นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ แสดงความเห็นไม่เห็นด้วยกับร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้ง 3 ฉบับ โดยอ้างว่าร่างเหล่านี้เพิ่มอำนาจของสมาชิกรัฐสภา ไม่ได้เพิ่มสิทธิเสรีภาพของประชาชน และมีจุดมุ่งหมายเพื่อแก้ไขมาตรา 309 เพื่อให้บุคคลที่ถูกจำคุกหรือทุจริตไม่ถูกลงโทษ
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ กระผม นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพัทลุง พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานที่เคารพครับ ผมขออนุญาต กราบเรียนท่านประธานเป็นคำตอบเสียก่อนเลยว่าผมไม่เห็นด้วยกับร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ทั้ง ๓ ฉบับในครั้งนี้นะครับ ผมฟังเพื่อนสมาชิกบางท่านได้ยืนขึ้นอภิปรายด้วยท่าทีที่แข็งขัน แล้วก็พยายามบอกว่ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ นั้นไม่มีความเป็นประชาธิปไตย ไปลดอำนาจ ของประชาชน แต่กระผมเห็นตรงกันข้าม ท่านประธานครับ กระผมคิดว่าการที่เราแก้ไข รัฐธรรมนูญในครั้งนี้ ถ้าท่านประธานจะได้กรุณาอ่านทั้ง ๓ ฉบับนะครับ ท่านประธานจะพบ ความจริงว่าร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้ง ๓ ฉบับนี้ไม่มีส่วนไหนเลยที่เกี่ยวข้องกับสิทธิเสรีภาพ หรืออำนาจของประชาชน แต่ว่าในทางตรงกันข้ามครับ เรื่องที่เรากำลังพิจารณาอยู่นี้ ทั้ง ๓ ร่าง หรือ ๔ ประเด็นนะครับ เป็นเรื่องอำนาจและหน้าที่โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เป็นการเพิ่มอำนาจของสมาชิกรัฐสภาในสภาแห่งนี้ทั้งสิ้นนะครับ เป็นเรื่องของพวกเราไม่ได้ เกี่ยวเนื่องกับประชาชนเลยครับ ผมต้องกราบเรียนท่านประธานเริ่มต้นว่ารัฐธรรมนูญ เป็นสิ่งที่แก้ได้ครับ และครั้งหนึ่งในรัฐสภาแห่งนี้พวกกระผมก็เคยแก้รัฐธรรมนูญมาครั้งหนึ่งแล้ว แต่ว่าประเด็นที่เราจะแก้ครั้งนี้เราแก้เพื่อประโยชน์ของใคร ผมเรียนท่านประธานครับว่า ผมไม่เชื่อว่าการแก้รัฐธรรมนูญครั้งนี้จะเป็นครั้งสุดท้ายของรัฐสภาแห่งนี้ สิ่งที่เรากำลังเห็นกันอยู่ สิ่งที่เรากำลังพิจารณากันอยู่นี้กระผมคิดว่าเป็นเพียงก้อนน้ำแข็งที่มันโผล่ขึ้นเหนือน้ำ เท่านั้นเองครับ แต่ว่าสุดท้ายจริง ๆ แล้วความปรารถนาที่ยิ่งใหญ่ของการแก้รัฐธรรมนูญ มันอยู่ที่การแก้มาตรา ๓๐๙ มาตรา ๓๐๙ อาจจะไม่ใช่เป็นความประสงค์ของสมาชิกในรัฐสภา