อาคม เอ่งฉ้วน หารือเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยแสดงความกังวลเกี่ยวกับการแก้ไขมาตรา 111 ก. และ 68 ซึ่งอาจทำให้สมาชิกวุฒิสภากลับไปลงสมัครรับเลือกตั้งได้ และรัฐบาลสามารถนำกฎหมายที่ไม่ตรงกับความคิดเห็นของประชาชนมาใช้ได้ นอกจากนี้ยังหารือเรื่องการกำหนดอำนาจให้วุฒิสภาในการแต่งตั้งและถอดถอนองค์กรอิสระ และการเปลี่ยนแปลงวิธีการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา โดยเน้นย้ำถึงประโยชน์ของการมีองค์กรอิสระที่มีอยู่ในรัฐธรรมนูญ และเรียกร้องให้มีการแก้ไขมาตรา 242 และ 246 เพื่อให้มีความชัดเจนและเป็นธรรม
ท่านประธาน รัฐสภา กระผม นายอาคม เอ่งฉ้วน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา กระผมขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานถึงเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่นำเสนอมา ๓ ฉบับครั้งนี้ ผมไม่แน่ใจการที่ท่านชำนิ ศักดิเศรษฐ์ พูดเมื่อวานว่าการแก้ไข รัฐธรรมนูญครั้งนี้มันเหมือนกับผลัดกันเกาหลัง ผมคิดว่าท่านผู้ฟังทางบ้านลองพิจารณาดูว่า สิ่งที่ผมจะพูดต่อไปนี้มันจะมีความเป็นไปได้หรือไม่
มาตราแรกที่ว่าด้วยการแก้ไขมาตรา ๑๑๑ ก็ว่าด้วยเรื่องของการแก้ไขที่มา ของวุฒิสภา พี่น้องประชาชนทางบ้านต้องเข้าใจก่อนว่ารัฐธรรมนูญ พุทธศักราช ๒๕๕๐ ที่บัญญัติอยู่ในขณะนี้ วุฒิสมาชิกมีอยู่ ๒ ประเภท ๑. มาจากการเลือกตั้ง ๒. มาจากการสรรหา พวกที่มาจากการเลือกตั้งให้อยู่ได้คราวละ ๑ เทอมคือวาระเดียว และกำลังจะหมดวาระ ในไม่กี่วันข้างหน้านี้เร็ว ๆ นี้ ส่วนพวกที่มาจากการสรรหาขณะนี้ได้มีการสรรหามาใหม่แล้ว อยู่ได้อีก ๖ ปี ท่านประธานครับ เป็นไปได้อย่างไรในขณะนี้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญว่าด้วย เรื่องของการที่มาของ ส.ว. หรือสมาชิกวุฒิสภา การแก้ครั้งนี้นะครับ เมื่อกฎหมายฉบับนี้ได้แก้ ผ่านสภาไปได้ ส.ว. เดิม ส.ว. เดิมที่มาจากการเลือกตั้งจะกลับไปลงสมัครรับเลือกตั้งได้ นี่ก็แสดงให้เห็นว่ามันเป็นผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นจากการที่ตนเองเป็นผลประโยชน์ทับซ้อนแล้ว เพราะว่าตัวเองได้ผลประโยชน์ เดิมทีเดียวไปลงสมัครรับเลือกตั้งไม่ได้เพราะรัฐธรรมนูญ ห้ามไว้ให้เป็นได้เทอมเดียว
