ฮอชาลี ม่าเหร็ม หารือเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยเน้นย้ำว่ารัฐธรรมนูญฉบับปี 2550 ควรแก้ไขเป็นรายมาตรา และมีความยึดโยงกับรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน ปี 2540 โดยเฉพาะมาตรา 63 วรรคสอง ที่เกี่ยวข้องกับการยุบพรรคการเมือง และยังหารือเรื่องสิทธิเสรีภาพในการชุมนุม และการตรวจสอบการบริหารของพรรคการเมือง โดยอ้างถึงเหตุการณ์สังหารหมู่ที่อำเภอตากใบในปี 2547 และการยุบพรรคการเมืองในปี 2550
ท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพ กระผม นายฮอชาลี ม่าเหร็ม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสตูล พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ กระผมมีเวลา ๑๕ นาที ในการให้ความเห็นต่อ กรณีที่มีเพื่อนสมาชิกในรัฐสภาแห่งนี้ได้ยื่นร่างแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญเข้ามา ๓ ร่าง ร่างแรก ก็เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับที่มาและจำนวนของวุฒิสมาชิก ร่างที่ ๒ ก็เป็นเรื่องของการทำ สนธิสัญญาหรือว่าการเซ็นข้อตกลงในเรื่องของขอบเขต อาณาเขตของประเทศ สนธิสัญญาต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับต่างประเทศ แล้วร่างที่ ๓ ก็เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการยุบพรรคการเมือง ท่านประธานที่เคารพครับ ในช่วง ๒ วันที่ผ่านมานั้น ๒ วันก็คือรวมในวันนี้เราได้ฟังความคิด ความเห็นของบรรดาเพื่อนสมาชิกทั้งในซีกของรัฐบาลแล้วก็ในซีกของเพื่อนวุฒิสมาชิก แล้วก็ ทั้งฝ่ายค้าน ฝ่ายรัฐบาลก็ต่างที่จะสลับกันให้ความเห็นรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ท่านประธานที่เคารพครับ จุดยืนของกระผมที่อยากจะเรียนผ่านท่านประธานรัฐสภานั่นก็คือ จุดยืนของกระผมต่อรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๕๐ นั้นถือว่าเป็นรัฐธรรมนูญที่สามารถจะแก้ไข ได้ในหลาย ๆ มาตรา แล้วก็แก้ไขเป็นรายมาตรานั่นคือจุดยืนของพวกกระผม และคงจะเป็น จุดยืนเดียวกันกับบรรดาพี่น้องประชาชนที่ได้รับร่วมกันลงประชามติในการรับร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับปี ๒๕๕๐ ซึ่งจะมีที่มาที่ไปอย่างไรก็แล้วแต่มุมมองนั่นเป็นเรื่องของเหตุการณ์ที่ผ่านมา ท่านประธานที่เคารพครับ ใน ๓ ร่างที่เสนอมานั้นมีความยึดโยงกับรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ และมีความยึดโยงกับรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ อย่างแยกกันไม่ออก เพราะฉะนั้นในการอภิปราย ของกระผมจึงขออภิปรายรวมไปที่เกี่ยวข้องทั้งในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ และรัฐธรรมนูญ ในปี ๒๕๔๐ ที่เรียกว่าฉบับประชาชน แต่ประเด็นที่ผมอยากจะขออภิปรายนั่นก็คือในเรื่อง ของการยุบพรรคในมาตรา ๒๕๗ ซึ่งเป็นบทบัญญัติที่ขอเรียนกับท่านประธานว่าบทบัญญัติ ในข้อนี้ มาตรการในของการยุบพรรคนั้นหลายท่านบอกว่ามีมาในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ แต่ข้อเท็จจริงแล้วถ้าหากว่าเราย้อนกลับไปในรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน ปี ๒๕๔๐ ก็ได้ เขียนชัดไว้ในมาตรา ๖๓ วรรคสอง ที่ได้พูดถึงว่าบุคคลใดที่จะใช้สิทธิและเสรีภาพที่ไม่เป็น ไปตามรัฐธรรมนูญที่เป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองตามระบอบประชาธิปไตย และได้แสวงหา อำนาจมาด้วยวิธีการที่ไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญและกฎหมายนั้น ก็สามารถที่จะดำเนินการ ในการที่จะยุบพรรคนั้นได้ หรืออาศัยกลไกของศาลรัฐธรรมนูญเป็นผู้ตัดสินให้มีการยุบพรรค เพราะฉะนั้นมาตรการหรือว่ายาแรงที่คอยควบคุมกลไกของการได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองนั้น ได้ถูกกำหนดเอาไว้แล้วในรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน ปี ๒๕๔๐ ท่านประธานที่เคารพครับ กระผมอยากจะขอพูดถึงในเรื่องของเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ รัฐธรรมนูญที่ผมค่อนข้าง ที่จะเห็นว่ามีความครอบคลุมแล้วก็มีเจตนารมณ์ที่สามารถที่จะให้หลักประกันในเรื่องของ สิทธิเสรีภาพ แล้วก็ให้หลักประกันในเรื่องของการมีเสถียรภาพของรัฐบาล แล้วก็มีหลักประกัน ในเรื่องของการตรวจสอบและถ่วงดุลอำนาจระหว่างฝ่ายบริหารและองค์กรที่มีขึ้นตาม รัฐธรรมนูญนั้น รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ เขียนเอาไว้อย่างชัดเจน และเจตนารมณ์ของ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ มีสามก้อนเส้าหรือว่าสามฐานหลัก นั่นก็คือหลักประกันในการที่จะให้ มีสิทธิและเสรีภาพ หลักประกันในการที่จะให้รัฐบาลซึ่งเข้ามาบริหารในปี ๒๕๔๐ จนถึงคาบเกี่ยว ปี ๒๕๔๔ เป็นช่วงที่พรรคประชาธิปัตย์ของเราเป็นรัฐบาล แล้วก็มาในปี ๒๕๔๔ ปี ๒๕๔๕ ปี ๒๕๔๖ ปี ๒๕๔๗ ปี ๒๕๔๘ ปี ๒๕๔๙ ก็เป็นอีกรัฐบาลหนึ่งเข้ามาบริหาร เพราะฉะนั้น รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ซึ่งเป็นร่างรัฐธรรมนูญของพี่น้องประชาชนนั้นจึงมีรัฐบาลอย่างน้อย ๒ รัฐบาลที่เข้ามาใช้กลไกกติกาในการปกครองประเทศแล้วก็บริหารประเทศภายใต้กฎหมาย รัฐธรรมนูญฉบับนี้ ท่านประธานที่เคารพครับ แต่เจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญนั้นที่ผมได้บอก เอาไว้ ๓ ประการ
ประการแรก ในเรื่องของสิทธิเสรีภาพ ไม่น่าเชื่อนะครับว่าในช่วงที่เราใช้ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ รัฐธรรมนูญเขียนเอาไว้ชัดว่า บุคคลมีสิทธิ มีเสรีภาพในการชุมนุม โดยสงบและปราศจากอาวุธ แต่ในช่วงเวลาที่เราใช้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ในปี ๒๕๔๗ เรากลับมี โศกนาฏกรรมการสังหารหมู่ที่อำเภอตากใบ ๘๗ ศพ ตรงนี้คือสิ่งที่บรรดาผู้ที่อยู่ในองค์กร สิทธิมนุษยชนทั่วทั้งโลกต่างก็จับตามอง