รัฐสภา · ครั้งที่ ๔ · ๔ เมษายน ๒๕๕๖

อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หารือเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยพูดถึงจุดยืนแนวทางในการพิจารณาการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ และยืนยันว่าพรรคประชาธิปัตย์ไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญในครั้งนี้ นอกจากนี้ยังพูดถึงการแก้ไขมาตรา ๑๙๐ ในรัฐธรรมนูญปี ๒๕๕๐ เพื่อแก้ไขปัญหาการทำข้อตกลงระหว่างประเทศ และเรียกร้องให้พิจารณาอย่างรอบคอบและตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อนตัดสินใจเกี่ยวกับการยุบพรรคการเมือง

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร

ท่านประธาน ที่เคารพ ผม นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา ผมจะอภิปรายคัดค้านร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ทั้ง ๓ ฉบับที่ได้มีการเสนอเข้าสู่การประชุมร่วมกันของรัฐสภาในวันนี้ แต่ว่าก่อนที่กระผมจะลงไปในเนื้อหาสาระของแต่ละร่างก็คงมีความจำเป็นที่จะต้องพูดถึง จุดยืนแนวทางที่พวกเราใช้ในการพิจารณาการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ซึ่งต้องขออนุญาต กราบเรียนท่านประธานว่าการอภิปราย ๑ วันเศษ ๆ ที่ผ่านมาหลายครั้งมีการเท้าความ พูดถึงเหตุการณ์ต่าง ๆ แล้วก็มีการพาดพิงมาถึงผมหรือพาดพิงมาถึงพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งผมก็จะขอใช้โอกาสนี้ในการชี้แจงด้วยนะครับ แต่ว่าจะอยู่ในเวลาของฝ่ายค้าน แต่ขอความกรุณาว่าจะได้ดำเนินการไปได้อย่างต่อเนื่อง ประธานที่เคารพครับ เมื่อพรรคประชาธิปัตย์ได้มีการประชุมสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแล้วมีการแลกเปลี่ยนกัน ในเรื่องของการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญในครั้งนี้ และต่อมาก็มีความเห็นตรงกันว่าพวกเรา ไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขในครั้งนี้ ก็จะมีเสียงตอบโต้หรือพยายามที่จะทำให้เกิดความเข้าใจว่า พรรคประชาธิปัตย์นั้นจะเป็นเรื่องการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญในรูปไหนเมื่อไรก็ตาม จะต้องคัดค้าน เมื่อวานนี้มีการพาดพิงมาถึงผมว่าในช่วงที่มีการจะลงประชามติรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ผมเคยพูดเอาไว้ว่าสามารถที่จะรับรัฐธรรมนูญฉบับนี้มาได้แล้วก็แก้ไข แล้วก็มี การพูดต่อว่าแต่เอาเข้าจริงไม่ยอมให้แก้ไข หรือมีคำพูดว่า แก้ทั้งฉบับก็ไม่ให้แก้ พอมาแก้ รายมาตราก็ไม่ให้แก้ หรือมีการพูดทำนองว่าถ้าการแก้ไขเพิ่มเติมครั้งนี้ประสบความสำเร็จ จะเกิดการเสียประโยชน์หรืออะไรทำนองนั้น ผมกราบเรียนว่าทั้งหมดที่พูดมาไม่ได้สอดคล้อง กับข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น เมื่อวันที่ผมบอกว่าเรารับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้มาและแก้ไขได้ ผมก็มี ความเชื่อว่าหลายมาตราควรที่จะแก้ไข และที่สำคัญไปกว่านั้นก็คือว่าในวันที่พวกกระผม เป็นรัฐบาลก็ได้แก้ไขไปแล้ว ๒ เรื่อง ๑. คือมาตรา ๑๙๐ ซึ่งก็มีการเสนอแก้ไขเพิ่มเติมซ้ำมา อีกวันนี้ ๒. ก็คือเรื่องของการแก้ไขระบบการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่ทำให้เรามี