รัฐสภา · ครั้งที่ ๔ · ๔ เมษายน ๒๕๕๖

วรงค์ เดชกิจวิกรม ส.ส. พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า รัฐบาลนี้เกิดจากเผด็จการทหารและทุนนิยมสามานย์ ไม่เข้าใจถึงความหมายของประชาธิปไตยอย่างแท้จริง และมีเจตนาหลอกประชาชน เขาเรียกร้องให้ทุกอย่างต้องเป็นไปตามกระบวนการประชาธิปไตย และให้ศาลมีอำนาจในการวินิจฉัย นอกจากนี้เขายังแสดงความกังวลเกี่ยวกับการก่อตั้งสภาสามัญชน โดยกล่าวว่าส.ว. ที่มาจากการเลือกตั้งจะทำให้เกิดสภาทาสในอนาคต เนื่องจากจะต้องควบคุมฐานเสียงเหมือนส.ส.

นายวรงค์ เดชกิจวิกรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พิษณุโลก

ท่านประธาน ที่เคารพครับ ผม นายแพทย์วรงค์ เดชกิจวิกรม พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดพิษณุโลก ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมเชื่อว่าท่านประธานคงมีโอกาสได้ฟังเพื่อนสมาชิกได้พูดถึงคำว่า ประชาธิปไตย เยอะมาก จนกระทั่งผมรู้สึกว่าเหมือนจะสำลักประชาธิปไตย ซึ่งของพวกนี้ มันรู้อยู่แก่ใจครับท่านประธานว่าใครมีจิตใจที่เป็นประชาธิปไตยจริง ๆ หรือไม่ เราคงจะได้ยิน อดีตที่ผ่านมามีนักการเมืองบางคนบอกว่าประชาธิปไตยเป็นเพียงเครื่องมือ สำคัญครับท่านประธาน บางคนบอกว่าประชาธิปไตยเป็นเพียงเครื่องมือ ก็เท่ากับว่าคนคนนั้นเอาเส้นทางประชาธิปไตย กระบวนการเลือกตั้งเพื่ออำนาจและผลประโยชน์ของพวกตัวเอง ประชาชนจะเป็นอย่างไร ก็ช่าง แต่บางครั้งผมเห็นใจพี่น้องประชาชนครับประธาน ความไม่รู้ ความไม่เข้าใจทำให้เขา โดนหลอกแล้วก็ยัดเยียดคำว่า ประชาธิปไตย ให้เขาไป ผมกล้ายืนยันว่าพวกเรา และพรรคประชาธิปัตย์เรารังเกียจเผด็จการทหาร ผมกล้ายืนยันจากจิตและวิญญาณของพวกเรา ทุกคน แต่จุดที่ต้องย้ำกับท่านประธานว่าสิ่งที่เรารังเกียจมากกว่าการเผด็จการทหาร คือเผด็จการทุนนิยมสามานย์ เพราะเผด็จการทหารจับง่ายมีรถถังขับออกมา มีทหารออกมา ยึดสถานที่ต่าง ๆ รู้เลยนี่คือเผด็จการทหาร แต่ทุนนิยมสามานย์ที่เป็นเผด็จการในรูปแบบใหม่ พวกนี้ผ่านการเลือกตั้งเข้ามาอันนี้น่ากลัวท่านประธาน ดังนั้นผมคิดว่าวันนี้จะต้องเคลียร์ (Clear) ให้ชัดว่าเรากำลังแก้ไขเพื่อประชาธิปไตย เพื่อประโยชน์ของพี่น้องประชาชนจริงจัง หรือไม่หรือว่านี่คือกระบวนการหลอกลวงประชาชน มีคนพยายามอ้างบอกว่าประชาธิปไตย ประชาธิปไตย ผมอยากจะเคลียร์ประเด็นนิดหนึ่ง ท่านประธานว่า คนบางกลุ่มกับพวกเราพรรคประชาธิปัตย์ เราเข้าใจคำว่า ประชาธิปไตย ตรงกันหรือไม่ คำถามถามว่าประชาธิปไตยของท่านคือการโกหกหรือ เพราะผมจำได้ว่า อดีตที่ผ่านมาเวลารัฐมนตรีโกหกอยู่ไม่ได้ครับท่านประธาน สื่อมวลชนเอาจนตาย แต่วันนี้ มีรัฐมนตรีบางคนโกหกหน้าตาเฉยไม่เป็นไรครับ นี่หรือคือประชาธิปไตย อดีตที่ผ่านมา ผมจำได้ว่าเวลามีการอภิปรายไม่ไว้วางใจ เมื่อมีรัฐมนตรีคนที่ถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจ ไม่สามารถชี้แจงสภาได้ อยู่ไม่ได้ครับ ถูกสื่อถูกประชาชนบี้จนตาย อยู่ไม่ได้ครับ แต่วันนี้ เฉย ๆ ครับท่านประธาน วิธีการของเขาก็คือการไม่ตอบคำถามใด ๆ ทั้งสิ้นและหายหน้าไป จากวงการสื่อในประเด็นที่ถูกฝ่ายค้านซักฟอก และนี่หรือครับคือประชาธิปไตย คำถาม ที่จะถามต่อว่าประชาธิปไตยที่บางคนเข้าใจหมายถึงว่าเวลามีหัวหน้าพรรคฝ่ายค้าน หรือพรรคฝ่ายตรงข้ามไปในพื้นที่บางพื้นที่เอามวลชนคนเสื้อแดงไปขับไล่หรือ นี่หรือครับ คือประชาธิปไตย หรือแม้แต่จุดที่สำคัญและเลวร้ายที่สุดคือใช้ข้าราชการเป็นเครื่องมือ ในการไล่บี้นักการเมืองฝ่ายตรงข้าม มันเหมือนประชาธิปไตยสมัยฮิตเลอร์ท่านประธาน ผมก็เลยไม่แน่ใจว่าคำจำกัดความที่ทุกคนบอกว่าเรียกร้องประชาธิปไตย รักประชาธิปไตยนั้น ความเข้าใจเราตรงกันหรือไม่ ผมชักจะไม่แน่ใจว่าเราเข้าใจตรงกัน แล้วหลายคนพยายาม บ่งบอกว่ารัฐธรรมนูญชุดนี้เป็นผลพวงเผด็จการ ก่อนหน้านี้ก็มีประโยคคำว่า ต้นไม้พิษ ผลไม้พิษ เราอย่าเอาแต่ได้นะครับท่านประธาน อยากจะกราบเรียนพี่น้องประชาชนทุกท่านเลย ว่าผมทำข้อมูลการศึกษาในการพูดครั้งนี้ค่อนข้างจะนอนคิดหลายคืนครับ อยากจะบอก พี่น้องประชาชนว่าถ้ามีโอกาสตั้งใจฟังผมสักนิดหนึ่งจะเข้าใจว่าขณะนี้กำลังเกิดอะไรขึ้น ในสภาผู้แทนราษฎร วันนี้มันมีนักการเมืองเอาแต่ได้ อะไรที่ตัวเองต้องการ อะไรที่ตัวเอง ถูกต้อง อะไรที่ตัวเองพอใจก็โอเค อะไรที่ตัวเองไม่ชอบก็จะหาศัพท์ต่าง ๆ มาวิพากษ์วิจารณ์ เช่น ผลไม้พิษ ต้นไม้พิษ แต่ตัวท่านประธาน ตัวพวกเรา ส.ส. สภาแห่งนี้มักจะเป็นผลพวง ของรัฐธรรมนูญฉบับเผด็จการที่ท่านกำลังกล่าวหากัน ฉะนั้นเวลากล่าวหาผลพวงต่าง ๆ ที่เกิดจากรัฐธรรมนูญฉบับนี้ก็ต้องตำหนิรัฐบาลชุดนี้ด้วยว่าเป็นผลพวงของเผด็จการเช่นกัน สภาพวกเราทุกคนก็เป็นผลพวงเผด็จการทุกคนเช่นกัน ฉะนั้นต้องแฟร์ครับ ถ้าด่าคนอื่น ก็ต้องด่าตัวเอง ถ้าคิดว่าพวกเราถูกต้องก็ควรจะให้เกียรติคนอื่นว่าเขาก็ถูกต้องเหมือนกัน

