สุพจน์ เลียดประถม หารือเรื่องร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะมาตรา ๑๙๐ และมาตรา 68 เพื่อเพิ่มความรวดเร็วในการทำงานของรัฐสภา และแก้ไขปัญหาการควบคุมกฎหมายที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ
ท่านประธานที่เคารพ ผม นายสุพจน์ เลียดประถม สมาชิกวุฒิสภาจังหวัดตราด ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมใคร่ขอแสดงความเห็นต่อร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญในประเด็นของมาตรา ๑๙๐ ครับ ท่านประธาน ตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญที่ได้บัญญัติไว้ในเรื่องมาตรา ๑๙๐ ท่านสมาชิกรัฐสภา โดยทั่วไปทราบกันเป็นอย่างดีว่าสร้างปัญหาในการปฏิบัติงานให้กับสภาแห่งนี้ ก็จะเห็นว่ามี วาระการประชุมของรัฐสภาเราที่คั่งค้างอยู่ในสภา เรื่องกรอบเจรจาต่าง ๆ ที่จะต้อง ไปตกลงกับนานาอารยะประเทศอยู่เป็นจำนวนมาก เพราะฉะนั้นการที่มีวุฒิสมาชิก มีสมาชิก สภาผู้แทนราษฎรได้นำร่างแก้ไขเพิ่มเติมในประเด็นของมาตรา ๑๙๐ ผมเห็นว่าสมควรเป็นอย่างยิ่ง ท่านประธานครับ ปัจจุบันนี้ความรวดเร็วในการทำงานเป็นปัจจัยสำคัญ เดิมในมาตรา ๑๙๐ เขียนไว้ว่าสัญญาประเภทที่มีบทเปลี่ยนแปลงอำนาจอธิปไตยของรัฐ ประเภทที่มีบทเปลี่ยนแปลง เขตพื้นที่อาณาเขตซึ่งประเทศไทยมีสิทธิอธิปไตยหรือเขตอำนาจตามหนังสือสัญญาหรือตาม กฎหมายระหว่างประเทศ ประเภทที่มีผลกระทบด้านความมั่นคงทางเศรษฐกิจหรือสังคม ประเทศอย่างกว้างขวาง ท่านประธานครับ ประเด็นนี้เป็นประเด็นที่มีปัญหาอย่างยิ่งว่า สัญญาประเภทใดที่มีผลกระทบด้านความมั่นคงทางด้านเศรษฐกิจ หรือสังคมประเทศ อย่างกว้างขวาง
ประการต่อมา ประเภทสัญญาที่มีผลผูกพันทางด้านการค้า การลงทุน หรืองบประมาณของประเทศอย่างมีนัยสำคัญ ท่านประธานครับ เรื่องนี้ก่อให้เกิดการตีความ อย่างกว้างขวางขององค์กรและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่ากระทรวง ทบวง กรมต่าง ๆ ก็ทำ เกินไว้ก่อนทำขาดครับ ทุกเรื่องก็เอามาสู่สภาแห่งนี้ เพราะฉะนั้นเรียนต่อท่านประธานว่า การที่มีการเสนอร่างแก้ไขเพิ่มเติม บัญญัติไว้เพียงว่าหนังสือสัญญาใดมีบทเปลี่ยนแปลง อาณาเขตไทยหรือเขตอำนาจแห่งรัฐ หรือจะต้องออกพระราชบัญญัติเพื่อให้เป็นไปตาม สัญญาต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภานะครับ จึงเป็นการแก้ไขข้อขัดข้องดังกล่าว ท่านประธานครับ ผมขอกราบเรียนเพิ่มเติมว่าประเด็นปัญหาที่มีซ้ำซ้อนยิ่งขึ้นก็คือใน รัฐธรรมนูญเองก็เขียนไว้ในมาตรา ๓๐๓ วรรคสาม หลังจากแถลงนโยบายตามมาตรา ๑๗๖ แล้ว รัฐมนตรีที่บริหาร ประเทศอยู่ในขณะนั้นต้องให้มีกฎหมายกำหนดขั้นตอน กรอบ หรือเจรจา ต่าง ๆ ไว้ตั้งแต่ครั้งแรก