การเปลี่ยนแปลงระบบการเลือกตั้งในการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา ทั้งที่ความจริงกราบเรียนว่า โดยเบื้องต้นการเปลี่ยนแปลงกลับมาเป็นการเลือกเขตและคนนี่ไม่ใช่สิ่งที่พรรคประชาธิปัตย์ ได้ประโยชน์หรือต้องการด้วยซ้ำ แต่เคารพในการศึกษาของคณะกรรมาธิการหลายชุดของสภา รวมไปจนถึงข้อเสนอของนักวิชาการว่าสมควรที่จะกลับมาใช้ระบบการเลือกตั้งแบบเขตละ ๑ คน ดังนั้นความพยายามที่จะทำให้เกิดความเข้าใจว่าพรรคประชาธิปัตย์ไม่ยอมให้แก้ไขเพิ่มเติม รัฐธรรมนูญนั้นไม่เป็นความจริง แล้วเราก็ได้มีการแก้ไขแล้ว ยิ่งไปกว่านั้นในการที่จะมี การพิจารณาแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญซึ่งเคยเสนอมาทั้งฉบับ คือมาตรา ๒๙๑ พวกกระผม ก็บอกว่าความจริงแล้วการจะแก้ไขให้เป็นระบบทั้งฉบับ ถ้ามันมีหลักประกันบางอย่างเช่น ที่พวกเราแปรญัตติเราก็คิดว่าน่าจะพอเดินกันไปได้ ผมเคยเสนอแปรญัตติท่านประธาน ก็คงจำได้ว่าการแก้ไขทั้งฉบับนั้นอย่าไปแตะต้องสถาบันพระมหากษัตริย์ อย่าไปแตะต้อง ความเป็นอิสระของตุลาการหรือองค์กรอิสระ อย่าไปแตะต้องในเรื่องคำพิพากษาของศาล แต่น่าเสียดายว่าพอเข้ามาสู่สภาในวาระที่สอง เสียงข้างมากก็ไม่ยอมให้แปรญัตติไปในทำนองนั้น แล้วต่อมาก็ทำให้มีเรื่องร้องไปถึงอัยการ ถึงศาล แล้วสุดท้ายก็ค้างอยู่ในขณะนี้ ถ้าถามผมว่า เรามีหลักเกณฑ์อะไรที่จะยินยอม หรือจะเห็นด้วยกับการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ผมก็เคยใช้ คำว่า ๓ ป ๑. ป ประชาธิปไตย ๒. ป ปฏิรูป ๓. ป ปรองดอง ประชาธิปไตย ก็หมายความว่า ถ้าการแก้ไขเพิ่มเติมนั้นทำให้เรามีความมั่นใจว่าระบบการเมืองการปกครองของเรานั้น มีความเป็นประชาธิปไตยมากยิ่งขึ้นก็เป็นเรื่องน่าสนับสนุน ปฏิรูป ก็หมายความว่าถ้าเรื่องใด เป็นปัญหาในเชิงระบบ ทำให้ระบบการเมืองไม่ตอบสนอง ไม่ว่าจะเป็นในแง่ของประสิทธิภาพ หรือในแง่ของความโปร่งใส มีแนวความคิดใหม่ ๆ ที่จะปรับปรุงแก้ไขระบบทำให้ระบบ การเมืองตอบสนองต่อพี่น้องประชาชนดีขึ้นเราก็สนับสนุนและปรองดอง แน่นอนที่สุดก็คือ ผมพูดมาตลอดว่ารัฐธรรมนูญคือกติกาสูงสุดของประเทศ ไม่ใช่เรื่องที่ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดจะเขียน เพราะการเขียนกติกาแล้วก็ย่อมส่งผลกระทบ เกิดการได้ประโยชน์ เสียประโยชน์ของฝ่ายต่าง ๆ ในสังคม ฉะนั้นการแก้ไขที่ดีที่สุดคือการแก้ไขที่ทุกฝ่ายเห็นพ้อง เพราะเป็นกติกาที่จะต้องใช้ โดยที่พวกเราจะต้องถอดสถานะของตัวเองในวันนั้น ๆ ออก เพราะไม่มีใครรู้หรอกครับว่า วันหนึ่งวันใดเราจะเป็นฝ่ายค้าน หรือเราจะเป็นฝ่ายรัฐบาล เราจะเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เราจะเป็นสมาชิกวุฒิสภา หรือวันหนึ่งเราก็ไปยืนอยู่ในฐานะประชาชนที่ใช้สิทธิในภาค ประชาชน สิ่งที่กระผมอยากจะกราบเรียนท่านประธานในวันนี้ก็คือว่า ร่างแก้ไขเพิ่มเติม ทั้ง ๓ ร่างที่เสนอเข้ามานี้ไม่เข้าหลักทั้ง ๓ หลัก แล้วผมจะได้นำเสนอเป็นแต่ละฉบับ แต่ว่า เบื้องต้นอยากจะกราบเรียนว่าเวลาพูดถึงหลักประชาธิปไตยก็ต้องเข้าใจเช่นเดียวกันว่า สังคมประชาธิปไตยเกิดขึ้นได้มันมีหลายองค์ประกอบหรือส่วนประกอบที่ทำให้ระบบ การเมืองเป็นประชาธิปไตย ถ้าเราจะคิดกันเพียงง่าย ๆ ว่าเลือกตั้งเป็นประชาธิปไตย ผมก็ ยืนยันว่าไม่ใช่ การเลือกตั้งจำเป็นสำหรับระบอบประชาธิปไตย แต่ลำพังการเลือกตั้ง ไม่ได้เป็นหลักประกันถึงความเป็นประชาธิปไตยของระบบการเมืองหรือสังคมนั้น ๆ การเลือกตั้งมีเสียงข้างมากมากำหนดทิศทางการบริหารประเทศ เป็นหลักการสำคัญ ของประชาธิปไตย แต่ไม่ได้สำคัญไปกว่าหลักการที่จะต้องเปิดโอกาสให้ฝ่ายต่าง ๆ ในสังคม สามารถตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลที่มีเสียงข้างมากได้ ไม่ได้สำคัญไปกว่าการที่จะ เป็นเสียงข้างมากหรือเสียงข้างน้อย ต้องเคารพให้เกียรติกับสิทธิและการแสดงออกที่มี ความแตกต่างโดยไม่นำไปสู่ปัญหาความขัดแย้ง ความรุนแรง นั่นต่างหากคือสิ่งที่จะเป็น ประชาธิปไตยที่แท้จริง ทีนี้ถ้าท่านประธานมาดูร่างทั้ง ๓ ร่างนี้จะพบความจริงครับว่า อย่างน้อย ๒ ร่างมีเป้าหมายคือการลิดรอนการมีส่วนร่วมและสิทธิของประชาชน ตรงนี้ ไม่สามารถตอบได้เลยว่าเป็นประชาธิปไตยได้อย่างไร ส่วนอีก ๑ ร่างอาจจะพูดยากว่า เป็นประชาธิปไตยมากขึ้นหรือน้อยลง แต่เมื่อพิจารณาจากประสบการณ์และรายละเอียด น่าจะนำไปสู่การรวบอำนาจมากยิ่งขึ้น ผมก็จะขอแจกแจงว่าแต่ละร่างเป็นอย่างไร

ร่างแรก ที่ผมจะอภิปรายก็คือร่างแก้ไขเพิ่มเติมมาตรา ๑๙๐ เรื่องนี้สรุปง่าย ๆ ก็คือว่าก่อนหน้ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ การเขียนรัฐธรรมนูญในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการทำ สนธิสัญญาหรือหนังสือสัญญาต่าง ๆ ก็จะเขียนในลักษณะที่ว่าพระมหากษัตริย์ทรงไว้ ซึ่งพระราชอำนาจในการทำหนังสือเหล่านี้ แต่ว่าหนังสือสัญญาที่มากระทบกับเรื่องของอาณาเขต เขตอำนาจรัฐ หรือมีผลให้ต้องออกกฎหมายคือพระราชบัญญัติให้เป็นไปตามสัญญา รัฐสภา ต้องเห็นชอบก่อน ปฏิบัติกันอย่างนี้มานานครับ แต่ท่านประธานต้องยอมรับว่าในช่วงระยะเวลา ประมาณ ๒๐ ปีที่ผ่านมาโลกเปลี่ยนครับ ผลประโยชน์ของชาติ ผลประโยชน์ของประชาชน ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินนโยบายระหว่างประเทศหรือนโยบายการต่างประเทศ เรื่องใหญ่ วันนี้แน่นอนเรื่องเขตแดนยังเป็นเรื่องใหญ่ อำนาจรัฐยังเป็นเรื่องใหญ่ แต่ปฏิเสธไม่ได้ครับว่า ทุกวันนี้การต่อสู้แข่งขันกันในเวทีโลกหมุนมาในเรื่องของเศรษฐกิจ เรื่องของการค้า เรื่องของ การลงทุน จนนักวิเคราะห์บางครั้งก็กล่าวขานว่าการล่าอาณานิคมยุคใหม่หรือการสร้าง ความเป็นมหาอำนาจในยุคใหม่อาจจะไม่ได้มุ่งในเรื่อง อาณาเขตหรือเรื่องดินแดนเหมือนเมื่อก่อน เท่ากับอำนาจทางเศรษฐกิจ ฉะนั้นประสบการณ์เมื่อเราใช้รัฐธรรมนูญมาทุกฉบับรวมถึง ฉบับปี ๒๕๔๐ ระยะหลังเราจึงพบความจริงครับว่าผลประโยชน์ของพี่น้องประชาชนได้รับ ผลกระทบจากการดำเนินนโยบายการต่างประเทศ หรือการทำข้อตกลงทางเศรษฐกิจ การค้า การลงทุนมากครับ แต่การดำเนินนโยบายตรงนี้ไม่ได้มีการเปิดโอกาสให้มีการตรวจสอบ หรือการมีส่วนร่วมจากประชาชนและตัวแทนของประชาชนเท่าที่ควร แล้วก็มีปัญหา ในบางยุคบางสมัยก็เกิดข้อครหาและต่อมาก็มีการไปฟ้องร้อง มีคำพิพากษาของศาลในหลาย ๆ เรื่อง ที่บ่งบอกว่าคนที่ถืออำนาจรัฐนั้นใช้สถานะของตัวเองไปเจรจาทำความตกลงทางการค้า การลงทุน ปรากฏว่ามีลักษณะเอื้อธุรกิจของตนเองในขณะที่มาสร้างความเดือดร้อนให้กับคนภายในประเทศ นั่นคือที่มาว่าทำไมรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ จึงมาให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ครับ แล้วก็แก้ไขมา หลักการไม่ใช่อย่างที่เพื่อนสมาชิกหลายท่านอภิปรายนะครับ ไม่ได้มาโอนอำนาจบอกว่า ฝ่ายนิติบัญญัติเป็นคนไปทำความตกลง ไม่ใช่หรอกครับ ฝ่ายบริหารยังคงไปเจรจา ฝ่ายบริหาร ยังคงจะต้องไปลงนามตัดสินใจขั้นสุดท้ายในการลงนาม เพียงแต่เมื่อจะไปเจรจาแล้วมี ผลกระทบมาถึงพี่น้องประชาชนให้ตัวแทนของประชาชนได้เข้ามาตรวจสอบ มีการกำหนด กรอบการเจรจา มีการลงนาม ก็จะต้องมาขอความเห็นชอบ ท่านประธานครับ การทำอย่างนี้ หลายคนพูดเลยเถิดไปอีกว่าประเทศอื่นเขาไม่ทำ ไม่จริงครับ ผมยกตัวอย่างประเทศสหรัฐอเมริกา จริง ๆ อำนาจในเรื่องของการที่จะมาทำความตกลงในเรื่องเขตการค้ากลับอยู่ที่ทางฝ่ายสภา เป็นหลัก ถ้าพูดถึงดุลอำนาจ เพียงแต่ว่าเขาก็มีทางออกก็คือบางครั้งฝ่ายบริหารไปขอฝ่ายสภา ภาษาอังกฤษบอกขอฟาสแทรก (Fast track) คือขอใช้วิธีเร่งด่วนพิเศษไปเจรจาโดยไม่บอก รายละเอียดในบางเรื่อง หลายรัฐบาลไทยเวลาเจรจากับรัฐบาลประเทศสหรัฐอเมริกา อยากจะทำข้อตกลงบางเรื่องประเทศสหรัฐอเมริกาจะบอกเลยครับบอกว่ายังทำไม่ได้ เพราะฝ่ายสภาเขายังไม่อนุญาต ทำไมวันนี้เรามาอภิปรายกันพูดประหนึ่งว่าการที่สภา จะอนุญาตหรือไม่อนุญาตทำให้เราเสียเปรียบ แต่ไม่มองละครับว่าประเทศอย่างประเทศสหรัฐอเมริกาและหลายประเทศในตะวันตกเขาจะ อ้างตรงนี้ได้เสมอครับ แล้วผมยืนยันได้เลยว่าบางเรื่องที่เราไปเจรจาถ้าฝ่ายบริหารรู้จักที่จะใช้ บทบัญญัตินี้ให้เป็นประโยชน์เราก็สามารถที่จะทำให้เกิดความได้เปรียบได้ด้วยซ้ำ ไม่ดีหรือครับ วันนี้ที่รัฐบาลจะไปเจรจาเอฟทีเอต่าง ๆ ถ้าอ้างได้ว่าสภาแห่งนี้ห่วงใยเหลือเกินว่าจะไปตกลงอะไร อย่าไปแลกกับเรื่องบางเรื่องเช่นสิทธิบัตรยาซึ่งจะทำให้คนยากคนจนต้องใช้ยาแพงขึ้น สิ่งเหล่านี้มีน้ำหนักเวลาที่รัฐบาลไปอ้างบอกว่าสภามีข้อท้วงติง สภามีความห่วงใย ส่วนที่บอกว่าการที่เสนอกรอบการเจรจาเข้ามาทำให้เราเสียเปรียบเพราะว่าเหมือนกับไป เปิดไต๋การเจรจา ก็ไม่จริงอีกเช่นเดียวกันครับท่านประธาน เพราะกรอบการเจรจาที่ผ่านมา ก็มักจะเสนอกันมาอย่างกว้าง ๆ แล้วผมก็ยังไม่เคยเห็นมีรัฐบาลชุดไหนมีปัญหาจริง ๆ กับการที่จะเสนอกรอบการเจรจาแล้วไปดำเนินนโยบายในการทำความตกลงระหว่างประเทศ ผมกราบเรียนว่าถ้ากังวลในเรื่องของความละเอียดอ่อน ความลับ อย่างนั้นเรื่องเขตแดนไม่ยิ่ง ละเอียดอ่อนกว่าหรือครับ แต่เราก็มีกระบวนการให้ทำตรงนี้ได้ เพราะฉะนั้นสิ่งเหล่านี้ เป็นข้ออ้างครับ แต่ถามว่าพอรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๕๐ มาตรา ๑๙๐ เปลี่ยนหลักการ มาอย่างนี้มีปัญหาไหม มีจริง เพราะไปเขียนไว้ในลักษณะที่กว้างจนทำให้เกิดการปฏิบัติไม่ถูก ไม่แน่ใจ เพราะฉะนั้นหลายเรื่องหน่วยงานราชการก็มีความวิตกกังวลว่าถ้าไม่เอาเข้าสภา จะขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่ ก็มีแนวโน้มว่าเกือบทุกเรื่องเสนอเข้ามา ช่วงที่พวกเราเป็นรัฐบาลก็เจอ ปัญหานี้ครับ แต่บางเรื่องเราก็หาข้อยุติ เช่นมีการส่งเรื่องไปให้คณะกรรมการกฤษฎีกาตีความ แล้วก็ทำให้กฤษฎีกาได้ชี้ต่อมาว่าหลายเรื่องซึ่งเคยเอามาเข้าเช่นบันทึกการประชุม ไม่ต้องเอามาเข้าแล้ว นี่ก็เป็นการทำความชัดเจนแก้ปัญหาไปเปราะหนึ่ง แต่ที่สำคัญไปกว่านั้น ก็คือในที่สุดเราก็ตกผลึกกันว่าทางแก้เรื่องนี้คือการอนุญาตให้รัฐบาลไปออกกฎหมาย คือเสนอ กฎหมายเข้ามาที่สภาแห่งนี้กำหนดหลักเกณฑ์ว่าหนังสือสัญญาประเภทไหน ข้อตกลงประเภท ไหนต้องเข้า ข้อตกลงประเภทไหนไม่ต้องเข้า แล้วก็แก้เสร็จแล้ว ท่านประธานครับ แล้วก็ การแก้อย่างนั้นก็สอดคล้องกับนี่ครับ รายงานของคณะกรรมการสมานฉันท์ด้วยที่บอกว่า มาตรา ๑๙๐ แก้ด้วยวิธีนี้แก้เสร็จแล้วครับ ดังนั้นวันนี้มาตรา ๑๙๐ ของรัฐธรรมนูญในวรรคห้า จึงมีการแก้ไขไปเรียบร้อยแล้วว่า ให้มีกฎหมายว่าด้วยการกำหนดประเภทกรอบการเจรจา ขั้นตอนและวิธีการจัดทำหนังสือสัญญาที่มีผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจหรือสังคม ของประเทศอย่างกว้างขวาง หรือมีผลผูกพันด้านการค้า การลงทุน หรืองบประมาณของประเทศ อย่างมีนัยสำคัญ มันจบไปแล้วครับ แต่ปัญหาที่หลายคนมาอภิปรายในวันนี้ว่ามันไม่จบ ไม่ได้เกิดจากรัฐธรรมนูญ แต่เกิดจากการที่รัฐบาลไม่ยอมเสนอกฎหมายฉบับนี้เข้ามาครับ มีเวลาแล้ว ๑ ปี เกือบ ๒ ปี และผมก็สังหรณ์ใจมาตลอดว่าที่ไม่เสนอเรื่องนี้เข้ามา เพราะสุดท้าย พยายามจะบอกว่ามันมีปัญหาต้องแก้รัฐธรรมนูญ แก้ไปทำอะไรครับ แก้เพื่อลดอำนาจ ของฝ่ายนิติบัญญัติและตัวแทนของประชาชนในการที่จะได้ตรวจสอบ และมีส่วนร่วม และเปิดช่องทางให้ประชาชนมีส่วนร่วมกับข้อตกลงทางการค้า เศรษฐกิจ การลงทุน และอีกหลาย ๆ เรื่อง ผมมองไม่เห็นว่าตรงนี้เป็นประชาธิปไตยมากขึ้นอย่างไร ผมมองไม่เห็นว่า ตรงนี้เป็นการปฏิรูปอย่างไร และผมมองเห็นต่อไปด้วยซ้ำว่าความขัดแย้งที่เป็นผลสืบเนื่อง มาจากการไปทำข้อตกลงทางเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน ที่กระทบกับพี่น้องประชาชน จะยิ่งมีมากขึ้น ท่านประธานครับ วันที่ผมเป็นรัฐบาลผมยอมรับครับ รัฐมนตรีในคณะผมหลายคนบ่นว่า มาตรา ๑๙๐ เป็นเรื่องที่มีความยุ่งยากมากขึ้น จริงครับ แต่บนความยุ่งนั้น ท่านประธานครับ เห็นไหมครับเมื่อสักครู่มีเพื่อนสมาชิกอภิปราย ประทานโทษเอ่ยนาม คุณรัชดาชี้ให้เห็นว่า บางเรื่องสภาเห็นบางประเด็นที่รัฐบาลไม่เห็น แก้แล้วก็เป็นผลประโยชน์ของประชาชน แล้วที่เราประชุมร่วมกันหลายครั้งเพื่อพิจารณากรอบการเจรจานี้ท่านประธานครับ ผมว่า เป็นการทำให้นักการเมืองและพี่น้องประชาชนในรอบหลายปีที่ผ่านมานี้ตื่นตัวอย่างมากครับ เข้าใจประเด็นเรื่องการค้า การลงทุน การค้าเสรี ข้อตกลงต่าง ๆ อย่างที่ไม่เคยได้ยิน ได้ฟัง ได้เข้าใจกันมาก่อน แล้วผมถามว่าวันนี้เรามีเหตุผลอะไรที่จะมาถอยหลังกลับเข้าไปสู่ สถานการณ์ที่ว่าประชาชนจะถูกปิดหูปิดตาในการไปทำข้อตกลงต่าง ๆ ซึ่งสามารถ เอื้อประโยชน์หรือทำให้ประชาชนเสียประโยชน์ได้มากมายมหาศาล แล้วบทบัญญัติที่เขียนไว้ว่า ที่จะมามีผลต่อการเปลี่ยนแปลงทางกฎหมายก็จะตอบยากมากครับท่านประธานว่าข้อตกลงไหน เป็นอย่างไร เพราะรัฐบาลก็อาจจะอ้างว่ากฎหมายนี้จะแก้ไขกันอยู่แล้ว ดังนั้นผมจึงคัดค้าน ไม่เห็นด้วยกับการที่จะแก้ไขเพิ่มเติมมาตรา ๑๙๐ ลดทอนอำนาจของตัวแทนประชาชน และประชาชนซึ่งจะมีสิทธิมีส่วนร่วมในการพิจารณาเรื่องของการทำข้อตกลงทางการค้า การลงทุน ถ้ารัฐบาลมีความจริงใจที่จะให้ประชาชนรับรู้รับทราบ สามารถเสนอกฎหมาย เข้ามาตามมาตรา ๑๙๐ วรรคห้าได้อยู่แล้ว และผมยืนยันว่าผมมั่นใจว่าสภาแห่งนี้ ทั้งสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาจะพิจารณากฎหมายฉบับนั้นด้วยความยืดหยุ่นครับ ยอมรับความเป็นจริงเพราะพวกเราก็เคยทำงานทางด้านนี้ด้วยกันทั้งสิ้น ก็คงจะหาหลักเกณฑ์ แนวทางที่คิดว่าเหมาะสม จุดยืนของพวกผมตรงนี้จึงมั่นคงครับ เมื่อเช้าผมได้ยินสมาชิก วุฒิสภาท่านหนึ่งอภิปรายว่าผมเคยเสนอกฎหมายแบบนี้เข้ามา ปรากฏว่าพรรครัฐบาล ในขณะนี้หรือพรรคฝ่ายค้านในขณะนั้นคัดค้านมาก เพราะว่าไปเขียนอยู่ในมาตราหนึ่งว่า เงินกู้ไม่อยู่ภายใต้บังคับมาตรา ๑๙๐ ในที่สุดผมเห็นเหตุผลของเพื่อนสมาชิกฝ่ายค้านในขณะนั้น ผมเป็นคนเสนอให้ถอนกลับไป แต่วันนี้เพื่อนสมาชิกที่เคยคัดค้านว่าสัญญาเงินกู้ ต้องมาเข้าที่นี่ กำลังจะบอกว่าไม่ต้องเข้า แล้วก็กำลังสนับสนุนการกู้เงินครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ชาติไทย ผมจึงกราบเรียนว่าถ้าพูดถึงหลักประชาธิปไตยวันนี้ท่านต้องยืนอยู่ข้างสิทธิของประชาชน และตัวแทนประชาชนที่จะได้พิจารณาเรื่องที่มีผลกระทบอย่างกว้างขวางต่อความเป็นอยู่ ของประชาชน นั่นคือร่างฉบับแรกคือมาตรา ๑๙๐ ที่ผมไม่เห็นด้วย ผมมีประเด็นย่อย ๆ เกี่ยวกับมาตรา ๑๙๐ นิดเดียวเท่านั้นครับ เพราะว่ามีการนำเสนอถ้อยคำที่ย้อนกลับไปเหมือน รัฐธรรมนูญฉบับก่อน ๆ คือไปพูดถึงเรื่องเขตอำนาจรัฐซึ่งผมไปค้นบันทึกของผู้ที่จัดทำ ร่างรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ เขาได้เปลี่ยนคำนี้ไปแล้ว เขาไม่ได้ใช้คำว่า เขตอำนาจรัฐ แต่เขาจะใช้ คำว่า เขตพื้นที่นอกอาณาเขตซึ่งประเทศไทยมีสิทธิอธิปไตย หรือมีเขตอำนาจตามหนังสือสัญญา หรือตามกฎหมายระหว่างประเทศ เพราะเขาต้องการให้เกิดความชัดเจนว่าพื้นที่อย่างเช่น พื้นที่ทับซ้อนทางทะเล หนังสือสัญญาใดที่มีผลเกี่ยวข้องกับตรงนี้ต้องเข้ามาสู่สภา ผมอยากจะ สอบถามเท่านั้นเองว่าผู้เสนอยืนยันไหมว่าคำว่า เขตอำนาจรัฐครอบคลุมถึงกรณีเหล่านี้ เพราะผมทราบว่ารัฐบาลกำลังจะต้องไปสนใจเกี่ยวกับของธุรกิจพลังงานในพื้นที่ทับซ้อน ทางทะเลกับเพื่อนบ้านของเราอย่างน้อย ๒ ประเทศ ผมไม่ต้องพูดเพิ่มเติมด้วยจะมีใคร มีผลประโยชน์ทับซ้อนด้วยหรือไม่ แต่ตรงนี้อยากได้คำตอบครับ คำว่า เขตอำนาจรัฐ แปลว่า ถ้ามีการไปเจรจาในเรื่องธุรกิจพลังงาน ในเขตพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลจะต้องมาเข้าสภา หรือไม่ นั่นคือร่างมาตรา ๑๙๐

ท่านประธานที่เคารพครับ ฉบับที่ ๒ ที่ผมจะขอพูดถึงก็คือมาตรา ๖๘ กับมาตรา ๒๓๗ ซึ่งตรงนี้ผมก็ถือว่าเป็นการลิดรอนสิทธิของประชาชนเช่นเดียวกัน โดยเฉพาะ ในมาตรา ๖๘ แต่ผมเริ่มอย่างนี้ก่อนครับว่า ที่มาของเรื่องนี้มาจากปัญหาการยุบพรรค เพราะ ๒ มาตรานี้เกี่ยวข้องกับปัญหาการยุบพรรค เพียงแต่ว่ามาตรา ๖๘ เป็นการยุบพรรค ที่ไปกระทำการในลักษณะซึ่งเป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมี พระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือการไปใช้สิทธิเสรีภาพในการล้มล้างการปกครอง ส่วนมาตรา ๒๓๗ วรรคสอง เป็นการยุบพรรคซึ่งเกิดจากปัญหาการทุจริตการเลือกตั้ง ที่มา เรื่องนี้ไม่มีอะไรหรอกครับ หลายคนมองตรงกันว่าปัญหาระบบธุรกิจการเมือง การทุจริต