สุกิจ อัถโถปกรณ์ พูดถึงการก้าวหน้าของระบอบประชาธิปไตยในประเทศไทย โดยว่าประเทศไทยยังไม่สมบูรณ์ในเรื่องนี้ และยังต้องมีการปรับปรุงเพิ่มเติม ในการมีส่วนร่วมของประชาชนในระบอบประชาธิปไตย เขาเห็นว่าการแก้ไขมาตรา 190 ของรัฐธรรมนูญ ซึ่งเกี่ยวข้องกับการทำหนังสือสัญญากับต่างประเทศและการมีส่วนร่วมของประชาชนในกระบวนการนี้ จะทำให้รัฐบาลสามารถทำสัญญากับต่างประเทศได้โดยไม่ต้องมีการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน และจะทำให้ประชาชนบางกลุ่มประสบกับความยากลำบาก สุกิจ อัถโถปกรณ์ ยังแสดงความไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 3 ฉบับที่เสนอมา เนื่องจากไม่มั่นใจในมาตราที่จะแก้ไข โดยเฉพาะอย่างยิ่งการยึดโยงกับประชาชน
เรียนท่านประธาน ที่เคารพ กระผม สุกิจ อัถโถปกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ แม้ว่าการปกครองระบอบประชาธิปไตยจะเกิด ขึ้นมานานแล้วตั้งแต่ยุคกรีกโบราณก็ตาม แต่ก็ยังไม่ลงตัวเบ็ดเสร็จ มันยังคงมีวิวัฒนาการ อยู่ตลอดเวลาเพื่อหาจุดแห่งความสมดุลในแต่ละประเทศ ไม่มีประเทศไหนครับที่รับ ประชาธิปไตยไปแล้วนำไปใช้ได้ทันทีโดยปราศจากปัญหา เพราะว่าประชาธิปไตยจะใช้ได้ดี ก็ต่อเมื่อมันต้องสอดคล้องกับวัฒนธรรม ประเพณี ระบบความเชื่อ และบุคลิกพิเศษของคน ในสังคมแต่ละสังคมนั้น จึงยังไม่มีประชาธิปไตยที่เป็นแพคเกจ (Package) ที่แกะกล่องแล้วก็ นำไปใช้ได้เลยนะครับ ทุกประเทศที่ใช้ระบอบประชาธิปไตยล้วนต้องผ่านการลองผิดลองถูก บางแห่งก็ต้องผ่านช่วงเวลาที่โหดร้าย รุนแรง เสียเลือด เสียเนื้อ เสียน้ำตา อย่างมากมาย ถึงจะหาจุดสมดุลได้เหมือนกับที่เราเคยประสบมาแล้วในอดีต หลายประเทศในโลกเขาโชคดีครับ ที่เขาถึงจุดสมดุลอย่างรวดเร็วลงตัวไปแล้วนะครับ เขาไม่ต้องเปลี่ยนแปลงกฎเกณฑ์อีกแล้ว อย่างเช่นหลายประเทศในยุโรป สหรัฐอเมริกา หรือแม้กระทั่งประเทศญี่ปุ่นนะครับ แต่หลายประเทศกลับโชคร้ายที่ยังต้องเวียนว่ายตายเกิด ลองผิดลองถูกกันไป จนบัดนี้ก็ยังหาข้อสรุปไม่ได้ ประเทศไทยของเราท่านประธานครับ โชคร้ายที่เราก็ยังเป็นแบบหลัง แม้เราจะเดินบนเส้นทางประชาธิปไตยมาถึง ๘๑ ปีแล้วก็ตาม เราก็ยังเวียนว่ายตายเกิดหาจุดลงตัวไม่ได้ เดินหน้าแล้วก็ถอยหลัง ถอยหลังแล้วก็เดินหน้า และวันนี้ท่านประธานครับ เรากำลังจะถอยหลังไปอีกแล้วครับ ผมต้องขอกราบเรียนครับว่า หัวใจของระบอบประชาธิปไตยคือการมีส่วนร่วมของประชาชน นั่นคือถ้าเรายึดมั่นกับสุนทรพจน์ ของท่านประธานาธิบดีลินคอล์นที่ว่า ประชาธิปไตยเป็นของประชาชน โดยประชาชน และเพื่อประชาชน แต่การมีส่วนร่วมในอดีตในยุคบางยุคนะครับ ประชาชนทำได้แค่ไป