ไตรรงค์ ชี้คำวินิจฉัยศาล รธน. เป็นกฎหมายผูกพันทุกองค์กร

รัฐสภา · ครั้งที่ ๔ · ๔ เมษายน ๒๕๕๖

ไตรรงค์ สุวรรณคีรี หารือเรื่องสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนตามรัฐธรรมนูญ โดยเรียกร้องให้รัฐรับรองและคุ้มครองป้องกันไม่ให้เกิดการละเมิด พร้อมทั้งอธิบายหลักการแบ่งแยกอำนาจในสามฝ่าย และชี้แจงว่าคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญถือเป็นกฎหมายที่มีผลผูกพันทุกองค์กร ไม่ใช่การเขียนกฎหมายใหม่โดยสภานิติบัญญัติ

นายไตรรงค์ สุวรรณคีรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพ กระผม นายไตรรงค์ สุวรรณคีรี ส.ส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ตามรัฐธรรมนูญที่มีการขอแก้ไขอยู่ ๓ ฉบับ ผมจะขออนุญาตแสดงความเห็นร่วมกับเพื่อนสมาชิกทั้งหลาย แต่จะไม่ได้แสดงความเห็น ร่วมทุกฉบับครับ ผมติดใจอยู่แล้วเวลาก็จำกัดถ้าจะพูดทุกฉบับเวลามันก็จะไม่พอ ผมจะพูด เฉพาะมาตราที่เกี่ยวกับการตัดสิทธิของพี่น้องประชาชนในการที่จะพิทักษ์รัฐธรรมนูญ กระผมจะพูดเรื่องที่มาของวุฒิสมาชิกเท่านั้นครับ ก่อนจะพูดในเรื่องแรกนั้นผมขออารัมภบท โดยอาจจะเท้าความในทางทฤษฎีนิดหนึ่งเพื่อให้พี่น้องประชาชน ที่จะพูดต้องขอประธาน ผมคิดว่าประธานและสมาชิกรัฐสภาคงทราบกันแล้วนะครับ แต่ว่าพี่น้องประชาชนที่ดูอยู่ทางบ้าน ทางทีวีจำนวนมากไม่เคยเข้าไปเรียนในมหาวิทยาลัยก็อาจจะไม่ทราบว่าวัตถุประสงค์ ของการยกร่างรัฐธรรมนูญทั่วโลกเขามีวัตถุประสงค์อะไรบ้าง ผมอยากจะกราบเรียน ผ่านท่านประธานรัฐสภาไปให้พี่น้องประชาชนได้เข้าใจว่ารัฐธรรมนูญในประเทศเสรีประชาธิปไตย วัตถุประสงค์มันเหมือนกันหมดครับ ไม่ว่าเราจะไปดูรัฐธรรมนูญที่อยู่ในทวีปอเมริกาทั้งหมด รัฐธรรมนูญจะอยู่ในยุโรปทั้งหมดไม่ว่าจะเป็นยุโรปตะวันตก ยุโรปตะวันออก หรือรัฐธรรมนูญ ในประเทศเอเชีย หรือรัฐธรรมนูญในประเทศที่เป็นจักรภพอังกฤษ เช่น ประเทศออสเตรเลีย ประเทศนิวซีแลนด์ ประเทศแคนาดา หรือแม้แต่ประเทศอินเดีย มันจะมีหลักของรัฐธรรมนูญ ในประเทศเสรีประชาธิปไตยเหล่านี้เหมือนกันอยู่อย่างน้อย ๓ หลักเพราะเป็นวัตถุประสงค์ ที่ร่วมกันอยู่ ๓ หลัก

หลักการแรก ก็คือว่ารัฐธรรมนูญเหล่านั้นจะต้องป้องกันไม่ให้มีการรวมอำนาจ อำนาจการปกครองแผ่นดินทั้งหมด ห้ามไม่ให้ร่วมอำนาจการบริหาร อำนาจตุลาการ อำนาจนิติบัญญัติ ห้ามรวมอยู่ที่บุคคลใดบุคคลหนึ่งหรือกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งโดยเด็ดขาด นี่คือ วัตถุประสงค์ของการต้องยกร่างรัฐธรรมนูญถึงจำกัดอำนาจของผู้ใช้อำนาจเอาไว้