ท่านประธานครับ นอกจากนั้นยังเขียนไว้ในมาตรา ๖๘ ซึ่งมีพูดกันว่าการแก้ มาตรา ๖๘ นี้เพื่อเปิดช่องให้การแก้ไขกฎหมายต่อไปในวันข้างหน้า ถ้าหากจะมีการร้องเรียน ไปยังศาลรัฐธรรมนูญให้ไปร้องที่อัยการสูงสุดก่อน อันนี้ก็จะเป็นการเปิดทางทำให้รัฐบาล สามารถนำกฎหมายที่หมิ่นเหม่ขัดแย้งความคิดเห็นของประชาชนไม่ตรงกัน อย่างเช่นกรณี ที่มีการร่างรัฐธรรมนูญทั้งฉบับซึ่งค้างอยู่ในสภาอาจจะนำขึ้นมาพิจารณาต่อก็ได้ อันนี้ก็เป็น สิ่งที่ประชาชนสงสัยอยู่และผมคิดว่าไม่นานสิ่งเหล่านี้จะต้องถูกเฉลย
ผมอยากจะกราบเรียนกับท่านประธานว่าที่ผมไม่เห็นด้วยกับการแก้ไข รัฐธรรมนูญ ๓ ฉบับในเวลานี้ก็เพราะว่า ๑. ไม่ใช่เรื่องเร่งด่วน ๒. ประชาชนยังมีเรื่องอย่างอื่น อีกมากมายที่รอการแก้ไข ทำไมรัฐบาลจึงต้องรีบร้อนเหมือนที่ผมพูดบอกว่าเพราะว่ามันมี เหตุเฉพาะหน้าเกิดขึ้นใช่หรือไม่ ท่านประธานครับ ผมจะพูดเฉพาะเรื่องว่าด้วยเรื่องของ ส.ว. หรือสมาชิกวุฒิสภา ในรัฐธรรมนูญฉบับนี้กำหนดให้วุฒิสภาทำหน้าที่แต่งตั้งถอดถอน ถ้าเป็นสภายับยั้งอย่างเดียว พวกผู้แทนราษฎรพวกผมที่ออกกฎหมายไป วุฒิสมาชิก ก็ไปกลั่นกรอง ถ้ากฎหมายดีก็อนุมัติผ่านไป ถ้ากฎหมายไม่ดีก็ยับยั้งตั้งคณะกรรมาธิการร่วมกัน มาพิจารณา ถ้ากรณีเช่นนั้นผมคิดว่า ส.ว. จะมาจากการเลือกตั้งผมก็ไม่ว่าอะไร แต่ปรากฏว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้กำหนดให้สมาชิกวุฒิสภามีอำนาจในการแต่งตั้ง ถอดถอนองค์กรอิสระด้วย อันนี้น่าเป็นห่วงครับท่านประธาน พี่น้องประชาชนคงได้ทราบนะครับว่า กกต. ที่เรารู้จักกันดี ในขณะนี้เพราะว่าทุกที่ที่มีการเลือกตั้งไม่ว่าจะระดับประเทศ ระดับท้องถิ่นใช้ กกต. ทั้งนั้น มี กกต. กกต. นั้นได้รับการแต่งตั้งหรือได้รับความเห็นชอบจากวุฒิสภาตามมาตรา ๒๒๒ มาตรา ๒๒๙ ศาลรัฐธรรมนูญทุกครั้งที่เกิดปัญหาขึ้นมาประเทศวิกฤติก็ส่งไปที่ศาลรัฐธรรมนูญ ในมาตรา ๒๐๔ บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ อาจจะมีพรรคบางพรรคไม่ค่อยชอบศาลรัฐธรรมนูญ เท่าไร เพราะหลายครั้งเกิดปัญหามาเพราะว่าศาลรัฐธรรมนูญเป็นคนตัดสินว่าคุณทำความผิด คุณต้องถูกลงโทษ อันนั้นก็ว่าด้วยเรื่องของหนามไปตำเท้า เพราะฉะนั้นถ้ามีโอกาสเมื่อใด ก็จำเป็นจะต้องกำจัดออกไปให้ได้ ผมคิดว่าเรามาไกลเกินกว่าที่จะไปยกเลิกองค์กรอิสระ เหล่านี้ท่านประธานครับ
