นิยม ช่างพินิจ เสนอการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อให้ประชาชนมีสิทธิในการใช้สิทธิเลือกตั้งโดยตรง และเรียกร้องให้รัฐสภาแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการถ่วงดุลอำนาจระหว่างนิติบัญญัติ บริหาร และตุลาการ นอกจากนี้ยังแสดงมุมมองของตนต่อการยุบพรรคการเมืองและเรียกร้องให้ประชาชนมองเห็นข้อเท็จจริงและไม่ต้องไปพูดถึงอดีต
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นิยม ช่างพินิจ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพิษณุโลก พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา สิ่งที่สำคัญโดยเฉพาะร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ที่ได้เสนอเข้ามาผมเองก็มีส่วนร่วมในการลงนามที่เห็นด้วยกับในการที่จะแก้ไขเพิ่มเติม ทั้ง ๓ ร่างด้วยกัน ประเด็นสำคัญที่เพื่อนสมาชิก ส.ว. ก็ดีที่จะพูดกันอยู่เสมอว่ารัฐธรรมนูญ ฉบับปี ๒๕๕๐ นี้ถ้าเราแก้แล้วเราจะได้อะไร ผมอยากจะเรียนให้พี่น้องทราบ ให้ประธานทราบ และพี่น้องประชาชนที่รับฟังอยู่ทางบ้าน วันนี้เองมันเป็นนโยบายของพรรคเพื่อไทยในช่วงที่มี การรณรงค์หาเสียงว่าถ้าได้รับการเลือกตั้งเข้ามาแล้วได้เป็นรัฐบาลจะมีการแก้รัฐธรรมนูญ ฉบับปี ๒๕๕๐ เพราะฉะนั้นสิ่งที่สำคัญพรรคเพื่อไทยรู้ครับว่าเจตนารมณ์ของพี่น้องประชาชน คือต้องการอะไรเราก็ทำตามเจตนารมณ์แล้วก็ชนะการเลือกตั้งกลับมา เพราะเราต้องเข้าใจ ต้องย้อนอดีตไปนะครับ เมื่อปี ๒๕๔๙ ปี ๒๕๕๐ เกิดอะไรขึ้น รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ มีการทำประชามติบอกว่ารับไปก่อนแล้วก็ค่อยมาแก้กันทีหลัง แล้วเป็นอย่างไรครับ ผลพวง ของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ จนมาถึงทุกวันนี้เผด็จการมาออกกฎหมายลูก กฎหมายการทำ ประชามติ แต่สิ่งที่สำคัญรู้ไหมครับท่านประธาน การออกเสียงประชามติ สมมุติว่าพี่น้องประชาชน มีสิทธิ ๕๐ ล้านคน ต้องมาใช้สิทธิ ๒๕ ล้านคน แล้วต้องลงสิทธิ ๑๒.๒๕ ล้านคนถึงจะผ่าน แต่ทำไมล่ะครับ ลองกลับไปดูรัฐธรรมนูญที่มาจากปี ๒๕๕๐ มาทำประชามติเท่าไรก็ได้ ทำไมไม่เขียนเอาตามแบบนั้นล่ะครับ นี่ละครับคำถามที่ผมอยากจะถามและอยากจะเรียน ให้ท่านประธานได้รับทราบ แล้วก็ถามครับว่าถ้าแก้ ๓ มาตรานี้ได้อะไร ผมขอโทษนะครับ ด้วยความรัก ด้วยความเคารพที่มีกับสมาชิกไม่ว่าจะเป็นสรรหาก็ดี พี่น้องประชาชนโทรศัพท์ หาผมเมื่อสักครู่นี้รู้ว่าผมจะอภิปรายว่าอย่างไรครับ เขาบอกสิ่งที่ประชาชนได้รับเต็ม ๆ นะครับ ท่านประธาน ก็ได้ประโยชน์จาก ส.