เชิดชัย ตันติศิรินทร์ หารือเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของหลักประชาธิปไตยและเสรีภาพของประชาชน และเรียกร้องให้ปฏิบัติตามกฎหมายที่ตราโดยรัฐสภา เช่น การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการแก้ไขมาตรา 68 เพื่อความชัดเจนและหลีกเลี่ยงการวุ่นวายในอนาคต และการยกเลิกพรรคการเมืองที่มีส่วนเกี่ยวข้อง
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายแพทย์เชิดชัย ตันติศิรินทร์ ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ผมสนับสนุนร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ทั้ง ๓ ฉบับเลยนะครับ เพราะเป็นขั้นตอนที่จะนำไปสู่การเป็นประชาธิปไตยที่แท้จริง ท่านประธานครับ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ เป็นประชาธิปไตยของประชาชน เลยทำให้ บ้านเมืองเจริญรุ่งเรือง ทำให้มีคนเก่งที่มีความสามารถมาบริหารบ้านเมือง ดังเช่น พันตำรวจโท ดอกเตอร์ทักษิณ ชินวัตร เห็นไหมครับ แก้หนี้ ทำให้บ้านเมืองเจริญรุ่งเรือง ประชาชนมีความสุข ทำให้ประชาธิปไตยกินได้ แต่เมื่อมีรัฐประหารเกิดขึ้นในวันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ บ้านเมืองล่มจม เศรษฐกิจถดถอย นี่ละครับเป็นที่มาที่ว่าทำไมต้องแก้ รัฐธรรมนูญ ท่านประธานครับ เพื่อไม่ให้เสียเวลานะครับ เราพยายามแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาแล้วนะครับ ขนาดวาระที่สามยังค้างอยู่ในสภา เพราะอะไรครับ เพราะรัฐธรรมนูญฉบับนี้ มันเป็นพิษจริง ๆ บอกว่าให้รับก่อนแก้ทีหลังมันแก้ไม่ได้เลยต้องมาแก้รายมาตราเช่นนี้ครับ ท่านประธานครับ การแก้กฎหมายนี้ท่านอาจารย์ใหญ่บอกว่าต้องยึดหลักอยู่ ๓ ประการ ก็คือ
หลักที่ ๑ หลักประชาธิปไตย หลักประชาธิปไตยคืออะไรครับ ก็คืออำนาจ อธิปไตยเป็นของประชาชน หรือภาษาชาวบ้านเรียกว่าประชาชนต้องเป็นใหญ่ในแผ่นดิน เพราะฉะนั้นทุกอย่างทุกประการในรัฐธรรมนูญนี้แม้กระทั่งองค์กรต่าง ๆ ต้องยึดโยงกับ ประชาชน ท่านประธานครับ แล้วก็ต้องคำนึงถึงสิทธิความเสมอภาค ๑ คนมีสิทธิ ๑ เสียง เท่ากัน เพราะฉะนั้นผมพูดไว้นิดหนึ่ง การเลือก ส.ว. ที่มาจากการเลือกตั้งนี้ก็ชอบด้วย หลักประชาธิปไตยนะครับ ท่านประธานครับ มีคนชอบอ้างว่าการเลือกตั้งไม่ใช่เป็น ประชาธิปไตย ผมไม่ว่าครับ แต่ในระบอบประชาธิปไตย การเลือกตั้งถือว่าเป็นพื้นฐาน ที่สำคัญที่สุดอย่างหนึ่งที่ประชาชนจะได้แสดงออกในการมีส่วนร่วมทางตรงเลยนะครับ ยิ่งมาใช้สิทธิยิ่งดีมากครับ บ่งบอกถึงเสรีภาพของประชาชน นั่นคือหลักที่ ๑ นะครับ
