รัฐสภา · ครั้งที่ ๔ · ๔ เมษายน ๒๕๕๖

สันต์ศักย์ จรูญ งามพิเชษฐ์ หารือเรื่องแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการแก้ไขมาตรา 111, 112, 115, 116 และมาตรา 68, 237 เพื่อให้การปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ไม่ถูกเปลี่ยนแปลง และให้สมาชิกวุฒิสภามาจากการเลือกตั้ง 200 คน ตามสัดส่วนประชากร

นายสันต์ศักย์ จรูญ งามพิเชษฐ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายสันต์ศักย์ จรูญ งามพิเชษฐ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคพลังชล กระผมมีความยินดีที่มาร่วมประชุม กับพี่ เพื่อน และน้อง ของสภาแห่งนี้อันทรงเกียรติ ซึ่งผมเองเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร มาตั้งแต่ปี ๒๕๒๖ และมีความคลุกคลี มีความรัก มีความผูกพันกับพี่ เพื่อน และน้อง ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภาเกือบทุกท่าน เดี๋ยวนี้มาถึงลูกหลานด้วย เพราะฉะนั้นก็ถือว่าทุก ๆ ท่านที่เข้ามาในสภาแห่งนี้นั้นล้วนแล้วแต่ถูกเลือกสรรมาจากปวงชนชาวไทย ซึ่งเราก็มาทำหน้าที่เพื่อรักษาประโยชน์ของประชาชนและประเทศชาติ วันนี้เราถกกันเป็นวันที่ ๓ แล้วในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ๓ มาตรา ซึ่งจริง ๆ แล้วทุก ๆ พ.ร.บ. นั้นก็มีสิทธิที่จะแก้ไขได้ ถ้าหากว่าเป็นในแนวทางที่ดีขึ้น ซึ่งในครั้งนี้นั้นร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม มี ๓ มาตรา มาตรา ๑๑๑ มาตรา ๑๑๒ มาตรา ๑๑๕ มาตรา ๑๑๖ และมาถึง ร่างรัฐธรรมนูญ แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พุทธศักราช .... แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา ๑๙๐ อีกร่างหนึ่ง ก็คือร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พุทธศักราช .... มาตรา ๖๘ และมาตรา ๒๓๗ อย่างมาตรา ๖๘ ก็เป็นที่มาของการที่จะต้องมีการแก้ไขกัน ในการมีทำผิดเพียงท่านเดียวในคณะกรรมการบริหารพรรคการเมืองก็ถูกยุบพรรคการเมือง ขณะนี้เราเสียบุคลากรทางการเมืองถึงหลายร้อยท่าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งพรรคพลังประชาชน หรือพรรคเพื่อไทยเดี๋ยวนี้ ๑๑๑ คน พรรคชาติไทย ๑๐๙ คน และพรรคมัชฌิมาธิปไตย ล้วนแล้วแต่เป็นบุคลากรที่สำคัญของประเทศชาติ ซึ่งช่วยเหลือประโยชน์ประเทศชาติ อย่างใหญ่หลวง ถูกเว้นวรรคไป ๕ ปี แม้กระทั่งหัวหน้าพรรคพลังชลของท่านสนธยา คุณปลื้ม ก็ได้อยู่ในวาระนี้ทั้ง ๆ ที่ไม่ได้มีความผิดอะไรอย่างนี้เป็นต้นนะครับ อันนี้ก็เห็นสมควรต้องแก้ไข มาตรา ๒๖๘ และมาตรา ๒๓๗ มีข้อสำคัญอย่างยิ่งที่ผมเองในฐานะที่เป็นคณะกรรมการ ๑๑ ท่าน ที่พยายามพิจารณาอย่างรอบคอบในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ๓ มาตรานี้เป็น ๑ ปีมาแล้วนะครับ ได้มีการพูดและเค้นกับนักกฎหมายทุกฝ่าย ก็เห็นว่าส่วนหนึ่งในพระราชบัญญัติ มาตรา ๒๙๑ ข้อที่สำคัญที่สุดนะครับ ญัตติขอแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญที่มีผลเป็นการเปลี่ยนแปลง การปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือเปลี่ยนแปลง รูปแบบของรัฐ จะเสนอมิได้ พวกเราจึงดำเนินการในการที่จะต้องถือยึดเป็นหลักนะครับ ผมเองก็จะพูดใกล้ตัวว่าผมเองได้เป็นสมาชิกวุฒิสภาในปี ๒๕๔๙ พร้อม ๆ กับเพื่อน สมาชิกวุฒิสภามาจำนวนหลายท่านซึ่งมีทั้งเลือกใหม่ก็ได้เข้ามา แล้วบางท่านก็มีผู้ทรงคุณวุฒิ ได้ถูกคัดสรรออกมาเป็นสัดส่วนนะครับ อันนี้ก็ล้วนแล้วแต่ทุกท่านมาด้วยความชอบธรรม ของกฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๕๐ แต่สำหรับปี ๒๕๔๐ นั้นก็มีเกือบจะสมบูรณ์ ผมถูก