เกชา ศักดิ์สมบูรณ์ เสนอแนะแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะมาตรา 68 และ 190 ซึ่งเกี่ยวข้องกับการยุบพรรคการเมือง และการค้าขายระหว่างประเทศ พร้อมเสนอแนวทางแก้ไขการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา และเสนอระบบการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาที่มีส่วนหนึ่งเลือกโดยการสรรหา และส่วนหนึ่งเลือกโดยการลงคะแนนเสียง
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ ผม เกชา ศักดิ์สมบูรณ์ สมาชิกวุฒิสภาจังหวัดราชบุรี ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ผมเป็น ส.ว. มาแล้วสมัยครึ่ง ในครึ่งแรกเป็นได้ ๕ เดือนแล้วก็ผ่านการถูก ปฏิวัติไปในขณะนั้น แต่ก็ได้มีโอกาสกลับเข้ารับการเลือกตั้งอีกครั้งหนึ่งในปี ๒๕๕๑ จึงได้ เป็น ส.ว. มาขณะนี้เป็นเวลา ๕ ปี ในครั้งนี้ผมไม่ได้ลงชื่อในการแก้ไขรัฐธรรมนูญด้วยทั้ง ๓ ฉบับ เดิมนั้นผมเป็นผู้ร่วมลงชื่อ และริเริ่มด้วยทุกครั้งในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่ครั้งนี้ไม่ลงชื่อเพราะว่ามีคนจ้องจะหาเรื่อง อยู่นะครับ ผมไม่ค่อยกล้าเหมือนท่านประธาน ท่านประธานเองก็ลงไปแค่ ๒ ฉบับ อีกฉบับหนึ่งท่านก็ไม่ได้ลงคือที่มาของ ส.ว. ในประเด็นนี้นะครับ ในมาตรา ๖๘ ที่มี การขอแก้ไขกันนั้นศาลรัฐธรรมนูญชี้ไปแล้วว่ายื่นได้ ๒ ทาง เราจึงมาแก้ว่าจะให้ยื่น ทางใดทางหนึ่ง อันนี้ก็เป็นเรื่องของที่ประชุมจะว่ากันต่อไปนะครับ
ส่วนเรื่องของการยุบพรรคการเมืองให้ยกเลิกมาตรานี้ พวกเราสมาชิกวุฒิสภา ได้เห็นด้วยกับเรื่องนี้มานานแล้วนะครับว่าพรรคการเมืองนั้นเป็นสถาบันคุณจะได้คงอยู่ ถ้าผิดก็ผิดเฉพาะกรรมการบริหารพรรคการเมืองไป แต่ในการแก้ไขครั้งนี้ไม่ได้มีโทษ ถึงกรรมการบริหารพรรคการเมืองด้วย ผมเชื่อว่าถ้าเราไม่ให้กรรมการบริหารพรรคการเมือง มาร่วมรับผิดเลยก็จะเป็นการปล่อยปละละเลย ไม่ดูแลการเลือกตั้งให้บริสุทธิ์และเที่ยงธรรม ในมาตรา ๑๙๐ ซึ่งเป็นอุปสรรคทำให้การค้าขายเรานั้นไม่ทันประเทศเพื่อนบ้านของเรา เราล่าช้ากว่าเขามาก ความลับถูกเปิดเผยเพราะต้องมาอภิปรายกัน ก็อยากให้เกิด ความสะดวก ก็คือการแก้ไขมาตรา ๑๙๐ นี้ ในส่วนนี้ผมก็เห็นด้วย