หย่อนบัตรลงคะแนนในวันเลือกตั้งเท่านั้น หลังจากนั้นก็ปล่อยให้นักการเมืองเข้าไปละเลงกันเอง จนกระทั่งถึงวันเลือกตั้งอีกครั้งหนึ่งมาหย่อนบัตรอีกที นักการเมืองจะเข้าไปสร้างความชั่วร้าย ทุจริต โกงกินอย่างไร พี่น้องประชาชนก็ไม่สามารถจะตามไปตรวจสอบได้ ไม่สามารถ จะยับยั้งได้ ต้องรอเวลาถึง ๔ ปีถึงจะลงโทษได้โดยการไม่ไปลงคะแนนให้ ถึงตอนนั้น นักการเมืองที่ชั่วร้ายบางคนก็ร่ำรวยมหาศาลแล้ว สร้างอิทธิพลไปแล้วอย่างมากมายมหาศาล แต่เมื่อถึงรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๔๐ และปี ๒๕๕๐ ได้เพิ่มสิทธิการมีส่วนร่วมของพี่น้องประชาชน เข้าไปอีกมากมาย นอกจากสิทธิขั้นพื้นฐานทั่ว ๆ ไปแล้ว ก็ยังมีสิทธิร่วมกันเสนอกฎหมาย อย่างนี้เป็นต้น แล้วสิทธิในการตรวจสอบอำนาจรัฐและนักการเมือง เช่นในกรณีมาตรา ๖๘ ของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ที่เราพูดถึงกันอยู่วันนี้และกำลังจะถูกแก้ไข เดิมได้ให้สิทธิแก่ พี่น้องประชาชนในการพิทักษ์รัฐธรรมนูญและป้องกันคนชั่วไม่ให้เข้ามาในระบบการเมือง โดยผมขออ่านนะครับ เพราะว่ายังไม่มีใครอ่านให้พี่น้องประชาชนได้ฟังเลย เขาบอกว่า บุคคลจะใช้สิทธิและเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญเพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญนี้นะครับ หรือเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจ ในการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญนี้มิได้ ในกรณีที่บุคคลหรือพรรคการเมืองใดกระทำการตามวรรคหนึ่ง ผู้ทราบการกระทำดังกล่าว ย่อมมีสิทธิเสนอเรื่องให้อัยการสูงสุดตรวจสอบข้อเท็จจริงและยื่นคำร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัยสั่งการให้เลิกกระทำดังกล่าว แต่ทั้งนี้ไม่กระทบกระเทือนการดำเนินคดีอาญาต่อผู้กระทำ ดังกล่าว หมายความว่าเมื่อประชาชนทราบว่าจะมีการล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขหรือเขาเกิดไปพบเห็นการกระทำสิ่งผิด ๆ ของนักการเมือง เพื่อจะให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศ เขาสามารถกระทำได้ ๒ ทาง ทางแรก ก็คือเสนอเรื่องให้อัยการสูงสุด ทางที่ ๒ คือยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ แต่วันนี้ครับ ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับที่ ๓ ที่มีการเสนอเข้ามาได้ตัดช่องทางที่ ๒ คือประชาชนไม่สามารถ ยื่นเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญได้โดยตรง แค่เพียงสามารถเสนอเรื่องให้อัยการสูงสุดเท่านั้น ผมถือว่าอันนี้เป็นการตัดสิทธิของพี่น้องประชาชนในการตรวจสอบอำนาจรัฐและนักการเมือง หรือกลุ่มการเมือง ถือว่าการกระทำเช่นนี้ทำให้ประชาธิปไตยของเราที่เดินหน้าไปแล้วนะครับ กลับถอยหลังลงมาอีก จึงไม่เห็นด้วยกับการเสนอแก้มาตรา ๖๘ ในฉบับที่ ๓ ครับ
