รัฐสภา · ครั้งที่ ๔ · ๔ เมษายน ๒๕๕๖

สนธยา แสงเภา แสดงความเห็นเกี่ยวกับการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ โดยเน้นย้ำถึงที่มาของสมาชิกวุฒิสภา และเรียกร้องให้ประชาชนเข้าใจถึงความจริงที่เป็นอยู่ เธอยังหารือเรื่องการแก้ไขพระราชบัญญัติตามมาตรา 190 และมีสิทธิที่จะยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญโดยตรง

พันตำรวจเอก สนธยา แสงเภา สมาชิกวุฒิสภา ภาคเอกชน

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม พันตำรวจเอก สนธยา แสงเภา สมาชิกวุฒิสภาที่มาจาก การสรรหาองค์กรภาคเอกชน หรืออาจจะตามที่สมาชิกรัฐสภาได้กรุณาพูดว่าเป็นข้าวนอกนา หรือว่าข้าวในนาแล้วแต่กรณีครับ กราบเรียนท่านประธานครับ กรณีแก้ไขเพิ่มเติม ร่างพระราชบัญญัติในปัจจุบัน แล้วก็มีสมาชิกรัฐสภาได้มีการอภิปรายไปแล้วใน ๓ ร่าง ความละเอียดแจ้งอยู่แล้วนั้น โดยที่การแก้ไขเพิ่มเติมที่เกี่ยวข้องกับที่มาของสมาชิกวุฒิสภา ไม่ว่าจะเป็นที่มา การพ้นจากตำแหน่ง หรือวาระในการดำรงตำแหน่ง ข้อที่ ๒ การแก้ไข รัฐธรรมนูญตามมาตรา ๑๙๐ และมาตรา ๖๘ และมาตรา ๒๓๗ ผมกราบเรียนท่านประธาน ภายใต้เวลาจำกัด ข้อสอบ ๓ ข้อต้องตอบให้จบภายใน ๘ นาที ดังนั้นถ้าสอบ ๒ ข้อ ภายใน ๘ นาที ถ้าตอบตรง ๆ ก็คงจะได้ผ่าน กราบเรียนอย่างนี้ท่านประธานครับ กระผม กราบเรียนไว้ว่ากระผมเป็นสมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการสรรหา กราบเรียนด้วยความเคารพ แล้วก็ผ่านท่านประธานไปยังประชาชนที่รับฟังอยู่ทางบ้าน ไม่ว่าจะเป็นทางสถานีโทรทัศน์ หรืออ่านจากสื่อสิ่งพิมพ์ จากการที่มีสมาชิกรัฐสภาบางท่านได้ไปออกทีวีทำให้ประชาชน ที่ฟังนี้อาจจะมีการคลาดเคลื่อน ผมกราบเรียนด้วยเคารพว่ากระผมเองนั้นมาภายใต้ กฎหมายรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ แล้วก็พร้อมที่จะไปภายใต้รัฐธรรมนูญร่างแก้ไขไม่ว่าจะอีก ๑ ปี ๓ ปี ด้วยความยินดีครับ ดังนั้นก็กราบเรียนว่าภายใต้กฎหมายรัฐธรรมนูญที่วางหลัก ที่มาของ ส.ว. ไว้นั้น ผมกราบเรียนว่าแม้จะมีอรหันต์ ๖-๗ คนตามที่ท่านได้กล่าวไปแล้วนั้น ผมกราบเรียนด้วยความเคารพว่าสมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการสรรหานั้นหลังจากที่สมัคร เรียบร้อย ทางคณะกรรมการการเลือกตั้งก็จะแยกออกเป็นภาครัฐ ภาคเอกชน ภาควิชาชีพ ภาควิชาการ ภาคอื่น ๆ รวมแล้วเป็น ๕ องค์กร ก็กราบเรียนว่าองค์กรมีการพิจารณา ด้วยกรรมการสรรหาต่าง ๆ ๗ คน เขาจะมีคณะกรรมการการเลือกตั้งได้ตั้งคณะอนุกรรมการ แต่ละคณะเพียงให้ข้อมูลอะไรต่ออะไรไปหลายอย่างนะครับ กระผมกราบเรียนด้วยความเคารพว่า หลายท่านอาจจะมองว่าสมาชิกวุฒิสภานั้นรู้จักกับคนโน้นคนนี้เยอะแยะ กระผมกราบเรียนว่า กระผมเจริญเติบโตมาจากชั้นประทวนและไม่ได้รู้จัก และมีความคุ้นเคยเป็นการส่วนตัว กับผู้ที่มีอำนาจในการสรรหาแต่ประการใด

