พิชัย สุนทรสัจบูลย์ เสนอความเห็นเกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญ โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญในวาระที่ 1 และการปฏิรูปการเมือง เพื่อให้รัฐบาลสามารถบริหารบ้านเมืองได้อย่างมีประสิทธิภาพ และยังหารือเรื่องมาตรา 68 และมาตรา 237 เพื่อให้การดำเนินการตามขั้นตอนถูกต้องและไม่ต้องตัดอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญ
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม พลตำรวจโท พิชัย สุนทรสัจบูลย์ สมาชิกวุฒิสภา จากจังหวัดอุดรธานี ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานที่เคารพครับ วันนี้เป็นวันที่ ๒ ของวาระที่หนึ่งในการแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญ บรรยากาศในการประชุมแล้วก็ในการติดตาม ต่าง ๆ นั้นก็สนุกสนานและครึกครื้นดี พี่น้องประชาชนโทรศัพท์มาถามผมว่าเห็นนั่งนาน ๆ เบื่อไหม ผมบอกอยู่ที่นี่เบื่อไม่ได้หรอกครับ ก็ครึกครื้นดีนะครับ ท่านประธานครับ รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันนี้คือฉบับที่ ๑๘ เรามีการแก้ไขมาหลายครั้ง ในวาระที่หนึ่ง วันนี้เป็นวันที่ ๒ ก็จะมีการแก้ไขอีกครั้งหนึ่งซึ่งมี ๓ ร่างนะครับ หลายท่านก็ได้อภิปราย ไปแล้วหลายแง่หลายมุมด้วยลีลาแล้วก็ด้วยข้อเท็จจริง เป็นความคิดความเห็นของแต่ละท่าน ที่มีมุมมอง ผมก็เคลิ้ม ๆ ไปหลายท่านเหมือนกันที่ฟัง ๆ ดู หลายคนก็อยากจะคล้อยตามไปด้วย แต่กลับมานึกอีกทีหนึ่งว่าที่ผมเสนอแล้วรับรองร่างไปทั้ง ๓ ร่างนั้น ผมก็ต้องมีหลักคิด และมีเหตุผลเช่นเดียวกันว่าทำไมถึงไปรับรองทั้ง ๓ ร่างในการแก้ไข
ประการที่ ๑ ผมดูเรื่องเหตุผลครับ ภาษาอังกฤษใช้คำว่า วาย (Why) มีเหตุผลอะไรถึงจะไปแก้เขา และเมื่อดูเหตุผลแล้วดูเจตนารมณ์แก้ไปเพื่ออะไร ต่อไปก็ดู การใช้อำนาจว่ามันยึดโยงกับประชาชนไหม เป็นประโยชน์ต่อประชาชนและประเทศชาติ หรือเปล่า ผมมาใคร่ครวญดูทั้งเหตุผลที่ผมตั้งไป ๓ ประการแล้วสมควรที่ผมจะต้องรับรอง ทั้ง ๓ ฉบับ ทั้งนี้ทั้งนั้นเพราะว่าแต่ละฉบับนั้นมันค่อนข้างจะสร้างความขัดแย้งทำให้ สังคมการเมืองเราเดินหน้าไปลำบาก ผมก็อธิบายแต่ละร่างให้ท่านประธานได้รับทราบ พอสังเขปอย่างนี้นะครับ
