รัฐสภา · ครั้งที่ ๔ · ๔ เมษายน ๒๕๕๖

ชำนิ ศักดิเศรษฐ์แสดงความไม่เห็นด้วยต่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้ง 3 ร่างที่เสนอ และวิพากษ์วิจารณ์การแก้ไขมาตรา 68 ที่จะจำกัดสิทธิของประชาชน และไม่ให้อำนาจแก่ประชาชนในการร้องเรียนต่อศาลรัฐธรรมนูญ นอกจากนี้ยังเสนอมุมมองเกี่ยวกับการตื่นตัวทางการเมืองและเรียกร้องให้แก้ไขมาตรา 111 ถึง 114 เพื่อไม่ให้สมาชิกวุฒิสภาสิ้นสุดวาระดำรงตำแหน่งต่อไปได้

นายชำนิ ศักดิเศรษฐ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ กระผม ชำนิ ศักดิเศรษฐ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานที่เคารพครับ วันนี้ผมถือว่า มีความหมายที่สำคัญอีกครั้งหนึ่งที่เราจะได้พูดจากันอย่างตรงไปตรงมาและพูดบนข้อเท็จจริง ของการแก้ไขรัฐธรรมนูญ การแก้ไขรัฐธรรมนูญทุกครั้ง ท่านประธานสังเกตไหมครับว่าทำไม ถึงเป็นปัญหาข้อขัดแย้ง ทำไมถึงเป็นปัญหาข้อแตกต่าง และทำไมถึงมีปัญหาเรื่องเห็นด้วย กับไม่เห็นด้วย คำถามมีอยู่คำเดียวเท่านั้นละครับ ว่าการแก้รัฐธรรมนูญครั้งนี้แก้เพื่อใคร เมื่อสักครู่นี้ท่านสมาชิกก่อนหน้าผมที่เป็นพรรครัฐบาลได้ตั้งคำถามว่าเราแก้รัฐธรรมนูญนั้น เราแก้เพื่อใคร ผมจะตอบคำถามให้ท่านประธานเห็นว่าการแก้รัฐธรรมนูญครั้งนี้ประชาชน ได้อะไร และคำตอบของผมก็คือว่าจะตอบกับท่านประธานเลยว่าประชาชนจะไม่ได้อะไร จากการแก้ไขรัฐธรรมนูญในครั้งนี้ เพราะเป้าหมายของการแก้ไขไม่ได้อยู่ที่ประชาชน แต่ทั้ง ๓ ร่างที่เสนอเข้ามาสู่รัฐสภาในวันนี้เป็นการแก้ไขปัญหาเพื่อตัวเองทั้งสิ้น ทำไม ผมกล่าวกับท่านประธานอย่างนั้นครับ ท่านประธานที่เคารพครับ รัฐธรรมนูญนั้น เป็นเจตนารมณ์ทางการเมือง รัฐธรรมนูญนั้นเป็นระบบการเมืองของประเทศ รัฐธรรมนูญนั้น เป็นเงื่อนไขเฉพาะในทางการเมืองของประเทศ และรัฐธรรมนูญนั้นเป็นข้อปฏิบัติทางการเมือง ของประเทศเช่นเดียวกัน ผมกราบเรียนกับท่านประธานว่าความพยายามที่จะเสนอ ให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้นได้ทำมาแล้วครับ ได้เสนอมาตรา ๒๙๑ แก้ไขมาตรา ๒๙๑ เพื่อที่จะไปร่างรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับ เราเดินหน้าวันนั้นไม่สำเร็จเพราะรัฐธรรมนูญ ไม่อนุญาตให้ร่างใหม่ รัฐธรรมนูญอนุญาตให้เสนอการแก้ไขเป็นรายมาตรา ท่านประธานครับ การเสนอครั้งนี้ผมจึงต้องกราบเรียนกับท่านประธานว่าผมไม่ต่อต้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่ผมจะกราบเรียนกับท่านประธานว่าผมไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญทั้ง ๓ ร่างนี้ เพราะรัฐธรรมนูญทั้ง ๓ ร่างนี้ไม่มีปัญหาเรื่องประชาธิปไตยหรือไม่ประชาธิปไตย ไม่มีเรื่อง เผด็จการหรือประชาธิปไตยดำรงอยู่ในการแก้ไขปัญหาในครั้งนี้ ทำไมผมต้องกราบเรียน ท่านประธานอย่างนี้ครับ นั่นก็เพราะว่าตามที่ได้มีการเสนอมาทั้ง ๓ ร่าง ร่างแรกมีการเสนอ ให้แก้ไขมาตรา ๖๘ กับมาตรา ๒๓๗ แก้ไขมาตรา ๑๑๑-๑๑๔ แก้ไขมาตรา ๑๙๐ กระบวนการ ก่อนที่ผมจะลงสู่รายละเอียดของทั้ง ๓ ร่างนี้ ผมกราบเรียนให้ท่านประธานเห็นว่า ความพยายามในการแก้ไขรัฐธรรมนูญวันนี้มีความแปลกมาตั้งแต่เริ่มต้นแล้วนะครับ ผู้เสนอร่างทุกร่างมีสิทธิที่จะเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นไปตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ การเสนอเป็นรายมาตราเป็นสิ่งที่เสนอได้ และผมกราบเรียนกับท่านประธานแล้วว่า ผมไม่ต่อต้านแต่ผมจะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยผมจะต้องอภิปรายกับท่านประธาน ท่านประธานแปลกใจไหมครับว่าทั้ง ๓ ร่างนี้น่าประหลาดตรงที่ว่าเรื่องไหนที่เกี่ยวกับ พรรคการเมืองให้ ส.ว. เป็นคนเสนอ เรื่องไหนที่เกี่ยวกับ ส.ว. ให้พรรคการเมืองเป็นคนเสนอ เรื่องไหนที่ว่าไปด้วยกันได้ร่วมกันเสนอ วิธีเสนออย่างนี้ทำเพื่ออะไรครับ เจตนารมณ์ของผู้เสนอแก้ไข เพื่อที่จะปกปิดอะไร ปกปิดข้อเท็จจริงหรือครับ ลักษณะอย่างนี้ท่านประธานครับ จะต้อง ถูกคัดค้านและถูกครหาจากประชาชนแน่นอน ผมกล่าวเพราะว่าข้อเท็จจริงมันเป็นอย่างนั้น ท่านประธานครับ นี่คือวิธีผลัดกันเกาหลังแท้ ๆ รัฐบาลคันเกาเองไม่ได้ให้ ส.ว. ช่วยเกา ส.ว. คันให้รัฐบาลช่วยเกา ท่านประธานครับ นี่เป็นการปกปิดข้อเท็จจริงที่นำเสนอต่อ สภาผู้แทนราษฎร

ประเด็นที่ ๒ วันนี้ท่านประธานก็เห็นสิครับว่าใครอยากได้อะไร และจากได้ อันนั้นเป็นความเห็นส่วนตัว เป็นผลประโยชน์ส่วนตัวแท้ ๆ ในทางการเมืองอย่างนี้ผมนี่เป็น นักเคลื่อนไหวมานาน ปรมาจารย์ทางการเมืองยิ่งใหญ่ของโลกคนหนึ่งชื่อว่า เหมา เจ๋อ ตุง ได้กล่าวว่าวิธีอย่างนี้คือตัดทำงานให้ลงไปตามความต้องการของตัวเองและผลัดกันเกาหลัง วิธีอย่างนี้เขาเรียกว่าตัดเท้าให้เข้ากับรองเท้าครับ หรือจริง ๆ ท่านประธานเหมา เจ๋อ ตุง พูดว่านี่เป็นวิธีตัดตีนให้เข้ากับเกือก มันเป็นประเด็นที่ไม่ใช่ปัญหาประชาธิปไตยหรือไม่ ประชาธิปไตย

