รัฐสภา · ครั้งที่ ๔ · ๔ เมษายน ๒๕๕๖

สุรสาล ผาสุข แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญ โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของมาตรา 68 และการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่มีความขัดแย้ง และเสนอให้อัยการสูงสุดเข้ามาตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อนว่าเป็นกรณีที่ต้องใช้มาตรา 68 หรือไม่ และยังเรียกร้องการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญด้วย

นายสุรสาล ผาสุข สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สิงห์บุรี

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายสุรสาล ผาสุข สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสิงห์บุรี พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา กระผมเห็นด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พุทธศักราช .... ทั้ง ๓ ร่าง แต่เนื่องจากจำกัดด้วยข้อเวลา จะได้ขออนุญาตอภิปรายแสดงความคิดเห็นเฉพาะร่างรัฐธรรมนูญ แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา ๖๘ เท่านั้น ท่านประธานที่เคารพครับ ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้จะทำให้เจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ ที่เกี่ยวข้องกับมาตรานี้มีความชัดเจนยิ่งขึ้น โดยได้ให้อัยการสูงสุดทำหน้าที่กลั่นกรอง ให้ศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งผลของการแก้ไขในมาตรานี้จะทำให้ผู้ที่เกี่ยวข้องสามารถปฏิบัติได้ อย่างถูกต้องตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญได้อย่างแท้จริง ท่านประธานที่เคารพครับ เป็นที่ทราบกันดีนะครับว่าการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ เกี่ยวกับรัฐธรรมนูญมาตรา ๖๘ วรรคสอง ซึ่งวินิจฉัยว่าผู้ทราบการกระทำสามารถยื่นเรื่อง ให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยได้โดยตรงโดยไม่ต้องยื่นกับอัยการสูงสุด ซึ่งคำวินิจฉัยดังกล่าวนั้น จะก่อให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง กระผมนั้นยอมรับในคำวินิจฉัย แต่ก็ขอสงวนสิทธิ ที่จะมีความคิดเห็นต่าง เพราะเห็นว่าคำวินิจฉัยดังกล่าวนั้นมีความขัดแย้งและไม่สมเหตุสมผล ในหลายประการดังต่อไปนี้ครับ

ประการที่ ๑ เป็นการวินิจฉัยที่ขัดต่อเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญมาตรา ๖๘ วรรคสอง เพราะเจตนาของรัฐธรรมนูญนั้นต้องการให้ยื่นต่ออัยการสูงสุดเช่นเดียวกับ เจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ มาตรา ๖๓ เพราะหากผู้ทราบการกระทำยื่นเรื่อง ต่อศาลรัฐธรรมนูญได้จะส่งผลให้การยื่นเรื่องต่ออัยการสูงสุดเป็นเรื่องที่ไร้สภาพบังคับในทันที ท่านประธานที่เคารพครับ ถ้าถามว่าเจตนารมณ์ของกฎหมายอยู่ที่ไหน ก็น่าจะดูได้จาก การแสดงความคิดเห็นขององค์คณะผู้ร่างและการใช้ภาษาในบทบัญญัตินั้น ซึ่งเมื่อศึกษา และอ่านดูแล้วก็สามารถจะเข้าใจได้ถึงเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ บทบัญญัติได้ใช้ คำว่า และ ก็เป็นที่เข้าใจได้ว่าองค์คณะของผู้ร่างต้องการให้เจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ มาตรา ๖๘ วรรคสองนั้นเป็นเช่นไร ซึ่งกระผมจะไม่ขออนุญาตกราบเรียนซ้ำอีกครั้ง เพราะเมื่อวานนี้ท่านสมาชิกผู้อาวุโส พันเอก ดอกเตอร์อภิวันท์ วิริยะชัย ต้องขออภัย ที่เอ่ยนามท่านนะครับ ท่านได้ผู้ไว้ในประเด็นนี้อย่างชัดเจนแล้ว ท่านประธานที่เคารพครับ หากรัฐธรรมนูญประสงค์จะให้สิทธิบุคคลดำเนินการได้ ๒ ทางก็จะบัญญัติไว้อย่างชัดเจน เช่นตามรัฐธรรมนูญมาตรา ๒๗๕ วรรคสี่ เรื่องการดำเนินคดีอาญาต่อผู้ดำรงตำแหน่ง ทางการเมืองระดับสูง ซึ่งบัญญัติไว้ว่า ในกรณีผู้ถูกกล่าวหาตามวรรคหนึ่งเป็นผู้ดำรงตำแหน่ง นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี ประธานสภาผู้แทนราษฎร หรือประธานวุฒิสภา ผู้เสียหายจาก การกระทำดังกล่าวจะยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ เพื่อให้ดำเนินการตามมาตรา ๒๕๐ (๒) หรือ ผมย้ำคำว่า หรือ นะครับ จะยื่นคำร้อง ต่อที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาเพื่อขอให้ตั้งผู้ไต่สวนอิสระตามมาตรา ๒๗๐ ก็ได้ ท่านประธานที่เคารพครับ ตามหลักของการให้เหตุผลนั้นการใช้คำว่า หรือ หมายความว่าข้อความนั้นกำหนดให้มี ทางเลือกได้ ดังนั้นจึงเป็นที่เข้าใจได้ไม่ยากนะครับว่าเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ ซึ่งคำวินิจฉัย ควรจะเป็นไปตามแนวทางของเจตนารมณ์เช่นนั้นหรือไม่