สำหรับร่างที่ ๑ ที่พูดถึงที่มา ส.ว. นั้น สมัยก่อนผมเองรับราชการเป็นตำรวจ เขาบอกตำรวจต้นทุนน้อย ก็ลองลงเลือกตั้งดูก็ได้ทั้ง ๒ ครั้ง เมื่อปี ๒๕๔๙ ได้ลงครั้งแรก ตามรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ก็ได้รับการเลือกตั้งมา แต่ว่ายังไม่ทันขึ้นเวทีนะครับ ร้องเพลงรอ อยู่ประมาณ ๔-๕ เดือนก็ถูกปฏิวัติไป หัวหน้าปฏิวัติที่ปฏิวัติคราวนั้นรู้สึกว่าท่านก็คงมาอยู่ ในนี้แล้วเหมือนกันนะครับ แต่วันนี้ไม่พบกัน ท่านก็กลับมาอยู่ฝ่ายการเมืองแล้ว ต่อมาเมื่อมี การแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๔๐ แล้วมาเป็นปี ๒๕๕๐ ผมลงอีกครั้งหนึ่งก็ได้ เพราะฉะนั้นการเลือกตั้งนี่หลายท่านพูดถึงบ่อย ๆ นะครับว่าเลือกตั้งต้องใช้เงินใช้ทอง ต้องไปอิงแอบกับพรรคการเมืองนั้น พรรคการเมืองนี้ ต้องตกเป็นเบี้ยล่างของคนโน้นคนนี้ ผมก็เรียนตรง ๆ ว่าผมไม่มีประสบการณ์ตรงนั้นนะครับ พี่น้องชาวอุดรธานีเขาเลือกผม มาเองทั้ง ๒ ครั้ง ไม่มีการต้องไปเสียเงินเสียทองอะไร ถ้าจะไปเสียเงินเสียทองผมคงจะไม่มี ปัญญาหรอกครับ เพราะฉะนั้นการที่หลายท่านลุกขึ้นมาและพูดค่อนข้างจะดูถูกดูแคลน ส.ว. ที่มาจากการเลือกตั้ง หลายท่านพูดนะครับ อันนี้ก็คงไม่ก้าวล่วงถึง แต่ท่านบอกว่า ชอบเสพอำนาจ เคยตัว ตกเป็นเบี้ยล่างของคนโน้นคนนี้ เป็นสมุนรับใช้ ขอเรียนท่านประธานว่า ส.ว. จังหวัดอุดรธานีที่ชื่อ พลตำรวจโท พิชัย สุนทรสัจบูลย์ ไม่มีอย่างนั้นนะครับ ผมก็มี ความภาคภูมิใจในการมาเป็นวุฒิสมาชิกของผม แต่ผมก็ไม่รังเกียจนะครับ ผมทำงานกับ เพื่อน ส.ว. ที่มาจากการสรรหาประมาณ ๕ ปี ก็มีความรักใคร่ชอบพอกัน แต่ทีนี้ถ้าเรามาดู ย้อนหลังว่าการพัฒนาในด้านการที่เป็นสมาชิกวุฒิสภานั้นก็มีมาตั้งแต่แต่งตั้งทั้งหมด เลือกตั้ง ทั้งหมด แล้วก็มีลูกผสม ขณะนี้เป็นลูกผสม แต่จะผสมกันอย่างไรนั้น จะเหมาะสมหรือไม่นั้น ในข้อคิดมุมมองของผมคิดว่าถ้าบ้านเมืองขณะนี้เราถือว่าในระบอบประชาธิปไตยนั้นเรามี พี่น้องประชาชนเป็นเจ้าของประเทศ ถ้าเรายึดโยงกับประชาชนเราก็อยากให้ประชาชน มีส่วนร่วมในการเลือกท่านจะมีมุมมองด้านไหนก็ตามมันก็มีทั้งส่วนดีและส่วนเสียทั้งนั้น แล้วแต่จะยกมานะครับ แล้วแต่เหรียญ ๒ ด้าน ส.ว. ที่มาจากสรรหาก็มีความรู้ความสามารถหลายท่านนะครับ อันนี้ก็มีประโยชน์ แต่ต่อไปนี้ ท่านจะไปแปรญัตติในวาระที่สองอย่างไรนั้นผมก็ไม่ขัดข้อง แต่ในชั้นนี้ผมคิดว่าการยึดโยง กับประชาชนนั้นต้องมาเป็นหลักก่อน
