ชินวรณ์ บุณยเกียรติ หารือเรื่องรัฐธรรมนูญ โดยวิพากษ์วิจารณ์กระบวนการสร้างรัฐธรรมนูญที่มีการสมรู้ร่วมคิดเพื่อประโยชน์ของนักการเมือง และเรียกร้องให้คณะกรรมาธิการตรวจสอบและพิจารณาอย่างรอบคอบ โดยกล่าวหาว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญนี้อาจนำไปสู่การลดอำนาจ รอนสิทธิเสรีภาพของประชาชน และอาจนำไปสู่ความวิกฤติ ความแตกแยกที่เพิ่มมากขึ้น
ที่ผมได้ให้ฉายาว่า เป็นรัฐธรรมนูญฉบับสมยอมฮั้วกันในประโยชน์ทางการเมืองก็เพราะว่า เป็นที่น่าแปลกใจว่าทำไมผู้เสนอร่างจึงเสนอร่างมาเป็น ๓ ฉบับทั้งที่ขอแก้ไขกฎหมาย รัฐธรรมนูญฉบับเดียวกัน
ประการแรก ก็คือได้มีกระบวนการในการสมรู้ร่วมคิดกันเพื่อประโยชน์ของ นักการเมือง เดี๋ยวผมจะอธิบายให้ท่านประธานได้ฟังแต่ละร่างต่อไป
ประการที่ ๒ อยากจะให้ประชาชนได้เห็นชัดเจนว่าที่บอกว่าสมยอมกัน เพราะว่าการเสนอชื่อเข้าชื่อกันเสนอร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยในครั้งนี้ น่าแปลกใจนะครับ สมาชิกฝ่ายรัฐบาลเสนออีกร่างหนึ่ง สมาชิกฝ่ายวุฒิสภามาร่วมลงชื่อ เสนออีกร่างหนึ่ง แม้แต่ตัวประธานวุฒิสภาเองก็ไปลงชื่อถึง ๒ ร่าง แล้วจนในที่สุดก็นำมาสู่ ประเด็นที่เป็นหน้าประวัติศาสตร์ของประธานวุฒิสภาอีกครั้งหนึ่งที่ขึ้นทำหน้าที่เป็นประธาน ในที่ประชุมแล้วที่ประชุมไม่ยอมรับในความเป็นกลาง นั่นเรียกว่าคือการไขว้ชื่อกันครับ ท่านประธาน ถ้าท่านประธานจะไปดูกฎหมายพระราชบัญญัติสมยอม ถ้ากรรมการบริษัท มีชื่อไขว้กันนั่นแสดงให้เห็นชัดเจนว่าการประมูลในครั้งนั้นมีการสมยอมกันของผู้เข้าประมูล อันนี้ก็เช่นเดียวกันครับ ทำเปรียบเสมือนหนึ่งว่าพี่น้องประชาชนไม่รู้เท่าทันว่าในท้ายที่สุดนั่นคือ การสมรู้ร่วมคิดเพื่อประโยชน์ของนักการเมืองและรุกคืบในการสร้างอำนาจทางการเมือง
ประการที่ ๓ ในสภาแห่งนี้เราก็ต้องยอมรับความเป็นจริงนะครับว่า อีกฝ่ายหนึ่งก็อ้างเหตุผลทุกเหตุผลเพื่อสนับสนุนในเรื่องของการแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทยนี้ แต่เหตุผลหนึ่งที่ผมคิดว่าผมจะต้องแสดงความคิดเห็นไว้ที่นี้ก็คือว่า อ้างประชาธิปไตยครับท่านประธาน ผมอยากจะกราบเรียนกับท่านประธานว่าโดยหลักสากล ทั่วไป ผมคิดว่าการเลือกตั้งเพียงอย่างเดียวไม่ใช่ประชาธิปไตยครับ เพราะในประเทศ ของโลกคอมมิวนิสต์หรือในประเทศที่เป็นเผด็จการบางประเทศก็มีการเลือกตั้ง แต่ว่า ประชาธิปไตยนั้นต้องประกอบด้วยสิทธิเสรีภาพของพี่น้องประชาชน ต้องประกอบด้วย การปกครองโดยหลักกฎหมาย ต้องประกอบด้วยการที่จะให้พี่น้องประชาชนมีส่วนร่วม ในทางการเมือง และที่สำคัญที่สุดก็คือว่าต้องคำนึงถึงสิทธิเสรีภาพอย่างแท้จริงของพี่น้องประชาชน เพราะฉะนั้นเมื่อเป็นไปดังกล่าวนี้เราก็จะเห็น