ประเด็นถัดมา เมื่อวานได้ฟังทั้งวันที่บอกว่ารัฐประหารเป็นการยึดอำนาจ และวันนี้กำลังจะมาทวงอำนาจให้กับประชาชน จริงหรือเปล่าครับท่านประธาน ผมทราบ มาว่าหัวหน้าคณะรัฐประหารกำลังไปจูบปากกับคนบางกลุ่มคนบางคน ผมรู้ว่ามีหัวหน้า คณะรัฐประหารอดีตที่ผ่านมาเขาปฏิวัติจริงครับ เขายึดอำนาจจริง แต่ผมก็แฟร์กับเขา แล้วผม ก็เชื่อว่าเขาคืนอำนาจให้ประชาชนแล้ว แล้วมีการเลือกตั้งแล้ว รัฐบาลที่ชนะการเลือกตั้ง จากพรรคเพื่อไทยก็มาเป็นรัฐบาลแล้ว แล้วบอกว่าจะมายึดอำนาจเพื่อมอบให้กับประชาชน ผมว่ามอบอำนาจให้กับประชาชนหรือหลอกประชาชน แล้วถ้าอยากจะรู้ความรู้สึกของคนไทย รับทราบมาว่าขณะนี้หัวหน้าคณะรัฐประหารกำลังไปจูบปากกับคนบางกลุ่มคนบางคน ลองไปถามเขาดูสิว่าขณะนี้ทางกลุ่มรัฐประหารที่ได้รัฐประหารมาเมื่อปี ๒๕๔๙ ได้คืนอำนาจ ให้กับประชาชนและให้รัฐบาลหมดแล้วหรือยัง ไม่อยากให้มาหลอกประชาชนไปวัน ๆ ผมเห็นใจครับ เพราะพี่น้องประชาชน คนจน ชาวนาชาวไร่ ไม่มีโอกาสได้รับรู้ข้อมูลลึกซึ้ง บางครั้งฟังแต่รัฐบาลพูดฝ่ายเดียวพี่น้องประชาชนก็ไม่เข้าใจเท่ากับประชาชนก็โดนหลอกครับ แล้วมีประเด็นที่คนพยายามบอกว่าแก้ทั้งฉบับ รื้อทั้งฉบับก็มาห้าม จะมาแก้รายมาตราก็จะ ไม่ให้แก้อีก ไม่แฟร์นี่ ผมอยากจะกราบเรียนท่านประธานว่า ในกระบวนการประชาธิปไตย ท่านทำได้ทุกอย่างถ้าถูกต้องตามกฎหมาย แต่ท่านอย่าลืมสาระนะครับ ไม่ใช่ว่าให้สิทธิในการแก้ รายมาตราแล้วอยากจะทำอะไรก็ได้ โดยสาระของก็ต้องเป็นประโยชน์เพื่อพี่น้องประชาชน เป็นประโยชน์เพื่อสังคมและคนส่วนรวมทั้งหมด ไม่ใช่ว่าอยากจะแก้ อยากจะเอาแต่ได้ อย่างนี้คนก็คัดค้านครับ วันนี้ ๓ ร่าง ๔ ประเด็นเดี๋ยวผมจะเคลียร์ ให้ท่านประธานฟังว่าเพราะเหตุใด พวกผมถึงจะ คัดค้าน และประเด็นที่จะต้องชี้แจงต่อไปก็คือวันนี้ฟังตอนเช้าแล้วไม่สบายใจ มีเพื่อนสมาชิก หลายคนพยายามจะวิพากษ์วิจารณ์ว่าจะยุบพรรค ๖ พรรค จะใช้อำนาจของกลุ่มอำมาตย์บ้าง ในการที่จะยับยั้งการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เราต้องใจกว้างครับท่านประธาน ทุกอย่างต้องเป็นไปตาม กระบวนการก็ในเมื่อรัฐธรรมนูญกำหนดไว้อย่างนี้ให้ท่านทำได้ แต่ถ้าอะไรก็แล้วแต่ที่มันขัด หลักนิติรัฐ นิติธรรมเพื่อนสมาชิกก็มีสิทธิที่จะร้องศาล และการร้องศาลก็ต้องใจกว้างพอ ในการที่จะรับฟัง สิ่งไหนที่ศาลวินิจฉัยแล้วที่ท่านได้ประโยชน์ท่านก็ต้องพอใจ ขณะเดียวกัน สิ่งไหนที่ศาลวินิจฉัยแล้วท่านเสียประโยชน์ท่านก็ต้องรับฟังศาล ไม่ใช่อันไหนได้ก็เงียบ แต่อันไหนเสียประโยชน์ก็กล่าวหาว่าศาล ๒ มาตรฐาน อย่างนี้หรือคือประชาธิปไตย ท่านประธานที่เคารพครับ ผมย้ำว่าสิ่งที่พวกผมไม่สบายใจและกำลังจะตีแผ่เป็นประเด็นชัด ๆ ให้พี่น้องประชาชนทุกภาคส่วนได้เข้าใจและร่วมกันต่อต้านคัดค้านการแก้ครั้งนี้ เพราะอะไรครับ

ในประเด็นแรกคือประเด็นเรื่องที่มา ส.ว. ทุกคนต้องไม่ปฏิเสธว่าอดีตที่ผ่านมา แม้แต่ท่านนิพนธ์ซึ่งท่านเป็น ส.ส. บัญชีรายชื่อของพรรคประชาธิปัตย์ท่านเคยเป็นรองประธาน วุฒิสภาในยุคที่มีการซื้อ ส.ว. ครับ ทุกคนต้องไม่ปฏิเสธว่าอดีตที่ผ่านมาหลังจากรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ว่า ส.ว. มาจากการเลือกตั้งมันมีการซื้อ ส.ว. เยอะ ส.ว. ถูกครอบงำจากคนมีอำนาจ เมื่อ ส.ว. ถูกครอบงำจากคนมีอำนาจจังหวะที่ผ่านมาต้องเข้าใจว่ารัฐบาลก็ต้องสร้างปัญหาด้วย ถึงบอกให้ทหารเขาเอาอาวุธออกมายึดอำนาจ ถ้าท่านไม่ได้สร้างปัญหาอะไรผมไม่เชื่อว่า หัวหน้าคณะรัฐประหารคงไม่กล้าออกมาครับ มันคงต้องสร้างปัญหาบางสิ่งบางอย่างมาเยอะ พอสมควรครับ จนกระทั่งหัวหน้าคณะรัฐประหารเขายึดอำนาจและเขาก็ต้องดีไซน์ (Design) ระบบออกมา ผมย้ำว่า ส.ว. อดีตที่ผ่านมาถูกซื้อ ระบบที่ถูกสร้างออกมาในการเลือกตั้ง รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ เขาก็หวังว่า ส.ว. ๑. ต้องเป็นผู้ทรงคุณวุฒิมีความรู้ความสามารถ ไม่ใช่อย่างพวกผม ส.ส. เราทำงานอีกแบบหนึ่ง ความเป็นตัวแทนประชาชนของเราจะอีกแบบหนึ่ง เราใกล้ชิดประชาชนอีกแบบหนึ่ง ดังนั้น ส.ส. อย่างพวกผมต้องไปหัดร้องเพลงลูกทุ่ง กินเหล้าขาว นี่คือ ส.ส. พวกผมก็ต้องหัดร้องเพลงลูกทุ่ง ผมหัดกินเหล้าขาว แต่ถ้า ส.ว. ไม่ใช่ครับ เพราะระบบเขาวางแผนมาว่า ๑. ส.ว. ต้องเป็นผู้ทรงคุณวุฒิเพราะ ส.ว. เอามากลั่นกรอง กฎหมาย ๒. ส.ว. ต้องมีความหลากหลายทางอาชีพ จะเป็นอาชีพเกษตรกร จะเป็นอาชีพ ของแพทย์ เป็นนักกฎหมาย นักธุรกิจ เป็นกรรมกร ต้องมีความหลากหลายในอาชีพ และ ๓. จุดที่สำคัญที่สุดก็คือ ส.ว. ต้องเป็นกลางทางการเมือง อย่าให้มีการแทรกแซง ทางการเมือง อันนี้คือหัวใจของ ส.ว. ท่านประธาน อยู่ ๆ วันดีคืนดีมีความขัดแย้ง เมื่อเช้า ผมฟังแล้วก็ไม่สบายใจ ส.ว. ด้วยกันเองยังไม่ให้เกียรติกันเลยครับ บางคนมีความรู้สึกว่า ตัวเองผ่านการเลือกตั้งมาเหนือกว่า ส.ว. ที่มาจากการสรรหา ผมว่าในระบอบประชาธิปไตย หัวใจคือสาระในการทำหน้าที่ให้กับพี่น้องประชาชน ไม่ว่าท่านจะเป็น ส.