รัฐสภา · ครั้งที่ ๔ · ๔ เมษายน ๒๕๕๖

อานิก อัมระนันทน์ หารือเรื่องการยุบพรรคการเมือง โดยไม่เห็นด้วยกับร่างแก้ไขมาตรา 68 และ 237 ของรัฐธรรมนูญ ที่จะทำให้กรรมการบริหารของพรรคต้องรับผิดชอบ แต่ไม่เพียงเท่านั้นยังทำให้การยุบพรรคไม่ส่งผลกระทบต่อสมาชิกพรรคที่เกี่ยวข้องด้วย นอกจากนี้ยังตัดสิทธิของประชาชนที่จะยื่นร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ และมีการแฝงการนิรโทษกรรมในมาตราสุดท้ายของร่างแก้ไข

นางอานิก อัมระนันทน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ดิฉัน นางอานิก อัมระนันทน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ก่อนอื่นดิฉันต้องขอเรียนว่าจุดยืนของดิฉันนั้น ไม่เห็นด้วยกับการยุบพรรคในส่วนที่ขัดต่อการส่งเสริมประชาธิปไตยค่ะ เพราะว่าเราควรจะ ส่งเสริมให้พรรคการเมืองเป็นของประชาชน เป็นสถาบัน ไม่มีใครคนใดคนหนึ่งเป็นเจ้าของ ไม่ควรถูกยุบเพียงเพราะว่านักการเมืองโกงเลือกตั้ง แต่ขณะเดียวกันเราก็ควรจะต้องส่งเสริม ให้ประชาธิปไตยเป็นของแท้ ให้มีการเลือกตั้งที่บริสุทธิ์ยุติธรรม มาตรา ๖๘ และมาตรา ๒๓๗ ที่เป็นอยู่นี้ไม่ได้บอกว่าถ้ามีการโกงเลือกตั้งหรือล้มล้างการปกครองแล้วจะต้องยุบพรรค เสมอไป อันนี้อยู่ในดุลยพินิจของศาลนะคะ แต่ก็ได้บอกว่าในกรณีที่มีการยุบพรรคก็จะต้องมี การเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของกรรมการบริหาร ๕ ปี มาตรา ๒๓๗ ได้เอาผิดกับผู้กระทำผิด โดยตรงในวรรคหนึ่งแล้ว แต่วรรคสองที่ถูกตัดไปในร่างแก้ไขอันนี้ไม่ได้ขัดกับความชอบธรรม อย่างที่กล่าวหากันเลยค่ะ ดิฉันขออนุญาตอ่านสักเล็กน้อยว่ามาตรา ๒๓๗ วรรคสอง บอกว่า ถ้าการกระทำของบุคคลตามวรรคหนึ่ง ปรากฏหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าหัวหน้าพรรคการเมือง หรือกรรมการบริหารของพรรคการเมืองผู้ใด มีส่วนรู้เห็น หรือปล่อยปละละเลย หรือทราบถึง การกระทำนั้นแล้ว มิได้ยับยั้งหรือแก้ไขเพื่อให้การเลือกตั้งเป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม ตรงนี้ค่ะ จุดนี้เท่านั้นถึงจะเป็นความผิด แต่ก็ได้มีบางท่านอภิปรายว่าความผิดอันนี้ขัดต่อ หลักนิติธรรม ดิฉันว่าไม่ใช่ค่ะ แล้วก็ต้องขออนุญาตเอ่ยนาม ท่านตวง อินทะไชย ที่ได้กรุณา ยกตัวอย่างแล้วก็อธิบายชัดเจนว่านิติบุคคลนั้นต้องมีตัวแทนเป็นบุคคลที่รับผิดชอบ ซึ่งก็คือ กรรมการบริหารนั่นเอง แล้วท่านก็ได้ยกตัวอย่างพระราชบัญญัติกว่า ๔๐ ฉบับที่เป็น หลักนิติธรรมในส่วนนี้ ในการเมืองสังคมเราต้องการมาตรฐานจริยธรรมที่สูงยิ่งกว่าภาคธุรกิจ มากนักค่ะท่าน การให้กรรมการบริหารต้องรับผิดชอบสมควรแล้วทั้งในหลักของกฎหมาย และในหลักของประชาธิปไตย