มาตรา ๒๔๒ ผู้ตรวจการแผ่นดิน อันนี้ก็มีอยู่เหมือนกันนะครับ แม้ว่าอำนาจ ของท่านจะยังไม่มากแต่ว่าได้ชี้หลายเรื่องลงไป บางครั้งรัฐบาลเองก็ไม่ค่อยพอใจ ชี้แต่ละเรื่อง เป็นเรื่องที่รัฐบาลได้กระทำไปแล้วทั้งสิ้น อย่างกรณีเรื่องการออกพาสปอร์ต (Passport) ให้กับ คนบางคนอย่างผิดระเบียบผู้ตรวจการแผ่นดินก็สั่งให้มีการแก้ไข จนเวลานี้ก็ไม่ยอมตอบ กลับมาว่าจะแก้ไขเมื่อไร มาตรา ๒๔๖ ป.ป.ช. อันนี้ทุกคนต้องยอมรับว่าใครก็ตามที่ถูก ป.ป.ช. ชี้ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ ใครก็ตามที่ว่ามีมูล ป.ป.ช. ส่งไปศาล ก็มีโอกาสที่จะถูกจำคุก ถูกลงโทษ เพราะฉะนั้นองค์กรอิสระที่มีอยู่ในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ผมเชื่อว่ามีประโยชน์ ต่อประเทศชาติมากมายพอสมควรและได้ให้คุณแก่ประเทศชาติมาเป็นอเนกอนันต์ เพราะฉะนั้นผมคิดว่าใครก็ตามที่คิดจะยกเลิกองค์กรอิสระ คนเหล่านั้นเท่ากับจะทำลาย ระบบคุณธรรมและระบบธรรมาภิบาลในประเทศนี้ ทีนี้ท่านประธานครับ เมื่อวุฒิสมาชิก มีหน้าที่ดังกล่าวอย่างที่ผมบอกแล้ว มีหน้าที่แต่งตั้งบุคคลเหล่านี้ ผมก็ลองมาพิจารณาดูว่า ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ทำไมจึงไปกำหนดให้วุฒิสมาชิกมาจากการเลือกตั้ง ถ้าวุฒิสมาชิก มาจากการเลือกตั้งจริง คนที่เสนอร่างฉบับนี้โดยเฉพาะวุฒิสมาชิกที่เป็นอยู่ในปัจจุบันนี้ จะต้องไม่เกิดผลประโยชน์ทับซ้อน หรือต้องเขียนไว้ในกฎหมายว่าเมื่อมีผลใช้บังคับพวกที่ เป็นอยู่ในปัจจุบันนี้ต้องลงรับสมัครรับเลือกตั้งไม่ได้ ต้องเว้นวรรค และผมเห็นด้วยอย่างยิ่ง ถ้าหากจะมีวุฒิสมาชิกในวันข้างหน้ากำหนดอายุ ๔๐ ปีเป็นอย่างน้อย เพราะว่าสภาผู้แทนราษฎร ๒๕ ปี วุฒิสมาชิกที่เราเคารพ เรานับถือว่าเป็นสภาสูง ควรจะอายุ ๔๐ ปี แต่ควรจะ อยู่ในวาระได้ ๑ สมัย ท่านประธานดูสิอยู่ได้ ๖ ปี ๖ ปีแล้วยังลงได้อยู่เรื่อย ๆ อย่างนี้ผมคิดว่า มันจะสร้างอาณาจักรในวันข้างหน้า ถ้าประเทศไทยมีวุฒิสมาชิก ๖ ปี และลงได้ต่อไปเรื่อย ๆ จนตาย ผมว่านั่นจะเป็นการทำลายระบบประชาธิปไตยในประเทศ ไม่ใช่สภาสูงแล้วครับ เพราะมันจะไม่มีความแตกต่างจากสภาผู้แทนราษฎรแต่อย่างใดเลย เพราะฉะนั้นตรงนี้ ผมไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งที่จะมีการแก้ไข
ในประการต่อไปท่านประธานครับ เรายอมรับกันหรือเปล่าครับว่าวุฒิสมาชิก ต้องมีความเป็นกลาง ผมเปิดรัฐธรรมนูญและอ่านดูมาตรา ๑๒๒ นะครับ เขาเขียนว่า สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภาย่อมเป็นผู้แทนปวงชน อันนี้ทุกคนเข้าใจ เป็นผู้แทนปวงชนตามรัฐธรรมนูญ โดยไม่อยู่ในความผูกมัดแห่งอาณัติมอบหมายหรือความครอบงำ ใด ๆ และต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ท่านประธานที่เคารพครับ ถ้าเราเปิดให้ ส.