ประการที่ ๒ ก็คือว่ารัฐธรรมนูญนี้จะต้องรวบรวมสิทธิขั้นพื้นฐานของ พี่น้องประชาชนว่ามีสิทธิขั้นพื้นฐานอะไรบ้างที่รัฐธรรมนูญจะรับรองและจะต้องคุ้มครองป้องกัน ไม่ให้องค์กรของรัฐจะใช้อำนาจรัฐไปในลักษณะที่ละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐานเหล่านั้นจะต้อง คุ้มครองเอาไว้

ส่วนอันที่ ๓ ก็คือว่าเพื่อบรรลุประสงค์อันที่ ๑ อันที่ ๒ รัฐธรรมนูญ จึงจำเป็นต้องเขียนชัดเจนเพื่อให้มีการแบ่งแยกอำนาจระหว่างฝ่ายบริหารที่เรียกว่า รัฐบาล กับฝ่ายนิติบัญญัติแล้วก็ฝ่ายพิจารณาคดีที่เรียกว่าฝ่ายตุลาการ ทุกประเทศที่ผมกราบเรียนถึง รวมทั้งประเทศไทยด้วยจึงจำเป็นต้องมีรัฐธรรมนูญ ๓ อย่างนี้ซึ่งเป็นวัตถุประสงค์หลัก ถ้าไม่มีทั้ง ๓ อย่างนี้ไม่เรียกว่า รัฐธรรมนูญ ในรัฐธรรมนูญของประเทศฝรั่งเศสท่านทั้งหลาย คงจะเข้าใจว่าเมื่อ ค.ศ. ๑๗๘๙ มีการปฏิวัติใหญ่เพื่อล้มล้างสถาบันพระมหากษัตริย์ สถาปนาระบอบประชาธิปไตยในระบอบประธานาธิบดีขึ้นมาในประเทศฝรั่งเศสนั้น ซึ่งเป็น ประเทศแม่แบบอันหนึ่งของหลักประชาธิปไตย เขาก็ได้ระบุชัดเจนเอาไว้ในรัฐธรรมนูญ ในอารัมภบทของเขาซึ่งเรียกว่า เดคคละเรชัน ออฟ เดอะ ไรท์ ออฟ แมน (Declaration of the Rights of Man) ในปี ๑๗๘๙ เขาเขียนว่าอย่างนี้นะครับ สังคมใดที่สิทธิของประชาชน มิได้รับการรับรองและคุ้มครองอย่างชัดเจนและขาดซึ่งหลักประกันว่าด้วยการแบ่งแยกอำนาจแล้ว ถือสังคมนั้นว่าเป็นสังคมที่ไม่มีรัฐธรรมนูญ ผมมีทั้งภาษาฝรั่งเศสและทั้งภาษาอังกฤษนะครับ แต่ว่าผมจะไม่ขออ่านเพราะว่าผมเองพูดภาษาไทยเองก็ทองแดงอยู่แล้ว ถ้าให้ไป พูดภาษาอังกฤษก็คอทองแดงคงจะหนักกว่าพูดภาษาไทยนะครับ เพราะฉะนั้นก็จะไม่พูด แต่ที่กราบเรียนอย่างนี้ก็เพราะว่ามันโยงมาถึงมาตรา ๖๘ ที่ระบุว่าในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ เป็นมาตราที่ให้ระบุถึงสิทธิของพี่น้องประชาชนในการที่จะพิทักษ์ปกป้องรัฐธรรมนูญของท่าน เพราะรัฐธรรมนูญที่ประกาศใช้ต้องถือเป็นรัฐธรรมนูญของคนทั้ง ๖๗ ล้านคนเพราะว่าเขามี ประชามติกัน และประชามตินั้นก็เห็นชอบให้ประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้เป็นรัฐธรรมนูญของ ประเทศของเขา