ในบทเฉพาะกาลเขียนไว้ชัดเจน แต่รัฐบาลที่ผ่านมาหลายยุคหลายสมัย ก็ไม่ได้ทำตรงนั้น ต่อมาในปี ๒๕๕๔ ก็มีการแก้ไขเพิ่มเติมในมาตรา ๑๙๐ ให้มีกฎหมายว่า ด้วยกรอบประเภทของสัญญาในการเจรจา ท้ายที่สุดผ่านไปเกิน ๑ ปีก็ไม่ได้มีการออกกฎหมาย กำหนดเพื่อการนั้น เพราะฉะนั้นสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ ท่านประธานครับ ๒ ประเด็นปัญหา เป็นปัญหาที่ชัดเจนว่าท้ายที่สุดสภาแห่งนี้ไม่สามารถเดินต่อไปได้ ก่อให้เกิดความเสียหาย ต่อประเทศชาติในการที่จะไปทำบันทึกความตกลงกับประเทศต่าง ๆ อย่างกว้างขวาง ผมขอเรียนว่าตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญตามมาตรา ๑๙๐ เป็นเรื่องที่ดีท่านประธาน เป็นกรอบในอุดมคติ แต่ก็ต้องเรียนต่อท่านประธานเป็นเรื่องที่ทำได้ยาก และนิยามสิ่งเหล่านี้ได้ยากมากที่ผมได้กราบเรียนตั้งแต่ต้นว่าข้อตกลงใดครับท่านประธานที่จะ เป็นไปตามที่ได้เขียนไว้ว่า มีผลกระทบด้านความมั่นคงทางด้านเศรษฐกิจหรือสังคมของประเทศ อย่างกว้างขวาง นี่เป็นประการที่ ๑ ที่เป็นปัญหาครับท่านประธาน ประเภทที่มีผลผูกพัน ด้านการค้า การลงทุน หรืองบประมาณของประเทศอย่างมีนัยสำคัญ ท่านประธานครับ ต่างคนต่างก็ตีความกันไป เพราะฉะนั้นวันนี้เองเมื่อมีการเสนอเข้ามาแก้ไขในสิ่งเหล่านี้ผมเห็นว่า มีความเหมาะสมแล้วท่านประธานครับ ไม่ใช่เป็นการได้เปรียบเสียเปรียบหรอกครับท่านประธาน ประเทศต้องเดินต่อไป ท่านประธานครับ ผมเองใคร่ขอเสนอความเห็นต่อตัวร่างพระราชบัญญัติ แก้ไขเพิ่มเติมในประเด็นของมาตรา ๖๘ เป็นประการต่อไป ท่านประธานครับ เรื่องให้อัยการ สูงสุดตรวจสอบข้อเท็จจริง เมื่ออัยการสูงสุดตรวจสอบข้อเท็จจริงแล้วเห็นว่าการกระทำ ดังกล่าวขัดต่อวรรคหนึ่ง ให้อัยการสูงสุดยื่นคำร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยสั่งการให้เลิก การกระทำดังกล่าว ประเด็นนี้ ท่านประธานครับ ก็ต้องเรียนว่าองค์กรศาลรัฐธรรมนูญมีตุลาการ ศาลรัฐธรรมนูญเพียง ๙ คนเท่านั้นเองท่านประธาน ถ้าเราไปดูในมาตรา ๑๔๑ มาตรา ๑๕๔ มาตรา ๑๕๕ มาตรา ๑๘๕ มาตรา ๒๔๕ มาตรา ๒๕๗ ท่านประธานครับ การควบคุมกฎหมาย มิให้ขัดต่อรัฐธรรมนูญ ท่านประธาน ประชาชนไม่มีสิทธิร้องเรียนโดยตรงต่อศาลรัฐธรรมนูญ ทั้งนั้นเลยท่านประธาน เป็นการให้สมาชิกรัฐสภา ให้นายกรัฐมนตรี ให้องค์กรตามรัฐธรรมนูญ ทั้งนั้นเลยครับท่านประธาน ไม่มีบทบัญญัติใดเลยครับท่านประธานในมาตราที่ผมกล่าวถึง ข้างต้น ในมาตรา ๑๔๑ พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี่เป็นบทบังคับให้รัฐสภาต้องส่ง ให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความว่าพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนั้นขัดหรือแย้งรัฐธรรมนูญไหม