ประการที่ ๔ ที่เป็นเหตุผลที่ผมให้ฉายาว่า รัฐธรรมนูญฉบับสมยอม ก็คือ การแก้ไขร่างกฎหมายรัฐธรรมนูญทั้ง ๓ ฉบับนี้ละครับเป็นการลดอำนาจ รอนสิทธิเสรีภาพ ของพี่น้องประชาชนด้วยซ้ำไปครับท่านประธาน เพราะฉะนั้นจึงเป็นรัฐธรรมนูญฉบับสมยอม ที่ถือว่าเป็นกุญแจดอกแรกที่จะไขไปสู่การรุกคืบอำนาจและการหาผลประโยชน์ในทางการเมือง ก่อนหน้ากระผมเพื่อนสมาชิกได้อภิปรายด้วยความกังวลให้ท่านประธานได้เห็นแล้วครับว่า ก่อนที่เรามีรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ บ้านเมืองของเราต้องเดินเข้าสู่การปฏิวัติรัฐประหาร ถึงไม่มีใครเห็นด้วย พวกผมก็ไม่เห็นด้วย แต่เหตุผลในการปฏิวัติรัฐประหารในคราวนั้น เป็นเหตุผลที่ทำให้ได้มีการพูดถึงกันจนถึงปัจจุบันนี้ว่าในขณะนั้นมีเรื่องของการทุจริตคอร์รัปชัน มีเรื่องของเผด็จการรัฐสภา มีเรื่องของการหมิ่นเหม่ต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ เหล่านี้เป็นต้นครับ ทั้งหมดนี้ก็เพราะว่าในขณะนั้นเป็นที่ยอมรับกันว่าวุฒิสภาเป็นเหมือนสภาทาส อันนี้ ขอประทานโทษที่กล่าวถึง เพราะว่าสื่อมวลชนเขาให้ฉายาเช่นนั้นเช่นเดียวกัน และผมคิดว่า วันนี้เรากำลังเดินไปสู่จุดดังกล่าวนั้นอีกครั้งหนึ่งครับท่านประธาน เดินไปในจุดดังกล่าวนั้น อีกครั้งหนึ่ง ทั้งนี้ก็เพราะว่า ผมก็อยากจะแสดงความคิดเห็นแทนพี่น้องประชาชน เช่นเดียวกันละครับ พี่น้องประชาชนก็แสดงความคิดเห็นว่าการแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญ ครั้งนี้ไม่ได้นำมาสู่การปรองดองสมานฉันท์ตามที่ได้พูดกันละครับ และไม่ได้นำมาสู่การคิด อย่างเป็นระบบในการที่จะส่งเสริมการปกครองระบอบประชาธิปไตยอย่างแท้จริง ทุกร่าง ที่ท่านเสนอเข้ามาไม่มีร่างใดเลยครับที่มีการเสนอเข้ามาอย่างเป็นระบบ วิธีคิดที่จะนำไปสู่ การตอบโจทย์ ไม่ว่าเรื่องระบบรัฐสภา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการที่จะต้องไปทำสัญญาผูกพัน กับต่างประเทศ หรือเรื่องที่เกี่ยวข้องกับมาตรา ๖๘ เหล่านี้เป็นต้น และแน่นอนที่สุดครับ พี่น้องประชาชนก็ตอบมาเช่นเดียวกันว่าการแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญคราวนี้ไม่มีส่วน