รัฐสภา · ครั้งที่ ๔ · ๔ เมษายน ๒๕๕๖

รสนา โตสิตระกูลแสดงความเห็นต่อร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ 3 ฉบับ โดยเห็นว่าร่างนั้นไม่เหมาะสมต่อประชาชนและไม่เพิ่มอำนาจการตรวจสอบของประชาชน เธอจึงหารือเรื่องการแก้ไขมาตรา ๑๙๐ เพื่อไม่ลดทอนสิทธิประชาชน และเพิ่มอำนาจการตรวจสอบของประชาชนให้มากขึ้น

นางสาวรสนา โตสิตระกูล สมาชิกวุฒิสภา กรุงเทพมหานคร

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน นางสาวรสนา โตสิตระกูล สมาชิกวุฒิสภากรุงเทพมหานคร ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ดิฉันใคร่ขอแสดงความเห็นต่อร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้ง ๓ ร่างว่า ถ้าดูโดยภาพรวมทั้งหมดดิฉันเห็นว่าร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้ง ๓ ฉบับนั้นเป็นไปเพื่อประโยชน์ ของฝ่ายบริหารมากกว่าการที่จะส่งเสริมสิทธิและการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน ดิฉันเอง เห็นว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้นเป็นสิ่งที่ทำได้แต่การทำนั้นควรจะเป็นการเพิ่มอำนาจ การตรวจสอบของประชาชนให้มากขึ้น ส่งเสริมให้การถ่วงดุลแล้วก็การตรวจสอบการทุจริตคอร์รัปชัน ในวงการเมืองนั้นมีความเข้มข้นมากขึ้น แล้วก็ดิฉันเองอยากจะเห็นด้วยซ้ำไปว่าน่าจะเพิ่ม อำนาจประชาชนที่จะสามารถฟ้องทางตรง ในกรณีที่มีการเบียดบังเอาทรัพย์สินของแผ่นดิน ไปเพื่อประโยชน์ส่วนตน ซึ่งเวลานี้ประชาชนไม่มีอำนาจฟ้องเอง ประชาชนจะต้องอาศัย องค์กรอื่นในการที่เป็นผู้ฟ้อง ซึ่งองค์กรเหล่านั้นบางครั้งก็ไม่ฟ้อง ประชาชนก็ถูกตัดสิทธิไป ดิฉันยกตัวอย่างในมาตรา ๖๘ ที่จะให้การแก้ไขโดยการแก้ไขนั้นต้องการตัดอำนาจ ของประชาชนออกไปทั้งที่เป็นอำนาจที่ศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำวินิจฉัยมาแล้วว่าประชาชนสามารถ ยื่นตรงต่อศาลรัฐธรรมนูญได้ในกรณีที่เป็นเรื่องของสิทธิการพิทักษ์รัฐธรรมนูญ ซึ่งดิฉันเองเห็นว่าสิทธิพิทักษ์รัฐธรรมนูญนั้นมีความสำคัญ เนื่องจากต้องมองว่ารัฐธรรมนูญนั้น เป็นชีวิต ต่อไปในอนาคตเราอาจจะมีรัฐธรรมนูญที่เป็นของประชาชนที่เราอยากได้มาตรานี้ ก็ยังควรจะมีไว้ แต่การที่ไปกำหนดว่าให้อัยการนั้นเป็นผู้ที่จะมีหน้าที่ในการยื่นเพียงฝ่ายเดียว ดิฉันคิดว่าอันนี้เป็นการตัดสิทธิประชาชนอย่างชัดเจน แล้วก็อัยการนั้นอาจจะเป็นตัวคัตเอาท์ (Cutout) ที่สำคัญในการที่จะไม่ยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญได้ ที่จริงการยื่นโดยตรงต่อศาลรัฐธรรมนูญนั้น ในมาตรา ๒๑๒ ก็มีอยู่แล้ว แล้วดิฉันคิดว่าไม่ต้องไปกังวลว่าศาลจะต้องรับภาระมากขึ้น ในเรื่องนี้ เพราะว่าอัยการเสียอีกมีคดีต่าง ๆ มากมายอยู่ในมือ ในขณะที่ศาลรัฐธรรมนูญนั้น รับพิจารณาเฉพาะบางเรื่องโดยเฉพาะที่เป็นเรื่องสำคัญ เพราะฉะนั้นในเรื่องของการพิทักษ์ รัฐธรรมนูญนั้นดิฉันคิดว่าเป็นเรื่องที่มีความสำคัญสำหรับประชาชนที่จะสามารถปกป้อง ด้วยตัวเอง ดิฉันเองเห็นว่าอัยการนั้นมีข้อน่าสงสัยหลายอย่าง ยกตัวอย่างในกรณีถ้าเป็นเอกชน ถูกละเมิดสิทธิ ยกตัวอย่างเรื่องของอดีตแพทย์หญิงท่านหนึ่งที่ถูกฆาตกรรม อัยการก็สั่งไม่ฟ้อง ทั้งที่เป็นคดีแผ่นดิน แต่เนื่องจากว่าบิดาของแพทย์หญิงคนนั้นสามารถฟ้องเองได้ เพราะฉะนั้น ดิฉันคิดว่าในกรณีที่เป็นเรื่องสิทธิพิทักษ์รัฐธรรมนูญนั้นเป็นเรื่องของประชาชนทุกคน ประชาชนต้องสามารถที่จะยื่นฟ้องโดยตรงได้ เพราะว่าถ้าให้อัยการยื่นนั้นก็จะกลายเป็นว่า ถ้าไม่ยื่นเรื่องก็จบ อัยการไม่ใช่ผู้พิพากษา ไม่ใช่ตุลาการที่จะเป็นผู้ตัดสิน ถ้าเขียนเช่นนั้น อัยการต้องมีหน้าที่ในการยื่นเพียงทางเดียว ดิฉันเองเห็นหลายเรื่องที่อัยการสูงสุดทำอย่างน่าสงสัย เช่น การไม่ฎีกาคดีภาษีของนักการเมืองท่านหนึ่ง อันนี้ก็เป็นเรื่องที่น่าสงสัย หรือคดีที่พระในวัดใหญ่ แห่งหนึ่งถูกคดีฉ้อโกงทรัพย์สินของวัด ที่ดินของวัด ขึ้นสู่ศาลแล้วอัยการก็ไปถอนคดี สิ่งเหล่านี้ดิฉันคิดว่าเป็นเรื่องที่ทำให้สังคมไม่มีความไว้วางใจ แล้วดิฉันเองเห็นว่าการแก้ มาตรา ๖๘ นั้นกำลังจะมุ่งไปเพื่อที่จะโหวตวาระที่สามในมาตรา ๒๙๑ ที่ถูกค้างคาอยู่ เพื่อที่จะนำไปสู่การแก้รัฐธรรมนูญทั้งฉบับ ซึ่งดิฉันเองเห็นว่าเรื่องนี้เป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง

สำหรับกรณีเรื่องมาตรา ๑๙๐ ดิฉันคิดว่าเรื่องนี้ก็เป็นเรื่องที่ชัดเจนว่าเป็นเรื่อง ของการที่ต้องการเบียดขับประชาชนออกไปจากพื้นที่ทางนโยบาย การที่แก้ไขมาตรา ๑๙๐ นั้น โดยที่ไม่มีข้อบัญญัติในรัฐธรรมนูญว่าต้องรับฟังหรือเยียวยาประชาชนที่ได้รับผลกระทบนั้น ดิฉันคิดว่าเป็นสิ่งที่ไม่เหมาะสม เป็นสิ่งที่ลดทอนสิทธิของประชาชน แล้วโดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นการสร้างอำนาจผูกขาด ให้กับฝ่ายบริหารมากขึ้น สิ่งที่เกิดขึ้นนี้ดิฉันคิดว่ากฎหมายในเรื่องของมาตรา ๑๙๐ นั้น ในสมัยที่รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ได้นำกฎหมายลูกเข้าสภาเมื่อเดือนพฤษภาคม ปี ๒๕๕๓ ปรากฏว่ารัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ในสมัยนั้นตัดเรื่องของสัญญาเงินกู้ว่าไม่เข้าข่ายมาตรา ๑๙๐ ดิฉันเองเห็นว่าถ้าเราทวนความหลังพรรคเพื่อไทยในสมัยที่เป็นฝ่ายค้านคัดค้านเรื่องนี้ อย่างหัวชนฝานะคะ แต่มาถึงวันนี้ท่านยกเลิกเรื่องนี้ให้หมด ดิฉันคิดว่าเรื่องนี้เป็นสิ่งที่ ต้องถูกตั้งคำถามนะคะว่าเวลาเราพูดถึงประชาธิปไตยแล้วเราพูดแต่ปากหรือเปล่า แต่จิตใจ และพฤติกรรมของเรานั้นไม่ใช่เป็นไปเพื่อที่จะทำให้เกิดประชาธิปไตย แต่เป็นการอ้างเพื่อจะนำไปสู่ การใช้อำนาจผูกขาดให้มากขึ้นใช่หรือไม่ ดิฉันขอยกตัวอย่างนะคะ กรณีที่มีข้าราชการรายหนึ่ง ลาออกไปสมัครผู้ว่าราชการแล้วก็กำลังจะเข้ามารับราชการใหม่ ก็มีการอ้างหนังสือ ของเลขาธิการคณะรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง สมัยเมื่อปี ๒๕๐๐ ว่าในสมัยนั้นเป็นรัฐบาลทหาร คณะปฏิวัติด้วยซ้ำไป มีจดหมายเพียงฉบับเดียวที่อ้างมติการประชุมของ ครม. ว่าถ้าข้าราชการคนใด ลาออกไปแล้วไปสมัครผู้แทนราษฎรสมัครไม่ได้ให้กลับเข้ารับราชการได้ สิ่งเหล่านี้กำลัง ถูกเอามาใช้ในปี พ.ศ. นี้ ซึ่งที่จริงจดหมายฉบับนั้นก็อ้างเหมือนกันว่าทำเพื่อประชาธิปไตยนะคะ เพราะฉะนั้นเวลานี้ทุกคนอ้างเพื่อประชาธิปไตยทั้งสิ้น แต่ดิฉันเองเห็นว่าเป็นสิ่งที่เป็นเรื่อง ประชาธิปไตยแต่ปากมากกว่าเพราะว่ากฎหมายของคณะปฏิวัติในสภาแห่งนี้ที่ยังใช้การอยู่ ๕๐๐ กว่าฉบับไม่เคยมีใครคิดแก้ไข ดิฉันขอแตะประเด็นอีกอันหนึ่งเรื่องเกี่ยวกับการปลดล็อก ในเรื่องของ ส.ว. ดิฉันเองเห็นด้วยนะคะกับการที่เราจะมี ส.ว. จากการเลือกตั้ง แต่ที่จริงแล้ว ส.ว. จากการเลือกตั้งนั้นควรจะมีที่มาที่ต่างจาก ส.ส. เพราะว่าถ้าไปมีที่มาเช่นเดียวกับ ส.ส. ดิฉันคิดว่าให้มีสภาเดียวเสียดีกว่า ถ้าหากว่าการแก้ไขตรงนี้ทำในแง่ที่ว่าให้ ส.ว. นั้นมาจาก กระบวนการการคัดสรรก่อนเป็นสายของวิชาชีพ ซึ่งควรจะมีทั้งฝ่ายแรงงาน ฝ่ายเกษตรกร ฝ่ายสภาอุตสาหกรรม กลุ่มทุกกลุ่มที่เป็นวิชาชีพในสังคมนั้นถูกคัดเลือกมา ๒ เท่าแล้วมาให้ ประชาชนเลือกให้เหลือเท่าเดียว เพราะฉะนั้นก็จะหมดข้อครหาที่ไปเรียก ส.ว. สรรหา ซึ่งดิฉันคิดว่ามีคุณภาพ ในหลาย ๆ ท่านนะคะไปเรียกเขาว่าเป็น ส.ว. ลากตั้งนั้นเป็นสิ่งที่ ไม่สมควร เพราะฉะนั้นก็ควรที่จะให้มีการเลือกโดยสายวิชาชีพเข้ามาแล้วก็มาอิงกับการเลือก ของประชาชน ดิฉันคิดว่าวิธีนี้จะเป็นในสิ่งที่สำคัญกว่า

