รัฐสภา · ครั้งที่ ๔ · ๔ เมษายน ๒๕๕๖

อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ แถลงว่ากระบวนการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญมีเจตนาแอบแฝงล้มล้างการปกครองที่ประชาชนจะไม่สามารถร้องที่ศาลรัฐธรรมนูญได้ และแสดงความคิดเห็นว่าควรแก้ไขปัญหาเพื่อให้มีความเป็นอิสระและความเป็นกลางทางการเมือง โดยเฉพาะการเลือกตั้งวุฒิสภา และเสนอรูปแบบการเลือกตั้งวุฒิสภาที่มีความเป็นกลางและไม่เหลื่อมวาระ

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร

ท่านประธานครับ ผมยืนยันครับว่าจากประสบการณ์คดีที่เพิ่งผ่านมานี้ปรากฏว่าศาลพิจารณาได้เร็วกว่าอัยการ ฉะนั้นที่ไปห่วงว่าอัยการมีบุคลากรเยอะ ศาลไม่ค่อยมีคน มีอยู่ไม่กี่ท่าน มันพิสูจน์แล้วนี่ครับ เอาเข้าจริง ๆ มีเรื่องเร่งด่วนขึ้นมาศาล ท่านก็สามารถที่จะหยิบยกขึ้นมาพิจารณาทำงานในเรื่องนี้ได้ แล้วอย่างที่ผมกราบเรียน ท่านประธานครับ จะมีสักกี่เรื่องที่จะไปเข้าข่ายล้มล้างการปกครองที่จะไปถึงศาล ฉะนั้น ไม่ว่าจะดูจากข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะดูจากหลักกฎหมาย ไม่ว่าจะเทียบเคียงกับกรณีอื่น ๆ ผมก็ยืนยันครับว่าการยื่นแก้ไขครั้งนี้วัตถุประสงค์คือตัดสิทธิประชาชนที่จะร้องตรงต่อศาล ทีนี้ที่ผมอยากจะกราบเรียนท่านประธานต่อไปครับว่าความน่าห่วงใยที่มันเกิดขึ้นในวันนี้ ในสังคมก็คือความจริงพอแก้อย่างนี้แล้วมันน่าคิดว่าเรื่องที่เคยเป็นคดีต่อไปจะเป็นอย่างไร เพราะท่านประธานก็ทราบดีว่าศาลรัฐธรรมนูญท่านวินิจฉัยต่อกรณีการจะรื้อรัฐธรรมนูญ ทั้งฉบับว่าการจะรื้อรัฐธรรมนูญทั้งฉบับนั้นสมควรที่จะได้ไปสอบถามประชาชนหรือทำ ประชามติเสียก่อน เพียงแต่ว่าลำพังการดำเนินการแก้ไขเพิ่มเติมมาตรา ๒๙๑ ศาลท่านบอกว่า ยังไม่เข้าข่ายที่จะไปบอกว่าเป็นการล้มล้างการปกครองท่านก็ยกคำร้อง แต่ในคำวินิจฉัยศาล ก็เขียนนะครับบอกว่า แต่ว่าเมื่อดำเนินการตามแบบนี้ต่อไปวันข้างหน้าถ้าเกิดเข้าไปสู่จุดที่จะ มีการล้มล้างการปกครองหรือไม่ อย่างไร ประชาชนก็ยังมีสิทธิที่จะมาร้องได้ครับ แต่ถ้าแก้ไข ตามฉบับนี้เสร็จประชาชนจะร้องได้ทางเดียวคือไปที่อัยการ ซึ่งเคยแถลงแล้วด้วยว่าเรื่องนี้ อัยการมีความเห็นว่าไม่ส่งศาลครับ ฉะนั้นวันนี้ใครที่บอกว่าไม่มีเจตนาแอบแฝงต้องขึ้นมายืนยันว่า อันนี้ไม่ใช่ใบเบิกทางไปสู่การจะรื้อรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ ใครที่ยืนยันบอกว่าตอนนี้ก็ยอม มาแก้เป็นรายมาตราแล้ว ไม่คิดแล้วเรื่องรื้อรัฐธรรมนูญเพื่อความปรองดองสมานฉันท์ ช่วยยืนยันด้วยนะครับว่าไม่ใช่แก้ฉบับนี้เสร็จแล้ว ก็ถือโอกาสไปเดินหน้าตรงนั้นต่อ เพราะท่านตัดสิทธิประชาชนไม่ให้ไปที่ศาลรัฐธรรมนูญแล้ว ผมจึงยืนยันอย่างไรครับว่า ฉบับนี้เช่นเดียวกัน ลิดรอนสิทธิของประชาชน ลดสิทธิประชาชน ไม่เป็นประชาธิปไตย ไม่ได้มีผลในการปฏิรูป และน่าจะนำมาสู่ความขัดแย้งเช่นเดียวกัน

ฉบับที่ ๓ เรื่องวุฒิสภา ที่จริงเรื่องนี้กระผมคิดว่าทุกคนก็มีสิทธิในการที่จะ แสดงความคิดเห็น แล้วผมก็เรียนตรง ๆ ครับ ผมเชื่อว่าใครอภิปรายเรื่องนี้ก็มีส่วนถูกด้วยกัน ทั้งนั้นครับ เพราะผมยอมรับว่าเรายังไม่ตกผลึกกันจริง ๆ ว่าเรื่องของวุฒิสภานั้นเราจะทำ อะไรกัน วันนี้เราจะมาอาศัยหลักเดียวที่บอกว่าเลือกตั้งดีกว่าไม่เลือกตั้ง มันไม่ใช่คำตอบ ในกรณีของวุฒิสภา เพราะปัจจุบันวุฒิสภาไม่ได้มีผลต่อการเลือกนายกรัฐมนตรี ไม่ได้มีผลต่อ การไว้วางใจ ไม่ไว้วางใจรัฐบาล ไม่มีผลในการที่จะชี้นำในเรื่องของกฎหมายได้นะครับ เพราะสุดท้ายสิทธิของสภาผู้แทนราษฎรในการที่จะลงมติไม่เอาตามวุฒิสภายังมีอยู่เต็มที่ ปัญหาของเราก็คือว่าวุฒิสภาของเราขณะนี้ทำหน้าที่ ๒ อย่าง ๑. คือกลั่นกรองกฎหมาย ต้องการผู้ทรงคุณวุฒิ กับ ๒. คือเข้ามามีผลต่อการเลือกองค์กรอิสระแล้วเข้ามายุ่งเกี่ยวกับ กระบวนการการถอดถอนบุคลซึ่งอาจจะดำรงตำแหน่งทางการเมืองและมาจากการเลือกตั้ง ก็ต้องการคนที่มีความเป็นกลางทางการเมือง ปัญหาก็มีอยู่ว่าการเลือกตั้งโดยตรงแม้จะไป เขียนว่าห้ามสังกัดพรรคการเมือง แม้จะไปเขียนว่าห้ามดำรงตำแหน่งใด ๆ ในพรรคการเมือง มาก่อน เราเชื่อหรือเปล่าครับว่าเป็นหลักประกันว่าเป็นความเป็นกลางทางการเมือง อย่างแท้จริง แล้วเราไม่ได้มาทดลองใหม่นะครับ เราผ่านประสบการณ์ของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ มาแล้ว ผมจะไม่อ่านคำวินิจฉัยที่เป็นรายละเอียดในคดีที่มีการพิจารณายุบพรรคประชาธิปัตย์ เมื่อปี ๒๕๕๐ แต่ในนั้นเนื่องจากว่ามีการมากล่าวหาว่าผมและพรรคประชาธิปัตย์ไปใส่ร้ายว่า มีการไปแทรกแซงวุฒิสภา เราก็จึงได้มีการนำเสนอเอกสารพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับ ปัญหาความไม่เป็นอิสระของวุฒิสภาที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นกรณีการเลือกประธาน และรองประธานสภา ซึ่งคนที่จะเป็นพยานสำคัญได้ดีที่สุดก็คือท่าน ส.