ในการแก้ไขปัญหาปากท้องของพี่น้องประชาชนที่กำลังเดือดร้อน จึงไม่แปลกใจเลยที่มี เพื่อนสมาชิกในสภานี้หลายคนได้เรียนกับท่านประธานรัฐสภาว่าทำไมไม่พูดถึง ราคายางพาราตกต่ำ ไม่พูดถึงราคาปาล์มตกต่ำ ไม่พูดถึงราคาสินค้าราคาแพง ไม่พูดถึง ปัญหาเรื่องรถยนต์คันแรก จนประธานต้องเตือนว่าขอให้เข้าสู่ในเนื้อหา แต่ตามจริงสิ่งนี้ เป็นสิ่งที่อยู่ในความรู้สึกของพี่น้องประชาชนต่อการแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญคราวนี้ และแน่นอนที่สุดครับ ความรู้สึกอีกความรู้สึกหนึ่งที่นำไปสู่การจะเกิดผลต่อรัฐธรรมนูญ ฉบับสมยอมต่อไปก็คือว่าอาจจะนำไปสู่ความวิกฤติ ความแตกแยกที่เพิ่มมากขึ้นครับ ท่านประธาน ทำไมผมจึงกล่าวเช่นนี้ครับท่านประธาน
ประเด็นแรก เมื่อเรามาดูการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย โดยกำหนดให้สมาชิกวุฒิสภามาจากการเลือกตั้ง นี่ละครับที่ท่านไปแก้ไขเพิ่มเติมมาตรา ๑๑๑ มาตรา ๑๑๒ มาตรา ๑๑๕ มาตรา ๑๑๖ วรรคสอง มาตรา ๑๑๗ มาตรา ๑๑๘ มาตรา ๑๒๐ และมาตรา ๑๔๑ วรรคหนึ่ง และยกเลิกมาตรา ๑๑๓ และมาตรา ๑๑๔ ประเด็นนี้ละท่านประธาน จึงเป็นที่มาที่ทุกคนเป็นห่วงว่าถ้าหากเราจะมีการแก้ไขโครงสร้างของระบบรัฐสภาในเรื่อง ของสภาเดี่ยว สภาคู่ ถ้าสภาคู่ควรจะเป็นอย่างไรที่จะตอบโจทย์ในการที่จะให้วุฒิสภาของเรา เป็นสภากลั่นกรองที่แท้จริง เป็นสภาที่มีอำนาจในการที่จะไปดำเนินการในเรื่องของการแต่งตั้ง หน่วยงานที่ทำหน้าที่ในการตรวจสอบอำนาจรัฐ ท่านประธานครับ เราพบความเป็นจริงว่า การแก้ไขคราวนี้ดูเหมือนหนึ่งที่ท่านอ้างเลยว่าเป็นประชาธิปไตยเพราะให้มาจากการเลือกตั้ง แต่ผมคิดว่าประชาชนทุกคนก็ทราบโดยทั่วไป ที่ผมอยากจะฟ้องท่านประธานในที่นี้ว่าให้ตาม กันดูต่อไปครับว่าหลังจากมีการเลือกตั้งแล้ว ในท้ายที่สุดการควบรวมอำนาจของผู้มีอำนาจ เพื่อนำไปสู่การที่จะแต่งตั้งองค์กรอิสระต่าง ๆ ที่นำมาสู่การตรวจสอบอำนาจรัฐที่เป็นอุปสรรค ขัดขวางในทางอำนาจของท่านตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา นี่คือหนามตำใจท่าน จึงเป็นฉบับแรก ที่ท่านยกร่าง เพราะฉะนั้นเจตนาประสงค์จึงไม่ใช่เป็นเรื่องของการที่จะให้ ส.ว. มาจาก การเลือกตั้งและอ้างประชาธิปไตย แต่ต้องการได้ ส.