เพราะฉะนั้นรัฐธรรมนูญฉบับนี้จึงให้สิทธิแก่พี่น้องประชาชนทุกคนในการพิทักษ์ ปกป้องรัฐธรรมนูญของเขา ถ้าหากว่าบุคคลใดทราบหรือพบว่ามีผู้หนึ่งผู้ใด หรือพรรคการเมืองใด มีการกระทำในลักษณะอย่างหนึ่งอย่างใดที่เข้าลักษณะเพื่อล้มล้างระบอบการปกครอง ระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข หรือเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจ ในการปกครองประเทศโดยวิธีซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญแล้ว ก็ให้ประชาชนผู้นั้นมีสิทธิที่จะยื่นเรื่อง ๒ ทาง ทางหนึ่งก็ยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย อีกทางหนึ่งก็ยื่นให้กับอัยการสูงสุดเพื่อไปพิจารณาแล้วก็ส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย พอมาถึงตรงนี้นะครับที่ผ่านมาก็มีพวกเราพี่น้องประชาชนรวมทั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จำนวนหนึ่งก็แย้งว่ามาตรา ๖๘ นี้มันกำกวมไม่ชัดเจน ตกลงว่าจะให้ประชาชนที่ต้องการ พิทักษ์รัฐธรรมนูญ เมื่อพบว่าใครมีพฤติกรรมอย่างนี้แล้วยื่นให้เฉพาะศาลรัฐธรรมนูญ หรือว่า จะยื่นทั้งศาลรัฐธรรมนูญและยื่นอัยการสูงสุด ในที่สุดก็มีคนส่งเรื่องไปศาลรัฐธรรมนูญตีความ ศาลรัฐธรรมนูญได้พิพากษาตัดสินมาแล้วว่าให้ยื่นทั้ง ๒ ทาง ตีความแล้วว่ามาตรานี้ ความหมายก็คือว่าให้ยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญ แล้วก็ยื่นต่ออัยการสูงสุด ทุกอย่างก็ต้องจบเพราะว่าคำพิพากษาของศาลรัฐธรรมนูญนั้นผูกพันทุกองค์กร และถือว่าจบ คำพิพากษาของศาลสูงสุดในทุกศาลถือว่าเป็นคำตอบสุดท้ายของแผ่นดิน อันนี้เป็นหลักกฎหมาย ของทุกประเทศ ไม่อย่างนั้นบ้านเมืองอยู่ไม่ได้ ถ้าเผื่อศาลสูงสุดในทุกศาลตัดสินแล้วยังไม่เป็น คำตอบอันสุดท้ายของแผ่นดินประเทศนี้มันก็อยู่ไม่ได้ ไม่ว่าประเทศไหนก็อยู่ไม่ได้ เพราะฉะนั้น ก็ถือว่าจบนะครับ ทีนี้ก็อาจจะมีคนโต้แย้งว่าคำพิพากษาศาลรัฐธรรมนูญดังกล่าวนั้น เป็นการเขียนกฎหมายใหม่ขึ้นมา ซึ่งหน้าที่ที่จะต้องเขียนกฎหมายคือหน้าที่ของสภานิติบัญญัติ ผมต้องกราบเรียนปรับความเข้าใจให้เข้าใจว่าเราอย่าไปสับสนเกี่ยวกับเรื่องนี้ อย่าไปสับสน เพราะว่าคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญนั้นต้องถือว่าเป็นกฎหมายรัฐธรรมนูญด้วย นี่หลัก กฎหมายนะครับ คำพิพากษาของศาลรัฐธรรมนูญที่พิพากษาในเรื่องตีความตัวบทบัญญัติ ของรัฐธรรมนูญ เมื่อพิพากษามาแล้วต้องถือว่าเป็นกฎหมายรัฐธรรมนูญ อันนี้เป็นหลักกฎหมายครับ เพราะพี่น้องประชาชนส่วนใหญ่ไม่เข้าใจ ที่ไม่เข้าใจก็นึกว่าเวลาเราพูดเรื่องรัฐธรรมนูญตรงนี้ ก็นึกว่ามีแค่นี้ครับ ๓๐๙ มาตราเล่มนี้ที่ผมถืออยู่นี่ ไม่ใช่ครับ รัฐธรรมนูญประเทศไทย ไม่ได้มีแค่นี้ อันนี้เป็นส่วนหนึ่งของกฎหมายรัฐธรรมนูญ นี่ต้องสอนกันในวงการมหาวิทยาลัย ผมสอนอยู่ผมก็ต้องย้ำ ผมต้องพูดกับพี่น้องประชาชนให้ตรงกับที่สอนลูกศิษย์ กฎหมายรัฐธรรมนูญ ไม่ได้มีแค่ ๓๐๙ มาตรา กฎหมายรัฐธรรมนูญมีอีกเยอะพี่น้อง ที่รวมกันแล้วเขาเรียกว่า กฎหมายรัฐธรรมนูญ เช่นคำพิพากษาของศาลรัฐธรรมนูญในคำวินิจฉัยว่ากำกวมหรือไม่กำกวม พิพากษาออกมาว่าอย่างนี้ให้ประชาชนเสนอทั้ง ๒ ทาง นั่นถือเป็นกฎหมายรัฐธรรมนูญ และมีกฎหมายอย่างอื่นอีกตั้งเยอะแยะเลยที่ไม่ได้อยู่ใน ๓๐๙ มาตรานี้ แต่เป็นกฎหมาย รัฐธรรมนูญ เช่น กฎหมายที่ว่าด้วยการสืบราชสมบัติของพระมหากษัตริย์ กฎมณเฑียรบาล นั่นคือกฎหมายรัฐธรรมนูญ หรือว่าจารีตประเพณีต่าง ๆ ที่ปฏิบัติกันในการบริหารชาติบ้านเมือง ก็ถือว่าเป็นกฎหมายรัฐธรรมนูญ เพราะฉะนั้นก็ขอให้พี่น้องประชาชนได้เข้าใจตามนี้ด้วยนะครับ ทีนี้เพราะว่าศาลรัฐธรรมนูญไม่ว่าจะเป็นระบอบการปกครองกฎหมายคอมมอน ลอว์ แบบประเทศอังกฤษ หรือระบอบกฎหมายปกครองแบบโรมันที่เรียกกันว่าซิวิล ลอว์ (Civil law) ซึ่งมี ๒ ระบบเท่านั้นในโลกนี้ เขาจะต้องมีการตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายของผู้ใช้อำนาจรัฐ ไม่ว่าการใช้อำนาจรัฐของรัฐบาล การใช้อำนาจรัฐของสภานิติบัญญัติ ถ้าเผื่อทำไปอาจจะ ไม่ชอบด้วยกฎหมายรัฐธรรมนูญหรือกฎหมายอื่น เพราะฉะนั้นเขาจึงจำเป็นที่จะต้องให้ ศาลสถิตยุติธรรม หรือศาลรัฐธรรมนูญแล้วแต่ระบอบมันไม่เหมือนกันเป็นคนวินิจฉัย ให้รู้ว่าอันไหน ที่ชอบด้วยกฎหมาย อันไหนที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย อันนี้ละภาษาอังกฤษเขาเรียกว่า จูดิเซียล รีวิว (Judicial review) จูดิเซียล รีวิว มันมีทั้ง ๒ ระบบ เพียงแต่ว่าเหมือนในประเทศอังกฤษเหมือนมี จูดิเซียล รีวิวแล้วรัฐสภาของประเทศอังกฤษก็จะเอาคำพิพากษาของศาลมาบัญญัติออกมา เป็นกฎหมายที่เขาเรียกกันว่า จัสดจ์ เมด ลอว์ (Judge-made law) ที่ว่าผู้พิพากษา เขียนกฎหมาย หมายความว่าอย่างนั้นครับ หมายความว่าอย่างนั้นแล้วนะครับ ปัจจุบันนี้ คือผู้พิพากษาตัดสินปั๊บรัฐสภาก็จะต้องเอามาบัญญัติได้เป็นกฎหมาย จึงขอให้เข้าใจตรงกัน ในเรื่องนี้นะครับ ด้วยเหตุนี้นะครับท่านประธานที่เคารพ ผมซึ่งไม่เห็นด้วยว่าในการแก้ไข มาตรา ๖๘ แล้วไปตัดสิทธิให้พี่น้องประชาชนเขามีสิทธิที่จะพิทักษ์รักษารัฐธรรมนูญของเขา ให้ยื่นเรื่องผ่านเฉพาะอัยการสูงสุดทางเดียว แล้วไปตัดหนทางที่จะยื่นให้กับศาลรัฐธรรมนูญ โดยตรง อันนี้เป็นการตัดสิทธิของพี่น้องประชาชนอย่างแจ้งชัด ซึ่งสมาชิกรัฐสภาหลายท่าน ก็ได้พูดไปแล้ว ผมยกตัวอย่างให้ท่านประธานฟังอย่างนี้ พี่น้องประชาชนรวมทั้งสมาชิกรัฐสภา ต้องเข้าใจเสียก่อนว่าอัยการคือทนายของแผ่นดิน รู้กันว่าอัยการคือทนายของแผ่นดิน เวลาประชาชนที่เดินดินทั้งหลายมีข้อพิพาทกันกับรัฐบาล มีข้อพิพาทกับสภานิติบัญญัติ มีข้อพิพาทกับองค์กรของรัฐ หรือหน่วยงานของรัฐ ประชาชนเขาทำอย่างไร เขาต้องไป จ้างทนายให้มาฟ้อง แล้วก็รัฐบาล สภา หรือองค์กรของรัฐทำอย่างไรครับ ไม่ต้องจ้างทนายครับ สั่งอัยการไปเป็นทนายแล้วไปสู้กับทนายของประชาชน เพราะฉะนั้นอัยการคืออัยการ ของแผ่นดิน คืออัยการของรัฐบาล อัยการของสภา หรือของหน่วยงานของรัฐ เพราะฉะนั้นถ้าเกิดกรณีพิพาท เป็นคู่กรณีระหว่างประชาชนกับหน่วยงานของรัฐหรือของรัฐบาล พอมีกรณีพิพาทขึ้นมา เราให้ประชาชนก่อนที่จะฟ้องรัฐบาล สมมุติพิพาทกับรัฐบาลก่อนที่จะฟ้องรัฐบาลให้ส่งสำนวนฟ้อง ไปให้ทนายของรัฐบาลดูเสียก่อนว่าสมควรจะฟ้องหรือไม่ฟ้อง พี่น้องคิดดีผมพูดไว มีคดี ประชาชนจะฟ้องรัฐบาล อยากจะฟ้องรัฐบาลว่าทำผิดรัฐธรรมนูญประชาชนจะต้องส่งสำนวน ฟ้องไปให้อัยการของรัฐบาล ซึ่งเป็นทนายของรัฐบาลพิจารณาวินิจฉัยเสียก่อนว่ากูจะฟ้องได้ หรือไม่ได้ จะให้ฟ้องหรือไม่ให้ฟ้อง อย่างนี้ประชาชนเสียเปรียบทั้งปีสิครับ เหมือนกับนาย ก กับนาย ข ทะเลาะกัน นาย ก จะฟ้อง นาย ข นาย ก จะต้องส่งสำนวนฟ้องไปให้พยานของ นาย ข ว่ากูจะฟ้องนาย ข ต้องส่งให้ทนายนาย ข อนุมัติเสียก่อนว่าฟ้องได้ ไม่ได้ ทนายของ นาย ข ก็ย่อมจะโน้มเอียงที่จะไม่ให้ฟ้องเพื่อรักษาผลประโยชน์ของลูกความ เพื่อรักษาผลประโยชน์ ของลูกความเขาก็ไม่ให้ฟ้อง เพราะฉะนั้นมันไม่ยุติธรรมสำหรับประชาชนเลย ชัดเจนมากเลย ครับเรื่องนี้ เพราะฉะนั้นฉันใดก็ฉันนั้นครับ การตัดสิทธิพี่น้องประชาชนแล้วส่งไปให้อัยการ เพราะอัยการท่านเป็นทนายของแผ่นดิน เป็นทนายของรัฐบาล ประชาชนก็จะเสียเปรียบ