ประเด็นที่ ๓ วันนี้เรามีเสียงข้างมากในสภาไว้เพื่อหลีกหนีการตรวจสอบ นั่นก็คือไปแก้มาตรา ๑๙๐ ผมลงสู่รายละเอียดครับท่านประธาน การแก้ไขมาตรา ๖๘ นี่เป็นการยืนยันอีกครั้งหนึ่งว่าเราทำเพื่อใคร สิทธิของประชาชนตามมาตรา ๖๘ เป็นสิทธิ ขั้นพื้นฐานตามรัฐธรรมนูญ ใครก็ตามไม่มีสิทธิล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ใครก็ตามไม่มีสิทธิที่จะล้มล้างวิถีทางที่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ ใครทำอย่างนี้จะต้องถูกฟ้องร้อง ต่อศาลรัฐธรรมนูญ คนที่เรียกร้อง คนที่จะนำเรื่องนี้ไปสู่รัฐธรรมนูญ ท่านประธานครับ ในรัฐธรรมนูญเขียนไว้แล้วอย่างชัดเจน ให้โอกาสอย่างแน่นอนกับบุคคลที่จะต้องเข้ามา ทำหน้าที่อันนี้เขาใช้คำอย่างนี้ ท่านประธานครับ ในกรณีที่บุคคลหรือพรรคการเมืองใด กระทำการตามวรรคหนึ่ง ผู้ทราบการกระทำดังกล่าวย่อมมีสิทธิเสนอเรื่องให้อัยการสูงสุด ตรวจสอบข้อเท็จจริงและยื่นคำร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยสั่งการให้เลิกการกระทำ ดังกล่าว ความเห็นนี้ขัดแย้งกันมาตั้งนาน ความเห็นนี้ได้เป็นที่ประจักษ์ชัดไปแล้วเมื่อวันหนึ่ง เรื่องไปสู่ศาลรัฐธรรมนูญ ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยแล้วครับว่าคนที่นำเรื่องขึ้นสู่ศาลรัฐธรรมนูญได้นั้น ทั้งส่งไปที่อัยการและส่งไปศาลรัฐธรรมนูญโดยตรง ความหมายนี้คืออะไรครับ ความหมายนี้ ก็คือการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญนั้นเขาวินิจฉัยให้สิทธิกับประชาชน ให้เอกสิทธิ์ กับประชาชน ให้โอกาสประชาชน และนี่คือปัญหาประชาธิปไตยหรือไม่ ประชาธิปไตย วันนี้เราแก้อะไรครับ วันนี้เราแก้เอาอำนาจของรัฐไว้แล้วก็สละอำนาจของประชาชนออกไป ตรงนี้ละครับที่แก้ไปสู่ความเป็นประชาธิปไตยหรือไม่เป็นประชาธิปไตย ตรงนี้หรือครับ ที่จะยึดถือเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญเพื่อนำไปสู่เป้าหมายอำนาจที่เป็นของปวงชนชาวไทย ผมเรียนกับท่านประธานอย่างนี้ด้วยเสียงดัง ๆ ก็เพราะว่าการวินิจฉัยไปครั้งที่แล้วมันสร้าง ความเจ็บปวดให้คนที่จะยกเลิกรัฐธรรมนูญฉบับนี้และเดินหน้าไปไม่สำเร็จ วันนี้กำลังที่จะ ถอดทิ้งคำวินิจฉัยที่ศาลได้ทำไว้เป็นที่ประจักษ์เพราะจะเป็นแนวทางสำหรับการปฏิบัติ ในอีกอนาคต ทำไมล่ะครับ ทำไมต้องเป็นอัยการเพียงผู้เดียว อัยการมีสิทธิได้ครับ เพราะอัยการ เป็นกลไกแห่งรัฐ อำนาจรัฐไทยนั้นมีอำนาจทั้งในเรื่องกระบวนการในการสร้างความสงบ เรียบร้อยของประเทศ ปฏิบัติตามให้เป็นไปตามกฎหมาย ให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของ รัฐธรรมนูญ การร้องไปทางอธิบดีกรมอัยการ รัฐร้องได้ครับ แล้วถ้าประชาชนร้องจะมีสิทธิ อย่างนี้ไหม ก็ร้องได้ แต่ว่าอัยการจะทำตามเจตนารมณ์ของประชาชนไหม เขาไม่ต้องทำครับ นี่คือความเป็นกลไกแห่งรัฐ เป็นการใช้อำนาจของอัยการโดยตรงแล้วให้เหลือไว้เพียงเท่านี้ วันนี้รัฐบาลต้องการเพียงแค่นี้หรือครับ ต้องการตัดสิทธิของประชาชนออกไปและให้อำนาจนั้น คงไว้กับเพียงแต่ส่วนของราชการ ส่วนของกลไกแห่งรัฐเท่านั้นเอง นี่เป็นการขัดต่อเจตนารมณ์ ของรัฐธรรมนูญ เป็นการแก้ไขที่ตัดสิทธิของประชาชนโดยตรง เมื่อภาคเช้าคุณถวิล ไพรสณฑ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของพรรคประชาธิปัตย์ได้กล่าวเรื่องนี้และชี้ให้ท่านประธานเห็นว่า อัยการไม่ใช่เป็นเรื่องคนดีหรือไม่ดี แต่อัยการเป็นกลไกแห่งรัฐไทยซึ่งมีหน้าที่ปกป้อง และเป็นเครื่องมือของรัฐบาลในการรักษาความสงบเรียบร้อยของบ้านเมืองด้วย จุดนี้จึงเป็น เรื่องที่ผมต้องกราบเรียนกับท่านประธานว่าเราไม่อาจจะเห็นด้วยกับการแก้รัฐธรรมนูญ เพื่อที่จะตัดสิทธิของประชาชน แล้วก็สร้างเงื่อนไขไว้ให้เป็นอำนาจของตัวเอง อนาคตอะไร จะเกิดขึ้นครับ ถ้าแก้มาตรานี้แปลว่าการแก้รัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๙๑ จะต้องกลับมาอีก นี่เป็นเพียงบันไดที่ทำครั้งที่แล้วไม่สำเร็จ วันนี้ก็เลยต้องมาตัดตีนให้เข้ากับเกือก ท่านประธานครับ เพื่อที่จะสร้างเงื่อนไขให้กับไปทำอย่างนั้นอีก ทั้ง ๆ ที่ศาลวินิจฉัยแล้ว ตัดข้อความนี้ออก เพื่อให้คำวินิจฉัยของศาลนั้นเป็นโมฆะไป ทิ้งไป ไม่เป็นแบบแผนได้อีกเพราะกฎหมาย ไม่บัญญัติไว้เป็นอย่างนั้น นี่คือเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นและผมไม่อาจที่จะให้การสนับสนุนให้มี การแก้ไขมาตรา ๖๘ ได้ ในขณะเดียวกันท่านประธานครับ การแก้ไขรัฐธรรมนูญในการที่จะ ให้ยุบพรรคการเมืองหรือไม่ให้ยุบพรรคการเมือง ผมนี่ละครับเป็นคนหนึ่งที่พูดได้ว่าในชีวิตของผม วันนี้ผมเดินเข้าถนนสู่การเมืองเมื่อ ๓๙ ปีที่แล้ว กำลังจะเข้าสู่ปี ๔๐ ผมเป็นคนสงวนสิทธิในความเป็นสมาชิกพรรคการเมือง วิชารัฐศาสตร์เบื้องต้น เขาบอกเลยครับ เขาบอกว่าคนที่มีความตื่นตัวในทางการเมืองของระบอบประชาธิปไตยนั้น เป็นคนที่มีค่ายิ่งของระบบการเมืองการปกครองของประเทศ ใครครับ เขาบอกว่าคนที่ติดตาม ข่าวสารอย่างใกล้ชิดถือว่าเป็นคนที่มีคุณค่าของสังคม เพราะเป็นคนที่มีความตื่นตัวทางการเมือง เป็นคนที่เข้าร่วมกิจกรรมสาธารณะอย่างสม่ำเสมอ ถือว่ามีความหมายและเป็นความตื่นตัว และมีค่ายิ่ง

ประการที่ ๓ เขาบอกว่าใครก็ตามถ้าเข้าร่วมมีส่วนในการกำหนดนโยบาย กับรัฐ นั่นแปลว่ามีความตื่นตัวทางการเมืองนี่เป็นคนที่สังคมต้องการ มากกว่านั้น ท่านประธานครับ วิชารัฐศาสตร์เบื้องต้นบอกไว้เลยครับ บอกว่าการเป็นสมาชิก พรรคการเมืองเป็นการตื่นตัวทางการเมืองสูงสุดของคนที่มีความสนใจในกิจการของ บ้านเมือง คนเหล่านี้ต้องรัก ต้องสนับสนุน รัฐบาลจะต้องให้เกิดขึ้น ต้องไม่มีกฎหมายใด ๆ ไปขัดขวางไปเป็นอุปสรรคของคนที่จะเป็นสมาชิกพรรคการเมือง