อีกส่วนหนึ่งที่สำคัญในวันนี้ที่เกี่ยวข้องกับสมาชิกวุฒิสภา ก็คือที่มาของ สมาชิกวุฒิสภา ซึ่งในร่างแก้ไขเหล่านั้นจะให้มี ส.ว. มาจากการเลือกตั้งทั้งหมด ๒๐๐ คน ซึ่งเคยใช้มาแล้ว ผมก็เคยเลือกตั้ง ๒๐๐ คนมาแล้วเมื่อปี ๒๕๔๙ แล้วก็ปฏิวัติมา ในครั้งนี้ ก็ให้มี ๒๐๐ คนอีก ผมก็ดูแล้วว่าถ้ามี ๒๐๐ คนจะมี ส.ว. หรือเปล่าในอนาคตถ้าเลือกตั้ง ทั้งหมด ในประเด็นเรื่อง ๒๐๐ คน ในมาตรา ๑๓ ในบทเฉพาะกาลบอกว่า ในวาระเริ่มแรก ให้วุฒิสภาประกอบด้วยสมาชิกวุฒิสภา ซึ่งมาจากการเลือกตั้งตามพระราชกฤษฎีกา กำหนดให้มีการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาเป็นการทั่วไปตามมาตรา ๑๒ และสมาชิกวุฒิสภา ตามมาตรา ๑๐ ซึ่งมาจากการสรรหาที่เหลืออยู่ รวมแล้วจะเป็น ๒๗๓ คนในวาระเริ่มแรก ถ้ารัฐธรรมนูญนี้ประกาศใช้ เดิมมี ส.ว. ๑๕๐ คน เพิ่มเลือกตั้งมาเป็น ๒๐๐ คน บวกกับ ส.ว. สรรหาตามบทเฉพาะกาลอีก ๗๓ ท่าน เป็น ๒๗๓ ท่าน ท่านดูนะครับว่าจะเกิดความวุ่นวาย ให้กับสมาชิกวุฒิสภาอย่างไร
๑. ด้านคณะกรรมาธิการ ทั้งค่าตอบแทนผู้เชี่ยวชาญ ผู้ติดตาม และค่าใช้จ่าย ต่าง ๆ นานาอีกมากมาย ดูแล้วต้องใช้จ่ายเพิ่มขึ้นอีกประมาณ ๑,๐๐๐ กว่าล้านบาท ทำไมเราไม่บอกว่าให้ ส.ว. เลือกตั้งหมดวาระเท่ากับ ส.ว. สรรหา แล้วไปเลือกตั้งใหม่ในอีก ๓ ปีข้างหน้า ก็คือปี ๒๕๖๐ ซึ่งก็สามารถทำได้ประหยัดงบไป ๑,๐๐๐ กว่าล้านบาท นี่ประเด็นหนึ่ง
๒. ผมมีแนวคิดนี้มานาน เคยเสนอกับแกนนำของ ส.ว. ไปด้วยว่า ส.ว. สรรหานั้นอยู่ด้วยกันมาแล้ว ๕ ปีเศษ ๆ ส่วนดีก็มีเยอะ ส่วนไม่ดีก็มีบ้างแต่รวมแล้วทำงาน ด้วยกันได้ดี ผมคิดว่าถ้าเกิดเรามี ส.ว. ทั้งหมด ๒๐๐ คน ถ้าเราบอกว่า ส.ว. สรรหา ยื่นถอดถอนได้ ยื่นแต่งตั้งอะไรได้ก็แล้วแต่ ถ้าเราเปลี่ยนใหม่ว่าให้มี ส.ว. สรรหาเพียง ๔๐ เปอร์เซ็นต์ของ ๒๐๐ คน ก็คือจะมี ส.ว. สรรหา ๘๐ คน และมีเลือกตั้ง ๑๒๐ คน ในส่วนนี้ก็จะทำให้ ส.ว. สรรหาไม่สามารถที่จะเข้าชื่อยื่นถอดถอนหน่วยงานอื่นได้ แล้วก็เป็นประโยชน์ด้วยในประเด็นนี้ และ ส.ว. เลือกตั้ง ๑๒๐ คน ก็จะได้สัดส่วนประชากร ๕๐๐,๐๐๐ คนต่อ ส.ว. ๑ คน แล้วท่านก็ไม่ต้องไปเพิ่มเป็น ส.