ไพบูลย์ นิติตะวัน แสดงความเห็นเกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยมีประเด็นสำคัญ 2 ประการ คือ สาระในการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ขัดต่อหลักการและเจตนารมณ์แห่งรัฐธรรมนูญ และการกระทำของสมาชิกรัฐสภาที่ดำเนินการแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ และว่าด้วยความไม่ถูกต้องในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยมีบางบุคคลสั่งการแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยไม่มีอำนาจตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ
กราบเรียนท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพ ผม นายไพบูลย์ นิติตะวัน สมาชิกวุฒิสภาแบบสรรหา ในฐานะสมาชิก รัฐสภา ท่านประธานครับ ในส่วนของการแก้ไขรัฐธรรมนูญรายมาตราที่ศาลรัฐธรรมนูญ ท่านได้มีคำวินิจฉัยไว้นั้น รัฐสภาสามารถแก้ไขรัฐธรรมนูญได้เป็นรายมาตรา ชอบแล้วครับ ผมเห็นด้วย แต่การแก้ไขรัฐธรรมนูญก็เหมือนกับการแก้ไขเพิ่มเติมร่างพระราชบัญญัติ ต่าง ๆ เป็นสิ่งที่ทำได้ เป็นอำนาจของรัฐสภา แต่การแก้ไขเป็นรายมาตราโดยรัฐธรรมนูญนั้น จะไม่ใช่เป็นการแก้ไขอย่างไรก็ได้ตามใจชอบ เช่น ผู้แก้ไขที่ได้รับโทษก็จะแก้ไขให้โทษนั้น หมดไป หรือแก้ไขออกนิรโทษกรรมให้กับตนเอง พร้อมทั้งแก้ไขเพื่อให้ตนมีอำนาจมากขึ้น สิ่งเหล่านี้ทำไม่ได้ครับ ท่านประธานครับ การแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้นก็มีกระบวนการตรวจสอบ ความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ เป็นอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งพระราชบัญญัติหรือกฎหมาย จะใช้อำนาจรัฐธรรมนูญตามมาตรา ๑๕๔ ส่วนการตรวจสอบการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้น จะใช้อำนาจตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๖๘ ครับท่านประธาน ในคราวนี้การเสนอร่างแก้ไข รายมาตราถือว่าเป็นการแก้ไขครั้งที่ ๒ มีการแก้ไขมา ๓ ร่าง ท่านประธานครับ ผมได้ ตรวจสอบพบแล้วมีปัญหา ๒ ประการ ในประการแรก สาระในการร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ขัดต่อหลักการและเจตนารมณ์แห่งรัฐธรรมนูญ และในประการที่ ๒ ปัญหาเกี่ยวกับ การกระทำของสมาชิกรัฐสภาที่ดำเนินการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้นโดยไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ
ประการแรก เกี่ยวกับสาระในการร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้ง ๓ ฉบับ มีการแก้ไข รัฐธรรมนูญ มาตรา ๖๘ มาตรา ๑๙๐ และมาตราที่เกี่ยวข้องกับที่มาของ ส.ว. สรรหา การแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้ง ๓ ฉบับนั้นล้วนแล้วแต่ขัดต่อหลักการและเจตนารมณ์แห่งรัฐธรรมนูญ ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำวินิจฉัยที่ ๑/๒๕๐๔ ปรากฏข้อความดังนี้ครับ รัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ มีเจตนารมณ์ดังที่ปรากฏในคำปรารภว่า เพื่อการกำหนดกลไกสถาบันทางการเมืองทั้งฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายบริหารให้มีดุลยภาพ และประสิทธิภาพตามวิถีการปกครองแบบรัฐสภา รวมทั้งให้สถาบันศาลและองค์กรอื่น สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้โดยสุจริตและเที่ยงธรรม นี่เป็นคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ที่วินิจฉัยว่าร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญฉบับหนึ่งบางมาตราต้องสิ้นผลไป เพราะขัดหลักการและเจตนารมณ์แห่งรัฐธรรมนูญ แสดงว่าการดำเนินการต่าง ๆ นั้นจะต้อง ไม่ขัดกับหลักการแห่งรัฐธรรมนูญ ดังนั้นการที่รัฐธรรมนูญบัญญัติว่า กำหนดกลไกสถาบัน การเมืองทั้งฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายบริหารให้มีดุลยภาพและประสิทธิภาพตามวิถี การปกครองแบบรัฐสภา จึงออกแบบให้มีสมาชิกวุฒิสภาสรรหาและสมาชิกวุฒิสภา จากการเลือกตั้งให้มีดุลยภาพซึ่งกันและกัน ส.