รัฐสภา · ครั้งที่ ๔ · ๔ เมษายน ๒๕๕๖

พิชิต ชื่นบาน สนับสนุนร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะมาตรา 68 เพื่อคุ้มครองสิทธิในกระบวนการยุติธรรม และสนับสนุนร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม

นายพิชิต ชื่นบาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ผม พิชิต ชื่นบาน ส.ส. บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา กระผมขอสนับสนุนร่างแก้ไข รัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะมาตรา ๖๘ มาตรา ๖๘ นี่นะครับ ถ้าท่านดูเปรียบเทียบระหว่าง ร่างเดิมกับร่างใหม่ เหตุที่ผมสนับสนุนก็เพราะว่าเป็นการเรียกคืนสิทธิในกระบวนการ ยุติธรรมกลับคืนมา รัฐธรรมนูญฉบับนี้มีข้อดีนะครับถ้าท่านเปิดตาม ท่านประธานครับ เปิดในส่วนที่ ๔ สิทธิในกระบวนการยุติธรรม มาตรา ๔๐ มาตรา ๔๐ (๑) สิทธิเข้าถึง กระบวนการยุติธรรมได้โดยง่าย สะดวก รวดเร็ว และทั่วถึง ต่อมาใน (๔) ผู้เสียหาย ผู้ต้องหา โจทก์ จำเลย คู่กรณีผู้มีส่วนได้เสีย หรือพยานในคดีมีสิทธิได้รับการปฏิบัติที่เหมาะสมในการ ดำเนินการตามกระบวนการอย่างเป็นธรรม (๗) ในคดีอาญา ผู้ต้องหาหรือจำเลยมีสิทธิได้รับ การสอบสวนหรือการพิจารณาคดีที่ถูกต้อง รวดเร็ว และเป็นธรรม ประเด็นของผมมีอย่างนี้ ท่านประธานครับ มาตรา ๖๘ ถ้าเราดูองค์ประกอบในแต่ละองค์ประกอบ ท่านจะเห็น ตัวละคร ๒ ตัวละคร ๒ ฝ่าย ฝ่ายหนึ่งคือผู้ทราบการกระทำความผิด ผู้ทราบการกระทำ ความผิดก็คือประชาชนฝั่งหนึ่งที่ทราบการกระทำความผิด แต่ขณะเดียวกันก็มีบุคคล หรือพรรคการเมืองอีกฝั่งหนึ่งในฐานะผู้ถูกกว่าหา ท่านลองมาดูมาตรา ๖๘ นะครับ บุคคลใด จะใช้สิทธิและเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญเพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมี พระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญนี้ หรือเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครอง ประเทศโดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญนี้มิได้ ประเด็นของ องค์ประกอบความผิดตามมาตรา ๖๘ นี่นะครับ ท่านประธานครับ คล้ายคลึงกับองค์ประกอบ ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๑๓ มาดูต่อนะครับ โทษมาตรา ๖๘ มีถึงการถูก เพิกถอนสิทธิทางการเมือง ทางอาญาถ้าฟังได้ ข้อหาคล้าย ๆ กบฏครับ ต้องถูกดำเนิน คดีอาญา ผมถึงดีใจอย่างยิ่งว่าเมื่อมีการแก้ให้สิทธิในกระบวนการยุติธรรมกลับคืนมา ใครถูกกล่าวหาควรจะได้รับการอำนวยความยุติธรรมในฐานะผู้ถูกกล่าวหา สมเจตนารมณ์ที่ มาตรา ๔๐ (๑) (๔) (๗) นั่นก็คือได้รับการสอบสวน คงไม่มีใครหรอกครับที่ถูกกล่าวหา ร้ายแรงถึงขั้นล้มล้างการปกครอง หรือให้ได้มาซึ่งการปกครองอันจะนำไปสู่การถูกดำเนินคดีอาญาในข้อหากบฏ บอกว่าผมขอ สละสิทธิไม่ต้องให้อัยการ ไม่ต้องให้พนักงานสอบสวนมาสอบสวนผม ผมคิดว่าไม่น่าจะ เป็นไปได้ครับ เพราะฉะนั้นในประเด็นของผมที่จะขอกราบเรียนท่านประธานรัฐสภาก็คือว่า มาตรา ๖๘ ที่ขอแก้ไขใหม่ การที่ระบุให้อัยการต้องตรวจสอบข้อเท็จจริงถือเป็น การดำเนินการตามกระบวนการ ตามขั้นตอน เริ่มต้นก็ไม่ได้ตัดสิทธิที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย เพราะฉะนั้นประเด็นเรื่องนี้เราต้องมองเหรียญถึง ๒ ด้าน ตามมาตรา ๖๘ ถ้าดูจากตัวละคร ที่ผมกล่าวมา ฝั่งผู้กล่าวหา ฝั่งผู้ถูกกล่าวหา เพราะฉะนั้นแล้วถ้าเราไปมองว่าเป็นการตัดสิทธิ ประชาชน เป็นการไม่คุ้มครองสิทธิของประชาชนที่จะยื่นฟ้องต่อศาลรัฐธรรมนูญโดยตรง มันยังมีมาตรา ๒๑๒ สิทธิเสรีภาพของประชาชนก็ไม่ได้เสียไปเพราะมีมาตรา ๒๑๒ อยู่ และในเวลานี้ก็มีบุคคลจำนวนมากที่ยื่นฟ้องตรงต่อศาลรัฐธรรมนูญ แต่เราต้องเห็นใจ ผู้ถูกกล่าวหาบ้าง ผู้ถูกกล่าวหาหรือพรรคการเมืองที่ถูกกล่าวหา ถ้าใครถูกกล่าวหาว่าอยู่ดี ๆ มาถูกกล่าวหาว่าล้มล้างการปกครอง แล้วบอกว่ากระบวนการขั้นตอนตามกฎหมายมีอยู่ว่า เขาควรจะได้รับการสอบสวน เจตนารมณ์ของมาตรา ๖๘ กับมาตรา ๔๐ คงไม่ขัดแย้งกัน การอำนวยความยุติธรรมไม่ควรจะขัดแย้งกัน เพราะถ้าเป็นอย่างนั้นแล้วคงไม่มีมาตรา ๓ วรรคสอง การดำเนินคดีหนึ่ง ๆ การคุ้มครองสิทธิต้องคุ้มครองสิทธิทั้งฝ่ายผู้ถูกกล่าวหา และฝ่ายผู้กล่าวหา มันจึงจะเป็นไปตามหลักนิติธรรมและหลักนิติรัฐ กระผมจึงขอ กล่าวสรุปว่าความสวยงามของมาตรา ๖๘ ก็คือเป็นการคุ้มครองสิทธิของบุคคล ในกระบวนการยุติธรรม ถ้าหากถูกกล่าวหาในเรื่องใดเรื่องหนึ่งก็ควรจะได้รับการดูแล อำนวยความยุติธรรมอย่างทั่วถึงสมกับที่รัฐธรรมนูญ มาตรา ๔๐ (๑) เขียนไว้ว่า สิทธิเข้าถึง กระบวนการยุติธรรมได้โดยง่าย สะดวก รวดเร็ว และทั่วถึง ถ้าเราบอกว่าคนที่ถูกกล่าวหา คล้าย ๆ กบฏตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๑๓ แล้วก็ถูกเสนอคดีโดยตรงต่อศาล แล้วก็ตัดขั้นตอนการสอบสวนออก ผมก็ว่ามันก็ถือว่าการอำนวยความยุติธรรมยังไม่ทั่วถึง ผมเคารพความเห็นของผู้อภิปรายหลายฝ่ายที่ผ่านมามีการติติงองค์กรต่าง ๆ แต่ถ้าเราคิดถึง องค์กร คิดถึงหลักดิว โพรเซส (Due Process) คิดถึงหลักการคานอำนาจซึ่งกันและกัน และสุดท้ายแล้วศาลพิพากษาอย่างไรก็เป็นอย่างนั้น ผมเห็นว่าการอำนวยความยุติธรรม เป็นเรื่องสำคัญ