และที่สำคัญคือข้อที่ ๕ เขาบอกว่าคนที่มีความตื่นตัวทางการเมืองสูงสุด คือคนที่ลงสมัครรับเลือกตั้ง ผมเล่าเรื่องนี้ให้ท่านประธานฟังก็เพราะว่ากฎหมายที่เรากำลัง ทำอยู่นั้น การยุบพรรคการเมืองเป็นสิ่งที่ต้องเป็นเรื่องใหญ่ เป็นเรื่องที่มีความหมาย แต่พี่น้องครับ มีความหมายมากเท่าไรก็ตาม พรรคการเมืองไม่มีสิทธิล้มล้างการปกครอง ในระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข พรรคการเมืองต้องไม่มีสิทธิทำ ทุจริตคอร์รัปชัน (Corruption) แสวงหาผลประโยชน์ส่วนตัว การเข้าสู่อำนาจด้วยวิธีการทุจริต ถ้าพรรคการเมืองเข้าสู่วิถีทางอย่างนี้ ผู้นำของพรรคการเมืองเข้าสู่วิถีแบบนี้แน่นอนครับว่า พรรคการเมืองนั้นควรที่จะมีสิทธิถูกยุบถูกล้มเลิกไปได้เช่นเดียวกัน นั่นเป็นสิ่งที่ผม กราบเรียนกับท่านประธานว่าความหมายไม่ได้อยู่ตรงยุบได้ไม่ยุบได้ แต่วันนี้ความหมาย มันอยู่ที่จากการแก้รัฐธรรมนูญท่านประธาน ในเรื่องสมาชิกวุฒิสภาก็เช่นเดียวกัน ผมไม่ปฏิเสธครับว่าการมีสมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการเลือกตั้งนั่นเป็นความงดงามยิ่ง เป็นไป ตามวิถีทางของระบอบประชาธิปไตย แต่ในขณะเดียวกันที่ผมว่าผมต้องให้ความเคารพต่อ ส.ว. ที่เขามาจากการสรรหานั้น เขาไม่ได้มาเองครับ เขามาตามวิถีทางของรัฐธรรมนูญ เมื่อโครงสร้างของระบบการเมืองของเรากำหนดเป็นอย่างนี้ เขาก็เข้าสู่สภาอย่างนี้ ถ้าระบบ การเมืองของเราไม่เข้าสู่สภาด้วยวิธีนี้ เขาก็ต้องไปตามวิถีทางของรัฐธรรมนูญ เขาไม่มีสิทธิ มาสู่สภาแห่งนี้นอกเหนือจากวิถีทางของรัฐธรรมนูญ ผมอธิบายความอย่างนี้เพื่อเรียนกับ ท่านประธานครับว่าวุฒิสภานั้นเป็นบุคคลที่ถกเถียงกันมากว่าเมื่อก่อนนี้เราควรจะมีหรือไม่ ควรจะมี ในที่สุดการออกแบบรัฐธรรมนูญของเรา การสรรหาสร้างความคิด เราเห็นตรงกัน ว่าเราจำเป็นต้องมีวุฒิสภา ถ้ามีวุฒิสภาก็ถามว่ามีไว้ทำไม ก็มีไว้ทำหน้าที่ในการกลั่นกรอง ทำหน้าที่ในการตรวจสอบ ทำหน้าที่ในการเลือกตั้ง แต่งตั้งองค์กรอิสระซึ่งจะทำหน้าที่ ตามรัฐธรรมนูญ เขาบอกว่าถ้าอย่างนั้นวุฒิสภาควรเป็นใคร วุฒิสภาควรจะเป็นผู้เชี่ยวชาญ วุฒิสภามาจากความหลากหลาย วุฒิสภาต้องเป็นอิสระในทางการเมือง เขาถึงออกแบบมาเป็น อย่างนั้น ถ้าสภานี้ไม่ต้องการให้มีวุฒิสภาสรรหาก็ไม่เป็นไรครับ ก็มาจากการเลือกตั้งพวกเขา ก็ไปสู่การเลือกตั้ง แต่การแก้ไขมาตรา ๑๑๑ ถึงมาตรา ๑๑๔ ท่านประธานครับ มันไม่ใช่ ทำเพื่อเอา ส.