คมเดช ไชยศิวามงคล แถลงว่ากฎหมายรัฐธรรมนูญปี 2550 มีข้อผิดพลาดหลายประการ และควรแก้ไขเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมสูงสุด
เรียนท่านประธานรัฐสภา ผม คมเดช ไชยศิวามงคล ส.ส. จังหวัดกาฬสินธุ์ เขต ๓ พรรคเพื่อไทย สมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ กฎหมายปี ๒๕๕๐ จริง ๆ แล้วคนลืมไป หลายคนว่าช่วงการทำประชามติส่งข้อมูลไปประมาณ ๒๙๙ มาตรา อีก ๑๐ มาตรามาเขียน เอาเองจนถึงมาตรา ๓๐๙ ก็มีทั้งหมด ๓๐๙ มาตรา ๑๕ หมวด ผลในการบังคับใช้ช่วง ๖ ปี ที่ผ่านมาผลในการบังคับใช้กฎหมายมีอยู่ ๔ ประเด็นหลัก ๆ เลยก็คือ ๑. คนไทยฆ่ากันเอง คนไทยฆ่าคนไทยสิ่งที่เกิดขึ้นใน ๖ ปี อันที่ ๒ แตกแยกสามัคคีหลากหลายสียังแตกแยกกันอยู่ ไม่มีจุดสรุป ไม่มีจุดสิ้นสุด อันที่ ๓ และอันที่ ๔ หนักหนากว่านั้นก็คือการนำสถาบันมาเป็น เครื่องมือในการทำลายฝ่ายตรงข้ามพร้อมกับใช้องค์กรที่ตั้งขึ้นมาทำลายโครงสร้าง ด้านการเมืองทั้งหมด ตัวอย่าง เช่น ท่านสมัคร สุนทรเวช ท่านสมชาย วงศ์สวัสดิ์ เพราะฉะนั้น เราใช้มา ๖ ปีเราเห็นผลแล้วว่าเป็นบวกเป็นลบอย่างไรบ้าง จริง ๆ แล้วควรจะแก้ตั้งนานแล้ว แต่ว่าองคาพยพของกฎหมายฉบับนี้เขียนยึดโยงไว้ถ้าเราอ่านทุกมาตรา ผมอ่านประมาณ ๓๐ รอบ ถึงรู้ว่าคนเขียนเก่งมาก มีความเชี่ยวชาญ มีความชำนาญ แต่ว่าถ้าเราดูการถ่ายเทอำนาจ หลังจากการปฏิวัติเราจะเห็นการยึดโยงว่าเป็นระบบเผด็จการรัฐสภา พรรคเพื่อไทยได้แก้ไข ๓ ฉบับ ฉบับแรก มาตรา ๖๘ มาตรา ๒๓๗ มาตรา ๑๑๑ ถึงมาตรา ๑๑๗ แล้วก็มาตรา ๑๙๐ ผมจะชี้ให้เห็นเกี่ยวกับการตั้ง ส.ว. นะครับ มาตรา ๑๑๑ ถึงมาตรา ๑๑๗ จำนวน ส.ว. ๑๕๐ คน ๗๖ คน ต่อ ๗๔ คน ๑๕๐ คน ที่มาของการสรรหา ๗๖ คน แต่ที่มาของการเลือกตั้ง ๗๔ คน ความแตกต่างของมันก็คือการเลือกตั้ง มี ส.ว. ที่มาจากพรรคการเมือง พรรคร่วมรัฐบาล พรรคฝ่ายค้าน พรรคร่วมฝ่ายค้าน แล้วก็ ช่วงลงเลือกตั้งมันก็จะมีใบเหลืองใบแดง เพราะฉะนั้นตัว ๗๔ คนของ ส.ว. ที่มีการเลือกตั้ง มันแตกกระจัดกระจาย ตัวนั้นก็คือการล็อก การล็อกอำนาจเข้าสู่ ส.ว. สรรหาทั้งหมด ๗๖ คน เพราะฉะนั้นท่านจะเห็นว่าหลังจากการเลือกตั้งและการใช้กฎหมายฉบับนี้ ส.