สามารถ แก้วมีชัย หารือเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยเน้นย้ำถึงการยึดหลักการประชาธิปไตย และเรียกร้องให้มีการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา เพื่อให้ประชาชนได้ตัดสินใจโดยตรง นอกจากนี้ยังหารือเรื่องการเพิ่มความชัดเจนในการเจรจากับต่างประเทศ และการรับรองให้การกระทำที่ผิดกฎหมายไม่ลอยนวล เพื่อไม่เป็นปัญหาต่อไปในอนาคต
ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม สามารถ แก้วมีชัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงราย พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ก่อนที่ผมจะเข้าสู่สาระของการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ทั้ง ๓ ฉบับ ก็อยากจะยืนยันเจตนาและจุดยืนของกระผมและพรรคเพื่อไทยให้ชัดเจนอีกครั้งหนึ่งว่า เราปรารถนาที่อยากจะให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ทั้งฉบับ เหตุผลสำคัญท่านประธาน ก็ทราบดีว่ารัฐธรรมนูญที่เราใช้อยู่ฉบับปัจจุบันเป็นผลผลิตจากสถานการณ์ที่ไม่ปกติของบ้านเมือง ฉะนั้นบทบัญญัติบางส่วนในรัฐธรรมนูญที่ใช้อยู่จึงเคลือบแคลงไปด้วยอคติ มีความหวาดระแวง ความไม่ไว้วางใจซึ่งกันและกัน ไม่ได้ยกร่างอยู่บนหลักการที่เป็นหลักนิติธรรม นิติรัฐ และที่สำคัญ ท่านประธานครับ สิ่งที่ยกร่างไว้หลายเรื่องเป็นปัญหาเป็นอุปสรรคและจะนำไปสู่ความไม่ปรองดอง สมานฉันท์ของพี่น้องในบ้านเมือง แต่เนื่องจากความพยายามที่จะทำทั้งฉบับซึ่งเราก็ได้ทำแล้วก็มีปัญหา มีอุปสรรค จนกระทั่ง วาระที่สามก็ยังไม่สามารถที่จะลงมติได้ก็คาอยู่ในรัฐสภาแห่งนี้เพราะเหตุคำวินิจฉัยและข้อแนะนำ ของศาลรัฐธรรมนูญ ก็ไม่เป็นอะไรครับ ในเมื่อเราต้องการเห็นบ้านเมืองสงบสุขไม่มีปัญหา ต้องการจะเห็นทุกสิ่งทุกอย่างเดินหน้าเพื่อจะนำไปสู่บรรยากาศแห่งความสามัคคีปรองดอง พวกเราก็รอได้ แล้วก็จะปฏิบัติตามคำวินิจฉัยและคำแนะนำของศาลรัฐธรรมนูญนั่นก็คือ แก้เป็นรายมาตรา ขณะนี้เราได้มีการเสนอร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญมา ๓ ฉบับ ผมขออนุญาตไล่เลียงแต่ละฉบับเพื่อทำความเข้าใจกับเพื่อนสมาชิกแล้วก็พี่น้องประชาชน ที่ฟังอยู่ทางบ้านนะครับ ฉบับแรกเราต้องการแก้ไขให้สมาชิกวุฒิสภามาจากการเลือกตั้ง ของพี่น้องประชาชนโดยตรง ฉบับที่ ๒ ต้องการแก้ไขมาตรา ๑๙๐ ซึ่งพูดถึงเรื่องการไปทำ สนธิสัญญาและข้อตกลงต่าง ๆ กับต่างประเทศหรือองค์กรระหว่างประเทศ เขียนเสียให้ชัดเจน เขียนแล้วปฏิบัติได้อย่าให้มีปัญหาทำให้เราเสียโอกาสในการที่จะไปเจรจาหรือไปแข่งขัน กับต่างประเทศ ปัญหาที่เกิดขึ้นฝ่ายบริหารก็หนักใจ พี่น้องประชาชนบ้านเมืองก็เสียประโยชน์ ฉะนั้นมาตรา ๑๙๐ ก็มีการแก้ไขในคราวนี้ด้วย ร่างฉบับที่ ๓ ก็คือการแก้ในเรื่องของ สิทธิประชาชนที่จะร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญโดยผ่านกระบวนการอัยการสูงสุด และพูดถึง เรื่องการยกเลิกมาตรา ๒๓๗ ที่เกี่ยวข้องกับการยุบพรรคการเมือง การเพิกถอนสิทธิ ของหัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารพรรค ซึ่งผมขออนุญาตอภิปรายอธิบายเหตุผล ทั้ง ๓ ร่างดังต่อไปนี้ครับ
เรื่องแรก เรื่องสมาชิกวุฒิสภาที่ควรจะมาจากการเลือกตั้ง เรายึดหลักการสำคัญ ของระบอบประชาธิปไตยว่าการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอำนาจเป็นของประชาชน เราเป็นประชาธิปไตยตั้งแต่ปี ๒๔๗๕ ก็เขียนมาตลอดในรัฐธรรมนูญ แต่เขียนต่างกันหน่อย รัฐธรรมนูญก่อนปี ๒๕๔๐ จะเขียนบอกว่า อำนาจอธิปไตยมาจากปวงชนชาวไทย แต่รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ เขียนว่า อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย ก็เถียงกันมากเรื่อง มาจาก กับ เป็นของ แต่ในที่สุดเราเห็นว่า เป็นของ น่าจะชัดเจนว่าเป็นของประชาชนจริง ๆ เพราะถ้ามาจากประชาชนมาแล้วก็ผ่านไปอย่างที่เราเห็นล้มลุกคลุกคลานมาตลอด ขนาดเป็นของยังมีคนมายื้อมาแย่งไป ฉะนั้นวันนี้เมื่อหลักการประชาธิปไตยบอกว่า เป็นของประชาชนอำนาจการปกครองประเทศเป็นของประชาชน ผู้ใช้อำนาจแทนประชาชน ก็จำเป็นที่จะต้องยึดโยง ผูกโยง ยึดเหนี่ยวจากประชาชน เราใช้ระบบการเลือกตั้งเป็นการผ่องถ่าย อำนาจจากประชาชนไปสู่ตัวแทนซึ่งคือผู้แทนราษฎร ซึ่งคือสมาชิกวุฒิสภา สมาชิกวุฒิสภา เราเคยใช้วิธีการแต่งตั้ง เราเคยใช้วิธีสร้างเจตนาว่าสมาชิกวุฒิสภาหรือสภาสูงเป็นสภาพี่เลี้ยง มาตั้งแต่เราเปลี่ยนแปลงการปกครอง โดยอ้างตลอดเวลาว่าเนื่องจากประชาชนเรายังขาดความรู้ ความเข้าใจในการปกครองระบอบประชาธิปไตย ยังเรียนหนังสือกันน้อย ยังรู้ไม่เท่าทัน แต่วันนี้ท่านประธานครับ เราเป็นประชาธิปไตยมา ๘๑ ปีแล้ว ตั้งแต่ปี ๒๔๗๕ จนถึงปัจจุบันผมเชื่อ ผมมั่นใจ ผมศรัทธาในพี่น้องประชาชนว่าเขาได้เรียนรู้เขาได้พัฒนาการความรู้ความคิด ของเขาดีกว่าที่เราคาดไว้ ฉะนั้นถึงเวลาเราควรจะคืนอำนาจให้เขาเป็นผู้ตัดสินว่านอกจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ที่เข้ามานั่งในรัฐสภาแห่งนี้แล้ว สมาชิกวุฒิสภาก็ควรจะต้องให้เขาเป็นผู้ตัดสินเอง ผมเคยเป็น สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญเมื่อปี ๒๕๔๐ ท่านประธานครับ ฉบับปี ๒๕๔๐ เป็นฉบับแรก ที่เราให้สมาชิกวุฒิสภามาจากการเลือกตั้ง อยากจะเล่าบรรยากาศสั้น ๆ ให้ที่ประชุมได้ฟังว่า จริง ๆ แล้วขณะชั้นยกร่างไม่ได้มีความคิดที่จะให้มาจากการเลือกตั้ง มีบางกลุ่ม บางฝ่าย พยายามที่จะดิ้นรนเสนอให้สมาชิกวุฒิสภามาจากการสรรหาจากกลุ่มอาชีพต่าง ๆ ผมจำได้ว่า ผมถามในที่ประชุมสภาร่างรัฐธรรมนูญ ผมถามว่ากลุ่มอาชีพที่ท่านคิดจะตั้งขึ้นนะครับ ท่านเอาอะไรมาเป็นบรรทัดฐานว่าจะเป็นกลุ่มผู้หญิง กลุ่มสตรี จะเป็นกลุ่มชาวไร่ ชาวนา กลุ่มโน้น กลุ่มนี้ กลุ่มผู้ใช้แรงงาน เอาอะไรมาวัดว่าเป็นตัวแทนของกลุ่มนั้นจริง ๆ ในที่สุด หาคำตอบไม่ได้ เมื่อหาคำตอบไม่ได้ทางออกที่ดีที่สุดก็บอกว่าให้ประชาชนเขาเป็นคนตัดสินนะครับ เขาเห็นว่าผู้หญิงดีเขาจะเลือกเอาผู้หญิงมาจากทุกจังหวัดก็แล้วแต่เขา คนไหนเก่งเขามีสิทธิ มีโอกาสที่จะตัดสินของเขาเอง จนในที่สุดเราก็ได้วุฒิสมาชิกที่มาจากการเลือกตั้ง ตามรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ก็น่าเสียดายนะครับรัฐธรรมนูญฉบับนั้นใช้มา ๙ ปีก็มีการปฏิวัติ รัฐประหารยกเลิกไปกลับกลายมาใช้สมาชิกวุฒิสภา ๒ แบบ มาทั้งเลือกตั้ง มาจากทั้งสรรหา หนักกว่าเดิมนะครับ สรรหาปัจจุบันให้คน ๗ คน ที่เราเรียกว่าเทวดา ๗ ตนเลือกเข้ามา มันก็เป็นอย่างนี้ละครับ ฉะนั้นวันนี้เมื่อพวกเรามีโอกาสเราควรจะเรียกร้องเอาอำนาจ อธิปไตยคืนให้กับประชาชนโดยการให้มีการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา นี่คือหัวใจสำคัญ ของการแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญฉบับแรกนะครับ ถามว่าสมาชิกวุฒิสภาให้มีจำนวนเท่าไร ก็บัญญัติไว้ว่าให้มี ๒๐๐ คน แต่ละจังหวัดจะมีได้กี่คนก็เอาจำนวนประชากร ๖๐ กว่าล้านคน ตั้งหารด้วย ๒๐๐ คนเฉลี่ยกันไปว่า จังหวัด ก จังหวัด ข จังหวัด ค จังหวัด ง จะมีสักกี่คน ก็ตามสัดส่วนประชาชน และผมอยากทำความเข้าใจว่าเมื่อปี ๒๕๔๐ การเลือกสมาชิกวุฒิสภา เราใช้เขตจังหวัดเป็นเขตเลือกตั้ง ผมยกตัวอย่างเช่นจังหวัดเชียงรายผมมีสมาชิกวุฒิสภา ได้ ๔ คน มีผู้สมัครกี่คนก็ช่าง ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งมีสิทธิกาได้เบอร์เดียว แล้วเอาคะแนน มาเรียงกันนะครับ ใครได้คะแนนลำดับที่ ๑ ลำดับที่ ๒ ลำดับที่ ๓ ลำดับที่ ๔ ก็มาเป็น สมาชิกวุฒิสภา ไม่มีทางที่พรรคการเมืองจะไปครอบงำใครได้ ท่านไม่ต้องไปห่วงนะครับว่า ถ้าเราเลือกตั้งแล้วสมาชิกวุฒิสภาจะมาจากตัวแทนของพรรคการเมือง เพราะวิธีการเลือกตั้ง เราไม่ได้ส่งกันเป็นทีมและให้กาเบอร์เดียวได้ทั้งทีมนะครับ กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ เมื่อปี ๒๕๔๐ จะใช้วิธีให้วัน แมน วัน โหวต ๑ คนกาได้เบอร์เดียวแล้วเอาคะแนนมาเรียงกัน ฉะนั้นโอกาสของพี่น้องประชาชนจากหลากหลายสาขาอาชีพก็จะมีโอกาสได้เข้ามาทำหน้าที่ ของเขา นอกจากนั้นแล้วสาระสำคัญในร่างนี้อีกนะครับเมื่อมีสมาชิกวุฒิสภามาจากการเลือกตั้ง จำนวน ๒๐๐ คนแล้ว ทุกสิ่งทุกอย่างมาจากประชาชนก็ไม่จำเป็นจะต้องไปกำหนดว่าต้องเป็น วาระเดียวและให้หยุดห้ามเป็นติดต่อกัน ก็แล้วแต่ประชาชน ถ้าประชาชนเขาเห็นว่า เหมาะสมดี เขาเลือกต่อก็เลือก เขาเห็นว่ามันไม่ได้เรื่อง เขาก็ไม่เลือก ฉะนั้นไม่ควรจะไป จำกัดสิทธิในการสมัครอันนั้นก็ได้ยกเลิกไว้แล้วนะครับ รายละเอียดอื่น ๆ คุณสมบัติอื่น ๆ ซึ่งยังยกเอาตามรัฐธรรมนูญปัจจุบันใส่เข้าไว้ก็อยู่ในชั้นแปรญัตติอาจจะต้องไปแก้ไขกัน ผมยกตัวอย่างหลายท่านพูดไปแล้วที่บอกว่าห้ามบุพการี สามี ภรรยา พ่อ แม่ ลูก อะไร ก็แล้วแต่สมัครเป็น ส.ส. แล้วห้ามไปเป็น ส.ว. หรือเป็น ส.ว. ก็ต้องห้ามเป็น ส.ส. พ้นจาก ตำแหน่งแล้วกี่ปีถึงจะมาลงสมัครได้ พวกนี้เป็นเงื่อนไขซึ่งไม่สอดคล้องกับประชาธิปไตย เป็นการไปดูถูกพี่น้องประชาชน ไปเขียนกฎหมายเพื่อบังคับให้เป็นโน่นเป็นนี่ มันไม่ได้แล้วครับ ท่านประธาน เขาจะเลือกผัวเลือกเมียมาเป็น เขาจะเลือกพ่อ เลือกแม่ เลือกลูก ก็เรื่องของพี่น้องประชาชน หัวใจสำคัญอยู่ที่ประชาชน ฉะนั้นเราต้องศรัทธาในประชาชน ผมฟังเพื่อนสมาชิกหลายท่านพูดนะครับ ท่านก็ไปหวาดระแวง ไปกลัวโน่นกลัวนี่ ท่านกำลังดูถูกประชาชนนะครับ วันนี้ประชาชนเขามีโอกาสได้รับการเรียนรู้ หลายต่อหลายเรื่องจากการทะเลาะเบาะแว้งในบ้านเมือง วิกฤติที่เกิดขึ้น ผมว่าในวิกฤติเหล่านี้ ก็เป็นโอกาสให้ประชาชนได้เรียนรู้ ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายไหนก็ตาม ทุกฝ่ายก็ให้ความรู้กับประชาชน แล้วในที่สุดความรู้นั้นมันยิ่งกว่าห้องเรียนในมหาวิทยาลัย เขารู้จักตัดสินใจเขาแล้วนะครับ อันนี้คือเรื่องของวุฒิสภามาจากการเลือกตั้ง แล้วที่เราเป็นห่วงครับ ขณะนี้มี ส.