รัฐสภา · ครั้งที่ ๔ · ๔ เมษายน ๒๕๕๖

ศุภชัย ใจสมุทร เสนอการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อพัฒนาการเมืองให้ทันสมัยและเพิ่มประสิทธิภาพในการปกครองประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการแก้ไขมาตรา 68 และมาตรา 237 เพื่อให้ประชาชนได้รับสิทธิเสรีภาพที่แท้จริง และเสนอแนะการตั้งคณะกรรมการสรรหาส.ว. สรรหา 50 คน แทนที่จะเป็น 7 คน เพื่อให้ได้ผู้สมัครที่มีความเหมาะสม

นายศุภชัย ใจสมุทร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม ศุภชัย ใจสมุทร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคภูมิใจไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมคิดว่าบรรยากาศในการอภิปรายเรื่องรัฐธรรมนูญในวันนี้ในความเห็นของผม ผมคิดว่าเป็นบรรยากาศที่แสดงให้เห็นว่าการที่เราจะเดินหน้าในการแก้ปัญหาของประเทศ คงไม่ง่ายนัก และผมคิดว่าการที่สมาชิกของเราได้แสดงความคิดเห็นกันหลากหลายในวันนี้ หรือมีวิธีการในการแสดงความคิดเห็นในหลายรูปแบบวันนี้ ผมคิดว่าปัญหาที่มันเกิดขึ้น พูดอย่างตรงไปตรงมาจากความคิดของผมนะครับท่านประธาน ผมคิดว่าเหตุผลสำคัญก็คือ วันนี้เรายังไม่ไว้วางใจกัน เรายังไม่ได้ตัดสินใจที่จะมองอนาคตร่วมกันและเดินไปร่วมกัน การเดินด้วยกัน มองอนาคตด้วยกัน ผมคิดว่ามันเป็นความจำเป็นของประเทศไทยครับ ท่านประธานครับ วันนี้มีท่านสมาชิกหลายท่านได้มีการเสนอตั้งคำถามว่าการแก้รัฐธรรมนูญ มันแก้ปัญหาราคามันสำปะหลังได้ไหม วันนี้มีคนถามเพิ่มเติมด้วยว่าจริง ๆ วันนี้ภัยแล้งจัดอย่างมาก เราควรจะไปแก้ปัญหาภัยแล้งไหม ความจริงผมคิดว่าจริง ๆ แล้วในการปกครองระบอบประชาธิปไตย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศที่เกิดใหม่ขึ้นมาอย่างประเทศเรานับตั้งแต่มีการเปลี่ยนแปลง การปกครองมาตั้งแต่ปี ๒๔๗๕ สิ่งหนึ่งซึ่งผมคิดว่าเป็นเรื่องสำคัญก็คือเรื่องของการพัฒนาทางการเมือง และการพัฒนา ทางการเมืองก็ย่อมผูกพันอันสำคัญกับรัฐธรรมนูญ เพราะรัฐธรรมนูญก็คือกติกาอันสำคัญ รัฐธรรมนูญก็คือกฎหมายสูงสุดที่จะเป็นแม่แบบในการปกครองประเทศ ในการที่จะเข้ามา ทำหน้าที่ในการที่จะแบ่งเรื่องอำนาจของแต่ละอำนาจอย่างมีสัดส่วน เพราะฉะนั้นเรื่องนี้ ผมคิดว่ามันถึงเวลาแล้วครับว่าวันนี้เราต้องพูดคุยกันเรื่องของการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพราะผมคิดว่าความเห็นของผมก็คือรัฐธรรมนูญกับการพัฒนาทางการเมืองมันมีความผูกพันกัน อย่างใกล้ชิด ถามว่าวันนี้ประเทศไทยของเรานับตั้งแต่ปี ๒๔๗๕ จนถึงวันนี้เรามีความรู้สึกกันไหม ว่ามีการพัฒนาไปอย่างใดหรือไม่ ผมคิดว่าวันนี้เราจะต้องพูดเรื่องของการพัฒนาทางการเมือง กันอย่างตรงไปตรงมาว่าวันนี้ถ้าเราคิดให้บ้านเมืองของเราเดินหน้าต่อไป เราต้องย้อนกลับ มาดูกติกาที่เรียกว่ารัฐธรรมนูญนั้นว่ามันเป็นรัฐธรรมนูญที่มีความเหมาะสมในการที่จะพัฒนา ทางการเมืองหรือไม่ อย่างไร รวมถึงการพัฒนาประชาธิปไตยนั่นก็คือการพัฒนาประเทศ ผมคิดว่าการพัฒนาในความหมายนี้น่าจะหมายถึงการทำให้ดียิ่งขึ้น การที่ทำให้รัฐธรรมนูญ ดียิ่งขึ้นก็หมายถึงว่าอะไรก็ตามที่เป็นสิ่งที่ไม่ดีงาม ไม่เหมาะสมในกติกาตัวนี้เราก็ต้องแก้มันได้ เพราะนี่คือการพัฒนา การพัฒนาก็คือการทำให้เจริญงอกงามซึ่งไม่ได้หมายความถึงการเติบโต ถ้าพูดกันถึงว่าเหมือนกับคนแล้วเติบโตขึ้นมา มันก็ต้องเติบโตมาโดยมีความสามารถในการที่จะ ทำงานได้ด้วย แต่ถ้าโตด้วยวัยของมันผ่านมาบอกว่ามีรัฐธรรมนูญแต่รัฐธรรมนูญไม่ได้มี ประโยชน์อะไร ในที่สุดแล้วผมว่ารัฐธรรมนูญก็แก้เรื่องราคามันสำปะหลังไม่ได้ แก้ปัญหา ภัยแล้งไม่ได้ เพราะฉะนั้นถามผมว่ารัฐธรรมนูญกินได้ในความหมายที่ผมคิดก็คือ ผมคิดว่า จะต้องเป็นรัฐธรรมนูญหรือกติกาอันสำคัญที่จะทำให้ประเทศของเราพัฒนาไปตามระบอบ ประชาธิปไตย นี่คือสิ่งที่ผมคิด ท่านประธานครับ ในการพัฒนาทางการเมือง ขออนุญาต ที่จะใช้คำภาษาอังกฤษนะครับ ที่เขาใช้คำว่า ดิวิลอบเมนท์ (Development) โพลิติคอล ดิวิลอปเมนท์ (Political development) จริง ๆ บางท่านก็บอกว่ามันคือการเปลี่ยนแปลง ทางการเมืองด้วย หรือเป็นโพลิติคอล เชนจ์ (Political change) ซึ่งตรงนี้มันก็หมายถึง เรื่องของการที่จะต้องทำให้ระบบการเมืองมีความทันสมัย หรือขออนุญาตใช้อีกครั้งหนึ่ง ก็คือคำว่า โพลิติคอล โมเดิร์นไนเซชัน (Political modernization) คือทำให้มันโมเดิร์น (Modern) ขึ้น ถามว่าวันนี้สถานการณ์ที่เกิดขึ้นในประเทศเราเป็นอย่างนั้นหรือเปล่า มีนักวิชาการหลายท่านบอกว่าการที่จะชี้วัดว่ามันเป็นประชาธิปไตยหรือไม่ อย่างไร ก็บอกว่า จะต้องมีการพัฒนาการเมืองกันอย่างน้อยก็คือ ๑๐ ข้อ ก็คือ ๑. การพัฒนาการเมืองในฐานะ ที่เป็นปัจจัยทางการเมืองอันจำเป็นต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ ๒. ก็คือการพัฒนาการเมือง หมายถึงการที่มีระบบการเมืองแบบเดียว กับสังคมที่มีการพัฒนาอุตสาหกรรมอย่างสูง ๓. การพัฒนาการเมืองหมายถึงการที่ประเทศหนึ่ง ๆ มีระบบการเมืองที่ทันสมัย ๔. การพัฒนา การเมืองในฐานะที่เป็นเครื่องช่วยส่งเสริมให้รัฐประชาชาติหรือเนชัน. สเตท ดำเนินไปด้วยดี ๕. การพัฒนาการเมืองคือการพัฒนาการบริหารราชการและระบบกฎหมาย ๖. การพัฒนา การเมืองได้แก่การระดมคนให้มีส่วนร่วมในกระบวนการการเมืองมากกว่าที่เป็นอยู่เดิม ๗. การพัฒนาการเมืองได้แก่ การสร้างการปกครองระบอบประชาธิปไตย ๘. การพัฒนา การเมืองคือการที่มีการเปลี่ยนแปลงทั้งทางด้านการเมือง สังคม เศรษฐกิจ เกิดขึ้นอย่างเป็นระเบียบ และมีเสถียรภาพ ๙. การพัฒนาการเมืองเป็นการระดมสรรพกำลังจากทรัพยากรทั้งตามธรรมชาติ และกำลังคนเพื่อนำมาใช้ประโยชน์ในการพัฒนาประเทศ หรือโมบิไลเซชัน (Mobilization) และการรวมอำนาจรัฐ และข้อสุดท้ายครับท่านประธาน การพัฒนาการเมืองเป็นส่วนหนึ่ง ของการเปลี่ยนแปลงทางสังคมที่สลับซับซ้อนมากมาย นี่คือสิ่งที่นักวิชาการบอก คำถามก็คือ วันนี้สิ่งที่เรามาพูดคุยกันว่าเรื่องของการแก้ไขรัฐธรรมนูญมันเป็นอย่างที่ผมได้เรียนมาหรือไม่ ผมต้องขออนุญาตเรียนว่าในห้วงเวลาที่มีการร่างรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ผมเป็นคนหนึ่งที่ไม่เห็นด้วย กับรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ที่เรากำลังแก้กันตรงนี้ ผมเป็นคนหนึ่งที่ออกมาต่อต้าน รณรงค์ โหวตโนรัฐบาลในการออกมาเพื่อจะทำประชามติในช่วงนั้น นั่นคือความจริงที่มันเกิดขึ้น และผมคิดว่าจนถึงวันนี้เราต้องยอมรับความจริงครับว่า รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ มันมีลักษณะอะไรก็ตามที่ถ้าเราพูดกันเรื่องของการพัฒนาการเมือง ในระบอบประชาธิปไตยที่ผมได้เรียนไปเมื่อสักครู่นั้น ผมคิดว่ามันมีองค์ประกอบหลายอย่าง ที่ไม่อาจจะถือได้ว่ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ เป็นรัฐธรรมนูญในเชิงหลักการที่เรียกว่า เป็นรัฐธรรมนูญได้ ผมขออนุญาตกราบเรียนด้วยเหตุผล ๓ ประการนะครับ

องค์ประกอบแรก ก็คือ ๑. ที่มาและกระบวนการตราที่ยึดโยงกับระบอบ ประชาธิปไตย ผมไม่เห็นว่ามันมีจุดเชื่อมโยงอะไรที่แสดงให้เห็นถึงความเป็นประชาธิปไตย นอกจากอำนาจนิยม ต้องยอมรับว่ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ได้มาจากการรัฐประหาร เพราะฉะนั้น ตรงนี้ต่อให้เป็นอย่างไรผมก็คิดว่ามันไม่ได้ยึดโยงกับกระบวนการประชาธิปไตยอย่างที่ควรจะเป็น

๒. ก็คือวันนี้มีสมาชิกบางท่านได้มีการอภิปรายไป ผมก็มีความเห็นคล้องจอง กับท่านก็คือเรื่องของรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๕๐ นี้ไม่ได้มีการรับรองในเรื่องสิทธิเสรีภาพ ของประชาชนที่บังคับใช้ได้ตามหลักนิติธรรม สิ่งที่ชัดเจนก็คือวันนี้มีการพูดถึงมาตรา ๓๐๙ ต่อให้ท่านจะมีการบัญญัติไว้ในมาตรา ๓ (๒) ว่า การปฏิบัติหน้าที่ของรัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล รวมทั้งองค์กรตามรัฐธรรมนูญ และหน่วยงานของรัฐต้องเป็นไปตามหลักนิติธรรมก็ตาม แต่ความจริงที่ปรากฏก็แสดงให้เห็นว่า ณ วันนี้รัฐธรรมนูญเรามีมาตรา ๓๐๙ ซึ่งผมเห็นว่า เป็นการทำลายหลักนิติธรรม หลักนิติรัฐอย่างร้ายแรง

๓. ซึ่งผมเห็นว่ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ไม่อาจจะเป็นรัฐธรรมนูญตามนัย ที่ควรจะเป็นตามระบอบประชาธิปไตยได้ก็คือความศักดิ์สิทธิ์ของความเป็นรัฐธรรมนูญ ในฐานะที่เป็นกฎหมายสูงสุด ในฐานะรัฐธรรมนูญที่จะเป็นกติกาในการที่จะทำให้แบ่งแยก อำนาจของอำนาจต่าง ๆ ในระบอบประชาธิปไตย ผมไม่คิดว่ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ จะเป็นรัฐธรรมนูญในเชิงหลักการที่ถือได้ว่าเป็นสัญญาประชาคมอย่างที่ระบอบประชาธิปไตย ไม่ว่าประเทศไหน ๆ เขามีกัน ในการที่ทำให้ประชาชนเกิดความรู้สึกหวงแหน เกิดความเป็น เจ้าข้าวเจ้าของอะไรต่าง ๆ ผมว่าตรงองค์ประกอบต่าง ๆ เหล่านี้ไม่มีเลย เพราะฉะนั้น ถ้าถามผมนี่ก็ต้องเรียนกันตามตรงว่ารัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๕๐ มีองค์ประกอบหลายเรื่อง ที่เราจำเป็นจะต้องมีการแก้ไขเพื่อให้มันเป็นประชาธิปไตย ผมขอเรียนว่าการอภิปรายของผม เป็นการอภิปรายในฐานะที่มีเอกสิทธิ์ความเป็น ส.ส. ของผม และผมเห็นว่าผมได้ติดตาม รัฐธรรมนูญฉบับนี้มาตั้งแต่ต้น และผมคิดว่ามันมีความจำเป็นหลายเรื่องครับที่จะต้องทำให้ รัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นรัฐธรรมนูญในระบอบประชาธิปไตยอย่างแท้จริงในเรื่องของการที่จะ ทำให้รัฐธรรมนูญเป็นสิ่งที่คู่กับการพัฒนาการเมืองอย่างที่เราควรจะเป็น ผมว่าเราค่อนข้าง เสียเวลากับการสะดุดหยุดลงของการรัฐประหารก็ดี เรื่องของรัฐธรรมนูญหลายรัฐธรรมนูญ ที่ในที่สุดเราต้องแก้กันไปเรื่อย ๆ เราพูดกันด้วยความรู้สึกสนุกสนานหรือเปล่าผมไม่แน่ใจ แต่สิ่งที่ปรากฏให้สังคมโลกได้เห็นมีอยู่อย่างหนึ่งก็คือว่ารัฐธรรมนูญประเทศไทยเป็นรัฐธรรมนูญ ที่มีมากมายเหลือเกิน วันนี้เรากำลังจะมาทำรัฐธรรมนูญอีกฉบับหนึ่ง แก้กันเล็ก ๆ น้อย ๆ จริง ๆ ผมก็มีความรู้สึกมันมีรัฐธรรมนูญอีกหลายเรื่องที่ท่านควรจะต้องเสนอเข้ามา แต่ดูไปดูมา ท่านก็ไม่ได้มีการแก้อะไรมากมาย ซึ่งผมก็เสียดายว่าจริง ๆ แล้วทำไมท่านถ้าคิดจะปฏิรูป การเมืองกันจริง ๆ จะมีการทำให้การพัฒนาการเมืองโดยอาศัยรัฐธรรมนูญมันควรจะเกิดขึ้นจริง แต่ท่านก็ไม่สามารถที่จะดำเนินการให้มันครบถ้วนกระบวนความอย่างที่ควรจะเป็น ถามว่า เหตุผลเพราะอะไร เราต้องยอมรับความจริงว่าปัญหาที่มันเกิดขึ้นก็คือเรื่องของการที่เรามี การสะดุด เพราะเราได้ดำเนินการแก้ไขรัฐธรรมนูญกันทั้งฉบับอย่างที่ควรจะต้องแก้ก็คือ มาตรา ๒๙๑ วันนี้ท่านมีการเข้ามาดำเนินการตรงนี้ก็เป็นเรื่องที่น่าเสียดายว่าในที่สุดแล้ว สิ่งที่มันควรจะต้องได้มากกว่านั้นก็ไม่ได้ดำเนินการกัน อย่างไรก็ตาม ท่านประธานครับ ผมมีข้อคิดเห็นในเรื่องของรัฐธรรมนูญที่มีการแก้ไขกันบางเรื่องที่ท่านได้เสนอกันมามีอยู่ ๓ ร่างนะครับ

เรื่องร่างอันแรกสุดก็คือเรื่องมาตรา ๖๘ ความเห็นของผมในฐานะที่ได้ ติดตามความเป็นไปของบ้านเมืองในเรื่องของมาตรา ๖๘ ที่ท่านได้มีการขอแก้ไขมานี้ ในทัศนะของผม ผมคิดว่าวันนี้เรากำลังมองไปถึงองค์กรที่ทำหน้าที่ ผมว่าความจริงมันจะ เป็นอย่างไรก็ตามนี่นะครับ ถ้าตีความตามตัวบทกฎหมายผมว่ามันมีความชัดเจนของมันว่า จริง ๆ แล้วนักกฎหมายหรือนักตีความทั้งหลายจะไม่สามารถตีความไปเป็นอย่างอื่นได้ นอกจากการที่จะต้องมีการดำเนินการให้มีการยื่นได้เฉพาะอัยการสูงสุด แต่ในที่สุดเมื่อมันมีการตีความโดยอาศัยอำนาจตรงนี้ ผมว่าประเด็นวันนี้มันเหมือนกับที่ ผมได้เรียนไปเมื่อสักครู่ก็คือในที่สุดแล้วนี่เราอยู่กันด้วยความหวาดระแวง เราเกรงว่าองค์กรใด อำนาจใดเป็นองค์กรที่มันมีปัญหา เป็นองค์กรที่ไม่ได้รับความไว้เนื้อเชื่อใจ ผมกำลังเป็นห่วง ว่าวันใดวันหนึ่งถ้าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับองค์กรบางองค์กรสลับกัน แล้วท่านจะต้องมาแก้รัฐธรรมนูญกันอีกหรือเปล่า เพราะฉะนั้นวันนี้เป็นเรื่องที่ต้องคิดกันให้ดี ว่าวันนี้ถ้ารัฐธรรมนูญมันเขียนความชัดเจนแล้ว ท่านก็ต้องหาวิธีการอย่างไร ผมว่าวันนี้ ปัญหาเกิดขึ้นในสังคมเรา ผมไม่อยากจะคิดว่ามันจะเป็นปัญหาที่เกาะติดอยู่กับสังคมประเทศไทย ของเรายาวนาน ผมมีความรู้สึกว่ามันเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเฉพาะครั้งเฉพาะคราว ในสถานการณ์อย่างนี้ ความจริงที่เกิดขึ้นในสังคมซึ่งปฏิเสธไม่ได้ก็คือในห้วงเวลาที่ผ่านมา มันมีเรื่องสิ่งซึ่งมีคนสร้างถ้อยคำนั้นมา แล้วมันไม่มีใครปฏิเสธว่าไม่ได้มีอยู่จริงก็คือคำว่า ตุลาการภิวัฒน์ เพราะฉะนั้นวันนี้ผมเชื่อว่าเหตุการณ์นั้นมันเกิดขึ้นเฉพาะครั้งเฉพาะคราว และบรรยากาศมันคลายลงไปแล้วครับท่านประธาน แล้วผมคิดว่าวันหนึ่งสังคมเราก็มองมุ่งหน้า ไปอนาคต ผมได้มีการเสนอว่าเราควรจะต้องจับมือด้วยกันได้ไหมครับ เริ่มให้ความไว้วางใจกัน แต่บรรยากาศในสภาตั้งแต่เช้ามาจนถึงเวลานี้ ผมก็มีความรู้สึกว่ามันไม่มีอะไรที่แสดงให้เห็น ว่าบ้านเมืองเราจะเดินหน้าต่อไปได้ ด้วยความเคารพต่อความคิดเห็นของท่านสมาชิกทุกท่าน แต่ผมคิดว่าวันนี้ถ้าเราไม่เริ่มกันที่นี่ครับ ที่ที่บรรดาท่านสมาชิกทั้งหลาย ไม่ว่าท่าน ส.ส. ส.ว. อยู่ด้วยกัน ซึ่งเป็นตัวแทนของประชาชน เราแสดงให้เห็นว่าในเรื่องใดก็ตามที่มีความขัดแย้ง เราสามารถพูดคุยกันได้ โดยยึดเอาประโยชน์ของประชาชนเป็นตัวตั้ง เอาประโยชน์ ของบ้านเมืองเป็นหลัก และผมว่าแสดงให้เห็นแล้วจะทำให้ประชาชนมีความรู้สึกคลาย แต่วันนี้สื่อมวลชนทั้งหลายได้ลงข่าวว่าเดือนเมษายนร้อน ร้อนเพราะอะไรครับ ร้อนเพราะว่า เวทีแห่งนี้มันมีสปอตไลท์ (Spotlight) ส่องมามากเกินไปหรือเปล่า วันนี้เราใช้ความตั้งใจ ในการทำงานเพื่อบ้านเพื่อเมืองมาเป็นตัวตั้ง แล้วก็จับมือแก้ปัญหาด้วยกันได้ไหมครับ ผมอยากให้เห็นบรรยากาศอย่างนี้ สิ่งหนึ่งซึ่งอยากจะขอเรียนก็คือว่าในมาตรา ๖๘ นี่นะครับ ผมคงไม่พูดอะไรมากนอกจากเสียว่าวันนี้ถ้ามันมีความอะไรที่ท่านต้องการแก้ให้ชัดนี่นะครับ ท่านก็ควรที่จะต้องมีเงื่อนไข ยกตัวอย่างเช่นวันนี้ถ้าท่านจะแก้ให้เป็นอำนาจของพนักงานอัยการ หรือว่าอัยการสูงสุดท่านเดียวนี่นะครับ ผมก็มีความรู้สึกว่าจริง ๆ แล้วนี่นะครับ ในช่วงเวลาหนึ่ง ทำไมท่านไม่เปิดโอกาสให้ประชาชนได้มีการยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญ ทำไมท่านไม่กำหนด เงื่อนไขละครับ ที่ผมพูดอย่างนี้ก็คือผมเอาคดีอาญาทั่วไปเข้ามาเป็นตัวตั้ง ถ้าท่านดูวิธีพิจารณา ความอาญานี่นะครับ คดีไหนที่ พนักงานอัยการมีความเห็นสั่งไม่ฟ้องนี่นะครับ ก็ไม่ได้กีดกัน หรือไม่ให้ตัดสิทธิผู้เสียหายในการที่จะฟ้องคดีเอง แต่ทำนองเดียวกันถ้าท่านเขียน ผมอยากจะว่า ในวาระที่สองนี่นะครับ ท่านได้โปดรพิจารณาว่าหาวิธีการอย่างไรที่ทำให้ประชาชนได้ประโยชน์ มากที่สุด โดยมีกระบวนการกลั่นกรอง แทนที่จะให้มีการยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญได้โดยตรงนะครับ ถ้าพูดกันตรงไปตรงมาผมว่าวันนี้พวกเราก็ตีความเพื่อเข้าหาประโยชน์ตัวเองกันทั้งนั้นนะครับ แต่ที่สุดแล้วประชาชนไม่ได้ประโยชน์ แล้วผมคิดว่าวันนี้ถ้าท่านตั้งใจในการที่จะคิดร่วมกัน ในคณะกรรมาธิการ ในที่สุดผลประโยชน์มันก็จะตกอยู่กับประชาชนโดยแนวทาง ของประชาธิปไตยอย่างแท้จริง นี่คือสิ่งที่ผมมองในมาตรา ๖๘ นะครับ

