หม่อมหลวงอภิมงคล โสณกุล หารือเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการชี้แจงสิทธิและประโยชน์ของประชาชน และแสดงความกังวลเกี่ยวกับการแก้ไขมาตรา 190 และ 237 ที่อาจทำให้รัฐสภาขาดการตรวจสอบและเกิดปัญหาเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม หม่อมหลวงอภิมงคล โสณกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานที่เคารพครับ กระผมเรียนกับ ท่านประธานว่าส่วนตัวแล้วกระผมมีความเห็นว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้นก็เป็นสิ่งที่สามารถ กระทำได้ เพราะแม้ว่ารัฐธรรมนูญนั้นจะถือเป็นกฎหมายหลัก กฎหมายแม่ แต่ก็ต้องยอมรับว่า รัฐธรรมนูญเองก็เป็นกฎหมายฉบับหนึ่ง ซึ่งกระผมเชื่อว่ากฎหมายที่ดีนั้นจะต้องมี ความยืดหยุ่นในตัวเองพอสมควร รัฐธรรมนูญนั้นย่อมพึงประสงค์ที่จะมีการแก้ไขหากว่า การแก้ไขนั้นสอดรับกับสภาพความเปลี่ยนแปลงไม่ว่าทางสังคมหรือเศรษฐกิจ ในอดีตก็จะ เห็นว่ารัฐธรรมนูญที่ขาดความยืดหยุ่นนั้นก็นำไปสู่ปัญหาในการบังคับใช้ และสุดท้ายก็จบ ที่การฉีกรัฐธรรมนูญไม่ว่าจะโดยระบบรัฐสภาผ่าน สสร. ที่มีการพยามทำอยู่ หรือผ่าน การรัฐประหาร กระผมคิดว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญในครั้งนี้ซึ่งเป็นการแก้ไขรายมาตราจะมี ความเหมาะสมก็ต่อเมื่อสามารถชี้แจงได้ว่าพี่น้องประชาชนจะได้อะไร กระผมเรียนว่ากระผม ได้ศึกษาร่างทั้ง ๓ ร่าง ๔ ประเด็นที่มีการยื่นแก้ไข ซึ่งกระผมก็ยังมีคำถามอยู่ในใจว่าการยื่น แก้ไขครั้งนี้ทำไปแล้วพี่น้องประชาชนได้อะไร กระผมเรียนว่าสิทธิของพี่น้องประชาชนครั้งนี้ ถ้าหากมีการแก้ไขไม่ได้เพิ่มขึ้นในทางตรงกันข้ามจะเสียสิทธิในการยื่นฟ้องศาลรัฐธรรมนูญ โดยตรงด้วยซ้ำ แต่ในโอกาสนี้ก็จะขอเปิดอภิปรายใน ๒ ประเด็น
ประเด็นแรก ที่กระผมมีคำถามก็คือเรื่องของการแก้ไขมาตรา ๑๙๐ ซึ่งที่ผ่านมา รัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๕๐ ฉบับแก้ไขก็ได้ระบุว่า การกระทำใด ๆ ที่มีผลกระทบอย่างกว้างขวาง ผูกพันด้านการค้า การลงทุน หรืองบประมาณของประเทศอย่างมีนัยสำคัญก็จะต้องนำมาผ่าน รัฐสภาแห่งนี้ ซึ่งกระผมเห็นว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะในร่างใหม่นั้นมีการตัดข้อความ เรื่องของเศรษฐกิจและสังคมออกทั้งหมด กระผมมีความเป็นห่วงในเรื่องนี้เป็นอย่างยิ่ง เพราะรัฐธรรมนูญเดิมนั้นกำหนดไว้ให้มีเรื่องของเศรษฐกิจอยู่ด้วย ก็เพราะว่ารัฐธรรมนูญเดิม มีความเป็นห่วงเรื่องของการทำข้อตกลงการค้าเสรีหรือเอฟทีเอ (FTA) นั่นเอง ท่านประธาน คงจะจำได้ว่ารัฐบาลที่ผ่านมานั้นมีการทำเอฟทีเอหรือข้อตกลงการค้าเสรีกับหลากหลายประเทศ ซึ่งในการทำข้อตกลงดังกล่าวสมาชิกผู้แทนราษฎรหรือรัฐสภาแห่งนี้ไม่เคยได้รับสิทธิในการเข้าไปดู รายละเอียดใด ๆ ทั้งสิ้น กระผมเรียนว่าการที่เราปล่อยให้เอฟทีเอเกิดขึ้นต้องยอมรับว่ามีผลกระทบทั้งในเชิงบวก