ว. ที่นำไปสู่การที่ตัวเองสามารถควบรวม อำนาจได้ และนำไปสู่กระบวนการในการที่จะไปแต่งตั้งองค์กรอิสระ ท่านประธานครับ ถ้าเป็นเช่นนั้นมันเหนือกว่าเผด็จการรัฐสภาที่เคยถูกปฏิวัติมาแล้วครับ ผมฟ้องประชาชนว่า นี่คือจุดเริ่มต้นที่สำคัญที่อยากจะให้ประชาชนจับตามองครับ และการแก้ไขเที่ยวนี้ก็ไปดู ในรายละเอียดก็พบความจริงเพิ่มเติมอีกหลายอย่างครับว่าการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา ท่านได้กำหนดไว้เป็นพิเศษเพื่อเป็นแรงจูงใจที่จะไม่ต้องมีวาระแล้วต่อไปนี้เลือกตั้งเข้ามา ได้ตลอดระยะเวลา นั่นคือการสร้างฐานอำนาจที่สำคัญ ท่านให้หาเสียงได้ในบทบาทหน้าที่ ของ ส.ว. นั่นคือการส่งเสริมบทบาทให้อิงแอบกับฐานทางการเมืองของพรรคการเมือง อย่างชัดเจน แล้ว ส.ว. จะเป็นกลางได้อย่างไรครับ และในท้ายที่สุดบทบาทที่แฝงเร้น จากบทบาทของการที่จะทำให้หน้าที่กลั่นกรองในสภานี้ไม่ใช่เป็นบทบาทที่สำคัญละครับ บทบาทที่สำคัญคือการตั้งองค์กรอิสระที่เป็นอุปสรรคขวากหนามสำคัญของรัฐบาลนี้ตลอดมา นี่คือเป็นเรื่องที่หลายคนก็เป็นห่วง แต่ว่าผมไม่ได้ยินการอภิปรายของเพื่อนสมาชิกในสภานี้ว่า การที่นำไปสู่กระบวนการแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นการดำเนินการในการที่ ท่านสร้างหลักในการที่จะให้สมาชิกวุฒิสภาที่เรายอมรับระบบสภาคู่เพื่อให้มีการตรวจสอบ ถ่วงดุล ให้มีการกลั่นกรองกฎหมาย ให้เป็นสภาพี่เลี้ยงนั้น เป็นไปตามความประสงค์ที่แท้จริง ดังกล่าวนี้หรือไม่ หรือเป็นเพียงที่จะใช้สมาชิกวุฒิสภาในอนาคต เพื่อนำไปสู่การครอบงำ องค์กรอิสระต่อไปครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ ด้วยเวลาจำกัด ประการที่ ๒ มาตรา ๑๙๐ ที่ท่านแก้ไขเพิ่มเติมมาอีกร่างหนึ่งครับ ความจริงมาตรานี้เพื่อนสมาชิกในสภานี้ได้อภิปราย กันไปมากเหลือเกินละครับ แต่ว่าถ้าท่านโยงให้เห็นภาพอย่างชัดเจนก็เกิดภาพที่ทำให้เกิด ความเป็นห่วงว่าเมื่อวันหนึ่งสามารถที่จะควบรวมอำนาจเป็นการรุกคืบที่นำไปสู่องค์กรอิสระแล้ว แล้วก็สามารถที่จะนำมาสู่การแก้ไขบทบัญญัติมาตรา ๑๙๐ ที่กฎหมายรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ได้วางหลักไว้ที่จะให้รัฐสภานั้นเป็นองค์กรที่จะต้องตรวจสอบในการที่จะให้รัฐบาลไปทำ สนธิสัญญา สัญญาสงบศึก สัญญาอื่น ๆ กับนานาประเทศ และองค์กรระหว่างประเทศครับ ท่านประธาน น่าเสียดายครับ ไม่นึกเลยว่าท่านแก้ไขเพิ่มเติมแล้วก็ถอยหลังเข้าคลอง วรรคสอง ท่านบอกว่าหนังสือสัญญาใดมีบทเปลี่ยนแปลงอาณาเขตไทยหรือเขตอำนาจแห่ง รัฐ หรือจะต้องออกพระราชบัญญัติเพื่อการให้เป็นไปตามสัญญาต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภา แต่ท่านตัดวรรคที่มีความสำคัญที่สุดก็คือการที่รัฐบาลจะไปทำสัญญาที่เกี่ยวข้อง