แห่งนี้ แต่บุคคลบางกลุ่ม บุคคลบางจำพวกต้องการที่จะมีการแก้มาตรา ๓๐๙ การเปิดประเด็น วันนี้ผมเรียนท่านประธานว่าเป็นการเปิดประเด็นเพื่อที่จะนำไปสู่การแก้มาตรา ๓๐๙ ทำไมล่ะครับ เพราะว่าถ้าไม่มีการแก้มาตรา ๓๐๙ ในอนาคตนะครับ คนที่ทุจริต คนที่ถูกจำคุก คนที่ศาลตัดสินว่ามีการทุจริตและถูกลงโทษนั้นจะไม่พ้นจากการถูกลงโทษเลย การที่เราเริ่ม แก้มาตรา ๖๘ ในวันนี้เป็นการเปิดฉากเข้าไปสู่การแก้มาตรา ๓๐๙ หรือเป็นเงื่อนไขในการ แก้รัฐธรรมนูญทั้งฉบับในอนาคตเท่านั้นเองครับ ผมเรียนท่านประธานครับ ท่านสมาชิก บางท่านได้บอกว่าการแก้ไขครั้งนี้เป็นการเพิ่มสิทธิของประชาชน ผมไม่เห็นอะไรเลยครับ ที่เป็นการเพิ่มสิทธิของประชาชนในการแก้ครั้งนี้ในมาตรา ๖๘ เดิม ขออนุญาตเอ่ยนาม ท่านโภคิน พลกุล ได้แสดงความเห็นไว้ ท่านเป็นบุคคลข้างนอก แต่ผมคิดว่าความเห็น ของท่านมีอิทธิพลต่อสมาชิกในรัฐสภาแห่งนี้ ท่านบอกว่าในมาตรา ๖๘ ของรัฐธรรมนูญ ฉบับปัจจุบันนั้น แม้ศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำวินิจฉัยว่าเราไม่สามารถจะแก้รัฐธรรมนูญทั้งฉบับได้ แต่คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญไม่ใช่กฎหมาย เราไม่จำเป็นต้องปฏิบัติตาม ผมคิดว่า ท่านแสดงความเห็นนั้นไม่ถูกต้องนะครับ เพราะว่าคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญนั้นผูกพัน ทุกองค์กรครับ รวมทั้งผูกพันสมาชิกในรัฐสภาแห่งนี้ด้วยนะครับ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมอ่านหนังสือการตีความกฎหมายค่อนข้างเยอะครับ ผมอ่านเยอะครับ และผมคิดว่าบุคคล ที่เขียนเรื่องการตีความกฎหมายหรือให้การตีความรัฐธรรมนูญได้ดีที่สุดในประเทศนี้อาจจะ มีอยู่หลายคน แต่ว่าในประเทศนี้ผมนับถือมากคนหนึ่งที่เขียนเรื่องการตีความกฎหมาย คือศาสตราจารย์ดอกเตอร์อักขราทร จุฬารัตน ครับ หนังสือเล่มนี้มีคนอ่านกันเยอะครับ ถ้าท่านประธานยังไม่อ่านนะครับ ผมแนะนำให้ท่านประธานอ่านนะครับ การตีความกฎหมายครับ เป็นการตีความของศาลสูงในหลายประเทศ และเป็นการตีความ ของศาลรัฐธรรมนูญในเกือบทุกประเทศในโลกนี้ว่าเขามีแนวโน้มในการตีความรัฐธรรมนูญ อย่างไร ท่านประธานครับ ในปัจจุบันนี้ศาลรัฐธรรมนูญทั้งโลกเกินกึ่งหนึ่งของประเทศ ที่มีศาลรัฐธรรมนูญ และเกินกึ่งหนึ่งของศาลฎีกาหรือศาลสูงสุดทั่วโลกปัจจุบันนี้ครับ ถ้ามันมี ประเด็นว่าศาลจะตีความไปจำกัด