อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อภิปรายเรื่องการแก้ไขมาตรา ๕ เพื่อไม่ให้ประชาชนใช้สิทธิร้องศาลรัฐธรรมนูญ
ท่านประธานครับ ไม่ใช่ความเห็นผมเป็นบทบัญญัติในมาตรา ๕ ที่เสนอแก้ไขเข้ามา กรุณาอ่านร่างที่เราพิจารณา ด้วยนะครับ ผมไม่อยากเสียเวลาอ่านนะครับท่านประธาน แต่ผมยืนยันว่าเสนอเข้ามาแล้ว อยู่ในมาตรา ๕ ที่จะมีผลย้อนหลังไปถึงการกระทำที่ผ่านมา ท่านประธานที่เคารพครับ มาตรา ๖๘ มันหนักหนาสาหัสกว่ามาตรา ๒๓๗ เพราะอะไร เพราะเรื่องนี้ไม่เคยอยู่ใน การพิจารณาของคณะกรรมการสมานฉันท์ ไม่ได้มาเกี่ยวข้องกับการยุบพรรคตามมาตรา ๒๓๗ ที่ไปถกเถียงกันเรื่องของการทุจริตการเลือกตั้งเลยครับ แต่แถมเข้ามานี่เพื่อที่จะแก้ไขไม่ให้ ประชาชนสามารถใช้สิทธิร้องไปยังศาลรัฐธรรมนูญได้ว่ามีการกระทำที่เข้าข่ายการล้มล้าง การปกครองเพื่อขอให้ศาลรัฐธรรมนูญระงับการกระทำนั้น หรือในการยุบพรรคการเมือง ซึ่งมีความผิดตามมาตรา ๖๘ ถ้าพรรคการเมืองเข้าไปเกี่ยวข้องกับการกระทำนั้น ผมพยายาม ฟังเหตุผลของเพื่อนสมาชิกที่อภิปรายมา ผมต้องกราบเรียนท่านประธานว่าผมฟังเท่าไรก็ยัง ไม่เห็นเป็นเหตุเป็นผล โดยเฉพาะประเด็นที่บอกว่าที่แก้ไขเรื่องนี้ไม่ได้ติดใจอะไรหรอกครับ ต้องการที่จะสร้างความชัดเจน เมื่อวานมีบางท่านถึงกับใช้ภาษาอังกฤษบอกว่าเป็นหลักลีกัล เซอเทนตี ผมก็อยากจะกราบเรียนท่านประธานว่าปัญหาของมาตรา ๖๘ ในเรื่องความชัดเจน ในขณะนี้มันจบไปแล้ว ที่ว่ามันจบไปแล้วเพราะอะไรครับ เพราะเรื่องนี้มันไปถึงศาลรัฐธรรมนูญ เรียบร้อยแล้ว แล้วก็มีคำวินิจฉัยเรียบร้อยแล้ว แล้วตามรัฐธรรมนูญของเราคำวินิจฉัย ของศาลรัฐธรรมนูญก็มีผลผูกพันทุกองค์กรครับ ผมจึงไม่เข้าใจใครก็ตามที่ลุกขึ้นมาอภิปราย บอกคราวที่แล้วส่งไปศาลรัฐธรรมนูญมีความไม่แน่นอน เดี๋ยวคราวหน้าก็มาเถียงกันอีก มันไม่ต้อง เถียงแล้วครับ ที่ไม่ต้องเถียงก็เพราะว่าคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ฉบับที่ ๑๘-๒๒/๒๕๕๕ เมื่อวันที่ ๑๓ กรกฎาคม เขียนไว้อย่างนี้ ผมขออนุญาตท่านประธานอ่านนะครับ เนื่องจาก เจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญมาตรานี้มิได้มุ่งหมายลงโทษทางอาญาหรือลงโทษทางรัฐธรรมนูญ โดยการยุบพรรคการเมืองเท่านั้น แต่ยังหมายถึงการสั่งให้เลิกการกระทำที่มิชอบตามมาตรา ๖๘ วรรคหนึ่ง เสียก่อนที่การกระทำนั้นจะบังเกิดผล การมีอยู่ของมาตรา ๖๘ และมาตรา ๖๙ แห่งรัฐธรรมนูญนี้จึงเป็นไปเพื่อรักษาหรือคุ้มครองตัวรัฐธรรมนูญเอง ตลอดจนหลักการ ที่รัฐธรรมนูญได้รับรองหรือกำหนดกรอบไว้ให้เป็นเจตนารมณ์หลักทางการเมืองของชาติ คือการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และป้องกัน การกระทำเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทาง ที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ ความมุ่งหมายของรัฐธรรมนูญในประการนี้ต่างหากที่ถือเป็น เจตนารมณ์หลักของรัฐธรรมนูญที่จะต้องยึดถือไว้เป็นสำคัญ หากพิจารณาจากรายงานการประชุม ของสภาร่างรัฐธรรมนูญ ทั้งการร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ และรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ ยังพิจารณาได้ว่าสาระสำคัญ ของการอภิปรายนั้นมีเจตนาร่วมกันอยู่ที่การจะให้ประชาชนสามารถใช้สิทธิพิทักษ์รัฐธรรมนูญ ผ่านกลไกของศาลรัฐธรรมนูญตามมาตรานี้เป็นสำคัญยิ่งกว่าเรื่องของตัวบุคคลผู้มีสิทธิ เสนอคำร้อง การตีความเกี่ยวกับผู้มีสิทธิเสนอคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญจึงต้องตีความไปในแนวทางของ การยอมรับสิทธิมิใช่จำกัดสิทธิ เพื่อให้ชนชาวไทยและศาลรัฐธรรมนูญสามารถเข้ามาตรวจสอบ การกระทำที่อาจมีปัญหาตามมาตรา ๖๘ วรรคหนึ่ง เพื่อพิทักษ์รัฐธรรมนูญได้สมดังเจตนารมณ์ ของบทบัญญัติดังกล่าว และว่าต่อไปนะครับว่า กรณีอัยการสูงสุดตรวจสอบข้อเท็จจริงตาม มาตรา ๖๘ วรรคสองแล้ว แต่ยังไม่มีคำสั่งประการใดจากอัยการสูงสุด หากปล่อยให้กระบวนการ ลงมติในวาระที่สามลุล่วงไปแล้ว นี่คือข้อเท็จจริงในคดีนะครับ แม้ต่อมาอัยการสูงสุดจะยื่น คำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญให้วินิจฉัยว่ากระบวนการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญเป็นไปโดยมิชอบ ด้วยมาตรา ๖๘ วรรคหนึ่ง ให้เลิกการกระทำนั้น ก็จะไม่สามารถบังคับตามคำวินิจฉัยในทางใด ได้อีก รวมทั้งไม่อาจย้อนคืนแก้ไขผลที่เกิดขึ้นจากการกระทำดังกล่าวได้ เรื่องนี้จึงยุติแล้วครับ ว่าประชาชนมีสิทธิยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญ ใครที่ลุกขึ้นมาและบอกต้องแก้เรื่องนี้เพื่อให้เกิด ความชัดเจน ไม่จริงครับ ชัดเจนแล้ว ผมสงสัยแต่ว่าถ้าอยากจะแก้ให้ชัดเจนทำไมไม่แก้ให้ ชัดเจนตามที่ศาลวินิจฉัย ทำไม่ไปแก้ให้ชัดเจนสวนทางกับที่ศาลวินิจฉัย ข้อเท็จจริงก็คือ เจตนาจะไม่ให้ประชาชนร้องครับ ไม่ใช่เรื่องความชัดเจน แล้วที่อ้างว่าประชาชนร้องจะเกิด ปัญหามากมาย ผมก็กราบเรียนว่าผมก็ฟังมานะครับ ก็ไม่สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริง เช่น บอกว่าองค์กรต่าง ๆ เท่านั้นถึงจะสามารถยื่นเรื่องถึงศาลรัฐธรรมนูญได้ อันนั้นเป็นประเด็นที่อยู่ ในขอบอำนาจหน้าที่เฉพาะส่วนครับ เช่นกฎหมายขัดรัฐธรรมนูญไหม อันนั้นเป็นหน้าที่ พวกเราโดยตรง ส.ส. ส.ว. เราจึงมีสิทธิยื่น แต่สังเกตไหมล่ะว่าแม้กระทั่งกรณี ป.ป.ช. กับ กกต. เวลาเกิดข้อเท็จจริงเขาอาจจะเสนอให้ตัดสิทธิใคร ยุบพรรคไหน ลงโทษใคร เขาต้องยื่นเรื่อง ต่ออัยการนะครับ แต่ทั้งกรณีเหล่านี้ทุกกรณียังเขียนต่อว่าถ้าอัยการไม่ยื่นฟ้องต้องตั้ง กรรมการร่วม ถ้าตกลงกันไม่ได้องค์กรเหล่านี้ฟ้องตรงได้ครับ มันก็ไม่ต่างจากอะไรที่ประชาชน ซึ่งมีหน้าที่ในการพิทักษ์รัฐธรรมนูญสามารถไปยื่นเรื่องต่ออัยการ ถ้าอัยการไม่ฟ้องก็ไม่ได้ ตัดสิทธิในการยื่นตรง ไม่ต่างอะไรจากคดีอาญาครับ นี่คือข้อเท็จจริงที่ต้องพูดกัน และผม ไม่เชื่อละครับว่าถ้าหากว่าประชาชนสามารถยื่นตรงแล้วคดีจะเข้าไปรกศาลเยอะแยะไปหมด ท่านประธานคิดหรือครับว่าจะมีเรื่องที่เข้าข่ายการล้มล้างการปกครองเยอะแยะไปหมด จนศาลไม่สามารถที่จะพิจารณารับ ไม่รับได้เพราะต้องเสียเวลาไปกับเรื่องนี้ ตรงกันข้าม ท่านประธานเห็นไหมครับว่ารอบที่แล้วเสนออัยการไปแล้ว เสนอศาลไปด้วยปรากฏว่าศาล พิจารณาเร็วกว่าอัยการครับ