ว. สรรหาหรือ ส.ว. เลือกตั้ง ใครที่ทำประโยชน์ให้กับพี่น้องประชาชนสังคมชื่นชมครับ ไม่ได้หมายความว่า ส.ว. ที่มาจากการเลือกตั้งจะแน่กว่า ส.ว. ที่มาจากการสรรหา ใครก็แล้วแต่ที่ทำประโยชน์ให้กับ ประชาชน ปกป้องประโยชน์ประเทศชาติอันนั้นเราจะต้องชื่นชม เพราะฉะนั้นปัญหาอยู่ที่ วันดีคืนดีจะแก้ไขบอกว่า ส.ว. ที่มาจากการสรรหา มาจาก ๗ อรหันต์ ท่านประธานเชื่อไหม ว่าเมื่อเช้านี้เราอยู่ด้วยกันในระหว่างที่มีการวิพากษ์วิจารณ์ว่าคนนั้นมาจาก ๗ อรหันต์ มีความไม่ชอบธรรมในการที่มาจากประชาชนไม่ได้ ในขณะที่พวกผมนั่งมีเมสเสจ (Message) ผมให้ดูได้ ท่านประธาน มีข้อความสั้นจากประชาชนบอกว่าคนที่มาจาก ๗ อรหันต์ก็ดี มาจาก ๑ ทรราชครับ อันนี้ประชาชนเขารู้สึกอย่างนั้น ๗ อรหันต์ตั้ง ส.ว. ขึ้นมาก็ดีกว่า ๑ ทรราชที่ตั้ง ส.ว. ขึ้นมา อันนี้แล้วแต่จะคิดว่าใครเป็นทรราช แต่ประเด็นที่ผมต้องการ จะย้ำกับท่านประธานว่าในเมื่อระบบต้องการ ส.ว. อย่างนี้จึงทำให้บางคนต้องการจะคุม ส.ว. มันคุมไม่ได้ วันนี้เราต้องคุยตรง ๆ เลยว่า ส.ว. คุมไม่ได้ครับ แล้วผมก็ชื่นชมไม่ว่าจะเป็น ส.ว. จากการเลือกตั้ง หรือ ส.ว. สรรหา คนที่มีอำนาจหวังจะครอบงำ ส.ว. เขาทำหน้าที่ของเขาได้ไม่เต็มที่ เพราะเขา ไม่สามารถจะซื้อ ส.ว. ได้ ก็เลยมีการออกแบบว่าวิพากษ์วิจารณ์ ส.ว. จากการสรรหาและกำหนดว่า ส.ว. จะต้องมาจากการเลือกตั้งทั้งหมด ผมย้ำท่านประธานนะครับ ย้ำพี่น้องประชาชน ย้ำเพื่อนสื่อมวลชนว่าประเด็นที่ให้ ส.ว. มาจากการเลือกตั้งนี่เรากำลังถูกเขาหลอก ตรงนี้ เป็นหัวใจสำคัญนะครับ สังคมกำลังถกกันระหว่าง ส.ว. จากการสรรหา หรือ ส.ว. จากการเลือกตั้ง แต่ประเด็นที่เขาหลอก ก็คือประเด็นที่เขาต้องการให้ ส.ว. มีวาระติดต่อกันได้ครับ อันนี้ คือหัวใจสำคัญครับท่านประธาน จะสรรหา จะเลือกตั้ง จะแต่งตั้งอย่างไรก็แล้วแต่อันนั้น ไม่ใช่ประเด็นที่น่ากลัวแล้วท่านประธาน จะเลือกตั้งอย่างไรก็แล้วแต่ผมไม่ได้กังวลตรงนั้น แต่ประเด็นที่จะทำให้เกิดปัญหาในอนาคตจดจำไว้เลยว่ามันคือประเด็นที่เขียนไว้ว่าวาระ ไม่จำเป็นต้องแค่สมัยเดียว สามารถต่อ ๒ สมัยได้ ๓ สมัยได้ อันนี้คือหัวใจสำคัญครับ ท่านประธาน และย้ำกับพี่น้องประชาชนให้จับตาดูประเด็นนี้ เพราะว่าถ้า ส.ว. สามารถ หมดวาระแล้วลงสมัครต่อได้อีกก็เท่ากับว่า ส.ว. ก็ต้องหาเสียงกับพี่น้องประชาชนเหมือน ส.ส. ก็คือต้องควบคุมฐานเสียง เมื่อ ส.ว. ต้องควบคุมฐานเสียง ส.