รัฐสภา · ครั้งที่ ๔ · ๔ เมษายน ๒๕๕๖

รังสิมา เจริญศิริ เสนอข้อแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญ เพื่อป้องกันการก้าวล่วงในอำนาจและบังคับใช้กฎหมายที่เลือกปฏิบัติ และเพื่อให้เกิดความชัดเจนในทางปฏิบัติในการใช้อำนาจอธิปไตย โดยเสนอให้สมาชิกวุฒิสภามาจากการเลือกตั้ง และสนับสนุนร่างรัฐธรรมนูญ 3 ร่าง

นางรังสิมา เจริญศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ดิฉัน นางรังสิมา เจริญศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ดิฉันต้องขอขอบคุณท่านประธานที่ให้โอกาสดิฉัน ได้อภิปรายและให้เหตุผลในการที่จะเสนอข้อแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญในครั้งนี้ ท่านประธาน ที่เคารพคะ ในการปกครองระบอบประชาธิปไตยนั้นอำนาจอธิปไตยนั้นเป็นอำนาจสูงสุด ในการปกครองประเทศ ซึ่งอำนาจอธิปไตยนั้นก็เป็นของประชาชน โดยประชาชน และเพื่อประชาชน ซึ่งการใช้อำนาจจะมีด้วยกัน ๓ ฝ่ายคือ ฝ่ายนิติบัญญัติก็ใช้โดยทางรัฐสภา ฝ่ายบริหารก็ใช้ทางคณะรัฐมนตรี ฝ่ายตุลาการก็ใช้ทางศาล เพราะฉะนั้นในอำนาจอธิปไตย นั้นสิ่งที่สำคัญก็คือประชาชนนั้นจะเป็นผู้ที่เลือกผู้แทนของตัวเองเข้ามาใช้อำนาจ เพราะฉะนั้น ในการใช้อำนาจอธิปไตยทั้ง ๓ อำนาจนี้จะใช้ในพระปรมาภิไธยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทีนี้ปัญหาที่เกิดขึ้นในบ้านเมืองของเราขณะนี้นั้นก็เกิดจากการก้าวล่วงในอำนาจ แล้วก็เกิด จากการบังคับใช้กฎหมายที่เลือกปฏิบัติมันจึงทำให้เกิดความวุ่นวายในสังคมของบ้านเรา อยู่ขณะนี้ ท่านประธานคะ เป็นที่ทราบกันอยู่ว่ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ นั้นเป็นรัฐธรรมนูญ ที่เกิดจากคณะบุคคลที่คณะรัฐประหารนั้นให้ความเห็นชอบในการยกร่างขึ้นมา ถึงแม้ว่าจะมี การลงมติเห็นชอบของประชาชนจำนวนถึง ๑๔ ล้านคนเศษ แต่ในจำนวนอีก ๑๐ ล้านคนเศษนั้น ก็ไม่เห็นด้วยกับรัฐธรรมนูญในฉบับนี้ ดิฉันคนหนึ่งที่ไม่เห็นด้วยกับรัฐธรรมนูญในฉบับนี้นะคะ เพราะฉะนั้นในช่วงขณะนั้นก็ได้มีการขอให้ประชาชนนั้นรับกฎหมายฉบับนี้ไปก่อน แล้วก็ บอกว่าจะมีการมาขอแก้ไขกันในภายหลังได้ อันนั้นก็เหมือนกับภาวะจำยอมว่าให้รับไปก่อน แล้วก็ค่อยมาแก้ไขกันทีหลัง เพราะฉะนั้นรัฐธรรมนูญฉบับนี้จึงได้มีการรับรองการใช้ตรงนั้น เพื่อให้สังคมนั้นเข้าสู่ภาวะปกติได้นะคะ ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญในมาตรา ๖๘ มาตรา ๒๓๗ วรรคสอง ก็เพื่อให้เกิดความชัดเจนในทางปฏิบัติ แล้วก็ไม่ขัดกับหลักนิติธรรม ซึ่งเป็นหลักสำคัญ ในระบอบประชาธิปไตย โดยบทบาทและหน้าที่หลักของศาลรัฐธรรมนูญนั้นก็คือการตรวจสอบ กฎหมายและการกระทำที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ ศาลรัฐธรรมนูญนั้นก็จะมีหน้าที่ในการวินิจฉัยให้เพิกถอนการกระทำนั้นหรือให้หยุด การกระทำนั้นเสีย ดังนั้นในประเด็นที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งในการยุบพรรคการเมือง แล้วก็เพิกถอนสิทธิการเลือกตั้งของกรรมการบริหารพรรคนั้นดิฉันมันขัดกับหลักนิติธรรม อย่างสิ้นเชิงนะคะ เพราะว่าการกระทำความผิดนั้นผู้ใดที่กระทำผิดผู้นั้นก็ย่อมจะต้องได้รับ โทษโดยตรงไม่ใช่ว่าเหมาเข่ง เหมารวมแบบอย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบันนี้ แล้วก็เป็นที่ประจักษ์ ว่าการยุบพรรคนั้น เมื่อยุบพรรคได้ก็ตั้งพรรคใหม่ขึ้นมาได้ไม่มีผลอะไรเลย แต่สิ่งที่เกิดขึ้น ในขณะนี้ก็คือว่าผู้ที่ถูกกระทำโดยการถูกศาลเพิกถอนสิทธิตรงนั้นมีความรู้สึกที่เจ็บปวดมาก กลายเป็นประชากรหรือประชาชนชั้นสองของประเทศไปทันที ไม่มีสิทธิแม้กระทั่งการจะ เลือกผู้ใหญ่บ้านของตัวเองด้วยซ้ำไปนะคะ อันนี้คือสิ่งที่เป็นความเจ็บปวดในหัวใจของผู้ที่ ได้ถูกศาลเพิกถอนสิทธิตรงนั้นนะคะ เพราะฉะนั้นดิฉันจึงเห็นว่าในการที่จะต้องแก้ไข ต้องแก้ไขตรงมาตรา ๒๓๗ เพื่อที่จะให้เกิดความเป็นธรรมในสังคมนะคะ

นอกจากนั้นแล้วเพื่อให้เกิดความชัดเจนในการปฏิบัติหน้าที่ขององค์กร ที่เกี่ยวข้องกับสิทธิพิทักษ์รัฐธรรมนูญก็จะต้องมีการแก้ไขในมาตรา ๖๘ ด้วย โดยบัญญัติให้ ศาลรัฐธรรมนูญนั้นมีอำนาจคุ้มครองสิทธิพิทักษ์รัฐธรรมนูญให้มีความชัดเจน นั่นก็คือบุคคล ที่จะใช้สิทธิในการเสนอเรื่องหรือเสนอคำร้องต้องให้เสนอผ่านอัยการสูงสุดเพื่อให้มี การตรวจสอบข้อเท็จจริงว่าการกระทำนั้นเป็นการล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตย หรือไม่ ถ้าเห็นว่าเป็นการล้มล้างระบอบประชาธิปไตยก็ส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญต่อไป ตรงนี้ ดิฉันว่าไม่ใช่เป็นการลิดรอนสิทธิของประชาชน แต่เป็นการคุ้มครองสิทธิของประชาชน มากกว่านะคะ

ในการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญในปี ๒๕๕๐ ในมาตรา ๑๑๑ นั้นก็เป็นไปตาม หลักสากลของการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เพราะว่าผู้แทนของปวงชนชาวไทยนั้นต้องมาจากการเลือกตั้งของประชาชน ดิฉันไม่ได้รังเกียจ สมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการสรรหา ซึ่งหลาย ๆ ท่านก็ได้ทำคุณประโยชน์ให้กับชาติบ้านเมือง แต่โดยหลักสากลแล้วผู้แทนปวงชนชาวไทยนั้นก็ต้องมาจากการเลือกตั้งของประชาชนเท่านั้น เพราะว่าอะไร ก็เนื่องจากว่าสมาชิกวุฒิสภานั้นมีหน้าที่ในการตรวจสอบ กลั่นกรองกฎหมาย ทำหน้าที่ในการเป็นผู้แทนของปวงชนชาวไทยในการสรรหาผู้ปฏิบัติหน้าที่องค์กรอิสระ ตามรัฐธรรมนูญ และที่สำคัญก็คือยังมีหน้าที่ในการถอดถอนผู้ที่ดำรงตำแหน่งระดับสูง ตามกฎหมายรัฐธรรมนูญกำหนด แล้วก็ผู้ที่มาจากการเลือกตั้งของปวงชนชาวไทย เพราะฉะนั้น ดิฉันว่าผู้ที่จะมาทำหน้าที่นี้ได้ก็ต้องมาจากปวงชนชาวไทยคือการเลือกตั้งเท่านั้นเอง ฉะนั้น ดิฉันก็เห็นว่าการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภานั้นก็ยังคงอยากจะให้ใช้แบบปี ๒๕๔๐ คือมาจาก การเลือกตั้งจำนวน ๒๐๐ คน โดยใช้จังหวัดเป็นเขตเลือกตั้งและให้คำนวณจากจำนวน ประชากรนะคะ การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญสำหรับการให้ ส.ว. ลงสมัครรับเลือกตั้งติดต่อได้ เมื่อหมดวาระนั้นก็เป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่พึงจะมีได้ อย่าไปกำหนดหรือว่าไปตัดสิทธิตรงนี้นะคะ ผลดีก็คือว่าการทำงานนั้นจะต่อเนื่องไม่ทิ้งประชาชน หากประชาชนเห็นว่าเขาเป็นคนดี มีความรู้ มีความสามารถ ทำประโยชน์ให้กับบ้านเมือง มีผลงานเป็นที่ประจักษ์ ให้ความศรัทธา เชื่อถือเขาก็จะเลือกกลับเข้ามาเองนะคะ อันนี้ดิฉันก็มีเหตุผลอย่างนี้ แล้วอีกสิ่งหนึ่งที่ดิฉัน มีข้อสังเกตก็คือว่าเกี่ยวกับคุณสมบัติของผู้สมัครสมาชิกวุฒิสภาในมาตรา ๑๑๕ ซึ่งดิฉัน ขอยืมคำพูดของท่านผู้ทรงเกียรติอยู่ท่านหนึ่งที่ใช้จินตนาการว่าเป็นสภาผัวเมีย แล้วก็มา ออกในรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับคุณสมบัติว่าห้ามบุพการี คู่สมรส และบุตรของผู้สมัคร ส.ว. ลงสมัครรับเลือกตั้ง ส.ส. หรืออะไร อย่างนี้เป็นต้น ซึ่งเป็นการกีดกันแล้วก็เป็นเรื่องของการไม่ให้เขา ใช้สิทธิอันพึงมีพึงได้ของเขาในฐานะที่เขาเป็นประชาชนคนไทยคนหนึ่ง เพราะฉะนั้น จากเหตุผลทั้งหมดนี้ ดิฉันจึงขอสนับสนุนร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พุทธศักราช .... ทั้ง ๓ ร่างค่ะ ขอบพระคุณค่ะ