ในร่างที่ ๒ เกี่ยวกับเรื่องมาตรา ๑๙๐ นั้นก็มีการแก้ไข ครั้งที่แล้วก็รู้สึกจะ แก้ไขมาครั้งหนึ่งแล้ว มาตรานี้ได้ดูในรายละเอียดแล้วบางครั้งก็แทบจะบอกว่ามันมี หลายส่วนนะครับที่เป็นเรื่องหยุมหยิม จุกจิก จู้จี้จนเกินไป แล้วก็ต้องมีการให้เอาฝ่ายบริหาร ไปยึดโยงกับฝ่ายนิติบัญญัติแล้วก็ฝ่ายตุลาการที่จะมาพิจารณาเรื่องนี้ด้วย ก็ทำให้รัฐบาล ซึ่งเป็นผู้บริหารจะต้องไปบริหารบ้านเมืองในการที่จะไปติดต่อทำสัญญากับนานาชาติ ทั้งหลายค่อนข้างจะลำบากแล้วก็อึดอัดในการดำเนินการ รวมทั้งเกรงว่าถ้าทำอะไรไปแล้ว ถ้าไม่เข้ามาในรัฐสภานี้ก็กลัวจะทำผิด เมื่อทำผิดแล้วเดี๋ยวก็จะไปถูกถอดถอน จะไปถูก อะไรอีก เพราะฉะนั้นผมคิดว่ามาตรา ๑๙๐ นี่นะครับ เพื่อที่เราจะออกกฎหมายให้ทางรัฐบาล ได้ไปบริหารบ้านเมือง ไปทำสัญญากับนานาชาติได้อย่างสะดวก ก็ควรที่จะให้มีการปรับปรุง แก้ไขบ้างเพื่อให้ทำงานได้รวดเร็วขึ้นสมกับยุคโลกาภิวัตน์ ยุคโซเชียล มีเดีย แล้วตอนนี้ ไปไกลแล้วนะครับ เราจะมัวแต่มานั่นอยู่ตรงนี้ไม่ได้ อย่าระแวงแคลงใจกันอยู่ ถ้าเราเกิด กังวลแล้วระแวงแคลงใจมองโลกกันในแง่ไม่ดีมันก็เกิดปัญหาแล้วเราเดินหน้าลำบากนะครับ
สำหรับร่างที่ ๓ คือมาตรา ๖๘ กับมาตรา ๒๓๗ ที่คู่กันนั้น มาตรา ๖๘ นั้น ผมคิดว่าดูแล้วในการพิจารณาถ้าเราดำเนินการตามขั้นตอนให้ถูกต้อง เข้าช่องให้ถูกทาง ให้อัยการสูงสุดท่านพิจารณาเสีย เมื่ออัยการสูงสุดพิจารณาอย่างไรแล้วก็ส่งไปให้ศาลรัฐธรรมนูญ ดำเนินการ ก็ไม่เห็นว่าจะต้องไปตัดอำนาจอะไรตรงไหนนะครับ เป็นการทำให้ถูกช่องทาง ให้บ้านเราไม่ต้องไปทะเลาะเบาะแว้งกัน เดี๋ยวยื่นตรงนั้น เดี๋ยวยื่นตรงนี้ แล้วก็มาทะเลาะกัน ผมว่าถ้าเป็นไปตามขั้นตอนเสียมันก็จะไม่มีปัญหาอะไร
อีกประการหนึ่ง มาตรา ๒๓๗ นั้นเขาบอกว่าตายยกเข่ง หรือว่าตายเหมาเล้า คือหมายความว่าใครทำผิดทีก็โดนทั้งหมด แต่ในรายละเอียดก็คงจะมีวิธีว่าทำอย่างไร ที่ขั้นตอนจะโยงอย่างไรนั้นเป็นรายละเอียดในกฎหมาย ซึ่งผมคิดว่าในวาระที่หนึ่งไม่สมควร ที่จะต้องไปพูดกันมากมายนัก จะรับหรือไม่รับ แล้ววาระที่สองก็ค่อยไปว่ากันในรายละเอียด ฉะนั้นสำหรับผมนั้นผมได้พิจารณาทั้ง ๓ ร่างแล้วผมรับหลักการนี้ แล้วก็ขอเรียนนิดหนึ่งว่า สมัยรับราชการเป็นตำรวจนั้นถ้าถูกตั้งกรรมการสอบสวนเขาบอกทำเหมือนบวชพระ ต้องรับกฐินบ้าง ตอนนี้มาเป็น ส.ว. แล้ว มาเป็นนักการเมืองก็ต้องโดนบ้างก็ถือเป็นธรรมดา ขอบคุณครับ