วิชาญ ศิริชัยเอกวัฒน์ แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยเห็นว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญสามารถดำเนินการได้ และสนับสนุนการแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน โดยเฉพาะในเรื่องของมาตรา 68 ที่เกี่ยวข้องกับการตัดสิทธิประชาชน นอกจากนี้ วิชาญยังเสนอการแก้ไขปัญหาการขยายจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ว.) โดยเสนอให้เพิ่มจำนวนจาก 150 คนเป็น 273 คน โดยจะแบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม คือ 77 คนจากเขตจังหวัด 73 คนจากการเลือกตั้งตามเขตประเทศ และ 123 คนจากการเลือกตั้งจากสาขาอาชีพต่าง ๆ
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม นายวิชาญ ศิริชัยเอกวัฒน์ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ในเรื่องของการแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันนี้ ผมเอง มีความเห็นว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้นสามารถดำเนินการได้ เมื่อปีที่แล้วก็ได้มีโอกาส สนับสนุนการแก้ไขทั้งฉบับด้วย สิ่งที่เป็นเหตุผลนะครับว่าทำไมถึงเห็นว่าแก้ไขได้ เพราะว่า ตลอดระยะเวลา ๕ ปีที่ผ่านมาเห็นข้อบกพร่องของการใช้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ ในครั้งนี้ สนับสนุนการแก้ไขนะครับ เพราะบนพื้นฐานที่ได้เรียนท่านประธานไปก็คือว่ารัฐธรรมนูญ ฉบับนี้แก้ไขได้ แล้วทั้ง ๓ ฉบับก็ขอเห็นด้วยในหลักการแต่ไม่เห็นด้วยในรายละเอียด
ในฉบับที่ ๑ ซึ่งเป็นร่างที่แก้ไขในส่วนของมาตรา ๖๘ และมาตรา ๒๓๗ อยากจะกราบเรียนว่าในประเด็นของมาตรา ๖๘ นั้นมีบทบัญญัติว่าด้วย ๒ ประเด็นนะครับ
ประเด็นแรก ก็คือมีการแก้ไขบทบัญญัติในวรรคสองเพื่อต้องการให้เกิด ความชัดเจนนั้นผมเห็นด้วย แต่จะขอแปรญัตติเพิ่มเติมเพื่อขอลดข้อโต้แย้งในเรื่องของ การตัดสิทธิประชาชน แล้วเหตุที่เห็นด้วยเพราะเห็นว่าการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ในช่วงที่ผ่านมานั้นเป็นการใช้อำนาจเกินกว่ารัฐธรรมนูญกำหนดที่บอกว่าประชาชนใช้สิทธิ ได้ ๒ ทาง ทั้ง ๆ ที่เป็นไปไม่ได้นะครับเรื่องของการใช้สิทธิ ๒ ทาง อยากจะกราบเรียน ท่านประธานอย่างนี้ครับ เพราะว่าถ้าเป็นเช่นนั้นก็จะไม่มีใครใช้สิทธิในช่องทางที่ต้องใช้เวลา เพราะถ้ารัฐธรรมนูญเขียนว่าใช้ได้ ๒ ทาง ทางหนึ่งคือไปศาลรัฐธรรมนูญโดยตรง อีกทางหนึ่ง ก็คือต้องไปที่อัยการสูงสุดก่อนแล้วถึงจะไปศาลรัฐธรรมนูญในภายหลัง ถามว่าทุกคนที่ไป ร้องศาลนั้นต้องการความรวดเร็ว มีใครที่จะใช้ช่องทางที่ต้องเดินอ้อม ฉะนั้นกฎหมายเขียนไว้ ไม่ชัดเจนจึงต้องทำให้เกิดความชัดเจน ซึ่งจะสามารถทำได้ก็คือว่าอาจจะเป็นการให้ร้องต่อ อัยการสูงสุดก่อน แล้วถ้าอัยการสูงสุดสั่งประการใดก็ไปถึงศาลรัฐธรรมนูญ แต่ถ้าอัยการ ไม่สั่งก็อาจจะเปิดโอกาสให้ผู้ร้องสามารถใช้สิทธิร้องกับศาลโดยตรงได้ในภายหลัง อันนั้น ก็เป็นทางออกที่อาจจะเกิดความชัดเจนมากขึ้น
