รัฐสภา · ครั้งที่ ๔ · ๔ เมษายน ๒๕๕๖

เจตน์ ศิรธรานนท์ เสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยเน้นย้ำวัตถุประสงค์หลักในการแก้ไขอยู่ที่มาตรา 68 และเชื่อมั่นว่าจะเสนอแก้ไขในวาระที่สาม แต่เขาหวังว่าจะแก้ไขมาตรา 190 และ 68 เพื่อป้องกันการเพิ่มอำนาจของรัฐบาลและลดสิทธิของประชาชนในการตรวจสอบและใช้สิทธิ์ในการพิทักษ์รัฐธรรมนูญ

นายเจตน์ ศิรธรานนท์ สมาชิกวุฒิสภา ภาควิชาการ

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายแพทย์เจตน์ ศิรธรานนท์ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ รัฐธรรมนูญแก้ได้ครับ เพราะว่ารัฐธรรมนูญ เป็นไดนามิค (Dynamic) แล้วเหตุการณ์วันเวลามันเปลี่ยน สิ่งที่ดีที่สุดสำหรับวันนี้ ไม่ใช่สิ่งที่ดีที่สุดสำหรับวันหน้า เพราะฉะนั้นมันเปลี่ยนแปลงได้ แต่ชนใดเขียนกฎหมาย ก็เพื่อประโยชน์ของชนชั้นนั้น เช่นเดียวกับผู้ที่เสนอร่างกฎหมาย ๓ ฉบับในวันนี้ในการแก้ไข รัฐธรรมนูญซึ่งก็จะมีประโยชน์ทับซ้อน แต่ทั้งนี้และทั้งนั้นผมเห็นว่าวัตถุประสงค์หลักในการแก้ไขทั้ง ๓ ร่างในวันนี้เป้าหมายสุดท้าย ไม่ได้ปรากฏใน ๓ ร่างนี้ จริง ๆ มันจะอยู่ที่มาตรา ๓๐๙ คงไม่ต้องขยายความว่ามาตรา ๓๐๙ คืออะไร แล้วมันมีประโยชน์อย่างไรสำหรับคนบางคน แต่ที่แน่ ๆ คือเป้าหมายคราวนี้อยู่ที่ มาตรา ๖๘ ครับ การแก้ไขรัฐธรรมนูญในมาตรา ๖๘ ที่เสนอให้แก้ไขตรงนี้ผมคิดว่าจะนำไปสู่ การที่จะผ่านวาระที่สามในร่างที่ค้างสภาอยู่นะครับ ผมอาจจะเป็นผู้ที่วิตกจริตหรือว่า จิตคิดไปเองอย่างไรก็แล้วแต่ แต่ผมอยากจะพูดในที่นี้เพื่อพยากรณ์ในวันข้างหน้าว่า ถ้าหากรัฐสภาผ่านร่างทั้ง ๓ ฉบับ ใน ๓ วันนี้จะมีการเสนอแก้ไขในวาระที่สามของร่าง ที่ค้างอยู่อย่างแน่นอน ผมกล้าที่จะพูดแล้วก็กล้าที่จะเดิมพัน

ท่านประธานครับ ในกรณีของร่างมาตราแรกที่อยากจะเสนอก็คือร่างมาตรา ที่พูดถึงว่ามาตรา ๑๙๐ เป็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ผมคิดว่าผู้เสนอร่างนี่กล้าหาญมาก แก้ไข โดยเปลี่ยนแปลงสาระสำคัญของมาตรา ๑๙๐ แทบทั้งหมดเลยนะครับ ท่านประธานครับ ร่างแก้ไขนี่ได้ตัดประโยค อำนาจอธิปไตยนอกอาณาเขต ออก ดังนั้นหากรัฐบาลร่วมลงทุน กับประเทศเพื่อนบ้านก็จะไม่ต้องนำเข้าที่ประชุมรัฐสภาเพื่อความเห็นชอบอีกเลย จึงเท่ากับ ปิดบังประชาชน ท่านประธานครับ ในเรื่องนี้มันจะกระทบถึงกฎหมายหลาย ๆ ฉบับ เรื่องของกฎหมายทางทะเล กฎหมายทางอากาศ หรือแม้กระทั่งกฎหมายที่เรามีปัญหาอยู่ที่ ความเชื่อของประชาชนสงสัยในความสัตย์ซื่อของรัฐบาลในเรื่องของผลประโยชน์น้ำมัน และแก๊สบริเวณพื้นที่ร่วมบริเวณทะเลและชายฝั่ง หรือที่เรียกว่าเจดีเอ (JDA) ระหว่าง ประเทศไทยกับประเทศกัมพูชา ตรงนี้ประชาชนเขาพูดกันมากนะครับ เขาลือกันผ่านทาง โซเชียล มีเดีย (Social media) มากมายไปหมด เปิดดูแต่ละวันจะเห็นข้อความที่เขาโพสต์ (Post) ผ่านโซเชียล มีเดียตรงนี้นะครับ เพราะฉะนั้นผมเห็นว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญตรงนี้ จะยิ่งเพิ่มข้อสงสัยของประชาชนให้มากขึ้น ผู้ที่เสนอแก้มีแผนการอะไรอยู่เบื้องหลังหรือครับ จึงเจตนาที่จะตัดข้อความวรรคนี้ออก นอกจากนี้ยังมีผลกระทบต่อเรื่องที่บอกว่าในกรณี ของหนังสือสัญญาที่มีผลต่อการกระทำด้านเศรษฐกิจและสังคมอย่างกว้างขวาง ตัดออก ทั้งหมดเลย เท่ากับรัฐบาลจงใจปิดหูปิดตาประชาชน เพราะหากตัดคำดังกล่าวออกนั้น รัฐบาลก็ไม่จำเป็นจะต้องทำหนังสือสนธิสัญญาระหว่างประเทศฉบับใดให้สภารับทราบ อีกต่อไป เพราะฉะนั้นผมคิดว่าการเสนอแก้ไขมาตรา ๑๙๐ มันเป็นอะไรที่เอื้อต่อ ผลประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ทั้ง ๆ ที่ว่าแต่เดิมผมก็มีความสงสัยแล้วก็มีความระแวงมา ตั้งแต่แรกแล้ว เพราะว่ารัฐบาลดึงเรื่องตลอด ยกตัวอย่างเช่นในเรื่องของการจัดประชุม ไซเตส (CITES) ซึ่งประชุมเพิ่งผ่านประเทศไทยไปในวันที่ ๓-๑๔ มีนาคม รัฐบาลดึงเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นวาระที่เสนอเพื่อกรอบในการเจรจาหรือว่าข้อตกลง แม้กระทั่งการเสนอกฎหมาย ก็เสนอในนาทีสุดท้าย ทั้ง ๆ ที่เราทราบแน่ชัดว่ากฎหมายฉบับนี้จะผ่าน ประเทศไทยจะได้สิทธิ เป็นเจ้าภาพจัดตั้งแต่ปี ๒๕๔๘ ด้วยซ้ำ เพราะฉะนั้นการดึงเรื่องเหมือนกับการดึงเกม ของรัฐบาล เจตนาเพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับการแก้ไขมาตรา ๑๙๐ ของรัฐธรรมนูญ ฉบับนี้เท่านั้นเอง ท่านประธานครับ ในเรื่องของมาตรา ๑๙๐ ก็มาถึงมาตรา ๖๘ ที่ผมเกริ่น เอาไว้ว่ามาตรา ๖๘ ที่ตัดสิทธิของประชาชนในการเสนอศาลรัฐธรรมนูญเพื่อวินิจฉัย ผมคิดว่า ในกรณีของมาตรา ๖๘ เป็นเรื่องที่คิดต่าง ฝ่ายหนึ่งก็คิดว่ารัฐธรรมนูญเขียนไว้ชัดเจนว่า ให้เป็นอำนาจของอัยการสูงสุด แต่อีกฝ่ายหนึ่งก็บอกว่าส่งได้ ๒ ทาง คือทั้งเป็นอำนาจของอัยการสูงสุด แล้วก็เป็นอำนาจของประชาชน ทั้งนี้และทั้งนั้นผู้ที่จะ ตัดสินก็คือศาลธรรมนูญ ศาลรัฐธรรมนูญเคยมีคำวินิจฉัยรวม ที่ ๑๘-๒๒/๒๕๕๕ ในวันที่ ๑๓ กรกฎาคม ๒๕๕๕ ว่ามาตรา ๖๘ วรรคสอง เป็นบทบัญญัติที่ให้สิทธิแก่ผู้ทราบการกระทำ อันเป็นการฝ่าฝืนข้อห้ามตามมาตรา ๖๘ วรรคหนึ่ง ที่จะใช้สิทธิและมีการตรวจสอบ การกระทำดังกล่าวได้ คำวินิจฉัยสั่งการที่ผู้ร้องใช้สิทธิตามมาตรา ๖๘ วรรคสอง เป็นอำนาจ หน้าที่ของศาลรัฐธรรมนูญ อัยการสูงสุดทำหน้าที่เป็นเพียงผู้ตรวจสอบเบื้องต้นและยื่นคำร้อง ต่อศาล หาได้ตัดสิทธิของประชาชนที่ยื่นตรงต่อศาลรัฐธรรมนูญไม่ เป็นสิทธิพิทักษ์ รัฐธรรมนูญ ซึ่งมีหลักการมุ่งหมายให้ชนชาวไทยทุกคนมีส่วนร่วมในการปกป้องพิทักษ์ รักษาการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ประเด็นก็คือว่า ท่านเสนอให้ตัดวรรคสองออก ให้เหลือการยื่นต่ออัยการสูงสุดทางเดียว ท่านตัดสิทธิ พิทักษ์รัฐธรรมนูญของประชาชนออกโดยมีเจตนาอย่างนั้นใช่หรือไม่ อันนี้คือคำถามที่ผม อยากจะถาม ท่านก็พูดตลอดเวลาว่าในกรณีของการแก้ไขกฎหมายจะเพิ่มอำนาจเพิ่มสิทธิ ของประชาชน แต่ผลสุดท้ายในมาตรานี้เห็นชัดเจนว่าในการแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นการตัดสิทธิ ของประชาชนในการยื่นศาลรัฐธรรมนูญ เท่ากับเป็นการขัดขวางประชาชนในการใช้สิทธิ พิทักษ์รัฐธรรมนูญผ่านกลไกของศาลรัฐธรรมนูญ ท่านประธานครับ ผมคงไม่มีเวลาที่จะพูด ถึงเรื่องของการแก้ไขที่มาที่ไปของ ส.ว. ว่าจะไม่มี ส.ว. สรรหา จะมีเฉพาะ ส.ว. เลือกตั้ง ผมอยากจะให้ไปดูที่เจตนารมณ์ ข้อสำคัญก็คือว่าการที่มี ส.ว. สรรหา เขาต้องการให้มี วิชาชีพหลากหลาย เพราะว่าสามารถที่จะกำหนดวิชาชีพต่าง ๆ เข้ามาเป็นสมาชิกวุฒิสภา ถ้าหากว่าสมาชิกวุฒิสภาประกอบด้วยอาชีพต่าง ๆ มีมากมาย เวลาที่เสนอกฎหมายเข้ามา ก็จะมีผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านอาชีพนั้น ก็จะทำให้การกลั่นกรองกฎหมายเรามี ประสิทธิภาพและคุณภาพ แต่ถ้าหากว่าเลือกตั้งโดยตรงอย่างเดียวเราไม่สามารถที่จะ คัดเลือกอาชีพหรือวิชาชีพตามที่ต้องการได้ ตรงนี้คือประเด็นหลักคือที่มาที่ไป แต่ผม ก็เสียดายถ้าหากว่ามีผู้เสนอแก้ไขกฎหมายให้มี ส.ว. เฉพาะเลือกตั้งแล้ว ส.ว. เลือกตั้ง มีพื้นฐานยึดโยงกับการเมืองท้องถิ่นกับ ส.ส. เพราะฉะนั้นถ้าหากว่าเขามาโดยใช้อำนาจ หรือใช้อิทธิพลของ ส.ส. ในพื้นที่ทำให้ได้ ส.ว. เลือกตั้งมาซึ่งก็ยึดโยงกับการเมือง ก็จะทำให้ ส.ว. ที่เราต้องการคนที่เป็นกลางไม่ได้เป็นกลางอีกต่อไป ตรงนั้นผมก็กลัวว่ามันจะเป็นปัญหา แต่ทั้งนี้และทั้งนั้นจะอยู่ในรายละเอียดที่เราจะเสนอแปรญัตติในวาระที่สอง วาระที่สาม ต่อไป ขอบคุณครับ