รัฐสภา · ครั้งที่ ๔ · ๔ เมษายน ๒๕๕๖

พรพันธุ์ บุณยรัตพันธุ์ หารือเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะมาตรา 68 ที่เกี่ยวข้องกับการพิทักษ์สิทธิของประชาชน และวิพากษ์วิจารณ์การเปลี่ยนแปลงกฎหมายใหม่ที่จำกัดสิทธิของประชาชน พร้อมกล่าวหาว่ากลุ่มที่คิดจะล้มล้างระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขจะได้ประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้

รองศาสตราจารย์พรพันธุ์ บุณยรัตพันธุ์ สมาชิกวุฒิสภา ภาควิชาชีพ

เรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ดิฉัน แพทย์หญิงพรพันธุ์ บุณยรัตนพันธุ์ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานคะ ดิฉันก็เช่นเดียวกับประชาชนคนไทยทั้งหลายที่คิดว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นเรื่องธรรมดาที่สามารถที่จะกระทำได้ แล้วก็จะต้องมีคำถามจาก ประชาชนทั่วไปเช่นเดียวกันว่าในการแก้ไขใครจะเป็นผู้ที่ได้ประโยชน์บ้าง แล้วหลังจาก การแก้ไขนี้ประเทศชาติจะดำเนินไปอย่างไร หรือมีประโยชน์ หรือมีความเจริญก้าวหน้าอะไร เกิดขึ้นบ้าง ดิฉันอยากจะพูดถึงการแก้ไขรัฐธรรมนูญในมาตรา ๖๘ ซึ่งเป็นมาตราที่เกี่ยวกับ การพิทักษ์สิทธิที่จะเข้าถึงความยุติธรรมของประชาชน โดยที่ประชาชนเมื่อทราบว่าผู้ใด หรือพรรคการเมืองใดจะมีการกระทำที่จะล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมี พระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุขตามรัฐธรรมนูญ ก็สามารถที่จะยื่นฟ้องหรือร้องเรียน ในเรื่องนี้ต่ออัยการสูงสุดและศาลรัฐธรรมนูญได้ แต่ในกฎหมายที่เปลี่ยนแปลงใหม่อันนี้ ก็แก้ให้ต้องยื่นไปตามลำดับคือผ่านอัยการสูงสุดเพื่อพิจารณา ถ้าเห็นชอบด้วยก็ส่งต่อไปที่ ศาลรัฐธรรมนูญเพื่อที่จะตัดสินต่อไป ดิฉันคิดว่าเรื่องของการล้มล้างระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขเป็นเรื่องที่สำคัญร้ายแรง เปรียบก็เสมือนไฟไหม้บ้าน ถ้าหากว่าท่านจะให้มีการช่วยเหลือไม่ให้ไฟไหม้บ้านคือจะต้องติดต่อกองดับเพลิง แต่ถ้าเผื่อ จะให้ติดต่อกองดับเพลิงโดยผ่านหลายช่องทาง เช่นผ่านสถานีตำรวจไปก่อนแล้วให้ตำรวจ โทรศัพท์ต่อไปสถานีดับเพลิงบ้านก็คงจะไหม้ไปก่อน เพราะฉะนั้นดิฉันคิดว่าการที่กำหนด ให้เป็นขั้นตอนเช่นนี้ ในเรื่องที่สำคัญเช่นนี้เป็นการจำกัดสิทธิของประชาชน แล้วก็ดูเหมือนว่า ประเทศชาติจะไม่ได้ประโยชน์อะไรเลย คนที่จะได้ประโยชน์มากที่สุดจากการเปลี่ยนแปลง ครั้งนี้ก็คงจะเป็นกลุ่มที่คิดจะล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ ทรงเป็นประมุขนั่นเอง เพราะว่าจะทำการได้สะดวกยิ่งขึ้นโดยผู้ที่สามารถที่จะยับยั้งได้นั้น อาจจะไม่สามารถที่จะกระทำได้ในเวลาอันทันท่วงที