ว. สรรหา ท่านยังคงเหลือวาระอยู่ ส.ว. เลือกตั้ง ท่านอาจจะหมดวาระ ๒ มีนาคม ๒๕๕๗ ส.ว. สรรหา เราก็ให้ท่านได้อยู่ต่อจนสิ้นวาระท่าน ไม่เป็นไรครับ ช่วงรอยต่ออาจจะมี ส.ว. เลือกตั้งมา ๒๐๐ ท่าน บวกกับ ส.ว. สรรหาที่ค้างอยู่ มันจะเกิน ๒๐๐ กว่าท่านก็เป็นเรื่องปกติ เราก็ เขียนบทเฉพาะกาลไว้ เมื่อ ส.ว. สรรหาหมดวาระก็จบ ต่อไปก็เข้ากระบวนการเลือกตั้งปกติ ก็จะมี ส.ว. อยู่ ๒๐๐ ท่าน
ส่วนร่างที่ ๒ ท่านประธานครับ ผมมีเวลาน้อย แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา ๑๙๐ คือมาตรา ๑๙๐ วันนี้มันเขียนพะรุงพะรังจนกระทั่งรัฐบาลทำงานไม่ได้ จะไปเจรจาจะไปพูดจา กับใครก็ลำบาก ผมยกตัวอย่างใกล้ตัวที่สุดที่จังหวัดเชียงรายบ้านผม เรือจีนขนสินค้ามาที่ อำเภอเชียงแสน ถูกนายหน่อคำและใครต่อใครร่วมกันปล้น ยิงเขาตาย ๑๓ ศพ นายหน่อคำ โดนประหารชีวิตไปแล้วนะครับ ปรากฏว่ารัฐบาลจีน รัฐบาลพม่า รัฐบาลลาว ขอให้รัฐบาลไทย ส่งตัวแทนไปเจรจากันว่าเราจะจัดกองกำลังอารักขากองเรือสินค้า ซึ่งเรือสินค้าที่มาประเทศไทย เอาของประเทศจีนมาขาย แล้วเอาของเราไปขายประเทศจีนเราได้ดุลการค้านะครับ ปีหนึ่ง เขาซื้อจากเราไปประมาณเกือบ ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท ขณะที่เราซื้อเขาระดับ ๑๐๐ ล้านบาท ฉะนั้นมันเป็นผลดีกับเรา ก็ไปเจรจากันที่เมืองจีน เจรจากัน ๔ ประเทศว่าถ้าเรือสินค้าเข้าน่านน้ำไทย ให้ประเทศนั้นจัดกองเรืออารักขา ผ่านประเทศจีนประเทศจีนก็ดูแล ผ่านประเทศพม่า ประเทศพม่าดูแล ผ่าน สปป. ลาว สปป. ลาวก็ดูแล เข้าเขตน่านน้ำไทยประเทศไทยดูแล ไปคุยกัน ๔ ประเทศ ปรากฏว่า ๓ ประเทศเขาลงนามในข้อตกลงนี้หมดแล้ว ประเทศไทย นี่ละครับไม่กล้าลงนาม บอกว่าเดี๋ยวจะผิดรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๐ ต้องกลับบ้านไปถาม รัฐสภาก่อน แล้วมันเป็นอย่างไรล่ะครับ ความน่าเชื่อถือของตัวแทนรัฐบาลที่ออกไปเจรจา กับต่างประเทศมันไม่มี ฉะนั้นวันนี้เราเขียนให้ชัดครับ เอาแค่ ๒ เรื่อง ถ้ากรณีไปทำสัญญา หรือข้อตกลงกับต่างประเทศทำให้เราเสียดินแดน เสียอาณาเขต กับ ๒. ทำให้รัฐสภาเราออกกฎหมาย เพื่อให้เป็นไปตามสัญญานั้นค่อยนำเรื่องนั้นมาให้รัฐสภาอนุมัติ ส่วนเรื่องอื่น ๆ ที่มันไม่มีผลกระทบ ต่อดินแดน ไม่มีผลกระทบที่เขาจะต้องไปออกกฎหมายผูกมัดอะไรก็ว่ากันไป อันนี้ชัดเจน รายละเอียดต่าง ๆ ผมคงไม่มีเวลาพูดนะครับ
