สุเมธ ศรีพงษ์ หารือเรื่องการปรับปรุงรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะมาตราที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา และเรียกร้องการเปลี่ยนแปลงให้มีการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาทั้งหมด โดยไม่ต้องมีการสรรหาจากองค์กรต่าง ๆ และเพื่อให้สมาชิกวุฒิสภามีความเป็นตัวแทนของประชาชนอย่างแท้จริง นอกจากนี้ ยังหารือเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะการเพิกถอนสิทธิของหัวหน้าพรรค และการบริหารตามมาตรา 68 กับมาตรา 237 โดยชี้ว่าไม่ควรเหมารวมและลงโทษทั้งบ้าน แต่ควรดำเนินการตามกฎเกณฑ์และกติกาที่กำหนด
กราบเรียบท่านประธาน ที่เคารพ ผม สุเมธ ศรีพงษ์ สมาชิกวุฒิสภาจังหวัดนครราชสีมา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานที่เคารพครับ ปีนี้เราใช้รัฐธรรมนูญมาทั้งหมด ๑๘ ฉบับ และเราเป็นประชาธิปไตยแล้ว ๘๐ ปี แต่ว่ารัฐธรรมนูญที่เป็นอยู่ฉบับนี้คือฉบับปี ๒๕๕๐ นั้น ต้องยอมรับว่ามีหลายประเด็น ที่พวกเราได้พูดถึงในสภาแห่งนี้มามากมายแล้วว่าควรจะมีการปรับแก้ให้มันเหมาะสม ให้มันดี หลายคนพูดว่าแก้เหล่านี้แล้วไม่เกิดประโยชน์กับประชาชน ไม่ใช่หรอกครับท่านประธาน รัฐธรรมนูญนั้นทุกมาตรา ทุกบรรทัดนั้นมีผลต่อประชาชนทั้งประเทศ การแก้มาตราใด ข้อความใดแก้เสร็จแล้วก็สนองต่อประชาชนทั้งประเทศเช่นเดียวกันครับ ผมขอแก้ข่าวนิดหนึ่ง ท่านประธานครับ เมื่อสักครู่ท่านหัวหน้าพรรคฝ่ายค้านบอกว่า ๓ ปีที่ผ่านมานั้น ส.ว. จับฉลากออก ไม่ใช่ครับ ๓ ปี หมดวาระแล้วสรรหาใหม่อีก ๖ ปีครับ ขอกราบเรียนครับ สำหรับประเทศไทยเรานั้น ผมยอมรับว่าเราเดินหน้าสู่ประชาธิปไตย หนีไม่พ้นหรอกครับ อำนาจอธิปไตยนั้นอยู่กับ ประชาชนทุกคนในประเทศ ๖๐ กว่าล้านคน เมื่อเราอยู่ตรงนี้เราต้องเคารพอำนาจของ ประชาชน แต่ว่าในการที่มีรัฐธรรมนูญที่กำหนดให้การได้มาซึ่ง ส.ส. และ ส.ว. ใน ส.ว. นั้น ให้มีการสรรหา ๗๔ คนที่เหลือจากการเลือกตั้งจังหวัดละ ๑ คน ซึ่งตรงนี้เมื่อเรามองว่า อำนาจอธิปไตยนั้นอยู่กับประชาชนแล้วมันก็ไม่โยงยึดต่อประชาชนที่เราพูดมาหลายคนแล้ว ในเรื่องนี้ เมื่อไม่โยงยึดแล้วเราพูดอย่างไรว่าเป็นตัวแทนประชาชน ซึ่งในรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๒๒ กำหนดว่า ส.