ว. ที่มาจาก การสรรหาเข้าครอบครองอำนาจทั้งหมดเป็นประธานวุฒิสภา หลังจากนั้นก็ตั้งองค์กรอิสระ ขึ้นมาอยู่กลุ่มละ ๗ ปี ๙ ปี ย้อนไปย้อนมาประธานศาลฎีกาผูกโยงกันไปทั้งหมด เพราะฉะนั้นอำนาจที่เกิดขึ้นในกฎหมายฉบับนี้ถูกล็อกไว้หมดเลย พร้อมที่จะทำลาย ฝ่ายตรงกันข้ามได้ทุกกระบวนการทุกอย่าง แต่ประเทศไทยพี่น้องครับ ท่านประธานครับ ประเทศไทยความเจริญของประเทศส่วนหนึ่ง การเรียนรู้ของชาวบ้านส่วนหนึ่ง เขาเรียนรู้ว่า ระบบประชาธิปไตยสิ่งที่ทำให้ความเจริญให้ตัวเขาเองและประเทศมันมีอยู่มีจุดยืนอะไรบ้าง เราจะเห็นว่าการเลือกตั้งบางทีพรรคการเมืองได้เป็นรัฐบาล พอเลือก ส.ว. ก็เป็นอีกกลุ่มหนึ่ง บางทีก็แข่งกันเอง องค์การบริหารส่วนจังหวัดบางทีได้อีกพรรคหนึ่ง ถ้าเราไม่เข้าใจแล้วไปดูถูก ชาวบ้านเราจะเสียโอกาสในการแก้ไขกฎหมาย ชาวบ้านผมดูแล้วมันมีโรงเรียนโรงเรียนหนึ่ง ตั้งแต่สมัยท่าน พลเอก ชวลิต ยงใจยุทธ ช่วงแก้ไขกฎหมายมาตรา ๑๙๘ มาตรา ๑๙๙ ให้สภาตำบลเป็นนิติบุคคล การเรียนรู้สมัยนั้นสูงมากเขาเลือกนายกรัฐมนตรีเอง เลือกสภาเอง เลือก ส.ว. เลือก ส.ส. เลือกกำนัน เลือกผู้ใหญ่บ้าน เลือกสภา เลือกสภาจังหวัด มีใบเหลือง ใบแดง เขาเรียนรู้ตรงนั้นหมดละครับ เพราะฉะนั้นถ้าเราแก้ไขกฎหมายแล้วให้ประชาชน ตัดสินในทุกกระบวนการที่เขาเรียนรู้มาจากปี ๒๕๔๐ ตั้งแต่แก้ไขกฎหมายปี ๒๕๔๐ จากการเรียนรู้ก็ประมาณ ๑๕ ปี ๑๖ ปี ผมคิดว่าเราต้องไว้ใจชาวบ้านให้ชาวบ้านเป็นใหญ่ ในแผ่นดิน โดยเฉพาะอีก ๒ ปีข้างหน้าเราจะเปิดประเทศ กฎหมายที่ถูกครอบงำจะทำให้ ประเทศขาดความเชื่อมั่น การยุบพรรค การยุบหัวหน้าพรรค การยุบคณะกรรมการบริหาร พรรค อันนี้มันเป็นสิ่งที่รุนแรงทำให้ขาดความเชื่อมั่นในด้านธุรกิจ ผมยกตัวอย่างง่าย ๆ เช่น มีวัดหนึ่งมีเจ้าอาวาส มีรองเจ้าอาวาส มีพระ มีเณร พระมีปัญหา ยุบทั้งพระ ทั้งเณร ทั้งวัด มรรคทายก ชาวบ้านที่ตั้งวัดขึ้นมาถ้าเป็นวัดแรงกว่านี้อีก สิ่งนี้มันไม่ควรจะเกิด เพราะฉะนั้น ความเจริญในอนาคตข้างหน้าที่เราจะต้องก้าวข้ามผ่านให้ได้ก็คือทำกฎหมายรัฐธรรมนูญ ฉบับปี ๒๕๕๐ ให้เกิดความเป็นธรรมสูงที่สุด ผมคิดว่าทางรัฐบาลใจดีเดินสายกลางอยู่ จริง ๆ แล้ว มาตรา ๓๐๙ ควรจะแก้ไขที่สุด อันนี้มันล็อกสเปกเลย มันไม่มีถูกมีผิดเลย ความยุติธรรมไม่มี ในหลวงเคยพูดไว้คำหนึ่ง พระบรมราชโอวาทปัญหาต่าง ๆ จะยุติได้ด้วยความเป็นธรรม แค่นั้นครับท่านประธาน