ส. นิพนธ์ วิสิษฐยุทธศาสตร์ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความผิดปกติเมื่อไปวิเคราะห์ถึงผลการเลือกตั้งผู้ดำรงตำแหน่งเข้าสู่องค์กรอิสระ ต่าง ๆ ซึ่งสรุปง่าย ๆ ก็คือว่ามีลักษณะการลงคะแนนเป็นบล็อกโหวต (Block vote) ไม่นับ ข้อกล่าวหาหรือการยอมรับว่ามีการหยิบยื่นผลประโยชน์ต่าง ๆ โดยอาศัยอำนาจของรัฐ เราจึงไม่ได้เริ่มต้นใหม่ครับท่านประธาน เราผ่านมาแล้วเราเจอประสบการณ์นั้นมาแล้ว เราควรจะ คิดแก้ไขครับ ไม่ได้หมายความว่าโครงสร้างวุฒิสภาในขณะนี้ดีที่สุดหรอกครับ แต่มันง่ายเกินไป ที่บอกว่าเลือกตั้งแล้วเป็นคำตอบ เมื่อโจทย์ที่เราจะต้องมาช่วยกันแก้คือเราจะมีหลักประกัน ความเป็นกลางทางการเมืองการได้ผู้ทรงคุณวุฒิมาอย่างไร แต่ว่าสิ่งที่กระผมอยากจะชี้ ให้ท่านประธานเห็นว่านอกจากจะไม่เรียนรู้ แล้วการตัดสินใจที่จะแก้รัฐธรรมนูญ ที่เกี่ยวกับการเลือกตั้งวุฒิสภาครั้งนี้ยังถอยหลังไปมากกว่าปี ๒๕๔๐ อีกครับ เพราะอะไรครับ คือที่เสนอเรื่องหลักการของปี ๒๕๔๐ เพราะว่าเป็นการเลือกตั้งทั้งหมด แต่รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ มี ๒ หลักประกันที่ช่วยให้สภาจะดูมีความเป็นอิสระหรือมีโอกาสที่จะมีความเป็น อิสระมากขึ้น

ข้อแรก ในระบบการเลือกตั้งวุฒิสภาตามรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ จังหวัด เป็นเขตเลือกตั้ง หลายจังหวัดจะมี ส.ว. มากกว่า ๑ ท่าน แต่ในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ จะบัญญัติเอาไว้อย่างชัดเจนเลยในมาตรา ๑๒๓ ว่า ผู้มีสิทธิเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภามีสิทธิ ออกเสียงลงคะแนนเลือกตั้งผู้สมัครรับเลือกตั้งในเขตเลือกตั้งนั้นได้หนึ่งคน ตรงนี้เป็นกลไก ที่ช่วยไม่ให้พรรคการเมืองหรือผู้มีอิทธิพลทางการเมืองในพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่งสามารถที่จะมี คนมาลงสมัครเป็นกลุ่มเป็นก้อน แล้วก็ทำให้ประชาชนสนับสนุนเข้ามาทั้งพวงหรือทั้งกลุ่มทั้งก้อนนั้น ไม่ใช่กลไกที่สมบูรณ์หรอกครับ แต่อย่างน้อยก็เป็นหลักประกันระดับหนึ่ง แต่แปลกไหมล่ะครับ เมื่อยืนยันบอกว่าอยากจะได้แบบปี ๒๕๔๐ ทำไมเฉพาะข้อความนี้ไม่เขียนเข้ามา กลับไป เขียนว่าจะไปกำหนดหลักเกณฑ์ต่อไป แล้วมีหลักประกันอะไรล่ะครับว่าจะใช้หลักการนี้ ผมก็มองเป็นอย่างอื่นไม่ได้เมื่อท่านก็หยิบรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ เป็นตัวตั้ง เป็นตัวตั้ง แต่ไม่ลอกตรงนี้มา ผมก็คิดเป็นอื่นไม่ได้นอกจากจะบอกว่าท่านจะไม่เขียนอย่างนี้ แล้วสุดท้ายก็จะทำให้วุฒิสภาต้องไปอิงกับฐานของพรรคการเมืองหรือได้รับอิทธิพลจาก พรรคการเมืองมากขึ้น นั่นประการหนึ่ง