และเชิงลบต่อพี่น้องประชาชน ผมยกตัวอย่างง่าย ๆ ครับ วันนี้พี่น้องประชาชนที่ปลูกหอมแดง กระเทียม ผัก ผลไม้ หรือประกอบอาชีพสิ่งทอได้รับผลกระทบในเชิงลบไปแล้วทั้งสิ้น การที่เรายกมาตรานี้ออกมาและได้ตัดเรื่องของเศรษฐกิจและสังคมออกจะทำให้สภาแห่งนี้ ขาดการตรวจสอบ ไม่สามารถที่จะเข้าไปตรวจสอบรายละเอียดต่าง ๆ ได้อีก ซึ่งกระผมคิดว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วง เพราะนอกจากพี่น้องประชาชนจะเสียสิทธิ แล้วร้ายที่สุดอาจจะ เกิดปัญหาเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนที่ตามมา กระผมอยากจะให้ท่านประธานลองคิดนะครับ ว่าถ้าบุคคลในรัฐบาลที่นั่งเป็นรัฐมนตรีอยู่ขณะนี้จะนำข้อตกลงทางการค้าซึ่งไม่ผ่านรัฐสภา ไปหาประโยชน์ให้กับตัวเองนั้นก็สามารถทำได้ กระผมยังคิดในเชิงตรงกันข้ามด้วยซ้ำว่า เรื่องของเศรษฐกิจและสังคมน่าจะครอบคลุมมากกว่าที่เคยครอบคลุมมาด้วยซ้ำ ผมยกตัวอย่าง โครงการหนึ่งซึ่งควรจะนำมาอยู่ในเรื่องที่รัฐสภาจะต้องให้ความเห็นชอบก็คือเรื่องของ โครงการจำนำข้าว วันนี้กระทรวงพาณิชย์ทำสัญญาระบายข้าวออกผ่านระบบจีทูจี (G to G) หรือรัฐต่อรัฐ โดยที่รัฐสภาหรือสภาผู้แทนราษฎรไม่สามารถที่จะเข้าไปตรวจสอบได้ ท่านรัฐมนตรีและรัฐบาลก็ชี้แจงว่าในการทำข้อตกลงแต่ละครั้งเป็นข้อมูลที่ปิดลับเพราะเป็น ข้อมูลทางการค้า แต่กระผมคิดว่าเราควรจะระบุเข้าไปในการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้ว่า ถ้าการทำข้อตกลงใดมีมูลค่ามากกว่า ๑,๐๐๐ ล้านบาท น่าจะต้องผ่านการพิจารณา ของสภาผู้แทนราษฎรก่อนที่จะสามารถดำเนินการได้ด้วยซ้ำ ทั้งนี้ก็เพื่อให้พี่น้องประชาชน ได้สามารถตรวจสอบว่ารัฐบาลทำงานให้พี่น้องประชาชนจริงหรือไม่
ประเด็นถัดมาครับ คือมาตรา ๒๓๗ ซึ่งตอนแรกที่กระผมได้ฟังว่าจะมีการแก้ไขนั้น ส่วนตัวก็รู้สึกว่ายินดีเพราะกระผมเชื่อว่ามาตรา ๒๓๗ นั้นเป็นส่วนหนึ่งของกำเนิดแห่งความขัดแย้ง ที่เกิดขึ้นในขณะนี้ เพราะมาตรา ๒๓๗ นั้นถูกใช้มา ๒-๓ ครั้งก็เพื่อเป็นการยุบพรรคการเมือง และตัดสิทธิกรรมการบริหารพรรคการเมือง กระผมเรียนว่าพอศึกษาดูในต่างประเทศ ไม่พบเลยว่าประเทศไหนใช้ระบบนี้ ศึกษาดูในต่างประเทศพบว่าการยุบพรรคการเมืองนั้น ถือเป็นเรื่องใหญ่มากและจะเกิดขึ้นโดยปกติก็เมื่อพรรคการเมืองนั้นมีอุดมคติ อุดมการณ์ หรือนโยบายที่เป็นอันตรายต่อประเทศชาตินะครับ กระผมยกตัวอย่างคือประเทศเยอรมนี ได้มีการยุบพรรคคอมมิวนิสต์เนื่องจากไม่ตรงต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตยที่พึงประสงค์ ในประเทศดังกล่าว แต่กระผมอยากจะเรียนก็คือว่าหลังจากที่มีการยุบพรรคการเมืองไปแล้วนั้น เป็นการยุบพรรคการเมืองที่เบ็ดเสร็จเด็ดขาด ไม่มีพรรคการเมืองที่มีลักษณะเดียวกันเกิดขึ้นอีก กระผมเรียนว่าที่ผมเป็นห่วงในเรื่องนี้เพราะการยุบพรรคการเมืองมาจากการทุจริตการเลือกตั้ง