ว. ย่อมเป็นผู้แทนปวงชนชาวไทย แต่ว่าการสรรหามานั้นจาก ๗๔ คนนั้น ใช้คนสรรหาจากองค์กรต่าง ๆ ๗ ท่าน เรียกว่า ๗ อรหันต์ จริง ๆ แล้วแค่ ๔ ท่านก็ได้ เพราะระบุว่าเสียงส่วนมากเลือกก็ได้นี่คือ ๔ คนใน ๗ คน ๔ คนนั้นเรียกคนมาเป็น แล้วอ้างว่า เป็นตัวแทนปวงชนชาวไทยนั้น ตรงนี้อยากจะสอบถามว่าเป็นอย่างไร เราต้องโยงยึดให้ ประชาชนเลือกตั้งขึ้นมา ดังนั้นจึงต้องแก้ตรงนี้ว่าให้ ส.ว. นั้นควรมาจากการเลือกตั้งทั้งหมด ส่วนจำนวน ส.ว. นั้นเรารองรับตามรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ แล้วว่า ๒๐๐ คนเป็นจำนวน ที่เหมาะสม เป็นจำนวนที่ใช้สัดส่วนประชากรมาคำนวณ การแก้คราวนี้ก็ทำให้เรามองว่า หลายคนบอกว่าแก้แล้ว เลือกตั้งแล้ว ส.ว. จะไปเป็นอาณัติอยู่ในขอบข่ายของนักการเมือง ของพรรคการเมือง และพรรคการเมืองด้วย อันนี้ผมว่าค่อนข้างจะปรามาสดูถูกประชาชน เกินไป ประชาชนในวันนี้ฉลาดครับ รู้อะไรควร ไม่ควร ใครเหมาะ ไม่เหมาะอย่างไรในการที่จะเป็น ตัวแทนของเขาไปทำบทบาท ขณะเดียวกันนั้นการได้มาซึ่ง ส.ว. คุณสมบัติก็ต่างกับ ส.ส. เขตเลือกตั้งก็ต่างกัน เมื่อเป็นเช่นนี้แล้วบทบาทอำนาจหน้าที่ของ ส.ว. จึงย่อมเหมาะสม เช่นเดียวกันครับ สิ่งหนึ่งที่เกิดขึ้นคือว่าคนเพียง ๔ คน หรือ ๗ คนนั้นเลือกคนมาแล้วบอกว่า เป็นผู้แทนปวงชนชาวไทย มีอำนาจตามรัฐธรรมนูญในการถอดถอนผู้มาจากการเลือกตั้ง วันนี้เพื่อนสมาชิกรัฐสภาก็ได้อภิปรายหลายคนแล้วว่ามันไม่เหมาะสม ต้องให้ชาวบ้านเลือก ขึ้นมา บางคนก็ท้วงว่าเลือกขึ้นมาแล้วมาถอด ส.ส. มันไม่ใช่ครับ กระบวนการเข้าสู่ตำแหน่ง ของ ส.ว. ไม่เหมือน ส.ส. ต่างกัน ถ้าหากมองว่าจะถอดถอน ส.ส. ท่านก็มาลง ส.ว. สิครับ อย่าไปลง ส.ส. นั่นคือข้อที่ต้องพูดกันตรงนี้นะครับ นี่คือเรื่องที่จะต้องแก้มาตราเกี่ยวกับ การเป็นมาของ ส.ว. ให้มีการเลือกตั้งครับ
เรื่องที่ ๒ เกี่ยวกับมาตรา ๑๙๐ เรื่องนี้เป็นเรื่องที่เราพูดถึงกันมามากตลอด ๑ ปี ๒ ปีที่ผ่านมานี้ วันนี้เรามีกฎหมาย เรามีกรอบเจรจาเยอะแยะที่กองอยู่ในสภาแห่งนี้ ทำให้ฝ่ายบริหารไปทำงานไม่ได้ครับ ผมศึกษามาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันนี้ผมยังไม่เคยพบเลย ว่ารัฐบาลใด ฝ่ายบริหารใดที่ไปบริหารด้านสัญญาข้อตกลงระหว่างประเทศแล้วเกิดความเสียหาย แก่ประเทศไทย ไม่มีครับ เพราะว่าตัวผู้บริหารเหล่านั้นเองถูกควบคุมโดยสภา และควบคุม โดยฝ่ายบริหารซึ่งมาจากการเลือกตั้งเช่นเดียวกัน