รสช. ยึดอำนาจไปพร้อมกับเพื่อนสมาชิกวุฒิสภา ปี ๒๕๔๙ ในขณะนั้นเราได้รับเลือก เข้ามาวันที่ ๑๙ เมษายน ๒๕๔๙ แล้วท่านประธานรัฐสภาเวลานั้นก็คือ ท่านสุชน ชาลีเครือ ท่านก็ได้มีการจัดปฐมนิเทศขึ้นที่พัทยาอย่างสมเกียรติ เพื่อที่ในกฎหมายรัฐธรรมนูญนั้น จะต้องมีสมาชิกวุฒิสภาครบ ๒๐๐ ท่านถึงจะเปิดสภาได้ แต่ท่านก็ให้เกียรติไปปฐมนิเทศกัน ตอนเช้าพวกเราก็ไปร่วมประชุมปรึกษาหารือกัน แต่พอตอนเกือบเที่ยงคืนเรากลายเป็น ปัจฉิมนิเทศครับ พวกเราต้องหิ้วกระเป๋ากลับกันเพราะว่าถูก รสช. ยึดอำนาจไป ครั้งแรก เราก็คิดว่าอาจจะแก้ไขเป็นบางมาตราในกฎหมายรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ แต่ปรากฏว่า ถูกฉีกไปทั้งฉบับ แล้วก็มาร่างเป็นกฎหมายรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ในฉบับปี ๒๕๔๐ นั้น วิธีการเลือกสรรก็คือว่าสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรต่อประชากรพลเมือง ๑๕๐,๐๐๐ คน ต่อ ส.ส. ๑ คนของแต่ละจังหวัด อย่างเช่นจังหวัดชลบุรี ประมาณ ๑,๒๐๐,๐๐๐ คน ก็จะมี ส.ส. ๘ คน ประชากร ๓๐๐,๐๐๐ คนต่อสมาชิกวุฒิสภา ๑ คน เพราะฉะนั้นบวกลบแล้ว จังหวัดชลบุรีได้ ๔ คน ซึ่งเป็นวาระสุดท้ายแห่งการเลือกตั้ง แต่กฎหมายรัฐธรรมนูญ ของปี ๒๕๕๐ นั้นไม่เป็นเช่นนั้นนะครับ กำหนดเขตจังหวัดของแต่ละจังหวัดมีเพียง สมาชิกวุฒิสภาเพียงหนึ่งเดียว กรุงเทพมหานคร สมาชิกวุฒิสภา ๑๘ คน ก็เหลือ ๑ คน จังหวัดตราด ๑ คน ก็เหลือ ๑ คน จังหวัดระนอง ๑ คน ก็เหลือ ๑ คน โคราช ๘ คน ก็ ๑ คน หรือจังหวัดชลบุรี ๔ คน ก็ ๑ คน อย่างนี้เป็นต้น อันนี้เป็นความไม่สมดุลกันอย่างยิ่งที่จะให้พ่อแม่พี่น้องประชาชนเป็นที่พึ่ง ในการที่จะมาเป็นตัวแทนในสภาผู้แทนราษฎร เพราะฉะนั้นการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ในมาตรา ๑๑๑ มาตรา ๑๑๒ นั้นก็เห็นว่าได้ร่างไว้อย่างเหมาะสมแล้วว่าต่อไปจะมี สมาชิกวุฒิสภามาจากการเลือกตั้ง ๒๐๐ คน จาก ๒๐๐ คนนี้ก็คือตามสัดส่วนอย่างที่ ผมพูดไปเมื่อสักครู่นี้ ก็คืออาจจะประมาณประชากร ๓๐๐,๐๐๐ คนต่อ ส.ว. ๑ คน อันนี้ก็เป็นสัดส่วนเรายอมรับกันได้แล้วก็มาอย่างสมเกียรติ ส่วนวุฒิสมาชิกที่สรรหา อยู่ในขณะนี้ท่านก็เป็นเหมือนพี่ เหมือนเพื่อน เหมือนน้องนะครับ เราก็ได้ร่างให้คงไว้ จนกระทั่งหมดอายุของวุฒิสภา ส่วนเรื่อง ส.ว. ที่มาจากการเลือกตั้งก็ถือว่าหมดวาระ เพื่อที่จะมาเลือกตั้งกันใหม่ ผมเองได้ปรึกษาหารือกับเพื่อน ๆ พี่ ๆ น้อง ๆ ของสมาชิกวุฒิสภา ที่มาจากการสรรหาหลายท่าน ผมต้องยกย่องชมเชยท่าน ส.ว. วันชัย ขออภัยที่ต้องเอ่ยนาม คุณวันชัย สอนศิริ ท่านบอกว่าผมมาจากสรรหา แต่ยินดีครับถ้าหากว่ากฎหมายฉบับนี้ ผ่านไปไม่ต้องอยู่ครบวาระ ผมลาออกเลยเพื่อจะมาลง ส.ว. นี่น่าที่จะยกย่องชมเชยอย่างยิ่ง เพราะต้องยอมรับตามวาระของการที่จะต้องมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญนะครับ สิ่งนี้เป็น ความภาคภูมิใจของพวกเราที่มาจากการเลือกตั้ง ผมเองอยู่สภาแห่งนี้ ๓๐ ปี เพราะฉะนั้น ผมมีแต่พี่ เพื่อน และน้อง เดี๋ยวนี้ลูกหลานเข้ามาอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นขอให้สภาแห่งนี้เรามี ความรัก มีความปรองดองกันโดยเฉพาะอย่างยิ่งเดี๋ยวนี้พรรคพลังชล คุณสนธยา คุณปลื้ม ก็เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ผมเองก็อยู่ในตำแหน่งประธานคณะกรรมาธิการ การศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรม ปีนี้เป็นปีพุทธชยันตี ๒,๖๐๐ ปีแห่งพระพุทธเจ้าตรัสรู้ธรรม พระพุทธองค์ทรงตรัสไว้ว่า ไม่มีความสุขใดเหนือการให้อภัยแล้วก็สามัคคีกัน ขอให้สภานี้ อยู่ยืนยาวต่อไปเถอะครับ ขอบพระคุณทุกท่านครับ