ต่อไปครับท่าน ผมจะพูดถึงการเสนอแก้รัฐธรรมนูญฉบับที่ ๒ ซึ่งเป็นการแก้ มาตรา ๑๙๐ อันเป็นมาตราที่สำคัญของประเทศ เพราะเป็นบทบัญญัติเกี่ยวกับการทำ หนังสือสัญญากับต่างประเทศ น่าเสียใจอีกครับที่การมีส่วนร่วมของประชาชนถูกตัดออก ทั้งหมดอีกแล้วครับ นั่นคือในวรรคสามและวรรคสี่ซึ่งกำหนดในรัฐธรรมนูญเดิม ซึ่งยังไม่มีใครอ่าน ผมขออนุญาตอ่านครับ วรรคสามบอกว่า ก่อนการดำเนินการเพื่อทำหนังสือสัญญากับนานาประเทศ หรือองค์การระหว่างประเทศตามวรรคสอง คณะรัฐมนตรีต้องให้ข้อมูลและจัดให้มีการรับฟัง ความคิดเห็นของประชาชน และต้องชี้แจงต่อรัฐสภาเกี่ยวกับหนังสือสัญญานั้น ในการนี้ ให้คณะรัฐมนตรีเสนอกรอบการเจรจาต่อรัฐสภา เพื่อขอความเห็นชอบด้วย และวรรคสี่ อันนี้ สำคัญครับ เมื่อลงนามในหนังสือสัญญาตามวรรคสองแล้ว ก่อนที่จะแสดงเจตนาให้มีผล ผูกพัน คณะรัฐมนตรีต้องให้ประชาชนสามารถเข้าถึงรายละเอียดของหนังสือสัญญานั้น และในกรณีที่การปฏิบัติตามหนังสือสัญญาดังกล่าวก่อให้เกิดผลกระทบต่อประชาชน หรือผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม คณะรัฐมนตรีต้องดำเนินการแก้ไขหรือเยียวยา ผู้ได้รับผลกระทบนั้นอย่างรวดเร็ว เหมาะสมและเป็นธรรม เห็นไหมครับว่ากฎหมายเก่า เขียนไว้ดีมากเลยครับ ทั้งให้ประชาชนได้ตรวจสอบแล้วให้ประชาชนได้รับการเยียวยาด้วย ในกรณีที่เขาได้รับผลกระทบ แต่วันนี้ถ้าเรายกมือให้มีการแก้ไขมาตรานี้ทั้ง ๒ วรรคนี้จะถูก ตัดออกทั้งหมด หมายความว่าต่อจากนี้ไปรัฐบาลจะไปทำสัญญากับต่างประเทศก็ไม่ต้องมา ถามความเห็นของพี่น้องประชาชน เมื่อวานได้มีผู้อภิปรายท่านหนึ่งได้พูดถึงประเด็นนี้ว่า ถ้าเอาสัญญามาเปิดเผยจะเป็นการมัดมือชกผู้ไปเจรจาที่เขาทำให้คนอื่นเขาล่วงรู้ความลับไปแล้ว แต่ผมขอเรียนว่าแบบที่ขอแก้ต่างหากที่เป็นการมัดมือชกประชาชน อันไหนมันจะน่าเกลียด กว่ากันครับ ถ้าไปทำสัญญาเสียเปรียบแล้วประชาชนบางกลุ่มเขาต้องประสบกับความยากลำบาก หรืออาจจะหมดเนื้อหมดตัวแล้วเขาจะไปเรียกร้องเอากับใครในเมื่อเขาถูกมัดมือชกแบบนี้ ที่สำคัญนี่คือการตัดการมีส่วนร่วมของประชาชนในระบอบประชาธิปไตย ผมจึงไม่สามารถ จะเห็นด้วยกับการแก้ไขมาตรา ๑๙๐ ได้อีกมาตราหนึ่ง