ของผู้บริหารพรรคการเมืองเพียงคนเดียวนั้น นอกจากส่งผลกระทบให้กับกรรมการบริหาร พรรคการเมืองซึ่งก็มีคนชื่นชมชื่นชอบอยู่จำนวนไม่น้อย แต่สำคัญไปกว่านั้นคือว่าส่งผลกระทบ ไปถึงสมาชิกพรรคการเมืองที่มีจำนวนเป็นหลายสิบล้านคน และสุดท้ายกระผมก็ต้องถามว่า การยุบพรรคการเมืองนั้น สุดท้ายแล้วเบ็ดเสร็จเด็ดขาดสามารถยุบพรรคการเมืองนั้นได้จริงหรือไม่ กระผมต้องเรียนเลยครับ แล้วก็ไม่ได้เรียนเพื่อทำให้เสียหาย ถ้าสามารถยุบพรรคการเมือง และอุดมการณ์ทางการเมืองได้จริง วันนี้ไม่มีพรรคเพื่อไทยครับ พรรคเพื่อไทยวันนี้ต้องเรียนว่า ถอดพันธุกรรมทางความคิดและนโยบายมาจากพรรคไทยรักไทย พรรคพลังประชาชน ที่เรียนไปไม่ได้เพื่อให้พรรคเพื่อไทยเสียหายแต่อย่างใดครับ แต่อยากจะบอกว่าการกระทำ ยุบพรรคการเมืองในลักษณะที่ทำกันมามีแต่จะฝังรอยร้าวในจิตใจให้กับสมาชิกพรรคการเมืองอีก เป็นล้านคน กระผมเชื่อว่าจากการยุบพรรคการเมืองหลายครั้งที่ผ่านมาเป็นต้นตอที่ทำให้มี คนคลางแคลงใจอยู่ตลอดเวลาว่าศาลรัฐธรรมนูญนั้นชอบธรรมหรือไม่ กระผมเรียนว่าสิ่งที่ กระผมเป็นห่วงคือร่างที่ยื่นแก้ไขมานี้กระผมก็นึกว่าจะไปยื่นแก้ไขในอนาคต แต่กลับกลายเป็นว่า ยื่นแก้ไขเสมือนว่าจะเป็นการนิรโทษกรรมทางการเมืองให้กับบุคคลที่เคยโดนกระทำ ตามมาตรา ๒๓๗ ซึ่งกระผมคิดว่าถ้าเป็นเช่นนั้นก็จะไม่เป็นผลดี เนื่องจากจะมีประชาชนจำนวนมากที่บอกว่า ศาลตัดสินไปแล้วศาลต้องมีความชอบธรรม แต่กระผมก็เห็นว่าสำหรับอนาคตมาตรานี้พึงจะ มีการแก้ไข ผมก็คิดว่าการแก้ไขนั้นถ้าหากว่ากรรมการบริหารพรรคเป็นผู้กระทำผิดก็ควรจะ ให้โทษกรรมการบริหารพรรคเท่านั้น และไม่ควรนำไปสู่การยุบพรรคที่ตามมา เพราะจะทำให้ สมาชิกพรรครู้สึกถึงความคลางแคลงใจว่าการตัดสินใจนั้นทำไมพวกเขาต้องเกี่ยวข้องด้วย กระผมเรียนว่าถ้าเราคิดว่ากรรมการบริหารพรรคน่าจะมีมาตรฐานทางความคิด จริยธรรม สูงกว่าบุคคลปกติ ก็พึงประสงค์ที่จะให้โทษกับผู้บริหารพรรครุนแรง อย่างเช่น ถ้ากรรมการบริหารพรรคทุจริตคดโกงเลือกตั้ง ทำไมเราไม่ประหารสิทธิทางการเมืองของเขาไป เช่นให้ใบแดง ๒๐ ปี ถ้าเป็นเช่นนี้กระผมคิดว่าผลกระทบต่อพรรคการเมืองซึ่งเป็นสถาบัน สำคัญและสถาบันหลักในระบอบประชาธิปไตยก็จะมีผลกระทบในด้านลบน้อยลง ผมเรียน กับท่านประธานตั้งแต่ต้นว่ากระผมเองก็ไม่ได้เห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญในครั้งนี้ เพราะทั้งหมดที่มีการแก้ไขนั้น ผมยังมองไม่เห็นว่าประชาชนได้อะไร ล้วนแล้วแต่ เป็นการแก้ไขเรื่องของพรรคการเมือง เรื่องของสมาชิกวุฒิสภา แต่ก็ยังไม่ได้ตอบโจทย์ว่า ประชาชนได้สิทธิหรือได้อะไรเพิ่มขึ้น แต่หากจะมีการแก้ไขแล้วกระผมก็หวังว่าคำอภิปราย และความคิดของผมนั้นจะเป็นประโยชน์ในการที่จะไปแก้ไขร่างทั้งหลายเหล่านี้ต่อไป ก็ขอเรียนยืนยันครับว่าอย่างไรเสียก็ยังไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขครับ