รัฐสภา · ครั้งที่ ๔ · ๔ เมษายน ๒๕๕๖

นพคุณ รัฐผไท หารือเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของพรรคการเมืองในการพัฒนาประเทศ และเรียกร้องให้ยกเลิกบทบัญญัติที่ห้ามยุบพรรคการเมืองและเพิกถอนสิทธิของผู้บริหารพรรคการเมือง นอกจากนี้ยังเห็นด้วยในการกำหนดคุณสมบัติและข้อห้ามของผู้สมัครสมาชิกวุฒิสภา และเน้นย้ำถึงประโยชน์ที่จะได้รับจากการแก้ไข เช่น ความชัดเจนในการทำสัญญาที่มีผลกระทบต่อความมั่นคง และการให้โอกาสประชาชนในการเลือกตั้งวุฒิสภา 200 คน

นายนพคุณ รัฐผไท สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เชียงใหม่

เรียนท่านประธาน ที่เคารพ ผม นพคุณ รัฐไผท สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ผมขอบคุณทางรัฐสภาที่บรรจุระเบียบวาระแก้ไข รัฐธรรมนูญ ๓ ฉบับ ประชาชนรอคอยมาเกือบ ๒ ปีว่าเมื่อไรจะได้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ จากที่ได้ฟังเกือบ ๒ วันก็ประมวลได้ว่าร่างรัฐธรรมนูญ ๓ ฉบับที่ขอแก้ไขส่วนใหญ่จะเป็น ประโยชน์กับประชาชนโดยตรง ซึ่งก็เสียดายที่บางพรรคไม่ได้เสนอประกบมาอันนี้ก็น่าเสียดาย ท่านประธานครับ การแก้ไขรัฐธรรมนูญได้พยายามที่จะมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยการแก้ไข มาตรา ๒๙๑ ก็โดยมีเจตนาที่จะให้ประชาชนทั่วประเทศได้มีส่วนร่วมในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยตั้ง สสร. ขึ้นมา แต่ด้วยเหตุที่ว่าด้วยความกังวลของบางฝ่ายที่กลัวว่าจะมีการแก้ไขทั้งฉบับ ก็ทำให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้นค้างอยู่ในสภาในวาระที่สาม ซึ่งก็เป็นที่ยอมรับว่าการแก้ไข รัฐธรรมนูญนั้นเป็นเรื่องยาก ไม่เหมือนกับที่ท่านประธานคงจำได้ว่าเมื่อเดือนสิงหาคม ๒๕๕๐ ทาง สสร. ที่เป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๕๐ ได้เดินสายออกทั่วประเทศแล้วก็ ไปพูดจาชักจูงหรือเหมือนกับเป็นการโกหกประชาชนว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นเรื่องง่าย แล้วก็ให้ยอมรับไปก่อนแล้วค่อยมาแก้ทีหลัง เหมือนกับที่คุณแอนดรูว์ บิ๊กส์ บอกว่า เรียนภาษาอังกฤษนั้นง่ายนิดเดียว ประทานโทษไม่เสียหายนะครับที่เอ่ยนามท่าน แต่ความจริงแล้ว เป็นเรื่องที่ค่อนข้างจะยากเพราะว่ารัฐธรรมนูญนั้นเป็นกฎหมายมหาชน มีฝ่ายที่เกี่ยวข้อง อยู่มากมายหลายประเด็นด้วยกัน อันนี้ก็พิสูจน์ได้ว่ามาตรา ๒๙๑ มันไปไม่รอดติดอยู่ที่ วาระที่สาม ผมก็อาจจะถือได้ว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยใช้มาตรา ๒๙๑ เป็นหลักก็ตาย ไปพร้อม ๆ กับสมาชิก สสร. ที่ไปประชาสัมพันธ์ให้กับประชาชนทั่วประเทศว่าการแก้ไขนั้น สามารถทำได้ง่ายก็คงจะตายไปพร้อม ๆ กัน ชื่อเสียงเกียรติยศ ความน่านับถือในคำพูด ก็ตายไปพร้อมกับมาตรา ๒๙๑ เช่นเดียวกันนะครับ ของบุคคลเหล่านั้นที่ออกไป ประชาสัมพันธ์ ในวันที่ ๑๙ สิงหาคม มีผลของการประชามติออกมาว่าเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบรัฐธรรมนูญ ฉบับปี ๒๕๕๐ ก็จากผลของการออกไปชี้แจงทำความเข้าใจกับประชาชนก็ทำให้การลง ประชามติรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ได้คะแนนถึง ๕๘:๔๒ เปอร์เซ็นต์ ในวันที่ ๑๙ สิงหาคม ๒๕๕๐ อันนี้ก็เป็นผลให้สร้างปัญหามาจนกระทั่งทุกวันนี้ หลายฝ่ายได้ประสบ โดยเฉพาะฝ่ายบริหาร ที่ใช้กฎหมายรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ผมก็ขออนุญาตเริ่มต้นที่ประเด็นของกฎหมาย ๓ ฉบับ ที่ขอแก้ไข เริ่มต้นด้วยมาตรา ๖๘ แล้วก็มาตรา ๒๓๗ โดยเฉพาะบทบัญญัติมาตรา ๒๓๗ แล้วก็ มาตรา ๖๘ มีบทบัญญัติให้ ยกเลิกการยุบพรรคการเมือง แล้วก็บทบัญญัติที่ห้ามไม่ให้ เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของหัวหน้าพรรคการเมืองแล้วก็ผู้บริหารพรรคการเมือง เนื่องจากเห็นว่า บางมาตราที่ผู้สมัครรับเลือกตั้งโดยเฉพาะมาตรา ๒๓๗ ผู้สมัครรับเลือกตั้งไปกระทำ ผิดกฎหมายเลือกตั้ง ก็เป็นผลให้สามารถที่จะยุบพรรคแล้วก็เพิกถอนสิทธิของผู้บริหาร พรรคการเมืองได้ โดยเฉพาะหัวหน้าพรรคการเมืองนั้น ๆ ด้วยนะครับ อันนี้หลายฝ่ายก็ได้ แสดงความคิดเห็นว่ามันไม่เป็นธรรม แล้วก็นอกจากนั้นในบทบัญญัติที่แก้ไขก็กำหนดว่า ให้ลงโทษเฉพาะผู้ที่กระทำความผิดเท่านั้น อันนี้ก็มีความเห็นเนื่องจากว่าพรรคการเมืองนั้น เป็นองค์ประกอบ เป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญของระบอบประชาธิปไตย ระบอบประชาธิปไตยนั้น มีส่วนประกอบที่สำคัญก็คือพรรคการเมือง พรรคการเมืองนั้นเป็นสมบัติของประชาชน มีประชาชนสมัครเป็นสมาชิกนับล้านคน หลายล้านคน ก็ถือได้ว่าเมื่อศรัทธาแล้วประชาชน ให้ความเคารพนับถือศรัทธาก็จะสมัครเป็นสมาชิกพรรคการเมือง ถ้าหากว่าประเทศเรา ต้องการที่จะพัฒนาระบอบประชาธิปไตยให้เข้มแข็ง เพราะรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ นั้น ก็ได้ทำไว้แล้วนะครับ คือส่งเสริมให้พรรคการเมืองนั้นมีความเข้มแข็ง แต่ตรงกันข้ามกับ รัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๕๐ ที่พรรคการเมืองนั้นมีสภาพที่อ่อนแอ อ่อนไหวได้ง่าย แล้วก็ล้มได้ง่าย อันนี้ก็เป็นเจตนารมณ์ที่ขัดแย้งกันระหว่างรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ กับปี ๒๕๕๐ ถ้าหากว่า พรรคการเมืองอ่อนแอนั้นก็เป็นไปไม่ได้เลยที่การพัฒนาประเทศที่จะต้องอาศัยความเข้มแข็ง ของฝ่ายบริหารบ้านเมืองนั้นจะต้องก้าวสู่อุปสรรคนานาประการให้ได้นะครับ อันนี้ก็เป็น เรื่องของมาตรา ๒๓๗ ที่ยกเลิกบทบัญญัติห้ามยุบพรรคการเมือง แล้วก็ห้ามเพิกถอนสิทธิ ของผู้บริหารพรรคการเมือง

สำหรับมาตรา ๖๘ นั้นก็เป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ เป็นที่พูดคุยกันใน ๒ วันนี้ เกี่ยวกับสิทธิของประชาชนในการร้องศาลรัฐธรรมนูญนั้น ศาลก็วินิจฉัยแล้วนะครับว่า ร้องได้ ๒ ทาง กระผมก็ยังสงสัยว่าถ้าร้องได้ ๒ ทาง บทบัญญัติที่ให้อัยการสูงสุดได้พิจารณา ตรวจสอบไตร่ตรองก่อนมันจะมีความหมายอย่างไร ขอต่ออีกนิดเดียวนะครับ ถ้าร้อง ศาลรัฐธรรมนูญฝ่ายเดียวโดยไม่ให้อัยการสูงสุดได้ตรวจสอบ มันก็ไม่ต้องไปบัญญัติ ไว้ในรัฐธรรมนูญนะครับ แต่เจตนารมณ์มันชัดเจนนะครับว่าต้องการให้อัยการสูงสุด เป็นฝ่ายตรวจสอบก่อน ตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อน ถ้าหากมีข้อเท็จจริงเพียงใดก็ให้ ศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยชี้ขาดอีกครั้งหนึ่ง อันนี้ก็เป็นมาตรา ๖๘ แล้วก็มาตรา ๒๓๗

