รัฐสภา · ครั้งที่ ๔ · ๔ เมษายน ๒๕๕๖

พร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ สนับสนุนการแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะมาตรา 237 วรรคสอง โดยระบุว่ามันเป็น "มะเร็งร้าย" ของสังคมที่ทำลายอำนาจของประชาชน และขัดต่อหลักนิติธรรม

นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ ส.ส. บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมขอสนับสนุนการแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญทั้ง ๓ ร่าง เหตุผลว่ามีความจำเป็นในการแก้ไขโดยเฉพาะในมาตรา ๒๓๗ ซึ่งอำนาจของประชาชนถูกปล้นไปเมื่อปี ๒๕๔๙ เมื่อมีการยึดอำนาจ ท่านประธานคงทราบดี ว่าพรรคการเมืองเป็นสถาบันทางการเมืองที่มีความสำคัญต่อระบอบประชาธิปไตย โดยเฉพาะ รัฐธรรมนูญทุกฉบับหลายฉบับที่ผ่านมาแม้แต่ปี ๒๕๔๐ ก็ดี ปี ๒๕๕๐ ก็มีบทบัญญัติให้ ส.ส. ต้องสังกัดพรรคการเมือง เพราะว่าพรรคการเมืองเป็นตัวแทนของพี่น้องประชาชน ประชาชน มีความเดือดร้อน มีความคิดเห็นอย่างไรก็จะรวบรวมนำความคิดเห็นของประชาชนแล้วเสนอ ต่อสังคม รวมถึงเสนอต่อรัฐบาลให้รับรู้ถึงปัญหาในการที่จะเป็นที่พึ่งประชาชน พรรคการเมือง จึงเป็นตัวแทนของพี่น้องประชาชนในสังคม มีหน้าที่รวบรวมปัญหาต่าง ๆ เพื่อกำหนด เป็นนโยบายในการแก้ปัญหา เมื่อพรรคการเมืองมีโอกาสได้เสียงข้างมากก็ได้เป็นรัฐบาล ได้เสียงข้างน้อยกว่าก็เป็นฝ่ายค้าน ก็สะท้อนปัญหาเพื่อให้รัฐบาลดำเนินการแก้ไข ที่สำคัญ จากเหตุผลข้างต้นพรรคการเมืองถือเป็นสถาบันทางการเมืองที่สำคัญ การดำเนินกิจการ ทางการเมืองของพรรคการเมืองจะต้องมีความต่อเนื่อง แต่การดำเนินการทางการเมืองที่จะ แก้ปัญหาให้ประชาชนที่จะรับการแก้ไขนั้น รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ โดยเฉพาะมาตรา ๒๓๗ วรรคสอง การยุบพรรคการเมืองนั้นง่าย เป็นการทำลายโอกาสของประชาชน ผมเชื่อว่า มาตรา ๒๓๗ วรรคสอง เหมือนเนื้อร้ายในร่างกายมนุษย์ เปรียบเสมือนมะเร็งร้ายที่คอยบั่นทอน อำนาจของประชาชน ผมมองว่ากรณีที่มาตรา ๒๓๗ วรรคสอง ไม่เคยมีบทบัญญัติมาก่อน ในประวัติศาสตร์ของรัฐธรรมนูญไทย เป็นครั้งแรกในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ที่นำบทบัญญัตินี้มา โดยนำมาจากประกาศของคณะรัฐประหารเมื่อปี ๒๕๔๙ ที่นำมาบัญญัติ แล้วที่สำคัญ มันขัดต่อหลักนิติธรรมและเป็นการสร้างความไม่เป็นธรรม เป็นการเพิ่มปัญหาความขัดแย้ง ในสังคมการยุบพรรคง่าย พรรคพลังประชาชน พรรคไทยรักไทย พรรคชาติไทย พรรคมัชฌิมาธิปไตย ถูกยุบ วันนี้กรรมการบริหารพรรคที่ทรงคุณวุฒิและมีความรู้ความสามารถ ที่ไม่รู้เรื่องกับการกระทำผิดก็ถูกตัดสิทธิไป เป็นการเสียโอกาสของประชาชน ที่ผมขอสนับสนุน ในการแก้ไขร่างมาตรา ๒๓๗ เพื่อจะตัดวรรคสองออกไป เขาเรียกว่าตัดมะเร็งร้ายของสังคม ออกไป เราไปดูรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ปี ๒๕๕๐ เฉพาะมาตรา ๒๓๗ มีความเชื่อมโยงกับมาตรา ๖๘ ได้มีการกำหนดใช้การเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งแบบยกแผง หรือบางคนภาษาชาวบ้านเรียกว่ายกเข่ง ให้กับหัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารพรรค ที่ถูกยุบโดยใช้มาตรฐานการพิสูจน์แบบเหตุผลอันควรเชื่อได้ว่าเป็นมาตรฐานที่ต่ำกว่า กระบวนการยุติธรรมในทางกฎหมาย โดยเฉพาะกฎหมายอาญาในประเทศไทย เขาใช้มาตรฐาน พิสูจน์แบบปราศจากข้อสงสัย วันนี้แค่เชื่อว่านาย ก ทำผิด ยุบทั้งพรรค ผมถามว่าลักษณะนี้ ก็เหมือนกับครอบครัว ถ้าครอบครัวหนึ่ง นาย ก ทำผิด ยุบทั้งตระกูล ตั้งแต่พ่อแม่ ปู่ย่าตายาย ลูกหลานเหลน อันนี้มันถูกต้องหรือไม่ นี่คือขัดต่อหลักนิติธรรม ผมเชื่อว่ามาตรา ๒๓๗ เป็นเครื่องมือทางการเมืองในการทำลายพรรคการเมือง และที่สำคัญข้อสันนิษฐานทางกฎหมาย โดยเฉพาะเมื่อมีกรรมการบริหารพรรคคนใดทำผิดหรือสมาชิกที่ลงเลือกตั้งทำผิด แล้วเชื่อว่า กรรมการบริหารพรรคมีหลักฐานอันเชื่อว่ามีการสนับสนุนก็ถือว่ายุบพรรคการเมืองนั้นแล้ว ทั้งที่คนอื่น ๆ เขาไม่เกี่ยวข้อง นี่คือสิ่งที่ผมมองว่าไม่ควรจะเหมาเข่ง ในอดีตพรรคไทยรักไทย เคยเจ็บปวด ผมเชื่อว่าบ้านเลขที่ ๑๑๑ วันนี้เขาออกมาแล้ว พรรคพลังประชาชนถูกยุบ วันที่ ๒ ธันวาคม ปี ๒๕๕๖ ก็หมดวาระในการถูกแบน (Ban) พรรคชาติไทย พรรคมัชฌิมาธิปไตย ก็ถูกยุบ ผมถือว่าการที่จะมีมาตรา ๒๓๗ วรรคสอง เป็นมะเร็งร้ายของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ก็ควรจะตัดออกไป ด้วยเหตุผลนี้ผมเชื่อว่าหลายพรรคที่เขาถูกยุบไปแล้วเขาก็อยากให้มีการตัดมาตรา ๒๓๗ วรรคสองออกไป แต่เชื่อว่าบางพรรคเองก็ยังมองว่ามาตรา ๒๓๗ ที่ยังออกมาปกป้องกัน มันเป็นสิ่งที่ดีงาม หรืออาจจะเป็นเกราะคุ้มกันภัย เป็นภูมิคุ้มกันอย่างไร ผมก็ไม่ทราบ ในความคิดเห็น แต่ในฐานะที่เป็นสมาชิกรัฐสภา เป็นตัวแทนของพี่น้องปวงชนชาวไทย เราต้องการให้อำนาจของประชาชนโดยเฉพาะได้สะท้อนผ่านพรรคการเมืองว่าควรจะมี พรรคการเมืองที่เข้มแข็ง ก็ทำให้อำนาจของประชาชนเข้มแข็ง เมื่ออำนาจของประชาชน เข้มแข็งก็จะมีรัฐบาลที่เข้มแข็งได้บริหารแทนพี่น้องประชาชน ผมเชื่อว่าวันนี้สมาชิกรัฐสภา หลายท่านที่ได้นำเสนอแก้ไขร่างนี้ รวมทั้งท่าน ส.