หลักที่ ๒ ก็คือต้องแยกอำนาจให้ออกนะครับ ก็คือฝ่ายนิติบัญญัติ ฝ่ายบริหาร ฝ่ายตุลาการ ท่านประธานครับ ฝ่ายนิติบัญญัติต้องเป็นหลักแต่ไม่ได้ใหญ่กว่า ชาวบ้านเขาครับ เป็นหลักอย่างไรครับ ต้องออกกฎหมายทุกระดับตั้งแต่รัฐธรรมนูญ กฎหมายอื่น ๆ ทั้งนี้เพื่อที่จะให้ฝ่ายบริหารนำไปปฏิบัติ ให้ฝ่ายตุลาการนำไปใช้ ฝ่ายนิติบัญญัติสามารถตรากฎหมายได้ทุกอย่างแม้กระทั่งเกี่ยวกับศาล เห็นไหมครับ ท่านประธานจะเห็นว่า พ.ร.บ. เกี่ยวกับการจัดตั้งศาลต้องเข้ามาในสภาของเราแม้กระทั่ง ยุบศาลก็ยังทำได้นะครับ แต่เราไม่ทำกันยกเว้นพวกรัฐประหาร ท่านประธานครับ ฝ่ายบริหารต้องทำตามกฎหมายที่บัญญัติตามนโยบายที่ตัวเองแถลงไว้ ทีนี้ปัญหาก็คือ อำนาจตุลาการ อันนี้ครับท่านต้องปฏิบัติหน้าที่ไปตามกฎหมายที่ตราโดยรัฐสภา ท่านอย่าไป ทำตามกฎหมายนอกระบบหรือของอื่นที่ไม่ยึดโยงกับประชาธิปไตยเช่นทำตามคำสั่ง คณะปฏิวัติซึ่งเขาถือว่าเป็นกบฏ ยิ่งไปสนับสนุนว่าการรัฐประหารได้เป็นองค์รัฏฐาธิปัตย์ ยิ่งเข้าป่าไปเลยอย่างนี้ไม่ดีครับ มันทำให้กระบวนการประชาธิปไตยแย่ครับ ผู้พิพากษา ท่านเป็นคนดีผมเชื่อ
หลักที่ ๓ ก็คือหลักนิติธรรม บ้านเมืองต้องปกครองด้วยกฎหมาย เป็นนิติรัฐ แล้วทุกอย่างต้องดำเนินการไปอย่างยุติธรรมเป็นนิติธรรมไม่ต้องมี ๒ มาตรฐาน ต้องสันนิษฐานว่าบุคคลเขาเป็นคนดี กฎหมายไม่ย้อนหลัง ใครทำผิดก็ลงโทษเฉพาะคนผิด เพราะฉะนั้นในกรณีมาตรา ๖๘ ส่วนหลัง ๆ กับมาตรา ๒๓๗ ที่ไปยุบพรรคแล้วก็ไปเพิกถอน สิทธิเลือกตั้งของกรรมการพรรค ตลอดจนผมคิดว่าไปตัดสิทธิประชาชนที่เป็นสมาชิกด้วย ท่านประธานครับ ใครทำผิดก็ต้องได้รับการลงโทษ พรรคการเมืองเป็นเครื่องมืออย่างหนึ่ง ที่ทำให้ประชาชนมีส่วนร่วม แล้วก็เป็นกลไกหนึ่งที่ทำให้การปกครองในระบอบประชาธิปไตย เข้มแข็ง แต่บังเอิญในมาตรา ๖๘ วรรคสอง มีปัญหาครับ เป็นเรื่องเกี่ยวกับขั้นตอนในการ ใช้สิทธิที่ให้ยื่นผ่านอัยการสูงสุดก่อนเพื่อให้อัยการตรวจสอบข้อเท็จจริง หากมีมูลอัยการ ถึงจะยื่นรับคำร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญเพื่อวินิจฉัย ท่านประธานครับ เหตุมันเกิดเรื่องก็คือ ความไม่ชัดเจน ศาลรัฐธรรมนูญท่านกลับไปวินิจฉัยว่าสามารถรับเรื่องร้องเรียนได้โดยตรง ปรากฏอย่างไรครับ มีนักกฎหมายส่วนใหญ่ออกมาออกความเห็น ประชาชนก็งงครับว่าอันนี้ ละครับเป็นการขยายอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญ ท่านประธานครับ บ้านเมืองเลยโกลาหล แล้วเป็นปัญหาที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ได้มีสมาชิกอภิปรายว่าเจตนารมณ์ของมาตรา ๖๘ นี้ ต้องเป็นอย่างที่ผมได้เรียน ถ้าไม่แก้ไขให้ชัดเจนประชาชนสับสนจะเกิดภาวะร้องเรียน ไม่มีสิ้นสุด เพราะฉะนั้นคนที่บอกว่าข้อนี้ประชาชนไม่ได้ประโยชน์ อันนี้ละครับได้ประโยชน์ จริง ๆ เพราะเขาจะได้เลิกกังวลเรื่องพวกนี้เสียทีนะครับ ท่านประธานครับ ศาลรัฐธรรมนูญ ยังได้กำหนดวิธีการชั่วคราวก่อนพิพากษาอีก โดยการสั่งให้หยุดขบวนการ หยุดกระทำ ซึ่งอันนี้ไม่มีกฎหมายบัญญัติรับรองไว้ ถ้ามาตรา ๖๘ ไม่ชัดเจนแล้วมันจะเกิดเรื่องทำนอง เดียวกันอย่างนี้ขึ้นมาอีก ท่านประธานครับ อันนี้ถือว่าเป็นการแทรกแซงอำนาจ นิติบัญญัติ เพราะว่าพวกเราทำหน้าที่ในฐานะเป็นส่วนหนึ่งขององค์กรก็คือรัฐสภาครับ ท่านประธานครับ การกระทำอย่างนี้ขัดรัฐธรรมนูญ มีความผิด มีคนไปร้องศาลรัฐธรรมนูญแล้วท่านก็บอกว่าท่านไม่ทำผิด เห็นไหมครับมันจะเกิดภาวะ วุ่นวายอย่างนี้ขึ้นมา ท่านประธานครับ การแก้ไขเพิ่มเติมครั้งนี้เป็นการเพิ่มความชัดเจน โดยเฉพาะมาตรา ๖๘ อยู่ในหมวด ๓ เพราะฉะนั้นในร่างแก้ไขจึงระบุว่าหมวด ๓ เพราะเวลาอ่านกฎหมายไปนี่เพลินลืมดูว่ามันอยู่ที่ไหน แล้วอีกอย่างหนึ่ง บุคคล หรือพรรคการเมืองที่ถูกกล่าวหานี้ไม่ได้เกี่ยวกับรัฐสภา วันนี้ท่านประธานรัฐสภาครับ ได้มีกลุ่ม ส.ว. ที่ไปยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญเมื่อวานนี้ ท่านก็ไวครับรับว่าวันนี้ บ่ายสามโมงจะพิจารณาว่าจะรับเรื่องหรือไม่ ท่านประธานครับ ผมอยากจะแจ้งผ่าน ท่านประธานไปยังท่านศาลรัฐธรรมนูญทั้งหลายบอกว่าพวกเราปฏิบัติหน้าที่ในฐานะเป็น ส่วนหนึ่งของรัฐสภา ทำตามอำนาจหน้าที่ที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ เป็นอำนาจหนึ่งนะครับ ไม่ใช่ทำในฐานะบุคคลหรือพรรคการเมืองอย่างที่กล่าวหา ท่านประธานครับ ศาลรัฐธรรมนูญ ต้องเป็นกลาง แล้วต้องเป็นผู้หลักผู้ใหญ่ ต้องมีเหตุมีผล ต้องทำตามกฎหมายที่บัญญัติไว้ อย่าไปทำกฎหมายเพิ่มเติม ไปออกความเห็นในเชิงบัญญัติเพิ่มเติมอันนี้บ้านเมืองจะวุ่นวาย ท่านประธานครับ ผมมีเวลาน้อยพยายามพูดให้กระชับ ผมอยากจะเรียกร้องไปยัง ศาลรัฐธรรมนูญ ท่านกำลังอยู่ในสายตาของประชาชนนะครับ ผมเชื่อว่าท่านเป็นผู้หลักผู้ใหญ่ การที่ท่านจะตัดสินตามที่ ส.ว. ๔๐ คนนั้นได้ขอไป ๓ เรื่อง คือ
อันที่ ๑ ขอให้ยกเลิกการแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา ๖๘ และมาตรา ๒๓๗
อันที่ ๒ ขอให้ยุบพรรคการเมืองที่มีส่วนเกี่ยวข้อง ก็คือพรรครัฐบาล และพรรคร่วมรัฐบาล
อันที่ ๓ ขอให้มีการคุ้มครองชั่วคราวเป็นกรณีฉุกเฉิน เป็นการชั่วคราวจนกว่า ศาลจะพิจารณาคดีเสร็จ ท่านต้องดูให้ดีนะครับ
อย่างที่ผมได้เรียนแล้วครับ สิ่งที่ท่านเคยทำมาในอดีตมันเป็นบทเรียนแล้วก็ มีคนวิจารณ์มากมายท่านต้องหลักให้ได้ ทำใจให้ปลอดโปร่งให้ท่านตัดสินพิจารณาไปตาม บทบัญญัติในรัฐธรรมนูญ ท่านประธานครับ มาตรา ๖๘ นี้หากไม่แก้ไขบ้านเมืองวุ่นวายนะครับ แต่การที่คิดต่างในเวทีรัฐสภาเป็นสิ่งที่ดีต้องแสดงเหตุและผล ข้อดี ข้อเสีย เราทนได้ครับ ดีกว่าที่จะมีการรัฐประหาร หรือมีการไปเตรียมการที่จะขัดขวางการทำงานของรัฐสภา ซึ่งหากเกิดเช่นนั้นแล้วประชาชน โดยเฉพาะคนเสื้อแดงเขาจะออกมาต่อต้าน ต่อต้าน อย่างสันตินะครับ และหากมันรุนแรงขึ้นไปอีกมีรัฐประหารก็ยิ่งจะมีคนออกมาต่อต้าน อย่างสันติ แล้วผมก็จะเป็นส่วนหนึ่งในการต่อต้านเช่นเดียวกัน ท่านประธานครับ เพราะฉะนั้นผมหวังว่าสมาชิกรัฐสภาพวกเราคงจะร่วมกันแก้ไขรัฐธรรมนูญให้ผ่านไปได้ด้วยดี เพราะอันนี้ละครับคืออำนาจหน้าที่ของพวกเราครับ ขอบคุณครับท่านประธาน