ถ้าศาลสามารถตีความได้ ๒ ทาง ศาลจะเลือกตีความ ในการเพิ่มอำนาจให้กับประชาชน มาตรา ๖๘ เดิมครับ เราเถียงกันว่าประชาชนที่พบเห็น การล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตยหรือการได้มาซึ่งอำนาจซึ่งไม่เป็นไปตาม รัฐธรรมนูญ สามารถยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญได้โดยตรงหรือเปล่าเราเถียงกัน ฝ่ายหนึ่ง บอกว่าไม่สามารถยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญได้โดยตรง ต้องผ่านอัยการสูงสุดก่อน ฝ่ายหนึ่งบอกว่า สามารถยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญได้โดยตรง สามารถตีความได้ทั้ง ๒ ทางครับ แต่ว่าท้ายที่สุดครับ ศาลรัฐธรรมนูญของประเทศนี้ครับ ของประเทศเราเลือกที่จะใช้ดุลพินิจในการคุ้มครองสิทธิ ของประชาชน โดยศาลท่านได้มีคำวินิจฉัยว่าประชาชนสามารถที่จะใช้สิทธิยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญ ได้โดยตรง คำวินิจฉัยเหล่านี้เป็นการวินิจฉัยที่เป็นการเพิ่มสิทธิให้กับประชาชน ทั่วโลกเขาเพิ่มสิทธิ ให้กับประชาชนทั้งสิ้นละครับ แต่ว่ารัฐสภาของเรากำลังทำสิ่งที่เป็นตรงกันข้าม เรากำลังตัดสิทธิ ของประชาชน แล้วกลับเพิ่มอำนาจสิทธิให้กับตัวของสมาชิกรัฐสภาเอง ท่านประธานลองตามผม มาสิครับ เราบอกว่าต่อไปนี้ประชาชนไม่สามารถยื่นเรื่องโดยตรงต่อศาลรัฐธรรมนูญได้ แต่ต้องยื่นผ่านอัยการสูงสุด เราตัดสิทธิประชาชน แต่ว่าในขณะที่เราเริ่มตัดสิทธิของประชาชนนั้น เราเพิ่มสิทธิให้กับสมาชิกในรัฐสภาแห่งนี้ เช่น การไม่จำกัดวาระของสมาชิกวุฒิสภา ผมต้อง เรียนท่านตรง ๆ นะครับ ผมไม่สบายใจเลย ผมอึดอัดครับ แล้วผมค่อนข้างจะละอายด้วย ที่จะตอบคำถามกับประชาชน ถ้าเราไปพบประชาชน แล้วประชาชนถามเราว่าท่านกำลัง ตัดสิทธิของประชาชนที่จะเดินสู่ศาลรัฐธรรมนูญ แต่ว่าในขณะเดียวกันท่านกำลังเปิดช่อง ให้ท่านสามารถใช้สิทธิในการลงสมัครได้เป็นครั้งที่ ๒ ครั้งที่ ๓ โดยไม่จำกัดวาระ ผลประโยชน์ จริง ๆ มันตกกับใครล่ะครับ ท่านประธานครับ ลองนึกอย่างเป็นธรรมสิครับ สิ่งที่ผมกำลังพูด ท่านอาจจะไม่ชอบใจผมก็ได้ เราตัดสิทธิประชาชนในการเดินไปหาความเป็นธรรม ต่อศาลรัฐธรรมนูญ แต่เราเพิ่มสิทธิของสมาชิกวุฒิสภาในการที่จะสมัครได้กี่วาระก็ตาม ตรงไหนล่ะครับที่ประชาชนได้ประโยชน์ ตรงกันข้ามครับ ประชาชนเสียประโยชน์ทั้งสิ้นละครับ เพราะฉะนั้นท่านประธานครับ ผมจึงไม่เห็นด้วยที่เราจะไปตัดสิทธิของประชาชนด้วยการแก้ มาตรา ๖๘ ต้องเรียนความจริงกับท่านประธานต่อไปว่าทำไมเราต้องเพิ่มสิทธิของประชาชนนะครับ เราให้สิทธิประชาชนเพราะอะไรครับ เราให้สิทธิของประชาชน เพราะว่าองค์กรทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นองค์กรตามรัฐธรรมนูญหรือองค์กรอื่นนั้นท่านไม่ได้ทำหน้าที่ตามที่ควรจะเป็นครับ ผมละเว้นไม่ได้ที่จะพูดถึงกระบวนการยุติธรรม ผมละเว้นไม่ได้เลยท่านประธานครับที่จะไม่พูดถึง อัยการสูงสุดหรือสำนักงานอัยการสูงสุด ที่ผ่านมานั้นในปัจจุบันนี้กระบวนการยุติธรรมเสื่อมทรุด ที่สุดในปัจจุบันครับ ชีวิตผมก็อยู่ในสภานี้มานานนะครับ ผมไม่เคยเห็นครั้งไหน ปีไหน พ.ศ. ไหนล่ะครับ ยุคไหนล่ะครับ ที่กระบวนการยุติธรรมมันเสื่อมทรุดมากมายถึงขนาดนี้ครับ ไปรับใช้ผู้มีอำนาจอย่างไม่ลืมหูลืมตา ละเว้นไม่ได้ครับที่ต้องพูดถึงสถาบันของตำรวจ ละเว้น ไม่ได้เลยครับท่านประธานที่ต้องพูดถึงสถาบันของอัยการสูงสุด ถ้าอัยการสูงสุดได้ทำหน้าที่ ตามที่ควรจะเป็นเพื่อรักษาสิทธิของประชาชนไม่จำเป็นต้องแก้กฎหมายหรอกครับ แต่วันนี้ ผมคิดว่าประชาชนไม่วางใจกระบวนการยุติธรรมเบื้องต้น ผมเชื่อว่าประชาชนยังไม่ไว้วางใจ ตำรวจ ผมคิดเองครับ คนส่วนใหญ่ไม่วางใจตำรวจ พฤติกรรมของตำรวจวันนี้คนส่วนใหญ่ ไม่ไว้วางใจ ผมคิดว่าคนส่วนใหญ่วันนี้ไม่ไว้วางใจการกระทำของอัยการ ผมไม่ได้พูดถึง ตัวบุคคลนะครับ แต่ผมพูดองค์รวมของอัยการสูงสุด สำนักงานอัยการสูงสุด เมื่อคนโดยรวม ในประเทศนี้ยังไม่ไว้วางใจการทำหน้าที่ของอัยการสูงสุด อย่าไปปิดกั้นสิทธิของประชาชน เลยครับ เพราะฉะนั้นก็ควรจะเปิดโอกาสให้ประชาชนได้ เขาเรียกพวกเราในสภาแห่งนี้ว่าเป็นผู้แทนครับ ผมนี่เป็นผู้แทนครับ ที่เขาเรียกเราเป็นผู้แทนเพราะเราไม่ใช่เจ้าของอำนาจที่แท้จริงครับ อำนาจที่แท้จริงอยู่ข้างนอก เราเป็นผู้แทนในการใช้อำนาจของเขาเท่านั้นเอง เมื่อเขาไม่ไว้ใจ ในการทำหน้าที่ของเราก็ควรคืนสิทธินั้นบางส่วนให้เป็นสิทธิของพี่น้องประชาชน ท่านประธานครับ เวลาเราพูดถึงประชาชน เวลาเราเอ่ยถึงประชาชน แล้วเวลาเราต้องการคะแนนจากประชาชน คนส่วนหนึ่งจะบอกว่าเขาเป็นไพร่ คนส่วนหนึ่งจะแยกคนเป็นไพร่และเป็นอำมาตย์ เวลาเรา ต้องการเสียงจากประชาชนเราบอกว่าประชาชนนั้นล่ะเป็นไพร่ และอุปโหลกว่าพวกเราบางส่วน ในสภาแห่งนี้เป็นอำมาตย์ ถ้าประชาชนเป็นไพร่จริง