ว. มาจากการเลือกตั้ง แม้ว่าไม่สังกัดพรรค แม้ว่าออกจากพรรคมาแล้วไม่น้อยกว่า ๕ ปี ท่านประธานยอมรับไหมครับท่านผ่านการเลือกตั้งมาหลายครั้ง ส.ว. ที่ไม่ผูกพันกับ พรรคการเมือง ส.ว. ที่ไม่ไปรับเงินค่าใช้จ่ายจากนักการเมืองหรือพรรคการเมืองจะมีโอกาส เดินเข้ามาสู่สภาสักกี่ ส.ว. ครับ อันนี้เราต้องยอมรับความจริง ถึงแม้ว่าเราบอกว่าเอาละ ส.ว. ต้องเป็นกลาง แต่ทางปฏิบัติในการเลือกตั้งจริง ๆ ในประเทศไทยในเวลานี้ การเลือกตั้งเรา ได้ยินเสมอใช่ไหมว่าเวลานี้เงินก็ใช้มากขึ้น ๆ ต่อไปวันข้างหน้าถ้ากฎหมายฉบับนี้แก้ไขได้ เรา จะได้ยิน ส.ว. พูดกันว่าการเลือกตั้งครั้งนี้เราใช้ไปไม่เท่าไรหรอก ไม่เกิน ๕๐ ล้านบาท ๓๐ ล้านบาท ท่านเชื่อผมเถอะครับ เพราะฉะนั้นผมจึงบอกว่าการเลือกตั้งในเวลานี้ที่จะเลือกตั้ง กันตามกฎหมายที่จะแก้ไขใหม่นี้มันยังไม่สมควร เนื่องด้วยว่าเพราะมันมีอำนาจ ในการแต่งตั้งและถอดถอน ทีนี้ผมจะกล่าวกับประธานต่อไปด้วยความเคารพว่าเราอยาก จะได้ ส.ว. ที่มาจากหลากหลายอาชีพถูกไหมครับ หลักการที่ดีเราอยากจะได้ ส.ว. ที่มาจาก หลากหลายอาชีพ อย่างสภาผู้แทนราษฎรเราทำอย่างนั้นไม่ได้ เพราะเขาถือว่าประชาชน พอใจประชาชนก็เลือก พรรคการเมืองเลือกเขามาแล้วถือว่าพรรคเลือกคนแล้วประชาชน ก็ไปเลือกพรรค ในที่สุดเขาก็มาเป็น ส.ส. แต่ ส.ว. เราอยากจะได้คนหลากหลายอาชีพ ซึ่งแน่นอนอาชีพในประเทศไทยมีประมาณ ๑๐๐ อาชีพ เราอยากได้คนใน ๑๐๐ อาชีพ นั่นละมาเป็นสภากลั่นกรอง มาเป็นสภาแต่งตั้ง มาเป็นสภาถอดถอนองค์กรอิสระ แต่ในทาง ปฏิบัติถ้าเราปล่อยให้มีการเลือกตั้ง ท่านประธานนึกภาพสิครับ เราจะได้ ส.ว. ที่มาจาก หลากหลายอาชีพได้อย่างไร เอามาอย่างไรครับ เพราะว่าเราจะไปจำกัดสิทธิเขาไม่ให้สมัคร ก็ไม่ได้ เมื่อเขามีสิทธิสมัครประชาชนเลือกเขามา เพราะฉะนั้นเราจึงเห็นว่าวิธีการที่ใช้อยู่ในปัจจุบันนี้ก็เป็นการพบกันครึ่งทางคือมีทั้งการเลือกตั้ง และมาจากการสรรหา แต่ผมไม่ได้หมายความว่าวิธีการสรรหานั้นเป็นวิธีที่ใช้อยู่ในปัจจุบันนี้ ดีที่สุด ผมก็ยังไม่ยอมรับว่าดีที่สุด เพราะเหมือนที่มีการกล่าวกันว่าบางครั้งแทนที่จะมาจาก หลากหลายอาชีพจริง มาจากตัวแทนกลุ่มอาชีพจริง แต่บางคนก็พูดว่ามาจากเพียงคน ๖-๗ คน เลือกมาเป็นแล้วก็ได้มาเป็น ส.ว. อันนี้ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ผมอยากจะกราบเรียนท่านประธาน เพราะว่าภารกิจของ ส.ว. มันยิ่งใหญ่มากตามรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เราต้องยอมรับใช่ไหมว่า วันนี้เราอยากจะได้ ส.