ว. ก็ต้องวิ่งเต้นหน่วยราชการ วิ่งเต้นรัฐบาลเพื่อหางบประมาณไปสะท้อนตอบสนองกับพี่น้องประชาชน การที่ ส.ว. จะต้อง ตอบสนองพี่น้องประชาชนก็ต้องวิ่งไปหารัฐบาลมันจึงเป็นช่องทางที่ถูกพรรคการเมือง ครอบงำได้ง่าย และสิ่งเหล่านี้ก็เพราะว่าประโยคนี้ที่ ส.ว. สามารถต่อวาระของตัวเองได้ มันจะต้องเป็นที่มาของสภาทาสในอนาคต ผมใช้คำว่า ส.ว. ทาสในอนาคต เพราะวันนี้ ผมได้ยินเพื่อน ส.ส. บางคนบอกเป็นขี้ข้า วันนี้มี ส.ส. ขี้ข้า ถ้ารัฐธรรมนูญตรงนี้ผ่านโดยให้ สามารถต่อวาระได้ อนาคตจะเกิด ส.ว. ทาสขึ้นมาแน่นอนครับ ผมท้าเดิมพันเท่าไรก็เกหมดตัว ระบบการแก้นี้ดูว่าเหมือนประชาธิปไตยให้มีการเลือกตั้ง แต่ถูกหมกเม็ดด้วยการให้ ส.ว. ลงเลือกตั้งแบบต่ออายุได้ ตรงนี้ทำให้ ส.ว. ต้องหาเสียง ต้องวิ่งเต้น ก็ต้องวิ่งไปหาพรรคการเมือง วิ่งไปหารัฐบาล วิ่งไปหาคนมีอำนาจ สุดท้ายแล้ว ส.ว. จะกลายเป็น ส.ว. ทาสทันที เพราะฉะนั้น ประเด็นนี้ผมต้องย้ำกับพี่น้องประชาชน แล้วเมื่อ ส.ว. เกิดสภาพ ส.ว. ทาส ท่านประธาน ทราบว่า ส.ว. เขามีหน้าที่ในการถอดถอน แต่งตั้งองค์กรอิสระรัฐบาลก็จะคุม ส.ว. ได้ทั้งหมด เมื่อคุม ส.ว. ได้ทั้งหมดก็มีโอกาสที่จะคุมที่มาที่ไปขององค์กรอิสระต่าง ๆ ได้ ผมย้ำกับท่านประธาน ว่าพี่น้องประชาชนคนไทยมักจะถูกบิดเบือนจากคนที่อ้างว่าประชาธิปไตย เมื่อเช้ามีโอกาส ได้คุยกับคนที่ศึกษาระบบรัฐสภาของประเทศอังกฤษ เขายังพูดยืนยันเลยว่าขณะนี้สภาขุนนาง ของประเทศอังกฤษก็คือคล้าย ๆ ส.ว. เรายังสืบทอดจากพ่อสู่ลูกท่านประธาน ขณะที่เขา เป็นต้นแบบประชาธิปไตยท่านประธานครับ แต่ระบบของประเทศอังกฤษยังมีการสืบจากพ่อ ไปสู่ลูก และขณะนี้ประเทศอังกฤษเองยังไม่มีบทสรุปว่า ส.ว. เขานั้นควรจะมาจากการสรรหา หรือจากการเลือกตั้ง ช้า ๆ นะครับ ประเทศอังกฤษเองที่เป็นประเทศต้นแบบประชาธิปไตย ยังสรุปไม่ได้เลยว่า ส.ว. ของเขานั้นควรจะมาจากการเลือกตั้งหรือจากการสรรหา และการเลือกตั้ง ส.ว. ของเขานี่เขามีความชัดเจนเลยว่าถ้าจะต้องเลือกตั้งให้เลือกตั้งจาก ลิสท์ (List) ของผู้ทรงคุณวุฒิตามวิชาชีพ ไม่ใช่เลือกตั้งจากจังหวัดต่าง ๆ เพราะมันเป็นฐาน เดียวกัน และผมถือว่าถ้า ส.ว. มาจากการเลือกตั้งท่านเอาวาระ ๖ ปีไม่แฟร์ครับท่านประธาน ท่านก็ต้องลดวาระเหลือแค่ ๔ ปี เหมือน ส.ส. ธรรมดา คำถามคือ ส.ว. อิงฐานเสียงเลือกตั้ง ทุก ๔ ปี เหมือน ส.ส. มันจะต่างอะไรจาก ส.