ประเด็นต่อไป คือประเด็นของสมาชิกวุฒิสภา ซึ่งในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ได้กำหนดให้มีที่มา ๒ ทาง ทางที่ ๑ มาจากการเลือกตั้งจังหวัดละ ๑ คน ๗๗ จังหวัดตอนนี้ ก็ต้องมี ๗๗ คน ทางที่ ๒ มาจากการสรรหา โดยคัดจากตัวแทนสาขาอาชีพต่าง ๆ โดยให้ ดำรงตำแหน่ง ๖ ปี เป็นแล้วเป็นซ้ำต่อเนื่องไม่ได้ต้องเว้นวรรค อันนั้นคือของปี ๒๕๕๐ แต่การแก้ไขในวันนี้ในฉบับที่ ๑ ที่ยื่นมาเป็นของ ส.ส. และ ส.ว. ได้เปลี่ยนเป็นให้มาจาก การเลือกตั้งทั้งหมดและจำนวนก็เพิ่มขึ้นจาก ๑๕๐ คนเป็น ๒๐๐ คน และที่สำคัญกว่านั้น ก็คือสามารถดำรงตำแหน่งเลือกตั้งต่อเนื่องได้โดยไม่ต้องเว้นวรรค ผมเองก็เคยเป็น ส.ว. ที่มา จากการเลือกตั้งครับ และผมก็ศรัทธาในการเลือกตั้ง แต่ถ้าเรามาดูบทบาทหน้าที่ของวุฒิสภา ตามรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ซึ่งสรุปไว้ได้ ๔ ข้อ ก็คือ ๑. กลั่นกรองกฎหมาย ๒. ควบคุม การทำงานของรัฐบาล ๓. พิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลดำรงตำแหน่งต่าง ๆ ตามที่ บัญญัติไว้ในกฎหมาย และ ๔. ก็คือถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและข้าราชการ ระดับสูงออกจากตำแหน่ง ซึ่งถ้าดูแล้วก็จะเห็นว่าต้องอาศัย ส.ว. ต้องเป็นคนที่ต้องมีความรู้ มีความสามารถ แล้วก็ ควรจะมาจากหลากหลายอาชีพใช่ไหมครับท่านประธาน เพื่อจะมาทำงานด้านกลั่นกรอง กฎหมาย ซึ่งกฎหมายเราก็เห็นอยู่แล้วว่ามันมาจากหลาย ๆ เรื่อง หลาย ๆ ราว ทางการแพทย์ ทางการศึกษา ทางการเกษตร มามากมายครับ ก็ต้องตั้งคำถามให้กับคนที่แก้ไขมานะครับ ช่วยตอบด้วยว่าให้มาจากการเลือกตั้งทั้งหมดอย่างที่ขอแก้ไขสามารถจะตอบโจทย์ตรงนี้ ได้หรือเปล่า
ส่วนประเด็นที่ให้ความเห็นชอบบุคคลดำรงตำแหน่งแล้วก็ถอดถอน ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและข้าราชการระดับสูง ก็ต้องตั้งคำถามอีกเหมือนกับครับว่า แล้วคนพวกนี้มีคุณสมบัติพิเศษอะไรหรือครับจึงมาไล่ถอดถอนคนอื่นเขาได้ ถ้ามาจาก การเลือกตั้งตามจังหวัดต่าง ๆ เขาต่างอะไรจากพวกเราที่เป็น ส.ส. ที่มาจากการเลือกตั้ง เหมือนกันครับ แล้วทำไมเขาถึงมามีอำนาจมาถอดถอนพวกเรา นี่ก็คือคำถามที่ต้องถามไปยัง ผู้เสนอกฎหมายต้องตอบให้กระจ่าง และจะบอกว่าต้องให้มีการยึดโยงกับประชาชน อันนี้ จะพูดกันมาก หลายท่านก็อธิบายว่า ส.ว. ที่มาจากการเลือกตั้งมีการยึดโยงกับพี่น้องประชาชน สูงกว่า ส.ว. จากการสรรหา แต่ถ้าเราดูอำนาจหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญดังที่ผมได้กราบเรียน ไปแล้วนะครับ ก็จะเห็นว่าเขาให้น้ำหนักกับการยึดโยงน้อยมากครับ เขาให้น้ำหนักกับความรู้ ความสามารถ คุณวุฒิด้านการศึกษามากกว่า ผมจึงไม่มั่นใจในการแก้มาตรานี้ ของท่านเหมือนกัน เพราะฉะนั้นผมก็ขอใช้เวลาแค่นี้เพื่อที่จะสรุปรวบยอดว่าผมเองไม่เห็นด้วย กับการแก้ไขรัฐธรรมนูญตามที่เสนอมาทั้ง ๓ ฉบับ ขอบคุณครับ