รัฐสภา · ครั้งที่ ๔ · ๔ เมษายน ๒๕๕๖

ภราดร ปริศนานันทกุล เสนอแนะการแก้ไขมาตรา 68 ของรัฐธรรมนูญ เพื่อสร้างบรรทัดฐานในการเข้าถึงศาลรัฐธรรมนูญ และยังหารือเรื่องมาตรา 237 ซึ่งเข้าใจว่าขัดต่อหลักนิติธรรม นอกจากนี้ยังหารือเรื่องสมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการสรรหา ซึ่งเข้าใจว่าขัดต่อหลักการประชาธิปไตย และเรียกร้องให้โยนอำนาจกลับไปให้ประชาชนเลือก

นายภราดร ปริศนานันทกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อ่างทอง

ท่านประธานที่เคารพ ภราดร ปริศนานันทกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอ่างทอง พรรคชาติไทยพัฒนา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมกราบขอบพระคุณท่านประธานที่ให้โอกาสผม อีกครั้งหนึ่งในการที่จะร่วมอภิปรายในประเด็นที่มีความสำคัญอย่างยิ่งยวด ซึ่งในวันนี้ผมขอ ใช้เวลาของรัฐสภาอภิปรายใน ๒-๓ ประเด็นครับ

ประเด็นที่ ๑ ประเด็นในเรื่องมาตรา ๖๘ ของการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ได้เสนอ กันเข้ามาทั้งสิ้น ๓ ร่าง ในเรื่องมาตรา ๖๘ จริง ๆ แล้วถ้าจะพูดกันไม่ได้มีการแก้ไขอะไรเลยครับ เพียงแต่เป็นการทำให้เกิดความชัดเจนในตัวบทเท่านั้นเอง ผมขออนุญาตท่านประธาน อ่านรัฐธรรมนูญในมาตรา ๖๘ วรรคหนึ่ง เขาว่าอย่างนี้ครับ บุคคลจะใช้สิทธิและเสรีภาพ ตามรัฐธรรมนูญเพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ตามรัฐธรรมนูญนี้ หรือเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไป ตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญนี้มิได้ ในวรรคสอง ได้บัญญัติเอาไว้ว่า ในกรณีที่บุคคล หรือพรรคการเมืองใดกระทำการตามวรรคหนึ่ง ผู้ทราบการกระทำดังกล่าวย่อมมีสิทธิ เสนอเรื่องให้อัยการสูงสุดตรวจสอบข้อเท็จจริงและยื่นคำร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย สั่งการให้เลิกการกระทำการดังกล่าว ท่อนหลังผมไม่ต้องอ่านนะครับ ตรงนี้ละครับ เป็นประเด็นที่มีความขัดแย้งแล้วก็ถกเถียงกันมา ๒ วันเต็ม ๆ เมื่อวานกับวันนี้ และมี การถกเถียงกันต่อเนื่องยาวนานมาเป็นเวลานานพอสมควร เพราะฉะนั้นการแก้ไขมาตรานี้ ก็เพื่อที่จะสร้างความชัดเจนและเพื่อที่จะสร้างบรรทัดฐานต่อสิทธิของพี่น้องประชาชน ในการที่จะเข้าถึงศาลรัฐธรรมนูญในอนาคตข้างหน้า เราถกเถียงกันครับว่าพี่น้องประชาชนนั้น มีสิทธิที่จะร้องโดยตรงต่อศาลรัฐธรรมนูญได้หรือไม่ ฝ่ายหนึ่งก็บอกว่าสามารถที่จะร้อง โดยตรงต่อศาลรัฐธรรมนูญได้โดยอ่านข้อความเดียวกันนั่นละครับ อีกฝ่ายหนึ่งก็บอกว่า ร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญโดยตรงไม่ได้จะต้องผ่านอัยการสูงสุดก่อน เมื่อตอนบ่ายท่านผู้นำ ฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรก็ได้อภิปรายว่าจริง ๆ แล้วมันไม่ได้เป็นความถกเถียง มันไม่ได้ เป็นข้อถกเถียง มันไม่ได้เป็นข้อโต้แย้งอะไรเลย เพราะศาลได้มีคำวินิจฉัยประเด็นนี้ไปแล้วว่า ประชาชนหรือใครก็แล้วแต่ที่เห็นถึงว่าพรรคการเมืองหรือบุคคลกระทำการตามวรรคหนึ่ง สามารถที่จะยื่นโดยตรงต่อศาลได้ท่านอ้างว่าศาลได้มีคำวินิจฉัยไปแล้ว แต่ผมเห็นต่างครับ ศาลไม่ได้วินิจฉัยประเด็นนี้เพียงแค่ครั้งนี้ครั้งเดียวครับ ก่อนหน้านั้นศาลเคยมีคำวินิจฉัย เกี่ยวกับประเด็นนี้มาก่อนหน้าแล้ว ผมยกตัวอย่างเมื่อวันที่ ๒๕ พฤษภาคม ๒๕๔๙ คำสั่ง เรื่องพิจารณา ที่ ๑๒/๒๕๔๙ ศาลมีคำสั่งครับ มีคำสั่งให้คำร้องขอของนายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล ที่ขอให้ศาลวินิจฉัยยุบพรรคประชาธิปัตย์ตามมาตรา ๖๓ ของรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๔๐ ซึ่ง ๒ มาตรานี้คือมาตราเดียวกัน มาตรา ๖๓ ในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ กับมาตรา ๖๘ ในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ข้อความเดียวกันทั้งหมด ศาลได้มีคำสั่งอย่างนี้ ผมขออนุญาตอ่านครับ ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาเห็นแล้วว่ารัฐธรรมนูญ มาตรา ๖๓ มิได้บัญญัติให้ผู้ร้องมีสิทธิ ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อขอให้ยุบพรรคการเมืองได้โดยตรง แต่จะต้องดำเนินการ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๖๓ วรรคสอง โดยเสนอเรื่องให้อัยการสูงสุดตรวจสอบข้อเท็จจริง และยื่นร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ กรณีตามคำร้องศาลรัฐธรรมนูญไม่อาจที่จะรับไว้วินิจฉัยได้ นี่คือตัวอย่าง นี่คือสิ่งที่ศาลได้เคยพิพากษาได้เคยวินิจฉัยในก่อนหน้านี้ ๒ ครั้งของการวินิจฉัย ของศาลแตกต่างกันครับ มากกว่านั้นครับ ผมได้เข้าไปดูในเว็ปไซต์ของศาลรัฐธรรมนูญ ผมเข้าไปดูในหน้าของการใช้สิทธิต่อศาลรัฐธรรมนูญ เขาก็จะมีตารางท่านประธาน ตารางว่า มีประเด็นปัญหาต่าง ๆ มีผู้ที่มีสิทธิยื่นคำร้อง ผมไปดูในประเด็นปัญหาที่ ๖ (๓) ประเด็นปัญหาที่ว่า การพิจารณาวินิจฉัยกรณีบุคคล หรือพรรคการเมืองใช้สิทธิและเสรีภาพในทางการเมืองโดยมิชอบด้วยรัฐธรรมนูญ (มาตรา ๖๘ และมาตรา ๒๓๗) ผู้มีสิทธิยื่นคำร้องเขาเขียนเอาไว้ว่าอัยการสูงสุด ไม่เห็นมีว่า ผู้ใดที่เห็นการกระทำการแล้วให้สามารถไปร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญโดยตรงได้ นี่คือความเห็น ที่ผมเห็นแตกต่างแล้วไม่ได้เป็นความเห็นของผมโดยส่วนตัว แต่ผมเอาเหตุผล แล้วก็เอาหลักฐานเอาสิ่งที่ผมไปค้นหามาเอามายืนยัน มากกว่านั้นต้องไปดูถึงเจตนารมณ์ของ กฎหมายด้วย ต้องไปดูในเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญด้วยครับ ผมก็ได้ไปค้นคว้าอีกละครับ ผมขออภัยเอ่ยนามครับ สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญท่านหนึ่ง ท่านสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย ได้อภิปรายในประเด็นนี้ในการประชุม ครั้งที่ ๒๗ ปี ๒๕๕๐ เมื่อวันที่ ๑๘ มิถุนายน ๒๕๕๐ ท่านอภิปรายไว้อย่างนี้ครับท่านประธาน ผู้ทราบเหตุการณ์นั้นควรที่จะต้องมีสิทธิที่จะมา เรียกร้องต่ออัยการสูงสุดเพื่อให้ทำการตรวจสอบได้แล้ว แล้วขั้นตอนที่จะมาร้องเรียนนั้น นี่ก็เป็นหน้าที่ของอัยการสูงสุดครับท่านประธานที่จะต้องตรวจสอบเรื่องราวว่ามีมูลหรือไม่มี มูลก่อนที่ท่านจะเสนอต่อศาลรัฐธรรมนูญให้ดำเนินการในขั้นตอนต่อไป ผมก็ไปค้นคว้า ในเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ มากกว่านั้นยังได้ไปเห็นความคิดเห็นของท่านดอกเตอร์บวรศักดิ์ ท่านแสดงความคิดเห็นไว้อย่างนี้ครับ พูดกันมากในตอนร่างรัฐธรรมนูญว่าถ้าให้ประชาชน มาฟ้องตรงต่อศาลรัฐธรรมนูญแล้ว ๑๕ ท่านไม่พอครับ รัฐธรรมนูญจะต้องมีตุลาการ ศาลรัฐธรรมนูญเป็น ๑๐๐ ท่านเลยทีเดียวเพราะคดีจะไหลเข้ามามากมาย นี่คือเหตุผลที่ผม หยิบยกขึ้นมาเพื่อที่จะมายืนยันความคิดเห็นของผมว่าขณะนี้เกิดความขัดแย้งในประเด็น ดังกล่าวและจำเป็นที่จะต้องทำให้เกิดความกระจ่างชัดในประเด็นนี้ จึงเป็นที่มาของการแก้ไข รัฐธรรมนูญในมาตรา ๖๘ โดยเฉพาะในวรรคสอง หลายคนครับพูดบอกแก้ไขมาตรา ๖๘ เพื่อไปลบล้างคำสั่งของศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อไปลบล้างคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ได้ วินิจฉัยไปแล้ว แล้วสามารถที่จะเดินหน้าเพื่อแก้ไขมาตรา ๒๙๑ ที่ยังค้างอยู่ในสภาได้ เป็นคนละเรื่องกันเลยครับท่านประธาน ประเด็นตรงนี้อยู่ที่ว่าเราต้องการให้กฎหมายนั้น เกิดความชัดเจนและเพื่อเป็นบรรทัดฐานในอนาคตในการที่จะดำเนินการตามมาตรา ๖๘ ต่อไป

ประเด็นถัดไปครับท่านประธาน ประเด็นที่ ๒ ประเด็นมาตรา ๒๓๗ ประเด็นนี้ผมได้มีการพูดหลายครั้ง ผมได้มีการอภิปรายในสภาแห่งนี้หลายครั้ง ผมพูดแล้ว พูดอีกและวันนี้ก็พูดอีกครับว่ามาตรานี้ขัดต่อหลักนิติธรรมโดยชัดเจนและโดยสิ้นเชิง มาตรานี้ อธิบายอะไรไม่ได้เลยต่อหลักนิติธรรม เป็นความเจ็บปวดครับท่านประธาน เป็นความเจ็บปวด ของผู้คนเรือนล้านที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมจากกฎหมายสูงสุดของเขา บาดแผลในหัวใจ ของผู้คนเหล่านั้นท่านประธานเกิดบาดแผลในหัวใจของผู้คนเหล่านั้นพร้อม ๆ กัน เขาตั้ง คำถามครับ ตั้งคำถามดัง ๆ ว่าพวกเขาผิดอะไรครับ ผมยกตัวอย่างพรรคชาติไทย ฝนตกที่ จังหวัดชัยนาท ฟ้าผ่าที่จังหวัดสุพรรณบุรี ฟ้าผ่าที่จังหวัดอ่างทอง ฟ้าผ่าที่จังหวัดสิงห์บุรี ฟ้าผ่า ที่จังหวัดศรีสะเกษ กรรมการบริหารพรรค ๔๓ ชีวิตไม่ได้มีส่วนรู้เห็นกับการกระทำใด ๆ ของ ผู้สมัครพรรคเลยแต่กลับต้องมารับโทษ แล้วไหนล่ะครับหลักนิติธรรม แล้วไหนล่ะครับนิติรัฐ พูดกันเยอะครับบอกว่าลูกทำผิด พ่อแม่พี่น้องถูกสั่งประหารชีวิตทั้งหมดครับ ลูกไปลักของ ลูกไปขโมยของ พ่อแม่ ญาติพี่น้องถูกตัดสิทธิประหารชีวิต ถูกพิพากษาประหารชีวิต เท่านั้น ไม่พอครับไปเผาบ้านเขาด้วย ประหารชีวิตเขายังไม่พอไปเผาบ้านเขาด้วย พรรคการเมือง เป็นสมบัติของสมาชิกพรรคการเมืองเป็นล้านชีวิติครับ ท่านไปตัดสินยุบพรรคการเมืองแล้วไป ตัดสิทธิกรรมการบริหารพรรคทั้ง ๆ ที่เขาไม่ได้มีความเกี่ยวข้อง นี่ละครับคือความไม่เป็นธรรม นี่ละครับคือสิ่งที่ผมบอกว่ามันขัดต่อหลักนิติธรรม ผมพูดไปถึงในประเด็นของพรรคชาติไทย หลักจากการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อปี ๒๕๕๐ กกต. ขณะนั้นได้ให้ใบแดงกับผู้สมัครของ พรรคชาติไทยท่านหนึ่ง โดยเหตุผลเชื่อได้ว่าเขาทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง ให้ใบแดงครับ พร้อม ๆ กันก็ดำเนินคดีทางอาญากับผู้สมัครคนดังกล่าวด้วย ดำเนินคดีกับผู้สมัคร คนดังกล่าวครับ สุดท้ายดำเนินคดีตามขั้นตอน ตำรวจ ตำรวจส่งให้อัยการ สรุปแล้วเป็น อย่างไรครับท่านประธาน อัยการสั่งไม่ฟ้องครับ ไม่ฟ้องไม่พอยังคืนเงินที่ยึดได้จากคนที่อ้างว่า เป็นหัวคะแนนของผู้สมัคร คืนเงิน ๑๑,๙๐๐ บาทให้กับผู้ที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นหัวคะแนน ของผู้สมัคร หมายความว่าอย่างไรครับ ก็หมายความว่าไม่มีความผิดใด ๆ เกิดขึ้นกับผู้สมัคร ของพรรคชาติไทย ความจริงมันเป็นอย่างนี้ครับ พวกเราเอาประเด็นเหล่านี้ละครับไปต่อสู้ ในชั้น กกต. กกต. บอกว่ามันเลยไปแล้วให้ชี้แจงกับอัยการสูงสุดเลย พอไปถึงอัยการสูงสุด บอกโน่นคุณไปศาลรัฐธรรมนูญ พอไปถึงศาลรัฐธรรมนูญศาลบอก กกต. สรุปมาแบบนี้ ก็เป็นไปแบบนี้ละครับ พรรคผมถูกยุบ กรรมการบริหารพรรค ๔๐ กว่าชีวิตถูกเพิกถอนสิทธิ นี่หรือครับหลักนิติธรรม นี่หรือครับนิติรัฐ ไหนล่ะครับ อยู่ที่ไหนความยุติธรรม เพื่อนสมาชิก เมื่อสักครู่ได้พูดบอกว่าการแก้ไขมาตรานี้สุดท้ายก็คือต้องการที่จะคืนสิทธิให้กับ ๑๐๙ ชีวิต ที่เป็นกรรมการบริหารพรรคที่ถูกเพิกถอนสิทธิ ต้องการที่จะนิรโทษกรรมให้กับ ๑๐๙ คน ผมบอก กับท่านประธานครับ ประเด็นนั้นไม่ใช่สาระสำคัญเลยครับ ถามว่าเขาติดคุกทางการเมืองมา ๔ ปีกว่า เหลือเวลาจากวันนี้ไปจนถึงเดือนธันวาคมไม่กี่เดือนหรอกครับ ๕-๖ เดือน กฎหมาย ฉบับนี้เราอยู่ในวาระที่หนึ่งในเดือนเมษายน กว่าจะเปิดสภาอีกครั้งในวาระที่สองคือ เดือนสิงหาคม กว่าจะพิจารณาวาระที่สอง วาระที่สาม โน่นละครับล่วงเลยไปจนเดือนกันยายน กว่าจะประกาศใช้เป็นกฎหมายเดือนตุลาคม เดือนพฤศจิกายนแล้วครับ เท่ากับว่าได้ ประโยชน์เพียงแค่เดือนเดียว ๑๐๙ ท่าน ผมเชื่อว่าเขาไม่ต้องการวันเวลาของเขาคืนมา หรอกครับ สิ่งที่เราดำเนินการแก้ไขเพียงเพื่อให้เป็นบรรทัดฐานต่อไปครับว่าต่อจากนี้ ในอนาคตจะต้องไม่มีเหตุการณ์อย่างนี้เกิดขึ้น พรรคการเมืองจะต้องไม่ถูกยุบง่ายอย่างที่ เป็นอยู่อย่างเช่นทุกวันนี้ ผมอยากจะเห็นครับ อยากจะเห็นพรรคชาติไทยเป็นพรรคสุดท้ายครับ ที่จะต้องถูกสังเวยและถูกประหัตประหารจากกฎหมายที่ไม่เป็นธรรมและขัดต่อหลักนิติธรรมเช่นนี้

ประเด็นที่ ๓ ครับท่านประธาน ผมอาจจะเลยเวลาไปบ้างก็ไปตัดในส่วนของ พรรคผมครับ ประเด็นที่ ๓ ผมใช้เวลาสั้น ๆ นิดเดียว ประเด็นเรื่องสมาชิกวุฒิสภา ผมสนับสนุนครับ ให้มีการแก้ไขในหลายมาตราที่เกี่ยวเนื่องกับประเด็นนี้ เพราะอะไรครับท่านประธาน ผมไม่ได้รังเกียจนะครับ ตรงกันข้ามผมกลับชื่นชมสมาชิกรัฐสภา สมาชิกวุฒิสภาซึ่งมาจาก การสรรหาหลายท่าน หลายท่านก็มีความสนิทกันครับ หลายท่านก็พูดกัน หลายท่านก็รักใคร่ ชอบพอกัน แต่ว่ามันขัดต่อหลักประชาธิปไตยครับท่านประธาน ๗๖ คนมาจากการเลือกตั้ง จากพี่น้องประชาชนทั้งประเทศ ๗๔ คนมาจากการสรรหาของคณะกรรมการที่บัญญัติเอาไว้ ในรัฐธรรมนูญ ๗ ท่าน หมายความว่าคน ๗ คนเลือกสมาชิก ส.ว. ๗๔ คนเท่ากับพี่น้องประชาชน ทั้งประเทศ ๗๐ ล้านคน อธิบายให้ผมเข้าใจอย่างไรครับว่านี่คือหลักการของประชาธิปไตย ประเด็นนี้ต้องดูถึงบทบาทหน้าที่ของสมาชิกวุฒิสภาด้วยครับ มีหลายคนพูดว่าท่านจะไป รังเกียจสมาชิกวุฒิสภาที่เขามาจากการสรรหาทำไม ลองดูประเทศเช่นประเทศอังกฤษสิ ลองดูประเทศโน้นประเทศนี้สิเขาไม่เห็นจะมี ส.ว. ที่มาจากการเลือกตั้งเลย ส.ว. เขามาจาก การแต่งตั้ง ถูกครับ แต่ต้องดูบริบทด้วย ดูเนื้อหาด้วยว่าบทบาทหน้าที่ของ ส.ว. ของประเทศ นั้น ๆ ที่ท่านอ้างถึงเขามีบทบาทหน้าที่อย่างไร หน้าที่ของเขาเหมือนกับเราหรือไม่ เอาละ หน้าที่กลั่นกรองกฎหมาย หน้าที่เป็นสภาสูง เป็นสภาพี่เลี้ยงอาจจะเหมือนกันครับ แต่หน้าที่ ในการแต่งตั้ง ในการถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง แต่งตั้งถอดถอนตัวแทนของ องค์กรอิสระ อย่างนี้ครับ นี่คือบทบาทหน้าที่ที่ต่างกัน บทบาทหน้าที่ของ ส.