ว. ที่สรรหาหลุดจากตำแหน่งไป เขาก็ได้รับเลือกตั้ง โดยตรง นี่อย่างไรครับที่เขาได้รับโดยตรงที่ประชาชนเห็นจริง ๆ ชัดเจนตรงนี้ เขายังบอก เลยว่า ส.ส. ถ้าเป็นไปได้แปรญัตติตัด ส.ว. สรรหาที่มา ๗๓ ออกไปเลย แต่ทำไม่ได้หรอกครับ ด้วยความรัก ด้วยความเคารพ ผมก็ทำไม่ได้ ผมก็คงไม่แปรญัตติตรงนี้ ก็ปล่อยให้อยู่ไป ถ้าร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ผ่าน เพราะฉะนั้นไม่ต้องมาถามหรอกครับว่าได้อะไร ประชาชน ได้อะไร เขาได้สิทธิของเขากลับคืนมาที่เขาจะต้องไปใช้สิทธิเลือกตั้ง อย่าคิดว่าคุณจะมา จากไหน อาชีพอะไรก็ช่าง แล้วมาจากกระบวนการไหนก็ช่าง โดยเฉพาะมาจากการสรรหา จะมีความรู้ความสามารถ อย่าดูถูกความรู้ของพี่น้องประชาชนที่มีสิทธิเลือกตั้ง ไม่ควรไปดูถูก เลยครับ สิ่งที่ผมต้องพูดอย่างนี้เพราะอะไรรู้ไหมครับ ส.ว. ที่มาจากการเลือกตั้ง ท่านเห็นไหม บัตรแนะนำตัวบัตรเล็ก ๆ เต็มหมด มาจากอาชีพนั้น เป็นอดีตนั้น เป็นอดีตนี้ มีหมด เขารู้ครับก่อนที่เขาจะเลือก แล้วไม่ต้องกลัวว่าจะมาเชื่อมโยงกับพรรคการเมือง ไม่มีหรอก เป็นไปได้ยากครับ
ประเด็นที่ ๒ เรื่องของการยุบพรรคการเมือง ผลพวงที่พรรคเพื่อไทย พรรคไทยรักไทย ผมเป็น ส.ส. เลือกตั้ง ๔ ครั้ง อยู่ถึง ๓ พรรคโดยที่ผมไม่ได้มีเจตนารมณ์ ที่จะย้ายเลยครับ ศาลรัฐธรรมนูญย้ายผมหมดเลย ผมไม่มีสิทธิเลือกพรรคละครับ แต่ผม ก็อยู่ด้วยอุดมการณ์ของผม แล้วบอกเลยครับ จากพรรคไทยรักไทยมาพรรคพลังประชาชน แล้วมาพรรคเพื่อไทย นี่มุมมองของพี่น้องประชาชนเขามองว่า ๒ มาตรฐาน ทำไมครับ พรรคชาติไทยก็โดนยุบ เอาเถอะมันจะยุบด้วยเจตนาอันไหน ข้อผิดพลาดอันไหน อะไรก็ช่าง เราไม่ต้องไปสนใจ ไม่ต้องไปพูดถึงอดีตหรอกครับ แต่สิ่งที่ผมอยากจะกราบเรียนให้ทราบว่า ตรงนี้ก็ส่วนหนึ่งละครับที่พี่น้องประชาชนเขาดูอยู่เขาเห็น เขาได้รับทราบว่าอะไรเกิดขึ้น เขาถึงเรียกร้อง มันถึงเป็นนโยบายของพรรคว่าถ้าได้กลับมาแล้วได้เป็นรัฐบาลจะต้องแก้ รัฐธรรมนูญ นี่ครับข้อเท็จจริงมันมาอย่างนี้
