รัฐสภา · ครั้งที่ ๔ · ๔ เมษายน ๒๕๕๖

รัชดา ธนาดิเรก หารือเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการพิจารณาอย่างรอบคอบและรอบด้านก่อนการตัดสินใจ และอภิปรายเรื่องมาตรา ๑๙๐ ของรัฐธรรมนูญ โดยระบุว่าปัญหาที่เกิดขึ้นไม่ได้เป็นปัญหาจากตัวรัฐธรรมนูญ แต่เป็นปัญหาที่ไม่ออกกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญตามที่รัฐธรรมนูญได้บัญญัติไว้

ผู้ช่วยศาสตราจารย์รัชดา ธนาดิเรก สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร

ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ดิฉัน รัชดา ธนาดิเรก สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานคะ ดิฉันมีความเชื่อว่ารัฐธรรมนูญนั้นสามารถแก้ไขได้ แต่การที่จะตัดสินใจว่าควรจะลงมติแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับที่ใช้กันอยู่ปัจจุบันหรือไม่ เราก็ควร จะต้องมีการพิจารณาอย่างรอบคอบและรอบด้าน ประเด็นในการพิจารณาก็คงต้องตั้งคำถาม ว่ามันมีความจำเป็นมากน้อยแค่ไหนที่จะต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญ ร่างที่เสนอเข้ามาใหม่นั้น จะเป็นการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นในการใช้รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันหรือไม่ และเรามั่นใจได้ หรือไม่ว่าร่างรัฐธรรมนูญที่มีการเสนอมานี้จะไม่มีการตัดทอนสาระสำคัญของข้อบัญญัติ รัฐธรรมนูญที่ใช้อยู่ในฉบับปัจจุบัน แล้วทำให้เกิดความเสียหายต่อประเทศชาติและประชาชน

ในส่วนของประเด็นมาตรา ๑๙๐ ซึ่งเป็นเพียงประเด็นเดียวที่ดิฉันจะอภิปราย ในครั้งนี้นะคะ ในช่วงเวลา ๒ วันที่ผ่านมาดิฉันได้สรุปข้อกังวลใจของเพื่อนสมาชิก ในหลายประเด็นที่มีต่อมาตรา ๑๙๐ หลายท่านอภิปรายให้ความคิดเห็นว่าการที่รัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๕๐ มาตรา ๑๙๐ นี้ กำหนดให้ในการทำหนังสือสัญญาระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้องกับอาณาเขตอธิปไตย ของประเทศที่เกี่ยวข้องกับหนังสือสัญญาที่มีผลกระทบต่อเศรษฐกิจและสังคมอย่างกว้างขวาง หนังสือสัญญาที่มีผลผูกพันด้านการค้าการลงทุนและงบประมาณอย่างมีนัยสำคัญนั้นต้อง เสนอให้รัฐสภาพิจารณา ข้อกำหนดในมาตรา ๑๙๐ นี้ทำให้รัฐบาลไม่สามารถเดินหน้าเจรจา กับประเทศคู่ภาคีหรือพหุภาคีได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้การทำงานของรัฐบาลนั้นล่าช้า เพราะต้องเสนอเอกสารทุกฉบับให้รัฐสภาพิจารณา ดิฉันเห็นต่างค่ะ เพราะว่าปัญหาที่เกิดขึ้น ไม่ได้เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นจากตัวรัฐธรรมนูญ ในส่วนที่บอกว่าการกำหนดเช่นนี้ในมาตรา ๑๙๐ ทำให้รัฐบาลต้องเสนอเอกสารที่เป็นการลงนามเจรจาระหว่างประเทศทุกฉบับเข้าสู่รัฐสภา รัฐธรรมนูญไม่ได้บอกว่ารัฐบาลต้องนำเสนอเอกสารสัญญาทุกฉบับเข้าสู่รัฐสภา