ว. ๒๗๓ คน ก็จะมี ส.ว. ๒๐๐ คนเหมือนเดิมเมื่อเลือกตั้งที่จะครบวาระในปีหน้า โดยการเลือกตั้ง ส.ว. มา ๑๒๐ คน บวกกับ ส.ว. สรรหาอีก ๗๓ คน ก็เป็น ๑๙๓ คน ที่ขาดก็ไม่ต้องสรรหาเพิ่มเติม แต่ที่มาของ ส.ว. สรรหาควรจะมีมาตรการที่ดีแล้วก็ครบถ้วนมากกว่านี้ ถ้าเรามี ส.ว. สรรหา ๘๐ คนท่านอาจจะให้มีกรรมการสรรหาจะกี่ท่านก็แล้วแต่ แต่ให้มี ๘๐ องค์กร องค์กรละ ๑ คนในสัดส่วนของ ส.ว. อย่างเช่นสมาคมข้าราชการพลเรือน สมาคมต่าง ๆ ที่มีอยู่ กบข. หรืออะไรก็แล้วแต่ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย หน่วยงานละ ๑ คนก็จะได้มา ๘๐ คน บวกกับเลือกตั้งอีก ๑๒๐ คน ก็สลับกันเข้าสลับกันออก ก็เป็นไปได้ในส่วนนี้ ซึ่งผมเชื่อว่าจะทำให้ ส.ว. นั้นมีอยู่คู่กับประเทศไทยได้ไปตลอด แต่ถ้า เลือกตั้งทั้งหมด ๒๐๐ คนผมไม่มั่นใจว่าจะมี ส.ว. ให้เลือกตั้งอีกหรือเปล่า ประเด็นนี้ น่าจะสำคัญกว่า ในมาตรา ๑๑๗ เดิมบอกไว้ว่า ให้ ส.ว. ดำรงตำแหน่งติดต่อกันได้ไม่เกิน หนึ่งวาระ ในมาตรา ๗ ครั้งนี้แก้ไขมาตรา ๑๑๗ บอกว่า สมาชิกภาพของสมาชิกวุฒิสภา เริ่มตั้งแต่วันที่มีการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา ให้วาระของวุฒิสภามีกำหนดคราวละหกปีนับแต่ วันเลือกตั้ง ประเด็นนี้คือประเด็นที่ผมไม่สามารถร่วมลงชื่อในการแก้ไขรัฐธรรมนูญได้ เพราะอาจจะมีคนที่บอกว่าไม่ชอบหน้าผมนั้นไปลงชื่อต่อศาลรัฐธรรมนูญหรือไปยื่นถอดถอน ต่อสภา เมื่อเกิดมีมูลขึ้นมาปุ๊บ ส.ว. บางส่วนอาจต้องหยุดทำหน้าที่ ประเด็นนี้ จึงเป็นที่มาที่ไปที่ผมไม่ลงชื่อด้วย ประเด็นนี้ท่านประธานเองก็ไม่ได้ลงชื่อในประเด็นนี้ด้วย เช่นกัน เพราะท่านก็คงรู้อยู่แล้วว่าอาจจะมีการถูกยื่นถอดถอนประเด็นนี้ แต่ท่านก็คง ไม่นึกถึง ๒ ประเด็นแรกที่ท่านลงชื่อไป วันนี้พรรคฝ่ายค้านเขาก็ไม่ร่วมงานกับทาง ท่านประธานท่านก็ต้องไปพิจารณาดู โดยส่วนตัวแล้วผมก็ยังเห็นด้วยกับการแก้ไข รัฐธรรมนูญทั้ง ๓ ฉบับนี้ เพียงแต่ว่ามีประเด็นปลีกย่อยที่จะต้องปรับปรุงและแก้ไขเพื่อให้ สอดคล้องกับสถานการณ์บ้านเมืองเรา เพื่อให้เกิดความปรองดองแล้วก็อยู่กันได้อย่างปกติครับ ขอบคุณมากครับ สวัสดีครับ