เพราะว่าจะทำให้กรรมการบริหารตระหนักในบทบาทหน้าที่ มีโอกาสสูงขึ้นที่เขาจะคัดเลือกคนที่ดีมีคุณธรรมมาสู่การเลือกตั้ง แล้วก็จะระแวดระวัง ป้องกันแก้ไขปัญหาการทุจริตเลือกตั้งอย่างจริงจัง เพราะฉะนั้นถ้าท่านสนับสนุนประชาธิปไตย แล้วตรงนี้ไม่ควรแก้โดยเด็ดขาดค่ะ การอภิปรายของผู้สนับสนุนร่างแก้ไขมักจะอ้างถึง การยุบพรรคว่าไม่เป็นประชาธิปไตย ไม่เป็นธรรมกับสมาชิกพรรค ซึ่งตรงนี้ดิฉันเห็นด้วยนะคะ แต่ว่าเป็นความสับสนในตรรกะที่ใช้ในการสนับสนุนร่างแก้ไข เป็นการเกาไม่ถูกที่คัน เพราะว่าไม่ได้มีการแก้ไขในจุดอ่อนที่ทุกคนเป็นห่วงตรงนี้เลย ไม่มีข้อความใด ๆ ที่ปรับปรุง เงื่อนไขของการยุบพรรคไม่ให้ขัดต่อการส่งเสริมประชาธิปไตย แต่กลับไปลดโทษผู้ที่สมควร จะต้องรับผิดชอบ ทั้ง ๆ ที่ความจริงแล้วควรจะต้องเพิ่มโทษด้วยซ้ำ การตัดสิทธิ ๕ ปีดิฉันว่า น้อยไปน่าจะ ๑๐ ปี แล้วก็ควรจะมีโทษจำคุกด้วย นอกจากนี้ก็ยังมีการแฝงการนิรโทษกรรม อยู่ในมาตราสุดท้ายของร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญอันนี้ด้วย การแก้ไขครั้งนี้จะทำให้ประชาธิปไตย อ่อนแอลงแล้วก็ถูกครอบงำโดยธุรกิจการเมืองได้ง่ายขึ้น หรือว่าตรงนี้ค่ะที่เป็นการเกาถูกที่คัน ที่แท้จริงของท่าน เป็นที่รู้กันอยู่ทั่วไปว่าหลาย ๆ พรรคการเมืองมีพฤติกรรมเป็นธุรกิจการเมือง มีเจ้าของผู้มีอิทธิพลที่ชักใยอยู่เบื้องหลัง กรรมการบริหารของหลาย ๆ พรรคก็ไม่ได้มีอำนาจสิทธิขาด ในพรรคการเมืองเหล่านั้น ถึงกระนั้นเถอะดิฉันก็คิดว่ายังควรจะต้องเอาผิดคนที่สมควร รับผิดชอบตามกฎหมาย แต่ว่าท่านประธานคะ ถึงเวลาแล้วหรือยังที่เราจะปฏิรูประบบการเมือง ปฏิรูประบบกฎหมายเพื่อให้มีการสืบสวนแล้วก็สาวไปถึงบุคคลผู้ชักใยอยู่เบื้องหลังให้ต้อง รับผิดชอบด้วย โดยเฉพาะถ้ามีโทษจำคุกก็จะส่งเสริมให้มีการระแวงระวังในการเลือกตั้ง แล้วก็การดำเนินการทางการเมืองด้านอื่น ๆ เพื่อให้มีความบริสุทธิ์แล้วก็มีความเป็น ประชาธิปไตยมากขึ้น ท่านประธานคะ ได้มีการเสนอแก้ไขที่จะตัดสิทธิการพิทักษ์รัฐธรรมนูญของปวงชนชาวไทยออกไปในมาตรา ๖๘ จากเดิมที่เมื่อทราบถึงการกระทำที่ล้มล้างการปกครองแล้วประชาชนจะสามารถนำเรื่อง ส่งทางอัยการสูงสุดได้และยังสามารถร้องตรงต่อศาลรัฐธรรมนูญได้ด้วย แต่การตัดสิทธิ ของประชาชนที่จะยื่นร้องตรงต่อศาลรัฐธรรมนูญนั้นทำให้อัยการสูงสุดมีสิทธิขาด ในการวินิจฉัยข้อมูลและนำเรื่องส่งศาลรัฐธรรมนูญต่อไป ถึงแม้ว่าจะเป็นองค์กรตามรัฐธรรมนูญ แต่การกระทำหลาย ๆ อย่างที่ผ่านมาของท่านก็ทำให้สังคมเคลือบแคลงสงสัย ตั้งแต่เรื่อง ของสินบนถุงขนม ๒,๐๐๐,๐๐๐ บาท หรือเรื่องของการถอนการฟ้องคดีพระวัดดังแห่งหนึ่ง ในขณะที่ศาลฎีกากำลังจะตัดสินอยู่แล้ว โดยอ้าง