ประเด็นที่ ๒ จะรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ หรือปี ๒๕๕๐ เพื่อให้การปฏิบัติ หน้าที่ของวุฒิสภาเป็นไปในเรื่องของการใช้ความรู้ความสามารถในฐานะผู้ทรงคุณวุฒิ และมีความเป็นกลางทางการเมือง เขาไม่ต้องการให้มีการพะวงกับเรื่องของคะแนนเสียง ฐานเสียงในการเลือกตั้งครั้งต่อไป จะปี ๒๕๔๐ หรือปี ๒๕๕๐ จึงบัญญัติเอาไว้ว่าสมาชิกวุฒิสภา เป็นได้วาระเดียวครับ แล้วต้องเว้น ที่ไปอ้างว่าตอนนี้ทำไมสรรหาเป็นได้มากกว่า ๑ วาระ นั่นเป็นข้อยกเว้นเฉพาะกลุ่มแรกเพื่อให้เกิดการเหลื่อมวาระเขาเป็นไม่ครบ ๖ ปีครับ เขาเป็น ได้แค่ ๓ ปีถูกจับสลากออก อนุญาตให้กลับมาได้อีกหนเดียว แต่หลังจากนั้นไปคือทุกคน เป็นได้วาระเดียว แต่วันนี้ลองเสนอแก้ไขมาก็ไม่เอาตามปี ๒๕๔๐ ไม่เอาตามปี ๒๕๕๐ ครับ จะทำให้วุฒิสภาเหมือนจะเป็นสภาที่จำลองจากสภาผู้แทนราษฎรไปเลย เพียงแต่เวลา ลงเลือกตั้งไม่เปิดเผยเท่านั้นละครับว่าสังกัดพรรคไหน นี่ไม่ใช่การปฏิรูป ผมไม่กล้าพูดว่า ไม่เป็นประชาธิปไตยหรอกครับ แต่มันสอดคล้องกับแนวคิดการรุกคืบหรือการรวบอำนาจ ผมไม่เข้าใจว่าถ้ายึดในหลักการทั้งหมดครบถ้วนทำไมเวลาเสนอร่างแก้ไขเข้ามาไม่เขียน ให้มันครบถ้วน หรือการที่จะเปิดโอกาสให้เป็นได้มากกว่า ๑ วาระก็เพื่อหวังเสียงสนับสนุน จากบุคคลซึ่งอยากจะเป็นมากกว่า ๑ วาระ บรรยากาศการพิจารณา ๒ วันนี้ช่วงท่านประธาน ไม่มีปัญหานะครับ แต่บรรยากาศตรงนี้ก็เกิดปัญหาอย่างนี้ครับ รัฐธรรมนูญเขียนอย่างไร กฎหมายเขียนอย่างไร ข้อบังคับเขียนอย่างไร พวกเราชี้ไม่ได้หรอกครับ ข้อบังคับก็มีแต่ ท่านประธานชี้ รัฐธรรมนูญก็ศาลชี้ กฎหมายก็ศาลชี้ แต่ว่าถ้าเราคิดแต่ว่าตรงไหนเปิดช่อง ไม่ห้ามทำได้ แต่ไม่คิดถึงหลักใหญ่ ไม่แยกแยะ ไม่สนใจว่าการปฏิบัติหน้าที่ของตนเองกำลัง จะเอื้อประโยชน์ให้กับตนเองหรือเปล่า หรือมีความขัดกันในการที่จะปฏิบัติหน้าที่ของตนเอง หรือเปล่า ผมว่านี่คือปัญหาของการเมืองไทยมาโดยตลอด ซึ่งจะเขียนรัฐธรรมนูญอีกกี่ฉบับ ก็แก้ไม่ได้ ผมจึงยืนยันว่าร่างนี้กระผมก็ไม่รับเช่นเดียวกัน ทั้ง ๓ ร่างจึงกล่าวได้เลยครับว่าแม้จะ มีการอ้างอิงถึงเหตุการณ์ จะอ้างอิงถึงหลักประชาธิปไตยกว้าง ๆ แต่เมื่อพิจารณาลึกลงไป ในรายละเอียดจะเห็นได้ว่า ๒ ฉบับตัดสิทธิประชาชน ไม่ได้ทำให้โครงสร้างการเมืองดีขึ้น น่าจะนำมาสู่ความขัดแย้งอีก ๑ ร่าง เป็นการรุกคืบอำนาจและยังมีลักษณะของการที่จะต่อรอง เรื่องของผลประโยชน์เข้ามาเกี่ยวข้อง ผมกราบเรียนท่านประธานครับว่าพวกผมจึงได้ใช้สิทธิ ของพวกกระผมในการคัดค้าน

ประเด็นสุดท้ายที่ผมต้องขอกราบเรียนนะครับท่านประธาน เพราะว่านอกจาก ที่จะกล่าวหาว่าพรรคประชาธิปัตย์อะไรก็ไม่ยอมรับ ทั้งฉบับก็ไม่ได้ รายมาตราก็ไม่ได้ ผมกราบเรียนท่านประธานนิดหนึ่ง พอดีเมื่อเช้าท่านประธานวุฒิสภาท่านให้สัมภาษณ์ สปริงนิวส์ขึ้นมาบอกว่า นิคมยันไม่ถอนตัวทำหน้าที่ประธานสภา เชื่อ ปชป. ตีรวน ประวิงเวลา แก้รัฐธรรมนูญ ผมกราบเรียนท่านประธานครับ พวกกระผมไม่ประวิงเวลาหรอกครับ มันตกลง เวลากันเรียบร้อยแล้วนี่ครับท่านประธาน ๓ วัน และพวกผมก็เปิดทางแล้ว ไม่ได้เรียกร้องว่า ท่านประธานนิคมต้องลงมานั่งข้างล่าง ห้ามปฏิบัติหน้าที่ข้างบน พวกผมถึงขั้นเปิดทางบอกว่า นั่งข้างบนก็ได้แต่ถอนชื่อหน่อย ที่ถอนชื่อนี่ไม่ใช่เพราะพวกผมเชื่อนะครับว่าพอท่านประธาน นิคมถอนชื่อแล้วใจท่านจะกลับมาเป็นกลาง ไม่ใช่ครับ แต่พวกผมเรียกร้องเพื่อรักษา ความสง่างามของตำแหน่งผู้ทำหน้าที่ประธานในที่ประชุมรัฐสภา ถ้าจะเสียเวลากันไปผมถาม ท่านว่าไม่ใช่เพราะการไม่ยอมรับความจริงตรงนี้หรือครับ ประเพณีก็ไม่เคยมี แต่ยืนยันอย่างนี้ผมไม่ทราบเพื่ออะไร การถอนชื่อ ๑ ชื่อไม่ได้มีผลทำให้ ญัตติตกไป การถอนชื่อ ๑ ชื่อผมไม่เชื่อหรอกครับว่ามีผลจะทำให้ร่างนี้ผ่านหรือไม่ผ่าน และผมกราบเรียนแล้วการถอนชื่อไปผมก็ไม่ได้คิดละครับว่าในใจความเป็นกลาง จะเปลี่ยนแปลงไปหรือไม่ อย่างไร แต่พวกผมต้องการความถูกต้อง ความสง่างามในการปฏิบัติหน้าที่ เพราะเรามาพูดถึงกฎหมายสูงสุดของประเทศ ถ้าพวกเรากันเองไม่ทำตัวให้เป็นแบบอย่างว่า ต้องทำทุกอย่างตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย ตามเจตนารมณ์ของวิถีของความเป็น ประชาธิปไตยและธรรมาภิบาล ปัญหาบ้านเมืองแก้ไม่ได้ ปัญหาการเมืองแก้ไม่ได้ จะแก้ รัฐธรรมนูญอีกกี่ครั้ง จะแก้รายมาตรา จะแก้ทั้งฉบับก็แก้ไม่ได้ พวกผมยินดีครับ ที่จะพิจารณาแก้ไขรัฐธรรมนูญในมาตราที่เห็นว่าเป็นประโยชน์ เป็นประชาธิปไตย เป็นการปฏิรูป และนำไปสู่การปรองดอง แต่ ๓ ฉบับนี้ไม่ใช่ พวกกระผมไม่รับหลักการครับ ขอบพระคุณครับ