ส. สุดท้ายมีแค่สภาเดียวก็พอ เพราะทุกอย่าง มันเหมือนกันหมดครับ และจุดที่ผมจะต้องย้ำคือผมขอย้ำว่าประเด็นที่พวกเราต้องอย่าหลงประเด็น เรื่องการเลือกตั้งที่ต้องคัดค้านให้ถึงที่สุดคือการต่ออายุหรือต่อวาระ ส.ว. ได้ ท่านประธาน อย่าเพิ่งนะครับ ผมจะขออนุญาตเนื่องจากว่าผมคุยกับเพื่อนผมเรียบร้อยแล้วว่าถ้าเกินเวลา เดี๋ยวจะหักเวลาจากเพื่อนครับ ผมย้ำต่อว่าวาระของ ส.ว. เป็นประเด็นที่สำคัญที่สุด ซึ่งเราอย่าหลงประเด็นตรงนี้ อันนี้คือประเด็นที่มาของ ส.ว. บทสรุปของการเลือกตั้ง ส.ว. หรือการแก้ไขเรื่อง ส.ว. มันก็คงหนีไม่พ้นเรื่องการเอื้อประโยชน์ ซึ่งกันและกัน มันคือประโยชน์ทับซ้อนที่ผมเชื่อว่ารัฐบาลต้องการอย่างหนึ่งให้ ส.ว. เซ็นให้ ส.ว. ท่านต้องการอย่างนี้ รัฐบาลก็ตอบสนองให้ มันเป็นการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ ซึ่งกันและกันเท่านั้นเอง ประเด็นที่ผมจะต้องข้ามไปเลยก็คือมาตรา ๖๘ จริง ๆ แล้วเตรียมไว้ หลายประเด็นครับ มาตรา ๖๘ เป็นเรื่องสิทธิพิทักษ์รัฐธรรมนูญ สภาก็ถกเถียงกันเรื่องว่าปกติแล้ว รัฐธรรมนูญ มาตรา ๖๘ ของเล่มนี้ศาลรัฐธรรมนูญเคยวินิจฉัยแล้วว่าให้อำนาจประชาชน จะยื่นผ่านอัยการสูงสุด แล้วอัยการสูงยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญก็ได้ หรือประชาชนสามารถ ยื่นตรงศาลรัฐธรรมนูญก็ได้ในกรณีที่จะพิทักษ์รัฐธรรมนูญ ซึ่งในมาตรา ๖๘ ของปี ๒๕๕๐ เขียนไว้ชัดเจนว่า บุคคลจะใช้สิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญเพื่อล้มล้างการปกครอง ในระบอบประชาธิปไตยไม่ได้ แต่จุดที่ผมจะต้องย้ำคือผมมีความรู้สึกเขากำลังหมกเม็ด ให้เราหลงประเด็นไปเถียงกันว่าจะต้องผ่านอัยการหรือไม่ผ่านอัยการ แต่ถ้าท่านประธาน ดูในวรรคหนึ่งของร่างที่เสนอขึ้นมา วรรคหนึ่งเขาแยบยลมากท่านประธาน ผมเพิ่งค้นพบสิ่งนี้ กับท่านผู้อาวุโสในพรรคประชาธิปัตย์ เขาไปเขียนว่าบุคคลจะใช้สิทธิและเสรีภาพตามหมวด ๓ ของรัฐธรรมนูญเพื่อล้มล้างการปกครองไม่ได้ ก็เท่ากับว่าบุคคลจะใช้สิทธิตามหมวด ๓ ไม่ได้ ก็เท่ากับว่าถ้าใช้สิทธิตามหมวดอื่น เช่นตามหมวด ๑๕ มันว่าด้วยการแก้ไขรัฐธรรมนูญได้ ช้า ๆ นะครับท่านประธาน แล้วพี่น้องประชาชน เพื่อนสื่อมวลชนผมว่านี่คือการหมกเม็ด ที่น่ากลัวที่สุดของเผด็จการทุนนิยมสามานย์ ที่ปล่อยให้เราสับสนไปถกเถียงกันระหว่าง จะผ่านอัยการหรือไม่ผ่านอัยการ ย้ำว่าในวรรคหนึ่งเขาหมกเม็ดว่าบุคคลจะใช้สิทธิเสรีภาพ ตามรัฐธรรมนูญ อันนั้นคือของเก่า แต่ของใหม่เขาเติมคำว่า หมวด ๓