ประเด็นที่ ๒ ของผมก็คือว่ามีหลายฝ่ายบอกว่าคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ที่ผ่านมาผูกพันองค์กรแล้ว ผมก็พยายามไปค้นหาว่าผูกพันองค์กร ผมมาสนับสนุนในการแก้ ได้อย่างไร ผมก็ไปพบหนังสือของกลุ่มผู้เชี่ยวชาญด้านคดีและวิชาการสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ ได้จัดให้มีการบรรยายพิเศษวิเคราะห์ผลกระทบตามแนวคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ เล่มที่ผมถืออยู่ในมือนี้ครับ ในหน้าที่ ๑๔๓ ท่านประธานรองศาสตราจารย์ดอกเตอร์กมลชัย รัตนสกาวงศ์ ได้กล่าวไว้ในหน้าที่ ๑๔๓ ท่านได้กล่าวถึงหลักการทฤษฎีในเรื่องโอเวอร์รูล (Overrule) สะกดว่า โอ (O) วี (V) อี (E) อาร์ (R) อาร์ (R) ยู (U) แอล (L) อี (E) โอเวอร์รูล นี่ก็คือหมายความว่าเอาละถ้าจะบอกว่าผูกพันคำวินิจฉัยนั้นท่านกล่าวว่าเป็นเสมือนหนึ่ง คล้ายกฎหมายที่ต้องปฏิบัติตาม ตราบใดที่ยัง ตรงนี้ผมเน้นครับ ตราบใดที่ยังไม่มีกฎหมาย หรือคำวินิจฉัยอื่นมาโอเวอร์รูลหรือมาทับ เพราะฉะนั้นการดำเนินการของรัฐสภาในขณะนี้ ก็คือการที่จะมาแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา ๖๘ เพื่อคุ้มครองสิทธิในกระบวนการยุติธรรม ผมถือว่าหลักโอเวอร์รูลเป็นหลักที่สามารถดำเนินการได้ เพราะรัฐสภาแห่งนี้เป็นที่สถาปนากฎหมาย ก่อนที่จะจบผมขออนุญาตด้วยความเคารพ ผมได้เคยอ่านหนังสือของท่านอาจารย์หยุด แสงอุทัย ท่านได้ให้ความเห็นไว้ที่น่ารับฟังก็คือว่า ศาลของประเทศที่ใช้ระบบกฎหมายลายลักษณ์อักษร หรือระบบประมวลกฎหมายได้นับถือบทกฎหมายที่ออกโดยรัฐสภาอย่างมากที่สุดและถือว่า บทกฎหมายที่ออกโดยรัฐสภาเป็นที่มาแห่งกฎหมายที่สำคัญที่สุด เมื่อกรณีนี้มีการข้อแก้ไข รัฐธรรมนูญ มาตรา ๖๘ เรียกคืนสิทธิในกระบวนการยุติธรรม เรียกหลักนิติธรรม เรียกหลัก อำนวยความยุติธรรม อย่างไม่เลือกปฏิบัติ ทั้งฝ่ายผู้ร้องก็คือผู้ทราบในคดีนี้ก็ว่าไป แต่ฝ่ายบุคคลและพรรคการเมืองที่ถูกกล่าวหาก็ยังได้รับความคุ้มครองตามมาตรา ๔๐ เรื่องอย่างนี้ถือเป็นเรื่องสวยงามและเป็นเรื่องอำนวยความยุติธรรม ผมจึงขอสนับสนุน ร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่..) พุทธศักราช .... ในประเด็นมาตรา ๖๘ ส่วนร่างอื่น ๆ ผมก็เห็นว่าการยึดโยงอำนาจของประชาชนก็ดี การให้ ฝ่ายบริหารคล่องตัวในการทำงานก็ดีผมก็เห็นว่าเป็นเรื่องดีงามที่จะทำให้ประเทศ เจริญก้าวหน้า ผมเลยขอสรุปในเวลานี้ว่าขอสนับสนุนร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้ง ๓ ฉบับครับ ขอบพระคุณครับ