เรื่องต่อมาที่อยากจะขอแสดงความคิดเห็นก็คือ เรื่องของมาตรา ๒๓๗ นี่นะครับ ผมยืนยันว่าใคร ๆ ก็มีความเห็นเหมือนกัน แต่ผมว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่เราเองเราก็รู้ว่า เราได้มีบทบาทจากอดีตที่ผ่านมาเราแสดงให้เห็นว่ากระบวนการในการที่จะทำให้บ้านเมือง เข้าสู่ภาวะสงบในวาระใดวาระหนึ่ง ช่วงเวลานั้นมันก็มีกระบวนการซึ่งเป็นกระบวนการพิเศษ แต่ผมคิดว่า ณ วันนี้เมื่อกระบวนการมันผ่านพ้นไปแล้วนี่ ผมก็มีความรู้สึกว่าเรื่องต่าง ๆ มันก็ควรจะต้องคลี่คลายลง และผมคิดว่าคนที่อยู่ในกระบวนการยุติธรรมนี่นะครับ สิ่งหนึ่ง ซึ่งผมคิดว่าเรามีกันก็คือการเคารพต่อกฎหมาย กติกาเป็นเรื่องสำคัญ แล้วผมเห็นว่าเรื่องนี้ มาตรา ๒๓๗ ถ้าท่านมีกระบวนการในการร่างให้มันเป็นเรื่องพอสมควรไม่สุดโต่งไปทางใดทางหนึ่ง ผมว่าในที่สุดแล้วบ้านเมืองก็จะเดินหน้าไปโดยมีกติกาอันสำคัญ สำหรับผู้ที่กระทำเลยขอบเขต เกินสมควรก็จะต้องถูกลงโทษ อันนี้ผมพูดในเชิงหลักการทั้งสิ้น

สิ่งที่อยากจะเรียนต่อไปก็คือเรื่องของวุฒิสภา ผมอยากจะขอเรียน ด้วยความรู้สึกจริงใจว่าจากประสบการณ์ที่ผมเห็นผ่านมามันไมได้มีข้อสรุปเลยครับ ด้วยความเคารพนะครับว่าถ้าท่านมาจาก ส.ว. เลือกตั้ง แล้วมิได้หมายความว่าท่านจะดีกว่า ส.ว. สรรหา และในทำนองกลับกันคือการที่มี ส.ว. สรรหาก็มิได้หมายความว่า ส.ว. สรรหาจะมีปัญหา ให้สภาของเราไม่สามารถทำหน้าที่ตามหลักประชาธิปไตยได้ ผมไม่เคยคิดอย่างแน่แท้เลยว่า การเลือกตั้งก็คือความเป็นประชาธิปไตย และผมไม่คิดว่าการเลือกตั้งจะดีกว่าการไม่ต้อง เลือกตั้งหรือสรรหา แต่ผมมองว่าสิ่งที่มันเป็นปัญหาที่ผ่านมาคือกระบวนการสรรหา ยอมรับ ความจริงไหมครับว่ารัฐธรรมนูญได้ออกแบบว่าให้บุคคลเพียง ๗ คนเป็นผู้สรรหาท่านมา ได้มีการสำรวจมาเมื่อสักครู่ ท่านสมาชิกบางท่านบอกว่าท่านไม่ได้รู้จักกรรมการสรรหา กรรมการสรรหาเลือกท่านซึ่งเป็นความโชคดี ผลการวิจัยได้รับคำตอบจากกรรมการสรรหา ว่าเหตุผลกลใดถึงไม่เลือกผู้สมัครบางคนซึ่งสังคมเห็นว่าเป็นคนที่มีความรู้ความสามารถ เหตุผลอย่างหนึ่งก็คือกรรมการสรรหาตอบว่าไม่รู้จักท่านผู้นั้น ท่านสมาชิกโชคดีที่ว่า กรรมการสรรหารู้จักท่าน ในทางกลับกันก็คือวันนี้เราจะทำอย่างไรว่าให้บุคคลที่มีความรู้ ความสามารถมีความตั้งใจที่จะทำงานบ้านเมือง แต่ไปลง ส.ว. จังหวัดเมื่อไรก็แพ้เมื่อนั้น ได้เข้ามาทำงานในสภาแห่งนี้เพื่อบ้านเมือง ผมอยากจะเสนอคณะกรรมาธิการในวาระที่สอง ผมอยากเสนอว่าอย่าเลยครับ อย่าตัดเรื่องของ ส.ว. สรรหาทิ้ง ผมอยากให้ ส.ว. สรรหายังมีอยู่ เพราะท่านเป็นผู้มีคุณานุปการต่อบ้านเมือง ท่านมีสติปัญญามีความสามารถในการทำงาน เพื่อบ้านเมืองไม่ด้อยกว่า ส.