มีอีกมาตราหนึ่งคือมาตรา ๑๑๑ เกี่ยวกับวุฒิสภา ผมเห็นด้วยในการที่จะให้มี สมาชิกวุฒิสภา ๒๐๐ คนมาจากการเลือกตั้งของประชาชน และเห็นด้วยในการกำหนดคุณสมบัติ ข้อห้ามที่มิให้ผู้สมัครเป็นทายาท เป็นบุพการี หรือเป็น ผู้สืบทอดสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ทั้งนี้ก็เพื่อดำรงความเป็นกลางเอาไว้ แล้วก็ที่เห็นด้วย อีกข้อหนึ่งของมาตรา ๑๑๑ ซึ่งมีการแก้ไข ๘ มาตรา แล้วก็ตัด ๒ มาตราทิ้ง ประเด็นของ ส.ว. สรรหา ในสภาแห่งนี้ ส.ว. สรรหาก็เป็นผู้มีความรู้ความสามารถเป็นส่วนใหญ่นะครับ ผมก็เห็นว่าบทเฉพาะกาลนั้นก็คงไว้ให้ ส.ว. สรรหาอยู่ปฏิบัติหน้าที่ไปจนกว่าจะครบวาระ อันนี้ก็เห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งนะครับ

สุดท้ายนะครับท่านประธาน ก็มีการแก้ไขฉบับสุดท้ายก็คือมาตรา ๑๙๐ เกี่ยวกับมีบทบัญญัติการทำสัญญาที่มีผลกระทบต่อความมั่นคงอย่างกว้างขวาง แล้วก็มี ผลผูกพันในเรื่องของการค้า การลงทุน แล้วก็เรื่องงบประมาณอย่างมีนัยสำคัญนะครับ อันนี้ แก้ไขเพื่อให้เกิดความชัดเจนว่าบทบัญญัติใดที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคง สัญญาใดที่เกี่ยวกับ ผูกพันทางงบประมาณหรือการค้าก็จะได้เกิดความชัดเจนได้ง่ายว่าสนธิสัญญาใดจะต้องนำ ขึ้นสู่สภาในการที่จะวินิจฉัยในการให้ความเห็นชอบต่อไป อันนี้ก็เป็นการแก้ไขโดยสรุปความแล้ว มาตราทั้งหลายมาตราในร่างกฎหมายรัฐธรรมนูญ ๓ ฉบับนั้นเป็นประโยชน์กับประชาชนนะครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งบทบัญญัติที่ให้พรรคการเมืองนั้นมีความเข้มแข็งดังที่ผมได้เรียนต่อ ท่านประธานก็เป็นประโยชน์ต่อประชาชน เพราะว่าประชาชนนั้นมีส่วนร่วมในพรรคการเมือง ทุกพรรค แล้วก็เป็นเจ้าของประเทศด้วย

ประการที่ ๒ ในมาตรา ๑๙๐ เมื่อเราแก้กฎหมายอย่างรัฐบาลสมัยที่แล้วก็มี การแก้มาตรา ๑๙๐ แต่ไม่เกิดเป็นมรรคเป็นผลในทางปฏิบัติ มีการบัญญัติว่าให้ตรากฎหมาย ขึ้นมาว่าสนธิสัญญาใดมีความเกี่ยวข้องกับผลกระทบต่อความมั่นคงอย่างกว้างขวาง หรือว่า มีผลผูกพันทางการค้า การงบประมาณ หรือการลงทุน ก็ปรากฏว่าจนบัดนี้แล้วเมื่อแก้มาตรา ๑๙๐ ในยุครัฐบาลที่แล้วจนบัดนี้ก็ยังไม่มีการตรากฎหมายลูกแต่อย่างใด อันนี้ก็ทำให้ไม่มีความชัดเจน ในทางปฏิบัติ และเป็นปัญหาต่อฝ่ายบริหารมาโดยตลอด ก็อยากจะให้แก้ไขให้เกิด ความชัดเจนเพื่อประโยชน์อันสูงสุดของประชาชนและประเทศชาติเป็นส่วนรวมนะครับ

ประเด็นสุดท้าย ประโยชน์อย่างยิ่งก็คือวุฒิสภาที่ให้โอกาสประชาชนคืนอำนาจนั้น ให้กับประชาชนในการเลือกตั้งทั่วประเทศ ๒๐๐ คน อันนี้ก็เป็นประโยชน์อย่างสูงที่ประชาชน จะได้มีส่วนร่วมในการพิจารณาเลือกตั้ง ส.ว. ขึ้นมาเป็นตัวแทนของตัวเองในการกลั่นกรอง กฎหมาย ในการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล ทั้งหมด ๓ ประเด็นที่ผมได้นำเรียนต่อ ท่านประธานก็เป็นประโยชน์โดยตรงที่ประชาชนได้รับนะครับ กระผมก็ขอยืนยันว่า ขอสนับสนุนร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้ง ๓ ฉบับ ขอบคุณครับ