ในมาตรา ๒๔๕ (๑) ในมาตรา ๒๕๗ (๒) ต้องผ่านผู้ตรวจการแผ่นดินท่านประธาน ในมาตรา ๒๕๗ (๒) ก็ต้องผ่านคณะกรรมการสิทธิ ไม่มีบทบัญญัติใดเลย ท่านประธานครับ สิ่งเหล่านี้สนองเจตนารมณ์ ของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้อย่างชัดเจนท่านประธาน ถ้าเราไปดูในมาตรา ๒๑๒ ท่านประธาน ถ้าเราจะอ่านเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ให้เข้าใจอย่างถ่องแท้ บุคคลซึ่งถูกละเมิดสิทธิ หรือเสรีภาพที่รัฐธรรมนูญนี้รับรองไว้มีสิทธิยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อมีคำวินิจฉัยว่า บทบัญญัติแห่งกฎหมายขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญได้ ท่านประธานครับ ยังไม่จบครับ ท่านประธาน วรรคสองเขียนไว้ การใช้สิทธิตามวรรคหนึ่งต้องเป็นกรณีที่ไม่อาจใช้สิทธิ โดยวิธีการอื่นได้แล้ว ทั้งนี้ตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ เราจะเห็นชัดเจน ท่านประธานครับ บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญไม่ประสงค์ให้ประชาชนไปใช้สิทธิโดยตรง เพราะฉะนั้นการที่ บทบัญญัติในมาตรา ๖๘ บัญญัติไว้เดิมผมก็เข้าใจว่าต้องผ่านองค์กรหนึ่ง แต่เมื่อมีการตีความอย่างนี้ ก็เป็นที่มาของการเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญของเพื่อนสมาชิกทั้งวุฒิสภาและสภาผู้แทนราษฎร ในวันนี้ ผมเองในมาตรา ๖๘ ที่เป็นร่างมาตรา ๓ วรรคสอง ท่านประธานครับ ผมเองอาจจะ มีความเห็นแย้งกับร่างที่เสนอแก้ไขเพิ่มเติมนิดหนึ่งก็คือในกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย สั่งการให้พรรคการเมืองใดเลิกการกระทำตามวรรคสอง อันนี้ตามร่างที่ขอแก้ไขท่านประธาน ศาลรัฐธรรมนูญอาจสั่งยุบพรรคการเมืองดังกล่าวได้ ประเด็นนี้ผมคงต้องแปรญัตติท่านประธาน ผมเองไม่เห็นด้วยนะครับ ศาลใดศาลหนึ่งเพียงศาลเดียวจะมีอำนาจสามารถสั่งยุบพรรคการเมือง นี่ผมเห็นด้วย พรรคการเมืองเป็นของมหาชน ท่านประธานครับ แล้วศาลเป็นเพียงศาลเดียว สั่งยุบพรรคการเมือง ผมพยายามไปค้นเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญปี ๒๕๕๐ เจตนารมณ์ ของรัฐธรรมนูญปี ๒๕๔๐ เรื่องยุบพรรคการเมืองมีเจตนารมณ์ให้ศาลรัฐธรรมนูญเป็นครั้งแรก ของรัฐธรรมนูญปี ๒๕๔๐ เท่านั้นเอง ในอดีตเราไม่มีศาลรัฐธรรมนูญท่านประธาน เพราะฉะนั้น บทบัญญัติอย่างนี้ถ้าเรายังบัญญัติไว้เป็นอันตรายอย่างยิ่งกับระบบพรรคการเมืองของประเทศชาติ พรรคการเมืองเป็นของมหาชนมีพี่น้องประชาชนเป็นเจ้าของและเป็นจำนวนมากด้วย เพราะฉะนั้นการที่บัญญัติไว้อย่างนี้สุ่มเสี่ยงเป็นอย่างยิ่ง ท่านประธานครับ ผมขออนุญาต ขอถือโอกาสนี้กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ขอบคุณครับ