และอีกประเด็นหนึ่ง มาตรา ๑๙๐ ที่พูดกันนักหนาว่ามันต้องทำอย่างนั้น มันต้องทำอย่างนี้ ไม่มีหรอกครับ ต้องรู้ว่าที่มาของรัฐมนตรีมาจากไหน มาจากนายกรัฐมนตรี เป็นคนนำเสนอ แล้วนายกรัฐมนตรีมาจากไหนครับ มาจากการเป็น ส.ส. แล้วสมาชิก ส.ส. เกินกึ่งหนึ่งเลือกนายกรัฐมนตรีขึ้นมา แล้วนายกรัฐมนตรีก็ไปสรรหารัฐมนตรีเข้ามา แล้วการที่เป็นรัฐมนตรีจะไปเจรจากับประเทศโน้นกับประเทศนี้ ถ้าเป็นทวิภาคีไม่ใช่เรื่องยาก เลยครับ แต่เป็นพหุภาคีหลาย ๆ ประเทศขึ้นมาลำบากครับ ไปเจรจาปั๊บ ๆ แล้วก็กลับมาถาม เดี๋ยวก่อนครับใจเย็น ๆ เดี๋ยวผมไปขอมติแล้วนำอันนี้ไปเสนอให้กับทางรัฐสภาก่อนว่า จะเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบ อย่างนี้มันไม่ใช่หรอกครับ เพราะฉะนั้นอำนาจนิติบัญญัติ อำนาจบริหาร อำนาจตุลาการ มันต้องถ่วงดุลกันแล้วก็แยกกันให้ชัดเจนครับ ในเมื่อ เรามอบอำนาจให้กับผู้บริหารแล้วก็ปล่อยเขาครับ ถ้าเขาไปทำผิดหรือไปลงนามผิดอะไร ไม่ใช่เรื่องยากเรามีช่องทางนะครับ ผมเชื่อได้ว่าสมาชิก ส.ส. ก็ไม่เห็นด้วย แล้วมีช่องทาง เราก็นำเสนอให้กับทางศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยได้ อย่างนี้เป็นประเด็นสำคัญ เพราะฉะนั้น ผมอยากจะกราบเรียนเลยว่าวันนี้ผมเห็นด้วยกับทั้ง ๓ ร่างที่จะต้องแก้โดยเฉพาะมาตรา ๒๓๗ ยุบพรรคตรงนี้ละครับมันเป็นประเด็นที่เป็นปัจจัยสำคัญ วันนี้เองถ้าเราแก้รัฐธรรมนูญนี้ไม่ได้ ทีแรกว่าจะแก้ทั้งเล่มนะครับ ก็มีผู้ที่หวังดีไปเสนอไม่แก้หรอก แล้วที่นำเสนอที่เราแก้ รัฐธรรมนูญมันไปเปลี่ยนแปลงการปกครองหรือเปล่า ไม่ใช่เลยครับ ก็เพียงแก้รัฐธรรมนูญ ตามนโยบายบอกว่าจะมีการเปลี่ยนแปลง มีการล้มล้างการปกครอง ไม่ใช่นะครับ ผมเรียน ให้ประธานทราบ เพราะฉะนั้นผมอยากจะกราบเรียนว่าวันนี้เองท่านประธาน ผมมีเวลาน้อย ทั้ง ๓ ร่างถ้ารับร่างในวาระแรกผมอยากให้ฝากทั้ง ส.ว. สรรหา ส.ว. อะไรก็ดี แล้วก็ เพื่อนสมาชิก ส.ส. เข้าไปร่วมกัน ตรงไหนที่มันไม่ดี ตรงไหนที่มันจะแก้ไขเราไปว่ากันในคณะกรรมาธิการ ตรงนี้เป็นสิ่งที่ สำคัญที่สุด ผมเองถ้ามีโอกาสผมก็จะนำไปเสนอด้วยครับว่าเราจะเอาตรงไหน ให้ทั้ง ๒ ฝ่าย มันขับเคลื่อนไปได้ เพราะฉะนั้นการแก้รัฐธรรมนูญได้อะไรไม่ต้องมาถามหรอกครับ ได้อำนาจที่แท้จริงของพี่น้องประชาชนกลับคืนไป ตรงนี้เป็นสิ่งที่สำคัญมาก ก็คงจะกราบเรียน ท่านประธานเพียงเท่านี้ ขอบพระคุณท่านประธานมากครับ