ในประการที่ ๒ กราบเรียนว่าในการแก้ไขตามมาตรา ๑๙๐ ว่าด้วยการทำ หนังสือสัญญาซึ่งต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภานั้น ถ้าจะมองเพื่อให้เป็นไปด้วย ความเรียบร้อย ละเอียด รอบคอบ แน่นอนครับจะต้องผ่านมา แต่โดยที่กฎหมายรัฐธรรมนูญ ได้วางหลักแล้วมอบหน้าที่ให้ฝ่ายนิติบัญญัติ ฝ่ายบริหาร และศาล ดังนั้นผมก็กราบเรียนว่า ในเมื่อฝ่ายบริหารได้มีการจัดตั้งรัฐบาลไว้แล้ว การที่ท่านจะไปเจรจาต่อรองอะไรต่าง ๆ ตามสัญญานั้น แต่เดิมมี ๒ ประเภท ตอนหลังมี ๕ ประเภท เช่น มีการเปลี่ยนแปลง ราชอาณาเขตหรือหนังสือสัญญาที่มีผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจหรือสังคม หรือหนังสือสัญญาที่จะต้องออกเป็นพระราชบัญญัติเพื่อให้เป็นไปตามสัญญานั้น กระผมกราบเรียนว่าสมาชิกวุฒิสภามีวุฒิภาวะ เราได้มีการให้ความเห็นชอบไม่ว่าจะเป็น รัฐบาลนี้หรือรัฐบาลที่ผ่านมาครับ เรามีจิตวิญญาณ มีวุฒิภาวะแน่นอนครับที่จะให้ ความเห็นชอบแล้วก็ได้เห็นชอบไปแล้ว ในร่างพระราชบัญญัติตามที่ท่านได้ขอแก้ไขเพิ่มเติมนะครับ กระผมจะเห็นด้วยหรือไม่ ก็จะต้องรับฟังจากสมาชิกรัฐสภาที่จะมีการอภิปราย แล้วเมื่อลงมติถ้ามีเหตุมีผลกระผมก็จะได้ พิจารณาในโอกาสนั้น ก็กราบเรียนท่านประธานครับ ในคำเกี่ยวกับการพิทักษ์รัฐธรรมนูญ ตามมาตรา ๖๘ ผมกราบเรียนสั้น ๆ ว่า เห็นได้ว่ากฎหมายรัฐธรรมนูญกำหนดให้บุคคล หรือพรรคการเมืองที่ทราบการกระทำหน้าที่เรื่องดังกล่าว ต้องเสนอต่ออัยการสูงสุดเพื่อให้ ตีความบุคคลที่มีสิทธิเสนอเรื่องต่ออัยการสูงสุดเพื่อให้ดำเนินการไต่สวนตามข้อเท็จจริง การมีสิทธิที่จะยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญโดยตรงอีกท่านหนึ่งย่อมไม่สอดคล้องกับ เจตนารมณ์ของกฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เพราะจะทำให้การยื่นคำร้องเป็นไปตาม กระบวนการที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงโดยอัยการสูงสุด ผมยกตัวอย่างในกรณีคดีอาญาทั่วไปนะครับ เมื่อผ่านพนักงานสอบสวนมาก็จะผ่านอัยการแล้วก็ผ่านศาล มีการกลั่นกรองครับ แต่โดยที่ กฎหมายมาตรา ๖๘ เป็นกฎหมายที่สำคัญ ดังนั้นผมคิดว่าการที่ร่างพระราชบัญญัติแก้ไข เพิ่มเติมฉบับนี้กระผมน่าจะเห็นด้วย น่าจะต้องกำหนดให้แจ้งชัดไปเลยว่ากฎหมาย มีเจตนารมณ์ที่จะมอบหมายให้อัยการสูงสุดในฐานะเป็นผู้กระทำการแทนแผ่นดิน ที่ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงหรือไม่ สำหรับในมาตรานี้ก็กราบเรียนท่านประธาน ด้วยความเคารพว่ากระผมค่อนข้างที่จะเห็นด้วยนะครับ ถ้าท่านแก้ไขเป็นเฉพาะเจาะจง ไปเลยว่าจะให้อัยการสูงสุดดำเนินการแต่เพียงผู้เดียว แต่เนื่องจากได้มีการแปลความว่า ประชาชนผู้รับทราบการกระทำผิดดังกล่าวผู้หนึ่งผู้ใดมีสิทธิที่จะยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อให้ วินิจฉัยหรือสั่งให้เลิกการกระทำนั้น อันเป็นการล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ดังนั้นกระผมเห็นด้วยอย่างยิ่งครับว่าการแก้ไขในฉบับนี้ น่าที่จะเห็นด้วยหรือไม่ก็จะขอตอบในวันพรุ่งนี้ ท่านประธานครับ กระผมเองได้นั่งฟัง อยู่ตลอดจากการอภิปรายตั้งแต่เมื่อวานนี้จนกระทั่งเลิก ดังนั้นสำหรับการอภิปรายในวันนี้ ก็กราบเรียนด้วยความเคารพว่า กระผมยังขอกราบเรียนยืนยันไปยังสมาชิกรัฐสภา ด้วยความเคารพว่าท่านจะแก้ไขอย่างไรก็แก้ไป ในส่วนตัวของกระผมนั้นพร้อมนะครับ ที่จะปฏิบัติตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ เพราะกฎหมายรัฐธรรมนูญนั้นเป็นกฎหมายสูงสุด ผมเรียนท่านประธานผ่านไปยังประชาชนที่รับฟังทางบ้านว่าในการปฏิบัติหน้าที่ของ สมาชิกวุฒิสภาหรือสมาชิกรัฐสภานั้น หลักในการยึดหรือคัมภีร์นั้นก็จะต้องประกอบไปด้วย กฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันปี ๒๕๕๐ และประมวลจริยธรรมของสมาชิกรัฐสภา นอกจากนั้นจะต้องยึดถือข้อบังคับการประชุมของรัฐสภาด้วย และกราบขอบพระคุณ ท่านประธาน เพื่อนสมาชิก กระผมอภิปรายในช่วงนี้ไม่มีท่านผู้ใดประท้วงเลยครับ และจะให้ ผมพูดรุนแรงรวดเร็วแบบท่าน จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์คงทำไม่ได้ครับ กราบขอบพระคุณครับ