้ศาลรัฐธรรมนูญ ถ้าแปรญัตติได้ผมอยากจะแปรญัตติครับ ศาลรัฐธรรมนูญที่เลือกขึ้นมา ๗ คนที่เป็นอรหันต์ชี้โน่นชี้นี่ ยุบพรรคการเมือง ยุบเสียจน ผมไปนั่งฟังตอนพรรคไทยรักไทยนั่งอยู่ ๑๒ ชั่วโมง ฟังพรรคประชาธิปัตย์เสร็จไม่ยุบ ฟังของเราถูกยุบมันรู้สึกแค้นครับ แค้นในที่นี้หมายถึงอะไรครับ คือนั่งฟังแล้วดูเหมือนจะดี แต่สุดท้ายบอกว่ายุบ ฟังแล้วมันงงครับ แต่ไม่เป็นไรครับเป็นคำวินิจฉัยของศาล แต่ทำให้ มวลสมาชิกต่าง ๆ ของพรรคไทยรักไทยเดิม ๑๒ กว่าล้านคนในขณะนั้นขาดโอกาส การเมือง เปลี่ยนทันที นอกจากเปลี่ยนแล้วมายุบตอนหลังพรรคพลังประชาชนเปลี่ยนหนักเข้าไปใหญ่ คนที่เป็นฝ่ายค้านได้เป็นฝ่ายรัฐบาล คนที่ได้รับการเลือกตั้งส่วนหนึ่งที่เข้ามาอยู่กับพรรคพลังประชาชน ในขณะนั้นท่านประธานทราบไหมครับ เขาเลือกคนนั้นมาอยู่กับพรรคพลังประชาชน แต่พอ ยุบพรรคแล้วนี่มันกระจัดกระจายครับ ไปอยู่พรรคโน้นพรรคนี้เลือกตั้งกันใหม่เปิดโอกาสครับ เปิดโอกาสให้เกิดการเมืองใหม่ เปิดโอกาสที่ทำให้เกิดความวุ่นวายยุ่งเหยิงในประเทศในขณะนี้ ผมจึงขออนุญาตครับว่าที่ผมกล่าวมานี่ผมมีวัตถุประสงค์อันหนึ่งว่าถ้าจะแปรญัตติ หรือจะเปลี่ยนแปลงนี่ขอเปลี่ยนอย่างนี้ครับ องค์คณะของศาลที่มาจากโดยตำแหน่ง การคัดสรรของ ส.ว. เปลี่ยนเสียเถอะครับ