ในประเด็นเหล่านี้เราก็มองว่าแล้วเรื่องที่สำคัญ ต้องผ่านรัฐสภา แน่นอนครับ เรื่องความมั่นคง เรื่องเขตแดน วันนี้เราล่าช้าไปหลายเรื่อง ขณะเดียวกันนั้นในการที่รัฐบาลจะมีกรอบเจรจากับต่างชาติต่างประเทศนั้น การเจรจาทุกครั้ง มันมีกลเม็ดเด็ดพราย บางครั้งมีชั้นเชิง แต่ว่านำมาพูดในที่นี้แล้วเมื่อไปคุยกับเขารู้ทันหมดครับ รู้ไส้หมด เราก็ไม่ได้เปรียบจากการทำสัญญากับต่างประเทศเลย และขณะเดียวกันนั้น การที่เรามาเสียเวลาที่สภาแห่งนี้มากนำไปสู่อะไร นำไปสู่การที่รัฐบาลนั้นทำงานไม่ได้หลายเรื่อง ผลเสียก็เกิดต่อความเสียหายกับประเทศด้านเศรษฐกิจ สังคมมากมาย แม้กระทั่งเรื่องบางเรื่อง แค่จะประชุมไซเตสต้องมาประชุมแห่งนี้ ออกกฎหมาย ออกต่าง ๆ ซึ่งมันไม่ใช่ ดังนั้น มาตรา ๑๙๐ นั้นควรจะต้องแก้ให้มีความยืดหยุ่นแล้วก็ทำงานได้ ให้รัฐบาลนั้นเดินหน้าได้ โดยสะดวก โดยง่าย ผมเรียนเมื่อสักครู่นี้แล้วว่าไม่มีรัฐบาลใดที่จะไปทำสิ่งที่เสียหายเหล่านั้น เพราะรัฐบาลนั้นก็ถูกควบคุมโดยกฎหมายรัฐธรรมนูญ โดยศาลปกครอง โดยองค์กรอิสระ ทั้งหลาย หากไปทำไม่ถูกต้องก็ต้องถูกลงโทษตามกฎบัตรของรัฐธรรมนูญที่เขียนไว้อยู่ ดังนั้น สิ่งเหล่านี้เราต้องคิดให้ดีครับว่าความจำเป็นวันนี้เหมาะแล้วต้องรีบแก้ไขเพื่อให้เดินหน้า ต่อไปได้ เพราะกรอบเราทราบว่ากรอบอยู่ในสภาเยอะแยะมาก แล้วประชุมแต่ละครั้งไปได้ ไม่กี่กรอบหรอกครับ ถ้าเป็นเช่นนี้แล้วมากขึ้น ๆ เป็นดินพอกหางหมู ประเทศไทยไปไหนไม่ได้ ต้องหยุดชะงัก เดินไปเดินมาก็ไม่ได้ ก็คงจะฝากพี่น้องสมาชิกสภาได้พิจารณาเรื่องเหล่านี้ด้วย
เรื่องที่ ๓ ในการพิจารณาแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้ คือเรื่องของการเพิกถอน สิทธิของหัวหน้าพรรคและการบริหารตามมาตรา ๖๘ กับมาตรา ๒๓๗ ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ พูดกันมามากแล้วก็พูดกันหลายครั้ง ลูกชายไปทำผิดจะต้องจับทั้งบ้านใช่ไหมครับ แล้วก็รื้อ เสาเรือนไปด้วยใช่ไหมครับ ไม่ใช่ครับ ใครผิดก็ลงโทษคนนั้น ใครไม่ถูกต้องก็ดำเนินการ คนนั้นนะครับ ไม่เช่นนั้นแล้วก็จะเป็นประเด็นที่เหมารวมเข่ง ไม่ถูกครับ หัวหน้าพรรค รับผิดชอบต่อกรรมการบริหารพรรค ถูกต้องครับ หากผิด การดำเนินการต่าง ๆ ก็มีมากมาย อยู่แล้วตามกฎเกณฑ์กติกา ผมก็ฝากข้อคิดนี้ให้สมาชิกรัฐสภาด้วยกันครับ ขอบคุณมากครับ