ประเด็นที่ ๒ ที่มีการขอแก้ไขให้ตัดวรรคสี่ออก โดยไม่ให้มีการตัดสิทธิ ทางการเมืองของกรรมการบริหารพรรคนั้นกระผมเห็นว่าไม่เห็นด้วย เพราะว่าถ้าพรรค ถูกศาลรัฐธรรมนูญสั่งให้เลิกการกระทำที่เห็นว่าเป็นการล้มล้างระบอบประชาธิปไตยแล้ว พรรคนั้นมีความผิด ฉะนั้นกรรมการควรจะต้องรับผิดชอบ เพราะฉะนั้นในส่วนนี้ก็คงจะต้อง แปรญัตติให้มีการนำกลับมา
ส่วนมาตรา ๒๓๗ นั้นมีประเด็นเดียว คือการยกเลิกการยุบพรรคในกรณีที่ กรรมการหรือสมาชิกพรรคซึ่งเป็นการกระทำส่วนบุคคลที่กระทำผิดต่อกฎหมายเลือกตั้ง ในประเด็นนี้ที่วรรคสองจะให้มีการยุบพรรคนั้นก็ไม่เห็นด้วย ฉะนั้นการตัดออกไปในส่วนของ มาตรา ๒๓๗ นั้นก็เห็นชอบ
ฉบับที่ ๒ ว่าด้วยมาตรา ๑๙๐ คือเห็นด้วยที่จะมีการแก้ไข แต่ก็ไม่เห็นด้วย กับการแก้ไขทั้งหมด เพราะว่าตามร่างนั้นก็ยังมีประเด็นปัญหาที่เป็นข้อกังวลของ พี่น้องประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่อยู่ห่างไกล ก็คือเรื่องของผลกระทบที่เกิดจาก การทำข้อตกลงทางการค้าทั้งหลาย ซึ่งตามร่างได้ตัดส่วนนี้ออกไป ก็มีความเห็นว่าจะต้อง นำกลับมา แล้วก็จะมีรายละเอียดบางส่วนที่อาจจะต้องแปรญัตติเพิ่มเติมในภายหลัง
ฉบับที่ ๓ ซึ่งเป็นฉบับที่สำคัญ ว่าด้วยจำนวนที่มาและวาระการดำรงตำแหน่ง ของสมาชิกวุฒิสภา ซึ่งประกอบด้วยมาตรา ๑๑๑ ถึงมาตรา ๑๑๕ แล้วก็มาตรา ๑๑๗ มาตรา ๑๑๘ มาตรา ๑๒๐ มาตรา ๒๔๑ คือเห็นด้วยกับการแก้ไขในหลักการของกลุ่มนี้ แต่ไม่เห็นด้วยซึ่งมีรายละเอียดอยู่ ๔ ประเด็น
ประเด็นแรก มีการเพิ่ม ส.ว. จาก ๑๕๐ คน เป็น ๒๐๐ คน กระผมไม่เห็นด้วย คือที่ไม่เห็นด้วยเพราะว่าจะเป็นการสิ้นเปลืองงบประมาณโดยใช่เหตุ ในปัจจุบันเรามีจำนวน อยู่ประมาณ ๑๕๐ คน แต่ที่ทำงานจริง ๆ ไม่ถึงจำนวนดังกล่าว ถ้าเราเพิ่มเข้ามาก็จะเป็น การเพิ่มภาระงบประมาณมากขึ้น ฉะนั้นควรจะคงไว้จำนวนเดิมคือ ๑๕๐ คน
ประเด็นที่ ๒ ในกรณีการยกเลิก ส.ว. สรรหา เปลี่ยนที่มาจากการเลือกตั้ง ทั้งหมดแทน ไม่เห็นด้วย เพราะมีประสบการณ์มาทั้งจากรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ และปี ๒๕๕๐ ที่เป็นเช่นนั้นเพราะว่าถ้าเรามองย้อนกลับไปรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ที่กำหนดให้ ส.ว. มาจาก การเลือกตั้งทั้งหมด แต่ประเด็นปัญหาก็คือว่า ส.