ว. ไปสู่เลือกตั้ง แต่ที่ผมบอกว่าต้องตัดตีนให้เข้ากับเกือกก็เพราะว่าไปเลือกตั้ง เพื่อที่จะต่ออายุของ ส.ว. ที่เป็นอยู่ปัจจุบันนี้ให้ได้เป็นอีก เพราะรัฐธรรมนูญเขาห้ามไว้ครับ เขาไม่ต้องการที่จะให้เป็น เขาไม่ต้องการที่จะให้ ส.ว. ดำรงตำแหน่งต่อไปอีก การให้เป็น ต่อไปอีกนั้นเขาเกรงว่าจะขาดความเป็นกลางในทางการเมือง เรื่องที่สำคัญยิ่งกว่านั้น ท่านประธานครับ กฎหมายรัฐธรรมนูญได้กำหนดไว้อย่างชัดเจนในเรื่องของการดำรงตำแหน่ง สมาชิกวุฒิสภาว่าบุคคลต่าง ๆ ที่เข้ามาสู่ เขาไม่ได้ห้ามเฉพาะไม่ให้ ส.ว. เดิมเป็นอีก ผมบอกท่านประธานแล้วว่าผมไม่ขัดข้องกับ ส.ว. ที่มาจากการเลือกตั้ง นั่นเป็นเจตนารมณ์ ดั้งเดิมของรัฐธรรมนูญ แต่เมื่อวันหนึ่งถูกออกแบบไปอย่างหนึ่งก็เป็นอีกแบบหนึ่ง แต่ผมกำลังบอกท่านประธานว่า ส.ว. ตามมาตรา ๑๑๗ เขาบอกว่าโดยสมาชิกวุฒิสภา จะดำรงตำแหน่งติดต่อกันเกิน ๑ วาระไม่ได้ ข้อความนี้ไม่ได้ห้ามเพียงสมาชิกวุฒิสภานะครับ เขาห้ามไกลไปถึงบุคคลที่ผมบอกท่านประธานแล้วเมื่อสักครู่นี้ เขาห้ามไม่ให้เป็นบุพการี คู่สมรส หรือบุตรของผู้ดำรงตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือผู้ดำรงตำแหน่ง ทางการเมืองนี่เขาก็ห้าม เขาห้ามใครอีกครับ เขาห้ามคนที่เคยเป็นสมาชิกหรือเคยดำรงตำแหน่ง และพ้นจากการเป็นสมาชิกของการดำรงตำแหน่งนั้นมาไม่เกิน ๕ ปี ห้ามใครอีกครับ เขาห้ามสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่พ้นตำแหน่งมาแล้วไม่เกิน ๕ ปี ห้ามใครอีกครับ เขาห้าม คนที่เคยพ้นจากตำแหน่งดังกล่าวมาแล้ว สมาชิกสภาท้องถิ่น ผู้บริหารท้องถิ่นมาแล้วไม่เกิน ๕ ปี ห้ามบุคคลที่เป็นสมาชิกวุฒิสภาสิ้นสุดแล้วยังไม่เกิน ๒ ปี ข้อความนี้ท่านประธาน เห็นไหมครับว่าที่เขาเขียนไม่ให้สมาชิกวุฒิสภาเป็นต่อนั้นเขาไม่ได้ห้ามคนเดียว เขาห้าม ระบบการเมืองของเราทั้งระบบเพราะไม่ต้องการที่จะให้บุคคลนี้ไปฝักใฝ่ไปยืนข้างกับอำนาจ รัฐ ไปยืนข้างกับกลไกอื่น ๆ ซึ่งไม่สามารถดำรงความเป็นกลาง ผมพูดอย่างนี้ไม่ได้แปลว่า ปฏิเสธนะครับท่านประธาน ถ้า ส.ว. เป็นได้อีกก็แปลว่าบุคคลที่ต้องห้ามทั้งชุดต้องถูกยกเลิก ไปด้วย ที่ผมพูดถึงสมาชิกพรรคการเมืองเมื่อสักครู่นี้ ท่านประธานครับ นั่นคนเป็นสมาชิก สำหรับผมเป็นความงดงาม เป็นความก้าวหน้า เป็นการตื่นตัว และเป็นความถูกต้อง แต่ว่า ถ้าผมจะยุติบทบาทในนามพรรคการเมืองแล้วต้องไปสมัคร ส.