ๆ วันนี้เราซึ่งเป็นอำมาตย์ในสภาแห่งนี้ กำลังตัดสิทธิของไพร่ สิทธิของไพร่คือสิทธิของประชนที่จะไปเรียกร้องความยุติธรรม ต่อศาลรัฐธรรมนูญวันนี้ถูกตัดไปจากการแก้ไขรัฐธรรมนูญในมาตรา ๖๘ ท่านประธานครับ ผมไม่แปลกใจความอัปลักษณ์ที่เดินมาถึงขนาดนี้ต่อไปก็คือการแก้ไขเรื่องการยุบพรรคการเมือง ผมคิดว่าสมาชิกในรัฐสภาแห่งนี้ทุกคนเป็นเอกฉันท์ครับ ไม่มีใครเห็นด้วยเลยที่จะไปยุบ พรรคการเมืองของประชาชน แต่เราไม่คิดต่อหรือว่าคนที่ทำผิดควรจะต้องถูกลงโทษ เราไม่คิดต่อหรือว่ากรรมการบริหารพรรคซึ่งเป็นองค์กรที่มีอำนาจสูงสุดในพรรคการเมืองนั้น ถ้าเขาทุจริต ทำไมไม่ลงโทษเขาล่ะครับ ทำไมไม่ตัดสิทธิเขาล่ะครับ ท่านประธานครับ ถ้าหัวหน้าพรรคทุจริตในการเลือกตั้งทำไมเราไม่ลงโทษหัวหน้าพรรค ทำไมเราไม่ลงโทษ กรรมการบริหารพรรคล่ะครับ เราลงโทษเฉพาะส่วนเฉพาะบุคคลไม่ได้ครับ องค์กรของพรรค การเมืองมันบริหารด้วยกรรมการบริหารพรรค ที่เป็นเช่นนี้เพราะว่ายุคนี้เป็นยุคที่ประชาชน ถึง ๖๘ เปอร์เซ็นต์ในสังคมไทยยอมรับการทุจริตและเป็นยุคที่รัฐบาลบริหารราชการแผ่นดิน และมีการทุจริตค่อนข้างมากที่สุด ผมไม่ได้บอกว่ามากที่สุดนะครับเดี๋ยวจะถูกประท้วงได้ แต่เป็นยุคที่มีการทุจริตมากที่สุด เมื่อเป็นยุคที่มีการทุจริตค่อนข้างมากเหล่านี้นักการเมือง หรือพรรคการเมืองที่ตั้งใจจะทุจริตในการเลือกตั้งก็เลยไม่แสดงตัวตนที่แท้จริงในทางการเมือง ท่านประธานจะเห็นว่าในขณะนี้พรรคการเมืองบางพรรคอาจจะเป็นพรรคใหญ่ในประเทศนี้ คนที่มีอำนาจจริง ๆ ไม่กล้าที่จะเป็นกรรมการบริหารพรรคเพราะตัวเองคิดว่าไม่สามารถ ยับยั้งชั่งใจได้ว่าตัวเองจะไม่ทุจริต เมื่อตัวเองคิดว่าสักวันหนึ่งในขณะที่เป็นกรรมการบริหาร พรรคต้องมีการทุจริตให้ได้มาซึ่งอำนาจของรัฐก็เลยไม่เป็นกรรมการบริหารพรรค แล้วก็ ตั้งหน้าตั้งตาทุจริตไป เรายอมให้สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นหรือครับ ผมเห็นด้วยว่าเราไม่ควรยุบ พรรคการเมือง แต่ว่าหัวหน้าพรรค กรรมการบริหารพรรคที่ทุจริตนี่เราไม่คิดจะลงโทษเขา หรือครับ เราจะปล่อยให้มีการลงโทษคน ๆ เดียวที่ทุจริตแล้วปล่อยให้หัวหน้าพรรค ปล่อยกรรมการบริหารพรรค ซึ่งอาจจะเป็นคนกำหนดเองให้มีการทุจริตรอดไปอย่างนั้นหรือครับ ผมคิดว่าถ้าเราคิดอย่างนี้เรากำลังสนับสนุนให้เกิดการทุจริตมากขึ้นในประเทศนี้ เพราะฉะนั้น