การซื้อเสียงเป็นเหมือนมะเร็งร้ายในระบบ และเวลาจัดทำรัฐธรรมนูญประชาชนก็เรียกร้องว่า ต้องมียาแรง ก็จึงเป็นที่มาของมาตรา ๒๓๗ วรรคสอง แต่ผมก็เห็นด้วยกับเพื่อนสมาชิก หลายคนในฐานะที่เข้ามาสู่การเมืองและอยู่ในการเมืองมาตลอดอยู่ในระบบพรรคการเมืองว่า ผมเองก็ไม่เห็นด้วยกับการยุบพรรคการเมืองจากปัญหาการเลือกตั้ง ผมเพียงแต่แปลกใจว่า หลายคนที่บอกว่าไม่เห็นด้วยกับการยุบพรรคการเมืองกลับร้องเรียนให้ยุบพรรคอื่นอยู่ตลอดเวลา พรรคประชาธิปัตย์ถูกยื่นร้องให้ถูกยุบพรรคโดยพรรคการเมืองทั้งสิ้น แต่การยุบพรรคการเมือง ที่เกิดขึ้นมาพรรคประชาธิปัตย์ไปร้องเรียนเรื่องพฤติกรรม แต่ว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เขาไปพิจารณาว่าโทษคืออะไร ผมเข้าใจดีว่าพรรคการเมืองเป็นของสมาชิกไม่ใช่ของหัวหน้าพรรค ไม่ใช่ของกรรมการบริหารพรรค ผมจึงไม่เห็นด้วยว่าองค์กรทั้งองค์กรจะต้องถูกยุบ ยกเว้น กรณีแน่นอนคือองค์กรนั้นมีวัตถุประสงค์หรือมีแนวนโยบายที่ไปล้มล้างการปกครอง แต่พอพูดอย่างนั้นแล้วก็พูดกันเลยเถิด พูดกันเลยเถิดคืออะไร พูดกันเลยเถิดทำนองว่าที่ผ่านมา การทุจริตการเลือกตั้งเป็นเรื่องเฉพาะตัว ก็ไปลงโทษเฉพาะตัวคนนั้นสิ ไปเปรียบเทียบว่า คนหนึ่งทำผิดก็เลยโดนทั้งโคตร หรือว่าพระทำผิด ๑ รูปโดนทั้งวัด พูดกันไปใหญ่โตครับ จริง ๆ ต้องมาดูทั้งตัวบทกฎหมายแล้วก็ต้องมาดูทั้งข้อเท็จจริงหลายอย่างที่เกิดขึ้นเราจึงจะ ทำความเข้าใจกับเรื่องนี้ได้ ถ้าดูตัวบทกฎหมายนะครับท่านประธาน มาตรา ๒๓๗ เขาไม่ได้ บอกนะครับว่าใครไปทำแล้วคนอื่นเลยต้องโดนไปด้วยทั้ง ๆ ที่ไม่รู้เรื่องรู้ราว เขาไม่ได้เขียน อย่างนั้นเลย ท่านประธานครับ เขาเขียนว่า ถ้าปรากฏหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าหัวหน้าพรรค หรือกรรมการบริหารของพรรคการเมืองผู้ใดมีส่วนรู้เห็นหรือปล่อยปละละเลย หรือทราบถึง การกระทำนั้นแล้วมิได้ยับยั้งหรือแก้ไขเพื่อให้การเลือกตั้งเป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม ตรงนี้ที่ต้องมาพิจารณากันให้ดี ผมถึงบอกว่าจริง ๆ แม้แต่ว่าจะยึดตามรายงานของกรรมการ สมานฉันท์ เวลาเขียนถึงมาตรา ๒๓๗ ก็ยังบอกเลยว่าอย่างนั้นต้องไปเพิ่มโทษคนที่รู้เห็น คนที่เกี่ยวข้อง คนที่มีความรับผิดชอบสูงขึ้น แต่เวลาเสนอแก้ไขมาจริง ๆ ไหนล่ะครับที่บอกว่า จะไปเพิ่มโทษ ไหนล่ะครับที่บอกว่าหัวหน้าพรรค กรรมการบริหารพรรคต้องมีความรับผิดชอบสูงขึ้น แต่สิ่งที่ผมคิดว่าน่าสนใจก็คือถ้าเราไปดูข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้องกับมาตรา ๒๓๗ กับเหตุการณ์ การยุบพรรคที่เกิดขึ้น ผมขออนุญาตที่จะไปอ้างอิงคำวินิจฉัยของคณะตุลาการรัฐธรรมนูญ ในกรณีการยุบพรรคการเมือง ผมจะพยายามไม่อ่านชื่อ เพราะว่าวัตถุประสงค์ของผมในการพูด ไม่ได้ต้องการให้เกิดความเสียหาย แต่ต้องการที่จะชี้ให้เห็นว่าวันนั้นเขาพิจารณากันอย่างไร เขาถึงนำมาสู่การยุบพรรค สรุปง่าย ๆ ก็คือว่าเขาบอกว่าแม้พรรคการเมืองที่นายทะเบียนรับจดแจ้งการจัดตั้งมีฐานะ เป็นนิติบุคคล และการดำเนินกิจการของพรรคการเมืองเป็นอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการ บริหารพรรคโดยมีหัวหน้าพรรคเป็นผู้แทนพรรคการเมืองในกิจการอันเกี่ยวกับบุคคลภายนอก