ส่วนในกรณีเรื่องมาตรา ๒๓๗ ในเรื่องการยกเลิก การยุบพรรคการเมืองนั้น ดิฉันคิดว่าที่จริงกฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับนี้เคยมีแล้วตั้งแต่ปี ๒๕๔๐ นะคะ แล้วก็เนื่องจากว่า ประเทศไทยเป็นประเทศเดียวที่เราปล่อยให้พรรคการเมืองมีอำนาจมาก ครอบงำ ส.ส. ทั้งหมด เราเห็นได้เลยนะคะว่า ส.ส. ไม่มีทางที่จะมีสิทธิในการโหวตได้ด้วยตัวเอง ดิฉันเห็นการชูนิ้ว ๒ นิ้ว ๓ นิ้ว ก็สามารถที่จะควบคุมมติเสียงข้างมากในสภาแห่งนี้ ดิฉันคิดว่าทำไมจึงไม่แก้ไข กฎหมายรัฐธรรมนูญให้มีการสมัครอิสระ เพราะฉะนั้นดิฉันคิดว่าสิ่งนี้นะคะถ้าหากว่าเรา แก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อประชาชน เพื่อที่จะเพิ่มอำนาจการตรวจสอบของประชาชนดิฉันเอง เห็นด้วย แต่สิ่งที่เกิดขึ้นนั้นเราใช้อำนาจของเราในการแก้เพื่อสร้างอำนาจผูกขาดมากขึ้น อันนี้ดิฉันไม่เห็นด้วยและไม่สามารถรับร่างรัฐธรรมนูญทั้ง ๓ ร่างนี้ได้ ขอบพระคุณค่ะ