ว. ที่มาจากการเลือกตั้งส่วนใหญ่จะต้องอิง นักการเมือง ไม่ว่าจะเป็นนักการเมืองระดับชาติหรือนักการเมืองท้องถิ่น แล้วบางคนก็เป็น วงศาคณาญาติของนักการเมือง เรามีประสบการณ์มาแล้วทั้งฉบับปี ๒๕๔๐ แล้วปี ๒๕๕๐ เราก็จะเห็นว่ายังมีส่วนหนึ่งที่เป็น ส.ว. จากการเลือกตั้งก็อยู่ในลักษณะเช่นนี้ ในขณะเดียวกัน รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ซึ่งกล่าวถึงการสรรหาวุฒิสภา เราก็มีประสบการณ์มา ๒ ครั้ง คือเมื่อปี ๒๕๕๑ และปี ๒๕๕๔ ในฐานะที่ผมเองเป็นคนหนึ่งซึ่งมาจากการสรรหา ก็ต้องยอมรับว่าการสรรหาทั้ง ๒ ครั้งไม่ได้ ตอบโจทย์อยู่หลายประการ เรื่องของความหลากหลาย ของที่มา เรื่องของความเป็นกลาง อย่างที่รัฐธรรมนูญอยากจะเห็น อย่างที่เรารู้ว่ามี ส.ว. บางกลุ่มก็พยายามที่จะยึดโยงกับ กลุ่มอำนาจต่าง ๆ ผมเองในช่วงเวลา ๕ ปีเห็นว่าการสรรหานั้นก็ไม่ได้ตอบโจทย์ประชาชน
ประเด็นที่ ๓ ให้ ส.ว. ลงสมัครเลือกตั้งโดยไม่มีวาระ ผมไม่เห็นด้วยครับ คือเนื่องจากหลักคิดที่ให้ ส.ว. มี ๖ ปีนั้น เพราะว่าต้องการที่จะไม่ให้เป็นการเพิ่มอำนาจหรือว่า สืบทอดอย่างต่อเนื่อง เพราะรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ และปี ๒๕๕๐ ที่มีกำหนดให้ ส.ว. ๖ ปีนั้น ก็เป็นเพราะว่ามีการเพิ่มอำนาจให้กับ ส.ว. ในการที่จะมีอำนาจหน้าที่ในการแต่งตั้ง และถอดถอน ฉะนั้นถ้าให้มีการยืดอายุไปก็จะเป็นการยืดอำนาจ เป็นการใช้อำนาจซึ่งจะเกิด ปัญหาได้
ประเด็นที่ ๔ ให้มีบทเฉพาะกาลให้ ส.ว. สรรหาอยู่ต่อไปและเลือกตั้งใหม่ ๒๐๐ คน ท่านประธานครับ ท่านประธานลองคิดดูว่าขณะนี้เรามีอยู่ ๑๕๐ คน เพิ่มเป็น ๒๐๐ คน บวกกับที่จะมีอยู่อีก ๗๓ คน เป็น ๒๗๓ คน เพิ่มจากปัจจุบันอีก ๑๒๓ คน ถ้าเราเอา ตัวเลขนี้คูณด้วยค่าใช้จ่ายต่อปีที่ ส.ว. จะได้ก็ประมาณ ๓,๐๐๐,๐๐๐ บาท ใน ๓ ปีนี้ เราจะต้องใช้งบประมาณเพิ่มขึ้นอีก ๑,๑๐๐ ล้านบาท และท่านประธานลองดูนะครับที่นั่ง ในสภาแห่งนี้ ท่านประธานครับ ขออีกนิดเดียวจบแล้วครับ ก็คือว่าที่นั่งในสภาแห่งนี้ขณะนี้ ๖๕๐ คนแล้ว ถ้ามีการเพิ่มอีก ๑๒๓ คน ท่านประธานลองดูนะครับเราจะเอาที่ไหนนั่งในกรณี ประชุมร่วมกัน
สุดท้าย ผมคิดว่าการที่จะหาทางออกในกรณี ๑๕๐ คน ก็คือว่าให้คง ๗๗ คน ที่มาจากเขตจังหวัดต่อไป แล้วก็ ๗๓ คนมาจากการเลือกตั้งโดยใช้เขตประเทศเป็นเกณฑ์ แล้วก็เลือกตั้งจากสาขาอาชีพต่าง ๆ โดยให้ประชาชนที่อยู่ในสาขาอาชีพนั้น ๆ มาลงทะเบียน เพื่อจะเลือกตั้ง ถ้าเป็นอย่างนี้เราก็จะพ้นการครหาว่าการที่ ส.ว. สรรหามาจากกลุ่มคน เพียงไม่กี่คน
สุดท้ายก็คือว่าผมรับหลักการร่างพระราชบัญญัติทั้ง ๓ ฉบับโดยมีเงื่อนไข ที่จะนำไปสู่การแปรญัตติต่อไป จึงฝากท่านประธานและท่านสมาชิกพิจารณาต่อไป ขอบพระคุณครับ