ว. ที่มาจากการเลือกตั้งจังหวัด เพราะฉะนั้นผมจะเสนออย่างนี้ครับ อันแรกสุดดำรงไว้ซึ่ง ส.ว. สรรหาแต่แทนที่ท่านจะกลั่นกรองโดยการสรรหาของคน ๗ คน ท่านตั้งกรรมการสรรหาสัก ๕๐ คนได้ไหม เอามาจากปลัดกระทรวงไหนก็ได้ทุกกระทรวง เข้ามาหาบุคคลที่มีความเหมาะสมได้สัก ๕๐ คน แปลว่า ๗ คนไม่ได้มีความสามารถที่จะ ล็อกสเปก (Lock Spec) ได้หรอกครับ ๕๐ คน ๒. ก็คือมาโหวตรับก็คือท่าน ส.ว. ทั้งหลาย แทนที่ท่านจะมาจากสภาทนายความ วิศวกรรมสถาน ท่านไปใหม่เลย ผมเสนอว่ามี ส.ว. จากการเลือกตั้งจังหวัดละคน ๗๗ คน และมี ส.ว. สรรหาจากแต่ละจังหวัด ๗๗ คนเหมือนกัน ท่านเป็นคนจังหวัดไหนท่านไปสมัครจังหวัดนั้นแล้วให้ส่งรายชื่อมาก็กำหนดคุณสมบัติให้ชัดเจนว่า ท่าน ส.ว. ที่จะสมัครมีคุณสมบัติดังต่อไปนี้ ๑ ๒ ๓ ๔ ให้เหมือนกัน แล้วใครเกิดที่ไหน กำหนดภูมิลำเนาเลยครับท่านก็ไปสมัครที่นั่น ผมเชื่อว่าเมืองตรังบ้านผม ผมเป็นคนตรังครับ เมืองตรังบ้านผมมีผู้ที่มีความรู้ความสามารถแต่ไปสมัคร ส.ว. ผมมั่นใจว่าตกแน่ เพราะต้องยอมรับ ความเป็นจริงว่า ส.ว. ผูกพันใกล้ชิดกับพรรคการเมือง ท่านสมาชิกทั้งหลายก็ได้อภิปรายตรงกัน แล้วผมรู้เลยว่าภาคใต้ใครที่จะสมัคร ส.ว. ได้ต้องเป็นใคร พรรคการเมืองไหนสนับสนุน ภาคเหนือ ภาคอีสานก็ไม่ต่างกัน เพราะฉะนั้นผมคิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่เราคิดกันใหม่ไหม วันนี้ยกตัวอย่างอีกครั้งก็คือว่าถ้ามีอดีตอธิการบดีผู้มีความรู้ความสามารถเป็นที่รู้จักโด่งดัง ในกรุงเทพฯ ถ้าลงไปสมัครเป็น ส.ว. จากการสรรหาในจังหวัดตรังส่งเข้ามาผมเชื่อว่ากรรมการ สรรหาต้องเลือกท่าน กรรมการสรรหา ๕๐ คนต้องเลือกท่าน เพราะฉะนั้นผมว่านี่คือวิธีการ ที่เราจะประคับประคองบ้านเมืองนี้ให้เดินหน้าต่อไป ผมคิดว่านี่เป็นเรื่องจำเป็นครับที่เราจะต้อง หันมาพูดคุยกัน วันนี้ผมไม่เห็นด้วยกับการที่ท่านสมาชิกได้มีการเสนอกันมาบอกว่าให้เลือกตั้ง อย่างเดียว บอกตรง ๆ เถอะครับว่าวันนี้เลือกตั้ง ถ้าถึงเวลาผมคิดว่าควรจะต้องพัฒนา ด้วยซ้ำไปว่าถ้า ส.ว. เลือกตั้งท่านสังกัดพรรคการเมืองไปเลย ให้มันชัดกันไปเลยมันจะได้จบ มันจะได้แสดงให้เห็นกัน ไม่ใช่ท่านเป็นอีแอบอยู่ วันนี้บ้านเมืองเราต้องพูดกันตรงไปตรงมา บ้านเมืองเรามันต้องเอาจริงเอาจังกันที่จะคิด ถ้าจะพัฒนาการเมืองคือสิ่งที่ผมเสนอในเรื่อง ของ ส.ว. สรรหา ในส่วนตัวผมเห็นว่า ส.ว. สรรหาควรจะต้องดำรงอยู่ต่อไปกำหนดเรื่อง ของกรรมการสรรหาให้ครบมามากมายจนวิ่งเต้นกันไม่ได้ จนลอบบี้กันไม่ได้ จนล็อกสเปก ไม่ได้ แล้วสภาเราก็จะมี ส.ว. ที่สามารถจะเข้ามาทำงานโดยเป็นคนที่มีความรู้ความสามารถ เป็นผู้ที่มีความตั้งใจทำงานเพื่อบ้านเมือง ยกตัวอย่างอย่างเช่น ขออนุญาตเอ่ยนามท่านก็คือ ท่าน ส.