และมองว่าทำไมรัฐบาลที่บริหารภายใต้รัฐธรรมนูญ ซึ่งให้หลักประกันสิทธิเสรีภาพจึงเกิดเหตุการณ์อย่างนี้ในภาคใต้ นอกจากนั้นยังมีการอุ้มฆ่า การอุ้มหายไปของทนายนักสิทธิมนุษยชนอย่างทนายสมชายก็ได้หายไป ภายใต้การบริหาร ประเทศในกฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับที่ให้หลักประกันในเรื่องของสิทธิเสรีภาพ หรือแม้กระทั่ง รัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๔๐ ก็ได้ให้หลักประกันพี่น้องประชาชนว่าสามารถที่จะสื่อแล้วก็ กระจายเสียงทางโทรทัศน์ ทางทีวี ทางวิทยุ ในช่วงนั้นท่านประธานที่เคารพครับ มีรายการ เมืองไทยรายสัปดาห์ ถ้าหากว่าพี่น้องประชาชนจำได้ ทบทวนได้ คุณสนธิ ลิ้มทองกุล คุณสโรชา และใครต่อใครก็มาจัดรายการ เป็นรายการที่ให้ทางเลือกกับพี่น้องประชาชน เป็นรายการที่มองในมุมต่างของรัฐบาล เป็นรายการที่มีเรตติ้ง (Rating) หรือมีอัตราของผู้ชม ให้การเข้าชมเป็นจำนวนมาก เป็นรายการที่ให้ทางเลือกทางหนึ่งนอกเหนือจากสื่อของรัฐบาล แต่ปรากฏว่ารายการนั้นได้ถูกสั่งปิดและได้ถูกยกเลิก หลังจากนั้นรายการนี้ก็กระจายไปยัง ลุมพินี แล้วก็มาที่ท้องสนามหลวง และมาที่ต่าง ๆ จึงกลายเป็นวิกฤติ ที่ผมบอกว่าเราบริหาร ภายใต้รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ซึ่งให้หลักประกันสิทธิเสรีภาพ ในช่วงหนึ่งถ้าหากว่ารัฐบาลนั้น เป็นรัฐบาลประชาธิปไตยก็จะบริหารโดยไม่มีปัญหา แต่พอมาอีกช่วงหนึ่งซึ่งผู้นำของรัฐบาล ในชุดนั้นแทนที่จะสวมแว่นตาประชาธิปไตย แต่กลับสวมแว่นตาแห่งการลุแก่อำนาจหรือเผด็จการ เหตุการณ์มันก็เลยลุกลามใหญ่โต เกิดเป็นวิกฤติเหมือนกับที่เราเห็นมา ณ ขณะนี้ นั่นคือ เป็นสิ่งที่ผมบอกว่าเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญนั้นได้ถูกทำลายไปก่อนที่จะมีการปฏิวัติของ คมช. ท่านประธานที่เคารพครับ เจตนารมณ์ประการต่อมา ก็คือเจตนารมณ์ในการที่จะให้ รัฐบาลมีเสถียรภาพในการบริหารประเทศ ในช่วงที่พรรคประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาล ฝ่ายค้าน สามารถที่จะตรวจสอบได้ตามกลไกของสภา แต่พอมาถึงอีกช่วงหนึ่งท่านประธานครับ มีการควบ มีการรวมพรรคการเมืองเพื่อที่จะให้จำนวนเสียงในสภานั้นเกินกว่า ๓ ใน ๕ ซึ่งทำให้ฝ่ายค้านไม่สามารถที่จะตรวจสอบผู้นำของประเทศได้ เมื่อกลไกในการตรวจสอบ ของรัฐสภาพิกลพิการ ตัวแทนของพี่น้องประชาชนไม่สามารถที่จะตรวจสอบผู้นำของ ประเทศได้ ความกดดันเหล่านี้มันจึงกระจายลงไปสู่ท้องถนนแล้วก็เกิดเป็นวิกฤติเหมือนกับ ที่เราเห็นในปัจจุบัน ท่านประธานที่เคารพครับ ในอีกเจตนารมณ์หนึ่งนั้น ก็คือเจตนารมณ์ ในเรื่องของการตรวจสอบและการถ่วงดุลอำนาจระหว่างองค์กรอิสระซึ่งมีขึ้นตามรัฐธรรมนูญ แล้วก็ฝ่ายบริหาร ตรงนี้เป็นเรื่องที่มีความสำคัญมาก การที่เราได้ตั้งใจในการที่จะแก้มาตรการ หรือว่ากลไกตามรัฐธรรมนูญซึ่งคอยที่จะตรวจสอบแล้วก็ถ่วงดุลพรรคการเมืองนั้น