ว. ผมต้องใช้เวลา ๕ ปี เป็นสมาชิกพรรคการเมืองออกไป ๕ ปี ท่านประธานเห็นไหมว่านี่เป็นชุดความคิด เป็นปัญหา เชิงระบบ ถ้าจะอภิปรายรัฐธรรมนูญฉบับนี้ถ้าจะแก้ก็ต้องแก้ทั้งชุดแก้เชิงระบบ ไม่ใช่มา ตัดตีนแล้วให้เข้ากับเกือกกับความต้องการที่เป็นอยู่ตรงนี้ผมจึงไม่เห็นด้วยอย่างไรครับ ถ้าจะ แก้ก็ต้องแก้กันทั้งชุดอย่างนี้ ท่านประธานครับ ในมาตรา ๑๙๐ ก็เช่นเดียวกัน ผมเหลือเวลา อีกเล็กน้อยอาจจะคลาดเคลื่อนสัก ๑ นาที แต่ผมกำลังจะบอกท่านประธานว่ามาตรา ๑๙๐ นั้น มันมีความสมบูรณ์ในตัวเองอยู่แล้ว การหนีการตรวจสอบการกลับไปทำหน้าที่เพราะว่า ปัญหาตามมาตรา ๑๙๐ เป็นปัญหาเพียงหลักการทั่วไปว่ารัฐบาลนี้ถ้าจะต้องไปทำสัญญากับใคร ต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภา วันนี้รัฐสภามีอำนาจเต็มในการที่จะดูแลในการปกป้อง ผลประโยชน์ของชาติ วันนี้แก้ไขมาตรานี้เพื่ออะไรครับ อันนี้เป็นความหวังเป็นการคาดหวัง ของรัฐบาลแท้ ๆรัฐบาลรู้สึกรำคาญเรื่องนี้มาสภายาวมันไม่มีใครไปรับรู้รายละเอียดอะไรหรอกครับ รัฐบาลไปทำอะไรกันต่างประเทศไม่ให้ประชาชนคนไทยรับรู้หรือ นั่นเป็นปัญหาที่ผมต้องกราบเรียน กับท่านประธานว่าวันนี้กฎหมายฉบับนี้ไม่ต้องแก้เลยครับ รัฐบาลไปออกพระราชบัญญัติ กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยเกี่ยวกับเรื่องนี้ ตรวจสอบแค่ไหน ตรวจสอบอย่างไร ประชาชนมีส่วนร่วมมีส่วนเข้ามาเกี่ยวข้องอย่างไรล้วนทำได้ทั้งสิ้น ท่านประธานครับ ด้วยเหตุผลทั้ง ๓ ข้อ ทั้ง ๓ เรื่องที่ผมได้กราบเรียนกับท่านประธานไปนั้นนี่คือปัญหา ทางหลักการครับ ผมกราบเรียนกับท่านประธานอีกครั้งหนึ่งว่าปัญหาที่ท่านสมาชิกยกขึ้น เรื่องว่ารัฐธรรมนูญนี้เป็นประชาธิปไตยหรือไม่เป็นประชาธิปไตยไม่มีปัญหาในการแก้ไข รัฐธรรมนูญ ๓ ร่างนี้ว่าอะไรเป็นหรือไม่เป็นประชาธิปไตย ไม่มีทั้ง ๓ เรื่องนี้ว่าประชาชน จะได้อะไรจากการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้มีแต่เจ้าของปัญหาได้ทั้งสิ้น นี่คือเป็นเรื่องใหญ่ที่ผม ต้องกราบเรียนกับท่านประธานว่าสภาแห่งนี้ต้องคิดด้วยความใคร่ครวญต้องคิดด้วยความรอบคอบ หากจะแก้ไขเรื่องใดเรื่องหนึ่งต้องให้เป็นไปทั้งระบบทั้งชุดเพื่อที่จะตอบปัญหาว่าประชาชน จะได้อะไรจากการแก้ไขรัฐธรรมนูญในครั้งนี้ ผมเรียนท่านประธานว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ จะถูก จะผิด จะดี อย่างไร มาจากเจตนารมณ์ของประชาชนคือลงประชามติ ทำไมรัฐบาล ไม่กล้าไปทำประชามติเพื่อขอร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ครับ แล้วบอกว่านี่เป็นหน้าที่ของสภา ท่านประธานครับ ในฐานะสมาชิกรัฐสภาผมได้แสดงกับท่านประธานด้วยความเคารพว่า การเดินสู่หนทางประชาธิปไตยของประเทศนั้นต้องคิดถึงประชาชน ไม่ใช่คิดถึงตัวเอง ท่านประธานครับ