ประเสริฐ ชิตพงศ์ แถลงความเห็นเรื่องแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยมีเน้นการยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญและอัยการ และมีข้อกังวลเกี่ยวกับการตัดสิทธิของประชาชนในการพิทักษ์รัฐธรรมนูญ นอกจากนี้ยังหารือเรื่องการลงโทษผู้บริหารพรรคที่กระทำผิดและเห็นว่าควรให้ลงโทษผู้บริหารพรรคที่รับผิดชอบอย่างหนัก แต่ไม่เห็นด้วยกับการยุบพรรค และยังหารือเรื่องการแก้ไขมาตรา 190 ในรัฐธรรมนูญ โดยมีความเห็นว่าควรออกกฎหมายลูกเพื่อกำหนดประเภทของหนังสือสัญญาที่ควรเข้ามาในรัฐสภาหรือไม่
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ กระผม รองศาสตราจารย์ประเสริฐ ชิตพงศ์ สมาชิกวุฒิสภาจังหวัดสงขลา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา กระผมขออนุญาตที่จะมีความเห็นในการยื่นญัตติขอแก้ไขรัฐธรรมนูญ ในมาตรา ๖๘ นะครับ จากการที่มาตรา ๖๘ เดิมนั้นได้กำหนดให้มีการยื่นคำร้อง ต่อศาลรัฐธรรมนูญ แล้วการขอแก้ไขในครั้งนี้ได้มากำหนดว่าให้มีการยื่นต่ออัยการแล้วก็ ส่งต่อไปยังศาลรัฐธรรมนูญนั้น ผมมีความเห็นว่า การที่กำหนดไว้เพียงแค่ให้ยื่นผ่านอัยการตามที่ขอแก้ไขมานั้นอาจจะเป็นการตัดสิทธิของ ประชาชนที่จะเข้าถึงสิทธิในการพิทักษ์รัฐธรรมนูญ เพราะว่าการกำหนดเอาไว้ในมาตรา ๖๘ เดิมนั้นในขณะนี้ศาลรัฐธรรมนูญก็ได้ตัดสินมาแล้วว่าสามารถยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญได้ พร้อม ๆ กับที่ยื่นต่ออัยการก็ได้ด้วย เพราะฉะนั้นเมื่อจะขอแก้ไขว่าต้องยื่นต่ออัยการ เพียงอย่างเดียว ผมห่วงใยว่าจะเป็นการตัดสิทธิ ซึ่งกรณีเช่นนี้อาจจะเป็นการขัดกับหมวด ๓ ของรัฐธรรมนูญได้ ก็เลยขอที่จะมีความเห็นว่าหากต้องการที่จะให้ยื่นต่อศาล จะให้ยื่นต่อ อัยการก่อน แล้วให้อัยการพิจารณาคำร้องแล้วถึงจะยื่นไปศาลรัฐธรรมนูญนั้น หากจะขอ แก้ไขเช่นนี้ก็อาจจะกระทำได้ เพียงแต่ว่าต้องกำหนดห้วงเวลาในการที่จะให้อัยการพิจารณา แล้วถึงจะให้คำตอบว่าจะยื่นไปยังศาลรัฐธรรมนูญหรือไม่ หรืออาจจะกำหนดเอาไว้ว่าหากว่า อัยการไม่เห็นด้วยที่จะส่งคำร้องไปยังศาลรัฐธรรมนูญแล้ว ประชาชนยังใช้สิทธิที่จะยื่นต่อ ศาลรัฐธรรมนูญโดยตรงได้ ถ้ากำหนดไว้เช่นนี้ในการขอแก้ไข ผมยังพอที่จะรับได้ เพราะถือว่า ยังให้สิทธิประชาชนอยู่ ให้สิทธิประชาชนในกรณีเงื่อนไขของเวลาที่ให้อัยการได้พิจารณา ถ้าไม่พิจารณาภายในเวลาที่กำหนดไว้ก็สมควรที่ประชาชนจะยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญโดยตรงได้ หรืออาจจะกำหนดว่าถ้าหากอัยการไม่เห็นด้วยที่จะยื่นคำร้องต่อไปยังศาลรัฐธรรมนูญ ประชาชนก็ยังใช้สิทธิยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญได้ ถ้าอย่างนี้ก็ไม่ได้ถือว่าเป็นการตัดสิทธิ ประชาชนโดยสมบูรณ์นัก แต่ถ้าหากว่าทุกกรณีต้องยื่นต่ออัยการแล้วถ้าอัยการไม่เห็นด้วย ที่จะยื่นไปยังศาลรัฐธรรมนูญแล้วถือว่าจบ กรณีเช่นนี้ผมถือว่าเป็นการตัดสิทธิของ พี่น้องประชาชน ซึ่งน่าจะเป็นการขัดต่อหมวด ๓ ของรัฐธรรมนูญที่กำหนดไว้
