วันชัย สอนศิริ ยืนยันความภาคภูมิใจในการได้รับการสรรหาเป็นสมาชิกวุฒิสภาตามกฎกติกาของรัฐธรรมนูญ แม้ไม่เคยรู้จักคณะกรรมการสรรหา วันชัย สอนศิริ หารือประเด็นที่มาของสมาชิกวุฒิสภา โดยชี้ว่าหากแก้ไขให้มาจากการเลือกตั้งทั้งหมดจะสูญเสียความเป็นกลางและกลั่นกรองตรวจสอบได้ยาก จึงเสนอให้คงระบบผสมผสานระหว่างผู้ทรงคุณวุฒิและการเลือกตั้งในสาขาอาชีพต่างๆ เพื่อรักษาสมดุลทางการเมือง
ท่านประธานที่เคารพ ผม วันชัย สอนศิริ สมาชิกวุฒิสภาจากการสรรหา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมขออนุญาต กราบเรียนต่อท่านประธานว่าผมกล่าวว่ามาจากการสรรหานั้นผมพูดเต็มด้วยความภาคภูมิใจ ผมเองไม่เคยรู้จักกับคณะกรรมการสรรหาแม้แต่คนเดียว เมื่อช่องรัฐธรรมนูญเปิดว่าให้ทำ อย่างนี้ได้ผมก็ลงสมัคร สมัครแล้วก็ได้รับการสรรหา เพราะฉะนั้นเมื่อรัฐธรรมนูญมีกฎกติกา อย่างไรผมทำตามนั้น ขอกราบเรียนนั่นเป็นประการที่ ๑
ท่านประธานที่เคารพครับ ผมจะพูดต่อประเด็นที่มาของ ส.ว. ขอกราบเรียน ต่อประธานว่าที่พูดนี้เป็นเรื่องแนวคิดและวิธีการได้มาซึ่ง ส.ว. หาได้พูดถึง ส.ว. ชุดปัจจุบัน ที่มาจากการเลือกตั้งไม่ ท่านประธานที่เคารพครับ ประเด็นที่กำลังแก้ไขรัฐธรรมนูญที่มา ส.ว. นั้น มี ๒ ประเด็นใหญ่ ๆ ประเด็นแรกนั้นก็คือให้มีการเลือกตั้งทั้งหมด ๒๐๐ คน ประเด็นที่ ๒ ให้ดำรงตำแหน่งเกินกว่า ๑ วาระได้ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมเองนั้นกราบเรียนต่อท่านประธาน ว่ามิได้กลัวต่อการเลือกตั้งถ้ามีการแก้รัฐธรรมนูญได้จริง ๆ ผ่านสภาแล้วเลือกตั้งผมก็จะลงไป เลือกตั้ง แต่ถ้ารัฐธรรมนูญมีช่องอย่างไรเราก็ว่าตามช่องของรัฐธรรมนูญนั้น ท่านประธาน ที่เคารพครับ ที่ผมออกตัวอย่างนี้มิได้หมายความว่ากลัวการเลือกตั้งหรือว่าเป็นพวกฉวยโอกาส แต่อย่างใด แต่กราบเรียนให้เข้าใจเป็นเบื้องต้น ที่รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ กำหนดให้มี ส.ว. จากการเลือกตั้งและสรรหา หลายท่านกล่าวไปแล้วเพราะเขาเห็นข้อบกพร่องของรัฐธรรมนูญ หรือผู้ที่ได้รับเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ว่าถูกใช้เป็นเครื่องมืออย่างที่บางท่าน เรียกว่าเป็นสภาทาส เขาจึงจัดส่วนผสมเสียใหม่ครับท่านประธาน เพื่อให้เกิดความพอดี เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติและประชาชนมากที่สุด ท่านประธานดูสิครับ ฝ่ายบริหาร เขายังมีการจัดส่วนผสมนายกรัฐมนตรีมาจาก ส.ส. มาจากการเลือกตั้ง ถามว่าคณะรัฐมนตรี มาจากการเลือกตั้งทั้งหมดหรือเปล่าครับ เปล่าเลยครับ เขาผสมกัน ส.ส. ก็เหมือนกันครับ ท่านประธาน สังเกตดูตามรัฐธรรมนูญ ส.ส. เขตมาจากการเลือกตั้งโดยตรง ๓๗๕ คน บัญชีรายชื่อ ๑๒๕ คน เป็น ๕๐๐ คน เขามีบัญชีรายชื่อทำไมท่านประธานทราบอยู่แล้ว เพื่อจัดส่วนผสมให้ลงตัวเพราะมีข้อจำกัดในเรื่อง ส.ส. เขต เพราะฉะนั้นก็เอานักวิชาการ ผู้ทรงคุณวุฒิ ๑๒๕ มาผสมกัน ส.