ผมเลยไม่เห็นด้วยที่จะมีการยกเว้นการลงโทษกรรมการบริหารพรรค ผมเห็นด้วยที่ไม่ต้องยุบ พรรคการเมืองแต่ผมไม่เห็นด้วยที่จะตัดโทษของกรรมการบริหารพรรคออกไปในกรณีที่มี การทุจริต ท่านประธานครับ เวลาเราพูดถึงรัฐธรรมนูญในต่างประเทศมันคล้าย ๆ กับว่า เราพูดดูถูกประเทศของเราเอง ผมไม่สบายใจเลยที่สมาชิกท่านใดท่านหนึ่งยืนขึ้นในสภาแห่งนี้ แล้วดูถูกบ้านเกิดเมืองนอนของตัวเองว่าบ้านของเรามันไม่ดีอย่างนั้น บ้านเมืองของเราไม่เป็น ประชาธิปไตยอย่างนั้น เราไปจำขี้ปากเขามาและเรารับมาไม่หมด เราไปเอาส่วนดีของเขามา แต่เรารับมาไม่หมดครับ บางท่านบอกว่ารัฐสภาโลกไม่ยอมรับการยุบพรรคการเมือง แล้วประเทศไทยวิกฤติมันอยู่ตรงไหนล่ะครับ วิกฤติของประเทศไทยมันไม่ตรงกับวิกฤติ ของประเทศอเมริกานี่ครับ วิกฤติของประเทศไทยมันไม่ซ้ำรอยและมันไม่เหมือนวิกฤติ ของประเทศอังกฤษนี่ครับ แต่วิกฤติของประเทศไทยก็คือวิกฤติของการทุจริตของนักการเมืองครับ ผมเรียนท่านประธานครับ ใครจะว่าผมอย่างไรก็ตาม ผมยังเชื่อประโยคหนึ่งครับที่เขาพูดว่าแมวสีอะไรก็ได้ขอให้มันจับหนูได้เถอะครับ ผมเรียน ท่านประธานละครับใครจะว่าผมอย่างไรก็ตามผมไม่รังเกลียดสมาชิกวุฒิสภาที่มาจาก การสรรหาเลยครับ และผมต้องกล่าวต่อไปด้วยว่าสมาชิกวุฒิสภาบางท่านหลายส่วนทีเดียว ที่มาจากการสรรหา ต้องยอมรับความจริงท่านทำหน้าที่ได้ดีกว่าสมาชิกที่มาจากการเลือกตั้ง ประเทศเราเผชิญวิกฤติอยู่อย่างนี้ ไม่จำเป็นต้องเดินตามประเทศอังกฤษ ประเทศสหรัฐอเมริกา อย่าไปจำเขามาเลยครับ วิกฤติของเราคือการทุจริต และผมเชื่อว่าสมาชิกวุฒิสภาที่มาจาก การสรรหาเกือบ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ทำหน้าที่ได้ดีกว่าสมาชิกที่มาจากการเลือกตั้ง ถ้าท่าน คิดจะใช้วุฒิสภาที่มาจากการเลือกตั้งทั้งหมดทำไมท่านไม่ร่นเวลาให้เหลือ ๔ ปีล่ะครับ ทำไม ท่านใช้เวลาถึง ๖ ปีล่ะครับ ถ้าคิดว่าสมาชิกวุฒิสภามาจากการเลือกตั้งทั้งหมด มันเหมือนกับ เรามีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร/๒ พวกผมนี่/๑ วุฒิสภาที่มาจากการเลือกตั้งทั้งหมดคือ/๒ แล้วสถานภาพมันไม่เปลี่ยนกันเลย บ้านเมืองจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงเลยครับ กล่าวโดยสรุป ท่านประธานครับ ผมไม่เห็นด้วยที่จะมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้ง ๓ ฉบับในวันนี้ ขอบพระคุณ ท่านประธานครับ