อานิก อัมระนันท์ หารือเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะมาตรา 68 และ 237 ซึ่งเกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา และเรียกร้องให้ปรับปรุงร่างแก้ไขที่เสนอโดยให้มีการสรรหาสมาชิกวุฒิสภา และเพิ่มจำนวนสมาชิกที่มาจากการเลือกตั้ง
ก็ยังอยู่ใน เรื่องของอัยการนะคะ ซึ่งเขาจะให้เป็นผู้ผูกขาดการตัดสินว่าควรจะนำเรื่องส่งศาลรัฐธรรมนูญ หรือไม่ ดิฉันก็ได้ชี้แจงว่าอันตรายมาก เพราะว่าอัยการอาจจะไม่มีความเป็นกลางเสียแล้ว เนื่องจากเป็นกรรมการรัฐวิสาหกิจที่มีผลตอบแทนสูงมาก แล้วก็อาจจะเกิดการเป็นหนี้บุญคุณ เกิดภาระผูกพันในระบบอุปถัมภ์ วัฒนธรรมแบบไทย ๆ ก็เสี่ยงที่จะตัดสินอะไรอย่างไม่เป็นธรรม ก็จึงไม่แปลกที่ได้มีการกระทำหลาย ๆ อย่างที่ได้ยกตัวอย่างไปแล้วว่าเป็นสิ่งที่สร้าง ความเคลือบแคลงใจกับสังคม เพราะฉะนั้นการแก้มาตรา ๖๘ กับมาตรา ๒๓๗ เป็นการตัดสิทธิ ของประชาชนในการพิทักษ์รัฐธรรมนูญ โดยให้กระบวนการนั้นเหลือเพียงยึดโยงกับบุคคล ที่อาจจะไม่เป็นกลางเสียแล้วทำให้ประชาธิปไตยอ่อนแอลง เพราะว่าเป็นการตัดวงจร ความรับผิดชอบของกรรมการบริหารออกไป นอกจากนี้ก็อาจจะเป็นการเปิดทางสู่การแก้ไข รัฐธรรมนูญแบบตีเช็คเปล่าที่กำลังมีวาระที่สามค้างอยู่ในสภาแห่งนี้เป็นการเปิดทางสู่ การรวบอำนาจในรัฐสภาต่อไป ท่านประธานคะ การแก้รัฐธรรมนูญที่เสนออีก ๒ ร่าง ก็ไม่ชอบมาพากลค่ะ เรื่องของวุฒิสภานั้นเราต้องแยกแยะให้ดีว่าสภาผู้แทนราษฎรต้องเป็น ตัวแทนราษฎร เพราะฉะนั้นควรจะต้องและจำเป็นจะต้องมาจากการเลือกตั้ง แต่วุฒิสภา เป็นสภาของผู้ทรงคุณวุฒิไม่ใช่ผู้แทนของประชาชน ไม่จำเป็นในหลักการนะคะว่าจะต้องมา จากการเลือกตั้ง แต่ถ้ามาจากการเลือกตั้งแล้วปฏิบัติหน้าที่ที่สังคมคาดหมายที่กฎหมายคาด เอาไว้ได้ก็เป็นสิ่งที่ดี และดิฉันก็ยินดีสนับสนุนค่ะ แต่ความเป็นมาในอดีตก็เคยมีมาแล้วจาก รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ที่วุฒิสภามาจากการเลือกตั้งทั้งหมดแล้วก็มีพฤติกรรมที่ไม่อิสระ ไม่เป็นกลางทำให้สื่อขนานนามว่าเป็นสภาทาส จึงทำให้รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ นั้นออกแบบใหม่ ให้วุฒิสภามีทั้งผู้ที่มาจากการเลือกตั้งและการสรรหา การสรรหาอาจจะไม่สมบูรณ์แบบ เราก็ควรปรับปรุงบ้าง แต่ร่างแก้ไขนี้ไม่ได้พูดนี้เลยนะคะ ที่สำคัญเราต้องดูว่า ส.