รัฐธรรมนูญ ได้กำหนดประเภทของเอกสารสัญญาที่เข้าข่ายมาตรา ๑๙๐ แม้ว่าจะเป็นการกำหนด อย่างกว้างที่หลายคนบอกว่ามันกว้างเกินไป รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงไม่กล้า ใช้ดุลยพินิจ สุดท้ายก็เลยส่งทุกฉบับให้รัฐสภาพิจารณา แต่ดิฉันคิดว่าถ้าเราอ่านเจตนารมณ์ ของรัฐธรรมนูญอย่างชัดเจนก็จะเห็นว่าในรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๐ วรรคห้า ได้กำหนดไว้ว่า ให้มีกฎหมายว่าด้วยการกำหนดประเภทกรอบการเจรจา ขั้นตอน และวิธีการจัดทำหนังสือสัญญา นั่นก็หมายความว่ารัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๐ นี้เพื่อที่จะสร้างความชัดเจนว่าเอกสารสัญญาใด ที่จะต้องให้รัฐสภาพิจารณา พวกเราสมาชิกรัฐสภาควรจะเดินหน้าออกกฎหมายฉบับนี้ แต่เพราะว่าไม่มีกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญตามมาตรา ๑๙๐ จึงทำให้รัฐบาลเกรงว่าจะใช้ ดุลยพินิจแล้วเกิดปัญหาขึ้นภายหลังเลยส่งทุกฉบับให้รัฐสภา ดังนั้นประเด็นนี้จึงไม่ใช่ปัญหา ของตัวรัฐธรรมนูญ แต่เป็นปัญหาที่เราไม่ออกกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญตามที่รัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๐ ได้บัญญัติไว้ ในส่วนที่บอกว่าทำให้การทำงานล่าช้า ดิฉันก็เห็นต่างเพราะว่า ในวรรคสองของมาตรา ๑๙๐ นี้ได้เขียนไว้อย่างชัดเจนว่า เอกสารสัญญาเมื่อเสนอให้รัฐสภา พิจารณา รัฐสภาต้องพิจารณาให้แล้วเสร็จภายในหกสิบวันนับแต่วันที่ได้รับเรื่องราวดังกล่าว นั่นก็หมายความว่ามันมีกรอบระยะเวลาที่มาตรา ๑๙๐ นั้นได้กำหนดไว้อย่างชัดเจนแล้ว แต่เป็นปัญหาในเรื่องของการประสานงานระหว่างหน่วยงานเจ้าของเรื่องของเอกสารสัญญา กับฝ่ายเลขาธิการของรัฐสภาว่าทำไมไม่คุยกันให้รู้เรื่อง ทุกเรื่องที่จะมีการเจรจามีการกำหนด เป้าหมายระยะเวลาไว้อย่างชัดเจนแล้ว ทำไมเราไม่มานั่งคุยกันเรื่องตารางเวลาให้ชัดเจนล่ะคะ ดิฉันเชื่อมั่นว่าท่านประธานและสมาชิกรัฐสภาทุกท่านพร้อมที่จะมาประชุมเพื่อพิจารณา เอกสารสัญญาเพราะว่ามีผลกระทบต่อประเทศชาติและประชาชน ดังนั้นในเรื่องของการที่จะ ต้องมาพิจารณาเอกสารมากมายหรือเรื่องของความล่าช้า ดิฉันเห็นว่าไม่ใช่ปัญหาของตัว มาตรา ๑๙๐ แต่เป็นปัญหาของการปฏิบัติตามมาตรา ๑๙๐ ว่าเรายังไม่เข้าใจเจตนารมณ์ อย่างแท้จริงมากกว่า มีบางท่านได้กล่าวถึงว่าการที่มาตรา ๑๙๐ ได้บัญญัติให้มีการนำกรอบ การเจรจา กรอบข้อตกลงต่าง ๆ เสนอให้รัฐสภาพิจารณาทำให้ความลับถูกเปิดเผย ประเทศอื่น รู้หมดว่าเราจะไปเจรจาอะไรบ้าง ถ้าเป็นความลับก็ประชุมลับสิคะ อะไรที่เราคิดว่าเปิดเผย ให้สื่อมวลชนรู้แล้วจะทำให้เกิดผลเสีย อะไรจะทำให้คนนอกรู้ไม่ได้ เราก็ไม่ต้องประชุม อย่างเปิดเผย เวทีนี้ก็สามารถจัดให้เกิดการประชุมลับได้ เพราะฉะนั้นในเรื่องของความลับ ถูกเปิดเผยจึงไม่ใช่ประเด็น มีหลายท่านได้ยกตัวอย่างถึงกรณีรัฐธรรมนูญต่างประเทศว่า ไม่มีประเทศอื่นที่เขามีข้อบัญญัติอย่างเช่นมาตรา ๑๙๐ อย่างเมืองไทย มันไม่ได้อยู่ที่ว่าประเทศไหนมีหรือประเทศไหนไม่มีมาตรา ๑๙๐ คล้ายกับเมืองไทยหรอกค่ะ ถ้าประเทศไหนมี เราก็มาพิจารณาว่ามีแล้วเขาใช้แล้วมันดีอย่างไร ประเทศไหนที่เขาไม่มี ทำไมเขาถึงไม่มี อะไรที่ดีเราก็มาประยุกต์ใช้ อะไรที่บกพร่องเราก็ปรับปรุงแก้ไข แต่หากท่าน จะยกตัวอย่างเฉพาะประเทศที่เขาไม่มีแล้วเราก็ควรจะไม่มีตามเขา ดิฉันไม่เห็นด้วยค่ะ ดิฉัน จึงอยากจะยกตัวอย่างบางประเทศที่เขามีลักษณะของรัฐธรรมนูญที่คล้ายคลึงกับมาตรา ๑๙๐ อย่างเช่นประเทศสหรัฐอเมริกามีกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ เขากำหนดไว้ชัดเจนเลยว่าฝ่ายบริหารต้องนำเสนอกรอบการเจรจาการค้ากับต่างประเทศ ต่อรัฐสภา เพื่อขอความเห็นชอบก่อนเริ่มเจรจาไม่น้อยกว่า ๑๙๐ วัน ในประเทศฝรั่งเศส ก็ได้กำหนดไว้ว่า สนธิสัญญาที่เกี่ยวข้องกับการค้า เกี่ยวข้องกับองค์กรระหว่างประเทศ เกี่ยวข้องกับการแก้ไขกฎหมายหรือออกกฎหมาย สนธิสัญญาที่มีผลต่อสถานะบุคคล อาณาเขตดินแดน หรือมีผลผูกพันทางการเงิน การคลัง ต้องให้รัฐสภาพิจารณา เช่นเดียวกับ ประเทศเกาหลีใต้ค่ะ มันมีอีกหลายประเทศที่เขามีมาตรา ๑๙๐ ในลักษณะที่คล้ายกับ ประเทศไทย จึงโดยสรุปว่าประเทศที่เขามีมาตรา ๑๙๐ นั้นเขาต้องการให้เกิดการถ่วงดุล อำนาจระหว่างฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติ รวมถึงให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมในการรับรู้ และแสดงความคิดเห็น เอกสารสัญญาที่โดยมากที่หลายประเทศเขากำหนดให้รัฐสภา ต้องพิจารณาก่อนมีการผูกพันทางกฎหมายก็จะเป็น เช่น สนธิสัญญาที่มีผลกระทบต่อ การเปลี่ยนแปลงอาณาเขต สนธิสัญญาที่เกี่ยวข้องกับสิทธิเสรีภาพของประชาชน สนธิสัญญา ที่เกี่ยวข้องกับการค้าการลงทุน สนธิสัญญาที่มีข้อผูกพันทางการเงิน ทางการคลังของประเทศ ดังนั้นดิฉันจึงเห็นว่าถ้าเราจะคงมาตรา ๑๙๐ อย่างที่เป็นอยู่ก็เป็นเรื่องที่สมควรแล้ว เพราะประโยชน์ของมาตรา ๑๙๐ นะคะท่านประธาน ดิฉันจะขอกราบเรียนว่าจากเดิมที่เรา เคยมีมาตรา ๒๒๔ ในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ นั้นเป็นการพูดถึงให้บทบาทของรัฐสภา พิจารณาเอกสารสัญญาที่เกี่ยวข้องกับเรื่องที่มีการเปลี่ยนแปลงอาณาเขตของประเทศ เขตอำนาจของรัฐ แล้วก็หนังสือสัญญาที่ต้องออกกฎหมายเพื่อให้เป็นไปตามสัญญานั้น แต่เพียงแค่ข้อบัญญัติในมาตรา ๒๒๔ ของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ มันไม่เพียงพอกับปัญหา ที่เกิดขึ้นในยุคโลกาภิวัตน์ ยุคที่มีการลงทุน มีการค้าเสรี มันมีประเด็นที่เกิดขึ้นก็คือว่ารัฐบาล ได้ไปลงนามในเอกสารสัญญาในเรื่องของการค้าเสรีหรือที่เรียกว่าเอฟทีเอ เมื่อลงนามไปแล้ว เกิดผลกระทบสร้างความเดือดร้อนให้กับภาคส่วนหลายภาคส่วน โดยเฉพาะพี่น้องเกษตรกร และเอสเอ็มอี (SME) คำถามจึงมีอยู่ว่ามันจะดีกว่าไหมถ้าจะให้รัฐสภาแห่งนี้ได้มีบทบาท ในการตรวจสอบในการลงนามเอกสารสัญญาของรัฐบาลก่อนที่จะให้มีผลผูกพัน ประเด็นตรงนี้ ต่างหากจึงนำมาสู่การบัญญัติมาตรา ๑๙๐ ในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ประโยชน์ของมาตรา ๑๙๐ ที่เราใช้กันอยู่ สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือเป็นการสร้างสมดุลของการใช้อำนาจระหว่างฝ่ายบริหาร แล้วก็ นิติบัญญัติ เปิดโอกาสให้พี่น้องประชาชนได้มีส่วนร่วม สร้างความโปร่งใสในการดำเนินงาน ของภาครัฐ ทำให้เกิดการตรวจสอบได้ และที่สำคัญทำให้การดำเนินงานของรัฐบาลมี ความรอบคอบมากขึ้น ในครั้งหนึ่งที่มีการเจรจาความตกลงในเรื่องของหุ้นส่วนเศรษฐกิจ ไทย-ญี่ปุ่น หรือที่เรียกว่าเจเทปา (JTEPA) รัฐสภาแห่งนี้ได้พิจารณาเอกสารนับหลายพันหน้า แล้วส่วนหนึ่งที่เป็นประเด็นที่ถกขึ้นก็คือในเรื่องของภาคผนวกที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของขยะ ของเสียอันตราย จากการทักท้วงของสมาชิกรัฐสภาในครั้งนั้นทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในสาระ ที่อยู่ในภาคผนวกที่เกี่ยวข้องกับรายชื่อของขยะของเสียอันตราย แต่ถ้าเราไม่มีมาตรา ๑๙๐ ปล่อยให้รัฐบาลเดินหน้าเจรจาตกลงโดยที่ผู้แทนของปวงชนชาวไทย พี่น้องประชาชนไม่รู้เลยว่ารัฐบาลจะเดินหน้าไปอย่างไร และประชาชนภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ควรจะมีการเตรียมการอย่างไร ดิฉันคิดว่ามันจะเป็นข้อเสียและจะมีผลกระทบในระยะยาว มาตรา ๑๙๐ ยังได้กำหนดถึงมาตรการในการเยียวยาว่ารัฐบาลจะดีแต่พูดว่าหากมีพี่น้องประชาชน หรือภาคส่วนได้รับความเดือดร้อนจากการลงนามในหนังสือสัญญาจะได้รับการเยียวยา พูดอย่างเดียวไม่ได้ มาตรา ๑๙๐ กำหนดว่าจะต้องมีมาตรการทางกฎหมายในเรื่อง ของการเยียวยา ดังนั้นดิฉันคิดว่าประโยชน์มากมายที่มันมีอยู่ในสาระ เนื้อหาของมาตรา ๑๙๐ รัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๕๐ มันมีอยู่แล้ว แต่ปัญหาที่เพื่อนสมาชิกกังวลใจดิฉันเข้าใจ แต่ดิฉัน ก็ต้องขอกราบเรียนท่านประธานว่ามันไม่ใช่ปัญหาของตัวรัฐธรรมนูญ แต่ว่ามันเป็นปัญหา ที่เราไม่ได้ปฏิบัติตามเนื้อหาสาระที่รัฐธรรมนูญได้กำหนดไว้ ในเมื่อมีการเสนอให้แก้ไข รัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๕๐ ดิฉันก็ต้องตั้งคำถามว่าแก้แล้วมันดีกว่าเดิมจริงหรือเปล่า แก้แล้ว มันไม่ไปตัดทอนสาระสำคัญของรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๐ ใช่หรือไม่ ในร่างของมาตรา ๑๙๐ ที่เสนอมาให้พิจารณาใหม่นี้มีการตัดเนื้อหาสาระก็คือในวรรคหนึ่งตัดเอาหนังสือสัญญาที่ เกี่ยวกับพื้นที่นอกอาณาเขตซึ่งประเทศไทยมีสิทธิอธิปไตย ทำไมต้องเอาวรรคนี้ออกไปด้วย ทำไมถึงคิดว่าสมาชิกรัฐสภาไม่ควรจะมีสิทธิในการพิจารณาหนังสือสัญญาที่เกี่ยวข้องกับ พื้นที่นอกอาณาเขตซึ่งประเทศไทยมีสิทธิอธิปไตย ประเด็นนี้สำคัญนะคะ เพราะว่าพื้นที่ นอกอาณาเขตซึ่งประเทศไทยมีสิทธิอธิปไตยนั้นสามารถครอบคลุมไปถึงพื้นที่ทับซ้อน ทางทะเลได้ ซึ่งในอนาคตเราอาจจะมีการพูดถึงการเจรจาการแบ่งปันผลประโยชน์กับ ประเทศเพื่อนบ้านในเรื่องของพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลที่เรารู้กันอยู่ว่าคือพื้นที่บริเวณ อ่าวไทยระหว่างประเทศไทยกับประเทศกัมพูชา ซึ่งพื้นที่ตรงนั้นมีขนาดประมาณ ๒๖๐,๐๐๐ ตารางกิโลเมตร ถ้าขุดขึ้นมามีการประเมินจากไอเอ็มเอฟและธนาคารโลกว่า จะสามารถสร้างเป็นมูลค่าได้ถึง ๕,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ถ้าตัดเอาสาระที่พูดถึงว่าเอกสาร สัญญาที่เกี่ยวข้องกับพื้นที่นอกอาณาเขต ซึ่งประเทศไทยมีสิทธิอธิปไตยไม่ให้รัฐสภารับรู้ ไม่ให้รัฐสภาพิจารณา แล้วพวกเราในฐานะผู้แทนของปวงชนชาวไทยจะมั่นใจได้อย่างไรว่า การเจรจาในเรื่องของผลประโยชน์มากมายขนาดนี้รัฐบาลจะดำเนินงานอย่างโปร่งใส และเพื่อผลประโยชน์ของคนไทยจริง ๆ ในวรรคสาม ร่างฉบับใหม่เสนอมาได้เขียนไว้ว่า หนังสือสัญญาที่มีความเกี่ยวข้องกับผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจหรือสังคม หนังสือสัญญาที่มีผลผูกพันด้านการค้า การลงทุน หรืองบประมาณแผ่นดิน ไม่ต้องเสนอให้ รัฐสภาพิจารณาอีกแล้ว ทำไมถึงเป็นเช่นนั้นล่ะคะ ในปัจจุบันขณะนี้รัฐบาลอยู่ในช่วง ของการเจรจาภายใต้กรอบเจรจาองค์การการค้าโลกฉบับใหม่อยู่ ขอเวลาอีกสักครู่นะคะ ท่านประธาน เพราะว่า ณ เวลานี้เรายังมีการเจรจาทางการค้าที่จะมีผลต่อการค้า การลงทุน อีกเยอะมากในเรื่องของภายใต้กรอบการเจรจาการค้าโลก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการปฏิรูป การค้าสินค้าเกษตร การบริการ สิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา ความโปร่งใส และการระงับ ข้อพิพาทกับประเทศคู่เจรจาต่าง ๆ ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นสาระสำคัญในการตกลงทำหนังสือสัญญา ระหว่างประเทศ แต่มาตรา ๑๙๐ ที่เสนอเข้ามาใหม่กลับจะไม่ให้รัฐสภารับรู้ในเรื่องเหล่านี้เลย ดิฉันคิดว่ามันไม่เป็นประโยชน์ใด ๆ เลยนะคะ เพราะฉะนั้นโดยสรุปดิฉันจึงขอกราบเรียน ท่านประธานว่าดิฉันไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขมาตรา ๑๙๐ เพราะปัญหาที่เป็นอยู่นี้สามารถ แก้ไขได้โดยการออกกฎหมายลูก ออกกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ และจะทำให้การดำเนินงาน ในเรื่องการพิจารณาเอกสารสัญญานั้นเป็นไปอย่างโปร่งใส และมีประสิทธิภาพ ถ่วงดุลอำนาจ ของฝ่ายบริหาร ขอบคุณค่ะ