เป็นเรื่องที่ในทัศนะของผม ในมุมมองของผมผมไม่เห็นด้วย เพราะผมถือว่าการที่พี่น้องประชาชน ร่วมกันร่างแล้วก็มีกลไกในการที่จะยุบพรรคการเมืองนั้นถือว่าเป็นมาตรการที่แรง เมื่อเราสามารถที่จะประหารชีวิตคนทำความผิดได้ เราก็สามารถที่จะประหารชีวิต พรรคการเมืองซึ่งแสวงหาอำนาจเข้ามาโดยวิธีการซึ่งผิดกฎหมายได้ การที่มีการยุบพรรคในวันที่ ๓๐ พฤษภาคม ๒๕๕๐ เป็นเรื่องที่ชัดเจน คำตัดสินของตุลาการ รัฐธรรมนูญพูดชัดว่าผู้บริหารของพรรคการเมืองซึ่งช่วงนั้นมีการเลือกตั้งแล้วก็ได้เสียงมา ไม่ถึง ๒๐ เปอร์เซ็นต์ มีการสมคบกันระหว่างองค์กรอิสระ นั่นก็คือเจ้าหน้าที่ของ กกต. และผู้บริหารระดับสูงของพรรคการเมือง มีการเอาแผ่นซีดี (CD) มาตัดต่อเปลี่ยนฐานข้อมูล ของพรรคเล็กแล้วก็นำไปตัดต่อกันในโรงแรมกลางกรุงแห่งหนึ่งแล้วก็มีการจ่ายเงินจ่ายทองกัน ที่พรรคการเมือง จนกระทั่งคณะอนุกรรมการของ กกต. ได้มีการตรวจสอบแล้วก็พบพยานหลักฐาน ชัดเจนส่งอัยการ อัยการก็ส่งต่อไปยังตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ แล้วก็มีการตัดสินยุบพรรค แล้วก็มีมาตรการเพิ่มเติมนั่นก็คือว่าเพิกถอนสิทธิในการเลือกตั้งหัวหน้าพรรคและผู้บริหารพรรค ซึ่งตรงนี้เป็นมาตรการที่แรง ยอมรับว่าแรง แต่อย่างน้อยก็เป็นการเตือนให้พรรคการเมือง หลาย ๆ พรรคได้พึงตระหนักว่าการที่เราจะแสวงหาอำนาจทางการเมืองโดยวิธีการ ซึ่งไม่ได้เป็นประชาธิปไตยและเป็นวิธีการซึ่งขัดแล้วก็ผิดกับกฎหมายนั้นเป็นสิ่งที่เราไม่สามารถ ที่จะกระทำได้และยังเป็นระบบที่ให้การตรวจสอบแล้วก็ถ่วงดุลให้กับนักการเมืองด้วย ท่านประธานที่เคารพครับ ตรงนี้คือสิ่งที่ผมบอกว่าก่อนที่จะมีการปฏิวัติของ คมช. ซึ่งประธาน คมช. ก็นั่งอยู่ในสภาร่วมกันกับเราที่นี่ครับ ก่อนที่จะมีการปฏิวัติ คมช. นั้น ได้มี นักวิชาการได้มี สสร. ผู้ซึ่งเคยร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้และรู้ซึ้งถึงเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ ฉบับปี ๒๕๔๐ ได้พูดเอาไว้ชัดว่ารัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๔๐ นั้นได้ถูกปู้ยี่ปู้ยำ ได้ถูกกระทำ ได้ถูกชำเรา ก่อนที่จะมีการปฏิวัติในวันที่ ๑๙ กันยายน แต่หลายคนมักจะตัดตอนประวัติศาสตร์ มักจะตัดตอนบอกว่าความผิดทั้งหมดอยู่ที่วันที่ ๑๙ แต่ทำไมเราไม่ลองมองย้อนไปก่อนที่จะมี วันที่ ๑๙ กันยายน ว่ามันเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้น รัฐธรรมนูญที่เรามองว่าเป็นรัฐธรรมนูญ ของพี่น้องประชาชนมันได้ถูกทำลาย มันได้ถูกผู้นำประเทศซึ่งใช้อำนาจแล้วก็ลุแก่อำนาจ ใช้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ในการบริหารประเทศ เอื้อประโยชน์ให้กับตระกูล ให้กับครอบครัว ให้กับพรรคการเมือง ตรงนี้คือสิ่งที่ผมอยากจะมองว่าผมเองไม่เห็นด้วยในการแก้ไข รัฐธรรมนูญในเรื่องของการยุบพรรคการเมือง ขอขอบคุณท่านประธานครับ