กับความมั่นคงแห่งรัฐ เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจ เกี่ยวข้องกับเรื่องสิ่งแวดล้อมที่มีนัยสำคัญ ที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงของรัฐนั้นท่านไม่ได้ดูเลย อันนี้เป็นเรื่องสำคัญครับ คนก็มองว่า เมื่อคุณมีอำนาจเด็ดขาดในการควบรวมสภาแล้ว คุณอยากจะเอาอำนาจต่อไปจากรัฐสภา จากพี่น้องประชาชน ปวงชนชาวไทย ไปสู่การทำสัญญาในเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนที่จะ เกิดขึ้นในอนาคตหรือไม่ นี่เป็นเรื่องที่ผมคิดว่าผู้ร่างจะต้องตอบให้เกิดความชัดเจนแล้วครับ ผมคงไม่มีเวลาที่จะเรียนถึงมาตรา ๖๘ และมาตรา ๒๓๗ ที่ยิ่งสะท้อนให้เห็นว่านี่คือกระบวนการ ที่มันสอดรับกันเลย สอดรับกันตามเสียงประชาชนที่ฟ้องมาที่ผมว่ารัฐบาลออกพระราชบัญญัติเงินกู้ ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาทแล้ว วันนี้มาแก้ไขวุฒิสภาสามารถควบรวมอำนาจได้ และในท้ายที่สุด ไปทำสัญญากับต่างประเทศโดยไม่ต้องมารายงาน ไม่ต้องขอความเห็นชอบจากรัฐสภา ไม่พอครับ นี่คือก้าวย่างรุกคืบของระบบทุนนิยมสามานย์หรือเปล่าครับ ที่จะไปแก้มาตรา ๖๘ ที่เป็นหลักเพิ่มเติมขึ้นมาในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ คือหลักของการใช้สิทธิและเสรีภาพของบุคคล เพื่อพิทักษ์รัฐธรรมนูญและการเสนอเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญ วันนี้ท่านตัดลิดรอนอำนาจ ของพี่น้องประชาชนที่เสนอต่อศาลรัฐธรรมนูญได้โดยตรง ต้องผ่านกระบวนการอัยการสูงสุด และพี่น้องประชาชนก็มีบทเรียนมาสด ๆ ร้อน ๆ นะครับวันนี้ แต่ท่านกล้าหาญพอ ผู้ยกร่าง กล้าหาญพอที่จะตบหน้าพี่น้องประชาชนโดยการรอนสิทธินี้ โดยการใช้การเสนอร่างกฎหมาย รัฐธรรมนูญฉบับนี้และอ้างความเป็นประชาธิปไตย แต่ที่สุดนี่คือการรุกคืบอำนาจที่น่าเกรงกลัว น่าหวั่นกลัวเป็นอย่างยิ่งครับ และแน่นอนท่านประธานครับ มาตรา ๒๓๗ ก็เช่นเดียวกันครับ บังเอิญว่าผมหมดเวลาพอดี แต่ว่าก็อยากจะกราบเรียนท่านประธานครับว่าเหตุผลที่ผมเรียน ในเบื้องต้นนี้ก็อยากจะฝากคณะกรรมาธิการทุกชุดละครับว่าเราต้องตามไปดูชุดความคิด ทั้งหมดทั้ง ๓ ร่างนี้ว่าอย่าให้เป็นไปตามที่ผมให้ฉายาเลยครับว่า เป็นรัฐธรรมนูญฉบับสมยอม ฮั้วกันในประโยชน์ทางการเมืองของนักการเมือง เพราะไม่อยากเห็นประเทศชาติเสียหาย เพราะใครคนใดคนหนึ่ง ครอบครัวใดครอบครัวหนึ่งอีกแล้วครับ ขอบคุณครับท่านประธาน