ส่วนเรื่องสุดท้าย มาตรา ๖๘ กับมาตรา ๒๓๗ หลายท่านพูดไปแล้วนะครับ แต่ผมจะย้ำนิดเดียวว่า กรณีที่เราตัดมาตรา ๒๓๗ ออกไปทั้งวรรค ไม่ได้หมายความว่า เราจะปล่อยให้ผู้กระทำผิดลอยนวล ท่านต้องไปดูกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ มาตรา ๕๓ ผู้สมัครหรือผู้ใด คำว่า ผู้ใด นี้รวมหมดครับ หัวหน้าพรรค ใครต่อใคร กรรมการบริหารพรรค ถ้าไปรู้เห็นเป็นใจด้วย ทำผิดกฎหมายเลือกตั้งโทษมันแรงนะครับ เพิกถอนสิทธิ ๑๐ ปี ปรับ จำคุก แรงยิ่งกว่าที่รัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๓๗ เดิมเขียนไว้ด้วย ฉะนั้นหลักคือใครทำผิดคนนั้น รับผิดชอบ และมีกฎหมายให้ต้องรับผิดอยู่แล้ว ส่วนมาตรา ๖๘ หลายท่านก็พูดไว้ชัดเจน เพียงแต่เราต้องการเขียนให้เห็นว่าการใช้สิทธิเสรีภาพตามมาตรา ๖๘ ต้องเป็นสิทธิเสรีภาพ ในหมวด ๓ หมวดว่าด้วยสิทธิเสรีภาพ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนที่ว่าด้วยการพิทักษ์รัฐธรรมนูญ และเขียนให้ชัดว่า การยื่นคำร้องกรณีพบเห็นพฤติกรรมที่จะเป็นการทำลายระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือได้มาซึ่งอำนาจการปกครองโดยไม่ชอบต่อรัฐธรรมนูญ ให้ไปยื่นผ่านอัยการสูงสุดก่อน เพื่อให้อัยการสูงสุดได้ไปตรวจสอบพฤติกรรมนั้นเห็นว่า เป็นพฤติกรรมที่ไม่ชอบ อัยการสูงสุดก็มีหน้าที่แจ้งไปศาลรัฐธรรมนูญเพื่อได้สั่งระงับการกระทำ และถ้าหากการกระทำนั้น เป็นการกระทำของพรรคการเมืองศาลรัฐธรรมนูญก็ยังคงมีอำนาจที่จะยุบพรรคการเมืองนั้นได้ นอกจากนั้นเรายังมีประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๓๓ เล่นงานในข้อหากบฏโทษถึง ประหารชีวิตด้วย เหล่านี้เป็นเรื่องที่เราเจตนาที่จะทำรัฐธรรมนูญให้เป็นประชาธิปไตย ทำความกระจ่างให้เกิดขึ้นจะได้ไม่เป็นปัญหาต่อไปในอนาคต ท่านประธานที่เคารพครับ หลายท่านถามว่าแก้รัฐธรรมนูญ ๓ ฉบับ ประชาชนได้อะไร ผมตอบสั้น ๆ ครับ ทุกเรื่องที่ผม อธิบายมายึดโยงกับพี่น้องประชาชนในฐานะเป็นตัวแทน เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย และจะทำให้รัฐบาลบริหารประเทศได้มีประสิทธิภาพ ผลประโยชน์จะตกกับพี่น้องประชาชน ฉะนั้นขอให้พี่น้องประชาชนได้โปรดรับทราบว่าทุกสิ่งอย่างที่เราดำเนินการอยู่นี้ไม่ได้มีอะไร ซ่อนเร้นและทำตรงไปตรงมาเพื่อประโยชน์ของพี่น้องประชาชน ของอนาคตลูกหลานของเรา ขอบคุณครับ