ว. สรรหาถ่วงดุล ส.ว. เลือกตั้งในวุฒิสภา วุฒิสภาถ่วงดุลกับสภาผู้แทนราษฎร ฝ่ายนิติบัญญัติถ่วงดุลกับคณะรัฐมนตรีหรือฝ่ายบริหาร แต่ท่านไปแก้ไขเรื่องที่มาของ ส.ว. ก็จะเป็นการไปทำลายดุลยภาพนี้ จึงขัดต่อหลักการ และเจตนารมณ์แห่งรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ เป็นการขยายอำนาจ เป็นการได้มาซึ่งอำนาจ การปกครองซึ่งไม่ได้บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ นอกจากนั้นการแก้ไขที่มาของ ส.ว. ที่มี ส.ส. ท่านหนึ่งสนับสนุนร่างการแก้ไขในวันแรกนะครับ ได้อภิปรายว่าต้องการแก้ไขให้ไม่มี ส.ว. สรรหา ให้มีแต่ ส.ว. เลือกตั้ง เพื่อท่านจะถอดถอนองค์กรอิสระ เพราะตอนนี้ท่านถอดถอน ไม่ได้ครับ ทำไมต้องไปถอดถอนองค์กรอิสระ ก็เพราะท่านกลัวว่าองค์กรอิสระซึ่งตอนนี้ ตรวจสอบรัฐบาลกระทำผิดแต่ไม่อยากให้ตรวจสอบ จึงอยากจะถอดถอนองค์กรอิสระ องค์กรอิสระนั้น ป.ป.ช. ครับ การกระทำในลักษณะข่มขู่คุกคามสถาบันศาล องค์กรอิสระ ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่โดยอิสระเป็นการขัดต่อหลักการและเจตนารมณ์แห่งรัฐธรรมนูญ ด้วยเช่นเดียวกัน แล้วนอกจากนั้นในคำส่วนที่เป็นหลักการที่ปรากฏในคำปรารภนั้น การยึดถือระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขเป็นวิธีการในการ ปกครองประเทศ การคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชนให้ประชาชนมีบทบาท มีส่วนร่วม ในการปกครองและตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐอย่างเป็นรูปธรรม เป็นหลักการและเจตนารมณ์ แห่งรัฐธรรมนูญฉบับนี้ด้วย ดังนั้นรัฐธรรมนูญ มาตรา ๖๘ ให้สิทธิประชาชนในการตรวจสอบ การใช้อำนาจรัฐอย่างเป็นรูปธรรม ฟ้องไปศาลโดยตรงได้ แต่ก็มีการที่จะแก้ไขให้ไม่ฟ้อง ฟ้องไม่ได้ ให้ไปทางอ้อมครับ แต่ทางอ้อมนั้นเป็นเขาวงกตครับชาตินี้ก็ไม่มีวันถึงศาลรัฐธรรมนูญ ดังนั้นเป็นการขัดต่อหลักการและเจตนารมณ์แห่งรัฐธรรมนูญ ส่วนรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๐ ก็เช่นเดียวกันเนื่องจากเวลาผมมีน้อยมาก ผมขอเรียนเพียงแค่ว่าก็เป็นการต้องการสกัด ไม่ให้เอาเรื่องเอฟทีเอซึ่งกระทบต่อประชาชน ไม่ต้องการเรื่องการขายข้าวจีทูจีที่ขาดทุน ตั้งหลายแสนล้านบาทเอาเข้าสภา ท่านประธานครับ ผมยังตามเรื่องเอกสารข้าวจีทูจี ท่านก็ยัง หลบอยู่ไม่ยอมเอามาให้ผม ซึ่งถ้าเอามาให้ผมจะได้ฟ้องไปตามมาตรา ๑๙๐ เสียที แล้วนอกจากนั้นการสร้างหนี้ ๒ ล้านล้านบาทให้ประชาชนรับจ่ายหนี้ไปตลอดชาตินั้นก็จะเอาเข้า มีหลายสัญญาเข้าข่ายตามมาตรา ๑๙๐ ท่านก็เลยจะแก้เสียเลยไม่จำเป็นจะต้องเอาเข้าสภา จะได้ให้ประชาชนติดหนี้กันไปจนตลอดชาติได้
ส่วนประการที่ ๒ เรื่องความไม่ถูกต้องของการดำเนินการแก้ไขรัฐธรรมนูญ มีบุคคลหนึ่งครับ ผมไม่ขอเอ่ยนาม ซึ่งอยู่ต่างประเทศได้สไกป์มาสั่งสมาชิกรัฐสภาพรรคหนึ่ง ผมก็ไม่เอ่ยนามเช่นเดียวกัน ให้ดำเนินการแก้ไขรัฐธรรมนูญรายมาตรา ผู้ที่สั่งไม่มีอำนาจ ตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ แต่เมื่อสั่งแล้วมีสมาชิกรัฐสภานำไปดำเนินการเพื่อแก้ไข รัฐธรรมนูญนั้น ทำให้ผู้ที่สไกป์มีอำนาจปกครองประเทศโดยวิธีการที่ไม่ได้เป็นไปตามวิถีทาง ที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญครับ ดังนั้น