ส. และ ส.ว. ที่เขาเห็นด้วยก็เห็นถึงเหตุผล ว่ามีความจำเป็นอย่างไร บางพรรคก็อาจจะมองเห็นว่าเป็นอีกแบบหนึ่ง ผมเชื่อว่าวันนี้ ถึงเวลาแล้วที่จะใช้การแก้ไขมาตรา ๒๓๗ ควรจะต้องมีการแก้ไขโดยเฉพาะเลิกวรรคสอง ของมาตราดังกล่าว ที่สำคัญการที่จะคงไว้วรรคหนึ่งเป็นสิ่งที่น่าจะเป็นประโยชน์กับ พี่น้องประชาชนมากกว่า เพราะการกระทำของวรรคสอง ถ้าการกระทำของบุคคลตามวรรคหนึ่ง ปรากฏหลักฐานอันเชื่อได้ว่าหัวหน้าพรรคการเมืองหรือกรรมการบริหารพรรคการเมืองผู้ใด มีส่วนรู้เห็นหรือปล่อยปละละเลยก็ทำให้พรรคถูกยุบ ผมถามว่าวันนี้กรณีที่คนไม่ได้ทำผิด เราควรจะต้องมีการดำเนินการกับคนที่กระทำความผิดนะครับ โดยเฉพาะถ้าผู้สมัครทำผิด ก็ลงโทษผู้สมัครให้มีความรุนแรงตัดสิทธิ กรรมการบริหารพรรคใดรู้เห็นปล่อยปละละเลย หรือทราบการกระทำของผู้สมัครแล้วไม่ยับยั้งก็ควรจะต้องรับผลทางกฎหมายให้มีความรุนแรง เฉพาะกรรมการบริหารพรรคผู้นั้น ไม่ควรที่ต้องยุบพรรคการเมืองและเพิกถอนสิทธิ ทางการเมืองกับกรรมการบริหารพรรคคนอื่น ๆ นี่คือการขัดต่อหลักนิติธรรม ไม่มีประเทศ ประชาธิปไตยในโลกที่จะมีการยุบพรรคการเมืองง่าย ๆ เหมือนประเทศไทยในขณะนี้ การยุบพรรคการเมืองเป็นเรื่องรุนแรงที่ทำลายพรรคการเมืองทั้งหมดโดยที่สมาชิกพรรค ไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง จึงเกิดความไม่เป็นธรรมต่อสมาชิก และที่สำคัญไม่เป็นธรรมต่อประชาชน ซึ่งเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย การเพิกถอนสิทธิกรรมการบริหารพรรคถือเป็นโทษอย่างหนึ่งนะครับ แม้จะไม่ใช่โทษทางอาญา แต่มีผลร้ายแรงกว่าโทษทางอาญาในฐานหลายความผิด ผลของการตัดสิทธิทางการเมืองโดยสิ้นเชิง ควรมีเกิดเฉพาะกับผู้ที่กระทำความผิดนั้น ๆ ไม่ควรเหมาเข่งนะครับ ผมเชื่อว่าเหตุผลที่ผ่านมาศาลรัฐธรรมนูญก็อาศัยเหตุผลในการยุบ พรรคการเมืองมาหลายพรรค นี่คือสิ่งที่ผมได้ขอกราบเรียนต่อท่านประธานมาข้างต้นว่า ควรแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา ๒๓๗ เพื่อให้เป็นไปตามประโยชน์ของพี่น้องประชาชนว่า อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชน และที่สำคัญพรรคการเมืองควรเป็นที่พึ่งของประชาชน แล้วการแก้ไขครั้งนี้ที่สมาชิกรัฐสภาได้มีการเข้าชื่อกันเป็นการแก้ไขเพื่อประโยชน์ ของพี่น้องประชาชน และที่สำคัญเป็นการแก้ไขเพื่อคืนอำนาจประชาชนหลังจากถูกปล้น เมื่อการยึดอำนาจวันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ ขอกราบขอบพระคุณครับ