ว. สรรหานั้น เขาทำหน้าที่ได้ดีหรือเปล่า ซึ่งที่ผ่านมาก็เป็นที่ยอมรับทั่วไปของสังคมว่าทำได้ดี วุฒิสภา จำเป็นต้องมีความเป็นกลางสูง เพราะว่ามีหน้าที่ตรวจสอบทั้งกฎหมายและทั้งคน มีส่วน ในการคัดสรรและการถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและองค์กรอิสระ เพราะฉะนั้น ที่มาของ ส.ว. เราควรจะต้องดูจากทั้งหน้าที่และบริบทของปัญหาของข้อจำกัดของประเทศไทย ไม่ใช่ว่าอะไร ๆ ก็ต้องมาจากการเลือกตั้งเท่านั้นจึงจะเป็นประชาธิปไตยหรือจึงจะชอบธรรม ลองดูตัวอย่างประเทศอังกฤษ ซึ่งก็ถือกันว่าเป็นต้นแบบของประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ ทรงเป็นประมุข สภาสูงของเขาก็ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง ประเทศมาเลเซียก็เช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้นถ้า ส.ว. ต้องมาจากการเลือกตั้งทั้งหมดก็คงหนีไม่พ้นหรอกค่ะที่จะเป็นคนที่ อยู่ในสังกัดของระบบการเลือกตั้งจากสภาผู้แทนราษฎร แล้วเขาจะปฏิบัติหน้าที่ที่ต้องใช้ ความอิสระ ความเป็นกลางได้หรือคะ ร่างแก้ไขที่เสนอนี้ไม่เพียงแต่ยกเลิกการสรรหา แต่ยัง เพิ่มจำนวน ส.ว. ที่มาจากการเลือกตั้งถึง ๒ ชั้นค่ะ เดิมนั้นมี ๗๖ คนจาก ๑๕๐ คน แต่ร่างนี้ เสนอเพิ่มเป็น ๑๕๐ คน ไม่ใช่ ๑๕๐ คนเพื่อเต็มอัตรา แต่เสนอเพิ่มอัตราให้เป็น ๒๐๐ คน จึงเพิ่มเป็น ๒ ชั้น นอกจากนี้ก็ยังมีการเปิดทางให้ ส.ว. ดำรงตำแหน่งติดต่อกันเกิน ๑ วาระ ไปเรื่อย ๆ ได้ ก็ยิ่งทำให้ผูกพันกับการเมืองมากขึ้นและความเป็นกลาง โอกาสที่จะมีความคิดตัดสินใจ อย่างอิสระก็จะยิ่งน้อยลงไปอีก น่าสงสัยมากว่ามีวาระซ่อนเร้นอะไรถึงเสนออย่างนี้ ถึงเพิ่ม อัตราเป็นตั้ง ๒๐๐ เปลี่ยนรูปแบบทั้งหมดนะคะ มีวัตถุประสงค์ซ่อนเร้นอะไร น่าเป็นห่วง มากค่ะว่าเรากำลังเดินไปสู่เผด็จการรัฐสภาหรือเปล่าคะ เพราะว่ามีการลดการตรวจสอบ ของการถ่วงดุลทั้งหลาย ลดสิทธิของประชาชนในการพิทักษ์รัฐธรรมนูญ แต่ว่าเป็นการเพิ่ม อำนาจฝ่ายบริหาร เพิ่มอิทธิพลของฝ่ายบริหารที่เป็นนักเลือกตั้งที่เก่งที่สุด แล้วก็มีพฤติกรรม เป็นธุรกิจการเมืองด้วยต่างหาก พูดถึงธุรกิจการเมืองนะคะ ดิฉันก็ต้องขอจบด้วยมาตรา ๑๙๐ ประเทศเราเคยเจ็บปวดกันมามากแล้วจากการทำเอฟทีเอที่ไม่ได้ผ่านการกลั่นกรองของรัฐสภา ทั้งธุรกิจรายเล็ก รายย่อย เกษตรกรรายเล็ก รายใหญ่ในภาคเหนือก็ต้องเดือดร้อนเป็นอย่างมาก จากการทำเอฟทีเอจากประเทศจีนในอดีต นี่จึงเป็นที่มาของมาตรา ๑๙๐ ที่มีอยู่ในปัจจุบัน แต่ก็มีการกล่าวหาว่ามาตรานี้ทำให้เกิดการสิ้นเปลืองเวลาของรัฐสภา ทำให้การทำงาน ของรัฐบาลไม่คล่องตัว ล่าช้า แต่ท่านยังแก้ไม่ถูกจุดอีกแล้วค่ะ แทนที่จะออกกฎหมายลูก ซึ่งท่านก็มีเวลาเกือบ ๒ ปีแล้วก็ไม่คลอดสักที ท่านกลับไปยกเลิกสิ่งดี ๆ ที่มีอยู่ในมาตรานี้ ของรัฐธรรมนูญ ท่านยกเลิก ท่านถอนเอาเรื่องของเศรษฐกิจออกไป ท่านเอาเรื่องการให้ข้อมูล การรับฟังความคิดเห็นของประชาชนออกไปก่อนดำเนินการ เอาเรื่องการชี้แจง การตรวจสอบ ของรัฐสภาออกไป เอาการแก้ไขเยียวยาผู้รับผลกระทบอย่างรวดเร็ว เหมาะสม และเป็นธรรมออกไป เพราะว่าท่านดึงเรื่องเศรษฐกิจออกไปทั้งหมด ในโลกปัจจุบันนี้ที่เขาเรียกกันว่า โลกาภิวัตน์ นโยบายต่างประเทศนั้นจะมีผลต่อพี่น้องประชาชนเป็นอย่างยิ่ง เพราะฉะนั้นการแก้ไข มาตรา ๑๙๐ นี้ไม่เป็นประชาธิปไตย ไม่จริงใจกับประชาชน แล้วก็มีความไม่ชอบมาพากลด้วยค่ะ ส่อเค้าว่าจะเอื้อประโยชน์ให้ธุรกิจการเมืองได้เพิ่มอำนาจในการหาประโยชน์บนความทุกข์ยาก ของประชาชน ยกตัวอย่างที่ผ่านมาแล้วก็เช่นเงินกู้เอ็กซิม (EXIM) ของธนาคารที่ต้องส่งให้กับ รัฐบาลพม่าในดอกเบี้ยอัตราต่ำเป็นพิเศษ และประชาชนคนไทยก็ต้องควักเนื้อที่จะช่วย เรื่องอัตราดอกเบี้ยที่แตกต่างนั้นเพื่อจะแลกกับสัมปทานให้กับบางคนที่อยู่เบื้องหลังรัฐบาล การผ่านวาระที่หนึ่งของพระราชบัญญัติเงินกู้ ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาทในวันศุกร์ที่แล้ว กับการผลักดันแก้ไขรัฐธรรมนูญที่กำลังเกิดขึ้นตอนนี้ล้วนส่อเค้าของการจัดตั้งระบอบเผด็จการรัฐสภา ซึ่งอาจจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ต่อไปได้ ประชาชนมักจะถามว่ารัฐธรรมนูญกินได้ไหม ดิฉันกราบเรียนผ่านไปยังท่านประธานว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้ไม่ช่วยให้ประชาชนกินดีอยู่ดีขึ้นเลยค่ะ มีแต่จะช่วยนำไปสู่ การกินรวบประเทศไทยบนความทุกข์ยากของประชาชน ดิฉันจึงมิอาจรับร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ทั้ง ๓ ฉบับนี้ได้ ขอบพระคุณค่ะ