ว. วันชัย สอนศิริ ในที่สุดท่านก็ต้องเข้ามา นี่คือสิ่งที่เป็นตัวอย่าง แล้วก็นี่คือสิ่งที่ผมคิดว่ามันเป็นเรื่องผมจะเสนอต่อคณะกรรมาธิการ เรื่องอื่น ๆ ท่านประธานครับ ผมเองได้รับเวลา ๓๐ นาทีนะครับ แต่เนื่องจากผมคิดว่าท่านสมาชิกพรรคของผมได้เวลามาน้อย ผมก็เลยเกลี่ย ๆ กัน ก็คิดว่ามันมีเรื่องหลายเรื่องที่อยากจะแสดงความคิดเห็นเพิ่มเติมก็คือ ในประเด็นสั้น ๆ ก็คือในเรื่องของการแก้ไขมาตรา ๑๙๐ ผมคิดว่าเรื่องนี้ก็เป็นเรื่องที่เข้าใจ ตรงกันนะครับว่าจริง ๆ แล้วการบริหารราชการแผ่นดินโดยเฉพาะของฝ่ายบริหารมันก็ ค่อนข้างมีปัญหา ความไม่ชัดเจนเรื่องของนัยสำคัญมันก็เป็นปัญหา ผมว่าจริง ๆ ในภาครัฐ ในส่วนของการแสดงความคิดเห็นอื่น ๆ ในเรื่องของเหล่านี้นักวิชาการจำนวนมากก็ได้แสดง ความคิดเห็นกันอย่างชัดเจนว่าในเรื่องนี้ควรจะต้องมีวิธีการเขียนอย่างไรให้มีความชัดเจนขึ้น มีขั้นตอนในเรื่องของการเจรจาที่ชัดเจนว่ามันควรจะต้องริเริ่มมาตั้งแต่เรื่องของการศึกษา รวบรวมข้อมูลเพื่อทำกรอบการเจรจาไปจนกระทั่งตั้งหัวหน้าคณะเจรจา นั่นคือรูปที่ ๑ ก็คือ มีขั้นตอนตั้งแต่กระบวนการนั้น ขั้นตอนที่ ๒ ก็คือขั้นตอนระหว่างการเจรจาแล้วก็เจรจา เสร็จสิ้น แล้วขั้นตอนที่ ๓ ก็คือขั้นตอนการแสดงเจตนาให้มีผลผูกพัน ซึ่งผมคิดว่าเรื่องเหล่านี้ ท่านประธานครับ ถ้าเราได้มีการพูดกัน เปิดหัวใจกัน เราไม่มีการพูดกันแบบว่าใครก็ตาม หรือรัฐบาลนี้มีเป้าหมายอะไรลึกซึ้งสลับซับซ้อนไปมากกว่าที่พี่น้องประชาชนจะเข้าใจ ผมคิดว่ามันเป็นเรื่องที่เราคุยกันได้ในการประชุมคณะกรรมาธิการ เพราะในที่สุดแล้ว ผมคิดว่าในชั้นกรรมาธิการแล้วไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่ท่านกรรมาธิการจะมาจากฝ่ายค้าน มาจาก รัฐบาล หรือมาจากวุฒิสภาก็ตาม ผมว่าเรามีเป้าหมายเดียวกันก็คือการที่จะทำให้รัฐธรรมนูญ ฉบับนี้เป็นรัฐธรรมนูญที่ดี เขียนกฎหมายแล้วใช้ประโยชน์ได้เพื่อประโยชน์ของประชาชน ผมคิดว่าตรงนี้ละครับเป็นเรื่องสำคัญที่ผมเริ่มต้นมาว่ารัฐธรรมนูญกับการพัฒนาประเทศ รัฐธรรมนูญกับการพัฒนาการเมือง รัฐธรรมนูญกับการที่ทำให้บ้านเมืองของเราเป็นประชาธิปไตย มันมีความสำคัญแล้วก็เกี่ยวโยงเกี่ยวเนื่องกันอย่างแน่นอน ผมคิดว่าวันนี้ก็อยากจะขอร้อง ในฐานะที่ว่าเป็นสมาชิกรัฐสภาอยู่ท่านหนึ่ง ผมว่าบรรยากาศทั้งหลายเราเป็นคนสร้างได้ บรรยากาศที่พี่น้องประชาชนได้เห็นเราอยู่เราสร้างให้ประชาชนเห็นได้ว่าพวกเราทุกคน ในฐานะที่เป็นผู้แทนของประชาชนทั้งประเทศ ในฐานะที่เป็นผู้แทนของมวลชน ของปวงชนชาวไทย เรามีจุดมุ่งหมายเหมือนกัน ผมอยากเรียกร้องสมาชิกทุกท่านครับว่ารัฐธรรมนูญเป็นกฎหมาย สูงสุด เป็นกติกาที่วางกรอบไว้สำหรับการที่พวกเราจะได้เดินหน้าต่อไปในการมองไปข้างหน้า ผมอยากให้มองข้างหน้าอยากให้มองอนาคตร่วมกัน อะไรที่ทำให้อนาคตของบ้านเมืองเรา ไม่ต้องสะดุดหยุดลงทำไมเราไม่คิดจะทำกันละครับ พวกเราอยู่กันไม่นานนะครับ ไม่นานเราก็ จะไม่อยู่กันแล้ว เราจะทำอย่างไรให้แผ่นดินนี้เป็นแผ่นดินที่น่าอยู่สำหรับลูกหลานของเรา ต่อไปในอนาคต ผมฝากท่านไว้เพียงแค่นี้ ผมขอใช้เวลาเพียง ๒๕ นาทีครับท่านประธาน ด้วยความเคารพครับ สวัสดีครับ