กรณีของมาตรา ๒๓๗ ก็อาจจะมีส่วนที่เห็นด้วยอยู่บ้างในระดับหนึ่งที่เห็นว่า อาจจะไม่เป็นการยุบพรรคกรณีที่มีผู้บริหารของพรรคไปกระทำผิด แต่ว่าอย่างไรก็ตาม ผมเห็นว่าการที่จะต้องลงโทษผู้กระทำผิดที่รุนแรงขึ้นอาจจะเป็นเวลา ๑๐ ปีหรือมากกว่านั้น อันนี้ก็น่าจะเป็นเรื่องที่พอจะรับได้ แต่การที่ให้ตัดวรรคสองออกไปทั้งหมดเลย ก็เห็นว่า ไม่น่าที่จะเป็นเช่นนั้น เพราะเป็นการที่ไม่ได้มีส่วนใด ๆ ที่จะไปลงโทษผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับ การบริหารพรรคเลย ไม่น่าจะมีความถูกต้องนัก เพราะผู้ที่บริหารพรรคควรจะต้องมีส่วน รับผิดชอบเป็นอย่างมากกับการที่สมาชิกพรรคหรือพรรคได้ไปกระทำผิด แต่การยุบพรรคนั้น ผมอาจจะเห็นด้วยว่าพรรคการเมืองเป็นสถาบัน การที่มีพรรคการเมืองก็มีประชาชน เป็นจำนวนมากที่เป็นสมาชิกพรรค การที่ไปยุบพรรคเลยอาจจะเป็นการทำให้เสียโอกาส ในการพัฒนาทางการเมือง แต่การที่จะไม่ไปลงโทษผู้กระทำผิด หรือลงโทษเพียงเบา ๆ ก็ถือว่าอาจจะไม่สาสมกับการที่ไปกระทำผิด ก็อยากจะเห็นว่าหากจะไม่ยุบพรรคแล้ว กรรมการที่รับผิดชอบพรรคอยู่จะต้องถูกลงโทษที่ค่อนข้างจะหนักมากกว่าที่เป็นอยู่นี้ ถ้ากรณีอย่างที่ว่านี้ก็พอจะรับได้ แต่การที่จะให้ตัดวรรคสองออกไปทั้งหมดนั้น ผมค่อนข้าง จะไม่เห็นด้วย แล้วอาจจะขอแปรญัตติในส่วนนี้
ในส่วนของมาตรา ๑๙๐ อาจจะไม่เห็นด้วยกับการแก้ในมาตรานี้ เพราะมาตรานี้เพิ่งได้มีการแก้ไขไปเมื่อประมาณ ๒ ปีกว่านี้เอง โดยที่ในการแก้ไขนั้นก็ให้ไป ออกกฎหมายลูกเพื่อกำหนดประเภทของหนังสือสัญญาต่าง ๆ ที่เห็นว่าควรจะเข้ามา ในรัฐสภาหรือไม่ แต่จนป่านนี้แล้วยังไม่ได้ไปดำเนินการตามที่ได้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญในครั้งนั้นไป ซึ่งแก้ไข ในมาตรานี้ก็เลยไม่แน่ใจว่าทำไมถึงไม่ดำเนินการไปออกเป็นกฎหมายลูก ถ้าออกเป็น กฎหมายลูกแล้วไปกำหนดว่าประเภทไหนบ้างที่สมควรที่จะเข้ามา ณ ที่นี้ และประเภทไหนบ้าง ที่สามารถจะไปดำเนินการได้เลยหรืออาจจะไปดำเนินการแล้วมาแจ้งให้รัฐสภาทราบ ในโอกาสหลังเพื่อมีข้อสังเกตหรือมีความเห็นเช่นนี้ก็น่าที่จะกระทำได้ แต่จนป่านนี้ ๒ ปีแล้ว ไม่ได้ออกเป็นกฎหมายลูก เมื่อเป็นเช่นนี้ก็เลยมีข้อสงสัยว่ามีแฝงนัยอะไรไว้หรือไม่ที่เราได้แก้ มาตรานี้ไปแล้ว และต้องไปออกเป็นกฎหมายลูกแต่ไม่ได้ทำและในที่สุดมาวันนี้จะมา ขอแก้ และเหมือนกับจะยกเลิกมาตรานี้ไปเลย ถึงแม้อาจจะมีบางส่วนเหลืออยู่บ้าง เช่นในส่วนที่อาจจะไปเกี่ยวข้องกับความมั่นคงหรืออาณาเขตของรัฐ แต่ว่าในภาพรวม ๆ แล้วหากได้มีการไปออกเป็นกฎหมายลูกในส่วนที่เราได้แก้ไปเมื่อ ๒ ปีกว่ามานี้ผมคิดว่าจะทำให้ แก้ปัญหานี้ไปได้มากมาย แต่มาถึงวันนี้ก็ยังไม่ได้ดำเนินการใด ๆ จึงคิดว่าการแก้ไขมาตรา ๑๙๐ ในครั้งนี้ไม่น่าจะเป็นเหตุผลที่ควรจะกระทำ ก็ขออนุญาตที่จะมีความเห็นใน ๒ ประการ ที่ได้กราบเรียนไปแล้วครับ