และแม้ไม่ปรากฏว่าพรรคการเมืองนั้นจะมีมติมอบหมายบุคคลที่ ๑ บุคคลที่ ๒ ที่ไปทำการ หรือหัวหน้าพรรคก็ไม่ได้มอบหมายให้ไปดำเนินการก็ดี หรือบุคคลที่ไปดำเนินการไม่ได้มีหน้าที่ รับผิดชอบทางด้านการเงิน การจัดทำบัญชี หรือการบริหารทรัพย์สินก็ดี แต่บทบัญญัติ ที่เกี่ยวข้องกับพรรคการเมืองในกฎหมายพรรคการเมือง ทางตุลาการบอกว่ามีผลใช้บังคับกับ การดำเนินกิจการของพรรคการเมืองตามปกติทั่วไปที่ชอบด้วยกฎหมาย แล้วท่านก็เขียน ต่อครับ หากเป็นการดำเนินกิจการอันเป็นการฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติแห่งกฎหมาย โดยสภาพ ของภารกิจจะต้องเป็นการกระทำที่ไม่อาจเปิดเผยย่อมเป็นไปไม่ได้ที่คณะกรรมการบริหารพรรค จะมีมติ หรือหัวหน้าพรรคจะมีหนังสือมอบหมายให้ผู้ใดกระทำ ทั้งหากจะต้องมีมติ คณะกรรมการบริหารพรรคหรือมีหนังสือมอบหมายจากหัวหน้าพรรคเสียก่อนจึงจะถือได้ว่า การดำเนินกิจการอันเป็นการฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติแห่งกฎหมายมีผลผูกพันพรรคแล้ว บทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองย่อมไม่มีทางที่จะมี ผลใช้บังคับ ดังนั้นหากมีข้อเท็จจริงหรือพฤติการณ์ที่แสดงให้เห็นว่าคณะกรรมการบริหารพรรค หรือหัวหน้าพรรคมอบหมาย ยินยอม หรือรู้เห็นเป็นใจ ด้วยการดำเนินกิจการอันเป็น การฝ่าฝืนต่อกฎหมายนั้นก็ย่อมมีผลผูกพันพรรคการเมือง แปลว่าอะไรครับ แปลว่ามันเป็นไป ไม่ได้หรอกครับ จะมีพรรคการเมืองไหนนั่งประชุมกรรมการบริหารพรรคกันแล้วมีมติบอกว่า เราจะทำสิ่งที่ผิดกฎหมาย แปลว่าคงไม่มีหัวหน้าพรรคคนไหนหรอกครับมอบหมายเป็นทางการ ให้ลูกพรรคไปทำผิดกฎหมาย แต่สิ่งที่ต้องพิจารณาคือการทำผิดกฎหมายนั้นโดยข้อเท็จจริงแล้ว เป็นประโยชน์กับพรรคไหม กรรมการบริหารพรรค หัวหน้าพรรครู้ ล่วงรู้หรือแอบสมคบ กันทำกันอยู่หรือไม่ครับ เราอย่าปฏิเสธความจริงตรงนี้ครับ และเราต้องหาความพอดีในการแก้ไข ของกฎหมายว่าถ้ามันมีการกระทำซึ่งไม่ใช่เป็นเรื่องเฉพาะตัวจริง ๆ แต่พรรคได้ประโยชน์ หรือมีหลักฐานที่เชื่อได้ว่าพรรคเกี่ยวข้อง ผมก็ว่าไม่ต้องยุบพรรค แต่ผมว่ายังต้องลงโทษหัวหน้า พรรคและกรรมการบริหารพรรคอยู่ครับ มิฉะนั้นเราก็ไม่สามารถจะไปแก้ปัญหา ความรับผิดชอบของพรรคการเมืองที่จะมีต่อการช่วยกันดูแลให้การเลือกตั้งสุจริต เที่ยงธรรมได้เลย แต่วันนี้ไม่ใช่ เสนอเข้ามานี่ตัดทิ้งหมดแล้วก็ยังมีแถมนิรโทษกรรมคนที่เคย กระทำความผิดในอดีตด้วย ผมไม่เห็นเลยว่าอย่างนี้เป็นการปฏิรูปการเมืองอย่างไร ผมยืนยัน ถ้าจะแก้ไม่ให้มีการยุบพรรค แต่ถ้ามีการระบุถึงความรับผิดชอบของกรรมการบริหารพรรค หัวหน้าพรรคซึ่งควรจะต้องรับผิดชอบร่วมกันในกิจการของพรรคหรือการกระทำใด ๆ ซึ่งเกิด ประโยชน์กับพรรค แล้วถ้ารู้แล้วไม่ระงับยับยั้งต้องมีความรับผิดชอบ ถ้ายืนยันหลักอย่างนี้ พวกผมก็ไม่ค้านครับ แต่นี่ไม่ใช่ เวลาพูดพูดให้เกิดความรู้สึกว่าพรรคไม่ต้องเกี่ยวข้อง พรรคไม่ต้องรับผิดชอบอย่างเดียว ไม่ได้หรอกครับ ผมว่าเราเป็นนักการเมืองด้วยกัน เราต้องแสดงออกถึงความพร้อมที่จะเผชิญกับความรับผิดชอบที่สูงกว่านี้ครับ นี่คือมาตรา ๒๓๗ แต่ในร่างนี้มาตรา ๒๓๗ ยังเป็นเรื่องเล็กน้อยถ้าเทียบกับมาตรา ๖๘ ครับ ผมสงสัยมากเลยครับว่า จากเรื่องมาตรา ๒๓๗ โยงมามาตรา ๖๘ ได้อย่างไร