มาตราต่อไปก็คือมาตรา ๑๙๐ ซึ่งคิดว่ามาตราอันนี้เป็นเหมือนเกราะที่จะ คอยดูแลหรือว่าป้องกันความเสียเปรียบของประเทศจากบริบทหรือว่าโลกาภิวัตน์ภายนอก ประเทศหรืออิทธิพล ท่านก็คงจะทราบว่าขณะนี้ไม่มีประเทศใดมารุกรานประเทศอื่นโดยตรง โดยกำลังทหาร แต่ว่าเขารุกรานกันโดยวิธีการทางเศรษฐกิจ วิธีการทางการเงิน ทางสังคม ทางเทคโนโลยี ต่าง ๆ เพราะฉะนั้นการแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยตัดข้อความที่บอกว่า หนังสือสัญญาที่มีบทบาท ที่เกี่ยวข้องกับพื้นที่นอกอาณาเขต ซึ่งประเทศไทยมีสิทธิอธิปไตย อันนี้ก็ไม่ต้องเสนอเข้ามา ในสภา หรือว่าหนังสือสัญญาที่มีผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจหรือสังคมของ ประเทศอย่างกว้างขวาง หรือมีผลผูกพันการค้าการลงทุน หรืองบประมาณของประเทศ อย่างมีนัยสำคัญอันนี้ไม่ต้องผ่านเข้ามาในความเห็นชอบของรัฐสภา ดิฉันคิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่อง ที่อันตรายมากสำหรับสิ่งที่เรากำลังสุ่มเสี่ยงกับการขยายแผ่อำนาจของประเทศต่าง ๆ ทั้งใกล้เคียงและประเทศมหาอำนาจต่าง ๆ ที่ล้วนแต่ที่จะใช้หนังสือสัญญาการค้า การลงทุน ต่าง ๆ มาสูบเอาทรัพยากรหรือว่างบประมาณของประเทศอย่างประเทศไทยไปเป็นของตน แล้วนอกจากนั้นการที่จะลบประโยคที่เกี่ยวข้องกับการฟังความคิดเห็นจากประชาชน ก่อนการดำเนินการ แล้วก็ระบุว่าถ้าจะให้ประชาชนเข้าถึงรายละเอียดของหนังสือสัญญานี้ จะต้องจัดทำกฎหมายขึ้น ซึ่งในมาตรา ๑๙๐ เดิมนั้นเป็นหน้าที่ของรัฐมนตรีจะต้องให้ ประชาชนสามารถเข้าถึงรายละเอียดของหนังสือสัญญานั้นได้ โดยไม่จำเป็นที่จะต้อง ตรากฎหมายอันนี้เสียก่อน ดิฉันก็ไม่เข้าใจว่าทำไมจะต้องทำสิ่งที่ประชาชนควรจะเข้าถึงได้ อย่างรวดเร็วนั้นให้มันยุ่งยากขึ้นไปอีก ถ้าหากว่าไม่บัญญัติเป็นกฎหมายลูกตามมา ก็แปลว่า ประชาชนจะไม่สามารถเข้าถึงรายละเอียดของหนังสือสัญญาต่าง ๆ ได้เลย ซึ่งอันนี้ก็เป็นสิ่งที่จะ ทำให้ประชาชนถูกจำกัดสิทธิมากยิ่งขึ้น เพราะฉะนั้นดิฉันคิดว่าจากการแก้ไขเพียง ๒ มาตรา คือมาตรา ๖๘ และมาตรา ๑๙๐ นี้ประชาชนไม่ได้อะไรเลย นอกจากนั้นยังถูกจำกัดสิทธิ หลายอย่าง เช่น สิทธิในการพิทักษ์รัฐธรรมนูญหรือการปกครองระบอบประชาธิปไตย สิทธิในการได้ทราบเกี่ยวกับการทำสัญญาระหว่างประเทศทั้งทางด้านธุรกิจการเงิน ซึ่งอาจจะ มีผลโดยตรงต่อวิถีชีวิตหรือต่อเศรษฐกิจของตนเองและครอบครัวได้ นอกจากนั้นหนังสือ สัญญาบางประเภทอาจจะส่งผลกระทบถึงคุณภาพชีวิตแล้วก็สุขภาพอนามัยได้โดยตรง จะเกิดอะไรขึ้นถ้าไปทำสัญญาแล้วก็ให้ภาษีเหล้าและบุหรี่เป็น ๐ หรือว่าให้ประเทศไทยเป็น ที่พักพิงหรือเป็นที่ระดมโหมเข้ามาของสารเคมีต่าง ๆ ซึ่งเป็นอันตรายต่อสุขภาพ โดยที่ ประชาชนไม่มีส่วนรับรู้หรือว่าไม่ทราบมาก่อนว่าจะมีการกระทำเช่นนี้ แล้วก็สิ่งที่เราได้รณรงค์ เพื่อการสร้างเสริมสุขภาพมาตลอดเวลานั้นอาจจะพังพินาศไปในเวลาอันรวดเร็ว การแก้ไข ทั้ง ๒ มาตรานี้เป็นการเปิดช่องให้การตรวจสอบของประชาชนเป็นไปได้โดยยาก สุ่มเสี่ยง ต่อการเสียเปรียบเสียหาย ตลอดจนถึงการหายนะทางเศรษฐกิจได้ ถ้าหากว่ายุ่งเกี่ยวกับ การกู้ยืมเงินจำนวนมาก ๆ โดยที่ประชาชนไม่หรือรัฐสภาไม่สามารถที่จะทราบได้ เพราะว่า มาตรา ๑๙๐ ได้ถูกยกเลิกไปแล้วในส่วนนี้ รวมทั้งมาตรา ๖๘ ก็ถูกปิดกั้นไม่ให้ดำเนินการได้ โดยสะดวก เพราะฉะนั้นอันนี้ก็เป็นสิ่งที่น่าวิตกเป็นอย่างยิ่ง แล้วดิฉันก็ไม่สามารถที่จะ เห็นชอบกับการแก้ไขในครั้งนี้ค่ะ