ว. ที่ปราศจากการครอบงำเราจะได้ ส.ว. ที่เป็นกลาง เมื่อเราอยากได้ ส.ว. ที่เป็นกลาง ท่านประธานครับ ผมคิดว่าเมื่อเราดำเนินการเลือกตั้งแล้วเราต้องกำหนด คุณสมบัติให้ ส.ว. ลงสมัครมากกว่า ๑ เทอมไม่ได้ เมื่อได้รับเลือกตั้งแล้วควรจะได้รับเพียง เทอมเดียว ถึงแม้นว่ากำหนดไว้ ๖ ปีอันนี้ผมก็ยังพอรับได้ แล้วมาทำหน้าที่ ท่านประธานดูมี หน้าที่ถอดถอนตามมาตรา ๒๗๐ ถ้า ส.ว. ที่ถูกครอบงำโดยพรรคการเมือง ถูกครอบงำโดยรัฐบาล อยากจะถอดถอนองค์กรอิสระ เข้าชื่อกันเพียง ๑ ใน ๔ ก็สามารถยื่นเรื่องถอดถอนได้แล้ว เมื่อเข้าชื่อไป ๑ ใน ๔ มีการสอบสวน มีการตั้งข้อหานำมาสู่การลงมติ ใช้เสียงในการลงมติ สามในห้าก็สามารถถอดถอนองค์กรอิสระนั้น ๆ ได้ ท่านลองคิดดูว่าอำนาจวุฒิสภามากแค่ไหน เมื่ออำนาจวุฒิสภามากอย่างนั้น เรายังเปิดโอกาสให้มีการเลือกตั้ง เมื่อมีการเลือกตั้งในขณะนี้ เร็ว ๆ นี้สมมุติกฎหมายฉบับนี้มีการแก้ไขไปได้ วันข้างหน้ารัฐบาลที่จิตใจสกปรก รัฐบาล ที่ไม่มีความเป็นกลาง รัฐบาลที่ไม่รักษาธรรมาภิบาล รัฐบาลที่ทุจริตคอร์รัปชันก็จะแต่งตั้ง ศาลรัฐธรรมนูญที่เป็นพวกของรัฐบาล จะแต่งตั้งผู้ตรวจการแผ่นดินที่เป็นพวกรัฐบาล จะแต่งตั้ง ป.ป.ช. เสียงข้างมากที่เป็นพวกรัฐบาล และถ้าคนไหนที่องค์กรอิสระชุดใดที่รัฐบาล ไม่พอใจก็จะสั่งคนของเขาซึ่งอยู่ในวุฒิสมาชิกซึ่งเขาสามารถคุมเสียงข้างมากให้ไปถอดถอนได้ ให้ไปกล่าวหาได้ นี่ละคือสิ่งที่ผมคิดว่าผมมีความกังวล การพูดของผมในวันนี้มันจะสะท้อน ไปถึงประชาชนที่อยู่ข้างนอกด้วย ท่านประธานดูสิครับ มันจะมีความเป็นธรรมแค่ไหน พวกผมสมัครรับเลือกตั้ง พวกผมสมัครเป็นพรรคการเมือง เป็นสมาชิกพรรคการเมือง เพราะผมมีศรัทธาในระบอบประชาธิปไตย ศรัทธาในพรรคการเมือง แต่ไปสมัครวุฒิสมาชิก ไม่ได้ถูกจำกัดสิทธิคุณสังกัดพรรค ผมหยุดเล่นผู้แทนราษฎรจะไปสมัคร ส.ว. เขาบอกว่าไม่ได้ ต้องปลอดจากการสมัครเป็นสมาชิกพรรคอย่างน้อย ๕ ปี แต่ปล่อยให้คนที่ไม่ต้องสังกัดพรรค แต่ไปลงสมัครรับเลือกตั้ง และท่านประธานก็ต้องยอมรับว่ามันยังไม่มีกลไกใด ๆ ที่จะกำหนด ได้ว่า ส.ว. ที่จะได้มาในวันข้างหน้าไม่อิงนักการเมือง ไม่อิงพรรคการเมือง นี่คือสิ่งที่ผมเป็นห่วง เพราะฉะนั้นด้วยความเคารพอย่างยิ่ง ท่านประธานครับ ผมคิดว่าทั้ง ๓ ร่างที่ร่างกันมานี้ ด้วยเหตุผลที่ผมกราบเรียนแล้วว่า ๑. ยังไม่ถึงเวลาที่จะมาแก้ ๒. ถ้าท่านแก้ไปแล้วประชาชน ไม่ได้ประโยชน์ และ ๓. ผมคิดว่าผลร้ายจะตกอยู่กับประชาธิปไตยไทยในวันข้างหน้า ขอบคุณครับ