ว. ของประเทศนี้ มีมหาศาลครับ อย่างที่ผมบอก แต่งตั้ง ถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง องค์กรอิสระ หน้าที่มากมหาศาลครับ อำนาจมีล้นฟ้าล้นแผ่นดิน แล้วท่านจะตอบได้อย่างไรครับ ตรงนี้ ไม่มีความยึดโยงกับพี่น้องประชาชนเลย แต่มาจากการสรรหา มาจาก ๗ ท่านไปสรรหากัน แล้วก็มาถอดถอน ๗ ท่านที่เลือกกันมา ก็วนกันเป็นงูกินหางอย่างนี้ละครับ แล้วใครล่ะครับ ที่จะถูกถอดถอนจากสมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการสรรหา ใครล่ะครับที่จะไปกล้าถอดถอน คนที่แต่งตั้งตัวเองขึ้นมาเป็นสมาชิกวุฒิสภา นี่คือสิ่งที่ผมบอกว่ามันขัดต่อหลักการของ ประชาธิปไตย และโดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของบทบาทหน้าที่ ซึ่งอย่างที่ผมบอกคือ ขอบเขตอำนาจของเขาค่อนข้างที่จะมหาศาลแต่ไม่มีความยึดโยงกับพี่น้องประชาชนเลย ผมว่ามันขัดครับ เพราะฉะนั้นดีที่สุดเมื่ออำนาจมากอย่างนี้ ดีที่สุดครับโยนกลับไปให้ประชาชน เขาเถอะครับ ให้ประชาชนเขาตัดสินแล้วเขาก็เลือกคนที่เขาคิดว่าเหมาะสมที่จะมาทำหน้าที่ ดังกล่าวตามรัฐธรรมนูญนี้ ก็โยนกลับไปให้ประชาชนเขาเลือกกัน นี่คือความคิดเห็นที่ผมถือ โอกาสตรงนี้แสดงความคิดเห็นต่อท่านประธานครับ

ในท้ายที่สุดครับ ผมขอเวลาท่านประธานแค่นาทีเดียว ผมอยากจะเห็น บรรยากาศของสภาเป็นไปอย่างที่เรากำลังประชุมกันอยู่ขณะนี้ คือมีทั้งผู้สนับสนุนญัตติ แล้วก็ มีทั้งผู้คัดค้านต่อญัตติ เอาเหตุเอาผลมาพูดคุยมาถกกันครับ แต่เหตุการณ์ ๒ วันที่ผ่านมา ท่านประธานก็เห็นครับ บางช่วงบางจังหวะก็มีการอภิปรายสนับสนุน บางช่วงก็มีการอภิปราย คัดค้าน แต่บางช่วงเพื่อนสมาชิกจากฝ่ายค้านได้ตัดสินใจที่จะไม่ร่วมประชุมในขณะที่ประธาน อีกท่านหนึ่งทำหน้าที่ ผมเข้าใจในการตัดสินใจของพรรคท่าน แต่ท่านประธานครับ ที่นี่เป็น รัฐสภา พวกเราเป็นตัวแทนของพี่น้องประชาชน ท่านแสดงจุดยืนของท่าน ท่านแสดงจุดยืน ต่อสาธารณะไปแล้ว เช่นเดียวกันท่านประธานวุฒิสภาก็ได้แสดงจุดยืนต่อสาธารณะไปแล้ว สุดท้ายแล้วประชาชนเขาตัดสินกันเองละครับว่าใครถูก ใครผิด ประชาชนจะเชื่อใครเขาก็ ตัดสินกันเองละครับ แต่การทำหน้าที่ผมไม่อยากให้ขาดตอนและไม่อยากให้ขาดช่วง ผมอยากให้ ท่านตัดสินใจเถอะครับ กลับมาร่วมกันอภิปรายอีกครั้งหนึ่ง ยังมีวันพรุ่งนี้อีกวันหนึ่งที่เราจะมี โอกาสร่วมมือกันแล้วก็ช่วยกันอภิปรายในเรื่องที่สำคัญนี้ กราบขอบพระคุณครับ