ว. ก็เหมือนกันครับ เขาจัดส่วนผสมให้มีการเลือกตั้ง ๗๗ คน สรรหา ๗๓ คน ผสมให้เกิดความพอดีกันครับท่านประธาน เพราะฉะนั้นจะเห็นได้ว่า แต่ละองค์กรนั้นมีเหตุผลตามรัฐธรรมนูญ มีแนวคิดตามรัฐธรรมนูญดังที่ผมกราบเรียน อย่างย่อ ๆ บางคนอาจจะบอกว่าบัญชีรายชื่อก็มาจากการเลือกตั้ง นั่นผมกราบเรียนว่า เป็นเพียงพิธีกรรมเท่านั้น แต่ข้อเท็จจริงนั้นมาจากการเลือกของหัวหน้าพรรคหรือผู้มีอำนาจ ในพรรค แล้วให้ประชาชนเป็นเพียงแสตมป์ (Stamp) เท่านั้นนี่พูดกันแบบตรงไปตรงมา ผมขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานว่าถ้าท่านรังเกียจผู้ทรงคุณวุฒิที่มาจากการสรรหาว่า ไม่เป็นประชาธิปไตย เราลองคิดหาวิธีอื่นดีไหม เดี๋ยวเราค่อยว่ากันเดี๋ยวผมจะพูดในตอนท้าย เขากำหนดว่า ส.ว. ต้องเป็นกลางทางการเมือง มีหน้าที่กลั่นกรองตรวจสอบทั้งคนทั้งกฎหมายครับ ท่านประธาน รวมทั้งแต่งตั้งและถอดถอนบุคคลในองค์กรอิสระ กกต. ป.ป.ช. ศาลรัฐธรรมนูญ เมื่อมีบทบาทภารกิจดังกล่าวนั้น ท่านประธานครับ ที่มาที่ไปของ ส.ว. จึงต่างกับ ส.ส. ครับ ที่มาเป็นอย่างไรเรื่องคุณสมบัติพูดกันไปแล้วต้องต่างกับ ส.ส. ไม่สังกัดพรรค พ้นมาแล้ว ๕ ปี และอื่น ๆ อีกเยอะ พูดง่าย ๆ ว่าต้องปลอดจากการเมือง ที่ไปเป็นอย่างไรครับท่านประธาน อยู่ได้วาระเดียวรู้ชะตาชีวิตของตัวเองว่าต้องตายในวาระเดียวครับท่านประธาน เป็น ส.ว. ที่เขาต้องการให้เป็นได้วาระเดียวนั้นไม่ต้องการให้อิงแอบทางการเมือง ไม่ต้องการ ให้สร้างฐานทางการเมือง และไม่ต้องการให้สร้างบุญคุณ เพราะฉะนั้นคนถ้ารู้วันตายเขาจะ สร้างแต่ความดี กลัวคนสาปแช่งครับท่านประธาน เพราะฉะนั้น ส.ว. ถ้ามาจากการเลือกตั้ง ทั้งหมดอะไรจะเกิดขึ้นครับท่านประธาน และได้เป็นได้ตลอดไป ให้เป็นได้เรื่อย ๆ ต่อไปก็จะ สร้างฐานทางการเมือง อิงแอบทางการเมือง เพราะถ้าไม่ทำอย่างนั้นก็จะไม่มีสิทธิเป็น ส.ว. ครับ ต่อไปนี้ในภาคเหนือเราก็จะมี ส.ว. สังกัดพรรคการเมืองพรรคหนึ่ง ภาคอีสานเราก็จะมี ส.ว. สังกัดพรรคการเมืองพรรคหนึ่ง ภาคใต้ก็จะสังกัดพรรคการเมืองพรรคหนึ่ง อาจจะมี ส.ว. กลุ่มลำตะคอง พลังชล วังน้ำเย็น วังบัวบาน บ้านเล็กบ้านใหญ่กันไปใหญ่เลยครับ เพราะฉะนั้นเราจะมั่นใจในการกลั่นกรองตรวจสอบได้อย่างไร ถ้าพรรคการเมืองสักพรรคหนึ่ง ท่านประธานมี ส.ว. อยู่ในมือสัก ๑๐๕ คน ๑๑๐ คน กกต. จะไปไหน ป.ป.ช. จะไปไหน ศาลรัฐธรรมนูญจะไปไหน อยู่ในกำมือหมดครับท่านประธาน เพราะฉะนั้นผมถึงบอกว่า ถ้าเราต้องการให้ ส.ว. มีบทบาทภารกิจและเป็นกลางจริง ๆ รังเกียจการสรรหา เราจะได้ ผู้ทรงคุณวุฒิจากสาขาอาชีพต่าง ๆ แต่ละด้าน เราเอาอย่างนี้ได้ไหมครับ เลือกตั้งยังคงมีอยู่ แต่ผู้ทรงคุณวุฒิสาขาอาชีพต่าง ๆ ให้มีการจัดการให้มีการเลือกตั้งกันเองแล้วเอามาผสมได้ไหม เช่น หมออาจจะไปเลือกกันมาเอง ทนายอาจจะไปเลือกกันเอง ผู้ใช้แรงงานอาจจะเลือกกันเอง ตลอดจนกรรมกร ชาวนา ชาวไร่ ครูบาอาจารย์ ผสมผสานกันเราก็จะได้ทั้งผู้ทรงคุณวุฒิ และเลือกตั้ง ท่านประธานที่เคารพครับ สุดท้าย ถ้าเป็นไปตามรัฐธรรมนูญที่แก้นี้เพียว เพียว (Pure) ผมกลัวครับท่านประธาน กลัวว่าประวัติศาสตร์มันจะซ้ำรอย ผมรับไม่ได้ครับ ผมกลัวสภาของผมนี่ วุฒิสภาของผมนี่จะกลายเป็นสภาทาสรอบ ๒ ครับท่านประธาน เพราะฉะนั้นก็ขอกราบเรียนว่า ผมมิอาจรับได้ต่อการแก้รัฐธรรมนูญที่เสนอมานี้ครับ กราบขอบพระคุณครับ