ประการที่ ๒ เป็นการวินิจฉัยที่ไม่เป็นไปตามการดำเนินการเกี่ยวกับผู้กระทำ ความผิดในทางอาญา เนื่องจากการกระทำที่เข้าลักษณะมาตรา ๖๘ เป็นเรื่องสำคัญครับ ที่ผู้กระทำต้องมีความผิดในทางอาญาด้วย ดังนั้นจึงควรที่จะให้อัยการสูงสุดซึ่งเป็นองค์กร ในกระบวนการยุติธรรมนั้นได้เข้ามาทำหน้าที่กลั่นกรองข้อเท็จจริงก่อนว่าเป็นกรณี ที่ต้องด้วยมาตรา ๖๘ วรรคแรกหรือไม่

ประการที่ ๓ ครับท่านประธานที่เคารพ เป็นการวินิจฉัยที่ขัดแย้งกับหลัก ของความสอดคล้องต้องกันของระบบกฎหมายทั้งระบบ กล่าวคือถ้าเป็นเรื่องที่มีมูลเหตุ ของการกระทำที่เป็นเรื่องเดียวกันก็ต้องแปลความให้สอดคล้องต้องกันนะครับ เช่น ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองมาตรา ๙๔ (๑) มีมูลเหตุ การกระทำที่เป็นเรื่องเดียวกันกับที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๖๘ วรรคหนึ่ง ซึ่งกฎหมาย ได้กำหนดให้อัยการสูงสุดเป็นผู้กลั่นกรองเรื่องก่อนส่งไปให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณา ดังนั้น การแปลความของมาตรา ๖๘ ก็ควรจะต้องแปลความให้สอดคล้องกัน คือต้องเสนอเรื่องให้ อัยการสูงสุดตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อนเท่านั้น ท่านประธานที่เคารพครับ นอกจาก การวินิจฉัยดังกล่าวจะขัดแย้งในการเรื่องต่าง ๆ ที่กระผมได้รับกราบเรียนมาแล้ว ยังขัดแย้ง กับความเห็นของนักวิชาการ บทความตลอดจนเอกสารต่าง ๆ แม้แต่เอกสารตำราของ ศาลรัฐธรรมนูญเองก็ยังเขียนขัดแย้งกับผลการวินิจฉัยดังกล่าว เช่นจากหนังสือ ๑๐ ปี ศาลรัฐธรรมนูญไทยสู่ศตวรรษใหม่ของนิติรัฐใหม่ จัดทำโดยสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๕๑ ในประเด็นเกี่ยวกับผู้มีสิทธิฟ้องคดีต่อศาล ระบุไว้ชัดเจนว่า ผู้มีสิทธิฟ้องคดีต่อศาลรัฐธรรมนูญนั้น เป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด เช่น ประธานสภา นายกรัฐมนตรี องค์กรตามรัฐธรรมนูญ เป็นต้น แต่ไม่ได้กำหนดให้ประชาชนมีสิทธิยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญโดยตรงแต่ประการใด ท่านประธานที่เคารพครับ ด้วยเหตุผลที่กระผมได้กราบเรียนมานั้นจึงสมควรกำหนด การใช้สิทธิและเสรีภาพของบุคคลเพื่อพิทักษ์รัฐธรรมนูญให้มีความชัดเจน เพื่อประโยชน์ ในการปฏิบัติหน้าที่ขององค์กรอิสระที่เกี่ยวข้อง กระผมจึงขออนุญาตที่จะสนับสนุน ร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พุทธศักราช .... ทั้ง ๓ ร่างครับ